ทศพล ไหลมา สุขภาพดีคือเรื่องสำคัญของคนทุกวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/501364

ทศพล ไหลมา สุขภาพดีคือเรื่องสำคัญของคนทุกวัย

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เขาเป็นตัวแทนของผู้ชายวัยทำงาน ที่ใส่ใจกับสุขภาพและการออกกำลังกายอย่างจริงจัง เขาเล่นกีฬาหลายประเภท เนื่องจากมีคุณแม่เป็นสัตวแพทย์ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลเรื่องอาหารการกินมาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กๆ และส่งเสริมให้เขารักกีฬา เขาจึงเห็นความสำคัญในเรื่องการเลือกอาหารการกินอยู่พอสมควร แม้ในวัย 30 ปลายๆ ร่างกายเขาก็แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ แทบจะไม่มีไขมันให้รำคาญตาเลยสักเล็กน้อย

โอม-ทศพล ไหลมา ผู้บริหาร บริษัท เจแอลซี แดรี่ฟู้ด เจ้าของแบรนด์แล็คโยเกิร์ต โฮมเมด ทางด้านการศึกษานั้นเขาจบวิศวกรรมศาสตร์ ทำงานสักพักเขาก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ โดยความสนใจอย่างแท้จริงของเขานั้นชอบงานด้านธุรกิจและอยากเรียนด้านบริหารมากกว่า แต่ในขณะเดียวกัน คุณพ่อของเขานั้นเป็นทหาร เขาก็มีคุณพ่อเป็นโรลโมเดล ก็เลยเลือกเป็นทหารเรือตามอย่างคุณพ่อ

เขาเกิดและเติบโตที่เชียงใหม่ จนกระทั่งมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ก็พำนักอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยตลอด เขาเล่าว่าตอนเขาเป็นเด็กอยู่ที่เชียงใหม่นั้น คุณแม่ของเขาทำโยเกิร์ตธรรมชาติให้เขารับประทานเอง โยเกิร์ตของคุณแม่อร่อยจนมีคนมาขอซื้อกันเยอะจนแทบจะไม่พอขาย เป็นโยเกิร์ตแบบโฮมเมดทำเองกับมือครั้งละไม่มาก จำได้ว่ามียอดจองทุกครั้งที่ทำไม่เคยพอสักครั้ง ซึ่งคุณแม่ทำเพื่อให้คนในครอบครัวรับประทาน ถ้าเหลือจึงจะขาย แต่ออร์เดอร์จองมีล้นทุกวัน คุณแม่เลยต้องทำขายเกือบทุกวัน ก็ขายดิบขายดี เขาก็มีหน้าที่ช่วยคุณแม่แพ็กของส่งของตั้งแต่เด็ก

จนกระทั่งเรียนจบเป็นนายทหารเรือและเป็นทหารจนกระทั่งไปเรียนต่อปริญญาโทแล้วสนใจด้านธุรกิจ คิดว่าควรจะหาธุรกิจเล็กๆ แต่ดีมีประโยชน์ทำบ้าง เป็นงานอดิเรกทำช่วงวันหยุด

เขาจึงนึกถึงโยเกิร์ตฝีมือคุณแม่ โดยทำเป็นโยเกิร์ตโฮมเมดเช่นเดิม “โยเกิร์ตสูตรคุณแม่ทำจากนมสดแท้ๆ เป็นโยเกิร์ตระดับพรีเมียมเน้นตลาดระดับบนแบบนิชมาร์เก็ต ซึ่งเน้นขายสมาชิกและซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม เป็นสเตอริไลซ์ โยเกิร์ต กำลังการผลิตเพียง 5,000 ขวด/วัน

“ที่ผมเลือกทำธุรกิจนี้ เพราะสนใจเรื่องสุขภาพ ต้องการนำเสนอของดีกับร่างกายและเป็นของคุณภาพดี คือเรากินเองอย่างไรเราก็ทำขายอย่างนั้น เพราะผมเป็นคนระมัดระวังและเลือกกิน เพราะอยากมีสุขภาพที่ดี อะไรที่ไม่ดีกับร่างกายก็พยายามเลี่ยงไม่กิน” เขาเล่าให้ฟังอย่างตั้งใจ

เขาอธิบายต่อไปว่าที่เลือกทำธุรกิจนี้เพราะมองว่า สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดี สุขภาพดีมาจากการกินและการออกกำลังกาย เขาจึงเริ่มที่ของกิน เพราะโยเกิร์ตเป็นของกินที่ดีต่อสุขภาพ รสชาติดี อร่อยกินง่าย ราคาไม่แพง สะดวกจะกินตอนไหนก็ได้ จะกินคู่กับอะไรก็ได้ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

โยเกิร์ตของเขานั้นทำจากนมโคสดแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ มีน้ำตาลต่ำเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากจุลินทรีย์ดีจะต้องการน้ำตาลน้อยรสชาติจึงออกเปรี้ยวมากกว่าหวาน เพราะน้ำตาลน้อย มีสองรสชาติคือชาเขียว กับรสธรรมชาติแบบดั้งเดิม และปลายปีนี้เขาจะเพิ่มรสใหม่อีก 1-2 รส โดยเขามีจุดขายเป็นโยเกิร์ตออร์แกนิกมีความเป็นธรรมชาติปรุงแต่งน้อย

แม้ว่าจะเกิดมาในครอบครัวราชการ ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวของคนทำธุรกิจ เขาบอกว่าก็ไม่ใช่อุปสรรค เพราะเขายังหาความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านหนังสือการบริหารและการฟังอยู่เสมอ อีกทั้งงานประจำที่เขาทำอยู่นั้นก็อยู่ทางฝ่ายการวางแผนกลยุทธ์อยู่แล้ว และเขาก็ชอบเรื่องธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก

นอกจากมีใจรักจะทำธุรกิจเล็กๆ เพื่อสุขภาพแล้ว เขาเชื่อว่าเทรนด์ของสุขภาพยังเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากใครๆ ก็อยากมีสุขภาพที่ดี กระแสสุขภาพยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง การทำธุรกิจที่มีแนวโน้มดี มีทิศทางการเติบโตที่ดีทำให้เขามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งเขาเริ่มทำธุรกิจนี้มาได้เกือบ 2 ปี ก็ถือว่ามีแนวโน้มดีขึ้นมาโดยตลอด แถมยังมีคุณแม่ผู้มีประสบการณ์เป็นกำลังหลักในการดูแลการผลิต

อีกทั้งตัวเขาเองก็เข้ามาดูแลการทำงานอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน และเขาเชื่อว่าธุรกิจจะโตขึ้นเรื่อยๆ และเขาจะขยายงานมากขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้านี้ สำหรับเงินลงทุนก้อนแรกที่เขาเริ่มธุรกิจก็เกือบ 10 ล้านบาท มียอดขายปีที่แล้วเกือบ 6 ล้านบาท ส่วนปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 10 ล้านบาท เนื่องจากเขามั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่เขาทำนั้นมันดีและเป็นมิตรกับสุขภาพ ที่สำคัญน้ำตาลน้อยกว่าทุกแบรนด์ที่อยู่ในตลาดตอนนี้ แม้การแข่งขันจะรุนแรง แต่เขามั่นใจว่าถ้าผลิตภัณฑ์ใดดีจริงคุณภาพเหมาะสมกับราคาก็จะอยู่ในตลาดได้อย่างยาวนาว

ทศพล ยังเล่าต่อไปถึงหลักการบริหารงานของเขาว่า สำหรับตัวเขาเองนั้นคิดว่าการเป็นผู้นำที่ดีต้องมีวิสัยทัศน์และมีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน ดูภาพรวมขององค์กรได้ทั้งความกว้างและลึก โดยเขารับผิดชอบทั้งการตลาด การผลิต การจัดจำหน่าย เขามีโปรโมชั่นสั่ง 1 โหลส่งฟรีในเขตกรุงเทพฯ

“บริษัทของผมเพิ่งเริ่มต้นมีพนักงานเพียง 10 กว่าคน เราบริหารงานแบบพี่กับน้องเหมือนคนในครอบครัว แน่นอนว่าในอนาคตเราจะต้องเติบโตมากกว่านี้ มีทีมงานมากกว่านี้ แต่เราจะยังคงรักษาวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้ไว้เป็นเพราะวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่นแบบไทย” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

สำหรับแผนการในอนาคตอันใกล้นี้เขาจะขยายไลน์สินค้าเพิ่มขึ้นอีก 2-3 ชนิด เช่นไอศกรีมโยเกิร์ต หรือรสชาติใหม่ๆ รวมทั้งขยายตลาดส่งออกไปต่างประเทศในย่านประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา

แม้ว่าจะอยู่ในระยะสร้างเนื้อสร้างตัวเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองในวัย 38 ปี พร้อมที่จะลุยงานอย่างเต็มที่ทั้งงานประจำและงานเสริม เขาก็ยังคงแบ่งเวลาไว้สำหรับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทั้งเข้าฟิตเนส  วิ่ง ตีกอล์ฟ เนื่องจากยังโสดเขาจึงบริหารเวลาได้อย่างลงตัวระหว่างงานและการออกกำลังกาย

นอกจากนี้ เขายังสนใจเรื่องการศึกษาพุทธศาสนาเพิ่มเติม เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธตามคุณพ่อคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก ฟังอะไรมาก็ผ่านหูไปโดยไม่ได้ลงมือศึกษาจริงจัง ในบางช่วงของชีวิตที่รู้สึกเหนื่อยหรือหมดกำลังใจ เขาจึงเริ่มหันมาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง และเริ่มปฏิบัติธรรมบ่อยขึ้น ทุกครั้งที่มีโอกาสเข้าจะไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม

เขาเล่าว่าสมัย 10 ปีที่แล้วเขาเป็นคนที่ตึงกับชีวิตมาก ไม่ยืดหยุ่นเท่าไรนัก ต้องการความสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างสุดโต่งมากมีแต่ขาวกับดำไม่มีพื้นที่สีเทาในสมองเลย แต่ชีวิตจริงมันไม่ใช่แบบนั้น หลายครั้งทำให้เกิดความเครียด เขาจึงเริ่มหาวัคซีนใจให้กับตัวเอง ด้วยการไปศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้งมากขึ้น เพียงระยะเพียงปีกว่าเขาก็สามารถนำธรรมะมาบำบัดจิตใจให้คลายทุกข์ไปได้มาก ตั้งแต่นั้นมาเขาจึงเริ่มศึกษาธรรมะอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้จิตใจสงบ ปล่อยวาง ไม่วุ่นวายและหายทุกข์ไปได้มาก

“เพราะเราอยากเป็นที่ 1 ในทุกสิ่งที่ทำ พอทำไม่ได้ทุกครั้งมันก็เครียด ผิดหวัง แล้วก็แบกความคาดหวังนั้นไว้จึงทุกข์ แต่พอพบสัจธรรมว่าไม่มีใครเป็นที่ 1 ได้ตลอดกาล แต่ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาๆ พอเพียงสายการ รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบแล้วพยายามทำให้ดีก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องเป็นที่ 1 ไม่ต้องแสวงหาการยอมรับมากนักก็ได้ เป็นสุขในทุกจุดที่ยืนก็เพียงพอแล้ว ตอนนั้นจัดการกับชีวิตไม่ได้ เมื่อศึกษาธรรมะได้พบทางที่ทำให้เบาสบายคลายทุกข์ไปได้เยอะธรรมสอนให้เดินสายกลางไม่มาก ไม่น้อยเกินไปและควรมองโลกด้วยความเป็นจริง” เขากล่าวทิ้งท้ายอย่างมีความสุข

 

ถอดหน้ากากโพนี่ ศิรภัสรา สินตระการผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/501172

ถอดหน้ากากโพนี่ ศิรภัสรา สินตระการผล

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“เกิร์ลกรุ๊ปในบ้านเรามีความสามารถมากกว่าแค่เต้น” น่าจะเป็นประโยคที่แทงใจคนไทยทั้งประเทศ เมื่อสาวร่างบางภายใต้หน้ากากโพนี่ แปม-ศิรภัสรา สินตระการผล วัย 28 ปี ได้เผยความในใจบนเวที The Mask Singer หน้ากากนักร้อง

“ก่อนจะถอดหน้ากากก็กลัวว่า คนจะงงไหม แต่พอได้ถอดหน้ากากจริงๆ แล้วกลายเป็นความรู้สึกดีใจมากกว่า ที่ได้มาทำความรู้จักกับทุกคนผ่านเสียงเพลง” เธอกล่าวไว้ในรายการหลังถอดหน้ากาก หลังได้พิสูจน์แล้วว่า ความ
เซ็กซี่และสเต็ปการเต้นของเกิร์ลกรุ๊ปยังมีคำว่า “คุณภาพ” ของเสียงร้องอยู่จริง

ความฝัน

“คืนที่แปมถอดหน้ากาก คืนนั้นนอนไม่หลับเลย หนึ่งเพราะตื่นเต้นเองด้วย และเพราะมีเสียงโทรศัพท์เข้าตลอดเวลา หลังจากทุกคนรู้แล้วว่าหน้ากากโพนี่คือเรา”

แปมกล่าวถึงค่ำคืนเปลี่ยนชีวิตเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่กว่าจะมาเป็น “แปม หน้ากากโพนี่” อย่างที่คนไทยรู้จักอยู่ตอนนี้ เส้นทางการเป็นนักร้องของเธอไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่แค่เต้นได้จะเป็นนักร้องได้อย่างที่หลายคนคิด

จุดเริ่มต้นของความฝัน เธอเล่าย้อนกลับไปเมื่อ 17 ปีก่อน เมื่อรู้ตัวเองว่ามีความฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เป็นเด็กประถมปลาย ซึ่งสิ่งที่จุดประกายคือ เทปคาสเซตศิลปินเกาหลีที่พี่สาวฟัง

“ไม่เคยแข่งขันการร้องเพลงมาก่อน รู้แต่ว่าพอได้ฟังเพลง ได้ดูมิวสิกวิดีโอของนักร้องเกาหลี แล้วอยากเป็นนักร้อง ซึ่งแปมเคยเรียนร้องเพลงกับครูอ้วน (มณีนุช เสมรสุต) แค่คลาสเดียว หลังจากนั้นก็ฝึกร้องเองมาตลอดจนรู้สึกว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้วให้ร้องเป็นจริงๆ”

จากเด็กหญิงเริ่มย่างเข้าสู่วัยที่ต้องเลือกเส้นทางเดินให้เหมาะเจาะกับความฝัน เธอจึงตัดสินใจเดินทางจากเชียงใหม่ ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ โดยเลือกเรียนคณะธุรกิจอังกฤษ โปรแกรมภาษาอังกฤษ ด้วยความคิดที่อยากเก่งภาษาอังกฤษ “เผื่อ” ปูทางไปเป็นนักร้องต่างประเทศ

ฟันฝ่า

ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย เธอได้หาประสบการณ์ผ่านเวทีแข่งขันร้องเพลงต่างๆ ทั้งเวทีเดอะสตาร์ที่ไม่ผ่านแม้รอบแรก บ้านทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ในรอบ 100 คน ทว่าได้ผ่านเข้ารอบลึกสุดในรายการโกลบอล ซูเปอร์ ไอดอล รายการเกาหลีที่ค้นหาคนไทยไปแข่งร้องเพลง ซึ่งเธอเป็น 1 ใน 6 คนไทยที่ได้ไป

“การไปแข่งขันที่เกาหลีต้องใช้เวลา 3 เดือน ทำให้ต้องดร็อปเรียนปี 4 แล้วทุ่มเวลาให้กับการทำความฝันนั้น” แปมกล่าวต่อ “เป็นการแข่งขันที่ยากมาก หนึ่งคือเรื่องภาษาที่ใช้สื่อสาร สองคือเรื่องการร้องและเต้น โดยเฉพาะเรื่องการร้องเป็นสิ่งกดดันมาก เพราะคนเกาหลีเก่ง เรียนร้องเพลงมาทุกคน เสียงพุ่งทุกคน พอไปแข่งทำให้เรากลายเป็นคนเสียงอ่อน เสียงเบาไปเลย ซึ่งเราต้องพัฒนาเสียง พัฒนาทุกอย่างภายใต้ความกดดัน บวกกับคนเกาหลีเป็นคนที่ทะเยอทะยาน ขยัน และมุ่งมั่นมากๆ ตอนนี้เมื่อมองย้อนกลับไปยังสงสัยอยู่เลยว่า เราผ่านจุดนั้นมาได้ยังไง แต่ไม่ว่าอย่างไรเราก็ยังขอบคุณโอกาสที่ได้ไปแข่ง เพราะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเก่งขึ้นมากและพัฒนาขึ้นมากจริงๆ”

ผลสรุปคือ เด็กไทยคนนี้สามารถเข้าไปสู่รอบสุดท้ายและคว้าอันดับ 2 มาได้ ซึ่งแม้ว่ารายการจะไม่การันตีรายได้หรืออาชีพนักร้องหลังจบการแข่งขัน แต่เธอก็ได้รับโอกาสจากค่ายดูเอดอท ในเครือเวิร์คพอยท์ ให้เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มศิลปินหญิงเบอร์แรกของค่ายนาม “ไกอา” วงหญิงล้วนที่เน้นความสนุกสนาน เน้นท่าเต้นเป๊ะถูกจังหวะ ซึ่งทำให้คนติดภาพว่าเป็นวงเคป๊อป

“การเป็นเกิร์ลกรุ๊ปไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องเครียดมาก โดยที่คนส่วนใหญ่ที่เห็นผลงานของพวกเราแล้วดูสนุก ดูฟรุ้งฟริ้ง แต่กระบวนการทำงานจริงๆ มันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะเราต้องทำงานหลายมิติมากทั้งทีมเวิร์ก เต้น ร้อง การจัดสรรเวลา ซึ่งตอนแรกเลยไกอาจะขายความเป็นวงที่เต้นเก่ง ลุคดูดี ซึ่งตรงนี้แปมว่าเราทำถึง แต่เรื่องของการโชว์พลังเสียงยังมีน้อยเพราะแนวเพลงเป็นเพลงป๊อปแดนซ์ ทำให้คนฟังเพลงยังเห็นไม่ชัดว่า เราเป็นนักร้องที่สามารถเต้นได้ดีด้วย”

แต่แล้วโอกาสก็ถูกหยิบยื่นให้เธออีกครั้งในรายการ หน้ากากนักร้อง ซีซั่น 1 ที่ทำให้แปมได้โชว์พลังเสียงและความน่ารักอย่างที่ตัวเองเป็นภายใต้หน้ากากนั้น

ถอดหน้ากาก

ตั้งแต่วันที่แปมถอดหน้ากาก เธอรู้ทันทีว่า ชีวิตของเธอได้เปลี่ยนไป ทั้งจำนวนคนที่รู้จักเธอในวงแคบกลายเป็นขยายไปสู่คนทั้งประเทศ จากภาพของเกิร์ลกรุ๊ปขาแดนซ์ ได้เปลี่ยนเป็นภาพนักร้อง จากคนที่ตามเธอเพราะท่าเต้น ก็เปลี่ยนเป็นตามเพราะเสียงร้อง หรือยอดติดตามในยูทูบส่วนตัว จากหลักพันนิดๆ ก็เพิ่มขึ้นเป็นแสนแปดหน่อยๆ และมีคนติดตามในอินสตาแกรม จากหกหมื่นกว่ากลายเป็นทะลุสามแสนไปแล้ว

“เมื่อก่อนเราไปร้องเพลงเป็นวงคือ การไปแสดง (Performance) แต่วันนี้เราร้องเพลงในฐานะ แปม หน้ากากโพนี่ เราต้องทำอะไรคนเดียว ทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ต้องรับผิดชอบงานคนเดียวได้” เธอกล่าว

“การเป็นศิลปินกึ่งเดี่ยวแบบนี้มันก็มีข้อดีของมัน แต่ก็มีข้อเสียอยู่ เพราะแปมยังไม่รู้สึกว่า ไม่ได้เป็นศิลปินเต็มตัว เพราะเราอยากมีผลงาน อยากมีเพลงของตัวเองให้แฟนๆ ได้ติดตามต่อ ถ้ามีซิงเกิ้ลของ
ตัวเองก็จะเป็นการเติมเต็มความเป็นศิลปิน เพราะเวลาร้อง เราก็อยากร้องเพลงที่แต่งขึ้นมาจากเรา เป็นเรื่องราวของเรา และที่สำคัญคือ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวหรือทำงานคนเดียวให้ได้ และต้องทำให้ดี”

นอกจากนี้ งานในวงการบันเทิงด้านอื่นก็เริ่มเปิดโอกาสให้เธอได้ทำ ทั้งงานแสดงคอนเสิร์ตและงานละคร ซึ่งล่าสุดกำลังมีละครเรื่อง ยุทธการสลัดนอ ออกอากาศทางช่องเวิร์คพอยท์ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ 3 ถัดจากเรื่องเกมริษยา และดอกไม้ลายพาดกลอน

“การแสดงมันช่วยเรื่องร้องเพลง เพราะการร้องเพลงก็เหมือนการเล่าเรื่องในรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นการเข้าถึงอารมณ์หรือการแสดงออกทางอารมณ์ก็สามารถส่งเสริมการร้องเพลงได้ในอีกระดับด้วย” เธอกล่าวเพิ่มเติม

ถอดชีวิต

จากเด็กที่มีความฝันอยากเป็นนักร้องบนปกเทปคาสเซต จนวันนี้เธอเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ถือไมค์เป็นอาชีพ แปมบอกคนอื่นตลอดว่า มีคนอีกมากมายที่ร้องเพลงเพราะแต่ไม่กล้าแสดงออก ซึ่งเธอได้เรียนรู้แล้วว่า ถ้าหากกล้าแสดงออกเร็วกว่านี้สักนิด เธอจะไปถึงปลายทางเร็วกว่านี้

“ตอนนี้แปมกล้าสบตาคน กล้าพูด กล้าสื่อสาร และที่สำคัญคือ กล้าเป็นตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แปมเคยเป็นคนที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไงเวลาอยู่หน้าคนเยอะๆ แต่เมื่อเราโตขึ้นและเริ่มต้นทำความฝัน มันจะสอนให้เรารู้จักการเป็นตัวเอง และการได้เป็นตัวเองจะทำให้เรารู้สึกสบาย เมื่อรู้สึกสบายเราก็จะสบายใจและมีความสุขต่อไปเรื่อยๆ”

สำหรับอนาคตเธอไม่อาจตอบได้ว่า จะอยู่จุดใดหรืออยู่ค่ายไหน แต่เธอยังเห็นตัวเองชัดเจนว่า จะยังคงร้องเพลงต่อไป เพราะเธอรู้แล้วว่า ตัวเองเกิดมาเพื่ออะไรและมีความสุขในแบบไหนในความเป็นตัวเอง

 

ชุดารี เทพาคำ ท็อปเชฟไทยแลนด์คนแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2560 เวลา 17:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/500722

ชุดารี เทพาคำ ท็อปเชฟไทยแลนด์คนแรก

เรื่อง…วรธาร ทัดแก้วภาพ กิจจา อภิชนรจเลข

ปิดฉากซีซั่นแรกไปเรียบร้อยกับการแข่งขันทำอาหารรายการท็อป เชฟ ไทยแลนด์ (Top Chef Thailand) ซึ่งออกอากาศทางช่อง One31 พร้อมกับได้ท็อป เชฟ ไทยแลนด์ คนแรก เป็นเชฟหญิงหน้าใสวัยแค่ 24 ชุดารี เทพาคำ เชฟอายุน้อยสุดในบรรดาผู้เข้าแข่งขันที่มาพร้อมสกิลและสมองเป็นเลิศในการสร้างสรรค์เมนูอาหาร ถือว่าไม่ธรรมดากับการแข่งขันครั้งแรก แล้วพิชิตใจกรรมการได้

ชุดารี หรือเชฟตาม เป็นลูกสาวคนกลางของโรจน์ฤทธิ์ และ ม.ร.ว.อรอนงค์ เทพาคำ เพิ่งเดินทางกลับจากสหรัฐมาอยู่เมืองไทยได้ไม่ถึงปี หลังจากเรียนจบด้านโภชนาการและวิทยาศาสตร์การอาหาร พร้อมประสบการณ์ทำงานที่เข้มข้นในร้านบลู ฮิลล์ แอท สโตน บาร์นส์ ร้านอาหารชื่อดังในนิวยอร์ก โดยตำแหน่งล่าสุดก่อนกลับมาอยู่ไทยเป็นชูส์เชฟ

“ตามกลับไทยพร้อมความตั้งใจอย่างหนึ่งคือ อยากยกระดับวัตถุดิบการทำอาหารของไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ดังนั้น ตามจึงเอาเวลาส่วนหนึ่งท่องเที่ยวไปยังแหล่งวัตถุดิบในท้องถิ่นต่างๆ เพื่อศึกษาเรียนรู้และนำมากลับทำอาหารให้คนได้รู้ว่า วัตถุดิบของเราในแต่ละที่นั้นเจ๋งแค่ไหน กับการสร้างสรรค์เมนูอาหารต่างๆ ออกมาให้น่ารับประทาน” ตามเล่า

ขณะที่การเข้ามาแข่งขันท็อป เชฟ ไทยแลนด์ นั้น เธอเผยว่าเดิมเคยดูรายการนี้ประจำตอนเรียนอยู่ที่สหรัฐและชอบมากเป็นรายการที่ดูแล้วสนุก ตื่นเต้นดี บรรยากาศตอนแข่งขันเร้าใจสุดๆ แต่บอกตามตรงว่าไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้เข้ามาแข่งขันในรายการนี้

“มีคนบอกว่ารายการนี้จะมาที่ไทยสนใจไหม ตอนแรกไม่คิดเลยค่ะ ส่วนตัวก็ไม่ชอบการแข่งขัน แต่พอนึกภาพบรรยากาศที่เคยดูในทีวีก็อยากลองสักครั้ง ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ซีเรียสแต่ขอให้ได้ทำเต็มที่ก็พอแล้ว จึงลองไปสมัครดูและได้เป็น 1 ใน 15 คนที่ได้รับเลือกเข้ามาในรายการ และไม่คิดว่าจะมาถึงจุดนี้ก็ถือว่ามาไกลเกินที่คาดไว้”

ท็อป เชฟ ไทยแลนด์ คนแรก เล่าความรู้สึกในช่วงบรรยากาศการแข่งขันให้ฟังว่า ปกติการทำอาหารตอนที่ทำงานในร้านอาหารก็กดดันอยู่แล้ว พอมาอยู่ในสนามแข่งขันก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันขึ้นไปอีก แต่เป็นความกดดันที่รับได้และเธอก็ชอบแรงกดดันแบบนี้ ที่ทำให้ต้องคิดเร็วทำเร็วในทันทีที่ได้รับโจทย์มา

“การแข่งขันครั้งนี้ ตามมองว่าเป็นเกมของสมอง มากกว่าเกมสกิลในการทำอาหาร คือได้โจทย์มาคุณต้องคิดให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องฝีมือ เทคนิค วิธีการ เบสิกต่างๆ ในการทำอาหารทุกคนมีอยู่แล้ว แต่ถ้าใครคิดโจทย์เร็วและคิดได้ แบบเหนือกว่าคนอื่น ตามว่าอันนี้แหละที่ต่อยอดไปได้ไกลกว่า ก็รู้สึกกดดันเพราะผู้แข่งขันเก่งๆ ทั้งนั้น”

เมื่อถามความรู้สึกกับการเป็นท็อป เชฟ ไทยแลนด์ คนแรก ตามเผยว่าเป็นความรู้สึกดีมากๆ ตั้งแต่เรียนจบและทำงานมา ก่อนนี้ไม่เคยเรียกตัวเองว่าเชฟมาก่อน เพราะรู้สึกว่าตำแหน่ง หรือคำเรียกนี้ควรเหมาะสมกับคนที่ประสบความสำเร็จ มีผลงานได้รับการยอมรับในด้านการทำอาหารมาก่อนมากกว่า

“ท็อป เชฟ ไทยแลนด์ ถือว่าได้ยกระดับสายงานเชฟของตามขึ้นมา ตามรู้สึกดีใจที่ตัวเองทำได้ ขณะเดียวกันก็ทำให้คนอื่นๆ ที่ตามรู้จักได้รู้ว่า เราก็ทำได้นะ ตามต้องขอขอบคุณรายการ ขอบคุณผู้ชมที่ส่งกำลังใจเชียร์ เหนืออื่นใดคือมิตรภาพที่ดีจากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เข้าแข่งขันทุกคนค่ะ”

ตามกล่าวต่อว่า ตอนนี้ยังไม่คิดถึงการมีร้านอาหารของตัวเอง แต่ทุกคนสามารถติดตามความเคลื่อนไหว และผลงานของเธอได้ตามเพจ topchefthailand และเพจ Pop Up Project ของเธอเอง

“ตอนนี้ทำฟรีแลนซ์ค่ะ รับจัดแคเทอริ่ง ออกงานอีเวนต์ตามที่ต่างๆ ที่เชิญมา นอกจากนี้ก็ได้ทำ Pop Up Project อีเวนต์แรกจะจัดในเดือนหน้านี้ ใครที่จองไม่ทันก็รออีเวนต์หน้าก็ได้ค่ะ อาหารที่ตามทำก็จะใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นที่ตามได้ไปหามาส่วนใหญ่จากภาคเหนือ เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย น่าน เป็นต้น”

 

แชมป์บีบีกัน สู่นักบริหารศูนย์รวมเครื่องสำอาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2560 เวลา 14:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/500560

แชมป์บีบีกัน สู่นักบริหารศูนย์รวมเครื่องสำอาง

โดย…วราภรณ์

หนุ่มหล่อวัย 36 ปี บอย-จิรวุฒิ โรจน์รัตนวลี อดีตแชมป์บีบีกันระดับประเทศสู่ธุรกิจศูนย์รวมเครื่องสำอางและสุขภาพครบวงจรกับงานบริหาร บริษัท บิวเทรียม (Beautrium Company limited) โดยพ่วงดีกรีปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ สาขาการบริหารทั่วไป มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และปริญญาโท สาขาเดียวกัน จาก Missori State University

สำหรับการก้าวเข้าสู่ธุรกิจความงาม แม้เขาจะชื่นชอบกีฬาที่ออกแนวแอดเวนเจอร์ เช่น ฟุตบอล ฟิตเนส แต่การศึกษาตลาดความงามตลอด 6 ปี เขาพบว่าธุรกิจด้านความสวยความงามเป็นกระแสอันดับ 1 และเติบโตเร็วมาก เพราะทุกคนหันมาสนใจตัวเองและใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น อีกทั้งด้วยกีฬาที่ต้องออกแดดกลางแจ้ง ซึ่งแสงแดดมักเป็นปัญหาต่อความงามและผิวหน้า เขากับน้องชายจึงสนใจจับมือการทำธุรกิจด้านความสวยความงามโดยตั้งบิวเทรียมขึ้น โดยแบ่งหน้าที่กันคือ ในระยะแรกน้องชายจะเป็นคนดูแลด้านการตลาดก่อน และเขาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเรื่องการบริหาร ก่อนที่จิรวุฒิจะเข้ามา
บริหารแบบเต็มตัว กับธุรกิจใหม่ด้านความงามดูแตกต่างจากสิ่งที่เขาเป็น จึงกลายเป็นงานที่ท้าทาย

“ประสบการณ์ในการบริหารที่ผ่านมา ผมคิดว่าพื้นฐานในการบริหารการตลาดไม่ต่างกันมากนัก สามารถนำมาปรับใช้ด้วยกันได้ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใดก็ตาม แต่ที่สำคัญคือการบริหารคนในองค์กรและการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ตรงจุด”

จากหนุ่มแอดเวนเจอร์ขาลุยสู่ธุรกิจด้านความสวยความงาม ซึ่งไลฟ์สไตล์ที่ทำไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับความสวยความงามเลย แต่ก็ใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับธุรกิจใหม่ไม่นาน

“ตั้งแต่เด็กผมชอบเล่นกีฬาทั้งวิ่ง เตะฟุตบอล ว่ายน้ำ โตมาก็ยังชอบเล่นอยู่ แล้วทำไมธุรกิจที่ทำขัดกับไลฟ์สไตล์ จริงๆ ผมมองว่าไม่ว่าเครื่องสำอาง หรือธุรกิจอื่น ก็ใช้หลักบริหารเหมือนกัน แต่ละอุตสาหกรรมจะมีรายละเอียดที่ต่างกัน อย่างก่อนหน้านี้ผมเรียนจบ ก็ทำงานธุรกิจครอบครัวด้านทอผ้านิตติ้ง จากจุดนั้นผมได้เรียนวิธีการจัดการบริหารบุคคล การดีไซน์ทำแพตเทิร์นเครื่องทอผ้า ทำงานได้ 4 ปี ผมก็ไปเรียนต่อต่างประเทศ ในคณะบริหารธุรกิจเน้นด้านโลจิสติกส์กับไฟแนนซ์ กลับมาก็ทำงานของครอบครัวอีก เพราะคุณพ่อร่วมหุ้นทำโรงงานผลิตเหล็กเส้นก็ได้ไปช่วยงานคุณพ่อ ผมทำทุกอย่าง เช่น ดูเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทำตั้งแต่การฟอร์มโรงงาน จนโรงงานเสร็จ ทุกอย่างลงตัวเรามีพนักงานเพียงพอ เลยขอมาทำอะไรแปลกใหม่ พอดีน้องชายทำบิวเทรียมได้ 4 ปี ผมเลยมาช่วยงานใหม่ได้ 9 เดือนแล้ว”

การเป็นผู้บริหาร จิรวุฒิ มีหน้าที่ดูเรื่องช่องทางการจำหน่าย การหาโลเกชั่นตามสถานที่ต่างๆ ที่มีผู้คนเยอะๆ ซึ่งโลเกชั่นการตั้งร้านเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในการขับเคลื่อนธุรกิจหรือเพิ่มยอดขาย รวมทั้งดูเรื่องการจัดส่งและเก็บสินค้า และดูเรื่องการเงินว่าต้องใช้เงินบริหารไปกับส่วนใดบ้าง

“แม้ผมไม่ได้คร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจเครื่องสำอาง แต่ผมใช้วิธีเปิดโลกทัศน์ผ่านการศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ และสื่อออนไลน์ต่างๆ รวมถึงได้คำแนะนำจากเพื่อนที่ทำธุรกิจในด้านนี้ ใช้เวลาในการศึกษาและปรับตัวไม่นาน เพราะสินค้าแต่ละประเภทไม่ต่างแตกกันเท่าไร จะมีเพียงค่ายที่ต่างกันเท่านั้นด้วยความหลากหลายของสินค้า จึงทำให้อยากก่อตั้งศูนย์รวม ที่ไม่ใช่มีแค่เฉพาะผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง แต่เป็นสถานที่ที่เป็นศูนย์รวมสินค้าความงามและสุขภาพจากทุกที่มาไว้ที่เดียวกัน โดยไม่จำกัดค่ายมีตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหมื่นอย่างเคาน์เตอร์แบรนด์ชั้นนำ โดยเฉพาะสินค้าที่หายาก หาจากร้านอื่นไม่มี สามารถตอบโจทย์ตรงนั้นให้กับกลุ่มเป้าหมาย กลายเป็นบิวเทรี่ยมในปัจจุบัน เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตเป็นทีรู้จักกว้างขวางมากในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ชื่นชอบในด้านความสวยความงามในปัจจุบัน”

ธุรกิจด้านเครื่องสำอาง มีการแข่งขันที่สูงมาก แต่จิรวุฒิก็มีวิธีตั้งรับ

“สินค้าที่วางจำหน่ายในร้านของเรา เราไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าเอง เรารับสินค้ามาจากคนอื่น ชื่อร้านของเรามาจากบิวตี้ บวกกับเอเทรียม เมื่อความงามบวกกับอาณาจักร หรือหนึ่งห้องของหัวใจ จึงรวมเป็นอาณาจักรเครื่องสำอาง หัวจรดเท้า เราเป็นเมกะสโตร์ บิวเทรียมเป็นที่อาณาจักรศูนย์ร่วมเครื่องสำอางทุกอย่าง บวกอาหารเสริม ซึ่ง 4 ปีที่แล้วอาหารเสริมไม่ได้รับความนิยมมาก แต่ปัจจุบันเทรนด์เรื่องสุขภาพกำลังมา การแข่งขันจึงค่อนข้างรุนแรง

จริงๆ ผมมองว่าการแข่งขันมีหลายประเภท เปรียบเทียบเหมือนกีฬาที่มีการแข่งหลายประเภท ธุรกิจความงามก็เช่นกัน เราต้องดึงดูดจริงๆ แม้ผมไม่อยากแข่งในวงการนี้ แต่เมื่อลงมาแล้วต่อยก็ต้องต่อยให้น็อกเอาต์ ธุรกิจความงามต้องเดินหน้าอย่างเดียว ไม่มีการมาตั้งการ์ดหรือถอยหลัง เพราะเป็นธุรกิจแฟชั่นที่เปลี่ยนเร็ว เราต้องจับเทรนด์ตลาดให้ได้ เราต้องทันกับนวัตกรรมด้านความงาม เพราะเครื่องสำอางมีหลากหลายยี่ห้อมาก เช่น เซเลบมีแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเองเกือบทุกคน เพราะเป็นอะไรที่เข้าถึงง่าย

การทำธุรกิจนี้ต้นทุนไม่สูง แต่ High Margin อาจได้กำไรครึ่งๆ คนจึงมองว่าเข้ามาอยู่แล้วจะได้กำไรเยอะนะ แต่อย่าลืมการแข่งขันก็สูงนะ ในร้านเราน่าจะเกิน 50 แบรนด์ สำหรับลิปสติก นอกจากมีหน้าร้านเรามีขายสินค้าผ่อนออนไลน์ด้วย”

แม้มีการจำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์ แต่เน้นการให้บริการ มาร้านแล้วไม่รู้สึกอึดอัด ถามอะไรพนักงานต้องตอบคำถามได้ การให้บริการก็เป็นสิ่งสำคัญ

“ถ้าลูกค้ามีปัญหาอะไรมา เราพร้อมที่จะช่วยแก้ไข หรือหากมีคอมเมนต์จากลูกค้าว่า พนักงานคนไหนให้บริการไม่ดี เราจะรีบแก้ไขและจะมีฟีดแบ็กตอบกลับไปให้ลูกค้าด้วย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่า เราเห็นความสำคัญของเขา เรื่องของมายด์เซตเกี่ยวกับเซอร์วิสผมเน้นมากๆ เช่น การเลือกผู้จัดการร้านที่ผมคัดเลือกมา เขามีมายด์เซตเดียวกันกับเราหรือเปล่า เพราะเราไม่ได้เน้นยอดขาย พนักงานทุกคนต้องมีมายด์เซตในการบริการก่อนอย่างอื่นผมสอนได้

อีกทั้งตัวสินค้าก็สำคัญ สินค้าต้องหลากหลายมีมาจากทั่วโลก ระดับอินเตอร์หรือสินค้าโลเคิลเรามีเกือบหมด ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเราคือผู้หญิง หลังๆ ผู้ชายก็ดูแลด้านความงามกันเยอะ เรียกว่า 90% เป็นหญิง อีก 10% เป็นผู้ชาย ผู้บริโภคเครื่องสำอางตอนนี้อายุเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นสินค้าในร้านเราจึงมีหลากหลายตอบสนองเด็กมัธยมไปจนถึงคนวัยทำงาน ผมอยากให้ลูกค้าโตมากับร้านเราตั้งแต่สาวยันโต ตอนนี้เราขยายไป 3 สาขา คือมีที่สยามสแควร์วัน ซีคอนฯ บางแค และจีทาวเวอร์ สี่แยกพระราม 9 การเจริญเติบโตเมื่อปี 2558 เราโต 300% ปีนี้เราคิดว่าน่าโตขึ้นอีก 100-200% เรียกว่าเราจับทางถูก ต่อไปเราตั้งใจจะลุกเต็มที่ และผลิตภัณฑ์เรามีมากกว่า 3 หมื่นไอเท็ม”

สำหรับหลักในการทำงาน การปกครองบริหารลูกน้อง จิรวุฒิเน้นหลักการใช้เหตุผลและการตัดสินใจอย่างเฉียบขาดและต้องมีเหตุผล

“ตอนนี้พนักงานขายเกือบ 100 คน ปัญหาในการบริหารลูกน้อง เช่น หากลูกน้องเล่นโทรศัพท์มือถือเวลาทำงาน หรือคุยเล่นกัน หากมีรายงานก็ต้องเรียกมาคุย ปกติผมสังเกตคนอยู่แล้ว ถ้าเห็นเองผมจะเรียกมาคุย ทำจริงไหม ทำไมทำแบบนั้น ผมจะให้เหตุผลการทำงานที่ดีคือ ควรทำอย่างไร มือถือใช้ได้แต่ต้องใช้ให้ถูกทาง ไม่ควรใช้ในเวลางานนะ คุยด้วยเหตุผล คุยสองครั้งหากยังไม่ฟัง ถึงจุดที่เข้ากันไม่ได้ อาจต้องแยกทางกัน แต่ก่อนแยกผมจะให้เหตุผลว่าที่แยกทางกันเพราะอะไร”

วิธีผ่อนคลายความเครียดของจิรวุฒิ เมื่ออายุ 26 ปีเขาเคยเป็นแชมป์บีบีกันในระดับประเทศ เวลาชนะเกมการแข่งขันถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง การเล่นกีฬายังทำให้เขารู้จักน้ำใจนักกีฬา และต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง เพราะขณะแข่งบีบีกันไม่มีอุปกรณ์ตัดสิน ต้องใช้ใจเมื่อคุณโดนยิงต้องออกไปจากการแข่งขัน

ค่าที่อยู่ในวงการเครื่องสำอาง จิรวุฒิ ก็ต้องดูดี ซึ่งเคล็ดลับดูแลความหล่อของเขาไม่มากแต่เขาเน้นความดูดีจากภายในสู่ภายนอกด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์

“จริงๆ ผมเน้นเรื่องการกินเป็นหลัก กินอะไรให้วิตามินสูงต้องศึกษา แต่ตอนเล่นกีฬาที่ต้องออกแดดจัดๆ ก็มีทาครีมกันแดดบ้าง แต่ผมเน้นกินล้วนๆ คือกินผัก กับเรื่องการนอนให้เพียงพอ แต่ละมื้อผมเน้นกินผักทุกอย่าง สลัดผักผมกินได้หมด ทุกมื้อและทุกวันผมต้องเน้นเมนูผัก เช่น อาหารเวียดนามอย่างมีผักผมกินผักหมดเลย แม้กินไม่ค่อยตรงเวลา เพราะบางทีติดประชุมยาว แต่ผมพยายามกินให้ครบทุกมื้อ เช้า กลางวัน และเย็น และพยายามไม่กินดึก”

สำหรับสเปกหญิงสาวที่จะได้ครอบครองหัวใจเขา ก็ขอให้เป็นผู้หญิงที่เรียบง่าย เพราะเขาไม่ค่อยมีสเปก ขอให้มีรูปร่างที่สมส่วน พูดคุยกันแล้วรู้เรื่องและใส่ใจซึ่งกันและกันก็พอ

“ผมไม่มีสเปกตายตัว ไม่จำเป็นต้องแม่บ้านแม่เรือนหรือต้องทำอาหารเก่ง ขอแค่ให้ใส่ใจในตัวผมก็พอ เรื่องเสน่ห์ปลายจวัก สมัยนี้หาคนทำอาหารเป็น 100% ยากแล้ว เพราะเวลาว่างน้อย หมดไปกับการทำงาน ผมไม่ซีเรียสการไปรอให้ทำอาหารเสร็จก็หมดเวลาแล้ว ไปกินในร้านอาหารผมก็คิดว่าสะดวกดี หรือบางทีซื้อมาฝากก็โอเค ไม่จำเป็นต้องทำเอง ทำงานก็เหนื่อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องรักกีฬา แต่ขอลุยๆ นิดหนึ่ง ควรมีแนวคิดทัศนคติมองโลกคล้ายๆ กันด้วยครับ”

 

ธีรเดช เมธาวรายุทธ รวยเสน่ห์ แต่มีรักเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2560 เวลา 14:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/500385

ธีรเดช เมธาวรายุทธ รวยเสน่ห์ แต่มีรักเดียว

โดย…มัลลิกา  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

กำลังหว่านเสน่ห์ให้สาวๆ กรี๊ดกร๊าดกันทั่วเมือง เพราะเล่นได้เป็นตัวเอ๊งตัวเอง เอ๊ย เล่นได้สมบทบาท เพลย์บอย รูปหล่อ พ่อรวย ควงสาวไม่ซ้ำหน้า สำหรับหนุ่มตี๋ อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ ที่รับบทพระเอก เควิน เบลค ใน กามเทพจำแลง จากซีรี่ส์ The Cupids บริษัทรักอุตลุด ทางช่อง 3

เรียกว่าขยับจากพระรอง คู่ 2 คู่ 3 และตัวร้าย มาสู่บทบาท “พระเอก” คงจะได้เห็นกันตามมาอีกหลายเรื่อง ที่กำลังถ่ายทำอยู่มี เสน่ห์รักนางซิน กับ เสน่ห์นางงิ้ว ส่วนเรื่อง วัยแสบสาแหรกขาด ภาค 2 ก็มีคิวเปิดกล้องช่วงท้ายปีนี้

ผมเป็นนักแสดง

เข้าสู่วงการบันเทิงมา 5 ปีแล้ว เล่นมาก็หลายบทบาท ค่อยๆ ก้าวขึ้นมาจนได้เป็นพระเอก แต่จะกลับไปเล่นตัวร้าย พระรอง หรือวัยถึงบทที่ต้องเป็นลุง เป็นพ่อ อาเล็กก็พร้อมทุกบทบาท เพราะตั้งแต่แรกไม่ได้ต้องการมาเป็นพระเอก แต่บอกตัวเองว่า จะยึดหน้าที่เป็นนักแสดง

“ตอนแรกที่เข้ามาไม่ค่อยชอบด้วยซ้ำ รู้สึกว่าต้องเป็นวงการมายาแบบที่เขาว่าๆ กันแน่เลย เมื่อก่อนไปแคสติ้งโฆษณาก็ไม่ชอบ ให้ไปแอ็กติ้งรู้สึกเหมือนคนบ้าบอ แต่พอได้เรียนศาสตร์การแสดง มันช่วยเราในชีวิตประจำวันด้วย มันคือจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ทำให้เรารับมือกับคนที่จะเข้ามาในชีวิตเราได้

วงการบันเทิงมันก็ยังมายาแหละ เหมือนๆ กับทุกวงการมีมายาหมด ทุกอาชีพมีคนดีไม่ดีปนกัน คนขับแท็กซี่ยังมีดีไม่ดีเลย แต่เล็กโชคดีที่เจอเพื่อนๆ ดี เจอผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส ให้เราได้พัฒนา”

ตอนนี้กลายเป็นพระเอกคิวทองไปแล้ว “ตอนนี้ถ่ายละคร 7 วัน 2 เรื่อง มีงานอีเวนต์บ้าง งานกุศล งานของช่อง แต่หลักๆ จะใช้เวลาอยู่กองถ่าย ถือว่าหนักเหมือนกัน เป็นการเหนื่อยกายแต่ไม่เหนื่อยใจ อย่างละครเสน่ห์นางงิ้ว แนวเรื่องเป็นดราม่า ตอนเล่นนี้หนักนะ ถือว่าเป็นละครที่ท้าทายนักแสดง แต่พอหลุดมาจากตัวละคร รู้สึกสนุก มันเหมือนกันที่ได้แสดงอารมณ์แบบนั้น”

เล่นละครมาหลายเรื่อง ส่วนใหญ่มักจะได้บทคอมเมดี้ ส่วนเรื่องบทใกล้เคียงกับตัวตนของอาเล็กที่สุด มีบท คุณชายเล็ก ในละครสะใภ้จ้าว (2558) และ เควิน เบลค ในละคร กามเทพจำแลง ที่กำลังออกอากาศอยู่

“คาแรกเตอร์เล็กที่คล้ายกับเควิน คือ ขี้แกล้ง ขี้เล่น ชอบหยอก ร่าเริง เข้ากับคนเก่ง ช่างสังเกต รู้ว่าคนไหนชอบอะไร ไม่ใช่แค่กับคนรัก กับคนรอบตัวก็ใส่ใจ เอาใจคนเก่ง แต่เราอาจจะไม่เก่งเท่าเควิน

เวลาเล่นเป็นตัวเองไม่ได้ง่ายมาก มันมีความยากด้วยซ้ำ เพราะเราไม่ใช่เควิน แต่บุคลิกมันใกล้กันมาก และเรากำลังแสดงอยู่ นี่ไม่ใช่ตัวเล็ก อย่างเรื่องสะใภ้จ้าว พี่เขาบอกว่าที่เลือกเรามาเล่นเพราะบทคุณชายเล็กคล้ายเรามาก เราก็ต้องคิดแล้ว ต้องทำยังไงให้คนดูแล้วรู้สึกคล้ายก็จริง แต่ไม่ใช่อาเล็ก มันก็ยากตรงจุดนั้น”

ดาราเป็นคนสาธารณะ ซึ่งยอมรับและเข้าใจได้ ก็จะใช้ชีวิตเป็นสุขในวงการบันเทิง “เล็กไม่ค่อยมีข่าวหวือหวาเท่าไร เรามั่นใจว่าเป็นคนหนึ่งที่ยึดตัวเองเป็นอาชีพนักแสดง ค่อนข้างไม่ห่วงเรื่องส่วนตัว หลายคนอยู่ในทีวีน่ารัก เจอตัวจริงหยิ่ง แต่นอกจอเล็กก็เป็นแบบนี้ เป็นผู้ชายยิ้มง่าย คุยเก่ง

ด้วยอาชีพเรา มีคนมาสนใจเยอะ คนอยากรู้เราทำอะไรที่ไหน คุยกับใคร มันจะเสียความเป็นส่วนตัวบ้าง แต่ไม่เป็นไร มีคนมาสนใจ คอยสังเกตเรา เราได้พัฒนาบุคลิกภาพ ระวังตัวในการทำอะไร ดูแลตัวเอง

ตอนนี้ไม่ใช่แค่ดาราที่เป็นคนสาธารณะ ทุกวันนี้โลกโซเชียลทำให้ทุกคนกลายเป็นคนสาธารณะ ไม่ใช่แค่ดาราที่ทำอะไรแล้วมีคนเห็น ทุกอาชีพตอนนี้ทำดีมีคนชื่นชม ทำไม่ดีมีคนด่าเยอะ เอาจริงๆ เพราะโซเชียล ทำให้ไม่มีแล้วความเป็นส่วนตัว

แต่เล็กไม่ระบายเรื่องอารมณ์ลงบนโซเชียล เรื่องในใจนี่แหละเป็นสิ่งที่เป็นส่วนตัวของเราได้ ถ้ามีปัญหา อยากระบาย โกรธใคร บอกกับพ่อแม่ กับเพื่อน ไม่ชอบถามคนอื่นที่อยู่ในโซเชียล เพราะเรื่องแบบนั้นเราไม่ทำ ไม่ชอบทำแบบนั้น ก็จะโพสต์แต่ไลฟ์สไตล์ โปรโมทละคร

เล็กว่าโซเชียลมันคือ สิ่งที่ทำให้เราซึ่งเป็นนักแสดงเชื่อมต่อกับแฟนๆ ได้ บางทีลงรูปอวดแฟนคลับ อวดเพื่อนๆ ในกลุ่มแค่นั้น โซเชียลสำหรับเล็กไม่ใช่สังคมที่เราต้องมานั่งคุยกันเรื่องเครียดๆ เรามีมันไว้ทำให้เราสะดวกขึ้นในการติดต่อกัน โลกเรากว้างขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะต้องทำให้ใครเดือดร้อนจากตรงนั้น”

ผมไม่ได้เจ้าชู้

เล่นละครได้สมจริง เสียงชมว่าเล่นเก่ง เบากว่าเสียงชมหรือแซวเสียมากกว่าว่า “เล่นได้เป็นตัวเอง” ซึ่งตัวจริงอาเล็ก “เจ้าชู้” หรือไม่นั้น เขาได้ตอบให้สาวๆ คลายใจ

“เมื่อก่อนก็มองว่าเป็นเกย์ ตอนนี้ก็คิดกันว่าเจ้าชู้ เล็กไม่รู้เลยว่าจะเป็นอะไรดี (หัวเราะ) เล็กอาจเฟรนด์ลี่ คุยเก่ง มีเพื่อนผู้หญิง เข้าถึงง่าย ขี้เล่น ชอบแหย่ จุดนี้หรือเปล่าทำให้คิดว่า เจ้าชู้ แต่จริงๆ เล็กไม่ได้เจ้าชู้เลยนะครับ ไม่เอาดีกว่า พูดไปก็เท่านั้น เดี๋ยวหาว่าแก้ตัว เอาเป็นว่า ผมเป็นผู้ชายที่ซื่อสัตย์กับความรักมากกกก (ลากเสียงยาวและจบด้วยยิ้มกว้างๆ 1 ที)”

ถ้านิยามของคำว่า เจ้าชู้ คือ การมีคนรักอยู่แล้วไปคุยกับคนอื่น อาเล็กบอกว่า ห่างไกลกับคำนั้นมาก (ก.ไก่หลายตัวก็มาอีกหน)

“เล็กว่ามันคือการนอกใจนะ คือถ้าไม่คิดจริงจัง ก็ไม่คุยเล่นๆ ไม่มีหยอด ไม่มีหยอก ที่คุยๆ ก็เพื่อนผู้หญิงปกติ หรือคุยหลายคน ดูใจหลายๆ คนไปพร้อมกัน เผื่อเลือก ถ้าทำแบบนั้น เล็กว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะเสียเปรียบ ถ้าเราเจอแบบนั้นก็เสียความรู้สึกเหมือนกัน เล็กมั่นใจว่าคุยกับใครแล้วจริงจัง ก็ศึกษาเขาอยู่คนเดียว ถ้าเกิดไม่ชอบ ไม่ใช่ ก็จบ ไม่ใช่ศึกษาเขาไปด้วยศึกษาคนอื่นไปด้วย”

ในละครยิงมุกจีบหญิงแพรวพราว แต่ในชีวิตจริง อาเล็กไม่กล้าจีบ “ถ้าไม่เคยรู้จักกันเลยจะไม่กล้าเข้าไปคุย ก็มีแหละที่เรามองผู้หญิง แล้วรู้สึกว่าสวย รู้สึกชอบ อยู่ในวงการนี้เจอผู้หญิงสวยเต็มไปหมด แต่ก็ไม่กล้าขนาดนั้น ไม่รู้จักกันมาก่อนไม่รู้จะคุยอะไรกัน

ถ้าจะจีบต้องรู้จักกันก่อน เป็นเพื่อนกันมาก่อน ร่วมงานกัน หรือเพื่อนของเพื่อน ต้องมีเหตุให้ได้รู้จักกันก่อน แล้วคุยให้รู้จักนิสัย ชอบไม่ชอบอะไร ความรักมันเกิดขึ้นมาทันทีไม่ได้ ต้องรู้จักตัวตนของกันด้วย ค่อยๆ ศึกษากัน บางคนไม่ได้น่ารักในสายตาเรา แต่พอได้รู้จัก ได้คุยกัน เขาก็มีความน่ารัก ดูสวยขึ้นมาจากนิสัย จากสิ่งที่เขาพูด เขาทำ”

ตอนนี้หัวใจอาเล็กไร้คนจอง “อกหักมา 2 ครั้ง มีแฟนไม่กี่คนเอง แต่คบครั้งไหนจริงจังหมด ก็ไม่ได้บทเรียนอะไรเยอะมาก แต่ได้เรียนรู้ความเข้าใจในตัวของผู้หญิงมากกว่า เพราะตอนมีแฟนคบนาน ไม่ได้คบเล่นๆ ครบใครจริงจัง คิดถึงอนาคต พอเลิกกันก็เลยเสียดายเวลา จะเป็นเรื่องพวกนี้มากกว่าที่ได้เรียนรู้มา เราไม่อยากเสียเวลาแล้ว

ปิ๊งกันในกองละคร เล็กว่า เพศชาย เพศหญิง มีเสน่ห์ดึงดูดกันอยู่แล้ว แต่จะดึงดูดกันไปทางไหนแค่นั้นเอง ยังไงการรู้จักกันสนิทสนมกันก็มีส่วน แต่จะรู้ใจกันไปทางไหน ในทางคนรัก หรือทางเพื่อน ซึ่งส่วนใหญ่เพื่อนๆ นักแสดงช่อง 3 รู้จักกัน เป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว”

(พวก)ผมไม่ใช่อันธพาล

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่บรรดาพระเอกคิวทอง จะมารวมตัวพร้อมหน้ากันครบแก๊ง “ตั๊กไลฟ์” (Thug Life)  ประกอบด้วย บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี พีช-พชร จิราธิวัฒน์ มาริโอ้ เมาเร่อ เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์ เคน-ภูภูมิ พงศ์ภาณุ หมาก-ปริญ สุภารัตน์ อเล็กซ์ เรนเดล ที่สนิทสนมกันจากคอนเสิร์ตของช่อง 3 ตั้งแต่ หล่อมากมาก คอนเสิร์ต จนถึงคอนเสิร์ต 47 ปี ช่อง 3 ที่เพิ่มความสนิทสนมกันมาก

“มีเพื่อนผู้ชายเยอะมาก เพราะจบอัสสัมชัญ ชายล้วน มีแก๊งมหา’ลัยจบวิทย์กีฬา 12 คน (คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) แล้วพอมาเจอเพื่อนในวงการก็เป็นชายล้วน กลุ่มตั๊กไลฟ์ (ที่มาจากเสื้อที่อาเล็กใส่ไปซ้อมคอนเสิร์ต) ก็เลยเป็นอะไรที่เฮฮา ไม่อันธพาลกับคนอื่น อันธพาลกับตัวเอง และก่อการร้ายกับเพื่อนในกลุ่ม (หัวเราะ)

ผู้ชายเวลาอยู่รวมกัน ก็ไม่ต่างจากผู้หญิง มีเมาท์แต่เรื่องตลกๆ เรื่องงานมีคุยกันบ้าง ปรึกษาการแสดงกับเต๋อ เพราะเขาจะเก่งเรื่องแอ็กติ้ง จังหวะคอมเมดี้เขาได้ ธุรกิจก็มีคุยกันกับพี่บอย แต่ส่วนใหญ่จะเกรียนใส่กัน มีอำกัน ซึ่งร้ายพอๆ กัน คนอาจจะมองภาพพี่บอยเกรียนสุด เพราะภาพเขาชัดทั้งหน้าจอนอกจอ แต่เวลาอยู่ด้วยกัน ผู้ชายไม่น้อยกว่ากันอยู่แล้วครับ เจมส์จิก็ไม่เบา ทุกคนมีความซนของตัวเอง

กิจกรรมยามว่างอีกอย่างของอาเล็ก คือ ถ่ายรูป “ตอนนี้มีเจมส์จิ หมาก เล่นกล้องเหมือนกัน เมื่อก่อนเล็กก็เล่นกล้องดิจิทัลคอมแพคปกติ แล้วก็ขยับมาเปลี่ยนเลนส์ได้ ตั้งโฟกัสเอง แล้วมาไลก้า ตอนนี้เล่นกล้องฟิล์ม ตอนแรกไม่ค่อยชอบ คือมันต้องรอล้างอัดรูป แล้วเรามีดิจิทัลเห็นภาพเลย อันนี้ถ่ายไม่รู้จะออกมายังไง แต่พอได้มาลองเล่น กล้องฟิล์มมีเสน่ห์ตรงที่รอนี่แหละครับ ตอนล้างรูปสามม้วนแรก มีความสุข ตื่นเต้นเลย เราอดทนรออยู่หลายวัน

เล็กชอบถ่ายรูปคน ตอนถ่ายดิจิทัลถ่ายเป็นพอร์เทรตละลายหลัง แต่กล้องฟิล์มยังไม่เก่ง ก็ถ่ายแนวสตรีทไปก่อน เห็นอะไรก็กด ล่าสุดที่รวมตัวกันไปเป็นเด็กวัดพระเกรท ก็ได้ถ่ายภาพมา”

เวลาเพียง 5 ปี ยังถือว่าเริ่มต้น อาเล็กเองก็มองว่า อนาคตในวงการบันเทิงยังต้องพัฒนาการแสดงอีก และการที่โดนแสงสปอตไลต์ส่องตลอดเวลา การวางตัวเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้อยู่ในวงการนี้โดยมีแฟนคลับให้การต้อนรับที่ดี

 

ศิริพร เชาว์ว่องเลิศ ‘พื้นที่’ ของนักธุรกิจหญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2560 เวลา 17:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/500093

ศิริพร เชาว์ว่องเลิศ ‘พื้นที่’ ของนักธุรกิจหญิง

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

อดีตนักการตลาดเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์เครื่องสำอางระดับโลก ศิริพร เชาว์ว่องเลิศ ปัจจุบันคือกรรมการผู้จัดการ บริษัท เว็บดีกรุ๊ป เจ้าของธุรกิจขายรถยนต์ใหม่ออนไลน์ วัย 39 ปี วันนี้จะเล่าให้ฟังว่าทำไมถึงตัดสินใจทิ้งแบรนด์ดังไว้เบื้องหลัง ชีวิตและการทำงาน ครอบครัวและแพสชันใหม่ๆ รวมทั้งการสร้าง “พื้นที่” ของนักธุรกิจหญิงในประเทศไทย วิสัยทัศน์คือการมองไปข้างหน้า ผู้หญิงคนนี้มองไปข้างหน้ากับเครือข่ายเพื่อนนักธุรกิจหญิงรุ่นใหม่ไฟร้อนแรง

ศิริพรเป็นนักการตลาด เริ่มต้นการทำงานกับ อีทูดี (Etude) เครื่องสำอางยอดนิยมจากเกาหลี จากนั้นคือ โลลา (LoLa) แบรนด์เครื่องสำอางจากสหรัฐ  ศิริพรก้าวขึ้นเป็นเซลล์แมเนเจอร์ ดูแลยอดขายและบริหารทีมกว่า 200 คน ต่อมาเป็นแบรนด์แมเนเจอร์ จูซ บิวตี (Juice Beauty) จากสหรัฐ จนที่สุดขึ้นดำรงตำแหน่งแบรนด์แมเนเจอร์ของ เบอร์แบร์รี (Burberry) แบรนด์เก่าแก่ของอังกฤษ ที่มีชื่อเสียงยาวนานกว่า 160 ปี หนึ่งในท็อปแฟชั่นและบิวตี้ระดับโลก

“ยังชอบนะ ยังชอบตลาดเครื่องสำอาง แต่เพราะเราเห็นโอกาสใหม่ คิดว่านี่คงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ คือจุดเปลี่ยนของชีวิต”

3 ปีที่ผ่านมา ศิริพรผันตัวเองมาปลุกปั้นธุรกิจใหม่กับดาเมียน เคอเนอร์ส ชาวฝรั่งเศส ก่อตั้งธุรกิจขายรถยนต์ใหม่ออนไลน์ siamcardeal.com เว็บไซต์แรกในประเทศไทย ที่รวบรวมโปรโมชั่นและข้อมูลรถยนต์ใหม่จากทุกรุ่นทุกค่ายและจากดีลเลอร์ทั่วประเทศ

วางมือจากตลาดเครื่องสำอางสู่ตลาดเว็บไซต์รถยนต์ใหม่ ทางเลือกที่เป็นโอกาส หากการตัดสินใจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการปักหลักอย่างมั่นคงในธุรกิจแวดวงเครื่องสำอาง ที่เธอใช้เวลาทุ่มเทมาตลอดชีวิตนั้น มีความหมาย กว่าจะมาถึงจุดนี้ คงไม่ต้องบอกว่าฟันฝ่าเพียงไหน หากตัดสินใจแล้วคิดว่า ชีวิตของเราเอง…เปลี่ยนก็เปลี่ยน (ฮา)

“มีปัญหากับการซื้อรถยนต์ เพราะนานมากกว่าที่จะหารถยนต์ที่ต้องการได้ ต้องตระเวนไปหลายโชว์รูม โชว์รูมแต่ละแห่งก็จะมีปัญหาต่างๆ กันไป ปัญหาทั้งหมดนั่นกลายเป็นปัญหาของเราด้วย เช่น รออีก 4 เดือนนะครับพี่ ฮ้า! อะไรนะ”

เงื่อนไขหรือโปรโมชั่นที่แตกต่างกันของแต่ละโชว์รูม แต่กว่าจะรู้ข้อมูลและเงื่อนไขต่างๆ ก็ต้องเดินทางไปเองยังโชว์รูมแต่ละแห่ง เสียเวลาและสิ้นเปลือง ศิริพรคิดว่า ไม่มีเว็บไซต์ที่รวมข้อมูลทั้งหมดไว้ด้วยกันหรือ เพื่อที่ว่าผู้ซื้อรถจะได้สะดวกในการเข้าไปหาข้อมูล ตัดสินใจและซื้อรถยนต์อย่างไม่ยุ่งยาก

“ประเทศนี้ยังไม่มี… เมื่อ 2-3 ปีก่อนประเทศไทยมีแต่เว็บไซต์ขายรถมือสอง แต่รถมือหนึ่งหรือรถใหม่…ซีโร่ หุ้นส่วนคุยให้ฟังว่า เว็บไซต์รถมือหนึ่งในต่างประเทศ ส่วนใหญ่มีกันหมดแล้ว โดยเฉพาะในฝรั่งเศสซึ่งได้รับความนิยมมาก ประเทศที่คนนิยมซื้อรถจากเว็บไซต์ ยังมีทั้งที่สหรัฐ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ก็คิดว่าเราน่าจะทำ”

ประเทศฝรั่งเศสมีเว็บไซต์ขายรถใหม่ชื่อ Neowebcar.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลรถยนต์จากทุกค่ายและทุกดีลเลอร์ที่ประสบความสำเร็จมาก สำหรับสยามคาร์ดีลเองอาจกล่าวได้ว่า ถอดแบบและประยุกต์บางส่วนมาจาก Neowebcar หากได้ปรับให้เหมาะสมและสอดคล้องกับผู้บริโภคชาวไทยเป็นหลัก

“ผู้บริโภคชาวไทยตัดสินใจซื้อรถจากราคาและโปรโมชั่น เพราะฉะนั้นเราก็เน้นที่โปรโมชั่น เข้ามาในเว็บนี้ อยากรู้ได้รู้ถึงโปรโมชั่นต่างๆ ราคาและส่วนลดทั้งหมดของทุกเจ้า สามารถนำมาเทียบเคียงเพื่อใช้ในการตัดสินใจอย่างสะดวก”

ในหลายปีที่ผ่านมาตลาดรถยนต์ใหม่ในไทยเติบโตขึ้นมาก ตัวเลขล่าสุดคือจำนวนยอดซื้อรถยนต์ใหม่ที่พุ่งขึ้นเป็นปีละกว่า 1 ล้านคัน สูงสุดคือ 1.4 ล้านคันในปี 2557 หากปัจจุบันก็เริ่มลดจำนวนลงเหลือ 7-8 แสนคันในปี 2559 อย่างไรก็ตาม ศิริพรมองว่า ตลาดรถยนต์ของไทยจะเติบโตได้อีก

สำคัญคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้สื่ออินเทอร์เน็ตในการเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น ตลาดออนไลน์เข้าถึงลูกค้าออนไลน์ แนวโน้มมีแต่จะเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนของผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ออนไลน์ของไทยล่าสุดคือ 56% หมายถึงมากกว่าครึ่ง และอนาคตก็เชื่อว่าจะขยายตัวต่อไป

“ยูสเซอร์ของเราแฮปปี้ โชว์รูมก็แฮปปี้ เพราะเราคืออีกหนึ่งทางเลือกและช่องทางใหม่ๆ ในการเข้าถึงลูกค้าของเขา วอลุ่มยอดขายจากปี 2559 การซื้อขายที่เกิดขึ้นมีจำนวนประมาณ 500 คัน คิดเป็นยอดขายกว่า 500 ล้านบาท ส่วนสยามคาร์ดีลทำรายได้จากการลงโฆษณาที่เกิดขึ้นบนหน้าเว็บ แน่นอนว่าเราก็แฮปปี้ค่ะ”

ณ จุดเปลี่ยนของชีวิต ตั้งคำถามกับตัวเองว่า อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันก็เป็นธุรกิจที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค สามารถที่จะต่อยอดและร่วมพัฒนาธุรกิจรถยนต์โดยรวมให้ก้าวหน้า คำถามไม่กี่คำถามที่ทำให้ศิริพรกล้าตัดสินใจ กระโดดจากแวดวงเครื่องสำอางเข้าสู่วงการรถยนต์ แม้ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกันเลยระหว่างเครื่องยนต์และเครื่องสำอาง แต่สำหรับศิริพรคือความท้าทาย ขณะเดียวกันความอุ่นใจก็ปนๆ อยู่

นั่นเป็นเพราะดาเมียน ผู้ร่วมก่อตั้งสยามคาร์ดีล เป็นทั้งหุ้นส่วนธุรกิจและหุ้นส่วนชีวิตของศิริพร จบปริญญาตรีด้านไอทีและปริญญาโทด้านโลจิสติกส์ อดีตเป็นผู้พัฒนาเว็บไซต์และซอฟต์แวร์ที่ฝรั่งเศส ต่อมาทำงานให้กับบริษัท ทอมสัน ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของฝรั่งเศส และบริษัท จีโอดีส ประเทศไทย โดยเป็นคีย์แอ็กเคานต์แมเนเจอร์ ก่อนจะได้รับโปรโมทขึ้นเป็นคีย์แอ็กเคานต์แมเนเจอร์ระดับภูมิภาค

ศิริพรเล่าว่า ดาเมียนพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ด้านยานยนต์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลูกค้าส่วนใหญ่คือบริษัทรถยนต์ชั้นนำและบริษัทชิ้นส่วนอะไหล่ ทำให้มีความรู้ด้านธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทยเป็นอย่างดี นี่เองที่เป็นเหตุผลให้เธออุ่นใจว่า พาร์ตเนอร์แข็งแกร่งและพอตัวที่สุดคนหนึ่ง

“ดาเมียนคือเพื่อนของเพื่อนค่ะ เรื่องของเรื่องก็คือ เพื่อนของเรามีเดทกับหนุ่มฝรั่งเศส แต่เธอไม่อยากไปเดทคนเดียว จึงออกไอเดียว่า มาเดทคู่กันเถอะ แล้วให้หนุ่มฝรั่งเศสคนนั้นไปชวนเพื่อนอีกคนมาเดทกับเรา หนุ่มฝรั่งเศสอีกคนนั้นคือ ดาเมียน”

จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ 11 ปีแล้ว ความรักยังคงแน่นแฟ้น ระยะเวลาอันยาวนานกล่าวได้ว่าแทบไม่เคยทะเลาะกันเลย ลูกชายคนแรกถือกำเนิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ได้แก่ น้องไรอันวัย 7 เดือนเศษ ที่เลี้ยงง่ายมาก จะร้องก็ต่อเมื่อหิวและง่วง คุณพ่อช่วยเลี้ยงเป็นอย่างดี ส่วนคุณแม่ก็เลี้ยงลูกไปด้วย ทำธุรกิจไปด้วย

ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของคุณแม่ป้ายแดง คือการกินอาหารดีๆ ส่วนใหญ่จะพากันไปกินนอกบ้านทั้งสามีภรรยาเดือนละครั้งหรือในวันครบรอบอะไรงี้…ถ้าไม่ลืม(ฮา) สามีชอบอาหารฝรั่งเศส ก็จะมีร้านโปรดแถวๆ สุขุมวิท หลังสวนและศาลาแดง เมนูชอบสั่งมาฉลองกันวันพิเศษ เช่น บีฟทาทากับเบียร์ ถ้าไม่ไปไหนจริงๆ สามีเป็นพ่อครัวเอง ย่างเนื้ออยู่ที่บ้าน สเต๊กก็ชอบ สรุปว่าทำมาเถอะ กินหมด

“สามีเป็นคนชอบทำอาหาร ภรรยาเป็นฝ่ายกินค่ะ สปาเกตตี คาโบนาร่า หรืออาหารไทยจะชอบกินมัสมั่นไก่ หมายถึงสามีชอบนะคะ แต่อาหารไทยหลายอย่างต้องซื้อ เพราะสามีทำไม่เป็น ส่วนใหญ่เขาจะมีแก๊งปาร์ตี้บาร์บีคิว เพื่อนๆ ชาวฝรั่งเศสชอบมา ภรรยาชอบแจม”

นอกเหนือจากความท้าทายใหม่ๆ ในธุรกิจยานยนต์ออนไลน์แล้ว เมื่อหลายปีก่อนศิริพรได้ก่อตั้งคอมมูนิตี้ที่สนับสนุนให้ผู้หญิงเป็นเจ้าของธุรกิจชื่อ 2Space สนับสนุนให้ผู้หญิงด้วยกันได้มีแนวทางในการสร้างธุรกิจ สร้างพื้นที่และเครือข่ายสำหรับผู้หญิงที่ต้องการบิซิเนสพาร์ตเนอร์

“จากประสบการณ์ในโลกธุรกิจบ้านเรา ที่ไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ผู้หญิง โดยเฉพาะสตาร์ทเตอร์ใหม่ๆ มันจะยากมากที่เราจะแนะนำตัวเองหรือสร้างเครือข่ายในโลกที่มีผู้ชายเป็นเจ้าของพื้นที่ ทูสเปซเกิดขึ้นเพื่อแบ่งปันโอกาสนี้ให้กับผู้หญิงบ้าง” ศิริพรเล่า

ผู้หญิงต้องการเป็นเจ้าของกิจการ เป็นผู้บริหารมืออาชีพ และเป็นอะไรอีกหลายอย่างที่อยากจะเป็น ทูสเปซก่อตั้งโดยศิริพรและเพื่อนนักธุรกิจ พิมพ์ธดา สหัชอติเรกลาภ ที่นี่คือแหล่งเรียนรู้การทำธุรกิจยุคใหม่ สร้างเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ ขณะเดียวก็แบ่งปันประสบการณ์ ความรู้เทคโนโลยี

กิจกรรมของทูเปซเป็นจิตอาสาที่ศิริพรพยายามจัดปีละ 1-2 ครั้ง “Woman Mouth เล่า Startup” เชื้อเชิญนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จเพื่อมาถ่ายทอดประสบการณ์แรงรักแรงบันดาลใจ ถือเป็นพื้นที่ต่อยอดจากชีวิตและงานของสาวนักการตลาดคนเก่ง ศิริพร เชาว์ว่องเลิศ ใครสนใจเชิญได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย (fb : 2Space community)

 

ธีรวิทย์ พุทธฤดีสุข งานหน้าเตาคือความสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/499566

ธีรวิทย์ พุทธฤดีสุข งานหน้าเตาคือความสนุก

โดย…ปอย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ห้องครัวกับห้องนอนอยู่ติดกัน ก็คงไม่ต้องบอกว่าชีวิตนี้คลุกคลีอยู่กับอาหารการกินมากขนาดไหน “เชฟเฟิร์ส” ธีรวิทย์ พุทธฤดีสุข ทายาทรุ่นที่ 3 ของร้านรสดีเด็ด ร้านก๋วยเตี๋ยวโด่งดังย่านสยามสแควร์ ความรักในการทำอาหารและวางอนาคตสืบต่อกิจการครอบครัว เชฟเฟิร์ส จึงเลือกไปเรียนหลักสูตรการทำอาหารฝรั่งเศส เลอ กอร์ดอง เบลอ ระหว่างเรียนคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ภาควิชานโยบายสังคมและการพัฒนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

งานเชฟอยู่หน้าเตาจึงเริ่มจริงจังตั้งแต่วัยรุ่น งานที่บ้านก็ต้องทำต่อไป งานที่เป็นความฝัน คือ เมื่อจบปริญญาตรีอยากเป็นนักบิน เชฟฟิร์สบอกว่าทุกๆ อย่างสามารถเป็นไปได้หมดถ้ามีการวางแผนชีวิตที่ดี แล้วก็ยังมีรุ่นพี่ที่เป็นทั้งเชฟและนักบินประสบความสำเร็จมาแล้ว กรุยทางไว้ให้ดูเป็นต้นแบบอีกต่างหาก

วิชาที่ได้จากสถาบันการศึกษาเรียนทำอาหารชั้นนำของโลก นอกจากศาสตร์ด้านการประกอบอาหารแล้วก็ได้ระบบการจัดการร้านอาหารในระดับสากลเป็นความรู้ติดมาอีกด้วย ซึ่งจะเป็นก้าวต่อไปของร้านที่บริหารอย่างมีมาตรฐานขึ้น

“ผมเลือกเรียนหลักสูตรอาหารฝรั่งเศส เพราะในอนาคตอยากพัฒนาร้านให้มีอาหารหลากหลาย นอกจากอาหารจานเดียว ก๋วยเตี๋ยว บ้านเราก็ขายอาหารไทยและบางจานก็กึ่งๆ จีนอีกหลายเมนู ผมจึงไม่เลือกเรียนอาหารสองชาติทั้งไทยและจีน เพราะคิดว่าไม่มีใครเก่งเท่าที่บ้านแล้วครับ (บอกพลางยิ้ม) ฉีกไปเรียนเพิ่มเติมอาหารฝรั่งไปเลย ความยากที่สุดในการทำอาหารในวันนี้ คือ ต้องทำให้ได้อย่างรสมือแม่เลยครับ ผมกำลังฝึกทำให้ได้แบบนั้น คุณแม่ทำแกงเขียวหวานอร่อยมาก ไปกินที่ไหนก็ไม่อร่อยถึงเครื่องแกงแบบฝีมือแม่ทำ พยายามฝึกอยู่ครับ

ด้านอาม่า (คุณยาย) ทำก๋วยเตี๋ยวผัดได้อร่อยแบบไม่มีใครเหมือนอีกแล้ว ไม่ใช่รสชาติแบบผัดซีอิ๊วนะ แต่เป็นผัดแห้งๆ ใส่ไข่ใส่เนื้อผัดง่ายๆ นี่คือสไตล์การปรุงอาหารของที่บ้านเราครับ คือทำง่ายแต่อร่อยรสไม่มีเหมือนใคร

ผมเริ่มเข้าครัวตั้งแต่ไม่ถึง 10 ขวบ ครูคนแรกคือคุณแม่กับอาม่านี่ละครับ คุณน้าก็ทำอาหารอร่อยเรียกว่าเป็นดีเอ็นเอทำเป็นมีพรสวรรค์ในการครัวทั้งบ้าน พวกท่านก็ไม่เคยบังคับแต่ผมกับพี่ชายก็ชอบและสนุกกับการกิน (หัวเราะ) สนุกกับการปรุงอาหารมาก

ผมกับพี่ชายชอบเป็นลูกมืออยู่ในครัว คุณแม่ก็อนุญาตให้เราลองทำลองผิดลองถูก แม่สอนอาหารไทย ส่วนอาม่าสอนอาหารจีน เมนูของที่บ้านที่ทำขาย ก็คือ เมนูพื้นฐานในการฝึกมือ ข้าวหน้าไก่ หมูทอด เมนูพวกนี้ไม่ยากครับ แต่ความยากคือทำอย่างไรให้รสชาติคงที่ ผมเพิ่งรู้ว่าบ้านเราทำเก่งนะ ก็ตอนที่คนกินเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว กลับมากินแล้วชมว่ารสชาติอร่อยเหมือนเดิมเลย”

เชฟฟิร์สบอกพลางสาละวนปรุงข้าวผัดที่เลือกใช้วัตถุดิบจากโครงการหลวง ลีลาการหั่นพริกชี้ฟ้าแดงซอยรัวๆ ความชำนาญที่คนปรุงรุ่นใหม่บอกว่า ได้วิธี “ขึ้นมีด” ทั้งแบบจีน แบบไทย ก็จากครอบครัวที่คร่ำหวอดในธุรกิจวงการอาหารนี้เอง

“ผมไม่ได้ทำอาหารอร่อยมากมายนะครับ โดยเฉพาะอาหารไทย ซึ่งมีเคล็ดวิธีที่สูตรไม่ตายตัว คนปรุงต้องรู้จักพลิกแพลงไปเรื่อยๆ ซึ่งยากกว่าอาหารจีน อาม่าสอนไว้ว่าอย่างเช่นเมนูผัดก็แค่ใช้ไฟกับน้ำมันในจังหวะเวลาที่พอดี อย่างข้าวผัดที่ผมทำในวันนี้ก็ไม่มีสูตรเด็ดเคล็ดลับอะไรเลย เพราะวัตถุดิบจานนี้ก็ไม่มีอะไรมาก หลักๆ ก็แค่ข้าวกับไข่ และเนื้อสัตว์ที่ปรุงเพิ่มเข้าไป ข้าวผัดที่อร่อยจริงๆ ผมว่าแค่ผัดข้าวกับไข่ก็อร่อยได้แล้วถ้าเรากำหนดเวลาเป็น ผมใช้เวลาในการผัดไม่เกิน 5 นาที ก็จบแล้วครับ

แต่อาหารไทยอย่างเช่นแกงเขียวหวานของแม่ ถ้าจะกินเที่ยง ก็ต้องเริ่มปรุงตั้งแต่เช้าเลยนะครับ การทำอาหารไทยทำทีไรก็เหนื่อยทุกที บางครั้งก็ได้รสแปลกๆ ไปเข้าไปอีก” เชฟฟิร์ส ธีรวิทย์ บอกพลางหัวเราะ

เชฟหนุ่มวัยรุ่นบอกว่าการเลือกวัตถุดิบจากโครงการหลวง สถานีเกษตรหลวงดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เพราะได้ไปเที่ยวทริปเปิดมุมมองการคัดสรรวัตถุดิบเข้าครัวกับฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดัง สุทธิพงษ์ สุริยะ เมนูข้าวผัดข้างกล้องดอยจานนี้ วางใจได้ในเรื่องปราศจากสารเคมี ปลอดภัย แน่นอน ถั่วลันเตาหวานก็ได้ใจในเรื่องความสด ชูรสอร่อย ลองทำชิมกันเลย

ข้าวกล้องดอยผัดกุ้งใส่ถั่วลันเตาหวาน

ส่วนผสม

1.ข้าวกล้องดอยโครงการหลวงหุงสุก 2 ถ้วย

2.ถั่วลันเตาหวานโครงการหลวงลวกสุก 150 กรัม

3.กุ้งสดแกะเปลือกคงหาง 200 กรัม

4.พริกชี้ฟ้าแดงซอย 1 เม็ด

5.พริกเม็กซิกันโครงการหลวงหั่นแว่น 2 เม็ด

6.กระเทียมทุบ 3 กลีบ

7.ขิงขูด 1/2 ช้อนชา

8.น้ำมะนาว 1 ลูก

9.ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

10.น้ำมันงา 2 ช้อนชา

11.น้ำมันพืช 2 ช้อนชาน้ำตาล เกลือป่น พริกไทยป่น ตามใจชอบ

วิธีทำ

เตรียมชามในขนาดพอเหมาะใส่ซีอิ๊วขาว ขิงขูดน้ำตาล และน้ำมันชาลงไปในชาม คนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี ตั้งพักไว้ เตรียมกระทะใส่น้ำมันพืชตั้งไฟ เมื่อกระทะร้อนให้ใส่กระเทียม และพริกชี้ฟ้าซอยลงไปผัดให้หอม จึงเติมกุ้งตามด้วยพริกไทยดำและเกลือป่นลงไปผัดจนกระทั่งกุ้งสุกดี แล้วตักขึ้นพักไว้

จากนั้นใส่ข้างกล้องดอยหุงสุกลงไปในกระทะใบเดิม ทำการผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันพร้อมปรุงรสด้วยส่วนผสมซีอิ๊วขาวที่เตรียมไว้ ชิมปรับรสชาติตามชอบโดยด้วยถั่วลันเตาหวานต้มสุก ตามด้วยพริกเม็กซิกันและกุ้งผัดที่พักไว้ใส่ลงไป หากชอบรสเปรี้ยวบีบมะนาวใส่ลงไป พร้อมจัดเสิร์ฟใส่จานแนวปาร์ตี้เก๋ไก๋

 

 

นักสร้างแบรนด์มืออาชีพ สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2560 เวลา 17:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/499507

นักสร้างแบรนด์มืออาชีพ สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

นักสร้างสรรค์แบรนด์มาดเนี้ยบที่น่าจับตามองในวัยเพียง 30 ต้นๆ เป๋า-สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง ผู้อำนวยการฝ่ายคอร์ปอเรท มาร์เก็ตติ้ง และ AP Design Lab บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) ดีกรีปริญญาโทด้านนิติศาสตร์ จาก King’s College ประเทศอังกฤษ ที่ผันตัวเองมาทำงานด้านแฟชั่น ด้วยการเป็นแบรนด์แมเนเจอร์นาฬิกาลักซ์ชัวรี่และภัณฑารักษ์ ก่อนก้าวเข้าสู่สายตลาดในแวดวงอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆ ของประเทศไทย

สรรพสิทธิ์ มีรางวัลด้านงานออกแบบการันตีฝีมือในฐานะเป็นทีมคิดออกแบบ “AP Unusual Football Field” สนามฟุตบอลแนวคิดใหม่ที่ไม่ได้จำกัดแค่รูปทรงสี่เหลี่ยมที่คว้ารางวัลที่ 1 ของสถาปัตยกรรมสุดสร้างสรรค์สาขา Sport & Wellness จาก ArchMarathon Selections @Made Expo 2017 งานรวบรวมและค้นหาสุดยอดสถาปัตยกรรมดีไซน์ที่เป็นที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก ณ ประเทศอิตาลี นอกจากนี้เขายังเป็นเจ้าของธุรกิจแฟชั่นกางเกงว่ายน้ำผู้ชายแบรนด์ติโม ทรังก์ส (Timo Trunks) ที่ดังไกลในระดับอินเตอร์อีกด้วย

เขาเป็นทายาทคนโตครอบครัวฟุ้งเฟื่องเชวง เจ้าของบริษัท เฮคนี (Hecny) บริษัท ชิปปิ้ง ที่มีประวัติยาวนาน และบริษัททัวร์ แกรนด์ เอ็กซ์เพรส แทรเวล (Grand Express Travel) หลังศึกษาจบและบินกลับมาทำงานในเมืองไทย หนึ่งในงานที่ทำให้เขาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และได้ดื่มด่ำกับงานศิลปะคือ การเป็นภัณฑารักษ์ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC ในยุคบุกเบิกและได้รับโอกาสอันดีในการทำงานถวายพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ยังความปลาบปลื้มให้สรรพสิทธิ์เป็นอย่างมาก

“ตอนแรกไม่รู้เรื่องผ้า แต่การทำนิทรรศการที่ TCDC ครั้งหนึ่งๆ เป๋าใช้เวลาอ่านหนังสือ 1 ปี เป๋าต้องเดินทางไปทุกที่ เพื่อความรู้ลึกรู้จริง จึงถ่ายทอดออกมาได้ เป๋าอยู่ TCDC ได้ทำนิทรรศการ 4 โปรเจกต์ โปรเจกต์สุดท้ายเป๋าได้ทำงานถวายพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์

หน้าที่เป๋าคือเป็นภัณฑารักษ์ของนิทรรศการชื่อ แฟชั่น ความรัก ความรู้สึก ที่ห้องหนึ่งเป็นชุดของห้องเสื้อบาแมงที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเคยฉลองพระองค์ ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลใจของพระองค์หญิงด้านงานแฟชั่น

พอดีทางพิพิธภัณฑ์ผ้าต้องการที่ปรึกษาสายการตลาด ในช่วงนั้นคุณสมิทธิเสียชีวิต ทางพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ต้องการที่ปรึกษาในสายต่างๆ เป๋ามาในสายคอนเทนต์ได้ในเรื่องวิธีการเล่าเรื่อง ทางพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ชอบวิธีการเล่าเรื่องที่เป๋าเล่าให้คนจับต้องได้ง่าย เช่น ย้อนกลับไปที่นิทรรศการของพระองค์หญิง ผมเล่าถึงพระปรีชาด้านแฟชั่นของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงฉลาดมากในการฉลองพระองค์เป็นผ้าไทยเสด็จพระราชดำเนินเยือนนานาประเทศ ทำให้ผ้าไทยก้าวเข้าสู่สายตาชาวโลก แต่เราจะเล่าอย่างไรให้เด็กรู้สึก เล่าแบบโมเดิร์นอย่างไร ให้เด็กรุ่นใหม่ได้เข้าใจ”

กับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายคอร์ปอเรท มาร์เก็ตติ้ง ถือว่ามีบทบาทที่สำคัญ เพราะคำว่า เอพี ที่สื่อสารออกไปทุกอย่างต้องผ่านความเห็นชอบของสรรพสิทธิ์ทั้งหมด หรือเรียกว่างานจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับเขา จึงถือเป็นงานที่ท้าทายมาก เพราะสายงานด้านคอร์ปอเรทต้องการคนที่เข้าใจเทรนด์ของโลกเข้าใจศิลปะความทันสมัย

“การนำเสนอบ้านของเอพีคือ การนำเสนอไลฟ์สไตล์เหมือนคนซื้อกระเป๋าหลุยส์ฯ คนอาจชอบความโก้ แบรนด์เซลีนจะมีความเรียบ เป๋าจะได้ทั้งแนววิธีคิด การออกแบบ วิธีสื่อสาร ผมพยายามสื่อสารไปในทิศทางที่ตรงกับสิ่งที่องค์กรตั้งเอาไว้ การที่เราเป็นแบรนด์ วิชันนารี่ ลิฟวิ่ง ทำบ้านเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตปัจจุบันและอนาคต เราบอกเล่าเรื่องราวในสายงานของเรา เป๋าบอกวิธีคิดการสร้างบ้านหนึ่งหลัง ฟังก์ชั่นของบ้านของเราลึกซึ้งกว่าแบรนด์อื่นอย่างไร โฆษณาของเราแต่ละชิ้นไม่ใช่แค่ความสวยงามอย่างเดียว แต่ต้องแสดงความฉลาดของวิธีคิดขององค์กรได้ด้วย”

สรรพสิทธิ์ บอกว่า การทำงานดีไซน์ให้ดีต้องรอบรู้ในสายงานที่ทำเป็นอย่างดี ดังคำสอนจากคุณพ่อของเขาที่ว่า การที่จะก้าวไปไกลกว่าคนอื่นคือ การหาความรู้และไม่นิ่งอยู่กับที่ โดยทุกๆ ปี สรรพสิทธิ์ชอบเดินทางไปดูเทรนด์เฟอร์นิเจอร์ในงานแฟร์ระดับโลก เช่น มิลาน อิตาลี ฯลฯ รวมทั้งงานเทศกาลศิลปะนานาชาติที่เวนิส งานแฟร์ที่สวีเดน หรือเดนมาร์ก เขาต้องหาโอกาสไปอัพเดท เพราะสิ่งเดียวที่จะทำให้นักคิด นักสร้างสรรค์ดูต่างจากคนอื่นมีเพียงสิ่งเดียวคือ ความรอบรู้

“ทุกวันนี้เด็กสมัยใหม่ เขาใหม่กว่าเรา แต่สิ่งที่ทำให้เราเหนือกว่าคือ เราเห็นมากกว่า มีวิธีคิดวิธีสื่อสารที่ผ่านประสบการณ์มามากกว่า สิ่งที่เติมความรู้ให้เราได้นั่นคือ การเห็นเทรนด์บ้านของยุโรปปี 2017 คืออะไร เพราะเทรนด์ปีนี้จะกลายเป็นวงจรของงานอสังหาริมทรัพย์ในโลกอนาคต”

สรรพสิทธิ์ มีนักออกแบบที่เขาชื่นชอบในแนวคิดในการออกแบบมาก ก็คือ เรม คูลฮาส ชาวเยอรมันที่เคยพูดไว้ว่า “It not  about the form but how it performs”  ซึ่งกลายเป็นเวิร์ดดิ้งหลักที่เขาใช้ในงานออกแบบทุกครั้ง

หลักการทำงานในฐานะเป็นผู้อำนวยการฝ่ายคอร์ปอเรท มาร์เก็ตติ้ง การวางเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการสร้างคอร์ปอเรทแบรนดิ้ง ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สรรพสิทธิ์ กล่าวว่า การทำคอร์ปอร์เรทที่ดี ไม่ใช่เพียงการทำให้หนังโฆษณามีเพียงโลโก้ที่สวย แต่เป็นพันธสัญญาที่ลูกค้าจะได้ประสบการณ์แบบไหนเมื่อเดินทางมาหาเอพี สรรพสิทธิ์พยายามทำแบรนด์ให้เข้าไปนั่งในใจของพนักงานทุกคน ทั้งวิธีคิด คนงานที่ไซต์งานก่อสร้างไปจนถึงซีอีโอ

“การสร้างแบรนด์ที่ดีคือพนักงานทุกคนต้องสร้างสิ่งแวดล้อมในองค์กรให้มีการแลกเปลี่ยน เพราะเป๋าอยากให้องค์กรมีความหลากหลายในวิธีคิด เราจึงสร้างออฟฟิศที่มีชั้นหนึ่งให้พนักงานมาแสดงความคิดเห็นมาเจอกันได้ เพื่อพนักงานทุกคนจะได้มีภาพลักษณ์ที่สวยงาม ทั้งวิธีการรับโทรศัพท์ การสร้างเว็บไซต์ การสื่อสารให้อยู่ในไดเรกชั่นเดียวกัน เราต้องเปลี่ยนทุกคนให้มีสปิริตเดียวกัน

เป๋าคิดว่า การดีลกับคนเป็นสิ่งที่ท้าทาย ซึ่งคีย์เวิร์ดด้านการออกแบบในสไตล์เอพีที่เราเน้นย้ำคือ การมอบแนวคิดที่แตกต่างในเรื่องนวัตกรรมความสุข พื้นที่เราเติมให้ไปเสมอ เรามีดีไซน์ที่เปลี่ยนวิธีคิดตลอด เรามองเลย์เอาต์เป็นสามมิติได้ไหม

ข้อสองคือ เราถือได้ว่า เราเป็นผู้นำในการใช้และออกแบบพื้นที่ คำว่าสเปซ เราพยายามอธิบายความลึกซึ้ง สะท้อนได้ดีสนามรูปทรงแตกต่างที่ท่าเรือคลองเตยที่ทำให้เราได้รับรางวัลมากมาย พัฒนาพื้นที่ที่เราคิดว่าไม่น่าจะใช้อะไรได้ แต่เราคิดนอกกรอบ อันนี้คืองานของเราที่เราสื่อสารออกไป และนี่คือปรัชญาของเรา”

สิ่งที่ท้าทายในการทำงานของการเป็นนักคิดนักสร้างสรรค์ สรรพสิทธิ์ กล่าวว่า คือการไม่หยุดที่จะหาความรู้ เพราะอุตสาหกรรมแม้วันนี้เราประสบความสำเร็จแต่วันพรุ่งนี้เราอาจมีคู่แข่ง ดังนั้น ต้องเข้าใจคนออกแบบและเข้าใจในตัวลูกค้า

“เราต้องเข้าใจการใช้ชีวิตของลูกค้าแต่ละช่วงของอายุ เช่น ลูกค้าคนนี้ชอบนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์คือกินข้าวด้วยทำงานไปด้วย ดังนั้นปลั๊กไฟต้องมีหลายๆ ปลั๊ก เพื่อลองรับคอมพิวเตอร์ ที่เสียบแบตโทรศัทพ์มือถือและอื่น ๆ ความท้าทายของเราคือต้องไม่หยุดที่จะเข้าใจลูกค้า ดังนั้นเป้าหมายในการทำงานของเป๋าไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ หรือการสื่อสารการทำโปรเจกต์อะไรก็ตาม ถ้ามวลชนตอบรับดี คนชอบ นั่นคือสิ่งที่เราภูมิใจ จริง ๆ เป้าหมายของเป๋าไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แค่เราสื่อสารกับคนข้างนอกแล้วเราทำตอบโจทย์เขาหรือไม่”

ไม่เพียงเป็นนักสร้างสรรค์แบรนด์ที่โดดเด่น เขายังสร้างแบรนด์กางเกงว่ายน้ำแบรนด์ติโม ทรังก์ส ที่เปิดตัวด้วยการจำหน่ายผ่านออนไลน์ TimoTrunks.com มานานกว่า 6 ปี ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าดีมาก และดียิ่งกว่าเมื่อมีเว็บไซต์จากนิวยอร์ก ไทม์ นำกางเกงว่ายน้ำของเขาไปรีวิวสินค้า นอกจากนี้นิตยสารวอลล์ เปเปอร์ของอังกฤษ ก็เลือกสินค้าของเขาให้ตีพิมพ์ใน Global Design Editor เล่มรวบรวมดีไซน์ที่ดีที่สุดทั่วโลกอีกด้วย

“เป๋าคิดว่าสื่อนอกชื่นชอบกางเกงว่ายน้ำแบรนด์ของเป๋า เพราะเราแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ เราเป็นสินค้าที่ยังไม่มีในท้องตลาด ตอนนี้เราคิดว่าเราโชคดีที่คนชอบงานของเรา มีบายเออร์ติดต่อเข้ามาเยอะมากๆ มีไปงานแฟร์ที่ปารีสบ้าง บางลวดลายเราทำงานร่วมกับนักออกแบบชาวญี่ปุ่นด้วย ซึ่งแบรนด์กางเกงว่ายน้ำของเป๋าตอนนี้วางจำหน่ายแล้ว 12 ประเทศทั่วโลกถือว่าก็ไปได้ดีครับ”

อย่างไรก็ดี ทำงานก็ต้องมีการพักผ่อนบ้าง กิจกรรมที่สรรพสิทธิ์ชื่นชอบอย่างหนึ่ง คือการวาดรูป ภาพวาดในบ้านของเขาส่วนหนึ่งก็เป็นผลงานที่เขาสร้างสรรค์เอง

“เป๋าเป็นคนคิดอะไรเร็วและทำเร็ว เวลาเครียดๆ ก็ชอบวาดรูป วันเสาร์-อาทิตย์เป๋าชอบไปวาดภาพกับครูโต (ม.ล.จิราธร จิรประวัติ) และครูปาน (สมนึก คลังนอก) คนที่เป็นมืออาชีพของที่ออกจากคนคนนั้นมันแสดงตัวตนของเขาเสมอ

แม้เราเลือกเกิดและเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบไม่ได้ แต่สิ่งที่เป๋าเลือกได้คือ งานที่เป๋าจะทำ ผลงานมันแสดงตัวตนที่สุด วิธีการทำงานของเป๋าซึ่งลูกน้องบางคนเคยบอกว่า ทำงานกับเป๋าไม่ง่ายเลย เพราะเป๋าทำงานละเอียดเพราะมันมีชื่อของเราติดอยู่ในงานทุกชิ้น งานออกไปแล้วต้องดีที่สุด แต่งานเป๋าจะเยอะเป็นพักๆ แม้ทำงานเหนื่อยบ้าง แต่เป๋าจะรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ขายไอเดียกับบอสแล้ว มีคนเป็นแสนจะได้เห็นงานของเรา ให้คิดอย่างนี้เสมอจึงทำให้เป๋ารู้สึกตื่นเต้นกับงานตลอดเวลา

ช่วงงานซาเป๋าจะเริ่มเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อไปงานแฟร์ถือเป็นการเปิดหูเปิดตาด้วยครับ”

 

ปกฉัตร เทียมชัย กับบทบาท ‘ดีไซเนอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2560 เวลา 12:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/499370

ปกฉัตร เทียมชัย กับบทบาท ‘ดีไซเนอร์’

โดย…ปอย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

จุดเริ่มต้นของคอลเลกชั่นนี้ เริ่มขึ้นจากการเสาะหาผ้าไทยโชว์ฝีมือท้องถิ่น และมีความลงตัวระหว่างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ เพื่อสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยดีไซเนอร์ได้ออกเดินทางเสาะหาผ้าดีที่สุด เดินทางไปในภาคเหนือและอีสาน เพื่อค้นหาความงามของผ้าไทย ปกฉัตร เทียมชัย ผันบทบาทจากดารานักแสดงที่คนคุ้นหน้า รับงานใหม่ในหน้าที่ดีไซเนอร์กับวิคส์ (Vick’s) แบรนด์ไทยแท้ที่หญิงสาววัยทำงานให้ใจกับความโก้ สวยเก๋ สวมใส่ได้ในหลายโอกาส

ปกฉัตร บอกว่า ไลฟ์สไตล์เป็นนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว การออกเดินทางในคราวนี้ได้เลือกค้นหาวัสดุตัดเย็บแปลกตาขึ้น ได้ไปเห็นความแปลกใหม่ทั้งผ้าฝ้ายทอมัดหมี่ย้อมคราม ผ้าท้องถิ่น จ.อุบลราชธานี หรือผ้าฝ้ายทอมือที่มีผิวสัมผัสน่าสนใจจาก จ.ขอนแก่น และผ้าไหมจิม ทอมป์สัน รวมไปถึงผ้าอื่นๆ ทั้งผ้าลินิน ผ้าพิมพ์ลายดอกไม้ และผ้าพิมพ์ลายบาติกได้ถูกหยิบมาใช้ในคอลเลกชั่นที่ใช้ชื่อว่า On Solitude-a Walk with Nature สำหรับสปริง-ซัมเมอร์ 2017

ผลลัพธ์ที่ได้คือเสื้อผ้าอารมณ์ผ่อนคลาย ดูสวยรีแลกซ์ สวมใส่ได้ในหลายโอกาส ทั้งใส่ไปท่องเที่ยวในวันหยุด หรือสวมใส่ในชีวิตประจำวันก็ดูดีสำหรับสาวๆ ที่ปราดเปรียว

ทุกชิ้นคือ “จิ๊บ ปกฉัตร”

ชิ้นเด่นๆ ประกอบไปด้วย เสื้อตัวสั้นผูกโบด้านหน้าพิมพ์ลายดอกทานตะวัน จับแมตชิ่งกับกางเกงขาบานเข้าชุด หรือเดรสป้ายแขนกุดผ้าลินินก็ไปกันได้ดีกับเข็มขัดโอบิผ้าฝ้ายมัดหมี่ย้อมคราม มีให้สาวๆ เลือกในแบบเดรสไหล่เดียวทรงโคร่งตัดเย็บจากผ้าไหมจิม ทอมป์สัน สวยง่ายๆ เรียบโก้มากที่สุดเลยกับชุดนี้ ปกฉัตร แนะนำผลงานการออกแบบคอลเลกชั่นแรกที่ได้ชิมลางกับแบรนด์ดัง

“จุดเริ่มต้นคือการได้รับโอกาสจากพี่แป้ง-อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ เฮดดีไซเนอร์แบรนด์วิคส์ จิ๊บบอกพี่แป้งเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้วค่ะ ว่าอยากออกแบบเสื้อผ้าเองสักหนึ่งคอลเลกชั่น อยากลองทำงานแฟชั่นดูบ้าง พี่แป้งบอกทำเลย ให้โอกาสจิ๊บทำทันทีค่ะ

โจทย์คือ ‘ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน’ ดีไซน์ใหม่แพตเทิร์นที่ไม่ใช่แค่ผ้าถุง หรือเสื้อแขนยาวทรงแขนกระบอกที่ดูเป็นทางการจริงจัง ให้ลองออกแบบเสื้อผ้าไทยที่เราใส่ได้ทุกๆ วัน

พี่แป้งให้อิสระค่ะ สไตล์แล้วแต่จิ๊บออกแบบได้เลย แล้วจะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาอย่างเช่น เดรสเกาะอก ได้แรงบันดาลใจมาจากผ้าถุงนี่เองนะคะ ชุดนี้การเลือกผ้าต้องไม่เลือกผ้าเนื้อหนาหนักเกินไป พี่แป้งแนะให้จิ๊บเลือกใช้
ผ้าที่มีเลื่อมสลับให้ดูมีลูกเล่นขึ้น ถ้าเลือกมัดหมี่รับรองว่าออกมาเป็นผ้าถุงแน่นอน (หัวเราะ) เดรสชุดนี้ใส่ได้ทั้งออกงานเพราะเป็นผ้าไหมโก้อยู่แล้ว หรือบางวันคิดอะไรไม่ออกก็หยิบมาใส่สวยง่ายๆ สบายๆ เดรสเกาะอกเก๋อยู่แล้ว
นะคะ

ผ้ามาจากหลายๆ แห่งค่ะ บางชิ้นเราไปได้ผ้าไหมจากภาคอีสาน พี่แป้งก็มานำมาย้อมลายใหม่ให้เป็นลายทางเก๋ไก๋ขึ้น ตอบโจทย์เพื่อการสวมใส่ได้หลากหลายรูปแบบแต่ก็มีความเป็นธรรมชาติอยู่ในสีสันและวัสดุ ซึ่งงานนี้จิ๊บก็ได้รับความรู้ประสบการณ์การออกแบบเยอะเลยค่ะ” ปกฉัตร บอกพลางยิ้มแย้ม

เสื้อผ้า 12 ลุค ผ่านการเปิดตัวอย่างงดงามไปแล้ว ได้การต้อนรับจากเพื่อนฝูงในแวดวงดีไซเนอร์อย่างอบอุ่นเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และต่อจากนี้ไป ปกฉัตร บอกคือช่วงเวลาของการลุ้นว่าเสียงตอบรับจากสาวแฟชั่นนิสต้าจะชื่นชอบ ให้การสนับสนุนดีไซเนอร์หน้าใหม่คนนี้กันมากน้อยแค่ไหน

“คนในวงการแฟชั่นก็คุ้นหน้าค่าตาจิ๊บอยู่แล้วนะคะ เราเป็นดาราที่ชอบมาคลุกคลีอยู่กับพี่ๆ ดีไซเนอร์ สไตล์การแต่งตัวของจิ๊บ คือความเปรี้ยวแต่มีความเรียบง่ายไม่ฟู่ฟ่า ใส่ได้ทุกๆ วัน และสวมใส่ได้สวยและสบายในทุกกาลเทศะ ความเก๋คือการมิกซ์แอนด์แมตช์ได้สนุกโดยไม่มีข้อจำกัดความสวยแค่ภาพที่โชว์สวยๆ ในโททัลลุค จิ๊บใช้ตัวเองสร้างโจทย์ในการออกแบบค่ะ

แล้วความหมายคำว่าแฟชั่นสำหรับจิ๊บ ก็ไม่มีการจำกัดอายุ แต่ขึ้นอยู่กับการดีไซน์รูปแบบเสื้อผ้าแล้วเหมาะกับรูปร่างที่ทำให้คนสวมใส่สวยเก๋ขึ้นมาได้ คนใส่เสื้อผ้าของจิ๊บจึงกลายเป็นกลุ่มกว้างมาก หญิงสาวตั้งแต่อายุ 16 ปีวัยรุ่น ไปจนถึง 40 กว่า ก็ใส่เสื้อตัวสั้นผูกโบตัวนี้ได้ค่ะ”

เสื้อสไตล์เฉี่ยวคล้ายผ้าคาดอก ปกฉัตร กล่าวแนะนำว่าวันเปิดคอลเลกชั่น โบวี่-อัฐมา ชีวนิชพันธ์ ดาราสาวสวยใส่มางานได้อย่างเซ็กซี่ แต่ไม่โป๊ ด้วยแพตเทิร์นที่เก็บได้เนี้ยบตามสไตล์แบรนด์วิคส์ แบรนด์ดังของไทยที่ผู้หญิงให้ใจมานาน

ดีไซเนอร์สาวนักเดินทาง

สิ่งที่ตรงกันไม่ใช่เพียงแค่ความรักแฟชั่นและเรื่องรักการแต่งตัว อีกเรื่องที่ตรงใจกันอย่างแรงระหว่างกลุ่มดีไซเนอร์มือโปรแบรนด์วิคส์ และดีไซเนอร์มือใหม่ คือรักการเดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์เปิดโลกแฟชั่น ปกฉัตร บอกว่าการออกไปท่องเที่ยวเป็นการหาความรู้ได้ดีมาก

“ตอนไปเที่ยวนิวยอร์ก ได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ Metropolitan Museum of Art โชคดีมากค่ะที่เป็นช่วงจังหวะการจัดแสดงเสื้อผ้าการแต่งกายของ แอนนา วินทัวร์ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue หนึ่งในผู้หญิงทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ที่เป็นคนกำหนดทิศทางของวงการแฟชั่นมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นำเสื้อผ้าในการสะสมของเธอมาโชว์ตั้งแต่ปี 1918 จนยุคปัจจุบัน จิ๊บได้ไปดูแล้วก็ปลื้มมากๆ อินมากๆ กับโครงเสื้อผ้าเหล่านี้ เสื้อผ้าวินเทจอยู่ในความทรงจำเราตั้งแต่วัยรุ่น เพราะคุณแม่จิ๊บก็ชอบดูภาพยนตร์ยุคนั้น เราก็นั่งดูกับคุณแม่ซ้ำไปซ้ำมา

อย่างเช่น หนังเพลงอมตะนิรันดร์กาล The Sound of Music หรือหนังเพลงอีกเรื่อง South Pacific ที่ชอบมากๆ เสื้อผ้าของออเดรย์ เฮปเบิร์น ในเรื่อง Breakfast at Tiffany’s ก็ยังติดตรึงใจ จุดประกายให้เสื้อผ้าคอลเลกชั่นนี้จิ๊บจึงใส่ความเป็นวินเทจไปทุกลุคเลยค่ะ

อีกทางหนึ่งที่ได้มีโอกาสศึกษาอ่านประวัติดีไซเนอร์ระดับโลก จิ๊บชอบอ่าน อ่านเยอะมากโดยเฉพาะชอบอ่านประวัติดีไซเนอร์ระดับโลก ชอบใครก็ไปศึกษาอ่านผลงานของคนนั้น อยากรู้ถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน จิ๊บชอบคอลเลกชั่นในช่วงปี 1954 ของดีไซเนอร์ระดับโลก อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ เขาคือศาสดาของสาวๆ ผู้หลงใหลในแฟชั่นเลยนะคะ เขาออกแบบสไตล์สาวยุคฟิฟตี้ส์คือโบใหญ่ ก็เป็นสไตล์อมตะจนทุกวันนี้ หรืออีกคนที่จิ๊บชื่นชมมากคือ โกโก ชาแนล กับการพลิกโฉมให้สตรีดูทัดเทียมกับบุรุษคือก้าวใหม่ในวงการแฟชั่น ด้วยเลือกใช้วัสดุผ้าทวีด (Tweed) ในปี 1920 ผู้หญิงแกร่งขึ้นดูแมนขึ้นด้วยแฟชั่นแนวนี้ จิ๊บชอบศึกษาและสนุกกับเรื่องราวเหล่านี้ค่ะ

การร่ำเรียนปริญญาตรี ศิลปกรรมศาสตร์ เอกการแสดงและกำกับการแสดง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก็จะไม่หลุดไปทางเรื่องแฟชั่น ยังอยู่กับแวดวงศิลปะความสวยความงาม เรียนด้านการแสดงก็ได้เรียนประวัติละครมีเรื่องเสื้อผ้ามาเกี่ยวข้อง แล้วการเป็นนักแสดงก็ได้รู้จักได้คลุกคลีกับพี่ๆ ดีไซเนอร์หลายคน

คอลเลกชั่นนี้จิ๊บต้องขอขอบคุณทีมงานแฟชั่นแบรนด์วิคส์มากเลยค่ะ งานแฟชั่นคือการทำงานเป็นทีมอย่างแท้จริง งานบทบาทใหม่ทำให้เรารู้ว่า เราไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยลำพังคนเดียวค่ะ คือต่อให้จิ๊บดีไซน์ปังขนาดไหน แต่ช่องทางการจำหน่ายไม่ดี ก็ไม่มีทางปัง สิ่งที่มีค่าที่สุดไม่แค่ฝีมือของเรา แต่คือเพื่อนร่วมงานและการเป็นทีมเวิร์กที่ดีมากๆ ค่ะ”

คอลเลกชั่น On Solitude-a Walk with Nature สปริง-ซัมเมอร์ 2017 ใช้การดีไซน์ให้ตอบโจทย์ในสิ่งที่ผู้หญิงอยากเลือกสวมใส่ ปกฉัตร บอกทิ้งท้ายว่านี่คือสิ่งที่นำทางในงานบทบาทใหม่ และขอฝากไว้ให้สาวๆ เป็นอีกตัวเลือกสวยๆ ด้วยผ้าไทยสไตล์ธรรมชาติ แต่เปรี้ยวเฉี่ยวมีสไตล์ของตัวเองเด่นชัด

 

สุนัขดื้อ สุนัขดุ ปรึกษาเขา… ซีซาร์ มิลลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2560 เวลา 12:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/499361

สุนัขดื้อ สุนัขดุ ปรึกษาเขา... ซีซาร์ มิลลาน

โดย…มัลลิกา  ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ในเหล่าผู้รักน้องหมา ไม่มีใครไม่รู้จัก ซีซาร์ มิลลาน (Cesar Millan) ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐ ชายผู้นี้โด่งดังไม่แพ้ดาราฮอลลีวู้ด ถึงขั้นยกย่องให้เขาเป็น The Dog Whisperer หรือผู้ที่หยั่งรู้จิตใจของสุนัขได้อย่างลึกซึ้ง เขามีรายการยอดนิยมอย่าง Cesar Millan’s Dog Nations ทางช่อง National Geographic

ซีซาร์ คือผู้ที่สยบสุนัขทุกอารมณ์และพฤติกรรมได้ เขาไม่ใช่ผู้วิเศษที่มีญาณหยั่งรู้จิตใจของสัตว์ หากแต่เขาเชื่อว่าความรักและพลังงานสามารถสื่อสารถึงสุนัขได้

ค้นหา ซีซาร์ แห่งเอเชีย

ซีซาร์เดินทางมาเมืองไทยเมื่อกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อถ่ายทำ Cesar’s Recruit Asia Season 2 รายการเฟ้นหาสุดยอดซีซาร์แห่งเอเชีย (ทำรายการร่วมกับลูกชายคนโต อองเดร) เพื่อจะมาช่วยเหล่าน้องหมาที่มีปัญหา ปรับพฤติกรรมของคนเลี้ยงและสัตว์เลี้ยง และเป็นข่าวดีที่มีตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมด้วย 1 คน

ในรายการมีผู้เข้าร่วม 10 คนจากประเทศไทย ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง และ เวียดนาม โดยผู้เข้าร่วมโครงการได้ส่งคลิปวิดีโอ แล้วได้รับคัดเลือกมาร่วมบททดสอบของซีซาร์ แข่งขันกันจนเหลือ 2 คนสุดท้าย จะได้ไป Cesar’s Los Angeles Dog Psychology Center และจะมีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะได้เป็น Cesar’s Asian Recruit

ซีซาร์ ได้เล่าถึงรายการว่า ถ้าอยากเรียนรู้การนวดให้ไปที่วัดโพธิ์ แต่ถ้าอยากเรียนรู้เกี่ยวกับการฝึกสุนัข รายการนี้สำคัญอย่างยิ่ง ที่คนฝึกสุนัขอยากจะเข้ามาร่วมในรายการ

“ผมไม่ได้มองหาคนเก่ง แต่หาคนที่มาด้วยใจ คนที่พร้อมจะฝึกฝน และต้องรักสุนัขมากๆ ซึ่งในอดีตผมก็ไม่ได้เป็นคนเก่ง ผู้แข่งขันในรายการนี้มีอาชีพอย่างทนายความ แม่บ้าน พนักงานธนาคาร ถึงจะต่างอาชีพแต่ทุกคนมาด้วยหัวใจที่รักสุนัขและอยากจะช่วยเหลือสุนัขจริงๆ

สำหรับประเทศไทยได้ทำการคัดเลือกไปแล้วเรียบร้อย ซึ่งผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับอาชีพการฝึกสุนัข แต่เขารักสัตว์และอยากที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการฝึกสุนัข และเธอฝันอยากที่จะเป็นเหมือนผมด้วย โดยพื้นฐานของเธอมีอาชีพเป็นไกด์ก็สามารถดูแลลูกทัวร์ได้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นตอนที่เธอเข้ามาฝึกฝนเป็นผู้เชี่ยวชาญในการฝึกสุนัขที่รายการนี้ เธอเลยสามารถเข้าใจและฝึกฝนสุนัขได้ดี

รายการได้ไปถ่ายในทุกประเทศที่มีผู้ร่วมรายการ เพราะผมอยากจะเห็นว่าผู้เข้าแข่งขันสามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมในแต่ละประเทศได้หรือไม่ ถึงแม้จะเป็นคนเอเชียเหมือนกัน แต่ละประเทศก็จะแตกต่างกันที่วัฒนธรรม อาหารการกิน ชีวิตความเป็นอยู่ แต่มีอยู่สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือ ความเป็นธรรมชาติของสุนัข”

Cesar’s Recruit Asia Season 2 อยู่ระหว่างการถ่ายทำ โดยมีกำหนดออกอากาศในไตรมาสแรกของปี 2561 ทางช่องเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิค และช่วงนั้นซีซาร์จะเดินทางมาเมืองไทยอีกครั้ง

“ผมจะมีโชว์ฝึกสุนัขอีกครั้งในปีหน้า ประมาณเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ผมต้องมาโปรโมทรายการ Cesar’s Recruit Asia Season 2 ซึ่งจะเป็นโชว์สั้นๆ ที่เคยโชว์มาแล้วในยุโรป แต่ในเอเชียยังไม่เคยแสดง โดยจะมีทั้งหมด 5 ประเทศที่จะโชว์คือ ไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน”

ปรับพฤติกรรมสุนัขผ่านเจ้าของ

ซีซาร์ หาใช่ครูฝึกสุนัข แต่เขาคือผู้ที่ช่วยแก้ปัญหาพฤติกรรมของสุนัข ตามหลักจิตวิทยาสุนัข คือ การเข้าใจในธรรมชาติของจิตใจ สัญชาตญาณ พฤติกรรมฝูงของสุนัขทุกๆ ตัว เขาสามารถแก้ไขปัญหาพฤติกรรมของสุนัขได้ทุกราย

“ที่ยากที่สุดคือ สุนัขที่กลัวและไม่เชื่อใจเราจะฝึกยากกว่าสุนัขที่ดุร้าย เพราะเวลาที่เราฝึกสุนัขที่ขี้กลัว เขาจะไม่กล้าเข้าใกล้เรา เวลาที่เราเดินไปหา เขาจะวิ่งหนีเราไปเลย” ซีซาร์ เล่าถึงกรณีที่เขาฝึกสุนัขยากที่สุด

วิธีการฝึกในแบบของซีซาร์ คือเปลี่ยนพฤติกรรมคนเลี้ยงซึ่งมีผลต่อสุนัข

“ผมเคยสอนคนมาทั้ง 3 ประเภทแล้ว 1.คนที่รักสุนัข 2.คนไม่ชอบสุนัข 3.คนที่กลัวสุนัข ฉะนั้นดีที่สุดคือต้องเปลี่ยนที่พฤติกรรมของคน ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับสุนัขได้ โดยที่คนเหล่านี้ไม่จำเป็นจะต้องมีสุนัขก็ได้ ขอแค่มีหัวใจที่รักสุนัขเท่านั้นก็พอ

สิ่งที่ห้ามทำเวลาเราฝึกสุนัขคือ ห้ามตะโกนใส่ เพราะจะทำให้เขาตกใจกลัว และห้ามแสดงออกว่าเรากลัวสุนัข เพราะเขาจะสัมผัสได้ว่าเรากลัว และทำให้สุนัขไม่เชื่อใจเรา การฝึกสุนัขต้องใจเย็น ค่อยๆ เข้าไปทำความรู้จัก เรียนรู้นิสัยใจคอของสุนัข

ที่สำคัญในการฝึก คือใช้พลังงานจากตัวเราส่งไปที่เขา เพราะเขาจะรับรู้สิ่งที่เราต้องการจะบอกทางพลังงานที่เราส่งไป และพลังงานที่เราส่งไปหาเขา คือสิ่งที่สำคัญอันดับแรก รองลงมาถึงเป็นการสื่อสารทางด้านร่างกาย

ถ้าเราอยากให้สุนัขเป็นแบบไหนเราก็สอนแบบนั้น เหมือนกับเราสอนเด็ก เราอยากให้เด็กเป็นเด็กน่ารักเราก็ต้องใจเย็น ค่อยๆ สอน สุดท้ายเขาก็จะเป็นเด็กที่น่ารัก เจ้าของสุนัขมีพฤติกรรมแบบไหน สุนัขก็จะมีพฤติกรรมแบบนั้น เพราะธรรมชาติของสุนัขจะเรียนรู้พฤติกรรมจากเจ้าของ เช่น เจ้าของอารมณ์ร้อน สุนัขก็จะใจร้อนตามคน”

สุนัขจรจัด อารมณ์ดี ฝึกได้

เว็บไซต์ Cesarsway.com กลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับการให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำเกี่ยวกับสุนัข รวมไปถึงโครงการ Cesar Millan Pack Project ซึ่งไม่เพียงสุนัขที่มีเจ้าของเท่านั้นที่ฝึกได้ สุนัขข้างถนนก็สามารถฝึกฝนได้เช่นเดียวกัน

“ในเอเชียมีสุนัขข้างถนนเยอะ ยกเว้นสิงคโปร์ แต่ผมรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก คือ ประเทศไทยมีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแบบอย่างในการรักสุนัข และสุนัขทรงเลี้ยงของท่านแต่ละตัวก็มีแต่สุนัขจรจัดทั้งนั้น

สุนัขข้างถนนมีทั้งตัวที่ดีและดุร้าย ซึ่งตัวดุร้ายอาจมาจากการที่ถูกคนทำร้ายมาเยอะ และได้รับการดูแลไม่ถูกต้อง แต่โดยส่วนใหญ่สุนัขข้างถนนจะนิสัยดีกว่าสุนัขที่มีเจ้าของ เพราะสุนัขข้างถนนมีอิสระในการใช้ชีวิต ผ่อนคลาย ได้เดินเล่น ไม่ถูกกักขัง แต่สุนัขที่มีเจ้าของเป็นสุนัขที่เครียด ถูกขังให้อยู่แต่ในบ้าน เจ้าของไม่มีเวลาพาไปเดินเล่น

สุนัขจรจัดมีความฉลาดในตัวอยู่แล้ว เพราะมีความเคยชินกับการใช้ชีวิต แต่ถ้าเราอยากเอามาเลี้ยงจริงๆ เราต้องทำความคุ้นเคยกับเขาก่อน ให้เขาไว้ใจเรา เพราะโดยส่วนใหญ่สุนัขจรจัดจะชอบอิสระ ไม่ชอบถูกขัง ถ้าเราเอาเขามาเลี้ยงแล้ว ก็ต้องให้อิรสะและดูแลเขาเป็นอย่างดี”

เคล็ดเด็ดจากซีซาร์ วิธีรับมือกับหมาๆ

– ถ้าไปบ้านเพื่อน จะทำอย่างไรไม่ให้สุนัขเห่า กัด และไม่มาตะกุยตะกายเรา

“เราต้องเดินเข้าไปแบบนิ่งๆ ไม่ต้องกลัว ถ้าสุนัขจะเห่าหรือมาตะกุยตะกายก็ไม่ต้องสนใจ เพราะถ้าเรายิ่งตกใจกลัวหรือโวยวายไปตี เขาก็จะตกใจ คิดว่าเราทำร้ายเขา สุนัขก็จะกัดเราได้”

– เวลาเดินเจอสุนัขจรจัดขวางทางอยู่ทำอย่างไร

“ถ้าสุนัขนอนอยู่บนฟุตปาท ให้เดินเบี่ยงห่างๆ แล้วพยายามอย่าแสดงอาการกลัว เพราะถ้าเรากลัว เขาจะรับรู้ได้แล้วพุ่งมากัดเราในที่สุด หรือถ้าเขานอนขวางที่จอดรถ ก็โยนอาหารออกไป หรือปรบมือไล่ เดี๋ยวเขาก็เดินออกไปเอง อย่าไปตีเขา”

– ถ้าเราปั่นจักรยานแล้วสุนัขวิ่งไล่ทำอย่างไรดี

“สิ่งที่ดีที่สุดที่ใช้จัดการกับสุนัขในกรณีนี้คือ เอาขนมหรืออาหารที่เรามีติดตัวอยู่โยนออกไปไกลๆ สุนัขจะวิ่งไปหาอาหารทันที แต่ถ้าไม่มีอาหารติดตัวมา เราต้องหยุดแล้วทำใจให้นิ่ง มองสุนัขแล้วเขาจะหนีไปเอง เพราะถ้าเรายิ่งปั่นจักรยานหนีสุนัขก็จะยิ่งวิ่งไล่กัด เพราะที่สุนัขวิ่งไล่ เขาห่วงพื้นที่ ซึ่งเป็นสัญชาตญาณของสุนัขอยู่แล้ว แล้วห้ามไปตะโกนใส่สุนัขเด็ดขาด เพราะถ้าเราไปตะโกนใส่สุนัขก็จะยิ่งวิ่งไล่กัดเรา”

– ถ้าเราอยู่ภายในวงล้อมของสุนัข (หมาหมู่) จะทำอย่างไร

“ในฝูงสุนัขจะมีหัวหน้าอยู่ 1 ตัว หรือจ่าฝูง เราต้องหาให้เจอ สังเกตจะเห่าดัง แยกเขี้ยว ทำหน้าดุกว่าตัวอื่นๆ เราต้องจัดการกับหัวหน้าด้วยการยืนนิ่งๆ แล้วจ้องไปที่เขาแสดงให้เห็นว่านี่เป็นพื้นที่ของเรา และถ้าเรามีกระเป๋าถือให้เอามาถือไว้ข้างหน้าเพื่อป้องกันตัว แต่อย่าไปแกว่งใส่ เพราะจะทำให้สุนัขรู้สึกว่าเราต่อสู้ แล้วจะจู่โจมเข้ามากัดเรา แค่ให้ยืนหยั่งเชิงเดี๋ยวสุดท้ายสุนัขจะเดินหนีไปเอง”

 

สุนัขเพื่อนที่ซื่อสัตย์

“ผมเห็นด้วยกับคำพูด สุนัขเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ที่สุด เพราะเวลาพูดถึงความซื่อสัตย์ผมจะนึกถึงสุนัขเป็นอันดับแรก เพราะสุนัขอยู่กับเราในทุกช่วงชีวิต เหตุการณ์สุขทุกข์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา และสุนัขก็ยังเป็นสัตว์ที่ช่วยปกป้องเวลาที่เราจะโดนคนมาทำร้ายอีกด้วย

ผมมองว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องปกติ ทุกคนต้องเข้าใจสัจธรรมในข้อนี้ ถ้าคุณเข้าใจสัจธรรมในข้อนี้ดี คุณจะไม่เศร้าเวลาที่สุนัขของคุณตาย และสุนัขทุกตัวมีอายุไขแค่ 16 ปี ซึ่งในระยะเวลา 16 ปี เราได้เรียนรู้อะไรดีๆ จากเขา แต่ละตัวที่เราได้เลี้ยงได้รับความสุขจากเขา”

ซีซาร์มีสุนัขทั้งหมด 20 ตัว 15 ตัวอยู่ที่ฟาร์ม อีก 5 ตัวอยู่กับเขาที่บ้าน

1.Gio พันธุ์ปั๊ก นิสัยขี้เล่น

2.Junior พันธุ์พิตบูลล์ นิสัยขี้อ้อน ซึ่งซีซาร์บอกว่านิสัยเหมือนเขาที่สุด “ขี้เล่น สนุกสนาน ใจดี และที่สำคัญนิสัยดีที่สุดในบ้าน”

3.Benson พันธุ์ปอมเมอเรเนียน ชอบเป็นผู้นำ

4.Alfie พันธุ์ยอร์กเชียร์ เทอร์เรีย นิสัยขี้อ้อน น่ารัก

5.Louen พันธุ์ชิวาว่า นิสัยขี้เล่น

“ผมมีความสุขเวลาเห็นสุนัขจิตใจดี อารมณ์ดี มีความสุข ที่สำคัญผมรู้สึกว่าผมไม่ได้โดดเดี่ยว เวลาผมไปไหนผมก็จะมีสุนัขอยู่ข้างๆ เสมอ คอยเป็นเพื่อนในทุกๆ ที่ และผมรู้สึกสบายใจทุกครั้งเวลาได้เล่นกับสุนัข”

สุดท้ายซีซาร์บอกว่า อยากมาเปิดโครงการ Cesar Millan Pack Project ที่ประเทศไทย

“เป็นโครงการที่ผมทำสำเร็จแล้วในอเมริกา เป็นโครงการช่วยเหลือและช่วยฝึกสุนัข แต่สิ่งที่ผมมองหาอยู่ในตอนนี้ที่จะทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้ในประเทศไทย คือคนที่มีความเชี่ยวชาญในการฝึกสุนัข”