ออกมาตรการคุมไฟป่าภาคใต้ หลังไหม้ป่าเสียหาย2ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261319

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 15.45 น.

20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดไฟไหม้ป่าในพื้นที่ของเกษตรกร รวมทั้งป่ารกร้างที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่าพรุโต๊ะแดง ในพื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลปาเสมัส จังหวัดนราธิวาส จำนวน 2 จุด รวมพื้นที่ได้รับความเสียหายประมาณ 2 ไร่ วานนี้ นายปรีชา นวลน้อย นายอำเภอสุไหงโก-ลก จึงเร่งออกมาตรการป้องกัน โดยลงพื้นที่ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ตลอดแนวขอบป่าพรุโต๊ะแดง พร้อมออกประกาศจังหวัดนราธิวาส เรื่องกำหนดเขตควบคุมไฟป่าในท้องที่จังหวัดนราธิวาส 2 ตำบลของอำเภอสุไหงโก-ลก ประกอบด้วย บ้านบาโฮสรายอ บ้านซรายอ บ้านมัรกัส บ้านน้ำตก บ้านลูโบ๊ะซามา หมู่ที่ 1 , 2 และ 8 บ้านตือระ บ้านมือบา ตำบลปาเสมัส บ้านลาแล หมู่ที่ 1 บ้านเจาะแห หมู่ที่ 2 บ้านโต๊ะเวาะ หมู่ที่ 3 บ้านโต๊ะแดง หมู่ที่ 5 ตำบลปูโยะ ที่ควบคุมให้ประชาชนต้องแจ้งขออนุญาต จากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกครั้งที่ต้องการเผาวัชพืช

อีกทั้งต้องทำแนวกันไฟ และประสานเจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่านราธิวาส มาควบคุมการดำเนินการด้วย ซึ่งหากมีการฝ่าฝืนจนปล่อยให้ไฟลุกลามเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตป่าสงวนแห่งชาติจะถูกระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-15 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-150,000 บาท และผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้ แม้จะเป็นของตัวเองจนน่าจะเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นและทรัพย์สินของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 14,000 บาท

พร้อมกันนี้ นายปรีชา นวลน้อย นายอำเภอสุไหงโก-ลก ได้กำชับให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมไฟป่า โดยทำแผนที่ครอบครองพื้นที่ที่ติดแนวเขตป่าพรุโต๊ะแดงของประชาชนในตำบลหมู่บ้าน และแผนที่พื้นที่เสี่ยงเกิดไฟป่า รวมทั้งขอให้เจ้าของที่ดินที่ติดกับป่าพรุต๊ะแดงทำแนวกันไฟตลอดแนวเขต และจัดเวรยามดูแลพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง

พร้อมกับเช็คข้อมูลลูกบ้านที่มีประวัติชอบหาของป่า พร้อมส่งรายชื่อมาให้กับทางอำเภอ และส่งบัญชีรายชื่อผู้รับผิดชอบแต่ละหมู่บ้านเพื่อทำประกาศอำเภอ

นอกจากนี้ยังมอบหมายให้เทศบาลตำบลปาเสมัส จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับดับไฟ มาจัดตั้งไว้ในเขตชุมชนหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงตลอดช่วงหน้าแล้งนี้

 

ระทึก!!คลิปพายุงวงช้างทะเลพังงา นักท่องเที่ยวตื่นตาแห่ดู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261281

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 14.09 น.

20 มี.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการถ่ายคลิปภาพขณะเกิดพายุงวงช้างในทะเลอ่าวพังงา โดยนายศิวะกร ทองยวน อายุ 33 ปี นักท่องเที่ยวชาวไทย สามารถบันทึกได้ขณะเที่ยวชมธรรมชาติในเกาะไข่นอก ต.พรุใน อ.เกาะยาว จ.พังงา พร้อมกับนักท่องเที่ยวชาวจีน ในช่วงเย็นวานนี้(19 มี.ค.) เวลา 16.30 น.

ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวที่เห็นเหตุการณ์ต่างตื่นตาตื่นใจ  โดย”พายุงวงช้าง” หรือ “พายุนาคเล่นน้ำ” เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งมักจะเกิดขึ้นในน้ำ โดยเฉพาะในทะเลจะเห็นบ่อยกว่าในแหล่งน้ำจืด มีลักษณะเหมือนงวงช้างสีดำขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างท้องฟ้ากับผืนน้ำ ส่วนใหญ่ที่พบมีความยาวประมาณ 10 – 600 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางได้ตั้งแต่ 1-10 เมตร ช่วงเวลาที่เกิดจะมีฝนฟ้าคะนองร่วมด้วย

โดยลักษณะที่ปรากฏอาจเห็นงวงช้างเพียงอันเดียว หรือจะเกิดพร้อมกันหลายอันก็ได้ หมุนด้วยอัตราความเร็ว 20 – 80 เมตรต่อวินาที สามารถเคลื่อนที่ได้แต่ช้า ถ้าความเร็วลมในพายุมีสูงก็อาจทำให้เรือเล็กๆล่มได้

ดังนั้นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ควรหนีไปในทิศทางตรงกันข้ามกับพายุ แต่ที่เคยเกิดในประเทศไทยยังไม่พบความอันตราย เหตุการณ์นี้จะปรากฏอยู่ประมาณ 2-30 นาที จากนั้นก็จะสลายตัวไปในอากาศอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากความแตกต่างของอุณหภูมิอากาศที่กระจายอยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นหย่อมๆ และอุณหภูมิที่แตกต่างกันเหล่านั้น ถูกดูดเข้าไปอยู่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งมากเป็นพิเศษ ทำให้อากาศที่อยู่ติดกับผืนน้ำยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ส่งผลให้อากาศโดยรอบไหลเข้ามาแทนที่ จึงเกิดลมพัดวนบิดเป็นเกลียวขึ้นไป ในบริเวณที่มวลอากาศเย็นเคลื่อนผ่านเหนือผิวน้ำที่อุ่นกว่า เมื่ออากาศขยายตัวและเย็นลงจนถึงจุดหนึ่ง ไอน้ำก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำจำนวนมาก ทำให้เราเห็นเหมือนพายุหมุน มีลักษณะคล้ายงวงช้าง เชื่อมผืนน้ำและเมฆ

อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์นี้พยากรณ์ล่วงหน้าไม่ได้ แต่ในพื้นที่ที่มีความแตกต่างของอุณหภูมิมากๆ จะมีโอกาสเห็นได้ถ้าเทียบกับพายุทอร์นาโด ที่เกิดขึ้นที่ต่างประเทศนั้น นับว่า”พายุงวงช้าง” มีขนาดเล็กกว่ามากเลยทีเดียว

 

สส.ติวเข้มขรก.ต้านทุจริต สกัดประโยชน์ทับซ้อน สร้างองค์กรโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261277

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 13.58 น.

“กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม” จัดอบรม “ต่อต้านการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน” ติวเข้มผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัด ขยายผลการสร้างจิตสำนึก ค่านิยม ให้ตระหนักรู้เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต พร้อมยึดคุณธรรม จริยธรรม เป็นหลักในการปฏิบัติราชการ ร่วมป้องกันปราบปรามการทุจริต สร้างความโปร่งใสให้องค์กร ขจัดภัยร้ายบ่อนทำลายชาติและประชาชน
นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการนับเป็นภัยร้ายแรงเป็นบ่อนทำลายประเทศชาติและประชาชน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน รัฐบาลจึงได้ประกาศยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564) เป็นกรอบทิศทางให้หน่วยงานส่วนราชการต่างๆนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อสร้างความโปร่งใส รวมทั้งป้องกันและแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นในหน่วยงาน และเพื่อให้ข้าราชการเป็นที่เชื่อถือศรัทธาและเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน
นายสากล กล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบภายในองค์กร โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการสำคัญหลายอย่างเพื่อให้หน่วยงานในสังกัดทั้งหมดมีการดำเนินงานที่ซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมทั้งมีการส่งเสริมปลุกจิตสำนึกให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่มีวินัย ยึดมั่นในจริยธรรม เสริมสร้างจิตสำนึกที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทุ่มเทให้กับราชการ และเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ซึ่งผลจากการดำเนินการดังกล่าว ทำให้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในระดับสูงมาก จากโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ประจำปีงบประมาณ 2559 โดยคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.)
ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายผลและสร้างวัฒนธรรมองค์กร ในเรื่องการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการทุกรูปแบบ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้ดำเนินโครงการอบรมต่อต้านการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน ในระหว่างวันที่ 9-10 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนให้กับบุคลากรในองค์กร รวมทั้งเพื่อสร้างจิตสำนึก ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม ของบุคลากรให้ตระหนักรู้เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต การป้องกันปราบปรามการทุจริตในการปฏิบัติงาน เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมในการทำงานให้มีความสุจริตโปร่งใส
สำหรับเนื้อหาตลอดหลักสูตร 2 วันของการอบรม มีทั้งภาคการบรรยายและการศึกษาดูงาน โดยได้รับเกียรติจาก นางจันทวรรจ์ หรรษาภิรมย์โชค ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นผู้บรรยายในหัวข้อ “การต่อต้านการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน” และการวิเคราะห์ความเสี่ยง ขั้นตอน แนวทางปฏิบัติงานหรือระเบียบ เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ขณะที่การศึกษาดูงานเป็นการเดินทางไปดูงาน ณ พิพิธภัณฑ์ต้านโกง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถ.พิษณุโลก กทม.
“การอบรมครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งระดับผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ จากกลุ่มงานพัฒนาระบบบริหาร กลุ่มตรวจสอบภายใน สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มการคลัง กลุ่มนิติการ และเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในสังกัดทั้งหมดกว่า 160 คน ให้ความสนใจมาเข้ารับการอบรม ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมอบรมทุกคน จะเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการไทย มีการนำหลักคุณธรรม จริยธรรม มาเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งช่วยเฝ้าระวังและตรวจสอบการทุจริต ซึ่งไม่เพียงจะช่วยหนุนเสริมให้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นองค์กรที่โปร่งใสเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการขจัดภัยร้ายที่คอยบ่อนทำลายชาติและประชาชนให้หมดสิ้นไปอย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน” อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าว

ซ่อมเสาไฟฟ้า7ต้นล้มทับ!!!บ้าน หลังพายุฤดูร้อนซัดหลังคาเปิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261258

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 13.09 น.

20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดมหาสารคาม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งซ่อมแซม สายไฟฟ้าและเสาไฟฟ้าแรงสูงที่หักโค่นล้มลงมาข้างทาง บริเวณถนนสายมหาสารคาม-โกสุมพิสัยช่วง หลักกิโลเมตรที่ 38  ต.แก้งแก  อ.โกสุมพิสัยจ.มหาสารคาม ภายหลังจากถูกพายุฤดูร้อนพัดถล่มเมื่อคืนที่ผ่านมา (19 มี.ค.60)  ส่งผลให้เสาไฟฟ้าล้มจำนวน 7 ต้นโค่นล้มทับหลังคาบ้านเรือน

โดยเสาไฟฟ้าดังกล่าวเป็นเสาไฟฟ้าแรงสูง ส่งไปยังตัวอำเภอโกสุมพิสัยและอำเภอเมืองมหาสารคามบางส่วน ทำให้ไฟฟ้าดับในเขตตัวอำเภอโกสุมพิสัย และอำเภอเมืองมหาสารคามในบางตำบล ซึ่งคาดว่าวันนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งซ่อมแซมแล้วเสร็จในช่วงเย็น

นอกจากนี้แรงลมยังทำให้หอพักแห่งหนึ่ง ที่อยู่บริเวณดังกล่าวหลังคาสังกะสีปลิวไปตามแรงลมเสียหาย หลังคาเปิดทั้งแถบ 4 ห้อง และบางส่วน 4 ห้อง อีกทั้งยังมีต้นไม้ล้มขวางถนน ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยพุทธธรรม 245 โกสุมพิสัย เจ้าหน้าที่ อบต.แก้งแก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน อ.โกสุมพิสัย ได้ตัดแต่งกิ่งไม้ให้พ้นทาง พร้อมกับเร่งให้ความช่วยเหลือราษฏรในเบื้องต้นแล้ว

เตรียมเปิด’เกาะตาชัย’รับนักท่องเที่ยว หวังคนคึกคัก!!ไฮซีซั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261252

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 12.58 น.

วันที่ 20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เกาะตาชัย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา แหล่งท่องเที่ยวอันดับ1 ที่มีนักท่อเที่ยวเดินทางมาจังหวัดพังงา เพื่อไปทำกิจกรรมการท่องเที่ยว ดำน้ำตื้น ดำน้ำลึก และกิจกรรมบนเกาะจำนวนมาก จนส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติบนเกาะ ที่ประกาศเป็นเขตสงวนสภาพธรรมชาติ ตามแผนแม่บทการจัดการพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน จึงเป็นสาเหตุให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้สั่งปิดบริเวณพื้นที่บนหาด และแนวปะการังรอบเกาะตาชัย ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา ตั้งแต่ปี 2559 โดยไม่มีกำหนดเปิด

ยกเว้นบริเวณแหล่งดำน้ำลึก 2 แห่ง ทำให้ส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด ต่อปริมาณนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามาชมหาดทรายสีขาว และปะการังน้ำตื้นของจังหวัดพังงา ได้ลดลงจนส่งผลให้ที่พักขนาดกลางและเล็ก รวมถึงผู้ประกอบการเรือนำเที่ยว ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเดินทางมาทำกิจกรรมบนเกาะตาชัยได้ จนมีผู้ประกอบการนำเที่ยวได้ร้องเรียนไปที่กระทรวงและกรม เพื่อให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชทำการเปิดแหล่งท่องเที่ยวเกาะตาชัย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา อีกครั้ง

ล่าสุด นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงได้เดินทางลงพื้นที่เกาะตาชัย อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เพื่อตรวจสอบการฟื้นตัวของทรัพยากรธรรมชาติรอบเกาะตาชัย ซึ่งพบว่าปะการังบางส่วนได้มีการฟื้นคืนสภาพขึ้นมา แต่บางส่วนก็อยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นคืนสภาพ จึงยังไม่สามารถเปิดเกาะตาชัยได้ในเร็ววันนี้ แต่สักระยะหนึ่งเมื่อมีการปรับปรุงสิ่งสาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำหรือบ้านพัก ให้มีความพร้อมที่จะเปิดได้เสียก่อน จากนั้นก็จะร่วมมือกับนักวิชาการลงพื้นที่เกาะตาชัยอีกครั้ง เพื่อสำรวจในปี 2561 หากพบว่ามีความพร้อมในการให้บริการก็สามารถจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปทำกิจกรรมได้อีก

ทั้งนี้จำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในอนาคตนั้น กรมอุทยานฯ จะมีการควบคุมปริมาณของนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปเยี่ยมชมเข้มข้นขึ้น เนื่องจากกรมอุทยานฯ มิได้คำนึงถึงปริมาณแต่คำนึงถึงคุณภาพ ส่วนรายได้ก็มิใช่เป้าหมายหลัก แต่เป้าหมายหลักของกรมอุทยานฯ คือการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ยั่งยืนตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน

ขณะที่นางสาวนันทิดา อติเศรษฐ์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพังงา เผยว่าเกาะตาชัยก่อนปิดนั้น ถือได้ว่าเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยให้เข้ามาในจังหวัดพังงา จนทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขนาดกลางและเล็ก ไม่ว่าจะเป็นห้องพัก ร้านอาหาร รถตู้บริการ มีความคึกคักตามลำดับ แต่ในช่วงไฮซีซั่นของปีนี้พบว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่รองรับนักท่องเที่ยวชาวไทยซบเซาลง อันเนื่องจากไม่มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่จะมาทดแทนได้ และก็ยังพบอีกสาเหตุที่นักท่องเที่ยวชาวไทยเข้ามาในจังหวัดพังงาน้อยลง หลังจากปิดเกาะตาชัยนั้น สืบเนื่องจากความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว ก็เกิดขึ้นในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน

โดยส่วนตัวรู้สึกสนับสนุน หากกรมอุทยานฯ สามารถเปิดเกาะตาชัยให้นักท่องเที่ยวเข้าไปทำกิจกรรมได้อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในจังหวัดพังงา ที่รองรับกลุ่มลูกค้าชาวไทย และลดความแออัดของนักท่องเที่ยว ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ให้กระจายตัวออกไป แต่ก็อยากให้เกิดการตกผลึกความคิดด้านการบริหารจัดการการอนุรักษ์ ให้ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว ระหว่างกรมอุทยานฯ นักวิชาการ และผู้ประกอบการ ก่อนที่จะเปิดให้บริการ

 

เชียงใหม่พบจุดร้อนสูงเกินเป้า ชาวบ้านลอบเผาป่าล่าสัตว์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261245

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 11.53 น.

20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงาน สรุปรายงานสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ผ่านมาดาวเทียม Terra และ Aqua ระบบ MODIS พบจุดความร้อน(Hotspot)  25 จุด สูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ไม่ให้เกินวันละ 14 จุด โดยพื้นที่รุนแรงอยู่ที่อำเภอแม่วาง ศูนย์วอร์รูมไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่ ได้กำชับให้ทุกพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ไฟป่าอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเข้มข้นเนื่องจากยังมีเชื้อเพลิงไม่มีการเผาไหม้ ได้แก่ เชียงดาว  แม่แตง ฮอด และดอยเต่า ซึ่งสาเหตุยังพบว่ามาจากการเผาเผื่อล่าสัตว์ในป่า

นายสิทธิศักดิ์ อภิกุลชัยสุทธิ์ นายอำเภอเวียงแหง รายงานว่า เมื่อ18 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้กำลังอาสาสมัครรักษาดินแดน อำเภอเวียงแหง ร่วมกับทหาร ร้อย. ม.1, ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านห้วยหก หมู่ที่ 5 ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง เข้าตรวจสอบติดตามตัวผู้กระทำความผิด กรณีลักลอบเผาป่าจากเหตุไฟไหม้ป่าใกล้หย่อมบ้านห้วยหญ้าไทร บ้านห้วยหก หมู่ที่ 5 ต.เมืองแหง  ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 1 ราย นำไปตรวจเช็คร่างกาย ที่โรงพยาบาลเวียงแหง เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ คาดว่ามาจากการวิ่งหลบหนีในวันเกิดเหตุ จากนั้นได้นำตัวเข้าปรับทัศนคติ ที่ฐานทหาร ร้อย. ม.1 และจะได้สืบหาผู้กระทำผิดที่เหลือเพื่อมาดำเนินคดีต่อไปเหตุดังกล่าวสืบ

โดยเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้บริเวณดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ ผ่านมา จึงนำกำลังชุดปฏิบัติการประชารัฐ เข้าดับไฟ  จุดแรก ประมาณ เวลา 12.00 น. จนสามารถควบคุมเพลิงได้ ในเวลา 14.30 น. ขณะที่จะเดินทางกลับก็ได้เกิดไฟไหม้ขึ้นอีกในบริเวณใกล้กัน ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว และได้เห็นกลุ่มชาย 3 คน สะพายอาวุธปืนยาวไม่ทราบยี่ห้อ ขับรถจักรยานยนต์ 2 คัน ออกจากจุดที่เกิดไฟไหม้ดังกล่าว  เจ้าหน้าที่จึงเข้าแสดงตัวเพื่อตรวจค้น/จับกุม  แต่ชายทั้ง 3 คน ทิ้งรถจักรยานยนต์ วิ่งหลบหนีเข้าไปในป่า  แม้จะพยายามไล่ติดตามแต่ไม่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ จึงได้ตรวจยึดรถจักรยานยนต์และอาวุธปืนลูกซองยาว(ไทยประดิษฐ์) ไว้เป็นหลักฐานและเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันดับไฟ ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ รวมเนื้อที่ความเสียหายทั้ง 2 จุด ประมาณ 100 ไร่

 

พายุฤดูร้อน!!!กระหน่ำนครศรีฯ ตกหนักนับช.ม.ท่วมเมืองทุ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261237

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 10.48 น.

20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงดึกวานนี้ ที่ตลาดเทศบาล ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้เกิดพายุฝนหลงฤดูตกลงมาอย่างหนักนานนับ 1 ชั่วโมง ประกอบลมพัดกรรโชกแรงตลอดเวลา ส่งผลให้น้ำท่วมขัง เนื่องจากไหลลงท่อระบายน้ำไม่ทัน ทำให้เกิดท่วมถนนหลายสาย

โดยแชเฉพาะถนนสายทุ่งใหญ่ – กรุงหยัน บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาลท่ายาง หมู่ 2 ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ และถนนสายสี่แยกไปหน้าธนาคารกรุงไทย เกิดน้ำท่วมสูงเกือบ 30 เซนติเมตร ทำให้รถยนต์เล็กและรถจักรยานยนต์ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ต้องจอดรอให้น้ำลดระดับระบายลงท่อระบายน้ำ

นอกจากนี้หลายหมู่บ้านในอำเภอทุ่งใหญ่ได้เกิดไฟดับ ซึ่งเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลท่ายาง และเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาทุ่งใหญ่ เร่งให้การช่วยเหลือประชาชน

 

เขื่อนเจ้าพระยาน้ำต่ำกว่ามาตรฐาน ผวจ.สั่งคุมเข้มห้ามทำนาเพิ่ม!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261231

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 10.03 น.

20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ จ.ชัยนาท ก็ยังคงขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรนับแสนไร่ที่จำต้องทิ้งร้าง ขณะที่ระดับน้ำในเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าจุดมาตรฐาน กักเก็บ 15 เมตร

โดยวันนี้วัดได้ 14.84 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ขณะที่ระดับน้ำท้ายเขื่อนเองวัดได้ 5.65 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำมากจนสามารถมองเห็นท้องแม่น้ำ และสันดอนทรายที่โผล่ขึ้นเป็นจุดๆ ตลอดความยาวของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านหลายจังหวัดภาคกลาง โดยเขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำคงที่ 70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อรักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม

ด้านนายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผวจ.ชัยนาท ได้พูดคุยกับหัวหน้าส่วนราชการ ในการหารือแบบสภากาแฟล่าสุดว่า ขอให้ทุกหน่วยงานช่วยกันทำความเข้าใจกับเกษตรกร ในการขอให้งดการทำนารอบที่ 3 อย่างเด็ดขาด เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำและการแก้ปัญหาราคาข้าวเป็นไปตามแผนของรัฐบาล โดยเฉพาะตามแนวทางการทำงานที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมต.เกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายสั่งการ และคาดโทษผู้ว่าราชการจังหวัดไว้ หากพบการทำนารอบที่ 3 จะมีการพิจารณาประสิทธิภาพการทำงานและมีบทลงโทษด้วย

 

อีสานมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ60 เตือนปชช.เลี่ยงอยู่พื้นที่โล่งแจ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261219

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 08.00 น.

20 มี.ค.60 พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังคงมีฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรงได้หลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณา ที่ไม่แข็งแรง ในขณะที่เกิดฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย สำหรับภาคใต้จะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางแห่ง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงยังคงปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและทะเลจีนใต้ ประกอบกับคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาได้เคลื่อนเข้ามาปกคลุมภาคเหนือตอนบน ลักษณะเช่นนี้ ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น กับมีลมกระโชกแรงได้บางพื้นที่

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (20 มี.ค.60) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัด อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์
อุณหภูมิต่ำสุด 16-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-38 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และลมกระโชกแรงหลายพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม
มุกดาหาร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา
อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ และลมกระโชกแรงบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี และราชบุรี
อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 36-38 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และลมกระโชกแรงบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

พายุฤดูร้อนพัดถล่ม!นครพนม ไม้ต้นทับบ้านเรือน-เร่งซ่อมไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261167

วันอาทิตย์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560, 18.08 น.

19 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ได้มีการแจ้งเตือนเกี่ยวกับพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้นภายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงนี้ โดยจะเกิดพายุฤดูร้อน มีลมกันโชกแรงและฝนฟ้าคะนอง ซึ่งในพื้นที่จังหวัดนครพนมบริเวณ ตำบลดอนเตย  อำเภอนาทม ก็ได้รับผลกระทบจากพายุฝนฟ้าคะนองเช่นกัน ซึ่งพายุได้พัดบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้าง พังเสียหาย จำนวนกว่า 15 หลังคาเรือน

นายวิมาร โพธะโสม กำนันตำบลดอนเตย อำเภอนาทม เปิดเผยว่า สภาพอากาศในจังหวัดนครพนมในช่วงนี้มีความแปรปรวนมาก ซึ่งทางสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครพนม ตลอดจนสถานีอุตุนิยมวิทยานครพนม ได้มีประกาศเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ได้เฝ้าระวังจากพายุฤดูร้อนในระยะนี้แล้ว โดยทุกคนต่างก็มีการตัดต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้บ้านเรือนไปจำนวนมากแล้ว แต่เมื่อพายุเข้าจริงๆก็ยังสร้างผลกระทบได้จำนวนมาก เบื้องต้นพบมีต้นไม้หักโค่นล้มลงมาทับบ้านเรือน และลมพายุที่พัดเอาหลังคาบ้านบ้านเรือนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตำบลดอนเตย สร้างความเสียหายรวมทั้งสิ้น  15 หลัง  พื้นที่การเกษตร และสวนยางพาราอีกจำนวนหนึ่ง  โดยขณะนี้ตนเองและทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบความเสียหายเพิ่มเติมอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ได้มีหน่วยงานของทางไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาอำเภอนาทม เข้ามาแก้ไขระบบไฟฟ้าให้สามารถใช้งานได้ตามปกติเป็นบางจุดแล้ว และบางจุดก็อยู่ในระหว่างดำเนินการ สวนทางชุมชน ทางผู้นำชุมชนก็ได้ร่วมกับชาวบ้านเร่งตัดกิ่งไม้และซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายในเบื้องต้นไปบ้างส่วนแล้วเช่นกัน ส่วนบ้านหลังไหนที่เสียหายมาก ก็ได้ให้ย้ายไปพักอาศัยที่บ้านญาติก่อน

นายอนุสรณ์ วงษา อายุ  61 ปี ชาวบ้านบ้านหมูม่น ตำบลดอนเตย หนึ่งในผู้ประสบภัยในครั้งนี้ กล่าวว่า พายุเข้ามาในหมู่บ้านประมาณ 17.00 น. ลมพัดมาจากทางทิศใต้โดนเป็นพายุหมุนประมาณ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกบ้านยังไม่แรงเท่าไหร่ แต่ก็สร้างความเสียหายให้กับพืชผักที่ปลูกไว้ โดยตนเองและครอบครัวก็มายืนหลบอยู่ข้างกำแพงบ้าน เพื่อเตรียมความพร้อม และสังเกตจากต้นมะละกอที่อยู่ข้างบ้านว่าจะโค่นล้มเมื่อไหร่ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นในรอบ 20 ปีที่ตนเองพบเจอ