จาด้า อินโตร์เร สาวสวยจิตอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2560 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/477137

จาด้า อินโตร์เร สาวสวยจิตอาสา

โดย…วรธาร ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

นักแสดงวัยรุ่นสวยน่ารักตามแบบฉบับลูกครึ่ง “จาด้า อินโตร์เร” นางเอกสายเลือดใหม่ ช่อง 7 สี มิใช่งามแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสดใสสบายตา และมิได้มีดีแค่ความสามารถด้านการแสดงเท่านั้น แต่ข้างในจิตใจของเธอแสนจะงดงามด้วยอุปนิสัยร่าเริงสนุกสนาน และมีจิตใจอ่อนโยนชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอด้วยการเป็นจิตอาสาในโครงการต่างๆ มากมาย ตั้งแต่เรียนปริญญาตรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จนกระทั่งเรียนจบและมาเป็นนักแสดง ก็ยังไม่ทิ้งกิจกรรมอาสา พยายามหาเวลาว่างทำอยู่ตลอด เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เธอทำแล้วมีความสุข โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของคนที่ไปช่วยเหลือ

รักการทำกิจกรรมและจิตอาสา

ในวัยเด็กจาด้ากล้าแสดงออก มีความสนุกสนานเฮฮาน่ารักในตัว พอเข้าเรียนประถมและมัธยมก็กลายเป็นเด็กกิจกรรม โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และมีศิลปะในการเข้าหาผู้คน ทุกกิจกรรมของโรงเรียนไม่ว่าจะร้องรำทำเพลงหรืออะไรก็ตาม มักไม่พลาดที่จะมีเธอเข้าร่วมด้วยเสมอ จนเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย เธอได้สัมผัสกับโครงการจิตอาสาครั้งแรก และจาด้าหลงรักในการเป็นจิตอาสาเรื่อยมา กระทั่งนำมาสู่การตั้งกลุ่ม “อาสาสร้างสัน” โดยมีสมาชิกประมาณ 13 คน และพอมาเป็นนักแสดงที่เวลาว่างไม่แน่นอนก็เลือกมาทำคนเดียว

จาด้า เล่าว่า การไปออกค่ายจิตอาสาของมหาวิทยาลัยครั้งแรก ก็ทำให้หลงรักการเป็นจิตอาสาเต็มๆ และรู้สึกว่าการเป็นจิตอาสาคือตัวตนของเธอ เนื่องจากได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ถนัดอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านการสอนหนังสือ ที่สามารถถ่ายทอดได้หลายเรื่องหลายวิชา อาทิ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ศิลปะ โดยเฉพาะเรื่องสุขอนามัยและโภชนาการอาหาร เนื่องจากเรียนทางด้านนี้มาโดยตรง

“ตอนนั้นเรียนอยู่ปีหนึ่ง ค่ายแรกที่ไปน้องๆ ซนมาก เช่น เจาะหูกันเอง จาด้าสอนภาษาอังกฤษก็ถามน้องๆ ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไรกัน มีคนหนึ่งบอกอยากเป็นโจร ภาษาอังกฤษต้องพูดยังไง ก็ถามน้องว่า อ้าว ทำไมอยากเป็นโจรล่ะ เขาบอกว่าเป็นโจรง่ายดี ฟังแล้วอึ้งไม่คิดว่าเด็ก (บางคน) จะคิดอย่างนี้

ก็สอนเขาหลายอย่าง แต่พอถึงวันสุดท้ายที่ต้องเดินทางกลับ น้องคนนั้นเดินมาหาแบบอายๆ บอกเราว่าพี่ครับผมไม่อยากเป็นแล้วนะโจร อยากเป็นแบบพี่ เซอร์ไพรส์มาก คือตอนสอนจาด้าจะบอกเขาตลอดว่าการเรียนสำคัญที่สุด ถ้าอยากมีอนาคต อยากมีงานทำที่ดีต้องตั้งใจเรียนเหมือนพี่ ที่ตอนนี้ก็ตั้งใจเรียนจะได้มีอนาคตที่ดี พอน้องพูดอย่างนี้ก็รู้สึกดีใจที่คำพูดเราสร้างแรงบันดาลใจให้เขา นี่คือความประทับใจของการออกค่ายอาสาครั้งแรก” เธอเล่าความประทับใจกับการออกค่าย

จาด้า เล่าต่อว่า นอกจากกิจกรรมอาสาของมหาวิทยาลัยที่ทำทุกปีแล้ว เธอยังได้ร่วมกับเพื่อนๆ ก่อตั้ง “กลุ่มอาสาสร้างสัน” ขึ้นมา โดยมีสมาชิกทั้งหมด 13 คน มีคนหนึ่งที่เป็นหลักโดยเป็นรุ่นพี่ในวิทยาลัยนานาชาติที่คอยประสานงานกับมูลนิธิกระจกเงาในการหาโรงเรียนเป้าหมายที่จะไปออกค่าย

“ในการทำงานกลุ่มอาสาสร้างสัน เราเปิดบัญชีกลุ่มขึ้นมาเพื่อหาทุนไปทำ รายได้มาจากสปอนเซอร์เป็นหลัก จากบริษัทห้างร้านที่สมาชิกแต่ละคนรู้จักคุ้นเคยก็ไปขอสนับสนุนมา ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือดีมาก และจากการเปิดหมวกอีกทางหนึ่ง

 

พอได้เงินมาก็ประสานมูลนิธิกระจกเงา หาโรงเรียนและหมู่บ้านเป้าหมาย จำได้ว่า ค่ายแรกของกลุ่มคือบ้านพะละอึ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน อยู่ในพื้นที่กันดารมาก เราไปเซอร์เวย์มาก่อน เป็นหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าและไกลจากแหล่งน้ำมาก พวกเขาขาดแท็งก์น้ำที่จะเก็บน้ำไว้ใช้เราก็จัดหาไปให้ นั่งรถทัวร์ไป 12 ชั่วโมง ต่อสองแถวอีก 4 ชั่วโมง นั่งเรืออีกชั่วโมงกว่า เป็นงานอาสาที่สนุกมาก โดยเราใช้กีฬาเป็นหลักในการสื่อสัมพันธ์ เนื่องจากเด็กๆ พูดไทยไม่ค่อยได้”

จากนั้นเธอก็ร่วมทำกิจกรรมกลุ่มมาเรื่อยๆ แต่สองปีมานี้ไม่ได้ไปร่วม เนื่องจากพอมาเป็นนักแสดงทำให้เวลาว่างไม่แน่นอนและไม่ตรงกัน แต่กระนั้นเธอก็ไม่เคยทิ้งกิจกรรมเหล่านี้ พยายามหาโอกาสและเลือกกิจกรรมหรือโครงการอาสาที่อยู่ใกล้ๆ ที่ไม่ต้องเดินทางไกล โดยการเสิร์ชหาโครงการในเฟซบุ๊กของธนาคารจิตอาสา (JitArsa Bank)

“ล่าสุดจาด้าไปสร้างรางปลูกผัก ขุดบ่อเลี้ยงกบให้กับคนไร้บ้าน ที่ชุมชนคนไร้บ้านแถวย่านพุทธมณฑลสาย 2 ซึ่งจริงๆ แล้วคนที่นี่ก็ทำพวกนี้อยู่แล้ว คือ ปลูกผัก เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ แต่เมื่อเขาต้องการจิตอาสาหนูก็สมัครไปช่วยอีกแรง คนที่นี่น่าสงสารไม่มีบัตรประชาชน ไปสมัครงานที่ไหนเขาก็ไม่รับ อาชีพเขาก็เลยต้องปลูกผัก เลี้ยงสัตว์เพื่อขายหาเงินเลี้ยงสมาชิกในครอบครัว

อีกโครงการที่ทำคือ ตากล้องรุ่นใหม่หัวใจสีขาว เป็นจิตอาสาพาเด็กป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลไปเที่ยว ไม่เชิงเป็นตากล้องให้เด็ก แต่เป็นเหมือนบัดดี้พาน้องเดินเล่น เที่ยวและถ่ายรูปกัน มีเด็กป่วย 20 คน จาด้าจับคู่กับเด็กสองคนเป็นเด็กพี่น้องกัน

นอกจากนี้ ก็มีอีกหลายโครงการ เช่น ไปให้ความสุขคุณตาคุณยายที่บ้านมีรัก เนอร์สซิ่งโฮม (สถานพักฟื้นผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น) กับพี่สาว ไปอาบน้ำให้ วาดรูป ร้องเพลง เล่นดนตรีให้คุณตาคุณยายฟัง ท่านมีความสุขมาก เราเห็นก็มีความสุขไปด้วย”

 

มีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแรงบันดาลใจ

นางเอกลูกครึ่งเล่าความรู้สึกกับการทำงานจิตอาสาว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการเป็นจิตอาสาไม่จำเป็นต้องใช้เงินเสมอไป แต่ทุกคนสามารถใช้แรงกาย ความรู้ความสามารถและศักยภาพของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องลงอะไร เพราะฉะนั้นเธอจึงรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำ เพราะทั้งหมดทำด้วยใจทั้งสิ้น ส่วนตัวไม่ได้หวังอะไรตอบแทน แต่ต้องการใช้ศักยภาพของตัวเองและหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังในการคิดช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เต็มที่เท่านั้น

“จาด้าทำตรงนี้ รู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีคุณค่า เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่มีจิตทำเพื่อคนอื่นอย่างเดียวให้เขามีความสุข ในประเทศไทยเราจาด้าอยากให้มีจิตอาสาเยอะๆ จะช่วยให้สังคมมีความสุข น่าอยู่ขึ้น ผู้คนรักใคร่สามัคคีกันมากขึ้น และจาด้าก็เชื่อว่ามีคนแบบหนูเยอะแต่ไม่เปิดเผยตัว หลายคนเป็นผู้ปิดทองหลังพระ ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงทำเพื่อประชาชนคนไทย แม้จะทรงเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่เคยตรัสว่าเหนื่อย ทรงมีพระชนม์อยู่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง”

จาด้า กล่าวว่า มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นแรงบันดาลใจ ทำให้เธอทำตรงนี้อย่างต่อเนื่อง และทำอย่างมีความสุข พระองค์ทรงงานหนักมานาน แต่ไม่เคยออกพระโอษฐ์ว่าทรงเหนื่อย และแม้จะมีอุปสรรคปัญหาก็ไม่ทรงท้อพระทัย ทรงพยายามหาทางทำให้สำเร็จจนได้ ซึ่งเธอก็อยากทำให้ได้อย่างพระองค์ แค่ในเศษเสี้ยวของที่พระองค์ทรงทำก็ยังดี แค่นี้ก็ภูมิใจแล้ว

ท้ายสุดนี้ จาด้าฝากให้ทุกคนติดตามผลงานละครของเธอที่กำลังออนแอร์ตอนนี้ เป็นละครเรื่องแรก เรื่องคู่ป่วนก๊วนกวนผี ทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-09.45 น. ทางช่อง 7 สี (ช่อง 35 ในระบบ HD) อีกเรื่องกำลังถ่ายทำคือ สื่อสองโลก ซึ่งเธอรับบทเป็นสาวที่มีสัมผัสพิเศษได้ยินเสียงวิญญาณตั้งแต่เด็ก ลงจอแก้วเมื่อไหร่อย่าลืมให้กำลังใจเธอ

 

เดวิด โอกาโมโต ทำขนมคือการผ่อนคลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/476677

เดวิด โอกาโมโต ทำขนมคือการผ่อนคลาย

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

แค่แรกเห็น เดวิด โอกาโมโต เชฟหนุ่มอารมณ์ดี ผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา ก็ทำให้รู้สึกประทับใจและอยากเข้าไปทำความรู้จักกับเขาอย่างบอกไม่ถูก อาจเพราะด้วยคาแรกเตอร์ที่ดูเป็นมิตร คล้ายเป็นเหมือนแม่เหล็กให้เรากล้าที่จะเข้าไปชวนคุย แม้เขาจะออกตัวว่าไม่ถนัดภาษาไทยก็ตาม

ความน่าสนใจของเชฟหนุ่มคนนี้เกิดขึ้นตั้งแต่คำถามแรกที่เราพยายามหาคำตอบว่าบ้านเกิดของเขาอยู่ที่ไหน หลังจากทายจนเหนื่อยก็ไม่ถูกเสียที เชฟหนุ่มที่พ่วงตำแหน่งเจ้าของร้านเดวิดส์ เบเกอรี่ เลยขอเฉลยให้หายข้องใจว่า เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-อเมริกัน คุณพ่อเป็นอเมริกัน ส่วนคุณแม่เป็นชาวญี่ปุ่น ตัวเขาเกิดและโตที่ญี่ปุ่น จึงสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นอย่างคล่องแคล่ว

“ผมโตมาในครอบครัวที่สอนให้ทำอาหาร สมัยเด็กคุณยายและคุณแม่จะสอนผมทำอาหารญี่ปุ่น ขณะที่คุณพ่อจะสอนผมทำอาหารอิตาเลียน ผมเองก็เรียนรู้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็ก จนอายุ 13 ปี ผมค้นพบตัวเองว่าสิ่งที่ผมอยากทำเวลาเข้าครัวไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นหรืออาหารอิตาเลียน แต่สิ่งที่ผมอยากทำคือ ขนมเค้ก ผมลงทุนทำขนมเค้กก้อนแรกในชีวิตแล้วเอาไปให้เพื่อนชิม ปรากฏว่าทุกคนชิมแล้วส่ายหน้า บอกว่า รสชาติแย่มาก (หัวเราะ)”

ถึงกระแสตอบรับจากการทำขนมเค้กชิ้นแรกจะแย่ แต่เขายังไม่ทิ้งความตั้งใจ พยายามฝึกฝนฝีมือ จนในที่สุดได้ค้นพบว่า แท้จริงแล้วศาสตร์ของการทำขนมไม่เหมือนการทำอาหารแม้แต่น้อย เพราะในขณะที่การทำอาหาร เมื่ออยู่หน้าเตาแล้วเชฟยังสามารถปรับสูตร ปรับรสชาติได้ตามต้องการ แต่การทำขนม เมื่อถึงเวลาที่ยกขนมเข้าเตาอบ ทุกอย่างต้องถูกต้อง เชฟไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญเท่านั้น จึงจะสามารถทำขนมที่อร่อยออกมาได้

เดวิด บอกว่า เขาค่อยๆ ฝึกฝนฝีมือการทำขนมมาเรื่อยๆ จนช่วงที่ไปเรียนต่อด้านธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฮาวาย เขาได้มีโอกาสไปลองทำงานที่ร้านคิมูรายะ ซึ่งเป็นร้านเบเกอรี่ญี่ปุ่นชื่อดังที่ไปเปิดสาขาที่ฮาวายเพื่อหาประสบการณ์ ทว่าหลังจากทำงานร้านขนมไปจนกระทั่งเรียนจบ เขาก็ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเข้ามาโลดแล่นในวงการขนม หรือยึดเป็นอาชีพได้ เขาจึงเบนเข็มไปหาอีกหนึ่งแพสชั่นที่มีด้านจิวเวลรี่และนาฬิกา ด้วยการไปทำงานที่แบรนด์นาฬิกาชื่อดังอย่างโรเล็กซ์

“ระหว่างที่ทำงานประจำ ผมก็ยังไม่ทิ้งความสนใจในการทำขนม จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 5 ของการทำงาน ผมเริ่มคิดจะเปลี่ยนงาน ด้วยความที่เพื่อนๆ เห็นผมชอบทำขนมเลยยุให้ผมเปิดร้านขนมซะเลย เพราะตอนนั้นเพื่อนๆ เริ่มติดใจในฝีมือการทำขนมของผม อย่างหุ้นส่วนร้านทุกวันนี้รู้จักกันเพราะมีคนแนะนำให้เขาติดต่อให้ผมทำขนมเค้กให้ เขามาสารภาพทีหลังว่าตอนแรกก็ไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าผมทำขนมเค้กอร่อย จนได้ชิมเองถึงติดใจ พอตอนที่เขาคิดจะย้ายมาอยู่เมืองไทย เลยตัดสินใจชวนผมมาเปิดร้านขนมด้วยกัน ด้วยความที่ผมชอบเมืองไทยอยู่แล้ว เพราะเคยมาและติดใจในอาหารไทย เลยตัดสินใจขายบ้าน ขายรถ ลาออกจากงานแบบไม่ลังเล”

เดวิด เล่าอย่างออกรสว่า ตอนนั้นทั้งครอบครัวและเพื่อนๆ ต่างประหลาดใจกับการตัดสินใจของเขา เพราะการตัดสินใจครั้งใหญ่นี้ ไม่ใช่แค่การย้ายเมืองเพื่อเปลี่ยนที่ทำงานหรือที่อยู่ แต่เป็นการเดินทางข้ามประเทศเพื่อมาสร้างธุรกิจของตัวเอง ซึ่งในมุมของเชฟหนุ่ม บอกตัวเองเพียงว่า หนทางข้างหน้าแม้จะน่ากลัว แต่ก็มีเรื่องราวที่น่าค้นหามากมายรอเขาอยู่

“ตอนแรกที่มาเมืองไทย ผมกับเพื่อนลงทุนเปิดร้านน้ำแข็งใส เพราะเห็นว่าที่ฮาวายขายดีมาก ปรากฏว่า ตอนนั้นตลาดเมืองไทยไม่ตอบรับกับน้ำแข็งใสถ้วยละ 60-70 บาท แต่ใครจะคิดว่า 4 ปีผ่านไป ตอนนี้น้ำแข็งใสฮิตมาก พอทำน้ำแข็งไสขายแล้วไม่รุ่ง เราเลยเบนเข็มใหม่และเริ่มมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ จนมาลงเอยที่ธุรกิจอบคุกกี้ขาย

“เริ่มแรกเราลองขายผ่านอินสตาแกรม ลองผิดลองถูกไปเรื่อย เราเปลี่ยนสูตรอยู่ถึง 50 ครั้ง กว่าจะออกมาเป็นสูตรที่ถูกปากลูกค้าแบบในปัจจุบัน หลังจากคุกกี้ของเราได้รับการตอบรับดีมาก เราจึงตัดสินใจเปิดร้านสาขาแรกที่เทอร์มินอล 21 จากนั้นจึงขยายสาขาสองมาที่ฮาบิโตะ รีเทล มอลล์”

ถามว่าอะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้เขาหลงรักการทำขนมไม่เสื่อมคลาย เดวิด ตอบว่า การทำขนมทำให้เขาได้ปลอดปล่อย ได้ระบายความเครียด ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองสามารถควบคุมทุกอย่าง รวมทั้งทุกผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากนี้

“อย่างที่บอกว่า การทำขนมทุกอย่างต้องเป๊ะตามสูตรขนมถึงจะออกมาอร่อย เพราะฉะนั้นถ้าเราทำตามสูตรได้ ผลลัพธ์ก็ออกมาดีแน่นอน แต่ก็ต้องยอมรับว่าความรู้สึกตอนทำขนมเล่นๆ เพราะใจรัก กับมาทำเป็นธุรกิจ ความรู้สึกก็ต่างกันนะ จากแต่ก่อนทำเพื่อคลายเครียด ตอนนี้บางทียิ่งทำก็ยิ่งเครียดแล้ว (หัวเราะ)

ผมโชคดีที่ได้มาเปิดร้านเบเกอรี่ที่เมืองไทย ผมรักเมืองไทย และผมไม่เคยคิดจะกลับไปเปิดร้านขนมที่ญี่ปุ่นเลย เพราะสำหรับผม เมืองไทยคือบ้านของผม ไม่ว่าในอนาคตผมจะทำธุรกิจอยู่ที่นี่หรือไม่ก็ตาม” เชฟหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

Chocolate Chip Cookies

ส่วนผสม

1.เนย ครึ่งแพ็ก

2.น้ำตาล 1 ถ้วย

3.ไข่ 1 ฟอง

4.วานิลลา 30 มล.

5.ผงฟู 3 ใน 4 ช้อนชา

6.เกลือ ครึ่งช้อน

7.แป้ง 850 มล.

8.ช็อกโกแลตชิป 250 มก.

วิธีทำ

1.นำเนยและน้ำตาลมาผสมกัน จากนั้นตอกไข่ใส่ลงไป แล้วเติมเกลือ ผงฟู และวานิลลา จากนั้นเติมแป้ง ผสมให้เข้ากัน

2.เติมช็อกโกแตชิปลงไปและผสมให้เข้ากัน นำมาปั้นเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ แล้วนำไปอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส ประมาณ10 นาที ก็พร้อมเสิร์ฟ

 

น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ ลูกสาวกำนัน สวย & สตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2560 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/476455

น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ ลูกสาวกำนัน สวย & สตรอง

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลายคนอาจนิยาม “ลูกสาวกำนัน“ ตามคาแรกเตอร์ที่เห็นในละครบ้านเราว่าต้องเป็นสาวห้าว สายบู๊ มีมาดนักเลงนิดๆ ทว่า หลังจากได้ทำความรู้จักกับ บุ๋ม-น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ ทายาทคนเล็กของ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. เธอกลับฉีกภาพของลูกสาวกำนันที่คุ้นตาไปหมดสิ้น

แม้ด้วยใบหน้าที่ดูคมเข้มตามสไตล์สาวใต้ บวกกับบุคลิกนิ่งๆ ที่เป็นซิกเนเจอร์ประจำตัว จะทำให้เธอดูเป็นสาวดุไปในบัดดล แต่ความจริงแล้วเธอคือสาวมั่นที่แฝงไปด้วยความขี้เล่น ที่ยิ่งรู้จักยิ่งพบว่าเธอเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ไม่น้อย

น้ำทิพย์ เริ่มพาเราเข้าไปสัมผัสกับตัวตนของเธอทีละน้อย ด้วยการอัพเดทสถานะตอนนี้ว่า เธอควบตำแหน่งไดเรกเตอร์และจีเอ็มของแปซิฟิค ซิตี้ คลับ (Pacific City Club) ซึ่งเจ้าตัวนิยามว่า เป็นคลับที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของสมาชิกได้ราวกับเป็นแขกของโรงแรม เพราะมีบริการที่ครบครันทั้งห้องอาหาร สระว่ายน้ำ ยิม สปา และห้องประชุมขนาดต่างๆ ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือไม่มีห้องพักไว้บริการเท่านั้นเอง

“หลังจากที่กลุ่มทุนเก่าหมดสัญญาไป เราก็เข้ามาร่วมถือหุ้นเมื่อ 3 ปีก่อนและเริ่มเข้ามาดูแลเต็มตัวตั้งแต่เดือน เม.ย.ปีที่แล้ว อีกหนึ่งบทบาทที่ทำไปควบคู่กัน คือ บริหารแบรนด์เสื้อผ้ากีฬา แจ็กแก็ด (Jaggad) นำเข้าจากออสเตรเลีย ซึ่งเธอลงขันกับหุ้นส่วนตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยน้ำทิพย์เข้ามาช่วยดูแลในส่วนของชุดออกกำลังกายที่เป็นไลฟ์สไตล์แวร์ ส่วนที่เป็นเสื้อผ้าและอุปกรณ์สำหรับจักรยานเธอปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหุ้นส่วน

“ตั้งแต่นำเข้ามาเมื่อปีที่แล้ว เรายังไม่เน้นทำพีอาร์มากนัก ยังไม่ได้แกรนด์โอเพนนิ่งด้วยซ้ำ เน้นขายผ่านทางออนไลน์เป็นหลัก จุดเด่นของแบรนด์เราคือ ไม่เน้นแฟชั่นมาก แต่โฟกัสการออกแบบที่ใส่ใจถึงการใช้งานจริง ทำให้แบรนด์ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีทั่วเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งเราตั้งใจว่าปีนี้จะหันมาโฟกัสกับแบรนด์มากขึ้น”

น้ำทิพย์ยอมรับว่า สองบทบาทหลักที่ทำอยู่ตอนนี้ อาจไม่ได้ตอบโจทย์กับอาชีพในฝันวัยทีนที่อยากจะเป็นสถาปนิกโดยตรง แต่ก็เป็นงานที่สนุกและท้าทาย งานนี้สาวสวยพาย้อนวันวานไปถึงช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตว่า อยากจะเป็นสถาปนิก เลยตัดสินใจลัดฟ้าไปเรียนต่อปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรม ที่ สถาบันแพรตต์ (Pratt Institute) สหรัฐ หลังจากเรียนจบก็เริ่มต้นสานฝันด้วยการทำงานในบริษัทสถาปนิกที่เอชเอส ทู อาคิเทคเชอร์ นาน 1 ปี ก่อนจะถูกเรียกตัวกลับมาเมืองไทย

 

“พอกลับมาเมืองไทยก็ยังมาทำงานด้านสถาปนิกต่ออีกพัก ก่อนจะตัดสินใจกลับไปเรียนต่อปริญญาโทในสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แต่หลังจากเรียนจบมายังไม่มีโอกาสได้กลับไปโลดแล่นในวงการอีกเลย ถามว่าคิดถึงงานสถาปนิกมั้ย คิดถึงนะ และคิดเสมอว่าถ้าในอนาคตมีโอกาสเหมาะๆ ก็อาจจะกลับไปทำอีก ตอนนี้ก็อาศัยนำความรู้ที่มีมาปรับใช้ในงานด้านอื่นๆ ไปก่อน อย่างตอนที่เข้ามาทำงานที่ แปซิฟิค ซิตี้ คลับ ช่วงแรกต้องมีการรีโนเวตหลายอย่าง เลยได้มีโอกาสนำความรู้ที่เรียนมาใช้ค่อนข้างมาก”

นอกจากจะนำความรู้ด้านการออกแบบมาใช้โดยตรงแล้ว น้ำทิพย์บอกว่า ยังได้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างการเรียนมาปรับใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องการมีวินัย

“ช่วงที่เรียนสถาปัตย์ เราต้องทำโปรเจกต์ส่งค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นต่อให้ต้องนอนดึกแค่ไหนก็ต้องทำให้เสร็จให้ได้ วินัยในการส่งงานให้ตรงเวลานี้เอง เลยกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาสู่การทำงานโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ด้วยความที่งานของสถาปนิกเป็นงานที่ต้องทำงานร่วมกับหลายฝ่าย ได้เจอคนเยอะ ต้องดีลงานกับลูกค้าที่หลากหลาย ทำให้เรามีทักษะในการปรับตัวค่อนข้างดี สามารถทำงานร่วมกับกลุ่มคนในอาชีพต่างๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา”

ในฐานะเป็นลูกสาวกำนัน มีคุณพ่อทำงานในวงการการเมือง ถามว่าเคยคิดเข้ามาชิมลางด้านการเมืองหรือไม่ น้ำทิพย์คลี่ยิ้มก่อนตอบอย่างไม่ลังเล… “เคยคิดนะคะ แต่คิดว่าตัวเราคงทำได้ไม่ดี เพราะคนที่จะมาทำงานการเมือง ต้องไม่ได้คิดจะทำเพื่อชื่อเสียง แต่ต้องทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อทำงานช่วยเหลือประชาชน

อย่างคุณพ่อ เวลาทำงานเขาไปเต็ม 1000% เลย เรียกว่าทำเพราะอยู่ในสายเลือดจริงๆ ซึ่งเราเองอาจจะยังไม่ถึงตรงนั้น บางครั้งยังอยากมีโลกส่วนตัว เลยคิดว่าเราคงไม่เหมาะ จึงเริ่มเปลี่ยนมุมมองว่า ความจริงแล้ว ถ้าเราอยากทำอะไรเพื่อสังคมจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำงานการเมืองก็ได้ แค่ลงมือทำในสิ่งที่ดี เป็นประโยชน์กับสังคมก็พอ”

หลายคนอาจสงสัยว่า ชีวิตของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เติบโตมาในครอบครัวนักการเมืองเป็นอย่างไร และมีอิทธิพลต่อสาวสวยตรงหน้าเพียงใด น้ำทิพย์ไขข้อข้องใจอย่างไม่รอช้าว่า ไม่ได้โตมาแบบถูกโอ๋ หรือมีใครมาคอยประคบประหงม ด้วยความที่คุณพ่อมีภาระหน้าที่เยอะ ไม่ค่อยอยู่บ้าน น้ำทิพย์จึงต้องอยู่กับคุณยาย คุณอา

“จำได้ว่า สมัยเด็กเวลาเจอพี่ชายแกล้งแล้วไปฟ้องคุณพ่อ คุณพ่อจะไม่เข้าข้าง แต่จะสอนให้เราเข้มแข็ง อดทน ไม่ร้องไห้ อีกเรื่องหนึ่งที่คุณพ่อสอนเสมอคือ ไม่ว่าทำอะไรต้องไม่หยิบโหย่ง ทำอะไรต้องศึกษา และลงมือทำให้เต็มที่”

อาจเพราะด้วยความที่ถูกเลี้ยงมาให้เป็นสาวสตรอง จนออกจะแมนนิดๆ ด้วยซ้ำ เลยทำให้เมื่อถามถึงสิ่งที่เธอยึดถือเป็นหลักในการใช้ชีวิตและการทำงาน จึงได้รับคำตอบที่กระชับและตรงประเด็นว่า ต้องไม่เอาเปรียบใคร “เราเชื่อว่า เมื่อเราหยิบยื่นน้ำใจ สิ่งดีๆ ให้กับคนอื่น เมื่อนั้นเขาจะรับรู้ถึงความจริงใจของเรา และพร้อมหยิบยื่นสิ่งดีๆ กลับมาให้เราเสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อเราถือคติไม่เอาเปรียบใคร ก็หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่เอาเปรียบเราเช่นกัน” สาวสวยตาคมกล่าวทิ้งท้าย

 

ดลนภา ธรรมวัฒนะ ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

8 มกราคม 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/476255

ดลนภา ธรรมวัฒนะ ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ด้วยนามสกุล “ธรรมวัฒนะ” อาจทำให้หลายคนวาดภาพ ดรีม-ดลนภา ธรรมวัฒนะ ผู้บริหารสาวคนเก่ง ที่ตอนนี้สวมบทเอ็มดีของ บริษัท ดีบีกรุ๊ป ผู้นำเข้าแบรนด์ชีสเค้กสุดพรีเมียมจากเมืองโอตารุ เลอ ทาโอะ (Le Tao) พร้อมควบตำแหน่งผู้อำนวยการสายงานบริหารการตลาด บริษัท บีจีที คอร์ปอเรชั่น ผู้จำหน่าย บอดี้ โกลฟ ว่าเป็นลูกคุณหนูที่เดินตามสูตรทายาทตระกูลดัง ด้วยการชิมลางทำงานประจำสักระยะ ก็เริ่มหาทางบินเดี่ยวออกมาสร้างอาณาจักรของตัวเอง

ทว่า หลังจาก 1 ชั่วโมงที่ได้ทำความรู้จักกับสาวหน้าเก๋ ที่มีความร่าเริงและรอยยิ้มเป็นเอกลักษณ์ กลับทำให้รู้สึกว่า เธออาจจะเป็นลูกคุณหนูจริง แต่เป็นคุณหนูขาลุยที่รู้จักตัวเองเองดีมากๆ รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่ และไม่ใช่สำหรับตัวเอง ที่สำคัญคือ ถึงจะเป็นสาวร่างเล็ก แต่เธอกลับมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ พร้อมสู้ไม่ถอยเพื่อพาตัวเองก้าวไปสู่จุดที่ฝัน

“ดรีมฝันว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองค่ะ แต่ก็ไม่ได้มีภาพชัดเจนว่าต้องเป็นธุรกิจแนวไหน เพราะฉะนั้นที่ผ่านมา ดรีมเลยได้แต่รอคอยจังหวะและโอกาสจะพาไป พอเรียนจบปริญญาตรีด้านการตลาดที่ มหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก ดรีมก็ไปเรียนต่อด้านการบริหารธุรกิจแฟชั่นที่แอลเอ 1 ปี เพื่อกลับมาช่วยคุณพ่อทำงานที่บอดี้ โกลฟ ควบคู่ไปกับการเรียนปริญญาโทด้านการตลาด ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่วงแรกที่เข้ามาทำงานดรีมยังไม่มีตำแหน่งอะไร พูดง่ายๆ แผนกไหนขาด เราก็เข้าไปทำ (ยิ้ม) ช่วยตามความสามารถที่เราจะทำได้ จนพอเรียนจบถึงได้เข้ามาช่วยงานด้านการตลาดเต็มตัว”

ถามว่า ตั้งธงไว้แต่ต้นไว้หรือไม่ว่าจะต้องกลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้าน ดรีมรีบออกตัวว่า ไม่ได้วางแผนชีวิตไว้เลย ว่าเรียนจบมาแล้วต้องเข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว แต่อาจเพราะเห็นคุณพ่อบริหารแบรนด์นี้มาตั้งแต่เริ่มต้น เวลามีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ก็ได้ไปมีส่วนร่วมตลอด เลยเหมือนว่าได้ซึมซับมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นความรักและความผูกพันไม่รู้ตัว ดังนั้น พอเรียนด้านการตลาดมา ซึ่งก็เอื้อกับธุรกิจที่บ้าน เลยตัดสินใจเข้ามาช่วย แต่ก็ยังไม่เคยลืมความฝันของตัวเองที่อยากจะมีธุรกิจของตัวเอง

 

“การเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวสำหรับดรีม คือความรับผิดชอบ แต่การที่เราเข้ามาทำงานตรงนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องทิ้งความฝันที่มี ตลอดเวลาดรีมยังเฝ้ามองหาโอกาสที่จะสร้างธุรกิจ เวลาได้เดินทาง ดรีมก็จะเที่ยวด้วย หาโอกาสทางธุรกิจไปด้วย ดูว่ามีแบรนด์ไหนน่าสนใจ น่าจะเข้ามาเปิดตลาดในไทย ดรีมทำแผนธุรกิจมาไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร (หัวเราะ) ตั้งแต่ธุรกิจเครื่องสำอาง เสื้อผ้า จิวเวลรี่ ร้านอาหาร แต่ก็คว้าน้ำเหลวมาตลอด”

ผู้บริหารสาวฉายภาพถึงบทเรียนแห่งความล้มเหลวที่ได้รับมาด้วยแววตาเป็นประกายว่า ถึงจะต้องเจ็บซ้ำๆ เพราะไม่ได้รับการตอบรับจากแบรนด์ที่ติดต่อไป แต่เธอไม่เคยท้อหรือหมดหวัง เพราะเธอเชื่อว่า การจะเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจไม่ได้อาศัยแค่ความสามารถ แต่มีเรื่องของจังหวะเวลาและโอกาส วิสัยทัศน์หรือแนวคิดของเราจะดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือ อาจยังไม่สอดคล้องกับแนวทางของแบรนด์นั้นๆ

“ทุกครั้งที่ลงมือทำแผนธุรกิจ ดรีมตั้งใจทำเต็มร้อยทุกครั้งนะ แต่เวลาที่ไม่ได้รับการตอบกลับมา ถามว่าท้อมั้ย ไม่นะ ดรีมคิดว่าคนเราเมื่อมีโอกาสก็ต้องไขว่คว้า แต่เมื่อไม่ใช่จังหวะและโอกาสของเราก็ต้องทำใจ เพราะอย่างน้อยการรอคอยของดรีมก็ไม่สูญเปล่า

ในที่สุด วันนี้ความอดทนและพยายามของดรีมก็เป็นผล เมื่อเราได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำเข้าชีสเค้ก ที่ไม่ได้มีชื่อแค่ระดับเอเชีย แต่ระดับโลก ตอนที่นั่งทำแผนธุรกิจส่งไป เรารู้สึกว่าเรากำลังถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงในฐานะลูกค้าที่ประทับใจทุกอย่างของแบรนด์นี้ และอยากนำเข้ามาให้คนไทยได้สัมผัส”

ถึงจะผ่านด่านหิน เอาชนะใจเจ้าของแบรนด์ ได้รับการตอบรับมาในเบื้องต้น แต่ดรีมบอกว่า เธอยังต้องใช้เวลาอีกร่วมปีกว่าจะเจรจาทุกอย่างลงตัว และนำความอร่อยของแบรนด์ชีสเค้กชื่อดัง ที่การันตีว่ารสชาติต้องเหมือนนั่งกินอยู่ที่ญี่ปุ่นมาเสิร์ฟถึงเมืองไทย

“ในอนาคต เลอ ทาโอะ จะไม่หยุดอยู่แค่นี้ ดรีมตั้งเป้าว่าภายในปีนี้จะเปิด เลอ ทาโอะ คาเฟ่ เพื่อมอบประสบการณ์การกินชีสเค้กแบบใหม่ให้ลูกค้า พร้อมมีเมนูของหวานและเบเกอรี่อีกมากมายมาเสริมทัพความอร่อย ส่วนตัวดรีมเองหลังจากได้แบรนด์ เลอ ทาโอะ มาสมใจ ก็ไม่ได้หมายความว่า จากนี้จะปิดประตูฝันของตัวเอง เพราะดรีมยังคงเปิดกว้างที่จะมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เข้ามาเสมอ”

ตลอด 1 ปีที่ได้มีโอกาสปลุกปั้นธุรกิจร้านขนมมา ดรีมยอมรับว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เธอยังต้องเรียนรู้อีกหลายอย่าง เพราะแม้จะเคยชิมลางทำธุรกิจเสื้อผ้าของที่บ้าน ซึ่งเป็นแบรนด์นำเข้ามาเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในแง่การบริหารงาน เพราะ เลอ ทาโอะ เป็นบริษัทเล็กๆ เราทำกับหุ้นส่วนอีก 1 คน ต้องรู้ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ การตัดสินใจทุกอย่างมาจากเธอและหุ้นส่วนเท่านั้น ต่างกับ บอดี้ โกลฟ ที่เป็นธุรกิจใหญ่ ค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว มีทีมงานมืออาชีพคอยช่วยบริหารอยู่ เพราะฉะนั้นการทำงานจะเน้นในภาพรวมมากกว่า

“สิ่งที่คุณพ่อสอนดรีมเสมอคือ คนเราต้องไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เมื่อมีโอกาสผ่านเข้ามาต้องไขว่คว้า ที่สำคัญไม่ว่าจะทำอะไรแล้วแต่ ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง อย่าหวังพึ่งคนอื่น การเป็นผู้บริหาร มองผิวเผินเหมือนเป็นงานที่สบาย แต่ความจริงแล้วเป็นงานที่หนัก ต้องรับรู้ และหาทางออกให้กับสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้น”

ชวนคุยเรื่องงานมาเสียนาน จนได้รู้จักกับอีกมุมของสาวสังคมคนเก่ง งานนี้เลยถือโอกาสพักเรื่องเครียดๆ มาชวนคุยถึงไลฟ์สไตล์วันว่างของผู้บริหารสาวคนเก่ง โดยเฉพาะเคล็ดลับการดูแลรักษารูปร่างให้ยังฟิตแอนด์เฟิร์ม ครองตำแหน่งสาวร่างเล็กไว้ได้อย่างอิจฉา เจอคำถามนี้ ทำเอาดรีมถึงกับอมยิ้มก่อนเฉลยว่า เพราะกลัวหุ่นไม่ปัง ไม่เฟิร์มเหมือนสมัยเป็นวัยรุ่น เลยต้องอาศัยตัวช่วยอย่างการออกกำลังกายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

“แต่ก่อนดรีมไม่ออกกำลังกายเลยนะ แต่พออายุมากขึ้นก็จำเป็นต้องหันมาออกกำลังกาย ปาร์ตี้น้อยลง เพราะตามประสาผู้หญิง เราก็กลัวแก่ กลัวป่วยเป็นธรรมดา ตอนนี้ถ้าว่างก็แบ่งเวลาไปเข้าคลาสเต้นซุมบ้า ชกมวย บางทีก็ไปปั่นจักรยานกับคุณพ่อบ้าง”

ดรีมเล่าถึงไลฟ์สไตล์สุดแอ็กทีฟอย่างอารมณ์ดี พร้อมเฉลยถึงอีกหนึ่งภารกิจที่ฟังแล้วชวนอึ้งไม่น้อย คือ ทุกวันนี้นอกจากจะแบ่งเวลาทำงานควบ 2 บริษัท จนวันว่างแทบไม่เหลือแล้ว เธอยังสวมบทนักศึกษาปริญญาเอก สาขาบริหารธุรกิจ อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกด้วย ซึ่งตอนนี้เธอแอบกระซิบดังๆ ว่า เหลือแค่ทำธีซิสก็จะจบแล้ว

ว่าที่ดอกเตอร์สวย เก่ง ครบสูตร สมเป็นไอดอลของสาวรุ่นใหม่ตัวจริง

 

สถานที่สุดประทับใจ พิพัฒน์ ธัญญกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/476047

สถานที่สุดประทับใจ พิพัฒน์ ธัญญกิจ

โดย…ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หนุ่มหล่อวัย 28 ปี อาร์ท-พิพัฒน์ ธัญญกิจ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีทางด้านวิทยุโทรทัศน์จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เขาก็รับงานเป็นนายแบบโฆษณาและนักแสดงอิสระมาโดยตลอด ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าเมื่อได้ทำงานเหล่านี้แล้วทำให้มีความสุข เพราะได้พบปะกับผู้คนหน้าใหม่ๆ และได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตที่ไม่ซ้ำกัน ขึ้นอยู่กับงานที่เขารับทำในช่วงนั้นๆ

“ตั้งแต่เรียนจบมา ผมก็รับงานถ่ายโฆษณาและงานนักแสดงอิสระมาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นงานขององค์กรต่างๆ ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน เช่น การไฟฟ้าฯ สำนักงานประกันสังคม โฆษณาทางทีวี หนังสั้น ภาพยนตร์ ซีรี่ส์ และเล่นมิวสิควิดีโอ ล่าสุดผมเล่นซีรี่ส์แนวผีๆ เรื่อง ‘7 วันจองเวร’ ของค่ายเวิร์คพอยท์ และเล่นมิวสิควิดีโอเพลง ‘หายใจใส่กัน’ ของเบลล์-นันทิตา ฆัมภิรานนท์ และงานอื่นๆ ซึ่งแต่ละงานผมว่ามีความสนุกและความท้าทายที่แตกต่างกันไป

ส่วนอีกงานที่ผมทำอยู่ตอนนี้ก็คือ การหาลูกค้าที่เป็นเจ้าของร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ท ร้านขายสินค้าต่างๆ หรือห้างร้านทั่วประเทศ ที่ต้องการจะลงโฆษณาโปรโมทสินค้าและบริการในแอพพลิเคชั่นชื่อ Pay All ซึ่งงานหลักของผมก็คือการดีลให้ร้านเหล่านี้มาลงในแอพพลิเคชั่นให้ได้ แล้วถ้าหากมีผู้บริโภคใช้จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการของร้านต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นเมื่อใด ผมก็จะได้ค่าคอมมิชชั่น 4% จากการดีลในแต่ละร้าน ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่สนุกและท้าทาย แถมยังได้เดินทางไปติดต่อกับลูกค้าทั่วประเทศไทย และกำลังจะกระจายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียนด้วยครับ”

แหม! ช่างเป็นชายหนุ่มที่โชคดีมีโอกาสได้เดินทางไปทำงานหลากหลายสถานที่แบบนี้ ฉะนั้นหนุ่มหล่อก็คงต้องมีสถานที่สุดประทับใจที่เคยไปเยือนมาแล้วอย่างแน่นอน

เมืองโยโกฮามา

1 เมืองโยโกฮามา

“เมืองท่าเมืองหนึ่งของญี่ปุ่นที่คนทั่วไปรู้จักดี เมืองนี้อยู่ทางตอนล่างของโตเกียว เดินทางไม่ไกลนัก ผมชอบบรรยากาศของโยโกฮามามากๆ เพราะมีวิวที่สวย อยู่ติดทะเล สามารถนั่งเรือออกไปยังสนามบินหรือสถานที่ต่างๆ ได้เลย ถือว่าเป็นเมืองท่าที่เจริญมาก แล้วที่นี่ยังมีสวนสนุก ‘คอสโมเวิลด์’ ซึ่งมีชิงช้าสวรรค์อันใหญ่ๆ ตั้งอยู่ พอขึ้นไปแล้วเห็นวิวได้ทั่วแบบ 360 องศาเลยละ ตอนนั้นผมไปในช่วงเดือน ต.ค. อากาศเย็นๆ กำลังดี ผมได้ไปมาหลายครั้งแล้ว แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากไปอีก ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยครับ”

2 วัดน้ำตกธรรมรส

“ด้วยความที่ผมชอบปฏิบัติธรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมจึงชอบไปถือศีลที่วัดน้ำตกธรรมรสที่ จ.ระยอง เป็นประจำ อย่างน้อยก็เดือนละครั้ง ถ้ามีเวลาน้อยผมก็จะไปถือศีล 8 นุ่งชุดขาวแค่ 2-3 วัน แต่ถ้ามีเวลาว่างเยอะหน่อยก็อาจจะถือศีล 7 วันเลย ที่ชอบวัดนี้เพราะท่านเจ้าอาวาสเป็นพระนักสร้าง วัดนี้จึงมีลักษณะคล้ายกับเมืองโบราณ มีโบสถ์กลางน้ำที่สวยงาม และมีสถานที่ปฏิบัติธรรมที่เห็นน้ำตกเล็กๆ ด้วย เรียกว่าบรรยากาศสงบร่มเย็นมากเลย”

วัดน้ำตกธรรมรส

3 เกาะนาวโอพี

“เกาะนาวโอพี หรือเกาะรูปหัวใจ อยู่ทางตอนใต้ของประเทศเมียนมา ทางฝั่งทะเลอันดามัน เวลาจะเดินทางไปที่เกาะนี้จะต้องไปขึ้นเรือที่ จ.ระนอง เกาะนี้เป็นเกาะที่เจ้าของคือชาวเมียนมาได้รับสัมปทานมา ที่ผมมีโอกาสได้ไปเพราะต้องไปทำงานพอดี จึงได้พบว่าบนเกาะมีความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์และสวยงามมาก แต่ตอนเดินทางอาจต้องใช้เวลานั่งเรือนานทีเดียว ผมได้ไปมาตอนหน้าฝน แต่ทะเลก็ยังดูสวย ได้เห็นวิถีชีวิตชาวประมงเมียนมาออกเรือหาปลาในทะเล ซึ่งมองแล้วเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ ครับ”

4 อ.เชียงของ

“เชียงของเป็นอำเภอเล็กๆ ใน จ.เชียงราย ที่ผมชอบเพราะที่นี่มีความเป็นธรรมชาติแถมอยู่ตรงข้ามกับฝั่งลาวโดยมีแม่น้ำโขงกั้นไว้ ซึ่งคนไทยสามารถข้ามไปฝั่งลาวได้เลย วิวของที่นี่จะเห็นแม่น้ำโขงยาวเลียบชายฝั่งทั้งไทยและลาว ซึ่งเป็นวิวที่ดีที่สุด ยิ่งไปตอนฤดูหนาวด้วยนะ อากาศจะยิ่งดีมากๆ นอกจากบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติแล้ว ผมยังชอบชื่อของเมืองด้วย เพราะฟังดูแล้วรู้สึกว่าขลังดี เหมือนชื่อเมืองสมัยก่อน ใครที่ชอบธรรมชาติ ถ้ามีโอกาสก็อยากให้แวะมาที่เชียงของกันครับ”

เกาะนาวโอพี

 

5 สวนสนุกฟูจิคิวไฮแลนด์

“สวนสนุกแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองฟูจิโยชิดะ จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นสวนสนุกที่สามารถมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิได้เลย ตอนที่ผมไปครั้งแรกก็รู้สึกว่ามันใหญ่กว่าที่เคยคิดไว้ซะอีก แล้วเครื่องเล่นของที่นี่ยังได้รับการบันทึกสถิติเวิลด์เรกคอร์ดหลายเครื่องเลยล่ะ เช่น รถไฟเหาะที่ขึ้นไปแล้วดิ่งหักมุมลงมา 90 องศา ซึ่งเสียวที่สุดในโลก หรือบ้านผีสิงที่สร้างจากโรงพยาบาลร้างของจริงที่ยังมีกลิ่นยาในโรงพยาบาลอบอวล เห็นแค่บรรยากาศก็รู้สึกขนลุกแล้วครับ หรือเครื่องเล่นอีกอย่างที่น่าตื่นเต้นก็คือ รถไฟเหาะตีลังกาแบบ 360 องศาตั้งแต่เริ่มต้นยันจบ โอ้โห! เรียกว่าพอลงมาจากรถไฟเหาะได้นะ ผมถึงกับอาเจียนเลยล่ะ” (หัวเราะ)

6 นครเวียงจันทน์

“ผมมีโอกาสได้ไปนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อปีที่แล้ว พอไปก็รู้สึกชอบมาก เพราะเป็นเมืองหลวงที่มีวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ไม่มีตึกสูง ไม่มีทางด่วน และไม่มีรถติดแบบบ้านเรา เวียงจันทน์จะเหมือนกับเมืองไทยในต่างจังหวัดที่ยังไม่ได้เจริญมากนัก ผู้คนก็น่ารักอัธยาศัยดี ภาษาไทย-ลาว เมื่อพูดกันก็พอฟังรู้เรื่อง ภาษาลาวบางคำพอแปลเป็นไทยแล้วมีเสน่ห์ ฟังแล้วขำๆ น่ารักดีครับ ยิ่งได้เห็นสาวลาวนุ่งผ้าซิ่น มองแล้วก็ดูสวยดี แล้วอาหารการกินก็จะคล้ายๆ กับอาหารอีสานของไทย อีกอย่างที่นี่ยังมีวัด มีพระธาตุที่สวยงามมากมาย เมื่อได้ไปเยือนแล้วรู้สึกประทับใจเลยล่ะ”

นครเวียงจันทน์

7 วัดป่าคำชะโนด

“วัดนี้อยู่ที่ จ.อุดรธานี เป็นสถานที่ที่มีตำนานของผีจ้างฉายหนัง และที่แปลกก็คือ บริเวณป่าคำชะโนดจะเป็นเหมือนเกาะที่ลอยอยู่บนน้ำกลางทุ่งนา ดูแล้วน่าอัศจรรย์มาก ที่วัดป่าคำชะโนดนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของพญานาค มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของพญานาค ชาวบ้านจึงเลื่อมใสศรัทธา บรรยากาศดูขลังมาก แล้วภายในวัดยังมีรูปปั้นพญานาคเต็มไปหมด มีต้นไม้โบราณเก่าแก่ บรรยากาศคล้ายๆ กับในละครเรื่อง ‘นาคี’ เลยล่ะ ยิ่งผมชอบไปวัดอยู่แล้ว พอได้ไปที่นี่ก็รู้สึกชอบบรรยากาศที่มีกลิ่นอายความเป็นอีสานและมีความขลังอยู่ในตัวเอง พอได้ไปไหว้พระก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นสิริมงคลกับชีวิตด้วยครับ”

 

กฤษณะ ถนอมทรัพย์ เริ่มต้นธุรกิจจากเลขศูนย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/476045

กฤษณะ ถนอมทรัพย์ เริ่มต้นธุรกิจจากเลขศูนย์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คนเรามีต้นทุนต่างกัน สำหรับ กฤษณะ ถนอมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีลิงค์ มีเดีย ก่อนจะกลายเป็นผู้ครองตลาดอันดับหนึ่งของสื่อ ในสถาบันกวดวิชาและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ กวาดรายได้ต่อปีหลายร้อยล้านบาท ต้นทุนเริ่มต้นเท่ากับศูนย์ หรือเผลอๆ จะติดลบด้วยซ้ำ ชีวิตและธุรกิจเดินไปพร้อมกัน และพร้อมกับการหาจังหวะ การมองโอกาสคือการเดินหน้าสู่เป้าหมาย เคล็ดลับเผยให้รู้คือการเป็นกูรูผู้สร้างความแตกต่าง ความอดทนและการทำงานหนัก

เมื่อทราบว่าบิดาที่เข้ารับการผ่าตัดเสียชีวิต กฤษณะขณะนั้นยังเรียนหนังสือไม่จบ อายุแค่ 19 ปี เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ชีวิตต้องตัดสินใจ ตอนนั้นมีเพียงมารดาและน้องชาย รวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าของบิดาที่ต้องดูแล ไม่มีลูกน้องและไม่มีเงิน เนื่องจากเป็นจังหวะเดียวกับวิกฤตต้มยำกุ้ง ภาวะเศรษฐกิจดิ่งขาลง

“ทุกอย่างกระทบหมด ผมเป็นลูกคนโตแต่เป็นลูกที่ชีวิตไม่เคยรู้เรื่อง ผมเป็นเด็กและเป็นลูกที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรของพ่อ ไม่รู้เรื่องธุรกิจอะไรเลยของที่บ้าน เราทำโรงหนังให้เช่าเล็กๆ อยู่ที่ฝั่งธนบุรีในตอนนั้น ช่วงจังหวะเศรษฐกิจแย่ก็เปลี่ยนเลย เป็นจังหวะที่ต้องเปลี่ยน” กฤษณะเล่า

ธุรกิจเดิมของที่บ้านคือการปล่อยเช่าที่ดิน ค้าขาย และเล่นหุ้น เมื่อเศรษฐกิจมีปัญหาก็กระทบกระทั่งทั่วถึงหมด เด็กหนุ่มอายุ 19 ปี ซึ่งแม้จะมองว่าเด็กมากที่จะลุกขึ้นมาดำเนินการใดๆ หากกฤษณะมิให้อายุเป็นอุปสรรค ถ้าเขาไม่ทำก็ไม่มีใครทำ มารดาแต่เดิมเป็นแม่บ้านดูแลงานในครอบครัวไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจ อีกทั้งเสียใจมากกับการจากไปของพ่อ ส่วนน้องชายก็ยังเล็ก บิดาเสียครั้งนี้คือศูนย์หรืออาจติดลบ ทุกคนในบ้านติดลบ แต่ทุกคนต้องเดินหน้า หลักการทำงานในขณะนั้นใช้ใจเป็นที่ตั้ง กฤษณะบุกหน้าด้วยการเคลียร์ สะสางปัญหาที่มีให้ดีเท่าที่จะทำได้

“เราเคลียร์ คือรับหน้าเสื่อทุกอย่างหมด เทเอง หมายถึงดูแลทุกอย่างเอง จัดสรรให้ดีเท่าที่ได้ ทั้งธุรกิจ จิตใจและการเงิน ผมไม่ได้มองว่าเป็นภาระ แต่มองว่านี่คือจังหวะของผมที่ต้องทำให้ดีที่สุด ช่วงนั้นเรียนหนังสือใกล้จบพอดี มองเป็นโอกาสก็ได้ มองตัวเองว่าคือเจ้านายของตัวเอง เป็นตอนที่ผมไม่มีลูกน้องแม้แต่คนเดียว ทุกอย่างทำเอง ทำด้วยตัวเองทั้งหมด”

จากธุรกิจให้เช่าอาคารทำโรงหนัง ก็กลายมาเป็นธุรกิจโฆษณา ไฮไลต์ในสิ่งที่ทำ คือสิ่งที่ตลาดไม่เคยมีมาก่อน กฤษณะเล่าว่า เดิมฝั่งธนบุรีไม่มีสถาบันกวดวิชา เด็กย่านนี้ต้องนั่งเรือต่อรถเข้ามาเรียนที่สถาบันกวดวิชาสายแข็งที่ศูนย์การค้าสยาม ฝั่งกรุงเทพฯ เมื่อมองเห็นปัญหาก็ลุยเลย

เริ่มตั้งแต่ปรับปรุงพื้นที่และอาคาร สร้างเป็นสถาบันกวดวิชาที่ทันสมัย ครูอาจารย์ที่เข้ามาสอนต้องได้รับความนิยมสูงสุด เช่น สถาบันสอนเคมีของ อ.อุ๊ เป็นต้น เขาเรียนรู้ว่า การสอนกวดวิชาระดับแถวหน้าของประเทศ ส่วนใหญ่เด็กเรียนจากวิดีโอ วิชาความรู้ถูกอัดเทปไว้สอน โอกาสเป็นของผู้เล็งเห็น กฤษณะขายสื่อผ่านทุกช่องทางที่มีในสถาบันกวดวิชา ขณะเดียวกันก็ต่อยอดไปยังมหาวิทยาลัยอีก 73 แห่งทั่วประเทศในเวลาต่อมา กลายเป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสำหรับสื่อวัยรุ่นหรือสื่อในสถาบันการศึกษา

“ผมเริ่มจากธุรกิจที่เป็นศูนย์ ความรู้เป็นศูนย์ เงินก็เป็นศูนย์ ธุรกิจค่อยๆ สร้างจากความไม่มี ผมเรียนมาด้านไฟแนนซ์ก็ค่อยๆ จับทาง ค่อยๆ แกะทางไปเรื่อยๆ รู้แต่ว่าเราต้องทำสิ่งที่เป็นความแตกต่าง สิ่งที่ไม่เคยมีคนทำ ด้วยเหตุผลประการเดียวว่า เพราะเราไม่มีอะไรจะไปสู้กับคู่แข่งที่มีพร้อมทั้งเงิน ทั้งความรู้ และรากฐานธุรกิจ”

 

หลักการทำธุรกิจของกฤษณะไม่ซับซ้อน หัวใจคือความทุ่มเท การทำงานหนักและความอดทน มองให้เห็นว่าปัญหาอยู่ตรงไหนตรงนั้นคือโอกาส มาร์เก็ตติ้งรีเสิร์ชไม่ทำแบบสุกเอาเผากิน แต่ทำอย่างเข้มข้นด้วยตัวเอง หมายถึงการเข้าไป “คลุก” กับปัญหา คลุกกับสิ่งที่ต้องการจะทำ เรียนรู้ด้วยตัวเอง

กฤษณะใช้คำว่า “ต้องไปใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่เราจะทำ ต้องซึ้ง ถ้าไม่ซึ้ง-ไม่ทำ” รู้ปัญหา เข้าใจปัญหา และใช้ทางแก้ปัญหาเป็นโมเดลธุรกิจที่จับต้องได้ ตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า หากตัวเราเองเป็นลูกค้า เราจะซื้อหรือไม่ ทุกอย่างเป็นรอยต่อที่แทรกเข้าไปได้หมด

เรื่องการทำโฆษณาและสร้างพื้นที่โฆษณาในสถาบันกวดวิชา ใช้เวลา “คลุกคลี” หาความรู้หนึ่งปีเศษจึงกล้าลงมือ ลุยแล้วไม่ฉลุยทันทีก็จริง แต่อาศัยการลองผิดลองถูก ทดลองไปเรื่อยกระทั่งพบโมเดลต้นแบบทางธุรกิจ จากนั้นจึงต่อยอดไปทั่วประเทศ ทุกวันนี้ไม่ใช่เพียงการขายสื่อ แต่เป็นการแก้ปัญหาอย่างครบวงจรด้านสื่อ (Total Solution)

เรื่องของสื่อที่มีกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น แม้คอนเทนต์หรือเนื้อหาดีแค่ไหน หากพฤติกรรมผู้บริโภคมิได้ดูหรือเฝ้าติดตามแบบใช้เวลา เพราะฉะนั้นก็ต้องปรับ ค่อยๆ แก้ให้เหมาะสม กฤษณะเล่าต่อว่า ปัจจุบันบี-ลิงค์ มีเดีย มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 หรือมากกว่า 85% คิดเป็นวอลุ่มของตลาดมากกว่าหลายร้อยล้านบาทต่อปี

ธุรกิจของกลุ่มในปัจจุบัน แตกสายในหลายด้าน ทั้งการทำโฆษณาภายในอาคารหรือศูนย์อาหารและอื่นๆ การพัฒนาคอมมูนิตี้มอลล์ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ รวมทั้งก่อตั้ง บริษัท อาร์ติแฟคท์ ดีไซน์ กรุ๊ป นำเข้าพอร์ซเลนหรือกระเบื้องเสมือนจริง ยี่ห้ออาร์ติแฟคท์ โนว์ฮาวเป็นของอิตาลี ปัจจุบันนำเข้าทั้งจากอิตาลี ญี่ปุ่น และจีน สินค้าคือกระเบื้องทำเลียนแบบวัสดุธรรมชาติ โดยเฉพาะหิน คุณสมบัติดีและราคาถูก จุดเริ่มต้นมาจากตัวเขาเองที่ชอบงานตกแต่ง เมื่อตกแต่งบ้านตัวเองในวันหนึ่งแล้วพบว่า ไม่มีกระเบื้องที่เขาต้องการเลย

“จังหวะพอดีกับกระเบื้องแบบนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้น ซึ่งตอบโจทย์งานก่อสร้าง และตอบโจทย์ตัวผมเอง ถึงจุดหนึ่งก็คิดว่า มันขายได้ และน่าจะมีคนอย่างผม ที่ต้องการกระเบื้องเสมือนงานหินธรรมชาติแบบนี้ในไทย ปรากฏว่าตลาดตอบรับดีมาก ไม่เพียงตลาดก่อสร้างในประเทศเท่านั้น เราขยายงานไปยังประเทศเมียนมาด้วย”

 

ทุกความสำเร็จมีเบื้องหลัง กฤษณะเล่าว่า ความสำเร็จของเขาแลกมากับหลายสิ่งหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือความรู้ซึ้งในสิ่งที่เรียกว่าคน ธุรกิจนำเข้ากระเบื้องพอร์ซเลนจากต่างประเทศ ถึงวันหนึ่งได้พบว่าตัวเองถูกโกง เงินเกือบครึ่งบริษัทหายไปจากบัญชี ช้ำหรือไม่ช้ำ หากบทสรุปคือปล่อยเขาไป พลิกไปหน้าสุดท้ายของชีวิตแล้วจะได้ไม่ต้องติดค้างกัน

โกงไปได้ก็ได้แต่เงิน กฤษณะบอกว่า ควรขอบคุณ “เขา” ด้วยซ้ำที่โกงเรา เพราะทำให้เราได้รู้จุดอ่อนของตัวเอง ได้รู้ว่า จะปิดช่องการโกงหรือปิดช่องการยักยอกเงินยักยอกลูกค้าอย่างไร ถือเป็นบทเรียนและถือว่าที่แล้วก็แล้วกันไป เหนื่อยและจิตตกเพียงใด ไม่คุ้ม สู้เอาเวลามาคิดในเรื่องที่มีความสุขดีกว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร และไม่ฟ้องร้องคดีความด้วย

เริ่มต้นธุรกิจจากจุดที่ไม่มีลูกน้องเลย ปัจจุบันมีลูกน้องมากมาย หลักการบริหารคนของกฤษณะใช้หลักเมตตา และผ่อนคลายลงจากแต่ก่อนเยอะ สมัยแรกบุกหนักและเครียด ลูกน้องต้องดี ต้องได้ และต้องเร็ว เดี๋ยวนี้มีคนให้หนังสือคู่มือมนุษย์ของท่านพุทธทาส อ่านแล้ววิธีคิดเปลี่ยนไปเยอะ รวมทั้งหลักการบริหารลูกน้องที่ยืดหยุ่นขึ้น เรียนรู้ใจเขาใจเรา บางทีตัวเราทำได้ แต่คนอื่นเขาอาจทำไม่ได้ บางทีคนอื่นทำได้ดีกว่าเรา และบางทีเราเองที่ต้องขอโทษเขา สมัยทำงานใหม่ๆ ใจร้อนมาก ไม่มองวิธีแต่มองที่เป้าหมาย อย่าเข้าใจผิด เรื่องไม่ดีไม่งามหรือเล่นตุกติกนอกกรอบ วิธีที่ขัดต่อศีลธรรมจรรยาที่ดีงามนั้น ไม่ทำและไม่ยึดถืออยู่แล้ว แต่บางครั้งการโฟกัสที่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว บางทีมันก็ไม่ได้ผล

“ผมเป็นพวกสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างต้องทำด้วยความสมบูรณ์แบบ เมื่อก่อนผมไม่เข้าใจอะไรเยอะ ผมไม่เข้าใจคน นั่นทำให้คนรอบข้างผมมากต่อมากต้องเสียใจ ลูกน้องผมเมื่อก่อนได้รับคำสั่งอยู่ไม่กี่อย่าง ทำให้เสร็จนะ ทำให้ดีนะ ทำให้เร็วนะ ทำไม่ได้ก็ออกไป บุคลิกแข็ง กร้าว ชน ดุ ดัน ต้องดี ต้องได้ ต้องเสร็จ โลกหมุนรอบตัวเอง ตอนนี้ยังเป็นอยู่บ้าง แต่น้อยลง ธรรมะทำให้เราเข้าใจในความแตกต่างของมนุษย์” กฤษณะเล่าพร้อมรอยยิ้ม

แผนงานในอนาคต คือการแตกสายธุรกิจด้านออนไลน์ สร้างสรรค์สื่อออนไลน์ ยึดหลักเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันดูแลมารดาวัย 73 ปี และดูแลบ้าน ความสุขคือการดูแลต้นไม้ ได้ค้นพบตัวเองเมื่อไม่นานว่าเป็นนักรดน้ำต้นไม้ชั้นเยี่ยม ต้นไม้หลายต้นในบ้าน ล้อมแล้วขุด ขุดแล้วล้อม มีล้มหายตายจากไปบ้าง แต่หลายต้นเจริญงอกงามดี โดยเฉพาะต้นนางกวัก ไม้เนื้อแข็งที่ได้ชื่อว่า “หิน” ได้สั่งคนล้อมไว้มาปลูกกลางบ้านที่สุขุมวิท หลายเดือนผ่านไป ดูแลอย่างดีจนใบกิ่งแรกผลิอ่อนให้เห็น

แผนแต่งงานถูกกำหนดขึ้นภายในปีนี้-ปีหน้า เจ้าสาวคนสวยเป็นคนรู้ใจที่มาช่วยดูแลกันในทุกยามที่ทุกข์สุข ชีวิตในอนาคตคือความสุขที่ได้อยู่ท่ามกลางครอบครัวและหมู่มิตร ดูแลลูกหลานในบ้าน รวมทั้งดูแลลูกน้อง

เพราะถึงที่สุดแล้ว ธุรกิจก็แค่ธุรกิจ Business is just a part of life  สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าธุรกิจเงินทองคือความสุข

 

พสธร ทรงถาวรทวี ถึงฝันด้วยเรือแห่งความพยายาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2560 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/475866

พสธร ทรงถาวรทวี ถึงฝันด้วยเรือแห่งความพยายาม

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หลายปีก่อนเราจับเข่านั่งคุยกับหนุ่มน้อยหน้ามนขวัญใจสาวๆ เจิ้น-พสธร ทรงถาวรทวี ครานั้น เจิ้นยังคงเป็นนักแสดงหนุ่มขี้อาย พระเอกเอ็มวีเพลงรักอยู่ของศิลปิน หนึ่ง อภิวัฒน์ และมีบทบาทการแสดงในภาพยนตร์เรื่องรักสุดท้ายป้ายหน้า ผีเข้า ผีออก และนักแสดงรับเชิญในซีรี่ส์อีกหลายเรื่อง วันนี้เราพูดคุยกับเขาอีกครั้งในบทบาทของนักแสดงอาชีพ หลังจากเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 7 อย่างเต็มตัว และกำลังถ่ายทำละครเรื่องลูกหลง และอีกหลายเรื่องที่กำลังตามมา

เจิ้นเป็นคนใต้ บ้านเกิดอยู่ จ.นราธิวาส ไม่เคยมีความคิดอยากจะเป็นดาราหรือเข้าวงการมาก่อน เขามีความสามารถในการวาดภาพสเกตช์ภาพออกแบบ โดยเฉพาะงานออกแบบเรือประมงที่เขาคุ้นชินในชีวิตวัยเด็ก จนกระทั่งได้ทุนศึกษาต่อที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

“พอเข้ากรุงเทพฯ ได้ไม่นาน ตอนที่ผมไปเดินเล่นที่สยามก็ได้เจอกับเพื่อนของพี่โกโก้ (แมวมองและผู้จัดการดาราชื่อดัง) เข้ามาขอเบอร์ติดต่อ ถามอายุเท่าไหร่ ตอนนั้นเราก็อายุ 19 ปี แล้วพี่เขาก็ขอถ่ายรูปกับเบอร์ติดต่อของเราไป แต่ตอนนั้นผมยังไม่รู้เรื่องว่าพี่เขาเป็นแมวมองหาคนเข้าวงการบันเทิง เป็นเด็กบ้านนอกที่เพิ่งเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ไม่รู้เรื่องรู้ราวกับเขา ก็สงสัยเหมือนกันว่าจะถ่ายรูปขอเบอร์เราไปทำไม หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน พี่โกโก้ก็โทรมา บอกว่าอยากชวนมาทำงานด้วย แล้วพี่เขาก็แนะนำว่าพี่เขาเป็นคนที่ดูแลมาริโอ้ (เมาเร่อ) สายป่าน (อภิญญา สกุลเจริญสุข) ปรึกษากับครอบครัวไม่มีปัญหาก็เลยตกลงเซ็นสัญญากับพี่เขาไปตอนนั้น แต่เราก็บอกพี่เขาไปเหมือนกันว่าเราต้องเรียนหนังสือค่อนข้างหนัก อาจจะทำงานให้พี่เขาได้ไม่เต็มที่ หลังจากนั้นก็เริ่มมีการแคสงานหลายชิ้น

“ผมเป็นคนที่ชอบความท้าทายใหม่ๆ อยู่แล้ว ก็รู้สึกว่าการแคสงานก็เป็นอีกความท้าทายหนึ่งที่เราต้องทำให้ได้ เพราะไหนๆ ผมได้เข้ามาอยู่ในจุดนี้แล้วต้องทำให้ได้ แต่ว่าช่วงแรกๆ แคสงานไปเยอะมากก็ไม่ได้สักงานนึง จนเราเริ่มรู้สึกว่าเราไม่ดีพอกับงานในสายนี้หรือเปล่า ทำไมเขาถึงไม่เลือกเรา แต่พอแคสงานไปเรื่อยๆ จนเริ่มคุ้นชิน รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร ก็รู้ว่าที่จริงแล้วการที่เขาจะเลือกคนเข้าทำงานสักคนไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเพียงคนเดียว มันมีองค์ประกอบอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ใช่ว่าเราแค่ทำดีก็จะได้งานนั้น มันยังไม่พอ เพราะยังมีเรื่องของคนอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการทำงานด้วย มีหลายงานที่เราเข้ารอบสุดท้ายก็ยังไม่ได้ พี่โทรมาบอกว่าได้เข้ารอบสุดท้ายแล้วนะลูก เราก็มีลุ้นแต่ก็ไม่ได้ ขนาดเหลือแค่ 3 คนสุดท้ายก็ยังไม่ได้ แต่เราคิดว่าไหนๆ มาถึงตรงนี้แล้วเราต้องทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุดในงานวงการบันเทิง แต่เรื่องเรียนเราก็จะไม่ทิ้งเหมือนกัน

“จุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองไปมากที่สุดก็คือ ได้เข้าคอร์สเรียนการแสดงที่ทำให้เรารู้จักเรื่องการแสดงออก ทำให้เราลดความประหม่า มีความคิดสร้างสรรค์ในการแสดงออกที่ดีและการเรียนกับเพื่อนๆ ในกลุ่มก็ทำให้เรารู้ว่าแค่ละคนมีความสามารถในการแสดงที่แตกต่างกัน ทำให้เราต้องพยายามให้ดีกว่าเดิมมากขึ้นไปอีก และหันมามองในเรื่องการแสดงในละครต่างๆ ว่านักแสดงที่แสดงในละครเรื่องต่างๆ นั้นเข้าถึงบทละครและอารมณ์ในการแสดงมากน้อยแค่ไหน

“พอเริ่มมีงานโฆษณาเข้ามาบ้างแล้ว หลังจากนั้นเริ่มเข้าประกวดรายการร้องเพลงของเคพีเอ็น เพราะผมเองก็รู้ตัวว่ามีความสามารถด้านการร้องเพลงมาบ้างจึงเข้าเรียนร้องเพลงแล้วก็เข้ามาประกวดในรายการนี้ เคพีเอ็นเป็นรายการประกวดร้องเพลงรายการใหญ่ และก็ไม่ใช่รายการที่มีความเป็นเรียลิตี้มากนัก ซึ่งผมชอบรายการแบบนี้มากกว่า

 

“แต่ว่าก่อนหน้านั้นเราไปแคสภาพยนตร์มาเรื่องรักสุดท้ายป้ายหน้า แล้วผลประกาศทั้ง 2 รายการก็มาพร้อมๆ กันว่าเราได้ทั้ง 2 รายการ เคพีเอ็นผมเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ซึ่งต้องฝ่าผู้เข้าประกวดคนอื่นๆ หลายพันคนกว่าจะได้ ส่วนภาพยนตร์ก็เลือกผมเป็นหนึ่งในนักแสดง ทำให้ผมต้องมาคิดว่าจะเลือกงานไหนมาก่อน งานประกวดถ้าผมโชคดีได้เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายก็ต้องไปเก็บตัวเข้าค่าย ซึ่งคงไม่ดีกับเรื่องการเรียน ถ้าผมดร็อปวิชาเรียนไปก็จะเสียโอกาสได้ทุนเรียนของสถาบัน เป็นการตัดสินใจที่ยากเหมือนกัน เพราะรายการประกวดก็เป็นรายการใหญ่ที่มีเกียรติ แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจเลือกแสดงภาพยนตร์มาก่อน แต่พอเรามาแสดงภาพยนตร์ ความรู้สึกแรกในงานภาพยนตร์ของเราก็คือ เราไม่โอเคกับการแสดงของเราเอง ตัวภาพยนตร์นั้นดี แต่ผมรู้สึกแย่ในเรื่องการแสดงของตัวเอง เพราะผมยังค่อนข้างใหม่มากสดมาก พอเล่นหนังจบแล้วเราก็คิดว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ เราเชื่อว่าเราต้องทำได้ดีกว่านี้แน่ๆ

“หลังจากนั้นผมก็เข้าเรียนแอ็กติ้งมาโดยตลอด พัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ เรียนรู้จากบทบาทการแสดงว่าให้แง่คิดอะไรกับเราได้บ้าง และเราจะทำอย่างไรให้การแสดงของเราส่งความรู้สึกไปถึงคนดูให้รู้สึกว่าเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ เวลาเราไปทำงานเราไม่มีเคยมีความรู้สึกว่าไม่อยากไปเลย เราจึงมีความรู้สึกมีความสุข มีความท้าทายอยู่ในตัว จะมีบางวันที่เราลืมบทไปบ้าง แต่ไม่ใช่เพราะเราไม่ได้ตั้งใจ เราตั้งใจในทุกงาน เพียงแต่ว่ามันมีเรื่องของความกดดัน ความกังวล ด้วยใจเราเอง ด้วยคนรอบข้าง ในงาน มุมกล้องที่เราต้องคำนึง ก็จะตื่นเต้นทำให้เราลืมบทไป ก็เป็นเรื่องของประสบการณ์ที่จะสอนให้เราแข็งแกร่งมากกว่านี้ ผมคิดว่าคนที่มีประสบการณ์สูงอย่างนักแสดงรุ่นใหญ่ เขาคงไม่มีความรู้สึกกดดันตรงนี้ หรือมีก็น้อยมากๆ เห็นบทเขาก็รู้เลยว่าจะต้องแสดงอะไร ส่งอารมณ์ยังไง แต่เรายังด้อยประสบการณ์ที่ทำให้เราต้องขยันทำให้ดีกว่านี้

“อย่างแฮปปี้เนส เดอะ ซีรี่ส์ ซึ่งเป็นการแสดงล่าสุดของผม ในเรื่องนี้จะมีซีนที่ยากที่สุดก็คือฉากเศร้า ซึ่งปกติผมเองเป็นคนที่ค่อนข้างร่าเริง เวลาเจอปัญหาเศร้าใจเรามีกลไกทางความคิดที่ทำให้เราออกจากความรู้สึกเศร้าโดยอัตโนมัติ ให้เรารู้สึกว่าไม่ต้องไปเครียด ไม่ต้องไปคิดมาก เราเลยไม่เคยมีความรู้สึกว่าจะต้องเศร้าอะไรมาก ไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องจมลงไปในห้วงความเศร้าให้สุดจมลงถึงที่สุดแล้วร้องไห้ออกมา

 

“ผู้กำกับก็บอกว่าในชีวิตมีเรื่องอะไรที่คิดว่าเศร้าที่สุด ผมจะบอกว่าไม่มีก็ไม่ใช่ เป็นเพราะผมมีวิธีการจัดการเรื่องเศร้าโดยธรรมชาติ อย่างเช่นผมนึกถึงคนแก่ที่เขาขายของอยู่ริมถนนอย่างยากลำบาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเห็นทุกครั้งจะรู้สึกสงสาร พอรู้สึกสงสารมากๆ ใกล้จะถึงจุดที่ร้องไห้ออกมา ในหัวก็กลับคิดว่าเราสงสารเขา แต่ที่จริงแล้วเขามีความสุขไม่ได้ยากลำบากอะไรหรือเปล่า เลยกลายเป็นว่าเราเข้าไม่ถึงที่สุดของเรื่องเศร้าเสียที แต่ผมพยายามทำออกมาจนได้อย่างที่ต้องการ นักแสดงเก่งๆ บางคนจะคิดถึงว่าถ้าพ่อแม่เขาตายไปเขาจะมีชีวิตอยู่ยังไง ซึ่งถ้าเราได้ทำบ่อยๆ ก็จะทำให้เรามีประสบการณ์ฝึกฝนฝีมือการแสดงของเราไปพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ

“ผมมีแนวคิดอย่างหนึ่งว่า ถ้าคุณคิดว่าจินตนาการพาให้คุณไปให้ถึงเป้าหมายได้ แต่ความพยายามจะพาให้คุณไปได้ไกลกว่าสิ่งที่คุณจินตนาการไว้ ผมจึงพยายามที่จะทำให้ดีที่สุดในทุกครั้งที่ทำงาน ไม่มีการทำงานวันไหนที่ผมจะไม่มีความสุขในการทำงาน การทำงานในวงการบันเทิงสอนหลายๆ อย่างกับผม สอนให้เรามีการจัดการตัวเอง สอนในเรื่องของใจ ความรู้สึก ความคิด มีความมั่นใจในการทำงาน ต้องรู้ว่าเราต้องพยายาม อดทน อย่าย่อท้อง่ายๆ ไม่ใช่แค่ตัวเราที่ทำได้ ไม่ใช่แค่ตัวเราที่ทำแล้วทุกอย่างจะดี มันต้องมีหลายองค์ประกอบที่เข้ามารวมกันถึงจะทำให้เราสำเร็จในการทำงาน นอกเหนือจากนั้นก็คือสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้ และเป้าหมายต่อไปของเราก็คือการเป็นนักแสดงที่ทุกคนชื่นชมในผลงานที่เราตั้งใจทำออกมา”

 

ชอน เหงียน สร้างมิติใหม่ให้กับคอกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/475403

ชอน เหงียน สร้างมิติใหม่ให้กับคอกาแฟ

โดย…วรธาร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ชอน เหงียน มิได้มาในฐานะเชฟ แต่เขาเป็นบาริสต้าระดับมาสเตอร์ จากโรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ (สุรวงศ์) ผู้ที่ครีเอทเมนูกาแฟในรสชาติที่แตกต่างและแปลกใหม่ โดยไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ต้องที่เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ เท่านั้น กับเมนู “ต้มข่ากาแฟ”

เป็นเมนูที่ชอนไปคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวด Taste of Discovery Coffee Competition ซึ่งจัดโดยแบรนด์เลอ เมอริเดียน และกาแฟอิลลี่ (Illy) ที่เมืองทริสเต ประเทศอิตาลี เมื่อเดือน ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา โดยเป็นการรวมเอาบาริสต้าจากเลอ เมอริเดียน ทั่วโลกมาแข่งขัน โดยประเทศไทยสามารถผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้ 3 คน คือ บาริสต้า จากเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ เลอ เมอริเดียน เชียงใหม่ และเลอ เมอริเดียน ภูเก็ต ขณะที่ชาติอื่นมีสเปน อินเดีย และฝรั่งเศส

ชอน เล่าถึงการแข่งขันว่าค่อนข้างเข้มข้น โดยเริ่มต้นจากเวิร์กช็อปเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างมาสเตอร์บาริสต้าและตัวแทนจากกาแฟอิลลี่สองวันเต็มๆ แต่รอบสุดท้ายที่เหลือผู้เข้าแข่งขัน 7 คน ทุกคนจะต้องเสิร์ฟกาแฟ 3 ประเภทให้กับผู้ตัดสิน คือ เอสเปรสซโซ่ 2 แก้ว คาปูชิโน่ 2 แก้ว และเครื่องดื่มฟรีสไตล์ที่มาสเตอร์บาริสต้าแต่ละคนคิดค้นขึ้น ซึ่งต้องเป็นประเภทเอสเปรสโซ่ และได้รับแรงบันดาลใจมาจากในท้องถิ่นที่แต่ละคนเดินทางมา โดยมีเวลาในการทำเครื่องดื่มทั้งหมดเพียง 15 นาที

 

“เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ผมคิดและทำขึ้นมา คือ ต้มข่ากาแฟ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไอเดียอันเรียบง่าย นั่นคือการนำวัตถุดิบหลักที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารไทยหลายๆ ชนิด อย่างตะไคร้ มาลองผสมเข้ากับกาแฟ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้เป็นที่น่าพอใจ และยังได้รสชาติที่กลมกล่อมเข้ากันได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นผมลองเพิ่มวัตถุดิบอื่นๆ เช่น ใบมะกรูด เข้าไปทำเครื่องดื่มน่าสนใจและมีความเป็นไทยมากขึ้น

ทว่าสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างของต้มข่ากาแฟ คือ น้ำปลาหวาน ผมรู้ว่ามันอาจฟังดูแปลกสำหรับคนทั่วไปที่จะเติมน้ำปลาลงไปในกาแฟ แต่หลังจากได้ลองผสมดู กลายเป็นว่าน้ำปลาหวานโฮมเมดที่ผมทำเอง กลับเติมเต็มให้กับกาแฟแก้วนี้ มีทั้งรสสัมผัสของความหวานเค็ม อมเผ็ดนิดๆ ที่คุณจะรู้สึกได้หลังจิบ

แน่นอนที่สุด คือรสชาติที่ทำให้คุณนึกถึงความเป็นไทยแท้ๆ อ้อเมนูนี้ยังได้รับคำชมจากผู้ตัดสินว่าสามารถนำเสนอเอกลักษณ์ของประเทศไทย ถ่ายทอดออกมาผ่านวัตถุดิบและรสชาติได้อย่างดีเยี่ยมโดดเด่น”

ชอนเล่าถึงเครื่องดื่มที่ทำให้เขาชนะเลิศ  พร้อมไขที่มาของชื่อเมนูว่า ได้ไอเดียมาจากต้มข่าไก่ของไทย ที่ฝรั่งค่อนข้างรู้จักดี แต่สำหรับเมนูกาแฟนี้ไม่มีส่วนผสมของข่าแต่อย่างใด แต่มีกะทิอยู่ (นำไปทำเป็นโฟมเพื่อเติมบนหน้ากาแฟ) ด้วยความที่กรรมการเป็นฝรั่ง เลยตั้งชื่อต้มข่ากาแฟเพื่อให้จดจำง่าย

 

ชอน บาริสต้าหนุ่มวัย 25 ปี เกิดที่ประเทศเวียดนามแต่ไปเติบโตที่รัสเซีย และไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนเดินทางมาทำงานที่เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ เคยทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่จีน อิตาลี และสหรัฐ (ไมอามี รัฐฟลอริดา) มาก่อน โดยที่ไมอามีนี่เอง เขาได้รู้จักกับศาสตร์ด้านกาแฟและเกิดความหลงใหลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ตอนนั้นผมทำงานเป็นพนักงานประจำบาร์ในโรงแรม Setai ในไมอามี ซึ่งโรงแรมนี้ได้เป็นพันธมิตรกับกาแฟอิลลี่ ผมได้รับการเข้าฝึกอบรมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อิลลี่ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกาแฟอย่างลึกซึ้งและฝึกทำกาแฟอย่างใกล้ชิดจาก จอร์โจ มิลอส ซึ่งเป็นมาสเตอร์บาริสต้าของอิลลี่ นับแต่นั้นผมก็รู้ว่าตัวเองได้ตกหลุมรักกาแฟเรื่อยมา” ชอน เล่า

กับการทำงานในฐานะมาสเตอร์บาริสต้า ของเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ เขาจะทำหน้าที่ให้บริการเครื่องดื่มกาแฟที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานแก่ลูกค้า นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนของแบรนด์เลอ เมอริเดียน ในการทำหน้าที่แนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมกาแฟของเลอ เมอริเดียน ให้ลูกค้าและกาแฟมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น ผ่านการให้บริการและอีเวนต์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโรงแรม

ใครอยากจะลิ้มลองความแปลกใหม่ “ต้มข่ากาแฟ” การันตีรางวัลระดับโลกโดย ชอน เหงียน ไปได้ที่ละติจูด 13 (Latitude13) โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ (สุรวงศ์)

ต้มข่ากาแฟ

ส่วนผสม

ตะไคร้สับละเอียด 20 กรัม

ใบมะกรูดสับละเอียด 1 ใบ

เอสเปรสโซ่ 3 ช็อต

น้ำปลาหวานทำเอง 15 มล.

กะทิ 100 มล.

วิธีทำ

ใส่ตะไคร้และใบมะกรูดสับลงในเชกเกอร์

ชงกาแฟเอสเปรสโซ่ใส่ในเชกเกอร์

เติมน้ำปลาหวานและทิ้งให้รสชาติ

ซึมซับเข้ากับกาแฟประมาณ 30-60 วินาที

เติมน้ำแข็งและทำการเชก

กรองกาแฟออก (Double Strain)เสิร์ฟในแก้ว Frido ของอิลลี่

นำกะทิไปทำเป็นโฟมเพื่อเติมบนหน้ากาแฟ

ตกแต่งด้วยก้านตะไคร้และใบมะกรูด

 

ศิริกุล อัตถปัญญาพล ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/475176

ศิริกุล อัตถปัญญาพล ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง

โดย…วรธาร ภาพ… ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ผู้ประกาศข่าวสาวสวยมากความสามารถจากช่อง 7 สี “เกด” ศิริกุล อัตถปัญญาพล อดีตแอร์โฮสเตสสายการบินต่างชาติที่ผันตัวมาเป็นผู้ประกาศข่าวที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง ที่ต้องบอกว่าเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่หลายๆ คนที่อยากทำในอาชีพที่ใฝ่ฝันแม้ว่าจะไม่ได้เรียนจบมาตรงสายก็ตาม

ศิริกุล เกิดที่กรุงเทพฯ แต่ไปโตที่เชียงใหม่ เล่าว่า เธอเรียนจบบริหารธุรกิจ ด้านผู้ตรวจสอบบัญชี ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเป็นแอร์โฮสเตสหรือผู้ประกาศข่าวแต่อย่างใด แต่มีความชอบและใฝ่ฝันอยากเป็นทั้งแอร์โฮสเตสและผู้ประกาศข่าว ซึ่งในความชอบแต่ละอย่างก็มีเหตุผลที่แตกต่างกัน

“ที่อยากเป็นแอร์เพราะชอบในงานบริการ ชอบการพบปะเทกแคร์ผู้คน รู้สึกได้ทำแล้วมีความสุข และที่สำคัญเกดชอบท่องเที่ยว อยากไปเที่ยวที่ต่างๆ ซึ่งพอเป็นแอร์เราก็ได้ไปเที่ยวหลายที่โดยที่ไม่ต้องเสียค่าเครื่องบินไป ส่วนการเป็นผู้ประกาศข่าวก็เป็นงานที่ท้าทายความสามารถของเรา”

อดีตแอร์โฮสเตสสาวเล่าถึงการได้มาเป็นผู้ประกาศข่าวของช่อง 7 สี ว่าทำงานแอร์โฮสเตสไปได้ประมาณ 3 ปี ก็เป็นช่วงที่ช่อง 7 มีโครงการคัดสรรผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งความใฝ่ฝันที่อยากทำและไม่อยากพลาดโอกาส ครั้งนั้นจึงมาสมัครสอบด้วยก็ผ่านเข้ารอบสุดท้าย แต่ตอนนั้นลังเลเพราะแอร์ก็ชอบ แต่คิดอีกทีแอร์ก็ได้เป็นตามใฝ่ฝันและได้ท่องเที่ยวบ้างแล้ว แต่ผู้ประกาศไม่ได้มาง่ายๆ จาก 3,000 เหลือ 10 คน เลยเลือกผู้ประกาศ

 

“ตอนแรกกลัวเหมือนกัน เพราะไม่มีทักษะและไม่ได้มาสายนี้โดยตรง แต่พอได้เป็นก็พยายามฝึกฝนพัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกวันนี้ก็ยังพัฒนาตัวเองไม่หยุด ปัจจุบันเกดอยู่กับช่อง 7 ครบ 7 ปีพอดี เข้าสู่ปีที่ 8 เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา งานที่ทำอยู่มีรายการเช้าข่าว 7 สี วันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ตี 5 ถึง 6 โมงเช้า วันเสาร์อาทิตย์ คอลัมน์อุณหภูมิโลก เป็นรายการข่าวเช้าในช่วงเคาะข่าวสุดสัปดาห์ และรายการคอข่าวในวันพฤหัสบดีช่วง 5 ทุ่ม” เกด ศิริกุลเล่าถึงการมาเป็นผู้ประกาศและงานในปัจจุบัน

ว่าแต่นอกจากปีนี้จะเข้าสู่ปีที่ 8 ของการร่วมงานกับช่อง 7 เธอยังมีข่าวดีอีกด้วย คือกำลังจะสละโสดในเดือน มี.ค.นี้ โดยจะจัดพิธีแต่งแบบล้านนาในวันที่ 5 มี.ค. ที่เชียงใหม่ และฉลองมงคลสมรสที่กรุงเทพฯ วันที่ 11 มี.ค. พร้อมกับวางแผนสถานที่ฮันนีมูนไว้คร่าวๆ

เกาะเหลาเหลียง ตรัง

“หน้าร้อน เดือน เม.ย.-พ.ค. เกดกับแฟนวางแผนจะไปดับร้อนแถวพื้นที่ภาคใต้ก่อน เพราะด้วยตัวงานที่เกดทำไปไกลไม่ค่อยได้มาก เน้นเที่ยวบ้านเราก่อน ไปดำน้ำชมชีวิตใต้ท้องทะเลสวยงาม เพราะเกดผ่านการเรียนดำน้ำมาแล้วรู้สึกชอบ เลยอยากพาแฟนไปสัมผัสบรรยากาศใต้ท้องทะเล มองไว้สองที่คือ หมู่เกาะสิมิลันจ.พังงา และเกาะเหลาเหลียง จ.ตรัง ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงาม”

เกาะเหลาเหลียง ตรัง

 

ดอยเชียงดาว เชียงใหม่

“ถึงเกดจะโตที่เชียงใหม่ แต่ก็ยังเที่ยวไม่หมดเพราะที่เที่ยวเยอะ เชียงดาวเคยไปทำกิจกรรมในตัวเมือง ถ้าบนดอยเชียงดาวหรือที่บางคนเรียกดอยหลวงเชียงดาวซึ่งเป็นดอยที่สูงเป็นอันดับสามของประเทศ ยังไม่ได้ขึ้นไปถึงตรงนั้น แฟนเคยไปเลยอยากพาเราไปดูดาว เขาบอกว่าดาวบนดอยเชียงดาวเหมือนอยู่ใกล้มากๆ ยิ่งช่วงพอปิดไฟ ดึกๆ จะมืดเห็นดาวสวยๆ ใกล้เหมือนวอลเปเปอร์ก็คิดว่าบรรยากาศน่าจะโรแมนติกอีกที่หนึ่ง”

หลีเป๊ะ สตูล

“อันนี้ไม่ได้ไปดำน้ำ แต่จะไปสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงามหาดทรายสีขาว น้ำใสๆ ที่เราไม่ค่อยได้เจอจริงๆ เคยไปเกาะสมุย บางแสน หัวหิน ความใสยังไม่เท่ากับหลีเป๊ะ น้องช่อฟ้า เหล่าอารยะ (ผู้ประกาศข่าวที่สนิทกัน) บอกว่าสวยดีบรรยากาศโรแมนติก อยากไปลองดู”

ฟลอเรนซ์ อิตาลี

 

ฟลอเรนซ์ อิตาลี

“ที่นี่เป็นรีเควสต์จากแฟน เกดยังไม่เคยไป ตอนเป็นแอร์โฮสเตสก็ยังไม่ได้ไป เลือกที่นี่เพราะอยากไปดูบ้านเมือง วิถีชีวิตของเขา ฟลอเรนซ์ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองของช่างที่มีหลากหลายสาขา ตามประวัติมีมาตั้งแต่ยุคโรมัน แล้วแฟนเกดเป็นช่างทำกีตาร์เป็นนักดนตรีด้วย เลยชื่นชอบบ้านเมืองที่มีลักษณะของศิลปะในด้านของการทำแฮนด์เมดหลายอย่าง”

กลาสโกว์ สกอตแลนด์

“พี่สาวแฟนอยู่เมืองกลาสโกว์ เขาพยายามส่งภาพมาให้ดูอยู่ตลอด จนเรารู้สึกว่ามันน่าไป ดูมีมนตร์เสน่ห์ มีความดั้งเดิมของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเขาอยู่ แต่เรารู้สึกว่าไม่ค่อยมีคนไทยไปท่องเที่ยวหรือรีวิวเลยอยากไปบ้าง เกดเป็นคนที่ชอบสำรวจพื้นที่ ก็อยากไปแล้วมาบอกต่อคนอื่น เป็นการไปฮันนีมูนที่ประหยัดไม่เสียค่าที่พักและมีคนพาเที่ยวด้วย”

ออนเซน คุโรคาวะ ญี่ปุ่น

“เกดชอบธรรมชาติที่ทำให้เราผ่อนคลาย จึงเลือกเมืองออนเซน คุโรคาวะ อยากไปแช่น้ำอุ่นในออนเซนบ้าง เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องออนเซน มีบ่อน้ำออนเซนให้แช่ มีคนบอกว่าพื้นที่รอบๆ ไม่มีตึก แต่จะเป็นบ้านที่สร้างด้วยไม้และหินในสไตล์ดั้งเดิมที่ยังคงความโบราณอยู่ เดินเที่ยวค่อนข้างง่ายและสงบ ให้อารมณ์แบบญี่ปุ่นสมัยก่อนที่เราดูในหนัง”

 

ธุรกิจสตาร์ทอัพ ต้องมุ่งมั่นและจริงจัง ชนิสรา โททอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/475170

ธุรกิจสตาร์ทอัพ ต้องมุ่งมั่นและจริงจัง ชนิสรา โททอง

โดย…วราภรณ์ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

แบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารเช้าของซีอีโอเด็กไทย 2 คน ที่สร้างธุรกิจแบบ “สตาร์ทอัพ” ซึ่งสามารถฝ่าฟันอุปสรรคมา 5 ปี โดย 2 ปีหลัง นอกจากขายได้ดีในเมืองไทยแล้ว ยังมีตลาดในมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และอเมริกา ติดต่อให้นำสินค้าแบรนด์ Diamond Grains กราโนล่า อาหารเช้าเพื่อสุขภาพของเจ้าของธุรกิจสาวรุ่นใหม่ อูน-ชนิสรา โททอง วัย 24 ปี ที่ก่อร่างสร้างธุรกิจกับแฟนหนุ่มตั้งแต่เธออายุเพียง 19 ปีเท่านั้น การประสบความสำเร็จอาจมาจากเธอและแฟนหนุ่มวางรากฐานไว้เป็นอย่างดี โดยชนิสรามีหน้าที่ดูแลภาพรวมของธุรกิจ รวมทั้งการออกสินค้าใหม่ ดูแลการตลาด และการสื่อสารกับลูกค้าด้วย

ชนิสราเล่าว่า เหตุที่สนใจทำธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะเทรนด์คนไทยหันมารักษาสุขภาพด้วยการเลือกกินและเลือกออกกำลังกายกันมากขึ้น ซึ่งอาหารเพื่อสุขภาพที่สหรัฐอเมริกาได้รับความนิยมไปแล้ว สำหรับเมืองไทยเทรนด์สุขภาพก็น่าจะมา เธอและแฟนหนุ่มจึงคิดทำธุรกิจด้านอาหารขึ้นมาด้วยปัจจัยพื้นฐาน อย่างไรคนก็ต้องกินและปัญหาของมนุษย์เราคือ มักไม่นิยมกินอาหารเช้าเพราะไม่มีเวลา ส่วนใหญ่ใช้เวลาหมดไปกับการเดินทาง เธอจึงออกแบบผลิตภัณฑ์ตัวแรก เป็นซีเรียลในถ้วยจำหน่ายราคาย่อมเยาไม่ถึง 30 บาทแต่คุณภาพคับถ้วย ด้วยความที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใหม่มากๆ ทำให้เธอต้องใช้เวลาทำแผนการตลาดแนะนำผลิตภัณฑ์นานถึง 2 ปี ขณะนี้พัฒนาเป็นออกผลิตภัณฑ์โจ๊กเป็นสินค้าใหม่เพื่อกระตุ้นตลาด

แนวคิดการอยากมีธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย อาจเป็นเพราะเธอเป็นคนที่ชอบทำงานหาเงินใช้เองตั้งแต่เด็กๆ และชอบใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

“ตั้งแต่เรียนคณะนิเทศศาสตร์ ภาคอินเตอร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อูนชอบขอไปฝึกงานในบริษัทที่ทำคอนเทนต์ด้านการตลาดผ่านออนไลน์ และทำให้กับบริษัทใหญ่ๆ ระดับประเทศ ทำให้อูนได้ประสบการณ์จนบริษัทจ้างเข้ามาทำงานขณะที่เรียนด้วยเงินเดือนหนึ่งหมื่นห้าพันบาท รู้สึกสนุกที่เราทำงานได้เงินตั้งแต่วัยรุ่น จึงเกิดแรงปรารถนาอยากหาเงินใช้เอง และอยากสร้างแบรนด์เองเพราะเราก็สร้างแบรนด์ให้คนอื่นมาเยอะ ประกอบกับแฟนเรียนจบปริญญาตรีด้านการตลาดที่ปักกิ่ง เขาเห็นเทรนด์ตลาดเรื่องสุขภาพมาเยอะ เราจึงคิดทำบ้าง”

จากการสังเกตพฤติกรรมของคนไทยไม่นิยมกินอาหารเช้า เพราะหากพูดถึงอาหารเช้าที่มีในท้องตลาดส่วนใหญ่มักมีรสชาติไม่อร่อย เธอจึงเฟ้นหาวัตถุดิบปรุงแต่งเองอยู่นานมากกว่าจะได้วัตถุดิบที่อร่อยทำแล้วเข้ากันให้รสชาติที่ดี แถมยังดีกับสุขภาพ กินแล้วได้มากกว่าความอร่อย

“เดิมอูนชอบทำขนม จึงรู้เรื่องวัตถุดิบดี รู้ว่าแหล่งน้ำผึ้งที่ดีควรเอามาจากไหน โดยเราเลือกวัตถุดิบเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด เช่น แครนเบอร์รี่ต้องมาจากมาเลเซีย อีกทั้งอูนรู้ว่ารสชาติแบบนี้คนกินแล้วจะรู้สึกอย่างไร อันนี้เปรี้ยวนำ บางอันหวานนำไปไม่ดี เอาวัตถุดิบมาประกอบกันแล้วปรุงจนได้รสชาติที่อร่อยถูกปาก”

การทำการตลาดอาหารเพื่อสุขภาพเมื่อ 5 ปีที่แล้วเป็นเรื่องที่ยากมาก ชนิสราบอก เพราะคนไทยเมื่อ 5 ปีที่แล้วไม่นิยมกินอาหารเช้า ยิ่งอาหารที่กินแล้วเพิ่มแคลอรีจะไม่นิยมกินเลย เธอจึงต้องให้ความรู้กับคนใหม่ว่า อาหารเช้าสำคัญมากๆ อาหารเช้าแคลอรีน้อย แถมยังดีกับสุขภาพช่วยระบบขับถ่ายได้ดีก็ยังมีนะ

“จริงๆ แล้วอาหารเช้าสำคัญนะคะ เพราะกลางคืนเราอดอาหารทั้งคืน ดังนั้นตื่นมาตอนเช้าอาหารเช้าจึงสำคัญ ยิ่งเรากินอาหารที่มีคุณค่าสารอาหารครบเมื่อกินแล้วร่างกายจะซึมซับได้ดี ทำให้ตลอดทั้งวันปริมาณน้ำตาลคงที่ก็ไม่รู้สึกโหย มื้อกลางวันก็กินน้อยหน่อย กลางคืนกินน้อยลงอีก สิ่งนี้คือข้อมูลที่คนไทยบางคนยังไม่รู้ ซึ่งการทำอะไรในระยะแรกจะยากเสมอ เพราะคนจะตั้งแง่ว่าดีจริงเหรอ เราจึงออกแบบให้อาหารเช้ากินง่าย ใส่ถ้วย เปิดฝาใส่นมก็กินได้เลย”

การวางขายผลิตภัณฑ์ระยะแรก เธอเลือกจำหน่ายผ่านออนไลน์ ประกอบกับใช้วิธีเซอร์เวย์ความคิดลูกค้าว่าอยากได้ผลิตภัณฑ์ชนิดไหน แล้วทำให้ตรงกับความต้องการของตลาด และยิ่งระยะแรกลงทุนไปกับโรงงาน ใช้เม็ดเงินค่อนข้างมาก เธอจึงเน้นผลิตตามออร์เดอร์ เพราะไม่มีเงินทุนที่จะกักตุนวัตถุดิบปริมาณมากๆ

“อูนทำการตลาดนาน 2 ปีกว่า ลูกค้าจะรู้จักสินค้า ระยะแรกคือมีออร์เดอร์เล็กๆ มาโดยเราส่งไปให้เขากิน เขาลองแล้วอร่อยก็แนะนำปากต่อปากเกือบ 100% ที่กลับมาเป็นลูกค้าเรา แม้เราจะล้มหลายรอบมาก แต่ในที่สุดเราก็ประสบความสำเร็จ เพราะเราทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และทำตามความต้องการของลูกค้า เราทำในสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ แฟนบอกว่าให้ตั้งโรงงานและซื้อเครื่องจักรเข้ามาเลย ซึ่งเงินลงทุนเยอะมาก อูนถามเขาว่า จะมั่นใจได้ไงว่าจะมีลูกค้า แต่เขาตอบอีกมุมว่าถ้าทำการตลาดได้ดีแล้ว เราไม่สามารถผลิตสินค้าได้ จะเกิดผลเสียมากมายตามมาซึ่งก็จริง”

พอเริ่มออกผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพไปได้ 1 ปี คนเริ่มถามหาผลิตภัณฑ์ใหม่ เธอจึงออกแบบโจ๊กธัญพืช ลูกค้าเอาน้ำใส่ถ้วยแล้วแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ 1 คืน พอตื่นตอนเช้าก็กินได้เลย เทกซ์เจอร์จะนุ่มๆ เหมาะกับคนวัยทำงาน เด็กและผู้สูงอายุ ตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่ชอบของหวาน

ผ่านมา 5 ปี ตลาดอาหารเช้ามีหลายเจ้าเข้ามาแชร์ตลาดบ้าง แต่อูนมองว่าเป็นเรื่องดี จะได้ทำให้ตลาดอาหารเช้าเป็นเรื่องน่าตื่นใจขึ้น

“ตอนนี้แบรนด์เราโตมากๆ คนรู้จักเยอะมาก และคนไทยเริ่มหันมากินอาหารเช้า แน่นอนคู่แข่งก็มากตามไปด้วย แต่อูนมองเป็นเรื่องดีเพราะทำให้ตลาดกว้างขึ้น แสดงว่าตลาดอาหารเช้าโตขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นโอกาส พร้อมกับมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาตลอด แต่จุดหนึ่งที่แม้เราโตเราก็ไม่ลืมคือ คอยแก้ปัญหาให้ลูกค้า มีอะไรแนะนำเรามาเรารับฟัง เช่น อยากให้เราออกผลิตภัณฑ์อะไรหรือรสชาติอะไร บอกเราได้หมด อูนตั้งใจเสิร์ฟความต้องการให้ลูกค้าได้เรื่อยๆ ถือเป็นเพื่อนกับลูกค้าไปด้วย”

แม้ตลาดซีเรียลอาหารเช้าจะมีแบรนด์จากต่างประเทศด้วย แต่จุดหนึ่งที่อูนค้นพบ คือคนไทยชอบคำแนะนำ การอธิบายว่าวัตถุดิบนี้มีอะไร และดีอย่างไร จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภค สำหรับเป้าหมายการทำธุรกิจ ชนิสรามองว่าตอนนี้การทำแบรนด์ของเธอเลยจากจุดที่อยากขายได้เยอะๆ แล้ว และเธอมีเป้าหมายก้าวต่อๆ ไปคือ อยากเป็นแบรนด์อาหารเช้าที่มีผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่เหมาะสมหรือไม่

“พอ 2 ปีหลังยอดขายเราไปได้ดีมาก แน่นอนพอสินค้าขายดีย่อมมีคนก๊อบปี้สินค้า แต่เราถือว่าตลาดอาหารเช้าเป็นเค้กก้อนที่ใหญ่มาก คนก็อยากกินเค้กชิ้นนี้ อูนคิดว่าไม่เป็นไร เพราะยิ่งมีคนสนใจตลาดอาหารเช้ายิ่งมากขึ้นก็จะยิ่งทำให้เค้กเราก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการโกอินเตอร์นั้น มีหลายคนติดต่อมาให้เราไปวางจำหน่าย เช่น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น อเมริกา ติดต่อเข้ามาให้เรานำของไปขาย เราก็อยากไปนะคะ แต่กำลังการผลิตเรายังไม่ได้ เพราะเราเคยอยู่ในจุดที่รู้ว่าความไม่พร้อมแล้วทำเป็นอย่างไร สู้เราไปเมื่อพร้อมดีกว่า ไม่ต้องรีบร้อน เราไม่อยากได้เงินเร็ว แต่เราอยากได้ความมั่นคง เมื่อไหร่ที่เราพร้อมเราจะทำทันที ซึ่งเรามองไว้ว่ากลางปีนี้เราจะเดินหน้าส่งออกได้เต็มที่ พอธุรกิจที่เราสร้างด้วยกันมากับมือประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี เห็นแล้วก็ชื่นใจเพราะเราเริ่มกันแค่สองคน ตอนนี้เราดูแลพนักงานอีก 80 คน ถือเป็นการสร้างงานให้เขาได้ และภูมิใจมากขึ้นคือเราแก้ปัญหาอาหารเช้าให้ลูกค้าได้อีก และยิ่งรู้สึกดีที่มีลูกค้าบอกเข้ามาว่า เขาน้ำหนักลดได้และมีไลฟ์สไตล์ที่ดีได้เพราะเรา เรารู้สึกว่าเราตอบโจทย์ปัญหาของลูกค้าได้ และอูนก็ตั้งใจแก้ปัญหาให้ลูกค้าเรื่องสุขภาพต่อไป”

อย่างไรก็ดี หากน้องๆ รุ่นใหม่อยากทำธุรกิจสตาร์ทอัพแล้วไปได้รุ่งเช่นเดียวกับชนิสรา เธอมีคำแนะนำคือ

“ใครอยากมีธุรกิจต้องเริ่มจากมีความรักก่อน รักในสิ่งที่ทำ และต้องรักในอุปสรรคด้วย คือการเตรียมรับมือกับปัญหาที่ต้องเจอ จริงๆ อูนมองว่าปัญหาอุปสรรคเป็นเรื่องปกติ ทุกวันนี้เราก็ยังเจอปัญหาอยู่ เมื่อไหร่เราคิดว่าปัญหาทำให้เราคิดลบ เราก็จะยิ่งแย่ลงทันที ในทางกลับกันหากเราคิดว่าปัญหาเป็นเรื่องปกติ มันจะไม่หนัก เราจะค่อยๆ แก้ไป ให้มองว่าปัญหาเป็นเรื่องสนุก แต่คนมักมองว่าเด็กรุ่นใหม่บางคนความอดทนต่ำ ดังนั้นเรายิ่งต้องมีภูมิคุ้มกันต่อปัญหาที่ดี อย่ากลัวปัญหา อย่าคิดว่าฉันอยากทำธุรกิจแล้วรวยทันที แต่ลืมไปว่าต้องมีปัญหาที่ต้องแก้ไป ถ้าเราคำนึงนึกถึง พอเจอปัญหาจริงๆ เราจะแก้ได้ ไม่ท้อและไม่กลัว ”

ซึ่งแนวคิดที่ดีแบบนี้ ชนิสราได้มาจากการสั่งสอนของคุณแม่และคุณพ่อที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์บิลต์อิน ซึ่งก็เคยมีประสบการณ์ความแกร่งด้านการสร้างธุรกิจมาด้วยตัวเองเช่นกัน

“พ่ออูนทำธุรกิจโดยเริ่มจากทำด้วยตัวเอง เห็นตัวอย่างจากพ่อ ซึ่งชอบทำงานมากๆ อูนน่าจะได้เลือดพ่อมา พ่อชอบทำงาน ขยันตื่นเช้า พ่อมองว่าการทำงานทุกวันเป็นเรื่องตื่นเต้น พ่อสอนว่าปัญหาเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่มีสิผิดปกติ พ่อบอกว่าเขารู้สึกสนุกทุกครั้งที่เขาได้แก้ปัญหา พ่อเป็นคนที่ชอบทำให้คนรอบข้างอารมณ์ดี และพ่อเป็นหัวหน้าทีมที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้ลูกน้องได้ตลอด และเวลาทำอะไรสำเร็จทุกคนก็จะมีความสุขไปด้วยกัน อย่าง 2 ปีแรกธุรกิจอูนค่อนข้างมีปัญหาเยอะมาก แต่เราไม่กล้าปรึกษาพ่อกับแม่ เพราะไม่เคยคิดว่าเราจะทำไม่ได้ ถึงแม้จะผิดหวัง แต่เราจะมีความคิดให้กำลังใจตัวเองว่ามันต้องได้สิ เราลองแก้ปัญหาเองก่อน ก็คิดว่าหากวันนั้นบอกพ่อแม่ไปว่า เรามีปัญหานะ เขาอาจคิดว่าเราทำไม่ได้ใช่ไหม ยอมรับระยะแรกก็รู้สึกเครียดตอนทำการตลาดแล้วมันไม่โอเคใน 2-3 ปีแรก แต่เราก็มุ่งมั่น จริงๆ หากเรามีปัญหาเราสามารถคุยกับพ่อแม่ได้ อย่ากลัวไปเอง ซึ่งพ่ออูนสอนแบบพ่อสมัยใหม่ ลูกอยากทำอะไรทำ ลองเอง ถ้าผู้ใหญ่เห็นความมุ่งมั่น อย่างอูนหาเงินเองได้ตั้งแต่เด็ก แฟนก็เล่นหุ้นได้ตั้งแต่เด็ก เราทำงานกันมาก่อน เรารู้ว่าคุณค่าของเงินเป็นยังไง ตอนที่ขอเงินทุนพ่อก้อนแรกพ่อก็ให้นะคะ แต่ก่อนให้เราต้องเขียนแผนธุรกิจให้ท่านดูก่อน ให้คิดว่าถ้าเราใช้เงินทุนเยอะๆ เราต้องทำแบบผู้ใหญ่ ทำให้เขาเห็น แล้วพ่อแม่จะสนับสนุนแต่เราต้องมุ่งมั่นและลงมือทำอย่างจริงจังด้วยนะคะ”