ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ พลังจากโรคร้าย ปาฏิหาริย์ที่เป็นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/467966

ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ พลังจากโรคร้าย ปาฏิหาริย์ที่เป็นจริง

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

คนที่คิดว่าตัวเองแข็งแรงมาตลอด พบว่าตนกำลังเผชิญกับโรคร้ายที่จะคร่าชีวิตในอีก 6 เดือน ทว่าอย่างแรกที่เธอคิดไม่ใช่ความกลัวตาย

หญิงสาวที่เต็มที่กับทุกอย่างทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องกิน และเรื่องเที่ยว เบลล์-ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ วัย 29 ปี ตอนนี้เธอเป็นฟรีแลนซ์ด้านการตลาด และหายขาดจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เธอรักษาใน 7 โรงพยาบาล ใช้เวลา 3 ปี ทำคีโม 26 ครั้ง (มากกว่าคนอื่นหลายเท่า) ฉายแสง 18 ครั้ง และน้ำหนักลดลงไปเหลือเพียง 36 กก. จนถึงวันนี้เธอกำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จที่อดทนและรับผิดชอบต่อหน้าที่ผู้ป่วยมานาน ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่เพียงสุขภาพ แต่โรคร้ายได้เปลี่ยนทัศนคติและหลักการใช้ชีวิตของเธอและทุกคนในครอบครัว

ชีวิตไม่เพอร์เฟกต์

ตลอดมาเธอใช้ชีวิตสุดโต่งในทุกด้าน ด้วยคติประจำใจที่ต้องใช้ชีวิตทุกนาทีให้คุ้มค่า ตามแนวคิดของผู้หญิงเพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์

“ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ ล้มไม่ได้ เฟลไม่ได้ เราต้องเตรียมตัวอย่างดี เพื่อที่จะได้สิ่งที่เราอยากได้อย่างดีที่สุด ทุกอย่างตอนนั้นคือคำว่าดีที่สุด ซึ่งตอนนี้เรารู้ว่าชีวิตของเราคือความบาลานซ์ไม่ใช่เดอะเบสต์” เธอกล่าว

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน เธอเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เบลล์ตั้งใจเรียนให้อยู่ในระดับต้นๆ มาโดยตลอด รวมถึงการทำงานที่ต้องทุ่มตัวทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ตัวเองเป็นที่สุดของที่สุด ทำให้เธอไม่สนใจร่างกาย คิดแต่จะใช้มันอย่างเต็มที่

“กินๆ ไปเถอะไม่ตายหรอก” เธออธิบายความคิดช่วงที่ไปศึกษาต่อที่อังกฤษ “เพราะเราต้องใช้เวลาเพื่อการทำงาน เพื่อพัฒนาตัวเองดีกว่า ทำให้ชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ด กินอาหารปิ้งย่าง กินน้ำอัดลม กินน้ำเปล่าน้อย และไม่ออกกำลังกาย ซึ่งทั้งหมดนี้เราแฮปปี้กับการใช้ชีวิตมาโดยตลอด รู้สึกว่าถ้าตายไปก็ไม่เสียดาย เพราะฉันเที่ยวคุ้มแล้ว ฉันใช้ชีวิตคุ้มแล้ว ใช้ชีวิตทุกวินาทีคุ้มแล้ว”

ทว่า ความตายที่เธอกล่าวถึงกลับมาหาเธอเร็วกว่าที่คิด เริ่มจากอาการไอที่เธอคิดว่าเป็นเพราะอากาศ น้ำหนักลดที่เธอคิดว่าเป็นเพราะเครียด จนกระทั่งเธอเป็นลมกลางอากาศโดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเริ่มมองหาสาเหตุ และตัดสินใจกลับมาเมืองไทยเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด และผลที่ออกมาเธอ บิงโก!

 

ข่าวร้ายจากโรคร้าย

หมอตรวจเจอมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่อาจคร่าชีวิตในอีก 6 เดือน แต่คำพูดที่ได้ยินจากปากหมอไม่ใช่ความกลัวตาย แต่เธอคิดถึงการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่

“เราอยากกลับไปสอบไฟนอลให้จบ อยากกลับไปเก็บกระเป๋าก่อน ร้านอาหารไทยที่ทำงานอยู่สองร้านจะทำยังไง กลายเป็นว่าเรากังวลเรื่องธุระในชีวิต เบลล์ ไม่กังวลเรื่องการเป็นโรคอาจเป็นเพราะเบลล์ไม่รู้ว่าการที่มีก้อนมะเร็งอยู่ในร่างกายจะร้ายแรงขนาดไหน ไม่รู้ว่าถ้าเป็นมะเร็งแล้วเราอาจตายได้ แค่คิดว่า พอเป็นแล้วก็รักษาให้หายเหมือนโรคอื่นๆ เท่านั้นเอง ด้วยความที่ไม่รู้ก็เลยสบายใจ หรือพอรู้แล้วเราหาข้อมูลก็พบว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถรักษาให้หายขาดได้สูงสุด ไม่ได้เสพสื่อด้านลบ เลยทำให้เราไม่วิตกกังวลกับโรคจนทำให้ร่างกายแย่ลง”

เธอเติบโตมาโดยไม่มีคนรอบข้างเป็นมะเร็ง ทำให้ข่าวการเป็นมะเร็งเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะกับ “พ่อ” ผู้ที่อยู่ข้างกายลูกสาวในวันแรกที่ทราบข่าวร้าย ผู้ที่เตือนสติลูกให้คิดถึงตัวเองก่อนเรื่องอื่น ผู้ที่เป็นพลังให้เธออดทนและผ่านมันมาได้ และเป็นผู้ที่คอยจับมือตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้

“พ่อเป็นคนหลักที่ดูแล พ่อกังวลมากตอนผ่าตัด ตอนรักษา ช่วยดูแลทุกอย่าง ยาเม็ดหนึ่งเป็นพันบาท พ่อก็ต้องหามาให้กิน” เธอกล่าว

การรักษาเบลล์ต้องทำคีโม 26 ครั้ง ซึ่งเป็นการรักษาที่มากกว่าคนทั่วไปที่ไม่ดื้อยา และการทำคีโมครั้งแรก เธอเกิดอาการแพ้ยา อาเจียน ท้องเสีย ประจำเดือนมา ปวดศีรษะ อันเป็นบททดสอบแรกที่เธอต้องผ่านไปให้ได้

“เคล็ดไม่ลับอย่างหนึ่งสำหรับคนป่วย คือ ถ้ามีอาการผิดปกติอะไรจะต้องบอกญาติหรือบอกหมอไปเลย เพราะหมอจะมีวิธีรักษาให้เราหายทรมาน นวัตกรรมของยาพัฒนาเร็วและบ่อยมาก ดังนั้นเรา
ไม่จำเป็นต้องทนหรือเป็นนางเอกที่ต้องอดทน ไม่กล้าบ่นอะไรออกมา เดี๋ยวคนอื่นคิดว่าฉันอ่อนแอ งอแง เรียกร้องความสนใจ แต่จริงๆ ไม่ใช่ แค่อาการปวดนิดเดียวมันยิ่งใหญ่มาก ดังนั้นคนป่วยต้องบอกและญาติต้องฟัง มันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราต้องสังเกตตัวเอง เข้าใจร่างกายตัวเองให้มากขึ้น และที่สำคัญเลยคือ ต้องปรับทัศนคติทั้งครอบครัว”

บทเรียนชุดนี้สอนเธอว่า ถ้าเกิดมีสิ่งใดผิดปกติแม้เพียงนิดเดียว ผู้ป่วยต้องแจ้งและจดไว้ เพื่อเป็นข้อมูลให้หมอนำไปหาทางรักษาต่อไป เพราะทุกโรคต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างคนไข้กับคุณหมอเพื่อหาทางรักษาได้ดีที่สุด

การรักษาที่แสนเจ็บปวด

การบำบัดด้วยคีโมจะเข้าไปทำลายทั้งเซลล์ดีและไม่ดี ทำให้โปรตีนในร่างกายน้อยลงจึงเกิดอาการเพลีย น้ำหนักลด ทำให้คนไข้ต้องพยายามกิน แม้ว่าจะไม่อยากกิน แต่ผู้ป่วยต้องกินอาหารเป็นหน้าที่ เพราะต้องฟิตร่างกายให้ดีที่สุดเพื่อที่จะรับยารอบต่อไป และยังต้องนอนให้เป็นเวลา และต้องขับถ่ายให้ได้ทุกวันด้วย

“การทำคีโมคือการเข้าค่ายของจิตใจกับร่างกาย หลังจากที่เราไม่ได้สนใจมันมานาน คราวนี้เราต้องสนใจตัวเอง แม้ว่าการทำคีโมจะแสบและทรมาน เหมือนมีน้ำกรดไหลเข้าไปตามเส้นเลือด ก็ต้องอดทนและเข้าใจ และไม่ปฏิเสธการรักษา”

 

 

หลังจากให้คีโมผ่านเส้นเลือดที่แขนสลับกันซ้ายขวาได้ไม่นาน หมอจำเป็นต้องเปลี่ยนให้เธอใส่พอร์ตหรือท่อให้ยาบริเวณหน้าอก เพราะเส้นเลือดของเธอไม่แข็งแรงจึงต้องตัดทางตรงให้ยาไหลไปสู่หลอดเลือดใหญ่ สรุปแล้วเธอรักษาด้วยการทำคีโม 26 ครั้ง รักษาด้วยแอนติบอดี 16 ครั้ง และฉายแสง 18 ครั้ง ซึ่งระหว่างที่รักษาอยู่นั้น นอกจากอาการแพ้ยาและดื้อยาแล้ว เธอยังพบเรื่องที่ไม่คาดฝัน มะเร็งได้ลามเข้าไปในหัวใจซึ่งเป็นเคสที่พบเพียงร้อยละ 1 ของผู้ป่วยมะเร็ง และมีคนรอดเพียง 3 ใน 10 คนเท่านั้น

“หัวใจมี 4 ห้อง ดันมีก้อนมะเร็งไปอยู่ที่ห้องขวาล่างอยู่เกือบเต็มห้องหัวใจ ทำให้เลือดไม่ถูกปั๊มไปที่ปอด และเมื่อปั๊มไม่ได้ก็เกิดอาการเหนื่อยง่าย ขนาดหัวใจโตขึ้น 2 เท่า พอหมอตรวจเจอก็เข้าห้องผ่าตัดทันที ใช้เวลาผ่าตัด 5 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว คนจะเสียชีวิตเพราะติดเชื้อ แต่โชคดีที่ร่างกายฟื้นตัวเร็วจึงส่งผลดีต่อการรักษา” เธออธิบาย

มรสุมครอบครัว

บทเรียนจากการเป็นโรคร้ายไม่ได้ก่อให้เกิดความเครียดหรือความกังวล แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ความเปลี่ยนแปลง เธอกล่าวว่า มะเร็งช่วยดัดนิสัย เปลี่ยนความคิด และแปลงพฤติกรรมตั้งแต่ตัวเธอเองถึงคนในบ้าน

“เวลาที่เราผ่านเรื่องหนักๆ ในชีวิตแล้ว จะทำให้ครอบครัวหันมามองกัน และทำให้รู้ว่าเวลาในครอบครัวเป็นสิ่งที่มีค่าขนาดไหน แม้ว่าระหว่างทางจะมีความไม่เข้าใจกัน มีเรื่องของความรู้สึกที่ไม่ตรงกัน แต่ทุกคนสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ ปรับทัศนคติให้เข้าใจกันได้” เธอกล่าวเพิ่มเติม

เบลล์ต้องกินยา 70 เม็ด/วัน ยาบางตัวทำให้นอนไม่หลับ ยาบางตัวทำให้กินข้าวไม่ลง ยาบางตัวมีผลต่อฮอร์โมนซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ รวมถึงการทำคีโมยังทำให้สภาพร่างกายเปลี่ยนแปลง

“ช่วงที่ผมร่วงเป็นช่วงที่เบลล์จิตตกที่สุด” เธอกล่าว “ตอนอาบน้ำแล้วมันร่วงเป็นกระจุก มันทำให้เรารู้สึกกลัว กลายเป็นว่าเรากลัวความจริงที่ต้องเป็นแบบนั้น นี่เรามาถึงจุดที่มันใกล้ตายจริงๆ หรอ สุดท้ายจึงตัดสินใจให้พ่อโกนผมให้หมดเลย พอโกนเสร็จเหมือนได้เกิดใหม่ เป็นความรู้สึกใหม่ มันโล่ง สบาย เบา กลายเป็นว่าเรามองตัวเองในกระจกแล้วมันสวยกว่าตอนที่เห็นผมร่วง”

เธอยังเชื่อว่า ผู้ป่วยมะเร็งไม่ได้กลัวเรื่องโรค แต่จุดหนึ่งที่ทำให้เขาอ่อนแอกว่าเดิมคือปฏิกิริยาของคนรอบข้าง เพราะคนป่วยทุกคนอยากเป็นคนปกติ เขาไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองแตกต่าง แต่ต้องการพลังบวก ไม่ใช่พลังลบ ดังนั้นประเด็นการสนทนากับผู้ป่วยจึงไม่ใช่เรื่องป่วย แต่พวกเขาต้องการคุยเรื่องอื่นให้ลืมโรคที่เป็นอยู่ไปชั่วคราว

 

ชีวิตใหม่

เบลล์รักษาตัวอยู่ 3 ปี ตั้งแต่อายุ 26-29 ปี ย้ายการรักษามา 7 โรงพยาบาล และเพิ่งหายขาดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2558 ที่ผ่านมา เธอถือว่าเป็นโบนัสชีวิตครั้งใหญ่หลังจากทำงานหนัก (รักษาตัว) มาตลอด วันนี้เธอประสบความสำเร็จแล้ว

“อะไรที่คุณชอบทำแล้วมันไม่ดีก็ให้เลิก” เธอแนะนำถึงการใช้ชีวิต “แล้วหาอะไรที่มันดีแต่ต้องฝืนทำ ให้ทำบ่อยๆ เช่น การออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ ถ้าจะกินต้องกินให้หลากหลาย จะได้กระจายความเสี่ยงและจะได้ไม่เจอสารพิษตรงนั้นบ่อยๆ อะไรที่เลิกไม่ได้ก็ให้ลดลงจนเลี่ยงได้” เบลล์ยังกล่าวด้วยว่า คีย์เวิร์ดแรกของคนเป็นมะเร็ง คือ ต้องยอมรับความจริง เพราะหากยอมรับมันไม่ได้ ทุกอย่างก็จะไปต่อไม่ได้

หลังจากนั้น เบลล์ได้เขียนหนังสือเรื่อง I Cancel my Cancer เพื่อให้คนทั่วไปได้อ่าน โดยเฉพาะคนในช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป เพราะทุกคนมีสิทธิป่วย เพราะโรคไม่เลือกเพศ วัย เวลา และฐานะ อย่างที่ได้เขียนไว้ในคำนำหนังสือว่า

“ฉันหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นอีกแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต แม้ในยามที่ชีวิตของคุณสิ้นหวังที่สุด ยามที่คุณมองไม่เห็นทางออกของปัญหา หรือยามที่ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ แต่หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเป็นไปได้…เหมือนที่มันเคยเกิดขึ้นกับฉันมาแล้ว”

 

ชวนล ไคสิริ ว่าที่สถาปนิกสู่ดีไซเนอร์สุดฮอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/467742

ชวนล ไคสิริ ว่าที่สถาปนิกสู่ดีไซเนอร์สุดฮอต

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

ถ้าไปตามดูอินสตาแกรมของเหล่าเซเลบลิตี้ทั่วฟ้าเมืองไทย รวมทั้ง ซุป’ตาร์บ้านเรา อย่าง แอน ทองประสม แอฟ-ทักษอร เตชะณรงค์ ลูกเกด-จิรดา โยฮารา จูน-สาวิตรี โรจนพฤกษ์ และอีกหลายคนๆ จะเห็นว่า หนึ่งในแบรนด์โปรดที่ถูกแฮชแท็กถึงบ่อยที่สุดหนีไม่พ้นแบรนด์ “โพเอม” (Poem) แบรนด์ไทยฝีมือเฉียบที่ขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถันในเรื่องของการตัดเย็บ ออกแบบมาเพื่อผู้หญิงที่มองหาเสื้อผ้ามาเติมเต็มความสวยสง่ามั่นใจโดยเฉพาะ

ส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ต้องยกให้ ฌอน-ชวนล ไคสิริ ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ฝีมือเฉียบ ผู้ปลุกปั้นแบรนด์โพเอมจนกลายเป็นแบรนด์ไทยอันดับต้นๆ ที่ผู้หญิงเทใจให้

ย้อนไปดูเส้นทางของแบรนด์อาจจะแตกต่างจากดีไซเนอร์ทั่วไป ที่มักเริ่มต้นแบรนด์จากแพสชั่นด้านแฟชั่นที่มีในตัวมายาวนาน หรือบางครั้งสร้างแบรนด์เพื่อออกแบบเสื้อผ้าแบบที่เหมาะกับความชอบของตัวเอง หากแต่ฌอน แม้จะมีคุณแม่เป็นเจ้าของห้องเสื้อ ได้ซึมซับการทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก แต่ก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยคิดจะเดินตามรอยคุณแม่แม้แต่น้อย ในทางกลับกันเขาเติบโตมาพร้อมความฝันและความมุ่งมั่นที่จะเป็นสถาปนิก

“สมัยเด็ก ผมเคยไปออฟฟิศของญาติที่เป็นสถาปนิก ผมประทับใจสภาพแวดล้อมการทำงานที่นั่นมากและวาดฝันว่าอยากทำอาชีพนี้ จึงเลือกสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ระหว่างเรียน ด้วยความที่บ้านผมเป็นห้องเสื้อ เวลาทำละครคณะ ผมเลยมักได้รับหน้าที่ให้ช่วยดูแลเสื้อผ้าของนักแสดงทุกปี จะว่าไปก็เหมือนโชคชะตา ที่สุดท้ายก็นำพาให้ผมต้องเข้ามาคลุกคลีกับโลกแฟชั่น การทำเสื้อผ้าอยู่ดี”

 

การที่ฌอนได้จับพลัดจับผลูเข้ามาสัมผัสกับการทำเสื้อผ้า โลกอีกใบที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เขาไม่เคยคิดจะเข้ามาเรียนรู้นี้เอง ได้เปิดมุมมองที่ฌอนมีต่อแฟชั่นไปอย่างมาก เพราะการทำเสื้อผ้าเพื่อใช้ในละครคณะ ซึ่งส่วนใหญ่เนื้อหาเป็นละครพีเรียด ทำให้เขาต้องทำการบ้านศึกษาลงลึกถึงข้อมูลของแฟชั่นในยุคต่างๆ ต้องขอคำแนะนำจากคุณแม่ในฐานะผู้มีประสบการณ์ ทำให้เขาค่อยๆ ตกหลุมรักในแฟชั่นอย่างไม่รู้ตัว

“ถึงจะเปิดใจกับแฟชั่นมากขึ้น แต่ผมยังตั้งเป้าแน่วแน่กับความฝันที่จะเป็นสถาปนิก จนตอนที่ผมไปฝึกงาน และได้ค้นพบว่าอาชีพสถาปนิกที่ผมฝันกับความเป็นจริงอาจไม่เหมือนกันนัก การเป็นสถาปนิกนั้นไม่ง่ายดั่งใจ ต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์มากมาย กว่าจะได้ออกแบบหรือทำผลงานของตัวเองจริงๆ อย่างน้อยต้องอายุ 40 ปีขึ้นไป ถ้าอายุยังน้อย การทำงานส่วนใหญ่ก็ได้เพียงการช่วยเหลือสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เท่านั้น ซึ่งพอพบความจริงนี้ ผมเลยคิดว่าสถาปนิกคงไม่ใช่คำตอบสำหรับผม”

อย่างไรก็ตาม ดีไซเนอร์คนเก่ง บอกว่า หลังจากชีวิตเดินทางมาถึงจุดพลิกผัน เพราะเริ่มถอดใจจากอาชีพในฝัน เขาโชคดีที่ได้มีโอกาสพบกับเส้นทางชีวิตสายใหม่ ที่สร้างเขาให้เป็นเขาในวันนี้

“ช่วงที่เรียน ผมมีโอกาสลองทำเสื้อผ้าและไปฝากขายที่สยาม ปรากฏว่าขายได้ สามารถทำรายได้ระหว่างเรียนให้ผมได้เป็นอย่างดี ผมยังจำได้ว่าวันแรกที่ไปฝากขาย ผมฝากขายเสร็จก็รีบไปเรียน พอเรียนคลาสแรกเสร็จ พี่ที่ผมไปฝากขายก็โทรมาบอกข่าวดีว่า เสื้อผมขายได้แล้วนะ ผมดีใจมาก และยิ่งเซอร์ไพรส์สุดๆ เมื่อรู้ว่าลูกค้าที่ซื้อเสื้อตัวแรกที่ผมทำไปฝากขายคือ ลูกเกด-จิรดา โยฮารา วีเจสาวชื่อดัง (ยิ้ม)”

 

จากจุดเริ่มต้นของการทำเสื้อขายเป็นรายได้เสริม เขาค่อยๆ ค้นพบว่านี่คือโลกอีกใบที่ใช่สำหรับเขา เมื่อเรียนจบฌอนจึงไม่รอช้า ตัดสินใจขอทุนตั้งต้นกับคุณแม่เพื่อเปิดแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง แน่นอนว่าก้าวแรกของการทำธุรกิจไม่มีคำว่าง่าย เพราะธุรกิจในวันนี้ไม่ใช่แค่การซื้อมาขายไปเหมือนสมัยนำเสื้อไปฝากขายแล้วแบ่งเปอร์เซ็นต์อีกต่อไป แต่ทุกรายละเอียดคือสิ่งที่ต้องใส่ใจ

“ช่วงแรกๆ ที่ทำแบรนด์ ผมปรึกษาคุณแม่เยอะมาก ผมเริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินทุนไม่มาก อาศัยค่อยๆ โต ใช้หัวใจในการทำธุรกิจ พิถีพิถันตั้งแต่การเลือกโลเกชั่น การบริหารแบรนด์ อย่างที่บอกว่าพอมี Fixed Cost ที่ไม่ใช่แค่ค่าเช่า แต่ยังมีค่าผ้า ค่าตกแต่งร้าน ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ผมยิ่งต้องมีวินัยทางการเงินมากขึ้น ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไรต้องใช้เหตุและผล มีข้อมูลรองรับ”

ฌอน บอกเล่าอย่างออกรสเมื่อย้อนวันวานถึงการปลุกปั้นแบรนด์ที่รักด้วยสองมือ จนปีนี้ขึ้นปีที่ 10 แล้วว่า ช่วง 2 ปีแรกของการทำแบรนด์ถือเป็นช่วงเรียนรู้ ยังอยู่ในช่วงหาส่วนผสมที่ลงตัวของแบรนด์ให้เจอ โพเอมเองกว่าจะถึงวันนี้ก็เคยผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง ที่หนักสุดคือตอนที่แบรนด์เข้าสู่ปีที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตการเมืองไทยพอดี

“ช่วงนั้นเราได้รับผลกระทบเยอะ เพราะเปิดร้านไปก็แทบขายไม่ได้ แถมตอนหลังพอเหตุการณ์หนักขึ้นก็ต้องปิดร้าน ช่วงนั้นแบรนด์เราเกือบไม่ได้ไปต่อ แต่ผมถือเอาคำสอนจากคุณแม่ที่บอกว่า ถ้าไม่มีรายได้ก็ห้ามมีรายจ่าย ด้วยคำสอนนี้ทำให้เขาประคับประคองแบรนด์ผ่านวิกฤตมาได้ พอปีต่อมากรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วมใหญ่ ครั้งนั้นถามว่าเรากระทบมั้ยก็มีบ้าง แต่ไม่หนักเท่าครั้งแรก ยังผ่านมาได้ จนพอมาปี 2012 แบรนด์เราเข้าสู่ปีที่ 6 ผมว่าเป็นช่วงที่แบรนด์เรามาถึงจุดที่ลงตัวสุด ดีเอ็นเอของแบรนด์ชัด ลูกค้าเริ่มคลิกกับเรา เริ่มขยายสาขา เริ่มทำประชาสัมพันธ์เพื่อให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้น”

มาถึงวันนี้ที่โพเอมมีอายุครบ 10 ขวบ ขยายไปแล้วถึง 8 สาขา ฌอนยอมรับว่า อยู่ในจุดที่เขาพอใจ จากนี้เขาตั้งใจว่าจะไม่เน้นขยายสาขาในไทยเพิ่ม แต่ตั้งเป้าจะพาแบรนด์ไปเติบโตในตลาดต่างประเทศ หลังจากพาแบรนด์ไปเปิดตลาดมาแล้วที่จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย

 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ทำแบรนด์ ฌอนถือโอกาสแนะนำแบรนด์น้องใหม่ว่า สำหรับใครที่ทำแบรนด์เสื้อผ้าแล้วอยากโกอินเตอร์ นอกจากหาตลาดแล้ว อย่าลืมประเมินศักยภาพการผลิตของตัวเองด้วยว่าจะสามารถรองรับกับดีมานด์ที่จะเข้ามาได้หรือไม่ เพราะถ้าแบรนด์มีกำลังผลิตไม่พร้อมก็จะกลายเป็นการเสียโอกาสเปล่าๆ

ถามว่า อะไรคือจุดแข็งของแบรนด์ไทยอย่างโพเอมที่ทำให้สามารถครองใจสาวๆ ได้อย่างสง่างาม ดีไซเนอร์คนเก่งเฉลยว่า จุดแข็งที่ทำแบรนด์ยืนหยัดในตลาดแฟชั่นที่มีการแข่งขันสูงได้ คือ นอกเหนือจากความเชื่อและแพสชั่นที่มีต่อสิ่งที่ทำแล้ว การนำเสนอสิ่งที่แตกต่างยังเป็นหัวใจสำคัญ

ทุกวันนี้โพเอมมีสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าสองกลุ่ม ได้แก่ สินค้าในกลุ่มเรดดี้ ทูแวร์ ที่เน้นการออกแบบอย่างพิถีพิถัน สามารถหามาซื้อได้ที่หน้าร้านทุกสาขา สองคือ บริการ Private Poem Couture เราทำหน้าที่เหมือนช่างเสื้อส่วนตัวให้ลูกค้าที่มองหาเสื้อผ้าที่เข้ากับสรีระของตัวเองโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นชุดออกงาน หรือชุดเจ้าสาว

“ผมมีความสุขกับการสร้างแบรนด์ ผมได้นำความรู้ด้านสถาปัตย์มาปรับใช้ในการทำแบรนด์หลายอย่าง เพราะสถาปัตย์สอนให้ผมใช้เหตุผลในการคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจทุกอย่างด้วยเหตุและผล อย่างตอนเลือกเปิดสาขาแรกที่สยามสแควร์ ซอย 2 เราไม่ได้แค่คิดว่า อยากได้ลูกค้าวัยรุ่นเลยยอมจ่ายค่าเช่าหลักแสน แต่มีการศึกษาข้อมูลเรื่องโลเกชั่นอย่างดีว่า ตรงหน้าร้านจะมีคนเดินผ่านในแต่ละวันเท่าไร คุ้มกับค่าเช่าที่จ่ายไปหรือไม่”

อีกหนึ่งเคล็ดลับในการบริหารแบรนด์ให้สตรองตามสไตล์ฌอนคือ เมื่อเริ่มต้นธุรกิจแล้ว อย่าคิดยืมจมูกคนอื่นหายใจ ต้องให้ความใส่ใจกับรายละเอียด ตัวเขาเองยังอาศัยโปรแกรมพื้นฐานอย่าง Microsoft Excel เพื่อทำบัญชีเก็บข้อมูลรายรับ-รายจ่ายของร้านทุกอย่าง

“ถึงจะไม่ได้มานั่งไล่ดูย้อนหลังตลอด แต่อย่างน้อยวันไหนที่ผมต้องการดูข้อมูลย้อนหลังผมก็สามารถเรียกดูได้ตลอด ที่สำคัญยังเป็นข้อมูลให้ผมรู้สภาพของธุรกิจตัวเองด้วยว่า ตอนนี้มีรายรับรายจ่ายสมดุลหรือไม่” ฌอน กล่าวทิ้งท้าย

 

พสุ ลิปตพัลลภ ‘สร้างระเบียบ คือการสร้างธุรกิจมั่นคง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/467569

พสุ ลิปตพัลลภ ‘สร้างระเบียบ คือการสร้างธุรกิจมั่นคง’

โดย…ปอย  ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

การนำเสนอคอนเทนต์แตกต่างคือจุดขายในทุกๆ ธุรกิจ มุมมองของหนุ่มนักธุรกิจหุ่นสปอร์ตแมนสูงใหญ่ พสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร พราว เรียล เอสเตท ซึ่งในส่วนงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นการสานต่อในรุ่นที่ 3 ฐานะลูกชายคนโตของคู่ชีวิตนักการเมืองดัง สุวัจน์-พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ และจากการทำงานธุรกิจของครอบครัว พสุ ครีเอทแคมเปญ “หุ้นแลกห้อง” สร้างผลงานชิ้นโบแดงให้โครงการพาร์ค 24 คอนโดมิเนียมไฮเอนด์กลางสวนใหญ่ 10 ไร่ ในทำเลทองคำบนถนนสุขุมวิท 24 มูลค่าการลงทุน 1.6 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางเศรษฐกิจในช่วงกำลังซื้อชะลอตัว แต่แคมเปญนี้สามารถดันยอดขายประสบความสำเร็จวิ่งฉิว

พสุ บอกว่า ก็คงไม่แตกต่างจากคนหนุ่มวัย 30 ปีทั่วไป วันหนึ่งก็ย่อมมีฝันสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง ตารางงานวันนี้จึงวิ่งวุ่นหลายๆ ที่ กับภาระหน้าที่ใหม่ล่าสุด ควบตำแหน่งผู้บริหารสตูดิโอของคนรักการปั่นจักรยานรูปแบบใหม่ “ไทรบ์” ตอบโจทย์คนเมืองใส่ใจสุขภาพ และรักการออกกำลังกายในรูปแบบสุดชิก คลาสปั่นจักรยานในแบบอินดอร์ไซคลิ่ง มีเซเลบหนุ่มๆ สาวๆ นัดเจอกันสร้างเทรนด์เฮลท์เลิฟเวอร์ได้สุดคึกคัก

สร้างธุรกิจจากไลฟ์สไตล์

การนำเสนอสถานที่ออกกำลังกายในรูปแบบ บูติก สตูดิโอ รวมไปถึงการเลือกโลเกชั่นใจกลางเมือง พสุ บอกว่า นี่คือปัจจัยหลักการสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ สำหรับการปั่นจักรยานอินดอร์ไซคลิ่งก็มาจากประสบการณ์ได้ไปปั่นตอนใช้ชีวิตเริ่มต้นทำงานอยู่สิงคโปร์และฮ่องกง หนุ่มสาวเวิร์กอะฮอลิกที่นั่นใช้เวลาหลักเลิกงานมาออกกำลังเพียงคอร์สละ 45 นาที ก็สามารถเผาผลาญได้กว่า 700 แคลอรี สะดวกสบายยิ่งขึ้นในสตูดิโอตกแต่งชิกๆ สไตล์บูติกไม่ใหญ่โตแบบฟิตเนสทั่วไป และมีความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นด้วย

“หุ้นส่วนกับผมอีก 2 คน (พลอย ปิ่นแสง ณัฐภาณุ์ ศรียุกต์สิริ) ก็ปั่นจักรยานสไตล์นี้มาแล้วทั่วโลก พวกเราจึงเป็นชนเผ่า Tribe เดียวกัน เริ่มต้นด้วยการเลือกโลเกชั่นดีที่สุดก่อนนะครับ คนทำงานมักมีคำพูดติดปากกันว่า ‘ไม่ค่อยมีเวลา’ สตูดิโออยู่ที่ตึกเพรสซิเดนท์ ราชดำริ เดินทางสะดวก แล้วการดีไซน์คลาสในเวลา 45 นาที ถึงมีเวลาจำกัดก็สามารถมาเบิร์นแคลอรีได้สบายๆ รวมอาบน้ำแต่งตัวก็ไม่เกิน 1 ชั่วโมง มาช่วงเบรกก็นั่งบีทีเอสกลับไปทำงานได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานได้เลยนะครับ

แต่ก่อนคนไปออกกำลังกายกันในฟิตเนสขนาดใหญ่ แต่ด้วยการใช้ชีวิตเร่งรีบทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว ลองมาปั่นกันดูนะครับ อินดอร์ไซคลิ่งของเราแตกต่างจากที่อื่นตรงการออกแบบคลาส ให้ทั้งเหนื่อยและทั้งสนุก (เอ่ยปากชักชวนพร้อมรอยยิ้ม) เทรนเนอร์ควบคุมการปั่นไปพร้อมจังหวะเพลงที่มีทั้งเพลงช้า ผสมผสานไปกับการยืดคลายกล้ามเนื้อในแบบโยคะ หรือเพลงเร็วๆ มันๆ ก็ปั่นเร็วขึ้นประมาณปั่นขึ้น-ลงภูเขา ขาหมุนตามจังหวะเพลงที่กำหนนดจังหวะให้เร้าใจ

นอกจากคลาสจักรยานแล้วปีหน้าก็มีแผนเพิ่มห้องออกกำลังกายในแบบ บาร์ คลาส มีท่าสควอชส์ (Squats) เหมาะกับผู้หญิงมากในการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงยิ่งขึ้น” พสุ เริ่มต้นสนทนาถึงธุรกิจใหม่ ล่าสุด วันนี้มาในบุคลิกสบายๆ เบลเซอร์สีดำสวมทับเสื้อยืดโปโล แล้วรองเท้าอาดิดาส NMD ก็ยิ่งตอกย้ำบุคลิกนักธุรกิจสไตล์สปอร์ตชิกสุดเท่ แน่นอนว่าหุ่นเป๊ะสมาร์ทอย่างที่เห็น จะต้องเป็นผู้บริหารสไตล์นี้ต้องดูแลตัวเองอย่างมีระเบียบวินัยสูง

“การออกกำลังกายคือขาออก การเบิร์นด้วยการปั่นจักรยานวิธีนี้สะดวก เวิร์ก ผมพยายามทำให้ได้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง และเพิ่มการต่อยมวย เตะฟุตบอล ยกเวตผสมกับโยคะ การดูแลตัวเองอีกปัจจัยที่สำคัญมากไม่แพ้กันเลยคือขาเข้าโดยการกินอาหารที่ดี ผมสนใจในเรื่องนี้กินอาหารคลีนด้วย จึงเลือกอีกธุรกิจเป็นหุ้นส่วนเล็กๆ ร้านอาหารคลีนบนห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ชื่อร้านเดลี่ ฟิกซ์ (Daily Fix) แต่ผมใช้ชีวิตไม่ซีเรียสกินได้ทุกๆ อย่างนะครับ เพียงไม่ชอบกินขนมหวาน แล้วดูแลตัวเองด้วยการกินอาหารทุกมื้อให้ตรงเวลา ไม่ข้ามอาหารเช้า กินมื้อเล็กๆ ให้ได้หลายๆ มื้อ

ผมชอบการทำธุรกิจครับ พอมีเพื่อนๆ มาปรึกษาก็ให้คำแนะนำได้ในเรื่องการเซตอัพระบบต่างๆ ร้านอาหารให้ไอเดียตั้งแต่เรื่องเมนู แต่เรื่องการลงรายละเอียดการทำอาหารคงไม่มีความรู้ลึกอะไรมากนะครับ ผมแนะได้ในการเลือกโปรดักต์ การวางโพสิชั่นสำหรับการบริหารบุคลากรซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ อย่างเช่นที่สตูดิโอไทรบ์ ผมอิมพอร์ตหัวหน้าเจ้าหน้าที่อินสตรักเตอร์มาจากฮ่องกง และสร้างทีมเทรนเนอร์ทั้งหมด 10 คน แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัว และมีความเป็นศิลปินในการสร้างสรรค์คลาส 45 นาที สไตล์เทรนเนอร์บางคนเริ่มต้นด้วยเพลงช้า ไปเพลงเร็ว หรือบางคนอาจเริ่มต้นด้วยเพลงเร็วไปจบเพลงช้าเพื่อการรีแลกซ์กล้ามเนื้อ ซึ่งใครเลือกเพลงแนวไหน มีวิธีการสื่อสารกับคนออกกำลังกายอย่างไร แต่ละคนต้องบ่มเพาะประสบการณ์และฝึกฝนมายาวนานเลยนะครับ แล้วสไตล์ไม่ซ้ำกันเป็นความสามารถเฉพาะตัว

 

บุคลากรในทีมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ ถ้าลงทุนสตูดิโอตกแต่งสวยๆ เก๋ๆ จักรยานยี่ห้อดังราคาแพงๆ สุดท้ายจะไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าเราไม่มีคนเก่งๆ เหล่านี้ แล้วการบริหารเทรนเนอร์ที่มีความเป็นศิลปินให้พวกเขาดึงความสามารถออกมาโชว์ได้อย่างเต็มที่ คือสิ่งยากที่สุดเลยนะครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ผมเปรียบเหมือนเรามีกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งจะวาดภาพให้มีสีสันสวยได้อย่างไร จะต้องเริ่มตีโจทย์ให้ได้ก่อน แล้วดึงความสามารถของทีมออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด

ผมทำธุรกิจนี้เพราะความชื่นชอบในการปั่นจักรยาน แต่ธุรกิจก็ต้องดำเนินต่อไปได้ดีด้วยนะครับ สตูดิโอนี้ผมพยายามตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้ โดยใช้ตัวเองเป็นหลักตั้งคำถามจากมุมมองถ้าเป็นเราจะมาใช้บริการรูปแบบนี้ไหม ความคุ้มค่าทั้งเงินและเวลาหรือไม่ ผมต้องมีความศรัทธาในสิ่งที่ทำ ต้องดี ถ้าไม่ดีอย่าทำดีกว่านะครับ” พสุ กล่าวพร้อมรอยยิ้มมั่นใจสไตล์ผู้บริหารรุ่นใหม่

พยายามมุ่งสู่เป้าหมาย

พสุ จบปริญญาโท สาขาอสังหาริมทรัพย์และการเงินจาก CASS Business School ประเทศอังกฤษ มีประสบการณ์การทำงานในด้านการเงินในส่วนของการรับผิดชอบและดูแลในเรื่องของอนุพันธ์ต่างๆ ทางด้านการเงินที่ธนาคารเอบีเอ็น แอมโร และสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ในประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง เมื่อถึงวันอิ่มตัวแล้วเมื่อถึงเวลาต้องกลับมาสานธุรกิจครอบครัว จึงรับหน้าที่กุมบังเหียนผู้บริหารรุ่นที่ 3 พราว เรียล เอสเตท บริษัทชั้นนำผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย

และเร็วๆ นี้ พราว เรียล เอสเตท ได้จับมือร่วมธุรกิจกับ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ฤกษ์เปิดตัวศูนย์การค้าบลูพอร์ต สร้างสรรค์แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางเมืองหัวหิน เมืองตากอากาศ 1 ใน 5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของไทย ที่มีทั้งนักท่องเที่ยวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเยือนมากที่สุด

“คำว่าประสบการณ์คือสิ่งมีค่าที่สุดครับ ผมโชคดีที่ได้ร่วมงานกับผู้บริหารชั้นนำ คุณศุภลักษณ์ อัมพุช ซึ่งต้องยกให้ในประสบการณ์และความเชี่ยวชาญธุรกิจค้าปลีกระดับแนวหน้าของเมืองไทย การค้าปลีกเน้นเรื่องโลเกชั่นสำคัญที่สุด ผมก็ได้นำมาต่อยอดเมื่อทำสตูดิโอออกกำลังกายธุรกิจของตัวเอง โดยเลือกย่านใจกลางธุรกิจของกรุงเทพฯ คือในย่านราชประสงค์ แล้วอีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้สำหรับการทำธุรกิจ ณ วันนี้ คือเรื่องเทคโนโลยี ทุกคนเข้าถึงสมาร์ทโฟนที่เข้ามาทั้งสร้างความสะดวก และสร้างความแตกต่างให้กับการใช้ชีวิตแต่ละคน ที่ได้เห็นผ่านทางโทรศัทพ์ว่าใครเลือกใช้ชีวิตอย่างไร ไปร้านอาหารที่ไหน ไปออกกำลังกายแบบใด ในแง่นักธุรกิจนี่คือช่องทางหรือท่อส่งข่าวว่าเรามีสตูดิโอจักรยานอยู่ที่นี่ แต่ที่สำคัญอย่างที่บอกเราต้องมีสาระหรือคอนเทนต์ที่ไม่ซ้ำใคร

หลังเรียนจบปริญญาโทตอนอายุ 21 ปี เรียนจบเร็วๆ ครับ ผมไม่ชอบเสียเวลาชีวิตในมหาวิทยาลัย ตอนแรกก็คิดว่าจะสนุกกว่านี้พอไปเรียนจริงๆ ก็ไม่ค่อยสนุกแล้ว (หัวเราะ) เวลานั้นอยากทำแบงเกอร์ รู้สึกว่าเท่มาก แล้วได้บริหารเงินสนุกๆ ท้าทายโดยไม่ต้องเข้ากาสิโน ผมทำงานเป็นธนาคาร 7 ปี ตำแหน่งแรกคือแอสโซซิเอต บริษัท เอบีเอ็น แอมโร ที่สิงคโปร์ รับผิดชอบในเรื่องของตราสารหนี้ที่ออกใหม่และดูในเรื่องของการขายตราสารอนุพันธ์ทางด้านบริหารความเสี่ยง งานยากที่สุดแล้วผมภูมิใจกับมันมากที่สุดตอนนั้นคือ งานระดมทุนให้กับโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนอกจากการแข่งขันสูง ก็มีการบริหารความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ผมอยู่ในทีมเซอร์วิสลูกค้า ผมชอบการแข่งขันสูง สนุกดีครับ” พสุ เล่าย้อนไปในวันที่สะสมประสบการณ์หนุ่มนักการเงิน

เมื่อถามถึงหลักการทำธุรกิจ พสุ บอกยึดหลักการใช้ชีวิตต้องมีระเบียบ การดูแลเรื่องการจัดระเบียบทุกๆ อาทิตย์ต้องมีการประชุม และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แม้จะเป็นเรื่องไม่ค่อยสนุก แล้วซีเรียสไปบ้างในช่วงเศรษฐกิจที่ค่อนข้างนิ่งในช่วงนี้

“แต่ผมเชื่อว่าปีต่อไปน่าจะดีขึ้น วันนี้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ครับ ผมโชคดีด้วยครับที่ได้หุ้นส่วนสองสาว พลอย เป็นนักกีฬาทีมชาติจึงเชี่ยวชาญเรื่องเลือกอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือมาใช้ จอย (ณัฐภาณุ์) เป็นนักตกแต่งภายในก็มาเสริมในเรื่องครีเอทีฟ ผมมีความเชื่อมั่นในการสร้างทีมงานที่ดี ผมไม่สามารถทำสตูดิโอที่ให้ได้ฟังก์ชั่นทั้งร่างกายและจิตใจ ถ้าไม่มีหุ้นส่วนที่ดีและทีมเทรนเนอร์ที่เก่ง การทำงานเป็นทีมโดยดึงความสามารถ ดึงความเก่งของคนรอบข้างมาใช้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือสิ่งที่ยาก แต่ก็คือความท้าทายที่สุดในการทำทุกๆ ธุรกิจครับ”

ก้าวต่อไปคือการสร้างสรรค์ธุรกิจที่อยู่ในกำมือให้ประสบความสำเร็จ พสุ บอกจริงจัง และในปีต่อไปก็คงมีความเคลื่อนไหวในบูติกสตูดิโอสุดเก๋แห่งนี้อีกหลายๆ เรื่องเลยทีเดียว

 

วศินี อัคคชาติกุล อาหารคือความสุขที่สร้างได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/467218

วศินี อัคคชาติกุล อาหารคือความสุขที่สร้างได้

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

แรกเห็นสาวหน้าหวาน แก้ม-วศินี อัคคชาติกุล หลายคนอาจหลงคิดว่าเธอเป็นบัณฑิตสาวจบใหม่ แต่พอเจ้าตัวเฉลยว่า เธอคือเจ้าของร้านอาหารและเชฟผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์เมนูอร่อยของร้าน แกรม (Gram) คาเฟ่สุดน่ารักที่ตอนนี้มีถึง 3 สาขา ได้แก่ สาขาสุขุมวิท 49 เอ็มควอเทียร์ และท่ามหาราช ก็ทำเอาตกใจไม่น้อย แถมยังเซอร์ไพรส์ยิ่งกว่า เมื่อเธอบอกว่าก่อนจะมาเปิดร้านอาหารเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน เธอยังเคยเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า อิทส์ ไนน์ เอเอ็ม (It’s 9 am.)

ถามว่า การผันตัวเองจากเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้ามาสู่การเป็นเจ้าของร้านอาหาร คือสิ่งที่วาดฝันไว้หรือไม่ เจ้าของร้านคนสวยปฏิเสธทันควัน เธอว่าถึงจะชอบทำอาหาร แต่ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสมาเปิดร้านของตัวเอง แต่เมื่อโอกาสและจังหวะพาไปก็พร้อมที่จะไขว่คว้า เพราะความสุขอย่างหนึ่งของเธอคือ การทำอาหาร แม้ทุกวันนี้ด้วยความที่ร้านขยายสาขามากขึ้น อาจไม่ได้สวมผ้ากันเปื้อนประจำการหน้าครัวเหมือนเคย แต่ถ้าได้แวะเวียนมาที่ร้านเมื่อไหร่ หลายครั้งก็ยังอดใจไม่ไหวที่จะต้องประจำการหน้าเคาน์เตอร์บาร์โชว์ฝีมือทำอาหารบ้าง

 

 

“แก้มรู้ตัวว่าชอบทำอาหาร แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเรามีอุปกรณ์ทำอาหารเยอะมาก เยอะพอที่จะเปิดร้านอาหารขายได้ (ยิ้ม) กระทั่งตอนที่กรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วม แล้วแก้มต้องย้ายของจากที่เก็บของในบ้านไปอยู่ที่บริษัท มารื้อดูถึงได้รู้ว่าเรามีเครื่องครัวเยอะมาก ประจวบเหมาะกับที่ช่วงนั้นเพื่อนแก้ม ซึ่งเปิดร้านอาหารชวนให้แก้มไปช่วย เลยมีโอกาสไปช่วยทำอาหารเสิร์ฟแขกบ้าง ทำให้เพื่อนกินบ้าง ทำไปทำมาก็เกิดไอเดียว่า ทำไมเราไม่เปิดร้านอาหารของตัวเอง ขายเมนูที่เราชอบกิน เลือกวัตถุดิบแบบที่เราทำให้ครอบครัวและเพื่อนกินซะเลย”

เมื่อมีไอเดียตั้งต้นและมีแพสชั่นเป็นแรงขับเคลื่อนแล้ว พอเชฟสาวคนเก่งหาพื้นที่ที่จะทำร้านอาหารเล็กๆของตัวเองได้ที่ซอยสุขุมวิท 49 จึงไม่ลังเลที่จะชิมลางเปิดร้านอาหารเช้าแบบ All-Day Breakfast เพื่อนำเสนอเมนูอาหารเช้าและขนมแบบง่ายๆ เธอบอกว่า ช่วง 3-4 เดือนแรกที่เปิดร้าน โลกทั้งใบของเธอแทบจะมีแต่ร้านอาหาร ทุกวันไม่ได้ไปไหนเลยนอกจากอยู่หน้าเตา จนตอนหลังสเกลร้านใหญ่ขึ้น มีเมนูมากขึ้น จึงเริ่มฟอร์มทีมงาน กระทั่งพอเริ่มขยายสาขาจึงเริ่มมีระบบครัวกลาง

ในระหว่างที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำความฝันที่รักในการทำอาหารให้เป็นจริง แก้มบอกว่า ช่วงแรกเธอยังไม่ได้ทิ้งความรักที่มีต่อแฟชั่น ยังคงบริหารแบรนด์ควบคู่ไปด้วย จนกระทั่งได้รับการทาบทามจากศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ให้มาเปิดร้านอาหารที่นี่ จึงตัดสินใจปิดแบรนด์เสื้อผ้าที่สร้างมา เพราะอยากโฟกัสกับธุรกิจร้านอาหาร

 

 

“ตัดสินใจยากมั้ย ไม่เลย ใครจะรู้วันหนึ่งแก้มอาจจะกลับมาทำแบรนด์เสื้อผ้าอีกก็ได้ (ยิ้ม) เพราะในเมื่อตอนที่ทำแบรนด์เสื้อผ้า แก้มก็เริ่มต้นมาได้ด้วยตัวคนเดียว วันข้างหน้าหากคิดอยากจะทำแบรนด์อีก แก้มก็มีพื้นฐานอยู่แล้ว ขณะเดียวกันถึงจะทำธุรกิจร้านอาหาร แต่แก้มก็ยังสามารถเอาความรู้ด้านแฟชั่นมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ ตกแต่งร้าน การตกแต่งหน้าตาอาหารให้ดูดี รวมทั้งการออกแบบยูนิฟอร์มและผ้ากันเปื้อน

แก้มว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ คือ เราต้องมีแพสชั่น มีความเชื่อในสิ่งนั้น และไม่ว่าเกิดปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ เราก็พร้อมจะเผชิญเพื่อแก้ไขและสนุกไปกับสิ่งที่ทำ ตัวแก้มเองตอนเริ่มทำร้านอาหารก็ยังไม่มั่นใจ เลยยังทำสองธุรกิจไปคู่กัน แต่ก็บอกตัวเองว่าถ้าไม่ลองทำก็ไม่มีทางรู้ว่าทางข้างหน้าจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า แต่พอมั่นใจแล้ว แก้มก็เลือกที่จะโฟกัสกับธุรกิจร้านอาหาร”

แก้ม ทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้ความสุขในการเข้าครัวทำอาหารทุกครั้งยังไม่เปลี่ยนแปลง มีความสุขทุกครั้งที่เห็นคนที่กินอาหารที่เธอปรุงหรือคิดสูตรขึ้นแล้วชมว่าอร่อย ในอนาคตเธอตั้งเป้าว่าจะปั้นธุรกิจนี้ให้เติบโต จะไม่เน้นขยายสาขา แต่จะเน้นเพิ่มไลน์ของอาหารและขนมเข้ามาเสริมทัพความอร่อยมากกว่า

 

Butternut Squash Quinoa Salad

ส่วนผสม

1.ฟักทองบัตเตอร์นัท 1 ลูก

2.พริกหวานสีเหลือง 1 ลูก

3.พริกหวานสีแดง 1 ลูก

4.เมล็ดคีนัว 80 กรัม

5.เฟตต้าชีส 30 กรัม

6.ผักร็อกเกต 2 กำมือ

ส่วนผสมน้ำสลัด

1.น้ำมันมะกอก 40 มิลลิลิตร

2.น้ำผึ้ง 20 มิลลิลิตร

3.น้ำส้มสายชูไวน์แดง 15 มิลลิลิตร

4.โชยุ 20 มิลลิลิตร

5.หัวหอมใหญ่ 20 กรัม

6.เกลือและพริกไทย

วิธีทำ

1.นำฟักทองมาล้างให้สะอาด แล้วผ่าครึ่งคว้านไส้ในออก จากนั้นนำไปคลุกกับน้ำมันมะกอกแล้วนำเข้าเตาอบ อุณหภูมิประมาณ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 25-35 นาที ให้ฟักทองนิ่มทั้งด้านในและด้านนอก จากนั้นคว้านเฉพาะเนื้อแล้วหั่นเป็นลูกเต๋า

2.นำพริกเหลืองและพริกแดงมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นลูกเต๋าแล้วคลุกกับน้ำมันมะกอก ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย นำไปย่างบนกระทะ หรืออบจนนิ่มประมาณ 15 นาที

4.นำเมล็ดคีนัวไปต้มในน้ำสุก หรือหุงในหม้อข้าว จากนั้นพักให้เย็น แล้วนำมาคลุกกับพริกหวานและฟักทองหั่นเต๋าที่เตรียมไว้

5.นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าเสิร์ฟในเปลือกฟักทอง แต่งจานด้วยเฟตต้าชีสและผักร็อกเกต ท็อปด้วยน้ำสลัด

 

จีรนันท์ มะโนแจ่ม กับก้าวใหม่ผู้จัดละคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/466983

จีรนันท์ มะโนแจ่ม กับก้าวใหม่ผู้จัดละคร

โดย…นกขุนทอง ภาพ… นิ้งหน่อง

เป็นนางเอกลูกหม้อช่อง 7 สี และมีฝีมือระดับแถวหน้า สมกับเป็นนักแสดงมืออาชีพ ไม่ว่าจะบทบาทไหน ยุ้ย-จีรนันท์ มะโนแจ่ม กวาดคะแนนเรียบ ตีบทแตกไม่ว่าจะนางเอกแสนดีเจ้าน้ำตา นางร้ายอารมณ์เดือดหรือจะเก็บกดซ่อนพิษ บทแม่ คนพิการ นางเอกนักบู๊ก็เตะต่อยระห่ำมาแล้ว เธอเป็นนักแสดงที่ไม่ยึดติดกับบทบาท “นางเอก” และภาพลักษณ์ก็ไม่ต้องเลอค่าเป็นนางเอกอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะชีวิตนอกจอที่แสนเรียบง่ายกับครอบครัวและคนรัก “ธัญญ์ ธนากร” ที่คบหาดูใจกันมาพักใหญ่ ถึงขั้นสร้างเรือนหอรอไว้แล้ว

ในปีหน้าคงได้ชมละครเพลิงพระนางที่ยุ้ยแสดง ซึ่งจัดเป็นละครฟอร์มยักษ์มีรายละเอียดเยอะ ใช้เวลาถ่ายทำกันนานนับปี ซึ่งยุ้ยได้เล่าถึงความโชคดีในการทำงานมา 16 ปี ว่า การได้รับโอกาสที่หลากหลายในการแสดงนับเป็นข้อดีช่วยในการพัฒนาฝีมือ

“ผู้ใหญ่ยังเมตตามีบทส่งมาให้ดูเรื่อยๆ ยุ้ยก็เลือกงานที่เหมาะสม ปีหนึ่งก็รับละคร 3-4 เรื่อง แม้บทที่ผ่านมาจะหลากหลายก็จริง แต่ 16 ปีที่อยู่ยุ้ยก็เล่นน่าจะครบทุกบทแล้ว ก็อาจจะมีบ้างที่กลัวคนดูเบื่อ เราเองยังเบื่อเลยถ้าได้บทเดิมๆ ดังนั้นในปีหนึ่งก็จะพยายามให้บทไม่ใกล้เคียงกัน คือถ้าบทมีอะไรน่าสนใจ เล่นเป็นแม่ยุ้ยก็เล่นค่ะ เล่นได้หมด เพราะยุ้ยถือว่าเป็นการทำงานแล้วเราได้พัฒนาฝีมือ ได้พิสูจน์ฝีมือตัวเอง”

เป็นปกติที่เวลานักแสดงที่อยู่ในสังกัดมานาน เมื่อถึงช่วงรอยต่อของการหมดสัญญามักถูกจับตาว่าจะอยู่ต่อหรือไปช่องอื่น หรือเป็นนักแสดงอิสระ ซึ่งนักแสดงที่มีชั่วโมงบินสูงของช่อง 7 สี หลายคนเลือกที่จะโบยบินจากไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ กันหลายราย

 

 

“สัญญาของยุ้ยเหลืออีก 1 ปีค่ะ หมดเดือน ธ.ค. ปี 2560 เรื่องเซ็นต่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ว่าอยากให้อยู่ด้วยไหม จะเมตตาต่อไหม เพราะยังไงยุ้ยก็เป็นนักแสดงรับจ้างเล่นละคร ไม่มีทางที่ยุ้ยจะขอไปที่อื่น ถึงไม่มีการเซ็นสัญญายุ้ยก็ยังทำงานกับช่อง 7 ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่เมตตาให้บทมา”

นอกจากให้ใจแทนลายเซ็นลงนามในสัญญาว่าจะเล่นละครกับช่อง 7 สีต่อไปแล้ว ในอนาคตยุ้ยยังวางแผนสวมหมวกอีกใบในฐานะ “ผู้จัดละคร” ซึ่งเป็นอีกหน้าที่ที่ยุ้ยสั่งสมประสบการณ์เพื่อรอโอกาสนี้ และถึงเวลาที่พร้อมจะลุยให้เป็นรูปเป็นร่างเสียที

“การเป็นผู้จัดในช่อง 7 เขาดูความเหมาะสม ดูผลงาน มีวุฒิภาวะไหม ยุ้ยได้เข้าไปคุยกับผู้ใหญ่แล้ว ก็ให้ผ่าน หลายคนอยากเป็น แต่เป็นไม่ได้ อยู่ที่การได้โอกาส โชคดียุ้ยมีระบบระเบียบดูแลตัวเองได้ เชื่อว่าผู้ใหญ่มองเห็น ทุกอย่างที่ทำมา 16 ปี พิสูจน์ว่าเราตั้งใจ พยายาม อดทน มีความรับผิดชอบ พอทำงานใหญ่ได้ ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการฟอร์มทีมแล้วเข้าไปคุยอีกครั้ง

อยากทำละครแอ็กชั่น เพราะเราก็เล่นละครแอ็กชั่นมาเยอะ ได้คลุกคลีรู้ระบบมาบ้าง ทำอะไรที่เราถนัดก่อนในเรื่องแรกน่าจะไปด้วยดี คิดว่าจะซื้อบทประพันธ์ของช่องที่มีอยู่แล้ว ตอนนี้ยุ้ยกับธัญญ์กำลังเลือก ในการเลือกบทเลือกยาก ยุ้ยต้องบอกว่ามือใหม่ในการเป็นผู้จัดยากมากนะคะ ยากในเรื่องของเวลาอ่านบทไม่ใช่ความสนุก แต่เพื่อการทำงาน คิดทุกรายละเอียดแล้วไม่ได้คิดถึงแค่ตัวเรา ตอนเป็นนักแสดงอ่านบทแสดงเอาตัวรอดคนเดียว แต่นี่เราต้องคิดแทนตัวละครทุกตัว

 

 

เรื่องแรกไม่เล่นเองเพราะคงยุ่งมาก เก็บแรงเก็บเวลาไว้ทำงานดีกว่า แต่อาจจะเป็นโค้ชแอ็กติ้ง แล้วเรื่องการคุมงบประมาณอีก ในส่วนของนักแสดงมีใช้น้องๆ ในค่ายสปีดวันของเราเองแน่นอน แต่พระเอกนางเอกขึ้นอยู่กับบทและทางช่องด้วย”

ยุ้ยเตรียมการเป็นผู้จัดละครมานานแรมปี เพราะเป็นอีกหนึ่งงานที่จะพิสูจน์ศักยภาพและความสามารถของเธอในการทำงานในแวดวงละคร

“ยุ้ยจะทำละครก่อนข่าว ขอเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ไปก่อน เพราะยุ้ยไม่เคยทำละคร เรื่องแรกของยุ้ยขอเริ่มจากชิมลางไปก่อน ให้บริษัท (สตาร์ เฟรม) เราแข็งแรงกว่านี้ ทางช่องก็ตามใจ ว่ากันตามความเหมาะสม เราจะได้ไม่กดดันเกินไป ให้ได้รู้ระบบหลักการทำงานก่อน เพราะยุ้ยทำงานตรงนี้ เราก็มองอนาคตตลอดว่าอยากเป็นผู้จัดละคร เพราะเป็นงานที่ต่อเนื่องกัน เป็นงานที่เราค่อนข้างถนัดที่สุด

ยุ้ยอยู่วงการมาตลอด คลุกคลี แต่งานนี้ยอมรับว่าหนัก ตัวยุ้ยคนเดียวไม่รอด เหนื่อยจริงๆ โชคดีมีธัญญ์เป็นแรงหลักในการทำละคร ตอนยุ้ยเป็นนักแสดงมองไปยังผู้จัด เป็นงานที่มีความรับผิดชอบสูงมาก เราเป็นนักแสดงเราตัวคนเดียว รับผิดชอบเราคนเดียว แต่อันนี้เราต้องดูทั้งกอง อยู่ในความรับผิดชอบของเราหมดเลย แต่ยุ้ยเชื่อว่ายุ้ยทำได้ อาจไม่เหมือนละครของคนอื่นๆ แต่จะทำให้ดีที่สุดในรูปแบบของยุ้ย”

แม้จะต้องลุยงานใหม่ แต่ยุ้ยก็ไม่ได้เดินไปเพียงลำพัง เพราะมีธัญญ์อยู่ข้างๆ เสมอในทุกเรื่อง และอีกไม่นานคงได้ลั่นระฆังวิวาห์แจ้งข่าวมงคลให้แฟนๆ ได้ทราบ

“ยุ้ยเจอความรักที่ดี เราเข้าใจกัน ให้กำลังใจกันทุกเรื่อง การมีคนดีๆ คนหนึ่งอยู่ข้างๆ ทำให้เรามีกำลังใจดีๆ พร้อมที่จะทำอะไรอีกเยอะ อย่างตอนนี้เรามีสองหัวนะ ปรับทุกข์กันได้ รู้จักกันมา 8 ปี 4 ปีที่ตกลงเป็นแฟนกัน เราผ่านเรื่องดีร้ายมาด้วยกัน ทำให้ทุกวันนี้เข้าใจกันมากขึ้น  ถ้าทำบ้าน (ที่ จ.สระบุรี) เสร็จไม่เกิน 2 ปีก็จะแต่ง ไม่อยากให้อายุเยอะ ยุ้ยอยากมีลูก เราสองคนคุยกันตลอดเลยนะ แต่ไม่ได้ระบุเวลาว่าต้องต้นปี กลางปี แต่มีความรู้สึกว่าถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็คือแต่ง”

คนสวยหล่อในวงการบันเทิงมีมาก แต่คนที่จะถูกเรียกขานและยกย่องว่า “เป็นนักแสดง” มีไม่มาก ทว่า ยุ้ย จีรนันท์ เป็นอีกหนึ่งคนที่มีเสียงการันตีคุณภาพการทำงาน และหวังว่าในบทบาทผู้จัดละคร เธอจะผลิตผลงานและนักแสดงคุณภาพออกมาสู่หน้าจอ

 

เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา โลกส่วนตัวที่ปลดปล่อยทุกข้อจำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/466770

เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา โลกส่วนตัวที่ปลดปล่อยทุกข้อจำกัด

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… วรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ทำคะแนนได้ดีกับคณิตศาสตร์ ชอบคิดคำนวณหรืออีกนัยหนึ่งคือชอบคิดสตางค์มาตั้งแต่จำความได้ เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บางกอก แคปปิตอล (BCAP) วัย 44 ปี เล่าให้ฟังถึงความชอบในวัยเด็ก ไม่แปลกที่วันนี้ได้กลายมาเป็นพี่สาวคนเก่งแห่งวงการตลาดเงินตลาดทุน จาก บลจ.บัวหลวง ถึง บลจ.บางกอก แคปปิตอล บลจ.น้องใหม่ที่น่าจับตามากที่สุดยามนี้ กับโลกส่วนตัวหลังเวลางาน ที่ทุกอย่างถูกปลดปล่อย

“คณิตศาสตร์ง่ายสำหรับเรา สนุกสำหรับเรา เพราะฉะนั้นก็มาทางสายนี้ สอบเข้าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนแบบสบายๆ คือเรียนบ้างโดดบ้าง แอบไปดูหนัง แอบไปกินข้าวแถวสยามเป็นครั้งคราว”

จบปริญญาตรี สาขาการบัญชี (เกียรตินิยมอันดับ 2) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วบินไปเรียนต่อปริญญาโท บริหารธุรกิจ (University of Wisconsin-Milwaukee) และปริญญาโท การเงิน (University of Wisconsin-Madison) เจ้าตัวบอกว่าเรียนหนังสือไม่ยาก แต่ยากเวลามีการถกเถียงกันในชั้นเรียน เพราะเพื่อนในชั้นคนอื่นล้วนมีงานทำกันมาก่อน ขณะที่เธอจบปุ๊บเรียนต่อปั๊บ ยากที่จะมีไอเดียเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจใดๆ

“เขามองเราว่าเด็ก ซึ่งก็เด็กจริงๆ ถ้าย้อนกลับไปได้ อยากทำงานสักระยะหนึ่งก่อนแล้วค่อยไปเรียนจะดีกว่า ประสบการณ์จากการทำงานจะช่วยให้เรามีไอเดีย ซึ่งสำคัญทั้งในแง่ของการทำงาน การเรียนต่อและการไปต่อ” เมธ์วดีเล่า

กลับไทยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งเล็กน้อย ปี 2539 เริ่มงานครั้งแรกในตำแหน่ง Fixed Income Trader ในแผนก Business Development ที่บริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ ในปี 2541 เป็น Assistant Vice President-Debt Capital Markets Department ที่ บล.เมอร์ริล ลินช์ ภัทร และในปี 2543 เป็น Deputy Vice President-Head of Sales and Syndication, Investment Banking Department ที่บริษัท เจพี มอร์แกน เชส

ปี 2544 เมธ์วดี เป็นรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานตลาดทุนและวาณิชธนกิจ ที่ บล.บัวหลวง ในเครือธนาคารกรุงเทพ ถือเป็นพนักงานรุ่นแรกของ บล.บัวหลวง รหัสพนักงาน คือ 0004 ไอบีหรือฝ่ายวาณิชธนกิจมีพนักงานเริ่มแรก 1 คนคือเธอเอง นับจากวันนั้นถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 16 ปีเต็ม เกือบจะลาออกแล้วเพราะเริ่มรู้สึกว่าอิ่มตัว ตำแหน่งสุดท้าย คือผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ หัวหน้าสายงานบริหารกองทุนส่วนบุคคล หากความท้าทายใหม่ก็ถูกนำเสนอ เมื่อธนาคารกรุงเทพประสงค์จะแตกบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมอีก 1 แห่ง

 

ปัจจุบัน เมธ์วดีดำรงตำแหน่งเป็นซีอีโอ บลจ.บางกอก แคปปิตอล ในเครือธนาคารกรุงเทพ เดินหน้าการออกกองทุนแบบ Passive หรือเน้นกลยุทธ์เชิงรับ หากใช้นโยบายการบริหารจัดการในเชิงรุก (Active) ใช่! แม้ธนาคารกรุงเทพจะมี บลจ.บัวหลวงอยู่แล้ว แต่กลยุทธ์และกลุ่มลูกค้าจะไม่เหมือนกัน การออกกองทุนในเชิงรับของ BCAP จะทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น จัดสรรพอร์ตได้เป็นอิสระขึ้น

มองไปข้างหน้าคือแผนการดำเนินงานที่กำหนดเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก คือ การนำมาตรฐานการบริหารงานธุรกิจจัดการกองทุนที่เป็นสากลมาประยุกต์ใช้ โดยมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการตัดสินใจและการบริหารความเสี่ยงในการลงทุน (Invesment and Risk Management Process) ให้เป็นรูปธรรมและมีความชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลงวูบวาบไปตามการโยกย้ายงานของผู้จัดการกองทุนที่มีอยู่ และเป็นปัญหาอยู่ทั้งภาคอุตสาหกรรม

สำหรับขั้นตอนที่ 2 คือการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาระบบงานที่เป็นเบสต์แพรคทีส (Best Practice) ระบบสารสนเทศในการบริหารการลงทุนที่ได้มาตรฐานระดับโลก รวมทั้งการพัฒนาทีมบุคลากรในการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพสูงสุด งานจะเดินหน้าก็ต่อเมื่อระบบหลังบ้าน (ระบบแบ็กออฟฟิศ) มีความแข็งแรง กองหลังคือทีมที่ต้องแกร่ง จุดแรกที่บีแคปต้องก้าวให้ผ่าน

ด้านโลกส่วนตัวหลังการทำงานของเมธ์วดี เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่รู้ เป็นโลกส่วนตัวที่น่าอิจฉาและทำให้รู้จักเธอมากขึ้น ตัวจริงของเมธ์วดีชอบทำอาหารมาก เธอชอบทำอาหารฝรั่ง อาคารคาวและอาหารหวาน อีกทั้งยังชอบสะสมอาวุธ เอ๊ย อุปกรณ์เกี่ยวกับการทำอาหารมากมาย ลองตามเข้าไปดูในครัว จะต้องร้องดังๆ ว่าโอ้โห! และถ้าลองชิมอาหารหรือขนมที่เธอปรุงด้วยแล้ล่ะก็ จะต้องร้องโอ้โหๆๆ ดังขึ้นไปอีก“BCAP คือผลิตภัณฑ์การลงทุนที่แตกต่าง เพราะสินค้าบางอย่างมันแมสจนตอบโจทย์คนทุกคนไม่ได้ เราจึงตั้งเป้าในการเป็นผู้นำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย ตอบโจทย์ได้กว้างขวางครอบคลุม ทั้งด้านสินทรัพย์และกลยุทธ์ ลูกค้าของเราจะมีทางเลือกมากขึ้น สนุกกับการลงทุนมากขึ้น และไปสู่โกลบอลมากขึ้น” เมธ์วดีเล่า

 

“ชอบทำอาหารและอบขนมมาก เลยชอบที่จะศึกษาวิธีการทำอาหาร ทำขนมเสมอ เมธ์ชอบสะสมตำราอาหาร บางเล่มซื้อมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีเล่มหนึ่งเก่าแก่ที่สุด น่าจะไม่ต่ำกว่า 40 ปี เป็นเล่มที่คุณแม่ให้มา ของ Betty Crocker ก่อนนอนจะเปิดอ่านไปเรื่อยๆ หรือบางเล่มก็ได้จากการเดินทาง ไปเที่ยวต่างประเทศเมื่อไหร่ ซื้อกลับมาหมดทุกเล่มที่ชอบ รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องครัว หรือแม้กระทั่งเกลือก็ยังเก็บสะสมจากทั่วโลก เพราะมันทำให้อาหารมีรสชาติที่แตกต่างออกไปจริงๆ นะ” เมธ์วดีเล่า

ย้อนกลับไป เจ้าตัวจำไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ชอบทำอาหารตั้งแต่เด็ก แต่จำได้ว่าชอบเข้าไปอ้อนมารดาถึงในครัว “แม่ขา ช่วยมั้ยคะ” ความจริงอยากเล่นกระทะ ครั้งหนึ่งพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ได้ไปแอบเอากระทะมาตั้งไฟจริงๆ จนกระทะจี้หน้าเป็นรอยไหม้หน่อยๆ ก็เคยมาแล้ว ต่อมาโตขึ้นไปเรียนหนังสือที่สหรัฐ แม้จะยังไม่รู้ตัวว่าชอบทำอาหาร ครั้งนั้นน้องสาวบินตามมาเรียนหนังสืออยู่ด้วยกัน ปรากฏว่าจู่ๆ น้องสาวก็ไม่สบายมาก เมธ์วดีกลัวน้องพานเลิกเรียน รีบขวนขวายดูแลเรื่องอาหารการกินให้ทุกอย่าง

“กลัวน้องสาวกลับบ้าน เราก็ต้องอยู่คนเดียวสิ เราก็จะเหงาใช่มั้ย ตอนนั้นทำทุกอย่าง ปรนนิบัติคนป่วยด้วยซูชิม้วนบ้าง ข้าวต้มกระดูกหมูบ้าง ผัดกะเพราบ้าง หรูหรามากแต่ทำออกมาง่อยทุกอย่าง เพราะวัตถุดิบที่เมืองนอกหาไม่ค่อยได้ค่ะ”

อานิสงส์จากความป่วยของน้อง ทำให้รู้ว่าชอบทำอาหารและทำอาหารมาตั้งแต่นั้น แม่ของเมธ์วดีซึ่งทำอาหารเก่งมาก ครั้งหนึ่งบินไปเยี่ยมลูกสาวคนโตที่วิสคอนซิน เห็นครัวในห้องพักของลูกแล้ว แม่ได้แต่ทำหน้าเอือมๆ ไม่ได้ว่าอะไรแต่ลงมือขัดครัวให้ใหม่เอี่ยม เนื่องจากลูกสาวทำครัวเขรอะมาก ช่วงนั้นทำอาหารบ่อย ประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อนฝูงฝรั่งบางทีวิ่งโร่ออกมาหน้าตั้ง ตะโกนเรียกให้ไปดูอาหารในครัวที่ตั้งไฟทิ้งไว้ ไหม้ควันโขมงโฉงเฉง

ถึงปัจจุบันเมนูที่ทำมีหลากหลาย ถ้ามีเวลาว่างจะต้องลองทำอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ เข้าครัวท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ เรื่องท้าทายตัวเองมีมาตั้งแต่สมัยเริ่มแรก ถ้าทำอะไรไม่อร่อยเมธ์วดีไม่ยอมแพ้ง่าย จะต้องฝึกหัดทำจนอร่อยให้ได้ ครั้งหนึ่งเคยหัดทำเค้กช็อกโกแลตหนานุ่ม หัดทำแล้วหัดทำอีก เพียรทำจนสามีไม่กินเค้กช็อกโกแลตหนานุ่มมาจนทุกวันนี้

 

 

“เมื่อสามีไม่กิน ก็เอาไปให้ยามที่บริษัทกิน ส่งเค้กช็อกโกแลตหนานุ่มให้ยามกินทุกบ่อย จนยามก็ไม่กินไปอีกคนหนึ่ง”

เมธ์วดีชอบอาหารฝรั่งเศส เพราะรสไม่จัดและสามารถปรุงได้รวดเร็ว เมนูโปรดคือซุปเห็ดทรัฟเฟิล สูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับคือการนำเห็ดไปแช่น้ำ 20 นาทีก่อน และในขั้นตอนสุดท้ายจะใส่เห็ดแห้งลงไปด้วย ทำให้ซุปกลายเป็นสีน้ำตาลเท่ๆ ที่ให้กลิ่นเฉพาะตัว หอม และแถมด้วยความอร่อย (มาก) ส่วนที่ไม่ค่อยทำคืออาหารไทย เนื่องจากคุณแม่ของเมธ์วดีมีฝีมือเรื่องอาหารไทย เธอจึงมีความเชื่อลึกๆ ว่า ทำอย่างไรก็ไม่อร่อยเท่า เคยทำแต่ออกมาไม่เหมือนอย่างที่ใจคิด

การทำขนมก็ชอบมาก ทั้งขนมปัง เค้ก คัพเค้ก ไอศกรีม เข้าครัวสองทุ่ม กว่าจะเสร็จและขึ้นไปนอนก็เป็นเวลากว่าเที่ยงคืน ระยะเวลายาวนานในครัวอบขนม ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเทอราพีชนิดหนึ่ง เครียดกลับมาจากงานหรือ เรื่องเล็กมากสำหรับเมธ์วดี เพราะเมื่อถึงบ้านจะเหวี่ยงทิ้งกระเป๋า เหวี่ยงทิ้งข้อจำกัด และเหวี่ยงทิ้งปัญหาทุกอย่าง ตรงดิ่งเดินเข้าครัว ไปทำเค้กหรืออบขนมสัก 2 ชั่วโมง ก็ออกมาสบายใจแล้ว เค้กเสร็จพอดี

“มันทำให้เราหายเครียด ยิ่งเวลาเห็นคนกินอาหารหรือขนมที่เราทำ ก็ยิ่งมีความสุข”

ด้านชีวิตส่วนตัวสมรสแล้วกับพรชัย ประเสริฐสินธนา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เครดิตสวิส (ประเทศไทย) มิตรแท้และคู่ชีวิตที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ส่วนลูกสาวลูกชายมีอย่างละ 1 คือ ด.ญ.ธัญยธรณ์ หรือน้องคริสต้า และ ด.ช.พีรดนย์ หรือน้องคีน อยู่ในใจคุณแม่ลูกสองยังสวยคือ “การเป็นแม่เต็มเวลา”

“แพสชั่นคือเรื่องลูก เพราะตั้งแต่ทำงานมาได้หยุดอยู่กับลูกแค่ 3 เดือนหลังคลอด อยากไม่ทำอะไรนอกจากเป็นแม่ ขอเป็น Fulltime Mom บ้าง ตื่นขึ้นมาทำกับข้าวให้ลูกกิน 3 มื้อ คอยดูแลไปเรียนไปรับส่ง เพราะตั้งแต่ลูกเกิดมาไม่มีโมเมนต์นี้เลย ทำงานตลอดค่ะ”

ลูกคือความคาดหวัง ขอให้เติบโตเป็นคนดีมีจิตใจโอบอ้อมอารี มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ลูกชายและลูกสาวยังเล็ก หากต่อไปลูกจะเป็นอย่างไร ก็คงขึ้นอยู่กับว่าทำอะไรแล้วมีความสุข คุณแม่ก็พร้อมจะสนับสนุน ปัจจุบันทั้งคู่กำลังเรียนหนังสือที่ โรงเรียนบางกอกพัฒนา ลูกสาวคนโตสนใจกีฬาโปโลและชอบขี่ม้ามาก ส่วนลูกชายคนเล็กมีความมุ่งมั่นและชอบว่ายน้ำ

เอาใจช่วยคุณแม่คนเก่ง อย่างไรก็ตาม ความคิดความฝันในการเป็นคุณแม่เต็มเวลา อาจต้องเลื่อนไประยะหนึ่งก่อน เนื่องจากช่วงนี้คุณแม่ยังคงต้องขอทำงานและท้าทายตัวเองกับอุตสาหกรรมการเงิน ทั้งความท้าทายใหม่กับอินดัสตรี ความท้าทายใหม่กับนักลงทุน หรือแม้แต่ความท้าทายใหม่กับผู้กำกับดูแล พิสูจน์ความสามารถในการผลักดันบีแคปเป็น บลจ.ชั้นนำ เป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และพลังสำคัญของกลุ่มธนาคารกรุงเทพ ที่จะผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนของอุตสาหกรรมการจัดการกองทุนรวมในประเทศ

 

เจย์ โค เปิดเส้นทางความงามดินแดนโสมขาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/466534

เจย์ โค เปิดเส้นทางความงามดินแดนโสมขาว

โดย…ปอย    ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

วันนี้คนไทยไม่ได้เลือกมาเกาหลีแค่การท่องเที่ยว แต่เป็นการเลือกเดินทางมาเพื่อเสริมความงามถึงแดนโสม ซึ่งจัดเป็นต้นตำรับเรื่องศัลยกรรมตกแต่ง แล้วเมื่อมาถึงถิ่นก็จะมีเมนูความสวยให้เลือกทุ่มทุนหลากหลาย ทั้งเรื่องสวย(เจ็บ)เบาๆ ฉีดฟิลเลอร์ โบทอกซ์ ไปจนถึงเรื่องสวยจัดหนักๆ แปลงโฉมโดยพึ่งมีดหมอผ่าตัดพลาสติกเชอร์เจอรี และด้วยวิสัยทัศน์เป็นเลิศของรัฐบาลโสมขาว จึงขอรวบทั้งเรื่องเที่ยวและเรื่องความงามเข้าไว้ด้วยกันไปแบบทูอินวัน ในรูปแบบทริปท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือ Medical Tourism มีเอเยนซีรองรับผู้เลือกใช้บริการรูปแบบนี้ และกลายเป็นธุรกิจความงามที่ไม่มีนักธุรกิจกิมจิคนไหนมองข้ามประเทศไทยไปได้เลย

นักธุรกิจชาวเกาหลี เจย์ โค ผู้บริหารระดับซีอีโอ ไอกิส (ประเทศไทย) กล่าวย้ำในเรื่องนี้ว่า มีนักท่องเที่ยวไทยเลือกเสริมแพ็กเกจความงามไปในทริปด้วย จำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี กว่า 20 เปอร์เซ็นต์คือตัวเลขของคนไข้ชาวไทย ทำให้เขามองเห็นถึงโอกาสในธุรกิจเพื่อความงาม จึงตัดสินใจเปิดบริษัท ไอกิส (ประเทศไทย) เพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมความงามที่มีคุณภาพระดับสากล รับหน้าที่ส่งคนสนใจเสริมความงามไปโรงพยาบาลโด่งดังในรายการโทรทัศน์ Let Me In ซึ่งรวมอยู่ในธุรกิจความงามนี้ด้วยหลายๆ แห่ง

ทริปทูอินวัน ทั้งสวยทั้งสนุก

โรงพยาบาลศัลยกรรมชั้นนำในประเทศเกาหลีใต้ ร่วมเป็นพันธมิตร 5 โรงพยาบาล เช่น ไอลิน เฟสไลน์ บาโนบากิ โซฮยาง และเดอะโกลด์ นักธุรกิจชาวเกาหลี เจย์ บอกพร้อมรอยยิ้มสดใสดูสบายๆ กันเองว่า แฟนรายการ Let Me In รู้จักกันดี หมอโรงพยาบาลเหล่านี้ได้พิสูจน์ฝีมือกันเป็นที่ประจักษ์สายตากันดีแล้ว และเพื่อเป็นการแนะนำทริปท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ไอกิส (ประเทศไทย) จึงมีกิจกรรมเฟ้นหาผู้โชคดีโดยการคัดเลือกจากแฟนเพจของบล็อกเกอร์ชื่อดังชาวไทย คัดเลือกหญิงสาว 3 คน 3 วัย ไปผ่าแปลงโฉมด้วยมีดหมอถึงถิ่นกิมจิ

วงการศัลยกรรมพลาสติกจากดินแดนโสมขาว สยายปีกสู่เมืองไทยอย่างเป็นระบบไอกิส (ประเทศไทย) มีศูนย์ให้คำปรึกษาผ่านระบบ VDO Consultation อยู่ที่เรนฮิลล์ สุขุมวิท 47 ผู้ใช้บริการคนไหนมีปัญหาเรื่องโครงหน้าก็ส่งไปโรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะด้าน คงความงามในสไตล์เกาหลีเน้นความสวยดูดีเป็นธรรมชาติ สอดรับกับบุคลิกและรูปหน้าของแต่ละคน โดยการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูงสุด บริการล่ามคนไทยอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิดเพื่อผลลัพธ์ที่พึงพอใจสูงสุด

 

 

“ปฏิเสธไม่ได้ครับ กระแสการทำศัลยกรรมของดาราวงการบันเทิง ก็ทำให้แฟนคลับคนไทยอยากมีรูปร่างหน้าตาสวยงามแบบนั้นบ้าง กระแสเคป๊อปทั้งดารา นักร้อง โด่งดังในไทยมากๆ เลยนะครับ คนไทยจึงเลือกไปท่องเที่ยวและไปทำศัลยกรรมในเกาหลีกันเยอะมากๆ เอเยนซีจัดการอำนวยความสะดวกในเรื่องเหล่านี้จึงเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นมากมายเช่นเดียวกัน ไอกิส (ประเทศไทย) ก็อยู่ในธุรกิจนี้ครับ ถ้าต้องการใช้บริการนี้เพียงคุณโทรศัพท์มากริ๊งเดียว เราจัดการให้ทุกๆ อย่างได้เลย ตั้งแต่จัดทริปท่องเที่ยว สายการบิน จัดการเรื่องรถรับส่งไปถึงโรงแรมที่พัก รวมทั้งจัดอาหารครบทุกๆ มื้อตลอดระยะเวลาที่คุณอยู่ในเกาหลี ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วก็ประมาณ 2 อาทิตย์ขึ้นไปครับ และในส่วนของโรงพยาบาลศัลยกรรมก็จัดให้แต่ละคนในรูปแบบคัสตอมไมซ์ ซึ่งนี่ก็คือปรัชญาความงามในแบบฉบับของเกาหลีนะครับ

วัฒนธรรมการเสริมความงามของเกาหลีแตกต่างจากคนไทย ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนถ้าคนไทยอยากทำศัลยกรรมก็อาจเสิร์ชหาข้อมูลทางออนไลน์ ค้นหาแพทย์หรือโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง แล้วคุณก็ไปหาหมอขอคำปรึกษา แต่ในเกาหลีไม่ใช่แบบนั้นเรามีการเตรียมผู้รู้ที่มีความชำนาญในเรื่องความงามไว้โดยเฉพาะ ให้คุณปรึกษากันให้ถ่องแท้ คุยกันให้รู้เรื่องกันก่อนว่าอยากทำอะไรบ้าง เลือกคอร์สศัลยกรรมเพื่อเป็นการแก้ไขข้อบกพร่อง หรือเพื่อเสริมความงามในรูปแบบใด เราควรคุยให้แน่ใจกันก่อนพบแพทย์

ผู้ใช้บริการมาที่ออฟฟิศ ไอกิส (ประเทศไทย) ซึ่งอยู่ที่สุขุมวิท 47 เพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราผ่านวิดีโอ คอนซัลต์ ใครไม่ถนัดภาษาอังกฤษไม่ต้องห่วงเลยนะครับ เรามีล่ามคนไทยคอยช่วยอำนวยความสะดวกให้ทุกๆ คน เราต้องคุยกันก่อนคุยกันให้แน่ใจครับก่อนตัดสินใจเดินทาง ในแต่ละเคสเป็นการจัดความงามให้ในแบบเฉพาะบุคคลครับ” เจย์ ผู้บริหารบุคลิกยิ้มแย้มแจ่มใสบอกอย่างกันเอง ซึ่งทำให้เขาดูเหมาะกับการทำงานด้านบริการเพื่อความงามอย่างยิ่ง

“สำหรับทริปท่องเที่ยวเราก็จัดให้ในแบบคัสตอมไมซ์ ใครสนใจเรื่องไหนเราก็จัดทริปให้คุณในแบบที่คุณต้องการ อย่างเช่น ถ้าคุณชอบเรื่องอาหารเกาหลี เราพาคุณไปกินทั้งร้านหรู ทั้งร้านท้องถิ่น ต็อกบกกีร้านอร่อยที่สุดของโซลเป็นร้านเล็กๆ ในย่านกังนัม แต่รสชาติไม่ธรรมดาเราจะพาคุณไปที่นั่นครับ (บอกพลางยิ้ม) หรือถ้าสนใจเรื่องอาหารแบบลึกซึ้งก็จะพาคุณไปเที่ยวในแบบการเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์อาหาร การท่องเที่ยวในเกาหลีมีให้คุณเลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งย่านช็อปปิ้งที่มีมากมาย วัฒนธรรมประวัติศาสตร์ หรือบรรยากาศบ้านเมืองสวยงาม อากาศดี และมีความปลอดภัยสูงด้วยนะครับ” เจย์ กล่าวเชิญชวนยิ้มแย้ม

เจย์ บอกพลางหัวเราะอีกด้วยว่าสาวๆ ชาวไทย ทันทีที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วพักฟื้นไม่ถึงสองวัน พวกเธอก็ตะลุยช็อปปิ้งในย่านกาโรซูกิล กังนัม ฮงแด อินซาดง กันได้สนุกสนานแล้ว เพราะวงการแพทย์ศัลยกรรมของเกาหลีได้คิดค้นนวัตกรรมให้คนไข้ฟื้นตัวจากแผลผ่าตัดได้เร็วที่สุด อีกทั้งภายใต้ระบบ Medical Tourism บริการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไอกิส ก็มีการติดตามผลหลังการผ่าตัดอย่างใกล้ชิด คนไข้ใช้ชีวิตในโซลอย่างใกล้ชิดหมอทุกๆ วัน

 

เลือกสวยแบบฉบับ ‘เลท มี อิน’

พอได้ฟังนักธุรกิจในวงการความงามแนะนำทริปกันแล้ว หลายๆ คนคงมีคำถามแรกที่อยากรู้(ที่สุด?!!) ราคาแพงไหม? เจย์ บอกพร้อมไม่ลืมรอยยิ้มว่าแน่นอนคุณต้องเตรียมเงินไว้เบาะๆ เงินบาทในตัวเลข 6 หลัก(ขึ้นไป) สำหรับทริปรูปแบบเมดิคอล ทัวริสต์ แล้วถ้าเรากูเกิลหาข้อมูลแล้วบินไปด้วยตัวเองก็ไม่น่ายากเย็นอะไร? ครีเอททริปเที่ยวกันเองก็น่าจะเป็นไปได้?!!! หญิงสาวใจกล้าขาลุยคงเกิดคำถามนี้ที่จะทำให้ประหยัดเงินได้อีกโข

“โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะในย่านกังนัมมีกว่า 600 แห่งเชียวนะครับ คุณเลือกกันไม่ถูกแน่ๆ ว่าจะไปที่ไหนกันดี (ว่าแล้วก็หัวเราะ) วัฒนธรรมเคบิวตี้เฟื่องฟูไปทั่วโลก ปีนี้มีทั้งชาวจีน หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่นก็มาโซล ในย่านอาเซียนนอกจากสิงคโปร์ ก็มีชาวเวียดนามเข้ามาอีกจำนวนมาก การให้คำปรึกษาที่ถูกทางจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คำว่าเสพติดศัลยกรรมไม่ควรเกิดขึ้นกับใครเลยนะครับ การทำศัลยกรรมจะต้องสวยจบในครั้งเดียวครับ (ย้ำน้ำเสียงหนักแน่น) ไม่ทุกข์ทรมานต้องไม่พลาดต้องไม่สูญเสียความมั่นใจ แล้วราคาก็ไม่ใช่น้อยนะครับ (ยิ้ม) เงินทองก็ไม่ใช่สิ่งหากันง่ายๆ ทำแล้วก็ควรจบอย่างสวยงามไปได้ในครั้งเดียว แต่ถ้าใครอยากสวยเพิ่มขึ้นอีกก็อยู่ที่ความพึงพอใจของแต่ละคน แต่นั่นก็ไม่ใช่หลักการทำธุรกิจสำหรับไอกิส เราต้องการให้คุณสวยจบในครั้งเดียวเท่านั้น

แล้วที่ผมบอกว่าเฉพาะย่านกังนัม มีทั้งโรงพยาบาลศัลยกรรมและคลินิกความงามกว่า 600 แห่ง เรื่องความปลอดภัยด้านการแพทย์จึงเป็นเรื่องเสี่ยงไม่สวยถูกใจได้เลย ถ้าคุณไม่ได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุด แน่นอนครับว่ากฎหมายประเทศเกาหลีเข้มงวดมากๆ ทุกคลินิกถูกกฎหมายทั้งหมดครับ บวกกับสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำไปทั่วโลกทำให้โรงพยาบาลทั่วๆ ไปเลือกปิดตัวลง แล้วเปิดเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรม ซึ่งทำให้แพทย์ประจำโรงพยาบาลเหล่านั้นก็สามารถผ่าตัดได้นะครับแต่ก็ไม่ได้เรียนจบมาทางด้านหมอศัลยกรรม มีกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เชียวนะครับ

อีกเรื่องที่ผมอยากแนะนำหลักการเลือกโรงพยาบาลที่น่าเชื่อถือ คือจะต้องมีวิสัญญีแพทย์ประจำอยู่ที่นั่นด้วย เพราะนี่คือความปลอดภัยของคนไข้เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ไม่แพ้หมอศัลยกรรมฝีมือดี ที่โรงพยาบาลเฟซไลน์มีหมอวิสัญญีชื่อดังของวงการแพทย์เกาหลีถึง 2 ท่าน คือ หมอคิมจางฮุน และหมออีดงจุน คนไข้อุ่นใจได้เลยครับ ซึ่งชื่อเสียงโรงพยาบาลนี้แฟนๆ รายการโทรทัศน์ เลท มี อิน รู้จักกันดีอยู่แล้วสำหรับเคสการผ่าตัดเปลี่ยนโฉมคู่ฝาแฝด บังมีจอน และบังมีซอน ทั้งคู่มีปัญหาคางยื่นยาวมากจนทำให้ฟันไม่สบกัน ลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมากๆ ทีมแพทย์จึงตัดสินใจผ่าตัดขากรรไกร และผลลัพธ์ก็ไม่ได้เปลี่ยนเพียงความงาม แต่สร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเธอได้อีกด้วยนะครับ” เจย์ กล่าว

การทำศัลยกรรมกลายเป็น “เรื่องปกติ” สำหรับชาวเกาหลีใต้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เจย์ บอกความนิยมได้สร้างความหลากหลายตามมา เช่น เทรนด์การสักคิ้วที่ผู้ชายก็นิยมทำ หรือเทรนด์ศัลยกรรมในวัยเลขห้ากลางๆ คนในวัยเดียวกับเขา นิยมผ่าตัดถุงไขมันรอบดวงตา ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความหล่อเหลาแต่เป็นการเพิ่มความสะดวกสบายในการมองเห็นที่เพิ่มขึ้นได้ดีขึ้นอย่างมาก

“ศัลยกรรมจึงทำในทุกๆ วัยครับ สาวๆ อาจทำจมูก ทำตา หลังเรียนจบปริญญาตรีเป็นของขวัญจากครอบครัว ก็ไม่ใช่เพื่อความสวยแค่นั้นอีกด้วยนะครับ แต่เพื่อความมั่นใจในการสมัครงานเฟิสต์อิมเพรสชั่น ในภาวะการแข่งขันที่สูงมากในเกาหลี และสำหรับหญิงสาวในย่านอาเซียน ไทย เวียดนาม ล่าสุดเรากำลังจะขยายธุรกิจไปในกัมพูชา ลาว ก็ต้องยอมรับนะครับว่าด้วยสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัด ผิวพรรณจึงหย่อนคล้อยได้ง่ายกว่าหญิงสาวเอเชียย่านอากาศหนาวเย็น เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น แต่ที่เหมือนกันคือดั้งจมูกที่ไม่โด่งสวยก็ต้องเสริม แล้วการที่หมอเกาหลีก็ทำจมูกเป็นเคสยอดนิยม ก็ทำให้มีการพัฒนาเทรนด์ความงามใหม่ๆๆ ขึ้นมาอีกเรื่อยๆ เลยครับ” เจย์ กล่าวทิ้งท้าย

เทรนด์ความงามล่าสุด เจย์ เผยว่าคือการคงความอ่อนเยาว์ไว้ให้ได้มากที่สุด การผ่าตัดยกกระชับใบหน้าในรูปแบบต่างๆ จึงเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของวงการความงามดินแดนโสมขาว การเฟ้นหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความงามและเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ในฐานะผู้กุมธุรกิจเปิดโลกความงามให้กับหญิงสาวไทย จึงต้องถือเป็นเรื่องพิสูจน์ฝีมือกันให้ได้ชัดเจนที่สุด

 

พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง งานที่ปรึกษา ต้องสร้างความเชื่อมั่นและรู้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/466350

พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง งานที่ปรึกษา ต้องสร้างความเชื่อมั่นและรู้จริง

โดย…วรธาร ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

ผู้บริหารหญิงบุคลิกดี นิก-พัชราภรณ์ เวชวิทยาขลัง กรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือ FDI Group เป็นกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาครบวงจรแบบ One Stop Service ให้กับนักลงทุนไทยและต่างประเทศ (ส่วนใหญ่ญี่ปุ่น) ที่เข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งกิจการ รวมทั้งให้บริการต่างๆ หลังได้ใบอนุญาตตั้งแต่รับทำบัญชี ออดิต รีครูทพนักงาน เซตระบบงานบุคคลวางระบบไอที ให้บริการโลจิสติกส์ รวมถึงมีเซอร์วิสออฟฟิศให้บริการลูกค้า และเธอยังเป็นเจ้าของเพจ Nik ppm:แม่เหล็กดึงดูดโชคดี ที่มีคนติดตามเกือบ 2 หมื่นคน

เป็นผู้บริหารที่มองโลกในแง่ดี คิดบวก ใฝ่ในการพัฒนาจิตใจอยู่เสมอ วันหยุดมักจะพาครอบครัวเข้าวัดทำบุญ นั่งสมาธิ และศึกษาธรรมตามโอกาส หากใครที่ขึ้นไปบริษัท FDI Group บนตึกไทมส์สแควร์ ย่านอโศก จะเห็นหนังสือธรรมะวางในมุมหนังสือไว้ให้พนักงานและผู้ที่มาติดต่องานได้หยิบอ่าน เหนืออื่นใดเธอมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบในการทำงานโดยได้น้อมนำหลักคำสอนของพระองค์มาปฏิบัติจนประสบความสำเร็จในธุรกิจการงานและความสุขในชีวิต

จากพนักงานบริษัทมาเป็นหุ้นส่วนบริษัท

นิกจบการศึกษาปริญญาตรี บริหารธุรกิจ และปริญญาโท ด้านบริหารองค์กร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ เริ่มทำงานตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีที่บริษัท เอฟ ดี ไอ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งขณะนั้นเป็นบริษัทไอที ขายซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมถึงดูแลนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เข้ามาเปิดกิจการระบบไอที ต่อมาพอคู่แข่งในตลาดเริ่มมากขึ้น ประกอบกับธุรกิจเริ่มชะลอตัวจากภาวะวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้ต้องมองหาวิธีที่จะทำให้บริษัทมีรายได้ด้วยการเข้าไปคุยกับหัวหน้าซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น (ปัจจุบันเป็นหุ้นส่วนธุรกิจร่วมกัน) ในการที่จะเปิดธุรกิจคอนซัลต์ขึ้นมา

“ตอนที่เข้ามาทำงานในเอฟ ดี ไอ คอร์ปอเรชั่น นิกทำทุกอย่างตั้งแต่จัดระบบงานการเงินและบัญชี งานบริหารงานบุคคล งานวางระบบเอกสาร ดิวงานกับราชการเอง ตอนหลังมีลูกค้าญี่ปุ่นที่เข้ามาและมองหาบริษัทที่ปรึกษาซึ่งนิกคิดว่าเราน่าจะทำได้จึงปรึกษากับหัวหน้า แม้ว่าประสบการณ์ในการเป็นคอนซัลต์จะไม่มี แต่การที่ดิวงานกับราชการ เช่น กระทรวงพาณิชย์ที่เคยไปขอหนังสือรับรอง จดหนังสือบริคณห์สนธิ รวมถึงกระทรวงแรงงานและอื่นๆ ก็เอาพวกนี้มาเป็นไอเดียหรือโมเดลธุรกิจประกอบกับมีลูกค้าที่เคยมาอยู่กับเราพักหนึ่ง ซึ่งเขาให้บริษัทคอนซัลต์ดูแลทำให้เราได้มีโอกาสศึกษาเอกสารต่างๆ เลยชวนท่านประธานเปิดบริษัท เอฟ ดี ไอ อินเตอร์เนชั่นแนล ทำด้านคอนซัลต์

ผู้บริหารหญิงมากความสามารถ เล่าว่า หลังจากตั้งบริษัท เอฟ ดี ไอ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็ถือว่าโชคดีมากที่ได้ลูกค้ารายใหญ่ในเครือของอีซูซุ ซึ่งพอได้ลูกค้านี้จากนั้นก็ได้ต่อเนื่อง ลูกค้าเริ่มรู้จักเอฟ ดี ไอมากขึ้น และที่สำคัญตั้งแต่ทำธุรกิจมาไม่เคยทำความเสียหายให้ลูกค้า ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น ทั้งหน่วยงานรัฐบาลและแบงก์ญี่ปุ่นได้แนะนำลูกค้ามาเรื่อยๆ ทำให้มีโอกาสได้ขยายงานเปิดบริษัทต่างๆ เพื่อรองรับบริการของลูกค้าอีกหลายบริษัทรวม 5 บริษัท เพื่อให้ครอบคลุมการดูแลลูกค้า

“งานของเอฟดีไอคือเป็นที่ปรึกษาให้กับนักลงทุนไทยและต่างชาติ (ญี่ปุ่น 99%) ที่ต้องการเข้ามาจัดตั้งเปิดกิจการในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ขอไลเซนส์ จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท หรือสำนักงานผู้แทนเราสามารถขอไลเซนส์ให้ได้ รวมถึงใบอนุญาตต่างๆ เช่น ขอใบอนุญาตจัดตั้งบริษัท หรือใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งโรงงาน สถานศึกษา ร้านอาหาร เป็นต้น ซึ่งหลังจากที่ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งแล้วเรายังให้บริการโทเทิลเซอร์วิสตั้งแต่ดูแลในเรื่องของการทำบัญชี ทำออดิต โดยบริษัท เอฟ ดี ไอ ออดิต ถ้าต้องการหาบุคลากรให้ก็มีบริษัท เอฟ ดี ไอ รีครูทเมนท์ คอยสรรหาหรือเซตระบบบุคลากรให้ การขอวีซ่า ใบอนุญาตทำงานให้ต่างด้าว และในส่วนของการวางระบบไอทีก็มีบริษัทเอฟ ดี ไอ คอร์ปอเรชั่น ณ ปัจจุบันมีอยู่ 5 บริษัท ซึ่งรูปแบบของ 5 บริษัทก็แยกไปตามประเภทและความต้องการของลูกค้าเรา เราดูแลครบวงจรแบบวันสต๊อปเซอร์วิส ตอนนี้ได้ขยายไปในส่วนของงานโลจิสติกส์ ก็มีบริษัทเอฟ ดี ไอ โลจิสติกส์ ให้บริการลูกค้าครบวงจรได้ จากเดิมฐานลูกค้าคือญี่ปุ่น แต่เราได้มีลูกค้าหลากหลายสัญชาติที่ขยายเพิ่มเติม เช่น เอเชียและยุโรป และกำลังมองหาวิธีการสร้างนวัตกรรมขึ้นมารองรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซให้สำหรับโลจิสติกส์อีกด้วย” ผู้บริหารหญิงกล่าว

สำหรับลูกค้าที่เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทย นิก เล่าว่า ช่วงแรกจะเป็นลูกค้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ช่วงที่ 2 เป็นช่วงที่เอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นที่เข้ามาดูว่าจะทำธุรกิจอะไรได้บ้างในช่วงที่เซอร์เวย์ ซึ่งก็จะมีสำนักงานผู้แทน แต่ช่วงที่ 3 ส่วนใหญ่เป็นบริษัทด้านเซอร์วิส เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น โรงเรียนสอนภาษาสอนวัฒนธรรมญี่ปุ่น หรือโรงเรียนสอนนวัตกรรมของญี่ปุ่น เนื่องจากมองว่าคนไทยยังจับเทรนด์ของญี่ปุ่นอยู่

“ตอนนี้ร้านอาหารเข้ามาขอไลเซนส์เยอะมาก สมัยก่อนๆ เราทำแต่โรงงาน แต่หลายปีมานี้ทำธุรกิจเอสเอ็มอีด้วย ร้านอาหารบ้าง สถาบันบ้าง หรือบริษัทเทรดดิ้ง ซื้อมาขายไปยืดหยุ่นของเราไปตามสถานการณ์ แต่เทรนด์ที่จะมานำเทรนด์คือโลจิสติกส์ทั้งภาพใหญ่และภาพเล็ก อุตสาหกรรมก็ยังมีอยู่ เรื่องวัฒนธรรมและท่องเที่ยวน่าสนใจ เพราะเราค่อนข้างได้เปรียบประเทศอื่นๆ มาก”

 

มุมมองนักธุรกิจญี่ปุ่นต่อการลงทุนในไทย 

กรรมการผู้จัดการ บริษัท ในเครือเอฟ ดี ไอ กรุ๊ป กล่าวว่า ณ ตอนนี้มุมมองของนักธุรกิจญี่ปุ่นต่อไทยในแง่ของการลงทุนยังดีอยู่ ถึงแม้ว่าจะมีการย้ายฐานไปต่างประเทศบ้างเพราะญี่ปุ่นยังคงมองว่า ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมซัพพอร์ตที่มีมายาวนานโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ฉะนั้นจะยังคงมาที่ไทย ถ้าไปเวียดนามก็ยังต้องขนส่งมาที่นี่ปัจจัยที่สอง ญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุที่มีคนสูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ประมาณ 20% ทำให้ตลาดของญี่ปุ่นเล็กลง ทำให้ญี่ปุ่นต้องออกมาทำธุรกิจที่ต่างประเทศ และเมื่อมองมาที่
เออีซีญี่ปุ่นมองประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย

“อย่างไรก็ตาม ไทยยังได้เปรียบเวียดนามและอินโดฯ เพราะมีระบบสาธารณูปโภคที่เข้มแข็ง แต่เวียดนาม อินโดฯ ยังต้องรอเวลาสร้างอีก 5-10 ปี แต่คงไม่นาน แต่ระหว่างนี้มิใช่ไทมิ่งของเขาที่จะไปลงทุนในสองประเทศ ฉะนั้นถ้าช่วงนี้ไทยเราพัฒนาสร้างไทยให้เข้มแข็ง เชื่อว่าโอกาสที่จะดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่นกลับมามีสูงเพราะระบบสาธารณูปโภคของเราดีกว่าเขาเยอะ”

นิก กล่าวต่อว่า ประการที่ 3 เกี่ยวกับระบบกษัตริย์ของญี่ปุ่นกับราชวงศ์ของไทยค่อนข้างมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมานานมาก เห็นได้ว่าประเทศแรกที่จักรพรรดิญี่ปุ่นหลังจากขึ้นครองราชย์เสด็จฯ มาเยือนคือประเทศไทย ทำให้ความเชื่อมั่นระหว่างกันยังมีเยอะอยู่ ที่สำคัญไทยกับญี่ปุ่นยังไม่มีข้อพิพาทต่อกันอีกด้วย

“นิกคิดว่าการทูตน่าจะเข้มแข็งด้วยนะ ปีหน้าครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทยกับญี่ปุ่น สถานทูตญี่ปุ่นจะจัดงานและโปรโมทไทยกับญี่ปุ่นมากขึ้น เสียดายที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราไม่อยู่ ถ้าพระองค์ยังอยู่จะสร้างความเชื่อมั่นและความเข้มแข็งให้กับไทยอย่างมาก ด้วยปัจจัยเหล่านี้ยังไงใน 5-6 ปี เชื่อว่าญี่ปุ่นยังอยู่ที่เรา อยู่ที่ว่าไทยเราต้องสร้างความงามเข้มแข็ง ต้องสามัคคีกัน อีกอย่างจุดเด่นของไทยคือธุรกิจด้านบริการและการท่องเที่ยวต้องทำให้ดี รวมถึงต้องพัฒนาฝีมือแรงงานด้านต่างๆ เน้นด้านไอที เทคโนโลยี นวัตกรรม และเอนจิเนียริงแล้วเราจะไปได้ไกล แต่ถ้าเราไม่พัฒนาแล้วทางเวียดนาม อินโดฯ เขาทำประเทศไทยก็มีสิทธิที่จะหลุดเหมือนกัน อย่าประมาท”

 

หัวใจสำคัญของการเป็นที่ปรึกษา

ผู้บริหารหญิงแห่งเอฟ ดี ไอ กรุ๊ป กล่าวว่า ทางด้านมาร์เก็ตติ้งและงานขายต้องยกความดีให้กับทางหุ้นส่วนคือท่านประธานและทีมงานคนญี่ปุ่นที่เข้าหาและไปสร้างความเชื่อมั่นให้กับหน่วยงานของรัฐญี่ปุ่น แบงก์ญี่ปุ่น ซึ่งด้วยรีเลชั่นชิปที่มีต่อกันมาทางญี่ปุ่นก็แนะนำลูกค้ามาให้ตลอด และที่ผ่านมาเอฟ ดี ไอก็ไม่ได้มีชื่อเสียงที่เสียหาย  “ช่วงหลังที่เราเจอภาวะการเมืองและเศรษฐกิจโลกนักลงทุนหดหายบ้าง แต่เรายังอยู่ได้เพราะพัฒนาและยกระดับตัวเองตลอด แต่สิ่งสำคัญคือเรามีเซอร์วิสมายด์และสร้างความน่าเชื่อถือที่ให้กับลูกค้า เวลาที่คุยกับลูกค้าต้องมีความรู้ที่รอบด้าน ถูกต้อง ครบถ้วน ส่วนตรงไหนที่ไม่รู้ก็ต้องแจงลูกค้าไปตรงๆ ว่าจะหาข้อมูลให้ หรือจะตอบกลับข้อมูลให้เร็วที่สุด เราพูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น ถึงแม้จะพูดไปแล้วอาจจะมีปัจจัยที่ทำให้เขาไม่ได้แต่ก็ต้องแจ้งเขาว่าจะหาวิธีหรือจะแนะนำในส่วนที่คิดว่าซัพพอร์ตเขาได้ เราจะดูแลลูกค้าด้วยใจและทำให้เขาสามารถเดินหน้าต่อไปได้”

ในการทำงานคอนซัลต์นอกจากต้องรู้จริง รอบด้านและมีเซอร์วิสมายด์แล้ว ผู้บริหารหญิงคนนี้ยังได้น้อมนำพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาใช้ในการทำงานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีด้วย

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนให้เราขยัน อดทน และหาความรู้ใส่ตัวอยู่เสมอ เพื่อที่เวลามีอุปสรรคหรือปัญหาก็จะสามารถผ่านไปได้ สองคือความสามัคคี นิกอยากเห็นทั้งในองค์กรและในระดับประเทศ ถ้าแตกสามัคคีก็จะไม่เข้าใจกัน หรือแบ่งฝักฝ่ายแล้วงานก็จะไม่เดิน ที่สำคัญคือความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า อันไหนทำได้ อันไหนไม่ได้ ต้องแจ้งลูกค้า พูดแล้วต้องทำได้ตามที่พูด ถ้าไม่ได้จะทำยังไงต่อก็ต้องบอก นิกบอกเลยว่างานที่ทำตรงนี้เป็นงานที่ช่วยประเทศชาติ เมื่อนักลงทุนเข้ามาเราจะได้เงินตราเข้าประเทศทั้งในรูปแบบการจัดเก็บภาษีและรายได้ช่วยให้คนไทยมีงานทำเพราะเราเป็นบริษัทที่จัดหางานให้คนไทยได้เข้าไปทำงานในบริษัทญี่ปุ่นทำให้ครอบครัวเขามีอยู่มีกิน” ผู้บริหารสาวแห่ง FDI Group ทิ้งท้าย

 

ถนั่น ลีลาวณิชกุล พลังเปลี่ยนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/466191

ถนั่น ลีลาวณิชกุล พลังเปลี่ยนเมือง

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

เขาเป็นคนไทยที่ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย แต่ตอนนี้ได้กลับมาพัฒนาประเทศไทยด้วยพลังของคนธรรมดา ถนั่น ลีลาวณิชกุล คนสามัญทั่วไปที่คิดการใหญ่ อยากเปลี่ยนทัศนคติคนไทยและทั้งโลกใบนี้

ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เขาได้ย้ายไปอยู่ที่ฮ่องกงกับครอบครัว เข้าเรียนที่ชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนประจำที่สิงคโปร์ จากนั้นย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยและทำงานที่สหรัฐอเมริกา นับเป็นเวลา 24 ปีที่จากบ้านเกิดเมืองนอน

ค้นพบตัวตน

ถนั่นในวัย 33 ปี เพิ่งย้ายกลับมาอยู่ในเมืองไทยได้ 2 ปีเศษ เขาต้องเรียนรู้ภาษาไทยใหม่ทั้งหมด ทั้งหัดพูด หัดฟัง หัดเขียน ทว่าก็ไม่ยากเกินไปสำหรับเขาที่จะต้องเรียนรู้สังคมไทยก่อนที่จะเข้าไปพัฒนา

“ตอนนี้ทวีปในแถบเอเชียหรือที่เมืองไทยมีความเจริญแล้ว ทั้งความคิดและการงานต่างๆ มันได้พัฒนาไปถึงเกือบเท่าอเมริกา” ถนั่นกล่าว “ผมเป็นคนชอบดนตรี ชอบสิ่งแวดล้อม ชอบวิทยาศาสตร์ ชอบการศึกษา ผมมีความสนใจหลายด้านมาก ซึ่งตอนที่ย้ายกลับมาเมืองไทยก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร และพอมีเวลาว่าง ถึงค่อยมาเรียงความสำคัญว่าอะไรที่ผมชอบที่สุด เพราะตอนที่อยู่เมืองนอกทำงานหนักไม่มีเวลาที่จะมาสำรวจตัวเอง ผมใช้เวลา 1 ปี ปิดคอมพิวเตอร์ ปิดโทรศัพท์ แล้วให้ตัวเองนั่งคิดว่า จริงๆ แล้วอยากทำอะไร อยากให้คุณค่าแก่ตัวเองทางไหน และในที่สุด ผมก็ค้นพบว่า ผมอยากสร้างให้คุณค่าแก่สังคมและแก่โลกใบนี้ เพราะนั่นคือสิ่งที่จะทำให้ผมมีความสุขที่สุด ผมอาจจะชอบเขียนเพลง ชอบเขียนหนังสือ แต่พอลองแล้วความรู้สึกที่ได้มันสู้ไม่ได้กับการลงไปช่วยเหลือผู้อื่น ผมต้องสร้างอาชีพหรืออะไรสักอย่างทางด้านกิจการเพื่อสังคมหรือองค์กรที่ทำเรื่องทำนองนี้”

ถนั่นตัดสินใจกลับมาอยู่ไทย จึงไม่ต่างอะไรกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่เขาจากไปเนิ่นนาน ซึ่งขณะที่เขาค้นพบตัวตนได้หมาดๆ นั้น ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มีคนติดต่อเข้ามาให้เขาเขียนคอนเทนต์ภาษาอังกฤษในโปรเจกต์ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เขาเข้าสู่วงการ “พัฒนาเมือง”

ลงมือทำ

โครงการ แบงคอค ริเวอร์ (Bangkok River) เป็นโครงการที่เกิดขึ้นมากว่า 20 ปี เพื่อพัฒนาชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยได้ร่วมมือกับโรงแรมริมแม่น้ำให้จัดกิจกรรมที่มีชุมชนเป็นส่วนร่วม

“ผมชอบทำงานด้านการพัฒนาเมืองมาก (Urban Redevelopment) ผมเลยได้เสนอไอเดียต่างๆ ให้กับทางโครงการแบงค็อก ริเวอร์ เช่น ควรจะมีทางเดินมากขึ้นในเขตบางรักและคลองสานเพื่อกระตุ้นให้คนเดิน และควรจะมีต้นไม้มากขึ้นจะได้มีร่มเงา ควรเข้าไปดูในชุมชนรอบๆ ว่ามีอะไรบ้าง จะได้ช่วยพวกเขาให้เป็นชุมชนเข้มแข็งและเป็นจุดเด่นของบริเวณนั้น ไอเดียเหล่านี้ถูกพัฒนาจนกระทั่งเกิดการทำโฟกัสกรุ๊ปนักธุรกิจบริเวณนั้น ซึ่งทำให้ทราบว่า ในเขตบางรักและคลองสานมีอาร์ตแกลเลอรี่เยอะ ซึ่งผู้ประกอบการก็เห็นด้วยที่จะให้เข้าไปทำให้บริเวณนี้ดีขึ้น เป็นที่ที่ต่างจากเขตอื่นในกรุงเทพฯ ทำให้เป็นเขตที่สามารถเดินเที่ยวได้ มีงานศิลป์ให้ชม มีที่พักหลายระดับ มีร้านค้า มีตลาด และมีชุมชน เพื่อให้คนทุกฐานะอยู่ร่วมกันได้”

ต่อมา การพัฒนาพื้นที่ในเขตบางรักและคลองสานทำให้ทั้งสองพื้นที่มีคาแรกเตอร์ “อาร์ต” ซึ่งเป็นที่มาของการต่อยอดสู่โครงการ ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ (Creative District) ถนั่นกล่าวต่อว่า แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟ อีโคโนมี) เป็นนโยบายที่หลายรัฐบาลพยายามพัฒนาประเทศแต่ก็ยังไม่เป็นผลชัดเจน ดังนั้นคนตัวเล็กอย่าง เขา และทีมงานครีเอทีฟ ดิสทริคต์ จึงเข้ามาช่วยตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงระดับประเทศ

“ตอนนี้มีทีมงาน 6 คน” เขากล่าวถึงครีเอทีฟ ดิสทริคต์ “มีคนต่างประเทศหนึ่งคนและคนไทยห้าคนรวมผม ซึ่งพวกเรากำลังจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมา ชื่อ ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ ฟาวเดชั่น มีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างอีโคซิสเต็มในบางรักและคลองสานขึ้นมา เพื่อให้คนในกรุงเทพฯ มีประสบการณ์ที่ต่างกัน ในพื้นที่นั้นจะมีหลายประเด็นทั้ง การสร้างเมือง ความคิดสร้างสรรค์ ชุมชน ทำให้มีความหลากหลายเพื่อให้คนที่เข้ามามีประสบการณ์ที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ ที่เคยรู้จัก ให้เห็นว่าเราสามารถสร้างเมืองที่แตกต่างออกไปได้โดยไม่ผิด”

 

ครีเอทีฟ ดิสทริคต์

การวางแผนโครงการ ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ ครอบคลุมหลายด้านทั้ง ศิลปะ อาหาร การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเก่า สิ่งแวดล้อม ขยะ เป็นต้น ซึ่งได้เริ่มต้นวางกลยุทธ์การทำงานและเริ่มทดลองทำบางกิจกรรมเมื่อปีที่แล้ว อย่างที่เป็นที่รู้จักคือ เทศกาลศิลปะข้างถนนบุกรุก ที่ได้ร่วมมือกับศิลปินจากทั่วโลกทั้งในเอเชียเและยุโรปมาร่วมกันสร้างสรรค์งานศิลปะลงบนกำแพง ผนังตึก และสถานที่ต่างๆ ในละแวกถนนเจริญกรุง ตลาดน้อย ถึงถนนทรงวาด เพื่อให้คนได้ตระหนักถึงความสำคัญของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ในกรุงเทพมหานคร ถนั่นยังเผยด้วยว่าตอนนี้กลุ่มของตนมีไอเดียกว่า 20 โครงการที่กำลังหาหน่วยงานมาร่วมมือ

นอกจากนี้ กลุ่มครีเอทีฟ ดิสทริคต์ ยังได้ร่วมมือกับกับกลุ่มบิ๊กทรีส์ (BIG Trees Project) ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสังคมที่ดีกว่า ทั้งการอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่และระบบสิ่งแวดล้อมทั้งหมดในเมือง โดยเขาได้อีเมลไปขอความรู้เรื่องการปลูกต้นไม้จนกระทั่งได้ทำงานร่วมกันอย่างในปัจจุบัน

“เราต้องการแก้ไขปัญหา เพราะปัญหาเป็นประเด็นใหญ่มากในประเทศไทย แต่รู้สึกว่าคนไทยไม่ค่อยเห็นว่ามันเป็นปัญหาหรือไม่รู้ว่าขยะกระทบกับพวกเขาอย่างไร ทราบหรือไม่ว่า ขยะพลาสติกในทะเล 60 เปอร์เซ็นต์มาจาก 5 ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทย ผมจึงทำงานกับบิ๊กทรีส์มากขึ้นๆ จนจะทำโปรเจกต์จดทะเบียนต้นไม้ในเมืองร่วมกัน เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนที่เจอต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะสามารถจดทะเบียนด้วยตัวเองได้ แล้วส่งเข้าไปในฐานข้อมูล เพื่อเป็นหลักฐานว่า เมืองไทยยังมีต้นไม้ไม่พอ เพื่อให้ภาครัฐหรือหน่วยงานอื่นๆ ตระหนักและเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องต้นไม้อย่างจริงจัง และการให้ประชาชนลงทะเบียนต้นไม้ยังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนกับต้นไม้ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์ต้นไม้ที่พวกเขาเจออีกด้วย ซึ่งตอนนี้อยู่ในกระบวนการดีไซน์เทคโนโลยี ทางบิ๊กทรีส์จะเป็นคนหาอาสาสมัครมาช่วยทดลองจดทะเบียนต้นไม้ และยังร่วมมือกับแอพพลิเคชั่น ยุพิน (YouPin) ที่จะพัฒนาให้คนสามารถปักหมุดตำแหน่งต้นไม้ได้”

โปรเจกต์ แบงค็อก ทรีส์ คีปเปอร์ (Bangkok Trees Keeper) กำลังดำเนินงานอย่างแข็งขันในความร่วมมือระหว่าง ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ บิ๊กทรีส์ และยุพิน ด้วยความเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นคนเก็บรักษาต้นไม้ได้ และทุกคนสามารถรักษาสิ่งแวดล้อมให้ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ได้เช่นกัน

“พวกเราอยากให้คนไทยเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์อยู่ในทุกคน เมื่อทุกคนลงมือทำตามครีเอทีฟวิตี้ของตัวเอง จะสามารถส่งต่อให้คนอื่นมีไอเดียสร้างสรรค์ต่อไปได้ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำ เรากำลังทำให้คนไทยเห็นว่า เราสามารถเปลี่ยนเมืองให้ดีขึ้นได้ถ้าใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ทุกคนสามารถช่วยเมืองไทยให้ดีขึ้นด้วยความคิดจากคนตัวเล็กแบบนี้”

ถนั่นเชื่อว่า ความคิดสร้างสรรค์คือหนทางในการแก้ปัญหา และหวังว่า ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ จะเป็นแหล่งรวมแรงบันดาลใจให้คนไทยได้กล้าคิด กล้าเปลี่ยนแปลง เพราะการจะเปลี่ยนแปลงต้องใช้ความร่วมมือระหว่างคนที่มีจุดมุ่งหมายด้วยกัน อาจจะต่างวิธีการ ต่างแนวคิด แต่ถ้าความคิดหลากหลายมารวมกัน มันจะเกิดเป็นพลังที่จะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาเรื่องใดก็แล้วแต่ให้สัมฤทธิผลจงได้

“การเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ต้องเริ่มจากเปลี่ยนแปลงจุดเล็กๆ ในกรุงเทพฯ” ถนั่นกล่าวต่อ “พวกเราอยากให้กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปทางที่ดีขึ้น และหวังว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หากได้ศึกษาเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจในประเทศที่พัฒนาแล้วจะเห็นว่า ประเทศนั้นจะต้องไปถึงจุดหนึ่งที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงพอที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจให้เป็นเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยยังมีไม่พอ เรายังต้องการความคิดสร้างสรรค์เพิ่ม คนไทยต้องกล้าคิดและต้องมาร่วมมือกัน ตอนนี้คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นแต่ยังขาดความร่วมมือ ครีเอทีฟ ดิสทริคต์ จึงอยากเป็นแพลตฟอร์มอันหนึ่งที่จะเป็นต้นแบบให้คนอื่นดูว่า ถ้ามีไอเดียและจะลงมือทำให้สำเร็จได้อย่างไร”

 

แก้ไขจากเล็กไปใหญ่

หากใครไปแถวสนามหลวง อาจบังเอิญเจอถนั่นเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาไปที่นั่นเพื่อร่วมมือกับบิ๊กทรีส์แก้ปัญหาขยะรอบสนามหลวง การทำงานกับกลุ่มอื่นยังทำให้เขาได้เรียนรู้นิสัยคนไทย การทำงานของคนไทย และแนวคิดในการแก้ปัญหาในสังคมไทยด้วย

“เราพยายามเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยที่มีต่อขยะ อย่าเห็นว่าขยะเป็นสิ่งสกปรกอย่างเดียว ที่จริงทุกอย่างมีค่า ถ้าคุณไม่อยากได้ขยะของคุณเอง อย่างน้อยก็ช่วยแยกขยะให้คนอื่นนำไปใช้ประโยชน์ได้ และเมื่อเปลี่ยนทัศนคติของคนได้แล้ว สังคมก็จะเปลี่ยน เมืองไทยเป็นประเทศที่แบบซื้อทิ้ง เพราะคนไทยรักความสบาย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เมืองไทยมีปัญหาขยะมาก ดังนั้นเราต้องทำให้คนไทยมองขยะให้มากกว่าขยะ”

เขาใช้คำว่า Look beyond just your trash.

“คนส่วนมากซื้อของแล้วจะเห็นภาพสุดท้ายแค่อยู่ในถังขยะ แต่ไม่เห็นว่าสุดท้ายแล้วขยะมันไปอยู่ที่ไหน ที่จริงไม่ใช่เมืองไทยอย่างเดียว แต่คนทั่วโลกเป็นแบบนั้น ทำยังไงให้คนเห็นผลกระทบของขยะ พอทิ้งแล้วไม่ใช่อยู่แค่ในถังขยะ แต่มันอาจลงไปสู่แม่น้ำและลอยออกไปที่ทะเล ให้เห็นการเดินทางของขยะว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ไหน”

บางคนอาจมองว่า หากเราแยกขยะลงถังขยะที่ถูกประเภท แต่สุดท้ายขยะที่แยกก็ถูกนำไปรวมกันที่รถขยะหรือบ่อขยะอยู่ดี แต่เขามองว่า การแยกขยะเป็นสเต็ปแรกที่จะบอกคนไทยว่า ขยะมีหลายประเภท และมีประเภทที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ด้วย ตามสถิติที่กลุ่มบิ๊กทรีส์วิเคราะห์ พบว่า แต่ละวันคนไทยทิ้งขยะปริมาณ 70 ตัน ซึ่งร้อยละ 40 คือเศษอาหาร นี่เป็นอีกประเด็นที่ทำให้ทราบว่า เศษอาหารเป็นปัญหาใหญ่ของขยะอีกชั้นหนึ่ง

“ถ้าหากคุณบริโภคอาหารอย่างเพียงพอ คุณจะลดน้ำหนักขยะไปได้มาก ดังนั้นถ้าหากเราเริ่มลดขยะจากตัวเราเอง ก็จะทำให้ทั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น และถ้าหากคนเริ่มเยอะขยะ ก็จะมีบริษัทที่จะรีไซเคิลมากขึ้น เหมือนกับที่ผมทำครีเอทีฟ ดิสทริคต์ คือเริ่มจากจุดหนึ่ง แล้วขยายต่อไปเรื่อยๆ จากคน สู่สังคม และจากสังคมไปสู่ประเทศชาติ พวกเรามีความเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ แม้ว่าจะต้องใช้เวลานานแต่มันสามารถเป็นไปได้ในอนาคต”

จากการที่อาสาสมัครออกไปรณรงค์ให้ประชาชนบริเวณสนามหลวงได้รู้จักวิธีแยกขยะ ปรากฏว่า คนส่วนมากให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งนี่เองที่เป็นจุดเล็กๆ ให้คนได้เรียนรู้และปฏิบัติตาม และสามารถกล่าวได้ว่า ปัญหาขยะหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเพราะความไม่รู้ของประชาชน

 

ลุกขึ้นให้เสียงดัง

“ต่างประเทศเขาสอนให้เด็กนักเรียนคิดไปไกลกว่าตัวเอง” ถนั่นแสดงทัศนะ “ดังนั้นระบบการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราสอนเด็กให้คิดเป็นภาพใหญ่ ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ตัวเอง นั่นจะทำให้ทุกคนคิดเกินกว่าเรื่องรอบตัว แต่จะไกลไปถึงระดับชาติและโลก นอกจากนี้ตั้งแต่ผมย้ายมาเมืองไทย ผมดีใจมากที่เห็นกลุ่มแอคทิวิสต์เกิดขึ้นมาก เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนสังคม กลุ่มเหล่านี้จะสร้างการรับรู้และคอยตรวจสอบปัญหาที่แอบซ่อนอยู่ในสังคมให้เด่นชัดและช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยเปลี่ยนทัศนคติคนไทยได้ ที่ต่างประเทศไม่มีปัญหาเพราะเขาเคยประสบมากตั้งแต่ 50 ปีก่อนแล้ว เขาได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว”

เขายกตัวอย่างเรื่อง ตึกเก่า ที่ในเมืองไทยมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากมาย แต่ส่วนใหญ่จะถูกทำลายเพราะแนวคิดที่จะพัฒนา โดยการทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ อีกทั้งยังไม่มีการจดทะเบียนตึกเก่า
(Heritage Registry) จึงไม่มีกฎใดมาควบคุมและอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเก่าแก่ไว้

“เราต้องสร้างนิสัยพูดไอเดียออกมา อย่าคิดว่าตัวเองไม่เก่งแล้วจะไม่มีสิทธิพูด ทุกคนมีไอเดีย ขอแค่พูดออกมาแล้วจะมีคนช่วย” เขาใช้คำว่า If you ask, somebody will give. “ซึ่งไอเดียนั้นต้องเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อสังคมหรือต่อประเทศชาติ เป็นไอเดียที่สามารถพัฒนาและต่อยอดได้”

ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลง?

ถามว่า เมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงภายในกี่ปี เขาตอบว่า “เมืองไทยจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ” ช่างเป็นคำตอบที่น่าคิด

“เราจะไม่เห็นเมืองไทยเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เพราะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสังคมอาจต้องใช้ระยะเวลาชั่วชีวิตคน ที่สำคัญคือเราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ เราสามารถหยุดได้ อาจจะเหมือนว่าไม่มีใครฟัง ไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่เราก็ต้องค่อยๆ เปลี่ยนมันไปเรื่อยๆ เพราะโอกาสที่ในจะเปลี่ยนอาจเกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ 20 ปี หรือ 50 ปีก็ได้ ถ้ามันมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่ทำให้เปลี่ยนขึ้นมา เราต้องพร้อมเสมอ”

ถนั่นค้นพบแล้วว่าสิ่งที่อยากทำคืออะไร เขาได้เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่จะพัฒนาเมือง ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในเมืองใหญ่ที่เขาอยู่อาศัย แม้ว่าเมืองนั้นจะซับซ้อนและดูยากจะแก้ไข แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นและอยากทำมันต่อไปตลอดชีวิต

“ผมต้องทำให้เมืองเป็นสิ่งที่ไม่ทำร้ายโลก แต่สามารถอยู่กับโลกได้ ผมอยากจะช่วยเมืองไทย กรุงเทพมหานคร และโลกทั้งใบนี้ให้เป็นโลกที่น่าอยู่ มีธรรมชาติ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี แม้ว่าผมจะเป็นเพียงพลังเล็กๆ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้ ผมจะทำให้ได้” เขาเชื่อแบบนั้น

 

ไพฤทธิ์ ปณิฐาภรณ์ เรื่องอาหารเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/465981

ไพฤทธิ์ ปณิฐาภรณ์ เรื่องอาหารเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

คนเราถ้ารักในการเรียนรู้สิ่งใดย่อมได้ความรู้และพัฒนาทักษะในสิ่งที่เรียนเสมอ เหมือนเชฟไพฤทธิ์ ปณิฐาภรณ์ วัย 35 ปี ซีเนียร์ซูส์เชฟแห่งห้องอาหารออร์คิด คาเฟ่ (Orchid Cafe) โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ที่เรียนรู้เรื่องอาหารและการทำอาหารมาตลอดชีวิตการทำงานเป็นเวลา 20 กว่าปี

ไพฤทธิ์ไม่เคยเรียนทำอาหารจากโรงเรียนสอนทำอาหารที่ไหนมาก่อน ทุกอย่างเรียนรู้จากประสบการณ์จริงมาตลอด จากเชฟต่างชาติทั้งที่มีชื่อเสียงระดับมิชลินสตาร์ และไม่มีชื่อเสียงในร้านอาหารและโรงแรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน

“ผมเป็นคนกรุงเทพฯ เริ่มทำงานในครัวตั้งแต่อายุ 14-15 ปี ที่ร้านอาหารเยอรมันชื่อฮาร์ทมันดอฟเฟอร์ เบราเฮาส์ ที่เอสซีบีปาร์ค ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ค่อนข้างดังเมื่อ 20 ปีที่แล้วในตำแหน่งผู้ช่วยกุ๊ก อยู่ทั้งครัวร้อนและครัวเย็น เรียนรู้งานครัวทุกอย่างจากเชฟเยอรมัน อยู่ 6-7 ปี ตำแหน่งสุดท้ายก่อนออกไปหาประสบการณ์ในที่ใหม่คือคอมมีวัน” ไพฤทธิ์ เล่าประสบการณ์ทำงาน

สาเหตุที่ลาออกจากสถานที่ทำงานแห่งแรก เพราะมีความรู้สึกว่าอยู่มานาน ประกอบกับต้องการเรียนรู้การทำอาหารจากเชฟคนใหม่และในที่ทำงานใหม่ๆ ให้มากขึ้น เนื่องจากมองว่าเขาไม่ได้เรียนจบด้านการทำอาหารจากสถาบันสอนทำอาหารที่ไหนมาก่อน จึงคิดว่าการเรียนรู้จากเชฟหลายคน ย่อมจะช่วยยกระดับการทำอาหารของตัวเองให้สูงขึ้น

 

“ในที่สุดก็ไปสมัครที่โรงแรมมิราเคิล ทำอยู่เกือบ 2 ปี ในตำแหน่งคอมมีวัน ก่อนจะออกมาทำที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท สถานที่ทำงานในปัจจุบัน แต่ทำที่เชอราตันอยู่ประมาณ 6 ปี ก็ลาออกไปทำที่ดุสิตธานี 1 ปี แล้วย้ายกลับเชอราตันคำรบสองอยู่ 6 ปีจนถึงวันนี้ แต่ถ้ารวมเวลาที่อยู่เชอราตันทั้งหมดคือ 12 ปี” หัวหน้าเชฟแห่งห้องอาหารออร์คิด คาเฟ่ เชอราตัน แกรนด์ เล่าประสบการณ์ทำงานเพิ่มเติม

เขาเล่าต่อว่า ไม่ว่าอาชีพไหนทุกคนก็ล้วนต้องการความเจริญก้าวหน้าในอาชีพทั้งนั้น อาชีพเชฟเองก็เช่นกัน การที่เขาเลือกย้ายมาอยู่เชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท เพราะมองว่าเป็นโรงแรมใหญ่ และเชื่อว่าน่าจะเป็นที่ทำงานที่จะสร้างประสบการณ์ด้านการทำอาหารให้กับตัวเองได้มาก

“ตอนอยู่เชอราตันครั้งแรก ผมอยู่ห้องอาหารอิตาเลียนชื่อรอสซินีส์ (Rossini’s) แต่ต้องนับหนึ่งใหม่เริ่มจากตำแหน่งเล็กๆ คือเป็นผู้ช่วยกุ๊ก แต่ด้วยความที่มีประสบการณ์อยู่แล้วพร้อมกับได้พัฒนาตัวเอง จนตำแหน่งขึ้นมาเรื่อยๆ โดยก่อนย้ายไปดุสิตธานีก็ขึ้นเป็นเดอมีเชฟ ทำอยู่ดุสิตธานี 1 ปี แล้วกลับมาเชอราตันทำที่รอสซินีส์ แต่ระหว่างนั้นถูกส่งไปเรียนรู้งานที่ห้องอาหารออร์คิด คาเฟ่จนเข้าใจงานเป็นอย่างดี พอหัวหน้าเชฟคนเก่าออกผมก็ได้รับการโปรโมทให้ขึ้นเป็นซีเนียร์ซูส์เชฟของออร์คิด คาเฟ่ เมื่อ 3 ปีที่แล้วถึงปัจจุบัน”

เชฟไพฤทธิ์ ยอมรับว่า ที่เชอราตันเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้หลากหลาย นอกจากเขาได้เรียนรู้กับเชฟชื่อดังหลายคน เช่น อัลเฟรโด้ รุสโซ เชฟมิชลินสตาร์ หรือแม้แต่เชฟ สเตฟาโน เมอร์โล ผู้ชนะเชฟพงศ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย หรือเชฟเอียน ในการแข่งขันทำอาหาร Iron Chef Thailand เมื่อหลายปีมาแล้ว ซึ่งเขาได้เป็นมือขวาของเชฟเมอร์โลในการแข่งขันครั้งนั้นด้วย

“พูดถึงการเรียนรู้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามไม่มีที่สิ้นสุดครับ ตอนนี้ผมอายุ 35 ย่าง 36 ปี เรื่องอาหารก็ยังต้องเรียนรู้ต่อไป และในอนาคตก็อาจจะได้ไปเรียนรู้ในจุดอื่นก็ได้” ไพฤทธิ์ ทิ้งท้าย

เนื้อแก้มวัววางุตุ๋นเรดไวน์

ส่วนผสม

เนื้อแก้มวัววางุ 1 กก.

ไวน์แดง 1 มล.

ผงหัวหอมใหญ่ 2 กรัม

ผงกระเทียม 2 กรัม

โรสแมรี่ 5 กรัม

เกลือ 8 กรัม

น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น 50 มล.

วิธีทำ

นำเครื่องทั้งหมดมาหมักเนื้อแล้วเอาไปใส่ถุงฟอยล์สุญญากาศ (Vacuum) หมักทิ้งไว้ประมาณ 5 ชม. จากนั้นเอาใส่ถุงซูส์-วีด (Sous-Vide)ที่อุณหภูมิ 75 องศา เป็นเวลา12 ชม. พอเนื้อสุกได้ที่แล้วนำไปทอดกับเนย เสิร์ฟกับผักเบบี้รูทต่างๆ (ที่หมักด้วยเกลือและน้ำมันมะกอกชนิดเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น แล้วอบไฟ 160