ทศพร อาชวานันทกุล ในวันที่บินเดี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2560 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/474964

ทศพร อาชวานันทกุล ในวันที่บินเดี่ยว

โดย…กองทรัพย์ ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

การแยกทางเดินของดูโอ้ “ซินและนัท” แห่งวงซิงกูลาร์ (Singular) เจ้าของซิงเกิ้ลเพลง “เบา เบา” ที่สร้างปรากฏการณ์เพลงแรงแห่งปี สู่อันดับที่ 1 บนชาร์ตคลื่นวิทยุครอบคลุมทุกพื้นที่ของเมืองไทย ในปี 2553 จากนั้นพวกเขาก็กวาดรางวัลด้านดนตรีมาอีกมากมาย และเมื่อปี 2556 ณ ขณะนั้นทั้งคู่ให้เหตุผลว่าต่างคนต่างอยากไปทำตามสิ่งที่ตัวเองฝันกับเพลงสุดท้ายที่คู่กัน Until we meet again (จนกว่าจะพบกันอีก) ด้วยเนื้อหาการจากลาที่สวยงาม

“…ต่างคนต่างมาทำความฝัน…ด้วยกัน

…ต่างคนต่างไปตามความฝัน…ของตัวเอง

…{จนกว่าจะพบกันอีกครั้ง}”

หลังจากนั้นเขาก็ชัตดาวน์ตัวเอง หายไปพักกายพักใจ รีเซตสมองใหม่ แต่งเพลงเก็บสะสมไปเรื่อย 3 ปีผ่านไป เรานัดเจอ ซิน-ทศพร อาชวานันทกุล อีกครั้งในวันที่เขากำลังปั้นอัลบั้มเดี่ยวที่ 2 ของตัวเอง เริ่มจากซิงเกิ้ลเพลงอยากบอกว่ารัก หลังจากอัลบั้มแรกได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนเพลง วันนี้หนุ่มหน้าหวาน ผมยาว เจ้าของเสียงร้องหวานนุ่ม ในต่างเส้นทางการเรียนรู้ การเดินทางแบบบินเดี่ยวของหนุ่มคนนี้ผ่านอะไรมาบ้าง ลองเข้ามารู้จักกับซินอีกสักนิด แล้วคุณจะตกหลุมรักผู้ชายผมยาว (ประบ่า) หน้าหวาน ยิ้มง่ายคนนี้โดยไม่รู้ตัว

เริ่มเป็นผู้ให้

ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นทำให้คนจดจำเขาได้ในทันทีที่พบกันครั้งแรก ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาโดยไม่ได้ติดใจอะไรนั่นก็คือ “ผู้ชายอะไรหน้าสวย” แต่การเจอซินครั้งนี้ ลุคของเขาดูเปลี่ยนไปเริ่มจากผมที่เคยยาวเกือบถึงเอว ตอนนี้กลายเป็นผมยาวประบ่า เขาตอบข้อสงสัยนี้…

“ถ้ายังจำได้น้องยิปโซ (อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์) และเพื่อนๆ ได้จัดตั้งโครงการ The Greater Cut ตัด-ต่อความสุข ครั้งแรกขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อระดมทุนในการทำวิกผมให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องผ่านการทำเคมีบำบัด ซึ่งเขาเปิดโครงการด้วยการตัดผมตัวเองบริจาคและรณรงค์ให้สาวคนอื่นๆ ร่วมบริจาคด้วย ครั้งแรกก็สำเร็จไปด้วยดี

ในโครงการครั้งที่ 2 ผมก็ได้รับคำชวนจากน้องยิปโซในการระดมทุน ผมตัดสินใจตัดผมที่ไว้ยาวออกไป 14 นิ้ว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการระดมทุนครั้งนี้ สิ่งที่ได้รับนอกจากความอิ่มเอมทางใจที่ยากจะอธิบาย เพราะส่วนหนึ่งที่เรารักมากก็คือเส้นผม ได้นำไปใช้ประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการจริงๆ และยังเป็นสัญลักษณ์ของการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือคนที่ลำบากอยู่ ผมว่าเป็นสิ่งดีที่ได้ทำ และยังเป็นการปรับลุคของตัวเองไปในตัวให้ดูสดใสขึ้น เป็นการเริ่มต้นสิ่งดีๆ สำหรับผมเองด้วย”

 

ล่าสุด ซินเล่าถึงการทำงานร่วมกับโปรเจกต์ We : พอ “เพลงของพ่อ” ที่รวมพลังของคนดนตรีและศิลปินจากทั่วฟ้าเมืองไทยนับร้อยชีวิตมารวมพลังเล่นและร้องเพลง ซึ่งเป็นการนำเอา 4 บทเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาร้อยเรียงกัน ได้แก่ เพลงแผ่นดินของเรา เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 34 เพลงใกล้รุ่ง เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 4 เพลงสายฝน เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 3 และเพลงความฝันอันสูงสุด เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 43 ด้วยการเรียบเรียงผสมผสานแนวดนตรีต่างๆ เครื่องดนตรีทั้งไทย-สากล จัดวางจังหวะได้อย่างพอดี กลายเป็นความหลากหลายที่ลงตัวเป็นหนึ่งเดียวในวิดีโอ 15 นาทีกว่าๆ ชิ้นนี้ ซึ่งซินมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในเพลงใกล้รุ่งร่วมกับศิลปินแนว Easy Listening คนอื่นๆ

“รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้รับโอกาสในโปรเจกต์เทิดพระเกียรติครั้งนี้ บรรยากาศในวันนั้นแม้จะโศกเศร้าอยู่มาก แต่ทุกคนทำงานเต็มที่ ซินได้เป็นหนึ่งศิลปินที่ได้ถ่ายทอดบทเพลงใกล้รุ่ง คือ ด้วยความหมายของเพลงเป็นการให้ความหวัง ขณะที่ร้องเราก็นึกถึงแสงวันใหม่ หลังความมืดความเหงาปกคลุมประเทศไทยมาพักใหญ่ เราหวังว่าคนที่ได้ฟังเพลงของโปรเจกต์นี้จะมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ร่วมกันทำสิ่งที่พระองค์ท่านได้ดำริไว้ ซินในฐานะศิลปินนักร้องก็จะทำงานที่ตัวเองถนัดให้ดีที่สุดเช่นกัน”

เรียนรู้สิ่งใหม่

ในวันนี้นอกจากเขาจะมาในฐานะศิลปินเดี่ยวในสังกัด บีอีซี–เทโร มิวสิค เขายังมีอีกหนึ่งตำแหน่งพ่วงมาด้วยคือพาร์ตเนอร์คนใหม่ล่าสุดของร้านไวท์เดย์ พาทิซเซอรี่ (White Day Patisserie) ในงานเปิดร้านอย่างเป็นทางการสาขาสยามเซ็นเตอร์ ซินทำการแสดงสด เริ่มต้นด้วยกล่าวคำทักทายเล็กน้อยก่อนจะเริ่มร้องเพลง เสียงหวานละมุนประกอบกับเสียงดนตรีเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่หาไม่ได้จากการฟังเพลงจากซีดี แต่นอกจากเสียงที่นุ่มน่าฟังแล้ว หนุ่มคนนี้ซ่อนความสามารถต่างๆ ไว้อีกเพียบทีเดียว

“ผมหลงรักในงานศิลปะและเสียงเพลง เคยร่วมงานกับคณะประสานเสียงชื่อดังอย่าง La Salle Chorus และ Bangkok Opera ก่อนหน้าจะมาร้องเพลงจริงจังก็เรียนสาขานิเทศศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก่อนหน้านี้ทำงานที่บริษัทเอเยนซีแห่งหนึ่ง เป็นงานเกี่ยวกับการออกแบบกราฟฟิกดีไซน์ ระหว่างนั้นก็ขีดเขียนเพลงของตัวเองไว้บ้าง จนได้หยิบเอาเพลงที่แต่งไว้มาทำเพลงในอัลบั้มของซิงกูลาร์ ผมว่าทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมด” ซินเล่าด้วยท่าทางนิ่งๆ เรียบร้อย ก่อนจะบอกเล่าเพิ่มเติมว่า

“ซินชอบศิลปะ เรียนมาทางด้านออกแบบด้วยแล้ว ผลงานการออกแบบของซิน เว็บไซต์ของ Singular ซินก็เป็นคนครีเอทเองด้วย ดีไซน์ปกอัลบั้ม หรือซิงเกิ้ลก็เป็นผลงานที่เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยตัวเอง นอกจากนี้ผลงานที่โดดเด่นคือได้เป็นคนออกแบบแพ็กเกจจิ้งของผลิตภัณฑ์ยาสระผม Renokin  ‘Change to Shine มนต์ประกายแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ที่เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ด้วย

 

กับบทบาทใหม่ที่ไม่ใช่งานนักร้องแต่เป็นธุรกิจร้านขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น เรายิงคำถามไปว่าอะไรทำให้หนุ่มคนนี้เลือกจะตัดสินใจลงทุนในธุรกิจอาหาร ซิน บอกว่า เริ่มจากชอบประเทศญี่ปุ่น ที่อาจจะเกี่ยวโยงตั้งแต่เด็กๆ จากหนังสือที่อ่าน เพลงที่ฟัง และการ์ตูนที่ฝังความชื่นชอบบางอย่างไว้ตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นทำให้สไตล์ที่เด่นชัดไปทางญี่ปุ่น ทั้งการแต่งตัว เครื่องประดับงานดีไซน์เรียบเป็นธรรมชาติ ไม่ชอบที่มีลวดลายเยอะ (Minimal) หรือแม้กระทั่งไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวที่ไปญี่ปุ่นกี่ครั้งก็ไม่รู้เบื่อ ทำให้อินและชอบญี่ปุ่นเป็นพิเศษ

“เมื่อจะเลือกลงทุนในธุรกิจก็ต้องศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจนั้นๆ ก่อน ซึ่งจุดเด่นของร้านไวท์เดย์ พาทิซเซอรี่ ซึ่งเป็นร้านขนมสไตล์ญี่ปุ่น รสชาตินุ่มละมุน หวานน้อย ใครมาก็ต้องกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเราก็เป็นแฟนของร้านนี้มาก่อน ดังนั้นเมื่อศึกษาเข้าไปในการทำงานของร้านคือทีมดูแลการบริหาร เมื่อศึกษาความเสี่ยงและความเป็นไปได้ของธุรกิจจนดีแล้ว จึงตัดสินใจร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ด้วยไม่ยากเลย
ซึ่งซินก็ไม่ได้มีหน้าที่ในการบริหารงานอะไรเป็นพิเศษ แต่เราก็ใช้สิ่งที่เราถนัดคืองานเอนเตอร์เทน ร่วมกับส่งเสริมภาพลักษณ์ของร้านให้ออกมาตามแนวทางที่ควรจะเป็น”

สำหรับหนุ่ม (เคย) ผมยาวมากคนนี้ ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้และเดินทาง เดินทางเพื่อเข้าใจโลก “บางครั้งข่าวที่ผ่านมาแรงถึงขนาดให้ระบุว่าเราเป็นอะไร หลายคนถามว่าโกรธบ้างไหม? สำหรับซินก็ไม่ค่อยอะไรนะเป็นเรื่องของแต่ละคนมอง เรารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นยังไง แต่ซินอยากให้ทุกคนมองคนแต่ละคนเป็นคนหนึ่งคน ซึ่งคนทุกคนไม่เหมือนกัน คุณจะบอกได้ยังไงว่า ผู้หญิงคนนี้มีความเป็น
ผู้หญิงอยู่เท่าไหร่ หรือมีความเป็นผู้ชายมากกว่า ผู้ชายหนึ่งคนวัดความแมนจากอะไรแค่รูปลักษณ์ภายนอกหรือการกระทำคำพูดของเขา มันเป็นเรื่องปัจเจกวัดอะไรไม่ได้”

ที่สุดแล้วข้อดีของการเดินทางคนเดียวสำหรับ ซิน ทศพร ทำให้ได้รู้หลายอย่างที่มากขึ้น ได้สำรวจตัวเองมากขึ้น ได้แต่งเพลงที่อยากแต่งมากขึ้น ได้เสพงานเพื่อเป็นวัตถุดิบของงานมากขึ้น ซึ่งทำให้เรามีแรงบันดาลใจที่จะทำงานต่อๆ ไป ใครไม่เคยน่าจะลองดู ติดตามผลงานและไลฟ์ไตล์อื่นๆ ของซินได้ที่อินสตาแกรม @sinofficial และเฟซบุ๊ก : Whoissin

 

ไฟซาล มาลิก หลงใหลในเสน่ห์ไม้เก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2560 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/474741

ไฟซาล มาลิก หลงใหลในเสน่ห์ไม้เก่า

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ชายหนุ่มสูง คมเข้ม ยิ้มแย้ม ท่าทางใจเย็น วัย 30 ต้นๆ เชื้อชาติปากีสถาน สัญชาติแคนาดา ไฟซาล มาลิก เขาจบปริญญาตรีทางด้านการสื่อสาร แต่มายึดอาชีพเป็นอาร์ติสต์และดีไซเนอร์ โดยย้ายมาปักหลักที่เมืองไทยได้ 7-8 ปีแล้ว เริ่มจากตามเพื่อนมาทำงานจิตอาสาให้กับมูลนิธิเพื่อเด็กอย่างมูลนิธิบ้านคามิลเลียนอยู่ 5-6 ปี แล้วก็หลงรักเมืองไทย จนในที่สุดเขาก็ขอทำงานที่เมืองไทยก่อนในช่วงนี้

ไฟซาล บอกว่า ชอบประเทศไทยเพราะมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีทั้งความเก่าและใหม่ในตัวเอง ผู้คนก็มีน้ำใจโอบอ้อมอารี มีความอบอุ่นมีความเป็นครอบครัวสูง เขาแทบไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย ที่ไม่ชอบมีเพียงเรื่องการจราจรที่ติดขัดมาก ซึ่งเขาแก้ปัญหาได้ด้วยการใช้รถไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์ในชั่วโมงเร่งด่วน

หนุ่มปากีสถานเกิดและเติบโตที่ประเทศแคนาดา เคยกลับไปเยี่ยมญาติที่ปากีสถานเพียง 2-3 ครั้งเท่านั้น ตอนอยู่ที่แคนาดาคุณแม่ของเขาเปิดร้านดอกไม้ เขาก็จะช่วยคุณแม่ตกแต่งร้าน ทำเฟอร์นิเจอร์จากไม้ให้คุณแม่ใช้ เขามีความสนใจในเรื่องการออกแบบและศิลปะมาตั้งแต่เด็ก จึงมีงานอดิเรกเป็นงานไม้งานประดิษฐ์ของใช้ต่างๆ

 

นอกจากการมีใจรักแล้ว เมื่อโตขึ้นเขาก็พยายามหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง จากหนังสือและข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตต่างๆ เรื่อยมา จนมีภูมิความรู้มากพอที่จะออกมาเป็นผลงานจนเป็นที่ต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยปัจจุบันนี้เขาออกแบบเฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นกระจก เขียง ตั้งแต่ชิ้นใหญ่ไปจนถึงชิ้นเล็กๆ อย่างโต๊ะกินข้าว โต๊ะกาแฟ เก้าอี้ ม้านั่ง จากไม้เก่า ในชื่อแบรนด์ “ไฟซาล มาลิก” ที่เพิ่งเปิดแบรนด์มาได้เพียง 8 เดือน จับตลาดระดับพรีเมียมเพราะเป็นงานแฮนด์เมดทั้งหมด ซึ่งเขามีหุ้นส่วนเป็นเพื่อนสาวชาวอเมริกันที่จบทางด้านวิศวกรรม และอยู่ที่ประเทศไทยมาหลายปีเช่นกัน และเคยทำงานให้กับบริษัทเฟอร์นิเจอร์มา 10 กว่าปี

เนื่องจากมีความหลงใหลในงานไม้เก่าของประเทศไทยอย่าง ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้มะค่า ไม้ประดู่ ไม้ตะเคียน ไม้แดง ไม้กระบาก ไม้ยาง ไม้รัง ไม้ตะแบก เขาบอกว่าไม้เนื้อแข็งแม้เก่าแล้วก็ยังคุณภาพดีคงทน โดยเขาจะไปหาซื้อไม้จากบ้านเก่า วัดเก่า โดยเขาจะขับรถตระเวนหาทั้งสุโขทัย พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ บางกระเจ้า หรือใครแนะนำมาเขาก็จะขับรถไปดูเอง หรือจะมีคนที่รับรื้อบ้านเก่านำมาเสนอขายก็มี ที่เขาก็ไปซื้อไม้เก่ามาจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเมียนมา ลาว เวียดนาม ก็มีบ้าง แต่เขาชอบไม้จากประเทศไทย บางครั้งก็ไปเจอไม้เก่าที่จมน้ำ ไปงมได้มาจากทะเล ในแม่น้ำก็มี

ไฟซาลจะผลิตงานจากไม้เก่า เนื่องจากเขามองว่าไม้เก่ามีเสน่ห์ เนื้อไม้แต่ละชนิดก็มีลวดลายและสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญไม้เก่ายิ่งใช้ยิ่งสวยมีความมันเงา และเมื่อใช้งานไม้ในบ้านเนื้อไม้จะมีความเย็นสบาย ทำให้บ้านเย็นขึ้นได้เล็กน้อย สังเกตจากบ้านไทยโบราณจะมีความเย็น มากกว่าบ้านตึกหรือบ้านปูน

 

“ผมจะใช้แต่ไม้เก่าเท่านั้น ไม่ใช้ไม้ใหม่ เพราะไม่อยากให้ต้องตัดต้นไม้มาใช้ เพื่อช่วยกันรักษาป่า อีกทั้งไม้เก่าสามารถนำมาหมุนเวียนรีไซเคิลใช้ซ้ำได้อีกนาน เพราะอายุการใช้งานของไม้นั้นนานเป็นร้อยปี มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แม้ว่าไม้เก่าอาจจะหายากอยู่บ้าง แต่ก็ยังพอหาได้อยู่

ที่สำคัญก็คือไม้เก่าที่หายากจะทำให้งานของผมดูดีมีเอกลักษณ์ ไม้ที่ได้มาแต่ละครั้งก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นงานจะมีเพียงชิ้นเดียว ไม่มีซ้ำเหมือนงานที่ผลิตแบบระบบอุตสาหกรรม โชคดีที่กลุ่มลูกค้าเองก็ชอบงานยูนีคและเข้าใจในคุณค่าในงานที่ผมทำ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกรีสอร์ท โรงแรม ร้านอาหาร หรือบ้านเดี่ยว ที่มีกำลังซื้อสูง เพราะงานของผมมีเพียง 1-2 ชิ้น จึงมีราคาสูงกว่างานไม้
ทั่วๆ ไป และงานของผมเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการรักษ์โลกและสีน้ำมันเคลือบ กาวที่ใช้ นำเข้าจากยุโรปทั้งเบลเยียม เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ที่เป็นวัสดุที่ผลิตจากธรรมชาติไม่ใช่สารเคมี” เขากล่าวอย่างภาคภูมิใจ

จุดเด่นในงานออกแบบของเขาก็คือ เป็นงานฝีมือที่เขาลงมือทำเองทีละชิ้นและจะใส่ลูกเล่นลงไป เช่น มีการฝังทองเหลืองลงไปในเนื้อไม้ เช่น ทองเหลืองเป็นรูปผีเสื้อ หรือใบไม้ เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากผีเสื้อพันธุ์ไทยที่เขาไปเห็นมาที่เขาใหญ่ เลยได้ผลงานในคอลเลกชั่นบัตเตอร์ฟลาย ซีรี่ส์ หรือบางคอลเลกชั่น เขาก็ใช้สเตนเลส หินอ่อน อะครีลิก หรือหินอย่างเทอร์คอยส์บดแล้วอัดลงไปเป็นลวดลาย

 

“เพื่อใช้ปิดร่องรอยของไม้ที่อาจจะมีตำหนิ หรือรอยบิ่นของไม้ เนื่องจากไม้เก่าผ่านการใช้งานย่อมทิ้งร่องรอยไว้บ้าง การใส่ลูกเล่นลงไปเพื่อให้งานดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น สวยงามยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งนำไม้ชนิดอื่นสีอื่นลงไปสอดแทรกลายไม้ให้งานดูมีลูกเล่นมากยิ่งขึ้น”

ในการผลิตแต่ละครั้งแม้เขาจะเป็นแบรนด์เล็กๆ แต่ก็จะไม่ลดคุณภาพคือ เลือกใช้ของที่ดีและเหมาะสม ไม่ต้องการลดคุณภาพเพื่อลดราคา เนื่องจากเขาจับตลาดลูกค้ามีกำลังซื้อ จึงสามารถเลือกใช้วัสดุ
ในการผลิตที่ดีเยี่ยมเพียงพอได้ อย่างบริษัทที่ผลิตงานทองเหลืองที่เป็นรูปผีเสื้อ ใบไม้ หรือรูปดวงดาวต่างๆ ก็เป็นบริษัทที่ผลิตให้กับแบรนด์ดังๆ หลายแบรนด์

หลังจากเปิดแบรนด์มาได้ 8 เดือน เขาผลิตงานออกมา 4 คอลเลกชั่น คือ บัตเตอร์ฟลายซีรี่ส์  กลุ่มดาวฤกษ์ ชุดอะครีลิก อุปกรณ์เครื่องครัว ปีหน้าจะเริ่มมีงานของใช้อย่างกระจกส่องหน้า

อดถามด้วยความห่วงใยไม่ได้ว่า หากไม้เก่าหายากมากๆ เขาจะทำอย่างไร ไฟซาลตอบว่าเขาจะไปใช้หินอ่อน บรอนซ์ แทน แต่ขณะนี้ยังจะทำงานไม้ต่อไป แม้จะหายากก็ตาม

 

มนต์ริสสา ลีนุตพงษ์ ชีวิตคือการก้าวไปข้างหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/474740

มนต์ริสสา ลีนุตพงษ์ ชีวิตคือการก้าวไปข้างหน้า

โดย…ปอย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

สร้างสรรค์ผลงานเก๋ไก๋สไตล์ขี้เล่น รูปแบบใหม่ๆ ได้ทุกปี จากการแนะนำคอลเลกชั่นแรก สกิน ออน สกิน บาย มนต์ริสสา (Skin On Skin by Monrissa) เปิดตัวในฐานะดีไซเนอร์หัวศิลป์ โบว์-มนต์ริสสา ลีนุตพงษ์ ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงแฟชั่นเมื่อราว 4 ปีที่ผ่านมา และก้าวต่อมาเมื่อลองจับธุรกิจเปิดร้านกาแฟ-เบเกอรี่ คาเฟ่ แอท อีส (Cafe at Ease) กับการก้าวสู่ปีที่ 3 ปีของร้านเครื่องดื่มสุดชิก มนต์ริสสา ขยันขันแข็งไม่หยุดหันมาจับธุรกิจใหม่เพิ่มเติมอีก เปิดมุมขายของสไตล์ Home & Living ทั้งจากในและต่างประเทศ บวกกับความเป็นหญิงสาวช่างแต่งตัวจึงมีมุมเครื่องประดับกิ๊บเก๋ หลากดีไซน์ หลายแหล่งที่มา วางให้เลือกช็อปปิ้งกันในมุมนี้อีกด้วย

เครื่องประดับในรูปแบบแปลกตา เท่ๆ ซนๆ สไตล์ดีไซเนอร์สุดติสต์ตัวจริงเสียงจริง ไปจนสารพันของตกแต่งบ้าน ทุกๆ ชิ้นคัดสรรเข้าร้านด้วยตัวเอง ด้วยความตั้งใจอยากให้ร้านนี้เป็นแหล่งผ่อนคลาย จิบกาแฟไปกินขนมไป ช็อปปิ้งได้ของที่ระลึกชิ้นเก๋ไก๋แปลกตาไม่ซ้ำใครกลับไปด้วย

“ปรับเปลี่ยนพื้นที่ด้านในของร้านไปเกือบทุกปีเลยค่ะ จากที่มุมนี้โชว์เสื้อผ้าแบรนด์สกิน ออน สกิน โบว์ก็ค่อยๆ เพิ่มของใหม่ๆ เข้ามา เน้นเลือกของที่มีกลิ่นอายโอเรียนทอล มีความเป็นไทย คัดเลือกให้ความแตกต่างหลากหลาย อย่างเช่นต่างหูจากศิลปินอัมพวา เลือกเข้ามาวางขายที่ร้าน ชอบดีไซน์คิดนอกกรอบ มีสไตล์ซุกซนเหมือนเรา ตอนนี้พี่เขาดังแล้วมีชื่อเสียงในกลุ่มนักท่องเที่ยวฝรั่ง โบว์เลือกต่างหูของเขาเข้าร้านเป็นรายแรกๆ เลย ของชิ้นอื่นก็เน้นความแปลกๆ

 

สำหรับดีไซน์ใหม่ล่าสุด ตัวเจ้าของร้านก็ทำแหวนวางขายร่วมกับเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ ด้วย หน้าตาเหมือนไม้ แต่เป็นเรซิ่นที่เพิ่งหัดเรียนปีที่แล้วนี่เอง

“แฟนโบว์สอนทำค่ะ ‘พี่ป่าน’ มีความรู้รอบตัวเยอะ เขาเคยศึกษาการทำเรซิ่นแล้วก็สอนโบว์ให้ลองทำบอกว่าไม่ยาก ก็ทำได้ไม่ยากจริงๆ ด้วยค่ะ ปีนี้จัดเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่ค่ะ โบว์วางแผนเรื่องการแต่งงาน (บอกพร้อมรอยยิ้มหวาน) การเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ก็จะไปพร้อมๆ กับการปรับปรุงตกแต่งร้านนี้เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ค่ะ เพราะเรือนหอก็อยู่ชั้นบน

การเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา ซึ่งปีนี้จึงเป็นปีที่โบว์วางแผนอะไรใหม่ๆ อีกเยอะเลยค่ะ” มนต์ริสสา บอกพร้อมรอยยิ้มสดชื่น &O5532;

1 ในหลวงรัชกาลที่ 9

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องการทำงาน ทรงงานหนักทรงลุยไปในถิ่นทุรกันดาร ทรงมีทศพิธราชธรรมตลอด 70 ปีครองราชย์ที่ประชาชนไทยประจักษ์ เวลาโบว์ทำงานหนักๆ เหนื่อยๆ ก็คิดว่าเราไม่ได้เศษเสี้ยวของท่าน ทำให้เรามีแรงกลับมาทำงานได้อีกครั้ง”

2 แหวนหมั้น

“แหวนเพชรมีเป็ดที่หน้าตาแบบเป็ดยาง 2 ตัวขนาบซ้ายขวา เป็ดยางสีเหลืองคือตัวโบว์ เริ่มสะสมตั้งแต่เด็กๆ จนตอนนี้มีหลายร้อยตัวเต็มห้องทำงาน แล้วพอเลือกแหวนหมั้นก็เลือกตัวโปรดตัวนี้เพราะคือตัวเราที่สุด”

3 การ์ดแต่งงาน

ของชำร่วยแหวนเป็ด

“เป็ดเหลืองคือความเป็นเด็กตลอดกาลค่ะ มีความสุขทุกครั้งที่ได้มองหน้ามัน รู้สึกถึงความสนุกสนาน ซุกซน เป็นเด็กไม่รู้จักโต แอ็กทีฟมีแรงทำอะไรบ้าบอ (หัวเราะ) แฟนโบว์ก็สไตล์แบบนี้ค่ะทำให้เราไม่ต้องแกะรหัสเพื่อปรับตัวอะไรกันและกันมาก คนอื่นๆ อาจคิดว่าเป็ดแมนดารินสัญลักษณ์การครองคู่อย่างนั้นหรือเปล่า ไม่ใช่เลยค่ะมันคือเป็ดเหลือง (หัวเราะ) เป็ดตัวนี้บอกได้ถึงคาแรกเตอร์ของโบว์ ทั้งการ์ดแต่งงาน ของชำร่วยเลือกแหวนเป็ดคู่ใส่กล่องมีแม่เหล็กปิด 400 ชิ้นค่ะ”

4 โบไทพลาสติก

แบรนด์ สกิน ออน สกิน “Revolutionary Jigsaw…Clothes Without Sewing” ทำคอลเลกชั่นพลาสติกออกมาเมื่อ 2 ปีก่อน มีกิมมิกเทคนิคการประดิษฐ์ข้อต่อ โบไทคอลเลกชั่นนี้ได้ลงแนะนำในหนังสือซิตี้ไกด์บุ๊กของ หลุยส์ วิตตอง ที่มีวางอยู่ในช็อปทั่วโลก จำได้ค่ะว่ามีฝรั่งเดินเข้ามาดูของในร้านแต่เขากำลังจะไปเที่ยวบ้าน จิม ทอมป์สัน ในซอยเกษมสันต์ 2 ซอยเดียวกับร้านโบว์ เราก็คุยกันสนุกเธอก็บอกว่ามาจาก หลุยส์ วิตตอง แต่ก็ไม่ได้บอกนะคะว่าจะเขียนถึงเรา แล้ววันหนึ่งก็ส่งไกด์บุ๊กเล่มนี้มาให้ ตื่นเต้นมากค่ะแนะนำคอลเลกชั่นนี้ยืดยาวเลยนะคะ”

5 ครกเรซิ่น

“เวลาไปท่องเที่ยวโบว์ชอบไปพิพิธภัณฑ์ ซึ่งในต่างประเทศของในช็อปร้านค้าจะหลากหลายมากนะคะ ไม่แค่มีของเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พิพิธภัณฑ์ อย่างคลัตช์เรซิ่นได้มาจากไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เรซิ่นในเยอรมนี ซึ่งทำของแอกเซสซอรี่จากเรซิ่น โบว์ชอบคลัตช์ใบนี้ที่การไล่สีสวยมาก ก็ซื้อมานานมากๆ ไม่ได้ต่อยอดอะไร จนมาคบหาเป็นแฟนกับพี่ป่านแล้วบอกว่าอยากทำของใช้จากเรซิ่น อ้าว…พี่ป่านทำเป็น ก็สอน ซึ่งการไล่สีตามกระเป๋าใบนี้ก็ยากจริงๆ ค่ะ ที่ร้านมีครกอ่างศิลาก็ลองฝึกทำดูค่ะ”

6 คลัตช์เรืองแสง

“ใบนี้ก็พิเศษได้มาจากนิวยอร์ก ดูมีความเป็นแฟนตาซีเหมือนสมัยเราเด็กๆ นะคะ ดาว พระจันทร์เรืองแสงซื้อมาติดบนเพดานห้องนอน หรือติดหัวเตียงนอน ก่อนนอนก็จินตนาการถึงท้องฟ้า ดวงดาว แล้วฝันดี (บอกพร้อมรอยยิ้ม) โบว์ชอบความเรืองแสงแล้วพอทำเรซิ่นเป็น ก็ซื้อเรืองแสงมาผสมทำตุ๊กตาเป็ดที่ชอบ สนุกดีค่ะ”

7 กระเป๋ามอสคีโน

“เห็นความพิเศษในกระเป๋าใบนี้ค่ะ รูปทรงเป็นคลัตช์แต่ก็มีกิมมิกหูหิ้วคล้ายไม้แขวนเสื้อ โบว์ถือไปงานอีเวนต์มีแต่เพื่อนๆ หัวเราะค่ะ มันดูตลกดีนะคะ แต่สไตล์ตรงกับความเป็นโบว์เลยคือสนุกๆ ซนๆ ใบนี้ได้มาจากช็อปที่ฮ่องกง มีเพียง 1 ใบ คนขายบอกฟรอมรันเวย์ ของที่โบว์เลือกซื้อมาก็จะไม่ใช่เลือกเพราะมาจากรันเวย์นะคะ แต่ดูแปลก ไม่ค่อยมีใครกล้าเลือกใช้กัน แต่มันตรงกับคาแรกเตอร์โบว์”

 

คู่รักเอ็นวี่เอ็นวี่ สร้างแบรนด์เพื่อคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/474516

คู่รักเอ็นวี่เอ็นวี่ สร้างแบรนด์เพื่อคนไทย

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

แบรนด์แว่นตาสัญชาติไทยที่ดาราเซเลบทั่วเมืองไทยใช้อยู่ตอนนี้ ต้องพูดถึงแบรนด์ เอ็นวี่เอ็นวี่ (Nv-envy) แว่นตาที่ทำขึ้นเพื่อคนไทยจากฝีมือการออกแบบของสองสามี-ภรรยา ลลิดา เพริศวิวัฒนา โช ทายาทเสื้อห่านคู่ และ ซองแล โช หนุ่มเกาหลี ทายาทโรงงานผลิตแว่นตา ทั้งคู่อยู่ในตำแหน่งกรรมการบริหารบริษัท เอ็นวี่เอ็นวี่ไทย ผู้ยกระดับแบรนด์แว่นตาไทยให้เทียบเท่าสากล

เท้าความกลับไปก่อนหน้าที่จะมีแบรนด์แว่นตาเอ็นวี่เอ็นวี่ ลลิดาไม่เคยอยู่ในวงการแว่นตามาก่อน ทางบ้านของเธอทำบริษัทส่งออกข้าว และทำโรงงานผลิตเสื้อผ้า ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับวงการแฟชั่น ผิดจากโชที่บ้านทำโรงงานผลิตแว่นตาที่เมืองแดกู (เมืองที่โด่งดังด้านอุตสาหกรรมผลิตแว่น) แต่เป็นการรับจ้างผลิตให้แบรนด์อื่น จนกระทั่งทั้งคู่แต่งงานกันจึงได้คุยหาตลาดแว่นตาในเมืองไทย

“ข้อมูลที่เราวิเคราะห์มาพบว่า ในไทยมีแว่นอยู่สองประเภทคือ แบรนด์เนมราคาหลักหมื่น และแว่นตาก๊อบปี้แบรนด์เนม” ลลิดา กล่าว “เราเลยเห็นช่องทางว่าถ้าเราผลิตแบรนด์ขึ้นมาเอง ดีไซน์เอง ใช้วัสดุที่มีคุณภาพดี และใช้เลนส์ที่ดี ขายในราคาที่เอื้อมถึงได้ น่าจะตอบโจทย์ตลาดคนไทยและเป็นการสร้างแว่นตาแบรนด์ไทยด้วย”

นอกจากนี้ เธอยังพูดถึง เลนส์ไซส์ (Zeiss) ที่เพิ่งได้รับอนุญาตจากประเทศเยอรมนี หลังจากถูกตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด ทั้งเรื่องการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ คุณภาพของแว่นตา และมาตรฐานต่างๆ โดยใช้เวลาเกือบ 1 ปีกว่าจะได้ร่วมงานกัน ในลักษณะของการจับมือกันระหว่างสองแบรนด์ โดยใช้จุดแข็งหรือความชำนาญของแต่ละแบรนด์มาสร้างแว่นตาที่มีคุณภาพ (Co-Branding) ซึ่งการได้รับการันตีจากไซส์จะทำให้แว่นตาสามารถโกอินเตอร์ได้ง่าย และนี่นับเป็นครั้งแรกที่แว่นตาไทยได้ใช้เลนส์ยี่ห้อนี้

 

ความท้าทายของวงการแว่นตาไม่ต่างจากวงการแฟชั่นอื่น คือ ต้องปรับการดีไซน์ไปตามเทรนด์โลกและเทรนด์ไทยเสมอ ในแต่ละปีจึงต้องออกแบบคอลเลกชั่นใหม่ปีละ 2 ครั้งในช่วงฤดูร้อนและหนาว จึงเป็นความท้าทายทั้งกระบวนการคิด กระบวนการผลิต ไปจนถึงกระบวนการขาย ซึ่งการออกแบบแว่นตาไม่ได้คำนึงถึงความสวยงามเท่านั้น แต่ต้องคิดถึงการใช้งานของคนที่แตกต่างไปในแต่ละเชื้อชาติ เช่น คนยุโรปจะใส่แว่นตาเฟรมเล็กเพราะใบหน้าเล็ก คนไทยชอบใส่แว่นตาเฟรมใหญ่เพราะต้องปิดโหนกแก้ม เพื่อความสวยงามและใช้งานได้ดีที่สุด

“เอกลักษณ์ของแบรนด์เราคือพอใส่แว่นแล้วเฟรมล่างจะไม่ชนแก้มทำให้แก้มไม่มีรอย โดยเฉพาะคนที่เมกอัพ แป้งรองพื้นจะไม่หลุดลอกไปไหน เพราะเราดีไซน์ให้แว่นลอย ไม่กดแก้ม มันเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนใส่แว่นนะ รวมถึงยังได้ดีไซน์ให้เป็นแบบเอเชียนฟิต คือเป็นแว่นที่เกาะจมูกดี ไม่ไหล ต่างจากแว่นแบรนด์เนมเมืองนอก ที่ดีไซน์สวยแต่พอใส่อาจไม่พอดีกับหน้าคนไทย เราก็นำจุดที่หงุดหงิดใจตรงนี้แหละมาปรับให้อยู่ในแว่นของเรา” ลลิดา กล่าวเพิ่มเติม

แว่นตาเอ็นวี่เอ็นวี่ ก่อตั้งมาได้ไม่ถึง 2 ปี แต่กลายเป็นที่รู้จักของคนไทยแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการตลาดแบบเซเลบ ดารา ที่ทำให้คนไทยรู้จักและซื้อตามอย่างรวดเร็ว

“ตอนแรกเราสองคนคิดว่าจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้รีบร้อนมาก เพราะเราไม่รู้ว่าคนไทยจะชอบแบรนด์เราไหม อาจจะติดแบรนด์เมืองนอกอยู่หรือเปล่า แต่พอพี่ๆ ดาราใส่กันกลายเป็นว่าแบรนด์ก็ได้รับผลตอบรับดีไปด้วย มันเกินคาด เกินฝันของพวกเราจริงๆ” ฝ่ายหญิงตอบ

หลังจากสร้างการรับรู้จดจำแบรนด์ (Brand Awareness) ผ่านผู้มีอิทธิพลในสังคมไทยไปแล้ว ทำให้เกิดการรับรู้แล้ว คนก็จะเริ่มมาที่ร้าน และเมื่อสัมผัสว่ามันเหมาะกับใบหน้าอย่างไรก็จะเกิดการจับจ่ายในที่สุด

คอลเลกชั่นแรกต้องเป็นงานเปิดตัวที่ “ปัง” ที่สุด ทั้งคู่จึงตัดสินใจทำแว่นตาที่สามารถใส่ได้ทุกแนวทั้งแบบผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากจนปัจจุบันก็ยังขายได้ จากนั้นคอลเลกชั่นที่ 2 ได้เพิ่มสีสันและลวดลายมากขึ้นเพื่อต้อนรับซัมเมอร์ในขณะนั้น คอลเลกชั่นที่ 3 ได้ไปจับมือกับคู่รัก “เวย์-นานา” ให้เป็นผู้ออกแบบ ซึ่งได้การตอบรับที่ดีจากแฟนคลับ และคอลเลกชั่นที่ 4 รุ่นล่าสุด ได้เลือกใช้วัสดุที่แข็งแรงและแพงขึ้นกว่าเดิมมาใช้ เพื่อเตรียมส่งออกไปขายต่างประเทศ

“ตอนนี้เรามีบายเออร์จากหลายประเทศเข้ามาจากการสนใจสินค้า” โช กล่าวเสริม ซึ่งคอลเลกชั่นนี้ได้ใช้วัสดุที่นำไปทำรถซูเปอร์คาร์ ที่เรียกว่า คาร์บอนไฟเบอร์ มีน้ำหนักเบา แกร่ง และถูกจริตผู้ชาย รวมถึงถูกใจผู้ค้าจากต่างประเทศ

“เราเป็นเจ้าแรกในไทยที่นำคาร์บอนไฟเบอร์มาใช้ผลิตแว่น ซึ่งแบรนด์นอกที่มีผลิตจะเป็นแบบพรีออร์เดอร์ เพราะวัสดุมีราคาสูงมากและจะขายอยู่ที่ราคาสองถึงสี่หมื่น คือจับต้องได้ยาก แต่ของเราขายราคาไม่ถึงหมื่นเพื่อให้คนไทยซื้อไปใช้ได้จริง”

 

กลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์ คือ ผู้หญิง แต่คอลเลกชั่นล่าสุดถือเป็นการขยายกลุ่มลูกค้าไปสู่ผู้ชายได้อย่างเปรี้ยงปร้าง ลลิดาใช้คำว่า ผู้ชายถึงกับ “บ้าคลั่ง” เมื่อทราบว่าเฟรมทำจากคาร์บอนไฟเบอร์และขาแว่นทำจากไทเทเนียม

“ถ้าอยากทำให้เป็นที่น่าสนใจ คุณโชแนะนำว่าน่าจะใช้วัสดุที่แปลกหน่อยไม่ค่อยมีคนเคยเห็น และสามารถใช้ได้จริง พอเปิดตัวออกมา กลุ่มผู้ชายก็กลายมาเป็นลูกค้าเราเยอะ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะคนที่เล่นแว่นจะมองแล้วรู้เลยว่า แว่นของเราไม่เหมือนใครและน่าสนใจขนาดไหนทันที”

ลลิดา เผยต่อว่า ในช่วงแรกเธอถูกสบประมาทว่า ไม่มีทางทำแบรนด์ให้ติดตลาด เพราะไม่สามารถตีตลาดแบรนด์เนมเมืองนอกได้ แต่วันนี้เธอได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คุณภาพและราคาต่างหากคือหัวใจสำคัญที่คนจะเลือกซื้อ

นอกจากนี้ แว่นตาเอ็นวี่เอ็นวี่ยังได้มีโอกาสเข้าไปขายใน 3 ห้างดัง หนึ่งในสามแห่งนั้นได้เป็นคอร์เนอร์ขายสินค้า ซึ่งนับเป็นแว่นตาเจ้าแรกที่มีร้านลักษณะของตัวเองอันจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วย

“แว่นของเราเป็นระดับไฮเอนด์แต่จับต้องได้ เพราะถ้าเกิดเราแพงกว่านี้ ลูกค้าคงหันไปซื้อแบรนด์นอก และถ้าเราราคาต่ำกว่านี้ มันก็ไม่ดีต่อตัวแบรนด์เอง ถือได้ว่าคนที่ใส่แว่นของเราก็ไม่น้อยหน้าใครแล้ว”

ในอนาคตอันใกล้ เธอและสามีจะขยายแบรนด์ไปสู่ต่างประเทศ โดยน่าจะเริ่มต้นจากประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีคนสนใจติดต่อเข้ามาอยู่แล้ว เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ส่วนประเทศเกาหลี ที่เป็นตลาดที่น่าสนใจ ตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการโปรโมทซึ่งจะใช้วิธีการเดียวกับไทย คือ ให้ดาราชื่อดังใส่และนำเข้าไปอยู่ในฉากซีรี่ส์เกาหลี มันน่าจะมีอิทธิพลต่อคนเกาหลีเองและคนจีนที่นิยมดูซีรี่ส์เกาหลีด้วย

“เรากำลังสร้างแบรนด์ เราเลยไม่ได้ทำโปรโมชั่นไปลดราคาตัดกับแบรนด์อื่น เมื่อคนรู้จักแบรนด์เรา ก็อยู่ที่เขาแล้วว่าจะซื้อหรือเปล่า ไปบังคับเขาไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก่อนอันดับแรกคือ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก” โช กล่าวเพิ่มเติม

ด้านภรรยาเสริมว่า 3 เดือนแรกที่เปิดตัวแบรนด์ เธอก็รู้แล้วว่ามาถูกทาง “อาจจะเป็นเพราะยังไม่มีแว่นตาแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพเทียบเท่าสากลอยู่ในตลาดคนใช้ อย่างเราขายที่พารากอนเรามีรายได้ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในโซนแว่นตา และแต่ละสาขามีรายได้หลักล้านทุกเดือน พอเห็นแบบนี้ก็ชื่นใจ เพราะเรากับคุณโชตั้งใจทำให้คนไทยได้ใส่จริงๆ”

เอ็นวี่เอ็นวี่ คือ แว่นตาที่ใส่แล้วใครๆ ก็อิจฉา ตอนนี้กลายเป็นแบรนด์แว่นตาสัญชาติไทยที่ต่างชาติอิจฉาอยากได้ไปขายบ้างแล้ว นับเป็นความสำเร็จของความกล้าหาญที่กล้าเข้าไปตีตลาดแบรนด์เนม และเป็นความหาญกล้าที่กล้าเข้าไปตีค่านิยมคนไทยให้หันมามองแว่นไทยมากขึ้น

 

เบนจามิน มัวรีซ โรเจอร์ เบน ซาร์ดวน ‘ผมเกิดมาเป็นเชฟ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2560 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/474039

เบนจามิน มัวรีซ โรเจอร์ เบน ซาร์ดวน ‘ผมเกิดมาเป็นเชฟ’

โดย…ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เชฟหนุ่มชาวฝรั่งเศส วัย 29 ปี บอกพลางยิ้มกว้างดูจริงใจกันเองว่า ขลุกอยู่ในครัวทำงานมากว่าครึ่งชีวิตแล้ว เบนจามิน มัวรีซ โรเจอร์ เบน ซาร์ดวน เฮดเชฟประจำร้านอาหาร เดอะ ดอค (The Dock) ร้านอาหารทะเลสไตล์ยุโรปเต็มรูปแบบตกแต่งบรรยากาศให้เหมือนได้นั่งกินอาหารทะเลสดอร่อย ริมท่าเรือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ร้านหรูหราตกแต่งด้วยโทนสีเหลืองดูอบอุ่น ตั้งอยู่ที่ ชั้น 1 ในคอมมูนิตี้มอลล์ เมส ทองหล่อ ด้วยโจทย์ใหม่ของร้านอาหารทะเลร้านนี้ ซึ่งอยู่ในเครือบริษัท ธรรมชาติ ซีฟู้ด รีเทล เน้นอาหารทะเลสดๆ ส่งตรงจากทุกท่าเรือทั่วโลก นำมาปรุงในแนวคิด Dock To Dish เชฟสนุกกับการปรุงอาหารในโจทย์ใหม่มีวัตถุมากมายให้เล่น ให้ปรุงถูกปากคนไทย

เชฟเบนจามินเริ่มต้นทำงานในร้านอาหารที่ฝรั่งเศส เมื่ออายุเพียง 14 ปี เรียกว่า รู้ตัวเร็วว่าชีวิตนี้ไม่อยากเป็นอะไรอีกแล้วนอกจากเชฟ จึงไม่เคยหยุดสั่งสมประสบการณ์พัฒนาฝีมือตัวเอง และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าให้ผู้คนได้ลิ้มรสชาติอาหารที่รังสรรค์ขึ้นอย่างตั้งใจ หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนสอนทำอาหาร ESCO Lyon School จากบ้านเกิดเมืองลียง ก็ปักหลักทำงานอยู่ในสายอาชีพนี้ตลอดมา

“ช่วงเรียนในคุกกิ้งสกูล โรงเรียนก็ส่งเด็กๆ ไปฝึกทำงานร้านอาหาร ตลอดระยะเวลาหลายปี ผมจึงได้ทำงานจริงจังตั้งแต่เริ่มเรียนทำอาหาร และเคยร่วมงานกับร้านอาหารชั้นนำเก่าแก่และมีชื่อเสียงมากมายในเมืองลียง ซึ่งถือเป็นเมืองแห่งอาหารการกินของประเทศนี้เลยนะครับ เชฟโด่งดังที่สุดในเรื่องอาหารฝรั่งเศส โปล โบคุส ก็เกิดในเมืองลียง และตั้งโรงเรียนสอนทำอาหารผมก็เลือกไปเรียนที่นั่น เชฟโบคุสริเริ่มการแข่งขันการทำอาหารขึ้นทั้งอาหารคาวและขนมหวาน Bocuse d’or International Culinary Competition ตอนผมอยู่ที่นั่นก็ได้ไปแข่งขันด้วยครับ ผมชนะระดับ M.O.F เป็นเลเวลดีที่สุดของการปรุงช็อกโกแลต” เชฟเบนจามิน เริ่มต้นพูดคุยอย่างไม่ลืมรอยยิ้ม

ฝีมือระดับชนะการทำขนมหวาน แล้วทำไมหันเหมาทำอาหารคาวหลายคนคงสงสัย? เชฟเบนจามิน หัวเราะเบาๆ ก่อนตอบคำถาม

 

“ตอนนั้นอยู่ในวัยรุ่นแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ ความรู้ใหม่ไปเรื่อยๆ นะครับ ผมเป็นเชฟขนมหวานทำ ช็อกโกแลต บอง บอง ปั้นขนมจนมือบวมไปหมดเพราะช็อกโกแลตร้อนมาก มองมือแล้วก็เศร้า (แต่ก็บอกพร้อมเสียงหัวเราะ) ก็เลยอยากทำอาหารคาวดูบ้างเพราะตอนเรียนก็เรียนครบทั้งอาหารคาว แล่หมู แล่ปลา เรียนการทำไส้กรอก เนยแข็ง แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังทำขนมหวานอยู่นะครับ ขนมของร้าน เดอะ ดอค ฝีมือของผมทุกจาน

ผมมีพื้นฐานการทำอาหารคาว คุณยายคือครูคนแรก ท่านทำอาหารเก่งมาก ราวิโอลีสูตรคุณยายอร่อยที่สุด ส่วนอาหารฝรั่งเศสที่โด่งดังอีกจาน  Blanquette de Veau (เนื้อลูกวัวปรุงด้วยแครอตและหัวหอม เสิร์ฟกับซอสครีม) สูตรของคุณยายก็อร่อยที่สุด มันคืออาหารจานที่ผมคิดถึงที่สุด (บอกแล้วก็ตาแดงๆ นิดๆ บอกย้ำว่าคิดถึงรสมือของคุณยายมาก)

ผมเข้าครัวช่วยคุณยายตั้งแต่ผมอายุ 7 ขวบ ส่วนคุณตาก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องไวน์ แล้วมันน่าภาคภูมิใจมากๆ นะครับ ที่เมืองลียง คือเมืองมีชื่อเสียงที่สุดเมืองหนึ่งทั้งเรื่องอาหารและไวน์ของฝรั่งเศส เวลาคนถามผมตั้งแต่เด็กๆ เริ่มได้เข้าครัวช่วยคุณยายทำอาหารตอนนั้นแล้วครับ ว่าอยากเป็นอะไร I want to be a chef คือคำตอบ (เชฟเบนจามินบอกพร้อมรอยยิ้มสดใส) คุณตาผมก็เลยหางานให้ทำที่ร้านขนมหวาน เพื่อให้ผมพิสูจน์ตัวเองว่าชอบจริงไหม

ผมชอบหาความรู้ใหม่ๆ จากบ้านเกิดได้ไปทำงานก็ได้ไปทำงานในออสเตรเลีย และเริ่มออกเดินทางท่องทั่วเอเชีย ได้ทั้งการค้นหาเทคนิคการทำอาหารให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น ได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่น จากนั้นมาทำงานในเมืองไทย 7 ปีแล้วครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ทั้งโรงแรมในเชียงใหม่ ไปจนถึงภาคใต้ไปเกาะพะงัน ทำงานตามเมืองท่องเที่ยวของไทยที่มีโรงแรมหรูมากมาย

แนวชอบคิดของร้านเดอะ ดอค คือเน้นความสด ซึ่งก็ตรงกับสไตล์การทำอาหารของผม คือ Simple อาหารที่ผมปรุงวันนี้คือปลาแซลมอนดีที่สุดจากนิวซีแลนด์ คือ แซลมอนคิงส์ออร่า ถ้าเป็นเนื้อก็เป็นระดับวางุ ไม่ต้องปรุงอะไรมากมายก็อร่อยมากๆ แล้ว รมควันแค่ 1 นาที ด้วยควันไม้โอ๊กพอให้หอมแต่ต้องไม่กลบกลิ่นหอมเนื้อปลา ใช้ซอสน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรของร้านธรรมชาติซีฟู้ดเอาใจคนไทยได้อีกด้วยนะครับ”

เชฟเบนจามิน บอกทิ้งท้ายพร้อมชวนมาชิมการปรุงอาหารในสไตล์เรียบง่าย เน้นวัตถุดิบสดจริงอะไรจริง

ออร่าคิงส์แซลมอนนิวซีแลนด์ย่างเสิร์ฟพร้อมซอสสูตรพิเศษ

ส่วนผสม

1.แซลมอนคิงส์ออร่า

2.ต้นหอมญี่ปุ่น แครอท ฟักทอง น้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรเฉพาะร้านเดอะ ดอค

วิธีทำ

1.นำผักไปต้ม

2.นำแซลมอนไปย่างไฟ ใส่น้ำมันเล็กน้อย

3.นำผักที่ต้มแล้วใส่จาน วางเนื้อปลาแซลมอนบนจาน แล้วราดน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรเฉพาะ

4.รมควันด้วยกลิ่นโอ๊กให้เนื้อปลามีกลิ่นหอม ประมาณ 1 นาทีก่อนนำไปเสิร์ฟ

 

อารยา เอ ฮาร์เก็ต อยู่อย่างรู้เท่าทันโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มกราคม 2560 เวลา 17:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/474010

อารยา เอ ฮาร์เก็ต อยู่อย่างรู้เท่าทันโซเชียล

โดย…กองทรัพย์ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงศ์

ไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่นและรันเวย์ที่ยกให้เธอเป็นหนึ่ง นางเอกสาวสุดแซ่บที่ใครต่อใครยกให้เป็นกูรูเกมออนไลน์ลำดับต้นๆ ของวงการบันเทิง ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต เพราะชอบสรรหาสารพัดเกมมาเล่นยามว่างในกองถ่ายภาพยนตร์จำเนียร วิเวียน โตมร หนังแอ็กชั่นคอมเมดี้สวัสดีปีใหม่ของค่าย M๓๙

สำหรับเกมยอดฮิตที่มักเห็นสาวคนนี้เล่นเสมอก็คือ เกมใบ้คำ, เกมชาเย็น, เกมแวร์วูฟ, เกมโปเกมอน จนคนในกองยกฉายาหัวโจกให้ เพราะชอบป่วนด้วยการชวนนักแสดงคนอื่นๆ เล่นเกมตลอดเวลาที่มีเวลาว่าง

“ชมชอบเล่นเกม ไม่เฉพาะเกมที่เป็นกับมือถือ เล่นตั้งแต่โบราณที่สุด ไปจนถึงใหม่ล่าสุด อันหนึ่งที่เราเล่นกันหนักมากคือเกมไพ่แวร์วูฟ เกมจับหมาป่า ลักษณะจะคล้ายๆ บอร์ดเกม โซเชียล
มีเดีย หรือเกมออนไลน์สำหรับชมคือเป็นเครื่องมือที่เราใช้ฆ่าเวลาและคลายเครียด อย่างเราเล่นเกมกันในกองถ่าย ก็ดีกว่านอนหายใจทิ้งไปกับอากาศร้อนๆ เวลาเรามีอะไรทำก็ดึงความสนใจของเราไปจากอากาศ หรือเรื่องขุ่นข้องหมองใจ ทำให้เราแอ็กทีฟ ตื่นตลอดเวลา และทำให้เราสนิทกับเพื่อนในกองด้วย”

ถ้าจะให้พูดถึงเครื่องมือที่ศิลปินดาราฝั่งอเมริกันเอาไว้สื่อสารกัน หรือเป็นช่องทางสื่อสารกับแฟนคลับทั่วโลกของพวกเขา ความนิยมสูงสุดเห็นจะไม่พ้นทวิตเตอร์ แต่สำหรับดาราตัวแม่เมืองไทยอย่างชมพู่ เธอบอกว่า ทวิตเตอร์สำหรับเธอค่อนข้างซับซ้อนทำให้เธอไม่เก็ต และต้องเรียลไทม์ ทำให้เธอไม่อินเท่าไหร่

“ถ้าพูดถึงโซเชียลมีเดีย ก็มีแอ็กเคาต์ไว้บ้าง แต่ว่าถ้ารู้สึกเล่นแล้วถูกจริตกับตัวเองที่สุด ก็ต้องเป็นแอพพลิเคชั่นอินสตาแกรม (IG) เพราะว่าเป็นคนไม่ค่อยชอบอธิบายอะไรผ่านตัวอักษรมากมาย แล้วก็รู้สึกว่าบางทีตัวอักษรมันทำให้เกิดการตีความไปได้ทั้งดีและไม่ดี ก็เลยเป็นคนที่ไม่ค่อยสื่อสารผ่านการเขียนมากนัก อาจจะมีบ้างแต่ไม่ได้เยิ่นเย้อเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เป็นยุคทวิตเตอร์ รู้สึกว่าเราไม่ค่อยถนัด สแนปแชตเคยลองเล่นบ้างแต่ก็ไม่ถูกจริต ก็เลยใช้อินสตาแกรมสื่อสารกับเพื่อนฝูง แฟนคลับ หรือคนที่ติดตามเรา เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เขาได้สัมผัสชีวิตส่วนหนึ่งของเรา เป็นส่วนที่เราอยากให้เขาเห็น ซึ่งต้องบอกว่าสิ่งที่เราให้เขาเห็นไม่ใช่ทั้งหมดในชีวิตเรานะ”

สิ่งที่ทำให้ชมพู่เลือกอินสตาแกรมเพราะเข้าถึงและใช้งานง่าย และไม่มีข้อจำกัดของเวลา ไม่จำเป็นต้องอัพเดทเรียลไทม์

“เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก เรามีงานอย่างอื่นที่จะต้องทำ อินสตาแกรมเป็นช่องทางที่คนคิดค้น ออกแบบมาได้ค่อนข้างตอบโจทย์สำหรับหลายๆ คนรวมถึงชมด้วยเพราะเป็นคนที่ไม่ชอบอะไรซับซ้อน การเลือกรูปที่ลงในโซเชียลของตัวเอง คนอื่นยังไงไม่รู้แต่สำหรับชมถ้ารู้สึกว่ารูปที่มีมันไม่ดี ก็จะไม่ลงเพราะว่ามันมีคน 6 ล้านกว่าคนจับผิดเราอยู่ ชมไม่เสี่ยง ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ไม่ลง แต่ถ้าเป็นรูปที่มาจากการถ่ายแบบก็ต้องมีการรีทัชให้สวยกว่าปกติอยู่แล้ว อันนั้นเป็นข้อยกเว้น (ยิ้ม)

อย่างตอนนี้มีเฟซบุ๊กไลฟ์ (Live) ซึ่งการจะไลฟ์ของเราก็ไม่ได้ทำพร่ำเพรื่อ นานๆ ทีที่อยากเก็บโมเมนต์ของตัวเองไว้ ซึ่งปัจจัยที่เราจะไลฟ์ก็ต่อเมื่อทุกอย่างบรรยากาศรอบตัว ตัวเราเองพร้อมทั้งเรื่องเวลาที่จะตอบโต้กับคนดู อย่างตอนที่จะเดินทางไปเมืองคานส์เราก็ไลฟ์ คือไลฟ์มันเป็นอะไรที่บางทีจะบอกเล่าเรื่องราวได้มากเหมือนกัน เพราะถ้าดูจากข่าว จากภาพก็บอกได้ไม่ทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ณ ตรงนั้น” นางเอกสาว อธิบาย

เมื่อถามถึงการพกพาแกดเจ็ต สาวชมพู่ บอกว่า ก่อนหน้านี้เธอเก็บทุกอย่างไว้ในโทรศัพท์มือถือแค่เครื่องเดียว แต่ตอนนี้เมื่อกลายเป็นกูรูด้านเกมไปแล้ว เธอต้องมีแท็บเล็ตอีกเครื่องหนึ่งแยกไว้สำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้ขาดอรรถรสและไม่ขาดความต่อเนื่องในการเล่น

“ช่วงแรกๆ ทุกอย่างก็จะรวมอยู่ด้วยกัน แต่หลังๆ คือโทรศัพท์เครื่องเดียวก็มีรับไม่ไหวเหมือนกัน (หัวเราะ) ก็เลยแยกเครื่องเล่นเกมกับโทรศัพท์แยกกัน พอแยกเกมไว้ในแท็บเล็ตก็ทำให้เราสะดวกในการเล่น ไม่มีไลน์หรือสายเข้ามาก็ไม่เด้งขึ้นมารบกวน (หัวเราะ)”

หลายคนบอกว่าเทคโนโลยีหรือโซเชียลเน็ตเวิร์กมาแย่งเวลาของเราไป แต่สำหรับชมพู่เธอมองว่า ทุกอย่างบาลานซ์ได้

“วัตถุประสงค์ของคนที่เขาคิดมาก็คือ มันควรจะทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเนอะ ทำให้เราติดต่อสื่อสารกับคนที่ห่างไกลเราได้ อย่างสมมติว่าวันเกิดใครสักคนหนึ่ง การที่เรามีแกดเจ็ตหรืออินเทอร์เน็ต มันทำให้เราติดต่อหรือส่งความห่วงใยให้เขาได้ง่ายขึ้น ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงต้องรอเจอตัวหรือโทรศัพท์ไปอย่างเดียว แต่ก็นั่นแหละก็ต้องรู้จักบาลานซ์

ชมว่ามายาของโลกโซเชียล ก็คือ มันกำลังลวงเราอยู่ว่านี่คือความจริงทั้งหมด ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ภาพที่คุณเห็น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในชีวิตเรา ภาพที่ผ่านมา 18 แอพนี่คือฉันสวยจริง หรือคอมเมนต์ที่คนเยินยอฉันนี้คือของจริง ฉันไม่ได้ลบ ไม่ได้บล็อกใครเลย ซึ่งเนี่ยทั้งหมดชมว่ามันมีมายาของมัน ซึ่งเราต้องรู้ให้เท่าทัน”

 

ว่าที่สถาปนิกไอเดียแปลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มกราคม 2560 เวลา 10:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/473887

ว่าที่สถาปนิกไอเดียแปลก

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

พระเอกหนุ่มหน้าใหม่จากละครเรื่อง แรงชัง “ณัฏฐ์ กิจจริต” ยังมีชีวิตอีกด้านกับบทบาทนักศึกษาผู้หลงรักการออกแบบสถาปัตยกรรม เขาศึกษาอยู่คณะสถาปัตยกรรม สาขาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ (Architecture) มหาวิทยาลัยเอแบค ระดับชั้นปีที่ 5 (ปีสุดท้าย)

ณัฏฐ์เล่าให้ฟังว่า “ตอนเรียนอยู่ปี 2 ได้มีโอกาสไปแคสติ้งซิทคอมเรื่อง คัพเค้ก รักล้นครีม แล้วได้เล่น จากนั้นก็ได้เล่นซิทคอมอีกเรื่องชื่อ แม่จ๋า อย่าหักโหม ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นซิทคอมตลก ดูแล้วยิ้มตามได้ หลังจากนั้นผมก็หายไปเกือบ 1 ปี เพราะสิ่งที่แคสต์ได้มันไม่ตรงกับเวลาเรียน จนมาเจอละครเรื่องล่าสุดก็คือ แรงชัง ได้รับบทเป็นลูกชายของพระเอก ซึ่งละครเพิ่งจบไปเมื่อปลายเดือน ธ.ค.” เขากล่าว

ด้านชีวิตการเรียน เขาชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กจนคิดว่าเมื่อโตขึ้นมาคงไม่สามารถทำอย่างอื่นได้นอกจากวาดรูป และเมื่อได้เรียนจริง กราฟความชอบก็สูงขึ้นเรื่อยๆ

“ผมคิดว่าการเรียนสถาปัตย์มันคือการเรียนสกิลบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ผมชอบออกแบบ ผมชอบเรียนกับคนที่ออกแบบเก่ง ผมชอบเป็นหัวหน้าทีม และก็ชอบเป็นตัวเล็กๆ ในทีมด้วย”

ล่าสุด เขาได้ออกแบบฉากละครเวทีเรื่อง เล่า (Untold) กับตำแหน่งอาร์ตไดเรกเตอร์ ออกแบบฉากละคร ทำทรีดี เขียนคอร์แพลนของเวที ทำโปสเตอร์ รวมถึงตำแหน่งนักแสดงด้วย โดยจะแสดงวันที่ 21-22 ม.ค. 2560 ที่โรงละครครีเอทีฟอินดัสทรีส์

1 งานตามแบรนด์

โปรเจกต์ร่วมกับแบรนด์ โดยเขาจับสลากได้แบรนด์โอซิซุ (Osisu) เป็นแบรนด์รีไซเคิลที่นำขยะมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ แนวคิดหลักคือ การนำขยะจากไซต์ก่อสร้างมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน โดยที่จะไม่ทำเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นลักษณะวงกลม เพราะรูปทรงวงกลมจะทำให้เกิดขยะจากขอบที่ต้องตัดทิ้งไป

“ผมตัดสินใจสร้างร้านที่เป็นลูป หมายความว่า ให้คนที่เข้ามาซื้อเฟอร์นิเจอร์รู้ว่ามันมีความเป็นมาอย่างไร ผมย้อนกระบวนการโดยการทำดิสเพลย์เป็นขยะที่นำมาใช้ เมื่อเดินเข้ามาในร้านแทนที่จะเจอเฟอร์นิเจอร์ ก็จะเจอเวิร์กช็อปของพนักงาน แล้วสุดท้ายจะเจอผลิตภัณฑ์หรือเฟอร์นิเจอร์ที่พร้อมขาย ให้ลูกค้าได้ซึมซับคุณค่าของมันก่อนซื้อ” เขากล่าว

2 โปรเจกต์แม่น้ำ

ผลงาน แม่น้ำ – Morphosis เป็นงานที่ทำร่วมกันทั้งรุ่น ตามโปรเจกต์ของโครงการออกแบบเพื่อพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ให้นิสิตนักศึกษาจาก 10 มหาวิทยาลัยออกแบบอะไรก็ได้เพื่อพัฒนาริมแม่น้ำ ซึ่งทำขึ้นในช่วงที่มีประเด็นการสร้างถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา 14 กม. โดยรัฐบาลพอดี

เขาและเพื่อนนำแผนที่มากางแล้วเลือกคนละ 1 ตร.กม. เพื่อเข้าไปศึกษาในพื้นที่จริง ผลที่ได้คือ ชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำ ไม่ว่าจะเป็น โรงลิเก วัด ศาลจีน จะได้รับผลกระทบจากการมีถนนลอยฟ้า โดยผลงานของทุกมหาวิทยาลัยได้นำไปจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระยะเวลาการจัดงาน 1 เดือน ทว่าด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้จัดแสดงได้เพียง 2 สัปดาห์

3 บ้านไทย

การออกแบบบ้านไทยครั้งแรกของณัฏฐ์เริ่มต้นได้ไม่ดีนัก เขาได้ลงพื้นที่ไปสำรวจรายละเอียดของบ้านไทยและการสร้างบ้านด้วยไม้ ซึ่งมีกรอบการสร้างชัดเจน

“ผมไม่สามารถคิดสร้างสรรค์ไปจากแบบแผนได้มาก เพราะการสร้างบ้านไม้ไทยมีความสวยงามในแบบฉบับของมันอยู่ ผมเลยเลือกบ้านไทยหลังหนึ่ง แล้วถอดเสื้อบ้านออกให้เห็นแต่โครงสร้าง แต่คะแนนกลับได้ไม่ดี เพราะแบบที่ได้ออกมาไม่ครบถ้วน ทำให้ผมได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง ทำให้เราไม่ทะนงตนและรู้จักหน้าที่ของตัวเอง คือสถาปนิกไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ แต่ต้องทำงานร่วมกับคณะวิศวะ หรือคณะนิเทศศาสตร์เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีและสมบูรณ์” ณัฏฐ์กล่าว

 

4 งานเลียนแบบ

เขาต้องทำเลียนแบบห้องสมุดของ หลุยส์ คาห์น เพื่อให้เข้าใจตรรกะในการออกแบบพื้นที่และความพิเศษของโปรเจกต์นี้คือ ไม่ได้ทำทั้งตึก แต่ทำแบบผ่าครึ่งให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่

“เป็นผลงานที่ทำ 1 อาทิตย์เต็มๆ กับเพื่อน เราจะแบ่งหน้าที่กันไปและต้องช่วยกันทำอย่างเต็มที่ให้งานเสร็จตามเดดไลน์” เขากล่าวเพิ่มเติม “ก่อนที่จะออกมาเป็นแบบได้ มันต้องผ่านการเขียนคอนเซ็ปต์ชัวร์โมเดล คือ การร่างแบบที่คิดได้ ณ ขณะนั้น ผมชอบใช้วิธีการร่างด้วยมือ คิดอะไรออกก็วาดเป็นรูปไว้ จากนั้นค่อยมาต่อยอดแล้วพัฒนาให้เป็นแบบที่ดี”

5 บ้านสานข้าว

โปรเจกต์ลงพื้นที่จริงใน จ.พระนครศรีอยุธยา กับโจทย์ที่ว่า นายทุนต้องการสร้างอะไรจากไซต์ตรงนั้น ซึ่งพื้นที่ที่อยู่ตรงข้ามกับป้อมเพชร เขาจึงคิดย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่ป้อมเพชรยังสมบูรณ์ ในยุคนั้นชาวบ้านทำหัตถกรรม จักสาน และเกี่ยวข้าว เขาจึงสร้างบ้านสานข้าวที่มี 2 ฝั่ง คือ ฝั่งโฮสเทลกับทำนา และฝั่งจักสาน เพื่อให้ชาวบ้านไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ ไปหางาน หลังฤดูเก็บเกี่ยว

“ผมทำศูนย์ที่ครบวงจรให้ชาวบ้านได้มีรายได้ตลอดปี ไม่ต้องไปไหน และอยู่กับชีวิตพื้นบ้านของชาวอยุธยา ซึ่งโซนข้าวผมทำเป็นโฮสเทลเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักพร้อมวิวทุ่งนา ซึ่งนานั้นจะสามารถผลิตข้าวที่เพียงพอต่อความต้องการของสตาฟฟ์ที่อยู่ในบ้านด้วย” อย่างไรก็ตาม ผลงานของเขาได้คำเสนอแนะถึงเรื่องปัจจัยภายนอกทั้งเรื่องโรคแมลงในข้าว ความแน่นอนของผลผลิต ซึ่งนับเป็นความรู้อีกอย่างที่ทำให้เขาพัฒนา

 

6 ศูนย์ปฏิบัติธรรม

โจทย์คือ ทำศูนย์ปฏิธรรมอย่างไรก็ได้ เขาจึงนำการปฏิบัติธรรมของชนเผ่าอะบอริจินส์ที่ออสเตรเลียมาใช้ โดยนำเครื่องดนตรี ดิดเจอริดู เครื่องดนตรีพื้นบ้านเก่าแก่ของออสเตรเลีย มาใช้เป็นแนวคิด

“ด้วยความที่เป็นงานชิ้นแรกสมัยปี 1 ผมเลยคิดง่ายๆ ว่า ทำโครงสร้างให้เหมือนลำโพง คิดแค่นี้ แล้วพอส่งงานก็โดนอาจารย์ว่า แต่มันสนุกดีที่ได้ลองทำอะไรแปลกๆ คิดแหวกๆ จากแนวคิดเดิมบ้าง” เขากล่าว

7 ตึกสูง

เขาลงมือออกแบบตึกสูงครั้งแรกภายใต้โจทย์ Mixed Use Building คือ ตึกที่สามารถใช้สอยได้หลายรูปแบบในกรุงเทพมหานคร เขาจึงออกแบบสิ่งใช้สอยที่จำเป็นเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่แปลกกว่าเดิม

“ผมพยายามทำให้เกิดโปรแกรมใหม่จากโปรแกรมหลัก 3 อย่างคือ ห้องสมุด ร้านอาหาร และที่อยู่อาศัย และโปรแกรมพิเศษคือ พื้นที่ส่วนเขียว เมื่ออะไรสักอย่างมาเจอกันจะเกิดพื้นที่ใหม่ เช่น เมื่อห้องสมุดมาเจอกับพื้นที่สีเขียวก็จะกลายเป็น กรีน ไลบรารี ร้านอาหารมาเจอกับห้องสมุดก็จะกลายเป็นโรงเรียนสอนทำอาหาร โดยข้างล่างทำเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนที่เดินถนนเข้ามาเดินตัดในอาคารได้”

ว่าที่สถาปนิกอยากทำตามฝันไปพร้อมๆ กับอาชีพนักแสดง ณัฏฐ์อยากแสดงความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างงานแปลกใหม่ในวงการสถาปัตยกรรม และเขาก็ต้องการเป็นนักแสดงที่สมบทบาทเพื่อผู้ชม ซึ่งตนเชื่อว่าจะสามารถทำทั้งสองอย่างควบคู่กันได้ แม้ว่าจะเหนื่อยกว่าคนอื่นก็ตาม

 

ศิรินทร์ ปรีดียานนท์ แค่ชนะตัวเองก้าวข้ามคำว่า “ทำไม่ได้” “ไม่อยากทำ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มกราคม 2560 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/473885

ศิรินทร์ ปรีดียานนท์ แค่ชนะตัวเองก้าวข้ามคำว่า “ทำไม่ได้” “ไม่อยากทำ”

โดย…นกขุนทอง ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ผ่านงานละครมาหลายเรื่องแต่ชื่อเสียงของ ชิปปี้-ศิรินทร์ ปรีดียานนท์ เพิ่งจะมาเป็นที่รู้จักในบทบาทนางเอกเต็มตัวเมื่อค่อนปีที่แล้วนี่เอง จากละครดราม่าเข้มข้น แรงตะวัน ต่อเนื่องด้วยผลงานส่งปลายปีและกำลังออกอากาศในต้นปี 2560 เรื่อง คนละขอบฟ้า

ตอนนี้ชิปปี้กลายเป็นนางเอกขึ้นหม้อช่อง 3 เตรียมเปิดกล้องละคร มาตุภูมิแห่งหัวใจ แสดงนำคู่กับ บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ นอกจากคะแนนความนิยมชมชอบส่วนตัวจากแฟนๆ แล้ว เรื่องฝีมือการแสดงเธอก็มีการพัฒนาขึ้น จากเมื่อก่อนไม่ชอบการแสดงและคิดจะออกจากวงการตั้งแต่เรื่องแรก ถึงตอนนี้เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนใจ เพราะเธอได้เอาชนะตัวเอง ก้าวข้ามคำว่า “ทำไม่ได้” “ไม่อยากทำ”

มีความสุขในสิ่งที่ทำ

ชิปปี้ได้มีโอกาสร้องเพลงประกอบละครคนละขอบฟ้า ในบทเพลง “สุดท้ายก็แพ้”  (คำร้อง : มณฑวรรณ ศรีวิเชียร/ทำนอง : เรืองกิจ ยงปิยะกุล/เรียบเรียง : บุรินทร์ สุภัครพงษ์กุล) ซึ่งชิปปี้เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นมากๆ กับประสบการณ์ใหม่นี้ ที่เธอสร้างโอกาสให้ตัวเองด้วย

 

“คุณพ่อกับคุณแม่ชอบฟังชิปปี้ร้องเพลงมาก จะขอให้ร้องให้ฟังบ่อยๆ ชิปปี้ชอบร้องเพลงแจ๊ซ แต่มักคิดว่าเราร้องไม่เพราะเท่าเขาหรอก เพราะเสียงชิปปี้ฟังเด็กๆ ไม่มีพลัง พอรู้ว่าได้เล่นละครของพี่หนุ่ม (กฤษณ์ ศุกระมงคล) ก็ลองขอพี่เขาร้องเพลงประกอบละคร ไม่รู้ว่าพี่เขาจะให้หรือเปล่า แต่คิดว่าเราชอบร้องเพลง แล้วเสียงเราความสามารถเราคงไม่ถึงขั้นจะไปเป็นนักร้องมีผลงานเพลงของตัวเองได้ คงจะดีถ้าได้เล่นละครแล้วได้ร้องเพลงประกอบละคร ได้มีผลงานเพลงของตัวเองคงดีใจมาก พี่หนุ่มก็บอกไหนร้องให้ฟังสิ แต่ชิปปี้ไม่กล้าร้อง เรื่องก็เงียบๆ ไป จนพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) มาบอกให้ร้องเพลง ตอนนั้นดีใจมากๆๆๆ (ยิ้มกว้าง) เราจะมีเพลงเป็นของตัวเองแล้ว

ก็มีไปทำการบ้านก่อนเข้าห้องอัด ร้องเพลงให้ครูก้อย (สุภาพรรณ ผลากรกุล) ฟัง ร้องอยู่ 2 ชั่วโมง ซึ่งสิ่งที่ครูก้อยบอกกับพี่โปรดิวเซอร์ที่คุมตอนอัดเสียงบอกตรงกันคือ ชิปปี้ร้องเพลงไม่มีไดนามิก เสียงร้องเรียบๆ ไม่มีน้ำหนัก และร้องคำไม่ชัด คำไม่กระชับ ร้องเสียงยานๆ ในห้องอัดต้องสตริกต์เป็นคำๆ แต่ฟิลลิ่งเพลงไม่ยากค่ะ เพราะเราเล่นเองร้องเอง อินอยู่แล้ว พอร้องเสร็จดีใจมากได้ฟังเพลงของตัวเอง แต่ก็ยังรู้สึกว่าเสียงเราเด็กๆ แต่ก็เพราะดี (ยิ้ม) แล้วเห่อมากค่ะ เจอใครก็ถาม รู้ไหมว่าชิปปี้ร้องเพลงประกอบละคร ได้ฟังเพลงชิปปี้ยังดีใจมากค่ะ ชอบมาก อยากร้องอีก ถึงไม่ได้เล่นละครแต่ถ้ามีใครให้โอกาสร้องก็ยินดีค่ะ”

เรื่องร้องเพลงเป็นโอกาสที่ชิปปี้เปิดให้ตัวเอง และมีความพร้อมที่จะทำงานนั้นอยู่แล้ว แต่สำหรับการแสดงในอดีตชิปปี้ได้รับโอกาสแต่กลับทำมันได้ไม่ดี ไม่ตั้งใจทำ แต่ตอนนี้ความคิดเธอเปลี่ยนไปแล้ว แถมยังดูแลตัวเอง พัฒนาทักษะด้านอื่นๆ เพื่อให้พร้อมรอโอกาสที่จะมาถึงด้วย ซึ่งไม่รู้ละว่าคืออะไร แต่เมื่อมีมาแล้วเธอจะไม่ทำพลาดแบบอดีตอีก

 

“ตอนนี้ให้คะแนนการแสดงของตัวเอง 70% ค่ะ และก็จะเหลือไว้ 30% แบบนี้ตลอด เพื่อที่จะได้เอาไว้ให้ตัวเองพัฒนาๆ ไปเรื่อยๆ แต่ 4 ปีชิปปี้ได้รู้ว่าการแสดงคืออะไร และเข้าใจ รักในการแสดงมากขึ้น จากเรื่องแรก The Sixth Sense สื่อรักสัมผัสหัวใจ (ภาค 2 รับบท เบญจา-นางร้ายเรื่องแรก) เล่นไม่เข้าใจ ไม่อยากเล่น ไม่สนุกเลย จบเรื่องนี้จะไม่เล่นอีกแล้ว

ตอนนั้นมาแคสติ้งแล้วได้แบบงงๆ แล้วก็ตกลงเซ็นสัญญากับโมเดลลิ่งไป เป็นช่วงเรียนปี 1 (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบและการสื่อสาร ภาคอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ต้องมาเรียนแอ็กติ้งพอกลับไปเรียนหนังสือก็ไม่มีเพื่อน เพื่อนไปทำกิจกรรมก็ไม่ได้ไป รู้สึกเรียนไม่สนุกเหมือนเป็นคนนอก ก็คิดๆ ว่าทำไมเราไม่เรียนหนังสือ มาเล่นละครทำไม เงินเราก็มี เลยทำให้เราไม่ตั้งใจแสดง

ครูที่สอนแอ็กติ้งก็บอก ทำอันแรกและอันสุดท้ายให้ดีไปก่อน แต่เราเล่นก็ดูประดิษฐ์ ไม่เรียล จนพี่ต้น ผู้จัดละคร (ณฐนนท์ ชลลัมพี) เรียกไปคุยว่า ทำแบบนี้ไม่ได้นะเราเล่นแบบไม่ตั้งใจเลย ตอนนั้นรู้สึกผิดมากหลังจากนั้นก็ตั้งใจ จนท้ายๆ เรื่องก็เริ่มรู้สึกว่า การแสดงคืออะไร เริ่มเล่นได้ เรียลขึ้น แค่เราตั้งใจ ใช้ความพยายามเราก็ทำได้นี่

เมื่อก่อนเวลาเข้าฉากไม่รู้จะเอามือไว้ไหน เวลาไม่มีบทพูดจะทำหน้ายังไง ตอนนี้ไม่รู้สึกเลย เป็นไปตามธรรมชาติ ตอนนี้ชอบการแสดงมาก เพราะการแสดงให้เราเรียนรู้ชีวิตคนอื่น ชิปปี้ขี้สงสัย ชอบเรียนรู้สังเกตคน บางทีขึ้นบีทีเอสก็สังเกตคนแต่งตัวแบบนี้เขาจะมีบุคลิกยังไง พอเรามาเล่นละครเราเรียนรู้แบบออโตเมติก ในบทแบบนี้คนนี้มีวิธีการพูดความคิดยังไง ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตเพราะตัวละครก็มาจากคนในชีวิตจริง”

 

ให้เกียรติงาน ให้เกียรติคนรัก

เมื่อก่อนชิปปี้เหนื่อยเป็นลมหมดสติได้ง่ายมาก จะเล่นบทบู๊ยกแข้งยกขา ออกหมัดก็ดูเก้ๆ กังๆ นั้นเพราะร่างกายไม่แข็งแรงพร้อมที่จะใช้งานหนัก เมื่อเธอรู้จุดอ่อนของตัวเอง จึงต้องพัฒนา เพราะถ้าคิดจะอยู่ในวงการต่อไป ร่างกายต้องพร้อมสามารถรับงานได้ทุกบทบาท

“ตอนนั้นไม่มีพลัง เวลาบู๊มันจะมีฟุตสเต็ป แต่ขาชิปปี้ไม่ขยับ ทำฟุตเวิร์กไม่ได้ ต่อยต้องมีเสียงฮุก ฮะ แต่เราทำท่าได้เสียงไม่ได้ ถ้าเราอยากทำงานในวงการ การต่อยมวยช่วยให้เราเรื่องมูฟเมนต์ เหมือนเรารู้สึกว่า เราด้อยกว่าคนอื่นแต่เราไม่ขี้อิจฉา ดังนั้นเราจะพยายามทำตัวเองให้ดีขึ้น เวลาทำไม่ได้เราจะรู้สึกอาย คนอื่นทำได้ทำไมเราทำไม่ได้ ก็มีออกกำลังกายต่อยมวย คาดิโอ เวตเทรนนิ่ง ออกกำลังกายจริงจังมา 4 ปีแล้ว

เมื่อก่อนพ่อแม่ชวนออกกำลังกายไม่อยากไป ทุกครั้งที่เดินเร็วจะเป็นลม ไม่มีเหงื่อ พอต่อยมวยไปเรื่อยๆ เหงื่อเริ่มออกหน้า ออกหลัง เหงื่อออกเยอะมาก ทำให้เราเรียนรู้ร่างกายตัวเองมากขึ้น พอร่างกายเราเฮลตี้ความคิดเราเฮลตี้ด้วย ออกกำลังกายแล้วรู้สึกสดชื่นมีออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ทำให้เรารู้สึกร่างกายเราดีชีวิตดี พอเราเฮลตี้ก็มีกำลังใจทำงาน ที่จริงการออกกำลังกายไม่ยากเท่ากับบังคับตัวเองไปออกกำลังกาย ชิปปี้ต้องหาวิธีเอาชนะใจตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมาเราสปอยตัวเองพอสมควร แต่ต้องปรับต้องโกรธตัวเอง ถ้าเราปล่อยให้ความขี้เกียจมาเอาชนะเราก็จะอ่อนแอ เราก็จะเป็นนังอ้วน”

 

ละครคนละขอบฟ้า เป็นแนวโรแมนติกดราม่า ครั้งแรกกับการจับคู่ เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์ เรื่องนี้มีฉากกุ๊กกิ๊กเข้าพระเข้านาง จนมีเสียงเชียร์ให้เป็นคู่จิ้นกัน ซึ่งจิ้นในจอน่ะได้ แต่ถ้านอกจอชีวิตจริงชิปปี้มีหวานใจหนุ่มฝรั่งเศส “อองตวน ปินโต” เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัว ดีกรีนักมวยไทยไฟต์แบบนี้ ใครจะกล้าเข้ามาแทรกความหวาน

“คนสองคนต้องเคารพกันและกัน ที่ชิปปี้เลือกที่จะเปิดว่ามีแฟนแล้ว คบหากับพี่อองตวน เพราะไม่มีอะไรจะปิด มันคือการให้เกียรติเขา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราเป็นแฟนกัน เป็นนางเอกต้องไม่มีแฟนจะได้ไปจิ้นกับพระเอกในละครได้ ชิปปี้มองว่า การทำงานของหนูทำให้ดีขึ้นไม่ใช่แย่ลง

ถ้าเราทำงานเพื่อความสุขของเรา มีเงินคือความสุข เราทำงานเจอคนในกองถ่ายมีความสุข มีความรักกับพี่อองตวนคือความสุข ดังนั้นชิปปี้ไม่ปิดบัง การมีแฟนมีคนเดียวดูดีกว่าไปจิ้นกับคนนี้ทีจิ้นคนนั้นที ถ้าจับชิปปี้จิ้นในละครกับใครชิปปี้ยินดีนะคะ แต่ในชีวิตจริงจะไม่ปิดบัง เราต้องให้เกียรติคนที่เราคบและให้เกียรติตัวเองด้วย”

รักกันเปิดเผยขนาดนี้ ชิปปี้ได้วางแผนอนาคตไว้แล้ว “อยากมีครอบครัวแต่งงานตอนอายุ 26, 27 ไม่เกิน 30 ปี (ตอนนี้อายุ 23) เพราะอยากเลี้ยงลูกตอนที่เลี้ยงแล้วสนุก อยากให้ลูกโตมาแล้วเราไม่แก่เกินไป ก็คุยๆ กันแบบไม่ซีเรียส ตอนนี้พี่อองตวนอายุ 26 แต่ก็รอดูตอนชิปปี้อายุ 27 ว่าจะเลื่อนไปอีกหรือเปล่า แต่ความคิดอยากแต่งงานเร็วมีลูกเร็วชิปปี้คิดมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ”

เป็นอีกนางเอกเบอร์ใหม่ของช่อง 3 ที่นำพาความสดใสมาสู่หน้าจอ และเป็นอีกหนึ่งคนที่พิสูจน์แล้วว่า ถ้าตั้งใจ พยายาม ก็สามารถเอาชนะความยากได้ และต้องเพิ่มความรักความสนุกลงไปในสิ่งที่ทำ ยิ่งส่งผลให้งานออกมาสมบูรณ์

 

บริหารเวลาและรักษาสมดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2560 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/473695

บริหารเวลาและรักษาสมดุล

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ  กฤษณ์   พรหมสาขา ณ สกลนคร

สาวสวยรูปร่างผอมบางหน้าคมผิวน้ำผึ้ง กนกพร ชมภูนุท กรรมการผู้จัดการบริษัท คีย์เอดจ์ บริษัทประชาสัมพันธ์และการตลาด หลังจบจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และได้ต่อปริญญาโทนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เธอก็ทำงานในสายงานประชาสัมพันธ์มาพักใหญ่ ก่อนจะเปลี่ยนสายงานมาทำงานด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมา หลังจากบ่มเพาะประสบการณ์มากว่า 10 ปี ในวัย 30 ต้นๆ ผ่านงานมาทั้งบริษัทใหญ่และบริษัทเล็กได้เรียนรู้ระบบการทำงานมามากพอที่จะทำให้การทำงานของเธอมีความกลมกล่อมคล่องตัวยิ่งขึ้น

เธอคิดว่าการทำงานทุกอย่างมีความเป็นไปได้เสมอ บางอย่างอาจใช้เวลามาก บางอย่างอาจใช้เวลาน้อย ขอเพียงอย่าท้อถอยถอดใจไปเสียก่อน เมื่อเจอะเจอปัญหาต้องสู้ให้ถึงที่สุด คิดไว้เสมอว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ทุกอย่างทำได้ทุกปัญหาแก้ได้เสมอ แต่ต้องให้เวลาบ้างเท่านั้นเอง และในฐานะที่เป็นประชาสัมพันธ์ให้กับลูกค้านั้น ต้องนำเสนอภาพลักษณ์ด้วยความเป็นจริงแต่ให้ภาพรวมออกมาดูดี ไม่สร้างภาพให้เว่อร์วังเกินจริง

“เรื่องสำคัญอีกเรื่องก็คือการบริหารเวลา ต้องพยายามบริหารเวลาให้เป็นให้ลงตัว จัดลำดับความสำคัญให้ได้อะไรควรมาก่อนมาหลัง ไม่งั้นชีวิตจะวุ่นวายสับสนเกินจำเป็น เพราะไม่อย่างนั้นจะมีแต่งานที่เร่งรีบไปหมด การบริหารเวลาจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม” เธอกล่าวอย่างจริงจัง

นอกจากจะมีงานหลักเป็นบริษัทของตัวเองแล้ว เธอยังมีงานอดิเรกด้วยการทำเครื่องประดับขายทางออนไลน์อีกด้วย เป็นงานที่ออกแบบเอง ลงมือทำเองเป็นงานทำมือด้วยตัวเธอเอง ซึ่งเป็นงานที่ทำด้วยความรักความชื่นชอบ เหมือนเป็นงานอดิเรกที่สร้างรายได้ และให้เธอได้ปลดปล่อยจากงานประจำ เวลาได้นั่งลงมือทำจะทำให้เธอมีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า การได้ไปเลือกซื้ออุปกรณ์ในการทำงานทำให้เธอมีความสุขเหมือนเป็นของหวานในชีวิต

 

นอกจากนี้เธอก็ยังช่วยที่บ้านทำประชาสัมพันธ์และขายขนมไทยผ่านออนไลน์ด้วย “คือคุณแม่ชอบทำขนมไทยมากเป็นขนมไทยแบบประดิดประดอย เป็นขนมไทยโบราณที่หารับประทานยากอย่าง จีบวิหค ช่อม่วง ส่วนขนมลูกชุบ ขนมชั้น ก็มี แต่คุณแม่จะมาจับจีบปั้นดอกละเอียดลออมาก ปกติคุณแม่เขาทำในโอกาสพิเศษปีใหม่ สงกรานต์ หรือเทศกาลสำคัญๆ ก็จะมีคนสั่งไปแจกญาติผู้ใหญ่เพื่อนฝูงอยู่บ้าง บางทีหนูเองก็เอาไปแจกลูกค้าหลายคนก็ติดใจอยากสั่งอีกแม้ว่าไม่ใช่ช่วงเทศกาล ก็เลยมาเปิดเพจให้คุณแม่ ตอนนี้ท่านยังทำงานอยู่อีก 2-3 ปี ก็จะเกษียณ ท่านอยากมาทำตรงนี้ก็เลยช่วยมาปูทางให้ท่านได้ทำสิ่งที่ท่านชอบจริงๆ ทำงานที่รักและมีความสุขใจ ชื่อเพจก็คือบ้านขนมปรางจันทร์” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม &O5532;

1 ขนมจีบวิหค-ลูกชุบ

เป็นขนมไทยที่บ้านขนมปรางจันทร์ ซึ่งเป็นฝีมือการทำของคุณแม่ของเธอเอง  เป็นงานอดิเรกของคุณแม่เธอที่ทำรับประทานกันมาตั้งแต่สมัยคุณยาย ขนมจีบวิหคเป็นขนมไทยโบราณคล้ายๆ ช่อม่วง ที่ต้องมานั่งปั้นจีบจับตัวนกกันทีละชิ้น ขนมลูกชุบก็ช่วยคุณแม่ทำ ด้วยความประณีตงดงาม เริ่มจากฝากสั่งกันมาในแวดวงเพื่อนๆ ญาติๆ ก็เริ่มขยายวงมากขึ้นตอนนี้เธอก็เลยเปิดเพจบ้านขนมปรางจันทร์ให้กับคุณแม่ เพื่อให้คุณแม่มีงานอดิเรกที่ท่านชอบไว้ทำหลังเกษียณ สามารถสั่งล่วงหน้าได้ 2 วัน มีขนมไทยหลายชนิด

2 กล้อง

แม้โทรศัพท์มือถือจะตอบสนองเรื่องการถ่ายรูปได้สะดวกสบายและคมชัดแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังชอบใช้กล้องถ่ายรูปในการทำงาน ถ่ายงานอีเวนต์ให้กับลูกค้า หรือเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวก็ตาม กล้องตัวนี้เป็นตัวที่เธอใช้ประจำ เป็นกล้องฟูจิ XT 10 ชอบถ่ายวิว ถ่ายคน ถ่ายการทำงานต่างๆ เป็นกล้องที่ถ่ายง่ายและคุณภาพดี พกพาง่าย รูปที่ถ่ายได้ก็สวยงามมีความเป็นมืออาชีพ

3 หนังสือ

อยากรวยต้องรู้จักวางแผนการเงิน เขียนโดย นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ การหาเงินเก่งไม่สำคัญเท่ากับเราเก็บเก่งไหม บริหารงานให้งอกเงยเป็นไหม รู้จักให้เงินทำงานแทนเราได้ไหม นั่นเป็นสิ่งที่ตรงกับสิ่งที่เธอพยายามค้นหาอยู่ หลายคนหาเงินเก่งแต่เก็บเงินไม่เป็นเหมือนตุ่มรั่วหาเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม หนังสือเล่มนี้จึงช่วยตอบโจทย์ในสิ่งที่เธอแสวงหาอยู่พอดี ว่ามนุษย์เงินเดือนควรจะหาเครื่องมือทางการเงินเป็นตัวช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นได้อย่างไรได้บ้าง รวมทั้งเรื่องการคืนภาษี การแบกรับความเสี่ยงในการลงทุนทางการเงินในรูปแบบต่างๆ มีสูตรการเงินที่อ่านเข้าใจง่าย มีแบบทดสอบให้ลองทำ มีครบทั้งเรื่องหุ้นเรื่องกองทุน

อีกเล่มที่ชอบก็คือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด โดย คิมรันโด เป็นหนังสือแปลมาจากเกาหลี เป็นหนังสือที่ให้แรงบันดาลใจได้ดีพอสมควรเลยในการช่วยให้ค้นหาตัวเอง บางอย่างก็อย่าไปคิดให้มันเป็นปมด้อย เปลี่ยนความคิดมุมคิดก็เปลี่ยน ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ดี การวางตัวที่ดีของวัยรุ่น

4 นาฬิกา

ชอบดีไซน์ของนาฬิกายี่ห้ออิสซีย์ มิยาเกะ มีเอกลักษณ์ดี แล้วดูโก้ๆ แมนๆ ดี ไม่หวานมาก ดูทนทาน ใช้ได้สมบุกสมบันไม่ต้องคอยทะนุถนอมมากจนเกินไป สวยเท่เหมาะกับการใช้งานจริงจัง ชอบทุกอย่างของแบรนด์นี้ กระเป๋า น้ำหอม

5 รองเท้า

ถ้าวันไหนไม่ต้องไปพบลูกค้า หรือต้องไปลงพื้นที่ลุยงานก็จะใส่รองเท้าผ้าใบ เพราะใส่สบายดีต่อสุขภาพเท้า ผู้หญิงหากต้องใส่ส้นสูงตลอดเวลาก็ไม่ดีกับสุขภาพเท่าไหร่ต้องพักๆ บ้าง รองเท้าผ้าใบนี่ไม่จำเป็นต้องมียี่ห้อดัง ถ้าเจอแบบถูกใจชอบก็ซื้อเลยแต่ที่เลือกมา 2 คู่นี้เป็นคู่ที่ชอบที่สุดของอาดิดาส เป็นรุ่นลิมิเต็ด จะหาซื้อยากเพราะผลิตออกมาน้อย

6 ต่างหู

เป็นต่างหูที่ทำเอง ออกแบบเอง ประดิษฐ์เอง หาวัตถุดิบเองเริ่มจากทำใช้เองคนชอบชมว่าสวยเลยลองทำขายผ่านออนไลน์ดูก็ไปได้เรื่อยๆเพราะไม่ได้ขายแพงมากจนเกินไปราคาเบาๆ สบายกระเป๋าแค่คู่ละ 80-100 บาท ให้เราได้ปล่อยของลองดูว่ามีคนชอบแบบเราเยอะไหมเธอใช้ชื่อบนเฟซบุ๊กว่า Pastel Mood Shop เป็นต่างหูสไตล์วินเทจ เน้นใหญ่ๆ เก๋ๆ แต่น้ำหนักเบาทำจากผ้าและลูกไม้ เป็นงานอดิเรกให้ได้สงบนิ่งกับตัวเราเอง บางทีชีวิตที่วุ่นวายมากเกินไป การได้แบ่งเวลาบางช่วงของชีวิตมาทำอะไรช้าๆ มาฝึกงานมือดูบ้างมันทำให้ชีวิตมีสมดุลที่ดี

7 แว่นตา

บ้านเราแดดแรงมากแว่นกันแดดจึงมีความสำคัญ แดดทำให้เกิดต้อลม ต้อเนื้อได้ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ติดรถ ติดกระเป๋าไว้ตลอดเวลา  ชอบแว่นเก๋ๆ และไม่ต้องกรอบใหญ่มาก แต่ขอยี่ห้อดีหน่อย ถ้าถูกมากๆ เลนส์ไม่รู้จะกันแดดได้จริงหรือเปล่าแทนที่จะช่วยถนอมสายตากลายเป็นมาทำร้ายสายตาเราแทน

 

ศันสนีย์ แกทเทนบี้ เดวี่ส์ ขอเป็นตัวเลือกอันดับแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2560 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/473694

ศันสนีย์ แกทเทนบี้ เดวี่ส์ ขอเป็นตัวเลือกอันดับแรก

โดย…ปอย  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ได้ชิมอาหารทะเลมาแล้วทั่วทุกมุมโลก เมื่อถามว่าซีฟู้ดที่ไหนอร่อยที่สุดในโลก ศันศนีย์ แกทเทนบี้ เดวี่ส์ กรรมการผู้จัดการ ธรรมชาติ ซีฟู้ด รีเทล บริษัทนำเข้าและผลิตสินค้าปลีกอาหารทะเล ก็ตอบว่าก็ต้องซีฟู้ดเมืองไทยแน่นอน ทั้งน้ำจิ้มเปรี้ยวจี๊ดเผ็ดแต่แค่ความแซ่บอย่างเดียวคงไม่พอ วัตถุดิบนำเข้ามาก็ต้องที่สุดของความสดเลิศ ยกตัวอย่างเช่น ซีฟู้ดแพลตเตอร์เมนูนี้ รวมดาวกุ้งหอยปูปลาสดเด้งดึ๋งจากทั่วโลกมาไว้ในเมืองไทย ทุกตัวเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพียง 48 ชั่วโมง นอนแช่อยู่ในอุณหภูมิน้ำทะเลบ้านเกิด แหวกว่ายน้ำสบายใจรอให้คนมาชี้ตัวชวนไปชิม

กว่า 9 ปีที่เป็นเจ้าใหญ่ผู้ผลิตและนำเข้าอาหารทะเล ศันศนีย์ คือผู้บริหารหญิงรุ่นใหม่ไฟแรงอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของธรรมชาติ ซีฟู้ด รีเทล วันนี้มีซีฟู้ดบาร์ 125 สาขาทั่วประเทศในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทย ทะลุเป้าหมายที่วางไว้เป็น ฟู้ด โซลูชั่น เพื่อเข้าถึงและรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าทั้งสองกลุ่ม คือ กลุ่มตลาดค้าปลีก มีเคาน์เตอร์ขายของสดในซูเปอร์มาร์เก็ตและกลุ่มร้านอาหาร ล่าสุดเปิดร้านซีฟู้ดสไตล์ยุโรป เดอะ ด็อก (The Dock) คอนเซ็ปต์ Dock to Dish พร้อมเสิร์ฟอาหารทะเสสดใหม่ ส่งตรงจากท่าเรือสู่จานของคุณ

สร้างปรากฏการณ์ซีฟู้ดเมืองไทย

สาวสมุทรสาครแต่ธุรกิจที่บ้านห่างไกลอาหารทะเล หากคำว่าพรหมลิขิตก็จัดสรรไป ศันศนีย์ บอกพร้อมรอยยิ้มว่าครอบครัวทำธุรกิจโรงงานทอผ้า หลังเรียนจบหลังจากจบปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ สาขาการประชาสัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้เข้าทำงานในตำแหน่งมาร์เก็ตติ้งในเอเยนซียักษ์ใหญ่ ตั้งแต่ปี 2549 สะสมประสบการณ์และเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักการตลาด เก็บกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ไว้ได้รอบด้าน

 

“บอกครอบครัวว่าเรียนจบแล้วขอตัวไปทำงานรับเงินเดือนก่อน หาประสบการณ์สักพักแล้วจะกลับไปสานต่อธุรกิจเสื้อผ้า อาจจะสร้างแบรนด์ขึ้นมา แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้กลับไปทำเลยค่ะ (บอกพลางยิ้มหวาน) เพราะมาช่วยทำการตลาดที่บริษัทอาหารทะเลของสามี-จูเลี่ยน เจ้าของบริษัทธรรมชาติซีฟู้ด รีเทล ตอนนั้นห้างเห็นว่าเรามีศักยภาพก็ชักชวนไปตั้งเคาน์เตอร์ซีฟู้ดในซูเปอร์มาร์เก็ต ตอนนั้นใครทำก็ขาดทุนกันนะคะ แต่ดิฉันเชื่อมั่นว่าเรามีทั้งฟาร์มกุ้งและปลา เป็นอ่าวธรรมชาติซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.จันทบุรี ตราด แล้วเราก็มีซัพพลายเออร์ส่งอาหารทะเลจากทั่วโลก เราสามารถทำราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้แน่นอน

ต้องขอบคุณประสบการณ์สมัยเรียนจุฬาฯ ขอครอบครัวไปเป็นพริตตี้ค่ะ (หัวเราะ) แต่ไม่หวือหวาโป๊นะคะเป็นพริตตี้เครือข่ายโทรศัพท์ค่ายเอไอเอส กับรุ่นพี่นิเทศฯ ทำงานที่หับโห้หิ้นชวนไปทำ แล้วยิ่งมาเข้าฝักยิ่งขึ้นตอนเริ่มทำงานกับเดนท์สุ เอเยนซีระดับแนวหน้าก็ได้เรียนรู้วิธีการทำตลาดจากห้างถึงลูกค้าอย่างไรให้โดนใจ ซีฟู้ดต้องขายคุณภาพความสด ดิฉันทำบิลบอร์ดแนะนำวิธีการเลือกอาหารทะเลคุณภาพ ลูกค้าประทับใจมาก สร้างความคึกคักใช้วิชาพริตตี้มีโฟนอธิบายซ้ำอีก แล้วเราวางแผนได้ค่ะว่าฤดูกาลไหนขายอะไรเพราะมีซัพพลายเออร์ทั่วโลก ก็มีของขายตลอดปีในราคาไม่แพง

แล้วสิ่งสำคัญมากๆ เลยนะคะ อาหารทะเลต้องขายของดี สดจริง ธรรมชาติขายซีฟู้ดราคาบวกต้นทุนวัตถุดิบแค่ 30% ที่อื่นอาจบวก 40% ดิฉันมองว่าของสดก็อร่อยแล้วค่ะ ไม่ต้องไปลงทุนกับส่วนผสมอื่นๆ เยอะแยะมากมาย ขายของคุณภาพในราคาเหมาะสม ย่อมต้องขายดีนะคะ

เพื่อเป็นการต่อยอดและสร้างแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในอนาคตมีแผนที่จะขยายธุรกิจให้ครอบคลุมมากขึ้นค่ะ นอกจากกลุ่มสินค้าพร้อมรับประทานสโมกแซลมอนรมควัน ภายใต้แบรนด์ธรรมชาติ ซีฟู้ด ที่รู้จักกันดีแล้ว ก็จะเพิ่มในส่วนของการสร้างครัวกลาง เพื่อเป็นการรักษามาตรฐาน ควบคุมคุณภาพและรสชาติของสินค้าก่อนที่จะถูกกระจายไปยังแต่ละสาขา การให้บริการธุรกิจจัดเลี้ยงอาหารนอกสถานที่ รวมถึงการเปิดสถาบันสอนทำอาหารในเร็วๆ นี้ด้วยค่ะ” ศันศนีย์ ผู้บริหารสาวสวยเล่าถึงรายละเอียดธุรกิจ

แต่ความสำเร็จในวันนี้ต้องย้อนไปวันวาน แววนักขายและนักการตลาดเริ่มฉายแววตั้งแต่วัยเพียง 5 ขวบ ศันศนีย์ เล่าพลางหัวเราะเรื่องราวย้อนไปในวัยเด็กน้อย ก็เริ่มมีไอเดียทำไอศกรีมโฮมเมดขายพนักงานในโรงงานครอบครัว ซึ่งในแต่ละเดือนก็รวบรวมเงินขายไอศกรีมได้ โดยได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายบัญชีของบริษัทดูแลเงินก้อนจริงจังอีกต่างหาก เรียกว่าครอบครัวได้ปลูกฝังความคิด และความเข้าใจในเรื่องการทำธุรกิจ ทำให้จุดเริ่มต้นของบริษัทไปได้ไม่มีสะดุด

สดสุดคุ้มจากท่าเรือทั่วโลก

ธุรกิจก้าวต่อไปต่อยอดจากความประทับใจซีฟู้ดบาร์ ที่ห้างแฮร์รอดส์ ประเทศอังกฤษ ร้านอาหารไลฟ์สไตล์ทันสมัย เดอะ ล็อบสเตอร์ แล็บ (The Lobster Lab) เน้นกลุ่มค้าวัยรุ่นด้วยเมนูกินง่าย สไตล์ฟาสต์ฟู้ด แต่ชูวัตถุดิบมีการคัดสรรเอ็กซ์คลูซีฟเป็นจุดแข็งของแบรนด์ ศันศนีย์ นำสไตล์นี้มาใช้ในร้านซีฟู้ดสไตล์ยุโรป เดอะ ด็อก อยู่ที่ตึกเดอะ เมส คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ ที่ทองหล่อ ซอย 4

การได้รับสิทธินำเข้าปลาแซลมอนล็อกด๊วทจากสกอตแลนด์ หรือปลาคิงส์แซลมอน จากนิวซีแลนด์มาจำหน่ายแต่เพียงเจ้าเดียวในเมืองไทย ก็ทำให้ร้านใหม่ล่าสุดเป็นที่รู้จักในบรรดาซีฟู้ดเลิฟเวอร์อย่างรวดเร็ว

“ร้านนี้มีออยสเตอร์ 14 สายพันธุ์ ตัวที่มีอักษรตัว G เลเซอร์บนเปลือกคือหอยนางรม จีราโด้ จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ฝรั่งเศส แหล่งอาหารทะเลใหญ่ที่สุดอีกแห่งของโลก ตัวจีคือการคิวซีเพื่อการันตีว่าตัวไหนมาจากทะเลไหน ร้านใหม่เป็นการต่อยอดการขายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีการปรุงอาหารให้กินกันตรงนั้นเลย แต่ก็ไม่ค่อยส่วนตัวนะคะ แล้วต้องยืนต่อแถวกันรอยาวมากๆ เพราะพื้นที่ไม่มาก จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วก็เราควรมีสแตนด์อะโลนเป็นร้านในรูปแบบแฟล็กชิป ดิฉันเลือกย่านทองหล่อเพราะกำลังจับจ่ายมีตลอดเวลา

กินซีฟู้ดต้องกินแบบเต็มอิ่ม แม้ว่าเมนูเน้นอาหารยุโรป ถ้ากินซีฟู้ดแบบสเปน ครีมเยอะๆ อร่อยค่ะไม่ปฏิเสธ ยิ่งเมนูปลาหมึกอ๊อกโตปุสก็ต้องยกให้อาหารสเปนเลยนะคะ แต่ดิฉันก็รับไม่ได้ ดิฉันก็เชื่อว่าไม่ถูกปากคนไทย ต้องจี๊ดจ๊าดต้องมีน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บๆ ก็โชคดีค่ะร้านได้เชฟฝรั่งเศสที่เข้าใจและคลิกเรื่องนี้ว่า แซลมอนรมควันกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดได้ เขารู้สึกสนุกสนานกับการปรุงอาหารทะเลแบบใหม่ๆ สร้างความแปลกใหม่ทั้งรสชาติ ทั้งบรรยากาศ ร้านตกแต่งให้เหมือนท่าเรือมีเชือกอวนพันเป็นแชนเดอเลียร์ ใช้สีหลักเป็นสีเหลือง คนก็แปลกตานะคะเคยเห็นแต่ร้านอาหารใช้โทนสีส้มเรียกน้ำย่อย หรือสีฟ้าที่เป็นสีน้ำทะเล แต่สีเหลืองคือสีชุดชาวประมงค่ะ เอสโอเอสเห็นชัดเจนมากๆ เมื่อคนงานเกิดอุบัติเหตุในน้ำทะเล

ก็เรียกว่าเก็บรายละเอียดทุกๆ เม็ดค่ะ แล้วก็มีวิดีโอพรีเซนเตชั่นเชฟเมนจามินลงไปว่ายจับกุ้งหอยปูปลาในทะเล (หัวเราะ) ทำให้ชมกันเพลินๆ ค่ะ ระหว่างกินอาหารเพิ่มรสชาตินะคะว่าสดจริง ดิฉันจบนิเทศ จุฬาฯ เพื่อนๆ ก็ยุให้ทำค่ะ ไม่ทิ้งลาย”

ผู้บริหารคนสวยเล่าพลางหัวเราะสดชื่น แล้วเผยจุดมุ่งหมายก้าวต่อไป ศันศนีย์ มุ่งให้ธรรมชาติซีฟู้ดรีเทล จะก้าวเป็นตัวเลือกอันดับแรกของซีฟู้ดเลิฟเวอร์ โดยปูเส้นทางแห่งความสำเร็จนั้นจากการทำงานใกล้ชิดกับผู้ผลิตสินค้า การรับฟังความต้องการของลูกค้า รวมถึงการก้าวทันกับข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ รอบตัว โดยผู้บริหารหญิงลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเองอย่างแท้จริง