วางระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์ ให้ข้อมูลข่าวสารสหกรณ์เฝ้าระวังเสถียรภาพการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250639

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง เกิดความเปราะบางของความสามารถในการชำระหนี้ทั้งภาคเศรษฐกิจและภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มถดถอยลง ประกอบกับพฤติกรรมในการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น สะท้อนจากการขยายตัวของการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามที่ลูกค้าหรือนักลงทุนคาดหวัง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวได้ขยายตัวผ่านเข้าสู่ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้จากข้อมูลการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจทางการเงินในภาพรวมของสหกรณ์ออมทรัพย์ ปี 2558 เปรียบเทียบกับปี 2557 มีอัตราการเพิ่มขึ้นของเงินรับฝากถึงร้อยละ 15.15 และมีเงินค่าหุ้นที่ระดมจากสมาชิกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9.4 ในขณะที่อัตราการให้กู้ยืมแก่สมาชิกลดลง ร้อยละ 2.59 ดังนั้น หากสหกรณ์ต้องการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามที่คาดหวัง อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการที่สหกรณ์นำเงินที่ระดมได้จากสมาชิกไปดำเนินการลงทุนที่มีความเสี่ยง หรือนอกกรอบวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างและกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินของสหกรณ์และประเทศได้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งกำหนดมาตรการในการเฝ้าระวังและกำกับดูแล โดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการสร้างระบบเตือนภัยทางการเงินแก่สหกรณ์ในระบบ Real Time เพื่อให้สหกรณ์ได้มีข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง ทันการณ์ และสามารถรู้เท่าทันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งยังได้วางกลยุทธ์ในการสร้างมาตรฐานจริยธรรมด้านการเงินการบัญชีแก่ผู้บริหารสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์มีผู้บริหารที่ “เก่ง” และ “ดี” มีความเป็นมืออาชีพ ที่สามารถรับมือกับภาวะความเสี่ยงในการบริหารการเงิน ความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากระบบสหกรณ์

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังกล่าวอีกว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างนวัตกรรมการให้บริการเพื่อนำข้อมูลสารสนเทศที่มีคุณค่า สู่การพัฒนาองค์กรและสหกรณ์ ให้มีความเข้มแข็งอย่างมั่นคง และมีความพร้อมก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0

กยท.ลดดอกเบี้ยเงินกู้ คืนความสุขปีใหม่ให้ลูกหนี้ชาวสวนยางชั้นดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250640

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายเชาว์ ทรงอาวุธรอง ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ได้จัดโครงการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเงินหมุนเวียน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางผู้รับการสงเคราะห์ที่กู้ยืมเงินประกอบอาชีพเสริมนอกเหนือจากการทำสวนยาง เป็นของขวัญปีใหม่ปี 2560 โดยลดอัตราดอกเบี้ยจากเดิมร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 1 ต่อปี แก่ผู้กู้ชั้นดีประมาณ 1,770 ราย เป็นระยะเวลา 1 ปีนับตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2560 พร้อมทั้งหากผู้กู้รายใดสามารถชำระเงินปิดบัญชีก่อนระยะที่กำหนดไว้ในสัญญาเงินกู้ นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2560 กยท.จะยกเว้นการชำระดอกเบี้ยจากเกษตรกรผู้กู้ เพื่อเป็นการส่งความสุขให้แก่เกษตรกร

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าฯกยท. กล่าวว่า กยท.ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรม “กยท. ส่งความสุข 1 โพสต์ 1 ผลิตภัณฑ์ ปันยิ้ม” เพื่อส่งความสุขปีใหม่ 2560 ให้แก่เกษตรกรและประชาชนโดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมตามกติกา ดังนี้ 1.กด Like เพจการยางแห่งประเทศไทยRAOT 2.ถ่ายภาพตัวบุคคลพร้อมผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่ชื่นชอบ 3.โพสต์ภาพถ่ายของท่านใต้ภาพกิจกรรม “กยท.ส่งความสุข 1 โพสต์ 1 ผลิตภัณฑ์ ปันยิ้ม” หน้าแฟนเพจ “การยางแห่งประเทศไทย RAOT” พร้อมระบุชื่อ ที่อยู่ และจังหวัดเพื่อลุ้นรับหมอนยางพารา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพารา คุณภาพดีระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2559 – 4 มกราคม 2560 นี้ ทั้งนี้ กยท.จะประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับหมอนยางพารา ซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมกิจกรรมโพสต์ตามเงื่อนไขและกติกาที่กำหนดไว้ 1,000 คนแรกหน้าแฟนเพจในวันที่ 6 มกราคม 2560 หลังจากประกาศรายชื่อ ผู้โชคดีสามารถยืนยันสิทธิ์ด้วยการแจ้งชื่อนามสกุล ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ใน Inbox แฟนเพจ เพื่อให้ กยท. จัดส่งของขวัญให้ทางไปรษณีย์

“ในวาระขึ้นปีใหม่ 2560 ผมขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงดลบันดาลให้พี่น้องเกษตรกรประชาชนชาวไทยทุกภาคส่วนประสบแต่ความสุขสวัสดี สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ กิจการ การงานก้าวหน้าสมหวังในสิ่งอันพึงประสงค์ทุกประการ และกยท.ขอเป็นกำลังใจให้เกษตรกรทั้งที่ประกอบอาชีพชาวสวนยางและเกษตรกรประเภทใดๆก็ตาม จงเจริญด้วยสิ่งประเสริฐทุกประการ” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

คนรุ่นใหม่เชียงของค้านระเบิดโขง ชี้กระทบร้อยล้านชีวิต-จี้ทบทวนมติครม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250688

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 20.33 น.

ชี้เปิดทางให้ปากกระบอกปืนจ่อถึงหน้าบ้าน “ครูตี๋”เชื่อระเบิดแก่งแม่น้ำโขงส่งผลกระทบความมั่นคงหลายด้าน เตรียมทำจดหมายถึงนายกฯ กลุ่มคนรุ่นใหม่เชียงของร่วมต้าน-เรียกร้องทบทวนมติครม. 

29 ธ.ค. 59 กลุ่มรักษ์เชียงของ นำโดยนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ได้พาสื่อมวลชนล่องเรือสำรวจเกาะแก่งในแม่น้ำโขงโดยเฉพาะบริเวณคอนผีหลง โดยนายนิวัฒน์ เปิดเผยว่า การล่องแม่น้ำโขงวันนี้ ตอกย้ำให้เห็นสิ่งที่ได้พูดมาตลอดคือเรื่องความอุดมสมบูรของนิเวศ เพราะเดินทางไปทุกครั้ง ก็ได้เห็นทั้งผู้คน พืชและสัตว์ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่พึ่งพาแม่น้ำโขง แสดงให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่มหาศาล แต่สิ่งที่เรากังวลคือ โครงการระเบิดแก่งครั้งนี้ไม่ได้ทำเฉพาะที่คอนผีหลง แต่ทำไปถึงหลวงพระบาง เท่ากับทำให้แม่น้ำโขงสิ้นสภาพจากการทำประโยชน์ให้ผู้คนนับร้อยล้านที่เคยพึ่งพา

นายนิวัฒน์ กล่าวว่า เราจะขับเคลื่อนคัดค้านโครงการนี้ โดยทำจดหมายส่งไปยังนายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยในส่วนท้องถิ่นก็จะรณรงค์ให้ภาครัฐได้เห็นถึงความไม่เห็นด้วยครั้งนี้ และจะขยายข้อมูลให้ชาวบ้านและชุมชนได้รับรู้มากที่สุด โดยจะมีการรณรงค์ร่วมกันลงชื่อแต่ละหมู่บ้านเพื่อให้เห็นว่า ชาวบ้านไม่เห็นด้วย

นายนิวัฒน์กล่าวว่า การระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงนอกจากส่งผลในเรื่องระบบนิเวศแล้ว ยังส่งผลถึงเรื่องความมั่นคงของเขตแดนและอธิปไตย เพราะต้องเข้าใจว่า แม่น้ำโขงเป็นปราการทางธรรมชาติ หากระเบิดหรือเปิดลำน้ำทั้งหมดให้กลายเป็นรางน้ำ อาจทำให้เราเสียดินแดนและเสี่ยงต่อการกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเหมือนกับยอมให้เอาปากกระบอกปืนมาจ่อไว้หน้าบ้าน โดยเฉพาะหากวันหนึ่งหากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างไทยกับจีนเปลี่ยนแปลงไปเพราะการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนขั้วอยู่ตลอดเวลา หากวันหนึ่งมีกองกำลังจีนเข้ามาทางน้ำโขงซึ่งใช้เวลาเพียงสั้นๆ มาถึงชายแดนไทย รัฐบาลไทยจะทำอย่างไร

“ผมเชื่อว่าทหารก็คงเป็นห่วงเรื่องความมั่นคงเหล่านี้ ทั้งด้านยาเสพติด ทางสังคม ผลกระทบเหล่านี้เกิดขึ้นแน่ เราจะเปิดหมดแบบนี้ได้อย่างไร รัฐไทยควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย” นายนิวัฒน์ กล่าว

ในวันเดียวกัน กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเชียงของในนามของลูกหลานแม่น้ำโขงอำเภอเชียงของและกลุ่มหลืบผา ได้ร่วมกันแสดงออกทางสัญลักษณ์คัดค้านมติคณะรัฐมนตรีและการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขง พร้อมทั้งออกแถลงการณ์ ขอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) ทบทวนมติครม.เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 เรื่องเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศ ในแม่น้ำล้านช้าง–แม่น้ำโขง ค.ศ. 2015–2025 โดยระบุว่า มีความกังวลเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขงเพื่อเดินเรือพาณิชย์ เพราะแม่น้ำโขงเป็นสายเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงพวกเรา มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต ทั้งเรื่องของพันธุ์ปลา พันธุ์พืชผัก พื้นที่เกษตรริมโขง รวมถึงระบบนิเวศน์เกาะแก่งซึ่งเป็นมรดกทางธรรมชาติที่สำคัญของพวกเรา ที่กำลังจะถูกทำลายลงเพียงเพื่อให้เรือพาณิชย์ประเทศจีนขนส่งผ่านแม่น้ำโขงไปยังท่าเรือหลวงพระบาง

กลุ่มคนรุ่นใหม่เชียงของได้เรียกร้องว่า
1.ให้หยุดโครงการสำรวจรวมถึงการระเบิดเกาะแก่งเพราะไม่เอื้อประโยชน์ให้คนท้องถิ่นและประเทศไทยเลย
2.การจะดำเนินการใดๆ กับแม่น้ำโขงควรจะมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้คนริมฝั่งโขงก่อน ไม่ใช่เพียงแค่คณะรัฐมนตรีไม่กี่คน
3.การระเบิดเกาะแก่งจะทำลายวิถีประเพณีการพึ่งพาแม่น้ำโขง ความหลากหลายทางชีวภาพ มรดกทางทรัพยากรธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของคนลุ่มน้ำโขง รวมถึงข้อกังวลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเรื่องการระเบิดแก่ง ทั้งที่การสร้างเขื่อนเกิดปัญหาผลกระทบเรื่องระดับน้ำและการลดลงของพันธุ์ปลาแม่น้ำโขงส่งผลต่อคนท้องถิ่นยังไม่ได้รับการแก้ไข

ตอนบนอุณหภูมิลดต่ำ3-5องศา ส่วนคลื่นลมอ่าวไทยสูง2-3เมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250572

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 08.00 น.

29 ธ.ค.59 พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป อุณหภูมิจะลดลงอีก 3-5 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2560 ไว้ด้วย

สำหรับในช่างวันที่ 30 ธันวาคม 2559 – 1 มกราคม 2560 บริเวณภาคใต้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากไว้ด้วย และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนได้แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนแล้ว และจะปกคลุมจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็น และอุณหภูมิจะลดลงกับมีลมแรง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง อนึ่ง หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง จะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศมาเลเซียและภาคใต้ในช่วงวันที่ 30 ธันวาคม 2559 – 1 มกราคม 2560 ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้(29 ธ.ค.59) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลงอีก 3-5 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 12-17 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-30 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-8 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศหนาว อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 10-15 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-28 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 4-9 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 2-4 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 17-18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-30 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 17-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา: อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส
ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 18-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-29 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ออกประกาศ : 29 ธันวาคม 2559 เวลา 05:00 น.

ไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็น ‘กทม.-ปริมณฑล’อุณหภูมิลด1-2องศา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250448

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 08.06 น.

28 ธ.ค.59 ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 2-4 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างจะมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 28-31 ธันวาคม 2559

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนแล้ว คาดว่าจะปกคลุมจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็น และอุณหภูมิจะลดลงกับมีลมแรง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรง อนึ่ง พายุดีเปรสชั่น “นกเต็น” (NOCK-TEN) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำและสลายตัวตามลำดับ พายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ เป็นดังนี้

ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 14-19 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 25-30 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-8 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลงอีก 2-4 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 14-18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-30 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 6-10 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 19-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 20-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม/ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม/ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 19-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

โปรดเกล้าฯพื้นที่ป่า น้ำตกดังเจ็ดสาวน้อย อุทยานแห่งชาติใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250445

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

โปรดเกล้าฯพื้นที่ 26,238 ไร่ ป่าทับกวาง-มวกเหล็ก-ดงพญาเย็น ในพื้นที่สระบุรี-นครราชสีมา เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ ในรัชกาลที่ 10 เผยมีน้ำตกชื่อดังอย่างเจ็ดสาวน้อย รวมอยู่ด้วย

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดินป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก แปลงที่ 1 และป่าดงพญาเย็น ในท้องที่ ต.คำพราน ต.แสลงพัน อ.วังม่วง ต.หนองย่างเสือ ต.มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และ ต.พญาเย็น อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นที่ตั้งของน้ำตกเจ็ดสาวน้อย อุทยานฯเตรียมการของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2559

มีใจความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรกำหนดบริเวณที่ดินป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก แปลงที่ 1 และป่าดงพญาเย็นในท้องที่ ต.คำพราน ต.แสลงพัน อ.วังม่วง ต.หนองย่างเสือ ต.มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และต.พญาเย็น อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ผู้รับสนองพระราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกา เนื่องจากบริเวณที่ดินป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก แปลงที่ 1 และป่าดงพญาเย็น ในท้องที่ต.คำพราน ต.แสลงพัน อ.วังม่วง ต.หนองย่างเสือ ต.มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และต.พญาเย็น อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 41.9802 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 26,238 ไร่ ประกอบด้วย ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีค่า เช่น พันธุ์ไม้ ของป่า สัตว์ป่านานาชนิด ตลอดจนทิวทัศน์ที่สวยงามยิ่ง สมควรกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เพื่อสงวนไว้ให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิมมิให้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไป เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาและรื่นรมย์ของประชาชน และเพื่ออำนวยประโยชน์อื่นแก่รัฐและประชาชน

นอกจากนี้ป่าดงพญาเย็นยังเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี มีน้ำตกเจ็ดสาวน้อย เป็นที่ดึงดูดของนักท่องเที่ยว โดยในการประชุมครั้งที่ 29 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลกขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่เมืองเดอร์บาน ประเทศแอฟริกาใต้ กรกฎาคม 2548 คณะกรรมการ ได้ประกาศขึ้นบัญชีพื้นที่ใหม่ 8 แห่ง เป็นมรดกโลก โดยพื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ป่าฝนเขตร้อนของไทย ซึ่งเป็นแหล่งรวมพันธุ์พืช 800 ชนิด และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีก 112 ชนิด รวมถึงนก และสัตว์เลื้อยคลานจำนวนมากที่ใกล้สูญพันธุ์นั้น ยูเนสโกได้ขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ด้วย

ด้าน นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า อุทยานฯ น้ำตกเจ็ดสาวน้อย เป็นอุทยานแห่งแรกในรัชกาลที่ 10 และถือเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 129

สานแนวพระราชดำริ กรมชลเดินหน้าพัฒนาอ่าง‘แม่แคม’แก้ปัญหาน้ำแพร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250406

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำแม่แคมเป็นอ่างเก็บน้ำที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2525 ครั้งเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเปาะตามพระราชดำริ และทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่บ้านลู ตำบลห้วยหม้าย อำเภอสอง จังหวัดแพร่ พร้อมกับพระราชดำริเกี่ยวกับงานชลประทานว่า “ควรพิจารณาวางโครงการและสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาต่างๆของแม่น้ำยม เพื่อจัดหาน้ำให้ราษฎรหมู่บ้านต่างๆ ในเขตอำเภอสองและอำเภอเมืองจังหวัดแพร่ สามารถมีน้ำทำการเพาะปลูกได้ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง และมีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคตลอดปี” อีกทั้งประชาชนในพื้นที่ ยังได้ทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอ่างเก็บน้ำแคม เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งอีกด้วย

นายสมเกียรติกล่าวอีกว่า กรมชลประทานได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ พบว่า พื้นที่ในการดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่แคม มีความเหมาะสมและคุ้มค่าที่จะดำเนินการก่อสร้าง โดยจะสร้างเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีความจุที่ระดับเก็บกัก 8.57 ล้านลูกบาศก์เมตร ทนต่อการเกิดแผ่นดินไหว โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มทำการก่อสร้างได้ในปี 2560 และใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 4 ปี มูลค่าโครงการกว่า 1,000 ล้านบาท เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ จะทำให้ประชาชนในพื้นที่มีน้ำพอเพียงสำหรับการอุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปี พร้อมทั้งวางระบบกระจายน้ำเข้าสู่อ่างพ่วง ซึ่งจะสามารถเพิ่มพื้นที่ทำการเกษตรได้ประมาณ 5,300 ถึง 8,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 4 ตำบล

พร้อมกันนี้ กรมชลประทาน มีแนวทางจะพัฒนาอ่างเก็บน้ำแม่แคมเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดแพร่ เนื่องจากมีลักษณะภูมิประเทศที่สวยงาม อีกทั้งถนนยังผ่านจุดท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น พระธาตุอินแขวนจำลอง น้ำตกแม่แคมและน้ำตกนาคูหา เป็นต้น ทั้งนี้กรมชลประทานคาดว่าโครงการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการแก้ปัญหา การจัดการน้ำในพื้นที่แล้ว ยังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว
แห่งใหม่ ซึ่งจะสามารถสร้าง อาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

ห่วงสาร‘ไดออกซิน-ฟิวแรน’ตกค้าง คพ.ถกภาคอุตสาหกรรมสกัดกระทบสิ่งแวดล้อม-ปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250408

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ. ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม จัดการสัมมนาสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (สาร POPs) ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความตระหนักและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การจัดการสาร POPs และเพื่อประสานความร่วมมือและสร้างเครือข่ายสำหรับการจัดการสาร POPs

ทั้งนี้สาร POPs เป็นกลุ่มสารประกอบอินทรีย์ซึ่งย่อยสลายยาก ทำให้เกิดการตกค้างในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานาน และสามารถเคลื่อนย้ายไปได้ไกลมาก มีคุณสมบัติละลายน้ำได้น้อยมาก แต่ละลายได้ดีในไขมัน จึงเป็นผลให้มีการสะสมในไขมันของสิ่งมีชีวิต มีความเป็นพิษสูง เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย เสียชีวิต พิการแต่กำเนิดของมนุษย์และสัตว์ เป็นสารที่ก่อให้เกิดเมะเร็ง อาการแพ้ และระบบประสาทไวต่อความรู้สึก ระบบประสาทส่วนกลางและรอบนอกถูกทำลาย ระบบการสืบพันธุ์บกพร่อง สาร POPs บางชนิด สามารถเปลี่ยนแปลงระบบฮอร์โมน ทำลายระบบการสืบพันธุ์และระบบภูมิคุ้มกัน

ปัจจุบันการจัดการสาร POPs ประเภทสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์เกือบทั้งหมดได้ถูกกำหนดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ภายใต้พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 จึงไม่มีการการผลิตและการใช้ รวมทั้งไม่มีการนำเข้าหรือส่งออกสารกลุ่มดังกล่าว อย่างไรก็ตามการจัดการสาร POPs ประเภทสารเคมีอุตสาหกรรมบางชนิด ยังมีมาตรการทางกฎหมายไม่ครอบคลุม อีกทั้งสาร POPs ยังมีการใช้งานที่หลากหลายในกระบวนการหรือในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งประเทศไทยต้องให้ความสำคัญในการจัดการสาร POPs ทางด้านอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเฉพาะการจัดการสาร POPs ประเภทปลดปล่อยโดยไม่จงใจ เช่น สารไดออกซินและ
ฟิวแรน ซึ่งสามารถปลดปล่อยจากแหล่งกำเนิดต่างๆรวมทั้งกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรม เหล็กและโลหะ โรงไฟฟ้าและหม้ออุตสาหกรรม การผลิตเยื่อกระดาษ เตาเผาสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่เป็นอันตรายจากอุตสาหกรรม

ดังนั้น การดำเนินงานต่อไปจึงมีความจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีและเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ระดับสูง มาช่วยจัดการปัญหาการปนเปื้อนสารไดออกซินในประเทศ รวมทั้งจะต้องมีการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในการนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุด และแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดการปลดปล่อยสารไดออกซินจากแหล่งกำเนิดที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง

เปิดคอร์สปลูกผักในพื้นที่จำกัด สอนฟรี-ช่วยลดรายจ่ายคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250407

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการ “เศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตรกับสังคมเมือง” เพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกผักในพื้นที่จำกัดให้กับประชาชนในสังคมเมือง และต้องการให้คนในชุมชนเมืองได้มีพืชผักปลอดภัยไว้บริโภค เป็นการลดรายจ่ายในครัวเรือน โดยจะจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการปลูกผักและการเลือกชนิดของผักให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม รวมถึงการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ปลูกที่เหมาะกับพื้นที่จำกัด การเลือกใช้ระบบน้ำที่เหมาะกับพื้นที่และพืชผักที่ปลูก เช่น ระบบมินิสปริงเกอร์ ระบบไมโครสเปรย์ระบบน้ำหยด เป็นต้น พร้อมให้คำแนะนำการดูแลรักษาและการป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยมีตัวอย่างการปลูกผักสวนครัวในพื้นที่จำกัด 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.การปลูกผักในแปลงขนาดเล็ก (ปลูกผักผสมผสาน) 2.การปลูกผักในแปลงขนาดเล็ก (ปลูกผักชนิดเดียว) 3.การปลูกผักแนวตั้ง (แบบตาข่าย) และ 4.การปลูกผักแนวตั้ง (แบบกระบะ)

ทั้งนี้ จะเปิดรับสมัครประชาชนที่สนใจเข้ารับการอบรมนำร่อง จำนวน 4 รุ่น รุ่นละ 50 คน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2560 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย รุ่นที่ 1 วันเสาร์ที่ 7 มกราคม 2560 รุ่นที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2560 รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2560 และรุ่นที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2560 ผู้สนใจสามารถติดต่อหรือยื่นใบสมัครได้ที่ กรมส่งเสริมการเกษตร โทร.0-2561-4878 หรือดาวน์โหลดใบสมัครที่ http://www.royalagro.doae.go.th

ราชกิจจาฯแพร่ร.๑๐โปรดเกล้าฯ ให้’น้ำตก7สาวน้อย’เป็นอุทยานฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/250351

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 15.21 น.

27 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนที่ 309 ก วันที่ 26 ธ.ค. 2559 เผยแพร่พระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณที่ดินป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก แปลงที่ 1 และป่าดงพญาเย็น ในท้องที่ ต.คำพราน ต.แสลงพัน อ.วังม่วง ต.หนองย่างเสือ ต.มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และ ต.พญาเย็น อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2559 ความว่า

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวิชาราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรกำหนดบริเวณที่ดินป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก แปลงที่ 1 และป่าดงพญาเย็นในท้องที่ ต.คำพราน ต.แสลงพัน อ.วังม่วง ต.หนองย่างเสือ ต.มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และ ต.พญาเย็น อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

น้ำตกเจ็ดสาวน้อย

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าทับกวางและป่ามวกเหล็ก แปลงที่ 1 และป่าดงพญาเย็นในท้องที่ ต.คำพราน ต.แสลงพัน อ.วังม่วง ต.หนองย่างเสือ ต.มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และ ต.พญาเย็น อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2559

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้บังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้บริเวณและป่าดงพญาเย็นในท้องที่ ต.คำพราน ต.แสลงพัน อ.วังม่วง ต.หนองย่างเสือ ต.มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และ ต.พญาเย็น อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้เป็นอุทยานแห่งชาติ

มาตรา 4 ให้รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระราชโองการ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี