เต็มที่กับชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดร.สุชาดา วิจิตรวาณิชย์พงษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/478946

เต็มที่กับชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดร.สุชาดา วิจิตรวาณิชย์พงษ์

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

โค้ชพลอย-ดร.สุชาดา วิจิตรวาณิชย์พงษ์ นักสร้างแรงบันดาลใจ ปัจจุบันเธอนั่งในตำแหน่ง Vice President-People Development บริษัท เอฟดับบลิว ประกันชีวิต นอกจากพูดได้น่าฟังมีเหตุมีผลแล้ว เธอยังพูดได้หลายภาษา เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น และภาษาจีนอีกด้วย สุชาดาจัดเป็นคนรักการเรียน โดยปริญญาโทเธอศึกษาจบ MBA ที่ Macquarie University ออสเตรเลีย และปริญญาเอกด้านอินฟอร์เมชั่น ซิสเต็ม เลิร์นนิ่ง แอนด์ ดีเวลลอปเมนต์ จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศออสเตรเลีย

หน้าที่ของ Vice President-People Development People Development คือ งานพัฒนามนุษย์แต่ละคนให้มีศักยภาพ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เอาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเองออกมา เพื่อพัฒนาตัวเอง คนอื่นและสังคม

“พลอยเชื่อว่าคนเราจะประสบความสำเร็จได้ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปได้ ไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่เราทำไม่ได้ เรามี 2 ทาง คือทำกับเดินจากไป กล่าวคือ มีสิ่งหนึ่งตรงหน้าเรา แต่เราเลือกทำให้สำเร็จ อีกทางคือ เลือกที่จะไม่ทำ แล้วเดินหาเส้นทางใหม่ๆ ที่เราอยากได้ เหมือนสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราแล้ว แต่เราถอดใจไม่ทำ คิดว่ามันยาก ก็ไม่ทำแล้วเปลี่ยนไปหาเป้าหมายใหม่ ซึ่งหน้าที่ของพลอยคือ เราต้องสร้างวัฒนธรรมในองค์กรในรูปแบบที่จะพาบริษัทก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อย่างที่เราวางเป้าไว้ ซึ่งจะไปตรงนั้นไม่ได้ หากคนในองค์กรไม่พร้อมที่จะเดินไปถึงตรงนั้นด้วยกัน เพราะบริษัทจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ หากผู้บริหารคิดคนเดียว เราต้องทำให้ทุกคนในองค์กรพร้อมที่จะไป เราต้องสร้างวัฒนธรรมแบบเดียวกัน เราต้องมีมายเซตเดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน เราต้องสร้างภาพสำเร็จให้คนมองเห็นได้”

การทำให้ทุกคนมีดีเอ็นเอที่เหมาะสมที่จะก้าวไปข้างหน้า พลอยมองว่า ในการที่จะทำให้บริษัทเหนือกว่าคู่แข่ง คือ การดึงศักยภาพของพนักงานออกมาใช้ให้ได้เต็มที่

 

“เราลองไปมองที่สมอง มันฉลาด ถ้าเราคิดว่าเราทำไม่ได้ สุดท้ายก็คือทำไม่ได้ เพราะพฤติกรรมมันจะซัพพอร์ตสมอง สิ่งที่สำคัญที่สุด คือวิธีคิด วิธีคิดของเราเป็นอย่างไร ผลสำเร็จของงานจะเป็นไปตามนั้น เช่น วันนี้เราตื่นเช้า ถ้าเราคิดว่าเราไม่อยากไปทำงาน เพราะไม่อยากทำงานหนัก กลัวทำงานยากไม่ได้ ก็จะส่งผลไปที่เราไม่อยากไปทำงานเลย ผลงานที่เราทำในวันนั้นก็ออกมาไม่ได้ ในทางกลับกัน หากเราสั่งสมองว่า วันนี้เราจะได้แสดงความสามารถออกมาให้หัวหน้าได้รู้ เรารักงาน เราอยากทำงานให้ออกมาดี มันท้าทายจังเลย ร่างกายก็จะเกิดรีแอคต์ คือ อยากทำงานด้วยกำลังใจที่ดี

เราต้องหาความหมายชีวิตให้เจอ และยึดตรงนั้นมาเป็นเป้าหมายในการดำรงชีวิต และก้าวไปสู่จุดนั้นให้ได้  เช่น เราอยากประสบความสำเร็จในการทำงาน ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ หาแล้วสร้างมันขึ้นมา หากเรามีความสุขแล้วคนใกล้ตัวจะรับความสุขที่ออกจากตัวเราได้ แล้วเราจะสามารถส่งถ่ายความสุขออกไป คนรอบข้างก็มีความสุข สามารถส่งความสุขต่อๆ กันไป สังคมก็จะดี ต้นทางต้องมาจากความพอดีเสียก่อน เพราะหากคนเราคิดว่า เรายังได้ไม่พอ เราจะให้คนอื่นไม่เป็น”

การจะค้นพบศักยภาพที่มีอยู่ในตัว พลอยแนะจากประสบการณ์ของเธอเองว่า แต่ละคนมักมีวิธีคิดที่แตกต่างกัน อย่างเช่น ตัวเธอเองเติบโตมาในครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย แต่พ่อแม่มีวิธีสอนเธอที่ดีมากๆ เช่น วันเสาร์-อาทิตย์พ่อแม่ไม่ให้ค่าขนม อยากได้สตางค์ต้องตื่นเช้ามาช่วยพ่อแม่ทำงาน ด้วยหลักการสอนอันนี้จึงส่งผลให้เธอมีความมุ่งมั่น และมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองให้ดี

“พลอยเชื่อว่าทุกอย่างมาจากวิธีคิด ซึ่งจะพาเราไปถึงเป้าหมายได้แน่นอน เราเชื่อว่าเราทำได้ และเราเป็นอย่างนั้นได้ เราเชื่อว่าเราจะได้เรียนแบบนี้ อย่างพลอยไปเรียนต่อปริญญาโทที่ออสเตรเลีย กว่าจะจบหลักสูตรต้องใช้เงินถึง 3 ล้านบาท แต่พลอยมีเงินเก็บแค่ 1 ล้านบาท ก็คิดว่าเราจะเก็บเงินเรียนเองโดยไม่รบกวนพ่อแม่ก็ต้องหางานพิเศษทำ พอไปถึงซิดนีย์วันแรกพลอยออกหางานทำเลย โดยได้ไปเสิร์ฟที่ร้านไทยก่อน ซึ่งพลอยไม่มีประสบการณ์เลย แต่พลอยก็บอกเขาว่า ลองให้โอกาสพลอยไปทำนะ พลอยจะทำอย่างเต็มที่แล้วคุณจะจ้างหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ แล้วเขาก็จ้างพลอย

ปรากฏทุกๆ งานที่พลอยได้ทำ ล้วนเป็นโอกาสที่คนอื่นหยิบยื่นให้ทั้งหมด เพราะตราบใดที่เราไม่ท้อ ถ้าเราสู้เราจะชนะ ตอนเรียนปริญญาโท พลอยทำงานพิเศษ 7 วัน ทำตั้งแต่เช้าจนถึง 4 โมงเย็น เพราะเริ่มเรียน 6 โมงเย็นถึงสี่ทุ่ม แล้วในวันหนึ่งๆ พลอยทำงานหลายที่มากเพื่อส่งตัวเองเรียน และหลักอย่างหนึ่ง คือพลอยไม่อยู่กับคนไทยเพราะอยากได้ภาษา เรื่องภาษาเราพัฒนาได้ ขออย่างเดียวอย่ากลัว  เพราะความกลัวจะบดบังศักยภาพในทุกเรื่อง และเราต้องค้นหาตัวเองว่าเราต้องการอะไร อยากเรียนอะไร และชอบอะไร

แม่เคยสอนพลอยว่า อยากได้ต้องหาเอง อยากได้สตางค์ต้องตื่นมาทำงาน หากอยากได้รางวัลอะไรเราต้องแลกมา เพราะไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ คือแม่พยายามสอนให้เราช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะแม่บอกว่าพ่อแม่ไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดชีวิต แม่สอนให้เรามีหน้าที่ มีความรับผิดชอบตั้งแต่เด็กๆ ตอนพลอยอยู่ซิดนีย์พลอยประหยัดมาก ขนาดจะกินขนมปังราคา 6 เหรียญออสเตรเลีย พลอยยังคิดแล้วคิดอีก ว่าขนมปังแบบนี้เราเคยกินแล้ว เราต้องนึกถึงสิ่งที่สำคัญที่เราต้องทำตอนนี้ก่อน คือต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก่อน”

พลอยทำงานและส่งเสียตัวเองให้เรียนจนจบปริญญาโท โดยเธอเป็นมาแล้วทั้งพนักงานบัญชี ติวเตอร์สอนนักศึกษาคณะวิศวกรรมของสถาบันยูทีเอส หลังจบปริญญาโทตอนแรกเธอตัดสินใจทำงานที่ซิดนีย์ แต่คุณแม่อยากให้กลับมาอยู่ด้วยกันที่เมืองไทย เธอจึงกลับเมืองไทย แต่ทำงานได้เพียงปีกว่าๆ เพราะเธอมีความใฝ่ฝันอีกอย่างที่ยังทำไม่สำเร็จคือ อยากศึกษาจนจบปริญญาเอก เธอเชื่อว่าการศึกษาจะทำให้เธอเป็นอะไรก็ได้ในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น และต้องเป็นการเรียนปริญญาเอกที่ต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้ทุนมากถึง 7 ล้านบาท เธอจึงสมัครขอทุน ในที่สุดก็ได้เป็นทุนวิจัย ซึ่งมีคู่แข่งจากทั่วโลก แต่เธอก็ได้รับคัดเลือก ในที่สุดเธอก็ศึกษาจบปริญญาเอก สาขาอินฟอร์เมชั่น ซิสเต็ม เลิร์นนิ่ง แอนด์ ดีเวลลอปเมนต์

ผู้หญิงเก่งที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงได้ หลักการทำงานของเธอคือ การทุ่มเทให้การทำงานอย่างเต็มที่ “พลอยทุ่มเททำงาน 200% มากกว่าเงินเดือน 100% ที่เขาให้พลอย แม้เหนื่อย แต่คุ้ม เพราะพลอยเป็นคนที่จะไม่ลดคุณค่าของตัวเอง นี่คือการดำเนินชีวิตของพลอย

พลอยมั่นใจว่า เรามีศักยภาพ มีคุณค่า ดังนั้นการที่เรามีคุณค่า เขาจึงเลือกที่จะจ่ายจ้างเรา เพื่อให้เขาไม่รู้สึกผิดหวังที่เขาเลือกเรามาทำงาน นี่คือสูตรสำเร็จของพลอย เราต้องทำเต็มที่ในสิ่งที่เรามีโอกาส เพื่อวันหนึ่งผ่านไป เราจะได้ไม่รู้สึกเสียใจในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ”

เธอบอกว่า เธอจะอยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด และที่มากกว่านั้นคือ เธอจะไม่กังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง “ทำปัจจุบันให้ดี อนาคตมันดีแน่ๆ แม้เป็นผู้หญิง แต่พลอยเชื่อว่า การทำงานไม่มีเพศมาจำกัด เพศไม่ใช่นิยามความสำเร็จ แต่หลักข้อหนึ่งคือ เราต้องตั้งใจเต็มที่และย้ำอีกครั้งว่าอย่ากลัว

อย่างที่พลอยบอกว่า เราต้องเชื่อก่อนว่าเราทำได้ แล้วเราจะขวนขวาย พลอยชอบพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ไม่เคยรู้สึกเลยว่าเรารู้แล้ว แต่คิดเสมอว่าเรายังรู้ไม่พอ เราต้องรู้อีกเพราะเรายังไม่เก่ง มีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะ พลอยจึงขวนขวายไปเรื่อยๆ สิ่งที่น่ากลัวคือ เราหลอกตัวเองว่าเรารู้แล้ว มันจะทำให้เรายืนอยู่จุดเดิมหรือถอยหลัง เพราะคนอื่นเขาเดินไปข้างหน้า”

ดร.สุชาดายังเชื่อเรื่อง Work Hard Pays Off แปลว่า รางวัลมีให้เสมอสำหรับคนไม่ย่อท้อ ถ้าเรามุ่งมั่นทำงานหนัก ผลที่ได้จะตอบแทนเราหนักเหมือนกัน

“พลอยไม่กลัวที่จะทำงานหนักกว่าคนอื่น เพราะสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ไม่ทำร้ายใคร มันตอบแทนเรามาเสมอ สิ่งที่เราได้ เราได้ทันที มันจะทำให้เราภูมิใจว่างานเราสำเร็จแล้ว งานสำเร็จจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองตัวใหญ่ขึ้นด้วยความภูมิใจ พลอยจะไม่เอารางวัลตั้งก่อนแล้วค่อยทำ แต่เราจะทำก่อน ถ้าเราทำเต็มที่รางวัลนั้นจะเป็นของเราแน่ๆ”

 

อาชีพสุดฮิปต้องทำด้วยใจรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/478718

อาชีพสุดฮิปต้องทำด้วยใจรัก

โดย…ภาดนุ

หลายคนโชคดีพบอาชีพที่ตัวเองรักตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน แต่อีกหลายคนกลับได้พบอาชีพในฝัน เมื่อได้ทำอาชีพอื่นไปแล้ว แต่หากใจรักซะอย่าง ก็ไม่มีคำว่าสายที่จะเริ่มต้นก้าวแรก ไปสู่อีกก้าวที่ดีกว่า พร้อมอนาคตที่ไปได้อีกไกลในอาชีพที่รัก เหมือนกับพวกเขาเหล่านี้ที่ผันตัวเองจากอาชีพเดิมมาสู่การเป็น “ครูโยคะ” อาชีพสุดฮิปที่ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ

ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ ครูสอนโยคะและผู้ร่วมก่อตั้ง โยคะ แอนด์ มี (Yoga and Me) ที่ในอดีตเคยเริ่มทำงานด้วยการเป็นเซลส์ขายยารักษาโรค จากนั้นจึงมาเป็นเออีขายโฆษณาของ “คลิก เรดิโอ” และบริษัท อาร์เอส ก่อนจะมาเป็นครูโยคะ อาชีพที่เขาตกหลุมรักโดยไม่รู้ตัว

“ช่วงที่ทำงานออฟฟิศ ปกติผมชอบไปเข้าคลาสออกกำลังกายที่ฟิตเนสอยู่แล้ว เพราะสามารถเล่นคนเดียวได้บังเอิญว่ามีการเปิดสตูดิโอโยคะร้อน ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ในช่วงนั้นพอดี ผมก็ลองไปเล่นดู พอเล่นไปก็รู้สึกชอบ ผมจึงฝึกต่อเนื่องมาเรื่อยๆ เกือบ 2 ปี วันหนึ่งบังเอิญเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับเจ้าของสตูดิโอโยคะ เขาจึงชวนผมไปเป็นครูที่สตูดิโอของเขา ซึ่งเรามีความสนใจอยู่แล้ว ก็เลยตอบตกลง”

ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ

หลังจากนั้นครูเอกก็ได้ไปเป็นครูสอนโยคะแบบพาร์ตไทม์ที่แอบโซลุท โยคะ (Absolute Yoga) ระหว่างนั้นเขาก็ยังทำงานประจำคือเออีขายโฆษณาที่อาร์เอสไปด้วย ต่อมาจึงรับสอนโยคะแบบฟูลไทม์ แต่พอสอนเยอะมากๆ ก็รู้สึกว่าใช้ร่างกายเยอะเกินไป เขาจึงกลับไปสอนพาร์ตไทม์เหมือนเดิม ระหว่างนั้นก็ถามใจตัวเองว่า ยังชอบการเป็นครูโยคะอยู่มั้ย เมื่อใจตอบว่ายังชอบอยู่ เขาจึงลุยต่อ

“ในช่วงที่สอนพาร์ตไทม์ ผมก็หันไปโฟกัสงานที่อาร์เอสมากขึ้น เพราะได้เลื่อนเป็นผู้บริหาร จึงรับสอนแค่วันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น แต่หลังจากได้คุยกับเพื่อนครูคนหนึ่ง ก็ได้มีการชักชวนกันร่วมหุ้นก่อตั้งโยคะ แอนด์ มี ขึ้นมา ผมจึงลาออกจากการเป็นครูโยคะพาร์ตไทม์ และลาออกจากงานประจำ เพื่อไปโฟกัสธุรกิจสตูดิโอสอนโยคะของตัวเอง จนเปิดมาได้ 4 ปี และมีหลายสาขาอย่างในปัจจุบัน

การเปิดสตูดิโอและเป็นครูโยคะด้วยทำรายได้ให้ดีทีเดียว แต่ความสุขของผมมาจากคำว่า “ครู” ซึ่งเป็นอาชีพที่คนไทยส่วนใหญ่ล้วนให้เกียรติ ดังนั้น เมื่อได้เป็นครูโยคะ ผมจึงรู้สึกดีตั้งแต่วันแรกเลย บางคนอายุรุ่นแม่รุ่นป้าแล้ว แต่พวกเขาก็ให้เกียรติผมมาก ที่สำคัญการเป็นครูโยคะ ยังทำให้ผมมีโอกาสได้ช่วยเหลือนักเรียนทุกคนทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ

นักเรียนบางคนเรียนกับผมมาเป็นสิบปี ผมจึงได้เห็นพัฒนาการทางด้านร่างกาย และด้านสุขภาพที่ดีขึ้นของพวกเขา ก็ยิ่งทำให้มีความสุขมากขึ้น เพราะคอนเซ็ปต์ของโยคะ แอนด์ มี คือเน้นเรื่องสุขภาพโดยรวมในทุกด้านของผู้เรียนอยู่แล้ว เมื่อพวกเขามีสุขภาพที่ดีทั้งกายและจิตใจ ก็หมายความว่าการสอนของเราได้ผลและประสบความสำเร็จแล้วครับ”

ด้าน ครูอิ๊อี่-วรวรัย วาริการ ครูสอนโยคะและสอนหลักสูตร Yoga Teacher Training จาก ลัลลาบาย โยคะ สตูดิโอ (Lullaby Yoga Studio) ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่เคยทำงานด้านพีอาร์ของ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่นฯ และยังเป็นผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด และผู้จัดการการตลาด บริษัท อเมริกัน เอ็กซ์เพรส รวมทั้งบริษัทบัตรกรุงไทย ซึ่งหน้าที่การงานกำลังไปได้ดี แต่วันหนึ่งเธอก็ลุกขึ้นมาเรียนโยคะอย่างจริงจัง และผันตัวมาเป็นครูโยคะในที่สุด

“เราทำงานแบบเดิมๆ มาเป็น 10 ปี วันหนึ่งก็ถามตัวเองว่า ชีวิตเราต้องการอะไร ทำไมเราไม่ทำสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขล่ะ เมื่อทำงานมาจนถึงจุดอิ่มตัว ประกอบกับตอนนั้นสุขภาพเริ่มถดถอย ป่วยและเครียดจากการทำงาน ดิฉันจึงตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต เมื่อมีโอกาสไปฝึกโยคะอย่างจริงจัง ก็ได้ค้นพบความมหัศจรรย์ในศาสตร์แห่งการบำบัดกายและใจ

ครูอิ๊อี่-วรวรัย วาริการ

ยิ่งได้มาเจอครูซึ่งเป็นเหมือนผู้เปลี่ยนชีวิต ก็ยิ่งทำให้เราอินมาก จนตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อออกมาทำตามความฝันของตัวเอง โดยเริ่มเรียนโยคะสไตล์วินยาสะกับครูเอเดรียน ค็อกซ์ ที่ โยคะ เอเลเมนต์ส สตูดิโอ (Yoga Elements Studio) และเรียนหลักสูตรครูจนจบ ได้รับประกาศนียบัตร (Certified Yoga Teacher RYT 200) จากโยคะ อัลไลแอนซ์ (Yoga Alliance) เมื่อเอเดรียนเห็นว่าหน่วยก้านดี จึงทาบทามให้มาเป็นครูที่โยคะ เอเลเมนต์สฯ”

ครูอิ๊อี่ บอกว่า ระหว่างทำงานเธอได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา จนมีโอกาสได้เรียนกับ แพ็ดดี้ แม็คกราธ เจ้าแม่โยคะสายอ่อน และนิคกี้ นอฟฟ์ ตัวแม่ของโยคะสายบำบัดจากออสเตรเลีย จากนั้นจึงตัดสินใจบินไปเรียนโยคะเพิ่มเติมที่สหรัฐ กับครูสอนโยคะระดับโลกหลายท่าน รวมทั้งเวิร์กช็อปอื่นๆ มากมายกับบรรดากูรูโยคะชั้นนำของต่างประเทศ

“เมื่อกลับมาดิฉันก็ถูกทาบทามให้มาสอนที่ลัลลาบาย โยคะฯ ระหว่างทำงานก็ได้ไปศึกษาเพิ่มเติมด้านโยคะสมาธิ โยคะสายจิตวิญญาณอันโด่งดังของท่านสวามีรามา ที่อินเดีย ล่าสุดก็เพิ่งเรียนจบทางด้านสายบำบัด Yin Yoga Immersion และ Yin Yoga Teacher Training และ Intensive Iyengar Yoga Course มาค่ะ ต้องบอกว่าบ้าเรียนมากๆ (ยิ้ม) จากวันที่เริ่มเป็นครูสอนโยคะจนถึงวันนี้ก็เกือบ 10 ปีแล้ว

ครูอิ๊อี่-วรวรัย วาริการ

รายได้จากการเป็นครูโยคะ ถ้าเทียบกับเงินเดือนผู้บริหารที่เคยทำมาคงเทียบกันไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับว่าความพอดีของเราอยู่ตรงไหน ถ้าไลฟ์สไตล์เราไฮโซมากๆ ถึงได้เงินเดือนเยอะแค่ไหนก็คงไม่พอ สำหรับความสุขที่ได้จากการเป็นครูโยคะ สิ่งแรกคือความสุขใจจากอาชีพที่ได้เติมเต็มจิตวิญญาณให้ตัวเรา เพราะในสายตานักเรียนแล้วครูของเขานั้นดีที่สุด

นอกจากนี้ เรายังได้เรียนรู้การเป็นผู้ให้ การเสียสละ รู้จักเมตตา และได้ช่วยผู้คนให้มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าอาชีพนี้ให้คุณค่าหลายอย่างมากกว่าตัวเงินที่ได้รับ ก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้ทำอาชีพดีๆ แบบนี้ เหมือนกับได้ทำบุญและทำความดีทุกๆ วันเลยล่ะ”

มาถึง ครูนุ-มณฑนี บุราวาศ ครีเอทีฟสาวผู้โลดแล่นอยู่ในวงการโฆษณามากว่า 10 ปี ในตำแหน่งก๊อบปี้ ไรเตอร์ ของบริษัท ธีม แอด ฟาร์อีสต์ฯ และไทยฮากุโฮโด ก็พบความสุขจากการผันตัวเองมาเป็นครูสอนโยคะเช่นกัน

ครูนุ-มณฑนี บุราวาศ

“จุดเปลี่ยนที่ผันจากอาชีพที่มั่นคงมาสู่อาชีพอิสระ หรือครูสอนโยคะ ก็คือเรื่องสุขภาพ เพราะการทำงานในบริษัทโฆษณาที่เต็มไปด้วยความเครียด ความกดดัน ต้องแข่งกับเวลาเพื่อให้ผลงานที่สร้างสรรค์ออกมาเป็นที่ถูกใจเจ้าของสินค้า ทำให้กินอยู่และพักผ่อนไม่เป็นเวลา จนสุขภาพเริ่มแย่ลงและแสดงออกมาให้เห็น ทั้งอาหารเป็นพิษ ลำไส้อักเสบ และไซนัส

ดิฉันจึงปฏิวัติตัวเองด้วยการไปออกกำลังกาย ทั้งว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก แต่ก็ยังรู้สึกเครียดสะสม และเริ่มรู้สึกเบื่อการทำงาน วันหนึ่งเพื่อนที่ออฟฟิศก็ชวนให้มาลองเรียนโยคะร้อน ที่เพิ่งเข้ามาเมืองไทยใหม่ๆ พอเรียนไปก็รู้สึกตกหลุมรัก ทุกครั้งที่ฝึกเสร็จจะรู้สึกว่าตัวเบา เหมือนได้ปลดปล่อยพลังงานด้านลบออกไปจากร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น อาการเจ็บป่วยต่างๆ ก็เริ่มหายไป รู้สึกว่าแข็งแรงขึ้น และได้พลังชีวิตกลับคืนมา”

ครูนุ บอกว่า จากโยคะร้อนก็เริ่มมองหาการฝึกโยคะรูปแบบใหม่ๆ จนได้มาเจอกับโยคะ เอเลเมนต์ส สตูดิโอ ที่เพิ่งเข้ามาเปิดในเมืองไทยตอนนั้น ที่นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการผันตัวเองมาเป็นครูสอนโยคะจนถึงปัจจุบันนี้

ครูนุ-มณฑนี บุราวาศ

“เมื่อโยคะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เหมือนลมหายใจ ขาดไปก็เหมือนจะขาดใจ ชีวิตดิฉันจึงวนเวียนเข้าออกสตูดิโอโยคะทุกวัน เมื่อได้ผ่านการฝึกฝนเป็นเวลา 2-3 ปี เอเดรียน ค็อกซ์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโยคะ เอเลเมนต์สฯ จึงได้ชักชวนให้มาเรียนคอร์ส Teacher Training เมื่อเรียนจบเขาก็ให้โอกาสดิฉันมาเป็นครูสอนโยคะประจำสตูดิโอ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็สอนมา 10 ปีแล้วค่ะ

ตอนที่เริ่มสอนใหม่ๆ รายได้แทบเลี้ยงตัวเองไม่รอด แต่อาศัยว่าใจรัก อดทน หมั่นฝึกฝน สั่งสมประสบการณ์ ที่สำคัญทุกครั้งที่สอน เราจะสอนด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู บอกทุกอย่างที่รู้ ไม่เคยหวงวิชา จนเป็นที่เชื่อถือของนักเรียน และเป็นที่มาของการสอนแบบไพรเวตมากขึ้นๆ จนรายได้ดีกว่าตอนทำงานโฆษณาซะอีก ขึ้นอยู่กับจำนวนคลาสที่รับสอนเป็นหลัก”

ครูนุ ทิ้งท้ายว่า ความสุขที่ได้จากการสอนเกิดขึ้นได้ทุกวัน จากการเป็นผู้ให้และสร้างแรงบันดาลใจต่างๆ ให้กับนักเรียน รวมถึงการเป็นผู้ฟังที่ดี ให้คำแนะนำในทุกๆ เรื่อง ให้พวกเขาก้าวผ่านปัญหาของร่างกายและจิตใจไปให้ได้ แค่ได้รับรอยยิ้มและคำขอบคุณอย่างจริงใจกลับมา ก็เหมือนเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าที่สุดแล้ว

 

เทเรนซ์ แพง ไขหัวใจอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/478717

เทเรนซ์ แพง ไขหัวใจอี-คอมเมิร์ซ

โดย…กองทรัพย์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

หากคุณเป็นขาช็อปตัวจริงเสียงจริงจะคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มน้องใหม่ที่มาแรง อย่างแอพพลิเคชั่นชื่อช้อปปี้ (Shopee) ที่ให้บริการช็อปปิ้งออนไลน์ผ่านช่องทางโทรศัพท์มือถือ ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยมาได้เพียงหนึ่งปีเศษๆ เมื่อช่วงปลายปี  2558 ปัจจุบันจำนวนผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “ช้อปปี้” เติบโตขึ้น 50% (อัพเดทเมื่อเดือน ธ.ค. 2559) และมีออฟฟิศในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวม 7 ประเทศ (ไทย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม)

นับเป็นโอกาสดีที่จะได้พูดคุยกับต้นความคิดและผู้บริหารหนุ่มไฟแรง เทเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการช้อปปี้ หนุ่มสิงคโปร์ผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และเศรษฐกิจการเงินในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้มากว่า 5 ปี ที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นกรรมการผู้จัดการแผนกการตลาดใหม่ของเว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์ซาโลร่า (Zalora) ประจําภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ร็อคเก็ต อินเตอร์เน็ต (Rocket Internet) อีกด้วย

แรงบันดาลใจจากการเดินทาง

ด้วยผลการเรียนติดอันดับท็อปของสิงคโปร์ หลังจากเรียนจบไฮสกูล เขาเลือกศึกษาต่อด้านการบัญชีและการเงินจาก London School of Economics ประเทศอังกฤษ การท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่เขาหลงรัก การเดินทางคือสิ่งที่ทำให้สนุกในการทำงานและมีพลังในการเรียนรู้

“สำหรับคนสิงคโปร์ถ้าจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ไม่อังกฤษ ก็สหรัฐ ซึ่งสหรัฐคือประเทศใหญ่ประเทศเดียว แต่ยุโรปมีความหลากหลายของวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เพราะหนึ่งทวีปมีประเทศเล็กประเทศน้อยคละกันไป แต่ก็ยังเดินทางท่องเที่ยวสะดวก ซึ่งคล้ายกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือประเทศย่อยๆ เยอะ และมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย

ผมหลงใหลการท่องเที่ยวแบบแบ็กแพ็กและท่องเที่ยวรอบยุโรปเกือบทุกสัปดาห์ด้วยงบแบบจำกัด โดยการใช้บริการสายการบินราคาประหยัด เช่น ไรอันแอร์ (Ryanair) นอกจากนี้ยังท่องเที่ยวโดยใช้วิธีการโบกรถเพื่อเดินทางสัมผัสประสบการณ์ชีวิตและเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นแบบผจญภัย

ประสบการณ์ที่น่าจดจํามากที่สุด คือ เคยโบกรถถึง 16 ครั้งจากอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ไปคาร์ลสรูห์ประเทศเยอรมนี เพื่อขึ้นเครื่องบินด้วยบัตรโดยสารราคา 1 เพนนีกลับลอนดอน และกลับไปให้ทันงานจบการศึกษา”

งานแรกของเทเรนซ์ คือ ด้านการเงินการธนาคารที่ฮ่องกง “ตอนแรกผมคิดว่าอยากไปเรียนต่อปริญญาโท แต่พอได้มีโอกาสร่วมงานกับบริษัท ร็อคเก็ต อินเตอร์เน็ต ก็เหมือนเป็นก้าวแรกในการจับธุรกิจอี-คอมเมิร์ช การได้ร่วมงานกับซาโลร่า ก็เบิกทางไอเดียช้อปปี้ในภูมิภาคอาเซียนขึ้นมา แรงบันดาลใจที่มาเริ่มทำช้อปปี้ ความฝันของผมคืออยากทำให้บริษัทในภูมิภาคอาเซียน หรือเป็นบริษัทสิงคโปร์กลายเป็นบริษัทระดับใหญ่ และสิ่งที่ได้เรียนมาจากยุโรปก็พยายามมองหาว่าสิ่งที่ทางโลกตะวันตกมี แต่เราไม่มีคืออะไร อย่างบริษัท การีน่า (Garena) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของช้อปปี้เกิดขึ้นในอาเซียน โดยคนอาเซียนและเพื่อคนอาเซียน เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับคนและการพัฒนาคน ซึ่งผมก็มีทิศทางการทำงานแบบนี้ จึงอยากร่วมงานกับบริษัทที่มีค่านิยมเดียวกัน เริ่มต้นไปด้วยกันจนสร้างให้เติบโตที่สุด”

แอพช็อปปิ้งชื่อช้อปปี้

เทเรนซ์ บอกว่า หน้าที่ในช้อปปี้ของเขา ประธานฝ่ายปฏิบัติการและการตลาดให้กับช้อปปี้ทั้ง 7 ประเทศ และพ่วงตำแหน่งซีโอโอที่ดูแลการตลาดให้กับช้อปปี้ใน 3 ประเทศ คือ ไทย ไต้หวัน และฟิลิปปินส์

“ซีโอโอก็คือตำแหน่งแต่งตั้ง แต่สำหรับหน้าที่ผมเปรียบเสมือนเชียร์ลีดเดอร์ ที่ต้องบินไปประเทศต่างๆ คอยเชียร์อัพและสนับสนุนความคิดของทีม เพราะว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ชในสไตล์ช้อปปี้ คือ การเข้าไปพัฒนาคนและแพลตฟอร์มในแต่ละประเทศ เพราะแต่ละที่ไม่เหมือนกัน หน้าที่ของผมจะต้องไปเชียร์และเป็นกำลังใจให้ทีมของแต่ละประเทศ ดังนั้น ทีมเวิร์กเป็นสิ่งสำคัญมาก”

ความน่าสนใจของภูมิภาคอาเซียน สำหรับคนที่เดินทางในยุโรปมาไม่น้อย เทเรนซ์มองว่าภูมิภาคนี้เป็นตลาดที่น่าสนใจ ขณะเดียวกันก็มีความยากอยู่ในตัว เพราะแต่ละประเทศใช้คนละภาษา วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งระบบการชำระเงิน ระบบการขนส่ง ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการสร้างแพลตฟอร์มเดียวแล้วให้ใช้ได้ทั้ง 7 ประเทศ จะต้องมีความเข้าใจแต่ละท้องถิ่น ซึ่งการพัฒนาต้องอาศัยทีมงานในแต่ละประเทศเป็นคนแนะนำ ทั้งเรื่องเทศกาลของแต่ละประเทศ เราก็ต้องปรับสารถึงผู้ซื้อและผู้ขายได้อย่างรวดเร็ว

“ธุรกิจอี-คอมเมิร์ชก็เติบโตเรื่อยมาตั้งแต่ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว แต่สำหรับช้อปปี้สิ่งที่ทำให้เราโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาค ทั้งๆ ที่เปิดตัวเมื่อปีที่ปลายปี 2557 แต่ก็ได้รับความนิยมเร็วมาก ผมมองว่าเพราะมีสองเทรนด์หลักที่เราจับไว้ได้ คือ เรื่องผู้ซื้อและผู้ขายเปลี่ยนการใช้งานคอมพิวเตอร์ เปลี่ยนมาซื้อทางโทรศัพท์มือถือแทน แพลตฟอร์มของช้อปปี้จึงเน้นใช้งานทางโทรศัพท์เป็นหลัก และเทรนด์ที่สอง คือ โซเชียลคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะในเมืองไทยแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ อินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก เป็นแหล่งขายของแหล่งใหญ่ที่สุด เราก็เลยพัฒนาช้อปปี้ให้เป็นอินสตาแกรมที่มีช่องทางการชำระเงินที่เหมาะสม และดึงร้านค้าจากเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมให้เข้ามาอยู่ในช้อปปี้

แม้จะเป็นแอพซื้อขาย แต่คุณสามารถติดตามร้านค้าได้ และมีแชตที่คุยสอบถามรายละเอียดสินค้าได้ ถ้านึกภาพง่ายๆ เราคืออินสตาแกรมที่มีไลฟ์แชตแต่ซื้อขายได้ และมีช่องทางการชำระเงิน อำนวยความสะดวกมากกว่า แม่นยำเรื่องสินค้า และการันตีเงินคืนกรณีส่งสินค้าผิด”

อย่ากลัวที่จะพลาด

ธุรกิจที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นหลักจะมีข้อแตกต่างจากธุรกิจดั้งเดิมที่สามารถจับต้องหรือเห็นสินค้าได้ เพราะหากเป็นธุรกิจดั้งเดิมถ้าเติบโตติดตลาดแล้วก็มีอายุอยู่ยาวได้หลายสิบปี แต่บริษัทที่เน้นด้านอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ใจความสำคัญของธุรกิจนี้คือเน้นการจับเทรนด์ที่เป็นกระแส

“วิธีบริหารจัดการงานของผมข้อแรก คือ การที่เราจะดูว่าเทรนด์คืออะไร แล้วปรับตาม เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่างช้อปปี้เปิดมาจนตอนนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี เพราะว่าเราเป็นหนึ่งในอี-คอมเมิร์ซแพลตฟอร์มรายใหญ่ และสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือต้องดูว่าจับตาดูเทรนด์ที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไปและปรับตาม และเมื่อเทรนด์มาถึงแล้ว เราก็ต้องไม่กลัวที่จะปรับตามเทรนด์ด้วย เพราะสุดท้ายอย่าไปกลัวพลาด เพราะความจริงการที่เราเห็นเทรนด์แล้วเราไม่ทำตามอันนั้นคือพลาดกว่า

ข้อที่สอง คือ เรื่องสำคัญคือเรื่องการบริหารคน ผมจะให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพยากรบุคคลมากเป็นพิเศษ จะทำอย่างไรให้คนที่มีความสามารถเมื่อเข้ามาทำงานแล้ว จะฝึกฝน และผลักดันให้คนเหล่านี้ให้ได้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพ เพราะอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซจะไม่เหมือนอุตสาหกรรมอื่น เพราะเขามีสินทรัพย์ที่จับต้องได้ แต่ของเราคือจับต้องไม่ได้ สิ่งสำคัญคือคนที่จะต้องมาพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ อี-คอมเมิร์ซเป็นธุรกิจที่โตเร็วมาก และยังต้องการคนรุ่นใหม่มาร่วมพัฒนาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง นอกจากจะมีความสามารถแล้วยังต้องกระตือรือร้น และมีไอเดียสดใหม่ ช่วยพัฒนาให้ธุรกิจโตขึ้นไปอีก”

ผู้บริหารหนุ่มชาวสิงคโปร์ อธิบายพร้อมเปรยถึงเป้าหมายต่อไปของช้อปปี้ว่า ตั้งเป้าสูงสุดให้ช้อปปี้เป็นแพลตฟอร์มด้านอี-คอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุด “แต่เราจะต้องเริ่มค่อยๆ พัฒนาให้แข็งแรงแต่ละประเทศ ตั้งแต่รูปแบบที่สะดวกต่อการค้นหาสินค้า วิธีการคือการขยายไปสู่ผู้ซื้อและผู้ขายทุกประเภท ขยายกลุ่มผู้ซื้อจากลูกค้าผู้หญิง ขยายสู่กลุ่มผู้ชายมากขึ้น การเติบโตสู่จุดสูงสุดก็คือการรวบรวมสินค้า ร้านค้า ให้ครอบคลุมเพื่อที่จะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับทุกคน” ซึ่งถ้าจะไปถึงจุดนั้น สิ่งที่ต้องรู้คือพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ของแต่ละประเทศแตกต่างกันตั้งแต่ช่วงเวลาที่ช็อปปิ้ง การตัดสินใจซื้อ

“พฤติกรรมการช็อปปิ้งของผู้หญิงผู้ชายก็ไม่เหมือนกัน ผู้หญิงจะซื้อบ่อยครั้งกว่าแต่จำนวนเงินแต่ละครั้งไม่มาก ส่วนผู้ชายจะซื้อน้อยครั้งกว่าแต่สินค้าราคาสูงกว่า และเลือกสินค้าง่ายกว่าเวลาเลือกซื้อสินค้า ผู้หญิงจะเลือกซื้อนานกว่า ซึ่งผู้ชายจะมีสินค้าที่อยากได้ เปรียบเทียบราคา แล้วกดซื้อเลย นอกจากนี้ยังต้องรู้ช่วงเวลาที่แต่ละประเทศนิยมซื้อของ เช่น ไต้หวันและสิงคโปร์จะช็อปมากช่วงเที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง ไทยและอาเซียนประเทศอื่นๆ จะซื้อของเที่ยงถึงบ่ายสอง ข้อแตกต่างอื่นๆ การขนส่งของแต่ละประเทศ เทศกาล และระบบการชำระเงิน เป็นต้น”

หนุ่มสิงคโปร์ผู้ถนัดในการจับเทรนด์คนนี้ บอกว่าชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าที่จะเสียเวลาไปกับการความกังวลในจุดอ่อนของตัวเอง ควรให้ความสําคัญกับจุดแข็งดีกว่า และความสุขเป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง ซึ่งทุกวันนี้เขายังคงเดินทางมากกว่า 120 ครั้งในหนึ่งปี แม้จะเสียพลังไปเยอะ แต่นี่คือสิ่งที่เขาสนุกและยังท้าทายกับมันอยู่เสมอ

 

พญ.ขวัญจิรา วงศ์เกียรติขจร ทุกร่องรอยคือความหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2560 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/478516

พญ.ขวัญจิรา วงศ์เกียรติขจร ทุกร่องรอยคือความหมาย

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก drkuanjira พญ. ขวัญจิรา วงศ์เกียรติขจร หรือที่เรียกขานกันว่าเพจหมออุ๋ม แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง วัย 36 ปี ที่แฟนเพจคนรักผิวพร้อมใจยกให้เป็นหนึ่งเรื่องการตอบคำถามเรื่องผิวพรรณ ทุกสิ่งคือการไม่มองข้าม แม้ในชีวิตจริงของคุณหมอที่รายละเอียดในทุกร่องรอยคุณหมอเก็บหมด ไม่ใช่เพื่ออะไรแต่เพื่อการเรียนรู้และประยุกต์ต่อยอดการรักษา นี่เองเคล็ด(ไม่)ลับที่ทำให้เพจของคุณหมอลิ่วๆ ด้วยยอดกดแสดงความพึงพอใจ ปัจจุบันคุณหมอคนสวยเป็นที่ปรึกษาอยู่ที่โรงพยาบาลเลิดสินและดูแลคนไข้อยู่ที่เทียร่าคลินิก สุขุมวิท 55 ไปคุยกับคุณหมอกันเลยดีกว่า

“เพจหมออุ๋ม เกิดขึ้นจากที่เจอคนไข้ทุกวัน ตอบคำถามทุกวัน เลยคิดทำเพจขึ้นมาเพื่อเราจะได้ตอบคำถามให้คนอ่านได้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง ในเพจจะมีเกร็ดความรู้เรื่องผิวหนัง ซึ่งหมออุ๋มเชื่อว่าถ้าเรามีโอกาสบอกเล่าให้คนอ่านฟังมันจะเป็นประโยชน์ต่อคนอีกเยอะแยะ นอกจากนี้เวลาเปิดเฟซบุ๊กขึ้นมา จะมีสารพัดทริกที่มีคนเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ การดูแลผิวหนังจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งถูกบ้างผิดบ้าง พอทำเพจหมออุ๋มขึ้นมาคิดว่า อย่างน้อยก็ช่วยเป็นเบสหรือหนึ่งในบรรทัดฐานที่จะได้ช่วยกันผลักดันข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง” หมออุ๋มเล่า

 

นอกจากนี้ เพจยังช่วยกระตุ้นคุณหมอ อัพเดทความรู้ใหม่ๆ ได้รู้เทรนด์และกระแสความสนใจของผู้คน ได้ประโยชน์ทั้งลูกเพจและแม่เพจ (ฮา) ความสนใจของคุณหมอไม่อยู่เฉพาะเรื่องผิวหนังและการดูแลคนไข้เท่านั้น แต่ยังมีความสนใจในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ อันที่จริงคุณหมออยากเรียนโบราณคดี อดีตคือประโยชน์ที่สอนเรา คือบทเรียนของมนุษยชาติ ก่อนหมออุ๋มจะตัดสินใจสอบเข้าและเรียนคณะแพทย์จึงไม่ง่ายเลย ครอบครัวเป็นครอบครัวแพทย์ เกือบทุกคนประกอบวิชาชีพแพทย์ ไล่เรียงมาตั้งแต่คุณปู่ คุณตา คุณทวดซึ่งเป็นแพทย์เหมือนกันหมด คุณพ่อเป็นแพทย์ทหาร ส่วนคุณแม่เป็นเภสัชกร รวมทั้งในปัจจุบันพี่น้องหมออุ๋มทั้งหมดรวม 5 คนเรียนแพทย์ทุกคน

ประวัติศาสตร์ช่วยไม่ให้มนุษย์เดินพลาดอีก ความสนใจคือความชอบในเรื่องราวความเป็นมา แต่ที่สุดตัดสินใจเลือกเรียนแพทย์ อาจเพราะส่วนหนึ่งได้รับซึมซับมาจากบิดา ในวัยเด็กได้เห็นคุณพ่อเปิดคลินิกผู้ยากไร้ รับรักษาผู้คนในถิ่นชนบทที่ขาดแคลนทางภาคเหนือ คนไข้มากหน้าหลายตาจ่ายค่ารักษาเป็นถุงผลไม้เล็กๆ น้อยๆ หรือบางคนก็ไม่จ่ายเลยเพราะไม่มี หลายคนเป็นคนทำมาหากิน เช่น สามล้อถีบ เวลาไม่สบายมาหาหมอฉีดยาแล้ว หมอผู้รักษาคือคุณพ่อยังต้องจ่ายเงินให้คนไข้แถมไปอีก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คุณพ่อเคยบอกว่า หมอไม่คิดเงินค่ายาก็ดีอยู่ แต่คนไข้บางคนไม่เพียงไม่มีเงินจะควักจ่ายค่ายาเท่านั้น แต่ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะซื้อข้าวซื้ออาหารมากินด้วย เราให้เขาฉีดยากินยาอย่างเดียวโรคไม่หาย ต้องให้เขากินข้าวด้วย

 

นอกจากนี้ คุณพ่อของหมออุ๋มยังมีชื่อเรื่องฉีดยาไม่เจ็บ ถือเป็นความประทับใจวัยเด็ก ที่คุณพ่อเป็นคุณหมอยอดนิยมของเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน เวลาพ่อมาฉีดยาให้เด็กๆ ในโรงเรียน ทุกคนจะเลือกไปต่อแถวที่คุณพ่อเป็นคนฉีด เพื่อนของเรามาต่อแถวของพ่อหมด เป็นอะไรที่น่าขันมากเมื่อนึกภาพย้อนไป คุณหมออุ๋มเกิดที่เชียงใหม่ เพราะขณะนั้นคุณพ่อประจำการอยู่ที่เชียงใหม่ (พล.ต.นพ.สุมิตร วงศ์เกียรติขจร อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่) เติบโตและเรียนหนังสือจนถึงชั้นประถมปีที่ 6 ต่อมาคุณพ่อถูกย้ายมาประจำที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ จึงย้ายตามมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ สอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ตัดสินใจว่าอาจจะเป็นไปได้ที่จะมีโอกาสได้ทำหัตถการหรือฉีดยาไม่เจ็บได้เหมือนพ่อ(ฮา)

“อาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่ได้มีโอกาสทำบุญทุกวัน ได้ช่วยเหลือผู้คน มองว่าเป็นโอกาสค่ะ”

อย่างไรก็ตาม เธอมิได้เลือกเป็นศัลยแพทย์อย่างบิดา แต่มองไปที่การผ่าตัดเล็ก ซึ่งเป็นโอกาสที่เป็นไปได้และอยากทำสำหรับเธอ ช่วงเป็นแพทย์ฝึกหัดได้มีโอกาสพบเจอผู้ป่วยที่มีผื่นที่หลัง ขั้นตอนแรกแพทย์แผนกอายุรกรรมดูก่อนแล้วไม่พบว่าเป็นอะไร ได้ส่งตัวต่อมาแผนกผิวหนัง รู้สึกประทับใจอาจารย์แพทย์แผนกผิวหนังท่านหนึ่งที่มอง “ปร๊าด” เดียวก็ทราบต้นตอสาเหตุ อาจารย์ถามผู้ป่วยว่า มีอาชีพทำนาใช่หรือไม่คำตอบคือใช่ โดยอาจารย์มองขาดตั้งแต่แรกว่าคนไข้มีอาการผื่นแพ้แสงแดดจึงสอบถามอาชีพ เพราะชาวนามักก้มหลังทำนา หลังที่สัมผัสแดดนั่นเองคือต้นเหตุของผื่นคัน อาจารย์ท่านนั้นยังมหัศจรรย์ต่อไป โดยเมื่อพบคนไข้ที่มีผื่นแพ้ที่เข่า อาจารย์ก็มองปร๊าดเดียวอีก ถามคุณป้าผู้ป่วยว่า ได้ใช้ยานวดเข่ามั้ย ให้คุณป้าทำท่านวดเข่าให้ดู คุณป้าใช้ยาชโลมเข่าและนวด ปรากฏว่าคุณป้าเป็นผื่นแพ้ยานวด ที่คันเฉพาะเข่าก็เพราะแพ้ยานวดเข่า (Salicylate) แพ้ตัวยาตัวหนึ่งในยานวด ตกลงตัดสินใจเลือกเรียนเฉพาะทางผิวหนังก็เพราะอาจารย์แพทย์ท่านนี้

จะว่าไปหมออุ๋มเองก็มีกรรมเก่าในเรื่องของผิว เพราะมีปัญหาเรื่องผิวหนังที่เป็นภูมิแพ้ มือลอกและแดง เจ้าตัวเล่าอาการว่าถึงขั้นสังคมรังเกียจ เพื่อนๆ ไม่คบ(ฮา) เพราะในระยะที่ลุกลามบางครั้งจะเห่อและแดง ลอกเป็นแถบๆ ไปทั้งมือ เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่จำความ มาทุเลาและหายขาดจากอาการได้ก็เมื่อมาเรียนแพทย์เฉพาะผิวหนังนี่เอง วิธีแก้ไม่ยาก ภูมิแพ้ที่มือจนผิวหนังลอกนี้ แก้ด้วยการทาครีมบำรุงบ่อยๆ สำหรับสังคมไทยที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เห่อผิวขาว คุณหมออุ๋มบอกว่าเป็นเรื่องของทัศนคติ สิ่งที่สำคัญกว่าคือสุขภาพ โดยผิวหนังมนุษย์นั้นก็เหมือนหน้าต่างของร่างกายที่สะท้อนถึงสุขภาพภายใน ผิวไม่ดีหมายถึงสุขภาพไม่ดี เรื่องขาวไม่ขาวไม่ใช่เรื่อง

“จะดีกว่าหรือไม่หากทุกคนสวยในแบบที่เขาเป็นเขา สวยในแบบของตัวเอง ไม่ต้องเปลี่ยนสีผิว หรือไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนอื่นสีอื่น คนผิวคล้ำก็สวยแบบผิวคล้ำได้ และสวยได้หมดทุกสีผิว สำคัญคือความมีสุขภาพของผิว การคลั่งผิวขาวเป็นพฤติกรรมที่ผิดหรืออย่างน้อยก็บิดเบือนในทางหนึ่ง” หมออุ๋มเล่า

 

คนไข้คนหนึ่งใส่มาสก์หรือหน้ากากมาพบที่คลินิก ปรากฏว่าถอดหน้ากากออกแล้ว เป็นสิวแบบหน้าปุ โดยทุกรูขุมขนบนใบหน้าเป็นสิวและระเบิดใส่กัน (Sinus Tract) คุณหมอดูแลรักษาตามอาการ ได้แก่การลดภาวะการอักเสบให้เร็วที่สุด และให้ทิ้งรอยแผลเป็นหรือสติกมาตา(Stigmata) ให้น้อยที่สุด เคลียร์สิวทุกเม็ดบนใบหน้า เอาสิวเก่าออก ขณะเดียวกันก็ลดการเกิดสิวใหม่ ถือเป็นหนึ่งในเคสที่ท้าทาย ดีใจมากเมื่อคนไข้หายดีและผิวพรรณกลับมาปกติ รอยแดงมีอยู่บ้าง แต่จะค่อยๆ จางไป เรื่องแบบนี้ไม่เกิดกับใครไม่รู้ ผู้ป่วยนอกจากมีอาการทางผิวหนังที่ผิดปกติแล้วคือจิตใจที่เป็นทุกข์อย่างรุนแรง สำหรับเธอแล้วในฐานะแพทย์ผิวหนังทุกร่องรอยคือการเรียนรู้ ทุกร่องรอยบนใบหน้าของคนทุกคนคือความหมายและมีความหมาย ไม่เฉพาะกับคนไข้แต่กับแพทย์ด้วย

ปัจจุบันสถานเสริมความงามทั่วไป เน้นขายผลิตภัณฑ์ด้านผิวพรรณ เช่น ยารักษาฝ้า หรือการใช้เลเซอร์ยิงฝ้า หากปัญหาที่ตามมาคือผลไม่พึงประสงค์จากยาและการยิงเลเซอร์ ที่มีการตั้งค่าพลังงานที่ไม่เหมาะสม โดยผู้ที่ไม่มีความรู้ความชำนาญอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้ฝ้าหรือเม็ดสีดำใต้ผิวหนังเพิ่มจำนวนในระยะยาว กลายเป็นปัญหาไม่ใช่แก้ปัญหา คุณหมออุ๋มจึงเตือนมายังคุณสาวๆ ทั่วไปที่กำลังต้องการจะลบรอยฝ้าว่า ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังโดยตรงจะดีกว่า ปัจจุบันคุณหมอคนเก่งใช้ชีวิตโสดแบบสบายๆ ดูแลคนไข้และดูแลตัวเอง เวลาว่างจะออกกำลังกายเล่นโยคะ ท่าของโยคะและการหายใจคือสมาธิที่ทำให้ผ่อนคลายได้จริง ขณะเดียวกันก็ท้าทายตัวเองด้วยท่าที่ยากขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ (ฮา) ส่วนเวลาที่ไม่เล่นโยคะจะเล่นกับหมา 3 ตัว ได้แก่ หมวย ลาบราดอร์วัย 14 ขวบ ไทเกอร์ ชิวาวา วัย 6 ขวบ สุดท้ายคือเซจู ชิวาวาอีกตัว(แสบ) วัย 3 ปี วันที่แย่ที่สุดหรือเหนื่อยที่สุด พวกหมาๆ จะพากันมาล้มใส่ เหมือนมากอดให้กำลังใจ

 

“รักมากค่ะ หมานะคะ แม้จะแพ้ขนหมาก็ตาม”

การได้เป็นแพทย์ผิวหนังในปัจจุบัน คือความท้าทาย สิ่งที่ต้องเปลี่ยนตัวเองคือการกิน สมัยก่อนกินยาก กินช้า และกินได้น้อย หากในช่วงของการฝึกหัดแพทย์ที่ต้องเร่งรัดเรื่องเวลา ตั้งแต่นั้นจึงกลายเป็นคนใหม่ที่กินง่าย กินเยอะและกินได้เร็วแม้มีเวลาที่จำกัดมากก็ตาม เมื่อก่อนกินได้แต่บะหมี่หรือไข่ดาว(สุกๆ เท่านั้น)อย่างเดียว เดี๋ยวนี้กินได้หมด ขอให้ส่งมาเถอะ มีเวลาแค่ 5 นาทียังกินอิ่มได้ เมื่อก่อนกินข้าวข้างถนนไม่ได้เลย ปัจจุบันจกปลาร้าเป็นตัวๆ จากจานส้มตำข้างถนนก็เคยมาแล้วและอร่อยเสียด้วยสิ อาหารไทยไม่เกี่ยง ชอบแนวอีสานประเภทลาบหมู ลาบปลาดุก อาหารญี่ปุ่นก็ชอบมาก ปลาดิบขอกินทูน่ากับไข่ปลาแซลมอน ปลายเดือน ก.พ.นี้เตรียมลายาวไปกินอาหารญี่ปุ่นและพักผ่อนที่เกาะซัปโปโรกับสมาคมสกีแห่งประเทศไทย แฟนเพจคอยติดตามอาจมีภาพหมออุ๋มกำลังเล่นสกีมาฝาก

สุดท้ายขอจบด้วยคำสอนของคุณพ่อ พล.ต.นพ.สุมิตร วงศ์เกียรติขจร อดีตอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า “ชีวิตหมอไม่รวยนะลูก ชีวิตหมอต้องยึดจรรยาบรรณทางการแพทย์ หมอที่ดีจึงไม่ใช่หมอที่รวย แต่พ่อรับปากได้อย่างหนึ่งว่า หมอที่ดีจะเป็นหมอที่มีความสุข”

 

กุลพงษ์ บุนนาค บทบาทใหม่ในตลาดหนังออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/478331

กุลพงษ์ บุนนาค บทบาทใหม่ในตลาดหนังออนไลน์

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เขาเป็นนักร้องมากว่าครึ่งชีวิต วันนี้ เบิร์ด-กุลพงษ์ บุนนาค ขยับเข้าสู่วงการสื่อออนไลน์ กับตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ฮุค (HOOQ) ประเทศไทย แอพพลิเคชั่นดูหนัง-ซีรี่ส์ออนไลน์ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัล และความต้องการของผู้ใช้บริการที่ชอบความบันเทิงแบบตามสั่งบนสมาร์ทโฟน ชมได้แบบทุกที่ ทุกเวลา โดยเปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ ตามด้วยประเทศไทยเป็นลำดับที่ 2 เมื่อปีที่ผ่านมา รวมถึงอินโดนีเซีย อินเดีย และสิงคโปร์ ปัจจุบันมีคนไทยใช้งานมากกว่า 1 ล้านคน พร้อมมีเรื่องราวจำนวน 1 หมื่นเรื่องให้เลือกชมตามความชอบ

ฮุคเป็นผู้นำด้านการบริการแบบ Video-on-demand ในเอเชีย ก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือกันของซิงเทล โซนี่ พิคเจอร์ส เทเลวิชั่น และวอร์เนอร์ บราเธอร์ส โดยจะให้บริการชมภาพยนตร์และซีรี่ส์ ทั้งจากฮอลลีวู้ด และในแต่ละประเทศกว่า 3.5 หมื่นชั่วโมง ไปยังผู้ใช้บริการทุกที่ ทุกเวลา เพื่อให้ได้รับชมหรือดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ตไปยังช่องทางต่างๆ ซึ่งครอบคลุมผู้ใช้บริการมากกว่า 160 ล้านคนทั่วโลก

ผู้บริหารป้ายแดง กล่าวถึงเหตุผลที่ฮุคเลือกบุกตลาดในเอเชียว่า เป็นเพราะเอเชียเป็นบลูโอเชียนของทุกๆ ธุรกิจ หลักการของบลูโอเชียนจะไม่มุ่งเน้นที่จะตอบสนองต่อความต้องการที่มีอยู่ของตลาด แต่จะเน้นในการสร้างความต้องการหรืออุปสงค์ขึ้นมาใหม่ หรือที่เรียกว่า Demand Creation โดยไม่สนใจและให้ความสำคัญกับคู่แข่งเดิมๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรม โดยลูกค้าก็จะได้รับคุณค่าที่ความแตกต่างจากสินค้าอื่นๆ ในตลาด และคาดว่าฮุคจะขยายตลาดไปสู่ทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นมหาสมุทรสีน้ำเงินอีกแห่งที่น่าสนใจ

“ธุรกิจดูภาพยนตร์ที่บ้านมันเริ่มจากการเช่าวิดีโอ แต่ ณ วันนี้เองที่โลกเราได้เปลี่ยนไปแล้ว พอเราเปิดโทรทัศน์ช่องที่เราเคยเสพความบันเทิงบางช่องก็หายไป เราไปเช่าหนังหนึ่งเรื่องราคาหนึ่งร้อยมาจนวันนี้แทบหาที่เช่าแบบนั้นไม่ได้แล้ว ดังนั้นควรมีอะไรมาทดแทนกับเงิน 119 บาท ที่คุณจะดูได้ไม่มีลิมิต”

เขากำลังกล่าวถึงค่าบริการรายเดือน 119 บาท ที่ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงทุกเรื่องที่มีผ่านแอพพลิเคชั่นทั้งระบบไอโอเอส แอนดรอยด์ เว็บไซต์ โครมแคส (Chromecast) แอนดรอยด์เซตท็อปบ็อกซ์ แอร์เพลย์ และโมบายเว็บ “รูปแบบธุรกิจของเราเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคนปัจจุบัน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสามค่ายยักษ์ใหญ่ต้องจับมือกันเริ่มธุรกิจฮุคในยุคสมัยนี้” เขากล่าวเพิ่มเติม

โดยเฉพาะระบบฟรีเมียม (Freemium) แอพพลิเคชั่นล่าสุดที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงซีรี่ส์ระดับพรีเมียมจากทั่วโลกโดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดการใช้งานบนสมาร์ทโฟน จำนวนกว่า 300 เรื่อง โดยทุกคนสามารถเข้าไปชมตอนแรกของทุกเรื่องได้ฟรีก่อนตัดสินใจซื้อ

“พฤติกรรมคนตอนนี้ไม่ค่อยซื้อดีวีดีมาดูที่บ้าน เครื่องเล่นแผ่นหนังในบ้านก็ค่อยๆ น้อยลง แล้วเปลี่ยนมาดูหนังในอินเทอร์เน็ตในเว็บไซต์กันมากขึ้น ซึ่งหนังในโลกออนไลน์มันไม่จำกัดเวลา หมายความว่า ถ้าอยากดูหนังเก่าก็ย้อนดูได้ ถ้าอยากดูหนังใหม่ก็รอไม่นาน ฮุคก็เป็นแบบนั้นและพิเศษตรงที่ทุกเรื่องถูกลิขสิทธิ์ เชื่อว่าในไลบราลี่ของเราจะมีหนังที่คุณไม่เคยดูอีกเป็นพันๆ เรื่อง”

แอพพลิเคชั่นถูกสร้างขึ้นในรูปแบบ Mobile-First Experience เพราะจากการสำรวจความต้องการของผู้บริโภค พบว่าผู้ใช้บริการมากกว่า 80% จะใช้บริการผ่านสมาร์ทโฟน

ด้านคู่แข่ง เบิร์ดเผยว่า อยากให้ทุกคนที่ทำธุรกิจนี้ช่วยกันเปิดตลาด เพื่อทำให้การบริการรูปแบบนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และช่วยกันสร้างภาพบริการที่ง่าย สะดวก และคุ้มค่าในสายตาคนไทยไปด้วยกัน

“เหมือนกับเรื่องการดื่มกาแฟที่เมื่อก่อนทุกคนถือถุงโอเลี้ยง โดยไม่มีใครคิดว่าเราต้องมานั่งกินกาแฟ และจ่ายค่ากาแฟแก้วละร้อยกว่าบาทเหมือนในทุกวันนี้ เพราะพฤติกรรมของคนไทยเปลี่ยนไป การดื่มกาแฟไม่ใช่แค่ดื่มอีกต่อไป แต่เป็นการมาเสพบรรยากาศและสร้างรสนิยม ทำให้ตอนนี้มีร้านกาแฟเกิดขึ้นมากมาย ที่ไม่ใช่แบรนด์ใหญ่เท่านั้น ซึ่งไม่ต่างจากธุรกิจของเรา ผมอยากให้อุตสาหกรรมนี้มันอยู่ได้ การมีคู่แข่งกันถือเป็นข้อดี เพราะจะทำให้แต่ละบริษัทตื่นตัว พัฒนาบริการของตัวเองให้เป็นที่หนึ่งเสมอ และคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้บริโภค” เขาเปรียบเปรย

คำว่า สายป่าน จึงสำคัญ เพราะธุรกิจจะไม่สามารถสำเร็จได้ในหนึ่งวัน โดยเฉพาะกับธุรกิจใหม่เอี่ยมในประเทศไทยจำเป็นต้องใช้เวลาให้คนรับรู้ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่ยังไม่มีตลาดคล้ายฮุค ดังนั้นเราต้องทำให้ตลาดในประเทศไทยและเพื่อนบ้านประสบความสำเร็จก่อน

ถ้าถามว่าทำไมถึงเลือกช่วงเวลาเมื่อปีที่แล้วเปิดตัว เขาคิดว่ามันเป็นเวลาที่เหมาะสมทั้งเทคโนโลยีและพฤติกรรมคนที่ติดเทคโนโลยี ทุกคนมีสมาร์ทโฟน มีแท็บเล็ต มีแล็ปท็อป และที่สำคัญคือ ความเร็วอินเทอร์เน็ตแบบ 4จี ทำให้เราดูหนังแบบสตรีมมิ่งได้แบบสบายมาก ถ้าสมมติฮุคเปิดตัวเมื่อสิบปีที่แล้วที่ยังเป็นสัญญาณจีพีอาร์เอส คงไม่มีใครดูหนังผ่านแอพพลิเคชั่นเหมือนตอนนี้”

นอกจากนี้ ทุกประเทศที่ฮุคเข้าไปเปิดตลาดจะมีการทำให้เป็นท้องถิ่น (Localization) เช่น ประเทศไทยจะมีภาพยนตร์พากย์ไทย ซับไตเติ้ลภาษาไทย (ประมาณ 90% ของทั้งหมด) และภาพยนตร์ไทย

 

เป้าหมายในปีนี้ เขาและทีมงานตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีคนไทยใช้แอพพลิเคชั่นหลายๆ ล้านคน หลังจาก 1 ปีที่ผ่านมามีคนเป็นสมาชิกแล้วกว่า 1 ล้านคน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจนี้จะมีคนเข้ามาทดลองใช้ฟรีมากกว่าจ่ายค่าสมัครสมาชิก ฮุคจึงต้องมีฟรีเมียมให้คนลองใช้อยู่เรื่อยๆ และจะเปลี่ยนเนื้อหาไปในแต่ละเดือน

“ฟังก์ชั่นการใช้งานจะง่ายต่อคนเมืองมาก อย่างเวลานั่งรถไฟฟ้าความเร็วอินเทอร์เน็ตอาจเปลี่ยนไปเพราะความเร็ว คุณภาพของหนังที่ดูอยู่ก็จะเปลี่ยนอัตโนมัติเพื่อให้ดูได้ไม่ติดขัด หรือเมื่อเลือกดูหนังประเภทไหน แอพจะจดจำพฤติกรรมไว้เพื่อจะคัดเลือกหนังประเภทนั้นขึ้นเป็นอันดับแรก”

อย่างตอนนี้ แอพพลิเคชั่นได้พัฒนาสู่เวอร์ชั่น นิวเวิลด์ คือจะมีคอนเทนต์ใหม่ๆ ขึ้นแบบเรียลไทม์ รวมไปถึงมีเครื่องมือสำหรับแนะนำภาพยนตร์ที่ผู้ใช้จะสนใจ ซึ่งทำให้การค้นหาซีรี่ส์หรือคอนเทนต์ที่ผู้ใช้ชื่นชอบได้ง่ายมากขึ้น ทั้งยังมีการปรับปรุงระบบค้นหารายชื่อที่สนใจ รวมไปถึงความรวดเร็วในการเข้าถึงเนื้อหาในแอพพลิเคชั่น

ฮุคนับเป็นความท้าทายในการบุกตลาดไทยและซื้อใจคนไทย (ส่วนไม่น้อย) ที่นิยมดูหนังฟรีในเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ เสมือนเป็นหน้าที่ของคนทำงานที่นอกจากจะต้องทำให้ธุรกิจไปรอด ยังต้องพยายามสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการชมภาพยนตร์ออนไลน์ และสร้างความมั่นใจให้คนไทยกล้าลงทุน (119 บาท) กับสื่อที่ดีถูกกฎหมายให้ง่ายเหมือนการซื้อกาแฟ

 

เอมิเลียโน วิกโนนี อัลวาเรลลอส เชฟอาหารสเปนสุดครีเอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2560 เวลา 11:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/477925

เอมิเลียโน วิกโนนี อัลวาเรลลอส เชฟอาหารสเปนสุดครีเอท

โดย…ภาดนุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เชฟหนุ่มวัย 33 ปี เอมิเลียโน วิกโนนีอัลวาเรลลอส รองหัวหน้าเชฟ (Sous Chef) ประจำร้านอาหารสเปน อิสเลโร (Islero) แอททินี ทาวเวอร์ ถนนวิทยุ

“ผมเกิดที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา (ปี 1984) ในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่เป็นนักกฎหมายและนักจิตวิทยา ทว่าพวกท่านก็ไม่ได้คาดหวังให้ผมเจริญรอยตามในสายอาชีพของพวกท่านแต่อย่างใด ตั้งแต่จำความได้ ผมจึงซึมซับรูปแบบของการปรุงอาหารที่ผสมผสานวัฒนธรรมทางรสชาติจากหลายเชื้อชาติเข้าไว้ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ของผมมาจากเมืองกาซิเลีย ประเทศสเปน ส่วนครอบครัวคุณพ่อมาจากเมืองแอนโคนาของประเทศอิตาลี ประสบการณ์ด้านอาหารของผมจึงผสมผสานกันระหว่างรสชาติที่มีกลิ่นอายความเป็นสเปน อิตาลี และอาร์เจนตินาไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

ผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจในการก้าวเข้าสู่เส้นทางการทำอาหารคนแรกของผมก็คือคุณย่า ซึ่งอาศัยอยู่ที่สเปน คุณย่าได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับอาหารสเปนต้นตำรับที่น่าสนใจให้กับผมมาโดยตลอด อีกสิ่งที่ผลักดันให้ผมสนใจการทำอาหารมากยิ่งขึ้นก็คือ การที่ผมได้ช่วยครอบครัวปรุง ‘อาซาโด้’ หรือเนื้อย่างสูตรต้นตำรับของอาร์เจนตินา ที่ทั้งนุ่ม ทั้งหอม และมีรสชาติอร่อยจนเป็นเอกลักษณ์ ควบคู่ไปกับการทำเกษตรกรรมในครัวเรือน ผมจึงซึมซับความชอบในเรื่องอาหารมาตั้งแต่นั้น”

เอมิเลียโน เล่าว่า เขาเริ่มต้นงานด้านการทำอาหารเมื่อ 14 ปีก่อน ในร้านอาหารเล็กๆ ซึ่งในขณะนั้นเขากำลังเรียนทางด้านการจัดการการท่องเที่ยวอยู่ แต่บังเอิญว่ามีโอกาสได้ทำงานเป็นลูกมือในครัว เพราะต้องการหาเงินไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ในช่วงสุดสัปดาห์ ตั้งแต่นั้นมาเขาจึงชอบการทำอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“ในช่วงเวลาที่ทำงานเป็นลูกมือในครัว ผมเริ่มตระหนักได้ว่า ผมชอบทำงานและชอบใช้ชีวิตอยู่ในครัวมาก ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนโปรแกรม เพื่อไปเข้าเรียนในโรงเรียนสอนทำอาหารที่สถาบัน Argentine Institute of Gastronomy จนกระทั่งเรียนจบ

เหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจเลือกอาชีพเชฟ เพราะรู้สึกว่าตัวเองเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ผมจะเป็นตัวของตัวเองเสมอเมื่ออยู่ในครัว เพราะครัวเป็นสถานที่ที่ผมสามารถระบายความรู้สึกนึกคิดผ่านเมนูต่างๆ ออกมาได้ ที่สำคัญการทำครัวมันทำให้ผมมีชีวิตชีวา ดังนั้นสำหรับผมแล้วการเป็นเชฟจึงไม่ใช่การทำงานที่เป็นแค่อาชีพเท่านั้น แต่มันคือส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของผมด้วย

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงาน เป็นผู้ช่วยในครัวของร้านอาหารที่อาร์เจนตินาได้ 2-3 ร้าน พออายุครบ 20 ปี ผมได้เดินทางออกจากบ้านเกิด เพื่อไปสมัครเป็นลูกมือฝึกหัดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในประเทศสเปนในปี 2007

ที่สเปนนี่แหละที่ทำให้ผมได้เริ่มต้นอาชีพเชฟอย่างจริงจัง โดยเริ่มก้าวเข้าสู่แวดวงอาหารชั้นสูงในห้องอาหารชื่อHacienda Benazuza (มิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว) ที่โรงแรม El Bulli ซึ่งเป็นเหมือนใบเบิกทางให้ผมมีโอกาสก้าวไปสู่การเป็นเชฟในแวดวงร้านอาหารชั้นสูง อาทิ Casa Atrio (มิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว) และ Mugaritz (มิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว) ก่อนจะกลับมาทำงานที่ร้าน HaciendaBenazuza ซึ่งอยู่ที่โรงแรม El Bulli อีกครั้งในปี 2009 และก้าวเข้าสู่การเป็นรองหัวหน้าเชฟประจำร้าน (Sous Chef) ในที่สุด”

 

เอมิเลียโน บอกว่า เขาได้รับโอกาสที่ดีอีกครั้งในปี 2010 โดยไปเป็นเชฟให้กับร้าน El Bulli (ชื่อเดียวกับโรงแรมที่เคยทำงาน) ซึ่งเป็นร้านมิชลินสตาร์ระดับ 3 ดาว ที่เปิดใหม่ในเมืองบาร์เซโลนา ซึ่งที่นี่ถือเป็นสถานที่สำคัญที่ทำให้เขาได้รับประสบการณ์อันมีค่าในสายอาชีพเชฟเลยก็ว่าได้ เพราะทำให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้เทคนิคในการปรุงอาหารอันสุดยอดจากทั่วทุกมุมโลก จึงเปรียบเสมือนเป็นการจุดประกายศิลปะการปรุงอาหารในตัวเขาให้ตื่นขึ้นมา

“หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์นานพอสมควร ในปี 2013 ผมได้ตัดสินใจเดินทางกลับไปเป็น ‘เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ’ ที่ร้าน Rent-A-Chef ที่กรุงบัวโนสไอเรส ณ บ้านเกิดในอาร์เจนตินาอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นในปี 2014 ผมก็ได้เดินทางออกจากอาร์เจนตินา เพื่อไปทำงานที่ห้องอาหารW Verbier ที่สวิตเซอร์แลนด์ ในตำแหน่ง ‘เอ็กเซ็กคิวทีฟ ซูส์ เชฟ’ อยู่เกือบ 2 ปี ก่อนจะมาเป็น ‘ซูส์ เชฟ’ ที่ห้องอาหารอิสเลโรในช่วงปลายปี 2016 จนถึงปัจจุบันนี้

การที่ผมตัดสินใจย้ายมาทำงานที่เมืองไทย เพราะรู้สึกว่าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในชีวิต อีกอย่างผมรู้สึกว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งสีสันที่น่าสนใจ เพราะที่นี่มีตลาดอาหารและวัตถุดิบมากมายที่ให้พลังชีวิตกับผู้คนได้ ผมจึงมั่นใจว่ายังมีโอกาสสำหรับร้านอาหารสเปนในเมืองไทย และเชื่อมั่นว่าผมจะเป็นตัวแทนที่นำเสน่ห์แห่งอาหารสเปนสไตล์โมเดิร์นมายังกรุงเทพฯ ได้ ผมจึงเลือกอิสเลโร เพราะมันจุดประกายให้ผมอยากเข้ามาผสมผสานและนำเสนออาหารที่เปี่ยมด้วยคุณค่า ทั้งยังเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการนำวัฒนธรรมของรสชาติแบบสเปนมาสู่ประเทศในแถบเอเชียอีกด้วย”

เชฟเอมิเลียโน ทิ้งท้ายว่า ในหนึ่งสัปดาห์เขาทำงานเกือบทุกวัน ในช่วงที่ได้หยุดพักเวลาส่วนใหญ่ของเขามักจะหมดไปกับงานอดิเรก นั่นก็คือการเดินสำรวจตลาดสดพร้อมกับมองหาวัตถุดิบใหม่ๆ ในสถานที่ต่างๆ ที่เขาได้ไปเยือน อีกหนึ่งสิ่งที่เขาชอบทำในวันว่างก็คือ การไปดูคอนเสิร์ตให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเขามองว่าการทำงานในครัวก็เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน เหมือนกับการเล่นดนตรีเป็นวงนั่นแหละ เมื่อทุกอย่างผสานกันได้อย่างลงตัวสิ่งที่เราทำก็จะออกมาดีด้วยเช่นกัน

 

โชติกา มณีฉาย ทำดีที่สุดจะมีคนเห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/477706

โชติกา มณีฉาย ทำดีที่สุดจะมีคนเห็น

โดย…นกขุนทอง ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เป็นอีกหนึ่งนางร้ายฆ่าไม่ตาย เพราะตลอด 9 ปี มีผลงานต่อเนื่องมาตลอด เรื่องไหนเปรี้ยง พระนางแม่เหล็ก ละครฟอร์มยักษ์ ก็มีชื่อของ เนย-โชติกา มณีฉาย ติดทำเนียบนักแสดง ยังรั้งบทบาท “นางร้าย” ไว้เหนียวแน่น แม้จะมีนางร้ายเลือดใหม่ แต่ไม่สามารถสั่นคลอนบัลลังก์ของหล่อนได้ปีที่ผ่านมาเนยทำงานหนักหน่วง แถมยังเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจแป้งโช ไมโคร ซิลค์ และเตรียมงานวิวาห์กับ อาร์ม-จันทร์สิริ มณีฉาย ปีนี้เนยจึงใช้เวลาช่วงต้นปีฮันนีมูนฉ่ำรัก แต่แฟนละครไม่ต้องห่วงได้เห็นหน้าเธอทั้งปี 2560 แน่ เพราะมีละครออกอากาศตอนนี้คือเรื่อง คลื่นชีวิต และคิวต่อไปคือ บัลลังก์ดอกไม้

“ปีที่แล้วมีจังหวะที่อีกเรื่องหนึ่งกำลังจะปิดกล้อง แล้วอีกเรื่องหนึ่งเปิดกล้อง ทำให้เนยต้องถ่ายละคร 4 เรื่อง ให้คิว 7 วัน แต่ไม่ชนกันนะคะ เนยไม่รับคิวซ้อน เพราะเรื่องเวลาเนยให้ความสำคัญมาก จะไม่ทำให้กองเสียหาย เหนื่อยกายตื่นเช้ามากก็หาย เพราะช่อง 3 ไม่ถ่ายละครหักโหม ดึกสุดก็ 4 ทุ่ม ถ่าย 7 โมงเช้า

เราไม่ได้อดหลับอดนอน แต่เราหนักตอนท่องบท ทำการบ้านหนักกว่าเดิม ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยช่วงนั้น โชคดีเนยหลับง่าย มีความสุขกับการทำงาน ไม่เหนื่อยที่ใจเรา เหนื่อยที่ร่างกาย ได้นอนก็สดชื่นตื่นมาก็แฮปปี้ ไม่ใช่เช้ามาไม่อยากลุก ซึ่งงานของปีที่แล้วก็ถ่ายเสร็จหมดแล้ว ช่วงนี้ยังไม่รับงานละคร มีติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ แต่บอกผู้ใหญ่เอาไว้ หลังจากแต่งงานแพลนว่าช่วงต้นปีขอไปเที่ยวกันก่อน”

ไม่ต้องห่วงว่าเนยจะไม่รับงานแสดง เพราะต่อให้นอนบนกองเงินแล้วก็ตาม ก็ไม่สามารถตัดขาดจากงานที่รักได้ เพราะการแสดง การเข้ากองถ่ายละคร กลายเป็นกิจกรรมหนึ่งของชีวิตไปเสียแล้ว อีกทั้งเพื่อนฝูงก็ล้วนแต่เป็นนักแสดงที่เจอะเจอกันตามกองถ่ายนั้นละ และเธอมีความสุขมากกับการสวมบทบาทเป็นนางร้าย

“มีความสุขกับการเล่นบทนางร้าย เนยเล่นมาจะ 9 ปีแล้ว แต่เนยว่าบทมันไม่ได้ซ้ำกันเลย ยังมีอะไรที่ฉีกออกไปได้อยู่ แต่ละเรื่องผู้กำกับก็ตีโจทย์ตัวละครต่างกันออกไป เนยยังตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เล่นเรื่องใหม่ ยังตื่นเต้นเวลาอยู่หน้ากล้อง ยังถามผู้กำกับว่าเราเล่นได้ตามที่เขาต้องการไหม

การที่เราอยู่บทบาทไหนไม่สำคัญ สำคัญที่เรารับผิดชอบกับงานที่เราได้รับแค่ไหน ซึ่งตรงนี้ละที่ผู้ใหญ่อาจเห็นว่าเราทำอะไร เราตั้งใจมากแค่ไหน เราได้พยายามทำให้ดีที่สุด ไม่ใช่เล่นบทนางร้ายจนมั่นใจว่าเราเล่นได้ดี เนยไม่เคยชิน ไม่เคยยึดติด เรื่องใหม่มาก็ต้องทำการบ้าน ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ทำงานมานานสนิทกับคนในกองถ่าย เนยก็ไม่เคยขอมาสาย ตรงต่อเวลา

อยู่ในกองก็ไม่ใช่จะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ เราได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่มาแล้วต้องทำให้เต็มที่ เพราะการทำงานตรงนี้มีความเสี่ยงเหมือนกัน ถ้าเราดูแลตัวเองไม่ดี ทำงานออกมาไม่ดี เล่นได้ไม่ตรงตามที่ผู้กำกับต้องการ ละครออกมาคนดูไม่ชอบ เรื่องต่อไปเขาก็อาจไม่จ้างเรา

เนยยังรักอาชีพนี้ ดังนั้นเนยต้องทำให้ดีที่สุด เนยมีความสุขที่ได้มากองละคร นอกจากเป็นงานได้เงิน เราได้เพื่อน ถ่ายละครด้วยกัน 4-6 เดือนจนสนิทกัน แล้วทำงานกับเพื่อนมันสนุก ช่วงไม่ถ่ายละครซะอีกเราก็เหงาเหมือนกัน ยิ่งเรื่องไหนเจอเพื่อนที่เล่นด้วยกันมาก่อน เหมือนเจอเพื่อนเก่า เคยทำงานด้วยกันมาแล้วก็ยิ่งทำงานง่ายขึ้น สนุกดี”

ปีที่แล้ว เนย ลักกี้ อิน เกม-ลักกี้ อิน เลิฟ เพราะผลิตภัณฑ์แป้งโชขายดิบขายดี เป็นกระแสรีวิวในโซเชียล นี่ขนาดเธอยังไม่ทำการตลาดอย่างจริงจัง ดังนั้นปี 2560 จึงเตรียมแผนธุรกิจเต็มที่ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ลิปส์โช

“เนยทำธุรกิจเรื่องอาหารเสริม ดูแลรูปร่าง ชื่อ โช ทเวลฟ์ (cho12) มา 3 ปีแล้ว และมันก็ขายได้ด้วยตัวมันเองมาเรื่อยๆ ส่วนแป้งโช ไมโครซิลค์ สูตร Anti-aging & vitamin E ส่วนประกอบนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ก็เตรียมกันมาเป็นปี แต่เพิ่งเริ่มขายเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ยุ่งกับงานละครและเตรียมงานแต่ง แต่ผลตอบรับดีเกินคาด ปีนี้ก็เลยมีลิปส์โช เป็นลิปส์แมตต์ที่เนยคัดแล้วว่าเนื้อดีมาก ทาแล้วปากไม่แห้ง ได้ลุคแมตต์แบบเก๋ๆ

ต้องบอกว่าเนยทำการตลาดในออนไลน์ ปีนี้จะทำการตลาดมากขึ้น คือเพื่อนหลายคนก็ว่าเนยแปลก บอกการตลาดของแกช้าไปไหม เพราะเนยทำการตลาดสินค้าแบบคนบอกกันปากต่อปากว่าดี แล้วซื้อใช้กันเองเราไม่ต้องเคลมสินค้าเกินจริง เนยมีความรู้สึกว่า หัวใจของสินค้า โปรดักต์ต้องมีคุณภาพ คนใช้ต้องบอกต่อกัน อยากให้การตลาดยั่งยืน อันนี้ใช้ดี ลองใช้สิ แต่ปีนี้จะกระตุ้นมากกว่านี้ ก็มีแผนอันสอง อันสามไว้ ทำไงให้รู้จักสินค้าเรามากขึ้นเร็วกว่าการใช้แล้วบอกต่อกัน เบื้องต้นก็มีวางขายตามร้านชั้นนำในห้าง หาซื้อสินค้าเราง่ายขึ้น ไม่ต้องซื้อผ่านออนไลน์อย่างเดียว”

ธุรกิจความสวยความงาม เนยเคยทำมานานแล้ว เคยมีปัญหากับหุ้นส่วนก็ผ่านมาแล้ว จนถึงตอนนี้เธอใช้ตัวเองการันตีสินค้า ไม่เพียงเป็นพรีเซนเตอร์เองอย่างนักแสดงทั่วๆ ไป ยังรีวิวสินค้าเอง และยืนยันว่าขายเองใช้เองแน่นอน

“ไม่ว่าเราจะทำอะไรมันได้บทเรียน ได้เรียนรู้หมดทุกอย่าง ถึงตอนนี้เราก็ยังเรียนรู้กันอยู่ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของเรายั่งยืน เนยต้องการให้คนใช้ของเราใช้ต่อเนื่อง ใช้กันไปนานๆ ธุรกิจถึงจะยั่งยืน ยิ่งตอนนี้มีแฟนคลับเราซื้อสินค้า และมีคนที่เชื่อในแบรนด์โช เนยยิ่งต้องพัฒนาสินค้าให้ดีๆ ยิ่งขึ้น ออกสินค้าตัวใหม่ก็ต้องดีขึ้นกว่าเดิมอีก ชื่อเสียงทุกอย่างเราสะสมมา ถ้าเราทำอะไรออกมาไม่ดีคนก็ด่า เราก็พัง

ไม่มีเหตุผลไหนที่เนยจะดิสเครดิตตัวเอง เราต้องทำสินค้าให้ดี เราใช้เองจริงนะ ทดลองเองจริง เราค้นคว้า พัฒนาให้ดีที่สุด เราพร้อมพรีเซนต์ เราอยากแบ่งปันให้คนอื่น เวลามีคนมารีวิว ชอบลิปส์พี่จัง เฮ้ยนี่ละที่เราประสบความสำเร็จ ไม่ได้มองเรื่องเงิน คนมีความสุขกับการใช้โปรดักต์ของเราก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ยิ่งยุคนี้ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อน เราเข้าสู่ยุคโซเชียล ผู้บริโภคเข้าถึงการตลาด เขาต้องการอะไรที่เรียล ถ้าเราทำไม่ดีก็โดนด่าทันที”

ทำอะไรต้องเต็มที่และลงมือทำเองอย่างดีที่สุด คือคติในการทำงานของเนย “ไม่ว่าจะงานแสดงหรือธุรกิจ เนยใช้หลักการเดียวกันค่ะ เนยทำการบ้านก่อนเสมอ แล้วทำให้ดีที่สุด ทำเต็มที่สุด ก่อนหน้านี้มีคนมาชวนทำธุรกิจนั่นนี่เยอะ แต่เราไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถนัด ไม่ชอบ และไม่ทำในสิ่งที่เราทำเองไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย มีหน้าที่โฆษณาอย่างเดียว แล้วเราจะพรีเซนต์ออกมายังไง

ปัจจุบันนี้ผู้บริโภคฉลาดคนก็รู้ว่าเราทำเองจริงๆ ไหม แต่งานนี้เนยมีความรู้ ความสนใจจริงๆ ลงทุกอย่างด้วยตัวเอง บอกคนอื่นได้ เราถึงเข้าใจธุรกิจของเราเองจริงๆ หลักสำคัญในการทำธุรกิจ เราซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค เราทำสินค้ามีคุณภาพ ใช้งานได้จริง คุ้มค่าเงินที่จ่ายไป ถ้าลูกค้าบอกว่า ใช้แล้วสวยนะ ดีนะ ก็จะเป็นหลักสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเรายั่งยืน

เนยไม่ได้มองว่าปีนี้เราทำอันนั้นอีกปีทำอันนี้ จากที่เห็นเพื่อนในวงการทำธุรกิจแล้วเลิกไป คนใกล้ตัวเนยก็มี มีปัจจัยหลายย่างมากๆ อย่างทำงานเราไม่ได้ทำครั้งเดียว แต่เราทำทุกๆ วัน เหมือนอยู่ในสายเลือด ต้องทำด้วยจิตวิญญาณ เราต้องชอบจริงๆ ถ้าเราไม่ชอบจริงๆ เราจะทำมันไม่ได้ทุกวัน เราต้องทำงานด้วยความสุข ตื่นมาไม่อยากทำแล้ว ธุรกิจก็ไปไม่รอด เพราะเราทำในสิ่งที่เราไม่ได้รัก ไม่ได้ถนัด การทำธุรกิจตอนนี้มีเงินมาลงทุนก็สร้างธุรกิจของตัวเองได้ ไม่ยากหรอก แต่ยากตรงที่ทำยังไงให้ผู้บริโภคไม่เปลี่ยนใจจากแบรนด์ เป็นสิ่งที่เนยต้องทำตรงนี้ให้ได้”

ไม่ว่าจะสวมบทบาทนางร้ายในจอแก้ว หรือบทบาทนักธุรกิจในชีวิตจริง สิ่งสำคัญที่เนยย้ำเสมอ คือ ความใส่ใจ เต็มที่ในสิ่งที่ทำ ทำให้มันออกมาดีที่สุด แล้วผู้บริโภคจะรับรู้ได้ว่าดีหรือไม่ดี

 

ความรักที่แสดงผ่านงานดีไซน์ เนตรดาว วัฒนะสิมากร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/477504

ความรักที่แสดงผ่านงานดีไซน์ เนตรดาว วัฒนะสิมากร

โดย…ปอย ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

สร้างอาณาจักรแฟชั่นด้วยสองมือ พร้อมความรักและความฝัน ก้าวแรกสร้างสรรค์เครื่องประดับแฮนด์เมดในแบบที่ตัวเองชื่นชอบ ต่อด้วยก้าวที่สองทำเสื้อผ้าในแบบที่ตัวเองอยากใส่ และคือความสำเร็จในวันนี้ เนตรดาว วัฒนะสิมากร ดีไซเนอร์และโอนเนอร์เสื้อผ้าสไตล์วินเทจ แบรนด์เสื้อผ้าไทย แลนด์มี่ (Landmee) สร้างสรรค์แฟชั่นอวลความหวานโรแมนติกไปด้วยกลิ่นอายความเป็นแฟชั่นยุคเซเว่นตีส์ จัดเป็นแบรนด์ไทยแท้ที่มีอายุยาวนานน่าชื่นใจ

จากวันเริ่มต้นที่ตลาดนัดสวนจตุจักรเมื่อ 15 ปีก่อน มี่-เนตรดาว เล่าว่า ทำเครื่องประดับกระจุกกระจิกเปิดร้านเล็กๆ ที่จตุจักร กลายเป็นว่าทำอะไรก็ขายดิบขายดี เก็บเงินผสมเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ จากเครื่องประดับ ทำเสื้อผ้าขายจริงจังขึ้น สร้างเอกลักษณ์ของเสื้อผ้า แลนด์มี่ พะยี่ห้อของงานแฮนด์เมด งานลูกไม้ ยีนส์ฟอกนิ่ม ปั่น แล้วเพนต์ลายและปักมือโดยไม่ใช่จักรเย็บผ้าเลย

เสื้อผ้าสไตล์โมเดิร์นโรแมนติกหยิบใส่ในชีวิตประจำวันได้ มี่-เนตรดาว บอกอย่างมีอารมณ์ขันว่าแม็กซี่เดรสลูกไม้สีขาวที่ใส่วันนี้ พอจับมาแมตชิ่งกับยีนส์ก็ไปได้ทุกๆ แห่งที่อยากไป ปาร์ตี้ชิกๆ หรือกินสุกี้ควันร้อนพุ่งๆ กับเพื่อนกลุ่มโต ก็เลือกใส่ไปได้มั่นใจไม่ขัดเขิน ซึ่งก็คือการแต่งตัวในแบบฉบับของตัวเองและกลายเป็นการจุดประกายการสร้างแบรนด์ ซึ่งอยากครีเอทเสื้อผ้าในแบบที่ตัวเองอยากใส่

ทำศิลปะขายให้เป็นเงิน

แฟล็กชิปสโตร์แห่งแรก เนตรดาวเลือกทำเลย่านวัยรุ่นสยามสแควร์ซอย 5 สำทับความสำเร็จกับการเปิดสาขาสองที่ตึกสยามสแควร์วัน มีแฟนๆ เสื้อผ้าเลือกใส่เสื้อแบรนด์นี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว และวันนี้ก็คงเป็นสาวกติดตามสนับสนุนแบรนด์ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งเปิดตัวแคปซูลคอลเลกชั่นใหม่ “Love Story” โดยมีสไตลิสต์รุ่นใหม่ไฟแรง ซึ่งมีมุมมองทางด้านแฟชั่นโดดเด่นชัดเจน ใช้ชื่อในวงการแฟชั่นว่า เคที่ มอนสเตอร์ (Katie Monster) มาช่วยเพิ่มสีสันให้กับคอลเลกชั่นล่าสุด

ความหวานสุดเท่ในชุดขาสั้นเสื้อครอปลูกไม้สีขาว คลุมทับด้วยลูกไม้ขาวสะอาดอีกชั้น สวมใส่โดย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ คือภาพเซ็กซี่หวานสุดเท่ที่แฟชั่นนิสต้าจดจำ และในงานเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ก็เต็มไปด้วยเหล่าเซเลบคึกคักต้อนรับแบรนด์ไทย เช่น เขมนิจ จามิกรณ์ พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร สุชาร์ มานะยิ่ง อานันท์ทวีป ชยางกูร ณ อยุธยา

 

คือความสำเร็จวันนี้ แต่ถ้าย้อนวันเริ่มต้นดีไซเนอร์บุคลิกหวานปนเท่สไตล์เดียวกับเสื้อผ้า ก็เล่าให้เห็นภาพได้ชัดเจน

“จำได้เลยค่ะว่า จุดแรกทำให้เราเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำ คืองานเกษตรแฟร์ เป็นเด็กนักศึกษาเพาะช่างอยู่เลยค่ะ ก็ลองทำเครื่องประดับแฮนด์เมด สร้อยคอ ต่างหู ไปวางขาย เมื่อ 15-16 ปีก่อนเด็กนักศึกษาทำขายของได้เงินหลายๆ พันก็ดีต่อใจนะคะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม)

ต่อจากนั้นดิฉันก็อยากทำเสื้อผ้าขาย จึงตัดสินใจหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านที่ตลาดนัดจตุจักร เสื้อตัวแรกก็ขายได้ดีอีกค่ะ ตัวเสื้อเป็นผ้าขนหนูสีส้มมีสายเดี่ยวผ้ายีนส์ติดกระดุมสีดำ ยุคไทรอัมพ์ส คิงดอมกำลังดัง (หัวเราะแล้วบอกรู้อายุบ่งบอกวัยกันไป) เสื้อสกรีนตัวเล็กๆ เสื้อสายเดี่ยวฮิตที่สุดค่ะ ทำออกมาก็เข้ากับยุคนั้นนะคะ ก็เริ่มรู้แล้วเสื้อสายเดี่ยวคือเราเลยค่ะ บางแบบอยากใส่แต่ก็ไม่มีใครทำออกมาขาย ก็ทำใส่เองเลย ได้กำไรอาทิตย์นี้ก็ไปสมทบทำเสื้อผ้าอาทิตย์หน้าต่อไป ตอนขายอยู่จตุจักรร้านมีเสื้อผ้าใหม่ๆ ทุกอาทิตย์เลยนะคะ

ตามด้วยเสื้อลูกไม้วินเทจ ยีนส์เพนต์ยีนส์ปักลูกไม้ ซึ่งก็กลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปแล้ว การทำเสื้อผ้าวัยนั้นบอกเลยค่ะไม่ได้มีแรงบันดาลใจพุ่งพวยอะไร (หัวเราะ) มีอย่างเดียวคืออาทิตย์นี้ขายดี อาทิตย์หน้าจะต้องขายดีกว่านี้ มีพลังมีความสุขมากเลยค่ะ เสื้อผ้าเรามีคนอยากใส่ กระแสตอบรับดีมาก การทำงานดีไซน์เสื้อผ้าที่เรารัก รักอยากใส่แบบไหนก็ดีไซน์แบบนั้นออกมาค่ะ” เนตรดาว บอกพร้อมรอยยิ้มหวานสวยแบบหญิงไทยแท้อ่อนหวาน

 

“เสื้อผ้าแลนด์มี่ดูเหมือนเต็มไปด้วยความอ่อนหวานในแบบฉบับของผู้หญิง แต่ก็ไม่หวานไปเสียทั้งหมดยังแฝงความเปรี้ยวเท่ ไม่อิงกระแสแฟชั่นค่ะ ดิฉันเชื่อมั่นในแนวความคิดง่ายๆ เลยค่ะว่าการทำเสื้อผ้าออกมาขายวันนี้ การแข่งขันสูงก็จริงนะคะ แต่ธุรกิจก็ไม่ได้ยากเย็นขนาดไปต่อไม่ได้แม้จะมีตลาดออนไลน์ มีการก๊อบปี้มากมายก็จริง ซึ่งดิฉันเคยโดนการก๊อบปี้มาแล้วค่ะสมัยขายอยู่จตุจักร แต่ก็ไม่เป็นไร เราก็ก้าวใหม่อีกก้าวทำเสื้อผ้าที่เรารักเราในความเชื่อมั่นว่า นี่คือซิกเนเจอร์ของเรา จะบอกว่าเราทำไปโดยไม่สนใจใครก็ได้ค่ะ (หัวเราะ) คีย์ซัคเซสแค่ว่า ทำเสื้อผ้าในแบบเราอยากใส่ ถ้าเราไม่อยากใส่แล้วใครจะใส่

ลูกไม้สีขาวชั้นดีสำหรับดิฉันคือความเซ็กซี่ พอแมตช์ยีนส์ก็ชิกขึ้นค่ะ คือสไตล์ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เดินมาในกลุ่มคนสิบคน ภาพของเราสแตนด์เอาต์ออกมาโดดเด่นชัดเจนค่ะ”

เนตรดาว บอกเสื้อผ้าเป็นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยรายละเอียด และความประณีตสไตล์สาวจากรั้วเพาะช่าง ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้เสื้อผ่าแลนด์มี่คงอยู่ในวงการแฟชั่นไทยมายาวนานจนถึงทุกวันนี้

“เสื้อลูกไม้ตัวนี้รายละเอียดต่อผ้าหลายชิ้นมาก แต่ละชิ้นลายใช้ลูกเล่นไม่ซ้ำกัน มีเสื้อตัวในกันโป๊อีกชั้นด้วยค่ะ ซับซ้อนเซ็กซี่ แต่ห้าวๆ ใส่กับยีนส์นะคะ” เนตรดาว บอกพร้อมรอยยิ้มหวาน

แคปซูลคอลเลกชั่น “Love Story”

คอลเลกชั่น “Love Story” ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวของความรักสวยงามรับห้วงเดือนวาเลนไทน์ในเร็ววันนี้ เริ่มตั้งแต่การผลิบานของความรักจนตกผลึกสุกงอม สีเน้นใช้ในคอลเลกชั่นนี้มี 4 สี ขาว แดง ทอง และดำ แต่ละสีเป็นตัวแทนของความรักในแต่ละช่วงเวลา สีขาวถ่ายทอดมุมมองความรักแรกเริ่มที่กำลังเบิกบาน บริสุทธิ์ และสดใส สีแดงถ่ายทอดมุมมองความรักสมบูรณ์แบบเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและความสุข สีทองถ่ายทอดมุมมองความรักที่อยู่ในช่วงเวลาแห่งความสุกงอมเต็มที่ เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความรักและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

นับว่าเป็นจุดสูงสุดของความรัก จนมาถึงสีดำ ซึ่งถ่ายทอดมุมมองของความรักที่ต้องถึงวันจากลา ไม่ว่าจะเป็นการจากลาด้วยการแยกทางกัน หรือว่าจากลากันโดยอายุขัย เสื้อผ้าแลนด์มี่ ถ่ายทอดความรักในแง่มุมของความสวยงามในทุกช่วงจังหวะเวลา มีครบรสทั้งสุขและเศร้า เช่นเดียวกับแบรนด์ที่ได้เติบโตขึ้นมาอีกก้าวหนึ่ง

 

“หลักการทำธุรกิจแฟชั่นไม่ต่างจากธุรกิจอื่นนะคะ คือ ต้องรักลูกค้า รักเสื้อผ้าที่เราดีไซน์ ดิฉันมีความสุขในการพูดคุยกับลูกค้าแล้วแต่ก่อนไม่มีอินสตาแกรมให้โพสต์รูปกันนะคะ ลูกค้าก็จะมารอทุกๆ วันศุกร์หน้าร้านสยามสแควร์ซอย 5 รอคอยชมชุดใหม่ที่ดิฉันใส่โชว์ (หัวเราะ) แล้วพอเห็นเราใส่ก็ถามวิธีการมิกซ์แอนด์แมตช์ ออร์เดอร์กันตรงนั้นเลย ดิฉันมีของใหม่ให้ลูกค้าทุกอาทิตย์ค่ะ

ความโดดเด่นของแคปซูลคอลเลกชั่น “Love Story” ได้ คือผ้ากลิตเตอร์เนื้อพิเศษแววระยับมาช่วยสร้างสีสันให้กับคอลเลกชั่นนี้ โดยได้โคโปรดิวเซอร์ “พี่ไก่ต๊อก” ที่มีชื่อเสียงในวงการแฟชั่น “เคที่ มอนสเตอร์” มาปรึกษา ช่วยจุดไฟฝันใหม่ๆ ขึ้นมา ก็ต้องยอมรับว่าการที่เราอยู่กับสไตล์ของเราเอง แบรนด์เราก็ย่ำอยู่กับที่ไม่เติบโต พี่ไก่ต๊อกก็มาเสริมตรงนี้ เลือกสีที่อินเทรนด์แฟชั่น คอลเลกชั่นนี้ได้ใช้ผ้าแบบใหม่ซึ่งไม่เคยใช้ในคอลเลกชั่นไหนมาก่อนค่ะ

ชุดหลักในแคปซูลคอลเลกชั่นนี้เป็นชุดยาวแมกซี่เดรส ใส่ไปงานกลางคืนได้ ต่างจากคอลเลกชั่นอื่นที่จะเน้นไปที่ชุดเดรสหรือจัมพ์สูทตัวสั้น สดใสน่ารัก

แต่ก็ยังไม่ทิ้งกลิ่นอายความเป็นแลนด์มี่ไว้ด้วยลวดลายการปักเย็บสไตล์แฮนด์เมด ลงบนเนื้อผ้าคุณภาพดี และการใช้ผ้าลูกไม้มาประดับอยู่ในดีเทลในสไตล์โบฮีเมียน ให้คนใส่เป็นหญิงสาวเท่ๆ ซึ้งๆ วันแรกเป็นอย่างไร วันนี้สไตล์นั้นก็คงอยู่ค่ะ ยกตัวอย่างชุดที่ดิฉันใส่ตั้งแต่เด็กๆ คือเอี๊ยม คอลเลกชั่นใหม่ก็ยังคงอยู่ค่ะ ใช้วัสดุและแพตเทิร์นเนี้ยบขึ้นตัดในแบบจัมพ์สูท ทั้งผ้าลูกไม้เนื้อดี หรือจัมพ์สูทยีนส์สไตล์เราคืออะไรก็ยังอยู่ค่ะ” เนตรดาว บอกทิ้งท้ายพลางยิ้มหวานถึงกุญแจแห่งโลกดีไซน์ที่ได้ใจแฟชั่นนิสต้า

 

ภัทรา โชติวิทยะกุล สวยใส ต้องไร้สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2560 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/477314

ภัทรา โชติวิทยะกุล สวยใส ต้องไร้สารพิษ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

สาวสวยรูปร่างเล็กหน้าเด็กกว่าวัย หน้าตายิ้มแย้ม อดีตวิศวกร ที่หันมาทำธุรกิจนำเข้าสินค้าเพื่อสุขภาพ ภัทราโชติวิทยะกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธราภาผู้นำเข้าเห็ดหลินจือจากประเทศญี่ปุ่น และเครื่องสำอางออร์แกนิกจากประเทศออสเตรเลีย หลังจากที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ จนหาทางรักษาตัวเองตามแนวธรรมชาติบำบัดจนได้ผลดี

ทางด้านการศึกษานั้น เธอไปเรียนต่อระดับไฮสกูล ตั้งแต่จบชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนสาธิต จนไปจบมัธยมปลายจนถึงปริญญาโท รวม 16 ปี จึงกลับมาทำงานที่ประเทศไทยเมื่อ10 ปีที่ผ่านมา โดยเธอจบปริญญาตรีทางด้านIndustrial Systems Engineering และปริญญาโททางด้าน Engineering Management ที่ University of Southern California จบปริญญาโทตอนอายุ 22 ปี เนื่องจากเป็นเด็กชอบเรียนหนังสือ เลยเรียนดีมาตั้งแต่เด็กๆ เลย

หลังจากเรียนจบปริญญาโทแล้ว เธอยังทำงานต่อที่สหรัฐอีกหลายปี โดยเธอได้ทำงานที่บริษัท Boeing ที่บริษัท United Airlines และที่บริษัท Intel อยู่ที่ซิลิคอนวัลลีย์ รวมๆ เกือบ 6 ปี การทำงานแอร์ไลน์ทำให้เธอต้องบินไปทำงานดูเครื่องบินที่ประเทศต่างๆ เดือนหนึ่งนับสิบครั้ง ซึ่งเป็นงานที่สนุกมาก ไม่น่าเบื่อเลย ซึ่งในตอนนั้นเธอไม่คิดว่าจะกลับประเทศไทย ตั้งใจว่าจะทำงานที่อเมริกาไปตลอด แต่คุณแม่เรียกให้กลับ เพราะไปอยู่ที่อเมริกานานไป แล้วกลัวว่าเธอจะไม่ยอมกลับก่อนจะติดลมไปยาวนาน เธอก็เลยจำเป็นต้องกลับมา ตอนนั้นทำงานหนักมากเริ่มมีปัญหาสุขภาพบ้างแล้ว ก็เลยตัดสินใจกลับประเทศไทย

หลังจากกลับประเทศไทย เธอก็ทำงานให้กับหลายที่ โดยอยู่ในสายงานของวิศวกรด้านคอมพิวเตอร์ พวกสร้างระบบต่างๆ ซึ่งเป็นบริษัทของต่างประเทศ จนสักพักใหญ่ก็มาทำงานวางระบบให้กับโรงงานเปิดใหม่ในธุรกิจอาหาร ซึ่งเริ่มเหนื่อยและป่วยบ่อย ก็เลยลาออกมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และเป็นอาจารย์พิเศษอีก 2 แห่ง เป็นเทรนนิ่งให้กับการบินไทย เป็นอาจารย์พิเศษรวมๆ แล้ว 13 ปี ก่อนที่จะลาออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

“คือเริ่มป่วยมาเรื่อยๆ จนเยอะขึ้น เป็นภูมิแพ้ขั้นรุนแรง ต้องเข้าโรงพยาบาลนานเป็นร่วมเดือนรักษาอย่างไรก็ไม่หายขาด เวียนเข้าเวียนออกโรงพยาบาลอยู่เกือบปี รักษาอย่างไรก็ไม่หายขาด ก็เริ่มทบทวนตนเองว่าเราใช้ชีวิตผิดพลาดตรงไหนอย่างไร แล้วมีผู้ใหญ่ท่านแนะนำให้กินอาหารเสริมสุขภาพที่ทำจากประเทศญี่ปุ่นของบริษัท นิสสันเรชิ กินไปพักเดียวอาการเริ่มดีขึ้นก็เลยหันมาสนใจเรื่องสุขภาพแบบแพทย์ทางเลือกแนวออร์แกนิกอย่างจริงจัง” เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

โดยเริ่มแรกเธอเป็นเพียงลูกค้าที่ซื้อยาบำรุงมากิน แต่ของญี่ปุ่นเขาคุณภาพดี ผลิตแบบออร์แกนิก ผลผลิตก็ได้น้อยหาซื้อยาก “บริษัท นิสสัน ที่ญี่ปุ่นขายยาด้วย แต่ที่บ้านเราเขามาทำธุรกิจเฉพาะเรื่องรถยนต์เท่านั้น หลังจากที่เป็นลูกค้าซื้อกินเองอยู่ 2 ปีกว่า ก็มีเพื่อนๆ ญาติๆ ฝากซื้อมาด้วย แต่ละเดือนเราก็มียอดฝากซื้อเยอะ แต่ก็หาซื้อยาก ก็เลยคิดว่าควรจะเป็นตัวแทนจำหน่ายเลยดีกว่าไหม ปรากฏว่าทำเรื่องขอเป็นตัวแทนจำหน่ายอยู่ปีกว่าถึงจะสำเร็จ เขาพิจารณาละเอียดมาก เพิ่งเป็นตัวแทนได้ 2 ปีกว่า ทุกวันนี้เรานำเข้ามาจำหน่ายก็แทบจะไม่พอขายเลย เพราะใน1 ปี เขาได้เห็ดที่มีคุณภาพดีที่สุดแค่ปีละ 4 เดือนเท่านั้น” เธอเล่าให้ฟัง

หลังจากเริ่มฟื้นฟูสุขภาพของตัวเองด้วยแนวธรรมชาติบำบัดแล้ว จนได้ผลดีงามอย่างเห็นได้ชัดแล้ว เธอจึงเริ่มหันมาศึกษาเรื่องสุขภาพจริงจัง เลือกใช้สินค้าออร์แกนิกทั้งเรื่องอาหารการกินและของใช้ โดยเฉพาะเรื่องสินค้าเครื่องสำอางที่เธอมีปัญหาแพ้ง่าย แม้สินค้าที่มีราคาแพงๆ ก็ยังแพ้ เพราะเคยแพ้เครื่องสำอางมา เข้าใจดีว่ามันน่าเบื่อเพียงใดเวลาใช้อะไรแล้วแพ้บ่อยๆ

“เมื่อก่อนแต่งหน้าไม่ได้เลยค่ะ ปล่อยหน้าสดตลอด ใช้ครีมอะไรก็แพ้ อยากทาปากสีสดๆ ก็ไม่ได้ ถ้าพลาดแล้วแพ้ขึ้นมาปากจะเจ่อบวมเลย บางทีเห็นเพื่อนๆ ทาปากแดงสด ชมพูวิ้งๆ นี่อยากทาแบบเขาบ้างก็ไม่ได้ จนกระทั่งเพื่อนๆ แนะนำให้ลองใช้ ปรากฏว่าดีจริง ไม่แพ้ ก่อนนำสินค้าใดๆ มาทุกตัว จะต้องลองใช้เองก่อนทุกครั้งลองใช้อยู่ 2-3 เดือน ก็เริ่มหาข้อมูลแล้วก็ติดต่อขอนำเข้า”

สินค้าเครื่องสำอางนำเข้าแบรนด์แรกที่เธอนำเข้ามาเมื่อกลางปีที่ผ่านมาก็คือ ZUII จากประเทศออสเตรเลีย เป็นเมกอัพที่มั่นใจสูงมากว่าไม่แพ้กับทุกสภาพผิว ZUII เป็นภาษาพื้นเมืองของออสเตรเลีย ที่มีรากศัพท์มาจากคำว่า Beauty เขาเป็นแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเปิดมาไม่ถึง 5 ปี ของเขารับรองว่าเป็นสินค้าออร์แกนิก 100% ใช้น้ำมันสกัดจากธรรมชาติจากพืช 108 ชนิด เพื่อให้สวยแบบไร้สารพิษ เธอเริ่มติดต่อไปเพื่อขอนำเข้า ใช้เวลาประสานงานอยู่ 2 ปี

 

“คนไทยจะชอบเมกอัพที่สีติดทนนาน ซึ่งบางครั้งสีที่ติดทนนานนั้นก็อาจจะไม่ดีเสมอไป เพราะอาจจะมีสารส่วนประกอบที่ไม่ดีกับร่างกาย อย่างที่มีข่าวว่ามีลิปสติกที่มีส่วนประกอบจากสารตะกั่ว จากปรอท ยิ่งติดยาวนานยิ่งน่ากลัว และแน่นอนว่าเมกอัพที่ผลิตจากส่วนผสมออร์แกนิกจะติดทนนานสุดแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น กินข้าวก็อาจจะหลุดไปบ้าง แต่ถ้ามันดีกับร่างกายก็ยอมค่ะผู้หญิงนี่มีการสะสมสารพิษในร่างกายมากกว่าผู้ชาย เพราะเราทาเล็บ ทาปาก ทำสีผม เขียนขอบตา มีรายงานข่าวว่าผู้หญิงจะวุ้นตาเสื่อมเร็วกว่าผู้ชาย เพราะเราแต่งตาเขียนขอบตา ปัดมาสคารา ซึ่งพวกนี้ส่วนใหญ่มีสารกันบูดผสมอยู่ด้วย แต่แบรนด์ที่เรานำเข้าใช้สีจากเปลือกไม้ เขาได้รับมาตรฐานว่าปลอดสารเคมี ให้ใช้คำว่าออร์แกนิกติดอยู่ที่ตัวสินค้าทุกตัว ลูกค้าที่เป็นมะเร็งสามารถมาใช้แบรนด์นี้ได้อย่างปลอดภัย” เธอกล่าวอย่างภูมิใจ

เมื่อได้สินค้าที่เป็นตัวเมกอัพมาแล้ว เธอจึงพยายามหาตัวสกินแคร์สำหรับบำรุงผิวมาเพิ่ม เพื่อให้ครบวงจรสำหรับสาวๆ ที่รักสุขภาพ และเธอก็ได้อีกแบรนด์มาจากประเทศออสเตรเลียเช่นกัน นั่นก็คือ ออสตานิก้า ที่มีตัวบำรุงผิวเกือบครบวงจร และยังมีแชมพู ยาสีฟัน ซึ่งเพิ่งนำเข้าได้เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา แน่นอนว่าจับกลุ่มสาวรักสุขภาพเช่นเดิม เพื่อให้ครบวงจรเรื่องความงาม

ภัทรา เล่าถึงแผนงานในอนาคตอันใกล้นี้ที่เธออยากจะทำต่อไปว่า เธอวางแผนว่าอยากจะนำเข้าอาหารออร์แกนิกให้ครบวงจรไปเลยแต่อาจจะเป็นปลายปีหรือต้นปีหน้า เพื่อทำตลาดของ 2 แบรนด์ที่มีอยู่ให้แข็งแรงมากขึ้นก่อน แล้วค่อยนำแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มโดยมีจุดยืนในการทำงานว่าจะนำเข้าเฉพาะสินค้าที่เป็นแนวสุขภาพเท่านั้น แม้จะเป็นตลาดที่มีความเป็นเฉพาะด้านแต่ก็เชื่อว่ามีลูกค้าที่เห็นความสำคัญกับเรื่องสุขภาพเพราะใครๆ ก็อยากมีสุขภาพที่ดีทุกคน

สำหรับในเรื่องหลักการทำงานของเธอก็คือ เลือกทำงานในสิ่งที่ชอบ และทำงานที่ทำแล้วมีความสุข โดยไม่ได้เอารายได้เป็นตัวตั้งไม่ได้อยากรวยเป็นตัวนำ คืออยากทำงานที่ทำแล้วอิ่มใจ ได้ใช้ของดีแล้วบอกต่อ มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ มีความสุขในการทำงานก่อนแล้วเงินค่อยตามมาเมื่อผู้บริหารและทีมงานทำงานอย่างมีความสุขแล้วทุกอย่างจะดีเอง เมื่อต้องเจออุปสรรคบ้างก็คิดในแง่บวกว่า นั่นคือบททดสอบที่จะทำให้แข็งแกร่งขึ้นถ้าไม่มีอุปสรรคก็จะไม่ฉลาด ไม่อดทน

 

ฐิตินันท์ คลังเพชร สวยด้วยยีนส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/477138

ฐิตินันท์ คลังเพชร สวยด้วยยีนส์

โดย…นกขุนทอง ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

กำลังสวมบทบาทได้อย่างน่ารักน่าชัง สำหรับนักแสดงน้องใหม่ โอนีล-ฐิตินันท์ คลังเพชร ในซิตคอมเรื่องครอบครัวตัวสลับ ทางช่องทรูโฟร์ยู เรื่องราวของครอบครัว ทุกคนมีปัญหาต่างกัน ไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกันบ่อย จนคนในครอบครัวถูกบันดาลให้สลับร่างกันเพื่อที่จะได้เข้าใจกัน แต่ต่างคนต่างไม่แคร์ร่างกายของกันและกัน ยิ่งทะเลาะกันหนัก ในเรื่องโอนีลได้สลับร่างกับเด็กผู้ชาย 7 ขวบ

“สนุกมากค่ะ นอกจากเราได้เล่นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเองแล้ว ก็ได้แง่คิดในเรื่องของการเข้าใจคนที่คิดต่าง เหมือนเรามองในสิ่งที่เขาเป็นมากกว่า ถ้าเราไม่ชอบในสิ่งที่เขาทำ เรามองในมุมเขาบ้าง ซึ่งตรงนี้หนูนำเอามาใช้แก้ปัญหาของความสัมพันธ์ในชีวิตของเราได้ เพราะปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ในชีวิตจริงเราไม่ได้มีแบบนั้น แต่ที่เราได้นำมาใช้คือข้อคิดในการเข้าหาคนมากกว่า จากการที่เข้าใจเขา”

เรื่องการแต่งตัว คนในกองถ่ายจะคุ้นเคยกับโอนีลในชุดยีนส์ รวมถึงวันสบายๆ หรือไปงานอีเวนต์ที่ไม่ได้เลิศหรู ทางการนัก โอนีลก็จัดยีนส์อยู่เสมอ และสามารถดัดแปลงเป็นสไตล์ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะสวยหวาน เท่ แอบเปรี้ยวนิดๆ ก็มี มิหนำซ้ำเธอยังเย็บปักถักร้อยเสื้อผ้า กระเป๋าที่ทำจากผ้ายีนส์ใช้เองด้วย เรียกว่าชุดแต่งกายคัดสรรทำมาด้วยใจรักจริงๆ

 

“เสน่ห์ของยีนส์คือความคลาสสิก มันเป็นผ้าที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มันมีเทกซ์เจอร์ ในแต่ละผ้ายีนส์จะมีลายที่สวยในแบบของมันเอง และสามารถแมตช์ได้หลายชุด มันค่อนข้างมีผลกับการออกจากบ้านของหนู อย่างน้อยๆ ในร่างกายต้องมียีนส์สักอย่างหนึ่งติดตัวออกจากบ้าน ตอนแรกไม่คิดว่าชอบยีนส์ มารู้ตัวอีกทีเรามีเสื้อผ้ายีนส์เยอะมาก ใส่แล้วไม่น่าเบื่อ ใส่ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องแบรนด์ ยีนส์มือสองหนูก็ใส่ได้ ขอให้แบบถูกใจ ทำใส่เองก็เยอะ”

1 เดรสหรือเสื้อคลุมก็ดูดี

“ตัวนี้ซื้อที่เชียงใหม่ ข้างบนเป็นยีนส์ ข้างล่างผ้าคอตตอนสีขาว ขนาดเสื้อตัวใหญ่ หนูไว้ใส่เป็นเสื้อคลุมกับกางเกงขาสั้น เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าเตะสบายๆ ก็ได้ จะใส่เป็นเดรสปล่อยหลวมๆ หรือใส่เข็มขัดก็ได้อีกลุคหนึ่ง”

2 แจ็กเกตยีนส์

“ได้มาจากการไปค้นตู้เสื้อผ้าคุณแม่ บังเอิญกลับบ้านที่เชียงใหม่แล้วหนาว จะไปหาเสื้อกันหนาวใส่ เลยเจอตัวนี้ ขนาดใหญ่กว่าเรานิดหน่อย แต่ใส่แล้วชอบมาก เพราะดูวินเทจหน่อยๆ เป็นเสื้อของคุณแม่ด้วย เพิ่งได้มาหมาดๆ กำลังเห่ออยู่ค่ะ”

 

3 กระเป๋าทำเอง

“ไปเลือกซื้อผ้าที่พาหุรัด ตอนแรกจะทำขายแบรนด์ neill แต่ไม่ทำแล้วค่ะ อันนี้เลยไว้ใช้เอง ใช้บ่อยมาก หนูไม่ใช่ผู้หญิงจ๋า ไม่ชอบกระเป๋าแบบถือ แต่ชอบกระเป๋าผ้าเบาๆ ดูง่ายๆ ใบนี้รักมาก เพราะใช้แล้วรู้สึกหยิบจับง่าย เรียบๆ เลย ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เย็บเอง กระเป๋าไม่ค่อยได้ทำบ่อย เพราะยังไม่มีทรงที่อยากได้ ยังชอบอันนี้อยู่ เวลาใช้กระเป๋าใบนี้จะแต่งตัวเสื้อยืด กระโปรงยีนส์สั้น รองเท้าเตะแบบมีดีไซน์ หรือรองเท้าผ้าใบ”

4 กางเกงยีนส์ขาม้า

“เป็นกางเกงยีนส์ขาม้าตัวแรกในชีวิต เพราะไม่คิดว่าใส่ได้ หนูตัวเล็กแต่สะโพกใหญ่ กลัวใส่แล้วอ้วน ตัวนี้ซื้อจากในเว็บไซต์ ไม่ได้ลอง อารมณ์แบบเฟิสต์เลิฟ ในเว็บนางแบบใส่แล้วขาเต่อ แต่หนูใส่ขากางเกงลากพื้น เพราะหนูสูง 156 นางแบบสูง 170 (หัวเราะ) แต่ชอบก็ซื้อมา เพราะเรามีทักษะในการตัดเย็บอยู่แล้ว ใส่ไม่ได้ยังไงค่อยมาแก้ได้ ก็แก้เอวนิดหน่อย ใส่กับเสื้อยืดพอดีตัว เพราะข้างล่างบานอยู่แล้ว แต่หนูก็ตั้งใจว่าจะแก้กางเกงอาจจะตัดเป็นกระโปรง แล้วทำพู่น่ารักๆ ที่ชายกระโปรง”

5 กระโปรงสั้น

“ตัวนี้เป็นสินค้ามือสอง ซื้อที่เชียงใหม่ เขาจะเอาเสื้อผ้ามือสองลงกองในบ่อใหญ่ๆ มีหลายบ่อ เป็นพันๆ ตัวให้เราเลือก เราก็ลงไปลุยค้นๆ มา ได้ตัวนี้ราคา 3 บาท โดนใจมาก ดีไซน์น่ารัก ใส่คู่กับเสื้อที่โอเวอร์ไซส์หน่อยสีขาวสีดำก็ได้ แล้วใส่รองเท้าผ้าใบ”

 

6 กระเป๋าคลัตช์

“ตอนอยู่เชียงใหม่ขายกระเป๋าแล้วใบนี้เก็บไว้เองไม่ขาย ชอบที่มีสีดำตัดข้างล่าง บางทีเราแต่งตัวไม่อยากจะหิ้ว สะพาย แค่ไว้ใส่โทรศัพท์มือถือ ถือง่ายๆ ใบนี้อยู่ด้วยกันมานาน ตอนนี้เอาไว้ใช้เก็บแบงก์ 50 บาท”

7 กล่องแว่น

“ได้มาโดยบังเอิญ ซื้อของที่ช็อปลีวายส์ ได้มาปลื้มปริ่มดีใจมาก เห็นแล้วโดนใจมาก ที่จริงมันก็ดูธรรมดามาก แต่อันนี้หนูใช้ประจำติดตัวตลอดเพราะเราใส่แว่น ไม่อยากยกให้ใคร ไม่อยากให้หาย ใช้มาจะ 6 ปีแล้ว อันอื่นมันก็ไม่รู้สึกผูกพันเท่ากล่องนี้”