ปวารา อภิลพูลลาภ สิ่งใกล้กายดับความขุ่นใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2560 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/473536

ปวารา อภิลพูลลาภ สิ่งใกล้กายดับความขุ่นใจ

โดย…กองทรัพย์ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ภาพเพื่อนในแวดวงสังคมและบันเทิง หรือคนทั่วไปจะเห็นภาพ นุคนิค-ปวารา อภิลพูลลาภ หนึ่งในเจ้าของร้านซูชิ โอตารุ ในซอยทองหล่อ 10  ว่าเป็นสาวมั่นใจบุคลิกเปรี้ยวซ่า ซึ่งไม่แปลกที่หลายคนจะมองเธอแบบนั้น แต่เมื่อผ่านการพูดคุยจะเห็นว่าสาวคนนี้เป็นคนสองขั้วชัดเจน โดยเฉพาะก่อนหน้าที่จะตกผลึกกับตัวเอง

“ในพาร์ตหนึ่งเราเคยเป็นเด็กติดเที่ยว แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เข้าวัดปฏิบัติธรรมเหมือนกัน คือเราเที่ยวหนักจริง แต่หนึ่งปีเราก็ต้องหาเวลาไปชำระจิตใจของตัวเอง หันหน้าเข้าทางธรรม แต่ตอนนั้นไปเพราะว่าคิดว่าได้บุญก็เลยไป โดยไม่ได้คิดอะไร จนวันหนึ่งเรามาเจอ ครูอ้อย-ฐิตินาถ ณ พัทลุง ก็เหมือนได้เจอทางที่ถูกจริตตัวเอง เข้าใจตัวเองมากขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนเราไปเพื่อพัฒนาจิตใจตัวเอง เมื่อก่อนเราไปวัดก็หวังจะได้อะไรกลับมา แต่ตอนนี้เราทำเพื่อขัดเกลาตัวเองให้ดีขึ้น ถ้าจริงจังเลยก็ประมาณ 3 ปี คิดว่าหนึ่งปีก็ออกเดินทางปฏิบัติปีละ 3 ครั้ง 3 วัน 5 วันตามความสะดวก”

 

สิ่งที่เธอค้นพบทำให้เธอกลับมาถามตัวเองว่า ถึงเวลานี้ชอบและอยากทำอะไรกันแน่ “นุคนิคจบปริญญาตรี ด้านบริหารและการจัดการ ปริญญาโท จบการท่องเที่ยวและการโรงแรม ก่อนหน้านี้เราทำบริษัทเทรดดิ้ง แล้วก็มีประสบการณ์ทำร้านอาหารมาบ้าง เมื่อก่อนนุคเปิดร้านอาหารกึ่งผับ ตอนนั้นที่เราทำเรายังเด็ก แต่ตอนนั้นเหมือนเราทำไปเล่นไป ไม่ได้จริงจังมาก ทีนี้พอมาถึงจุดที่เราโตขึ้น เราก็ถามตัวเองว่าเราชอบอะไร อยากทำอะไร เราก็เห็นว่าตัวเองชอบทำอาหาร และการบริหารงานในร้านเราก็ชอบทำด้วย ตอนนี้ก็เลยเบนเข็มมาสู่ธุรกิจอาหารเต็มตัว เริ่มจากร้านอาหารญี่ปุ่นที่ลงขันกับเพื่อน ด้วยเหตุผลที่เป็นคนชื่นชอบอาหารอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ชอบกิน ชอบทำอาหาร กลับมาทำร้านอาหารที่เรามีข้อตกลงกับตัวเองว่าเราจะต้องจริงจังมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ตอนนี้มันอยู่ในวัยที่เล่นไม่ได้แล้ว เรามองว่าสิ่งที่เรารักเราชอบคือสิ่งนี้แหละ

สิ่งที่เรียนมาทั้งสองอย่างก็ดูเหมือนจะช่วยธุรกิจร้านอาหารได้ดี แต่เอาจริงๆ ตอนเรียนเราก็ลืมไปหมดแล้วล่ะ จะได้ใช้จริงๆ ก็ตอนเริ่มทำงาน อดีตที่ผ่านมาก็เป็นประสบการณ์ได้ว่าอะไรที่เราผิดพลาด อะไรที่เราควรอุดรอยรั่ว อะไรที่เราปล่อยได้ปล่อยไม่ได้ สะสมประสบการณ์มาก็มีผลกับการตัดสินใจของเรามากเหมือนกัน อย่างอาหารญี่ปุ่นต้องควบคุมวัตถุดิบให้ดี เพราะเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่ต้องลงรายละเอียด ปกติเป็นคนละเอียดอยู่แล้วประมาณหนึ่ง เราก็นำสิ่งที่เราเรียนทั้งสองด้านก็นำมาคู่กัน”

 

นุคนิค บอกว่า หลังจากเธอขัดเกลาอีกด้านของเธอ นอกจากจะทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ความขุ่นมัวในใจที่เคยเกิดไว ก็ดับได้ไวเช่นกัน “สิ่งที่ทำให้เราเปลี่ยนไปคือ เข้าใจตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนเป็นคนคิดมาก ขี้นอยด์ ตอนนี้อาการพวกนี้หายไป เหมือนทุกข์น้อยลง” ซึ่งปัจจุบันขั้วทั้งสองของเธอก็เหมือนจะอยู่ด้วยกันอย่างราบรื่นเสียด้วย

1.ธนบัตร 60 บาท

ธนบัตรมูลค่า 60 บาท มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นธนบัตรที่ได้มานานแล้ว ตั้งแต่พระองค์ท่านครองราชย์ครบ 60 ปี พกไว้ในกระเป๋าสตางค์ตลอด เก็บไว้ช่องที่ไม่โดนอะไรเลยมี 2 ใบ อีกหนึ่งใบจะเคลือบเก็บไว้ที่บ้าน ที่นุคนิคพกตลอดเพราะว่าเป็นสิ่งเตือนใจให้เรารู้ตัวเอง ทุกครั้งที่เราท้อสิ่งที่ทำให้เราหายเหนื่อยก็คือภาพของพระองค์ท่านที่ทรงงานหนัก ก็เตือนใจให้เราขยันขึ้นหรือมีกำลังใจไม่ท้อกับงาน

ธนบัตร 60 บาท

 

2.หนังสือธรรมะจากสมเด็จพระสังฆราช

จัดพิมพ์โดยมูลนิธิสมเด็จพระสังฆราช เป็นเสมือนคู่มือในการดำเนินชีวิต แม้สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่คำสอนของพระองค์ยังย้ำเตือนเราอยู่เสมอ หนังสือเล่มนี้ย่อยเนื้อหาธรรมะที่เป็นคำสอนวลีสั้นๆ เอาไว้อ่านง่ายๆ เข้าใจง่าย นำพระรัตนตรัยให้เป็นที่พึ่งของจิตใจ ไม่ใช่เพียงกราบไหว้ขอพร โดยคัดเลือกพระศาสนธรรมสำคัญๆ ที่สมเด็จทรงนิพนธ์ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย กล่อมเกลาจิตใจให้สงบเยือกเย็น เหมาะกับยุคสมัย ผู้อ่านทุกเพศทุกวัยสามารถนำหลักธรรมคำสอนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ไม่ยาก

หนังสือธรรมะจากสมเด็จพระสังฆราช

 

3.หนังสือฤทธิ์แห่งใจ

เป็นหนังสือที่รวมหลักคิดจากห้องเรียนเข็มทิศชีวิต โดย ครูอ้อย-ฐิตินาถ ณ พัทลุง สามารถนำไปสร้างความสำเร็จมานับไม่ถ้วนในทุกมิติว่าด้วยการใช้หัวใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าเราจะคิดสิ่งใดทำอะไร ใจจะมีพลังสำคัญเสมอ ถ้าเราคิดดีก็จะได้แต่สิ่งดีๆ เป็นหนังสือที่นุคนิคจะพกไว้ในรถเสมอ เวลารถติดหรือเวลาว่างๆ ก็จะเปิดอ่าน เป็นหนังสือที่อ่านซ้ำๆ ได้ไม่เบื่อ

หนังสือฤทธิ์แห่งใจ

 

4.ใบโพธิ์จากพุทธคยา ประเทศอินเดีย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ใต้ต้นโพธิ์ ที่เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย ครั้งแรกที่เราไปแล้วไปนั่งสมาธิใต้ต้นนี้ ก็มีใบที่แห้งปลิวลงมาตรงที่เรานั่ง นุคนิคก็เก็บมาไว้เพื่อเป็นสิริมงคล เราไปอินเดีย 4 สังเวชนียสถานครบทั้ง 4 ตำบล ครั้งล่าสุดเป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตพอดี เราทราบข่าวที่โน่น เราก็นั่งสมาธิเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านด้วย ถ้าเราอยู่ที่นี่เราอาจจะประคองจิตใจเรายาก แต่พอเราอยู่โน่นเราได้อยู่ในที่เราผ่านความโศกเศร้านั้นมาได้

ใบโพธิ์จากพุทธคยา ประเทศอินเดีย

 

 

5.แว่นกันแดด

อาจจะตัดมาที่อีกพาร์ตหนึ่งเร็วไปหน่อย แต่ก็ยังเกี่ยวเนื่องกับสิ่งคลายร้อน ด้านบนคือสิ่งคลายความรุ่มร้อนทางใจ อันนี้ก็คลายความร้อนทางกาย (หัวเราะ) ปกติจะติดแว่นกันแดดเสมอ พกติดตัวตลอดหรือมีไว้ในรถไม่ขาดเลย เราออกแดดก็จะใส่ไม่ขาด ทรงที่ชอบจะเน้นโอเวอร์ไซส์ เพราะใส่เล็กๆ ไม่เข้ากับรูปหน้า ถ้าทรงไม่เวอร์วังก็จะเลือกสีที่โดดเด่น อย่างสีทองไปเลย

แว่นกันแดด

 

6.ยาหอมเทพจิตร ตราห้าม้า

อีกหนึ่งอย่างที่ขาดไม่ได้เมื่อเดินทาง คือ ยาหอมอัดเม็ด ตราห้าม้า เป็นยาที่คุณแม่แนะนำให้ใช้ พอเราใช้ก็ติดใจพกตลอดเลย เพื่อนหลายคนแซวว่าเป็นของที่คนแก่จะนิยมพกกัน (หัวเราะ) แต่นุคนิคว่าไม่เฉพาะคนแก่นะคะ เพราะยานี้ดีจริงๆ ยาอมจะช่วยแก้ลม อาการวิงเวียน หรืออย่างเวลาเราง่วงนอน แค่เราอมยาอมนี่ก็ช่วยให้เราตื่นได้ เพราะว่าอมแล้วมันจะเย็น ตื่นถึงสมองเลย (หัวเราะ)

ยาหอมเทพจิตร ตราห้าม้า

 

7.พัดลมมือถือ

พกเอาไว้สำหรับคลายร้อน ถึงแม้นุคนิคจะไม่ได้เป็นคนขี้ร้อนขนาดที่ว่าเหงื่อไหลไคลย้อย แต่การพกพัดลมมือถือของเราก็มีประโยชน์ คือเวลาเดินทางไปกลางแดดก็พกติดกระเป๋าไว้ หรือในสถานที่ที่คนเยอะแออัด เผื่อมีคนเป็นลมเป็นแล้งก็พกไว้ช่วยเหลือคนอื่นได้ แบบที่เลือกมานี้ซื้อมาจากสำเพ็ง เลือกแบบไม่ได้ใช้ถ่าน มันดีตรงที่เราได้บริหารมือไปด้วย และไม่พังง่ายด้วย

พัดลมมือถือ

 

ความสุข ที่สะท้อนตัวตน พัลลภ เชี่ยวชาญวิทยเวช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2560 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/473535

ความสุข ที่สะท้อนตัวตน พัลลภ เชี่ยวชาญวิทยเวช

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เรื่องของเบนซ์คือเรื่องของคนที่มีความสุขจากการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก หากในความเป็นจริงก็เกือบไป…เกือบจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักชอบ เบนซ์-พัลลภ เชี่ยวชาญวิทยเวช ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท สตีเบล เอลทรอน เอเชีย วัย 35 ปี ผู้นำเข้าเครื่องทำน้ำอุ่นจากประเทศเยอรมนี จาก “เด็กห้องแล็บ” หรือเด็กฝึกงานในห้องทดลอง เขาค้นพบในสิ่งที่ยิ่งกว่าผลการทดลองมหัศจรรย์ สิ่งนั้นก็คือความเป็นตัวเอง ประสบการณ์ในชีวิตบอกเล่าด้วยรอยยิ้ม

เบนซ์ จบคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พี่สาวสองคนของเขาตั้งใจและอยากจะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มาก แต่ด้วยเหตุปัจจัย ไม่มีพี่สาวคนไหนของเขาที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ต้องการ พี่สาวคนหนึ่งเรียนคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พี่สาวอีกคนหนึ่งเรียนที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เบนซ์คิดว่าเขาเองที่อาจจะทำความฝันของพี่สาวให้เป็นจริง

“ผมเรียนตามพี่สาวมาตลอด เรียนตามพี่ๆ มาตั้งแต่เด็ก ตอนพี่สาวผมเข้าเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนสตรีวิทย์ 2 ผมยังคิดว่าทำยังไงจึงจะเข้าสตรีวิทย์ 2 ให้ได้ และพอถึงช่วงมหาวิทยาลัยก็เป็นพี่สาวผมอีกที่เฝ้าบอกว่า จะต้องสอบเข้าธรรมศาสตร์” เบนซ์เล่า

เบนซ์เรียนสายวิทยาศาสตร์ แต่ไม่อยากเรียนวิศวกรรม เพราะฟิสิกส์เยอะเกิน ตกลงใจเรียนคณะวิทยาศาสตร์เพราะเป็นช่วงที่ได้รู้จักคุ้นเคยกับรุ่นพี่คนหนึ่ง ปรากฏว่ารุ่นพี่คนนี้เรียนสาขาสิ่งแวดล้อม ได้ออกพื้นที่บ่อยๆ และเขาก็ดูสนุกมาก ทำอย่างไรจึงจะได้ออกนอกสถานที่แบบพี่คนนี้บ้าง ทั้งหมดคือสาเหตุที่ทำให้เบนซ์ตัดสินใจเรียนคณะวิทยาศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จบแล้วต้องทำงานในห้องทดลอง ทำแล็บทำผลทดลองด้านวิทยาศาสตร์ ชีวิตข้างหน้ามีห้องทดลองรออยู่ จบมาแล้วแอบหางานยาก ท้อนิดๆ แต่ตะลุยกรอกแบบสัมภาษณ์ทั่วประเทศ เพื่อจะได้งานแล็บสักแล็บ อะไรก็ได้ที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าจะชอบไม่ชอบ เพราะจริงๆ คงเหงามากหากจะต้องอยู่ทำงานในห้องทดลองเงียบๆ

 

“เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ผมไปอยู่กับพี่สาวที่เมลเบิร์น 4 เดือน พี่สาวทั้งสองคนของผมไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย แต่ก็เป็นจุดหนึ่งที่ไม่ได้ตามพี่สาวไป เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่ดูเศร้าและผมคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ในเมื่อลูกสองคนอยู่ต่างประเทศหมด ผมอาจคือคนเดียวที่กลับมาเรียนหนังสือในประเทศไทยและอยู่กับท่าน”

จากนั้นเบนซ์ก็เริ่มหางานทำ เพื่อที่จะเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แต่ก็เป็นอะไรที่หางานได้ยากมาก จริงๆ แล้วเขาตกงาน 6 เดือนด้วยซ้ำ มีการกำหนดเส้นตายว่า ถ้าภายในหกเดือนหางานไม่ได้ต้องไปเรียนหนังสือกับพี่สาวที่ต่างประเทศ รับชะตากรรมตามแต่กำหนด ทว่ามีแล็บแห่งหนึ่งรับเขาเข้าทำงานในวินาทีสุดท้าย เงินเดือน 8,000 บาท รับเข้าทำงานเป็นฝ่ายเทคนิค แต่เมื่อไปทำงานจริงๆ งานเทคนิคให้รอก่อน ให้ไปทำงานเป็นเซลส์ขายของก่อน ทำงานขายแบบนับหนึ่ง หากเบนซ์ชอบงานนี้ เขาบอกว่าเขาชอบกับ “อารมณ์” ทุกอย่างของงานขาย เราได้ทำคือประสบการณ์ใหม่ อย่างน้อยก็ไม่ใช่งานที่ไม่ได้เจอคนหรืออยู่แต่ในห้องทดลองเหงาๆ ไปตลอดชีวิต

“ผมเริ่มจากการขายระบบบำบัดน้ำเสียครับ แล้วก็ชาเลนจ์หรือท้าทายตัวเองด้วยการสมัครงานอีกแห่งหนึ่ง คราวนี้คือเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ผมสมัครเป็นคีย์แอ็กเคานต์ธรรมดาๆ นี่แหละ”

จากเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ สู่พานาโซนิค จากอดีตเด็กแล็บในห้องทดลอง รองานเทคนิคแล็บ เบนซ์สร้างปรากฏการณ์ของยอดขายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ล่าสุดคือเมื่อปี 2010 จากพานาโซนิค เบนซ์ก็ก้าวสู่บริษัท สตีเบล เอลทรอน เอเชีย ผู้นำเข้าเครื่องทำน้ำอุ่นสตีเบล เอลทรอนของเยอรมนี สร้างยอดขายถล่มทลายอีกครั้งที่นี่

ปัจจุบัน เบนซ์รับผิดชอบการบริหารงานขายทั้งหมดของสตีเบล เอลทรอน เขาก้าวขึ้นเป็นพนักงานบริหารระดับสูงคนไทยเพียงคนเดียวและขนาบข้างด้วยผู้บริหารชาวเยอรมนีทั้งหมด นำทัพทีมสตีเบลสร้างผลงานก้าวกระโดดด้วยยอดขายที่เติบโตต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา

“ทั้งหมดอาจเริ่มจากการที่ผมเจอสิ่งท้าทาย ผมไม่ได้สนยอดขายหรอก แต่ผมสนุกที่จะทำสิ่งที่ทำให้ดี เปลี่ยนงานเมื่อพีก หรือเมื่อรู้สึกว่าผมสอบผ่านแล้ว ผมก็จะไปต่อ โชคดีที่ฮิตทาร์เก็ต ทำเป้าหมายได้ตลอด เอาต์สแตนดิ้ง คนรู้จักเรา แย่งตัวเรา ผมรู้จักตัวเองดีตอนนั้น”

เบนซ์ไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงอยู่ช่วงหนึ่ง เขาเรียนคณะเศรษฐศาสตร์เพราะรู้ว่าต้องการองค์ความรู้เพื่อนำมาใช้ในการทำงาน อย่างไรก็ตาม หากถามกันจริงๆ แล้ว งานที่ทำ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ เกินครึ่งมาจากประสบการณ์มากกว่าในห้องเรียน

เรียนมาร์เก็ตติ้งเพราะชอบและใช้ เบนซ์เล่าว่า คนในสายการตลาด ทำงานด้านการตลาด เราจะสร้างอะไรขึ้นมาก็ได้ โดยที่คำตอบไม่ตายตัวเลย แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสายวิทยาศาสตร์ที่เรียนมา ซึ่งคำตอบตายตัวแน่นอน กลยุทธ์แนวทางถูกล็อกหรือกำหนดวิธีไว้แล้ว เพราะฉะนั้นก็สนุกมากกับงานด้านการตลาดในปัจจุบัน ที่มีพื้นที่ให้ได้คิดเยอะ ให้ได้ทำเยอะ ได้ความไว้วางใจ ได้ความภูมิใจและปลาบปลื้มไม่เสร็จ

ข้อความที่สื่อออกไปคือ “เราคือเยอรมนี คือคุณภาพ คือมาตรฐานสูง” เพราะฉะนั้นก็มั่นใจทุกครั้งที่ขายของคุณภาพ รวมถึงอาจเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสตีเบล 20 ปี ก่อตั้งสาขาในประเทศไทย นอกจากนี้คือบิดาของเขาเอง ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ตั้งแต่เล็กได้เฝ้าดูบิดาทำงาน พ่อของเบนซ์เป็นพนักงานขายเครื่องเสียงจากยุโรป

เบนซ์เล่าว่าพ่อเป็นคนมีวินัยในตัวเอง เคร่งครัดเรื่องเวลา ชีวิตของพ่อลำบาก พยายามสร้างชีวิตและครอบครัวด้วยสองมือของตัวเอง ตัวของเบนซ์เองก็ไม่เคยเลยที่จะได้คำว่าสิทธิพิเศษ พ่อสอนว่า ถ้าอยากได้ต้องทำต้องหาด้วยตัวของลูกเองนะ ตอนเด็กๆ ตาม “ป๊า” (พ่อ) ไปที่ทำงาน ป๊าไม่เคยแนะนำใครว่าคือลูกน้อง ทุกคนคือ “เพื่อนร่วมงาน” ป๊าให้เกียรติทุกคน อยากให้ใครให้เกียรติเรา ก็ต้องทำตนให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ขณะเดียวกันเราก็ต้องให้เกียรติ และมองให้เห็นศักดิ์ศรีความเป็นคนทำงานในตัวผู้ร่วมงานทุกคน

ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท สตีเบลฯ เล่าต่อไปว่า ทุกวันนี้สนุกกับการได้คุยกับคนมากมาย ได้เจอปัญหาเยอะแยะหลากหลาย หลายคนหลายคาแรกเตอร์ หลายปัญหาหลายทางออก ชาเลนจ์ตัวเองทุกครั้งที่ได้เผชิญกับคน ผจญกับปัญหา เบนซ์มองตัวเองว่ามีนิสัยรักสนุก ชอบงานขาย ชอบคน ชอบกลยุทธ์ หากข้อเสียคือการเป็นคนเซนซิทีฟ บางครั้งก็อ่อนไหวและเต็มตื้นด้วยความรู้สึกมากเกินพอดี ได้สนทนาธรรมกับพระสงฆ์ว่า การซัคเซสอะไรบ่อยๆ ในทางหนึ่งคือการ “ได้” ที่จะน้อยลง รู้สึกขาดตลอดเวลา ปริศนาธรรมข้อนี้ดูเหมือนจะเข้าทางมากเข้าทุกขณะ คือได้มาเยอะ ประสบความสำเร็จมาแยะ ความรู้สึกว่าอะไรที่เป็นการประสบความสำเร็จ จะน้อยลงเรื่อยๆ ตัวเลือกในชีวิตมีจำกัด จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ เขาไม่รู้ แต่เขายินดีที่จะเรียนรู้ เพราะถึงจุดหนึ่งแล้วก็ไม่มีอะไรยั่งยืนเสมอไป ทั้งสุขทุกข์

“สำหรับผม ทุกข์น้อยลง ก็สุขแล้วครับ” เบนซ์บอกอีกว่า ไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเรานาน อารมณ์สวิงด้วยความสุขหรือทุกข์คือจุดอ่อนที่ต้องควบคุม ก็ต้องพยายามบาลานซ์ แท้ที่จริงมองในมุมดีก็ดีมาก เพราะหาความสุขง่าย มีความสุขง่าย นอกจากนี้คือการทำให้ได้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น เข้าใจคน เข้าใจผู้อื่นได้ง่าย

เบนซ์บอกเขาประสบความสำเร็จในเรื่องการขาย อีกด้านหนึ่งคือครอบครัวที่ให้ความสำคัญอย่างมาก ได้แก่ ชมพูพักตร์-ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากและลูกสาววัย 3 ขวบ น้องมอร์ฟีน ชื่อเก๋มาก โดยมอร์ฟีนมาจาก ฟ.ฟัน พยัญชนะที่แม่ของน้องอยากได้ลูกชื่อมี ฟ.ฟัน (ฮา) ตกลงชื่อมอร์ฟีน มาจากปุบปับก็นึกขึ้นได้ สมัยคุณพ่อเบนซ์เรียนอยู่มหาวิทยาลัยว่า อยากมีลูกชื่อนี้ เพราะเป็นชื่อที่มีความหมายของการระงับความเจ็บปวด ระงับการทำลายทำร้ายจิตใจ ชื่อจริงคือ รมณ หมายถึงความสุข สมาชิกอีก 2 ตัวคือน้องหมาต่างสายพันธุ์ ไซบีเรียน ฮัสกี้ ชี่อ อิคึ และปอมเมอเรเนียน ชื่อ แสนรัก

“ถ้าอยู่บ้านผมเป็นคนทำกับข้าว เพราะภรรยาทำกับข้าวไม่เป็น ภรรยาผมทำมาม่ายังไม่สุกเลย (ฮา) มีความสุขครับที่ทำกับข้าวให้ครอบครัวกิน อีกอย่างที่รักมากก็คือการทำกับข้าวนี่แหละ”

รักความสำเร็จ รักบ้าน รักครอบครัว รักหมา แถมชอบทำกับข้าว เรื่องความรักในหมาและรักในการคุกกิ้งนี้ ยังต่อยอดไปเป็นธุรกิจสปาน้องหมา “ด็อกโซไซตี้” สระว่ายน้ำของเหล่าบรรดาสมาชิกกิตติมศักดิ์ 4 ขา และร้านอาหารชื่อ การ์ดิเนีย (Gardenia) ย่านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ธุรกิจทั้งสองแห่งมีภรรยาช่วยดูแลและมีเขาเองที่ตามไปปล่อยของ เอ๊ย ตามไปผัดไปย่างอะไรอร่อยๆ ให้ลูกค้ากินในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

โดยส่วนตัวชอบทำอาหารไทย มัสมั่น แกงเขียวหวานเด็ดสะระตี่ จานเด็ดที่ทุกคนรู้จักดีคือข้าวผัด เบนซ์ทำได้หมดทั้งข้าวผัดสไตล์ไทย สไตล์อิตาเลียน สไตล์จีน สไตล์ฝรั่ง เคล็ดลับคือซอสและการรู้จักจังหวะในการใช้ระดับความแรงของไฟในการผัดข้าว ไม่ใส่สารกันบูดและต้องอร่อยจริง ไม่อย่างนั้นลูกไม่กิน

สุดท้ายคือภาพสะท้อนความสุข มองไปในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เบนซ์ตอบไม่ได้ว่าถึงตอนนั้นเขาจะอยู่ตรงไหนที่ใดในโลก หากสิ่งหนึ่งที่บอกได้แน่ๆ คือความสำเร็จที่ไม่ใช่ตัวเลขหรือตำแหน่ง หากเป็นความสำเร็จและอนาคตที่จะอบอวลด้วยความสุขและความรักของครอบครัว

การทำงานในสิ่งที่รักที่ใช่ ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น คือการเป็นใครสักคนที่ทำให้พ่อแม่ของเราได้ภาคภูมิใจ คือการเป็นใครสักคนที่ทำให้ลูกและภรรยาได้มีความสุข เบนซ์จบเรื่องของเขาด้วยคำถามว่า มันดีแค่ไหนที่รู้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะจบลงอย่างไร แต่ความสุขจะสะท้อนความเป็นตัวเราเสมอ

 

สาวิตรี ศิริโตมร นักธุรกิจผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/473391

สาวิตรี ศิริโตมร นักธุรกิจผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น

โดย…วรธาร ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์เรา ไม่ว่าโลกจะก้าวไปสู่ยุคไหนก็ตามจนปัจจุบันเข้าสู่ยุคดิจิทัลก็ย่อมปรารถนาความสุข การมีความเป็นอยู่ที่ดี ความสะดวกสบาย และไม่ชอบความลำบาก ถ้าให้เลือกระหว่างความรวยกับความจน จึงเชื่อมั่นว่าไม่มีใครที่เกิดมาแล้วต้องการเลือกชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก เลือกความขัดสน หรือความจน ทุกคนจึงย่อมต้องการชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความสะดวกสบาย และแม้ความร่ำรวยจะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงของชีวิต แต่ความร่ำรวยก็นำมาซึ่งความสะดวกสบาย การมีชีวิตที่ดีและการสร้างความดีได้ แล้วจะแปลกตรงไหนที่ผู้หญิงคนนี้จะบอกว่า”เธออยากรวย”

ถามว่า ณ ตอนนี้เธอร่ำรวยเหมือนอย่าง ตัน ภาสกรนที แห่งอิชิตัน หรือเจ้าสัวผู้รวยร่ำในเมืองไทยไหม ก็คงไม่ใช่ แต่บอกได้ว่าเธอเดินมาเลยจุดที่ตัวเองตั้งเป้าไว้หลายก้าวทีเดียว ที่สำคัญเธอยังไม่หยุดเดินและพร้อมจะเดินต่อไปเพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกตราบเท่าที่ใจบอกว่า เอาละ…ได้เวลาเกษียณแล้วเท่านั้น ซึ่งต้องบอกว่าคงอีกนาน เพราะเธออายุน้อยและยังสนุกกับการทำงานและการทำธุรกิจอยู่

เธอคือนักธุรกิจหญิงดาวเด่นในแวดวงประกันภัยชื่อ สาวิตรี ศิริโตมร หรือลิลลี่ ปัจจุบันนั่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ดูแลเรื่องประกันภัย บริษัท ไอ-เซิร์ฟ อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ และบริษัท อินเทลลิเจนท์ ไดเร็ค มาร์เก็ตติ้ง คอนซัลแทนซ์ ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับที่ปรึกษาการทำการตลาดทุกรูปแบบ เช่น เทเลมาร์เก็ตติ้ง มาร์เก็ตติ้งออนไลน์ ให้กับบริษัทประกัน รวมถึงรับงานเทรนนิ่งและบรรยายให้กับองค์กรบริษัทต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นบริษัทประกัน

 

เป้าหมายทำธุรกิจเท่านั้นถึงจะรวย

สาวิตรีมีประสบการณ์ในธุรกิจคอลเซ็นเตอร์มาเป็นเวลากว่า 20 ปี มีความเชี่ยวชาญด้านงานขาย การตลาด การบริหารทีมงานขายสินค้าทางโทรศัพท์ (Telesales) ทั้งธุรกิจประกันและสินค้าประเภทอื่นๆ เนื่องจากเคยทำงานในบริษัทเอกชนมาก่อน ก่อนที่ต่อมาจะทยอยตั้งบริษัทของตัวเอง จนทุกวันนี้มีถึง 3 บริษัท โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการเดินไปให้ถึงเป้าหมายที่ฝันไว้แต่เริ่มแรกคือต้องรวยให้ได้

เธอเล่าว่า ในเมื่อเป้าหมายคืออยากมีเงินเยอะ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่เด็กๆ ก็ได้เริ่มวางแผนและเส้นทางเดินชีวิตตั้งแต่มัธยมฯ ด้วยการเลือกเรียนสายวิทย์ โดยหวังว่าวันหนึ่งจะทำธุรกิจหรือมีอาชีพที่ตอบโจทย์เป้าหมาย เช่น แพทย์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเอนทรานซ์ไม่ติดที่มหาวิทยาลัยสงขลาฯ จนต้องเบนเข็มมาทางสายศิลป์ หันมาเรียนรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“ตอนเรียนมีความคิดจะทำธุรกิจแล้วนะ แต่ภาพยังไม่ชัดมาก มาเริ่มชัดตอนปี 2-3 ที่คิดว่าถ้าจบแล้วจะทำอะไร แต่ไม่คิดเป็นข้าราชการแน่นอน เพราะเห็นรุ่นพี่ที่รัฐศาสตร์ส่วนใหญ่ก็อยู่ในกระทรวง เงินเดือนไม่ได้เยอะ ไปทำงานก็ต้องใส่ยูนิฟอร์ม แต่เราอยากใส่ชุดสวย อยากรวย (หัวเราะ) ยังไงก็คิดว่าทำธุรกิจเท่านั้นจะบรรลุเป้าหมาย แต่ด้วยความที่ครอบครัวไม่ได้รวย พ่อแม่เป็นชาวสวนอยู่ อ.นาหม่อม จ.สงขลา ประกอบกับไม่มีประสบการณ์และความรู้ในการทำธุรกิจมาก่อน จึงมีทางเดียวคือหาประสบการณ์ ความรู้ไปก่อน ที่สำคัญคือต้องหาเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อเป็นทุนไว้ทำธุรกิจ” สาวิตรี กล่าว

 

ทำงานหาประสบการณ์และเก็บเงินเพื่อทำธุรกิจ

ปรากฏว่าบริษัทแรกที่เธอทำงานหลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีคือ บริษัท อิริเดียม เซาอีสต์ เอเชีย ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำกิจกรรมด้านโทรคมนาคม ฝ่ายคัสโตเมอร์เซอร์วิส อยู่แผนกคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งการทำงานในแผนกดังกล่าวทำให้เธอเข้าใจวิธีการทำงานและระบบของคอลเซ็นเตอร์เป็นอย่างดี และเธอก็ชอบติดต่อสื่อสารกับลูกค้าและงานด้านการขายด้วย

“ทำที่อิริเดียมอยู่ 2 ปีครึ่งก็ต้องออก เพราะบริษัทปิดตัวลง แต่หลังจากนี้ก็เป็นช่วงที่ลี่ได้ทำงานประกัน จุดเริ่มมาจากเราเป็นลูกค้าของบริษัทประกัน ซื้อประกันกับตัวแทนที่เป็นรุ่นพี่เพราะอยากลดหย่อนภาษีรายได้ ยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดลงลึกว่าประกันทำอะไรได้อีกบ้าง จนวันหนึ่งมีเฮดฮันเตอร์ (Head hunter) จากต่างประเทศติดต่อมาว่ากำลังหาคนในตำแหน่ง Project Manager ที่จะมาเป็นคนดูแลการตลาดให้กับบริษัทประกันที่เป็นลูกค้าในเมืองไทยและแถบเอเชีย ลี่จึงไปสัมภาษณ์ แต่ก่อนไปก็พยายามอ่านกรมธรรม์ที่ซื้อไว้ให้เข้าใจและหาความรู้เพิ่มเติม ปรากฏได้รับเลือกให้ทำงานในตำแหน่งนั้น”

เธอเล่าว่า บริษัทที่ทำงานเป็นบริษัทในเครือของบริษัทรับประกันภัยต่อรายใหญ่ที่สุดของโลก และที่นั่นทำให้มีโอกาสอบรมความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทที่สำนักงานสาขาประเทศสิงคโปร์ ได้เรียนรู้การทำธุรกิจระหว่างบริษัทประกันภัยต่อกับบริษัทประกันต่างๆ แต่กว่าจะสามารถมาดูแลงานที่ต้องรับผิดชอบได้ ก็ต้องเป็นผู้ช่วย Senior Project Manager ที่รับผิดชอบโครงการ Direct Marketing ในประเทศอื่นๆ อยู่หลายเดือน ส่วนเงินเดือนที่ได้รับตอนนั้นอยู่ที่ 2-3 แสนบาท ในแง่ของรายได้ถือว่าตอบโจทย์เป้าหมายในการทำธุรกิจของตัวเองในอนาคต

 

“ทำที่นี่อยู่ 2 ปี แต่ช่วงนี้มีโอกาสได้เดินทางไปหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย มาแต่ละครั้งก็อยู่ 2-3 เดือน ด้วยความที่มีความรู้ด้านคอลเซ็นเตอร์จากการทำงานที่อิริเดียมจึงมาเปิดบริษัท สิเนธ ไทยแลนด์ ทำเกี่ยวกับเอาต์ซอร์สซิ่งคอลเซ็นเตอร์ยุคแรกๆ ของไทย ธุรกิจช่วงนั้นดีทีเดียว แต่ทำอยู่ 2 ปี ก็ออกมาเป็นผู้บริหารบริษัทประกันภัยในเมืองไทย เงินเดือนอยู่ที่ 4 แสนกว่าบาท แต่เมื่อต้องหักภาษีแล้วจึงยังไม่ตอบโจทย์ ทำอยู่ 4 ปี ก็ออกมาเปิดบริษัททำธุรกิจประกันของตัวเองชื่อบริษัท ไอ-เซิร์ฟ อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ และตามด้วยบริษัท อินเทลลิเจนท์ ไดเร็ค มาร์เก็ตติ้ง คอนซัลแทนซ์ รับงานเทรนนิ่งให้กับองค์กรข้างนอกในฟิวของคัสโตเมอร์เซอร์วิส เช่น เรื่องการขาย ทักษะการปิดการขาย การรีครูทพนักงาน”

นักธุรกิจสาวจากสงขลายอมรับว่า ในแง่ของการทำธุรกิจถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่คงไปเทียบชั้นกับคนอื่นๆ เช่น ตัน ภาสกรนที ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าเธอเดินมาไกลกว่าที่ตัวเองฝันไว้มาก จะบอกว่าเกินเป้าที่ตั้งไว้ก็คงจะไม่ผิด แต่ถึงอย่างไรก็ตามยังคงต้องเดินไปเรื่อยๆ ไม่หยุดอยู่กับที่แน่นอน

“ตอนนี้ถึงจะเดินมาถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ลี่จะไม่ยอมหยุดแค่นี้ แต่พยายามจะตั้งเป้าให้ใหญ่ขึ้นๆ บางคนอาจตั้งเป้าแต่ไม่ทำ แต่ของลี่ตั้งไว้แล้วต้องทำ ทำได้หรือไม่ได้ หรือทำได้แค่ไหน มันก็คือได้ทำ ทุกอย่างจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ มันคือการเรียนรู้ และตอนนี้ลี่สนใจธุรกิจตัวใหม่คือเรื่องสุขภาพความงาม เพราะเราเป็นผู้หญิงก็ชอบสวย ถ้าไม่เข้าไปสู่ธุรกิจสุขภาพและความงาม เราก็ไปเสียสตางค์ที่อื่น ขายประกันได้กำไรแต่ไปเสียสตางค์ข้างนอกก็กระไรอยู่ ไหนๆ ต้องเสียเงินอยู่แล้วก็เข้าไปอยู่ในธุรกิจนี้เลย จึงมองหาสินค้าด้านสุขภาพความงามมาขาย ที่สำคัญเรามีสินค้าอาหารเสริมที่เป็นแบรนด์ของตัวเองด้วย ส่วนช่องทางการขายก็ขายผ่านออนไลน์ซึ่งเป็นช่องทางที่ง่ายและไม่ต้องลงทุนอะไรมาก”

 

เคล็ดลับความสำเร็จคือใส่เกินร้อย

เธอกล่าวต่อว่า ในการทำธุรกิจต้องยอมรับว่าทุกธุรกิจไม่มีธุรกิจไหนสวยงามได้ดั่งใจทุกอย่าง หรือราบรื่นตลอด ย่อมต้องมีอุปสรรคเกิดขึ้น แต่ก็ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ อย่างตอนแรกที่เธอทำคอลเซ็นเตอร์ยอดขายไม่ได้เป็นไปตามเป้า ระบบโทรศัพท์โทรไม่เข้า ลูกค้าวีน แต่พอทุกอย่างเข้าที่จากการบริหารจัดการที่ดีงานก็ขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี แต่คนส่วนใหญ่ชอบมองเมื่อสำเร็จแล้ว

“ลี่ว่าคุณสมบัติของคนที่ประสบความสำเร็จต้องรู้จักโฟกัสเป้าหมาย และอย่ามัวแต่มีข้ออ้าง ซึ่งลี่เองเป็นคนที่ไม่มีข้ออ้างในชีวิตเลย ถ้าอยากทำอะไรจะมุ่งไปทิ้งทุกอย่างเพื่อมุ่งไปในสิ่งนั้น และพยายามพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เช่น ถ้ามีคอร์สอบรมไหนดีๆ น่าเรียน จะยกเลิกธุระในวันนั้นหมดเลย เพื่อไปตรงนั้น แต่คนส่วนใหญ่มักจะมีข้ออ้างจึงทำให้ไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้”

พร้อมกันนี้นักธุรกิจสาวยังมีข้อคิดดีๆ ในการทำธุรกิจ โดยฝากถึงคนที่คิดจะทำธุรกิจว่า ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรเบื้องต้นควรต้องศึกษาก่อนให้รู้จริง ถ้าไม่รู้ก็ปรึกษาผู้รู้ มีเงินทุน และต้องดูตลาดว่าไปทางไหนและอยู่ได้กี่ปี เพราะการทำธุรกิจไม่ใช่แฟชั่นเดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิด ต้องมองตลาดที่ยั่งยืนด้วยและไม่ตกเทรนด์โลก รวมถึงต้องให้เวลาและหมกมุ่นกับมัน

“ความสำเร็จถ้าเราเล่นเกินร้อย มันก็ให้เราเกินร้อยนะ แต่ถ้าอยากได้ร้อยแต่ใส่แค่ 20 คงไม่มีทางได้ 100 แน่นอน และในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เวลาลี่ทำอะไร ลี่ใส่สามร้อยเพื่อให้มั่นใจยังต้องเหลือร้อยแน่นอน นอกนั้นเผื่อเหลือเผื่อขาด และทุกครั้งที่ทำลี่มีความสุขกับมัน” นักธุรกิจสาวดวงใหม่ทิ้งท้าย

 

กร กันตสิริวานิช อาชีพเชฟคือสิ่งที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/472997

กร กันตสิริวานิช อาชีพเชฟคือสิ่งที่รัก

โดย…ภาดนุ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ชายหนุ่มวัย 34 ปี กร กันตสิริวานิช หัวหน้าเชฟฝ่ายจัดเลี้ยง (Chef de Partie) ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เลือกเดินบนเส้นทางสายนี้เพราะได้ค้นพบภายหลังว่า มันคือตัวตนที่แท้จริงของเขา แต่กว่าจะมายืนตรงจุดนี้ได้ เขาต้องผ่านประสบการณ์เรียนรู้ที่หลากหลาย และมีจิตใจที่มุ่งมั่นไปสู่การเป็น “เชฟ” อาชีพที่เขารัก

“เดิมทีแล้วผมก็เป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไปนี่แหละครับ ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่วงการเชฟเหมือนอย่างปัจจุบันนี้ ทั้งที่ครอบครัวผมก็เปิดร้านอาหารไทยที่ จ.ชุมพร มานาน ซึ่งผมก็พอทำอาหารเป็นอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะยึดเป็นอาชีพ วันหนึ่งเมื่อรู้สึกว่างานทางด้านเซลส์ขายสินค้าที่ทำอยู่ มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ผมจึงลาออก แล้วกลับไปเป็นพ่อครัวให้ร้านอาหารของครอบครัว พอทำไปได้สักพักก็รู้สึกว่าสนุกดี ผมจึงคุยกับที่บ้านว่าอยากจะเรียนทำอาหาร ก็เลยมาลงคอร์สหลักสูตร 1 ปี ที่วิทยาลัยดุสิตธานี โดยโฟกัสไปที่อาหารไทยและยุโรป

หลังจากเรียนจบผมได้ไปฝึกงานเป็นผู้ช่วยเชฟในห้องอาหารอินเตอร์ฯ ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค และได้รู้จักกับเชฟรุ่นพี่คนหนึ่งในสมาคมเชฟแห่งประเทศไทยที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ เชฟรุ่นพี่ท่านนี้จึงชวนผมไปช่วยงานที่ร้านอาหารยุโรป ผมก็ไปเพราะอยากได้ประสบการณ์ จากนั้นเขาก็ชวนผมไปทำงานที่โรงแรมทรอปิคานา เกาะช้าง โดยเป็นลูกมือเชฟของห้องอาหารที่นั่น ซึ่งจะเน้นเมนูประเภทซีฟู้ดเพราะอยู่ติดทะเล ผมทำอยู่ที่นี่ 7 เดือน ก็รู้สึกว่าอยากจะไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มเติม จึงตัดสินใจเดินทางไปเป็นผู้ช่วยเชฟในร้านอาหารไทย (ฟิวชั่น) ที่เมืองบราวน์เบย์ ประเทศนิวซีแลนด์”

เชฟกร บอกว่า ตอนแรกเขาตั้งใจจะไปหาประสบการณ์เพียงไม่นาน แต่ไปๆ มาๆ กลับอยู่เพลินจนได้ขึ้นเป็นเชฟประจำร้าน ระหว่างนั้นเขายังไปเป็นเชฟให้ร้านอื่นด้วย เพราะยังมีเวลาว่างเหลืออยู่ สรุปแล้วก็คือเขาใช้เวลาทั้งทำงานและท่องเที่ยวอยู่ที่นิวซีแลนด์ 2 ปี จึงเดินทางกลับเมืองไทย

“พอกลับมาผมก็มองหางานในสถานที่ที่ดูแล้วเข้ากับตัวเอง จึงมาลงเอยในร้านอาหารไทยที่ศาลารัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นกึ่งบูติกโฮเทลแถวท่าเตียนที่เพิ่งเปิดตัวในช่วงนั้น โดยไปเป็นผู้ช่วยเชฟ แต่เมื่อทำไปได้สักพักก็เริ่มมองหางานที่อยู่ใกล้ๆ บ้านแถว 5 แยกลาดพร้าว-ถนนวิภาวดี โชคดีว่าช่วงนั้นโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เปิดรับสมัครงานพอดี ผมจึงมีโอกาสได้สัมภาษณ์งานกับเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟของที่นี่ จากนั้นก็ถูกเรียกให้มาเริ่มงานในแผนกจัดเลี้ยงของโรงแรมที่ผมได้เลือกไว้ ซึ่งจะแตกต่างจากงานในร้านอาหารต่างๆ ที่ผมเคยทำมา ที่จะทำเมนูอะลาคาร์ตเพียงอย่างเดียว

แต่ที่แผนกจัดเลี้ยงจะมีการทำเมนูที่หลากหลาย ทำให้ได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่กว่างานในร้านอาหาร ช่วงแรกๆ ก็ต้องปรับตัวเยอะมาก เพราะแผนกจัดเลี้ยงของโรงแรมจะมีงานจัดเลี้ยงเกือบทุกวัน ผมไม่เคยทำเมนูที่เยอะขนาดนี้มาก่อน (หัวเราะ) แต่ก็รู้สึกว่าท้าทายดี เมื่อปรับตัวและปรับระบบการทำงานของตัวเองได้ก็ทำมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้”

 

เชฟกร เสริมว่า งานของแผนกจัดเลี้ยงจะมีคอร์สของเมนูอาหารที่หลากหลายแตกต่างกันไปทั้งอาหารไทยและตะวันตก ขึ้นอยู่กับคอร์สที่ลูกค้าเลือกมา ซึ่งมีทั้งคอร์สแพลทินัม คอร์สโกลด์ และคอร์สซิลเวอร์ โดยตัวเขาจะรับหน้าที่เตรียมวัตถุดิบ ปรุง และกะปริมาณอาหารให้เพียงพอกับงานจัดเลี้ยงในแต่ละงานเป็นหลัก

“เมนูที่ฝ่ายจัดเลี้ยงทำจะประกอบด้วย 1 แอพพิไทเซอร์ 1 เมนคอร์ส และ 1 ของหวาน แต่ครัวที่ผมรับผิดชอบจะเป็นครัวจานร้อนที่ทำเมนูเมนคอร์สเป็นหลัก ในหนึ่งวันผมเคยทำเมนูสูงสุดเกือบ 1,000 จาน ในเวลา 3-4 ชั่วโมง มาแล้วครับ (ยิ้ม) ซึ่งรสชาติ หน้าตา และปริมาณอาหารที่ทำออกมานั้นต้องได้มาตรฐานเท่ากันทุกเมนู พูดง่ายๆ ว่าแผนกจัดเลี้ยงต้องเตรียมรองรับทั้งงานแต่งงาน งานสัมมนา และงานอื่นๆ โดยเฉพาะเลยล่ะ

ยิ่งตอนนี้ผมเป็นหัวหน้าเชฟฝ่ายจัดเลี้ยงด้วย นอกจากทำอาหารแล้ว ผมยังต้องบริหารจัดการในเรื่องพ่อครัวที่จะมาช่วยปรุงอาหาร วัตถุดิบที่ต้องนำมาปรุง รวมทั้งคนเสิร์ฟให้เพียงพอกับงานนั้นด้วย เพราะที่นี่มีงานจัดเลี้ยงเกือบทุกวัน วันละหลายๆ งาน จึงต้องบริหารจัดการทุกอย่างให้ลงตัวที่สุด ต้องบอกว่าโชคดีมากที่เรามีทีมงานที่ดี ทุกอย่างจึงผ่านไปได้ด้วยดีเสมอ จากวันแรกที่ผมเข้ามาทำงานจนถึงวันนี้ก็ 3 ปีกว่าแล้วครับ ที่ผ่านมาผมก็ค่อยๆ เลื่อนตำแหน่งมาเรื่อยๆ จนได้มาเป็นหัวหน้าเชฟฝ่ายจัดเลี้ยงอย่างในปัจจุบันนี้”

 

เชฟกร เสริมว่า การเป็นเชฟในแผนกจัดเลี้ยง อุปสรรคสำคัญ คือ ต้องทำเมนูอาหารแข่งกับเวลา อย่างงานจัดเลี้ยงที่มีเวลา 3-4 ชั่วโมง แผนกจัดเลี้ยงก็ต้องมีการจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมไว้ก่อน ยิ่งเวลางานเลี้ยงชนงานเลี้ยงนี่จะยิ่งยุ่งมากๆ ต้องแบ่งทีมคอยซัพพอร์ตให้ลงตัวที่สุด พูดได้ว่าพนักงานทุกคนในแผนกจัดเลี้ยงนี่ต้องทำงานหนักกันเลยทีเดียว แต่ถึงยังไงก็ถือว่าเป็นงานที่ท้าทายอยู่ดี

“ผมวางแผนอาชีพเชฟไว้ว่า อยากจะทำงานด้านอาหารไปเรื่อยๆ เพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองรัก ทำแล้วมีความสุข ฉะนั้นในวันว่างผมมักจะออกไปชิมอาหารในร้านใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อหาแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง นอกจากนี้ผมยังชอบไปลงแข่งวิ่งเทรลหรือวิ่งมาราธอนอยู่เรื่อยๆ เพราะสัปดาห์หนึ่งผมได้หยุดพัก 2 วัน ผมจึงสามารถบาลานซ์ชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้เป็นอย่างดี”

เชฟกร ทิ้งท้ายว่า ในอนาคตข้างหน้า (อาจจะ 5-10 ปี) เขาฝันอยากจะเปิดโฮสเทลเล็กๆ ขึ้นที่ จ.ชุมพร บ้านเกิด โดยให้แขกที่มาพักได้สัมผัสกับวิถีท่องเที่ยวธรรมชาติ และตัวเขาจะเป็นทั้งเชฟที่ทำอาหารให้แขกที่มาพักได้รับประทาน รวมทั้งจะรับหน้าที่ไกด์พาเที่ยวด้วยตัวเองอีกด้วย

 

ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ธุรกิจสื่อดิจิทัลยังโตได้อีกมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2559 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/472797

ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ธุรกิจสื่อดิจิทัลยังโตได้อีกมาก

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

2-3 ปีที่ผ่านมานี้ หนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่เรียนจบมาแล้วไม่อยากทำงานในองค์กร หรือเป็นลูกน้องใคร อยากจะสร้างธุรกิจของตัวเอง เป็นนายตัวเองมีมากขึ้น และเรียกพวกเขาว่าสตาร์ทอัพ แต่ก็มีการประเมินผลออกมาว่าสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จจริงๆ มีไม่ถึง 20% ที่เหลือส่วนใหญ่คือล้มเหลวกับธุรกิจที่ทำ

แต่เมื่อ 14-15 ปีที่แล้ว หากคนหนุ่มสาวที่เรียนจบมหาวิทยาลัยออกมาแล้ว ไม่อยากทำงานในองค์กร แต่อยากสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง เรียกว่าอองเทอเพอเนอร์ มีไม่มากนักในยุคนั้น และส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ เช่น เขาคนนี้จากเงินหลักหมื่นบาท เขาสามารถต่อยอดทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ภายใน 13 ปีที่ผ่านมา จนมีผลประกอบการทางธุรกิจกว่า 100 ล้านบาท ด้วยวัย 30 กว่าๆ มีพนักงานที่ใช้บ้านเป็นโฮมออฟฟิศถึง 120 คน ฟังดูแล้วไม่ธรรมดาเลย

ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ CEO บริษัท คลิกทูบิซ หรือที่รู้จักกันว่า แอดยิ้ม มีสโลแกนว่าเมื่อแอดออนไลน์ กลายเป็นเรื่องยิ้มๆ (online advertising with a smile) ทางด้านการศึกษานั้น เขาจบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกโลหะการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาบอกว่าที่จริงอยากเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ แต่คะแนนไม่ดี คนที่คะแนนดีเขาได้เลือกไปก่อน พอจบปริญญาตรีเขาก็ไม่ทำงาน ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย ทางด้านอี-คอมเมิร์ซโดยตรงตามที่อยากเรียนตั้งแต่ครั้งปริญญาตรี เพราะเขามีความฝันตั้งแต่วัยรุ่นว่าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ไม่ใช่เจ้าของโรงงาน เพราะรู้ว่าต้องใช้เงินลงทุนมากมายคงไม่มีปัญญา เพราะฐานะที่บ้านก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก เป็นชนชั้นกลางธรรมดา

เมื่อกลับมา เขาก็มองหาธุรกิจที่จะทำ ไม่คิดว่าจะไปทำงานออฟฟิศที่ไหน น่าจะเรียกได้ว่าเขาเป็นสตาร์ทอัพคนแรกๆ ตั้งแต่เมื่อ 14 ปีก่อน โดยตอนที่กลับมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำลังจัดประกวดการเขียนแผนธุรกิจด้านอี-คอมเมิร์ซพอดี เขาก็เขียนแผนธุรกิจส่งไปประกวดเป็นแผนการทำธุรกิจด้านเขียนการ์ตูนล้อเลียน เพราะเขามองว่าศิลปินเมืองไทยค่าตัวถูกเกินไปที่รับจ้างเขียนภาพเหมือนตามสะพานพุทธ หรือหลายที่ตามแหล่งท่องเที่ยวรับวาดเพียงรูปละ 200 บาท แต่ถ้าเป็นต่างประเทศขายสูงถึงรูปละ 100 เหรียญสหรัฐ เขาก็ไปจ้างวาดการ์ตูนล้อเลียนคนดังในวงการต่างๆ ใส่คำบรรยายขำๆ เกี่ยวกับรูปนั้น หาจุดขายเด่นๆ โดนๆ ในที่สุดแผนงานของเขาก็ชนะเลิศ

เขาก็เอาแผนงานที่ประกวดมาทำจริง แล้วขายผ่านเว็บไซต์ที่เขาตั้งขึ้นมา ชื่อว่า Dimple Art ใช้เงินลงทุนในการเปิดเว็บครั้งแรก 3 แสนบาท และเว็บของเขาสามารถทำงานได้ถึง 30 กว่าล้านบาท เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เคยขายดีมากถึงวันละ 400 รูป รูปละ 1,200 บาท ซึ่งแรกๆ ขายดีมากๆ จนช่างวาดๆ ไม่ทัน มีช่างวาดภาพ 30 กว่าคนคอยป้อนงานให้ ปัจจุบันเว็บนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ขายไม่ดีเหมือนในยุคแรกๆ และราคาก็ไม่ดีเท่ายุคแรกๆ เช่นกัน

หลังจากนั้นเขาก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เก่งเรื่องอะไร ถนัดงานแบบไหน เขาก็ได้คำตอบให้ตัวเองว่าเก่งเรื่องขายของบนเว็บ ก็เลยคิดว่าน่าจะต่อยอดจากสิ่งที่ถนัดออกไปให้หลากหลายมากขึ้น หลังจากนั้นเขาก็เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าออนไลน์ให้กับเว็บไซต์ต่างประเทศแล้วกินค่าคอมมิชชั่น เนื่องจากยุคนั้นการค้าขายทางเว็บยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยและเว็บในประเทศไทยเมื่อ 14 ปีที่แล้วยังน้อยมาก

หลังจากเว็บแรกประสบความสำเร็จได้ไม่ถึงปี เขาก็ตั้งเว็บใหม่ขึ้นมาอีกหลายเว็บ โดยเขาตั้งเป้าว่าต้องการมีรายได้เดือนละเท่าไหร่ แล้วก็วางแผนว่าจะสร้างรายได้อย่างไร เช่น มีเว็บสัก 20 เว็บ ทำรายได้เดือนละ 1,000 เหรียญสหรัฐ/เดือน/เว็บ

ดังนั้น เขาจึงตั้งเว็บขายของหลากชนิดมาก แล้วก็พยายามให้แต่ละเว็บมีรายได้ให้ได้เดือนละ 1,000 เหรียญสหรัฐ/เว็บ ถ้าเว็บใดทำเป้าไม่ถึง เขาก็ตั้งเว็บเพิ่มขึ้นอีก เขาใช้ชื่อจีนของเขาในการค้าขายทางเว็บ คือ ชื่อ “โซวบักทัง” ซึ่งชื่อของเขาเป็นที่รู้จักอย่างดีในเว็บต่างประเทศ ว่าเป็นคนที่ค้าขายหารายได้จากออนไลน์เก่งมาก ซึ่งที่สหรัฐมีคนทำแบบเขาเป็นจำนวนมาก บางคนตั้งเว็บหารายได้รูปแบบต่างๆ คนหนึ่งเป็น 1,000 เว็บก็มี เช่น โซโลอองเทอเพอเนอร์ หรือเรียกกันว่า ผู้ประกอบการฉายเดี่ยว คือ ทำงานสร้างรายได้โดยไม่ต้องมีลูกน้อง ซึ่งคนไทย (ตอนนั้น) แทบจะไม่มีใครทำแบบเขาเลย ซึ่งเขาก็แปลกใจมากว่าการหารายได้ทางเว็บไซต์แบบถูกกฏหมายนั้นก็สร้างได้เป็นอย่างดี แต่ทำไมไม่มีคนทำ ซึ่งตัวเขาก็มีเว็บในการทำธุรกิจด้านต่างๆ เกือบ 1,000 เว็บเช่นกัน

เขาให้ความเห็นว่า “สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า เงินทองหมือนน้ำในมหาสมุทรที่ตักไปเท่าไหร่ก็ไม่หมด ขึ้นอยู่ที่ว่าคุณจะมีอุปกรณ์ในการตักใหญ่เล็กแล้วตักไปได้มากเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการหาเครื่องมือในการตักเงิน ใครมองเห็นโอกาสก่อนได้ก่อน ซึ่งยุคนั้นมันง่ายมาก ตอนนี้ก็ยังทำได้อยู่นะ เพราะตลาดออนไลน์ ตลาดดิจิทัลบ้านเราเพิ่งเติบโต ยังขยายได้อีก” เขาเล่าให้ฟัง

เมื่อเขาสามารถสร้างรายได้ทางธุรกิจจากเว็บไซต์จากโลกออนไลน์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ เมื่อ 6-7 ปีที่แล้วก็เริ่มมีเว็บไซต์เล็กๆ เกิดขึ้น แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เขาก็เลยอยากช่วยเหลือโดยการรวบรวมเว็บเล็กๆ นั้นมาเป็นเว็บไซต์เดียว แล้วก็พยายามลิงค์สินค้าที่ต้องการจะขายหรือซื้อให้เข้ามาในเว็บเหล่านี้ เพื่อให้เว็บเล็กๆ พอมีรายได้เลี้ยงตัวอยู่กันได้ แล้วเขาเองก็พยายามจะให้ความรู้ข้อแนะนำต่างๆ โดยไม่กลัวว่าจะมาเป็นคู่แข่งเพราะคิดว่ายิ่งให้ยิ่งได้

“ผมเลยตั้งเป็นคอมมูนิตี้ขึ้นมาชื่อ THAI SEO BOARD.com เพื่อช่วยให้คนไทยได้มีความรู้ในการทำเว็บให้เวิร์กทางอินเทอร์เน็ต เมื่อ 7 ปีที่แล้ว โดยเขาเป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิกกว่า 1 แสนคน โดยเว็บนี้จะมีข้อมูลให้ความรู้ในการทำเว็บขายของให้ประสบความสำเร็จจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งผมจะอัพเดทข้อมูลตลอดเวลา เป็นเว็บให้เปล่าไม่มีการหารายได้อะไร” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

หลังจากให้ข้อมูลแล้วเขาก็รวมเว็บเล็กๆ ที่ทำธุรกิจคล้ายกันซึ่งไม่มีรายได้ ด้วยการไปดึงคนที่สนใจจะลงแอดหรือหารายได้จากเว็บ ทำเป็นแพ็กเกจใหญ่ไปขาย ทำระบบตรงกลางขึ้นมารวมศูนย์ให้ผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอกันอย่างลงตัวแล้วแบ่งรายได้กันเอง จนเป็นจุดเริ่มต้นของเว็บ AD ยิ้ม จนถึงปัจจุบันนี้

 

ปัจจุบันนี้บริษัทของเขารับเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจหรือสินค้าที่ต้องการจะมาเปิดตลาดออนไลน์ หรือตลาดดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เนื่องจากธุรกิจใหญ่ๆ แบรนด์ดังๆ ที่ประสบความสำเร็จกับตลาดหน้าบ้านกับสื่อหลักแบบเดิมๆ แต่ขาดความเข้าใจเรื่องดิจิทัล โดยเฉพาะเจ้าของหรือผู้บริหารที่อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป จะไม่ค่อยเข้าใจตลาดออนไลน์

“เราก็จะเข้าไปแนะนำว่าควรทำออนไลน์อย่างไร ให้สินค้าเป็นที่สนใจและขายได้จริง ซึ่งมีลูกค้าอยู่ถึง 400 กว่าราย ทั้งบริษัทใหญ่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งเครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ซึ่งตลาดดิจิทัลบ้านเราเพิ่งเริ่มต้น โอกาสเติบโตยังมีอยู่สูงมาก อย่างที่ประเทศจีน สื่อดิจิทัลมียอดขายแซงสื่อหลักไปนานแล้ว แต่บ้านเรารายได้จากดิจิทัลมีเพียง 30% เท่านั้น นับว่ายังมีอนาคตที่ดีรออยู่ สื่อดิจิทัลใช้งบลงทุนน้อยกว่า แต่เข้าถึงได้เร็วกว่า”

เขาแนะนำสำหรับผู้ที่อยากจะมาทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ว่า หากจะทำสินค้ามาขาย ต้องหาตลาดหาลูกค้าให้เจอก่อนว่าลูกค้าคุณคือใคร ตลาดอยู่ตรงไหน แล้วค่อยไปหาสินค้ามาให้ตรงกับความต้องการของตลาด แต่ถ้าเอาสินค้ามาก่อนแล้วไปหาตลาด โอกาสพลาดขาดทุนก็มีเยอะ

สุดท้าย เขาบอกว่า อุปสรรคในการทำธุรกิจบนโลกดิจิทัลตอนนี้ ก็คือ คนที่เก่งในเรื่องดิจิทัลไม่มากพอกับความต้องการ คนที่เก่งจริงและเข้าใจจริงตรงนี้ยังมีน้อย ทั้งที่โอกาสโตมีอีกมาก เพราะปัจจุบันคนไทยดูมือถือมากกว่าดูทีวีถึง 3 เท่า ดังนั้นนักการตลาดเริ่มเห็นแล้วว่าเงินจะเริ่มไหลเข้ามาสู่สื่อดิจิทัลมากขึ้น โตขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 20% ที่จีนและอเมริกาโตปีละ 30-40% คนในสื่อดิจิทัลที่เก่งเรื่องการตลาดจริงๆ ก็ยังน้อยไม่พอใช้งาน ตัวปลอมเยอะกว่าตัวจริง ที่สำคัญผู้บริหารที่เกิดก่อนยุคนี้ต้องเปิดใจรับว่า โลกยุคนี้สื่อดิจิทัลมีอิทธิพลขึ้นเยอะจะปฏิเสธไม่ได้แล้ว

 

ตั้งเป้าหมาย แล้วไปให้ถึง นัยธาดา นันทน์วิธู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2559 เวลา 11:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/472598

ตั้งเป้าหมาย แล้วไปให้ถึง นัยธาดา นันทน์วิธู

โดย…ภาดนุ ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หนุ่มนักบริหารวิสัยทัศน์ไกล วัย 29 ปี เคนจิ-นัยธาดา นันทน์วิธู รั้งตำแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท ทีมเฟอร์น (ไทยแลนด์) ซึ่งเป็นเจ้าของเฟอร์นิเจอร์หนังปรับนอนไฮเอนด์แบรนด์ “เซเดอร์เร่” (Zedere) เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างและผลักดันให้แบรนด์ไทยก้าวไกลไปสู่อินเตอร์ แถมยังมีมุมมองทางด้านการทำธุรกิจที่น่าสนใจ เราจึงอยากทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้น

“จริงๆ แล้วตอนเด็กๆ ผมเรียนไม่ค่อยเก่งสักเท่าไหร่ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ชอบมาก นั่นก็คือการทำธุรกิจ ดังนั้นเมื่อเรียนจบไฮสกูลที่แคนาดา ผมจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาตรีทางด้านบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด ที่ Nottingham Trent University ประเทศอังกฤษ เมื่อเรียนจบก็กลับมาเมืองไทย และเริ่มต้นทำงานกับองค์การสหประชาชาติ (UN) ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดมทุนของหน่วยงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัย เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ 1 ปี

หลังจากนั้นจึงเข้าไปช่วยครอบครัวบริหารโรงงานรับผลิตเฟอร์นิเจอร์ให้กับแบรนด์จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นธุรกิจที่คุณแม่ผมทำมาร่วม 20 ปีแล้ว โดยช่วงนั้นธุรกิจของเรายังรุ่งเรืองมากๆ แต่พอมาถึงช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มดร็อปลง จีนเริ่มเปิดฐานการผลิตในประเทศมากขึ้น ลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งเป็นแบรนด์ต่างชาติที่เคยจ้างโรงงานเราผลิต ก็หันไปจ้างโรงงานในจีนผลิตแทน เพราะค่าแรงถูกกว่า เมื่อเป็นแบบนี้ผมเลยเข้ามาช่วยคุณแม่และพี่ชายบริหารธุรกิจของครอบครัวอย่างเต็มตัวเลยครับ”

เคนจิ บอกว่า แม้จะทำธุรกิจรับผลิตเฟอร์นิเจอร์หลากหลาย แต่สินค้าที่ทำส่วนใหญ่ก็จะเป็นเก้าอี้ที่ปรับนอนได้ ซึ่งขายในราคาไม่กี่พันบาท เมื่อได้เข้ามาเรียนรู้ระบบอย่างจริงจัง เขาก็รู้สึกว่าสไตล์สินค้าที่ผลิตนั้น ดีไซน์ของมันยังไม่สวยพอ แถมคนที่ซื้อยังบอกอีกว่าสินค้าจากจีนมีราคาที่ถูกกว่า เขาจึงเริ่มคิดใหม่ทำใหม่ ว่าควรทำอย่างไรให้สินค้าที่ตัวเองผลิตนั้นโดนใจคนยุคนี้ให้มากขึ้น

 

“อย่างที่ทราบดีว่า การทำธุรกิจสมัยนี้มีการแข่งขันกันสูงมาก เราจะมาใช้วิธีบริหารหรือผลิตสินค้าในรูปแบบเดิมๆ ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ผมจึงตัดสินใจปรับตัวครั้งใหญ่ โดยเริ่มตั้งแต่การผลิตเลยว่า เมื่อทำออกมาแล้วสินค้าต้องดูดีกว่าเดิม ทั้งเรื่องดีไซน์และคุณภาพ แต่ตอนนั้นก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำยังไง

โชคดีว่าในงานออกบูธโชว์สินค้าครั้งหนึ่งที่ประเทศสิงคโปร์ ผมได้รู้จักกับฝรั่งชาวนอร์เวย์ซึ่งเคยเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ ที่มาเดินดูงานและมาทดลองนั่งเก้าอี้ของเรา และในวันสุดท้ายเขาได้พาครอบครัวซึ่งเป็นคนสูงอายุมาลองนั่งเก้าอี้ที่เรานำไปโชว์ แล้วก็เดินมาพูดกับผมว่า คุณรู้ไหมสินค้าของคุณดีมากเลยนะ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมอยากแนะนำ นั่นคือเก้าอี้ที่ทำออกมาขาย ไม่ใช่ว่าแค่เจ้าของแบรนด์ชอบดีไซน์แล้วก็ทำออกมาขายแค่นั้น แต่ต้องดูด้วยว่าเวลาที่ลูกค้ามาทดลองนั่ง พวกเขานั่งแล้วรู้สึกสบายด้วยหรือไม่ แล้วต้องฟังฟีดแบ็กจากลูกค้าด้วยว่า เก้าอี้นั้นเป็นอย่างไร ซึ่งหัวใจสำคัญของเก้าอี้ปรับนอนนั้นจะต้องรองรับหลังได้ดี เมื่อได้ยินแบบนี้ผมก็เข้าใจทันที”

ในที่สุดเคนจิก็ตัดสินใจสร้างแบรนด์เซเดอร์เร่ขึ้นมา โดยมีฝรั่งชาวนอร์เวย์ผู้นี้เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนหลักของแบรนด์ ซึ่งได้มาช่วยถ่ายทอดเทคนิคและความรู้เกี่ยวกับเก้าอี้ปรับนอนให้กับเขาด้วย

“แบรนด์เซเดอร์เร่ เริ่มต้นผลิตขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว โดยมีหุ้นส่วนรายแรกเป็นฝรั่งชาวออสเตรเลียซึ่งเป็นเพื่อนคุณพ่อ ตามด้วยชาวนอร์เวย์ ชาวสิงคโปร์ และตัวผมเองรวมเป็น 4 หุ้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นเหมือนโชคชะตาจัดสรรมาให้เจอกัน เมื่อคุยกันแล้วคลิกเราจึงเริ่มทำธุรกิจด้วยกัน โดยจุดมุ่งหมายสำคัญของเก้าอี้ปรับนอนเซเดอร์เร่ชูจุดขายในเรื่องของการรองรับสรีระ เพราะปัญหาของคนสมัยนี้ ก็คือ การหาเก้าอี้ที่นั่งแล้วสบายได้ยากมาก บางตัวแม้ดีไซน์สวยจริง แต่นั่งไม่สบาย ดังนั้นโจทย์หลักของเราจึงต้องมีดีไซน์ที่ทันสมัย นั่งสบาย และมีนวัตกรรมล้ำๆ เช่น สามารถปรับนอนได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งบางรุ่นยังมีเซ็นเซอร์คอยจับว่าวันนี้คุณเครียดมากน้อยแค่ไหน เก้าอี้ก็จะปรับนอนให้มีองศาที่รองรับความสบายของผู้ใช้ให้มากที่สุด เป็นต้น ทำให้วันนี้เซเดอร์เร่มีเก้าอี้ถึง 23 รูปแบบ ที่สามารถปรับตามสรีระของผู้ใช้ได้แตกต่างกันไป โดยมีทั้งสไตล์โมเดิร์นและเรโทร”

 

เมื่อมีแบรนด์แล้วก็ต้องมีโชว์รูม เคนจิ บอกว่า จุดประสงค์ที่เขาตกแต่งโชว์รูมเซเดอร์เร่ที่เมกาบางนาให้เป็นสไตล์ลอฟต์ ก็เพราะว่าเวลาที่นำเก้าอี้หรือโซฟาสไตล์โมเดิร์นหรือเรโทรไปวางในบ้านหรือ
คอนโดที่เรียบง่ายอย่างสไตล์ลอฟต์ ยังไงลูกค้าก็สามารถจัดวางออกมาให้ดูเข้ากันได้ ซึ่งวัสดุหนังที่เลือกมาใช้ทำเก้าอี้ มีทั้งสีอ่อนๆ สไตล์โมเดิร์น เช่น สีเบจ สีเทา หรือสีเข้มๆ สไตล์เรโทรอย่างสีแดงเข้ม และอื่นๆ ให้เลือกมากมาย

“การเปิดตัวแบรนด์ระยะแรกๆ ก็มีอุปสรรคเหมือนกันครับ เนื่องจากเราเป็นโรงงานที่รับผลิตเก้าอี้ให้แบรนด์ต่างๆ มาก่อน เมื่อเราลุกขึ้นมาทำแบรนด์ของตัวเอง ลูกค้าส่วนใหญ่ก็อาจจะยังไม่ค่อยเชื่อถือสินค้า ‘เมด อิน ไทยแลนด์’ ของเรามากนัก เราจึงต้องทำการตลาดทุกวิถีทาง เช่น ถ้าลูกค้านำแบรนด์ของเราไปวางขายในโชว์รูมประเทศเขา เราจะจัดพร็อพให้หมดทั้งพรม โต๊ะหน้าเก้าอี้ โต๊ะหน้าโซฟาแบบครบชุดเลย โดยจัดมูดแอนด์โทนในแนวเดียวกัน ไม่ว่าลูกค้าจะไปเห็นโชว์รูมที่จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป หรืออเมริกา คอนเซ็ปต์ของแบรนด์ก็จะเป็นธีมเดียวกันหมด เรียกว่าเราทำการตลาดและทำแอดโฆษณาให้พร้อมเลยล่ะ”

เคนจิ บอกว่า ด้วยการวางโพสิชั่นสินค้าให้เป็นเก้าอี้ไฮเอนด์ ดังนั้นราคาจึงสูงไปตามรูปแบบและความเนี้ยบของดีไซน์ วัสดุหนังที่ใช้ ฝีมือการตัดเย็บที่ประณีต และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ล้ำสมัยไปด้วย ปัจจุบันลูกค้าต่างชาติก็เริ่มยอมรับในตัวของแบรนด์มากขึ้นเรื่อยๆ

“แม้ช่วงนี้เศรษฐกิจจะไม่ดีนัก แต่แบรนด์ของเรากลับมีลูกค้ามากขึ้น เนื่องจากยุคนี้คนหันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพกันมากขึ้นด้วย เก้าอี้ของเราจึงตอบโจทย์ได้ดี หลายประเทศเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แล้วบ้านของคนยุคใหม่ก็เริ่มเล็กลง คนโสดก็ไม่ต้องการเก้าอี้หรือโซฟาที่ใหญ่มากนัก จึงเป็นผลดีกับแบรนด์ของเราที่ตอบโจทย์ทุกอย่างได้ลงตัว

 

ตั้งแต่เปิดตัวมาเซเดอร์เร่มีเก้าอี้และโซฟาที่เป็นซีรี่ส์ออกมา 5 คอลเลกชั่นแล้ว โดยเฉพาะสรี (Sari) ซึ่งย่อมาจากสรีระ จะเป็นคอลเลกชั่นที่ขายดีที่สุด ในอนาคตเราก็จะพัฒนาทั้งด้านดีไซน์และฟังก์ชั่นล้ำๆ ในการใช้งานเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน โดยรับฟังฟีดแบ็กจากลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ตอนนี้แบรนด์เซเดอร์เร่เป็นเฟอร์นิเจอร์หนังที่ติดอันดับ 5 ของโลกไปแล้วครับ”

สำหรับโชว์รูมในเมืองไทย เคนจิ บอกว่า ในอนาคตอยากจะขยายสาขาเพิ่มขึ้น แต่ติดตรงที่หาพื้นที่ขนาดใหญ่ 50 ตร.ม. แบบสาขาแรกนี้ยังไม่ได้ สาขาแรกนี้ในโชว์รูมยังมีธุรกิจร้านกาแฟสไตล์ลอฟต์พ่วงอยู่ด้วย ถ้าเปิดโชว์รูมสาขาอื่น เขาก็อยากจะพ่วงธุรกิจร้านบิสโทรที่มีอาหารกินง่ายๆ ไว้บริการลูกค้าด้วย

นอกจากคิดจะขยายสาขาแล้ว ตอนนี้เขายังทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องเขียน กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา โดยนำวัสดุหนังที่เหลือจากการผลิตเก้าอี้มาใช้ รวมทั้งอยากเปิดสปาซึ่งสามารถลิงค์กับธุรกิจเก้าอี้ของเขาได้

“สำหรับโชว์รูมในต่างประเทศ ตอนนี้เซเดอร์เร่เปิดโชว์รูมที่สิงคโปร์ 1 แห่ง และเปิดที่จีนอีก 11 แห่ง ภายในปีเดียว ซึ่งพื้นที่อาจจะไม่ใหญ่เท่าที่เมืองไทย แต่กระแสตอบรับและกำลังซื้อของคนจีนเยอะมาก เนื่องจากมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นเยอะ พวกเขามีรสนิยมชอบของแพงและคุณภาพดี ซึ่งก็เป็นผลดีต่อแบรนด์ของเราอย่างมาก นอกจากมาชมสินค้าได้ที่โชว์รูมเซเดอร์เร่ เมกาบางนาแล้ว ผู้ที่สนใจยังสามารถอัพเดทได้ที่เพจ FB : Zedere Thailand และ IG : zedere.furniture เลยครับ”

จากที่พูดคุยกันมา ดูเหมือนว่าเคนจิจะทำงานเกือบทุกวัน จนแทบจะไม่มีเวลาว่างเลยล่ะ…“ทุกวันนี้ผมทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น ถ้าวันไหนว่างจริงๆ ก็จะออกกำลังกายด้วยการต่อยมวยที่ฟิตเนสบ้าง หรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจบ้าง และตอนนี้ผมก็กำลังสนใจศึกษาศาสตร์ทางด้านการดูฮวงจุ้ยด้วยครับ อาจเพราะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ผมจึงชอบและอินในเรื่องศาสตร์เกี่ยวกับฮวงจุ้ยเป็นพิเศษ เพราะบางครั้งมันสามารถนำมาใช้กับลูกค้าหรือคนที่เราจะร่วมธุรกิจด้วยเช่นกัน”

 

วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ‘แชร์แรงบันดาลใจ’ สู่การพัฒนาเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2559 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/472381

วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ‘แชร์แรงบันดาลใจ’ สู่การพัฒนาเมือง

โดย… ปอย  ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์โครงการใหญ่ วันนี้ต้องก้าวให้ทันควบคู่ไปกับพัฒนาเมือง วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ซีอีโอ แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์เปอเรชั่น ซึ่งจัดเป็นเจ้าใหญ่ของวงการ และในปี 2561 แมกโนเลียฯ กำลังจะเผยโฉมโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ “โครงการวิสซ์ดอม 101” เกาะติดสถานีรถไฟฟ้าปุณณวิถี ริมถนนสุขุมวิท 101 บนพื้นที่กว้างขวางถึง 43 ไร่ โครงการในรูปแบบ “มิกซ์ยูส” ที่ว่านี้ มีทั้งที่พักอาศัย สำนักงานแหล่งรวมออฟฟิศทันสมัย คอมมูนิตี้ มอลล์ และสปอร์ตคลับ ผู้บริหารคร่ำหวอดอยู่ในโครงการอสังหาฯ มากว่า 20 ปี กล่าวอย่างมั่นใจ คาดว่าภาวะตลาดซื้อขายคอนโดในปีหน้ายังเติบโตได้ แมกโนเลียฯ ทุ่มการลงทุนครั้งนี้ถึง 3 หมื่นล้านบาท จัดเป็นโครงการระดับยักษ์ใหญ่ริมรถไฟฟ้าเตรียมเผยโฉมโชว์ความยิ่งใหญ่ได้สมบูรณ์แบบในเร็ววัน

การพัฒนาโครงการคุณภาพ แน่นอนต้องพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภคต้องรองรับเทรนด์ในการใช้ชีวิตของคน Gen Y ซึ่งจัดเป็นคนวัยทำงานกลุ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจแข็งแกร่งของโลกอนาคต โลกของคนกลุ่มนี้ คือ โลกที่ไม่มีเส้นแบ่งเขตระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวอีกต่อไป

วิสิษฐ์ กล่าวอธิบายว่า สิ่งนี้คือจุดเริ่มต้นของโมเดลใหม่ ทั้งในด้านการทำธุรกิจ การทำงาน การใช้ชีวิต และส่งผลต่อการบริการ สินค้า หรือแม้กระทั่งแนวคิดในการพัฒนาเมืองและสาธารณูปโภคอย่างน่าจับตามอง

ชีวิตมิกซ์ยูส

“จะเห็นได้นะครับ ว่าภาครัฐเองก็พยายามเร่งผลักดันการก่อสร้าง ตั้งแต่โครงการสาธารณูปโภค การขนส่งทางราง รถไฟฟ้าสายต่างๆ มากขึ้น เพื่อรองรับการใช้งาน เพราะคนรุ่นใหม่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ในส่วนของโครงการพัฒนาอสังหาฯ เริ่มเน้นการผสมผสานระหว่างที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน ที่พักผ่อน และทำกิจกรรมทางสังคมไว้ด้วยกัน วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน จัดไว้เป็นโซน Social Lounge สำหรับธุรกิจที่จะมานั่งทำงาน ใช้อินเทอร์เน็ตไร้สาย มีร้านค้า ร้านอาหาร ทุกอย่างรวมอยู่ในที่เดียวกันได้เลยนะครับ

แล้วสิ่งสำคัญสามารถตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ดีที่สุด คือ การบริการด้านเทคโนโลยี การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลา รวมทั้งดีไซน์ทันสมัย ให้ความสะดวก และปลอดภัยพร้อมช่วยสร้างแรงบันดาลใจในทุกวินาทีของการใช้ชีวิต เป็นการสร้างเมืองของคนรุ่นใหม่จริงๆ ครับ การออกแบบโครงการวันนี้ก็มาจากโจทย์ที่ตั้งคำถามว่า คนรุ่นใหม่อยากมีชีวิตความเป็นอยู่ในแบบไหน คำตอบก็คือความทันสมัยสะดวกสบายต้องมาพร้อมกัน”

วิสิษฐ์ ซีอีโอแมกโนเลียฯ เริ่มต้นสนทนาอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย และนี่คือหัวใจหลักของการครีเอทโครงการใหม่ๆ อีกด้วย คือ การคิดสิ่งที่คนยังไม่เคยทำให้คนเข้าใจ และสัมผัสได้เข้าถึงได้

โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ “วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน” ดีไซน์เพื่อรองรับการใช้ชีวิต มีทั้งคอนโด ออฟฟิศสำนักงาน และแหล่งช็อปปิ้งคอมมูนิตี้ มอลล์ เป็นโครงการอสังหาฯ ในยุคที่เจ้าของโครงการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมรอบๆ มากขึ้น จากแต่ก่อนทำแค่อาคารสำนักงาน คอนโด แต่ในยุคนี้แต่ละโครงการต้องมีความพร้อมในตัว เป็นคอมเพล็กซ์ที่ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง

“ผมเดินทางไปดูงานหลายๆ ประเทศ ในดูไบ สิงคโปร์ นี่คือเทรนด์ที่พักอาศัยในรูปแบบคอนโด รวมทั้งการสร้างตึกออฟฟิศยุคใหม่อีกด้วย ไม่มีแค่การสร้างคอนโดเดี่ยวๆ หรือออฟฟิศเดี่ยวๆ นั่นเป็นเพราะว่ารูปแบบการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร และการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภคจะต้องรองรับวิถีชีวิตของกลุ่มคนรุ่นใหม่ 25-30 ปี คนกลุ่มนี้เลือกใช้ชีวิตไม่มีเส้นแบ่งเขตระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวอีกต่อไปแล้วนะครับ

การครีเอทพื้นที่ Coworking Space โครงการเน้นรองรับชาวฟรีแลนซ์ สตาร์ทอัพ หรือเอสเอ็มอี เลยนะครับ คนกลุ่มนี้พวกเขาต้องการออกแบบชีวิตของตัวเองให้ยืดหยุ่นมากขึ้น จะทำงานที่ไหนเมื่อไรก็ได้ หรือทำงานไปพร้อมกับการดูแลครอบครัว โดยการเชื่อมโยงของโลกออนไลน์ ยังสามารถเลือกสนุกสนานกับเพื่อนฝูงไปพร้อมๆ กันก็ได้อีกด้วย ในวันที่เรามีอินเทอร์เน็ตอยู่ในสมาร์ทโฟน พกอยู่ในกระเป๋าของเราแทบทุกๆ คน การติดตามข่าวสาร ติดต่อผู้คนจึงทำได้ไม่จำกัดสถานที่หรือเวลา

เทรนด์ในการใช้ชีวิตของคน Gen Y จึงเปลี่ยนรูปแบบไปเป็น Work Life Integration คือชีวิตการทำงานกับส่วนตัวเริ่มเบลนด์เข้าหากันได้อย่างไม่มีข้อจำกัดเลยครับ คน Gen Y เลือกจะออกแบบวิถีชีวิตเอง สามารถค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้ทุกวินาทีของการใช้ชีวิต คิดหาไอเดียใหม่ๆ ที่ไหนก็ได้ จะนั่งอยู่ในสวนพร้อมกับคุยกับที่ปรึกษาในอีกซีกหนึ่งของโลก หรือเสิร์ชอินเทอร์เน็ตหาแรงบันดาลใจจากในสมาร์ทโฟนของตัวเองก็ได้”

โลกการใช้ชีวิตไร้รอยต่อ

การใช้ชีวิตรูปแบบ Work Life Integration กำลังเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนมิลเลนเนียลในเอเชีย การเปลี่ยนแปลงจากการสร้างสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว หรือ Work Life Balance คือ ชีวิตการทำงานกับส่วนตัวเริ่มเบลนด์เข้าหากันบนการใช้ชีวิตในรูปแบบไร้ข้อจำกัด

“การออกแบบและพัฒนาโครงการใหม่ๆ ก็คำนึงถึงวิถีชีวิตของผู้บริโภคมากขึ้นด้วยครับ ในฐานะนักพัฒนาอสังหาฯ ก็ต้องครีเอทการสร้างบรรยากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ช่วยให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตในแบบที่เรียกว่า ไร้รอยต่อ คือ ให้ผู้อาศัยสามารถทำงานและใช้ชีวิตส่วนตัวไปพร้อมกันได้อย่างราบรื่น และนี่จะเป็นการพลิกโฉมรูปแบบการพัฒนาเมือง และโครงการอสังหาฯ ของไทยในยุคนี้ ผมการันตีเลยครับว่าโครงการเมื่อสร้างเสร็จ ปี 2561 เราจะเป็น Coworking Space ในรูปแบบทันสมัยที่สุดในเมืองไทยเลยก็ว่าได้”

วิสิษฐ์ อธิบายรายละเอียดแนวคิดหลักของโครงการ วิสซ์ดอม 101 หรือเรียกให้คุ้นติดปาก วัน-โอ วัน พัฒนาขึ้นให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตแบบ Work Life Integration
ทุกมิติในการใช้ชีวิตผสานกลมกลืนเข้าด้วยกัน ออกแบบในคอนเซ็ปต์ไฮบริด (Hybrid) เชื่อมโยงพื้นที่ภายในและภายนอกอาคารเข้าด้วยกัน ในขนาดใหญ่ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในไทย โดยจัด 65% ของที่ดินทั้งหมดให้เป็นพื้นที่เปิดโล่ง และ 30% ของที่ดินทั้งหมดเป็นพื้นที่สำหรับต้นไม้ใบหญ้าที่เชียวชะอุ่ม ผู้อยู่อาศัยและทำงานในโครงการจึง
ใกล้ชิดกับธรรมชาติได้ตลอดเวลา มีเลนจักรยานและลู่วิ่งลอยฟ้าแบบหลายระดับภายในอาคารที่แรกในประเทศไทยระยะทาง 1.3 กม. วิ่งผ่านทั้งพื้นที่ในอาคารและนอกอาคาร

สะท้อนความไร้พรมแดนระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว และเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยมีระบบ Smart Home Automation System ให้ผู้พักอาศัยสั่งการทำงานในบ้านได้จากระยะไกล รวมทั้งใช้แอพพลิเคชั่นพิเศษจองเวลาใช้บริการฟิตเนส ร้านอาหาร หรือทำกิจกรรมต่างๆ ในโครงการได้

ซีอีโอโครงการใหญ่อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า เป็นการออกแบบโครงการโดยยึดข้อมูลผลการศึกษาของพีดับบลิวซี ล่าสุดระบุว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า แรงงานที่เป็น Gen Y หรือมิลเลนเนียลอายุต่ำกว่า 35 ปี จะมีสัดส่วนมากถึง 80% ของแรงงานทั้งหมด คนทำงานประจำ 60% ต้องการความยืดหยุ่นในการทำงานแบบทำที่ไหน ตอนไหน ใช้อุปกรณ์อะไรก็ได้ ส่วนอีก 70% ของ Gen Y ก็ให้ความสนใจในเรื่องของสมดุลชีวิตงานและส่วนตัวมากกว่าค่าตอบแทน

“เทรนด์การสร้างที่พักก็จะต้องรองรับคุณภาพชีวิตของเขา ซึ่งเป็นปัจจัยส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณูปโภค และอสังหาฯ โดยตรงเลยนะครับ การสร้างคอนโดหรือออฟฟิศ ก็ตัองคิดเพื่อเป็นการตอบสนองต่อวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เพียงแต่จะให้ความสำคัญต่อความยืดหยุ่นในการทำงานแบบทำที่ไหน ตอนไหน ใช้อุปกรณ์อะไรก็ได้ แต่คนกลุ่มนี้ยังมีความต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และสร้างแรงบันดาลใจในทุกๆ นาทีของชีวิต อีกหนึ่งเทรนด์ที่มากับวิถีชีวิตคนรักอิสระอย่างคนรุ่นนี้นะครับ ที่เริ่มเรียนรู้วิธีทำงานที่ไร้กำแพง หมายถึงว่าที่ไหนก็เป็นที่ทำงานของชาว Gen Y ได้ทั้งสิ้น ขอเพียงมีสมาร์ทโฟนกับแล็ปท็อป หรือแท็บเล็ต กับสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือโทรศัพท์ที่ดี เก้าอี้ในสวน บ่อปลา ร้านกาแฟ ในรถ ก็ทำงานได้ แถมยังได้บรรยากาศที่ไม่จำเจ ช่วยเพิ่มพลังสมอง กระตุ้นความสร้างสรรค์ได้ จึงเห็นได้ว่า ธุรกิจ Coworking Space โตเร็วมากจาก 4 แห่ง ในปี 2555 มาเป็น กว่า 60 แห่ง ในปี 2558

ถึงอายุไม่ได้อยู่ช่วงเจน Y แต่ชีวิตมิกซ์ยูสก็เป็นไลฟ์สไตล์ส่วนหนึ่งของผมนะครับ (หัวเราะ) ถ้าวันไหนประชุมเครียดเกินไป ผมก็ชอบหาเวลาไปนั่งทำงานในร้านกาแฟถ้าต้องการรีแลกซ์ ร้านกาแฟให้อารมณ์ผ่อนคลายนี้ได้ดีครับ รูปแบบการสร้างที่อยู่อาศัยสมัยใหม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญ โครงการ วัน โอ วัน จึงให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียว มีสวนทั้งรอบๆ ตึก และบนตึกของทุกๆ อาคาร”

นับเป็นจุดเริ่มต้นของโมเดลใหม่ๆ ทั้งในด้านการทำธุรกิจ การทำงาน เป็นเทรนด์การใช้ชีวิตคนมิลเลนเนียลพลิกโฉมแนวคิดการพัฒนาเมืองอย่างแท้จริง

 

ดร.ภญ.สุดจิต ล้วนพิชญ์พงศ์ นักวิจัยสเต็มเซลล์แถวหน้าของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/472204

ดร.ภญ.สุดจิต ล้วนพิชญ์พงศ์ นักวิจัยสเต็มเซลล์แถวหน้าของไทย

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

“จุดเริ่มต้นของงานวิจัยเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วนหนึ่งเพราะเราได้ร่วมงานกับอาจารย์ซึ่งกำลังวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเซลล์มะเร็งในระบบโลหิต  ซึ่งเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองก็เป็นหนึ่งโรคมะเร็งระบบโลหิตที่ยังไม่มียาและหนทางในการรักษาผู้ป่วย หากเป็นมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองแล้วโอกาสรอดมีอยู่น้อยมาก จึงตั้งใจที่จะค้นหาคำตอบและหนทางในการรักษาให้ได้” ดร.ภญ.สุดจิต ล้วนพิชญ์พงศ์ จากศูนย์ความเป็นเลิศทางงานวิจัยสเต็มเซลล์ของศิริราช สังกัดงานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในนักวิจัยหญิงไทยที่คว้าทุนการวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย จากบริษัท ลอรีอัล ประจำปี 2559 กล่าว

ก่อนหน้าที่สุดจิตจะเดินทางมาถึงจุดนี้ เธอบอกกับเราว่าเป็นความบังเอิญบนความโชคดีอย่างหนึ่ง เพราะตอนสอบเอนทรานซ์เห็นว่าทางบ้านเรียนสายวิศวะกันหมด “แล้วเราก็ไม่ได้ชอบที่จะเรียนทางสายนี้ แม้ว่าตอน ม.ปลาย จะเรียนทางสายวิทย์มาก็ตามที เลยลองเลือกที่จะมาทางสายสุขภาพดูบ้าง ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ก็เลยเลือกมาทางเภสัชกร เข้าเรียนที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนแรกก็คิดว่าเรียนมาทางด้านนี้แล้วจะต้องมาเป็นเภสัชกรตามร้านขายยาหรือตามโรงพยาบาล แต่ที่จริงแล้วหน้าที่ของเภสัชกรไม่ใช่แค่การจ่ายยาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการคิดค้นตัวยารักษาโรคใหม่ๆ ด้วย การวิจัยตัวยาเกือบทั้งหมดเป็นหน้าที่ของเภสัชกร” ซึ่งก็มีหลายสายที่จะต้องเลือกว่าจะไปทางไหน สุดท้ายเธอก็มุ่งมาทางสายวิจัย ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ชอบมากที่สุด หลังเรียนจบเธอก็เลือกเรียนต่อหลักสูตรปริญญาโทและเอกที่มหาวิทยาลัย เวสต์ เวอร์จิเนียร์ ยูนิเวอร์ซิตี้ ในปี พ.ศ. 2552 และทำงานเป็นนักวิจัยที่สหรัฐเมริกาตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งปี 2557 จึงเดินทางกลับมาประเทศไทยที่ศูนย์ความเป็นเลิศทางงานวิจัยสเต็มเซลล์ของศิริราช

จนกระทั่งเธอสามารถสร้างผลงานวิจัยในหัวข้อ บทบาทของอนุพันธ์ออกซิเจนที่ว่องไวต่อลักษณะความเป็นเซลล์มะเร็งต้นกำเนิด และการดื้อต่อยาเคมีบำบัดในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้สำเร็จ “งานวิจัยเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเริ่มต้นมาจากการทำงานร่วมกับอาจารย์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งทำงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษามะเร็งในระบบโลหิตทั้งหมด ซึ่งรวมถึงมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง เป็นมะเร็งชนิดรุนแรงรักษาไม่ได้ และไม่มียาชนิดไหนสามารถรักษาได้ เราก็พยายามทำงานวิจัยนี้ให้สำเร็จ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อยๆ 5 ปี ถึงจะค้นหาทางรักษานี้ได้

 

“แนวทางในการวิจัยเราดูที่ปัจจัยที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม มะเร็งหลังจากที่เซลล์มะเร็งมีการก่อตัวจะมีการหลั่งสารตัวหนึ่งออกมามาก โดยเฉพาะบริเวณที่เกิดเซลล์มะเร็ง เราก็เข้าไปศึกษาว่าสารเหล่านี้มีผลอะไรต่อการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหรือเปล่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอน-ฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin lymphoma) เป็นมะเร็งระบบโลหิตวิทยาที่พบบ่อยครั้งในเมืองไทย เบื้องต้นเราสังเกตว่าเมื่อเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมาแล้ว มะเร็งจะปล่อยสารตัวหนึ่งออกมา เรียกว่า ‘อนุพันธ์ออกซิเจนที่ว่องไว’ พบว่าอนุพันธ์ซูเปอร์ออกไซด์เหนี่ยวนำให้เซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีการตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดที่มากขึ้น โดยสอดคล้องกับสัดส่วนจำนวนประชากรเซลล์มะเร็งต้นกำเนิดต่อมน้ำเหลืองที่ลดลง และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการดื้อต่อยาเคมีบำบัดของเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองลดลง

“ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้จะนำไปสู่การหาวิธีการออกแบบการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รวมถึงโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่ถูกควบคุมผ่านทางอนุพันธ์ออกซิเจนที่ว่องไวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต เพราะเซลล์มะเร็งต้นกำเนิดต่อมน้ำเหลืองเป็นเซลล์เป้าหมายที่สำคัญต่อการวางแผนการรักษาโรคมะเร็งหลายชนิด

“จุดที่ยากที่สุดในการทำงานวิจัยชิ้นนี้ คือการเอาตัวอย่างมะเร็งมาจากคนไข้ ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก ไม่เหมือนกับมะเร็งเต้านม ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมาก และเขาพร้อมที่จะให้เราเข้าไปศึกษาได้ง่าย”

แต่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในงานวิจัยของเธอทั้งหมดที่มากกว่า 20 ผลงาน ที่กวาดรางวัลงานวิจัยมาแล้วหลายเวที ย้อนกลับไปราวๆ ปี พ.ศ. 2551 งานวิจัยแรกของเธอสมัยยังเป็นนิสิต สุดจิตเริ่มงานวิจัยสารสกัดจากมะขามป้อมช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีปัญหาผมร่วง ซึ่งเธอเห็นปัญหาจากผู้ป่วยที่ได้รับคีโมแล้วเกิดอาการผมร่วง เริ่มจากการทดลองสมุนไพรหลายชนิดมาลองทดสอบจนพบว่าสารจากมะขามป้อมสามารถป้องกันการเสื่อมของเซลล์รากผมได้ดีที่สุด

 

หลังจากนั้นเราก็นำสารสกัดจากมะขามป้อมเข้าไปช่วยยับยั้งการเกิดผมร่วงในผู้ป่วยโดยใช้เป็นการรักษาเฉพาะจุด เพราะว่าการให้คีโมรักษาคนไข้จะไปยับยั้งเซลล์ที่การเติบโตเร็ว เช่น เซลล์มะเร็ง และเซลล์ผม ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการผมร่วงหลังได้รับการรักษานั่นเอง

อีกงานวิจัยชิ้นแรงสมัยเรียนปริญญาโทและเอกที่สหรัฐอเมริกาของเธอที่ได้รับรางวัลก็คือ การวิจัยแนวโน้มสภาพอากาศรอบเหมืองถ่านหินถึงผลกระทบการเกิดมะเร็งในปอดของประชากรรอบๆ ซึ่งเธอได้ตั้งคำถามจากการสังเกตว่าในบริเวณที่เธออาศัยอยู่นั้นมีผู้ป่วยโรคมะเร็งในปอดสูงกว่าเมืองอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ ประกอบกับเมืองนั้นเป็นเมืองที่มีโรงงานถ่านหินเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าอาจมีสารปนเปื้อนในอากาศที่ส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งในปอดของชาวเมือง เธอจึงเริ่มค้นคว้าวิจัยเก็บตัวอย่าง ทั้งจากผู้ป่วยและตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยชิ้นนี้ของเธอก็ได้พิสูจน์ว่าสารปนเปื้อนในอากาศจากโรงงานถ่านหินมีผลต่อเซลล์ในปอด อันนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งในปอดอย่างมีนัยสำคัญ

สุดจิต แนะนำว่า “การเป็นนักวิจัยที่ดีเราควรจะมีความสนใจในงานที่ทำก่อน ถ้าเราสนใจและใส่ใจงานก็จะก้าวหน้าไปได้รวดเร็ว ถ้าเราสนใจในปัญหาเราก็จะมีความสนใจในการหาคำตอบ และแนวทางแก้ไขว่ามันเกิดจากอะไรบ้าง

“อีกอย่างหนึ่งในการทำงานวิจัย นักวิจัยทุกคนจะต้องตั้งสมมติฐานในงานวิจัย และถ้าเราทดลองแล้วไม่เป็นไปตามสมมติฐาน ไม่เป็นไปตามสิ่งที่คิด เราก็ไม่ได้มานั่งคิดเสียใจว่าทำไมถึงไม่เป็นไปตามนั้น เพราะการตั้งสมมติฐานไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป ถ้าคิดแล้วถูกต้องทุกอย่างเราก็คงไม่มานั่งทำงานวิจัย การที่ทดลองแล้วไม่ตรงตามสมมติฐานก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีในการนำไปสู่องค์ความรู้ใหม่ๆ มากกว่า

 

“แม้ว่าเราจะทุ่มเทให้กับงานวิจัย แต่เราก็ต้องรู้จักแบ่งเวลา ตอนแรกๆ เราก็ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับงานวิจัย ทำงานทั้งที่แล็บและที่บ้านจนสุดท้ายจนเริ่มรู้สึกว่าเราทุ่มเทกับงานมากเกินไป แล้วเราก็คิดว่าเราน่าจะแบ่งเวลาให้ชัดเจนมากกว่านี้ เพราะว่าเวลาที่มีอยู่หมดไปกับงาน เลยเปลี่ยนเป็นวางแผนเวลาทำงานเป็นเฉพาะจันทร์-ศุกร์ และเสาร์-อาทิตย์ก็อยู่บ้านกับครอบครัว ได้พักผ่อน ได้ทำอย่างอื่นที่อยากจะทำ อ่านหนังสือ ฟังเพลง สิ่งที่ได้กลับมางานเราก็ไม่ได้เสีย และยังรู้สึกได้เลยว่าสมองมันปลอดโปร่งขึ้น คิดงานได้ดีขึ้น หลังจากนั้นมาเราก็แบ่งเวลาอย่างนี้มาโดยตลอด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเอางานกลับไปทำที่บ้าน

“แต่ที่เห็นว่าเราทำงานวิจัยได้เยอะหลายๆ ชิ้นในคราวเดียวกัน หากลองมองดูดีๆ จะเห็นว่าเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งเกือบทั้งหมด ซึ่งบางส่วนก็สามารถใช้ชุดข้อมูลเดียวกันได้ และบางส่วนเราก็เพิ่มเติมจากการศึกษาทดลองเพื่อให้ได้สรุปผลออกมา ถ้าเรารู้จักการบริหารจัดการข้อมูลและเวลาดีๆ เราก็สามารถทำงานวิจัยหลายๆ ชิ้นได้ในคราวเดียวกัน อย่างเช่น เราวิจัยในงานโมเลกุลจนเข้าใจดีแล้วมีข้อมูลมากพอเราก็สามารถต่อยอดไปใช้ในงานวิจัยอื่นๆ ที่อยู่ในสายใกล้เคียงได้

“สำคัญก็คือการตั้งคำถาม นักวิจัยที่ดีต้องรู้จักการตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ เพื่อค้นหาคำตอบในสิ่งนั้น และตัวเราก็เป็นคนที่มีคำถามเยอะ เป็นคนช่างคิดช่างตั้งคำถาม เราจึงสามารถตั้งประเด็นในงานวิจัยได้ค่อนข้างมาก และถ้าเรามีคำถามมากขึ้นเราก็จะมีคำตอบมากขึ้นในงานวิจัย และนำไปสู่ความเข้าใจทั้งหมดในสิ่งที่เราค้นหาและหาทางรักษาแก้ไขได้”

 

ดู ฮยอก ชอย สุขใจทุกครั้งที่ได้เข้าครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/471765

ดู ฮยอก ชอย สุขใจทุกครั้งที่ได้เข้าครัว

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

แม้จะเกิดมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจร้านอาหาร แต่สำหรับ ดู ฮยอก ชอย เชฟหนุ่มชาวเกาหลี เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่สาวไทยเห็นแล้วต้องใจละลาย อยากเรียกว่าโอปป้ามากกว่าเชฟคนนี้ กลับไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งตัวเขาจะพาตัวเองมามาโลดแล่นในอาชีพเชฟ มีร้านอาหารเป็นของตัวเอง แถมยังเป็นร้านอาหารที่อยู่ในต่างแดน อย่างประเทศไทยอีกด้วย

ทุกวันนี้ ชอย เรียกเมืองไทยว่าเป็นบ้านหลังที่ 2 หลังจากที่เขาพาครอบครัวมาสานฝันเปิดธุรกิจร้านไก่ทอดสูตรต้นตำรับอย่าง ชอย ชอย (Choi Choi) ซึ่งปักหมุดให้บริการความอร่อยอยู่ที่ชั้น 2 โครงการฮาบิโตะ รีเทล มอลล์ สุขุมวิท 77

เชฟหนุ่มหน้าใสพาย้อนวันวานไปถึงจุดเริ่มต้น ที่ทำให้เขาก้าวสู่เส้นทางที่ไม่เคยคิดฝันนี้ว่า เขาเติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจอาหาร จึงมีโอกาสช่วยคุณแม่ทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะเป็นเชฟ เพียงแต่มีความตั้งใจว่าเมื่อเติบใหญ่อยากจะเป็นนักธุรกิจ

“หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยที่เกาหลี ผมเริ่มต้นด้วยการเป็นเซลส์ แต่ผมรู้สึกว่าเบื่อหน่ายกับการทำงานรูทีนเลย เลยตัดสินใจลาออก และออกไปหาประสบการณ์ชีวิตด้วยการไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ผมไปเรียนภาษาแล้วก็เริ่มทำงานในร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่ 3 ปี ถึงกลับมาที่โซลอีกครั้ง”

ตอนที่กลับมาบ้านเกิดอีกครั้ง เขาเริ่มรู้สึกสนใจการทำอาหารจริงจัง โดยเฉพาะการนำอาหารเกาหลีมาประยุกต์เป็นสไตล์ของตัวเอง เขามักได้รับคำชมจากเพื่อนๆ เสมอว่าเวลาที่เข้าครัวโชว์ฝีมือทำอาหารให้เพื่อนๆ ได้ชิม เมื่อได้รับคำชมมากๆ บวกกับประสบการณ์ที่เขาสั่งสมจากการทำอาหารร้านอาหารตั้งแต่อยู่ออสเตรเลีย จนย้ายมาทำงานที่ร้านไก่ทอดชื่อดังในกรุงโซล ทำให้เขาค้นพบตัวตนและความชอบของตัวเอง ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เขามีแพสชั่นไม่ใช่อะไรที่ไกลตัว แต่เป็นการทำอาหารซึ่งเขาคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลที่จะนำสิ่งที่ชอบและอยากจะทำให้ได้ดี มาต่อยอดสู่การเปิดร้านไก่ทอดของตัวเอง

“ที่เกาหลีมีร้านไก่ทอดเปิดเยอะมาก เมื่อผมคิดอยากจะเปิดร้านไก่ทอดผมบอกกับตัวเองว่า เกาหลีอาจไม่ใช่คำตอบ ผมไม่อยากทำธุรกิจที่ต้องไปแข่งกับคู่แข่งมากมาย ด้วยความที่ผมชอบเมืองไทยและเคยมีโอกาสเดินทางมาเมืองไทยหลายครั้ง ผมเห็นว่าร้านไก่ทอดในเมืองไทยยังมีไม่มาก และยังมีโอกาสทางธุรกิจที่น่าจะโตได้ ผมเลยตัดสินใจมาเปิดร้านที่นี่ ซึ่งผมได้ศึกษาตลาดแล้วว่าถ้าจะเปิดร้านไก่ทอดที่นี่ต้องไม่เหมือนกับที่เกาหลี ซึ่งขายแต่ไก่ทอดล้วนๆ อย่างเดียว แต่ร้านของเราต้องมีบริการอาหารอย่างอื่น เช่น ต๊อกบกกี บิบิมบับ บูซูเจิน ฯลฯ เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้ลูกค้าด้วย ดังนั้นคอนเซ็ปต์ร้านไก่ทอดของผม จึงมีอาหารเกาหลีอีกหลายเมนูมาเสริมทัพ”

ชอย บอกว่า นับตั้งแต่เขาตัดสินใจเปิดร้านที่เมืองไทย นอกจากจะมุ่งมั่นพัฒนาสูตรไก่ทอดที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เขายังเรียนภาษาไทยควบคู่ไปด้วย เพราะหวังใจไว้ว่าจะได้สามารถสื่อสารกับลูกค้าที่มาอุดหนุนได้ เพราะส่วนตัวเขาก็เป็นหนุ่มที่ชอบพบปะพูดคุยกับคนอื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“ช่วง 2 เดือนแรกที่มาเมืองไทย ผมเรียนสนทนาอย่างเดียวเลย เพื่อให้สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ แต่พอเปิดร้านแล้ว ไม่ค่อยมีเวลาเลยต้องอาศัยเรียนแบบครูพักลักจำ ค่อยๆ เรียนรู้จากคนในร้านและลูกค้าแทน ผมว่าตอนนี้ผมพูดภาษาไทยเหมือนเด็กอายุ 3 ขวบ (หัวเราะ)”

แน่นอนว่า การรับบทบาททั้งเชฟที่ประจำการในครัวทุกวัน บวกกับเป็นเจ้าของร้านไปด้วย ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งชอยเองก็ยอมรับ แต่เขายังกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่นว่า ถ้าเราทำอะไรได้ง่ายๆ เมื่อนั้นชีวิตคงน่าเบื่อ และไม่มีความสุข ทุกวันนี้เขาสนุกกับสิ่งที่ทำ ได้เข้าครัวลงมือทำอาหารเองทุกจาน ทำให้สามารถคุมคุณภาพของอาหารได้ตั้งแต่การเลือกสรรวัตถุดิบ การทำน้ำจิ้มสูตรโฮมเมด ในส่วนของงานบริการเขาก็ไม่ละเลยและรู้สึกเหนื่อยที่ต้องดูแลลูกค้าเอง ขณะเดียวกันเขาพยายามปรับตัวและเรียนรู้กับวัฒนธรรมใหม่ๆ

“ผมไม่ได้กลับไปที่เกาหลีหลายเดือนแล้ว ถามว่าคิดถึงมั้ย ก็ไม่นะ (หัวเราะ) ผมรักเมืองไทย ธุรกิจของผมเริ่มจากศูนย์ที่นี่ ไม่ใช่เริ่มจากบ้านเกิดแล้วขยายมา เพราะฉะนั้นผมจึงมีความผูกพันกับเมืองไทยมาก และคิดว่าที่นี่คือบ้านหลังที่ 2 ที่ผมอยากอยู่ไปนานๆ สำหรับผม นอกจากทุกครั้งที่เข้าครัว ได้ทำอาหารอร่อยๆ จะเป็นความสุขแล้ว การที่ผมได้มีโอกาสต้อนรับและดูแลลูกค้าที่มากินอาหารที่ร้านด้วย
ตัวเอง ไม่ว่าจะ 5 คนหรือ 10 คน ได้รับรู้ว่าเขาถูกใจอาหารของเรา สำหรับผมนั่นคือความสำเร็จแล้ว อารมณ์เหมือนกำลังเล่นเกมเสิร์ฟอาหาร แล้วเราทำมิชชั่นได้สำเร็จ” ชอยกล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี

พิเศก อินทรครรชิต ทายาทธุรกิจสุดติสต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/471533

พิเศก อินทรครรชิต ทายาทธุรกิจสุดติสต์

โดย…วราภรณ์ ภาพ… กิจจา อภิชนรจเรข

ทายาทเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ “วิเศษนิยม” แบรนด์สินค้าที่ทำจากสมุนไพรไทยที่มีอายุกว่า 95 ปี ผู้มีอารมณ์ศิลปิน พิเศก อินทรครรชิต ที่เราคุ้นหน้าเขาดีกับงานแสดงภาพยนตร์ที่เคยได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ครั้งที่ 24 ประจำปี พ.ศ. 2543 รางวัลตุ๊กตาเงินดาวรุ่งฝ่ายชายจากภาพยนตร์เรื่อง “บางกอก แดนเจอรัส” ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาเคยมีผลงานทั้งทางจอเงิน ตั้งแต่ ปมไหม เรื่องราวเกี่ยวกับการหายตัวไปของ จิม ทอมป์สัน, ทวิภพ, 7 ประจัญบาน ภาค 1 และ 2 ฯลฯ อีกทั้งเขามีงานพิธีกรและงานโฆษณาด้วย

ปัจจุบันพิเศกมีความสุขกับการช่วยคุณแม่บริหารงานของครอบครัว ลงทุนกับหุ้นส่วนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งงานที่เขาได้เข้ามาช่วยคุณแม่บริหารแบรนด์วิเศษนิยม คือ การดูแลด้านการปรับภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้ดูทันสมัย

พิเศกเล่าถึงธุรกิจของตระกูลว่า ผู้ก่อตั้งวิเศษนิยมคือ คุณตาทวด หลวงแจ่ม วิชาสอน (ราชทินนาม) และคุณยายทวดผินแจ่ม วิชาสอน และเกิดเป็นโลโก้ของวิเศษนิยม คือ ผิน กับ แจ่ม ตามประวัตินั้นคือคุณทวดรับราชการเป็นครูผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ ท่านเกิดป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด มีเลือดออกตามไรฟันและเหงือกบวม ไปหาหมอเท่าไรก็ไม่หาย จนในที่สุดก็มาหายด้วยตำรายาของท่านจมื่นสิทธิแสนยารักษ์

 

ต่อมาท่านจมื่นได้มอบตำรายาให้แก่คุณยายทวดผิน เพราะเห็นในคุณงามความดี มีกตัญญู และความขยันขันแข็งของคุณทวดผิน แต่แรกนั้น คุณทวดผินได้ปรุงยาเพื่อใช้ดูแลนักเรียน และแจกจ่ายให้ผู้ปกครองและผู้ใกล้ชิด รวมถึงในสมัยรัชกาลที่ 7 มีการจัดประชุมลูกเสือทั่วประเทศผิน แจ่ม วิชาสอน จึงได้ทำยาสีฟันแจกลูกเสือที่มาในงานฟรี เพื่อให้ได้ใช้กันอย่างทั่วถึง ด้วยตัวยาสีฟันที่มีคุณภาพ จึงมีคนเรียกร้องให้ทำขาย จึงได้ทำยาสีฟัน “วิเศษนิยม” ออกขายแพร่หลายต่อมาจนปัจจุบัน พ.ศ. 2498 โรงงานวิเศษนิยมมีกิจการเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ และได้ย้ายมาตั้งอยู่ ณ สถานที่ปัจจุบัน แถบพระโขนง ทางฝั่งกรุงเทพฯ จึงเกิดเป็นยาสีฟันวิเศษนิยม ยาสีฟันตำรับโบราณรายแรกของประเทศไทย

สำหรับสิ่งที่พิเศกรู้สึกภาคภูมิใจ ไม่ใช่เพียงความเก่าแก่ของแบรนด์ แต่ในปี พ.ศ. 2509 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ พระราชทานตราตั้ง (พญาครุฑ) แก่โรงงานอุตสาหกรรมยาสีฟัน วิเศษนิยม ยาทาวิเศษนิยม และยาดับพิษวิเศษนิยม เพื่อเป็นสิริมงคลและเกียรติอันสูงสุด ทั้งคุณยายและคุณแม่ของเขา หลังจากได้รับพระราชทานตราตั้งครุฑ ก็ได้จัดสินค้าวิเศษนิยมเข้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของทั้งสองพระองค์ทุกๆ ปี

ปัจจุบันคุณแม่ของเขายังเป็นผู้ดำเนินกิจการวิเศษนิยม โดยพิเศกเข้าไปช่วยเหลือในสิ่งที่ถนัด คือ ปรับปรุงภาพลักษณ์สินค้า หลังจากจบการศึกษา ซึ่งไปเรียนที่ต่างประเทศตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ Abbey International College, Malvern ประเทศอังกฤษ และไปศึกษาต่อเกรด 8-12 ที่ Geelong Grammar School ประเทศออสเตรเลีย ก่อนไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที Hawaii Pacific University สหรัฐ และกลับมาศึกษาต่อปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ (MBA) ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

สิ่งสำคัญในชีวิตของพิเศกคือ ครอบครัวต้องมาก่อน “ทำไมครอบครัวผมจึงสนใจทำสมุนไพร อาจมองที่คุณแม่ ครอบครัวท่านถนัดทำยาสีฟัน การทำการตลาดค่อนข้างยาก แต่เราไม่ได้คาดหวังว่า ปีนี้แบรนด์เราจะโตเท่านี้ ต้องทำจีดีพีให้ได้เท่าไร

ผมเคยถามคุณแม่ อยากนั่งรถตุ๊กตา คัมรี่ สามล้อ หรือเฟอร์รารี แม่ไม่ตอบ แต่ผมรู้ว่าเฟอร์รารีแม่ไม่มีทางนั่ง คือพวกเราเคารพความคิดคุณแม่ คุณแม่ว่าทำอะไรแล้วดีเราก็ช่วยเหลือ ส่วนพี่ๆ น้องๆ ของผมความที่เราเป็นลูก เราต้องรู้จักรอ แม่ไม่ใช่คนมาพูดว่า แม่ต้องการหรือแม่คาดหวังอะไร ว่าลูกต้องเป็นแบบนี้ๆ ถ้าต้องไปช่วยธุรกิจของคุณแม่ คุณแม่ก็เคยถามผมว่าผมถนัดอะไร ซึ่งตอนนี้ผมยังไม่อยากพูดอะไรมาก ปล่อยให้คุณแม่บริหารงานไปก่อน แต่ผมรู้ว่าผมอยากทำอะไร แต่ผมยังไม่พร้อมที่จะเข้าไปนั่งบริหารเต็มตัว

ผมรู้สึกแคร์พี่น้องทุกคน ผมไม่อยากโชว์ว่าผมเก่ง ผมมีพี่น้อง 4 คน ผมเป็นคนโต เราก็เหมือนอยู่เรือลำเดียวกัน พายก็พายไปด้วยกัน ซึ่งงานที่ผมกับน้องสาวไปช่วยคุณแม่บางส่วน เช่น การทำแพ็กเกจสินค้าอยู่หลายตัว คือปรับให้มันดูทันสมัยขึ้น เรามาช่วยกันทำรีแบรนด์ เราเริ่มทำจากยาสีฟันก่อน เราแค่เขียนบนแพ็กเกจให้ชัดเจนว่าคาแรกเตอร์แบรนด์เราเป็นอย่างไร เราอยากสื่อไปถึงผู้บริโภคว่า แม้ช่วงหนึ่งวัตถุดิบสมุนไพรไทยราคาแพงขึ้น แต่คุณแม่ไม่ได้อัพราคาเลย เพราะคุณแม่อยากให้อยู่ในราคาที่ชาวบ้านซื้อได้ เราก็ยังยืนหยัด เพดานของกำไรจึงน้อยมาก ที่อื่นสรรพคุณอาจเปลี่ยน แต่ของแม่วัตถุดิบใช้เท่าไรก็ยังใช้เท่านั้น เราทำแล้วไม่ได้ไปพุ่งเป้าเรื่องกำไร แต่เราเน้นคุณภาพเต็ม ถ้าไม่เต็มก็ไม่เอาออกขาย”

พิเศกเล่าต่ออีกถึงความคุ้นชินกับธุรกิจของครอบครัวมีมาตั้งแต่เด็กๆ แบรนด์คือชีวิตของเขา โรงงานผลิตตั้งอยู่รั้วเดียวกันกับบ้าน และเขาก็ใช้ยาสมุนไพรตั้งแต่เด็กๆ เวลาวิ่งบาดเจ็บทิงเจอร์หรือยาทาแผลอื่นๆ เขาไม่เคยได้ใช้เลยนอกจากสมุนไพรของคุณแม่

“บ้านเก่าเราอยู่ที่วัดสังข์กระจาย คลองบางกอกใหญ่ และคุณทวดก็บริจาคไปสร้างเป็นโรงเรียน ปัจจุบันเราย้ายมาอยู่สุขุมวิท 79 ผมจึงผูกพันกับวิเศษนิยมมาตั้งแต่เด็กๆ คุณทวดผมช่วยเหลือคนอื่นเยอะ คุณยายสร้างแบรนด์ มีคุณแม่มาสานต่องาน

 

ส่วนใหญ่แม่ไม่ค่อยสอนอะไร แต่ตอนเด็กๆ แม่ไม่ให้กินยาเยอะ แต่ให้ร่างกายดูแลตัวเอง ถ้าร่างกายใช้ยามากร่างกายก็จะดื้อยาในที่สุด แม่เคยบอกว่า นี่เป็นของสมุนไพรไทย อย่างอินเดียแดงก็มีสมุนไพรของเขา ผมจึงไม่คิดจะยึดครองตลาด เพราะแต่ละพืชพันธุ์ก็ควรอยู่ในพื้นที่ของเขา เราไม่จำเป็นต้องครอบครองตลาด แต่ทำแบรนด์ของเราให้ดีก็พอ เรารักษาคุณภาพเอาไว้

ผมมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่บริษัทเดียวจะสามารถทำตลาดได้ทั่วโลก เพราะจำนวนประชากรมากขึ้น ก็ต้องมีอะไรที่หลากหลาย ไม่ใช่มีพืชพันธุ์เดียว เรายึดหลักธรรมด้วย ถ้าเราแก่งแย่งตลาดกันก็ไม่ต่างกับทุ่งซาฟารี ที่สัตว์ที่มีอำนาจมากกว่าจะกินทุกอย่าง ทำให้สัตว์เล็กๆ ไม่มีอะไรกิน เราจะทำธุรกิจแบบไม่แข่งขัน ผมชอบวิถีที่เรียบง่าย ทำเท่าที่จำเป็น”

แนวคิดในการใช้ชีวิตของพิเศกก็เช่นกัน เน้นการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย สมถะ พอดีพอเพียง ซึ่งแนวคิดนี้อาจได้มาจากการซึมซับการเลี้ยงดูมาจากพ่อแม่ ที่ไม่ค่อยพูดสอน แต่อาศัยการทำให้ดู

“พ่อแม่ผมไม่ได้บอกว่าลูกทุกคนต้องทำแบบนี้ คุณแม่ผมเป็นคนอดทนตั้งใจ ท่านพยายามนำเอาวัฒนธรรม คุณธรรมใส่ไว้ในลูกทุกคน ทำอะไรก็ทำได้ ทำไปเถอะ แต่ต้องมีคุณธรรม จริงๆ ชีวิตผมไม่มีอะไรมาก การดำเนินชีวิตก็ต้องมีสติอยู่เสมอ และเวลาเป็นสิ่งมีค่า ใช้เวลาที่เหลือให้เป็น หากเราทำความดี ความดีนั้นจะติดตัวเราไปทุกที่”

ย้อนกลับไปอีกภาคหนึ่งของพิเศก คือการได้เล่นภาพยนตร์ เขาเริ่มเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่เขาเรียนจบไฮสกูลที่ออสเตรเลีย โดยได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่ที่เคยมีผลงานด้านโฆษณามาก่อน และรู้ว่าคาแรกเตอร์ของภาพยนตร์เรื่องปมไหมเหมาะกับพิเศกมากๆ พิเศกจึงไปลองแคสต์ดู ปรากฏก็ได้เล่นภาพยนตร์ในปี 2000 และเขาก็ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง และกลับเมืองไทยมาทำงานแสดงอยู่พักหนึ่ง แล้วก็กลับไปเรียนต่อ

“ผมชอบการแสดง เพราะผมสนใจศึกษาเรื่องธรรมะหรือความถูกต้อง การแสดงเหมือนเป็นการนั่งสมาธิ เพราะนักแสดงต้องนั่งสังเกตตัวเอง สังเกตมูฟเมนต์ตัวเอง บางคาแรกเตอร์มูฟเมนต์ต้องช้าลง ทำให้ผมมีสมาธิมาก ตอนนี้เรากำลังทำอะไร การแสดงจึงเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจ น่าศึกษา บางทีผมต้องเล่นเป็นคนตาบอด กองถ่ายเอาผมไปนั่งดูคนตาบอด หรือนั่งดูคนที่พิการ การที่เราได้อยู่ท่ามกลางในสิ่งที่ผมต้องเล่นเพื่อให้รู้ว่าเขาสื่อสารกันอย่างไร จึงทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ซึ่งน่าสนใจมากๆ” รวมเวลา 6 ปี ที่พิเศกได้อยู่ในวงการบันเทิง ซึ่งถือเป็นยุคที่ภาพยนตร์ไทยกำลังบูมพอดี

“ผมชอบแนวหนังมากกว่าละคร ผมเป็นคนที่เวลาสนใจอะไรแล้วจะศึกษาอย่างจริงจัง และผมจะเลือกทำอะไรอย่างเดียวไปเลย ผมอยากทุ่มเทอย่างจริงจัง ที่ผมออกจากวงการบันเทิงเพราะผมกลับมาช่วยที่บ้าน อยากมีสมาธิกับธุรกิจของที่บ้านมากขึ้น อีกทั้งหนังความนิยมก็ซาๆ ลงแล้ว แต่รู้ไหมว่าคนรู้จักผม 3 ปี หลังที่ผมเล่นภาพยนตร์และมีชื่อเสียงคือปีที่ 4”

ผลงานภาพยนตร์เรื่องที่เขาประทับใจที่สุดคือ การแสดงภาพยนตร์เรื่องปมไหม บางกอกแดนเจอรัส และทวิภพ ซึ่งผลงานการแสดงเรื่องโปรดเรื่องที่ 2 ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้รับรางวัลสุรัสวดี ผู้แสดงสมทบยอดเยี่ยม ซึ่งทำให้เขารู้สึกภูมิใจมาก

พิเศกเชื่อว่า ทุกคนมีจังหวะชีวิตของตัวเอง เช่น การแสดงก็เป็นจังหวะหนึ่งในชีวิตของเขาที่วงการบันเทิงเปิดให้เข้าไป แต่สิ่งที่ทำจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่ตัวเอง ชีวิตเราก็เปรียบเหมือนไทม์ไลน์ตัวเลขที่วิ่งไปตลอด ถ้ามองในช่วงอายุ 20, 30, 50 คนที่ประสบความสำเร็จมักมาในช่วง 40 ใครทำงานมั่นคงก็ไม่อยากออกจากงาน แต่ออกมาได้แสดงว่าคุณกล้ามาก

“ผมเคยถามตัวเองว่า อายุ 40 อยากทำอะไรก็ทำเลย เป็นช่วงอายุกำลังดี ยังพอมีแรง สิ่งที่ผมอยากทำในอนาคตมีหลายอย่าง ผมก็อยากมีครอบครัวอบอุ่นที่ดี และทำวันนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งมีคนรู้น้อยมาก ว่าผมเป็นทายาทวิเศษนิยม ผมก็ไม่ค่อยเปิดเผยตัวเองเท่าไร เพราะบ้านผมน้องๆ และคุณแม่ไม่ใช่คนชอบโซเชียล เราชอบอยู่กันสงบๆ

ตอนที่ผมเป็นดารา ผมก็ไม่อยากเป็นดาราดัง เพราะชีวิตจะไม่อิสระ ซึ่งผมคงรับไม่ได้ ถ้าดังมากคนก็รู้จักคนก็ต้องจับตามอง ผมคิดว่าโลกนี้เราควรเดินไปได้หมด ควรรู้สึกสบายใจเวลาเดินไปไหน เราเป็นโนบอดี้ดีแล้ว ระหว่างอยู่ในวงการผมก็ถามตัวเองและเกิดอาการลังเลว่า เราจะก้าวเข้าไปดีไหม แต่พื้นฐานผมสนใจธรรมะ ผมอยากค้นหาความจริงของความเป็นมนุษย์ เช่น ทำไมประเทศนี้เขาเจริญ ความเจริญคืออะไร ผมพยายามหาคำตอบอยู่”