เป็นเด็กดีนะ ศุณิษา เทพธารากุลการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 11:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/509097

เป็นเด็กดีนะ ศุณิษา เทพธารากุลการ

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สาวน้อยผู้มีแววตามุ่งมั่น ศุณิษา เทพธารากุลการ หรือ แตงไทย งานสนุกของแตงไทยคือการอ่านและแปลวรรณกรรม สุดยอดวรรณกรรมในบรรณพิภพอยากให้คนไทยได้สุนทรีย์ แล้วเราก็ได้รู้จักแตงไทยในวันหนึ่ง “เป็นเด็กดีนะ” ผลงานแปลล่าสุดกับสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ มาทำความรู้จักกับเธอ…”เด็กดี” ที่อยากให้ทุกคนได้รู้จัก

แตงไทย เล่าถึงตัวเองว่า เธอเป็น “ลูกหลง” ที่มีอายุห่างจากพี่ๆ ถึง 16 ปีเต็ม เพราะวัยห่างจากพี่และไม่มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน จึงหันไปชอบอ่านหนังสือ ชอบอยู่ในโลกส่วนตัว ไม่แปลกที่โตขึ้นมากลายเป็นหนอนหนังสือ ความคิดความฝันอยากเป็นนักแปล เริ่มตั้งแต่ได้จับงานแปลเยาวชนบันลือโลก เคาตุ่น และโรงงานช็อกโกแลตของ โรอัลด์ ดาลห์ “อยากแปลให้ได้อย่างนี้บ้างจัง” แตงไทยคิด นักแปลที่ชอบยังมี สาลินี คำฉันท์ และผุสดี นาวาวิจิตร

“อ่านแล้วอ่านอีก เพราะชอบในสำนวนแปล ชอบภาษา ชอบความจัดเจน และทึ่งในศิลปะบนหน้ากระดาษ ที่คนคิดคนเขียนขึ้น” แตงไทย เล่า

เมื่อรู้จักรู้ใจและความชอบ แตงไทยจึงเลือกเรียนศิลป์ภาษาจีน คิดว่า ภาษานี่ช่างสนุกนัก เพราะภาษานี่เองที่สะท้อนตัวตน ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมประเพณีและทุกอย่างของผู้พูด ชีวิตของคนทุกคนสะท้อนอยู่ในภาษาที่พูด คงไม่ผิดที่จะพูดอย่างนั้น

“ภาษาไทยมีคำที่ระบุถึงน้ำและดินจำนวนมาก สะท้อนว่าคนไทยและคนในท้องถิ่นบ้านเราเกี่ยวพันกับดินและน้ำ ชาว เอสกิโม ภาษาของพวกเขามีคำที่ระบุถึงความเย็นและน้ำแข็งเยอะมาก ส่วนภาษาจีนมีคำที่ใช้เรียกเครือญาติที่ละเอียดที่สุดภาษาหนึ่ง สะท้อนว่าชาวจีนให้ความสำคัญที่สุดเรื่องนี้ รักญาติ รักพี่น้อง”

แตงไทย จบปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาจีน และปริญญาโท สาขาวิชาการล่ามและการแปล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุน โดยเฉพาะด้านภาษาจีน ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวเนื่องจากต้นตระกูลเพราะคุณพ่อเป็น ชาวจีน เชื้อสายไล่เรียงมาแต่บรรพบุรุษ อากงอาม่าเดินทางมาจากตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

“อาม่าใจดี และพูดไทยได้น้อยมาก ส่วนอากงเป็นนักแกะสลัก เป็นศิลปินวาดภาพ” แตงไทย เล่าและว่า ส่วนหนึ่งใน ตัวเธออาจกระเส็นกระสายมาจากอากง เพราะเธอก็ชอบ วาดภาพ แนวถนัด คือ ต้นไม้ ดอกไม้

วันนี้ในวัย 28 ปี แตงไทย ทำงานแปลกับหลายสำนักพิมพ์ โดยเริ่มเข้าสู่เส้นทางนักแปลเต็มตัวหลังจากได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทการแปลเรื่องสั้น จากงานประกวดวรรณกรรม รางวัลพระยาอนุมานราชธน ปี 2555 ก่อนจะหันมาสนใจงานด้าน สื่อและการตลาด ปัจจุบันนอกจากจะเป็นนักแปลแล้ว เธอยังดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารสื่อภาษาจีน วิชันไทย (Vision Thai) ด้วย

“วิชันไทย เป็นเว็บไซต์ออนไลน์ที่เล่าเรื่องเมืองไทยให้คนจีนได้รู้ แตงอยากทำสิ่งนี้ เพราะเรารู้ว่าเราอยากสะท้อนอะไร สะท้อนความเป็นไทย วิถีชีวิตแท้ๆ ของคนไทยและเมืองไทย วันนี้” แตงไทย เล่า

คนจีนที่อยากรู้เรื่องไทยมีไม่ใช่น้อยๆ เลย ผู้ติดตามมีจำนวนกว่า 3-4 ล้านคน เว็บไซต์บอกเล่าเรื่องการใช้ชีวิตของคนไทย สตาร์ทอัพในไทย การกินการดื่มและแหล่งช็อปปิ้งที่น่าสน อัพเดทสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ รวมทั้งเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นที่สนใจ เช่น นางรำหน้าศาลพระพรหม รำไปทำไม รำไปเพื่ออะไร

“มาเมืองไทยต้องทำตัวยังไง คนจีนอยากรู้นะ เพราะบางทีก็มีความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างเหมือนกัน ระดับเสียง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย คนไทยยกมือไหว้ทุกอย่าง ต้องยกมือไหว้อะไรบ้าง วัฒนธรรมการไว้ทุกข์ของคนไทย”

เมื่อให้เล่าถึงตัวเอง แตงไทย เล่าว่า เธอชอบฟังเพลง วงดนตรีที่ชอบเป็นวงแจ๊ซร็อก ชื่อ ฟอกซ์ แคปเชอร์ แพลน และโตฟุบีตส (EDM) ชอบในจังหวะที่หลากหลาย และชอบมากที่เอาจังหวะมาซ้อนๆๆๆๆๆ กัน ตื่นเต้นๆๆๆๆๆๆ เวลากลองตีๆๆๆๆๆๆๆๆ แตงไทยแซวตัวเองว่า คงเพราะชีวิตจริง ราบเรียบมั้ง หัวใจเลยแสวงหาความตื่นเต้น

ชีวิตราบเรียบขนาดไหน เจ้าตัวบอกว่า ก็ราบเรียบขนาดที่คุ้นเคยมากๆ กับการอยู่กับตัวเอง เป็นตัวของตัวเองที่สุด เมื่ออยู่คนเดียว มีโลกส่วนตัวสูง แต่งตัวแนวอ่อนหวาน ชอบ สีพาสเทลอ่อนๆ ชอบลายดอกไม้หวานๆ เคยแอบมีแต่งแนวเปรี้ยวเซ็กซี่เหมือนกันแต่ต้องรีบถอด เพราะคิดว่าไม่ใช่ตัวเองเลย

แตงไทย เล่าว่า ทุกวันนี้งานหนักแต่เหนื่อยสนุก หัวใจคืออยากทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป ทั้งงานแปลและงานสื่อสารการตลาด ได้ค้นพบด้วยตัวเองว่า แม้จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ก็สนับสนุนและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน งานแปลต้องทำคนเดียว อยู่กับตัวเอง แต่งานเว็บไซต์ต้องทำเป็นทีม ต้องใช้ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น

แตงไทย เล่าว่า เธอขี้อายและอยู่กับตัวเองเยอะ สมัยก่อนจะคอยกังวลเสมอเมื่อต้องอยู่กับผู้อื่น จะคอยรักษาตัวไว้ให้กลางๆ ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง แต่เมื่อทำงานกับทีม 4 คน นั่นหมายถึงต้องเลือก “วิธี” 4 วิธีที่ไม่เหมือนกันในการที่จะสื่อสารหรือทำงานกับทีมให้ได้

เรื่องเจอคนตลอดเวลานี้กลายเป็นสนุกไปอีกแบบ แตงไทย บอกว่า จากที่เคยนั่งสบายๆ อยู่กับโต๊ะทำงาน แปลหนังสือและเรียบเรียงงานเขียน ก็กลายเป็นว่าปัจจุบันตั้งแต่วันจันทร์- วันศุกร์ ไม่เคยได้นั่งโต๊ะทำงานอีก เนื่องจากงานบังคับให้ต้องออกพื้นที่ตลอดเวลา งานแปลจะได้ทำก็ต่อเมื่อวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น

“ต้องใช้ความพยายามที่จะสร้างสัมพันธ์กับคนอื่น ทำให้เราได้ออกมาจากโลกของตัวเอง เราได้มองคนอื่นในแง่มุมต่างๆ เราได้พูดและเราตัดสินใจบางอย่าง นั่นทำให้เราเรียนรู้ผลจากการกระทำของเราเอง ทั้งหมดเป็นผลดีกับงานแปล เพราะกลายเป็นว่าทำให้เลิกเกร็งกับการใช้ภาษา”

เมื่อก่อนแปลไปเกร็งไป เกร็งว่าแปลแล้วคนอ่านจะไม่เข้าใจ จะติดแปลยาว แต่เมื่อได้ใช้ชีวิตและเรียนรู้อะไรบางอย่าง แตงไทยก็รู้ว่า ไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องแปลยาว วิธีสื่อสารของเธอดีขึ้น พลังในการสื่อสารมากขึ้น 3 ปีที่ทำงานกับเว็บไซต์วิชันไทยมา ได้โอกาสดีในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เรียนรู้งานและเรียนรู้คน

อย่างไรก็ตาม หัวใจยังรักการแปลมากที่สุด ความมุ่งหมายในอนาคตจึงคือการทำงานแปลที่รัก หนังสือในดวงใจที่อยากแปล คงต้องบอกว่ามีหลายอย่างหลายแนว ที่ผ่านมาส่วนใหญ่บรรณาธิการสิ่งพิมพ์เป็นผู้คัดเลือกต้นฉบับ แตงไทยถือเป็นหน้าที่ในการดึงข้อดีที่บรรณาธิการสิ่งพิมพ์ได้เห็น และนำเสนอตีแผ่ผ่านงานแปลเพื่อให้คนไทยได้อ่าน

เส้นทางบนถนนนักแปลยังอีกยาวไกล หากในอนาคตแตงไทยก็หวังว่า คงมีสักครั้งที่เธอจะได้เป็นผู้เลือกหนังสือต้นฉบับ! n

 

เชเรอมี่ ตูเร่ท์ เชฟฝรั่งเศสมือดีที่น่าจับตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2560 เวลา 17:21 น. |…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/508352

เชเรอมี่ ตูเร่ท์ เชฟฝรั่งเศสมือดีที่น่าจับตา

เรื่อง ภาดนุภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

มีโอกาสได้พบกับ เชเรอมี่ ตูเร่ท์ เชฟหนุ่มชาวฝรั่งเศสวัย 35 เจ้าของร้านอาหารสุดเท่คอนเซ็ปต์ใหม่ใจกลางเมือง ที่ซอยอมร ถนนนางลิ้นจี่ ที่ชื่อว่า เบิร์ดส (Birds) ซึ่งเสิร์ฟเมนูไก่ย่างสไตล์ฝรั่งเศสโดยเฉพาะ ก็อดไม่ได้ที่จะพูดคุยถึงเส้นทางอาชีพของเขาและที่มาที่ไปของร้านนี้

“ผมตัดสินใจเดินทางมาเป็นเชฟที่เมืองไทยเมื่อ 9 ปีที่แล้ว (ปี 2551) โดยเริ่มจากการเป็นหัวหน้าเชฟที่ร้านอาหาร วี ไนน์ ไวน์ บาร์ แอนด์ เรสเทอรองต์ (V9 Wine Bar & Restaurant) โรงแรมโซฟิเทล สีลม แบงค็อก หลังจากทำงานได้ 6-7 เดือน ตัวร้านก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็น สการ์เลตต์ ไวน์ บาร์ แอนด์ เรส เทอรองต์ (Scarlett Wine Bar & Restaurant) และตัวโรงแรมได้เปลี่ยนชื่อเป็น พูลแมน แบงค็อก โฮเทล จี ตามมา

ผมเองไม่ได้เป็นเชฟที่สการ์เลตต์ฯ นะครับ เพราะได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้ไปเป็นผู้ช่วยเชฟใหญ่ที่โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพฯ สุขุมวิท และเป็นหัวหน้าเชฟที่ร้านอาหาร ลาพาร์ต (L’Appart) ในช่วงที่เปิดร้านนี้ใหม่ๆ เมื่อทำงานที่นี่ได้ 4 ปีครึ่ง ผมก็ลาออกไปเปิด บีช คลับ ที่ จ.ภูเก็ต อยู่ 1 ปี (ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้ว) จึงกลับมาเป็นพ่อครัวใหญ่ประจำร้าน เอล เมอร์คาโด (El Mercado) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ตลาดคลองเตยอีก 1 ปี

ปัจจุบันนี้ ผมได้เปิดร้านเบิร์ดส ร่วมกับเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนคือ ชูเลียง ลาวีน (เชฟของร้านออสการ์ บิสโทร สุขุมวิท 11) เป็นร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูที่ทำจากไก่ย่างสไตล์ฝรั่งเศส ซึ่งนำทุกส่วนของไก่มาปรุงเป็นเมนูต่างๆ การที่เราตั้งชื่อร้านโดยใช้คำว่า ‘เบิร์ดส’ เพราะในอนาคตอันใกล้นี้เราจะมีเมนูอื่นๆ ที่ทำจากไก่ย่าง ไก่งวง เป็ด และนกพิราบเพิ่มเติมด้วย”

เชฟเชเรอมี่บอกว่า คอนเซ็ปต์ของเมนูที่ร้านจะเป็นสไตล์ เออร์เบิน แคชวล โดยจะเน้นเมนูไก่ย่างซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ชอบกินเมนูหลักอย่าง ไก่ย่างถ่านเนื้อนุ่มๆ หนังกรอบๆ ที่เสิร์ฟมาพร้อมซอสโฮมเมดหลากหลายรสชาติให้เลือก ซึ่งลูกค้าสามารถจะสั่งไก่ย่างแบบครึ่งตัว (430 บาท) เต็มตัว (790 บาท) หรือแบบเซตก็ได้ นอกจากนี้ยังมีเมนูแนะนำอื่นๆ อีก เช่น เบิร์ดส เบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นไก่กอร์ดองเบลอ ที่เสิร์ฟมาบนขนมปังที่ทำสดใหม่ทุกวัน แล้วยังมีเมนูสุขภาพอย่างสลัดให้เลือกอีกหลายเมนู พร้อมทั้งของหวานรสชาติอร่อยอีกหลายชนิด

“ด้วยความตั้งใจเดิมของผมและหุ้นส่วน ที่จะทำอาหารเมนูอร่อย ซึ่งใช้วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมให้ลูกค้าได้รับประทาน เราจึงให้ความสำคัญกับการเลือกวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพมาปรุงเป็นเมนูต่างๆ สิ่งแรกคือเลือกใช้ไก่จากฟาร์มเปิด ซึ่งเลี้ยงที่เขาใหญ่และเชียงใหม่ ซึ่งฟาร์มทั้งสองแห่งนี้จะเลี้ยงไก่โดยปล่อยตามธรรมชาติ โดยไม่ฉีดยาฆ่าเชื้อ หรือให้ฮอร์โมน นอกจากนี้ยังใช้ผักปลอดสารพิษ และเลือกใช้อุปกรณ์ใส่อาหารที่ทำจากไม้ไผ่ที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านเราจะเป็นคนไทยที่ทำงานออฟฟิศ รวมทั้งชาวต่างชาติที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในเมืองไทยด้วย ซึ่งย่านนี้ก็มีชาวฝรั่งเศสพักอยู่เยอะพอสมควร ด้วยราคาที่ไม่ได้ตั้งไว้สูงมากนัก เพราะอยากให้ลูกค้าที่ชื่นชอบไก่ย่างสามารถมารับประทานได้บ่อยๆ แล้วยังไปแนะนำเพื่อนต่อได้อีกด้วย

ต้องขอเล่าย้อนว่า ช่วงแรกๆ เราทำไก่ย่างส่งลูกค้าแบบเดลิเวอรี่กันก่อน เพราะผมจะชอบหมักไก่ย่างอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ตอนแรกเราก็คุยกันว่า เรามาเปิดร้านเล็กๆ กันก่อนมั้ย จนมาสู่การชิมลางส่งขายลูกค้าแบบเดลิเวอรี่เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา พอมาเจอร้านนี้ซึ่งอยู่ในโลเกชั่นที่ดี ผมและเพื่อนจึงตัดสินใจขอเช่าตึกและตกแต่งร้านจนเสร็จ รวมๆ แล้วก็เปิดมาได้เดือนกว่าๆ แล้วครับ”

เชฟเชเรอมี่บอกว่า ตอนนี้ลูกค้าส่วนมากมักจะสั่งไก่ย่างแบบเดลิเวอรี่ใน วันจันทร์-พุธ โดยสั่งผ่านเฟซบุ๊ก : BIRDSRotisserie หรือไอจี : BIRDS Rotisserie และแอพพลิเคชั่น Foodpanda ส่วนในวันพฤหัสบดี-เสาร์ ลูกค้าจะแวะมารับประทานที่ร้านซะมากกว่า

“โดยส่วนตัวแล้วผมถนัดทำอาหารฝรั่งเศสมากที่สุด เนื่องจากผมเรียนจบมาจากโรงเรียนสอนทำอาหารที่ฝรั่งเศสมาโดยตรง (เรียน 2 ปี) แล้วจึงมาเรียนทำขนมต่ออีก 1 ปี พอเรียนจบก็ทำงานในร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ 3 ดาวซะส่วนใหญ่ ทั้งในฝรั่งเศส นิวยอร์ก และ สวิตเซอร์แลนด์ โดยเป็นเชฟสายไฟน์ ไดนิ่ง มาโดยตลอด จากนั้นจึงคิดที่จะเดินทางมาทำงานหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในประเทศแถบเอเชียบ้าง

แม้ปัจจุบันผมจะไม่ได้ทำเมนูอาหารฝรั่งเศสแนวไฟน์ ไดนิ่ง ในร้านอาหารหรูๆ แล้ว แต่ผมก็ยังนำทักษะในการทำอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ที่ต้องเลือกวัตถุดิบที่ดี มีขั้นตอนพิถีพิถันในการปรุงเมนู มาปรับใช้กับการทำเมนูจากไก่ย่างที่ร้านนี้ด้วย ซึ่งไก่ที่ผมหมัก นอกจากจะเลือกไก่คุณภาพดีแล้ว ยังมีกรรมวิธีในการหมักที่ละเอียดลออและใช้ขั้นตอนเยอะมาก โดยจะใช้เวลาหมักนานถึง 2 วัน แล้วแช่ตู้เย็นไว้เพื่อให้เครื่องเทศซึมเข้าเนื้อไก่ได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มรสชาติความอร่อยให้มากยิ่งขึ้น”

เชฟเชเรอมี่ทิ้งท้ายว่า ในอนาคตเขาและหุ้นส่วนแพลนไว้ว่าจะเปิดสาขาร้านเบิร์ดสเพิ่มอีก 1 สาขาในกรุงเทพฯ นอกจากนี้อาจจะเปิดอีกสองสาขาที่พัทยาและภูเก็ต ซึ่งมีลูกค้ามาขอซื้อแฟรนไชส์โดยยื่นข้อเสนอให้เขาเข้าไปดูแลและบริหารร้านเองอีกด้วย

 

อภินัทธ์ กันตนฤมิตรกุล เป้าหมายคือครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/508021

อภินัทธ์ กันตนฤมิตรกุล เป้าหมายคือครอบครัว

โดย…กองทรัพย์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

แนท-อภินัทธ์ กันตนฤมิตรกุล หนุ่มวัย 25 ปี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ.เอ็น.บี. แพคเกจจิ้ง (A.N.B. Packaging) ทายาทธุรกิจที่ตั้งใจจะสืบทอดกิจการด้านกล่องกระดาษที่เปิดมาแล้วเทียบเท่าอายุของเขา

เป็นเด็กหนุ่มที่มีเป้าหมายชัดเจน ทั้งในเรื่องการทำงานและการพัฒนาตัวเองด้านต่างๆ เมื่อเรียนจบระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนาแล้ว เขาเดินทางไปเรียนต่อด้านปริญญาตรีที่ Babson College ในสหรัฐ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งด้านการผลิตบุคคลที่ต้องการฝึกฝนวิธีคิดแบบนักธุรกิจ และการพัฒนาความคิดเชิงประกอบการ (Entrepreneurial mindset) คนไทยที่ไปเรียนที่นี่ส่วนใหญ่ไปเพราะมีเป้าหมายว่าจะทำธุรกิจของตัวเองหรือสานต่อธุรกิจครอบครัวกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาจึงเริ่มทำงานในธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ

“ผมทำงานจริงๆ มา 3 ปีแล้ว แต่ระหว่างที่เรียน ถ้ามหาวิทยาลัยปิดเทอม ก็จะมาช่วยงานคุณพ่อกับคุณแม่ เข้าโรงงานตลอด เข้าไปช่วยงาน ช่วยดูปัญหา เซตอัพระบบต่างๆ ที่ยังขาดอยู่ ได้ลงไปคลุกคลีในไลน์ผลิต ค่อยๆ พัฒนาในส่วนที่เราทำได้ก่อน ซึ่งทั้งสองท่านก็ไว้วางใจให้ออกความคิดเห็น

ธุรกิจของครอบครัวเราเปิดมา 25 ปีแล้ว เรียกว่าเกิดมาก็เจอท่านทำงานหนักเลย เราสามคนพี่น้อง (A.N.B.) ชื่อย่อภาษาอังกฤษของพวกเราคือชื่อบริษัท ดังนั้นพวกเราซึมซับมาตลอดเป็นธุรกิจของพวกเรา ทุกคนคิดจะมาช่วยกันทำงานทั้งหมด คิดเสมอว่าจะกลับมาสานต่องาน แต่ละคนก็ออกไปหาประสบการณ์ในแบบของตัวเอง พร้อมกลับมาเมื่อไหร่ก็ค่อยกลับมา แต่ผมเราก็เลยมุ่งไปเรียนที่สหรัฐ เพื่อเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการเลย”

เมื่อถามว่ามหาวิทยาลัยที่ฝึกให้เป็นผู้ประกอบการมีวิธีการสอนอย่างไร ผู้บริหารวัย 25 ปี เล่าว่า ปีหนึ่งเข้าไปจะต้องมีธุรกิจของตัวเอง “เราก็คิดโปรเจกต์เลย ต้องหาสินค้าหนึ่งอย่างมาขาย ทำเป็นกลุ่ม แบ่งหน้าที่เหมือนในบริษัทหนึ่งแห่ง ทดลองทำ เทรดสินค้า วางกลยุทธ์ ซึ่งผมและทีมเลือกทำขายยูเอสบี (USB) นำเข้าจากประเทศจีน ทำการตลาด ทำบัญชี และขายจริง ปิดงบในหนึ่งปี เป็นการให้เราเรียนรู้เรื่องการเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นจนจบว่ามีอุปสรรคอะไรบ้าง ลองทำดูโดยมีเงินทุนส่วนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยสนับสนุน

พออยู่ระดับปี 2-3 เริ่มเรียนในวิชาที่ตรงสายมากขึ้น เช่น บัญชี ไฟแนนซ์ มาร์เก็ตติ้ง ผมเลือกซัพพลาย เชน แมเนจเมนต์ (Supply Chain Management) จะเป็นภาพกว้างของระบบโลจิสติกส์ เราสนใจถึงเลือกเรียน และอีกอย่างมันเกี่ยวเนื่องกับงานที่จะต้องกลับมาดูแล คือที่บ้านเราทำโรงงานแพ็กเกจจิ้ง ก็เกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว”

เด็กหนุ่มที่ค่อนไปทางเนิร์ด มองว่า การเรียนในมหาวิทยาลัยไกลจากตัวเมือง ค่อนไปทางป่าเขา อยู่ไกลแสงสีเป็นเรื่องสนุก แต่ที่นั่นก็เปิดโลกให้เขาเช่นกัน “ถ้ามีเวลาจะแพ็กกระเป๋าเที่ยวแบบโรดทริปกับเพื่อนๆ ไปตามพาร์คต่างๆ ของสหรัฐ เป็นการท่องเที่ยวในแบบที่ผมชอบ ไม่ได้สบายมาก แต่ไม่ได้แอดเวนเจอร์ขั้นสุด อยู่กลางๆ และทำให้เราเห็นมุมที่หลากหลายของสหรัฐ”

หลังจากที่เรียนจบเขามีโอกาสไปได้ฝึกงานที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นบริษัทเทรดดิ้งกระดาษที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นบริษัทคู่ค้าของเอสซีจี “ประสบการณ์ตรงนั้นก็ทำให้เราได้เห็นมุมมองของการทำงานของมืออาชีพระดับโลก ได้เรียนรู้เรื่องการเทรดกระดาษว่าเขาเทรดเยื่อ กระดาษม้วน ยังไงไปที่ไหน

บริษัทเราทำกล่องลูกฟูกส่วนใหญ่ก็จะใหญ่หน่อย เพราะเป็นกล่องที่ต้องบรรจุสินค้าเพื่อส่งออกต่างประเทศ ทำให้ทันทีที่กลับมาทำงานก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเหมือนกัน พยายามวางโครงสร้างงาน ระบบไอทีให้เป็นรูปแบบมากขึ้น ใครมาทำงานต่อก็จะทำงานไปได้เลย ไม่อิงบุคคลมากนัก พึ่งพาแรงงานให้น้อยที่สุด

พนักงานเก่าๆ ของคุณแม่ก็อายุมากขึ้น เราก็สร้างองค์กรด้วยการสร้างพนักงานรุ่นใหม่ๆ เข้ามามีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์กร และฝึกคนให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กร จริงๆ พนักงานหลายคนก็เห็นผมตั้งแต่ตัวเล็กๆ ก็เข้าไปคลุกคลีกับเขาบ่อย ก็เลยได้รับความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลง ทุกคนก็ค่อนข้างเอาใจช่วย ความยากตอนมาทำงานจริงก็ยากกว่าตอนที่เรียนเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ยิ่งดีลกับคนมากก็จะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เราโตมาแบบหนึ่ง วิธีคิดของเราก็แตกต่างกับพนักงานที่มาจากหลายที่ เขาก็อาจจะมีวิธีคิดหรือมีไอเดียการทำงานที่ไม่เหมือนกัน เราก็ต้องพยายามเข้าใจเขาให้มาก” ผู้บริหารหนุ่ม เล่า

สิ่งที่แตกต่างของผู้บริหารรุ่นลูกทำให้บริษัทอายุ 25 ปี ค่อยๆ พัฒนาขึ้น คือ การเสริมเทคนิค และการตรวจวัดคุณภาพแข็งแรงมากขึ้น “เราเพิ่มแล็บและอาร์แอนด์ดีเล็กๆ สั่งซื้อการตรวจวัดคุณภาพความแข็งแรง การตัดตัวอย่างผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้า บรรจุภัณฑ์พร้อมใช้เมื่อไปถึงลูกค้าปลายทาง เรามีเป้าหมายว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายมากกว่าแพ็กเกจจิ้งส่งออก เพราะแนวโน้มก็เริ่มเปลี่ยนไป เราพยายามดีไซน์ผลิตภัณฑ์ให้พร้อมใช้งานมากที่สุด เราจะประสานงานคู่กับความต้องการของลูกค้า เขาให้โจทย์เรามาก็พยายามเข้าใจและพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับลูกค้าปลายทางที่สุด

“ทิศทางของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระดาษเราจะพูดเรื่องกระแสการรักษ์โลกมากขึ้น ใช้กระดาษที่มีแหล่งที่มาที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ามาจากป่าปลูก และมีการแปรรูปยังไงกว่าจะไปถึงปลายทาง คือสามารถตรวจสอบตั้งแต่ต้นจนจบได้ น่าจะเป็น
เทรนด์ที่เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ”

วิธีการแบ่งพาร์ตการทำงานและไลฟ์สไตล์ของแนทจะเป็นระบบมาตั้งแต่เด็ก คือ จะเรียนคู่กับการเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งกีฬาที่ชอบเล่นและทำได้ดี ก็คือ กีฬาเทนนิส แม้ช่วงนี้เป็นช่วงขยายงานและรับช่วงงานต่อพาร์ตที่เป็นกีฬาก็น้อยไปบ้าง แต่ก็พยายามออกกำลังกายให้ตัวเองกระฉับกระเฉง และถ้าการทำงานอยู่ตัวแล้ว เขาจะมุ่งเรียนต่อด้าน MBA ซึ่งรอช่วงเวลาที่เหมาะสม

 

ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ อิสรภาพทางความคิดคือสิ่งสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/507827

ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ อิสรภาพทางความคิดคือสิ่งสำคัญ

โดย…อณุสรา ทองอุไร-ณัฐวดี ภิญญศิริ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เหตุผลในการเลือกอาชีพใดอาชีพหนึ่งของใครหลายๆ คนอาจมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน บางคนเลือกทำอาชีพใดอาชีพหนึ่งเพราะคำชี้แนะของครอบครัวและรอบตัว บางคนอาจเลือกเพราะค่าตอบแทนสูง หรือบางคนก็อาจเลือกเพราะรักในอาชีพนั้นอย่างแท้จริง และหนึ่งในอาชีพที่เด็กหลายๆ คนใฝ่ฝันอยากจะเป็น นั่นก็คือ อาชีพ “ครู” ผู้ซึ่งคอยให้ความรู้ต่างๆ แก่ทุกคน

แม้ในปัจจุบัน อาชีพครูจะเกือบเป็นตัวเลือกสุดท้าย เพราะดูเหมือนต้องคอยอยู่ในกรอบขององค์กรตลอดเวลา แต่หากลองมองในทางกลับกัน บางครั้งอาชีพครูก็อาจเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครได้อีกหลายๆ คน ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ ที่ยึดถืออาชีพครูมานานกว่า 10 ปี การเป็นครูของเธอไม่ใช่เพียงการยืนพูดอยู่หน้าชั้น แต่สามารถทำให้ผู้สอนและผู้เรียนได้มากกว่านั้น เป็นการสร้างอิสรภาพทางความคิดให้แก่ทั้งตัวเธอเองและนักเรียน อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอสามารถเลือกได้ว่า สิ่งไหนที่นักเรียนควรจะได้รับ เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนไป หรือสิ่งไหนที่เธอจะสามารถริเริ่มขึ้นมาใหม่เพื่อพัฒนาให้ลูกศิษย์อันเป็นที่รักได้ก้าวหน้าต่อไป

ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชา Media and Communication สาขา Fine and Applied Arts Division คณะวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือใครอาจเคยรู้จักเธอมาก่อนจากการเป็นครูสอนการแสดงในรายการเรียลิตี้โชว์ ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่นที่ 2 และเป็นครูใหญ่ในซีซั่นที่ 3

ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการละคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทที่ Goldsmiths College, University of London และปริญญาเอกที่ School of Oriental and African Studies, University of London

 

รวมเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 7 ปีเต็ม ก่อนที่ ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ จะเดินทางกลับมาเป็นอาจารย์ผู้สอนในสาขาวิชาศิลปะการแสดงที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่นั่นเธอใช้ชีวิตอยู่กับละครเวทีอย่างจริงจังและได้พบเจอกับเด็กนักเรียนหลากหลายประเภท กระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไป 11 ปี จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญจึงเกิดขึ้นเพราะอยากสร้างความท้าทายใหม่ๆ ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ จึงกลายมาเป็นอาจารย์สอนที่คณะวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อร่วมบุกเบิกคณะใหม่

แม้ว่าในช่วง 3-4 ปีก่อนหน้า เธอเคยได้รับการเชื้อเชิญให้ไปสอนในหลักสูตร Entertainment Media Production มาก่อน หากแต่ก็ปฏิเสธไป เพราะเป็นวิชาเน้นการถ่ายภาพ ไม่ได้เป็นการสร้างเนื้อหา ต่อมาภายหลัง เมื่อมีการเปิดสาขาใหม่ซึ่งเป็นสาขานิเทศศาสตร์ จึงทำให้เธอตัดสินใจไปโดยไม่ลังเล

ตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมา ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ เล่าให้ฟังว่า เธอไม่เคยคิดอยากเป็นอย่างอื่น นอกจากการเป็นอาจารย์ ส่วนหนึ่งเพราะเป็นคนทนมีเจ้านายเยอะๆ ไม่ได้ รวมถึงตอนเด็กเคยเห็นแม่เป็นอาจารย์มาก่อน เห็นท่านมีอิสระในการทำงาน จึงคิดตั้งแต่ตอนนั้นว่า อยากเป็นครู

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะรู้ว่าเรียนการละคร ถ้าไปอยู่ในธุรกิจแล้วจะต้องอยู่ในงานไร้อิสระไร้คุณภาพงานอย่างที่อยากทำ ถ้าอยากสร้างงานคุณภาพคงสร้างไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้เธออยากเป็นครูมาตลอด อาจไม่รวยร้อยล้านพันล้าน แต่ได้รับอิสรภาพทางความคิดและเวลา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นมนุษย์ ก็คิดว่าเพียงพอ

 

ในส่วนความแตกต่างระหว่างนิเทศศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดลกับนิเทศศาสตร์ของที่อื่น ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ ให้ความเห็นว่า เมื่อรู้ว่าตลาดสื่อกำลังกลายเป็นตลาดอาเซียน มหาวิทยาลัยนานาชาติที่มีภาษาอังกฤษเป็นช่องทางก็น่าจะได้เปรียบ

“ตั้งใจเปิดหลักสูตรเพื่อรองรับอาเซียนที่กำลังมา โดยต้องเตรียมความพร้อมให้เด็กเข้าใจตลาดอาเซียน วัฒนธรรมสังคมการเมือง และอุตสาหกรรมด้านสื่อของอาเซียน ซึ่งความจริงมองไกลกว่านี้ อย่างเวลาดู Game of Thrones มันไม่ใช่การมานั่งแบ่งแยกว่าเป็นโทรทัศน์หรือว่าภาพยนตร์ แต่มันคือการรวมกันของช่องทาง ไม่ต้องมาแบ่งว่าเป็นภาพยนตร์ โทรทัศน์ หรือวารสาร เพราะ 1 เนื้อหาควรกระจายได้มากกว่า 10 ช่องทาง จึงสร้างสาขาที่ชื่อ Creative Content ขึ้นมา ดังนั้นนิเทศศาสตร์ของขวัญจึงเป็นนิเทศศาสตร์ที่เน้นการสร้างเนื้อหามากกว่าการสร้างรูปแบบ”

หลังจากเปิดสาขานิเทศศาสตร์ตามความตั้งใจแล้ว ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ ก็มองไปถึงอนาคตของนักเรียนที่ควรได้รับการเรียนรู้เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ตัวเอง จึงจัดให้มีชั้นเรียน Event Management (การบริหารการจัดงาน) กับเด็กตั้งแต่ชั้นปี 1 ซึ่งเป็นวิชาสอนวิธีการสร้างเนื้อหาให้สาธารณะรู้ว่าเรามีตัวตน และให้อิสระทางความคิดกับนักเรียนเต็มที่

เริ่มจากให้นักเรียนแข่งขันกันคิด Project ในวิชาดังกล่าวว่า เนื้อหาที่ควรนำมาจัดงานควรเป็นเรื่องอะไร จนเกิดเป็นเวิร์กช็อป หรือ Media Communication Master Class ขึ้นมา ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีเวิร์กช็อปในหัวข้อ Secrets of a Master Storyteller ได้ วิล สทอร์ นักเขียนชาวอังกฤษ ผู้เขียนสารคดีให้กับ BBC มีผลงานตีพิมพ์ใน BBC, The Sunday Times และ The Guardians มาเผยเคล็ดลับงานเขียนระดับโลกให้คนในงานได้ฟัง

ขณะที่ปีนี้ เป็นหัวข้อใหม่จากกลุ่มนักเรียนประกวดความคิดและสามารถเอาชนะกลุ่มอื่นในชั้นได้ ชื่อหัวข้อว่า “The Art of SOUND Creation” กล่าวคือ เพลงมีผลในการสร้างแบรนด์อย่างไร และสามารถสร้างการจดจำได้อย่างไร คราวนี้บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ (ประเทศไทย) ส่งคนมาพูด คือ ยุทธพงศ์ วรานุเคราะห์ ส่วนอีกคน คือ คีวาน ฟรอสต์ หรือ นักแต่งเพลงชาวอังกฤษและโปรดิวเซอร์ของศิลปินระดับโลก อาทิ บอย จอร์จ กับ มาร์ก รอนสัน ซึ่งเป็นคนทำเพลงกับ บรูโน มาร์ส บ่อยๆ

 

อยากให้งานออกมาแบบฮิปๆ ไม่ต้องไฮโซมาก อยากให้เกรดสถานที่จัดงานอยู่ในระดับกลางๆ เพราะกลุ่มเป้าหมายเป็นนักดนตรีธรรมดากับคนเพิ่งเรียนจบแต่อยากขายงานได้ที่ต้องการหาแรงบันดาลใจ

ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ มีความตั้งใจว่า จะทำชั้นเรียนแบบนี้ทุกปีเพื่อให้เป็นที่รู้จัก อย่างตอนนี้กำลังสอนเนื้อหาให้เด็กสามารถพูดกับสังคมได้ว่า “เราคือใคร” แต่ภายใน 1-2 ปีข้างหน้าจะทำภาพยนตร์หรือสารคดี ทุนอาจไม่มาก แต่คาดว่าน่าเข้าถึงคนมากขึ้น

“เสน่ห์งานสอน คือ การได้ปั้นคนแล้วเห็นผล ภายใน 4 ปีมีเด็กเข้ามาในมือหลากหลาย จึงเห็นการเจริญเติบโตของเด็กๆ ด้วยมือเรา แต่ในขณะดียวกันก็ต้องยอมรับว่าไม่สามารถปั้นได้ทุกคน จะพยายามบอกลูกศิษย์เสมอ ไม่ว่าทำอะไรต้องไม่เสียใจภายหลัง ต้องทำให้ดีที่สุด เท่าที่ทำได้ในตอนนั้น เกิดเป็นคนต้องรู้คุณค่าของลมหายใจ

บางคนไม่รู้จักคุณค่าชีวิต ไม่รู้จักแสวงหา คิดแค่เรียนให้จบๆ ไปก็พอ แต่เมื่อมาเรียนสิ่งที่เป็นนิเทศศาสตร์มันต้องมีความชอบจริงๆ เพราะต้องทำงานหนัก เช่น ถึงเวลา 5 โมงเย็น ต้องซ้อมละคร ไม่มาไม่ได้ ตายสถานเดียว เพราะงานละครเป็นงานที่ต้องมีระเบียบวินัย เป็นการทำงานร่วมกับคนหมู่มาก บางครั้งประชาธิปไตยเกินไป คนก็ลืมเคารพส่วนรวม ดังนั้น จึงพยายามทำให้การมีระเบียบวินัยกลายเป็นวัฒนธรรมของหลักสูตรนี้”

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากอิสรภาพทางความคิดที่ได้มอบให้กับทั้งนักเรียนและตัวเอง ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ ยังมีอุดมการณ์อันแน่วแน่จากการจัดตั้งหลักสูตรนี้ขึ้นมา คือ เธอเชื่อว่าหลักสูตรนี้จะสามารถสร้างนักข่าวและสถานีข่าวที่ดีขึ้นมาได้ เธออยากสร้างผู้กำกับที่ไปไกลถึงเมืองคานส์ได้ตลอดเวลา สร้างคนที่เข้าใจเนื้อหาความเป็นคนไทยและเอเชีย รวมถึงมองหาคนทำหนังอินดี้ที่กล้าลุกขึ้นมาสร้างงานของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพานายทุน

“ทุกวันนี้ช่องทางมันเปิดกว้าง ถ้าดีจริงฝีมือถึงจริง ทำสารคดีส่งเน็ตฟลิกซ์ก็ได้ ไม่ต้องนั่งรอช่องทางไหน เพราะเรามีภาษาอังกฤษที่เป็นสากล จึงคิดว่าน่าจะตัดสินใจถูก อย่างน้อยภาษาอังกฤษของเด็กที่นี่ก็ดีจริง แต่ที่ยังเหลือคือแพสชั่น ทักษะที่ยังต้องตามหา และแรงผลักดันอื่นๆ ในชีวิต”

สุดท้าย ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ บอกว่า ในปีหน้าตั้งใจจัดงานใหญ่บนอาคารอทิตยาทร มหาวิทยาลัยมหิดล ชั้น 5-6 เนื่องจากที่นั่นเป็นส่วนการสอนภาคปฏิบัติต่างๆ มีสตูดิโอถ่ายภาพยนตร์กับโรงละคร จึงตั้งใจจัดงานเปิดตึก ทั้งเทศกาลหนัง เทศการละคร และงานประชุมวิชาการด้านนิเทศศาสตร์พร้อมกันภายในคราวเดียว โดยจุดประสงค์หลักของงาน คือ เป็นเหมือนกับ Open House เพื่อแนะนำคณะอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

 

“อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพช่องปากดีขึ้น” ทพญ.ธัญพร พงษ์ขจรกิจการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2560 เวลา 17:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/507693

"อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพช่องปากดีขึ้น" ทพญ.ธัญพร พงษ์ขจรกิจการ

เรื่อง วรธาร ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สาวสวยหน้าใสหุ่นเพรียวที่ให้เกียรติมาขึ้นปกหลังในคอลัมน์ Bold ของเซ็กชั่นแมกซ์ โพสต์ทูเดย์ วันนี้ เป็นทันตแพทย์อายุยังน้อยที่ทั้งเก่งและอัธยาศัยดีมีชื่อว่า ทพญ.ธัญพร พงษ์ขจรกิจการ หรือหมอออย เจ้าของคลินิกทันตกรรมครบวงจรอย่าง Deezy Dental Home ที่มีอยู่ 3 สาขา ในระยะเวลา 1 ปี และเป็นข้าราชการทหารที่กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก กระทรวงกลาโหม ปัจจุบันยศร้อยเอก (ร.อ.) อดีตเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติอีกด้วย

แรงบันดาลใจให้มาเป็นหมอฟัน

แรกเริ่มเดิมทีหมอออยมีความใฝ่ฝันอยากเป็นแพทย์ด้านจิตเวช แต่ต่อมาเปลี่ยนใจเบนเข็มมาทางทันตแพทย์ เพราะมองว่างานทันตกรรมไม่เป็นเชิงรักษาโรคอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องอื่นๆ เช่น การปรับบุคลิกภาพ หรือเรื่องความสวยความงามเข้ามาด้วย ที่สำคัญเมื่อตอนเป็นเด็กเป็นคนมีปัญหาสุขภาพช่องปากค่อนข้างบ่อยจนต้องไปพบทันตแพทย์เป็นประจำ ทำให้เป็นแรงบันดาลใจเลือกเรียนทันตแพทย์

“ช่วงหนึ่งตอนอายุ 8 ขวบ หมอเป็นมิวโคซีล (Mucocele) โรคนี้เกิดจากต่อมน้ำลายเล็กๆ ฉีกขาดและคั่งขึ้นมา ลักษณะเหมือนถุงน้ำในช่องปากสักพักกลายเป็นถุงเมือก ไม่แตกเองต้องไปหาหมอให้ผ่าออก คือจะเป็นอย่างนี้บ่อย หรือไม่ก็เป็นอย่างอื่นในช่องปากตลอด สุขภาพอย่างอื่นไม่เคยไปหาหมอนะ เลยตัดสินใจเรียนทันตแพทย์จะได้รู้จักการดูแลสุขภาพช่องปากตัวเองและคนอื่นด้วย เพราะหมอรู้ดีว่าการเป็นอะไรในช่องปากไม่มีความสุขเลยคนอื่นก็คงไม่มีความสุขเหมือนที่เราเป็น

อีกอย่างศาสตร์ทันตแพทย์ไม่ได้มีแค่การรักษาโรคฟันหรือโรคในช่องปากเท่านั้น มีแตกออกไปหลายสาขามาก เช่น การรักษารากฟัน การดัดฟัน การจัดฟัน การทำครอบฟัน การทำฟันปลอม การทำสะพานฟัน หรือแม้กระทั่งการทำรากเทียมที่กำลังเป็นเทรนด์ หรือแม้แต่การทำฟันเพื่อความสวยงามอย่างเช่น แปะฟัน หรือทำวีเนียร์ ที่ดารานางแบบในยุโรปชอบทำในเวลานี้ สิ่งเหล่านี้เป็นการเสริมบุคลิกภาพและสร้างความมั่นใจให้คนเรามากขึ้น แล้วหมอเป็นผู้หญิงชอบความสวยความงามอยู่แล้วเลยเรียนทันตแพทย์ค่ะ” ทพญ.ธัญพร เล่าแรงบันดาลใจในการเป็นทันตแพทย์

ทพญ.ธัญพร กล่าวต่อว่า ผลจากการเรียนทันตแพทย์ได้เปลี่ยนตัวเองในหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นนิสัยใจคอ อารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรม จากเดิมที่มีนิสัยค่อนไปทางผู้ชายที่เป็นคนลุยๆ ไม่ค่อยนิ่งและทำอะไรไม่ค่อยเป็นระเบียบ ก็เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ กลายเป็นคนที่นิ่งขึ้น มีความละเอียดลออมากขึ้น ไม่ว่าจะทำอะไรงานอื่นหรืองานทันตกรรมจะเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอนเสมอ

“ทันตแพทย์เป็นกึ่งวิชาทางศิลปะนอกจากเรียนทางวิทยาศาสตร์ยังต้องเรียนทางศิลปะด้วยและต้องใส่ใจรายละเอียดอย่างมาก สมมติฟันซี่หนึ่งเกิดผุขึ้นมาอุดฟันมิใช่สักแต่อุดแต่ต้องให้สวยออกมาดีด้วย คล้ายๆ เวลาแกะสลัก ตอนเรียนช่วงแรกจำได้ว่าอาจารย์ให้แวกซ์มาหนึ่งก้อนทำเป็นฟัน ก่อนนั้นไม่เคยรู้เลยว่าในฟันหนึ่งซี่มีอะนาโตมีเยอะขนาดนี้ ก็นั่งทำอยู่อย่างนั้นแวกซ์เกลื่อนเต็มห้องเลย โอ้โฮกว่าจะสำเร็จต้องใจเย็นละเอียดลออทุกขั้นตอน เลยรู้สึกว่าเรียนทันตแพทย์ทำให้เป็นคนสุขุม ละเอียด คิดทำอะไรก็เป็นระเบียบและเป็นระบบที่ดี” หมอออย กล่าว

 

 

รับราชการเพราะอยากตอบแทนแผ่นดิน

เมื่อถามถึงการเลือกรับราชการทหาร ทพญ.ธัญพร กล่าวว่า เพราะต้องการตอบแทนคุณแผ่นดินเนื่องจากมองว่าประเทศไทยทุกวันนี้ยังขาดแคลนทันตแพทย์จำนวนมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของประเทศ ถ้าสังเกตให้ดีเวลาไปโรงพยาบาลของรัฐจะเห็นคนไข้ที่มาหาหมอฟันรอเยอะมากและบางคนต้องรอคิวข้ามปีก็มี ดังนั้น การมารับราชการของเธอจึงเป็นความตั้งใจแรกที่อยากดูแลสุขภาพของประชาชนนอกเหนือจาการทำงานใช้ทุนของรัฐบาล

“บางคนเรียนจบทันตแพทย์ทำงานใช้ทุนรัฐบาล สมมติทำ 6 เดือน ก็ลาออก ทำไม่ครบ 3 ปีที่กำหนด ก็ต้องจ่ายเงินที่เหลือตามสัญญาที่ทำไว้กับรัฐแทนการทำงานครบกำหนด เหตุผลของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนอาจไปเปิดคลินิกของตัวเอง หรือไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชนที่รายได้ดีกว่า แต่หมอเลือกทำงานใช้ทุนจนครบแล้วจึงมาเปิดคลินิกของตัวเอง หมอรู้สึกว่าการทำงานใช้ทุนของรัฐนั้นมีคุณค่า เพราะเราทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน หมอมองว่าการทำงานราชการได้อะไรเยอะ เช่น ได้ประสบการณ์ที่แตกต่างจากการทำงานในคลินิก และยังได้เรียนรู้จากแพทย์ที่เก่งๆ อีกด้วย”

ทพญ.ธัญพร กล่าวต่อว่า พอมาทำราชการก็ทำให้รู้ว่าประชาชนคนไทยเข้าถึงการงานด้านทันตกรรมน้อยมาก เช่น หลายคนไม่รู้ว่าทุกๆ 6 เดือน ควรจะต้องมาตรวจสุขภาพช่องปาก หรือเรื่องง่ายๆ อย่างการแปรงฟันส่วนตัวเชื่อว่า ประชาชนประมาณ 80-90% แปรงฟันไม่ถูกวิธี หรือคนไข้จำนวนไม่น้อยเชื่อว่าฟันมีอายุขัยเหมือนร่างกาย ซึ่งจริงๆ แล้วฟันเป็นกระดูกที่แข็งที่สุดในร่างกายด้วยซ้ำถ้าดูแลดีๆ ไม่มีวันหมดอายุเลย

“หมอรับราชการมาแล้ว 4 ปี รู้สึกภูมิใจที่ได้ดูแลสุขภาพฟันของพี่น้องประชาชน ทุกครั้งที่คนไข้มารักษาแล้วเราทำให้เขามีรอยยิ้มกลับไปหมอมีความสุขมาก และทุกครั้งที่ออกหน่วยงานทันตกรรมเคลื่อนที่ (ปกติหมอออกทุกวันพฤหัสบดี) ไปยังที่ต่างๆ ซึ่งเมื่อก่อนออกต่างหวัดบ่อยเพราะสองปีแรกทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลค่ายรามราชนิเวศน์ จ.เพชรบุรี พอย้ายเข้ามาทำงานที่กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก และช่วยราชการที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ก็จะออกหน่วยที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมากกว่า แต่ก็เคยไปออกหน่วยที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้ว พูดได้เลยมีความสุขและภูมิใจมาก”

 

 

เปิด Deezy Dental Home ของตัวเอง

กับการมาเปิดคลินิกทันตกรรม Deezy Dental Home ของตัวเอง หมอออย กล่าวว่า จากการที่ได้ทำงานในโรงพยาบาลของรัฐมาตลอด ปัญหาหนึ่งที่เห็นและมองว่าเป็นเรื่องใหญ่คือ ประชาชนคนไทยเข้าถึงงานทันตกรรมน้อยมากตามที่กล่าวมาแล้ว บางคนต้องเดินทางไกลเพื่อมาหาหมอฟัน ขณะที่จำนวนไม่น้อยต้องรอคิวข้ามปีในการทำฟันที่โรงพยาบาล

“หมอเห็นปัญหาตรงนี้เลยต้องเปิดคลินิกที่ค่อนข้างครบวงจรและทำในราคาถูกที่ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ สาขาแรกเปิดที่สาขาลาดพร้าว สาขาที่ 2 ประชาอุทิศ 58/1 ตรงปากซอยติดถนน สาขาที่ 3 ที่ จ.อุดรธานี ขณะที่การบริการมีครบวงจร เช่น อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน ทำฟันเด็ก เคลือบฟัน ครอบฟัน ทำรากฟัน สะพานฟัน รากเทียม จัดฟัน มีทุกอย่าง ทั้งรักษา ป้องกัน และความสวยงาม คนไข้สามารถมาพบหมอเฉพาะทางได้หมดครบทุกสาขา เครื่องเอกซเรย์พร้อม”

ต้องยอมรับว่าทันตแพทย์สาวต้องทำงานหนัก เพราะไหนจะงานราชการที่ต้องเข้างานตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง และเมื่อเลิกงานแล้วยังต้องมาดูคลินิกถึง 2 ทุ่มกว่าจะได้กลับบ้าน แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความสวยสดใสลดน้อยถอยลงเนื่องจากคุณหมอมีเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพนั่นเอง

“หมอชอบดูหนังผ่อนคลายได้เยอะ ถ้าว่างจริงๆ ก็ทำอาหารอยู่บ้าน ส่วนการดูแลสุขภาพจะฟิกเรื่องการนอน วันหนึ่งต้องได้ 7 ชั่วโมง ต้องมีวินัยตรงนี้ ส่วนอาหารเน้นผักผลไม้และพยายามให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายบ้าง เช่น เล่นโยคะ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลาเล่นมากนัก แต่อนาคตวางไว้เลยต้องออกกำลังกาย 3 วัน/สัปดาห์ค่ะ” หมอออย กล่าวถึงการดูแลสุขภาพ

 

ธัญลักษณ์ อภิณหพานิชย์ จากเด็กสายวิทย์สู่เชฟขนมหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2560 เวลา 11:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/507086

ธัญลักษณ์ อภิณหพานิชย์ จากเด็กสายวิทย์สู่เชฟขนมหวาน

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หากวันนั้นเธอไม่ตัดสินใจเบนเข็มชีวิตมาสอบตรงที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่อฝึกปรือฝีมือสำหรับเป็นเชฟ ตอนนี้เส้นทางชีวิตของ จูน-ธัญลักษณ์ อภิณหพานิชย์ เชฟขนมหวานหน้าตาชวนมองตั้งแต่แรกเห็น อาจต้องเปลี่ยนจากสวมผ้ากันเปื้อนไปสวมเสื้อกาวน์ ไม่ได้มีคำนำหน้าชื่อว่าเชฟ แต่ต้องเรียกเธอว่าเภสัชกรหญิงมากกว่า

“จูนเป็นเด็กสายวิทย์ คุณพ่อรับราชการ คุณแม่เป็นพยาบาล ที่บ้านสนับสนุนให้เอาดีด้านเภสัชกร ตอนแรกจูนก็ตั้งใจไปในสายนั้น แต่ปรากฏว่าไปสอบทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน จูนยังติดแค่ตัวสำรอง ระหว่างที่รอผล เลยมาลองสอบตรงที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ปรากฏว่าสอบติดคณะเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ เลยตัดสินใจเรียนที่นี่ดีกว่า เพราะจูนก็ชอบทำอาหารและขนมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว” เชฟขนมหน้าหวานแห่งร้านเอสเอ็นพี เฮดควอเตอร์ เปิดฉากเล่าถึงเส้นทางชีวิตเด็กสายวิทย์ที่พลิกผันอย่างออกรส

จูนบอกว่า การตัดสินใจของเธอในตอนนั้น แม้ช่วงแรกทางบ้านจะไม่เห็นด้วย แต่หลังจากได้เข้ามาเรียนและเริ่มมองเห็นช่องทางในการประกอบอาชีพ ทางบ้านก็ค่อยๆ เปิดใจ

 

“พอเข้ามาเรียน ทางมหาวิทยาลัยจะมีโครงการให้ไปฝึกงานกับบริษัทต่างๆ นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน ตั้งแต่ปีหนึ่ง จูนเลือกเข้าโครงการฝึกงานกับเอสแอนด์พี เพราะมองว่าเป็นบริษัทใหญ่มีสายงานที่ค่อนข้างกว้างให้ได้เรียนรู้ เลยทำให้มีรายได้ระหว่างเรียน แถมยังได้เรียนรู้โลกแห่งการทำงานไปในตัว พอที่บ้านเห็นว่าเส้นทางที่เราเลือกมีอนาคตเลยเริ่มเห็นด้วยกับเส้นทางที่เราเลือก”

เชฟสาวยังบอกด้วยว่า หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้เธอได้เรียนรู้ทั้งศาสตร์การทำอาหารและขนม แต่สุดท้ายเธอเลือกเอาดีในสายขนมหวาน “จูนชอบกินขนมหวานอยู่แล้ว แต่ก่อนเวลาวันหยุดทีไรต้องไปตระเวนหาชิมขนมหวานอร่อยๆ พอได้มาเรียนก็ยิ่งหลงรักในศาสตร์การทำขนม เพราะเปิดโอกาสให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่”

การทำขนมต่างจากการทำอาหาร สำหรับเชฟสาวหน้าหวานมองว่า การทำอาหารไทยต้องพิถีพิถันในทุกขั้นตอนจริงๆ ถึงได้รสชาติถึงเครื่อง ขณะที่อาหารยุโรปถึงแม้จะส่วนผสมน้อย แต่เทคนิคในการปรุงอาหารค่อนข้างเยอะ ผิดกับขนมหวาน ที่แม้ตอนเรียนอาจารย์จะปลูกฝังว่า 1+1=2 แต่หลังจากได้ศึกษา และสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ เธอกลับพบว่า เสน่ห์ของการทำขนมไม่ได้อยู่ที่การทำตามสูตรเท่านั้น แต่สูตรขนม 1 สูตร สามารถแตกออกเป็นสูตรย่อยได้มากมาย ขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์ของเชฟผู้อยู่เบื้องหลัง

 

“สิ่งที่จูนชอบและรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ทำขนมคือ เราสามารถใส่ความเป็นเราลงไปในขนมได้ไม่สิ้นสุด ทุกครั้งที่ได้ทำขนม จูนรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวเหลือเกิน อีกเหตุผลที่จูนชอบทำขนมมากกว่าทำครัว เพราะห้องทำเบเกอรี่ส่วนใหญ่จะเป็นครัวเย็น แต่ถ้าเป็นครัวทำอาหารส่วนใหญ่จะร้อน” จูน บอกเล่าถึงความรักที่มีต่อการทำขนมอย่างอารมณ์ดี

ทุกวันนี้ จูนบอกว่า แม้ความสุขจากการตระเวนชิมขนมจะลดลง เพราะด้วยอาชีพเชฟขนมหวานทำให้ต้องชิมขนมแทบทุกวันอยู่แล้ว แต่ด้วยเนื้องานที่เปิดโอกาสให้เธอได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ตลอดเวลา ราวกับอยู่ในห้องทดลองที่มีโจทย์ใหม่ๆ เข้ามาท้าทายตลอดเวลา เลยทำให้สนุกกับการทำงานทุกวันจนไม่คิดจะโบกมือลา ส่วนอนาคต เธอวางแผนว่ายังอยากเรียนต่อ เพื่อหาความรู้ด้านการทำขนมเพิ่มเติม หลังจากนั้นจึงเดินหน้าสานฝันตัวเองที่อยากจะมีร้านขนม

“ตอนนี้จูนยังสนุกกับการเป็นเชฟขนม ยังไม่คิดจะลองไปชิมลางบทบาทใหม่ๆ เพราะการทำขนมเป็นทักษะที่ต้องหมั่นซ้อมมือ ถ้าทิ้งนานๆ ก็จะลืม ข้อดีของการเป็นเด็กสายวิทย์แล้วมาทำงานที่ต้องอาศัยศิลปะเข้ามาเป็นส่วนประกอบสำคัญ คือ ทำให้เราได้เปรียบเพื่อนๆ เวลาเรียนอะไรที่ต้องอาศัยความรู้ด้านวิทย์ เราจะเข้าใจได้เร็ว แต่ข้อเสียคือ เราจะอาจอ่อนเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ก็ต้องอาศัยหมั่นฝึกปรือ พยายามหาซิกเนเจอร์ของตัวเองให้เจอ”

 

ชวนคุยมาถึงตรงนี้ เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วอะไรคือซิกเนเจอร์ในขนมผลงานของเชฟจูน คำถามนี้ทำเอาจูนหยุดคิดสักครู่ ก่อนเฉลยว่า ขนมของเธอต้องมีเทกซ์เจอร์ชุ่มฉ่ำหนักครีมและผลไม้

แม้วันนี้จูนจะยิ้มรับกับความสนุกที่แวะเวียนมาทักทาย อีกหนึ่งความท้าทายที่เธอได้รับจากการทำงานที่นี่ คือ โอกาสในการเป็นอาจารย์เวิร์กช็อปแต่งหน้าเค้กด้วยดอกไม้ให้กับผู้ที่สนใจ

“เป็นอีกงานที่ท้าทายค่ะ ต้องใจเย็น สมาธิต้องดี (หัวเราะ) เพราะเวลาสอนไม่เหมือนเวลาทำเอง บางครั้งผู้เรียนในห้องก็มีพื้นฐานไม่เท่ากัน ในฐานะผู้สอนเราต้องพยายามให้ผู้เรียนเรียนรู้ไปพร้อมกันได้” เชฟจูนกล่าวทิ้งท้าย

 

โดโรธี เพ็ทโซลด์ ไม่ได้แรง แค่แตกต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2560 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/506837

โดโรธี เพ็ทโซลด์ ไม่ได้แรง แค่แตกต่าง

เรื่อง กองทรัพย์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

รายการโทรทัศน์บ้านเราเพิ่งเปิดตัว เดอะเฟซฯ เมน (The Face Men Thailand) รายการค้นหานายแบบหน้าใหม่ไปได้ไม่นาน ทำให้นึกถึงรายการเรียลิตี้ระดับเอเชียที่จบไปเมื่อไม่นานนี้ คือรายการ เอเชียส์ เน็กซ์ ท็อป โมเดล (Asia’s Next Top Model) รายการที่คัดเลือกสาวๆ จากทั่วเอเชียเพื่อเฟ้นหานางแบบหน้าใหม่ เรียกว่าถ้าสาวๆ คนไหนเข้าไปในรายการได้ ก็จะมีกระแสทั่วทั้งเอเชียแน่นอน

ซีซั่นที่ 5 ที่เพิ่งจบไป มีตัวแทนสาวไทยเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันด้วย โดโรธี เพ็ทโซลด์ สาวลูกครึ่งไทย-เยอรมัน วัย 19 ปี ด้วยบุคลิกที่แสนมั่นใจและพูดตรงไปตรงมา สวยและความแซ่บทะลุจอ ทำให้เธอถูกพูดถึงมากที่สุดคนหนึ่ง มีทั้งกระแสเชียร์และกระแสต้าน แต่หลังจาก ได้พูดคุยแล้ว จึงทำให้รู้ว่า เด็กสาวคนนี้เป็นคนที่พร้อมเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาอย่างจริงใจ

“โดเกิดภูเก็ต โตภูเก็ต เรียนภูเก็ต อยู่โรงเรียน 2 ภาษา แต่บรรยากาศก็คือไทยๆ ตอนเด็กๆ ก็เลยโดนเพื่อนล้อเรื่องสีผิว เราพูดภาษาอังกฤษ แต่เราผิวแทน ก็โดนเรียกอีดำมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เรารู้สึกไม่ชอบตัวเอง เคยกินกลูต้าให้ขาวเพราะเราอายเรื่องสีผิว พอโตมา ระดับหนึ่งคุณแม่ก็เป็นคนมาปลดล็อกความคิดให้เราเป็นคนมั่นใจ ว่าไม่จำเป็นว่าเราต้องขาวผอมเราถึงจะสวย ตอนนี้มีทั้งแบบคนอวบ อ้วน ผอม สวย ไม่มีอะไรมา ตีกรอบคำว่าสวย

 

เราเป็นยังไงเราก็สวยได้ ไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าเราต้องเป็นแบบที่คนอื่นบอกให้เป็นเราถึงจะสวย เพราะว่าคำว่าสวยมันใหญ่มาก เราสามารถสื่อได้หลายอย่างมาก คิดซะว่าถ้าเราแตกต่างจากคนอื่น เราจะโดดเด่นกว่าคนอื่น แต่ถ้าเราอยากเหมือนคนอื่น เราก็จะเหมือนกันทุกคน ถ้าเราเหมือนกันหมด โลกนี้ก็น่าเบื่อ ทุกอย่างที่เป็นโดตอนนี้คือมาจากคุณแม่ทั้งหมด” นางแบบสาว เล่าถึงคุณแม่และสิ่งที่เธอได้รับ จนกลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองในวัยเด็ก

เพราะเป็นลูกสาวที่เติบโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ทำให้โดโรธีอยากโตเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ เพื่อช่วยแม่หาเงิน เธอเริ่มทำงานด้วยการเดินแบบ ถ่ายแบบตั้งแต่อายุ 14 ปี ส่วนหนึ่งที่เริ่มทำงาน เพราะอยากรู้ว่าตัวเองโตขึ้นอยากเป็นอะไร

“ตอนเด็กๆ มีคนถามว่าอยากเป็นอะไร โดตอบ ไม่ได้ ก็เลยคิดว่าถ้าเราอยากรู้ก็ต้องลอง ลองด้วยการ ทำงานจริงๆ นี่แหละ พอลองแล้วชอบ ก็เลยคิดว่านี่อาจเป็นอีกหนึ่งเส้นทางของเรา โดทำงานตั้งแต่อายุ 14 ปี เพื่อแบ่งเบาภาระให้แม่ เพราะถ้ารอให้คนอื่นมาช่วย วันหนึ่งถ้าเขาไม่ช่วยเราก็ไม่เหลืออะไร ถ้าเราทำให้ตัวเองได้เราก็ภูมิใจ ดังนั้นแม่จะรู้ว่าโดจะไม่เหลวไหล ก็เลยวางใจให้ใช้ชีวิตของตัวเอง หลังจากโดอายุครบ 18 ปี”

เป็นคนพลังล้นเหลือ ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ และคิดว่าโลกใบนี้คือห้องเรียนห้องใหญ่ พอจบ ม.4 เธอก็สอบเทียบชั้น ม.6 แล้วก็ออกมาทำงานเต็มตัว และเมื่อตัดสินใจว่าจะเริ่มเดินทางเที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วย แม่ก็เคารพการตัดสินใจของเธอ

 

“แม่บอกว่าไม่มีอะไรจะให้เรา ชีวิตของเราถ้าเราวางแผนหรือจะเดินไปทางไหน แม่เชื่อใจ สไตล์การเลี้ยงดูของแม่เต็มที่กลัวว่าเราจะขาด ก็พยายามเป็นทั้งคุณพ่อและคุณแม่ ไม่ไทยจ๋าเกินไป เลี้ยงมาแบบผลักดันทุกอย่าง โดอยากทำอะไรแม่จะใส่ให้เต็มที่ แม่เป็นเหมือนเพื่อนสนิท อยู่บ้านอยู่กันสองคน นอนเตียงเดียวกัน ก่อนโดอายุ 18 แม่จะไปด้วยทุกที่เลย คอยซัพพอร์ตอยู่ห่างๆ คาแรกเตอร์แบบเราคนอาจจะคิดว่าแม่ปล่อยให้ใช้ชีวิตเต็มที่แต่เปล่าเลย”

ชีวิตการทำงานในสายนางแบบของสาวภูเก็ตคนนี้ เริ่มที่ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม ก่อนจะผ่านการคัดเลือก เอเชียส์ เน็กซ์ ท็อป โมเดล ซีซั่นที่ 5 ที่ต้องไปสู้รบกับสาวๆ นางแบบจากทั่วเอเชีย

“เข้าบ้านไปเรามองหาจุดเด่นของตัวเรา กลยุทธ์ในการแข่งขันก็คือการเป็นตัวเอง เพราะเราดูแล้วทุกคนไม่เหมือนกัน โดคิดว่าเราจะเป็นตัวเองให้มากที่สุด เราจะไม่เฟก ไม่นั่งนิ่งๆ เราเป็นคนพลังงานเยอะ เราก็ใช้พลังงานของตัวเองนำเสนอตัวเองออกไป โปรดิวเซอร์ชอบ อยากเป็นอะไรเป็นไปเลย เราก็เลยสนุก” โดโรธี เล่าอย่างสนุกสนาน

เมื่อรายการฉายทั่วเอเชีย เธอและเพื่อนกลุ่มหนึ่งถูกตั้งฉายาว่าเป็น Bad Girls “คนมองว่าแรง แต่สำหรับโดคิดว่าเราแค่แตกต่าง มีคาแรกเตอร์ (หัวเราะ) มีทั้งคนเชียร์เรา ด่าเรา ก็ทำใจมาแล้วว่าจะมีคนชอบเราเพราะเราพูดตรง ส่วนคนที่ไม่ชอบก็เป็นเรื่องธรรมดา แฮปปี้กับสิ่งที่เราได้ทำแล้ว มีชนะแคมเปญ มีชนะชาลเลนจ์ แอร์ไทม์ได้ รู้แก่ใจว่าเราไม่ชนะแน่ ก็พยายามหาแอร์ไทม์มาให้ได้เยอะๆ และเรียนรู้การทำงานกับโปรดักชั่นใหญ่ๆ”

 

สิ่งที่โดโรธีบอกว่าการเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เธอเป็นลำดับต้นๆ ที่ยอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมเพิ่มขึ้นหลักแสน “เราดีใจที่คนติดตาม จำเราได้ นึกถึงเรา หลังจากนั้นโดก็เปิดยูทูบแชนแนลของตัวเอง เพราะเราอยากตอบคำถามแฟนๆ ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เราค้นพบศักยภาพของตัวเองอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือการใช้เสียง

การที่ได้ไปในรายการระดับเอเชีย เป็นอะไรที่ดีมากสำหรับโด เราเป็นนางแบบในทีวี ก็เหมือนเปิดเส้นทางการเป็นนางแบบให้คนได้รู้จักมากขึ้น ก่อนหน้านั้นเราอาจจะเป็นนางแบบชื่อโดโรธี แต่ตอนนี้เราเป็นนางแบบ หนึ่งในเอเชียส์ เน็กซ์ ท็อป โมเดล ซีซั่นที่ 5 ที่เป็นคนไทย ก็เปิดทางให้โดได้มีโอกาสการทำงานมากขึ้น”

ท้ายที่สุด โดโรธี บอกว่า ต่อจากนี้เธอจะเปิดตัวเองสำหรับทุกโอกาสที่กำลังเข้ามา และหน้าที่ต่อไปคือ เรียนหนังสือ เพราะนอกจากเธอจะรู้ว่าความฝันของเธอคือการเป็นนางแบบ และการโลดแล่นบนถนนสายบันเทิงแล้ว การเรียนหนังสือและอยู่กับคุณแม่ที่ภูเก็ต คือความฝันที่เรียบง่ายและอยากจะทำที่สุด

“โดอยากเรียนต่อ อาจจะเรียนออนไลน์แบบอ่านหนังสือแล้วไปสอบเอา อยากเรียนด้านมาร์เก็ตติ้ง หรือไม่ก็เรียนอะไรเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เพราะภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวก็อยากจะมีรีสอร์ทเล็กๆ ของตัวเอง อยู่กับคุณแม่” นางแบบสาวเล่ายิ้มๆ n

 

ซันนี่-เคนจิ สองเพื่อนซี้กับชีวิตหลังออกล่าพระอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2560 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/506649

ซันนี่-เคนจิ สองเพื่อนซี้กับชีวิตหลังออกล่าพระอาทิตย์

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัยภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

 

“ไม่มีคำว่าคว้าน้ำเหลวหรอก ถึงแม้จะไม่เห็นพระอาทิตย์แต่มันก็อยู่ตรงนั้น” น่าจะเป็นประโยคติดหูและติดใจที่สุดของรายการ เดอะ ซัน ฮันเตอร์ (The Sun Hunter) จากปากของผู้ดำเนินรายการ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และเคนจิ-วันสว่าง บุญพิพัฒนาพงศ์ สองเพื่อนซี้สายฮาที่กอดคอเดินทางไปตามล่าพระอาทิตย์

ทำไมเลือก “พระอาทิตย์” เป็นธีมหลัก

ทั้งสองแทบจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เพราะมันเป็นเรื่องของการเริ่มต้นและหมดไป

เคนจิ : พระอาทิตย์เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่มนุษย์ทุกคนรู้ว่ามันมีอยู่ แต่เราจับต้องมันไม่ถึง บางครั้งเราอาจมองไม่เห็น แต่เราก็อยู่ว่ามันอยู่ตรงนั้น

ทุกวันพระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกเสมอ จริงอยู่ว่าพระอาทิตย์เป็นสิ่งที่ควบคุม ไม่ได้ แต่แม้กระทั่งชีวิตเราก็ควบคุมไม่ได้ ซึ่งนี่แหละเป็นรสชาติ เป็นความสนุกสนานของชีวิต

ซันนี่ : หากมองดีๆ มันก็เหมือนเป้าหมายในการใช้ชีวิต เป้าหมายในการทำงาน และเป้าหมายในทุกๆ เรื่อง เวลาเรากำลังพยายามทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ยังไม่เห็นเป็นรูปร่างสักที อยากให้รู้ไว้ว่าความพยายามของเราไม่มีวันสูญค่า เหมือนกับพระอาทิตย์ที่มีเมฆบดบัง เราอาจไม่เห็นเป็นลูกกลมแดงสวยงาม แต่เราก็รู้ว่ามันกำลังขึ้นอยู่

แสงแรกของวันเหมือนความหวังในวันใหม่ และเมื่อพระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าไปมันก็เป็นความสวยงามสุดท้ายที่ทำให้เรารู้ว่า ชีวิตยังมีวันพรุ่งนี้ ชีวิตมันจะมีคุณค่ามากกว่า ถ้าเราพยายามทำอะไรแล้วไปเจออุปสรรค จากนั้นอีกวันหนึ่งเราทำสำเร็จขึ้นมา เราจะรู้สึกว่ามันมีค่ามาก

ฮันเตอร์ซัน ฮันเตอร์จิ และทีมงานออกเดินทางสู่ทวีปยุโรปเพื่อตามล่าหาพระอาทิตย์เป็นครั้งแรก นับจำนวนเมืองที่พักและผ่านได้กว่า 20 เมืองใน 3 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส โมนาโก และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลา 14 วัน

รายการมีสคริปต์ไหม

ซันนี่ : ไม่มีสคริปต์ (ตอบเสียงหล่อ) แต่เราจะกำหนด โลเกชั่นว่าวันนี้จะไปที่ไหนบ้าง เวลาผ่านไปเมืองไหนจะดูว่าตรงไหนของเมืองสวย หรือบรรยากาศตรงไหนที่เหมาะกับการดูพระอาทิตย์ทั้งขึ้นและตก จากนั้นระหว่างวันก็จะทำกิจกรรมสนุกๆ หรือเดินชมบ้านเมือง ไปดูแลนด์มาร์คเหมือนนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่ยังไม่เคยไป ซึ่งเราจะบอกข้อมูลคร่าวๆ ให้คนอยากมา ให้เขาอยากมาเห็นด้วยตาและเจอสิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวเอง

บางคนอาจมองว่ารายการเราไม่มีสาระหรือเปล่า แต่ผมคิดว่า สาระมันอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ต่อให้เรื่อง ไร้สาระ ถ้าคนอยากหาสาระกับมันก็หาได้ อย่าไปโทษคนอื่นว่า ดูไปทำไมไม่เห็นได้สาระอะไร ผมว่าไม่เกี่ยว เพราะมันอยู่ที่ตัวคุณเอง ไม่เกี่ยวกับคนอื่น อยู่ที่ว่าคุณมองแล้วคุณได้อะไรจากสิ่งนั้น คุณมองแล้วเห็นโอกาสจากสิ่งนั้นหรือเปล่า และคุณมองแล้วเห็นประโยชน์จากสิ่งนั้นแค่ไหนแค่นั้นเอง

คิดว่าชีวิตยังต้องตามล่าหาอะไรอีก

ซันนี่ : จริงๆ ชีวิตไม่ต้องตามหาอะไร แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำอะไรมากกว่า ในรายการเป้าหมายของเราคือ พระอาทิตย์ แต่ระหว่างนั้นเราได้อะไรจากการเดินทางบ้าง สำหรับคนอื่นเป้าหมายก็คือ ความฝันในชีวิต เรารู้อยู่แล้วว่าเรามีทิศทางที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมาย แต่สิ่งที่เราเจอระหว่างนั้นมีอะไรบ้างต่างหากที่สำคัญ

เคนจิ : วันนี้เป็นแบบนี้ หลับไป ตื่นมาเราก็จะรู้เองว่าชีวิตมันเป็นยังไง เราต้องการอะไร อย่างการไปตามล่าดวงอาทิตย์ มันไม่ใช่แค่ไปนั่งดูพระอาทิตย์เฉยๆ แต่มันคือการออกไปหาแรงบันดาลใจ เพราะสิ่งๆ เดิมอย่างดวงอาทิตย์มันอาจทำให้ความคิดเราเปลี่ยนก็ได้

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

ซันนี่ : ความจริงคือ เราสองคนไม่ใช่คนตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือไปนั่งรอดูพระอาทิตย์ตก เพราะมัวแต่ยุ่งกับการทำงานจนไม่มีเวลา แต่พอออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ เราถึงรู้ซึ้งถึงความสำคัญกับสิ่งที่เราเคยมองข้ามมาตลอด

เป้าหมายสูงสุดของทั้งคู่คือ การเดินทางไปดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกรอบโลก ซึ่งแม้จะเป็นพระอาทิตย์ดวงเดียวกันแต่เมื่อต่างเวลาและต่างสถานที่กัน ความรู้สึกนึกคิดเมื่อได้มองพระอาทิตย์ดวงเดิมนั้นก็จะไม่มีวันเหมือนเดิม

ทุกครั้งที่ปิดท้ายรายการต้องจบด้วยคำคมเท่ๆ?

ซันนี่ : (เสียงดัง) เวลาที่ผมพูดอะไรตามที่ผมเข้าใจ คนมักคิดว่า โอ๊ย มันคมมาก เป็นคำคมซะเหลือเกิน แต่ผมไม่ได้อินกับการที่ต้องมาเขียนอะไรที่มันคม ผมไม่ชอบมากที่สุดคือ การไปบอกให้ใครทำอะไร บอกให้ใครมีชีวิตแบบนี้สิให้คำพูดมันดูคมขึ้นมา ผมแค่เข้าใจแบบนี้ ก็พูดออกไปแบบนี้ ส่วนคนจะเห็นอะไรจากสิ่งที่ผมพูดก็เป็นเรื่องของเขา เพราะชีวิตของเราไม่เหมือนกัน เราจะนำชีวิตของคนนี้ไม่ใช้ในชีวิตของเราไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เจออย่างที่เขาเจอ

เหมือนในรายการมันก็เป็นประโยคที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ประสบพบเจอมา เช่น ถ้าเราจะมุ่งไปทางทิศทางนั้น เราต้องไม่ท้อ เราต้องเดินต่อไปให้มันเจอ ดังนั้นชีวิตมันไม่มีคำว่าคว้าน้ำเหลวหรอก เพราะไม่ว่ายังไงเราก็ทำมันอยู่ดี

มิตรภาพ 17 ปี

ซันนี่ : เวลาเราต่อติดกับใคร แล้วไม่ได้เจอกันนานๆ แต่พอกลับมามันก็จะต่อติดเหมือนเดิม คือทุกคนมีความคิด มีคาแรกเตอร์ของตัวเขาเอง เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันไป โดยเฉพาะยิ่งเรารู้จักเขาเยอะ เราก็ต้องยิ่งเข้าใจว่าเขาเป็นคนแบบไหน แค่นั้นเอง อย่างตอนนี้เรากลับมาเดินทางด้วยกัน แต่ไม่เคยทะเลาะกันเลย นั่นเพราะเราต้องเข้าใจก่อนว่า ถ้าจะเถียงกันเรื่องอะไร เจตนาของคนทั้งคู่คืออยากให้มันดี พอเรารู้เจตนาเขาแล้วก็จะไม่มีปัญหาตามมา

เคนจิ-วันสว่าง บุญพิพัฒนาพงศ์

เคนจิ : ซันนี่เป็นคนดี (จบ)

สำหรับชีวิตส่วนตัวของทั้งคู่ เคนจิเป็นเจ้าของค่ายมวยและเป็นเจ้าของร้านอาหาร แอนิมอล คาเฟ่ ซึ่งทุกอย่างเกิดมาจากความชอบล้วนๆ ส่วนซันนี่ เขาสารภาพว่า อาชีพที่รักมีเพียงอย่างเดียวคือ นักแสดง ส่วนที่เหลือถือว่าเป็นการใช้ชีวิต อย่างการท่องเที่ยวก็เป็นหนึ่งในความฝัน เพราะเขาอยากไปทุกที่ที่ยังไม่เคยไป และการทำรายการเดอะ ซัน ฮันเตอร์ ก็เป็นหนึ่งในทิศทางที่ทำให้เข้าใกล้ความฝันมากขึ้น

การเดินทางส่งผลอะไรต่อชีวิต

ซันนี่ : การเดินทางคือการเรียนรู้ ออกไปเจอในสิ่งที่เราไม่เคยเจอเลย จะได้เข้าใจว่าที่นี่เป็นแบบนี้เพราะอะไร เหมือนเปิดหนังสือเล่มใหม่ ไม่อย่างนั้นเราก็จะรู้แค่นี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจด้วยว่าเราอยากรู้แค่ไหน แต่ละคนก็จะต่างกันไปและจะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย

เคนจิ : สำหรับผมการเดินทางเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับชีวิต สร้างสีสันให้กับชีวิต และได้เรียนรู้เรื่องของคน ทำให้เราเห็นมุมมองการใช้ชีวิตของคนอื่นให้มาปรับใช้ในชีวิตของเราเอง ซึ่งมันจะมีมาเรื่อยๆ เท่าที่เราสามารถมองเห็น

ปัจจุบันซันนี่อายุ 36 ปี ส่วนเคนจิไล่มาติดๆ ในวัย 35 ปี ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่คนบ้าออกตามล่าพระอาทิตย์ และเป็นครั้งแรกของรายการท่องเที่ยวที่กล้านำพระอาทิตย์มาเป็นเป้าหมายในการเดินทาง โดยสามารถติดตามได้ทางไลน์ทีวี ทุกวันพุธ เวลา 12.00 น. ผ่านแอพพลิเคชั่น Line TV หรือเว็บไซต์ tv.line.me n

ขอบคุณสถานที่ : KTC POP

 

เพียงพร สุวรรณประทีป นักธุรกิจหญิงในนิยาม ‘คนเครื่องสำอาง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2560 เวลา 15:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/505077

เพียงพร สุวรรณประทีป นักธุรกิจหญิงในนิยาม ‘คนเครื่องสำอาง’

เรื่อง ปอย

คร่ำหวอดในธุรกิจเครื่องสำอางมากว่า 15 ปี เพียงพร สุวรรณประทีป กรรมการผู้จัดการ พิงค์ พีโอ วันนี้เปิดตัวในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางเรดเอิร์ธ ที่ดูเหมือนว่าแบรนด์จะอยู่นิ่งๆ ไม่มีกระแสหวือหวามาสักพัก หากแต่ในวิสัยทัศน์ของนักธุรกิจความงามกลับเล็งเห็นว่า เครื่องสำอางที่มียอดขายเฉลี่ยต่อปีสูงกว่า 70-80 ล้านบาท ตัวเลขแม้ไม่แรงนักในด้านการตลาด แต่แสดงถึงฐานลูกค้าเหนียวแน่น ให้ความชื่นชอบผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งสกินแคร์ เมกอัพ และให้การสนับสนุนแบรนด์อยู่อย่างต่อเนื่อง

โอกาสนำเรดเอิร์ธกลับเข้ามาทำตลาดอีกครั้ง จึงไม่น่าเป็นโจทย์ยาก เพียงพร กล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจในฐานะที่เรียกตัวเองว่า “คนเครื่องสำอาง” รับหน้าที่กุมบังเหียนครั้งใหม่ในตลาดแวดวงความงาม

ความสวยแบบออสเตรเลียเพียงพร สุวรรณประทีป

หลักในการเลือกเครื่องสำอางเบื้องต้น เพียงพร บอกเหตุผลแรกไม่ใช่ราคา แต่เป็นการมองโดยรวมผสมผสานตั้งแต่แพ็กเกจจิ้ง และคุณภาพ

“ดิฉันมองว่าไม่ต่างจากผู้ใช้ คือรัก ชอบ มองแล้วใช่ จึงตัดสินใจเลือกใช้เครื่องสำอางยี่ห้อนี้ค่ะ

ในส่วนของประวัติแบรนด์ ก็น่าสนใจ และเป็นอีกเรื่องที่น่าศึกษาน่าค้นหาร่วมด้วยค่ะ เรดเอิร์ธก่อกำเนิดที่ประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 1991 วันนี้อายุเป็นหญิงสาวสวยเต็มวัยค่ะ 26 ปีแล้ว และเข้ามาเมืองไทยได้ 20 ปีแล้วนะคะ เป็นช่วงเวลายาวนานและกระแสค่อนข้างนิ่งแล้ว

จึงไม่รู้สึกตื่นเต้นเมื่อเจ้าของแบรนด์ติดต่อดิฉัน แล้วแจ้งความจำนงว่าต้องการให้เป็นตัวแทนผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางเรดเอิร์ธ เจ้าของรายนี้ก็เป็นรายใหม่เช่นกันค่ะ เป็นชาวฮ่องกงซื้อแบรนด์มาจากออสเตรเลีย ซึ่งก็เป็นเหตุผลทำให้โททัลลุคของแบรนด์เปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด แต่ในด้านคุณภาพคงความเป็นแบรนด์ธรรมชาติจากออสเตรเลีย เป็นการรักษารากฐานเดิมแบรนด์เครื่องสำอางสัญชาตินี้ไว้ได้ทุกๆ ประการ ซึ่งตลาดถูกสร้างสรรค์ไว้ชัดเจนดีแล้ว

พอได้คุยกันแล้วดิฉันตอบตกลงภายใน 2 ชั่วโมง (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ประทับใจที่เขาบอกว่าตามหาตัวดิฉันทุกๆ ช่องทาง นานกว่า 6 เดือนแล้ว แสดงความตั้งใจกับการสร้างแบรนด์ครั้งใหม่ จากภาพลักษณ์เดิมๆ ที่แพ็กเกจจิ้งสีขาวบ้าง สีทองบ้าง แต่หน้าตาใหม่คือการคงรูปลักษณ์เครื่องสำอางสัญชาติออสเตรเลียไว้ได้ นี่คือความประทับใจที่สุด เขาเป็นนักธุรกิจฮ่องกงแต่ไม่ลืมความเป็นออสเตรเลียน ยกตัวอย่างเช่น สกินแคร์ ส่วนผสมจากธรรมชาติ และเมดอินออสเตรเลียร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่คือหัวใจหลักเลยค่ะ

ย้อนกลับไป 10-20 ปีที่แล้ว แบรนด์เครื่องสำอางจากทวีปนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าสกินแคร์หรือเมกอัพหลายๆ แบรนด์ที่มีชื่อเสียง ล้วนถูกสร้างสรรค์ในแนวคิดเดียวกัน คือ Real Australian Beauty ดิฉันมองเห็นว่า โจทย์ต่อไปในการสร้างแบรนด์ให้กลับมามีกระแสตอบรับที่ดีในตลาดความงามอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ

ความสวยแบบออสเตรเลีย โจทย์นี้เกี่ยวข้องกับสาวไทยได้ไหม? ไลฟ์สไตล์ของเขาคือการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ สนุกไปกับกิจกรรมกลางแจ้งหลายๆ อย่าง เช่น เดินป่า ปีนเขา ว่ายน้ำในทะเล แต่พวกเธอก็คงความสวยไว้ได้ โดยไม่ต้องแต่งเติมมากมาย ซึ่งนี่คือความงามสากลและเป็นสิ่งที่หญิงสาวหลายคนปรารถนา ผู้หญิงเรดเอิร์ธเช่นเดียวกันค่ะ พวกเธอรักสวยรักงามแน่นอนอยู่แล้วนะคะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องนั่งแต่งหน้าประโคมกันบ่อยๆ ทั้งวัน ไม่ได้อินกับการแต่งหน้าเพียงอย่างเดียวในชีวิตนี้ เพียงแต่ต้องการวิธีเติมแต่งที่เพิ่มความงามได้อย่างเป็นธรรมชาตินะคะ”

เพียงพร อธิบายคล่องแคล่วโชว์ลักยิ้มติดใบหน้าตลอดการสนทนา ความรู้จริงในแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาบริหาร เปิดตัวขึ้นบนเวทีแนะนำเครื่องสำอางเรดเอิร์ธ ผู้บริหารหญิงแนะด้วย ตัวเองทุกชิ้น ครบทุกไลน์สกินแคร์

“เริ่มต้นสกินแคร์ก่อนค่ะ ต่อจากนั้นยี่ห้อเรดเอิร์ธก็ต้องมีเมกอัพแน่นอน แต่การวางตัวเป็นเนเชอรัลเมกอัพ ผลิตภัณฑ์หมวดนี้ก็จะไม่มากเท่าสกินแคร์ ดิฉันยกตัวอย่างเช่นอายแชโดว์ ก็ไม่ได้มีสีสันจี๊ดจ๊าดมากมาย แต่มีสีเบสิกครบใช้ได้ทุกสี ติดกระเป๋าไว้ไม่มีพลาดใช้ได้ทุกกาลเทศะ

ดิฉันศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง รู้ลึกทุกๆ ชิ้นค่ะ ซึ่งก็เป็นหลักในการทำงานที่เจ้าของธุรกิจจะต้องรู้จริง และรู้ก่อนที่ลูกน้องจะรู้ เมื่อพนักงานไม่เข้าใจหรือเข้ามาสอบถาม เอ็มดีสามารถตอบได้ถูกต้องทุกๆ คำถามค่ะ แล้วธรรมชาติของสินค้าทุกๆ อย่างในโลกใบนี้ ไม่มีหรอกค่ะ ที่ชิ้นนี้ดีที่สุด เพอร์เฟกต์ที่สุด ไม่ว่าชิ้นไหนก็ต้องมีข้อดี ข้อด้อย แล้วถ้าเรารู้ก็สามารถอธิบายให้พนักงานหน้าร้านส่งสารที่ถูกต้องต่อไปยัง ผู้บริโภคได้ดีด้วยนะคะ”

ไม่ได้รักสวยรักงามสักเท่าไร

คำสารภาพของผู้บริหารวงการบิวตี้ ที่ยอมรับพร้อม เสียงหัวเราะสดใส ว่าไม่ใช่ผู้หญิงดูแลตัวเองในเรื่องสวยๆ งามๆ สักเท่าไรนัก แทบไม่ได้ดูแลตัวเองเลยก็ว่าได้ แต่การคลุกคลี อยู่วงการเครื่องสำอางได้ดี ก็เพราะหลังร่ำเรียนจบปริญญาโทเอ็มบีเอ จากมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน สหรัฐ เส้นทางอาชีพเกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้เริ่มต้นด้วยความบังเอิญ

“ดิฉันจัดเป็นลูกหม้อเก่า มีโอกาสได้ทำงานที่ไมเนอร์คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายเครื่องสำอางแบรนด์ดังระดับโลก หลายแบรนด์เลยนะคะ ซึ่งเครื่องสำอางสัญชาติออสเตรเลียก็มาเกือบครบ แล้วก็มีเรดเอิร์ธรวมอยู่ด้วยค่ะ เจ้านายก็ให้โอกาสในการดูแลสร้างแบรนด์ ที่ตอนนั้นเพิ่งเข้ามาเมืองไทย มาวันนี้ก็ได้แบรนด์กลับมาอยู่ในมืออีกครั้ง บอกได้นะคะว่าพรหมลิขิต (บอกพร้อมรอยยิ้ม) หรือถ้าบอกว่าการได้มาอยู่ในธุรกิจนี้ เป็นเรื่องจับพลัดจับผลูก็ได้นะคะ เพราะไม่ใช่คนรักสวยรักงามเอาเลยก็ว่าได้ค่ะ

อย่างเช่นจะขึ้นเวทีแนะนำผลิตภัณฑ์คอลเลกชั่นใหม่วันนี้ ลูกน้องก็ต้องหาครีมมาทาขาให้เจ้านายจะได้ไม่ดูแย่มากนัก (หัวเราะ) ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี คณะบัญชี จุฬาฯ ก็ไม่ใช่สไตล์คุณหนูหวานๆ สวยๆ เลยนะคะ ไปเรียนแต่งหน้าก็แค่ ทาแป้ง เขียนคิ้ว ทาลิปนิดหน่อยแค่นั้นเอง พอแล้วค่ะ

แล้วได้มาอยู่วงการนี้ก็ไม่ได้ชอบลองของใหม่อะไรเลย ใช้ครีมกระปุกไหนก็ใช้แต่กระปุกนั้นไม่เคยเปลี่ยน การดูแลตัวเองยอมรับเลยค่ะ สกินแคร์กระปุกเดียวโปะทั้งกลางวันและกลางคืน ขั้นตอนเดียวสบายๆ ทาครีมแล้วนอน เพราะมีเรื่องที่ต้องให้เวลาดูแลมากกว่าตัวเอง ทั้งเรื่องของการงาน เรื่องครอบครัวดิฉันมีลูกสาวสองคนในวัยเรียนที่เป็นช่วงวัยต้องดูแลให้เวลาเขาอย่างเต็มที่

ผิดคาดใช่ไหมคะ หลายคนมองเป็นคุณหนู คุณนาย ดิฉันเติบโตมากับการเลี้ยงดูของคุณพ่อ (พล.ต.ท.อุกฤษฎ์ ปัจฉิมสวัสดิ์) ท่านติดดินมาก ส่วนคุณแม่ (นลินี ปัจฉิมสวัสดิ์) ทุกกาลเทศะเป๊ะมากพร้อมสวยตลอดเวลา เราก็เลือกหยิบใช้ทั้งสองฝั่ง แต่ส่วนใหญ่เลือกฝั่งน้อยๆ ของคุณพ่อ เพราะสบายกว่าค่ะ”

เพียงพร บอกว่าเมื่อต้องทำงานจริงจัง ความรักในอาชีพสายนี้ก็เกิดขึ้น เพราะความรักในทีมงาน การสร้างทีมงานให้มีคุณภาพคือหัวใจหลักในการสร้างสรรค์แบรนด์ความงาม ซึ่งมีการแข่งขันสูงมากในเวลานี้

“มีธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องสำอาง และอาหารเสริม แบ่งเป็น 2 บริษัทค่ะ โดยธุรกิจหลักอยู่ที่ พิงค์ พีโอ ซึ่งมีกำลังอยู่ในช่วงพิตชิ่งเครื่องสำอางแบรนด์ดังเข้ามาอีก 2-3 แบรนด์จากทั่วโลก ทั้งฝั่งยุโรป และฝั่งเกาหลี ในราคาค่อนข้างแมส เป็นการสร้างแบรนด์ไม่ให้ทับไลน์กันค่ะ สิ่งที่ทำให้เราชนะโอกาสในการ พิตชิ่งแบรนด์ คือเราไม่ทำหน้าที่เพียงซื้อมาขายไป ในแบบ ดิสทริบิวเตอร์ แต่ดิฉันวางหน้าที่เป็นพาร์ตเนอร์ลงทั้งตัวเงินลงทุน และสู้ต่อไปสร้างสรรค์แบรนด์ให้แข็งแกร่งด้วยกัน

ตลาดเครื่องสำอางก้าวสู่ตลาดโกลบอลอย่างเต็มตัว มี นักลงทุนเยอะขึ้น ทั้ง ‘คนเครื่องสำอาง’ ในแบบเรา มีทั้ง นักลงทุนหน้าใหม่ๆ ที่ก้าวเข้ามาขอชิมลางในตลาดนี้ หลายๆ รายมาง่ายแล้วก็หายไปได้ง่ายๆ เช่นกันค่ะ สถานการณ์ในไทยเริ่มคล้ายๆ กับเกาหลีที่มีเกือบ 8,000 แบรนด์ แบรนด์เกิดใหม่ทุกวันค่ะ ซึ่งนี่ก็คือความท้าทายของ พิงค์ พีโอ ที่มีเป้าหมายในการเลือกสร้างสรรค์แบรนด์เครื่องสำอางใหม่

หลักการของเราไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์โด่งดังอะไรเลยนะคะ แต่เมื่อนำเข้ามาแล้วเป็นแบรนด์ที่สามารถเติบโตต่อไปได้ค่ะ”

เพียงพรบอกอย่างมั่นใจในฐานะ “คนเครื่องสำอาง” ที่พร้อมก้าวเติบโตต่อไปไม่หยุดยั้งในตลาดวงการความงาม ที่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรวงการนี้ก็ไม่เคยหลับใหล n

 

จงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ ‘เรียนศิลปะไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/504914

จงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ ‘เรียนศิลปะไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปิน’

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ทายาทนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ เอิง-จงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ วัย 28 ปี ลูกชายคนสุดท้องของ ศุภโชค อังคสุวรรณศิริ ผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์และนักสะสมงานศิลปะที่ได้ก่อตั้งหอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ ไว้เป็นพื้นที่สร้างโอกาสและแรงบันดาลใจให้กับวงการศิลปะไทย โดยวันนี้มีลูกชายในฐานะของผู้บริหารรุ่นใหม่เข้ามาสืบสานและต่อยอด

เอิงเล่าว่า ตนใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศตั้งแต่อายุ 10 ขวบจนจบปริญญาโท โดยเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปะ เอกเฉพาะทางภาพยนตร์ จากนั้นศึกษาต่อปริญญาโทด้านการตลาดเพื่อปูทางกลับมาสืบสานธุรกิจของครอบครัว

“ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน เพราะธุรกิจหลักของครอบครัวเราจะทำด้านอสังหาริมทรัพย์ทั้งโรงแรม บ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ ส่วนหอศิลป์เป็นธุรกิจที่เกิดจากความชอบสะสมของเก่าและงานศิลปะของคุณพ่อคุณแม่ ที่อยากมี พื้นที่จัดแสดงของสะสมและเปิดเป็นพื้นที่ให้ศิลปินไทยท่านอื่น เข้ามาจัดแสดงด้วย”

หอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ ก่อตั้งขึ้นราว 5 ปีก่อน โดยทายาทผู้นี้เริ่มเข้ามาจับจากการเป็นแค่ผู้ช่วย แต่ด้วยโอกาสและจังหวะชีวิตทำให้เขาเข้ามาจับธุรกิจหอศิลป์เต็มตัว จนต้องกลับไปเรียนปริญญาโทอีกใบในสาขาธุรกิจศิลปะเพื่อกลับมา บริหารงานหอศิลป์โดยตรง

“ถ้าเราอยากทำอะไรให้ดี เราต้องมีพื้นฐานความรู้ที่แน่นก่อน” ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร “โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานกับศิลปิน เพราะงานศิลปะเป็นเหมือนลูกของเขา เขามาฝากลูกฝากความรักไว้กับเรา ดังนั้นเราต้องดูแลให้ดี ซึ่งตอนนี้เราสามารถพูดได้เต็มปากว่า ถ้างานศิลปะของคุณอยู่กับเราแล้วจะไปต่อได้ เติบโตได้”

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหอศิลป์มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตลาดที่เฉพาะกลุ่ม เรื่องของวัฒนธรรมที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องของคุณค่าทาง จิตใจที่ไม่สามารถตีราคางานศิลปะได้จากมูลค่าของวัสดุ หรือแม้กระทั่งเรื่องของคุณค่าความสวยงามที่ไม่สามารถประเมินราคาได้

ความเอาจริงเอาจังในธุรกิจประเภทนี้ทำให้เขาทำความเข้าใจมาตรฐานของหอศิลป์ในต่างประเทศ และกลับมาดูโครงสร้างของบ้านตัวเองใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนแรกคือ การคัดเลือกศิลปินไปจนถึงการวางแผนนิทรรศการ และกิจกรรมที่จะทำในแต่ละปี เพราะในหนึ่งปีไม่ได้มองแค่ว่าจะมีนิทรรศการใดมาแสดงและจบไป แต่ต้องดูว่าในหนึ่งปีจะ “เล่าเรื่อง” อย่างไร ต้องเริ่มต้นด้วยศิลปินคนไหน และข้อความที่ต้องการสื่อออกมามีเรื่องอะไรบ้าง

อย่างปีนี้หอศิลป์ได้เล่าเรื่องราวที่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การอยู่ร่วมกันของคนหลายเชื้อชาติหลายศาสนา และระบบการศึกษา ดังนั้นการคัดเลือกศิลปินจึงไม่สามารถทำได้อย่างสะเปะสะปะ แต่ต้องผ่านกระบวนการคิดและการวางแผนล่วงหน้าทั้งสิ้น

“ความเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ชัดเจนน่าจะเริ่มจากปลายปีนี้ (2560) โดยเราจะนำงานของศิลปินหญิงมาจัดแสดงมากขึ้น หรือจากศิลปินหลากหลายสถาบันและหลากหลายประเทศมากขึ้น เพราะประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต่างประเทศกำลังให้ความสำคัญ นั่นคือเรื่องของความเท่าเทียมในการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นความเท่าเทียมในเรื่องศาสนา วัฒนธรรม เพศ หรือแม้กระทั่งความคิดที่เราจะทำให้เข้มข้นมากกว่าเดิม” ผู้บริหารรุ่นใหม่เผย

เอิงยังกล่าวด้วยว่า จากความบังเอิญที่ทำให้ต้องเดินบนธุรกิจหอศิลป์ แต่เมื่อได้ก้าวเท้าไปข้างหน้าแล้วเขากลับไม่สามารถเดินไปทางอื่นได้อีก เพราะหน้าที่ของแกลเลอรี่นอกจากจะสนับสนุนศิลปิน ยังจะช่วยผลักดันการสร้างตลาด สร้างมูลค่าให้กับศิลปิน สร้างมาตรฐาน รวมไปถึงสร้างผลงาน ซึ่งหอศิลป์ศุภโชคพยายามสนับสนุนศิลปินรุ่นเยาว์เพื่อก้าวไปสู่การเป็นศิลปินรุ่นใหญ่ เติบโตไปพร้อมกับหอศิลป์ขนาดเล็กเพื่อพัฒนาไปสู่หอศิลป์ขนาดใหญ่และมีบทบาทต่อสังคม

“คนรุ่นใหม่คือพลังสำคัญมากๆ ในวงการศิลปะไทย การสนับสนุนพวกเขาจึงทำให้เขาได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสม ซึ่งเราอาจจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งเล็กๆ ที่ช่วยสร้างระบบนิเวศใหม่ให้วงการศิลปะ คนรุ่นใหม่จะได้เติบโตไปและสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ค่านิยมใหม่ เทคนิคใหม่ให้กลับคืนมาสู่วงการศิลปะไทย เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนให้วัฒนธรรมไทยไม่มีวันตาย”

เอิงกล่าวถึงประเด็นศิลปะไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า ถึงแม้ว่าศิลปินที่ทำงานศิลปะไทยดั้งเดิมยังเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งจากนักสะสมรุ่นใหญ่และวัดวาอารามที่ยังต้องการศิลปินไทยมีฝีมือ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงคนต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยเพื่อศึกษาเรื่องราวของศิลปะไทย โดยที่เขาไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องศาสนาพุทธ งานที่เป็นพุทธอย่างเดียวอาจเป็นเสมือนกำแพงกั้นทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับต่างชาติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ศิลปินไทยต้องการสื่อสารจะสามารถแปลงค่าอย่างไรให้เข้าใจง่ายขึ้นสำหรับตลาดสากลหรือคนธรรมดาทั่วไปให้สามารถสื่อสารภาษาเดียวกันผ่านงานศิลปะได้

นอกจากนี้ นักสะสมยังเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญของวงการศิลปะ เขายกตัวอย่างประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ว่า นักสะสมของประเทศเหล่านี้จะสนับสนุนงานของศิลปินท้องถิ่นเป็นหลัก นั่นหมายความว่า หากประเทศใดเปิดการประมูลงานศิลป์ ศิลปินของประเทศเหล่านี้จะถูกจดบันทึกว่าได้ถูกประมูลผลงานไป ซึ่งทำให้ชื่อของศิลปินอยู่ในระดับต้นๆ และราคาของผลงานก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ผิดกับนักสะสมชาวไทยที่มีกำลังซื้อสูงมักจะเลือกซื้องานต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้เกิดเพดานปิดกั้นไม่ให้ศิลปินไทยขึ้นไปสู่ระดับนานาชาติ

“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบ้านเรายังไม่มีโครงสร้างของตลาดมือสอง อย่างของเมืองนอกสมมติว่านักสะสมซื้องานของศิลปินเอไป พอได้สักระยะเขาอยากเก็บสะสมงานของศิลปินบีที่แพงกว่า เขาจะขายผลงานของศิลปินเอเพื่อนำกำไรมาบวกทุนแล้วซื้อผลงานของบี จึงทำให้เกิดการหมุนเวียนงานศิลปะและเกิดเป็นสังคมนักสะสมที่จะมาแลกเปลี่ยนงานกัน” เขาแสดงทัศนะ

“แต่นักสะสมชาวไทยถ้าเป็นรุ่นใหญ่เขาจะไม่ชอบบอกใครว่าซื้ออะไร จะไม่ให้ใครเห็นว่าสะสมอะไรไว้ จะมีก็ยุค หลังๆ ที่นักสะสมเริ่มนำของสะสมออกมาแชร์ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการกระตุ้นให้นักสะสมรุ่นใหม่มีแรงบันดาลใจอยากสะสมงานศิลปะและศิลปินเองก็จะเป็นที่รู้จักมากขึ้น สุดท้ายก็เกิดเป็นการขยายขนาดวงการศิลปะไทยและสร้างความคึกคักมากขึ้น ซึ่งหอศิลป์ของเราก็พยายามให้นักสะสมมาเจอกันเพื่อสร้างสังคมนี้ให้ใหญ่ขึ้นด้วย”

ผู้บริหารรุ่นใหม่คนนี้มองว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าวงการศิลปะไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เพราะอย่างหอศิลป์ศุภโชคฯ เองก็ได้ลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงบ้างแล้วคือ เรื่องการนำงานศิลปะไปสู่ชุมชน เพื่อให้ศิลปะกระจายออกไปยังหัวเมืองต่างๆ โดยลงพื้นที่แล้วในพิษณุโลก จากนั้นเร็วๆ นี้จะไปขอนแก่น และปิดท้ายที่เชียงใหม่ รวมถึงอีกหลายโปรเจกต์มากมายที่ยังเปิดเผยไม่ได้แต่จะสร้างแรงกระเพื่อมยิ่งใหญ่ให้วงการศิลปะไทยแน่นอน

ทว่าในฐานะคนวงใน ภาพที่เขาอยากเห็นมากที่สุดน่าจะเป็นการรวมตัวกันของหอศิลป์ต่างๆ เพื่อสร้างพลัง สร้างบทบาทในสังคมไทย และเพื่อสร้างสังคมแห่งศิลปะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ได้อยู่บนหิ้ง “ทุกคนต้องสามารถเข้าถึงงานศิลปะ และงานศิลปะก็ต้องเข้าไปให้ถึงทุกคน รวมถึงฟันเฟืองอย่างศิลปินและหอศิลป์ก็ต้องอยู่รอดไปด้วยกัน มันจึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่ท้าทายมาก แต่ในขณะเดียวกันเราก็ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน” เขากล่าวทิ้งท้าย n