รมิดา วีรเตชานนท์ เขาว่าเธอคือสาวในอุดมคติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/471303

รมิดา วีรเตชานนท์ เขาว่าเธอคือสาวในอุดมคติ

โดย…กองทรัพย์ ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เธอเป็นหญิงสาวที่เป็นหนึ่งในสี่คนสุดท้ายในรายการเรียลิตี้ The Bachelor Thailand ศึกรักสละโสด หลายคนมองว่า ด้วยการวางตัวและตัวตนของเธอที่ไม่หวือหวาจนเกินงาม ดูเป็นผู้ใหญ่ ขณะเดียวกันก็มีมุมน่ารักหลากหลายมุม ทำให้สาวๆ ที่ติดตามชมรายการนี้เชียร์เธอกับหนุ่มโสดด้วยเหตุผลความเหมาะสม ขณะที่หนุ่มๆ ต่างบอกว่า นี่แหละแม่ของลูก มีการแบ่งทีมเชียร์สาวๆ ชัดเจน แต่ในที่สุดก็ถึงวันที่เธอไม่ได้รับเลือกให้เป็นสองคนสุดท้าย ด้วยเหตุผลที่แม้จะเป็นคนดีแต่ยังไม่ใช่ วันนั้นเธอมีน้ำตา แต่เราพบเธออีกครั้งในวันที่เธอมีรอยยิ้มพร้อมกับหัวใจสีชมพูที่เปิดรับรักครั้งใหม่ ซึ่งพร้อมให้หลายๆ คนรู้จักตัวตนของเธอมากขึ้น หมอเบลล์-พญ.รมิดา วีรเตชานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงาม

เด็กเนิร์ดเพื่อนน้อย

สาวหมวยผมยาวยิ้มหวาน เล่าให้ฟังว่า เป้าหมายตอนเด็กๆ ของเธอมีอยู่สองอย่างคือเรียนหมอ หรือไม่ก็มัณฑนากร เหตุผลของเธอคืออยากให้แม่สบาย

“หลายคนเห็นเบลล์แบบนี้เข้าใจว่าเราฐานะดี เป็นลูกคุณหนู แต่จริงๆ แล้วตอนเด็กๆ เบลล์ไม่ได้สบายขนาดนั้น เพราะคุณแม่ดูแลลูก 3 คนโดยลำพัง เพราะฉะนั้นเราจะไม่มีของเล่นเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ถ้าเบลล์อยากเล่นแต่งตัวตุ๊กตาก็ต้องวาดในกระดาษเอง แล้วก็เล่นคนเดียว ชอบตัดรูปบ้านสวยๆ มาติดในสมุด แล้วก็ชอบเอามาเปิดดู เราคิดว่าอยากแต่งบ้านแบบนี้ๆ

นอกจากตุ๊กตากระดาษที่วาดเองเป็นเพื่อน ของเล่นแสนวิเศษของเธอคือหนังสือที่ได้รับใหม่ก่อนเปิดเทอม ซึ่งของเล่นของเธอก็ส่งให้เธอเข้าเรียนแพทย์ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล “เบลล์เนิร์ดมากเลยนะ (หัวเราะ) เวลาที่ได้หนังสือเรียนเทอมใหม่มา เบลล์ก็จะเอามานั่งอ่าน คงเป็นเพราะว่าเราไม่มีของเล่นเยอะมั้งเลยชอบอ่านหนังสือมาก เบลล์จะอ่านหนังสือทุกเล่มจบก่อนจะเปิดเทอมซะอีก (ยิ้ม) เป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ เลย พอจะสอบเรียนต่อ คิดว่าถ้าเราจะสอบเข้าเรียนสถาปัตย์คงจะสู้คนอื่นไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เรียนติว ก็เลยเลือกเรียนหมอ ซึ่งเป็นเป้าหมายของเรา”

 

ระหว่างเรียนหมอ เธอไม่ได้เนิร์ดไปวันๆ ด้วยการก้มหน้าก้มตาเรียนอย่างเดียว เพราะสิ่งที่เธอชื่นชอบพอๆ กับอ่านหนังสือก็คือขายของ “ตอนเด็กๆ เราทำงานเยอะ เพราะแม่ทำร้านตัดเสื้อ ทำร้านเสริมสวย เบลล์จะช่วยแม่ทำงาน แล้วก็หาของมาขาย ตอนเรียนหมออยู่ใกล้วังหลัง เราก็ไปสำเพ็งซื้อของกระจุกกระจิกมายืนขายวันหยุด ไปแบบไม่มีเพื่อนด้วย (หัวเราะ) หลายคนมาเห็นก็มีตกใจ ที่เราทำเพราะไม่อยากให้แม่ลำบากมาก เบลล์เลยทำเรื่องขอทุนเรียนด้วย ทำงานพิเศษด้วย หารายได้จากหลายๆ ทาง”

หลังจากเรียนจบแพทย์ เธอต้องไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นเวลานานพอที่จะทำให้เธอตั้งคำถามและตกผลึกความคิด และมองหาเส้นทางของตัวเอง “เบลล์ไปใช้ทุนที่ จ.อุบลฯ ซึ่งไปแบบไม่มีเพื่อนเลย ไปเรียนรู้หลายๆ อย่างที่นั่น ทั้งภาษาอีสานที่เราไม่คุ้นเคยเลย และด้วยความเนิร์ดเราก็บันทึกคำศัพท์ภาษาอีสานที่ลึกมากๆ รวมเป็นเล่มๆ ส่งต่อให้รุ่นน้องที่ไปอยู่อุบลฯ ต่อจากเรา เบลล์ไปตกหลุมรักอาหารอีสาน ซึ่งปกติเป็นคนชอบอาหารอีสานอยู่แล้ว และตกผลึกว่าเราเลือกจะเป็นอะไรต่อไป”

นอกกรอบซะบ้าง

การไปอยู่ที่อีสานนาน 3 ปี ทำให้เธอคิดว่าสุขภาพตัวเอง การมีชีวิตอยู่เพื่อดูแลคนที่เธอรักคืออีกหน้าที่ที่ต้องทำ หมอเบลล์เดินออกจากโรงพยาบาล มาศึกษาต่อด้านผิวพรรณและความงาม ทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในคลินิกด้านความงาม ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดคลินิกของตัวเอง รมิดาคลินิก “เบลล์ใช้พื้นที่ร้านตัดเสื้อเก่าของแม่มาทำให้เป็นที่ทำงานของเรา ตัดสินใจทำคนเดียวเพราะไม่อยากมีปัญหา เบลล์ดูแลเองทั้งหมดตั้งแต่ดูแลคนไข้ บริหารจัดการ การเงิน บัญชี ตอนนี้ก็เข้าปีที่ 3 แล้ว ซึ่งผลตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ เบลล์มองว่าการออกมาทำคลินิกของตัวเอง เราบริหารจัดการได้ และรู้สึกอิ่มตัวกับงานในโรงพยาบาลแล้วในเวลา 3 ปีที่เราไปอยู่อุบลฯ ร่างกายเราทรุดโทรมเพราะโหมงานหนักเกินไปในช่วง 3 ปีนั้น ทำให้เบลล์ย้อนกลับมาคิดว่า ยังไม่ได้ดูแลครอบครัวเราเท่าที่ควร เลยคิดว่ามีคลินิกของตัวเองน่าจะดีกว่า จากนั้นก็เริ่มศึกษาเรื่องผิวพรรณและความงาม ไปทำงานเป็นหมอในคลินิก และเรียนเพิ่มเติมจากประเทศเกาหลีรวมๆ แล้วประมาณ 2 ปี แล้วจึงมาเปิดคลินิกของตัวเอง”

และเหตุการณ์ที่ทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักในชั่วข้ามคืน คือการตัดสินใจสมัครเข้าร่วมรายการเรียลิตี้ “เพื่อนส่งต่อใบสมัครมาให้ เราคิดว่าน่าจะลองดู เปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยการพาตัวเองออกจากกรอบเดิมๆ ตอนแรกคิดว่าเราอาจจะไม่ได้รับเลือกด้วยซ้ำ เพราะเราดูนิ่งๆ แต่พอได้รับคัดเลือกให้เป็น 22 คนสุดท้าย ถ่ายรายการติดต่อกันนาน 1 เดือน เราก็ต้องบอกคนไข้ว่า ขอลาไปจัดการธุระ (ยิ้ม) ซึ่งพอรายการออกอากาศก็ไม่คิดว่าจะมีคนติดตามและเชียร์เราเยอะขนาดนี้ บางคนกลายเป็นคนไข้ บางคนนั่งรถมาหาเราจากต่างจังหวัดก็มี จากชานเมืองก็ขับรถมาหาหมอ พูดเลยว่ารายการนี้ทำให้เบลล์ได้รับสิ่งดีๆ มากมายเหมือนกันค่ะ

“การเข้าร่วมรายการนอกจากจะทำให้เบลล์รู้ว่าเราสามารถเป็นเพื่อนกับเด็กๆ ได้ ยังพบว่า จริงๆ แล้วเราไม่ได้เป็นคนนิ่งขนาดนั้น การออกมาเจอผู้คนใหม่ๆ ทำให้เราเองก็ค้นพบมุมใหม่ๆ ของตัวเองที่เราไม่เคยคิดว่าจะเป็น” เราถามต่อว่าสิ่งที่ผู้ชมได้เห็นเป็นหมอเบลล์กี่เปอร์เซ็นต์ เธอบอกว่า “เบลล์ว่าร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะคะ ตามที่เห็นเลย ซึ่งเราก็ไม่คิดว่าการที่เราเป็นแบบนี้จะมีคนชอบ มีคนเชียร์ แม้แต่คุณแม่ (หัวเราะ) แต่สุดท้ายเบลล์ว่าเรื่องของการเปิดใจรับใครสักคนมารักและดูแลเรา ต้องใช้ทั้งสมองและหัวใจไปพร้อมๆ กัน ต้องบาลานซ์ทั้งสองอย่างให้อยู่ในระดับที่ไม่มากไปไม่น้อยไป”

หลังจากถ่ายรายการเสร็จช่วงเดือน ก.ค. จากนั้นไม่นานเธอก็มีโอกาสได้รู้จักกับบี (ธนวัฒน์ ณ หนองคาย) เจ้าของร้านยอดลาบเป็ดอุดร และร้านอาหารอีกหลายร้านในย่านพระราม 9 “อาจจะเป็นช่วงขาขึ้นของเรื่องความรัก ออกจากบ้านมาไม่นานก็ได้ศึกษากัน ซึ่งเบลล์ว่ากับพี่บีเป็นคนที่สมดุลกับเรา”

สวยแบบเป็นตัวเอง

ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงาม หมอเบลล์ย่อมมีโอกาสได้เห็นหญิงสาวหลากหลายรูปแบบ อยากสวยและไขว่คว้าสิ่งที่ไม่เหมาะกับตัวเอง เธอบอกว่าปัจจุบันมีคนไม่น้อยที่บอกว่าเห็นเธอเป็นต้นแบบ หรือการบอกว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ดี เป็นสาวในอุดมคติ เธอก็สะท้อนมุมมองความงามในแบบของเธอว่า “ในรายการเราก็จะเห็นว่ามีสาวๆ หลายบุคลิก หลายรูปแบบนะคะ เบลล์อาจจะเป็นตัวแทนของสาวๆ ส่วนหนึ่งที่ไม่เหนียมแต่ไม่เข้าหาผู้ชายหวือหวาเท่าไหร่ คนดูก็คงชอบผู้หญิงกลางๆ

“สำหรับเบลล์ความสวยของผู้หญิงมีหลายแบบ ทุกคนสามารถสวยในแบบของตัวเองได้ ตัวเบลล์เองก็ไม่ได้สวยจัดอะไร แต่รู้ว่าตัวเองมีจุดเด่นตรงไหน เราก็พรีเซนต์จุดเด่นของเราออกมา เช่น เบลล์รู้สึกว่าเรายิ้มแล้วดี ก็ยิ้มบ่อยๆ คนอยู่ด้วยก็สบายใจ และบุคลิกภาพของเราก็ดี เราไม่จำเป็นต้องสวยตามคนอื่น ไม่อย่างนั้นเราจะไม่แตกต่างกัน ซึ่งการเพิ่มเสน่ห์ให้ตัวเองอีกอย่างหนึ่งก็คือการอัพเดทความรู้เพิ่มเติม งานของเบลล์จำเป็นต้องอัพเดทนวัตกรรม และการรักษาคนไข้แบบใหม่ๆ นั่นก็หนึ่งอย่าง

“ส่วนการสร้างคุณค่าให้ตัวเองของผู้หญิงแต่ละคน เบลล์ว่าต้องหาจุดเด่นของตัวเองให้เจอ บางคนรูปลักษณ์อาจไม่โดดเด่น แต่บุคลิก น้ำเสียง รอยยิ้ม ก็สร้างเสน่ห์ให้เราได้ ไม่จำเป็นต้องหน้าบล็อกเดียวกัน มีจมูกสวยๆ เหมือนดารา แต่เราควรทำให้จุดเด่นที่เรามีดียิ่งขึ้น พอใจตัวเองในแบบที่เรามีแล้วคนอื่นก็จะมองเห็น” เบลล์ เชื่ออย่างนั้น

 

พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล คุณหมอนักบริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 14:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/471144

พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล คุณหมอนักบริหาร

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

หญิงเก่งแห่งวงการเวชศาสตร์ชะลอวัย พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล วัย 39 ปี หรือหมอผิง ที่หลายคนรู้จักในฐานะกูรูด้านสุขภาพ แต่ชีวิตจริงเธอมีหลายด้าน ทั้งบทบาทคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ชะลอวัยซึ่งเป็นภารกิจหลักประจำวัน เป็นผู้บริหารโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และอีกบทบาทที่เกิดจากความชอบส่วนตัว กับการเป็นนักเขียน นักแปล และเจ้าของสำนักพิมพ์พลีสเฮลท์ โซลูชั่น ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเห็นความสำคัญของสุขภาพตั้งแต่วัยรุ่น ในสไตล์การเขียนที่ย่อยเรื่องแพทย์ให้เป็นเรื่องง่าย แบบที่เด็กและผู้ใหญ่อ่านแล้วเข้าใจ และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

คุณหมอ

อาชีพแรกของเธอคือ หมอ หมอผิงจบการศึกษาระดับแพทยศาสตรบัณฑิต โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จากนั้นได้ศึกษาต่อหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาตจวิทยา ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐ และได้เลือกศึกษาด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยโดยตรงจากสถาบันเวชศาสตร์ชะลอวัยแห่งสหรัฐ

เธอเริ่มทำงานจากการเป็นหมอใช้ทุนที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ และเมื่อจบการศึกษาด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เธอก็ได้กลับมาเป็นหมอผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การชะลอวัย โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท จนถึงตอนนี้

“หมอรู้สึกว่าโรคทั้งหลายมีสาเหตุจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตค่อนข้างเยอะ” หมอผิง กล่าว “โรคในกลุ่มปัจจุบันที่เป็นโรคในกลุ่มเอ็นซีดี เช่น โรคเบาหวาน ความดัน อ้วนลงพุง ไขมันในเลือดสูง มันเป็นโรคของคนยุคปัจจุบัน ซึ่งโรคเหล่านี้พันธุกรรมก็มีส่วน แต่สิ่งที่มีส่วนมากๆ คือไลฟ์สไตล์ หรือการเลือกใช้ชีวิตของเราเอง ซึ่งต้องยอมรับว่าตอนที่หมอเรียนยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องนี้ การตื่นตัวในเรื่องสุขภาพของคนไทยน้อยมาก เรายังไม่มีคำว่าอาหารคลีนเกิดขึ้น ยังไม่มีรายการวิ่งทุกเดือนอย่างตอนนี้ หมอจึงคิดว่าศาสตร์การชะลอวัยน่าสนใจ

ประกอบกับเรื่องของความสวยความงาม เรามักมองแต่ภายนอก แต่จริงๆ แล้วการที่ผิวพรรณจะดี มันต้องดูแลตั้งแต่ภายใน เรามักจะรอให้แก่ก่อน เห็นริ้วรอยแรกแล้ว เห็นผมหงอกแรกแล้วถึงจะเริ่มมาดูแลไม่ให้ตัวเองแก่ แต่จริงๆ เราต้องดูแลตั้งแต่โตเป็นสาว เหมือนกับออมก่อนรวยกว่า ถ้าเราดูแลก่อนก็จะส่งผลดีมากกว่า ซึ่งหมอว่าเรื่องเหล่านี้น่าสนใจ เพราะโดยส่วนตัวหมอเองเป็นคนชอบทำอาหาร ชอบรับประทานอาหารสุขภาพ มีความสุขกับการรับประทานอาหารดี ชอบออกกำลังกาย เลยคิดว่าศาสตร์เหล่านี้เราเรียนเองและทำเองด้วย มันเป็นสิ่งที่สนุกมากๆ”

 

เธอยังกล่าวด้วยว่า เมื่อพูดถึงคำว่าการชะลอวัย คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเรื่องความสวยความงาม คนไข้ของเธอส่วนใหญ่จึงจะมารับการรักษาเรื่องริ้วรอย ผิวพรรณ หรือบางคนภายนอกดูดีอยู่แล้วแต่มาหาหมอเพื่อต้องการทราบหลักการกินอาหารที่เหมาะสมกับร่างกาย หรือโปรแกรมการออกกำลังกายที่ถูกต้องเฉพาะคน กล่าวคือ ศาสตร์ชะลอวัยไม่ได้พูดถึงแค่ใบหน้าเท่านั้น แต่หมายรวมถึงทั้งหมดของร่างกายหรือสุขภาพองค์รวม

“มันคือเวลเนส (Wellness) หรือการทำอย่างไรให้สุขภาพดี” หมอผิงสรุป “การเป็นหมอมา 6 ปี ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าต้องทำอย่างไรให้คนที่สุขภาพดีอยู่แล้วมีสุขภาพดีต่อไป เพราะสัดส่วนระหว่างคนป่วยกันคนไม่ป่วยในโลก เรามีคนสุขภาพดีมากกว่า หน้าที่ของหมอคือจะทำอย่างไรให้คนส่วนมากเหล่านั้นห่างไกลจากโรคได้ ทำให้ร่างกายแข็งแรงต่อไปได้ ซึ่งหมอว่าเรื่องเหล่านี้มันส่งผลดีต่อคนมาก”

หมอผิง เผยว่า สำหรับคนไทยปัญหาที่พบมากที่สุดคือความอ้วน จากการที่ได้ทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในโครงการคนไทยไร้พุง ทำให้ทราบว่าปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเปลี่ยนอาหารและเปลี่ยนการใช้ชีวิต จากเดิมคนไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม มีการเคลื่อนไหวมาก กินอาหารที่ปลูกเอง แต่ตอนนี้กลายเป็นสังคมที่นั่งอยู่เฉยๆ และรับประทานอาหารตะวันตกมากขึ้น การออกกำลังกายระหว่างวันน้อยลง ซึ่งล้วนแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

“คนสมัยก่อนพอมีอะไรก็จะเดินไปข้างบ้าน แต่เดี๋ยวนี้มีอะไรก็ไลน์หากัน อย่างหมอ หมอจะไม่มีเบอร์เลขาฯ ในห้องทำงาน เพราะถ้ามีเรื่องอะไรหมอก็จะเดินไปหา เป็นการกลั่นแกล้งตัวเองให้เดิน”

เธอให้ความรู้ด้วยว่า พฤติกรรมทุกอย่างส่งผลต่อสุขภาพ อย่างถ้าออกกำลังกายหนักแต่รับประทานอาหารไม่ดี ก็ใช่ว่าสุขภาพจะดี หรือถ้ากินดี ออกกำลังกายดี แต่เป็นคนเครียดตลอดเวลา ก็ผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน ดังนั้นการมีสุขภาพที่ดีพร้อมกับสุขภาพจิตที่ดี คือสองสิ่งสำคัญที่ทำให้มีชีวิตดีและมีความสุข หลักสำคัญมีอยู่เท่านี้เอง

 

ผู้บริหาร

หมอผิงได้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมีหน้าที่ดูแลในส่วนที่ถนัดทั้งด้านการชะลอวัย เวลเนสเซ็นเตอร์ (ส่วนเช็กอัพ) และวีเมน เฮลท์ เซ็นเตอร์ (ส่วนของสุขภาพสตรี) ซึ่งนอกจากหน้าที่บริหาร เธอก็ยังคงเป็นหมอด้านการชะลอวัย และยังตรวจคนไข้อยู่เหมือนเดิม

“หน้าที่ของโรงพยาบาลคือเราจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างดีที่สุดสำหรับคนไข้ เราประชุมกันถึงปัญหา วิธีการแก้ไข และการพัฒนา แบบนี้ซ้ำๆ ไปทุกวัน หมอเชื่อว่าทุกองค์กรมีปัญหาให้คิดทุกวัน เราต้องหาปัญหาที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้น แล้วมาเบรนสตอร์มกันเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ”

ตำแหน่งผู้บริหารจึงเป็นบทบาทใหม่และท้าทาย โดยแต่ละวันเธอไม่เคยนับชั่วโมงทำงาน เพราะเมื่ออยู่ที่โรงพยาบาลเธอทำหน้าที่เป็นคุณหมอและผู้บริหาร และเมื่ออยู่บ้านเธอก็ยังทำงานเป็นนักเขียน เป็นบรรณาธิการ และต้องดูแลสำนักพิมพ์

นักเขียน

“การเขียนหนังสือถือเป็นช่วงเวลาพักผ่อนของหมอ” เธอกล่าวถึงชีวิตอีกด้านที่ทุ่มเทให้กับหนังสือ “การที่เราได้นั่งเงียบๆ แล้วเขียน มันเหมือนกับเราได้รีแลกซ์ ได้ออกจากบทบาทความเป็นหมอบ้าง”

เธอสารภาพว่าอาชีพหมอเป็นอาชีพที่เครียดจริง เพราะเป็นอาชีพที่ต้องพยายามทำให้ตัวเองเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ตลอดเวลา หากไม่สมบูรณ์แบบอาจหมายถึงการสูญเสียอะไรบางอย่างของคนไข้ ซึ่งแม้ตัวงานจะเครียด แต่เธอไม่ไปเครียดกับงาน แต่ทำงานด้วย “จิตว่าง” คือทำไปตามกระบวนการ แต่ไม่ใส่อารมณ์ร่วม

 

“ตอนเป็นหมอช่วงแรกๆ มันจะยังมีไฟเยอะมาก รู้ว่ามันมีข้อน่าสนใจมากมายเกี่ยวกับการแพทย์ ถ้าเราเขียนเล่าให้มันง่ายขึ้นในเรื่องของการดูแลตัวเอง ก็น่าจะช่วยให้คนไข้มีสุขภาพดีขึ้นได้ หมอเลยลองเขียนต้นฉบับดูแล้วส่งให้สำนักพิมพ์ และสุดท้ายได้ตีพิมพ์ออกมาจริงๆ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้หมอมีแรงเขียนต่อไปเรื่อยๆ” เธอกล่าวถึงจุดเริ่มต้น

ผลงานเล่มแรกวางขายเมื่อปี 2551 กับเรื่อง Anti-aging สูตรลับชะลอวัย จากนั้นเล่มสองได้ออกตามมาติดๆ เรื่อง Anti-aging สวยปิ๊งสมองไบรท์ จนถึงปัจจุบันหมอผิงได้ฝากผลงานพ็อกเกตบุ๊กแนวสุขภาพไว้ 14 เล่ม อาทิ ผอมได้ไม่ต้องอด เคมีรักระหว่างเรา เลิกลดแล้วจะผอม อ่านแล้ว Young และ Microbiota อวัยวะที่ถูกลืม เป็นต้น

“กลายเป็นว่าติดลมอยากเขียน” เธอสารภาพ และจากที่ชอบเขียน ตัวหนังสือได้จุดประกายให้เธอคิดอยาก “ทำ” หมอผิงจึงตัดสินใจก่อตั้งสำนักพิมพ์พลีสเฮลท์ โซลูชั่น (PleaseHealth Solutions) เพื่อผลิตหนังสือของตัวเอง เล่มแรกเรื่อง อยู่แล้ว Young ได้กระแสตอบรับดีเกินคาด ทำให้ทำไปทำมาเริ่มมีนักเขียนคนอื่นเข้ามาจนสำนักพิมพ์กลายเป็นธุรกิจส่วนตัวที่สามารถสร้างรายได้และตอบโจทย์ความชอบส่วนตัว

“ทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นจากความชอบล้วนๆ”

นอกจากนี้ เธอยังเป็นคอลัมนิสต์ให้สื่อต่างๆ รวมถึงเป็นเจ้าของทวิตเตอร์ Thidakarn ที่มีคนตามกว่า 2 แสนคน และอินสตาแกรม @Thidakarn ที่ให้ไอเดียเรื่องการทำอาหารคลีนด้วยตัวเอง

กิจวัตรประจำวันอันน่าทึ่งของคนงานยุ่งอย่างหมอผิง เริ่มตั้งแต่ตี 5 เธอตื่นมาวิ่งออกกำลังกาย ทำอาหารเช้า ประชุมที่โรงพยาบาล (ทุกวัน) ทำงานบริหาร ออกตรวจคนไข้ จากนั้นกลับบ้าน ทำงานด้านสำนักพิมพ์ต่อ เขียนหนังสือ อ่านหนังสือ และเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ หรืออย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง ส่วนการดูแลสุขภาพใจ เธอเน้นการฟังและอ่านธรรมะด้วยแนวคิด “เพราะชีวิตมีทั้งสุขและทุกข์ เวลาสุขก็อย่าสุขมาก และเวลาทุกข์ก็อย่าทุกข์มาก เพราะสุขทุกข์เรามีสลับกันไป ไม่มีอะไรอยู่กับเราอย่างถาวร”

อันเป็นเคล็ดไม่ลับให้หมอผิงยังสาวและสุขภาพดี สมกับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ชะลอวัย

 

ร็อกซาน แลงจ์ ‘ฉันรักการทำอาหาร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 16:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/471012

ร็อกซาน แลงจ์ 'ฉันรักการทำอาหาร'

โดย…วรธาร ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เชฟสาวจากแดนกังหันลม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ร็อกซาน แลงจ์ Chef de Cuisine คนใหม่ประจำห้องอาหารฝรั่งเศส รีเฟล็กชั่นส์ (Reflexions) โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ค้นพบตัวเองว่าชอบทำอาหารตั้งแต่เด็ก โดยเธอมักจะเข้าไปขลุกอยู่ในครัวเวลาที่คุณแม่ทำอาหาร ช่วยหยิบจับโน่นนี่นั่นและเฝ้าสังเกตการณ์ ซึ่งบางครั้งคุณแม่ก็ปล่อยให้เธอได้โชว์ความสามารถ

พอจบไฮสกูล จึงไม่ต้องตัดสินใจยากในการว่าจะเรียนต่อทางด้านไหน ร็อกซานได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหารที่มีชื่อเสียงในเมืองร็อตเตอร์ดัม เมืองท่าหลักและเมืองใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ หลังจากนั้นเป็นมาตลอดเวลา 12 ปี จนถึงปัจจุบัน เธอได้ทุ่มเทฝึกฝนและเรียนรู้ในการทำอาหารหลายประเภท กระทั่งช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ได้ฝึกฝนเรียนรู้การทำอาหารฝรั่งเศสแนวใหม่ ที่มีผู้ฝึกสอนฝีมือระดับมิชลินสตาร์ในยุโรป ทำให้ในวันนี้ร็อกซานเป็นหนึ่งในเชฟดาวรุ่งที่มีฝีมือด้านการทำอาหารฝรั่งเศสที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง

ก่อนมาเริ่มงานที่รีเฟล็กชั่นส์ ร็อกซานเป็น Sous-Chef อยู่ที่ห้องอาหารซาเวลเบิร์ก (Savelberg) ในกรุงเทพฯ โดยทำงานใกล้ชิดกับเชฟมิชลินสตาร์ชาวเนเธอร์แลนด์ เฮงค์ ซาเวลเบิร์ก ผู้โด่งดัง ทว่า ถ้าย้อนไปในช่วงของการเป็นเชฟในบ้านเกิด เธอมีโอกาสได้ร่วมงานกับห้องอาหารชั้นนำ อาทิ ห้องอาหาร Creme Crue ในเมืองไรจ์สแวค ห้องอาหาร FG ในเมืองร็อตเตอร์ดัม ห้องอาหาร Hermitage ในเมืองไรจ์สูร์ด ห้องอาหาร De Harmonie ในเมืองร็อตเตอร์ดัม และฝึกงานที่ห้องอาหาร Le Vieux Jean ห้องอาหารและโรงแรม Zalmhuis Hilton

สำหรับหลักสูตรที่ร็อกซานร่ำเรียนนั้น ครอบคลุมแทบทุกส่วนในครัว ทั้งครัวร้อน ครัวเย็น เพสตรี เบเกอรี่ และยังผ่านการฝึกฝนทุกอย่างที่กล่าวมาอย่างโชกโชน จึงไม่มีอะไรที่ต้องสงสัยกับความสามารถในการทำอาหารของเธอ และการได้รับโปรโมทขึ้นเป็น Chef de Cuisine แห่งห้องอาหารรีเฟล็กชั่นส์

“สไตล์การทำอาหารของฉัน อย่างแรกเลยคือวัตถุดิบต้องสดและได้ตามฤดูกาลประจำท้องถิ่น มีความเป็นออร์แกนิกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด อาหารของฉันจะตกแต่งแบบง่ายๆ ดูไม่ซับซ้อน แต่ฉันจะปรับปรุงสอดแทรกกับเทคนิคการตกแต่งให้น่าสนใจ ดูทันสมัย และไปกันด้วยดีกับรสชาติ เพื่อส่งมอบจานอาหารที่ทั้งอร่อยและสวยงามให้กับลูกค้า” เชฟสาวพูดถึงสไตล์ตัวเอง

เมื่อถามถึงความสุขในการทำอาหาร เชฟสาวชาวดัตช์ เชื่อว่า สำหรับคนที่เป็นเชฟทุกคนไม่มีอะไรน่ายินดีไปกว่าการที่ลูกค้าชื่นชอบรสชาติอาหารจากฝีมือของตัวเอง เพราะกว่าที่เชฟแต่ละคนจะคิดค้นเมนูแต่ละอย่างออกมาได้ ต้องอาศัยแรงบันดาลใจและการทุ่มเทแรงกายแรงใจ ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์มิใช่น้อย

“ที่สำคัญคือการมีทีมงานที่ดีจะทำให้เชฟทุกคนประสบความสำเร็จได้ รวมทั้งความพึงพอใจของลูกค้าและของตัวคุณเอง เหมือนกับทีมงานของฉันที่รีเฟล็กชั่นส์ ณ เวลานี้ ทุกคนน่ารักและเต็มไปด้วยมิตรภาพ จึงถือว่าดิฉันโชคดีที่สุด” ร็อกซาน เผยความรู้สึก

พร้อมกับยืนยันว่า เธอรักในอาชีพนี้และตั้งใจจะทำอาหารทุกจานให้ออกมาดีที่สุด เพราะหน้าที่ของเธอคือสร้างสรรค์เมนูอาหารที่ลูกค้าพึงพอใจและชื่นชอบ

นกกระทาอบซอสน้ำผึ้งสไตล์ฝรั่งเศส

ส่วนผสม

นกกระทา 1 ตัว

ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา

น้ำผึ้ง 1/2 ช้อนชา

แบล็คเคอร์แรนท์ 1 ช้อนโต๊ะ

อาร์ติโชก  1 หัว

กะหล่ำ ดาว 1-2 หัว

ธัญพืช 1 ถ้วยตวง (28 ออนซ์)

แก่นตะวัน 20 กรัม

ซอสนกกระทา 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

เราะกระดูกนกกระทาทั้งตัว แยกส่วนขาออก ปรุงรส ที่ส่วนตัวของนก ห่อด้วยแร็ปพลาสติก และแพ็กสุญญากาศ

ส่วนขานำมาม้วนเป็นแท่งกลมด้วยแร็ปพลาสติกและแพ็กสุญญากาศ ก่อนจะซูส์วีด (Sous Vide) ทั้งตัวและขาที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 25 นาที

ก่อนเสิร์ฟ ย่างให้หนังกรอบ ราดด้วยฮันนี่ซอสเครื่องเคียง

นำ ธัญพืชทั้งหมดมาต้มให้นิ่มและตากให้แห้ง ก่อนนำมาทอดให้กรอบ

อาร์ติโชกแบ่งครึ่ง 1 ส่วน ต้มในน้ำมัน ใส่เฮิร์บ กระเทียมต้มให้สุก เสร็จแล้วปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้น และทอดให้เหลืองอีกส่วนทำ เป็นอาร์ติโชกบด

ผัดแบล็คเคอร์แรนท์ให้นุ่ม ก่อนนำ ไปปั่นให้ละเอียด

กะหล่ำ ดาวผ่าครึ่ง จี่ในกระทะให้พอสุก มีสีสันน่ารับประทาน

เสิร์ฟพร้อมซอสนกกระทาที่เคี่ยว 9 ชั่วโมง

 

พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ คุณหมอนักวิ่ง… ขวัญใจนักวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/470869

พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ คุณหมอนักวิ่ง... ขวัญใจนักวิ่ง

โดย…กองทรัพย์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ภาพความสำเร็จของโครงการ #ก้าวคนละก้าว ที่จุดประกายโดย อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม จบลงอย่างสวยงาม ด้วยระยะทาง 400 กม.จากกรุงเทพฯ-โรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งยอดบริจาคมหาศาลราว 70 ล้านบาท ทำให้เห็นชัดว่าการระดมทุนด้วยการวิ่งจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลบางสะพานนั้น ปลุกให้เกิดพลังขับเคลื่อนบางอย่างในสังคมอย่างน้อยก็เรื่องของการให้ ตลอดระยะเวลา 10 วัน (วันที่ 1-10 ธ.ค.) ที่ทุกก้าวเกิดเพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น ไม่ได้มีเพียงซูเปอร์สตาร์หนุ่มคนเดียวเท่านั้นที่ขับเคลื่อนพลังบวกนี้ ยังมีศิลปินนักแสดงที่ได้รับการเชื้อชวน และนักวิ่งทั้งหลาย แต่ไม่เท่านั้น เพราะเบื้องหลังยังมีทีมที่ประกอบให้โครงการนี้ราบรื่นและลุล่วงเกินเป้าหมายที่วางไว้อีกไม่น้อย และหนึ่งฟันเฟืองสำคัญก็คือทีมแพทย์ที่ดูแลบรรดานักวิ่ง

ร่วมกับก้าวที่ยิ่งใหญ่

หมอเมย์-พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เป็นอีกคนหนึ่งที่เราเห็นภาพเธอคนนี้ร่วมในก้าวครั้งนี้ด้วย บางวันเธอจะวิ่งด้านหลังร็อกเกอร์หนุ่มเพื่อควบคุมระดับความเร็วของหัวขบวนให้ช้าลง บางภาพเธอกำลังคลายกล้ามเนื้อให้กับทีมวิ่ง แต่ยังมีงานเบื้องหลังอีกมากที่เธอต้องทำตลอด 10 วันที่ผ่านมา ด้วยหน้าที่ของหมอและด้วยหัวใจของนักวิ่ง

หลายคนสงสัยว่าหน้าที่ของหมอเมย์ในโครงการก้าวคนละก้าวคืออะไร? คุณหมอเวชศาสตร์ฟื้นฟู บอกว่า หน้าที่ของเธอคือดูแลโปรแกรมการวิ่ง การใช้พลังงาน การกิน รวมถึงการบาดเจ็บ กายภาพบำบัด ฟื้นฟูกล้ามเนื้อของนักวิ่งตลอดเส้นทาง เพราะการวิ่งระยะไกล 400 กม. ติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันกล้ามเนื้อต้องบาดเจ็บแน่นอน

“นอกจากหมอจะมีทีมที่ดูภาพรวมทั้งหมดที่ทำงานคู่ขนานกัน ทีมวิ่งก็มีหมอเมย์ที่ดูแลทั้งหมด และมีหมอที่วิ่งกับตูนทุกวัน รับผิดชอบกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน กู้ชีพเบื้องต้น ทีมงานนี้มีหลายคนหลายฝ่ายมาก ทุกคนเตรียมตัวมาแล้วมาทำงานประสานกัน

 

หมอจะเตรียมตัวให้ตูนก่อน 15 วันก่อนวิ่ง แต่ส่วนใหญ่งานของเราจะอยู่หน้างาน ซึ่งต้องดูว่าเขาบาดเจ็บอะไร ซึ่งตูนบาดเจ็บวันที่ 5 เซตที่สอง เพราะวิ่งเร็วเกินไปเราก็ฉีดยารักษา ประเมินว่าเขาจะวิ่งต่อไหวไหมในวันที่ 7 หน้าที่ของหมอจะเช็กอัตราการเต้นของหัวใจ (HR-Heart Rate) ไม่ให้เร็วเกินไป และประเมินความเร็วไม่ให้ตูนวิ่งเร็วเกินไป แต่ด้วยความเป็นตูน เขาจะเป็นคนกำหนดเพซ (ความเร็วเฉลี่ยต่อกม.) ของเขาเองด้วยฟิลลิ่ง ณ เวลานั้น ถ้าเขาวิ่งเร็วเกินไป หมอจะเป็นคนดึงให้เขาวิ่งช้าลง หรือแนะนำให้วิ่งสลับเดิน เจอเนินให้เดินบ้าง นี่เป็นวิธีการทำงานของพวกเราในขบวน

หมอวิ่งตามตูนได้ 4 วันจาก 10 วัน (วันที่ 4,5,7 และ 10) เนื่องจากภารกิจที่ต้องดูแลคนไข้ด้วย แต่สี่วันนี้ก็เป็นอะไรที่เราคิดถึงและได้รับสิ่งดีๆ กลับมามากมาย วันสุดท้ายเราตั้งใจว่าจะไปจบพร้อมเขา บรรยากาศแต่ละวันที่เราเจอระหว่างทางมันดีมากๆ พวกเราเจอเด็กๆ คนแก่ รวมถึงชาวบ้านแถวนั้นมายื่นเงิน เอากระปุกออมสินมายื่นให้เลย เด็กบางคนเอาเงินทั้งแบงก์ทั้งเหรียญใส่ซองพลาสติก แล้วเขียนชื่อเขาลงไปเอามายื่นให้ เด็กถูกสอนให้แบ่งปัน น่ารัก คนแก่ก็ออกมายืนรอให้กำลังใจ เป็นความรู้สึกที่ดีที่ได้เห็นว่าทุกคนอยากออกมาช่วย เป็นบรรยากาศที่ทุกคนอยากกลับไปวิ่งอีก” หมอเมย์ย้อนภาพให้ฟังด้วยน้ำเสียงมีความสุข

คุณหมอนักวิ่ง

ย้อนไปก่อนจะเป็นที่รู้จักในฐานะคุณหมอนักวิ่ง หมอเมย์เป็นคนหนึ่งที่เข้ายิมเพื่อออกกำลังกายเป็นประจำ เธอเคยมองว่าไม่มีความท้าทายในกีฬาวิ่ง เพราะเธอวิ่ง 10 กม.ได้อย่างสบายๆ จึงหยุดวิ่งไปเกือบ 8 ปี จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เริ่มมาลองวิ่งอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ออกมาจากยิม “ตอนนั้นมีภารกิจเรียนปริญญาโท ไม่มีเวลาเข้ายิมก็เลยออกมาวิ่งสวนลุมฯประกอบกับช่วงนั้นคนออกมาวิ่งเยอะขึ้น คิดว่าเราน่าจะลองทำ ก็เลยพบว่าตัวเองทำได้ หมอวิ่งมาเรื่อยๆ และจบฟูลมาราธอน (ระยะทาง 42.195 กม.) มาประมาณ 13 สนามแล้ว”

 

ในฐานะนักวิ่ง เธอจัดเป็นคุณหมอนักวิ่งที่เรียกว่าแข็งแกร่ง สวยอึด และชอบแบ่งปัน แต่ด้วยหน้าที่การงานที่ของเธอคือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งรักษาโรคกล้ามเนื้อ และเกี่ยวเนื่องกับอาการปวดต่างๆ อยู่แล้ว พอมาชอบวิ่ง เธอจึงนำสิ่งที่ทำกับสิ่งที่ชอบมาบวกกัน “ด้วยความที่เรามีทักษะและความชำนาญของกล้ามเนื้อ บวกกับนักวิ่งก็จะมีปัญหาในเรื่องของกล้ามเนื้อเส้นเอ็น ทำให้เราเข้าใจและสามารถรักษาวางแผนได้ง่ายขึ้นในลักษณะของการรักษา เหมือนการเอาสิ่งที่เราชอบและสิ่งที่เราใช้อยู่แล้วทุกวันมาบวกกัน แต่การเพิ่มทักษะการวิ่งให้เร็วขึ้นยังไง อันนั้นก็ต้องให้นักวิ่งแถวหน้าแนะนำ” หมอเมย์ถ่อมตัว

“ต้องยอมรับว่าแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูในปัจจุบันยังมีน้อยมาก บางคนไม่รู้จักหมอเวชศาสตร์ฟื้นฟูด้วยซ้ำ หนึ่งปีเราจะจบออกมาเพื่อทำงานประมาณ 30-40 คน/ปี ซึ่งต้องกระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งทุกคนพื้นฐานไม่ต่างกัน ทีนี้การมีทักษะอื่นใดพิเศษ ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแพทย์แต่ละคน ซึ่งบางคนอาจจะเรียนต่อเพิ่มเติมอาวุธในมือ หน้าที่ของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะดูแลคนป่วยที่มีหลากหลายรูปแบบ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต กระดูกหัก ทำงานคู่กับนักกายภาพบำบัด หมอเป็นคนจัดโปรแกรม นักกายภาพบำบัดเป็นคนลงมือทำ บทบาทของพวกเราก็คือเราจะทำยังไงก็ได้ให้คนไข้ของเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยกระดับของเขาจากการป่วยให้กลับมาในระดับปกติหรืออย่างน้อยใกล้เคียงวิถีเดิมของเขาที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

การดูแลคนไข้แต่ละรูปแบบก็จะแตกต่างกัน ความเชี่ยวชาญของหมอก็แตกต่างกัน บางคนเก่งเรื่องเด็ก บางคนเก่งเรื่องอัมพฤกษ์ หรือเชี่ยวชาญระบบประสาท คุณหมอบางคนไปเป็นผู้ดูแลนักกีฬาคนพิการ หรือนักกีฬา เพื่อดูแลรักษากล้ามเนื้อ และฟื้นฟูกล้ามเนื้อก็มี ส่วนตัวหมอเองคนที่เข้ามาหาเราส่วนใหญ่ก็เป็นนักวิ่ง ด้วยปัญหากล้ามเนื้อ แต่บอกเลยว่าเพื่อนๆ มีอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง ก็พบแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูได้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะรักษาได้ เข้าใจในมุมกล้ามเนื้อ แต่อาจจะไม่เข้าใจเรื่องวิ่งหากหมอคนนั้นไม่ได้วิ่งด้วย แม้จะแตกต่างกันแต่หมอมองว่าแค่เล็กน้อย เพราะสุดท้ายถ้าบาดเจ็บก็พบหมอดีที่สุด”

วิ่งเปลี่ยนตัวตน

การจบมาราธอนแรกทำให้หมอเมย์ได้รู้จักพี่ป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง แอดมินเพจ “42.195 เราจะไปมาราธอนด้วยกัน” ชายผู้วิ่งคู่เคียงข้างกับตูนตลอด 400 กม. จากนั้นเธอมีโอกาสได้เป็นเพซเซอร์พานักวิ่งจบระยะมาราธอน จุดเริ่มต้นของการให้ผู้อื่น “ปกติเป็นคนไม่ค่อยคุยอะไรกับใครอยู่แล้ว แต่พอได้มาเจอพี่ป๊อก ซึ่งชวนให้มาแนะนำเพื่อนนักวิ่งดูแลตัวเอง หรือเคล็ดลับที่เพื่อนนักวิ่งสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องไปเจอหมอ หมอว่ามันเป็นอะไรที่ดีที่เราได้ให้ได้แบ่งปัน เราก็จะได้อะไรบางอย่างกลับมา แม้ว่าความจริงแล้วเราไม่ได้ต้องการอะไรจากเขา แค่เขาไม่ต้องบาดเจ็บ อันนี้จะมีความสุขที่สุด เมื่อไหร่ที่เราทำแล้วเราได้ให้เรามีความสุขเราไม่เหนื่อยหรอก”

นอกจากการแชร์วิธีการดูแลตัวเองในรูปแบบต่างๆ ตามโอกาสอันสมควรแล้ว หมอเมย์ยังมีเฟซบุ๊กแฟนเพจของตัวเองในชื่อ “Goodhealth สุขภาพดีอย่างมีกึ๋น” ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างที่เธอเรียนเวชศาสตร์ชะลอวัย เป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่ตัวเองสนใจ แต่เมื่อเข้าสู่วงการวิ่งเต็มตัว เพจนี้จึงเสมือนช่องทางการแชร์เคล็ดลับต่างๆ ของนักวิ่งหรือผู้สนใจสุขภาพ ทั้งในรูปแบบของเนื้อหารวมทั้งคลิปวิดีโอสั้นๆ

“พอเราทำคลิปก็สนุกดี ทำมาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ทุกคลิปที่ทำจะสดมาก อัดเสร็จแล้วมาโพสต์ ส่วนใหญ่จะเป็นคลิปท่ายืดเหยียดบ้าง หรือคำแนะนำเรื่องอาการบาดเจ็บบ้าง แล้วแต่สถานการณ์

ในมุมของคนทั่วไป หมออยากให้เขามีความรู้ในการดูแลตัวเอง ในแง่มุมว่าเราเป็นหมอก็นำสิ่งที่เรามีไม่เหมือนคนอื่นในการแบ่งปัน ทุกวันนี้ก็เหนื่อยแต่มีความสุข เพราะเราได้เจอเพื่อน เจอคนดีๆ ได้พาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวกับเราในวันที่เดินได้ พวกท่านต้องแข็งแรง การออกกำลังกายของเขาก็ทำให้เขาแข็งแรงมากพอที่จะไปเที่ยวกับเราได้จนกว่าเขาจะเดินกับเราไม่ไหว

 

ความสุขของการออกมาวิ่งสำหรับหมอ หนึ่งเราได้รีชาร์จตัวเอง หลายคนบอกเหนื่อย งานก็หนักแล้ววิ่งก็เหนื่อยอีก แต่จริงๆ แล้วการออกมาวิ่งคือการชาร์จแบต แบตเต็มก็ไปทำงานต่อ พอออกมาวิ่ง เราได้พาคุณแม่ออกมาวิ่งด้วย พ่อตามออกมาวิ่ง น้องชายออกมาวิ่งแล้ว และทุกคนออกมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ อีก อยู่ในครอบครัวที่มีพลังงานบวก หมอพอใจว่านี่คือความสำเร็จส่วนตัวที่พาคนรอบตัวออกมาออกกำลังกายได้”

อย่ากลัวที่จะก้าว

“มนุษย์มักกลัวและเคยชินอยู่กับสิ่งเดิมๆ กลัวที่จะถูกเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงตัวเอง ใครที่ได้สัมผัสได้อ่านหรือฟังมุมมองของนักวิ่ง หรือคนที่ไม่เคยวิ่งแล้วออกมาวิ่งจะรู้เลยว่า เขาเหล่านั้นเริ่มจากศูนย์ หมอก็เหมือนกัน เรากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนตัวเองมันยากช่วงต้น แต่ถ้าหากเราได้ลองทำทีละนิด เหมือนคอนเซ็ปต์ของตูน คือก้าวทีละก้าว ไปทีละนิด มันก็ต้องถึงจุดหมายของเราสักวันหนึ่ง

วันที่เราเริ่มก้าว วันที่เราเปิดใจ ใครจะบังคับคุณให้ตาย ก็ไม่มีใครทำได้ นอกจากคุณจะเปิดใจทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง เมื่อเปิดใจเราอาจจะชอบหรือเปล่าไม่รู้ แต่เราอาจจะเจอสิ่งที่ดีๆ ในอนาคตก็ได้ ถึงวันหนึ่งคุณจะเห็นว่าวิ่งเปลี่ยนชีวิตได้จริง ทั้งร่างกาย จิตใจ มุมมอง เพียงแค่อย่าอายที่จะทำ”

หมอเมย์ทิ้งท้ายแค่ว่า เป้าหมายของเธอในปีหน้าคือวิ่งจบ 100 กม.ที่นิวซีแลนด์ให้ได้ ส่วนวิ่งจบแล้วจะชอบหรือไม่ชอบค่อยว่ากันอีกที

 

‘คิดแล้วต้องทำเลย’ ศิรวัฒน์ เทพเจริญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/469964

‘คิดแล้วต้องทำเลย’ ศิรวัฒน์ เทพเจริญ

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ทวีชัย ธวัชนปกรณ์

ถือคติคิดแล้วอย่ารอช้า ต้องลงมือทำ มิเช่นนั้นไอเดียที่ถูกทิ้งไว้กลางทางวันนี้ วันหน้าก็จะกลายเป็นไอเดียของคนอื่น ด้วยเหตุนี้แม้จะอายุแค่ 20 ปี แต่ มันนี่-ศิรวัฒน์ เทพเจริญ ในฐานะทายาทคนเล็กของศิริญา เทพเจริญ เจ้าแม่อสังหาริมทรัพย์แห่งอาณาจักร “ณุศาศิริ” จึงไม่รอช้า พร้อมเดินหน้านำไอเดียธุรกิจที่มีมาต่อยอดให้เป็นจริง ด้วยการสวมหมวกกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิสทีเรีย ผู้ดำเนินกิจการดูแลและทำความสะอาดเรือยอชต์ เครื่องบินส่วนตัว ซูเปอร์คาร์ และเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังระดับโลก โดยใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและการบริการระดับมืออาชีพ ที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล ควบคู่ไปกับสวมบทบาทเป็นนักศึกษาด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ

ไอเดียดี เกิดแล้วรอไม่ได้

“ตอนนี้ ถ้าถามว่าหน้าที่หลักของผมคืออะไร คำตอบคือ เรียนหนังสือครับ แต่ที่ผมใจร้อนตัดสินใจเริ่มทำธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เพราะผมคิดว่าสำหรับคนทำธุรกิจนั้น นอกจากจะมีไอเดียที่สดใหม่แล้ว ยังต้องลงมือทำไว ดังนั้นเมื่อเห็นโอกาสในเชิงธุรกิจตรงหน้าแล้วไม่ทำ มัวรั้งรอเรียนจบค่อยทำ ถึงตอนนั้นคงไม่ทัน เพราะผมเชื่อว่าไอเดียของคนเราเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าคิดแล้วไม่ทำ ปล่อยไว้ คนอื่นก็เอาไปทำ” ผู้บริหารหนุ่มฉายภาพทัศนคติแง่บวก ที่มีต่อภารกิจใหม่ในชีวิตของตัวเอง ก่อนจะพาเราเข้าไปเรียนรู้โลกธุรกิจกิจของเขาทีละน้อย

“ส่วนตัวผมไม่ได้มองว่า การที่ผมไม่ได้อยู่เมืองไทย จะเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ไม่เพียงช่วยย่อโลกใบนี้ให้แคบลง แต่ยังช่วยให้การสื่อสารไร้พรมแดน เพราะฉะนั้นต่อให้ผมเรียนอยู่อังกฤษ ก็ยังดูแลธุรกิจที่เมืองไทยได้แบบไม่สะดุด เพราะถ้าจะประชุมกับทีมงาน ผมก็สามารถเฟซไทม์มา หรือมีเอกสารหรือเรื่องด่วนอะไรเราก็ติดต่อกันได้ง่ายมาก เพียงแค่ผมอาจจะต้องบริหารจัดการเวลาของตัวเองมาดูแลงานในส่วนนี้ด้วย”

 

มาถึงตรงนี้ มัมนี่ถือโอกาสเฉลยถึงที่มาของไอเดียธุรกิจ ที่อาจยังไม่คุ้นหูสำหรับลูกค้าชาวไทยว่า มีที่มาจากตัวเขาและคนใกล้ตัวเป็นผู้จุดประกาย มันนี่ยอมรับว่า เขาเป็นพวกเจ้าระเบียบ รักความสะอาดและอยากให้ของใช้ที่รักดูดีอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะของใกล้ตัวที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างเฟอร์นิเจอร์ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดไอเดียว่าในเมืองไทยน่าจะมีคนที่คิดแบบเขาอยู่ไม่น้อย เพราะฉะนั้นคงจะดี ถ้าจะมีบริการจากผู้เชี่ยวชาญในด้านการทำความสะอาด และปกป้องเฟอร์นิเจอร์ภายใน มาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยดูแลสิ่งของที่มีคุณค่าทางจิตใจให้กับคนเหล่านั้น ได้คงอยู่และดูใหม่ตลอดเวลา

“ผมเชื่อว่ามีคนที่คิดแบบผมเยอะนะ อย่างคุณพ่อผม ท่านก็จะมีเฟอร์นิเจอร์ที่รักอย่าง โซฟาตัวโปรดที่จะไม่อนุญาตให้ใครมานั่งดื่มไวน์ เพราะกลัวจะทำเลอะ หรืออย่างเพื่อนผม เวลาไปล่องเรือยอชต์ พอฝนตกที เราต้องช่วยกันขนเฟอร์นิเจอร์เข้ามาเก็บในเรือ เพราะกลัวเฟอร์นิเจอร์จะเสียหาย ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวเหล่านี้เหมือนยิ่งตอกย้ำไอเดียของผมว่า เป็นจริงได้”

เมื่อได้ไอเดียการทำธุรกิจแล้ว มันนี่ จึงเดินหน้าเฟ้นหาทีมงาน สร้างทีมช่างที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน เสริมทัพด้วยนวัตกรรมการทำสะอาด และปกป้องเฟอร์นิเจอร์จากต่างประเทศ เพื่อดูแลสินทรัพย์ล้ำค่าของลูกค้าคนสำคัญ ซึ่งหลังจากเปิดตัวมาได้พักใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มาถูกทาง ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี หลังจากเติบโตมาสักระยะ ก็ถึงเวลาแตกกิ่งก้าน ล่าสุด มันนี่แตกไลน์ธุรกิจแรกในชีวิต ไปสู่การให้บริการเครื่องบินเช่าเหมาลำ ในนาม Nusa Aviation Charterd by Visterior

 

“ผมเชื่อว่า มีหลายคนที่เป็นเจ้าของเครื่องบินส่วนตัว แต่ไม่ได้ใช้ อาศัยเช่าที่จอดไว้แถมยังต้องเสียเงินค่าบำรุงรักษาปีละมหาศาล ขณะที่นักธุรกิจบางคนเวลาจะเดินทางอยากไปด้วยเครื่องบินส่วนตัวมากกว่าเครื่องบินโดยสาร เพื่อหาจุดที่ลงตัว ผมจึงนำเสนอบริการใหม่ที่เราเข้ามาเป็นตัวกลางช่วยบริหารจัดการตรงนี้ให้พูดง่ายๆ คือ เอาเครื่องบินของคนอื่นที่จอดไว้เฉยๆ มาบริหารต่อ ด้วยการนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าโดยตรง เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถออกแบบโปรแกรมการเดินทางเองได้ สามารถเลือกจุดหมายปลายทางเเละเวลาออกเดินทางด้วยตัวคุณเอง โดยทางเราจะจัดเตรียมนักบิน พนักงานต้อนรับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไว้ให้”

แม้จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวตั้งแต่ยังไม่เรียนไม่จบ แต่มันนี่ยังยืนยันว่า ในฐานะทายาทคนเล็ก เขาไม่ลืมที่จะกลับมาช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ด้วยการสานต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของที่บ้าน ซึ่งเขาตั้งใจบริหารควบคู่ไปกับการทำธุรกิจส่วนตัว

ด้วยแววตาที่มุ่งมั่นของหนุ่มหล่อไฟแรงตรงหน้า ยามพูดถึงเส้นทางอนาคตที่วางไว้ ชวนให้สงสัยไม่ได้ว่า ในเมื่อมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนว่าจะกลับมาเป็นนักธุรกิจ ถึงขนาดเคยมีแมวมองมาทาบทามให้เข้าวงการก็ยังปฏิเสธ แล้วเหตุใดเขาจึงแตกแถวจากสเต็ปชีวิตของผู้บริหารทั่วไป ที่มักเลือกเรียนด้านบริหาร หรือธุรกิจมาโดยตรง มาเรียนด้านสถาปัตย์กรรมแทน งานนี้มันนี่ไม่รอช้ารีบไขข้องใจทันทีว่า เป็นเพราะดันไปตกหลุมรักในบรรยากาศและสภาพแวดล้อมการทำงานแบบสถาปนิกจนถอนตัวไม่ขึ้นตั้งแต่อายุได้ 8 ขวบ

“สมัยเด็กคุณแม่ของผมมีบริษัทออกแบบ ผมชอบไปเล่นกับหมาตัวใหญ่ที่บริษัทของคุณแม่ พอไปทุกวันก็เลยได้ซึมซับการทำงานของสถาปนิกโดยไม่รู้ตัว ในมุมมองของผมตอนนั้น ผมมองว่านี่คืออาชีพที่สนุกและน่าสนใจมากๆ ใครจะคิดว่าภาพร่างของตึกหรืออาคารที่อยู่ในกระดาษ วันหนึ่งจะสามารถกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างจริงๆ ได้ ผมเลยเลือกเรียนทางนี้ และตั้งใจว่าพอเรียนจบจะหาประสบการณ์ทำงานด้านนี้สักพัก ผมอยากทำงานกับสถาปนิกเก่งๆ ซึ่งเหตุผลของผมไม่ใช่เพราะพอชื่นชมผลงานการออกแบบของใคร ก็อยากไปทำงานกับเขานะครับ แต่ผมอยากเรียนรู้กระบวนการคิดของเขามากกว่า ซึ่งผมมองว่าการคิดเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำงาน”

 

มันนี่ ยอมรับว่า ตั้งแต่เด็กเขาไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง แต่อาศัยความขยันเข้าแลก ทำให้สามารถมีผลการเรียนที่น่าพอใจ และสอบเข้ามหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ที่อังกฤษได้ คุณพ่อจึงยอมให้ลูกชายคนเล็กเรียนต่อที่อังกฤษ ทั้งที่ตามปกติแล้วพี่น้องทุกคนเมื่อจบไฮสคูลจากอังกฤษ ต้องกลับมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่เมืองไทย

“ตอนเด็กๆ ผมดื้อมากนะ แต่พอไปอยู่ที่อังกฤษเหมือนว่าเราต้องรับผิดชอบมากขึ้น ช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น เลยเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ผมอาจโชคดีกว่าพี่ๆ ตรงที่เป็นลูกคนเล็ก มาถึงผมทางบ้านเลยไม่เข้มงวดมาก พอสอบได้ที่อังกฤษ ท่านก็เลยอนุญาตให้เรียนต่อได้ (ยิ้ม)”

เริ่มต้นไว ยิ่งเรียนรู้ไว

ตลอดเวลาที่ได้ทำความรู้จักกับผู้บริหารหนุ่มไฟแรง สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนจากชายหนุ่มตรงหน้าคือ ความคิดอ่านที่เป็นผู้ใหญ่เกินวัย แม้ในบางมุมเขาจะยังแฝงความขี้เล่นตามประสาวัยรุ่นเจืออยู่บ้างก็ตาม ส่วนผสมของความเป็นวัยรุ่นและการเป็นผู้บริหารนี้เอง สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในสไตล์การทำงานของเขา ซึ่งแม้แต่เจ้าตัวเองก็ยอมรับ มันนี่บอกว่าเขาอาจจะคิดต่างจากผู้บริหารหลายๆ คน ตรงที่เมื่อเขาได้ความรู้หรือข้อมูลใหม่ๆ มา เขาเลือกที่จะไม่เก็บความรู้นั้นไว้คนเดียว แต่เลือกจะกระจายความรู้ที่มีให้กับทีมงานคนอื่นๆ เพราะเขาเชื่อว่า การรู้คนเดียว คิดคนเดียวจะไม่เกิดการต่อยอดไปสู่ไอเดียใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์

“ผมอยากกระจายตัวผมออกไปอีกหลายๆ คน เพราะฉะนั้นเวลาที่ได้ความรู้อะไรมา ผมจะแชร์กับทีมงานเพื่อที่จะได้เกิดการต่อยอด ขยายความคิดออกไปอีก ส่วนตัวผมไม่ได้มองว่าอายุเท่านี้กับการเริ่มต้นทำธุรกิจเร็วไปมั้ย ผมมองว่าคนเราเริ่มเร็วก็ได้เรียนรู้เร็ว ล้มเร็วก็ลุกได้เร็วกว่าคนอื่น”

 

มันนี่ย้ำว่า สิ่งที่เขายึดถือเสมอเพื่อพาตัวเองไปข้างหน้าคือ พยายามพาตัวเองไปอยู่กับคนที่เก่งๆ หรืออยู่ในสังคมแบบคนที่เก่งๆ อยู่

“ผมชอบคำพูดนี้มาก “Surround yourself with people who look more like your future than your past” ผมไม่รู้นะครับว่าคำพูดนี้เป็นของใคร แต่ผมว่าการพาตัวเองไปห้อมล้อมด้วยคนที่คุณอยากเป็นเหมือนเขาในอนาคต เป็นเรื่องที่ถูกตัอง ตัวผมเองอาจจะโชคดีเกิดมาในครอบครัวที่ทุกคนทำงานเยอะ ทำให้ผมได้ซึมซับนิสัยแอ็กทีฟโดยไม่รู้ตัว ทำให้ผมแอ็กทีฟตลอดเวลา ไม่อยู่อย่างไร้ประโยชน์ ผมอยากหาเงินได้เอง เพราะผมมองว่ามันเท่กว่าการขอเงินคุณพ่อคุณแม่ใช้ หรือให้คนอื่นแค่มองว่าบ้านเรามีฐานะ”

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงบอกตัวเองเสมอว่า เมื่อมีไอเดียให้ลงมือทำ ไม่ต้องกลัว ความกลัวส่วนใหญ่ ตัวเราเป็นคนสร้างขึ้นเอง

“โชคดีอีกอย่างของผมคือมีที่ปรึกษาดี มีครอบครัวที่ให้การสนับสนุนผมเสมอ เวลาที่ผมไม่รู้อะไร ผมไม่อายที่จะถามให้รู้ ผมว่าสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ คนเราต้องไม่อวดเก่ง อยากอวดเท่ อะไรที่ไม่รู้ไม่ชำนาญก็ต้องศึกษา ขอคำแนะนำ ผมเป็นพวกมองโลกในแง่บวกมาก เวลาเกิดปัญหาหรืออุปสรรคอะไร ผมจะพยายามเรียนรู้ จดจำ และบอกกับตัวเองว่า จะไม่ทำพลาดแบบนี้อีก แล้วก้าวต่อไปข้างหน้า” หนุ่มหล่ออนาคตไกลกล่าวทิ้งท้าย

 

ประวิทย์ อุดมพรประสิทธิ์ สนุกกับการครีเอทอาหารจานใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/469396

ประวิทย์ อุดมพรประสิทธิ์ สนุกกับการครีเอทอาหารจานใหม่

โดย…ปอย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เชฟหนุ่มหน้าตี๋ที่ไม่เคยใฝ่ฝันทำงานยุ่งเกี่ยวกับอาหารการกิน แต่กลายมาเป็น เชฟกอล์ฟ-ประวิทย์ อุดมพรประสิทธิ์ เฮดเชฟประจำร้านอาหารยุโรปสไตล์หรูหรา เดอะ เคียวด์ เชมเบอร์ (The Cured Chamber) เล่าย้อนไปในเส้นทางก่อนเข้าครัว เคยทำงานเป็นหนุ่มออฟฟิศ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ไอทีให้บริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นงานตรงกับที่ร่ำเรียนมา จากคณะบริหารธุรกิจ เอกคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แต่สำหรับคนหนุ่มในวัยเฟิสต์จ๊อบเบอร์ โลกกว้างย่อมเป็นจุดหมายที่สุดของความฝัน

ซิดนีย์ ออสเตรเลีย คือเมืองที่เด็กไทยไปเรียนภาษา ไปเก็บเกี่ยวหาประสบการณ์ชีวิต เชฟกอล์ฟได้ไปเรียนไปผจญภัยทำงานร้านอาหารที่นั่นหลายๆ แห่ง

“ร้านอาหารในซิดนีย์มีหลายรูปแบบครับ ทั้งร้านอาหารไทย ร้านในแบบแกสโตรบาร์ เมนูอาหารของร้านบาร์สไตล์นี้เน้นอาหารง่ายๆ สบายๆ ไม่จัดเต็มจานโต นั่งชิลหลังเลิกงาน เช่น สปาเกตตี เบอร์เกอร์ ผมได้ไปทำงานในร้านแบบนี้และในร้านอาหารไทย

คนออสเตรเลียนิยมอาหารไทยมาก ระดับคลั่งไคล้ ผมทำงานร้านอาหารไทยหลายๆ ร้าน เด็กไทยไปทำงานร้านอาหารก็แน่นอนครับว่าเริ่มต้นตำแหน่งล้างจาน บางร้านล้างมือ บางร้านก็ล้างเครื่อง ชีวิตไปต่างประเทศไม่สบายหรอก บางวันอุณหภูมิแปรปรวน อากาศอุ่นอยู่ดีๆ ฝนก็ตกจนอากาศเย็นจัด ล้างจานในน้ำเย็นๆ จนมือเปื่อย

ร้านอาหารไทยในออสเตรเลียที่โด่งดังจะปรุงอาหารเทรดิชั่นนอลหรือแบบตำรับดั้งเดิมเลยครับ การได้ทำงานร้านอาหารไทย ผมก็ได้รู้วิธีตำพริกแกงทุกชนิด พื้นฐานการทำอาหารไทยค่อนข้างแน่น (บอกพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ)

แรงบันดาลใจมาจากหลากหลายทางครับ ช่วงปีนั้นรายการเชฟกระทะเหล็กกำลังดัง ผมดูแล้วก็รู้สึกการทำอาหารแบบนี้เราทำได้นะ พอเรียนภาษาจบคอร์ส 6 เดือน ไหนๆ ก็ได้คลุกคลีทำงานในครัวแล้ว จึงตัดสินใจไปเรียนต่อด้านการทำอาหารต่ออีก 2 ปี เรียนจบแล้วตระเวนทำงานทั้งในร้านอาหารไทยและอาหารฝรั่ง รวมๆ แล้วก็ราว 5 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ออสเตรเลีย” เชฟกอล์ฟ เล่าจุดเริ่มต้นเส้นทางงานครัว

 

 

ประสบการณ์สำคัญเริ่มต้นอีกครั้ง เมื่อได้กลับเมืองไทยก็ได้ทำงานในร้านอาหารของเชฟรุ่นใหญ่ชื่อดัง เชฟเอียน-พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย ซึ่งเชฟรุ่นเล็กบอกอย่างปลื้มว่า ชื่นชมฝีมือเชฟคนนี้มาก

“ผมชอบตั้งแต่ดูรายการเชฟกระทะเหล็ก คือเราก็ต้องเชียร์คนไทยด้วยกันนะครับ (ยิ้ม) แล้วสไตล์การทำอาหารของเชฟเอียนในวิธีโมเดิร์นคุกกิ้งมันน่าตื่นเต้น เช่น ใช้เครื่องซูส์-วิด (Sous-Vide) ปรุงอาหารประเภทเนื้อสัตว์ภายใต้สุญญากาศ ผมยกตัวอย่างแต่ก่อนถ้าทำแกงมัสมั่นก็เคี่ยวในหม้อ แต่การเคี่ยวด้วยเครื่องนี้จะสามารถเก็บความชุ่มฉ่ำไว้ในเนื้อได้ ผมเรียนรู้วิธีทำอาหารยูโรเปี้ยนโมเดิร์นจากการดูรายการนี้เลยครับ เชฟเอียนมีวิธีแปลกๆ ใหม่ๆ นำเสนอตลอด

งานแรกเมื่อกลับไทย ก็คือร้านของเชฟเอียนเลยครับ โชคดีมาก เพื่อนเคยเรียนที่ซิดนีย์เรียกมาช่วยที่ร้านอิสยา ไซมีส คลับ (Issaya Siamese Club) ในซอยเชื้อเพลิง เวลามีงานจัดเลี้ยงพิเศษ ก็ได้รู้ว่าเชฟเอียนถนัดอาหารไทยมาก แต่การนำเสนอไม่ใช่ไทยแท้ แกงเป็นถ้วยๆ แต่ในรูปแบบไทยโมเดิร์น แล้วร้านต่อมาก็ยิ่งได้เรียนรู้อาหารเอเชียนร่วมสมัย ทั้ง ไทย จีน คือร้านน้ำซ่า บอททลิง ทรัสต์ (Naamsaah Bottling Trust) สีลม ได้คิดเมนูแปลกใหม่ แต่คนกินได้ง่าย อย่างเช่นจานที่ทำวันนี้เนื้อเป็ดก็ลองคู่กับพะโล้ เป็นประสบการณ์ใหม่ทั้งของเราและของคนกินไปพร้อมกันครับ”

เชฟกอล์ฟ บอกทิ้งท้ายพลางชักชวนมาลองชิมอาหารที่ร้านล่าสุด เดอะ เคียวด์ เชมเบอร์ ซึ่งเขาครีเอทเมนูใหม่ๆ เพราะหน้าที่ของเชฟคือทำงานสร้างสรรค์อาหารจานใหม่อยู่เสมอ

อกเป็ดกงฟีต์หนังกรอบ

ส่วนผสม

1.อกเป็ด 1 ชิ้น

2.เห็ดชิเมจิ 30 กรัม

3.เห็ดหอมสด 30 กรัม

4.ถั่วแระญี่ปุ่น 10 กรัม

5.ผักเบบี้ฮ่องเต้ 2-3 ต้น

6.ขิงขูด 1/2 ช้อนชา

7.กระเทียมขูด 1/2 ช้อนชา

8.พริกจินดา 1/2 ช้อนชา

9.ซีอิ๊วขาว 50 มิลลิลิตร

10.น้ำตาลทราย 50 กรัม

11.น้ำส้มสายชูกลั่นจากข้าว 25 มิลลิลิตร

12.ดอกจันทน์ 3-4 ดอก

13.เทียนข้าวเปลือก 2 กรัม

14.น้ำสต๊อก 30 มิลลิลิตร

 

วิธีทำ

1.ตั้งกระทะใส่ซอสเคี่ยวน้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว น้ำส้มสายชูข้าว เคี่ยวจนให้ซอสมีลักษณะข้นเล็กน้อย แล้วใส่กระเทียมขูด ขิงขูด พริกจินดา ดอกจันทน์ เทียนข้าวเปลือก

2.นำอกเป็ดแล่ จี่ด้านหนังเป็ดบนกระทะร้อนจนเหลืองกรอบ แล้วจี่ด้านเนื้อจนสุกดี

3.นำน้ำมันเป็ดที่ได้จากการจี่หนังเป็ดมาผัดเห็ดหอม เห็ดชิเมจิ ถั่วแระญี่ปุ่น และเบบี้ฮ่องเต้ ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยเล็กน้อย ผัดจนสุกดีพร้อมเสิร์ฟ

 

นพ.นพรัตน์ รัตนวราห ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2559 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/469205

นพ.นพรัตน์ รัตนวราห ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ… ภัทรชัย  ปรีชาพานิช

ความสวยความงามเป็นเรื่องที่ผู้คนยุคนี้ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะคุณสาวๆ ทั้งสาวเล็กสาวใหญ่ไม่มีสาวคนใดที่จะยอมหยุดสวย ทุกคนล้วนอยากดูดีอ่อนกว่าวัย ทำให้คลินิกความงามเกิดขึ้นมากมายและเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ารวมปีละหลายพันล้านบาท จนใครๆ ก็อยากจะก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้แม้จะไม่ได้เป็นแพทย์เฉพาะทางทางด้านนี้โดยตรงก็ตาม

เนื่องจากการไม่ใช่ตัวจริงในธุรกิจประเภทนี้ เป็นเพียงแค่นักธุรกิจ คนดัง ดารา ที่มองเห็นเพียงว่าเป็นธุรกิจที่เพียงแค่ทำเงินได้เท่านั้น เข้ามาเพียงระยะเวลาอันสั้นแล้วก็ออกจากธุรกิจนี้โดยที่ไม่ประสบความสำเร็จ

แต่ถ้าหากว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงที่ก้าวเข้ามาในแวดวงนี้ส่วนใหญ่ก็จะไปได้ดี เช่นเดียวกับเขาคนนี้หมอสอง-นพ.นพรัตน์ รัตนวราห เจ้าของคลินิกศัลยกรรมตกแต่งนพรัตน์ ในวัยต้น 40 เขาถือว่าเป็นผู้ที่คร่ำหวอดในวงการความงามและศัลยกรรมมานานเกือบ 20 ปี

นับตั้งแต่จบแพทยศาสตร์ทางด้านศัลยกรรมทั่วไป จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 สมัยเรียนมัธยมเขาเป็นนักกีฬาว่ายน้ำจริงจังถึงขั้นเป็นตัวแทนเขต แล้วมาต่อทางด้านศัลยกรรมตกแต่งที่โรงพยาบาลจุฬาฯ หลังจากนั้นเขาก็ได้ทุนไปดูงานด้านศัลยกรรมตกแต่งที่สหรัฐอเมริกา จากนั้นกลับมาเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) องครักษ์ ควบคู่กับการเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง

หลังจากนั้น เขาก็ลาออกมาเป็นแพทย์ศัลยกรรมให้กับโรงพยาบาลสมิติเวชทั้งสองสาขาคือที่สุขุมวิทและที่ศรีนครินทร์อยู่ 6-7 ปี จนสุดท้ายไปอยู่ที่โรงพยาบาลเวชธานี

 

“นับแต่เรียนจบมาก็อยู่ในสายงานของแพทย์ศัลยกรรมมาตลอด 10 กว่าปี ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนไข้ในเรื่องการทำจมูก ยุคแรกๆ ทำการผ่าตัดแปลงเพศด้วย แต่ระยะหลังๆ เคสของการทำจมูกกับหน้าอกมาก จนไม่ค่อยมีเวลาไปผ่าตัดแปลงเพศที่ใช้เวลายาวนานกว่ามาก ตอนนี้งานเด่นของผมก็คือการทำจมูก หน้าอก ความจริงตา คาง ก็ทำได้ แต่คนไข้จะนิยมให้ทำจมูกกับหน้าอกให้มากกว่า” เขาเล่าถึงการทำงานให้ฟัง

หลังจากเขาสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานมานานเกือบ 20 ปี รวมทั้งเก็บหอมรอมริบเรื่อยมาตลอดเวลาในการทำงาน ทำให้คุณหมอมีเงินมากพอที่จะมาเปิดคลินิกศัลยกรรมของตนเองเมื่อต้นปีที่ผ่าน ด้วยเงินลงทุนของตัวเองกว่า 120 ล้านบาท ที่ย่านพระราม 9

ซึ่งเป็นคลินิกศัลยกรรมและความงามครบวงจร บริหารงานเอง รักษาเอง เป็นหุ้นเดียวด้วยทุนส่วนตัวไม่กู้ธนาคารเลย และก็คงไม่เปิดสาขาที่ไหนอีกแล้ว ทุ่มเทกับตรงนี้ไปเลยแห่งเดียวให้ดีมีมาตรฐาน อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เทียบเท่าโรงพยาบาลศัลยกรรม

“ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด คุณพ่อคุณแม่เป็นครูไม่ได้ร่ำรวยอะไร สร้างเนื้อสร้างตัวเลี้ยงลูกชาย 3 คนมาแบบชีวิตราชการบ้านนอกมีชีวิตพอเพียง โชคดีว่าเรียนดีมาตั้งแต่เด็ก สอบแพทย์ติดก็พยายามตั้งใจเรียน ใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์เพื่อให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ เก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่อให้พ่อแม่สบายยามแก่เฒ่าและพอมีเงินจุนเจือพี่น้องบ้าง นั่นคือความตั้งใจไม่ได้คิดว่าจะหวังรวยอะไรมากมาย พอมีใช้ไม่ลำบากสำหรับผมแค่นี้ก็พอใจแล้วครับ” เขาเล่าถึงความตั้งใจที่วางไว้สำหรับชีวิตในอนาคต

คลินิกของเขานั้นสร้างเป็นตึก 5 ชั้น บนเนื้อที่ 1 ไร่กว่า บริการทางด้านความงามครบวงจร คุณหมอให้ความเห็นถึงการแข่งขันของธุรกิจนี้ว่า นับวันยิ่งมีความรุนแรงขึ้นมากมีผู้ที่สนใจเข้ามาในธุรกิจนี้อย่างกว้างขวาง ทั้งคนในและนอกวงการ เมื่อการแข่งขันสูงการโฆษณาและการทำการตลาดย่อมเกินจริงหรือมีการใช้ราคาเป็นตัวตั้ง การให้ข้อมูลหรือคุณภาพอาจจะไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นควรจะเลือกงานจากแพทย์และสถานที่ประกอบการที่ได้มาตรฐาน หาข้อมูลไปเบื้องต้นจะได้มีความเข้าใจในสิ่งที่จะไปใช้บริการ และสอบถามจากคนที่เคยมารับบริการจากคุณหมอหรือคลินิกแต่ละแห่งจริงๆ

 

ดังนั้น ในส่วนตัวเขาแล้วจะไม่เน้นการจ้างคนดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ หรือทำโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมใด ขอให้คุณภาพและบริการที่ดีเป็นจุดขายให้คนไข้บอกผ่านกันปากต่อปาก แม้จะได้ผลช้าแต่เป็นผลที่ยั่งยืนกว่ามาก

“พวกที่รีวิวก็ใช่ว่าจะไม่ใช้บริการจริง บางคนรับจ้างรีวิว ทำมาจากที่อื่นเราควรจะถามจากคนที่เคยมาทำจริงๆ ว่าดีหรือไม่พอใจมากแค่ไหนอย่างไร หากหมอไม่มีประสบการณ์อุปกรณ์ไม่สะอาดได้มาตรฐานจะทำให้การผ่าตัดติดเชื้อได้โดยง่าย เพราะการบริการแบบนี้ไม่มีอะไร 100 เปอร์เซ็นต์ การผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอจึงต้องเลือกหมอที่เชื่อถือได้จริง สำหรับผมเองไม่เน้นเรื่องการทำตลาดแบบตัดราคา เราว่าไปตามจริงตามความเหมาะสมและให้คนไข้ที่มาใช้บริการช่วยบอกต่อปากต่อปากนั่นจริงแท้แน่นอนกว่าครับ” คุณหมอกล่าวอย่างจริงใจ

การทำศัลยกรรมนั้นมีความจำเป็นแค่ไหน ช่วยได้มากเพียงใด คุณหมอตอบในเรื่องนี้ว่าการทำศัลยกรรมคือการทำเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องให้ดีขึ้น ทำแล้วต้องดูดีขึ้น และให้ดีที่สุดก็คือต้องดูสวยและดูเป็นธรรมชาติ จนคนอื่นมองว่าสวยขึ้นแต่ดูไม่ออกว่าไปทำอะไรมาจึงดูสวยขึ้น ถ้าทำสวยแต่คนอื่นรู้ทันทีว่าไปทำมานั่นก็ไม่เหมาะ คือจมูกต้องไม่โด่งจนชัด คางไม่แหลมจนหน้าเปลี่ยน คือทำแบบนิดหน่อยพองามรวมๆ ออกมาดูสวยหวานขึ้นแบบนั้นจึงเรียกว่าทำศัลยกรรมแล้วประสบความสำเร็จ คือสวยแบบคนอื่นดูไม่ออกว่าไปทำอะไรมาบ้าง

อดถามต่อไม่ได้ว่า คนที่ชอบทำศัลยกรรมแล้วมักจะชอบทำโน่นนี่ต่อไปเรื่อยๆ จนเป็นการเสพติดศัลยกรรมนั้น เขามีความเห็นอย่างไร  คุณหมอตอบว่า อยู่ที่ความพึงพอใจของแต่ละคนว่าแค่ไหนควรจะพอ มีบ้างที่ทำครั้งแรกแล้วไม่ถูกใจจึงต้องมีการแก้ไข แต่แพทย์ที่เก่งๆก็มักจะทำให้พอใจได้ในการทำครั้งแรก ซึ่งบนใบหน้านั้นส่วนใหญ่ผู้หญิงจะเลือกทำจมูกเป็นอันดับหนึ่ง ต่อมาคือคาง ส่วนตานั้นน้อย เพราะผู้หญิงไทยตาเล็กกลมไม่ตี่แบบสาวจีน แค่ทำจมูกกับคางส่วนใหญ่ก็เพียงพอแล้ว

“และความสวยที่ได้จากการทำศัลยกรรมก็คือต้องสวยดูดีขึ้น แต่ยังคงดูเป็นตัวเอง ไม่ใช่สวยจนเปลี่ยนจนกลายเป็นคนละคน ต้องสวยแบบเป็นเราคนเดิมที่ดูดีไม่ใช้สวยจนกลายเป็นคนอื่นไม่เหลือความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไว้เลย” คุณหมอให้ความเห็น

 

 

ส่วนการทำศัลยกรรมในอายุที่ลดลงเรื่อยๆ นั้นคุณหมอกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ จากเดิมที่ทำงานแล้วเก็บเงินมาทำเอง ยุคนี้ผ่านมาเด็กเรียนมหาวิทยาลัยก็เริ่มมาทำแล้ว นั่นอาจจะเป็นเพราะเตรียมพร้อมสู่การทำงาน เมื่อเรียนจบต้องไปสัมภาษณ์งาน ถ้ารูปร่างหน้าตาพร้อมกว่าโอกาสถูกเลือกเข้าทำงานก็มีมากขึ้น

ขณะที่คนทำงานก็มีปัญหาอีกแบบในการชะลอวัย ริ้วรอยที่มาตามกาลเวลา การทำศัลยกรรมเบาๆ ด้านความงามก็จะช่วยย้อนวัยให้ดูดีขึ้นไปได้หลายปี การใช้ครีมบำรุงอาจจะต้องใช้เวลาในการสัมฤทธิผลมากเกินไป ก็อยู่ที่ว่าคนไข้จะใจเย็นรอได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความพร้อมของแต่ละคน ไม่มีใครผิดหรือถูกเลือกทำตามที่สบายใจและเหมาะสมกับตัวเองเป็นดีที่สุด

ทางด้านหลักการทำงานนั้น คุณหมอบอกว่าเน้นความซื่อสัตย์จริงใจในการทำงาน คือซื่อสัตย์กับลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน รับผิดชอบให้สิ่งที่ดีที่สุดกับคนไข้ รักษาชื่อเสียงและคุณภาพในการทำงานให้มั่นคงสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ก็พยายามดูแลร่างกายด้วยการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความที่ชอบกีฬามาตั้งแต่เด็กทำให้คุณหมอชื่นชอบการออกกำลังกายมาถึงทุกวันนี้ เขาเล่นกีฬาหลายชนิด ทั้งตีแบด ว่ายน้ำ และเข้าฟิตเนสอาทิตย์ละ 3-4 วัน

“เมื่อตอนหนุ่มๆ ผมทำงานหนักมากผ่าตัดวันละ 10 กว่าราย ช่วงพีกๆ เคยผ่าถึง 23 เคส ไม่มีเวลาออกกำลังกายและดูแลตัวเองเลย ซึ่งทำให้ร่างกายไม่สดชื่น ถึงวันที่มาทำธุรกิจของตัวเองจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้วขอแบบพอดีสายกลางหน่อย ที่ผ่านมามันหนักเกินไปเอาสุขภาพด้วย ใช่แต่จะหาเงินอย่างเดียวจนลืมดูแลตนเอง” เขากล่าวอย่างจริงจัง

ตอนนี้สถานภาพของคุณหมอกลับมาโสดอีกครั้ง หลังจากเลิกรากลับพริตตี้สาวคนดังไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งคุณหมอบอกว่าความรักครั้งต่อไป คงต้องหาสาวที่เป็นผู้ใหญ่และพร้อมที่จะลงหลักปักฐานกับเขาจริงจัง พร้อมจะเป็นแม่ เพราะเขาอยากจะมีลูกและสร้างครอบครัวที่อบอุ่นในตอนนี้

ชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

 

นิโคลัส แพรทลีย์ ครูสอนฟิตเนสระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/468990

นิโคลัส แพรทลีย์ ครูสอนฟิตเนสระดับโลก

โดย…ภาดนุ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

หนุ่มหล่อลูกครึ่งออสเตรเลีย-ฮ่องกง วัย 38 ปี นิโคลัส แพรทลีย์ คือครูสอนฟิตเนส (Instructor) และนักออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายชื่อดังระดับโลก ที่สั่งสมประสบการณ์ในแวดวงฟิตเนสมายาวนาน และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพัฒนาทักษะของตัวเองในแวดวงฟิตเนสที่มหานครนิวยอร์ก และเมืองลอสแองเจลิส จนกลายเป็น 1 ใน โซล ไซเคิล อิน
สตรักเตอร์ (Soul Cycle Instructor) ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในสหรัฐขณะนี้

“ผมก้าวเข้ามาสู่แวดวงเฮลท์แอนด์ฟิตเนสเมื่อ 15 ปีก่อน โดยเริ่มจากการเป็นครูสอนฟิตเนสในเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย บ้านเกิด จากนั้นเมื่ออายุ 20 ปี ผมได้ย้ายไปลงหลักปักฐานอยู่ที่สหรัฐ โดยยึดอาชีพครูสอนฟิตเนสหรือผู้แนะนำการออกกำลังกาย และออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายที่ผมถนัดเรื่อยมา ซึ่งจุดเด่นของผมอยู่ที่การนำเสนอคลาสออกกำลังกายที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้ที่มาเข้าคลาสได้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ตลอดระยะเวลาที่ผมคร่ำหวอดอยู่ในวงการฟิตเนส ผมจะยึดหลัก Whole-Listic เพื่อให้ผู้ออกกำลังกายทั่วโลกได้พัฒนาตัวเองในทุกๆ ด้านอย่างดีที่สุด ไม่เพียงแต่ในด้านสุขภาพเท่านั้น แต่รวมไปถึงด้านสังคม อารมณ์ และความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างด้วย เพราะผมเชื่อว่าจะทำให้เกิดความสมดุลในชีวิตพวกเขาได้”

ด้วยแนวคิดอันเป็นเอกลักษณ์ของเขานี่เอง นำพาให้นิโคลัสก้าวหน้าในสายงานอาชีพด้านสุขภาพไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพในศูนย์ดูแลด้านสุขภาพต่างๆ หรือทำงานร่วมกับองค์กรเอกชนที่ไม่หวังผลกำไรต่างๆ เรียกว่า เขาฝากผลงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ถึงขนาดที่เซเลบริตี้แถวหน้า ดาราฮอลลีวู้ด นักร้อง และนางแบบชื่อดัง อย่าง บียอนเซ่ บริทนีย์ สเปียร์ส แบรดลีย์ คูเปอร์ อลานิส มอริสเซตต์ ชาร์ลิซ เทอรอน เคลลี่ ริพา ไรอัน ซีเครสต์ อเล็ก บอลด์วิน ฯลฯ ยังกลายมาเป็นแฟนคลับตัวยงของเขา และต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคลาส โซล ไซเคิล สตูดิโอ (Soul Cycle Studio) ของเขาที่นิวยอร์กและลอสแองเจลิส เป็นการออกกำลังกายที่สนุกและดีที่สุด

ล่าสุด นิโคลัสได้มานั่งแท่นเป็นที่ปรึกษาให้กับ แอบโซลูท ไซเคิล แบงค็อก (Absolute Cycle Bangkok) โดยบินมาร่วมกับทีมงานที่เมืองไทย ออกแบบโปรแกรมการสอนคลาสปั่นจักรยาน ให้เหมาะกับสรีระของคนเอเชียโดยเฉพาะ

“รูปแบบคลาสปั่นจักรยานที่ผมออกแบบนี้มีชื่อว่า ริธึ่ม ไซคลิ่ง (Rhythm Cycling) ซึ่งเป็นคลาสปั่นจักรยานที่ประกอบด้วยเพลงแดนซ์ในคลาสที่ทำให้ผู้ปั่นรู้สึกสนุกไปกับเสียงเพลง โดยคลาสนี้เป็นการผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic) ที่กล้ามเนื้อใช้ออกซิเจนเพื่อเผาผลาญพลังงาน และแอนแอโรบิก (Anaerobic) ที่กล้ามเนื้อไม่ได้ใช้ออกซิเจน จึงทำให้ผู้ที่ออกกำลังกายสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากถึง 700-800 แคลอรี รวมทั้งช่วยให้หลั่งสารเอนดอร์ฟินได้มากขึ้น เหงื่อออกเยอะขึ้น เมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้วจึงรู้สึกสดชื่นมากขึ้นด้วย”

นิโคลัส บอกว่า การที่เขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสหรัฐ และมีโอกาสได้มาออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายที่เมืองไทย ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากรูปแบบการสอนที่ทันสมัยและแปลกใหม่ที่เขาได้
นำเสนอ เนื่องจากคลาสไซคลิ่งหรือคลาสปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายที่เน้นการเคลื่อนไหวทุกสัดส่วน ด้วยการปั่นจักรยานช้าและเร็วตามจังหวะของเสียงเพลงตลอด 60 นาที โดยผสมผสานท่าออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอและการสร้างกล้ามเนื้อแขน ขา สะโพก และต้นแขนให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม จึงโดนใจคนทุกเพศทุกวัยและทำให้พวกเขาชอบมาออกกำลังกายกันมากขึ้น

“ในฐานะที่ผมเป็นครูสอนฟิตเนสที่มีคนรู้จักพอสมควร ผมจึงต้องพัฒนาความสามารถของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเราเป็นมืออาชีพทางด้านการออกกำลังกายจริงๆ วิธีของผมก็คือศึกษาจากครูสอนฟิตเนส คนอื่นๆ หาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายเพิ่มเติมเสมอ ฟังนักพูดที่เป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองได้ ที่สำคัญคือดูแลสุขภาพของตัวเองและออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะผมอยากเป็นต้นแบบที่น่าเชื่อถือของคนที่มาออกกำลังกายกับผม

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ โดยเฉพาะคลาสไซคลิ่งที่ผมคิดค้นขึ้นมานี้ ผมแนะนำว่าสิ่งแรกคือคุณอย่าไปกลัว ขอให้กล้ามาเข้าคลาสและสนุกไปกับการออกกำลังกาย ไม่ต้องไปกลัวคนที่เก่งอยู่แล้ว เพราะทุกคนล้วนต้องใช้เวลาในการพัฒนาทักษะของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แค่คุณมาแชร์ประสบการณ์ร่วมกับผู้อื่นก็จะเกิดผลดีกับตัวคุณอย่างแน่นอน”

 

นิโคลัส เสริมว่า ปรัชญาในการทำงานของเขาก็คือ สนุกกับงานที่ตัวเองทำหรืองานที่ตัวเองรักให้เต็มที่ เพราะเขาเชื่อว่า แม้จะมีอุปสรรคใดๆ ผ่านเข้ามาก็จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคนั้นไปได้ ซึ่งเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น ถ้าไม่เหนื่อยหรือออกกำลังกายไม่หนักพอ แล้วกล้ามเนื้อจะมาได้อย่างไร ซึ่งถ้าร่างกายแข็งแรงแล้ว จิตใจเราก็จะแข็งแกร่งตามไปด้วย

“สำหรับแพลนในอนาคต นอกจากได้มาร่วมออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายและเป็นที่ปรึกษาให้กับ ‘แอบโซลูท ไซเคิล แบงค็อก’ แล้ว ผมยังอยากตั้งโรงเรียนสอนคลาสปั่นจักรยาน (Cycling Academy) ขึ้นที่กรุงเทพฯ ด้วย โดยตัวผมจะรับหน้าที่เป็น ‘มาสเตอร์ เทรนเนอร์’ ของครูสอนคลาสปั่นจักรยานอีกที เพื่อช่วยยกระดับและพัฒนาคุณภาพของการสอนในคลาส ให้มีมาตรฐานไปสู่ระดับสากลมากยิ่งขึ้น

คุณสมบัติสำคัญในการเป็นครูสอนคลาสปั่นจักรยานนั้น ต้องมีความรู้ในการออกกำลังกาย ต้องสามารถนำผู้คนในคลาสได้ ต้องมีความรู้เรื่องเพลงพอสมควร ว่าเพลงไหนเหมาะกับจังหวะหนัก จังหวะเบา ปั่นช้า หรือปั่นเร็ว เป็นต้น เพราะคลาสรึธึ่ม ไซคลิ่ง ที่ผมออกแบบมานี้ ต้องช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่มาลองเข้าคลาสได้กลับมาเข้าคลาสอีกเพื่อปลดปล่อยความเครียดให้หมดไป พูดง่ายๆ ว่าต้องสร้างพลังใจให้พวกเขาก้าวข้ามความเหนื่อยยากและอุปสรรคไปให้ได้ เพราะหากพวกเขาผ่านจุดนี้ไปได้ อุปสรรคใดๆ ในชีวิตก็จะสามารถข้ามผ่านไปได้เช่นกัน

โดยส่วนตัวผมแล้ว หากมีอุปสรรคใดเกิดขึ้นกับชีวิต หรือมีเรื่องท้าทายทางด้านอาชีพ หน้าที่หลักของผมก็คือ ต้องพยายามหาทางกำจัดอุปสรรคนั้นหรือหาทางแก้ไขมันให้ได้ ผมจะไม่ปล่อยปัญหาทิ้งไว้เด็ดขาด นอกจากอุปสรรคของตัวเองแล้ว หากครูสอนคลาสปั่นจักรยานมีปัญหาขึ้นมา ผมก็จะช่วยกำจัดอุปสรรคหรือแก้ปัญหาให้กับครูแต่ละคนด้วย เพราะถือว่าทุกคนคือทีมเดียวกัน”

 

นิโคลัส บอกว่า การเดินทางมาเมืองไทยในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่ 4 ของเขาแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีก่อน เขาเคยเดินทางมาท่องเที่ยวทั้งที่กรุงเทพฯ และที่ภูเก็ต ซึ่งทั้งสองสถานที่ก็มีเอกลักษณ์และมีเสน่ห์แตกต่างกันไป

“สิ่งที่ผมชอบและรู้สึกประทับใจเมืองไทยมีหลายอย่างมาก ทั้งเรื่องอาหาร ความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมของคนไทย รวมทั้งการได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในคอมมูนิตี้สำหรับการออกกำลังกายในกรุงเทพฯ เช่นครั้งนี้ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกประทับใจด้วยเช่นกัน ในอนาคตผมมีโอกาสจะได้เดินทางมาเมืองไทยทุกๆ 3 เดือน เพราะต้องมาเป็นมาสเตอร์ เทรนเนอร์ ให้กับแอบโซลูท ไซเคิลฯ และมีแพลนว่าจะเปิดโรงเรียนสอนคลาสปั่นจักรยานอย่างที่บอกไปแล้วด้วยครับ”

นิโคลัส ทิ้งท้ายว่า ถ้ามีวันหยุดหรือวันว่าง ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของเขาก็คือการเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก หากอยู่บ้านเขาจะชอบอ่านหนังสือและเล่นกับลูกสาวตัวน้อย และหาเวลาว่างไปสปาบ้างเป็นครั้งคราว นี่แหละคือการบาลานซ์ทั้งเรื่องงานและการใช้ชีวิตที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดแล้ว

ผู้ที่รักการออกกำลังกาย ติดตามไลฟ์สไตล์ของเขาได้ที่ IG : @nicholaspratley หรือ FB : nicholas.pratley

 

สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์ พลิกโฉมดีไซน์ไฟน์จิวเวลรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2559 เวลา 09:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/468793

สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์ พลิกโฉมดีไซน์ไฟน์จิวเวลรี่

โดย…ปอย  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เพชรคือความสง่างามร่วมสมัย แล้วถ้าเพิ่มการสร้างสรรค์ในคุณภาพเยี่ยม “เครื่องเพชร” ก็คือสุดยอดเครื่องประดับ การสานงานรับไม้ต่อจากรุ่นบุพการีจึงเป็นธุรกิจที่มีไฟในความคิดสร้างสรรค์ สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์ ผู้อำนวยการตลาดและผู้อำนวยการฝ่ายการออกแบบ เดอ มอนด์ อนัณดารา เล่าถึงการก่อตั้งธุรกิจร้านเพชรเริ่มขึ้นเมื่อปี 2535 โดย สุนทร-สายสมร พิพัฒน์วีรวัฒน์ ซึ่งเป็นคุณพ่อและคุณแม่สืบทอดธุรกิจค้าขายเพชรในย่านบ้านหม้อ เป็นรุ่นที่ 3 ธุรกิจร้านค้าขายเพชรเริ่มโดยการวางแนวความคิด Diamond Design Devotion สร้างแบรนด์เครื่องประดับเพชร เดอ มอนด์ (Der Mond) โดดเด่นด้วยการใช้เพชรคุณภาพสูงเครื่องประดับ 90% ผลิตขึ้นโดยใช้เพชรบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ ผลิตโดยช่างฝีมือไทยที่มีความชำนาญ

ทายาทรุ่นที่ 4 นักธุรกิจบุคลิกเนี้ยบวัย 30 ปี สิรพัฐ เริ่มเข้ามาดูแลในส่วนงานดีไซน์นำเสนอเครื่องประดับในรูปแบบใหม่ๆ เท่ๆ โมเดิร์น ผสมผสานความคลาสสิกของชิ้นงานในรูปแบบเก่าเพื่อช่วยเสริมภาพลักษณ์ของให้แบรนด์ให้ดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโฉมเครื่องเพชร แบรนด์ไทยแท้ เดอ มอนด์ เน้นความหรูหรา ทันสมัย แต่ยังคงไว้ถึงความเป็นกันเอง

และในวันนี้ “เดอ มอนด์” โกอินเตอร์ส่งออกเครื่องประดับไปขายที่ประเทศญี่ปุ่น ผลการตอบรับเครื่องประดับยี่ห้อไทยไปได้ดีน่าพึงพอใจ

ไม่เก๋าวงการ อยู่ไม่ได้ถึงรุ่น 4

เดอ มอนด์ เป็นหนึ่งในผู้นําด้านการออกแบบและการผลิตเครื่องประดับเพชรคุณภาพเยี่ยมของเมืองไทยมาหลายทศวรรษ โดยยึดมั่นในงานฝีมือของช่างและความพิถีพิถันในกระบวนการผลิตที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ผสานกับการนำเทคโนโลยีล่าสุดในการผลิตมาใช้กับการออกแบบ เน้นเรื่องความร่วมสมัยแต่ทว่าเพิ่มเสน่ห์ท้าทายเหนือความเป็นเครื่องเพชรแบบเดิมๆ จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในสไตล์ ที่เรียกว่า โมเดิร์นไนซ์ เฮอริเทจ

 

Art and Value Through Eternity คือโจทย์ในการครีเอทเครื่องประดับคอลเลกชั่นล่าสุด สิรพัฐ กล่าวว่า ในโจทย์นี้จึงได้กำไลงดงามหรูหรา ชื่อ Absolute Deco นำศิลปะในยุคอาร์ตเดคโค่ มาประยุกต์การออกแบบเป็นจิวเวลรี่ที่มีความร่วมสมัย หรืออีกชิ้นหนึ่งที่ได้การตอบรับที่ดีมาก กระเป๋าคลัตช์ทองคำ Glamour Night Clutch ผลิตขึ้นมา 15 ชิ้น ราคาแสนบาทปลายๆ แต่ตอนนี้เหลือติดร้านเพียง 3 ใบเท่านั้น

“ผมชอบเรื่องการแต่งตัวนะครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) พิถีพิถันในการเลือกใช้ของเครื่องประดับ ก็เลยเข้ามาช่วยงานด้านการออกแบบคอลเลกชั่นเป็น Head Designer พร้อมกับดูแลด้านการตลาดอีกด้วยครับ อาศัยประสบการณ์เคยทำงานที่เคยทำหน้าที่ดูแลลูกค้าและแบรนดิ้งอยู่สองปี ตำแหน่ง Account Manager ที่บริษัท Conspiracy Plus แล้วผมก็ชอบงานครีเอทีฟ จึงเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งการต้องมีภารกิจสานธุรกิจครอบครัว จึงเลือกเรียนต่อปริญญาโท ด้านการตลาดที่ Aston University ที่ประเทศอังกฤษ จึงทำได้ทั้งสองหน้าที่โดยไม่มีอุปสรรค”

สิรพัฐ เริ่มต้นสนทนาเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว แล้วบอกคลอเสียงหัวเราะว่า การเรียนสถาปัตย์กับธุรกิจร้านเพชร หลายๆ คนก็ว่าไปคนละทางแล้ว แต่ถ้าไปดูรุ่นคุณแม่สายสมร เรียนจบมาจากคณะวิศวะ-คอมพิวเตอร์ ซึ่งท่านก็ได้รับผิดชอบทำงานดีไซน์เครื่องประดับไปพร้อมๆ กับลูกชายคนนี้ เป็นเรื่องที่ใครรู้ก็เซอร์ไพรส์กันทั้งนั้น

“เครื่องประดับที่ร้าน จึงมี 2 สไตล์ครับ งานเพชรในแบบคลาสสิกคืองานออกแบบของคุณแม่ เป็นดอกไม้ มีความอ่อนหวานแบบผู้หญิง ซึ่งก็จะมิกซ์กับสไตล์ของผมที่เน้นความเนี้ยบ เท่ สมมาตร งานดีไซน์แบบผู้ชาย แต่ทั้งผมและคุณแม่ก็ออกแบบโดยค้นคว้าหาแรงบันดาลใจจากศิลปะยุคอาร์ตเดคโค่มาผสมผสานกัน การทำธุรกิจในครอบครัวไม่มีการสอนกันครับ Learning By Doing เรียนรู้จากการทำงานของคุณพ่อคุณแม่ แล้วทำตามในสิ่งที่ท่านเคยทำมา ส่วนการต่อยอดธุรกิจก็ขึ้นอยู่กับการครีเอทีฟ ซึ่งคงไม่แตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ นะครับ ต้องมีความรัก มีไอเดีย และมุมมองใหม่

แนวความคิด Diamond Design Devotion เป็นคัมภีร์หลักในการทำธุรกิจเครื่องประดับเพชรราคาสูงครับ ถ้าขาดข้อใดไป เสียหายเลยครับ” สิรพัฐ เผยกลยุทธ์ธุรกิจที่ยืนยงได้สู่รุ่นที่ 4

จากร้านเพชรในยุคเก่า ในวันนี้เครื่องเพชรแบรนด์ เดอ มอนด์ เปิดสาขาใหญ่ขึ้นที่ชั้น 1 สยามพารากอน ด้วยพื้นที่กว่า 200 ตร.ม. สไตล์การตกแต่งร้านใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่ความหรูหรา โคมระย้าคริสตัลที่วิจิตรบรรจงส่องประกายเป็นสัญลักษณ์ร้านเพชรหรู ไปจนเรื่องให้ความสำคัญกับค่าแสงสว่างภายในร้านออกแบบพิเศษ เพื่อให้เห็นคุณภาพของเพชรที่แท้จริงได้อย่างชัดเจน ไม่ทำให้เกิดการลวงตา เลือกซื้อเพชรได้อย่างมั่นใจ

“การพัฒนาธุรกิจมีการคัดสรรเพชรจากแหล่งเพชรต่างๆ ทั่วโลก แล้วคุณแม่ก็ตัดสินใจเปิด DER MOND Lab เมื่อปี 2537 เพื่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากแหล่งเพชรสำคัญๆ ทั่วโลก แล้วพี่สาวของผม (สุภาสินี พิพัฒน์วีรวัฒน์) ก็เรียนอัญมณีศาสตร์จาก GIA เข้ามาช่วยทำงานด้วยครับ เวลานี้คนก็ยังนิยมลงทุนกับเพชร ถ้าถามผมว่าคุ้มค่าไหม ก็คงเหมือนกับการเลือกใช้นาฬิกา ซื้อมาแล้วได้ใช้ก็คุ้มค่าแล้วครับ ผมจึงพยายามออกแบบและทำราคาให้คนเลือกเครื่องประดับเพชร ที่เลือกหยิบใช้ได้ในชีวิตประจำวันครับ”  สิรพัฐ กล่าว เหตุผลนี้จึงทำให้ร้านเพชร แบรนด์เรเวรอฟ (Reverof) ราคาหลักหมื่นบาท เกิดขึ้นตามมาอีก 4 สาขา รวมกับร้าน เดอ มอนด์ ที่มี 6 สาขา จึงเป็นตระกูลค้าเครื่องประดับราคาสูงที่น่าจับตา

เครื่องประดับเพชรติดตัว

ฝีมือของช่างเครื่องประดับไทยขึ้นชื่อในเรื่องความประณีต งานละเอียด สิรพัฐ เริ่มเสนอแนวความคิดใหม่ เดอ มอนด์ ไฟน์ จิวเวลรี่ ผลิตเครื่องประดับรองรับกลุ่มมาสเตอร์พีซ กำไล Absolute Deco คือผลงานดีไซน์ชิ้นเอกในปี 2558 ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในหนังสือประจำปีของทางรถยนต์ โรลส์-รอยซ์นับเป็นเครื่องประดับชิ้นแรกของไทยที่ได้รับคัดเลือกลงในหนังสือเล่มนี้

ปีที่แล้ว เดอ มอนด์ เป็นแบรนด์เครื่องประดับเพชรคุณภาพเยี่ยมจากประเทศไทยแบรนด์แรกที่เข้าไปเปิดตลาดในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

 

“สไตล์คนญี่ปุ่นใช้เครื่องประดับแตกต่างจากคนไทย เขาไม่ค่อยใส่ต่างหูกันครับ ขณะที่บ้านเราเลือกใส่แหวน ต่างหู และสร้อยคอ แต่คนญี่ปุ่นใส่แหวน แล้วข้ามไปเลือกใส่จี้ห้อยคอ และสร้อยคอในแบบสายยาวไปเลย งานสร้างสรรค์ที่ดีควรเริ่มจากความเข้าใจในความต้องการของผู้สวมใส่ในเรื่องเหล่านี้ด้วยครับ ประกอบกับความเอาใจใส่ในรายละเอียด ทั้งการคัดสรรเพชรและอัญมณีคุณภาพดีที่สุด คนญี่ปุ่นเลือกใช้ของคุณภาพดีที่สุด สำหรับงานฝีมือเขาชอบเทคนิคความละเอียดในแบบไฟน์ จิวเวลรี่

ล่าสุด เดอ มอนด์ นำเสนอคอลเลกชั่นใหม่ในสไตล์โมเดิร์นไนซ์ เฮอริเทจ 9 คอลเลกชั่น ซึ่งเปิดตัวพร้อมการเปิดบูติกอย่างเป็นทางการที่สยามพารากอน คนญี่ปุ่นก็ชอบมากเช่นกันครับ” สิรพัฐ กล่าว

แม้เศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในช่วงซบเซา แต่ตลาดเครื่องประดับราคาสูงก็ขยายไปพร้อมๆ กับการท่องเที่ยวปีที่ผ่านมาคึกคักขึ้น นักท่องเที่ยวชาวเอเชีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี คือลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่เลือกใช้เครื่องประดับหรูของไทย

“แต่ต้องยอมรับนะครับว่า การค้าขายปีนี้สู้ปีที่แล้วไม่ได้เลย (บอกพร้อมรอยยิ้ม) แต่อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าทุกๆ ธุรกิจก็มีโอกาสพัฒนา เราต้องปรับตัว เช่น ใช้ออนไลน์เข้ามาช่วย สร้างสรรค์ทีมครีเอทีฟ สร้างสินค้าที่ผู้ซื้อรู้สึกว่าได้ใช้ของดีราคาคุ้มค่า คนซื้อเพชรสมัยนี้มีความรู้ที่ศึกษามาอย่างดีซึ่งแตกต่างจากยุคก่อนเลยครับ ที่เข้ามาให้เจ้าของร้านแนะนำ แต่กลายเป็นว่าวันนี้เขาเดินเข้าร้านแล้วสามารถดูรู้ว่าแหวนเพชรวงไหน น้ำดีคุ้มราคา จึงเป็นธรรมชาติของธุรกิจนี้ที่เจ้าของมีสายสัมพันธ์กับลูกค้าสูงมาก ร้านเพชร 1 ร้าน มีลูกค้าขาประจำ 300-1,000 ราย การรักษาสายสัมพันธ์นี้จึงต้องยึดความซื่อสัตย์ซื้อใจกันเท่านั้นครับ”

เพื่อการตอบโจทย์การรองรับความต้องการแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน ในการเลือกหาของราคาสูง โซนคู่แต่งงานก็จะมีผู้เชี่ยวชาญดูแลโดยเฉพาะ เครื่องประดับเพื่อใส่ในชีวิตประจำวัน หรือของขวัญก็แบ่งโซนให้เห็นได้ชัดเจน โซนมาสเตอร์พีซสำหรับผู้ชื่นชอบหรือเป็นนักสะสมเครื่องประดับชิ้นงามก็มีมุมพิเศษเตรียมรับรองไว้ให้ บริการในแบบเอ็กซ์คลูซีฟจากทีมจิวเวลรี่ดีไซเนอร์ออกแบบเครื่องประดับชิ้นพิเศษได้อย่างลงตัว

อีกปัจจัยที่ธุรกิจไม่มีวันหยุดนิ่ง คือ การสร้างแรงบันดาลใจในการออกแบบจิวเวลรี่สไตล์ใหม่ ในปี 2548 เดอ มอนด์ ได้จัดกิจกรรม D’mond Young Designer Award (DYDA) เพื่อส่งเสริมกลุ่มนักศึกษาให้ได้มีโอกาสในการออกแบบ สร้างสรรค์ผลงานเครื่องประดับเพชรแท้ โดยได้รับความร่วมมือจาก 5 มหาวิทยาลัย และกรมส่งเสริมการค้า ประเทศไทย เครื่องเพชร เดอ มอนด์ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ชิ้นรางวัลให้เป็นผลงานเครื่องประดับแท้ โดยช่างฝีมือผู้เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ ผลงานหลายๆ ชิ้น จึงได้รับความสนใจไม่ใช่แค่เพียงในระดับประเทศเท่านั้น บางชิ้นได้รับการสนับสนุนให้ไปโชว์ในงานแฟร์ต่างประเทศ BaselFair อีกด้วย

“เพิ่งหยุดโครงการนี้ไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาครับ ด้วยเหตุผลคัดสรรผู้รับรางวัลชนะเลิศไม่ได้ งานออกแบบยังเป็นรูปแบบเดิมๆ บางชิ้นก็ไปคล้ายคลึงกับแบรนด์นอกอีกต่างหาก นี่คือข้อด้อยของนักออกแบบไทยครับ ทำให้เครื่องประดับของเรายังไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะที่แบรนด์เมืองนอก เช่น คาร์เทีย ทิฟฟานี & โค แต่ละแบรนด์มีสไตล์โดดเด่นเป็นของตัวเองชัดเจน จากประสบการณ์ที่ผมคลุกคลีกับช่างไทยก็รู้ว่า ของราคาสูงจึงทำให้เขาไม่กล้าเสี่ยงออกแบบอะไรแปลกใหม่นัก ผิดพลาดทำตามแบบไม่ได้ ก็อาจเสียหายได้มาก

ผมในฐานะเจ้าของธุรกิจจึงอะลุ้มอล่วยในเรื่องนี้ บางชิ้นสไตล์ใหม่ๆ ก็ลองให้เขาทำโดยไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนให้มากนักนะครับ” สิรพัฐ กล่าวในมุมมองนักธุรกิจที่เน้นแนวคิดพลิกโฉมเครื่องประดับพะยี่ห้อไทยแท้ๆ ในดีไซน์ไฟน์ จิวเวลรี่

 

ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์ เชฟเทเบิลมากประสบการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2559 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/468299

ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์ เชฟเทเบิลมากประสบการณ์

โดย…ภาดนุ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

อาร์ต-ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์ เชฟหนุ่มวัย 40 ปี คร่ำหวอดบนเส้นทางเชฟมาตั้งแต่รู้ตัวว่าชอบในเรื่องการทำอาหาร เขาจึงมุ่งหน้าเดินตามเส้นทางที่ตัวเองเลือกมากว่า 20 ปี จนถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในสายงานที่ตัวเองเลือก

“ตอนเด็กๆ ผมชอบรับประทานมาก เพราะคุณแม่ทำอาหารเก่งและอร่อย การที่ได้เห็นคุณแม่ทำอาหารทุกวัน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมชอบการทำอาหาร เมื่อโตขึ้นผมจึงเรียนต่อปริญญาตรีทางด้านการจัดการครัวและภัตตาคารจากวิทยาลัยดุสิตธานี เรียนจบตอนอายุ 20 กว่าๆ ก็สมัครไปทำงานในห้องอาหารสไตล์ฝรั่งเศสแห่งหนึ่งที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นเวลา 1 ปี

หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับมาเมืองไทยและเปิดร้านอาหาร ไซสต์ เรสเทอรองต์ (Zeist Restaurant) ซึ่งเป็นร้านอาหารสไตล์ยูโรเปียน คิวซีน ขึ้นที่เอกมัยซอย 12 ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ร้านจึงเปิดมายาวนานถึง 10 กว่าปี จนเริ่มถึงจุดอิ่มตัวที่อยากจะหาสิ่งใหม่ๆ ทำบ้าง ประกอบกับช่วงนั้นผมมีโอกาสได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาทางด้านอาหารและร้านอาหารให้กับเครือบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ซึ่งก็มีร้าน “เอส 33” และโปรเจกต์ร้านอาหารขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “ภูภิรมย์” ที่ จ.เชียงราย รวมทั้งร้านพิซซ่าและอื่นๆ ด้วย”

เชฟอาร์ต บอกว่า นอกจากเป็นที่ปรึกษาด้านอาหารให้กับเครือบุญรอดฯ แล้ว โดยส่วนตัวเขายังเป็นที่ปรึกษาทางด้านอาหารและการออกแบบเมนูให้กับร้านอื่นๆ ด้วย

 

“นอกจากงานด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ตอนนี้ผมยังเปิด เชฟ เทเบิล บาย เชฟอาร์ต (Chef Table by Chef Art) ขึ้นที่บ้านของตัวเองในซอยเอกมัย 10 แยก 6 ด้วย ขับรถเข้ามาจนสุดซอยก็จะเจอ แต่จะไม่มีป้ายชื่อร้านติดไว้ เนื่องจากผมได้วางคอนเซ็ปต์ให้เป็นเชฟเทเบิลสำหรับลูกค้าที่จองเข้ามาเท่านั้น ไม่ได้เปิดเป็นร้านอาหารทั่วไป ซึ่งถ้าโทรมาจองก็ต้องมีการจ่ายเงินมัดจำและเลือกคอร์สของเมนูอาหารที่ต้องการไว้ได้เลย ซึ่งในหนึ่งวันเราสามารถรับลูกค้าได้แค่ 1 กรุ๊ป กรุ๊ปละ 4 คนเป็นอย่างน้อย

ที่ผมเลือกเปิดเป็นเชฟเทเบิลที่บ้านเพราะรู้สึกว่าตัวเองยังสนุกกับการทำอาหารอยู่ และอยากให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้มารับประทานอาหารเมนูพิเศษที่บ้านเพื่อน ซึ่งจะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าเชฟเทเบิลตามโรงแรม อีกเหตุผลหนึ่งก็คือผมต้องการให้คนที่ชอบอาหารเมนูพิเศษจริงๆ ได้มาลองรับประทานกัน” (สนใจสามารถดูรายละเอียดคอร์สเพื่อเลือกประเภทอาหาร หรือเบอร์โทรติดต่อได้ทาง IG : cheftablebychefart หรือสอบถามทาง Line ID : @cheftablebychefart)

เชฟอาร์ต บอกว่า เมนูส่วนใหญ่ที่เขาทำจะเป็นอาหารยุโรป ฝรั่งเศส และอิตาเลียน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาถนัดที่สุด เรียกว่าเป็นสายตรงที่พอเรียนจบมาก็ได้นำวิชาไปใช้หาประสบการณ์ในการทำงานมาโดยตลอด

“กลุ่มลูกค้าหลักของผมส่วนมากจะเป็นกลุ่มผู้บริหาร ผู้หลักผู้ใหญ่ กลุ่มเพื่อนๆ และผู้ที่เอ็นจอยในเรื่องเมนูที่มีความพิเศษ พิถีพิถัน ชอบรับประทานของดี และชอบความเป็นส่วนตัว เพราะอย่างที่บอกไปว่าสถานที่ของเรามีความเป็นไพรเวทสูงมาก พูดง่ายๆ ว่ามีการสกรีนลูกค้าในระดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นบ้านที่ครอบครัวผมอยู่อาศัย เมื่อลูกค้ามารับประทานก็จะบอกต่อกันแบบปากต่อปาก ตั้งแต่เปิดมา 2 ปีก็มีลูกค้าต่อเนื่องมาเรื่อยๆ

 

ก่อนที่ลูกค้าจะมา เมื่อมีการโทรคุยกัน เราก็จะสอบถามก่อนว่าต้องการเมนูประเภทไหน ลูกค้าอาจจะเลือกวัตถุดิบมาด้วยก็ได้ โดยแต่ละเซตจะเริ่มตั้งแต่ซุป สลัด แอพเพอไทเซอร์ และเมนดิช โดยลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าชอบเนื้อหรือไม่ชอบเนื้อ หรือชอบซีฟู้ดก็บอกได้ ผมก็จะทำเมนูสไตล์ เมด ทู ออร์เดอร์ ออกมาให้ได้ชิมกัน โดยผมจะเตรียมวัตถุดิบในการปรุงไว้บริเวณครัวเปิด ซึ่งลูกค้าที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารสามารถเดินมาดูขณะที่ผมปรุงได้เลย”

เชฟเสริมว่า สำหรับวัตถุดิบที่นำมาใช้ในเมนูส่วนใหญ่แล้วจะอิมพอร์ตมา แต่วัตถุดิบบางอย่างที่สามารถหาได้ในเมืองไทยก็จะนำมาใช้ในเมนูด้วยเช่นกัน

“ความสุขที่ได้จากการเป็นเชฟเทเบิลของผมก็คือ การได้ปรุงเมนูอาหารในแบบที่ตัวเองรักที่จะทำ เมนูในแบบที่ลูกค้ารีเควสต์มา การเลือกวัตถุดิบชั้นดีในการปรุงเมนูต่างๆ รวมทั้งการครีเอทเมนูใหม่ๆ จากวัตถุดิบที่มีในแต่ละฤดูกาล อย่างฤดูนี้จะมีเห็ดทรัฟเฟิลขาวเยอะมาก ดังนั้นเมนูส่วนใหญ่จึงมีส่วนผสมของเห็ดทรัฟเฟิลขาวอยู่ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุดิบที่ค่อนข้างหายาก ลูกค้าของเราจึงเป็นผู้ที่ต้องการจะชิมเมนูที่ทำจากเห็ดทรัฟเฟิลขาวจริงๆ หรืออย่างในฤดูที่มีวัตถุดิบจากป่า เช่น นกพิราบป่า ไก่ป่า และอื่นๆ ผมก็จะนำวัตถุดิบนั้นๆ มาปรุงเป็นเมนูพิเศษให้ลูกค้าด้วยเช่นกัน”

 

เชฟเสริมว่า แพลนในอนาคตของเขาคืออยากจะมีรายการทำอาหารทางทีวี แม้เมื่อหลายปีก่อนเขาจะมีโอกาสได้เป็นเชฟในรายการ “เชฟมือทอง” ทางช่อง 5 มาบ้างก็ตาม แต่เมื่อห่างหายไปนาน ตอนนี้เลยคิดอยากจะมีรายการทำอาหารอีกครั้ง

“ผมอยากทำรายการอาหารที่พ่วงการท่องเที่ยวไว้ด้วย เช่น หากไปเที่ยวที่ไหน หรือไปถ่ายทำรายการที่ไหนในประเทศไทย ก็อาจจะนำวัตถุดิบในท้องถิ่นนั้นมาเป็นส่วนประกอบของเมนูที่คิดขึ้นใหม่ เป็นต้น แม้ผมจะถนัดอาหารสไตล์ยูโรเปียนอย่างที่บอกไป แต่ก็สามารถนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาประยุกต์เสริมเติมแต่งเป็นเมนูใหม่ได้ ซึ่งความคิดนี้เป็นเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ว่าอยากจะทำให้ได้ในอนาคต

เป้าหมายอีกอย่างก็คือ อยากจะทำร้านที่เป็นแฟรนไชส์ หรือทำโปรดักต์ที่เกี่ยวกับอาหาร เช่น ซอสพาสต้า ซอสสำหรับเมนูเมนดิช และอื่นๆ ซึ่งตอนนี้ก็วางแผนจะลงมือทำอยู่ แต่ในส่วนของการเป็นเชฟเทเบิลผมก็ยังคงจะทำไปเรื่อยๆ เพราะมันคือสิ่งที่ผมรักและยังสนุกกับมัน พูดได้ว่ามันคือความสุขอีกอย่างหนึ่งในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้”