ชีวิต ความรัก และหน้าที่ อุษามณี ไวทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2560 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/499233

ชีวิต ความรัก และหน้าที่ อุษามณี ไวทยา

10 ปี ที่ผ่านมาเราไม่ได้ติดต่อกันเลย เจอกันบ้างแต่เขาทำเหมือนมองไม่เห็นเรา หนูไหว้เขายังไม่รับไหว้หนูเลย (หัวเราะ) แต่หนูยังไปส่องไอจีเขาอยู่ แต่ไม่ได้ฟอลโล่กัน เขาก็มาบอกทีหลังว่าส่องเราเหมือนกัน (หัวเราะ) ต่างคนต่างซุ่ม ตอนพี่เขาบวชส่งข้อความขออโหสิกรรม หนูน้ำตาไหลเลย แค่พี่เขาไม่เกลียดเราก็ดีใจมากแล้ว คิดแค่นั้น ไม่คิดว่าจะได้กลับมาคบ แต่พอเป็นแบบนี้ ตอนนี้หนูมีความสุข”

โดย…มัลลิกา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เป็นทั้งที่ชิงชังและน่าสงสาร สำหรับ “พิตะวัน สัจจามาตย์” ถูกฉีกหน้ากากที่ปกปิดตัวตนที่แท้จริง สร้างภาพสวยหรูเพราะคิดไปว่าจะเป็นการทำให้ตัวเองมีคุณค่าเพิ่มขึ้นในสายตาคนอื่น แต่ภาพมายาก็มลาย พิตะวัน ผู้โหยหาในความรัก ปรารถนาความอบอุ่น และอยากได้การยอมรับในตัวตนของเธอจากผู้อื่น จะต้องเจอชะตากรรมเยี่ยงไรต่อไปอีก…

บทบาทชีวิตมายาของ พิตะวัน สัจจามาตย์ ทางช่อง 7 สี ในละคร “มายา” ของค่ายโพลีพลัส กำลังเข้มข้น บทบาทชีวิตของ “ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์” ผู้สวมวิญญาณพิตะวันก็เข้มข้น ไม่ต่างกัน

และวันนี้เธอเอ่ยอย่างมั่นใจว่า เป็นหัวหน้าครอบครัว “ต้องรับผิดชอบทุกอย่างให้ดี”

เป็นนักแสดง(ได้)ทุกบทบาท

งานละครตอนนี้ขวัญรับไปเรื่อยๆ ตามที่ช่องจะมอบโอกาสให้ ไม่ได้กำหนดตายตัวว่า ต้องปีละ 1 หรือ 2 เรื่อง เพราะจังหวะเวลาในการถ่ายทำและออกอากาศก็ไม่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนนั้นคือ รายจ่ายของครอบครัว

“งานละครขวัญขอแค่ทำงานกับทีมที่เรารัก ทุกครั้งที่เราไปทำงานมีความสุข เวลาเจออุปสรรคมันเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เรารู้พวกเขาตั้งใจ เวลาให้กองละคร หนูขอไว้แค่วันอาทิตย์เป็นวันที่เข้าไปดูบริษัทของเราเอง และถ้ามีช่วงไหนภาระค่าใช้จ่ายเยอะก็ขอไปรับอีเวนต์  ก็บอกกองก่อน เพราะถ้ารอเงินจากละครไม่พอค่าใช้จ่าย มันมีระบบการจ่ายเงิน

ขวัญต้องจัดสรรเงินเอาไปให้ที่บ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ เราไม่ทำใครจะทำ พอเราโตขึ้นมาเราต้องรับผิดชอบ หนูรับรู้ว่า ตอนนี้แม่ใช้ชีวิตแบบหมดห่วง หนูให้แม่พัก ดูแลงานเอง ให้เงินเดือนแม่ใช้ หรือเวลาแม่มีอะไรบอกเราก็หาให้เขา เหมือนตอนเด็กแม่เลี้ยงเรา เขาทำงานหนัก ถึงตอนนี้ให้พัก ไม่มีภาระเงินทองให้เครียด ไม่มีอะไรให้บั่นทอนจิตใจ ตอนนี้หนูเป็นทัพหน้า เราต้องดูแลแม่เรา ให้อยู่ในที่ปลอดภัย เหมือนแม่ดูแลเราปกป้องเรา”

ในส่วนของงานละครที่กำลังออกอากาศ เรื่อง มายา ขวัญรับบทบาทที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์ของตัวละครมากขึ้น นับเป็นอีกขั้นของการพัฒนาทางการแสดง และถึงแม้จะเป็นนางเอกเบอร์ต้นของช่อง แต่เธอก็ไม่เลือกรับงาน เพราะทุกสิ่งที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นให้คือโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว

“ในการรับงานละครป้าแดง (สุรางค์ เปรมปรีดิ์) สอนขวัญว่า เราเป็นนักแสดง ผู้ใหญ่บอกมา ต้องค่ะอย่างเดียว แล้วรับผิดชอบการแสดงให้ได้ตามบทประพันธ์ที่เขายื่นมาให้ดีที่สุด เพราะกว่าผู้ใหญ่จะระบุชี้ชัดแล้วว่าให้ใครเล่น มันผ่านกระบวนการทางช่อง หลายขั้นตอนมาก ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเรา ถึงเลือกเรา เราเป็นนักแสดงก็ต้องพยายามทำให้ดีที่สุด

ที่ผ่านมา หนูรับงานแต่ละตัวละครมีจุดวิกฤตในชีวิตไม่เหมือนกัน ในเรื่องมายา มันมีช่วงพัฒนาการที่เยอะของตัวละคร และค่อนข้างแตกต่างจากเรื่องอื่น คือละครสะท้อนสังคม ถ้าเด็กดูแล้วมีผู้ใหญ่ชี้แนะ เด็กก็ไม่จำเป็นต้องเจ็บเองอย่างพิตะวัน เรามีหน้าที่เล่นสะท้อนตัวละครออกไป ในการทำงานเราพยายามทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าผลออกมายังไง เพราะเรารู้ว่าเราเหนื่อยขนาดไหน แต่ละซีนเราเครียด เราตรากตรำขนาดไหน

บทของพิตะวัน การแสดงเป็นเรื่องของจิตใจ พิตะวันไม่ได้มีอาชีพ แต่มีกระบวนการทางจิตใจ เราจึงสังเกตคนเพื่อมาปรับใช้ในการแสดงไม่ได้ การบ้านของเราคือปล่อยให้จิตว่าง แล้วเข้าใจพิตะวันให้มากที่สุด กระบวนการสมองเขาคิด ทำแบบนี้ เพราะหัวใจเขาต้องการหนีจุดต่ำของชีวิต ทำยังไงก็ได้ให้คนอื่นยอมรับ ให้ออกไปจากจุดที่ตัวเองอยู่ โดยไม่คิดถึงจิตใจคนอื่นว่าจะมองมายังไง

การรับบทนี้ช่วงถ่ายทำท้ายๆ เรื่องเครียดมาก บทหนักทั้งนั้นเลย แต่เป็นงานที่พยายามทำให้ออกมาดีที่สุด หนูดูละครตัวเองเล่นทุกเรื่อง ถ้ามีเวลาจะดูตอนที่ออกอากาศทันทีเลย เป็นการจับผิดตัวเองอีกที แต่เราก็ทำที่สุดในตอนนั้นแล้วละ แต่ก็ดูไว้เพราะยังไงก็ต้องทำงานแสดงต่อไป มันเป็นมากกว่างานที่รัก เราอยู่มาตั้งแต่เด็ก เหมือนความเคยชิน ต้องมากองถ่าย ต้องมาเจอพี่ๆ ทีมงาน คือไปทำอย่างอื่นก็ยังคิดถึงงานละครอยู่ดี”

อยากทำให้ตัวเองภูมิใจ

นอกจากงานแสดงที่เป็นอาชีพหลัก ตอนนี้ขวัญยังมีธุรกิจลิปสติก UZI Cosmetic ที่หมายมาดปั้นมือให้ธุรกิจเติบโตเลี้ยงดูทุกคนในบริษัท และครอบครัวของเธอให้ดีกว่าเดิมได้ และเป็นอีกหนึ่งงานที่ขวัญบอกว่า เป็นความภูมิใจของตัวเองที่ทำให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ เพราะขวัญเริ่มคิดค้นสูตรกับผู้เชี่ยวชาญ สั่งผลิต ทดลองใช้เองมานานกว่า 2 ปี

“เริ่มต้นขวัญอยากทำอะไรให้ตัวเองภูมิใจ ก็มีความรู้จากที่เรียนจบปริญญาโทมา (คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ) ทำเองคนเดียวก่อน ที่ขวัญต้องลุยเองทุกขั้นตอนเพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด เพราะถ้าเกิดอะไรที่ผิดพลาดมาเราจะได้ไม่ต้องไปโทษคนอื่น การฝากทุกอย่างให้คนอื่นทำแทนเราหมด ทำให้เราเกิดความไม่รู้ แม้ตอนนี้ขวัญจะมีเพื่อนๆ ที่เก่งในแต่ละสายงานมาช่วย แต่ขวัญก็รู้งานทุกขั้นตอน แล้วเรื่องเงินขวัญดูแลจัดการคนเดียว เปอร์เซ็นต์ที่เราจะเสี่ยงก็น้อยลงมาเหมือนกัน”

ใช้เงินลงทุนไปกับธุรกิจนี้ก็หลายล้านบาท แต่ตอนนี้ยิ้มได้อย่างโล่งอก เพราะเพียงไตรมาสแรกที่เปิดตัวสินค้าล็อตแรกก็หมดเกลี้ยง ตอนนี้ก็คืนทุนเรียบร้อยแล้ว

“ตอนนี้ลิปสติกมี 5 สี เป็นสีที่ขวัญใช้จริงในชีวิตอยู่แล้ว กำลังจะมีสีเพิ่มอีก ลิปสติกขวัญเป็นออร์แกนิก ทุกๆ วันเราได้สารเคมี แล้วลิปสติกเป็นสิ่งที่ใกล้ปาก ขวัญทำเองใช้เองก่อน เพราะเวลาเราไปทรีตเมนต์ล้างเลือด โลหะหนัก ก็จ่ายเป็นแสน ถ้าเราใช้ของที่ปลอดภัย เรื่องพวกนี้เราก็กังวลน้อยลง

จนกระทั่งเราเปิดตัว กระแสเข้ามากระหน่ำมาก จึงชวนเพื่อนๆ ช่วยแต่ละสายงาน ปัจจัยในการทำงานระบบเหมือน 4M คือ Man การบริหารกำลังคน ซึ่งขวัญทำงานกับเพื่อน คุยกันได้ เอาเนื้อจริงมาคุยกัน Money การบริหารเงิน เราทำคนเดียวไม่มีหุ้น อำนาจการตัดสินใจ เราควบคุมได้ว่าจะเอาเงินไปลงไหน เงินตรงนี้กระจายตรงไหน

Materials เราทำมา 2 ปีกว่า ไม่เร่งรีบเอากำไร เราทำมาใช้เอง เรารักเราชอบเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ส่วนผสมเอามาจากสวิส ฝรั่งเศส ตอนนี้ 6 เดือน ยังไม่มีลูกค้าคอนฟิกซ์กับโปรดักส์เราว่าเนกกาทีฟ และ Management กระบวนการทำงาน อันไหนที่เราไม่รู้ อย่างเรื่องระบบโลจิสติกส์ก็ได้เพื่อนมาช่วย ใครเก่งด้านไหนเอามา เป็นทีมที่เวิร์ก ขวัญตั้งใจทำให้บริษัทของเราเป็นคอสเมติกที่ดีไม่แพ้ต่างชาติ”

ความรักกับเวลา

ตอนนี้โลกทั้งใบเป็นยิ่งกว่าสีชมพู เมื่อความรักกับ กอล์ฟ-พิชญะ นิธิไพศาลกุล ลงเอยด้วยดี หลังจากที่เคยคบหาดูใจกันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แล้วเลิกรากันไปแบบที่เรียกว่ามองหน้ากันไม่ติดเลยเทียว ซ้ำกลับมาคบกันอีกครั้งก็เกิดดราม่ากับครอบครัวฝ่ายหญิง

“เวลาขวัญมีปัญหา นึกถึงพ่อคนแรก ตั้งแต่เด็กพ่อสอนให้เราใช้สติ สอนให้เราเข้มแข็ง ถ้าไม่ใช่ในละคร หนูร้องไห้ยากมาก ถึงตอนนี้พ่อไม่อยู่ เวลาเจอวิกฤตก็จะนึกถึงคำสอนของพ่อ ถ้าเรามีสติมาก่อนอารมณ์นะ ทุกอย่างมันจะคลี่คลายได้เอง แล้วหนูโชคดี ถ้าเผลอใช้อารมณ์นำไปก่อน จะมีคนที่รักเราคอยช่วยดึงไว้

พี่กอล์ฟก็มีความคล้ายพ่อ คือ พ่อใจเย็น ไม่ใช่ใจดีนะ พ่อดุมาก ทำให้เราเกรงใจ พ่อเรียกชื่อขวัญ ร้องไห้เลยนะ ปกติพ่อจะเรียกลูกขวัญ ลูกๆ ไม่เคยเห็นพ่อทะเลาะกับแม่ แต่เรียกแม่เข้าห้องเย็น ลูกไม่เคยเห็นอะไรที่ไม่ดี ในการที่พ่อว่าแม่ ทำให้เราเคารพแม่ พ่อให้เกียรติแม่มาก พี่กอล์ฟก็เหมือนกัน อย่างหนูใจร้อน พี่กอล์ฟจะมาสอนเราตอนเราอารมณ์เย็นแล้ว วันหลังลองฟังพี่หน่อยนะ มีวิธีดุให้เราเกรงใจไปในตัว

ตอนนี้พี่กอล์ฟเป็นทุกอย่าง เป็นเพื่อน เป็นพี่ คนขับรถ เป็นเอทีเอ็ม หนูต้องขอบคุณแฟนคลับทุกคน ที่อยู่ข้างเรามาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรากลับมามีความผูกพันกัน เราได้เห็นภาพในโมเมนต์ที่อยู่ในความทรงจำเรา ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันสำคัญกับคนอื่นด้วย”

ขวัญเล่าถึงวันวานเมื่อรักแรกกับกอล์ฟว่า การที่รู้สึกดีกับคนหนึ่งมาก แล้วเขาหายไป “ขาดกันปึ้ง ไม่ติดต่อกันอีกเลย พอกลับมา ความรู้สึกหนูเหมือนเราเจอสิ่งมีค่าในชีวิต เห็นคุณค่าของกันและกันตอนที่ขาดกันไป มีความรู้สึกไม่อยากให้หายไปอีก ซึ่งหนูว่ามันเป็นเดสตินี ดีแล้วที่เวลาผ่านไป 10 ปี เราถึงกลับมาคบกัน เพราะถ้าเราไม่ผ่านช่วงนั้นมา ปัจจุบันหนูอาจไม่ได้ดีกับพี่เขาแบบนี้ แต่พี่เขาดีกับหนูตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว

 

อนันต์ ดีศรีวงศ์ คุณหมอนักชะลอวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2560 เวลา 15:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/499157

อนันต์ ดีศรีวงศ์ คุณหมอนักชะลอวัย

โดย…โยธิน อยู่จงดี

“การทำให้เราดูหน้าเด็กไม่ใช่เรื่องยาก มีอยู่จริงแต่คนมักจะไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง แค่เรารับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมให้ร่างกายเราแข็งแรงจากภายในแล้วภายนอกก็จะดูอ่อนเยาว์ตามไปด้วย” หมอไก่ นพ.อนันต์ ดีศรีวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม และการชะลอวัย แห่ง พอสส์ คลินิก (Poss Clinic) สรุปอย่างได้ใจความ

ขอเป็นคุณหมอที่สร้างเสียงหัวเราะ

หมอไก่ เรียนจบจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จากนั้นจึงเข้าทำงานด้านการแพทย์ในหลายๆ สาย จนค้นพบตัวเองว่า แท้จริงแล้วเขามีความสามารถและความสุขมากที่สุดกับการเป็นแพทย์หัตถการ และในช่วงเวลานั้นเองที่ทำให้เขาค้นพบในอีกหลายสิ่ง ที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือกศึกษาต่อด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย

ย้อนกลับไปในช่วงที่คุณหมอยังเป็นวัยรุ่นกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่อง Patch Adams นำแสดงโดย โรบิน วิลเลียมส์ เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงของ นพ.แพตช์ ฮันเตอร์ อดัมส์ ที่เขาค้นพบว่าแพทย์ส่วนใหญ่รักษาผู้ป่วยแค่ภายนอก ไม่ได้เข้าถึงจิตใจของผู้ป่วย เขาจึงต้องการเป็นหมอที่รักษาคนป่วยทั้งภายนอกและภายในด้วยรอยยิ้ม จนกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาตัดสินใจเรียนแพทย์ เพื่อที่จะได้เป็นคุณหมอที่ทำให้คนไข้มีความสุข มีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ เฉกเช่นคุณหมอในภาพยนตร์เรื่องนี้

“เราก็อยากจะเป็นคุณหมอในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะภาพของหมอในหัวของคนเรา หมอจะต้องดูเคร่งเครียด เคร่งขรึม จริงจัง เก่ง ฉลาด มีความสามารถ ทำให้ความรู้สึกของคนเรา เวลาที่ไปหาหมอจะต้องเป็นความรู้สึกว่า ชีวิตกำลังเจอเรื่องใหญ่ ทำให้เรากลัวที่จะเจอแพทย์ ซึ่งผมไม่อยากให้คนไข้มีความรู้สึกแบบนั้น

หลังเรียนจบแพทย์ผมใช้เวลาค้นหาตัวเองด้วยการทำงานเป็นแพทย์ทั่วไปอยู่ประมาณ 2 ปี ดูว่าแท้จริงแล้วตัวผมเองถนัดสายไหนกันแน่ มีพรสวรรค์ที่จะเป็นหมอทางสายไหน

จนเริ่มรู้ตัวว่าผมมีความสามารถทางด้านหัตถการ ซึ่งเรารู้สึกว่าเราทำสิ่งนี้ได้ดีและทำแล้วรู้สึกว่ามีความสุข ประกอบกับช่วงเวลานั้นศาสตร์ด้านความสวยความงามกำลังเริ่มได้รับความนิยม แต่ด้วยความที่เราไม่ค่อยตามกระแสเหมือนคนอื่นๆ ชอบสิ่งที่ทำแล้วเป็นผลดีกับคนไข้ในระยะยาวเราก็เลยสนใจศึกษาทางศาสตร์ของการชะลอวัย ซึ่งทำให้เราพบว่าแนวคิดของเราที่เคยเชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่าจะทำได้ และทำได้จริงๆ เป็นความจริงขึ้นมาจึงเลือกที่จะมาเป็นแพทย์ทางด้านสายนี้”

ทำในสิ่งที่ดีในระยะยาวเท่านั้น

หมอไก่ บอกว่า ชอบอยู่กับความจริงเป็นตัวของตัวเอง เรียบง่าย และสบายๆ มากกว่า “ดังนั้นการทำงานของผม จึงเลือกที่จะใช้วิธีที่ใช้ได้จริง สิ่งไหนทำแล้วไม่ดีในระยะยาวผมจะบอกกับคนไข้ของผมเสมอ ผมเลยไม่ได้ตามกระแสใคร มีอะไรใหม่ๆ ที่นิยมทำกันผมก็จะดูก่อนว่าทำแล้วน่าจะดีในระยะยาวหรือเปล่า ประเภททำแล้วสวยในทันทีแต่อีก 10 ปีหน้าพังผมไม่เอา

ดังนั้น ในช่วงแรกที่ผมเริ่มทำจึงเจออุปสรรคค่อนข้างเยอะเหมือนกัน เพราะต้องอธิบายให้คนอื่นเข้าใจว่าสิ่งที่ผมกำลังทำคืออะไร เพราะกระแสของการเสริมสวยความงามมีหลากหลายแนว และไม่ใช่ว่าการทำศัลยกรรมจะเหมาะกับทุกคน ด้วยความที่ผมต้องอธิบายให้ความรู้ที่ถูกต้องกับคนไข้บ่อยครั้ง พอเฟซบุ๊กมีเฟซบุ๊กไลฟ์ ผมจึงเห็นว่าน่าจะเป็นช่องทางให้ความรู้กับคนไข้อย่างดีที่สุดก็เลยเริ่มทำเฟซบุ๊กไลฟ์ กับเคสการรักษาจริงๆ ขึ้นมา ไม่ใช่แค่เฉพาะคนไข้ที่มาทำให้ผมรักษา แต่ยังส่งความรู้ถึงคนทั่วไปให้เข้าใจวิธีการชะลอวัยอย่างถูกต้องอีกด้วย”

200 กว่าคลิปวิดีโอที่คุณหมอหน้าใสผู้นี้ไลฟ์สดในเฟซบุ๊ก possclinicclub ได้เสียงตอบรับที่ดีจากทุกคน ซึ่งไม่เพียงแต่อธิบายทุกขั้นตอนอย่างตรงไปตรงมา แต่ทุกคนยังได้ความรู้ด้านการแพทย์และการดูแลตัวเองไปด้วยในตัว แต่แน่นอนว่าการที่จะต้องให้คนไข้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาก็จะต้องอนุญาตให้สามารถทำเฟซบุ๊กไลฟ์ได้เสียก่อน ซึ่งแน่นอนว่าคนไข้ส่วนใหญ่ย่อมปฏิเสธ ใน 10 คนจะมีคนไข้แค่เพียง 1 คนที่ยอมให้ทำเฟซบุ๊กไลฟ์

“ผมพูดเรื่องจริงเลยนะหลายครั้งเวลาหมอออกมาพูดว่าทำแบบนั้นดีหรือไม่ดี จะไม่มีใครเชื่อได้มากเท่ากับคนที่ประสบปัญหามาพูดด้วยตัวเอง แล้วทำให้คนอื่นเห็นภาพว่าเขาเจออะไรมาบ้างหลังการทำ จะมีทั้งประสบการณ์และความรู้สึกที่ถ่ายทอดให้คนอื่นได้เข้าใจถึงปัญหาที่เขาพบ ซึ่งคนที่ดูจะได้เห็นภาพเลยว่าทำแบบนี้แล้วต่อไปเขาจะต้องเจอกับอะไร เราไลฟ์สดกันแบบเหมือนหมอคุยกับคนไข้ในห้องตรวจรักษา ไม่มีสคริปต์ ไม่มีการจัดแสง มีสายโทรเข้ามาระหว่างการไลฟ์เราก็รับไปตามปกติ เพื่อให้ทุกคนเห็นว่านี่คือเรื่องจริงไม่มีการเมกหรือแต่งเรื่องขึ้นมา

จากประสบการณ์ของผมเคสคนไข้ที่ผมพบเจอมากที่สุดเราต้องเข้าไปแก้ปัญหา คือผลข้างเคียงจากการใช้ยาสเตียรอยด์ และการทำเลเซอร์ที่มีความเข้มสูง หน้าขาวแบบเห็นผลก็จริง ยิ่งพวกโฆษณาครีมขาวเร็วขาวไวขาวภายใน 3 เดือน เร็วขึ้นมาอีกก็เป็น 7 วัน ตอนนี้อาจจะเป็นภายใน 3 ชั่วโมง หรืออาจจะขาวทันทีแล้วก็ไม่ทราบ แต่ในระยะยาวแล้วหน้าจะพัง ซึ่งผมเจอปัญหานี้เยอะมาก ผมจะพูดในไลฟ์สดเสมอว่าอย่าไปทำแบบนี้มันไม่ดีจริงๆ

อีกกรณีหนึ่งที่ผมเจออย่างมากก็คือในเรื่องของการทำศัลยกรรม ที่ส่งผลตามมาต่อคนไข้ แต่ผมต้องขอย้ำก่อนว่าการทำศัลยกรรมนั้นไม่ใช่ว่าไม่ดี เพียงแต่ว่าไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน เหมือนกับอาหารเผ็ดเป็นอาหารอร่อย แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่รับประทานไปแล้วจะดีต่อร่างกาย บางคนรับประทานไปแล้วอาจจะท้องเสียก็ได้ ศัลยกรรมก็เช่นเดียวกัน

โดยเฉพาะคนไข้ที่อายุเกิน 35 ปีมักจะมีผลข้างเคียงเสมอ เพราะอายุยิ่งมากร่างกายจะมีการสมาน หรือซ่อมแซมได้น้อยลง พูดง่ายๆ ก็คือศัลยกรรมจะต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าการสมานแผลของร่างกาย ต้องให้แผลปิดแผลสนิท ยิ่งเร็วยิ่งได้ผลดี ดังนั้นผลของการทำตอนอายุ 25 กับ 35 จึงได้ผลแตกต่างกันพอสมควร”


ชะลอวัยจากภายในสู่ภายนอก

คุณหมอหนุ่มแนะนำต่อว่า ใจความที่แท้จริงของศาสตร์ชะลอวัยนั้นคือการดูแลตัวเองให้ดีขึ้นจากภายใน จนส่งผลสู่ภายนอก ถ้ามองในมุมของคนทั่วไปคือการทำให้ภายในร่างกายเราเสื่อมช้าลง แล้วก็จะทำให้ภายนอกเช่นหน้าตาผิวพรรณเสื่อมช้าลงไปด้วย เหมือนการขับรถ ถ้าเกิดเราขับอย่างมีวิธีการดูแล มีวิธีการถนอมรถเราก็จะขับได้นาน ถ้าเปรียบเทียบกับบ้าน ก็คือการอยู่และรู้วิธีดูแลรักษาบ้านให้แข็งแรงไม่ทรุดโทรม

ดังนั้น วิธีการชะลอวัยที่ดี คือการดูแลสุขภาพที่ดี เป็นวิธีที่คนทั่วไปทราบแต่ไม่รู้ว่าลึกๆ แล้วส่งผลดีต่อร่างกายมากกว่าที่คิด มีเรื่องของการรับประทานอาหารที่ดี การออกกำลังกายที่ถูกต้อง รวมทั้งวิธีการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

มีวิธีการดูแลตัวเองง่ายๆ โดยไม่ต้องไปพบแพทย์ และตัวหมอเองก็ปฏิบัติอยู่เป็นประจำก็คือ การออกกำลังกาย 30 นาที 3 วัน/สัปดาห์ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ยากเลย โดยไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนสด้วย วิ่งปั่นจักรยานหรือเดิน 1 ชั่วโมงก็ได้ 3 วัน/สัปดาห์เท่านั้น ให้ร่างกายแข็งแรง รับประทานอาหารที่ดี พักผ่อนให้เพียงพอ งดเสพสารเสพติดที่จะส่งผลให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ในร่างกายอย่างรวดเร็ว แค่นี้ก็ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพผิวที่ดีได้

การให้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

นพ.อนันต์ เห็นว่า วิชาชีพของการเป็นหมอไม่ใช่เพียงแค่การเอาเงินจากการรักษาคนไข้ แต่ต้องนำเอาความรู้จากประสบการณ์ทางการแพทย์และการรักษาคนไข้ที่เรามีเผยแพร่สู่โลกภายนอกด้วย

“ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า หากเราเริ่มจุดประกายการให้ ก็จะมีคนให้ต่อกันไป ผมคิดว่าการให้เป็นสิ่งที่สวยงามมันมีความสุข เพราะเป็นสิ่งที่เราทำจากใจของเราจริงๆ

ถ้าเราได้สร้างคุณค่าให้คนอื่น จะเป็นอาชีพอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นหมอ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดแล้วถึงจะบอกต่อคนอื่นได้ ขอเพียงแค่เราสร้างคุณค่าสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นเท่านี้ก็ดีพอแล้ว สำหรับคนที่อยากจะก้าวขึ้นมาเป็นแพทย์ที่ดี ผมแนะนำว่าอย่างแรกสิ่งที่คุณควรทำก็คือการได้รับการศึกษามาตรฐานทางด้านการแพทย์จากสถาบันต่างๆ ให้ดีเสียก่อน ต่อมาคือควรมีแรงบันดาลใจ มีความชอบ ความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่จะเป็นหมอที่ดี และที่สำคัญก็คือการค้นหาตัวตนของตัวเองว่าแท้จริงแล้วเรามีความถนัดและความสามารถทางด้านไหนมากที่สุด

เหมือนกับที่ผมใช้เวลาถึง 2 ปีในการค้นหาตัวเองว่าแท้จริงแล้วผมมีความถนัดทางด้านอะไร ซึ่งการค้นหาตัวเองนี้ก็ต้องมาจากการเรียนรู้และลองทำ บางคนยังไม่รู้ตัวเองว่าแท้จริงแล้วต้องการอะไรกันแน่ ก็ไปเรียนเลยโดยที่ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำ แต่สำหรับตัวผมเองแล้วผมจะเริ่มจากการลองทำงานหลายๆ สายดูก่อนว่าเรามีความถนัดทางสายไหน แล้วค่อยเบนเข็มไปทางสายนั้น ซึ่งเราต้องหาจุดนี้ให้พบว่าเราทำสิ่งใดแล้วมีความสุขก็ทำได้ดี ถ้าเกิดทำแล้วรู้สึกไม่มีความสุขอย่าไปทำ ทุกอย่างสำคัญที่ความสุข”

 

ศุภิกา กมลนาวิน ทำไอศกรีมรสชาติใหม่ด้วยใจรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2560 เวลา 15:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498808

ศุภิกา กมลนาวิน ทำไอศกรีมรสชาติใหม่ด้วยใจรัก

การที่เราตั้งใจทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่นกิน แนตเรียกมันว่าเป็นความรัก คือเรายอมลำบากที่จะทำออกมาอย่างไอศกรีมนี้ก็ไม่ง่าย เพราะทุกอย่างแนตทำเองหมด ไอศกรีมจึงเป็นสิ่งที่แนตถ่ายทอดออกมาเพื่อเป็นตัวแทนความรักที่เรามีให้กับคนที่มาชิม ซึ่งเบื้องต้นเลยเป็นความรักที่เรามอบให้กับคุณพ่อมันจึงพัฒนามาจากตรงนั้น พอเราทำให้พ่อกิน แล้วพ่อมีความสุข เราก็อยากลองทำให้คนอื่นกินบ้าง เมื่อได้เห็นคนกินมีความสุข เราก็มีความสุขตามไปด้วยเช่นกัน

โดย…ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

แนตตี้-ศุภิกา กมลนาวิน สาวเก่งมากความสามารถ เจ้าของร้านมูลา (Moola) ที่เอกมัย มอลล์ ซึ่งเปิดขายทั้งเมนูอาหารเช้าต่างๆ รวมทั้งไอศกรีมโฮมเมดรสชาติแปลกใหม่หลากหลายรสที่เธอเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาเอง

“เดิมทีแนตเรียนจบปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอเรียนจบก็ทำงานเป็นพีอาร์ในบริษัทเอเยนซีแห่งหนึ่ง ซึ่งได้เจ้านายดีและเพื่อนร่วมงานที่ดีมาก แต่โดยเนื้องานแล้วตัวเราเองกลับไม่มีความสุขกับมันสักเท่าไร พอทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง ต่อให้เราพยายามแค่ไหนก็ทำได้ไม่ดีเท่าคนที่เกิดมาเพื่องานพีอาร์จริงๆ พอแนตทำงานได้เกือบ 1 ปี จึงเริ่มคิดที่จะลาออก

ก่อนออกก็มานั่งคิดว่าในเมื่อไม่แฮปปี้กับงานประจำแล้ว เราจะทำอะไรดี ด้วยความที่แนตเติบโตมากับครอบครัวใหญ่ ที่มักจะทำอาหารแบ่งปันกันรับประทานในหมู่ญาติๆ เป็นประจำ ตอนนั้นในวัย 22 ปี แนตเลยคิดว่าตัวเองควรจะไปเรียนทำขนมน่าจะดี เพราะโดยส่วนตัวก็ชอบทำขนมอยู่แล้ว แนตเลยขอคุณพ่อไปเรียนทำขนมที่สถาบันเลอกอร์ดอง เบลอ ที่เมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย ใช้เวลาเรียน 1 ปี จนได้ประกาศนียบัตร พร้อมกับลงเรียนคอร์สทำอาหารเพิ่มอีก 1 คอร์ส จากนั้นก็ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านฟู้ดแมเนจเมนต์ ที่อังกฤษอีก 1 ปี”

แนตตี้ บอกว่า เมื่อเรียนจบปริญญาโท เธอก็มาไตร่ตรองดูอีกครั้งว่าตัวเองยังจะเหมาะกับการทำงานประจำอีกหรือไม่ เมื่อคำตอบที่ได้คือ “ไม่” เธอจึงตัดสินใจหุ้นกับเพื่อนสนิท เปิดแคทเทอริ่งหรือธุรกิจจัดเลี้ยงขึ้นในปี 2007 ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำธุรกิจนี้เลยก็ว่าได้

“หลังจากทำได้ 1-2 ปี เพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนของแนตก็เกิดตั้งท้องขึ้นมา คือตอนนั้นแนตรับหน้าที่ทำอาหารและขนม ส่วนเพื่อนคนนี้ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานลูกค้า ในเมื่อเพื่อนไม่สามารถทำงานได้ เราจึงต้องหยุดทำธุรกิจนี้ไป จากนั้นแนตก็ไปเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย พร้อมกับเรียนปริญญาโทสาขาวรรณคดีอังกฤษที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ควบคู่ไปด้วยจนจบ ต่อด้วยการเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Touch อีก 3 ปี

เมื่อเลิกทำนิตยสารไป แนตจึงเริ่มโฟกัสไปที่การทำขนมที่ตัวเองเรียนมาอีกครั้ง แต่จะไม่ค่อยชอบทำขนมประเภทที่ต้องใช้เตาอบสักเท่าไร ประกอบกับช่วงนั้นคุณพ่อชอบกินไอศกรีมมาก แนตก็เลยนึกถึงไอศกรีมรสคาราเมล บัตเตอร์ สกอตช์ ที่เคยกินตอนอยู่อังกฤษขึ้นมา เลยคิดอยากทำไอศกรีมรสนี้ให้คุณพ่อกิน แนตจึงเริ่มคิดค้นสูตรเอง โดยคิดอยู่ถึง 3 ปี (หัวเราะ) ศึกษาจากหนังสือบ้าง อินเทอร์เน็ตบ้าง ลองผิดลองถูกเป็นร้อยครั้ง ในที่สุดก็คิดสูตรไอศกรีมคาราเมล บัตเตอร์ สกอตช์ ของตัวเองได้สำเร็จ”

แนตตี้ บอกว่า เมื่อนำไปให้เพื่อนๆ และญาติๆ ชิม ทุกคนลงความเห็นว่าอร่อย เธอจึงเปิดร้านไอศกรีมโฮมเมดที่ชื่อ “บัตเตอร์ สกอตช์” ขึ้นที่เอกมัย มอลล์ (ปากซอยเอกมัย 10) โดยร้านนี้เน้นขายไอศกรีมรสชาติแปลกใหม่และวาฟเฟิลเป็นหลัก

“หลังจากเปิดร้านไอศกรีมได้ 1 ปีก็ปิดไป เพราะแนตตั้งใจจะเปิดร้านใหม่ที่ขายทั้งอาหารเช้าเมนูต่างๆ และไอศกรีมไปพร้อมกัน ล่าสุดจึงมาลงเอยด้วยร้านมูลา ที่เปิดมาได้ 2-3 เดือนแล้ว ก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดี ซึ่งแนตขอยกเครดิตทั้งหมดให้หุ้นส่วนและพนักงานในร้านทุกคนเลยค่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่มักเป็นชาวต่างชาติ ทั้งชาวญี่ปุ่นและฝรั่งที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย รวมทั้งนักท่องเที่ยวด้วย

นอกจากเมนูอาหารเช้าต่างๆ ที่มีขนมปังโฮมเมดที่เราทำเองแล้ว ยังมีแยมผลไม้หลายรสชาติ เช่น มะม่วง-สตรอเบอร์รี่-แบล็กเบอร์รี่, พีช-แมงโก้, ลิ้นจี่-ราสพ์เบอร์รี่ และอื่นๆ ขายเป็นกระปุกอีกด้วย

กลับมาที่การทำไอศกรีมโฮมเมดบ้าง ล่าสุดไอศกรีมที่แนตคิดค้นสูตรขึ้นเองมีหลายรสชาติมาก อาทิ รสเบคอนชีส รสวานิลลา-ราสพ์เบอร์รี่-เมอแรง รสตรอเบอร์รี่-บัลซามิก-วิเนก้า รสโยเกิร์ต วิธ เจลลี่ รสลำไย-ข้าวเหนียว ฯลฯ ซึ่งไอศกรีมแต่ละรสชาติจะใช้นมวัวสดใหม่จากฟาร์มที่ จ.ลพบุรี และเลือกครีมอย่างดีที่มีคุณภาพสูง และน้ำตาล นำมาเป็นส่วนผสมหลัก รวมกับผลไม้สดชนิดอื่นๆ แล้วจึงนำไปปั่น ก็จะทำให้เนื้อไอศกรีมเนียน ไม่เป็นเกล็ดน้ำแข็ง”

แนตตี้เสริมว่า ตอนนี้ที่ร้านมีไอศกรีมทั้งหมด 11 รสชาติด้วยกัน แต่ในอนาคตเธออาจจะคิดค้นรสชาติใหม่ๆ ออกมาอีกเรื่อยๆ อย่างที่เพิ่งทำออกขายในสัปดาห์ไอศกรีมไทยของร้าน ก็มีทั้ง รสนมเย็น-แมงลัก รสข้าวเหนียวดำ และรสข้าวเม่า ซึ่งผลตอบรับของลูกค้าค่อนข้างดี เพราะลูกค้าไม่เคยเจอไอศกรีมรสชาติแบบนี้มาก่อน

“แนตว่าถ้าเราทำไอศกรีมรสนมได้อร่อยแล้ว ต่อไปเราก็จะสามารถปรับหรือสร้างสรรค์ไอศกรีมสูตรใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้อีกหลายรสชาติ ในอนาคตแนตคิดไว้ว่าอาจจะเพิ่มไอศกรีมซอร์เบตขึ้นมาหลายๆ รส เพราะทุกวันนี้ก็มีลูกค้ามาถามหากันเยอะ ไอศกรีมร้านเราขายไม่แพงมาก เริ่มต้นที่สกู๊ปละ 65-70 บาท ซึ่งต้องบอกเลยว่าไม่ได้กำไรหรอกค่ะ (ยิ้ม) เพราะเราใช้ของดีๆ มาเป็นส่วนผสมทุกชนิดเลย เรียกว่าแค่ได้ต้นทุนกลับคืนมาก็ดีแล้ว จุดประสงค์สำคัญคือแนตอยากให้ลูกค้าได้กินไอศกรีมอร่อยๆ รสชาติแปลกใหม่ซะมากกว่า

The Giraffe

ส่วนผสม

– แป้งโคนวาฟเฟิลชนิดแผ่น 2 แผ่น
– ไอศกรีมวานิลลา ช็อกโกแลต และสตรอเบอร์รี่-บัลซามิก
– บราวนี่โฮมเมดหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม 4-5 ชิ้น
– ซอสราสพ์เบอร์รี่โฮมเมด
– ซอสวานิลลามาดากัสการ์โฮมเมด
– วิปครีมและอัลมอนด์

วิธีทำ

– นำแป้งโคนวาฟเฟิลวางบนถ้วยไอศกรีมเป็นชั้นแรก จากนั้นตักไอศกรีมวานิลลาและช็อกโกแลตอย่างละ 1 สกู๊ปวางลงบนแป้งโคนวาฟเฟิล
– ราดซอสราสพ์เบอร์รี่รอบๆ แผ่นแป้งวาฟเฟิล วางก้อนบราวนี่ 4 ก้อน 4 มุมบนแผ่นแป้ง
– จากนั้นนำแผ่นแป้งอีก 1 แผ่นวางซ้อนบนไอศกรีมทั้งสองสกู๊ป แล้วตักไอศกรีมรสสตรอเบอร์รี่-บัลซามิก วางบนแผ่นแป้งอีกที ราดด้วยซอสราสพ์เบอร์รี่และซอสวานิลลามาดากัสการ์รอบแผ่นแป้ง วางบราวนี่อีก 1 ก้อนข้างๆ ไอศกรีม
– ตกแต่งด้านบนไอศกรีมด้วยวิปครีมและท็อปปิ้งด้วยอัลมอนด์อีกที พร้อมเสิร์ฟได้เลย

 

ภัททภาณี เอกะหิตานนท์ สนุกกับทุกสเต็ปของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2560 เวลา 16:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498715

ภัททภาณี เอกะหิตานนท์ สนุกกับทุกสเต็ปของชีวิต

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เห็นลีลาการโพสอย่างเป็นธรรมชาติ จนฮิปสเตอร์ยังต้องหยุดมองแบบนี้ ไม่ใช่ใครก็ทำได้ แต่ทุกอย่างต้องมาจากอินเนอร์ที่มีความสุขกับการใช้ชีวิตในเส้นทางที่ตัวเองเลือก

ถึงจะเติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อเป็นหมอ คุณแม่เป็นเจ้าของโรงเรียนที่ จ.ราชบุรี แต่ชีวิตของไข่ตุ๋น-ภัททภาณี เอกะหิตานนท์ ไม่เคยติดอยู่ในกรอบใดๆ เธอไม่มีอาชีพในฝันที่บังคับให้ตัวเองต้องเดินไปให้ถึง เพราะเธอเลือกทำทุกอย่างตามเสียงของหัวใจ และวันนี้หัวใจของเธอก็พาเธอเดินทางมาถึงจุดที่ทำให้เธอยิ้มได้อย่างภาคภูมิใจ กับบทบาทผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ไฮเนเก้น บริษัท ที เอ พี เทรดดิ้ง ซึ่งนับเป็นตำแหน่งสำคัญที่ช่วยให้เธอได้เปิดมุมมอง ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทั้งในส่วนของการวางแผนกลยุทธ์และดำเนินกิจกรรมการตลาด เพื่อสร้างมิติใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ไฮเนเก้นในประเทศไทย

ย้อนกลับไปดูเส้นทางชีวิตของเด็กสาว ที่ยอมรับว่าเป็นสายกิจกรรมแต่ไม่ทิ้งการเรียน เธอเริ่มต้นชีวิตนักเรียนประจำในรั้วโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ก่อนจะเลือกเรียนต่อสาขาบริหารธุรกิจ (BBA) ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไข่ตุ๋นบอกว่า ตอนนั้นแม้จะรู้ตัวว่ามีความสนใจด้านการตลาด แต่เธอก็เก็บไว้เป็นเพียงวิชารอง และเลือกวิชาเอกเป็น Industrial Management ด้วยนิสัยชอบลองอะไรแปลกใหม่ เห็นว่าสาขานี้เปิดใหม่ เลยตัดสินใจลองเรียนดู หลังจากเรียนจบปริญญาตรี เธอไม่รีรอตัดสินใจลัดฟ้าไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัย Loyola ที่เมืองชิคาโก สหรัฐ ก่อนจะกลับมาผจญภัยในโลกการทำงาน

“ช่วงที่เราเรียนจบกลับมาสั กประมาณ 10 ปีที่แล้ว เป็นยุคที่หลายแบรนด์เริ่มหันมาโปรโมทผ่านการทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างจริงจัง จากแต่ก่อนเน้นแต่การทำโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ อย่างเดียว ตอนนั้นเราเลือกไปสมัครงานที่ Index Creative Village ในตำแหน่ง Strategic Event Planner ซึ่งเป็นงานที่สนุกและท้าทายมาก เพราะเราต้องคิดแผนงานตั้งแต่อยู่ในกระดาษ จนกระทั่งออกมาเป็นผลงานจริงๆ ที่จับต้องได้ แถมยังได้เข้าไปอยู่ในงานนั้น ไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นจริงๆ หลังจากทำงานนี้อยู่ 4-5 ปีก็ได้รับโอกาสครั้งสำคัญที่ต้องเรียกว่าเป็นความบังเอิญก็ได้”

ความบังเอิญที่สาวเก่งพูดถึงคือ จู่ๆ วันหนึ่งเธอก็ได้รับสายจากเอเยนซีชื่อดัง ทาบทามให้เธอไปทำงานด้วย แต่ในช่วงที่ยังลังเล เพราะยังไม่ได้สนใจกับตำแหน่งงานที่ได้รับกาารเสนอมา เธอก็ได้รับอีกสายปริศนานั่นคือ สายจากบริษัท ที เอ พี เทรดดิ้ง ซึ่งมีพอร์ตเครื่องดื่มมากมาย อาทิ ไฮเนเก้น ไทเกอร์ เบียร์ เป็นต้น

“ตอนนั้นก็งงนะว่า เรซูเมเราถูกส่งผ่านไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร แต่ด้วยตำแหน่งที่เขาเสนอให้เราทำ คือ Brand Activation Manager ให้กับไทเกอร์ เบียร์ เรามองว่าน่าสนใจ บวกกับอยากลองมาหาประสบการณ่ใหม่ๆ พอดี เลยตัดสินใจมาทำงานที่นี่ ช่วงแรกที่มาต้องปรับตัวพอสมควร เพราะเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากเอเยนซีมาเป็นลูกค้า

ความยากคือ เราต้องทำความรู้จักกับสินค้าของเราในเชิงลึกยิ่งขึ้น ต้องลงไปเก็บข้อมูล ทำความเข้าใจกับกลุ่มลูกค้าของเราให้มากขึ้น จากเดิมเราเป็นเอเยนซี อาจจะได้ฟังบรีฟจากลูกค้าอีกที แต่ตอนนี้เราต้องตั้งต้นเอง”

หลังจากเรียนรู้กับตำแหน่งนี้อยู่ 6 เดือนก็ได้เลื่อนเป็น Brand Manager และเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ไทเกอร์ เบียร์ “คราวนี้ความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะเราเหมือนเป็นเจ้าของแบรนด์เอง ต้องรู้จักแบรนด์เราให้เยอะที่สุด ต้องดูเรื่องการตลาด การสื่อสารของแบรนด์ และยอดขายด้วย”

หนึ่งในความท้าทาย แต่มาพร้อมภูมิใจที่ไข่ตุ๋นสัมผัสได้จากการดูแลไทเกอร์ เบียร์ ด้วยความที่ไทเกอร์ เบียร์ เป็นแบรนด์ในระดับภูมิภาค ทำให้ต้องประสานงานกับสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ ต้องเรียนรู้ในการทำงานในกรอบที่กว้างขึ้น ได้ใช้ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก 4 ปี ในการทำงานกับไทเกอร์ เบียร์ เธอเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการครีเอทกลยุทธ์และกิจกรรมที่มีความสร้างสรรค์ ผ่านแคมเปญสุดฮิปอย่าง Tiger Translate ซึ่งสร้างความเชื่อมโยงของแบรนด์เข้ากับศิลปะและดนตรี ทำให้แบรนด์ไทเกอร์เบียร์เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น

“จะเรียกว่าเป็นการปฏิวัติวงการเบียร์หรือเปล่า ไม่แน่ใจ แต่แคมเปญนี้น่าจะเป็นแคมเปญแรกๆ ของเมืองไทย ที่มีการริเริ่มเชื่อมโยงศิลปะและดนตรีเข้าไว้ด้วยกัน โดยมี ไทเกอร์ เบียร์ เป็นส่วนหนึ่ง”

หลังจากพิสูจน์ผลงานในไทเกอร์ เบียร์ ควบกับอีกหนึ่งความรับผิดชอบที่เสริมเข้ามาภายหลังอย่างการดูแลเบียร์ไทยภายใต้แบรนด์เชียร์ (Cheer) ไข่ตุ๋นก็ได้รับความไว้วางใจจากทางบริษัทให้ดูแลแบรนด์เครื่องดื่มพรีเมียมอย่าง ไฮเนเก้น โกลบอลแบรนด์ที่มีความเก่าแก่กว่า 100 ปี

“ไฮเนเก้นถือว่าเป็นพี่ใหญ่ของบริษัท การเข้ามาดูแลแบรนด์ที่ค่อนข้างแข็งแรงอยู่แล้ว ก็ท้าทายไม่น้อย เพราะเราจะทำอย่างไร เพื่อให้แบรนด์ที่เอ่ยชื่อมาใครๆ ก็รู้จักนี้ถูกส่งต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น รวมทั้งจะทำให้แบรนด์เก่าแก่นี้เข้าไปอยู่ในใจนักดื่มรุ่นใหม่ได้อย่างไร โดยที่ยังอยู่ในกรอบกฎหมาย และเป็นไปตามรูปแบบของบริษัทแม่ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อัมสเตอร์ดัม ความท้าทายเหล่านี้คือ ความสนุกในการทำงานทุกวัน”

ตลอดระยะเวลาในการบริหารงานจนถึงปัจจุบัน ไข่ตุ๋นได้สร้างสรรค์แคมเปญที่ประสบความสำเร็จมากมาย เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในการเปิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่ สู่ผู้บริโภคของไฮเนเก้นได้เป็นอย่างดี อาทิ Heineken Presents Sensation : Wicked Wonderland ปรากฏการณ์ดนตรีระดับโลกของปาร์ตี้ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่มีผู้ร่วมงานกว่า 2 หมื่นคน และ Heineken Pop-Up City Lounge ที่จัดขึ้นในช่วงปลายปี 2557 โดยนำเสนอซิตี้เลานจ์สุดล้ำจากแคมเปญระดับโลกของไฮเนเก้น ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟเหนือใคร ทั้งในด้านดีไซน์ อาหารและเครื่องดื่ม พร้อมทั้งดนตรีระดับพรีเมียมตามแบบฉบับของไฮเนเก้น

“ถามว่าการเป็นผู้หญิงหรือการทำงานในวงการแอลกอฮอล์ เป็นข้อจำกัดในการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ มั้ย ไม่นะคะ เพราะไม่ว่าสินค้าประเภทไหนก็มีกรอบที่จำกัดเหมือนกัน เพียงแต่สำหรับสินค้าแอลกอฮอล์ในบ้านเรา อาจมีกฎระเบียบ รายละเอียดบางอย่างที่เราต้องศึกษาให้ดี โชคดีที่ไฮเนเก้นเป็นแบรนด์ที่มีหลักจริยธรรม (Code Of Conduct) ในการทำธุรกิจชัดเจน ทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างไม่กดดัน ที่สำคัญการสื่อสารกับผู้บริโภคยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การบรรยายถึงสรรพคุณของสินค้าเท่านั้น แต่เราพาแบรนด์ไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้

กับการได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำงานกับแบรนด์ระดับโลก ถือเป็นความภาคภูมิใจ ส่วนในอนาคตจะมองหาแบรนด์ที่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมอีกหรือไม่ เราไม่ปิดกั้น มาถึงวันนี้ ถ้ามองย้อนกลับไป เซอร์ไพรส์ตัวเองเหมือนกันนะ ที่เรามาไกลจากจุดเริ่มต้น เราอาศัยความรู้และประสบการณ์ทุกอย่างในชีวิตมาใช้กับงาน อย่างที่บอกเราเป็นเด็กกิจกรรมมาตลอด คือ เราไม่ได้มองว่าเรียนไม่สำคัญ การเรียนในห้องเรียนก็สำคัญ เพราะเป็นการปูพื้นฐานสิ่งที่ถูกต้อง แต่การเปิดโลกเปิดประสบการณ์ให้ตัวเอง จะทำให้เราได้ลองผิดลองถูก เรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งก็สำคัญไม่แพ้กัน”

ทุกวันนี้ ไข่ตุ๋นในฐานะคุณแม่ลูกหนึ่ง บอกว่า เธอยังมีความสุขกับการทำงานและการใช้ชีวิต ถ้ามีเวลาว่างจากการทำงาน เธอชอบไปกิน เที่ยว ดื่ม เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ เวลาว่างที่เหลือยังชอบออกกำลังกาย พาตัวเองไปลองสิ่งใหม่ๆ

“วิธีใช้ชีวิตและทำงานให้มีความสุขของเรานั้นไม่ยากเลย แค่ทำช่วงเวลานี้ให้ดีที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น” ผู้บริหารสาวกล่าวทิ้งท้าย

 

ลาร์ส ชมิดท์ ส่งเสริมแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2560 เวลา 16:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498605

ลาร์ส ชมิดท์ ส่งเสริมแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก

โดย…ภาดนุ

 

หนุ่มมาดเท่วัย 30 ต้นๆ ลาร์ส ชมิดท์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย โทมัส ซาโบ (Thomas Sabo) ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เครื่องประดับชื่อดังสัญชาติเยอรมัน นอกจากหน้าตาจะหล่อแล้ว เขายังมีแนวคิดที่น่าสนใจและมีจุดมุ่งหมายการบริหารแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

“แบรนด์นี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 โดย โทมัส ซาโบ ซึ่งเมื่อตอนที่เขายังหนุ่มๆ เขาชอบออกเดินทางไปทั่วโลกและชอบเสาะหาแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมในประเทศต่างๆ จากทั่วโลก ก่อนนำแรงบันดาลใจมาสร้างสรรค์คอลเลกชั่นเครื่องประดับ

แบรนด์นี้มีความหลากหลายและไม่เหมือนใคร เพราะเป็นเครื่องประดับที่สวมใส่ได้ทั้งหญิงและชาย รวมทั้งนำไปมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ในหลายๆ โอกาส แม้ชิ้นงานจะไม่มีโลโก้ของแบรนด์อยู่บนตัวเครื่องประดับ หากสื่อความเป็นโทมัส ซาโบ ได้เป็นอย่างดีในตัวชิ้นงาน

โทมัส ซาโบ มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนมาก เนื่องจากตัวแบรนด์มีรากฐานมาจากตัวเจ้าของแบรนด์ซึ่งมีอุดมการณ์ที่ชัดเจน ทุ่มเทในสิ่งที่เขาหลงใหล สนุกสนาน ทั้งยังมีความกบฏอยู่ในตัวเองอีกด้วย ดังนั้นนิสัยและมุมมองทั้งหมดของเขาจึงสื่อไปถึงตัวแบรนด์ซึ่งมีดีเอ็นเอของเขาอยู่เต็มเปี่ยม”

ลาร์สเสริมว่า สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ โทมัส ซาโบ แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ก็คือ การใส่ใจในรายละเอียด “เครื่องประดับทุกชิ้นที่เราผลิตนั้นล้วนทำด้วยมือทั้งหมด นั่นเป็นสิ่งที่เราภูมิใจเป็นพิเศษ นอกจากเรื่องคุณภาพที่รับประกันได้แล้ว เครื่องประดับทุกชิ้นยังมีสัญลักษณ์และความหมายพิเศษต่างกันออกไปในแต่ละชิ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น สัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อแบรนด์เป็นพิเศษ รวมไปถึงชิ้นงานอย่างแหวนรุ่น Falcon ซึ่งสื่อถึงความแข็งแกร่ง เป็นต้น

เหตุผลที่แบรนด์โทมัส ซาโบ เลือกมาเปิดแฟล็กชิปสโตร์ขึ้นที่ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอนอย่างเป็นทางการในเมืองไทย นั่นก็เพราะประเทศไทยมีความหมายต่อแบรนด์ของเราเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อตอนที่คุณซาโบยังหนุ่มนั้นเขาได้เดินทางบ่อยมากๆ และเมืองไทยก็เป็นหนึ่งในสถานที่โปรดของเขาเลยก็ว่าได้ เขาชอบในเรื่องของวัฒนธรรมความเป็นไทย ทำให้ยังคงเดินทางมาที่นี่บ่อยๆ อย่างน้อยปีละครั้ง มันจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากเปิดแฟล็กชิปสโตร์ขึ้นที่นี่

ถึงแม้ว่าแบรนด์จะมีจุดเริ่มต้นในแถบยุโรปก็ตาม แต่เราก็คิดว่าพร้อมแล้วที่จะเปิดตลาดและขยายแบรนด์ไปยังทวีปอื่นๆ ดูบ้าง ดังนั้นในเวลา 18 เดือนที่ผ่านมา เราจึงพยายามมุ่งเน้นในการขยายตลาดและการเปิดตัวในประเทศไทย ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งในก้าวแรกของเราในการรุกตลาดเอเชีย เราจึงรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาเปิดร้านอย่างเป็นทางการที่เมืองไทย”

ในฐานะเซลส์ไดเรกเตอร์ในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก เขาคิดว่าความท้าทายสำหรับตัวเขาเองก็คือ การยกระดับแบรนด์โทมัส ซาโบ ให้ก้าวไปอีกขั้น และทำทุกวิถีทางเพื่อให้แบรนด์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการโปรโมทสินค้าให้เป็นที่รู้จักของลูกค้าในแถบเอเชียภายใน 3-5 ปีข้างหน้าอีกด้วย ซึ่งเขาหวังว่าโทมัส ซาโบ จะสามารถเป็นผู้นำตลาดทางด้านสินค้าเครื่องประดับดีไซน์ใหม่ได้ในเร็ววัน

“อย่างสินค้าในคอลเลกชั่นล่าสุดของ โทมัส ซาโบ เราต้องการที่จะสื่อถึงการผสมผสานของวัฒนธรรมผ่านการใช้ลวดลายต่างๆ ฉะนั้นในคอลเลกชั่นนี้จะเห็นถึงการรวมกันของไอเท็มในโทนสีทั้งอุ่นและเย็น รวมไปถึงเส้นสายเชิงกราฟฟิกที่ตัดกันอย่างลงตัวกับลวดลายโค้งเว้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของดอกไม้ ซึ่งคอลเลกชั่นล่าสุดนี้จะสื่อให้เห็นถึงความหลากหลายในตัวแบรนด์และการดึงแรงบันดาลใจต่างๆ มาใช้อย่างเต็มที่

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า โทมัส ซาโบ เหมาะสำหรับแฟชั่นนิสต้าเมืองไทยมากทีเดียว เพราะด้วยสภาพอากาศที่อบอ้าวและร้อนซะเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนจึงไม่สามารถสวมใส่เสื้อผ้าหลายๆ ชิ้นเพื่อสื่อถึงความเป็นตัวของตัวเองออกมาได้ คงไม่มีใครใส่เสื้อแจ็กเกตหนังมาเดินบนท้องถนนในกรุงเทพฯ หรอกใช่มั้ย (หัวเราะ) คนส่วนใหญ่ถ้าไม่ใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงขายาว ก็แต่งตัวสบายๆ ด้วยกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดทั่วไป แต่หากคุณเพิ่มเครื่องประดับเข้าไปในลุคเรียบๆ นั้นสักหน่อย คุณก็สามารถที่จะยกระดับสไตล์ของตัวเองให้เก๋ไก๋ขึ้นมาได้”

ลาร์ส บอกว่า สำหรับในประเทศไทยแล้วเขาหวังว่าแบรนด์โทมัส ซาโบ น่าจะเติบโตและไปได้ดี เพราะจากผลสำรวจที่ผ่านมา ก็ถือว่าได้รับฟีดแบ็กที่ดีในระดับหนึ่งจากบรรดาแฟนคลับของโทมัส ซาโบในเมืองไทย ที่ชื่นชอบสินค้าของแบรนด์อยู่แล้ว จึงทำให้ผู้บริหารมีความมั่นใจมากขึ้นว่าเครื่องประดับคอลเลกชั่นใหม่ๆ ที่เรานำมาเสนอในแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกนี้ จะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะสามารถเปิดร้านในทำเลใหม่ๆ ในเมืองไทยเพิ่มขึ้นได้อีกแน่นอน

ก่อนจากกันผู้บริหารหนุ่มหล่อทิ้งท้ายว่า นอกจากทำงานแล้ว ในช่วงเวลาว่างสิ่งที่เขาชอบมากๆ เลยก็คือการเดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก เพราะนอกจากจะได้ไปพักผ่อนเพื่อชาร์จพลังให้กับตัวเองแล้ว ยังได้ไปพบเห็นและเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมของสถานที่นั้นๆ อีกด้วย การเดินทางจึงถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างไอเดียและแรงบันดาลใจในชีวิตประจำวันและการทำงานให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

 

มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ เปลี่ยน…ให้ชีวิตดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2560 เวลา 16:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498491

มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ เปลี่ยน...ให้ชีวิตดีขึ้น

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ  กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เป็นเรื่องน่าภูมิใจที่ผู้หญิงไทยเรามีโอกาสเจริญเติบโตทางหน้าที่การงานได้ไม่แพ้ผู้ชายในองค์กรขนาดใหญ่หลายๆ แห่ง โดยเฉพาะในแวดวงการเงินก็มีให้เห็นหนาตาขึ้นทุกวัน วันนี้มีโอกาสได้สัมภาษณ์ผู้บริหารหญิงคนเก่งของธนาคารทหารไทย หรือ TMB มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ดูแลทางด้านบัตรเครดิตและเดบิตของธนาคาร ที่เข้ามาร่วมงานกับธนาคารทหารไทยมานานเกือบ 4 ปี

เธอมีประสบการณ์และผลงานในสายงานการสร้างแบรนด์ การตลาด และการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร  เธอทำงานด้านการตลาดมานานกว่า 20 ปี เริ่มต้นการทำงานด้านการตลาดกับบริษัท พรอคเตอร์แอนด์แกมเบิล (Procter & Gamble) โดยประจำสำนักงานที่ประเทศไทยและสำนักงานส่วนภูมิภาคที่สิงคโปร์ ตำแหน่งสุดท้ายคือ Country Marketing Manager ดูแลรับผิดชอบการตลาดผลิตภัณฑ์ P&G ในประเทศไทย

ก่อนจะผันตัวเองเข้าทำงานกับบริษัทประกันชีวิต อลิอันซ์ อยุธยา (Allianz Ayudhya) ที่มีหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลักเป็นบริษัทชั้นนำทางการเงินของโลกอย่างอลิอันซ์ โดยรับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร ดูแลรับผิดชอบการสร้างแบรนด์ การประชาสัมพันธ์ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม การตลาดผลิตภัณฑ์ การตลาดเพื่อสนับสนุนช่องทางการขาย และการสื่อสารการตลาดผ่านดิจิทัล

เธอบอกว่า ในยุคนับจากนี้ต่อไปเทคโนโลยีด้านการเงินจะมีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้นทุกที ทุกคนต้องอยู่ในโลกดิจิทัล รวมทั้งรัฐบาลเองก็ประกาศนโยบายประเทศไทย 4.0 ทางธนาคารเองก็เตรียมแผนรองรับนโยบายนี้อย่างเต็มรูปแบบ

เนื่องจากรัฐบาลเองก็มีการกระตุ้นไม่ให้คนไทยใช้เงินสด เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณในการผลิตธนบัตรและเหรียญ โดยจะให้ลดการถือเงินสดลงไปเรื่อยๆ การทำธุรกรรมทางการเงินจะใช้ในรูปแบบของการโอนต่างๆ หรือบัตรเครดิตและบัตรเดบิต ซึ่งต่างประเทศในแถบยุโรปและอเมริกานั้นเขาทำกันมานานแล้ว คือต่อไปนี้มีโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวคนเราก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ทุกที่ทุกเวลาเหมือนมีธนาคารส่วนตัว และใช้เทคโนโลยีในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด ทุกคนจึงต้องเปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น

ตัวเธอเองทำงานด้านการตลาดมาตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี เรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคมาตลอดเวลา เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงมาตลอด ตั้งแต่ยุคฟรีทีวีที่มีอิทธิพลมากที่สุด จนขณะนี้ที่มาเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่แทบจะไม่ดูทีวีกันแล้ว เขาเสพและสื่อสารทุกอย่างผ่านโลกดิจิทัล การรับสื่อเปลี่ยนแปลงออกไปอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม หัวใจของการตลาดก็ยังคงเหมือนเดิม ก็คือต้องเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญ และต้องแบ่งแยกย่อยกลุ่มลูกค้าให้ตรงจุดมากขึ้น มองในมุมของลูกค้าให้มากขึ้น หลักการก็คือยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจไหนก็ตาม ถ้าเข้าใจ เข้าถึง ก็จะเจอว่าลูกค้าคือใคร อยู่ที่ไหน แล้วจึงออกผลิตภัณฑ์มาให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ลูกค้าไม่ชอบวุ่นวายนั่งเขียนใบฝากใบถอน เบื่อหน่ายในการเสียค่าธรรมเนียมยุบยิบ ลูกค้าไม่เข้าใจว่าทำไมโอนข้ามเขตต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม

“เราจึงเป็นธนาคารแรกที่ไม่ต้องเขียนใบฝากถอนหน้าเคาน์เตอร์ ไม่เสียค่าธรรมเนียมข้ามเขต หรือโอนต่างธนาคาร การรับเงินคืนเมื่อใช้บัตรกดเงินสดไม่เสียค่าธรรมเนียม หรือการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ก็ฟรีค่าธรรมเนียม ซึ่งยอดการใช้จ่ายพวกนี้รวมๆ กันแล้วเดือนหนึ่งก็ร่วมพันบาท  เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระ เพิ่มความสะดวก และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากที่สุด ยิ่งธุรกิจบัตรเครดิตมีการแข่งขันกันสูงมากๆ ผู้บริโภคคนหนึ่งๆ มักจะถือบัตรเครดิตกันคนละ 2-4 ใบ ดังนั้นทุกธนาคารจึงต้องหากลยุทธ์ว่าทำอย่างไรให้ลูกค้าหยิบบัตรเครดิตของธนาคารเราเป็นใบแรก เป็นบัตรที่อยู่ในใจลูกค้าเสมอ ซึ่งการแข่งขันนั้นดุเดือดขึ้นทุกวัน” เธอกล่าวอย่างจริงจัง

ในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างการเติบโตของฐานลูกค้าใหม่ได้ถึง 27% และตั้งเป้าการเติบโตปีนี้ที่ 40% แม้ธุรกิจบัตรเครดิตจะมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้นทุกวัน แต่ประโยชน์จะตกเป็นของผู้บริโภคมากที่สุด เพราะจะมีโปรโมชั่นใหม่ๆ มาให้เลือกเสมอ โดยล่าสุดบัตรทีเอ็มบีก็ออกโปรโมชั่น ผ่อน 0% นาน 3 เดือน ทุกรายการทุกวงเงินที่ใช้ทันที รวมทั้งแต้มสะสม 1 แต้ม ทุก 10 บาท ขณะที่บัตรอื่นต้อง 25 บาท 1 แต้ม เรียกว่าลูกค้าจะได้ประโยชน์มากที่สุดทั้งบัญชีเพื่อใช้และเพื่อการออม  รวมทั้งส่งเสริมเรื่องการออมด้วยการให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงแบบไม่มีขั้นต่ำและไม่กำหนดเวลา

“ที่ถือเป็นไฮไลต์ที่สุดก็คือ บัตรเครดิตทีเอ็มบีสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียม ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ในการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่มักไม่มีโปรโมชั่นผ่อนชำระ 0% เหมือนกับร้านค้าออฟไลน์ ดังนั้น บัตรเครดิตทีเอ็มบีและบริการทีเอ็มบี โซกู๊ด จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ได้อย่างลงตัว เพราะทุกการใช้จ่ายออนไลน์ ลูกค้าสามารถเลือกรายการที่ต้องการผ่อนชำระโดยไร้ดอกเบี้ยได้ด้วยตนเอง”

นี่เป็นสิ่งที่เธอต้องคิดเพื่อลูกค้า การตลาดเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าโลกหรือเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ผู้บริโภคต้องมาเป็นที่หนึ่งเสมอ ถือเป็นเรื่องสนุกที่ต้องคิดอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ ทำให้ไม่หยุดนิ่ง ต้องแยกแยะบัตรให้มีความหลากหลาย ให้สิทธิประโยชน์ที่ตรงใจผู้บริโภคครบทุกกลุ่มเป้าหมาย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของทุกคน

ทางด้านหลักการทำงาน เธอบอกว่า “ต้องยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะทำตลาดสินค้าอะไรก็ตาม รวมทั้งผู้บริหารที่ดีควรทำให้เป็นแบบอย่างที่ดีของลูกน้อง รับฟังข้อมูลทุกด้าน ให้ความสำคัญกับทีมงาน และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ส่งเสริมลูกน้องให้พัฒนายิ่งขึ้นไป”

เธอมองภาพตัวเองในอนาคตอันใกล้ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้านี้ ก็ยังคงทำงานทางด้านการตลาดต่อไป เพราะเป็นสายงานที่รักและมีความถนัด หากได้ทำงานที่รักที่ชอบก็จะมีความสุขกับการทำงานและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าไปทำงานที่ไม่ถูกใจ

สำหรับแม่แบบในการทำงานของเธอก็คือเจ้านายเก่าที่ P&G คุณอรพิม มิลินทสูต ที่เป็นนักการตลาดที่เก่งและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารที่ดูแลภูมิภาคของ P&G แม้จะเป็นเจ้านายที่ดุ ทำงานด้วยยาก แต่ก็สอนและให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกน้องเสมอ

เธอเป็นแบบฉบับของผู้หญิงยุคนี้ ที่ Work Hard and Play Hard เวลางานคือทุ่มเทเต็มที่ แต่เมื่อพักเธอจะออกเดินทางไปท่องเที่ยวในที่แปลกใหม่ที่ไปยากๆ และลุย อย่างทริปล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเธอไปดูแสงเหนือที่ประเทศรัสเซีย ในขณะที่อุณหภูมิติดลบถึง 30 องศา ซึ่งเธอจะเดินทางไปกับเพื่อนขาลุยกันเอง หรือการเดินทางไปทิเบต ผ่านเมืองลาซา ไปเบสแคมป์ที่เอเวอเรสต์ ที่ระดับความสูงกว่าน้ำทะเลถึง 5,800 ฟุต

โดยเธอจะเดินทางปีละ 2 ครั้ง ปลายปีนี้เธอตั้งใจจะเดินทางกลับไปดูแสงเหนืออีกครั้ง เพราะถือว่าเป็นการชาร์จแบตและให้รางวัลตัวเอง  เนื่องจากการเดินทางสำหรับเธอคือการสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เธอคิดว่าคนเราควรใช้ชีวิตให้มีความหลากหลายแง่มุม เพราะโลกคือการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด

ก่อนหน้านี้เธอมักจะเขียนเรื่องท่องเที่ยวไปลงตามนิตยสารต่างๆ บ้าง เพราะชอบเขียนและมีงานอดิเรกคือการถ่ายรูป แต่ช่วงหลังการเขียนเรื่องท่องเที่ยวลดน้อยลงไปมาก เหลือเพียงการถ่ายรูปเพียงอย่างเดียว ถือได้ว่าการถ่ายรูปคืองานอดิเรกของเธอ

นอกจากนี้ ยังเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ สอนวิชา Advance Marketing Communications (Marketing PR) ให้แก่นิสิตชั้นปริญญาตรีและปริญญาโท มาตั้งแต่ปี 2006 จนถึงปัจจุบัน

ทางด้านการศึกษานั้น เธอจบการศึกษา ปริญญาโทด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ ประกาศนียบัตรวิชาชีพการตลาดขั้นสูงจาก The Chartered Institute of Marketing ประเทศอังกฤษ ปริญญาตรีเกียรตินิยม จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

 

นางเอกในคนธรรมดา รินรดา แก้วบัวสาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2560 เวลา 16:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498396

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

นางเอกดาวรุ่ง พาย-รินรดา แก้วบัวสาย วัย 22 ปี กำลังเป็นที่จับตามองของผู้จัด กับผลงานละคร 3 เรื่องภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ รวมถึงการถูกจับตามองกับนามสกุล แก้วบัวสาย ที่ถึงแม้ว่าจะนามสกุลเดียวกับนักร้องรุ่นใหญ่ แต่เธอก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ใช้ “อาตู่” เป็นเส้นทางลัดเข้าสู่วงการบันเทิง

เบื้องหลังของคนเบื้องหน้า

เริ่มต้นพายได้เล่าถึงเส้นทางการเป็นนักแสดงที่เกิดขึ้นจากโอกาสที่อดีตผู้จัดการส่วนตัวให้มา โดยจุดเริ่มต้นมาจากการสนทนาผ่านอินสตาแกรม จนทำให้เธอได้ไปไกลถึงตึกมาลีนนท์ ช่อง 3 จากนั้นเพราะความสามารถด้านการแสดงโดดเด่นเข้าตา ทำให้เธอได้เซ็นสัญญากลายเป็นนักแสดงเต็มตัว

“พายไปแคสติ้งทั้งที่รู้ว่าไม่ได้” นักแสดงหน้าใหม่กล่าว “เพราะเราไม่มีอะไรโดดเด่น เป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดา และมีชีวิตที่น่าเบื่อมาก ซึ่งความฝันสูงสุดของพายจริงๆ คือ อยากทำภาพยนตร์ อยากเป็นเบื้องหลังในกองถ่ายต่างประเทศ เพราะอยากรู้ว่ากองถ่ายใหญ่ๆ เขาทำงานกันยังไง และมีกระบวนการอะไรบ้าง ความฝันถัดมาคือ อยากเป็นแอร์โฮสเตส เพราะคุณพ่อคุณแม่ทำงานสายการบิน ทำให้เราเติบโตมาในวงการการบินมาตลอด ส่วนการเป็นนักแสดงไม่เคยคิดให้เป็นหนึ่งในเส้นทางชีวิตเลย แต่เมื่อโอกาสมาถึงแล้ว เราก็คว้าเอาไว้และลองทำให้ดีที่สุด”

หลังจากตัดสินใจรับหน้าที่เป็นนักแสดง ดูเหมือนว่าอาชีพที่เธอเคยเห็นจากหน้าจอโทรทัศน์จะไม่สบายอย่างที่คิด เพราะเธอต้องเรียนการแสดงอย่างหนักหน่วงตลอด 3 เดือน ต้องพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว และต้องแบ่งเวลาให้การเรียนและงานไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะกับคนที่บอกตัวเองเสมอว่า อยากทำงานเบื้องหลังเพราะทำงานเบื้องหน้าไม่ดี ก็ยิ่งต้องฝึกฝนและเข้าถึงศาสตร์นี้หนักกว่าคนอื่นหลายเท่า

พายกล่าวต่อว่า บางทีชีวิตก็เล่นตลก ด้วยการมอบสิ่งที่หนีมาตลอดกลับมาให้ถึงมือ ทำให้ชีวิตบันฑิตแห่งคณะเขียนบทละครเวที มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกทดสอบความสามารถและพลังใจจากละครเรื่องแรก ตะวันยอแสง

“ละครเรื่องแรกมันยากเพราะเป็นเรื่องแรก” น้ำเสียงเธอไม่ได้พูดเล่นแม้แต่น้อย “เป็นครั้งแรกที่เราอยู่ในกองถ่ายละคร มีบทอยู่ในมือ และมีบทบาทให้ต้องสวมแสดง ทำให้พายต้องปรับตัวเยอะมาก ต้องไปเรียนรู้เรื่องมุมกล้อง หรือจังหวะการเล่น แต่ยังโชคดีที่ได้อยู่กับพี่นกหญิงกับพี่นกชาย (สินจัย-ฉัตรชัย เปล่งพานิช) ที่ค่อยๆ สอน รวมถึงอาหมี (โชติรัตน์ รักเริ่มวงษ์) ผู้กำกับ ที่อดทนกับพายมาก และพี่ๆ นักแสดงทุกคนที่เป็นกันเอง ทำให้เด็กใหม่อย่างเราไม่เกร็ง และกล้าพูดคุยกับพี่ๆ แต่ความเป็นนักแสดงใหม่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เป็นจุดอ่อนของกองละคร ดังนั้นจึงต้องเรียนรู้การแสดงจากพี่ๆ คอยสังเกต และมาพัฒนาตัวเอง ซึ่งก็ได้เรียนรู้อีกว่า ถ้าเรากดดันตัวเองมากเกินไป มันก็จะทำให้เราทำไม่ได้ การเป็นนักแสดงครั้งแรกจึงเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายมากๆ ไม่ใช่สนุกหรือสวยงามตลอดเวลาเหมือนภาพที่ออกไปเลย”

อาชีพนักแสดงจึงไม่ใช่แค่แสดง แต่เป็นอาชีพที่มีความยากเหมือนกับทุกอาชีพ พายยังสารภาพด้วยว่า เมื่อก่อนเธอคิดว่านักแสดงคืออาชีพสบาย พอถึงกองถ่ายมีคนแต่งหน้าทำผมให้ ทำงานเสร็จรับเงินกลับบ้าน แต่พอได้มาอยู่ในอาชีพนี้จริงๆ ก็ทำให้เข้าใจว่า สิ่งที่เคยคิดมาทั้งหมดนั้นไม่ใช่ เพราะอาชีพนักแสดงมีความซับซ้อน และมีความยากลำบากในแบบของมัน

ยกตัวอย่าง การร้องไห้ ที่ไม่ใช่แค่การทำอย่างไรก็ได้ให้น้ำตาไหล แต่ยังต้องแยกแยะไปอีกว่า ร้องไห้ด้วยอารมณ์อะไร ดีใจ เสียใจ ซึ้งใจ หรือโกรธ ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นน้ำตา นักแสดงต้องเอื้อมไปให้ถึงใจตนก่อนว่าต้องการอะไรกันแน่ สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้การแสดงเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและเป็นงานที่จะทำให้ดีนั้นไม่ง่ายเลย

เข้าใจบทและชีวิตจริง

การเป็นนักแสดงไปพร้อมกับเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ทำให้พาย “สติแตก” เพราะด้วยความที่เป็นคนจริงจังกับทุกอย่าง ทำให้เกิดเป็นความกดดันและเครียดจัดจนเธอแทบรับไม่ไหว

“สิ่งที่พายต้องทำมากที่สุดคือ การแบ่งเวลาให้เป็น เพราะจริงๆ แล้วการมีสองหน้าที่พร้อมกันไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงและเราก็รู้ตัวเองว่าสามารถทำได้ แต่มันขึ้นอยู่แค่ว่า ใจเราจะสู้ไหม อย่างช่วงละครเรื่องแรกพายกลับบ้านมาร้องไห้ เพราะมันกังวลไปหมด อยากเรียนจบและอยากทำงานละครให้ดี ทำให้ความอยากสองอย่างมาตีกันทำให้เราต้องเลือกว่าจะโฟกัสอันไหนมากกว่าดี ซึ่งจริงๆ แล้วเราโฟกัสทั้งสองอันให้เท่ากันก็ได้ แค่เลือกเวลาให้มันดี สรุปแล้วพายใช้เวลากว่าสามเดือนถึงจะจัดการชีวิตและความรู้สึกของตัวเองได้ และพอทำได้ ชีวิตก็มีความสุขและสนุกกับงาน”

นอกจากนี้ เธอยังยึดถือ อาตู่-นันทิดา แก้วบัวสาย เป็นไอดอลด้านการปฏิบัติตนในวงการบันเทิง ซึ่งทำให้เธอตระหนักไว้เสมอว่า คนที่อยู่ในสปอตไลต์ต้องวางตัวอย่างไร

นางเอกในคนธรรมดา

ระยะเวลา 1 ปีกว่าหลังเซ็นสัญญา ปัจจุบันพายกำลังถ่ายทำละครเรื่องที่ 3 กับซีรี่ส์ลูกผู้ชาย ตอน ภูผา (เรื่องที่ 2 ปิดกล้องไปแล้วคือเรื่อง ระเริงไฟ) พร้อมการประเดิมบทนางเอกเป็นครั้งแรก ซึ่งเธอสารภาพว่า “รู้สึกแปลก” ที่ได้เป็นนางเอกละคร กับสรรพนามใหม่ที่ไม่เคยคิดว่าจะมาถึงจุดนี้

ทว่าคำว่า นางเอก ก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเลิศเลอกว่าใคร ในทางกลับกันมันยิ่งทำให้ต้องพัฒนาและเรียนรู้บทบาทใหม่นี้อีกครั้ง กล่าวได้ว่า อาชีพนักแสดงได้เติบโตไปพร้อมกับสาวน้อยคนนี้ ทำให้เธอมีประสบการณ์มากขึ้น รับผิดชอบงานได้ดีขึ้น ปล่อยวางได้มากขึ้น และที่สำคัญคือ หัวใจพองโตขึ้น

“เป้าหมายในตอนนี้พายอยากเลี้ยงดูครอบครัวและดูแลแม่ให้อยู่สบาย ทำงานในวงการบันเทิงให้ดีอย่างที่เราได้รับโอกาสดีๆ และรักษาชีวิตของผู้หญิงธรรมดาคนนี้ไว้ ไม่ให้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก พ่อแม่ของพายบอกเสมอว่า ให้จำไว้ว่าเรามาจากที่ไหน และทุกครั้งที่เราก้าวต่อไปให้หันมองกลับไปมองดูว่าเราผ่านอะไรมา เราผ่านมากับใคร เห็นตัวเองตอนเริ่มต้นเป็นแบบไหน และอย่าลืมว่าตัวเองเคยเป็นใครมา”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พายได้เรียนรู้มาจากอาชีพนักแสดงไม่ใช่การตอบคำถามนักข่าว แต่คือการตอบคำถามตัวเอง ถึงการมีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ และจัดวางสิ่งที่ยุ่งเหยิงให้ลงตัว ซึ่งส่งผลให้เธอสามารถจัดการชีวิตและทำงานได้อย่างมีความสุขเช่นในตอนนี้

“หลักในการใช้ชีวิตคือ การคิดตริตรอง ทำเต็มที่กับทุกๆ อย่าง และไม่ลดละความพยายาม แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องที่ไม่ถนัด แต่การเรียนรู้และฝึกฝนมันไปจะทำให้ไม่มีคำว่า เป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้ ไม่อยากให้ทุกคนลืมใช้โอกาสที่เข้ามา นั่นคือ ลองให้โอกาสตัวเองทำสิ่งใหม่ๆ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าชีวิตสามารถพาตัวเราเองไปได้ถึงไหน ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือ ทำวันนี้ให้ดี และเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้อย่างอนาคต แล้วเราจะมีชีวิตที่ดี” พายกล่าวทิ้งท้าย

 

อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ บาริสต้าหนุ่มผู้หลงใหลในศาสตร์กาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2560 เวลา 16:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498166

อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ บาริสต้าหนุ่มผู้หลงใหลในศาสตร์กาแฟ

ฟาน บอกว่า ด้วยความรู้ด้านกาแฟที่แทบจะติดลบแต่เมื่อต้องลงมือทำจริง เขาบอกตัวเองแค่ว่า ถ้าจะทำอะไรสักอย่าง ต้องรู้ให้ลึก และรู้ให้จริง ดังนั้น ในเมื่อตัวเขาเองโชคดีที่ได้เข้าไปสัมผัสกับโลกของกาแฟตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ อย่างการเพาะปลูก ทำไมจะไม่ศึกษาให้ถ่องแท้

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ใครที่มีโอกาสแวะไปเยือนเซ็นทรัล เอ็มบาสซี นาทีนี้ และกำลังมองหากาแฟรสดีสักแก้ว อย่าพลาดแวะไปร้านคอฟฟีโอโลจี (Coffeeology) ร้านกาแฟแนวใหม่ที่นอกจากจะพาคนรักกาแฟไปสัมผัสกับศาสตร์แห่งกาแฟที่น่าหลงใหล ยังมีบาริสต้าหนุ่มหน้าใสอย่าง ฟาน-อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ ที่พ่วงตำแหน่งหนึ่งในหุ้นส่วนร้านรอต้อนรับทุกคนอยู่

เห็นลีลาการชงกาแฟคล่องแคล่วแบบนี้ ถ้าไม่ได้ฟังจากปากของเขาเองคงไม่เชื่อว่า ทั้งชีวิตของเขาไม่เคยดื่มกาแฟมาก่อน จนมาเริ่มทำไร่กาแฟจึงลองเปลี่ยนเมนูเครื่องดื่มสุดโปรด จากโกโก้มาดื่มกาแฟแทน

“ผมมีประสบการณ์แรกที่ไม่ค่อยดีกับกาแฟคือ เคยลองดื่มแล้วเจอกาแฟที่ไม่อร่อย เลยไม่ดื่มอีกเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง ครอบครัวผมซึ่งมีไร่อยู่ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ คิดจะนำสายพันธุ์เมล็ดกาแฟที่ชื่อว่า อราบิกา ทริปิกา (Arabica Typica) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานให้โครงการหลวงนำมาขยายพันธุ์ในประเทศไทยมาปลูก ผมจึงได้เข้ามาสู่โลกของกาแฟ ได้อยู่กับไร่นี้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มหว่านเมล็ด เพาะปลูก ดูแลการผลิต จนเริ่มเก็บเกี่ยว”

“ผมเริ่มจากการไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเก็บข้อมูลและลงพื้นที่จริงที่ไร่ของเรา พองานที่ไร่เริ่มลงตัว ผมก็เริ่มคิดต่อยอดถึงการเดินทางของกาแฟว่า เมื่อผ่านจากต้นน้ำอย่างเรา แล้วจะไปไหนต่อ ผมเริ่มตามเส้นทางกาแฟไปสู่กระบวนการคั่วบดกาแฟ ผมเริ่มศึกษาถึงเทคนิคในการคั่วกาแฟแบบต่างๆ แล้วก็พบว่า การคั่วกาแฟก็ไม่ต่างกับการเป็นเชฟ วัตถุที่แต่ละคนได้รับอาจจะเหมือนกัน อุปกรณ์เครื่องมือที่มีก็เหมือนกัน แต่ด้วยเทคนิคและเอกลักษณ์เฉพาะตัวก็ทำให้รสของกาแฟที่คั่วออกมาแตกต่างกันได้”

หลังจากพาตัวเองเข้าไปสำรวจในโลกกาแฟมากขึ้นเรื่อยๆ จนผ่านกระบวนการที่เรียกว่าเป็นกลางน้ำแล้ว ฟานไม่หยุดอยู่แค่นั้น เขาอยากรู้ไปถึงความมัศจรรย์ของกาแฟเมื่อเดินทางไปถึงปลายน้ำ ได้อยู่ในแก้วกาแฟ

“ผมผ่านมา 2 ด่านแล้วในด่านสุดท้าย ผมตัดสินใจไปสมัครงานเป็นบาริสต้าพาร์ตไทมส์ตามร้านกาแฟดังๆ หลายแห่ง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการคั่วและชงกาแฟในระหว่างที่กำลังสนุกกับโลกใบใหม่ โอกาสครั้งสำคัญก็ผ่านเข้ามา เมื่อทางศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เริ่มทำโซนใหม่อย่าง โอเพนเฮาส์ (Openhouse) ผมเริ่มคุยกับหุ้นส่วนที่มีไอเดียคล้ายกัน ว่าอยากเปิดร้านกาแฟที่มอบประสบการณ์การดื่มกาแฟที่แตกต่างให้กับคอกาแฟ โดยนำความรู้และประสบการณ์ที่เรามีมาถ่ายทอดลงในกาแฟทุกแก้วของร้านเรา

จุดเด่นของกาแฟร้านเราคือ เราพยายามรวบรวมเทคนิคและวิธีการชงกาแฟที่หลายคนไม่เคยสัมผัสมาไว้ที่นี่ โดยคัดสรรเมล็ดกาแฟที่ดีมาผสมกับเทคนิคและจิตวิญญาณที่รักในกาแฟของบาริสต้าเข้าไป

“ผมเชื่อว่าศาสตร์ของกาแฟ ไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์ หรือศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นส่วนผสมของทั้งสองอย่าง บวกด้วยความรักกาแฟของคนชง ผมเชื่อว่าการเป็นบาริสต้าที่ดี ต้องสามารถส่งผ่านความรู้สึกที่จริงใจและตั้งใจของบาริสต้าลงไปในกาแฟแก้วที่ชง และเสิร์ฟด้วยความรู้สึกว่านี่คือ กาแฟแก้วที่คิดว่าดีที่สุด”

บาริสต้าหนุ่มยังบอกเล่าด้วยแววตามุ่งมั่นต่อด้วยไปว่า “หลายครั้งที่ลูกน้องมักถามผมเวลาที่ชงกาแฟออกมาแล้วเททิ้ง เพราะรู้สึกว่ายังชงได้ไม่ดีนัก ว่าผมไม่เสียดายเหรอ ผมบอกเลยว่าไม่เสียดาย เพราะผมยอดเททิ้งดีกว่าเสิร์ฟกาแฟที่ไม่ดีออกไป”

ทุกวันนี้ ฟาน บอกว่า ตั้งแต่พาตัวเองเข้ามาในโลกกาแฟ เขาก็เหมือนถอนตัวไม่ขึ้น กาแฟกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว อาจเพราะเริ่มต้นสั่งสมรสชาติกาแฟช้ากว่าคนอื่นหรืออย่างไรไม่ทราบ ทุกวันนี้ถ้าขับรถผ่านไปเจอร้านกาแฟ เขาต้องขอแวะชิม

“ชิมของผมก็คือดื่มหมดแก้วครับ เพราะด้วยความที่เราเป็นบาริสต้า เราคงรู้สึกไม่ดี ถ้าลูกค้าดื่มกาแฟแก้วที่เราชงไม่หมด อย่างผมเองถ้าวันไหนเสิร์ฟกาแฟที่ชงแล้ว ลูกค้าดื่มไม่หมด ผมต้องยอมเสียมารยาทเพื่อเดินเข้าไปขอฟีดแบ็กจากลูกค้านะครับว่า รสชาติไม่ถูกใจตรงไหนหรือเปล่า (หัวเราะ)”

ฟาน บอกว่า จากนี้เขาคงท่องไปในโลกกาแฟไปเรื่อยๆ จากตอนแรกที่อาจเข้ามาในโลกกาแฟเพราะหน้าที่ แต่ตอนนี้สำหรับเขา กาแฟคือ แพสชั่น ที่อยู่ด้วยความรัก

กชกร วรอาคม ด้วยรักในฐานะภูมิสถาปนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 12:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498084

กชกร วรอาคม ด้วยรักในฐานะภูมิสถาปนิก

โดย…กองทรัพย์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

 

หากนั่งปะปนกับนักศึกษา สาวร่างเล็กหน้าเด็กคนนี้ มองจากภายนอกก็แทบแยกไม่ออกว่าฐานะของเธอคือ อาจารย์พิเศษสาขาภูมิสถาปัตยกรรม และมีบริษัทของตัวเอง แลนด์โพรเซส (Landprocess)

กชกร วรอาคม ซึ่งอาจดูธรรมดาๆ สิ่งที่แตกต่างออกไปคือประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผ่านมาของเธอ ทำให้การคิดของภูมิสถาปนิกคนนี้ มีแง่มุมชวนคิด ซึ่งสะท้อนอยู่ในผลงานที่ผ่านมาของเธอ ซึ่งล้วนเป็นงานออกแบบที่เน้นคุณค่าและเป็นประโยชน์ ตั้งแต่ Siam Green Sky ที่หลายคนเรียกว่าสวนลอยฟ้ากลางกรุง โครงการบูรณะพัฒนาอาคารพาณิชย์บริเวณหมอน 47 และอุทยานจุฬาฯ 100 ปี ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานนี้

กชกร จบปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมเหรียญทอง ขณะที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 เธอเลือกไปฝึกงานและทำงานที่สหรัฐอเมริกาอยู่พักหนึ่ง จุดประสงค์เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและสไตล์การออกแบบ จากนั้นจึงเรียนต่อระดับปริญญาโท ภูมิสถาปัตยกรรม ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก่อนจะกลับมาเป็นภูมิสถาปนิก เป็นอาจารย์ และทำงานเพื่อสังคม

“เมื่อหลายปีที่แล้ว เราอาจเป็นคนแรกๆ หรือเป็นคนเดียวที่เลือกไปฝึกงานที่สหรัฐ เพราะเราอยากเห็นว่าจากหนังสือที่เราเรียนซึ่งเป็นของฝรั่ง กว่าจะออกมาเป็นหนึ่งงานเขามีขั้นตอนอย่างไร ทำไมถึงมีงานดีๆ ออกมา ถ้าเราไม่ลองหรือถ้าเรากลัว เราก็ไม่รู้ ตอนนั้นอายุ 21 ปี เขาก็เปิดโอกาสให้ทำโครงการใหญ่ เราจะเน้นใส่ไอเดียหรือเน้นดีไซน์เยอะๆ แต่พอเรียนรู้ไปสักพักก็สรุปและได้รู้จักความเรียบง่าย Clean และ Clear ใช้เวลาหนึ่งปีเรียนรู้ด้วยตัวเอง”

การเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ด ทำให้เธอค้นพบแนวทางการทำงานที่ชัดเจนขึ้น ว่าเธอชอบการออกแบบพื้นที่สาธารณะ หรืองานที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่สีเขียวมากกว่า เธอและกลุ่มเพื่อนตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อ Kounkuey (คุ้น-เคย) ทำโปรเจกต์เพื่อสังคมเช่น ออกแบบห้องน้ำให้กับชุมชนสลัมในเคนยา และด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เมื่อเธอกลับมาเมืองไทยก็ได้มีโอกาสเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการร่วมพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในหลายพื้นที่ผ่านการออกแบบเชิงผสมผสาน Greenovative Design สามารถตอบสนองความต้องการเชิงธุรกิจและสร้างสรรค์สังคม

 

“นอกจากทำงานดีไซน์ เป็นอาจารย์พิเศษ กชยังรวมกับกลุ่มกับเพื่อนๆ ก่อตั้งกลุ่มศิลป์บำบัด ชื่อ Artifield โดยมี ดร.พรทิพา พิชา หัวหน้างานวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ โครงการศิลป์บำบัดเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง และ นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ จิตแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นที่ปรึกษา ใช้ศิลปะและดนตรีช่วยบำบัด ฟื้นฟู เยียวยา ทางด้านจิตใจของผู้ป่วยและบุคคลทั่วไปที่สนใจในเชิงบำบัดรักษาทั้งในรูปแบบของศิลปะ และดนตรี โดยใช้หลักธรรมศิลป์ คือ การสื่อความหมายของศิลปะที่ผลิบานจากสภาวะจิตของผู้วาด ที่เป็นสภาวะจิตแห่งสมาธิ สภาวะแห่งการไร้การบังคับ เป็นสภาวะที่จิตไร้สำนึกได้ออกมาโลดแล่นอย่างอิสระ

“การทำงานศิลปะบำบัด เราเห็นผลชัดเลย บางคนยอมรับความตายได้มากขึ้น เราสังเกตได้จากแววตา กิจกรรมเหล่านี้ทำให้คนกล้าแสดงความรู้สึกโดยไม่เขินอาย เพราะอยู่เฉยๆ จะให้ใครมาบอกว่า เป็นห่วงคุณนะ คงยาก ถ้าคนเรารับรู้ว่าถูกรัก ก็พอแล้ว เราทำงานตรงนี้เป็นการเติมเต็มให้ชีวิตและทำมากว่า 5 ปีแล้ว” กชกร กล่าว

สำหรับสถาปนิกก่อนจะเรียนจบทุกคนจะมีดรีมโปรเจกต์ ซึ่งดรีมโปรเจกต์ของภูมิสถาปนิกสาวคนนี้คืออยากทำสวนสาธารณะมาตั้งแต่เด็ก กระนั้นการทำงานการออกแบบพื้นที่สาธารณะโดยเฉพาะโครงการใหญ่ เป็นงานท้าทายสำหรับนักภูมิสถาปนิก เพราะแม้จะเป็นงานในฝัน แต่สิ่งที่ต้องฝ่าฟันก็มีไม่น้อยเช่นกัน

“ธีซิสก็ทำสวนสาธารณะ ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นโปรเจกต์หนึ่งที่เราได้ทำให้ความฝันของเราเป็นจริง และมันมีประโยชน์กับคนปริมาณมาก

สวนอุทยานจุฬาฯ 100 ปี เป็นการจัดพื้นที่สีเขียว ผสมผสานกับความทันสมัย เราต้องทำงานร่วมกับหลายฝ่าย เป็นงานที่ใหญ่มาก ตอนนั้นต้องเขียนแบบภายในเวลาจำกัด มีอาคาร มีสวน และกรีนดีไซน์ ถือว่าโชคดี

การออกแบบให้พื้นที่สาธารณะ เราบอกไปว่า ในฐานะจุฬาฯ เป็นสถาบันการศึกษา ถ้าแนวคิดการออกแบบแบบนี้ไม่เกิดตรงนี้ ก็คงไม่มีที่ไหนทำได้ และสถานที่แห่งนี้จะไม่สร้างรายได้เหมือนโครงการทั่วไปที่เป็นห้างสรรพสินค้าหรืออาคารอื่นๆ แต่มันมีคุณค่าในเชิงการใช้พื้นที่ของสถานศึกษาและชุมชนโดยรอบ

ในกระบวนการมีอุปสรรคที่ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองบ่อยๆ ว่าเรายังจะทำต่อไปไหม หรือจะทำเพื่ออะไร ที่ผ่านมาก็มีอุปสรรคที่เราไม่แปลว่ามันล้มเหลว ทั้งๆ ที่หลายครั้ง หลายคนบอกว่านี่คือความล้มเหลว แต่เรามองเห็นว่าเป็นอุปสรรค มันก็ฝึกฝนเราให้มองข้ามและฝ่าอุปสรรคนี้ไปให้ได้

มาถึงจุดนี้เป็นการฝึกตัวเองที่ดีมากในฐานะเป็นผู้ออกแบบ และในฐานะเหมือนเป็นคนคนหนึ่งที่กำลังทำวิชาชีพอยู่ รู้สึกว่าเราผ่านอะไรมาเยอะมาก แต่เรียนรู้ทั้งนั้นซึ่งดีมากค่ะ”

ในฐานะภูมิสถาปนิก กชกรสะท้อนสิ่งที่เป็นปัญหาในวงการนักออกแบบว่า ประเทศไทยจัดงานประกวดแบบที่ส่วนใหญ่งานที่ได้รางวัลมักจะไม่ได้เอาไปสร้างจริง คือออกแบบไปก็แป้ก

“ประกวดแบบ ให้รางวัล ถ่ายรูปจบ ซึ่งโครงการอุทยานจุฬาฯ 100 ปี เป็นการประกวดแบบไม่กี่แห่งที่ได้สร้างจริงตามแบบที่ผู้ออกแบบ ที่สำคัญเป็นการทำงานร่วมกับผู้มีประสบการณ์ ทุกฝ่ายล้วนเป็นทั้งอาจารย์และขณะเดียวกันก็เป็นลูกค้าที่มีความรู้และเชี่ยวชาญ แต่ละครั้งที่ได้รับคำติชมทำให้เราได้เรียนรู้ ในฐานะผู้ออกแบบก็ต้องยึดแนวคิดหลักของการออกแบบเอาไว้ ไม่ไขว้เขว สิ่งที่เรียนรู้จากงานเหล่านี้ก็คือทำให้เราโตขึ้นเยอะเลยค่ะ

การทำงานกับจุฬาฯ เป็นกระบวนการที่น่าสนใจมากกว่าการออกแบบอื่นๆ ที่คุยกับลูกค้า ถ้าเขาชอบคอนเซ็ปต์ก็ซื้อไอเดีย แต่งานนี้ใหญ่กว่านั้น เพราะมีความเป็นมืออาชีพวิชาชีพของแต่ละอาจารย์ในแต่ละภาควิชารวมอยู่ด้วย มีคุณค่า ไม่ได้ดูมูลค่าอย่างเดียว ซึ่งกชคิดว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะมันต้องมีการพูดคุยกันแบบนี้ เรื่องต้นทุนก็อีกเรื่องหนึ่งแต่เราไม่ได้พูดว่าจะทำพื้นที่ให้สวยอย่างเดียว เราไม่ได้พูดถึงคุณค่าเชิงมูลค่า เราพูดถึงคุณค่าด้วย วิชาชีพด้วย ซึ่งดีใจมากที่ได้เป็นส่วนเล็กๆ ในโครงการนี้” ภูมิสถาปนิก กล่าว

 

‘สำคัญที่ว่า เราจะสื่อสารอะไรออกไป’ ปาล์มมี่ อีฟ ปานเจริญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/498094

‘สำคัญที่ว่า เราจะสื่อสารอะไรออกไป’ ปาล์มมี่ อีฟ ปานเจริญ

โดย….มัลลิกา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

 

“เล่นคอนเสิร์ตอยู่ทุกอาทิตย์ เดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน หาไอเดียสำหรับทำเพลงใหม่ๆ แต่งเพลง เป็นสิ่งที่มี่ทำอยู่ตลอด”

ปาล์มมี่ (อีฟ ปานเจริญ) เปิดกิจกรรมที่เธอทำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้จะทิ้งช่วงผลงานเพลงใหม่นานถึง 4 ปี แต่เธอไม่เคยว่างเว้นจากงานเพลง

ปาล์มมี่ เป็นนักร้องหญิงที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและแตกต่าง ไม่ว่าจะสไตล์การร้อง การแต่งตัว การใช้ชีวิต ที่แฟนเพลงยกให้เธอ เป็นแฟชั่นไอคอนแห่งยุค’90

ตลอดเวลาที่ผ่านมา นอกจากงานเพลงแฟนๆ แทบไม่รู้เลยว่า ปาล์มมี่ทำอะไรอีกบ้าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกก็เพราะเธอไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้มีธุรกิจที่ 2 ที่ 3 ไม่ได้ซุ่มทำนั้นนี่โน้น เพราะสิ่งเดียวที่ใจเธอถวิล อยากทำอยู่ทุกขณะคือ งานเพลง

“ธุรกิจไม่ถนัดเลย ถ้ารายได้ที่มีมานอกจากร้องเพลงก็จากค่าเช่าบ้าน ซึ่งเป็นความบังเอิญ เราซื้อบ้านหลังข้างๆ ไว้ แล้วก็มีคนมาเช่าระยะยาว ถ้าสิ่งนี้จะใกล้เคียงคำว่าธุรกิจ มี่ก็ทำอันนี้อันเดียว ลืมคิดถึงมันไปด้วยซ้ำ

มี่ไม่เคยลองทำธุรกิจ ไม่มีเวลาว่าง ไม่รู้จะเอาเวลาไหนไปทำ พอมีเวลาว่างก็เอามาใส่เรื่องเพลงเต็มที่ตลอดเวลา เล่นคอนเสิร์ต รายได้หลักตอนนี้ก็มาจากการทัวร์คอนเสิร์ต

นความโชคดีที่มี่มีเพลงที่อยู่ได้ระยะยาว มี่ยังใช้เพลงจากอัลบั้ม 1 2 3 ในการโชว์อยู่ เพลงมี่มากด้วยซ้ำ ต้องคัดออก แล้วเวลาโชว์ส่วนมากเล่นเพลงเร็ว นี่ก็เป็นเหตุผลที่มี่ไม่แต่งเพลงช้าเพิ่ม เพลงใหม่ก็ห่างมา 4 ปี ซึ่งก็เป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะการออกอัลบั้มหนึ่งใช้เวลาทัวร์ 2-3 ปี หยุดพักไป 1 ปี แล้วกลับมาทัวร์อีก 1 ปี ไม่ค่อยได้ห่างหายจากตรงนี้

มี่พูดในความโชคดีของตัวเอง ที่เกิดมาในยุคมีเพลงระยะหนึ่ง แม้มาถึงจุดวงการเพลงเปลี่ยน เพลงเราก็ยังขายได้ เราต้องออกไปข้างนอก ไปเล่นคอนเสิร์ตกับสิ่งที่เราลงทุน”

แม้การใช้ชีวิตของปาล์มมี่จะไม่หวือหวา ให้มีข่าวคราวออกมากระตุ้นกระแสให้ตัวเอง แต่เมื่อไรที่เธอขยับก็สร้างแรงกระเพื่อมให้แก่วงการเพลงได้

ล่าสุดกับผลงานเพลงใหม่ ชื่อสั้น กระชับ “นวด” แต่ให้ความรู้สึกอารมณ์ดี๊ดี ที่มาจัดระเบียบความรักให้เข้าเส้นเข้าทาง พร้อมกับการย้ายมาอยู่บ้านใหม่ จีนี่ เรกคอร์ดส

“ซิงเกิ้ลใหม่อยากให้เป็นอะไรที่ทุกคนจับต้องได้ ไม่อยากให้ออกไปแล้วเครียด เลยเลือกเพลง นวด มาเป็นเพลงเปิดตัวเพราะเป็นมุมสนุก ยังเป็นแนวป๊อปร็อกเหมือนเดิม เครื่องดนตรีง่ายมาก 3 ชิ้นเอง กลอง กีตาร์ เบส อยากให้ซิมพลีที่สุด

ไอเดียเพลงนี้ก็ได้มาจากตอนไปนวด เราปวดตรงไหน ก็มีการกดจุด คลายเส้น แต่ความรักเมื่อมันเจ็บปวด ไม่มีจุดไหนที่แก้ได้ หายได้ มี่ก็เอามาผสานกันเป็นเรื่องเดียวกัน ให้เป็นเพลงสนุก เราใช้เป็นเพอร์ฟอร์แมนซ์บนเวทีได้ อยากได้กีตาร์เสียงเป็นดนตรีไทยหน่อย อยากใส่เสียงหักกระดูก อยากขีดแต้มสีสัน ให้เพลงฟังสนุกขึ้น”

การทำงานเพลงของปาล์มมี่ อยู่ในทุกจังหวะการใช้ชีวิตของเธอ สิ่งที่เธอร้องออกไป สิ่งที่เธอสื่อสาร คือตัวตน คือความจริงใจ

“เมื่อก่อนทัวร์ไปด้วยคิดงานไปด้วยไม่ได้ ต้องอยู่ในคอกคนเดียว เมื่อก่อนบังคับกับตัวเองมากเกินไป อย่าเหยียบเรือสองแคมในเวลาเดียวกันมันจะไม่ดี แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างผ่อนคลาย วันนี้ทัวร์ วันรุ่งขึ้นพักผ่อน ทำเพลงต่อ

ตอนนี้ท่องเที่ยวก็ได้ไอเดียทำเพลง ไปคอนเสิร์ตก็ได้ไอเดีย เวลาไปทัวร์ต่างจังหวัด มี่ชอบไปก่อน 1 วัน ไปเที่ยวไปใช้ชีวิตก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยทำงาน บางทีก็นั่งรถไปจากกรุงเทพฯ ผ่านอะไรน่าสนใจก็แวะเที่ยว เป็นวิถีที่มี่ชอบมาก แล้วไอเดียเพลงมันก็มาของมันเอง

ตอนไปเคนยา ไปดูสัตว์อพยพ ได้ขึ้นบอลลูน ซึ่งปกติมี่ไม่ค่อยชอบอยู่ในที่รู้สึกไม่ปลอดภัย แต่พอขึ้นปุ๊บ มองลงมาเห็น รู้สึกเราอยู่ในดินแดนที่ยิ่งใหญ่ มีสัตว์จำนวนมากอพยพ มีพ่อแม่ลูก ดูแลกัน ก็ได้เนื้อเพลงกลับมาท่อนหนึ่ง เป็นซิงเกิ้ลที่ 2

การทำงานของมี่ในชุดนี้แต่งทำนองเองค่อนข้างเยอะ แล้วหาคนมาช่วยเขียนเนื้อ แรงบันดาลใจก็เกิดขึ้นในทุกๆ วัน ตั้งแต่การทำงานเพลงชุดแรก ตอนนั้นเราเด็ก ยังไม่รู้วิธีการทำเพลง แต่ทางค่ายก็ดึงทุกอย่างที่เป็นเราออกมา ชอบแนวเพลงแบบไหน ไลน์กีตาร์แบบไหน มุมมองความรักเราเป็นยังไง คือเราเข้ามาอยู่ในกระบวนการเขียนเพลงอยู่ตลอดเวลา คำนี้ไม่ใช่เรา เป็นเราจะไม่ใช้คำแบบนี้ ก็แก้ไขกัน เรานั่งอยู่ตรงกลางแล้วมีนักแต่งเพลง 5 คนมาฟังเรื่องที่เราอยากเล่า

อย่างเพลงที่แสดงความเป็นมี่ที่เห็นชัดที่สุด คือ Stay พื้นที่ส่วนตัว ขอไปคนเดียว อยากร้องดังๆ การจะมีเพลงสักชุดหนึ่งจะพูดเรื่องไหนบ้าง มี่เห็นวิธีการทำงานแบบนี้และเราก็ยึดมาตลอด เราจะร้องอะไรออกจากปากเราต้องรู้สึกกับมัน

จนวันหนึ่งเมื่อเราทำเพลงเองได้ เราได้ลงมือทำมันเยอะขึ้นๆ จนควบคุมมันเองทั้งหมด มี่ว่ามันสำคัญมากว่าเราสื่อสารอะไรออกไป อย่างมี่จะร้องเพลงคัฟเวอร์สักครั้งหนึ่งในชีวิต ยังต้องคิด เพลงของคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ เรามีความเชื่อมโยงอะไรไหม เราพูดเราอินหรือเปล่า เราต้องรู้สึกกับเพลงนี้ ไม่ใช่แกล้งทำไป ตรงนี้สำคัญมาก มันทำให้เรามีความสุข สนุกกับเพลงของเราอยู่ตลอด ทุกวันนี้มี่ยังร้องเพลง กลัว กุญแจที่หายไป ยังร้องด้วยความรู้สึกอยู่ว่า วันนั้นเราร้องอะไรไปในเพลงนี้ มีเรื่องราวอะไร”

ปาล์มมี่เป็นศิลปินที่เกิดในยุคที่ทำผลงานเพลงออกมาเป็นอัลบั้ม  แต่เมื่อยุคสมัยการทำเพลง-คนฟังเปลี่ยนไป การทำอัลบั้มในยุคนี้เป็นไปได้ยาก

“ซิงเกิ้ลที่ 2 มี่พูดถึงความเป็นจิตวิญญาณ มีพลังในการต่อสู้ จังหวะก็เข้มข้น มีความเป็นไทย มีเสียงแคนเข้ามาผสมด้วย ก็ให้เพลงนวด ทำงานสัก 3-5 เดือนก่อน ค่อยปล่อย ดังนั้นก็เห็นปลายทางการเป็นอัลบั้มแล้ว สิบเพลง มี่อยากให้ดีมากๆ ทุกเพลง แฟนเพลงจะรอไหวไหม

เราโตมากับการทำอัลบั้ม ทำเพลงก็มองเป็นภาพรวม แต่ในความเป็นซิงเกิ้ลเราคิดอะไรใหม่ได้ตลอด ไม่ต้องควบคุมโทนทั้งอัลบั้ม วันนี้เราอยากได้แบบนี้ อีก 3 เดือนเราอาจชอบอิเล็กทรอนิกส์มาก แต่มี่ก็ชอบผลงานคนอื่นที่สื่อสารในเรื่องเดียวกัน ในเรื่องนี้ก็คิดไม่ตก ว่าจำเป็นไหม ที่เราต้องคุมโทนเพลง เพราะคนเรามีความซับซ้อน หลายความรู้สึกเหลือเกิน”

วิถีชีวิต แนวคิดแบบปาล์มมี่นั้นก็แสนเรียบง่าย และจริงใจ สื่อสารตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับทุกบทเพลงของเธอ ใช้แค่ “ใจ” และ “ความรู้สึก” นำพา เพื่อไปพบกับ “ความสุข”

“มี่ยังมองทุกอย่างเหมือนเดิม ทำอะไรก็จริงจัง ยังยึดหลักการนี้อยู่ ตอนนี้ยังมีความสุขกับการทัวร์คอนเสิร์ต ก็มีคิดนะ อยากหยุด แต่ก็เริ่มทำเพลงใหม่อยู่ดี ต่อให้อยากต่อต้านมัน เพลงก็ลอยมาในอากาศให้เราอยากทำ บางทีก็อยากหาอย่างอื่นทำเพื่อความรู้ให้ตัวเอง แต่ก็ยังไม่ได้คิดเลยว่าอะไร

มี่ยังทำงานเพลงอย่างเดียว แลกไปเถอะ วัดกันง่ายๆ วัดกันเรื่องนี้พอ ให้ไปนั่งฝืนทำอะไรแล้วเราไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร สู้เอาเวลามาทำอะไรที่เรามีความสุขดีกว่า มี่ก็ทำงานเพลงมา 16 ปีแล้ว ไม่ได้มองอะไรยาวๆ คิดแค่เราอยากทำงานเพลง ไม่ได้มองว่าจุดสูงสุดของชีวิตอยู่ตรงไหน มี่คิดว่า เพลงที่มี่ทำสร้างความบันเทิง มีคุณค่าก็เพียงพอแล้ว”

และนี่แหละ คือ “ปาล์มมี่”