อิทธิฤทธิ์(คนทำ)การ์ตูน ชัยพร พานิชรุทติวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/493914

อิทธิฤทธิ์(คนทำ)การ์ตูน ชัยพร พานิชรุทติวงศ์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ภาพยนตร์การ์ตูนทำให้คนดูอย่างเราๆ อารมณ์ดีได้เสมอ การ์ตูนหลายเรื่องยังทำให้เราได้หลุดออกจากกรอบ ได้หลุดออกจากโลกความจริง แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับที่การ์ตูนได้หล่อหลอมเรา บันดาลใจเรา และให้อิทธิพลแก่เรา หรือจะพูดว่าได้มอบ “อิทธิฤทธิ์” ให้แก่เราก็น่าจะได้

ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ อาจารย์หัวหน้าหลักสูตรปริญญาโท คณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการศูนย์อาร์เอสยู แอนิเมชั่น (RSU Animation) หลายคนรู้จักเขาดีจากแอนิเมชั่น “ยักษ์” หนึ่งในเบื้องหลังแอนิเมชั่นพันธุ์ไทยของการ์ตูนแห่งยุค

อดีตกรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการ ฝ่ายสร้างสรรค์และแอนิเมชั่น บริษัท บ้านอิทธิฤทธิ์ ในเครือบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ชัยพรควบสองตำแหน่ง คือผู้ร่วมกำกับภาพยนตร์และผู้กำกับ
แอนิเมชั่น ผู้ที่ทำให้ทศกัณฐ์ในเวอร์ชั่นยักษ์กระป๋องล้ำยุคสีเขียวปี๋ออกมาโลดแล่น ปลุกกระแสความตื่นตัวของวงการภาพยนตร์การ์ตูนไทย และสร้างปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อบนเวทีทางวัฒนธรรมในระดับชาติ

จากเด็กต่างจังหวัดชอบดูการ์ตูนคนหนึ่ง ชัยพรเป็นชาว จ.ระยอง อ่านและดูการ์ตูนมาตั้งแต่จำความ ต่อมาสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี คณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาดิจิทัล อาร์ต (Digital Art) ที่มหาวิทยาลัยโอเรกอน สหรัฐ เรื่องทั้งหมดนี้อาจไม่เกิดขึ้น หากวันหนึ่งชัยพรไม่เข้าโรงหนัง และได้ชมภาพยนตร์ตัวอย่างสั้นๆ ของการ์ตูน The Lion King

“นั่นคือวินาทีที่ผมน้ำตาไหล เมื่อได้เห็นตัวการ์ตูนเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติสมจริงอยู่ในจอ สมัยนั้นเมืองไทยยังทำแบบนั้นไม่ได้ การ์ตูนไทยยังทำเทคนิคแบบนั้นไม่ได้ การ์ตูนบ้านเรายังทำ 2D อยู่เลย ผมกลับมาลาออกจากงานเดี๋ยวนั้น รู้แค่ว่าจะต้องไปเรียนต่อเพื่อทำการ์ตูนแบบนี้ให้ได้”

ใช้ชีวิตและเรียนปริญญาโทอยู่ที่สหรัฐ 6-7 ปี ช่วงแรกพูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลย แต่เพราะความที่ต้องสื่อสารกับฝรั่ง จึงเคี่ยวเข็ญตัวเองจนพูดได้สื่อสารได้ ชัยพรได้ทุนเรียนหนังสือและได้งานเต็มเวลาเป็นคาแรกเตอร์ ดีไซน์ที่ไดนามิกซ์ (Dynamix) ส่วนหนึ่งของบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ เซียร์รา เกม (Sierra Game Company)

ถือเป็นโอกาสดีในการฝึกมือ ขณะเดียวกันก็เป็นนักล่ารางวัลตัวฉกาจ Jiggy Bug งานของเขาได้รับรางวัลที่ 1 Siggraph จากการประกวดผลงานแอนิเมชั่นประเภทนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก ไม่นับอีกมากมายหลายเวที ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันการ์ตูนนานาชาติ Urziceni 2007 จากโรมาเนีย รางวัล Mencao Honrosa จากเทศกาลการ์ตูนช่องและขำขันนานาชาติ FIHQ 2007 ประเทศบราซิล รวมทั้งอีกมากมาย ที่ล้วนแล้วแต่มาจากเวทีระดับโลกทั้งสิ้น

จบปริญญาโทแล้วได้งานไดเรกเตอร์อาร์ตที่แคลิฟอร์เนีย หากชัยพรไม่ชอบงานอาร์ตด้านฝั่งตะวันตกของสหรัฐ เขาตัดสินใจขับรถคนเดียวข้ามทะเลทรายไปนิวเจอร์ซีย์ เพื่อสังเกตการณ์งานศิลปะทางด้านนั้น ขับรถรอนแรมไป 11 วันเต็ม แต่รถก็คว่ำเสียก่อน ประสบอุบัติเหตุกลางทะเลทราย ได้รู้รสความร้อนระอุในเวลากลางวัน และได้รู้รสความหนาวยะเยือกในเวลากลางคืน

“ไม่น่ามาเลย แม่ก็เตือนแล้ว (ฮา) แอบพูดกับตัวเองแบบนั้นเหมือนกัน หัวใจเต้นและนอนหนาวอยู่เพราะหนาวมากจริงๆ จับใบหูไม่มีความรู้สึก โชคดีมีแมคโดนัลด์อยู่แถวนั้น ได้อาศัยพักรอรถลาก มีบริการซ่อมรถยนต์กลางทะเลทราย” ชัยพรเล่า

มือหนึ่งของเราได้งานที่อยากได้ที่นิวเจอร์ซีย์ ชัยพรทำงานที่สหรัฐพักใหญ่ กระทั่งมารดาบ่นว่าไม่เคยกลับบ้านเลย อยากให้กลับเมืองไทยแล้ว เรื่องกลับมาทำงานที่เมืองไทยไม่ยาก คิดหนักนิดหน่อยเรื่องเงิน เพราะค่าตอบแทนต่างกันลิบลับ อย่างไรก็ตาม เมื่อตอบตัวเองว่าสำคัญที่สุดไม่ใช่เงิน ชัยพรก็ได้กลับบ้าน

ปี 2544 กลับประเทศไทย เป็นอาจารย์พิเศษ สอนแอนิเมชั่นและคาแรกเตอร์ ดีไซน์ หลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ขณะเดียวกันก็เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และ
แอนิเมชั่นที่ บริษัท วิธิตา แอนิเมชั่น ทำ ปังปอนด์ ดิ แอนิเมชั่น ชุด Series 2 มิติ และ 3 มิติ การ์ตูนจากยุคมหาสนุก ขายหัวเราะ

ต่อมามีโอกาสร่วมงานกับเวิร์คพอยท์ ทำ “ยักษ์” ที่คนดูการ์ตูนทุกคนรู้จัก เบื้องหลังคืองานหนักที่ยาวนานกว่า 8 ปีเต็ม เจ้าตัวบอกว่างานกำกับการ์ตูนไม่ยากเท่าไร แต่ที่ยากและหนักหน่วงสำหรับเขาคืองานกำกับคน บริหารจัดการคน

นั่นเป็นช่วงที่เวิร์คพอยท์จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ โจทย์ที่ซ้อนอยู่คือการแตกบริษัทลูกและบริษัทในเครือตามหลักเกณฑ์ของบริษัทที่อยู่ระหว่างการยื่นขอจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บ้านอิทธิฤทธิ์ที่ดูแลโครงการยักษ์ก็เป็นหนึ่งในเครือของเวิร์คพอยท์ที่แตกออกมา ชัยพรรับผิดชอบเป็นกรรมการผู้จัดการ เหนื่อยและยากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต โรคหลายโรครุมเร้าในช่วงนี้ ดาหน้ามาหมดทั้งเกาต์ ความดัน ความเครียด

“วันที่ยักษ์เสร็จสมบูรณ์ ผมโกนหัวเลย บอกตัวเองว่าเหนื่อยและไม่ค่อยแคร์สังคมเท่าไรแล้วในตอนนั้น ไปญี่ปุ่นครับ นัดกันไปเที่ยวกับทีมงานยักษ์ ทุกคนตกใจกันหมดเมื่อเห็นผมที่สนามบิน”

ในบทบาทของอาจารย์สอนด้านแอนิเมชั่น ชัยพรกล่าวว่า ภาพยนตร์การ์ตูนไทยไม่มีความต่อเนื่อง จะเติบโตได้ต้องมีอุตสาหกรรมที่รองรับ ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญในการพัฒนางาน ขณะที่ตลาดไทยเองก็ยังไม่กว้าง เปรียบเทียบกับดิสนีย์ ซึ่งมีตลาดทั่วโลก ตลาดการ์ตูนญี่ปุ่นก็ทั่วโลก หรือแม้กระทั่งการ์ตูนจีนที่เพิ่งก้าวขึ้นมา ก็มีบทบาทกว้างขวางในเวลาไม่นาน

“ทั้งหมดเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่อ้างอิงอยู่ วัฒนธรรมจีนหยั่งรากอยู่ทั่วโลก เพราะฉะนั้นก็ไม่ยากที่การ์ตูนจีนจะยกระดับได้รวดเร็ว ส่วนไทยตลาดยังแคบ คนดูคือคนไทยกับคนลาว หรือตลาดในภูมิภาคเอเชียบ้าง”

ลูกศิษย์ตั้งคำถามกับผมว่า ในสังคมไทยคนทำการ์ตูนจะมีงานทำหรือไม่ จะอยู่ได้หรือไม่ ชัยพรตอบว่าอาจารย์ก็ไม่รู้นะ รู้แต่ว่าทำให้ดีที่สุด ทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด คีย์เวิร์ดอาจจะอยู่ที่คำว่า “ดีที่สุด” ก่อนหน้าจะมาถึงจุดนี้ ชัยพรสมัยทำปังปอนด์ก็คิดกับตัวเองว่าต้องทำให้ดีที่สุด ถึงตอนทำยักษ์ก็คิดว่าต้องทำให้ดีที่สุด ส่วนปัญหาในระดับนโยบายการผลักดันอุตสาหกรรมการ์ตูนจะต้องออกแรงมากกว่านี้หรือไม่ อัตราภาษีที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเหมาะสมแล้วหรือไม่ เขาเชื่อว่าจะมีคนตอบเองในที่สุด

ปัจจุบันของชัยพรคือการผลักดัน RSU Animation แห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ในรูปบริษัทจำกัด เพื่อการศึกษาและการผลิตการ์ตูนที่ดีที่สุด  ศูนย์ฯ ดำเนินโครงการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นในรูปแบบของบริษัท ที่ถ่ายทำและนำไปฉายจริงๆ กระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนใช้มืออาชีพทั้งหมด คัดเลือกจากอาจารย์และนักศึกษาที่มีคุณสมบัติ ล่าสุดอยู่ระหว่างผลิตแอนิเมชั่น 3 มิติเรื่องแรก มหายุทธอโยธยา เขียนบทโดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ส่วนชัยพรเป็นผู้กำกับ

“เป้าหมายของผมตอนนี้คือ การผลักดันอาร์เอสยูให้ได้ทำแอนิเมชั่น 3D ที่ดีที่สุด” ชัยพรเล่า

มุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับอาร์เอสยู ขณะเดียวกันก็สนุกกับงานสอน รวมทั้งการควานหาเวลาว่างเท่าที่หาได้เพื่อทำในสิ่งที่ชอบอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตง่ายๆ อยู่กับบ้าน การเพนต์รูป การทำงานโฆษณา งานเขียนบทความและการออกแบบภาพประกอบ ล่าสุดคือการเขียนนิทานเด็ก ซึ่งชัยพรลงมือเขียนเองทั้งรูปและเรื่อง พิมพ์โดยนานมีบุ๊คส์ ทั้งหมดนี้คือความสุขของนักสร้างการ์ตูนมือหนึ่ง

งานในแพลตฟอร์มอื่นน่าสนใจไม่แพ้การ์ตูนบนจอภาพยนตร์ อยากรู้จักชัยพรให้มากขึ้น ลองศึกษาจากงานของเขา แล้วก็อย่าลืมตามไปดูภาพยนตร์แอนิเมชั่นขนาดยาว (Animation Feature Film) เรื่องแรกของอาร์เอสยู มหายุทธอโยธยา เสร็จเมื่อไรอย่าลืมบอกกัน เดิมพันคือความมุ่งมั่นทุ่มเทผลักดันแอนิเมชั่นไทยให้พลิกเปลี่ยน ก้าวไปข้างหน้าด้วยพลังลูกใหม่ๆ

ถ้าเดินทางข้ามกาลเวลาแบบในการ์ตูนได้ เชื่อว่าชัยพรก็คงแปลกใจตัวเองไม่น้อยที่พบว่า อนาคตของเขาเดินทางมาไกลเพียงไหน มีความสุขเพียงไหน และมีอิทธิฤทธิ์บันดาลได้เพียงไหน

 

ปัญจ์ฌรี รุกขวิบูลย์ ‘เราคือนักสะสมรสชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/493402

ปัญจ์ฌรี รุกขวิบูลย์ ‘เราคือนักสะสมรสชาติ’

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เส้นทางชีวิตของคนเรากว่าจะถึงไปสู่จุดหมายที่ฝัน บางครั้งก็ไม่ใช่เส้นตรงเสมอไป เช่นเดียวกับชีวิตของปั๊บ-ปัญจ์ฌรี รุกขวิบูลย์ เชฟสาวสวยที่เป็นหุ้นส่วนร้านสึจิริ (Tsujiri) ร้านชาเขียวสูตรต้นตำรับจากญี่ปุ่น ที่ล่าสุดมาเปิดให้บริการความอร่อยที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ กว่าจะได้มาโลดแล่นในเส้นทางที่ใช่ ก็ต้องอ้อมโลกไปไกลพอสมควรเหมือนกัน

ปั๊บ บัณฑิตสาวจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (อินเตอร์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งใจว่าหลังจากเรียนจบจะขอลัดฟ้าไปหาความรู้เพิ่มเติมที่อังกฤษก่อน แต่ด้วยจังหวะชีวิตที่ไม่ลงตัว ทำให้เธอเบนเข็มจากเรียนต่อไปสมัครงานในบริษัทโฆษณาแทน ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสายอาชีพที่เธอรักเช่นกัน ทว่าหลังจากเดินไปตามทางเส้นทางที่คิดว่าจะใช่ได้ 1 ปี เธอกลับรู้สึกว่าชีวิตกำลังหลงทาง เพราะไม่ได้สนุกกับงานตรงหน้าเท่าที่ควร กลับสนใจในศาสตร์การทำขนมมากขึ้นทุกวัน ในที่สุดจึงทำตามเสียงหัวใจลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำตามแพชชั่นของตัวเอง

“ตอนนั้นเราตัดสินใจลาออกเพราะรู้สึกว่ามีความสุขกับการตระเวนกินขนมอร่อยๆ แล้วมานั่งแกะสูตรบ้าง หาวิธีทำในอินเทอร์เน็ตแล้วมาลองทำมากกว่า ดังนั้นพอวันหนึ่งมีเพื่อนแนะนำให้ไปเรียนคอร์ส OHAP ที่แมนดาริน โอเรียนเต็ล ซึ่งรับแค่ปีละ 20 คน เลยตัดสินใจไปลองสมัครเรียน

ตอนแรกก็ชั่งใจว่าจะไปเรียนเลอ กอร์ดอง เบลอ ดีมั้ย แต่เพราะเห็นว่าหลักสูตรที่นี่เรียนทฤษฎี 1 วัน ปฏิบัติ 5 วัน น่าจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เยอะกว่า เลยตัดสินใจเรียนที่นี่ ช่วงที่เรียนสนุกมาก ถึงจะเจอบททดสอบจากเชฟ ที่มองว่าเราเป็นผู้หญิงจะสู้งานหนักในครัวไม่ไหว แต่สุดท้ายเราก็พิสูจน์ตัวเองและผ่านมาได้”

หลังจากเรียนจบคอร์ส เธอเริ่มออกโบยบินในฐานะเชฟขนม ด้วยการเริ่มต้นงานแรกที่ร้านแฮร์รอดส์ สาขาสยามพารากอน ทำหน้าที่ช่วยคิดและพัฒนาสูตรขนมที่คิดว่าเหมาะและน่าจะถูกปากคนไทยอยู่ 1 ปี ก็ตัดสินใจลาออกมาช่วยทำธุรกิจที่บ้าน ซึ่งเป็นบริษัทตกแต่งภายใน

“ช่วงที่ออกมาช่วยที่บ้าน พอดีรุ่นพี่ที่รู้จักกันเปิดร้านอาหารพอดี เขาก็ชวนปั๊บมาช่วยคิดสูตรขนมให้ เลยเหมือนกับว่าถึงจะพักจากการเป็นเชฟขนม แต่เราก็ไม่ได้ห่างหายไปจากวงการ แถมงานนี้ยังจุดประกายให้เรารู้ว่า บางครั้งคนที่ทำร้านอาหาร หรือร้านขนม เขาต้องการที่ปรึกษาที่จะมาช่วยเติมเต็มในการสร้างสรรค์เมนูที่เข้ากับร้าน ตอนนี้อีกบทบาทหนึ่งของปั๊บนอกจากการเป็นเชฟ เลยมาสู่การเป็นที่ปรึกษาสำหรับคนที่อยากมีร้านขนม หรือ หาเมนูขนมที่ตอบโจทย์กับคาแรกเตอร์และสไตล์ของร้าน”

ระหว่างที่กำลังสนุกกับการค่อยๆ พาตัวเองท่องไปในโลกของการทำขนมนี้เอง โอกาสครั้งใหญ่ก็วิ่งเข้ามาหาปั๊บอีกครั้ง เมื่อเพื่อนสนิทชวนให้เธอมาร่วมหุ้นเปิดร้านสึจิริ

“เวลามีร้านขนมเปิดใหม่ ปั๊บไม่พลาดจะไปชิมเพื่อเก็บสะสมรสชาติอยู่แล้ว พอรู้ว่า ร้านที่เพื่อนชวนมาทำคือร้านสึจิริ ก็ยิ่งตื่นเต้นเพราะเป็นร้านที่ดังมากที่ญี่ปุ่น มีคนเข้าแถวซื้อยาวมาก เพราะด้วยรสชาติชาเขียวที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา ปั๊บยิ่งอยากลองสัมผัสกับรสชาติที่แปลกใหม่นี้ ซึ่งพอได้ลองก็ยิ่งประทับใจ ทุกวันนี้ นอกจากเราจะนำรสชาติชาแบบออริจินัลของญี่ปุ่นมาเปิดให้บริการความอร่อยถึงเมืองไทย ปั๊บยังนำส่วนผสมของผงชาเขียวคุณภาพดีของเขามาต่อยอดพัฒนาเป็นเมนูขนมยอดฮิตอย่างมาการองชาเขียวอีกด้วย”

สำหรับปั๊บ การทำขนมคือความสุขในทุกขั้นตอน ทั้งในฐานะนักชิม และเชฟผู้รังสรรค์ “เรายังตื่นเต้นทุกครั้งที่ลงมือทำขนม ยังไปยืนลุ้นหน้าเตาอบทุกครั้งว่าขนมที่ออกมาหน้าตา รสชาติจะเป็นอย่างไร สำหรับปั๊บการทำขนมเป็นกึ่งกลางระหว่างการทดลองทางวิทยาศาสตร์กับการใส่ศิลปะลงไป เป็นผลงานอันแสนพิเศษที่เราสามารถใส่ตัวตนของเราลงไปได้ด้วย”

ถามถึงเอกลักษณ์ประจำตัวในการทำขนมของสาวหวาน เธอบอกว่า ขนมที่เธอทำไม่เน้นหน้าตาว่าต้องสวย จนต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป เพราะในฐานะคนเบื้องหลังขนม เธอรู้ดีว่าเบื้องหลังความสวยงามบางอย่าง ต้องอาศัยการแต่งเติมสิ่งที่ไม่ธรรมชาติลงไป เพราะฉะนั้นในเมื่อเธอเลือกหยิบยื่นขนมที่อร่อยแบบธรรมชาติ หน้าตาของขนมของเธอจึงอาจไม่ได้ชวนว้าว หรือหวือหวามากนัก

“ยิ่งโตขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น คลังรสชาติที่เก็บไว้ใหญ่ขึ้น ยิ่งกินยากขึ้นค่ะ (หัวเราะ) ตอนนี้กลายเป็นว่าเราแค่ชิมก็แยกแยะได้แล้วว่า ร้านไหนใช้วัตถุดิบดีหรือไม่ดี ทุกวันนี้ปั๊บสนุกกับการได้เปิดประสบการณ์ตัวเองใหม่ๆ ยิ่งไปเจอส่วนผสม หรือวัตถุดิบแปลกๆ ที่เอามาใช้ในการทำขนมเท่าไหร่ ยิ่งชอบยิ่งอยากชิม โชคดีที่สามีปั๊บเป็นนักบิน บางครั้งเขาก็จะซื้อขนมท้องถิ่นแต่ละประเทศที่เขาไปมาฝาก ทำให้ปั๊บได้ลองชิมขนมที่แปลกใหม่ตลอด”

ในอนาคต ปั๊บหวังว่าจะมีร้านขนมเล็กๆ ของตัวเอง ที่เมนูทุกอย่างในร้านเกิดจากการสร้างสรรค์ของตัวเอง ด้วยความที่หลงใหลในความงามของดอกไม้ เธอจึงคิดเอาไว้เล่นๆว่า อาจจะนำความชอบทั้งการทำขนมและดอกไม้มาไว้ด้วยกัน ด้วยการเปิดร้านขนมที่นำส่วนผสมของดอกไม้มาใช้ ใช้ดอกไม้ในการตกแต่งร้าน หรือเปิดเป็นร้านขนมที่มีขายดอกไม้ไปด้วยเลย

“ปั๊บว่าชีวิตของคนเราอาจจะดูยาว แต่ความจริงแล้ว ชีวิตคนเราสั้นนัก เพราะฉะนั้นเราไม่ควรเสียเวลาไปกับการทำอะไรที่ไม่มีความสุข ฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่มีความสุข”

ปั๊บบอกว่า เธอโชคดีที่วันนี้พบกับงานที่ทำให้มีความสุขได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ไม่สิ้นสุด การทำขนมสำหรับเธอไม่ใช่ทำแค่เพื่อขาย เพราะปั๊บเชื่อว่าจิตวิญญาณ ความรู้สึกที่เราใส่ลงไปในขนมนั้น สามารถส่งผ่านไปยังคนที่กินขนมได้

“ปกติปั๊บไม่ใช่คนคุยเก่ง แต่ถ้าให้พูดถึงเรื่องขนม เรากลับพูดเก่งขึ้นราวกับเป็นคนละคน ปกติเราอาจจะเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าบอกรักคุณพ่อคุณแม่ ก็ใช้ขนมเป็นสื่อกลางแทนความรัก เลือกใช้ของที่เขาชอบมาใส่ในขนมสะท้อนถึงความใส่ใจที่เรามีให้ เวลาทำแค่เราได้นึกถึงสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข เราก็มีความสุขแล้ว” เชฟคนสวยกล่าวทิ้งท้ายอย่างประทับใจ

 

ภัทชนน อังศุสิงห์ ติดปีกฝันแล้วบินไปให้ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/493240

ภัทชนน อังศุสิงห์ ติดปีกฝันแล้วบินไปให้ถึง

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ประกฤษณ์ จันทวงษ์

ด้วยความโชคดีที่มีส่วนสูงถึง 173 เซนติเมตร เป็นอาวุธบวกกับหน้าตาที่สวยเก๋ครบสูตร จึงกลายเป็นฐานกำลังสำคัญที่ทำให้ความฝันของ พาย-ภัทชนน อังศุสิงห์ ลูกสาวคนสวยของ พล.อ.อ.ทวิเดนศ อังศุสิงห์ และ ม.ร.ว.พิณทอง ทองใหญ่ ที่อยากจะเป็นแอร์โฮสเตสนั้นใช่ฝันที่ไกลเกินเอื้อม

“อาชีพในฝันของพายก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเหมือนเด็กทั่วไป แต่หนึ่งในฝันที่ไม่เคยเปลี่ยนคือการเป็นแอร์โฮสเตส อาจเพราะด้วยความที่เด็กๆ ได้มีโอกาสติดตามคุณพ่อคุณแม่เดินทางบ่อยๆ จึงคุ้นเคยกับพี่ๆ ที่ทำหน้าที่แอร์โฮสเตส ทุกครั้งที่ขึ้นเครื่องพายจะชอบแอบมองพี่ๆ แอร์โฮสเตสด้วยความชื่นชมเสมอว่าทุกคนสวยจังเลย (ยิ้ม)”

ความประทับใจเล็กๆ นี้ค่อยๆ เติบโตในใจของพายมาตลอด โดยมีคุณแม่เป็นแรงสนับสนุนเพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่ดีเช่นกัน พายบอกว่าเธอเก็บความฝันนี้ไว้ภายในใจมาตลอด แต่ก็ไม่ปิดกั้นโอกาสตัวเองที่จะได้ลองสัมผัสกับการเรียนรู้ในด้านอื่นๆ พายบอกว่าหลังจากเรียนจบจากโรงเรียนจิตรลดา ด้วยความที่เริ่มสนใจทางด้านแอนิเมชั่น เธอจึงเลือกเรียนด้าน Multi Media Design ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาคอินเตอร์ แต่เรียนไปสักพักก็มีเหตุพลิกผันให้เธอตัดสินใจย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญแทน

“ไม่ใช่แค่ย้ายที่เรียน แต่พายยังเบนเข็มมาเรียนสายประชาสัมพันธ์ (พีอาร์) แทน เพราะคิดว่าน่าจะกว้างกว่าและเป็นศาสตร์ที่เอื้อต่อการทำงานในทุกอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่การเป็นแอร์โฮสเตส”

ระหว่างที่เรียนด้วยคาแรกเตอร์ที่ดูเป็นสาวเก๋ มั่นใจ บวกกับแรงเชียร์และชมจากเพื่อนๆ ทำให้พายมีโอกาสได้ไปชิมลางเป็นนางแบบให้กับช่างภาพอิสระด้วย “เวลาไปถ่ายรูปเล่นกับเพื่อนๆ ตามสตูดิโอที่สยามสมัยก่อน เพื่อนๆจะชมว่าพายถ่ายรูปขึ้น แล้วก็เชียร์ให้ลองไปแคสงาน ปรากฏว่าพอลองไปก็ได้รับโอกาสจริงๆ เลยได้มีค่าขนมระหว่างเรียนจากการเป็นนางแบบมาตลอดค่ะ”

ถึงจะออกตัวว่าทำงานถ่ายแบบแค่สนุกๆ แต่ฝึมือของพายกลับไม่ธรรมดา เธอเคยผ่านเข้ารอบ 30 คนสุดท้ายของเวที Thailand Top Model ปี 2010 มาแล้ว สุดท้ายแม้จะไปไม่ถึงปลายทาง แต่สาวมั่นหน้าเก๋ไม่เสียใจ เพราะเธอไม่ได้ฝันไปไกลถึงขั้นจะเอาดีในวงการนางแบบอยู่แล้ว เพราะตอนนั้นเส้นทางความฝันที่อยากจะเป็นแอร์โฮสเตสของเธอเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เธอเริ่มติดตามการเปิดรับสมัครของแอร์โฮสเตสเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่จะก้าวไปสู่เวทีแห่งฝันและแล้วโอกาสก็มาถึง

หลังจากฝ่าด่านสาวสวย มากความสามารถที่ฝันอยากติดปีกนางฟ้า วันนี้พายสอบผ่านและได้สวมบทแอร์โอสเตสของสายการบินนกสกู๊ตมาร่วม 2 ปีแล้ว แม้ภาพที่คิดไว้จะผิวเผินเกินกว่าความเป็นจริงตรงหน้า แต่โลกแห่งการทำงานที่เธอเลือกใบนี้ก็มีแต่รอยยิ้มและความสนุก

“สมัยเด็กเราวาดภาพว่าคนที่เป็นแอร์โฮสเตสต้องสวย พอโตมาถึงเราจะเริ่มเข้าใจบทบาทหน้าที่ของแอร์โฮสเตสมากขึ้น แต่พอได้มาทำจริงถึงได้รู้ว่ามากกว่าการทำหน้าที่ให้บริการผู้โดยสาร เรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของแอร์โฮสเตส ซึ่งหน้าที่นี้ของเราเริ่มตั้งแต่การรอต้อนรับผู้โดยสารที่ประตูเครื่องบิน ผู้โดยสารอาจจะมองว่าเรามายืนเพื่อนต้อนรับ แต่จริงๆ แล้วเรากำลังทำหน้าที่ตรวจสอบว่าผู้โดยสารขึ้นเครื่องถูกเที่ยวบินหรือไม่ มีผู้โดยสารที่มีอาการผิดปกติ หรือมึนเมาจนอาจก่อให้เกิดอันตรายในเที่ยวบินหรือไม่ พอผู้โดยสารประจำที่เราก็จะเดินตรวจสอบความปลอดภัยในทุกที่นั่งก่อนเครื่องจะขึ้นและลง”

เบื้องหลังอาชีพที่สวยหรูในสายตาใครต่อใครนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เสี่ยงไม่น้อย เพราะต้องเดินทางตลอดเวลาเช่นกัน ซึ่งประเด็นนี้พายเองก็เห็นด้วย แถมยังกล่าวอย่างติดตลกว่าทำใจไว้แล้วตั้งแต่เลือกอาชีพนี้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

“ถามว่าเป็นอาชีพที่เสี่ยงไหม ก็เสี่ยงนะคะ แต่จากการเข้าอบรมก่อนเป็นแอร์โอสเตส เราจะพบว่าอุบัติทางอากาศหลายครั้งเกิดจากความสะเพร่าของลูกเรือ เพราะฉะนั้นในฐานะคนทำงานเราต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง และละเอียดรอบคอบที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเรื่องที่อาชีพแอร์โฮสเตสต้องเผชิญความเสี่ยงไม่แพ้กันนั่นคือปัญหาสุขภาพ อันเป็นผลพวงจากการอดนอนและต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความกดอากาศที่ผันแปร ซึ่งแอร์โฮสเตสสาวคนเก่งยิ้มรับและบอกว่า สิ่งเดียวที่ทำได้คือต้องดูแลตัวเองเป็นสองเท่า ตั้งแต่การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ มีเวลาต้องออกกำลังกาย

“เราทำงานเฉลี่ยเดือนละ 15-20 วัน บินประมาณเดือนละ 8 เที่ยว ความสนุกของอาชีพนี้คือการได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ ได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่าง ได้เรียนรู้ไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่ไม่เหมือนกัน หน้าที่ของเราคือการรับมือกับความแตกต่างนั้นให้ได้ 2 ปีที่ผ่านมาภายใต้ชายคาหลังแรก เป็นบ้านที่อบอุ่นเหลือเกิน รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิด เพราะเหตุผลที่พายเลือกมาสมัครงานที่นี่ เพราะคิดว่าเรามีคาแรกเตอร์ที่ตรงกับ Scootitude คือ มีความขี้เล่นแต่ยังคงความเป็นมืออาชีพไว้”

สำหรับอนาคตพายมองภาพตัวเองว่ายังรักและสนุกกับอาชีพนี้ และยังอยากเติบโตในสายงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ หลังจากชวนคุยเรื่องงานมาพักใหญ่เพื่อรู้จักกับสาวสวยตรงหน้ามากขึ้น เลยถือโอกาสถามถึงกิจกรรมยามว่าง ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเป็นสาวติสต์ที่หลงใหลในเสียงดนตรี ถึงขั้นมีวงดนตรีกับเพื่อนๆ

“พายทำวงดนตรีกับเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียน พายรับหน้าที่เป็นมือกลองและกีตาร์ ถ้ามีเวลาเมื่อไหร่ก็จะนัดซ้อมกันที่บ้านเพื่อน นอกจากเล่นดนตรีพายยังชอบเดินทาง มีเวลาเมื่อไหร่จะหาเวลาไปเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ไม่รู้เพราะความเป็นแอร์โฮสเตสฝังในสายเลือดหรือเปล่า ขึ้นเครื่องบินทีไรก็อดที่จะชำเหลืองมองการทำหน้าที่ของแอร์โฮสเตสไม่ได้ และถ้าเลือกได้ก็อยากสวมบทแอร์โฮสเตสมากกว่าผู้โดยสาร เพราะอย่างน้อยไม่ต้องนั่งอยู่กับที่ ได้ลุกเดินไปมาและได้ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว”

นอกจากส่วนสูง หน้าตาจะมีครบ หัวใจที่รักการบริการจะมาเต็มร้อย เรื่องความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษยิ่งไม่ต้องสงสัย แต่สิ่งที่สาวมั่นตรงหน้าทำให้เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่า คือ เธอสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น

“ภาษาจีนนี่ต้องยกผลประโยชน์ให้สมัยเรียนชั้น ม.ปลาย พายเลือกเอกภาษาจีน เลยได้เรียนพื้นฐานมา พอโตมาเลยสามารถมาต่อยอดเรียนเพิ่มเองได้ ส่วนภาษาญี่ปุ่นกับเกาหลีพายอาศัยซื้อหนังสือมาเรียนเอง เริ่มจากญี่ปุ่น เรียนเพราะจะไปญี่ปุ่นกับที่บ้าน ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ เราเลยคิดว่าถ้าเราพูดภาษาญี่ปุ่นน่าจะได้ เลยลองซื้อหนังสือมาอ่าน เปิดซีดีฟัง บวกกับพื้นภาษาจีนที่มีเลยพอสื่อสารได้ ส่วนเกาหลี เพราะมีแผนจะไปเที่ยวคนเดียว 2 สัปดาห์ เลยต้องเอาตัวรอดด้วยการหัดภาษาเกาหลี เลยซื้อหนังสือมาอ่าน ฝึกท่องฝึกเขียน จนอ่านออกเขียนได้ สื่อสารได้”

สำหรับเป้าหมายต่อไป พายกล่าวทิ้งท้ายว่า อยากลองข้ามทวีปไปเรียนภาษาสเปนดูบ้างเพราะชอบสำเนียง และคิดว่าคงเท่ไม่น้อย ถ้าจะมีความสามารถในการสื่อสารภาษาสเปนมาประดับโปรไฟล์เพิ่มอีกหนึ่งภาษา

 

พีระพล ทยานุวัฒน์ บริหารงานแบบคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/493033

พีระพล ทยานุวัฒน์ บริหารงานแบบคนรุ่นใหม่

โดย…ภาดนุ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

พีระพล ทยานุวัฒน์ ผู้บริหารหนุ่มมากความสามารถวัย 28 ปี รั้งตำแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท แกรนด์โฮมมาร์ท คนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์และมุมมองด้านการบริหารงานที่น่าสนใจ ปัจจุบันเขาเข้ามาช่วยดูแลกิจการวัสดุตกแต่งบ้านที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องของครอบครัว

“ผมชอบและสนใจทางด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็ก หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์จอห์นแล้ว ผมได้เดินทางไปศึกษาต่อปริญญาตรี สาขาสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน ที่มหาวิทยาลัยพาร์สันส์ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ พอเรียนจบก็ได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบให้กับบริษัท เจฟฟรีย์ เบียร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในชั้นนำในนิวยอร์กทำอยู่ 1 ปี จึงตัดสินใจบินกลับมาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัว

หน้าที่หลักของผมคือดูแลบริหารงานทุกด้านของแกรนด์โฮม โดยโฟกัสไปที่การขยายและรีโนเวตสาขา ซึ่งปัจจุบันแกรนด์โฮมมาร์ทของเราได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “แกรนด์โฮม” มีทั้งหมด 6 สาขาด้วยกัน สาขาแรกตั้งอยู่ที่งามวงศ์วาน แล้วไล่มาที่รัตนาธิเบศ ศรีนครินทร์ รามอินทรา บางบัวทอง และสาขาล่าสุดคือ บางนา ที่เพิ่งสร้างเสร็จเลยครับ ก็คาดว่าจะมีการเปิดตัวให้ลูกค้าของแกรนด์โฮม และคนทั่วไปได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารกันเร็วๆ นี้”

พีระพล บอกว่า จุดมุ่งหมายในการพัฒนาธุรกิจของเขาคือ การสร้างและการรีโนเวตโชว์รูมเป็นสำคัญ ซึ่งบางแห่งอาจเริ่มต้นตั้งแต่ยังเป็นที่ดินว่างเปล่าอยู่ หรือบางแห่งที่มีโชว์รูมอยู่แล้ว ก็จะเข้ามาดูแลเรื่องการรีโนเวตตั้งแต่โครงสร้าง งบประมาณที่ใช้ ไปจนถึงการดีไซน์

“อย่างสาขารามอินทราก็มีการรีโนเวตตั้งแต่ปีที่แล้ว หรือสาขาล่าสุดอย่างบางนา ที่เพิ่งสร้างเสร็จ ผมก็ต้องเข้ามาดูแลมากหน่อย พร้อมกันนั้นก็เสริมธุรกิจใหม่เข้าไป โดยเปิดร้านอาหารเพิ่มในโชว์รูมต่างๆ ถึง 4 ร้าน อย่างสาขาบางนาก็เปิดร้านกรองด์ เดอ คาเฟ (Grand de Cafe) ซึ่งเป็นทั้งร้านอาหารและร้านกาแฟในที่เดียวกัน เป็นต้น

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า เราทำธุรกิจเกี่ยวกับวัสดุและของตกแต่งบ้าน ดังนั้น แกรนด์โฮมจึงเป็นทั้งตัวแทนจำหน่ายและผู้ผลิตสินค้าเฮาส์แบรนด์หลากหลายให้ลูกค้าได้เลือก อาทิ ไทล์ สตอรี่ (Tiles Story) กระเบื้องนำเข้าจากอิตาลีและสเปน วิกเตอร์ (Victor) สินค้าประเภทสุขภัณฑ์พรีเมียมนำเข้าจากประเทศจีน เลอ ครัว (Le Krua) ครัวแบบน็อกดาวน์ที่มีโรงงานผลิตในเมืองไทย ไลท์ติ้ง (Lighting) สินค้าเกี่ยวกับโคมไฟตกแต่งที่มีดีไซน์เฉพาะตัวและพร็อพ (Prop) ซึ่งรวบรวมของตกแต่งบ้านเก๋ๆ ไว้มากมาย

สำหรับบริษัท เดคคอร์มาร์ท ซึ่งผมเป็นกรรมการบริหารอีกตำแหน่ง ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจในเครือที่นำเข้าแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์จากต่างประเทศ เช่น ราล์ฟ ลอเรน เฟนดิ ซีเค ฯลฯ รวมทั้งสุขภัณฑ์และครัวไฮเอนด์แบรนด์ต่างๆ ให้ลูกค้ากลุ่มนี้ได้เลือกอีกด้วย”

พีระพล บอกว่า ในปี 2560 นี้เขาตั้งใจจะโฟกัสไปที่การทำพีอาร์ เพื่อสร้างการรับรู้ของลูกค้าและคนทั่วไปให้มากขึ้น แม้แกรนด์โฮมจะเป็นธุรกิจที่เปิดมากว่า 35 ปีแล้ว แต่ฐานลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจประเภทเรียลเอสเตทที่ซื้อวัสดุต่างๆ ไปสร้างหมู่บ้านเสียเยอะ เขาจึงตั้งใจที่จะใช้แกรนด์โฮมสาขาบางนา เป็นแฟล็กชิป สโตร์ ต้นแบบให้ผู้คนทั่วไปได้รู้จักและเข้ามาสัมผัสกับแกรนด์โฮมมากขึ้น

“ในปีนี้ผมตั้งใจจะทำให้ลูกค้าเก่าๆ ได้จดจำชื่อของแกรนด์โฮม ซึ่งรีแบรนด์มาจากแกรนด์โฮมมาร์ทให้ได้ก่อน รวมทั้งดึงให้ลูกค้าใหม่ๆ ได้เข้ามาทำความรู้จักกับแกรนด์โฮม เพื่อให้พวกเขาได้เห็นภาพลักษณ์ได้เห็นการบริการจากสาขาบางนาแห่งนี้ โดยเพิ่มโซนตกแต่งครัว โซนไลท์ติ้ง (โคมไฟ) รวมทั้งโซนพร็อพหรือของตก แต่งบ้านเก๋ๆ เข้าไปด้วย นอกจากนี้ที่นี่ยังครบเครื่องเรื่องกระเบื้องลายสวยๆ ใหม่ๆ ที่หลากหลาย แถมยังมีโซนเครื่องครัวเพิ่มเข้ามาอีกด้วย เรียกว่าเป็นแฟล็กชิป สโตร์ ที่ครบวงจรโดยเน้นลูกค้ากลุ่ม B+ ขึ้นไป

ที่ผ่านมาผมเข้ามาช่วยครอบครัวบริหารธุรกิจได้ 5 ปีแล้ว ตอนเข้ามาแรกๆ ก็มีอุปสรรคบ้างคือการปรับตัวเข้ากับการทำงานที่เมืองไทย เพราะผมอยู่ที่นิวยอร์กมานาน เลยอาจจะชินกับวัฒนธรรมแบบตะวันตกมากกว่า อีกอย่างการทำงานกับครอบครัวหรือแฟมิลี่ บิซิเนสนั้น เราอาจจะต้องปรับตัวให้เข้ากับพี่ๆ น้องๆ ที่มาช่วยบริหารงานด้วยเช่นกัน

ด้วยความที่ผมจบทางด้านดีไซน์มาโดยตรง ดังนั้น เรื่องมาร์เก็ตติ้งและแมเนจเมนต์ ผมจึงอาจจะไม่ค่อยถนัดมากนัก แต่เมื่อต้องมารับตำแหน่งกรรมการบริหาร เราต้องเรียนรู้และดูแลทุกอย่าง ฉะนั้นเราต้องเชื่อมั่นก่อนว่าตัวเองต้องทำได้ โดยเรียนรู้จากประสบการณ์และคนรอบข้าง ซึ่งประสบการณ์นั้นสำคัญมาก เราต้องมองตัวงานให้ออก แล้วเราก็จะเรียนรู้จากมันได้เอง”

พีระพล เสริมว่า ระยะเวลา 5 ปีที่ทำงานมา ถือเป็นการได้เรียนรู้ในเรื่องประสบการณ์การทำงานแบบเข้มข้นเลยก็ว่าได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขาจะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมควบคู่กันไป

“ผมมองว่ายุคนี้ บ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็น 1 ใน 5 ปัจจัยหลักที่มนุษย์ทุกคนต้องมี ดังนั้น วัสดุอุปกรณ์หรือของตกแต่งบ้านก็ยังถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนเราอยู่ แต่ผมมองว่าเทรนด์ใน 3-5 ปีข้างหน้าอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง อย่างสินค้าบางตัวก็จะเปลี่ยนไปตามเทรนด์ โดยมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่มากขึ้น ต่อไปก็อาจจะมีวัสดุทดแทนเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น วัสดุที่คล้ายกับไม้ตามธรรมชาติ ซึ่งในอนาคตผมคิดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะละเอียดมากขึ้น บวกกับจะมีการให้ความสำคัญกับการผลิตและการติดตั้งมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้คนมีทางเลือกมากขึ้นไปด้วย

ที่สำคัญ ราคาของวัสดุก็จะถูกลง อย่างแต่ก่อน ถ้าเป็นกระเบื้องที่มาจากยุโรป ตารางเมตรนึงจะแพงมาก แต่ยุคนี้ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปก็จะมีวัสดุอื่นๆ มาทดแทน มีรูปแบบในการพัฒนามากขึ้น หรือถ้าเป็นวัสดุดั้งเดิมราคาก็จะถูกลง รวมทั้งการติดตั้งก็จะถูกลงด้วย เพราะมีคู่แข่งในท้องตลาดมากขึ้น ฉะนั้นประโยชน์จึงตกอยู่กับผู้บริโภค ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ”

พีระพล เสริมว่า การทำธุรกิจประเภทวัสดุและของตกแต่งบ้านย่อมมีคู่แข่งอยู่แล้ว แต่ด้วยประสบการณ์ในการทำธุรกิจมากว่า 35 ปีของครอบครัว เขาเชื่อมั่นว่าธุรกิจของแกรนด์โฮมมีจุดขายที่แข็งแรง นั่นก็คือการคัดสรรและการบริการ

“ผมพูดได้เลยว่าแกรนด์โฮมมีความชำนาญในเรื่องการคัดสรรเป็นพิเศษ รวมทั้งการหาแหล่งผลิตสินค้าที่มีดีไซน์หรือมีความยูนีก ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ทั้งดีไซน์ที่เก๋ๆ และงบที่ลูกค้าตั้งไว้ เมื่อนำมารวมกับการบริการที่ดีของเรา ซึ่งมีการบริการส่งตรงถึงบ้านและใส่ใจรายละเอียดแล้ว ผมจึงเชื่อมั่นว่าลูกค้าจะกลับมาหาเราอีกแน่นอน

อย่างที่บอกไปว่า เราอาจจะไม่ค่อยได้ทำพีอาร์กับแบรนด์มากนัก ดังนั้น ก็ยังมีลูกค้าบางคนที่อาจจะไม่รู้ว่าแกรนด์โฮมขายอะไร ในปีนี้ผมจึงตั้งเป้าไว้ว่าจะบุกเรื่องการทำประชาสัมพันธ์ให้มีการรับรู้ที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งในอนาคตเราก็มีอีกหลายๆ เรื่องที่ต้องพัฒนาต่อไป

อย่างตัวผมชอบในเรื่องการชิมอาหาร ผมก็คิดไว้ว่าจะนำความชอบของตัวเองมาต่อยอดพัฒนาโดยเปิดเป็นธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งตอนนี้ก็ค่อยๆ ทยอยเปิดไปหลายสาขาแล้ว เพราะเวลาที่ลูกค้ามาเดินดูวัสดุหรือของตกแต่งบ้าน พวกเขาจะได้มีร้านอาหารให้นั่ง มีกาแฟให้ดื่ม ซึ่งต่อไปมันก็จะกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าเรา และแกรนด์โฮมก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งคอมมูนิตี้แห่งใหม่ไปโดยปริยาย”

พีระพล ทิ้งท้ายว่า เขาทำงานสัปดาห์ละเกือบ 7 วัน ในวันว่างนอกจากการเข้าฟิตเนสแล้ว เขาชอบตระเวนไปชิมอาหารอร่อยตามร้านอาหารทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ รวมทั้งยังมีงานอดิเรกคือชอบถ่ายรูปอาหารแล้วโพสต์ลง IG : naginna_bkk และ FB Fanpage : Grand de Cafe อีกด้วย เรียกว่าเป็นนักบริหารที่บาลานซ์ทั้งเรื่องงานและชีวิตได้อย่างลงตัว

 

ผศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล ช่วยลดมลพิษด้วยรถยนต์ไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/492856

ผศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล ช่วยลดมลพิษด้วยรถยนต์ไฟฟ้า

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ ประกฤษณ์  จันทะวงษ์

เนื่องจากโลกของเราเริ่มมีมลภาวะเป็นพิษมากขึ้น ทำให้โลกร้อนมากขึ้นทุกที หลายประเทศจึงพยายามในหลายๆทาง ในการช่วยลดมลภาวะและอุณหภูมิของโลกให้เย็นลง หนึ่งในวิธีการดังกล่าวก็คือการใช้พลังงานสะอาด อย่างเช่นการใช้พลังงานไฟฟ้าในรถยนต์ แทนการใช้เชื้อเพลิงอย่างก๊าซหรือน้ำมัน เพราะเชื่อกันว่าพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานสะอาดและราคาถูกกว่าอีกด้วย

ประเทศไทยเอง ก็มีความพยายามที่จะผลักดันให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน วันนี้มีโอกาสได้สัมภาษณ์นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย คนแรกของประเทศไทย ผศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล สมาชิกผู้ก่อตั้ง และได้รับเลือกให้เป็นประธานคนแรกของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ซึ่งมีพันธกิจในการส่งเสริมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ที่จะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงที่เป็นฟอสซิล และลดการปล่อยมลพิษบนท้องถนน

นอกจากเป็นประธานคนแรกของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยแล้ว เขายังสวมบทบาทในการเป็นอาจารย์ประจำจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ส่วนสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเพิ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณปลายปีที่ผ่านมา

“ก่อนหน้านี้เกือบ 2 ปี ก็มีการรวมตัวของคณะทำงานจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันทำงานและช่วยกันผลักดัน ผมก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งยุคบุกเบิก จนกระทั่งสามารถก่อตั้งเป็นรูปเป็นร่างขึ้น จึงมีการเลือกนายกสมาคมและได้ผมมาทำงานให้เป็นคนแรก และแน่นอนว่าเราอยากให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกันเยอะๆ”

บทบาทในการเป็นนายกสมาคมของเขานั้น คือ การผลักดันในระดับนโยบายให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษเป็นภาพของ Go Green อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อปี 2558 เขาได้เป็นที่ปรึกษาให้กับคณะอนุกรรมการพลังงาน ซึ่งอยู่ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อช่วยร่างให้เกิดนโยบายให้รถยนต์ใช้พลังงานสะอาดและราคาถูกจากไฟฟ้า เนื่องจากประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่มลภาวะเป็นพิษสูงในระดับต้นๆ ของโลก

จนเกือบ 2 ปี หลังจากนั้นจึงเกิดสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เพื่อให้รวมศูนย์ของผู้ที่ทำงานด้านรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งนักวิชาการ อาจารย์ ผู้ประกอบการ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ไม่ให้กระจัดกระจาย มารวมตัวกันให้เป็นกลุ่มก้อน ตั้งเป็นสมาคมเกิดขึ้น เพื่อเป้าหมายให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

 

เขาบอกว่า ตอนนี้ก็มีใช้บ้างแต่ยังน้อยอยู่และอาจจะราคาสูง ถ้ามีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น มีจุดชาร์จแบตเตอรี่มากขึ้น ราคารถก็จะถูกลง ซึ่งการใช้รถยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงกว่า ราคาถูกกว่า ถ้าสามารถผลิตรถยนต์ให้สามารถชาร์จแบตได้นานพอจะวิ่งได้ 200-300 กิโลเมตรขึ้นไป ซึ่งตอนนี้ราคาจะอยู่ที่คันละ 2 ล้านกว่าเกือบ 3 ล้านบาท หากสามารถทำให้ราคาขายอยู่ที่ไม่เกิน 2 ล้านบาท คนก็จะซื้อใช้กันมากขึ้น

ผศ.ดร.ยศพงษ์ บอกด้วยว่า มีห้างสรรพสินค้าในย่านกลางเมือง 2-3 แห่ง ที่พร้อมให้ความร่วมมือในการเปิดเป็นจุดให้บริการชาร์จแบตเตอรี่รถไฟฟ้า หากมีจุดที่ชาร์จแบตเตอรี่ที่หาง่ายสะดวก ก็มั่นใจว่าจะมีคนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้นสัก 10-20% ของจำนวนผู้ใช้รถในตอนนี้ ก็จะสามารถช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากยิ่งขึ้น

“เมื่อคนใช้มากขึ้น รถก็จะราคาถูกลง มลพิษก็จะลดลงตามไปด้วย เพราะมลพิษเป็นตัวการสำคัญในการทำให้คนเป็นมะเร็ง เราก็อยากให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้มากขึ้น เพราะกระแสสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่คนสนใจและให้ความสำคัญมากขึ้น เชื่อว่าคนอยากให้ความร่วมมือนะ ถ้าราคารถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ 300 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แล้วราคารถอยู่ที่คันละไม่เกิน 8 แสนบาท จะมีคนใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากกว่านี้เป็นธรรมดา ที่ยิ่งคนใช้เยอะราคาจะถูกลง เชื่อว่าภายใน 3-5 ปี เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น”

เขาบอกว่า ภายในปีนี้จะพยายามผลักดันให้ในกรุงเทพมหานครมีการสร้างจุดประจุไฟฟ้าที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างน้อย 20 แห่ง และปีหน้าจะพยายามเพิ่มจุดชาร์จให้ได้มากขึ้นเป็น 50-80 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ยังมองภาพในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้านี้ว่า ให้คนไทยมีรถคันแรกเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เพราะทุกวันนี้คนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามักจะเป็นรถคันที่ 2-3 แล้ว เพราะรถยนต์ไฟฟ้ายังมีราคาแพง คนรวยเท่านั้นถึงจะมีเงินซื้อได้

“ถ้าคนชั้นกลางสามารถซื้อได้ และเป็นรถคันแรกของเขาก็จะดีมากมายเลย ซึ่งทางสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยพยายามที่จะผลักดันผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นคนไทยให้เข้ามาในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า เพราะอยากให้โอกาสกับแบรนด์ไทย คนไทย ซึ่งก็มีฝีมือและคุณภาพที่ดีอยู่เป็นจำนวนมาก”

หลังจากที่เขาได้ไปเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายหน่วยงานของภาครัฐมาเป็นเวลาหลายปี ก็เริ่มมีหน่วยงานที่ให้ความสนใจกับเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า โดยกระทรวงพลังงานได้ส่งเสริมให้รถตุ๊กตุ๊กเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันมาใช้พลังงานจากไฟฟ้า ซึ่งมีโครงการนำร่องรถตุ๊กตุ๊กรุ่นใหม่จำนวน 2.2 หมื่นคัน ภายใน 5 ปี โดยกระทรวงพลังงานให้งบในการจัดการจำนวน 100 คันแรก จำนวน 40 ล้านบาท ในราคาคันละ 4 แสนบาท เพื่อลดมลพิษบนถนนให้น้อยลง

 

ทางด้านการศึกษานั้น เขาจบปริญญาตรี จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล ภาคอินเตอร์ ปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ และปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจ กรุงลอนดอน โดยเขาเป็นนักเรียนทุนของรัฐบาลตอนเรียนปริญญาเอก และยังได้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นจากสหราชอาณาจักร สาขาผู้ประสบความสำเร็จด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

สำหรับหลักการทำงาน เขาบอกว่า ต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ทำงานด้วยหัวใจ ใช้สมองในการแก้ไขปัญหา ลงมือทำอย่างจริงจัง เวลาทำงานต้องมองให้เห็นภาพใหญ่ว่าจะเป็นอย่างไร แต่เวลาลงมือทำก็ทำจากภาพเล็กๆ ลงมือทำทันที ไม่สะสม ไม่ดองงาน

เมื่อเจออุปสรรคปัญหาอย่าท้อ แก้ไขทำผิดให้เป็นถูกแล้วเริ่มใหม่ งานทุกอย่างมีปัญหาเสมอมากบ้างน้อยบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานทุกคน ชีวิตมันต้องมีเรื่องเสียดทานถือเป็นเรื่องปกติ ปัญหามีไว้แก้เป็นธรรมดาของทุกสิ่งในโลก อะไรไม่เคยทำ ให้ลองเรียนรู้และลองทำไป กล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เดี๋ยวก็จะประสบความสำเร็จได้เอง การทำเรื่องใหม่แล้วประสบความสำร็จได้นั้นนับว่าเป็นเรื่องท้าทาย

“อย่ากลัวที่จะเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ เพราะโลกเปลี่ยนไปทุกวัน มีเรื่องให้เรียนรู้ทุกวัน คนเราต้องเรียนรู้กันไปตลอดชีวิต อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เริ่มนับหนึ่งก็จะไปไม่ถึงสิบ ที่สำคัญเราต้องพยายามสร้างคนรุ่นใหม่ๆ ไปพร้อมกันด้วย โดยเฉพาะอาชีพครูอาจารย์คือการสร้างคนให้มีความรู้และเป็นคนดี อย่าลืมที่จะสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคนอื่นๆ อยู่เสมอ” — นี่คือแนวคิดในการทำงานของเขา

“เราจะคิดว่ามีพรุ่งนี้เสมอ เพียงแต่โอกาสอาจไม่ได้มาพรุ่งนี้เสมอไป เมื่อมีโอกาสได้ทำสิ่งที่ถูกสิ่งที่ควร จงทำอย่างเต็มที่และสุดความสามารถ เราแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เรากำหนดวันนี้ ผลของการตัดสินใจในวันนี้ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตในวันพรุ่งนี้เสมอ”

ผศ.ดร.ยศพงษ์ ยังน้อมนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องกรรมดีกรรมชั่ว กรรมคือผลของการกระทำ เนื่องเพราะเคยบวชเรียนมาแล้ว และมองศาสนาในเชิงหลักวิทยาศาสตร์ แต่ในการทำงานนั้นมีทั้งความเป็นศาสตร์และศิลป์อยู่ในตัว

 

บารมี เที่ยงธรรม ดำเนินชีวิตด้วยสติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 16:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/492122

บารมี เที่ยงธรรม ดำเนินชีวิตด้วยสติ

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

แบงค์-บารมี เที่ยงธรรม วัย 32 ปี ทายาทคนสุดท้องของ จองชัย เที่ยงธรรม อดีต รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม กับ ดร.มุกดา เที่ยงธรรม

ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มอารมณ์ดีคนนี้ มีดีกรีจบการศึกษาปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ (บีเอ) สาขาวิชาการตลาด จากมหาวิทยาลัยมหิดล (อินเตอร์) ปัจจุบันเขาดูแลและเป็นเจ้าของสวนอินทผลัม ที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งตั้งให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เพาะพันธ์ุและจำหน่ายต้นพันธุ์อินทผลัม และดูแลกิจการที่บ้านคือโรงสับไม้สุพรรณ 2015 (วู้ดชิป) ผู้ผลิตเชื้อเพลิงส่งโรงงานไฟฟ้าชีวมวล

ค่าที่คุณพ่อเป็นชาว จ.สุพรรณบุรี โดยกำเนิด แม้เขาจะเติบโตและเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ แต่ก็หลงรักบ้านเกิดของผู้เป็นพ่อ โดยตั้งใจพัฒนา จ.สุพรรณบุรี ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอันดับต้นๆ ของประเทศไทยให้ได้ ล่าสุดจึงได้เป็นโต้โผใหญ่ในการจัดเลดี้ แรลลี่ ทริป “รักจังสุพรรณบุรี” เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของ จ.สุพรรณบุรี โดยใช้เรื่องการท่องเที่ยว โดยบารมีในตำแหน่งประธานการจัดงานและประธานสมาคมนักธุรกิจรุ่นใหม่ (yec) ภายใต้สมาคมหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกงานหนึ่งที่ท้าทายมากเพราะเป็นการจัดเลดี้ แรลลี่ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้สุภาพสตรีได้สิทธิพิเศษเต็มที่

บารมีเผยถึงแรงบันดาลใจในการจัดงานที่เลือกเจาะกลุ่มสุภาพสตรี ด้วยเขาเติบโตมากับนักบัญชี คือ คุณแม่และพี่สาวมองว่าผู้หญิงเป็นเพศที่มีกำลังและอำนาจการจับจ่ายสูง และชื่นชอบของสวยๆ งามๆ จ.สุพรรณบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ลองไปแวะสักครั้งแล้วจะติดใจ

“เลดี้ แรลลี่ ทริป เราเชิญชวนเฉพาะสาวๆ ให้มาร่วมสนุกกับการแข่งขันแรลลี่ เนื่องจากเป็นเส้นทางการแข่งขันที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และผู้หญิงส่วนใหญ่จะสนุกกับกิจกรรมชิม ชม แชะ ผ่านทางโซเชียลมีเดียมากกว่าผู้ชาย

ผมอยากให้สุพรรณบุรีเป็นที่ปักหมุดแหล่งท่องเที่ยวของคนไทย ผู้หญิงเวลาเจอสวนดอกไม้สวยๆ ของ จ.สุพรรณบุรี ผมรับรองว่าอดใจถ่ายภาพกับดอกไม้สวยๆ ไม่ได้แน่ ถ่ายเสร็จแล้วก็อยากเอาลงอินสตาแกรม เราต้องการให้เกิดเป็นกระแสออนไลน์ในวงกว้าง

เราอยากบอกนักท่องเที่ยวว่าตอนนี้สุพรรณบุรีมีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย จุดประสงค์ของการจัดงาน คือ รักจัง สุพรรณบุรี เกิดจากความรักสุพรรณ เมื่อเรารักจังหวัดเราก็อยากให้คนสุพรรณมีเศรษฐกิจที่ดี เมื่อประชากรมีความสุข อาชญากรรมก็จะลดลง เมื่อคนมีอาชีพ มองว่าเราก็สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยเริ่มที่เรา แต่ผมทำคนเดียวไม่ไหว แต่การช่วยชักชวนคนให้แวะสุพรรณบุรี จากที่เคยเป็นแค่ทางผ่าน อยากให้นักท่องเที่ยวมานอนค้างที่สุพรรณบุรีมากขึ้น อยากให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสความอร่อยดั้งเดิม มาเห็นวิถีชีวิตของคนสุพรรณบุรี พาไปร้านขายปลาสลิดที่อร่อยเป็นที่โปรดปรานของท่านอดีตนายกฯ บรรหาร ที่ชอบไปรับประทาน เรียกว่าอร่อยแบบพื้นถิ่นจริงๆ”

แรลลี่ “รักจังสุพรรณบุรี” ภายใต้โครงการ “เที่ยวสุขใจ ใกล้แค่เอื้อม” ยังเชิญชวนให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันสำนึกรักบ้านเกิด เนื่องจาก จ.สุพรรณบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ รวมทั้งมีศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตร เรียกได้ว่า จ.สุพรรณบุรี คือ อู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญและการสร้างสรรค์กิจกรรมครั้งนี้ จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยวทั่วไปเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้ชุมชน งานจัดระหว่างวันที่ 6-7 พ.ค. อวดแหล่งท่องเที่ยว อาทิ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง อุทยานมังกรสวรรค์ วัดป่าเลไลยก์ ชมสวนอินทผลัมศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย (นาเฮียใช้) บึงฉวางเฉลิมพระเกียรติ สามชุก ตลาดร้อยปี เป็นต้น ซึ่งตั้งแต่เปิดรับสมัครมาก็มีผู้ให้ความสนใจมากมาย

นอกจากนี้ หมวกอีกใบหนึ่งของบารมีคือการเป็นชาวไร่หน้ามน เจ้าของสวนอินทผลัมที่ดูแลแทนคุณพ่อ ซึ่งการปลูกมาจากวิสัยทัศน์ของคุณพ่อทั้งสิ้น

“สวนอินทผลัมของเราเป็นสวนที่ใหญ่ปลูกบนพื้นที่ 40 ไร่ แต่มีต้นกล้าอีกราวแสนต้น ผมเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ที่ใหญ่ที่สุด ผมพยายามช่วยชาวไร่ตัดคนกลางออกไป ตอนนี้เกษตรกรฉลาด เขาถามก่อนว่าเอาต้นกล้าของผมไปปลูกแล้วผมจะรับซื้อไหม ผมบอกว่าทำไมจะขายให้ผมกิโลกรัมละ 200 บาทล่ะ ผมจะช่วยให้เกษตรกรขายได้กิโลกรัมละ 800 บาทได้นะ เพราะผมเห็นเกษตรกรทำงานตากแดด แบกรับภาระเสียหายเอง วัชพืชแมลงต่างๆ ค่าปุ๋ยค่ายาต้องดูแลเอง ดังนั้นเวลาขายก็ควรได้ราคาดีๆ ซิ  ตอนนี้เรามีโรงไม้สักวู้ดชิป เรานำไม้ท่อนมาย่อยให้เหลือหนึ่งนิ้วคูณหนึ่งนิ้ว ส่งให้โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้ามิตรผล เป็นต้น”

ต้นแบบดี ต้นกล้าจึงดีตามไปด้วย บารมี กล่าวว่า คุณพ่อจองชัยก็คือต้นแบบที่ดีให้เขาได้เดินตาม คุณพ่อสอนเขาเสมออันดับแรก คือ การช่วยเหลือคน เกิดมาในชีวิตนี้สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ เราต้องดูแลตัวเองให้ได้ ดูแลพ่อแม่ได้ ถ้าเมื่อไหร่คุณยังดูแลตัวเองไมได้ คุณจะกลับมาเป็นภาระคนอื่นเสมอ ย้อนกลับไปที่สังคมขนาดใหญ่ถ้าคนไทยดูแลตัวเองได้ปัญหาการเมืองก็จะไม่เกิด จะไม่มีการคอร์รัปชั่น ประชาชนจะไม่ยอมขายเสียง

“พ่อยังสอนผมอีกคือ เมื่อดูแลตัวเองได้ เราต้องมีเหลือเก็บเผื่อยามฉุกเฉินคือต้องมีเงินออม อุบัติเหตุมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ดังนั้นเราต้องมีเงินสำรองไว้ เมื่อออมเงินได้แล้วนอกเหนือจากนั้นลองเอามาลงทุน ถ้ามี
เหลือจริงๆ ต้องตอบแทนสังคมบ้าง เพราะหากเราทำธุรกิจสะอาดอย่างไร เมื่อเราได้ก็ต้องมีคนเสีย เช่น เรากินเครื่องดื่มยี่ห้อเอ ยี่ห้อบีก็ไม่ได้ลูกค้า

ผมคิดว่าคนเราเกิดมามีพื้นฐานที่ไม่เท่ากัน ส่วนโอกาสจะเท่ากันไหม โอกาสอาจวิ่งเข้าหาเรา แต่เราต้องมีความพร้อมที่จะรับโอกาสนั้นด้วย อีกทั้งต้องเตรียมตัวให้พร้อม บางคนเวิร์กฮาร์ด เพลย์ฮาร์ดเดอร์ เราสนุกผ่อนคลายเต็มที่ได้ แต่ต้องดูแลสุขภาพร่างกายเราให้ดีด้วย เพราะหากเรามีเงินหมื่นล้านแต่ต้องนอนติดเตียงเพราะเราไม่ดูแลสุขภาพให้ดี เงินที่มีก็ไม่มีประโยชน์”

เห็นเป็นคนคุยสนุกและเป็นที่รักของเพื่อนๆ แบบนี้ การทำงานของบารมีก็มีมุมที่เครียดบ้าง แต่ค่าที่เคยบวชเรียนในบวรพระพุทธศาสนาหลายครั้ง ทำให้เขาได้ซึมซับคำสั่งสอนของพระประยุทธ์ ปยุตโต คือสติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“อยู่แต่ในวัดประมาณ 1 เดือนเป็นอย่างต่ำ ในวัดที่ผมบวชอยู่ย่านพุทธมณฑลสาย 4 เป็นวัดที่เคร่งมาก กุฏิของพระสงฆ์ห้ามฆราวาสเข้าไปเดินเพ่นพานเด็ดขาด และพระสงฆ์ต้องแต่งกายให้เรียบร้อย ในวัดก็เป็นระเบียบเรียบร้อย ฉันและสวดมนต์เป็นเวลา และเป็นวัดที่มีแต่ให้ ผมเห็นมีตู้รับบริจาคเพียงตู้เดียวและเก็บไว้ลึกมากๆ

อยู่ที่วัดนี้ผมได้ศึกษาธรรมะ ได้ข้อคิดว่าชีวิตนี้มีสิ่งที่สำคัญที่สุดคือมีสติ เวลาเราโกรธก็โกรธหนึ่งถึงสิบ แต่สิ่งที่พระอาจารย์สอนคือเราโกรธให้รู้ว่าโกรธ แต่คนเราจะห้ามความโกรธไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ถ้าเรามีสติ โกรธหนึ่งคั่นไว้ ความโกรธจากความรุนแรงจะลดลง หากเรามีสติ สติจะมาช่วยเราคิด ศีลห้าข้อที่ต้องยึดครองที่สุดและอันตรายที่สุดคือ ศีลข้อ 5 คือสุรา แค่ดื่มเหล้าแล้วไม่มีสติก็สามารถฆ่าคนได้ ซึ่งพบเห็นในข่าวอยู่เสมอๆ”

หากมีปัญหาทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว สองสิ่งที่บารมีไม่สามารถปราบได้ คือ ครอบครัว เช่น ญาติพี่น้องกับคนรัก ส่วนเรื่องงานอื่นๆ ใช้คำง่ายๆ ก็แค่การปล่อยวาง หรือช่างมันนั่นเอง

“บางครั้งเราอยากให้งานออกมาดีให้เป็นแบบนี้ๆ แต่หากไม่เป็นไปตามที่คิด ผมคิดปลงเสมอว่าบางอย่างในตัวผม ผมยังเปลี่ยนไม่ได้เลย สุดท้ายแล้วการงานทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเรามัวแต่โทษคนอื่น คนนั้นจะไม่มีวันเจริญเลย เราต้องปรับเปลี่ยนที่ตัวเอง ถ้าผมสั่งงานไป เกิดความเสียหายก็แค่ลงโทษแค่นั้นก็พอ แต่ผมเป็นคนที่ให้โอกาสคนทำผิดได้แค่ครั้งเดียว แต่ผมก็ให้อภัยเขานะครับ แต่ผมจะไม่กลับไปร่วมงานกับเขาใหม่เด็ดขาด เพราะผมถือว่าเขาไม่ได้ให้ใจผมเต็มร้อย”

บารมีฝากทิ้งท้ายว่า เงินรายได้จากการจัดเลดี้ แรลลี่ รักจังสุพรรณบุรี ภายใต้โครงการเที่ยวสุขใจ ใกล้แค่เอื้อม รายได้บางส่วนจะนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช และมูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรีต่อไปด้วย

 

ศริญญา มานะมุติ ไม่ตีกรอบคนชอบหนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 18:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/491990

ศริญญา มานะมุติ ไม่ตีกรอบคนชอบหนัง

โดย…กองทรัพย์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

การมีโรงหนังทางเลือกเพื่อเป็นสถานที่รวมตัว แลกเปลี่ยนความเห็นมุมมองจากหนังอิสระไม่จำกัดค่ายคือสวรรค์เล็กๆ ของคนรักหนัง และจากจุดเริ่มต้นความคิดนี้ คนรักในงานศิลปะ 3 คน (มิ้ว-ศริญญา มานะมุติ, เม่น-วงศรน สุทธิกุลพาณิช และนิค-นิโคลัส ฮัดสัน-เอลิส) ที่ต้องการให้คนไทยเข้าถึงหนังดีๆ ได้ง่ายขึ้นในชื่อ ตรีโลจี (Threelogy) จึงรวมตัวกันและเริ่มต้นจัดป๊อปอัพ ซินีมา อยู่หลายครั้ง เพื่อวัดกระแสความนิยมและความต้องการของคนดูหนังเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว

วันนี้ในกรุงเทพฯ มีโรงหนังอิสระที่ฉายเฉพาะหนังนอกกระแสอย่างแท้จริงแล้ว ด้วยฝีมือคนรุ่นใหม่ Bangkok Screening Room (BKKSR) ถือกำเนิดขึ้นโดยเป็นที่อยู่ใหม่ให้กับหนังที่หลากหลาย ณ ใจกลางเมืองที่ศาลาแดง ซอย 1

มิ้ว ศริญญา หนึ่งในผู้ก่อตั้ง BKKSR เล่าให้ฟังว่า ตอนที่เป็นป๊อปอัพ ก็ได้กระแสตอบรับดี “แต่เราคิดว่ามันไม่ยั่งยืน อาจจะไปๆ มาๆ หายๆ พวกเราอยากทำให้จริงจังกว่านั้น ก็เลยตัดสินใจว่าอยากทำเป็น
โรงหนังอิสระ ที่บริหารจัดการอย่างมืออาชีพ มีระบบที่สนับสนุนการดู การทำหนังของศิลปิน ที่อยู่ในสายหนังอย่างจริงจัง มีพื้นที่สำหรับพูดคุยแลกเปลี่ยน

เรามองว่าสิ่งที่กำลังจะสร้างไม่ฉาบฉวย พอคิดอย่างนี้ปุ๊บ ก็จัดแจงขายบ้าน ขายทุกอย่างที่ออสเตรเลีย แล้วบินกลับมาลุยงานนี้เต็มๆ เมื่อเดือน ธ.ค. 2558 เพื่อนๆ ถามว่าบ้ารึเปล่า เราว่าก็นิดนึงนะ (หัวเราะ) แต่มันดีที่ได้กลับบ้าน” มิ้วเล่า

สาวร่างเล็กเติบโตและเรียนปริญญาตรีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จาก UWS เมืองซิดนีย์ และปริญญาโทสาขาศิลปะการจัดการ จาก RMIT เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย มีประสบการณ์การทำงานมากกว่าสิบปีในด้านการจัดนิทรรศการ และด้านการดูแลลูกค้าจากพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญอย่าง Museum of Contemporary Art (ซิดนีย์), The Australian Centre for the Moving Image และ Museum Victoria (เมลเบิร์น) ของออสเตรเลีย

มิ้ว บอกถึงการตัดสินใจกลับมาปักหลักในบ้านเกิด “สำหรับงานในออสเตรเลียเราก็มีแนวทางและมุ่งเน้นเรื่องการสร้างโอกาสให้กับศิลปินหน้าใหม่อยู่แล้ว คิดว่าถ้ากลับมาทำงานที่บ้านจะต้องไม่ทิ้งแนวทางที่เราเคยทำมา จากการที่เราเคยทำโรงหนังป๊อปอัพ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าหนังทางเลือกอิสระหาดูยากในเมืองไทย และพื้นที่ฉายหนังอิสระอย่างต่อเนื่องมีจำกัดมาก นี่คือเหตุผลที่เราตั้งใจสร้าง Bangkok Screening Room ขึ้นมา ใช้ประสบการณ์จากการทำงานที่เราได้มาจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะในออสเตรเลีย ที่จัดแสงศิลปะภาพเคลื่อนไหวและนำเทคโนโลยี IMAX เข้ามาผสมผสานกัน เป็นโรงหนังเล็กๆ แต่ได้มาตรฐาน

เราอยากทำให้ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้หลายคนได้รู้จักหนังมากขึ้น สร้างบรรยากาศให้สบาย ไม่ได้ดูเป็นทางการ หรือหรูหรา จนคนมองจากข้างนอกไม่กล้าเข้ามา ใช้พื้นที่ด้านนอกเป็นบาร์เล็กๆ ทำอาหารและเครื่องดื่มกันเอง ดูแลกันเองทุกขั้นตอน ความอบอุ่นจึงค่อยๆ เกิดขึ้น หลายคนสบายใจที่มาใช้พื้นที่ตรงนี้ เราเห็นคนจากหลากหลายวงการที่รักหนัง ได้มานั่งพูดคุยกัน เป็นโลกอีกใบหนึ่งของพวกเขา ที่มีเพื่อนที่มีความรักความชอบในสิ่งเดียวกันมาเจอกัน”

ในวัย 37 ปี การเริ่มธุรกิจของตัวเองไม่ง่ายเลยสำหรับเธอและเพื่อน โดยเฉพาะการเริ่มต้นตั้งไข่จากศูนย์ ใช้เงินทุนจากการเก็บหอมรอมริบตลอดการทำงานที่ผ่านมากว่า 10 ปี “สิ่งที่เราทำยังไม่เคยมีมาก่อน ยังใหม่มากในเมืองไทย ไม่มีโมเดลธุรกิจต้นแบบ ดังนั้นจึงค่อนข้างใช้เวลากับการวางโมเดลธุรกิจ เราต้องแน่ใจว่างานของเราจะอยู่ไปได้อีกนานๆ เพราะเราตั้งใจไว้แล้ว วางโครงสร้างทั้งรูปแบบอาคารและแนวทางการสร้างความมั่นคงของธุรกิจ

พวกเราทำกันเอง 3 คน ออกแบบสถานที่เอง วางโครงสร้างต่างๆ เอง ใช้เงินเก็บของตัวเองมาทุ่มให้กับที่นี่ ไม่ได้หวังว่าจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่เราหวังว่าระบบที่เราวางไว้จะเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ สร้างอิมแพ็กต์ อยากให้มีคนเห็นว่ามีคนที่รักและทุ่มเทกับหนังและงานศิลปะอยู่จริงๆ หรืออย่างน้อยก็เป็นโมเดลตั้งต้นให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้นำไปทำตามหรือต่อยอด โดยที่ยังมีพวกเราคอยให้คำปรึกษา”

ภายในพื้นที่เล็กๆ มีที่สำหรับดูหนัง 52 ที่นั่ง หนุ่มสาวผู้ก่อตั้งมุ่งหวังให้ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาแนวทางการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักทำหนังรุ่นใหม่ๆ “เกณฑ์ในการเลือกหนังของเรา จะฉายหนังทุกประเภททั้งฮอลลีวู้ดยุคคลาสสิก หนังอินดี้ทั้งของไทยและต่างประเทศ หนังเราจะต้องมีซับไตเติ้ลทุกเรื่อง และหนังแต่ละเรื่องจะมีเวลาฉายเท่ากัน เวียนรอบอย่างเท่าเทียม

สิ่งที่แตกต่างคือเราเปิดพื้นที่ให้กับหนังสั้นที่เป็นฝีมือคนทำหนังรุ่นใหม่ รวมถึงใช้เป็นพื้นที่สำหรับเทศกาลหนังที่เด็กภาพยนตร์มารวมตัวกัน พวกเราไม่ได้เป็นแค่ที่ให้คนมาดู แต่เป็นพื้นที่ให้เขาได้มาทำด้วย สำหรับผู้กำกับไม่ว่ารุ่นเก๋ามากฝีมือหรือคนเพิ่งเตาะแตะหรือคนที่มีฝันและอยากแสดงฝีมือ ที่นี่รับฉายหนังให้คุณด้วย สำหรับใครที่อยากแสดงผลงานสั้นๆ ก็มีโอกาสส่งผลงานเข้ามา หนังที่ได้รับเลือกจะเปิดฉายก่อนภาพยนตร์เรื่องหลัก”

ถามเราว่าเพราะอะไรจึงเชื่อในพลังโรงหนังอิสระ เธอบอกว่า เคยเห็นโรงหนังอิสระมีในหลายประเทศแล้ว ทั้งอังกฤษ สหรัฐ “ใกล้ๆ เมืองไทยก็จะมีสิงคโปร์ ฮ่องกง บ้านเราก็เคยมีโรงหนังแบบสแตนด์อะโลนตามหัวเมืองต่างๆ มากมาย แต่ระยะหลังก็ถึงยุคเสื่อมโทรม โรงหนังเล็กๆ ในต่างจังหวัดก็ทยอยปิดตัวกันไปเยอะ เพราะคนส่วนใหญ่เข้าไปดูหนังในห้าง และได้ดูหนังที่เหมือนๆ กัน

พวกเราเชื่อว่ายังมีคนอีกไม่น้อยที่อยากดูหนังที่แตกต่างออกไป แต่ยังหาพื้นที่ไม่ได้ พวกเราจึงคิดว่าเราเป็นทางเลือก และหวังว่า BKKSR จะเป็นตัวช่วยไม่มากก็น้อยในการลดช่องว่างเพื่อตอบสนองความต้องการที่มีอยู่อย่างหลากหลายของคนดูหนัง เราไม่ได้ต่อต้านหนังกระแสหลัก เพราะอย่างวันหยุดบางครั้งก็ไปดูหนังบล็อกบัสเตอร์เหมือนกัน”

มิ้ว สรุปพร้อมฝากทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ว่า สามารถติดตามความเคลื่อนไหว หรือร่วมสร้างโรงหนังทางเลือกแห่งแรกของกรุงเทพฯ ได้ที่ http://www.bkksr.com ตั้งอยู่บริเวณศาลาแดง ซอย 1

 

ศิรินันท์ ตั้งพินิจกุล เป็นเชฟเบเกอรี่ด้วยใจรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 06:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/491184

ศิรินันท์ ตั้งพินิจกุล เป็นเชฟเบเกอรี่ด้วยใจรัก

โดย…ภาดนุ ภาพ สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

สาวเก่งวัย 31 ปี ฝน-ศิรินันท์ ตั้งพินิจกุล ครีเอทีฟมากความสามารถของบริษัท เอสซีจี ปูนซิเมนต์ไทย หลังจากทำงานประจำมาหลายปี ล่าสุดเธอไล่ตามความฝันอีกอย่างของตัวเองจนสำเร็จ ด้วยการเป็นเชฟเบเกอรี่สมใจ

“ที่จริงแล้วฝนหลงใหลในเรื่องศิลปะและการทำขนมมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วค่ะ ฝนมีความฝันที่ชัดเจนอยู่ 2 อย่างว่า ถ้าไม่ทำงานในวงการโฆษณาคือเป็นครีเอทีฟ ก็จะเป็นเชฟเบเกอรี่ให้ได้ หลังจากเรียนจบชั้น ม.ปลาย ฝนก็เลือกเรียนปริญญาตรีด้านครีเอเทีฟ แล้วเรียนต่อปริญญาโทด้านเดียวกันที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างอยู่ที่นั่นฝนก็หัดทำขนมอยู่เรื่อยๆ โดยดูจากทีวีบ้าง ยูทูบบ้าง พอจบปริญญาโท ก็กลับมาทำงานที่เมืองไทย โดยทำหน้าที่เป็นครีเอทีฟอยู่ถึง 7 ปี วันหนึ่งพอนั่งทำงานอยู่ก็คิดขึ้นมาว่า ในเมื่อเราชอบทั้งงานครีเอทีฟ ชอบทั้งการทำขนม ทำไมไม่นำสองอย่างนี้มารวมกันล่ะ

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฝนจึงลาออกจากงานประจำและไปลงเรียนหลักสูตรทำเบเกอรี่ที่ “เลอ กอร์ดอง เบลอ” วิทยาลัยดุสิตธานี โดยลงหลักสูตรเต็ม 9 เดือน พอเรียนจบฝนก็เป็นผู้ช่วยเชฟที่นั่นอยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงออกมาสร้างแบรนด์เบเกอรี่ออนไลน์ของตัวเองที่ชื่อ ‘เบเกอเรทีฟ’ (Bakerative) ขึ้นมา โดยมีคอนเซ็ปต์เป็นศิลปะที่รับประทานได้ ฉะนั้นขนมแต่ละชิ้นจึงเป็นเสมือนงานศิลปะที่สะท้อนเรื่องราวอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทุกเมนูจะมีเรื่องราวและมีที่มาที่ไป”

ฝนบอกว่า เบเกอเรทีฟตอนนี้มีด้วยกัน 15 เมนู โดยจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ช่วงไหนถ้ามีผลไม้ตามฤดูกาล เธอก็จะนำมาเป็นวัตถุดิบด้วย อย่างช่วงนี้มีมะม่วงเยอะ เธอก็จะทำมูสมะม่วงกินคู่กับทาร์ตตกแต่งด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้ ส่วนเมนูอื่นที่ทำก็เช่น คุกกี้แอนด์ครีมชีสเค้ก ซึ่งเป็นเค้กสไตล์ญี่ปุ่นที่เนื้อนุ่มเบา แต่ได้รสชาติเข้มๆ ของคุกกี้แอนด์ครีมมาตัดกัน หรืออีกเมนู คือ “ดาร์กช็อกโกแลตลาเวนเดอร์มูส” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาดที่ชื่อ The Starry Night ของ วินเซนต์ แวนโก๊ะห์ ซึ่งเป็นภาพดวงดาวยามค่ำคืนที่แวนโก๊ะห์ใช้ทุ่งดอกลาเวนเดอร์เป็นสถานที่วาดรูปนี้ เธอจึงทำเป็นเค้กดาร์กช็อกโกแลตเพื่อสื่อถึงท้องฟ้ายามค่ำคืน สลับเลเยอร์กับมูสลาเวนเดอร์ในแต่ละชั้นแทนทุ่งลาเวนเดอร์ เรียกว่าเมนูนี้มาจากแรงบันดาลใจในความรักศิลปะบวกกับความคิดสร้างสรรค์ที่เธอมี

“พูดง่ายๆ คือ เบเกอเรทีฟ เป็นขนมที่มีความหลากหลาย มีทั้งเค้ก ทาร์ต ขนมสไตล์ฝรั่งเศสและญี่ปุ่น ซึ่งฝนพยายามครีเอทขึ้นมาให้เกิดความแตกต่างทั้งในเรื่องของรสชาติและรูปลักษณ์ โดยลูกค้าของเบเกอเรทีฟก็คือคนกลุ่ม B ขึ้นไปจนถึง A ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือคนวัยทำงานที่ชอบความแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจ มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย พวกเขาจะมองหาขนมซึ่งเป็นของขวัญที่สามารถพูดแทนพวกเขาได้

ฉะนั้นขนมแต่ละชนิดหรือเค้กที่จะนำไปส่งให้กับลูกค้าในวันเกิด หรือวันสำคัญ เราจึงใส่ใจรายละเอียดเลยว่า เค้กชิ้นนี้ต้องใช้เทียนสีอะไรถึงจะเข้ากัน ถ้าลูกค้าต้องการสั่งขนมไปให้ผู้ใหญ่ เราก็จะแนะนำเมนูที่เหมาะสมซึ่งอาจเป็นขนมที่มีผลไม้ หรือถ้าลูกค้าสั่งไปวันสำคัญอื่นๆ เราก็จะถามว่าสั่งให้ผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าผู้หญิงจะใช้เทียนสีชมพูไหม หรือถ้าเป็นผู้ชายก็จะแนะนำเทียนสีเขียว เป็นต้น”

ฝนบอกว่า นอกจากขนมทั้ง 15 เมนูแล้ว ตอนนี้ยังไม่ได้รับสั่งทำขนมแบบเมด ทู ออร์เดอร์ โดยตรง แต่ยกตัวอย่างว่า ถ้าเมนูนั้นมีส่วนผสมของราสพ์เบอร์รี่ แล้วลูกค้าไม่ชอบ ก็สามารถขอเปลี่ยนเป็นสตรอเบอร์รี่ได้ แต่สูตรทั้งหมดจะไม่ถูกเปลี่ยน เพราะยังต้องการคงเอกลักษณ์ของความเป็นเบเกอเรทีฟเอาไว้นั่นเอง

“หลังจากเปิดขายเบเกอรี่ออนไลน์มาได้ 6 เดือน ก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดีมาก เพราะอย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า เราใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่เริ่มทำขนม ไปจนถึงการส่งขนมให้กับลูกค้าเลยล่ะ พวกเขาจึงสัมผัสได้ บางคนบอกว่าขนมสวยจนไม่กล้ากินเลย ในฐานะคนทำแล้วรู้สึกปลื้มใจนะ สิ่งที่สะท้อนกลับมาอีกอย่างคือ มีกลุ่มลูกค้าประจำที่เคยสั่งซื้อไปแล้ว เริ่มมีการสั่งซ้ำ รวมถึงลูกค้าที่โทรมาแล้วบอกว่าเพื่อนแนะนำ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้มีเบเกอเรทีฟค่ะ

การเริ่มสร้างธุรกิจใหม่นั้นต้องมีการลงทุน มีการจดทะเบียนการค้าทางออนไลน์ ในอนาคตก็คาดว่าน่าจะมีการขยับขยายช่องทางธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยจะมีการดีลกับบริษัทใหญ่ๆ รวมทั้งมีมาร์เก็ตติ้งแพลนไว้ว่า อีกไม่น่าจะเกินครึ่งปี เราน่าจะเข้าสู่ตลาดสแน็กบ็อกซ์ระดับสูงได้ และในอีก 1-3 ปีนับจากนี้ ฝนคิดว่าเบเกอเรทีฟก็น่าจะมีหน้าร้านสาขาแรก และอาจต่อยอดธุรกิจโดยดีลกับสปาหรือร้านอาหารอื่นๆ ด้วยการทำเป็นขนมเมนูซิกเนเจอร์ไปส่งให้ร้านเหล่านี้ด้วย”

ฝนเสริมว่า ด้วยความที่ขนมเป็นทั้งศิลปะและแฟชั่น ดังนั้นขนมทั้ง 15 เมนูของเธอจึงปรับเปลี่ยนวัตถุดิบที่เหมาะสม และมีคุณภาพในแต่ละเมนูไปตามฤดูกาลหมุนเวียนกันไปตามสถานการณ์ หรือกระแสนิยมในช่วงนั้นๆ

“วัตถุดิบที่ฝนเลือกนำมาใช้ทำขนมส่วนใหญ่ 80% เป็นวัตถุดิบที่สั่งมาจากต่างประเทศ เช่น แป้ง เนย ครีม ชีส จากฝรั่งเศส ดอกลาเวนเดอร์และช็อกโกแลตจากเบลเยียม แต่ราคาขนมก็ไม่ได้แพงเกินไป สามารถจับต้องได้ อย่างสโคน 15 ชิ้นจะขาย 490 บาท เค้ก 2 ปอนด์ขาย 1,500 บาท ซึ่งถ้าพูดถึงการตกแต่งที่เราทำให้แล้ว ก็ถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผล อ้อ เรื่องรสชาตินั้นอร่อยแน่นอน ถ้าลูกค้าสนใจดูรายละเอียดและราคาของขนมหรือเค้กได้ที่ FB/IG : Bakerative ได้เลยค่ะ

หลักในการทำงานสำหรับฝนแล้วคิดว่าทุกคนมีความฝัน แต่จะต้องค้นหาให้เจอว่าความฝันกับความจริงมันมาบรรจบกันตรงไหน ถ้าเราหาจุดกึ่งกลางของทั้งสองอย่างนี้เจอ เราก็จะมีความสุขกับการทำงานและการใช้ชีวิต อย่างฝนเองก็บรรลุความฝันไปส่วนหนึ่งแล้วคือมีแบรนด์ขนมของตัวเอง แต่ความฝันอีกส่วนหนึ่งที่รออยู่ก็คือการเปิดร้านสาขาแรก ซึ่งตอนนี้เรายังไม่พร้อม ฝนจึงขอมุ่งมั่นกับการทำขนมสวย อร่อย และเน้นคุณภาพให้มากที่สุด เพื่อสร้างฐานลูกค้าและสะสมชื่อเสียงที่ดีไว้ แล้วความฝันอื่นๆ ของเราก็จะสามารถต่อยอดและสานต่อให้เป็นจริงได้แน่นอนค่ะ”

 

ณัชชานันท์ พีระณรงค์ สอนภาษาอังกฤษจากชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2560 เวลา 16:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/490993

ณัชชานันท์ พีระณรงค์ สอนภาษาอังกฤษจากชีวิต

โดย…มัลลิกา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เรียกว่าตื่นมาก็เจอกับเครื่องไม้เครื่องมือเทคโนโลยีเลย สำหรับ “ดีเจนุ่น-ณัชชานันท์ พีระณรงค์” ดีเจคลื่น 88.5 EDS จัดรายการช่วงเวลา 05.00-07.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เพราะตอนนี้ดีเจ หรือนักจัดรายการวิทยุ ต้องเปิดเพลงผ่านระบบ RCS หรือ Radio Computing Services (เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่มีการสร้างศูนย์เก็บข้อมูล ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับดีเจ หรือแม้แต่การควบคุมเสียง หรือการเพิ่มหรือลดเสียงเพลงเข้าออกในรายการ ก็สามารถตั้งระบบอัตโนมัติได้ตั้งแต่เริ่มรายการไปจนจบ)

“ระบบ RCS ช่วยให้จัดรายการง่ายขึ้น สามารถเลือกเพลงได้ง่าย แต่เราอยู่หน้าไมค์ต้องมีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือใส่ซาวด์เอฟเฟกต์เวลาพูด เช่น เสียงปรบมือ หรือมิวสิกเบส เปิดเสียงเพลงคลอเบาๆ เวลาพูด คล้ายเสียงเปียโน ช่วยทำให้เสียงเราฟังแล้วไม่น่าเบื่อ”

นอกจากเป็นดีเจที่คลื่น 88.5 EDS ณัชชานันท์ ยังเป็นผู้ประกาศข่าว ช่อง 13 (ช่อง 3 แฟมิลี่) 2 รายการ คือ รายการมิดไนท์ แฟมิลี่ รายงานข่าวทั่วไปหลังเที่ยงคืน และรายการ วีคเอนด์ไลฟ์ วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00 น. เป็นรายการข่าววาไรตี้ที่แทรกภาษาอังกฤษ จากรายการนี่เอง ทำให้ณัชชานันท์กลายมาเป็นครูนุ่นของน้องๆ ที่สอนภาษาอังกฤษผ่านแฟนเพจ เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์

“ในรายการนี้ถือโอกาสสอนภาษาอังกฤษ เอาศัพท์จากข่าว เป็นกึ่งรายการสอนภาษา ส่วนตัวก็รับสอนภาษาอังกฤษ จัดเป็นไพรเวทคลาส หรือ 3-5 คน บางคนก็ติวเก็งข้อสอบเพื่อจะสอบเข้าสถาปัตย์อินเตอร์ แต่ส่วนมากที่นุ่นสอนจะเน้นคอร์สพูด”

Welcome to พื้นที่ภาษาอังกฤษจากสถานการณ์ชีวิตของนุ่นเอง ในแฟนเพจ ชื่อ Emglish afternoonz มียอดคนกดติดตามเกือบ 7 หมื่น และในทวิตเตอร์ @eng_afternooz มียอดฟอลโลว์ 2 แสนกว่า

“นุ่นถ่ายทำได้ทุกที ไปเที่ยวก็ถ่าย ทั้งในไทยต่างประเทศ แฟนๆ ได้เห็นวิวสวยๆ ด้วย อย่างไปประเทศอังกฤษ เช็ก อินที่ไหนก็ถ่ายด้วย หันมาสอนคนในกล้อง หรือขับรถป้ายแดงแล้วต้องจ่ายค่าปรับ ระหว่างรอเซ็น ก็สอนภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง เจออะไรก็ถ่าย เรียกว่าเป็นการสอนการพูดในการใช้ชีวิตของนุ่น ภาษาอังกฤษตามชีวิตนุ่น

“อย่างตอนนี้คนสนใจอะไร ข่าวไหนดัง ก็ต้องสอนอิงกระแส เพราะเราเอาตัวเองมาอยู่ในโซเชียล เราต้องสนใจมันมากกว่าให้มันมาสนใจเรา ไม่งั้นเราจะอยู่ไม่ได้ โซเชียลมันคือสังคม ถ้าเราไม่พูดเรื่องเดียวกับเขา เราก็อยู่คนละโลก ก่อนนอนแม้จะเหนื่อยก็ต้องดูหน่อยว่าคนในโลกโซเชียลเขาคุยอะไรกัน สนใจอะไร คนฟอลโลว์เราเขาสนใจอะไร เรายืนจุดนี้เราต้องมองคนตามเราว่าเขาไปไหน เขาทำอะไร ถึงจะทำให้เราซัคเซส”

กว่าจะลงเป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ ไม่กี่นาที เธอใช้เวลาตั้งใจถ่ายทำ ตัดต่อหลายชั่วโมง เพื่อให้เป็นคลิปสอนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุด

“ใช้กล้องหน้า iPhone 7 Plus มีขาตั้งกล้องติดตัวตลอด แล้วใช้แอพพลิเคชั่น imovie ในการตัดต่อ ความถี่ในการลงทุกวัน นอกจากติดธุระยุ่งจริงๆ ก็จะหายไป 2-3 วัน แต่ไม่บ่อยค่ะ

“เวลาถ่ายนุ่นจะถ่ายไม่เกิน 5 นาที ก่อนตัดต่อ เพราะจากประสบการณ์คนจะไม่สนใจคลิปที่ยาว ดังนั้นของนุ่นจะใช้เวลาสั้นสุด 20 วินาที ยาวสุดไม่เกิน 2 นาที อย่างคลิป 20 วินาที สอนให้ออกเสียง เช่น get to /get through ตอนนี้จะสอนเยอะขึ้นหน่อย สอนให้เป็นประโยค สอนวิธีการพูด คลิปจะไม่ซ้ำกัน เพราะแต่ละวันนุ่นเจอเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน อย่างไปเที่ยวนี่ถ่ายเก็บไว้หลายๆ คลิป

“แล้วตอนมาตัดต่อคลิปก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง เพื่อให้ได้คลิป 1 นาที ตอนถ่ายก็ไล่ไปเรื่อย ไม่ยาวมาก 5 นาที เราตัดเอง ใช้แอพพลิเคชั่น imovie  ตัดไม่ได้ยากนะ เพราะนุ่นเน้นความดิบของคลิป ตัดฉับๆ เปลี่ยนช็อต ไม่ได้สวยมาก เอาความรู้ ไม่มีเพลงประกอบ

“เวลาลงเฟซบุ๊กไม่ห่วง แต่เนเจอร์ของคนใช้ทวิตเตอร์ เป็นคนที่เสพอะไรเร็วกว่าเฟซบุ๊ก ต้องไวมาก มาเร็วไปไว คลิปต้องจบไม่เกินนาที ทวิตเตอร์จะเป็นประเด็นสังคม ไม่มีโชว์รูปเยอะ ดังนั้นเวลาตัดต่อนุ่นจะใช้เวลานาน คิดเผื่อคนใช้ทวิตเตอร์ คำสองคำก็จะตัด หวงเวลา 2-3 วินาที ที่เราเกริ่น หายใจก็ตัดออก ถ้ามีวิวสวยๆ ก็คงไว้แต่คำพูดต้องกระชับ แต่ถ้าวิวเป็นเมนหลักของเรื่องก็คงไว้ อย่างตอนไปลอนดอน เหมือนให้คนดูได้ไปเที่ยวกับเรา”

ทุกขั้นตอนละเอียด และใส่ใจมาก ยิ่งตอนใส่ซับไตเติล เธอจะพิถีพิถันมาก

“พอตัดต่อเสร็จ จะใส่ซับไตเติล ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ซับไตเติลจะไม่เขียนแบบภาษาเขียน แต่จะใส่สระผันเสียงแบบเจ้าของภาษา ออกเสียงท้ายยังไง เช่น Apologise ใส่ซับไตเติลว่า อะ-พ่อล-ล่ะ-จ่ายยส์ ออกเสียงให้ตรงตัวกับเสียงอังกฤษ

“ในขั้นตอนนี้นุ่นใช้แอพพลิเคชั่น mysubtitle โหลดวิดีโอตัดเสร็จลงในแอพนี้ เลือกช่วงจะขึ้นวินาทีนี้ถึงวินาทีนี้ ใช้เวลาทำนานกว่าตัดต่ออีก คลิปหนึ่งบางที 100 กว่าซับ ถ้าสั้นๆ ก็ 70 นุ่นใส่แทบจะทุกคำศัพท์ เวลาให้คำศัพท์ ก็จะให้การใช้ประโยชน์ไปด้วย อย่างคำว่า Crab ออกเสียงยาว แปลว่า ปู ออกเสียงสั้นๆ แปลว่า ห่วย แล้วมีรูปประโยคให้ด้วย

“หลังจากหลงซับไตเติลเสร็จแล้ว รีเช็กกลับไปดูที่ไอมูฟวี่อีกรอบ แล้วก็อัพเลย ไม่ค่อยใส่เอฟเฟกต์ หรือฟิลเตอร์ เราเอาความดิบ เวลาที่อัพลงประมาณเก้าโมงถึงสิบเอ็ดโมง เที่ยงถึงบ่าย อีกทีหลังหกโมงถึงสามทุ่ม เป็นช่วงที่คนเข้าเล่นเยอะ”

การอัพโหลดวิดีโอลงในแฟนเพจ ทวิตเตอร์ ไม่ได้มีรายได้เกิดขึ้น แต่ก็เป็นช่องทางที่ทำให้ผู้คนรู้จักนุ่นในบทบาทครูสอนภาษาอังกฤษ หลายคนติดตามเธอโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เธอเป็นดีเจ ผู้ประกาศข่าว หากแต่มีผู้ปกครองและน้องๆ ติดต่อเข้ามาเพื่อให้เธอสอนพิเศษ ซึ่งทำให้นุ่นมีรายได้ และเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เธอรักจะทำ

 

กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ ความสุขอยู่รอบตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2560 เวลา 13:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/490964

กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ ความสุขอยู่รอบตัว

โดย…มัลลิกา

แม้งานที่กลายเป็นงานประจำไปแล้ว คือ พิธีกรท่องเที่ยว รายการ “เซย์ไฮ!” แต่ชื่อของ ติ๊ก-กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ ที่อยู่ในการจดจำของแฟนๆ คือ นักแสดงเจ้าบทบาท

ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ค่อยเห็นผลงานแสดงของเธอสักเท่าไร แต่ติ๊กไม่ได้หายไปจากงานแสดงเสียทีเดียว เพราะได้ผันตัวไปเป็นผู้จัดละคร และยังเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์อีกด้วย

เที่ยวคืองาน งานคือไลฟ์สไตล์

ได้เห็นหน้าตาผ่านจอช่อง 3 ทุกค่ำคืนวันศุกร์ ในบทบาทพิธีกรรายการ เซย์ไฮ! นานถึง 12 ปีแล้ว ซึ่งติ๊กเป็นผู้ผลิตรายการเอง

งานที่เธอทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เธอไม่ได้รู้สึกเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องตรากตรำเคร่งเครียดไปกับมัน เสมือนงานอดิเรกคือการท่องเที่ยว และการรักท่องเที่ยวนำมาซึ่งงาน งานที่ทำด้วยความรัก ก็จะทำให้สนุกกับการทำงานทุกๆ วัน เคล็ดลับดีๆ ง่ายๆ แบบติ๊ก

“11 ปีที่ผ่านมา ติ๊กนำเสนอการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น เป็นความชื่นชอบส่วนตัวด้วย ไปกี่ทีก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจไปเรื่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ สถานที่ต่างๆ ฤดูกาลต่างๆ มีมุมมองแตกต่างกันไป คือ 11 ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นอาจจะมีเปลี่ยนไปบ้าง แต่ถ้าไปเมืองต่างจังหวัดยังมีที่น่ารักอยู่ ทั้งสถานที่และผู้คน ยังมีอะไรให้ศึกษาเรื่อยๆ มันยังไม่สิ้นสุดที่จะเสาะหามาฝาก ยังมีซอกเล็กซอกน้อย อะไรที่ซ้ำกับคนอื่นทำเราก็ฉีกแนว

“แต่ตอนนี้ใครๆ ก็ทำท่องเที่ยวญี่ปุ่น คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นเยอะมาก เราก็ไปหาตลาดใหม่ จะได้ไม่ซ้ำ แต่ติ๊กไม่ทิ้งญี่ปุ่นแน่นอน ที่ชอบญี่ปุ่นที่สุด ชอบภูมิประเทศเป็นสิ่งที่แตกต่างจากไทย มีสโนว์ มีภูเขา แล้วญี่ปุ่นเราพาญาติผู้ใหญ่ไปได้สะดวก เพราะประเทศเขามีช่องทางสำหรับวีลแชร์ เขาเป็นประเทศที่มีระบบในเรื่องพวกนี้ ผู้ใหญ่ไปได้อย่างสะดวกสบาย มีการเตรียมพร้อมสำหรับท่องเที่ยว

“ติ๊กชอบไลฟ์สไตล์คน ชีวิตความเป็นอยู่ มีความเป็นค่านิยมที่เป็นญี่ปุ่น ไม่เป็นตะวันตก หรือ เป็นเอเชียสุดโต่ง เขามีเอกลักษณ์ของเขา มีความน่ารัก มีวัฒนธรรม ขอบเขตของสังคมที่เราหลงเสน่ห์ มีวินัย มีความสามัคคี ความสะอาดสะอ้าน อาหารอร่อย ทุกอย่างผ่านควอลิตี้ เขาให้คุณภาพตรงนี้มากกว่าในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ติ๊กชื่นชม”

ทำรายการท่องเที่ยวลงตัวกับไลฟ์สไตล์ และเป็นการพักผ่อน

“ที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว เพราะชอบเปิดโลกทัศน์ แต่ก็ชินกับญี่ปุ่น ไปไหนมาก็ตาม ในปีหนึ่งก็ต้องกลับไปญี่ปุ่นอยู่หลายครั้ง ชินทุกซอกทุกมุม เวลาคิดอะไรไม่ออก ไปญี่ปุ่นเป็นที่แรก ไม่เบื่อ เวลาไปก็มีไปซ้ำด้วย ไปที่ใหม่ๆ

“ติ๊กต้องเสาะแสวงหาที่เที่ยวทุกเดือน เพื่อให้ทันผลิตรายการ เฉลี่ยวันเดินทางก็เดือนละครั้ง ไปครั้งละ 10 วัน ยิ่งตอนนี้รายการท่องเที่ยวมีเยอะ ไหนจะมีในเฟซบุ๊ก มีบล็อกเกอร์ต่างๆ เราอยู่นิ่งไม่ได้เลย แต่ละรายการก็จะมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง

“รายการเราเน้นเรื่องราวจริงๆ ไม่ใช่มาสนุกสนานแล้วไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานที่นั่นเลย เราเน้นสถานที่ ไปแล้วจะเจอแบบไหน ใครดูทริปนี้ ไปไหนตลอดทริป เมื่อมารวมกันก็สามารถเป็นไกด์ท่องเที่ยวได้เลย เราสอดแทรกความรู้ทั้งอาหารการกิน ผู้คน เสน่ห์ของสถานที่ และเราหาสิ่งใหม่ๆ มานำเสนอ”

ทำเถอะ…สิ่งที่เป็นตัวตนของเรา

มาถึงงานผู้จัดละครกันบ้าง ซึ่งผลงานเรื่องแรกกำลังจ่อคิวออกอากาศทางช่อง 3 เรื่อง “รักพลิกล็อก” ที่มีโจทย์จากช่องให้ปั้นเด็กใหม่ประดับวงการ พระนางจึงลงตัวที่ 2 คู่ โดยมีนางเอกร่างเล็ก “ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง” ช่วยดันน้องๆ คู่กับนักแสดงลูกครึ่งไทย-อังกฤษ “ปีเตอร์ เดนแมน” และคู่ของ “สายไหม มณีรัตน์” กับ “เพื่อน-คณิน ชอบประดิถ”

ติ๊กบอกว่า รอมานานเหมือนกันกว่าจะได้ฤกษ์ออกอากาศ

“คาดว่าปีนี้ได้ออกอากาศ รอผู้ใหญ่เคาะว่าเมื่อไร แต่คงอีกไม่นานค่ะ การทำงานผู้จัดไม่ได้ยากมาก เพราะทุกอย่างมีขั้นตอนของมันอยู่แล้ว อุปสรรคที่มีเป็นเรื่องปกติสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆ งาน แต่เราผ่านไปด้วยดีเพราะได้ทีมงานที่ดี มีทางออก แก้ไขได้ ติ๊กในฐานะผู้จัดก็เป็นแค่กลไกเล็กๆ ที่ช่วยกันขับเคลื่อน”

ไม่ว่าจะงานเบื้องหน้า เบื้องหลัง เจอปัญหาหนัก-เบา เหมือนกันหมด แต่อยู่ที่วิธีคิดที่จะจัดการกับมัน

“บางงานมันมีระบบแก้ไขของมัน แล้วติ๊กไม่ชอบที่จะเอาปัญหามาทำให้เราหนักใจ เวลาเกิดปัญหาก็รอเวลาจัดการแก้ไขกันไป จะไม่ทุกข์ร้อน เกิดอะไรก็แก้กันไป”

ผลงานในบทบาทผู้จัดจะมีเรื่องต่อไปอีกหรือไม่นั้น ติ๊กบอกว่า มีแน่นอน แต่ยังไม่อยากเปิดงานใหม่ ถ้าผู้ใหญ่และผู้ชมยังไม่ได้เห็นผลงานเรื่องแรก ขอให้ผลงานเรื่องแรกได้พิสูจน์ตัวเองก่อน ส่วนโปรเจกต์ภาพยนตร์ อีกไม่นานพร้อมจะเปิดตัวต่อสาธารณะ

“ในส่วนของงานในสายนี้ ยังมีอะไรที่สามารถเติบโตได้มากกว่านี้ ยังทำได้เรื่อยๆ จริงๆ แล้ว ติ๊กชอบทำธุรกิจ ไม่ชอบเป็นลูกน้องใคร ชอบเป็นตัวของตัวเอง แต่ติ๊กไม่ได้มีระบบพื้นฐานแบบนั้น ติ๊กทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่เด็ก ได้เจอกับสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เด็ก เลยชินกับสายงานนี้ การมาเป็นผู้จัดก็เหมือนเป็นเส้นทางของมัน

“จริงๆ ติ๊กอยากทำอย่างอื่นด้วยซ้ำ แต่เราสัมผัสสิ่งนี้มาตลอดเวลา ที่ติ๊กจะบอก คือ อะไรที่วัยรุ่นคนไหนอยากทำ ทำเถอะ สิ่งที่เป็นตัวตนของเรา คนจะเห็นผลงานของเรา คุณขายของเขาจะเห็นของของคุณ เป็นลูกจ้างเจ้านายก็จะเห็นสิ่งที่คุณทำ ไม่จำเป็นต้องตามรอยใคร

“อย่างอาชีพนักแสดงไม่ใช่ยอดของทุกแขนง ไม่ต้องเป็นพิธีกร นักร้อง ทุกคนไม่ต้องมากระจุกอยู่ตรงนี้ ตอนนี้มีงานหลายแขนง เงินก็ดี มีหน้าตาในสังคม หามันให้เจอ เด็กวัยรุ่นเห็นนักแสดงคือไอดอล ทำตามกันเป็นระบบ ติ๊กอยากให้ทุกคนมีงานอื่นๆ ที่เราไม่ต้องไปแย่งกับใคร แต่เป็นงานที่ถนัด เราได้โชว์ความสามารถของเราจริงๆ

“ทุกวันนี้คนแอ็กทีฟตามกันไปหมด อยากแต่งตัวแบบนี้ อยากถ่ายรูปตรงนี้ ทำให้เราไม่หยุดนิ่ง เมื่อไม่ได้ดังที่ตั้งใจก็เป็นสภาวะเครียด บางทีก็ไม่ต้องเสพมันมากก็ได้ เสพเป็นการเปรียบเทียบเราด้อยกว่าอย่าเสพ เราจะได้เป็นตัวของเราเอง เราอยากแต่งตัวแบบนี้ก็เป็นสไตล์เรา เราอยากไปนี่ก็เป็นแบบเรา

“ติ๊กไม่ค่อยไปตามที่เขาโพสต์กันในโซเชียล เราเป็นตัวของเราเอง มีความสุขของเราเอง เราหาได้พอใจกับตัวเอง เราพอเพียงในขอบเขตเราจริงๆ เรามีความสุขกับสิ่งที่อยู่รอบตัว เราได้เจอมัน ไม่ต้องแบบคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย ไม่ต้องเปรียบกับใคร”

บางทีการใช้ชีวิตให้ง่าย ก็สามารถเจอความสุขง่ายๆ เพียงลืมตาตื่นนอน เพียงก้าวออกจากประตูบ้าน เพียงเปิดโลกใบใหม่จากที่คุ้นเคยเดิมๆ เพียงเข้าใจในความต้องการของตัวเอง และหามันให้เจอ…