New Diamond Technology (NDT) เตรียมเผยโฉม “เพชรสีน้ำเงิน” สังเคราะห์จากห้องแล็บที่ใหญ่และหายากที่สุดในโลก ในมหกรรมบาเซิลเวิลด์ 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาเซิล, สวิตเซอร์แลนด์–17 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

New Diamond Technology (NDT) ผู้นำด้านเพชรสังเคราะห์ในห้องแล็บ เตรียมเผยโฉมเพชรสีน้ำเงินเหลี่ยมมรกตขนาด 5.03 กะรัต เกรดความสะอาดระดับVS1 ซึ่งสร้างขึ้นจากหินชนิด IIb ที่ผ่านกรรมวิธีกดตัวและเผาที่อุณหภูมิสูง (HPHT) เพชรสีน้ำเงินเม็ดนี้ได้รับการรับรองและเก็บภาพความงดงามเป็นที่เรียบร้อยโดยสถาบัน International Gemological Institute (IGI) สามารถรับชมวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/gzHZJhTLLvU

NDT เตรียมอวดโฉมเพชรสีน้ำเงินที่สังเคราะห์โดยฝีมือมนุษย์ซึ่งมีขนาดใหญ่และหายากที่สุดในโลก ในวันที่ 17 มีนาคม เวลา 12.00 น. ตามเวลา CET ณ ฮอลล์ 4.U บูธ A24 โซน “Hall of Discoveries” ในมหกรรมบาเซิลเวิลด์ 2016 ภายหลังพิธีเปิดมหกรรมนาฬิกาและอัญมณีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีและผู้หลงใหลในความงามของเพชรเข้าร่วมงานถึง 150,000 คน

Marc Brauner ซีอีโอร่วมของ IGI Worldwide กล่าวว่า “เพชรขนาด 5.03 กะรัตนี้มีความพิเศษในทุกมิติ ขณะที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ในการสังเคราะห์เพชรเม็ดนี้ก็ยังคงพัฒนาต่อไปอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด ผมมั่นใจว่าสี Fancy Deep Blue สุดหายากและประกายอันแวววาวจะทำให้เพชรเม็ดนี้โดดเด่นในแวดวงเพชรยุคใหม่อย่างแน่นอน”

Tamazi Khikhinashvili ประธานของ NDT กล่าวว่า “เราต้องการก้าวขึ้นบัลลังก์อย่างสมเกียรติในตลาดเพชรสังเคราะห์ที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากวงการอัญมณีโลก และมีศักยภาพการเติบโตมากมายไม่จำกัด” คุณ Khikhinashvili เชื่อว่า ความต้องการเพชรสังเคราะห์ในห้องแล็บจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดหลายปีนับจากนี้ เนื่องจากเหล่าผู้หลงใหลเพชรแห่งศตวรรษที่ 21 เริ่มเห็นคุณค่าของอัญมณีที่มีความละเอียดงดงาม หายาก และมาจากแหล่งกำเนิดที่มีความยั่งยืน

คุณ Khikhinashvili กล่าวเสริมว่า “หลังจากที่ได้มีการก่อตั้งสมาคม International Grown Diamond Association (IGDA) ธุรกิจของเราก็ได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น เราเชื่อว่าการทำธุรกิจอย่างเปิดเผยและมีแนวปฏิบัติที่ดี ประกอบกับการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย ได้นำมาซึ่งความงดงาม ความไว้วางใจ และความชื่นชมอย่างแท้จริงในเพชรของเรา” ทั้งนี้ NDT เป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งสมาคม IGDA

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 NDT ได้สร้างเพชรสังเคราะห์ไร้สีเกรด E ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกถึง 10.02 กะรัต และมีเกรดความสะอาดระดับ VS1 โดยตัดออกมาจากเพชรหยาบสังเคราะห์ขนาด 32.26 กะรัต ซึ่งเพชรสังเคราะห์ดังกล่าวได้รับการรับรองจาก IGI

เราตื่นเต้นยินดีกับความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น แต่เราจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ขอให้ทุกท่านติดตามเราต่อไป เพราะเราจะสร้างสถิติใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง” คุณKhikhinashvili กล่าว พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นต่อความก้าวหน้าในเทคโนโลยีของเขา โดยกล่าวว่า “ขณะเดียวกัน ความต้องการเพชรสังเคราะห์ผลึกเดี่ยวเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมไฮเทคก็กำลังเติบโตแบบเท่าทวีคูณเช่นกัน”

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ New Diamond Technology และนวัตกรรมอันล้ำสมัยได้ที่ http://ndtcompany.com

วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการจัดการอันไท่ สังกัดมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง จับมือ IE Business School เปิดตัวหลักสูตร 2 ปริญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้–16 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          ในวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการจัดการอันไท่ (ACEM) ในสังกัดมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง (SJTU) และสถาบัน IE Business School ได้ประกาศเปิดตัวหลักสูตร 2 ปริญญา ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาด้านธุรกิจ ซึ่งโอกาสนี้ ศาสตราจารย์หลิน โจว คณบดีของ ACEM และศาสตราจารย์ ซานติอาโก อินญิเกวซ คณบดีของ IE Business School ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อกลุ่มนักศึกษา ศิษย์เก่า และสื่อมวลชนในพิธีเปิดตัวหลักสูตรด้วย

          ACEM เป็นสถาบันพันธมิตรแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศจีนของ IE ในการก่อตั้งหลักสูตร 2 ปริญญาซึ่งประกอบด้วยหลักสูตร MBA 2 ปริญญา และ MIB-MIM 2 ปริญญา ซึ่งทั้งสองหลักสูตรจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้รับปริญญาจากสถาบันดันดับต้น ๆ ทั้งสองแห่ง และมีความเข้าใจธุรกิจโลกอย่างลึกซึ่งผ่านมุมมองของจีนและยุโรป

          หลักสูตรดังกล่าวทำให้สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงทั้งสองแห่งสามารถใช้ประโยชน์จากคณะ ทรัพยากรศิษย์เก่า และความสัมพันธ์กับองค์กรธุรกิจร่วมกันได้ง่ายมากขึ้น เพื่อมอบหลักสูตรที่ดีที่สุด พร้อมพัฒนาผู้มีความสามารถด้านธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลระดับโลก หลักสูตร MBA และหลักสูตรปริญญาโทการจัดการของอันไท่ รั้งอันดับ 39 และ 36 ตามลำดับจากการจัดอันดับของไฟแนนเชียลไทมส์ โดยทั้งสองหลักสูตรครองอันดับ 1 สถาบันการศึกษาด้านธุรกิจภายในประเทศของจีน

          “ACEM และ IE ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมาเป็นเวลาหลายปี โดยสถาบันทั้งสองแห่งต่างก็ให้ความสำคัญและส่งเสริมการศึกษาด้านนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวหลักสูตร 2 ปริญญานี้ อีกทั้งยังเป็นสักขีพยานในการพัฒนาว่าที่ผู้นำธุรกิจแห่งอนาคต” ศาสตราจารย์หลิน โจว กล่าว

          “IE ให้ความสำคัญต่อความร่วมมือกับพันธมิตรจีน ซึ่งหลักสูตร 2 ปริญญานี้เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักตลอดหลายปี สเปน ซึ่งสถาบัน IE Business School ตั้งอยู่นั้น เชื่อมโยงยุโรปและละตินอเมริกาเข้าด้วยกัน ในขณะที่ ACEM ก็ตั้งอยู่ในศูนย์กลางการเงินของจีน เราจึงหวังว่าจะได้ซึมซับแก่นความรู้ด้านธุรกิจทั้งจากตะวันตกและตะวันออก เพื่อที่จะผลิตผู้นำธุรกิจที่ทรงอิทธิพลและมีมุมมองในระดับโลก” ศาสตราจารย์ ซานติอาโก อินญิเกวซ กล่าว

          ACEM เป็นสถาบันการศึกษาด้านธุรกิจแห่งแรกของจีนที่เปิดสอนหลักสูตรเพื่อผู้ประกอบการ และเป็นผู้พัฒนาระบบการศึกษา 3 ขั้นตอน กล่าวคือ “ทฤษฎี-แข่งขัน-ปฏิบัติ” โดย MBA Entrepreneurship Competition ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2545 ได้กลายมาเป็นการประกวดแข่งขันที่มีชื่อเสียงโดดเด่นนับตั้งแต่นั้นมา ขณะที่กองทุน MBA Entrepreneurship Fund ของ ACEM ได้สนับสนุนโครงการต่าง ๆ ไปแล้ว 37 โครงการ รวมเป็นมูลค่าถึง 11 ล้านหยวน

          หลักสูตรปริญญาโท สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ ของอันไท่ มุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้ธุรกิจในประเทศจีน นักศึกษาในหลักสูตรนี้มีความหลากหลาย โดยมาจากกว่า 30 ประเทศทั่วเอเชีย อเมริกาเหนือ ยุโรป แอฟริกา ซึ่งกว่า 70% มาจากประเทศตะวันตก

ดิจิตอล มารีน โซลูชันส์ เตรียมซื้อธุรกิจเดินเรือของ เจพเพอเซน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ออสโล, นอร์เวย์–16 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          ดิจิตอล มารีน โซลูชันส์ (Digital Marine Solutions) ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้ลงนามในสัญญาเพื่อเข้าซื้อธุรกิจการเดินเรือของบริษัท เจพเพอเซน (Jeppesen) โดยอยู่ระหว่างรออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

          ภายใต้เงื่อนไขของสัญญา เจพเพอเซน มารีน (Jeppesen Marine) จะดำเนินการในฐานะนิติบุคคลที่แยกต่างหาก โดยมีทรัพยากรเป็นของตนเอง และจะทำการค้าภายใต้ชื่อแบรนด์ C-MAP ขณะที่เจพเพอเซนจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทโบอิ้ง (The Boeing Company)

          ดิจิตอล มารีน โซลูชันส์ เป็นธุรกิจของ Altor 2003 Fund ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มกองทุนไพรเวทอิควิตี้ของตระกูล Altor ในภูมิภาคนอร์ดิก การเข้าซื้อธุรกิจเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้อาศัยประสบการณ์ของ Altor ในอุตสาหกรรมเดินเรือ ซึ่ง Altor ยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของแบรนด์ด้านการเดินเรือในเครือNavico อีกด้วย ดิจิตอล มารีน โซลูชันส์ จะรับประกันได้ว่า Navico และบรรดาผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกที่เป็นบุคคลที่สาม จะยังคงสามารถเข้าถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ C-MAP ทั้งด้านพาณิชย์นาวีและสันทนาการ ทั้งนี้ ดิจิตอล มารีน โซลูชันส์ จะเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถและยอดขายของ C-MAP ต่อไป ด้วยการนำเสนอระบบแผนที่ ดิจิตอลคอนเทนท์ และโซลูชันบริการต่างๆ ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น

          “เจพเพอเซน มารีน เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการแผนที่อิเล็กทรอนิกและบริการเสริมระดับพรีเมียม ทั้งเพื่อการสันทนาการและพาณิชย์นาวี” Leif Ottossonว่าที่ประธานกรรมการของดิจิตอล มารีน โซลูชันส์ กล่าว “เรามุ่งหวังที่จะได้ทำงานร่วมกับทีมงานของเจพเพอเซน มารีน เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และจะทำงานร่วมกับลูกค้าในปัจจุบันของเจพเพอเซน มารีน เพื่อผลักดันธุรกิจของเราให้เติบโตต่อไป”

          “นี่เป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเดินเรือ ตลอดจนพนักงานของเจพเพอเซน มารีน และผู้บริโภค เนื่องจาก C-MAP จะยังคงนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ตลาดยังคงความหลากหลายเอาไว้ได้” James Detar ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟส่องสว่างทางทะเลของเจพเพอเซน มารีน กล่าว

          “เราเชื่อว่าวิสัยทัศน์และคุณค่าของดิจิตอล มารีน โซลูชันส์ จะช่วยให้เราสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์และให้บริการแก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น” Egil Aarstad ผู้อำนวยการกลุ่มโซลูชันการเดินทางของเจพเพอเซน มารีน กล่าว

          ทั้งนี้ ข้อตกลงการซื้อขายธุรกิจดังกล่าวอยู่ระหว่างรออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล และคาดว่าจะเสร็จสิ้นก่อนสิ้นสุดไตรมาส 2 ปี 2559

          สามารถรับชมข้อมูลเกี่ยวกับ เจพเพอเซน มารีน ได้ที่ c-map.jeppesen.com และ ww1.jeppesen.com/marine

สสส.จับมือท้องถิ่นวังสะพุง ดึงตั้งสภาชุมชนร่วมคิดร่วมทำ แก้ปัญหาขยะล้นเมือง ส่งผลบ้านสะอาดปราศจากขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สสส.จับมือท้องถิ่นวังสะพุง ดึงตั้งสภาชุมชนร่วมคิดร่วมทำ แก้ปัญหาขยะล้นเมือง ส่งผลบ้านสะอาดปราศจากขยะ

ทึ่ง! พบเมืองวังสะพุงปลอดถังขยะ หน้าบ้านสวย ปลูกผักไร้สารด้วยปุ๋ยไส้เดือนดินจากขยะ นายกฯวังสะพุงเผยการมีส่วนร่วมของชุมชนคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเทศบาลเมืองวังสะพุง จังหวัดเลย ดำเนินโครงการร่วมสร้างชุมชนและท้องถิ่นให้น่าอยู่ หนุน 4 ชุมชน ประกอบไปด้วยชุมชนวังสะพุง 1,2 จอมมณี 1,2 เขตเทศบาลเมืองวังสะพุง จังหวัดเลย ดึงประชาชนร่วมแก้สิ่งแวดล้อม ลดขยะจนไม่เหลือถัง ตั้งธนาคารรับซื้อ ขยะอินทรีย์นำมาเลี้ยงไส้เดือนดินปลูกผักไร้สารรับประทานทานเอง พร้อมอวดหน้าบ้าน-หลังบ้านสวย น่าอยู่

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล นายกเทศมนตรีเมืองวังสะพุง กล่าวว่า ที่อำเภอวังสะพุงไม่มีที่ทิ้งขยะเป็นของตัวเอง ต้องนำไปทิ้งที่เทศบาลเมืองเลย ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไปกลับถึง 80 กิโลเมตร ทำให้ใช้งบประมาณในเรื่องการจัดการขยะค่อนข้างสูงและภารกิจการจัดการขยะทั้งหมดเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทางเทศบาลฯ การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด จึงคิดโครงการหน้าบ้านน่ามองขึ้นมาริเริ่มการจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชน ตั้งแต่ปี 2552 พอมาปีนี้ 2556 ก็ทำงานควบคู่กันกับ 4 ชุมชนที่ขอรับการสนับสนุนทุนจากโครงการร่วมสร้างชุมชนและท้องถิ่นให้น่าอยู่ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำรูปแบบการตั้งคณะกรรมการสภาผู้นำชุมชน ในแต่ละชุมชนมีจำนวนกว่า 30 คน เพื่อดึงสมาชิกในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานทุกขั้นตอน

นางดรุณี มาลี ประธานชุมชนวังสะพุง 1 กล่าวว่าชุมชนวังสะพุง 1 ชุมชนเมืองขนาดเล็ก 85 ครัวเรือน เดิมมีปัญหาขยะหมักหมม ล้นถัง การปล่อยน้ำเสียลงหน้าบ้าน แก้ไขปัญหาผ่านคณะกรรมการสภาผู้นำชุมชนเริ่มจากการทำความสะอาดหน้าบ้าน-หลังบ้าน ถนน สถานที่สาธารณะช่วยกันทุกวัน กำหนดกติกาการจัดการขยะที่ทุกครัวเรือนต้องปฏิบัติตาม คือ การคัดแยะขยะครัวเรือน ลดปริมาณขยะ และนำขยะรีไซเคิลไปใช้ประโยชน์ซ้ำ

นางสาววีรพรรณ ลาวัลย์ ประธานชุมชนวังสะพุง 2 กล่าวว่าจำนวนกว่า 30 % ของคนในชุมชนนี้มีอาชีพปลูกผักริมแม่น้ำเลยขาย มีปัญหาเรื่องสารเคมีทางการเกษตร เพราะค่าใช้จ่ายเพิ่ม ขณะเดียวกันคนในชุมชนบางส่วนที่ไม่ได้ปลูกผักก็ซื้อจากตลาดสดในชุมชนบริโภค คณะกรรมการสภาผู้นำชุมชนกว่า30 คน จึงคิดแก้ไขปัญหาผ่านโครงการการปลูกผักสวนครัว รั้วกินได้ ไร้สารพิษ ใช้พื้นที่หน้าบ้านและพื้นที่สาธารณะ ปลูกผักทานเองกว่า 20 ชนิด ส่วนที่เหลือนำมาแบ่งปันกันในชุมชน ส่งผลให้พื้นที่หน้าบ้านเป็นลานกิจกรรมที่ดึงคนออกจากบ้าน มาช่วยกันปลูกผัก รดน้ำผักในทุกเช้าเย็น เกิดการพูดคุยนำมาซึ่งความรัก ความสามัคคี และการแบ่งปันผักกัน ที่สำคัญทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพดีมากขึ้นด้วย

นายชาญยุทธ์ ปทุมานนท์ คณะกรรมการชุมชนจอมมณี 1 กล่าวว่าในชุมชนมีปัญหาขยะเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะทิ้งขยะไม่เป็นที่ โดยทิ้งตามไหล่ทาง มุมถนนจนเกิดความสกปรก จากการสำรวจปริมาณขยะต่อวันเฉลี่ยเพียง 600 กิโลกรัมและส่วนใหญ่ร้อยละ 40 ที่ถูกทิ้งเรี่ยราด เป็นขยะย่อยสลายจากเศษอาหารในครัวเรือน จึงได้นำมาเลี้ยงไส้เดือนดินสายพันธุ์ฮอลแลนด์ และสายพันธุ์แม่โจ้ เพื่อย่อยสลายขยะให้เป็นน้ำหมักมูลไส้เดือนดิน จำหน่ายขวดละ 10 บาทให้แก่ชุมชนรอบข้างที่ปลูกผักหน้าบ้าน ส่วนสายพันธุ์ไส้เดือนดิน จำหน่ายราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 600 บาท ปัจจุบันมีการเลี้ยงไส้เดือนดินกว่า 10 บ่อ

ด้านนางนารีรัตน์ สีหาราช คณะกรรมการสภาชุมชนจอมมณี 2 กล่าวว่าชุมชนมีปัญหาไม่แตกต่างจากชุมชนอื่น โดยเฉพาะเรื่องการจัดการขยะ การแก้ไขปัญหามุ่งเน้นไปที่การให้ความรู้เพื่อคัดแยกขยะ การส่งเสริมการแปรรูปขยะ เช่น ถุงผ้าจากขยะรีไซเคิล ที่สมาชิกในชุมชนกว่า 50 ครัวเรือน ถือไปจ่ายตลาดเป็นประจำ การจัดการขยะผ่านการตั้งธนาคารขยะชุนชนเปิดรับซื้อเดือนละ 1 ครั้ง  ทำให้มีปริมาณขยะเหลือให้รถเทศบาลเก็บเพียง 140กิโลกรัมต่อวัน จากเดิมสูงถึง 500 กิโลกรัม เป็นต้น

นายเดชา จำปาภา ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองวังสะพุง กล่าวว่าการทำงานของทางเทศบาลเมืองวังสะพุงเน้นที่การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ได้รับทุนสนับสนุนจากสสส.ซึ่งมีกระบวนการหนุนเสริมเรื่องการสร้างสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เมื่อมาทำงานควบคู่กันกันอย่างต่อเนื่อง จึงได้รับความร่วมมือชาวบ้านทุกคน ซึ่งปัจจุบัน ทั้ง 4 ชุมชน เป็นชุมชนที่ไม่มีถังขยะวางหน้าบ้านเลย

ปัจจุบันทั้ง 4 ชุมชน กลายเป็นต้นแบบการสร้างวินัยคนเมือง ให้รักความสะอาด จัดการสิ่งแวดล้อมอย่างถูกวิธี คนในชุมชนมีความรักความสามัคคี อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขท่ามกลางชุมชนที่สะอาดและสวยงาม เป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนแล้ว ยังเกิดเป็นต้นแบบหรือแหล่งศึกษาดูงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เดินทางเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้เดือนละกว่า 20 คณะ

คนึงนุช วงศ์เย็น มูลนิธิสื่อสร้างสุข

Thuraya เปิดตัวบริการ M2M และเครื่องแปลงสัญญาณตัวแรกในอเมริกาเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

 ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–16 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Thuraya Telecommunication Company ผู้ให้บริการการสื่อสารเคลื่อนที่ผ่านดาวเทียมชั้นแนวหน้า ประกาศเปิดตัวบริการการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ (M2M) และเครื่องแปลงสัญญาณ ซึ่งมีขอบเขตการให้บริการครอบคลุมอเมริกาเหนือเป็นครั้งแรก

 Thuraya Telecommunications Company / Thuraya Telecommunications Company

Thuraya Telecommunications Company

          (โลโก้ http://photos.prnewswire.com/prnh/20150429/740412-a)

Thuraya M2M / ThurayaFT2225 M2M Terminal - Connecting people, assets and businesses, the new ThurayaFT2225 is a rugged M2M terminal built to withstand harsh weather conditions in remote unmanned areas. With Ethernet and Wi-Fi interface options, integration into new M2M applications is simple and time efficient. (PRNewsFoto/Thuraya Satellite)

ThurayaFT2225 M2M Terminal – Connecting people, assets and businesses, the new ThurayaFT2225 is a rugged M2M terminal built to withstand harsh weather conditions in remote unmanned areas. With Ethernet and Wi-Fi interface options, integration into new M2M applications is simple and time efficient. (PRNewsFoto/Thuraya Satellite)

          (รูปภาพ http://photos.prnewswire.com/prnh/20160314/343756)

          การเปิดตัวครั้งนี้ได้รับแรงผลักดันและต่อยอดมาจากโซลูชั่น M2M ที่เครือข่ายพันธมิตรด้านการพัฒนาแอปพลิเคชั่นและอุปกรณ์ของ Thuraya ได้ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ M2M ของบริษัท

          กลยุทธ์ของ Thuraya เกิดขึ้นจากความจริงที่ว่า การตอบโจทย์การใช้งานแอปพลิเคชั่น M2M ทั้งหมดนั้นจำเป็นต้องอาศัยโซลูชั่นมากกว่าหนึ่งโซลูชั่น และเมื่อพิจารณาจากการเติบโตของ M2M ตลอดจน Internet  of Things (IoT) ที่กำลังเฟื่องฟูอย่างมาก จึงทำให้ Thuraya เดินหน้าพัฒนาโซลูชั่นเพื่อรับมือกับข้อกำหนด Low Data Rate (LDR), Medium Data Rate (MDR) และ High Data Rate (HDR) สำหรับส่วนตลาดต่างๆ ซึ่งการเปิดตัวบริการใหม่นี้นับเป็นการตอบสนองความต้องการของตลาดเกี่ยวกับแอปพลิเคชั่นในระดับ MDR

          Thuraya กำลังขยายพื้นที่บริการให้ครอบคลุมถึงอเมริกาเหนือเป็นครั้งแรก ด้วยความร่วมมือกับ ViaSat ทั้งนี้ เครือข่าย M2M สำหรับการสื่อสารสองทางที่มีความปลอดภัยแบบ IP-based นั้นทำให้การใช้งานแอปพลิเคชั่น M2M และ IoT แบบเรียลไทม์มีประสิทธิภาพสูงกว่าเครือข่ายโทรศัพท์มือถือแบบเดิม ๆ ขณะที่การเป็นพันธมิตรกับ ViaSat จะช่วยขยายความสามารถดังกล่าวเข้าสู่ตลาดทางภูมิศาสตร์แห่งใหม่ที่มีความสำคัญแห่งนี้

          นายแรนดี โรเบิร์ตส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนวัตกรรมของ Thuraya กล่าวว่า “เรากำลังเดินหน้าขยายบริการ M2M อย่างจริงจัง โดยการพัฒนาเครือข่ายM2M เพิ่มเติมต่อไปอีกจะทำให้เราก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่จะสามารถตักตวงผลประโยชน์จากโอกาสมากมายที่ Internet of Things มอบให้กับเราในระยะยาว และด้วยการเป็นพันธมิตรกับ ViaSat ทำให้เครือข่ายของเราเข้าถึงสถานที่ที่เป็นจุดบอดได้มากขึ้น และขณะนี้ Thuraya ก็สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น จากการที่เราขยายความครอบคลุมสำหรับบริการนี้ไปยังอเมริกาเหนือ”

          นายฟิล เบอร์รี รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายบริการการสื่อสารเคลื่อนที่ผ่านดาวเทียม บริษัท ViaSat กล่าวว่า “การเป็นพันธมิตรกับ Thurayaทำให้เราสามารถนำเอาจุดแข็งของฟังก์ชั่นการทำงานของเครือข่าย มารวมเข้ากับความสามารถของอุปกรณ์ล้ำยุค เพื่อมอบการสื่อสารผ่านดาวเทียมระบบIP ในแบบเรียลไทม์ ให้แก่ตลาด M2M ได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น อุปกรณ์ FT2225 M2M ของ Thuraya ซึ่งขับเคลื่อนบนบริการ ViaSat L-band อันน่าเชื่อถือนั้นจะรองรับตลาด M2M ได้หลากหลายระดับขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทดั้งเดิมไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยใช้บริการหรือการบริการยังไม่เคยเข้าถึงมาก่อน”

          ลูกค้าจากภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และน้ำมันและก๊าซ มีความต้องการแอปพลิเคชั่นแบบเรียลไทม์ที่มีความหน่วงต่ำและปลอดภัยสูง บริษัทเหมืองแร่ต้องการการเชื่อมต่อเครือข่ายที่เชื่อถือได้เพื่อติดตามทรัพย์สินและความปลอดภัยของคนงาน ตลอดจนความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และความพร้อมของเครือข่ายเพื่อดึงดูดลูกค้าจากภาครัฐ ในขณะเดียวกัน Thuraya ยังได้นำเสนอความยืดหยุ่นของเครือข่ายและการประหยัดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของสำหรับบริษัทด้านสาธารณูปโภคอีกด้วย

          เครื่องแปลงสัญญาณ Thuraya FT2225(MDR) จะทำงานบนเครือข่ายของ Thuraya และเครือข่ายบริการสื่อสารเคลื่อนที่ผ่านดาวเทียมของ ViaSat ซึ่งใช้ระบบดาวเทียม L-band ของ ViaSat ที่มีความกว้างของช่องสัญญาณสูง

          อุปกรณ์แปลงสัญญาณดังกล่าวจะนำเสนอการใช้แบนด์วิดท์อย่างมีประสิทธิภาพโดดเด่น มีการเชื่อมต่อ IP ที่มีความหน่วงเวลาต่ำ และมีระดับความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ โดยได้รับการสนับสนุนจากข้อตกลงระดับการให้บริการ 99.9% ซึ่งถือเป็นผู้นำตลาด

          ปัจจุบัน ขอบเขตการให้บริการโซลูชั่น LDR M2M ของ Thuraya ซึ่งได้รับการรับรองจากหน่วยงานรับรองภายนอกนั้น ประกอบด้วย การติดตามทรัพย์สินแบบเคลื่อนที่ของบริษัท SMC, อุปกรณ์ควบคุมระยะไกล (remote link) สำหรับแอปพลิเคชั่น M2M ของบริษัท Seven Technologies, เครื่องวัดและบันทึกข้อมูลระบบทางไกล (telemetry data logger) ของบริษัท Ibexis และเซนเซอร์ตรวจจับแรงสั่นไหวโดยใช้โครงสร้างเครือข่ายแบบเมช (mesh network) ของบริษัท Digital Barrier

          ที่มา: Thuraya Satellite Telecommunications Company

Urban Jurgensen อวดโฉมนาฬิการุ่นใหม่ในงาน “บาเซิลเวิลด์ 2016”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เบียล, สวิตเซอร์แลนด์–16 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

 

ในวันนี้ที่งาน “บาเซิลเวิลด์ 2016Urban Jurgensen ได้เปิดตัวนาฬิกา 3 รุ่นใหม่ ซึ่งรังสรรค์จากสุดยอดความสำเร็จทางเทคโนโลยีของตระกูลยือร์เก็นเซ่น โดยแต่ละรุ่นผลิตขึ้นด้วยเทคนิคอันประณีตและทรงคุณค่าที่สุดในอุตสาหกรรมการทำนาฬิกา

 Urban Jurgensen / The Julies collection Reference 2340 Dial (PRNewsFoto/Urban Jurgensen)

The Julies collection Reference 2340 Dial (PRNewsFoto/Urban Jurgensen)

สามารถรับชมข่าวในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่

http://www.multivu.com/players/uk/7777151-urban-jurgensen-watches-baselworld/

 

นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดจาก Urban Jurgensen สะท้อนถึงความทุ่มเทของเราในการยกย่องเชิดชูธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นอมตะ นั่นคือการรังสรรค์นาฬิกาสุดหรูด้วยมือ ซึ่งเปล่งประกายความเป็นเลิศและความสุขุมมั่นใจ อันเป็นที่ปรารถนาของบรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักสะสมทั่วโลก

 

Urban Jurgensen ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ใน Jurgensen 1745 Collection ที่มีชื่อว่า Reference 1741 ซึ่งเป็นนาฬิกาแพลตินัมที่มีระบบปฏิทินอัตโนมัติ พร้อมบอกปีอธิกสุรทินและข้างขึ้น-ข้างแรมได้ หน้าปัดของ Reference 1741 ทำด้วยมือโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Grenage พร้อมตกแต่งด้วยตัวเลขอารบิกทองคำขาวสไตล์ Urban Jurgensen ส่วนการรังสรรค์หน้าปัดแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมต้องใช้ขั้นตอนที่แตกต่างกันกว่า 20 ขั้นตอน ก่อเกิดเอกลักษณ์อันโดดเด่นและน่าอัศจรรย์ใจของงานฝีมือสุดคลาสสิคอันหาได้ยากยิ่งในนาฬิกายุคปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ Urban Jurgensen ยังภูมิใจเปิดตัวนาฬิกา 2 รุ่นใหม่ใน Jules Collection ได้แก่ Reference 2240 และ 2340 โดยทั้งสองรุ่นมาพร้อมตัวเรือนขนาด 40 มม.โค้งมนสวยงาม และตะขอเชื่อมตัวเรือนกับสายนาฬิกาแบบใหม่ดูร่วมสมัย ในส่วนของหน้าปัดได้มีการใช้เทคนิคขัดแต่งที่เรียกว่าGrenage แบบเดียวกับรุ่น 1741 ซึ่งเป็นการทำมืออย่างละเอียดประณีตและใช้เวลานาน สำหรับรุ่น Reference 2240 มาในสีโรสโกลด์ ตกแต่งด้วยตัวเลขอารบิก เข็มวินาทีกึ่งกลางเรือน และวันที่สีดำ ส่วนรุ่น Reference 2340 มาในสีทองคำขาว พร้อมเข็มวินาทีแยกต่างหาก ตัวบอกพลังงานสำรอง วันที่ และข้างขึ้น-ข้างแรม

 

เกี่ยวกับ Urban Jurgensen

 

เรื่องราวของแบรนด์ Urban Jurgensen เริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ.1745 เมื่อยือร์เก็น ยือร์เก็นเซ่น ต้นตระกูลช่างทำนาฬิกา ถือกำเนิดที่กรุงโคเปนเฮเกน หลังจากนั้น อูร์บาน ยือร์เก็นเซ่น (1776 – 1830) ผู้เป็นบุตรชาย ได้เดินตามรอยเท้าบิดาอย่างรวดเร็ว โดยได้ไปเป็นลูกมือฝึกหัดของช่างทำนาฬิกาผู้โด่งดังอันเป็นต้นกำเนิดของแบรนด์ Breguet ในปารีส และ Arnold ในอังกฤษ และเขาได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่แบรนด์ Jurgensen ขณะที่บุตรชายสองคนของเขาคือ จูลส์-เฟรเดริก และหลุยส์ อูร์บาน ยังคงสานต่องานของครอบครัวต่อไป โดยจูลส์ไปเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์แล้วย้ายไปที่เลอโลค ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการทำนาฬิกา ส่วนหลุยส์ยังคงดูแลโรงงานที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดนมาร์ก บริษัทจึงมีรากฐานที่แข็งแกร่งในสองประเทศมาจวบจนบัดนี้ ทั้งนี้ นวัตกรรมและความเป็นเลิศของ Jurgensen มีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่ออุตสาหกรรมการทำนาฬิกาในเลอโลคและทั่วทั้งรัฐเนอชาแตลของสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีการนำเทคนิคใหม่ๆจากทั่วโลกมานำเสนอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เป็นผลพวงของความมุ่งมั่นทุ่มเทที่มีต่อศิลปะการทำนาฬิกามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ

 

เยี่ยมชมบูธของเราภายในงานบาเซิลเวิลด์ได้ที่ 0.F / Palace 4B

            http://www.urbanjurgensen.com

http://www.facebook.com/UrbanJurgensen

http://www.linkedin.com/company/2785991

http://www.youtube.com/channel/UCbdIF-r9rxCKv6yFKQBop4g

http://www.urbanjurgensen.com/baselworld2016

 

http://photos.prnewswire.com/prnh/20160315/344433

 

ที่มา: Urban Jurgensen

Fossil เตรียมเผยโฉมสมาร์ทวอทช์ Android Wear (TM) รุ่นใหม่บางกว่าเก่า, อุปกรณ์บันทึกกิจกรรม และนาฬิกาอะนาล็อกสุดอัจฉริยะ เปิดตัวพร้อมงาน Baselworld

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาเซิล, สวิตเซอร์แลนด์ — 16 มี.ค. — พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            Fossil Brand ผู้นำนวัตกรรมนาฬิกาแฟชั่นและอุปกรณ์สวมใส่ จะประกาศเปิดตัวอุปกรณ์บันทึกกิจกรรม นาฬิกาอะนาล็อกสุดอัจฉริยะ และสมาร์ทวอทช์ Android Wear รุ่นบางกว่าเก่าที่งาน 2016 Fossil Global Exposition ซึ่งจัดขึ้นพร้อมงาน Baselworld ที่สวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นการต่อยอดไลน์อุปกรณ์ Fossil Q ที่สามารถหาดุลยภาพระหว่างแฟชั่นและฟังก์ชั่นได้อย่างไร้ที่ติ

 Q Wander / Introducing our slimmest digital display smartwatch to date: Q Wander. Powered by Android Wear(TM), this touchscreen smartwatch tracks activity, connects to your favorite apps, receives display notifications, and has customizable faces to fit your style.This fashionable timepiece tracks everything from daily steps to calories, and notifications alert you of incoming calls and texts. Listen to music or receive directions using the built-in microphone and speaker. Stay charged for up to 24 hours (based on usage) with the conductive magnetic charger, complete with a portable USB cord. (PRNewsFoto/Fossil Brand)

Introducing our slimmest digital display smartwatch to date: Q Wander. Powered by Android Wear(TM), this touchscreen smartwatch tracks activity, connects to your favorite apps, receives display notifications, and has customizable faces to fit your style.This fashionable timepiece tracks everything from daily steps to calories, and notifications alert you of incoming calls and texts. Listen to music or receive directions using the built-in microphone and speaker. Stay charged for up to 24 hours (based on usage) with the conductive magnetic charger, complete with a portable USB cord. (PRNewsFoto/Fossil Brand)

          โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160314/343854

            ผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Fossil ประกอบด้วย Q Motion อุปกรณ์บันทึกกิจกรรมล้ำยุครุ่นใหม่ ที่ครบครันทั้งในแง่การบันทึกข้อมูลขณะหลับ การกันน้ำ และเทคโนโลยี smart tap รวมไปถึงนาฬิกา Android Wear ที่บางกว่าเก่า (Q Marshal และ Q Wander) และนาฬิกาอะนาล็อกสุดอัจฉริยะ ซึ่งผนวกเทคโนโลยีเข้ากับนาฬิกาดั้งเดิมในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร อุปกรณ์เหล่านี้จะวางจำหน่ายในช่วงต้นฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของปี 2016

            เราชื่นชอบอิทธิพลของดิจิตอลที่มีต่อโลกยุคปัจจุบัน เพราะทำให้เราพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น เราจึงสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และอัพเดทเทคโนโลยีในแนวทางที่ส่งผลยิ่งกว่าเดิมมากจิล เอลเลียต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ของ Fossil กล่าว ลูกค้าต้องการเชื่อมต่อกับสิ่งที่อยู่รอบตัว และกระตือรือร้นที่จะเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมในแต่ละวัน ข้อมูลที่ผ่านการกรอง และโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไลน์ผลิตภัณฑ์ Fossil Qเติบโตขึ้นโดยนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ ความใคร่รู้ และการเชื่อมต่อผ่านนาฬิกาและอุปกรณ์บันทึกที่ฉลาดขึ้นเพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์ที่เป็นแบบฉบับของแต่ละบุคคล

            Q WANDER และ Q MARSHAL ขุมพลัง Android Wear

            Q WANDER และ Q MARSHAL คือสมาร์ทวอทช์แสดงผลได้รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Fossil นำเสนอหน้าปัดทัชสกรีน โดดเด่นด้วยหนังสัตว์สุดคลาสสิกและเหล็กบริสุทธิ์ พร้อมอัดแน่นด้วยพลังงานที่เพียงพอสำหรับใช้ทำภารกิจทั้งหมดในแต่ละวันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในขนาดรูปทรงที่เล็กลง แต่โฉบเฉี่ยวขึ้น เราอาศัยฟีดแบคของลูกค้าในการผลิตตัวเรือนให้มีขนาด 44 มิลลิเมตร และ 46 มิลลิเมตร และนำเสนอทางเลือกในรูปแบบสายนาฬิกาซิลิโคน ทำให้อุปกรณ์ Q รุ่นล่าสุดเหล่านี้สามารถใช้ในโอกาสแตกต่างกันได้ แถมยังลงตัวกับสไตล์ในทุกวัน

            – Q Wander โดดเด่นด้วยตัวเรือนที่โค้งมน ตกแต่งในรูปแบบ Multi-finish ขาตัวเรือนทำจากลวดดัดขึ้นรูปอย่างประณีต นาฬิการุ่นนี้จึงทั้งสวยและทำงานได้ดี สายทำจากหนังแท้ที่ถอดเปลี่ยนได้ นำเสนอสไตล์และความสะดวกสบายที่ลูกค้าจะสามารถคาดหวังได้จากนาฬิกา

            – Q MARSHAL ชูเรือนนาฬิกาสุดแกร่ง มาพร้อมดีไซน์ที่ปรับปรุงให้ทันสมัย นำเสนอตัวเรือนเคลือบด้วยสีฟ้า Navy Blue ที่เข้าคู่กับสายหนังสุดวินเทจ

            สำหรับหน้าปัดของ Q Wander และ Q Marshal แสดงผลตลอดเวลาเช่นเดียวกับสมาร์ทวอทช์ Q Founder รุ่นเดิม คุณจึงสามารถดูข้อมูลสำคัญได้ตลอด อาทิ เวลา รายการโทร และการแจ้งเตือน คุณสามารถตอบกลับข้อความได้จากนาฬิกา เพียงแตะหน้าปัด หรือด้วยคำสั่งเสียง สมาร์ทวอทช์สองรุ่นนี้ทำให้คุณไม่พลาดข้อมูลการเดินทางในแต่ละวัน เที่ยวบิน และการแจ้งเตือนที่ทันเวลา โดยอาศัยข้อมูลบน Google Now(TM) นอกจากนี้ Q Wanderและ Q Marshal ยังสามารถปรับแต่งตามความชอบส่วนบุคคลได้ด้วยดีไซน์หน้าปัดที่ปรับตั้งค่าได้ อาทิ หน้าปัด Fossil แบบเอ็กซ์คลูซีฟ และสายนาฬิกาที่ถอดเปลี่ยนได้

            สมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นทำงานด้วย Android Wear ซึ่งเป็นระบบสมาร์ทวอทช์ของ Google คุณจึงสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ (ในยามที่ต้องการ) ผ่านนาฬิกาที่แสดงตัวตนและตอบโจทย์สิ่งที่คุณชอบทำ

            ขณะเดียวกันสมาร์ทวอทช์ทั้งสองรุ่นนี้ไม่มีปุ่ม Exposed pin และไม่มี Connector แต่ชาร์จไฟได้อย่างง่ายดายด้วยแท่นชาร์จแบบไร้สายรุ่นใหม่ที่มีความบาง

            Q Marshal และ Q Wander สามารถทำงานกับสมาร์ทโฟน Android(TM) และ iPhone สมาร์ทวอทช์จอแสดงผลแบบทัชสกรีนสองรุ่นนี้จะวางจำหน่ายในปีนี้ ในราคาเริ่มต้นที่ 275 ดอลลาร์สหรัฐ

            Q Motion – อุปกรณ์บันทึกกิจกรรมและการนอนหลับ

            Fossil เปิดตัวอุปกรณ์บันทึกกิจกรรมในฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา ที่นอกจากจะบันทึกกิจกรรมของคุณได้แล้ว ยังแจ้งเตือนข้อมูลการโทรและข้อความได้ด้วย ส่วนฤดูร้อนปีนี้ทาง Fossil กำลังจะเปิดตัว Q Motion อุปกรณ์บันทึกกิจกรรมราคาย่อมเยาที่นำเสนอความก้าวหน้าไปอีกขั้น อุปกรณ์รุ่นนี้สามารถแจ้งเตือนข้อมูลการโทร ข้อความ และกิจกรรมได้ด้วยแรงสั่นที่ผู้สวมใส่รู้สึกได้ และไฟ LED หลากสี

            นอกจากการบันทึกข้อมูลการหลับและกิจกรรมแล้ว Q Motion ยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยี smart tap ซึ่งปฏิวัติวิธีการโต้ตอบกับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว เพียงเคาะเบาๆที่ Q Motion ก็สามารถสั่งการให้เปิดเพลงโปรดของคุณ หาโทรศัพท์ให้คุณ หรือแม้กระทั่งช่วยให้ได้ภาพเซลฟีที่ยอดเยี่ยม

            Q Motion ไม่ต้องชาร์จไฟ แต่ใช้ถ่านกระดุมที่ทำให้เครื่องอยู่ได้นานถึง 6 เดือน นอกจากนี้ยังกันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร โดดเด่นด้วยดีไซน์ทรงกระบอกแบบใหม่สุดโฉบเฉี่ยว และสายนาฬิกาที่ถอดเปลี่ยนได้

            Q Motion จะวางจำหน่ายในฤดูร้อนปีนี้ สนนราคาเริ่มต้นที่ 95 ดอลลาร์สหรัฐ

            นาฬิกาอะนาล็อกสุดอัจฉริยะ

            ใครว่านาฬิกาบอกเวลาได้อย่างเดียว เพราะนาฬิกาอะนาล็อกจาก Fossil ที่ชาญฉลาดขึ้นนั้น (วางจำหน่ายฤดูใบไม้ร่วงปีนี้) สามารถเตือนคุณเมื่อมีสายเรียกเข้าและเมื่อมีรายการแจ้งเตือนจากรายการติดต่อที่คุณใกล้ชิด ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการกระดิกของเข็มนาฬิกา นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกทุกอย่างได้ตั้งแต่จำนวนก้าวไปถึงแคลอรี การนอน การอัพเดทเขตเวลาอัตโนมัติ เขตเวลารอง (ปรากฏในหน้าปัดย่อยบนหน้าปัดอะนาล็อก) และเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Android และ iPhone ผ่าน Bluetooth (R) สมาร์ทวอทช์อะนาล็อกเหล่านี้เหมือน Q Motion ตรงที่มีปุ่ม smart button ผู้ใช้จึงสามารถควบคุมสิ่งต่างๆได้ นาฬิกาอะนาล็อกอัจฉริยะเหล่านี้คือการบรรจบกันขั้นสุดยอดระหว่างแฟชั่นและเทคโนโลยี นำเสนอความสง่างามที่ผสมผสานความเรียบง่ายของนาฬิกาอะนาล็อกเข้ากับเทคโนโลยีสมาร์ทวอทช์ล่าสุดภายใน 4 แพลตฟอร์มพิเศษ

            รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://foss.sl/MeetFossilQ

            Android Wear, Google และเครื่องหมายอื่น ๆ เป็นเครื่องหมายการค้าของ Google Inc.

ABB Showcases Pioneering Technology Leadership in Smart Homes and Intelligent Buildings

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

FRANKFURT, Germany–16 Mar–PRNewswire/InfoQuest

ABB is showcasing its latest solutions for residential and commercial buildings at the world’s biggest international buildings event, Light & Building 2016

ABB, a global leader in power and automation, is demonstrating the future of homes and buildings at its 1,400 square meter exhibition space at the 2016 Light & Building event this week, in Frankfurt, Germany.  ABB is showcasing the latest solutions for smart homes and intelligent buildings demonstrating how it supports its customers to improve energy efficiency, reliability and productivity in a range of building types.

 ABB Ltd 3 / ABB has unveiled more than 200 product innovations at the largest international building event, Light and Building 2016 (PRNewsFoto/ABB Ltd)

ABB has unveiled more than 200 product innovations at the largest international building event, Light and Building 2016 (PRNewsFoto/ABB Ltd)

     (Photo: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160315/344361 )

With a range of interactive and experiential displays, ABB is showcasing the capabilities of its ABB, Busch-Jaeger, Kaufel and Striebel & John branded solutions.  Highlights unveiled for the first time this week include a new wireless home automation solution, ABB-free@home® wireless; enhancements to the ABB KNX portfolio for building automation; several entertainment and lighting control enhancements; the latest engineering design software for building planning, e-Design; and an expanded energy monitoring solution, CMS-700, which can evaluate data from up to 96 sensors.

Mike Mustapha, managing director of ABB’s Building Products business, said: “We are at the cutting edge of smart homes and buildings.  As a pioneer in this area, we are delighted to come together with customers, media and partners to showcase tomorrow’s solutions that are ready from ABB today.

“We are able to demonstrate how the Internet of Things, Service and People enables rapid development in a number of fields to improve the experience of that our industrial customers can deliver in the commercial and industrial building space and the comfort, security and convenience that people can receive in their own homes.”

Technology highlights include:

  • ABB-free@home® wireless – the next generation of this smart home solution is the addition of a wireless solution that can be used as a stand-alone retrofit solution, or alongside the wired system.  The system controls up to 60 functions in the home and is a breakthrough thanks to the ease of installation and simple user interface, which opens up the possibility of a smart home to a new range of customers.  The product will be available in Europe from Autumn this year
  • A new range of ABB i-bus KNX IP devices – consisting of IP interface and IP router, they can be used in all applications where KNX interfaces with an IP network
  • The new ABB i-bus KNX Logic Controller ABA / S 1.2.1 – a flexible controller to enable systems integrators to easily manage advanced building systems requirements, with the latest energy-efficient microcontroller technology and simulation function
  • New App solution Busch-ControlTouch® KNX – an intuitive easiest way to control the KNX system via mobile devices
  • A new energy monitoring system  CMS-700 – this extends ABB’s Circuit Monitoring System range with a new open-core sensor solution, which enables the measurement of data from up to 96 sensors, with LAN TCP, IP or Modbus RTU protocol compatibility
  • A new CO2 ambient air sensor  –  to measure air quality and humidity and adjust fresh air intake
  • CogniPoint from PointGrab – a demonstration of a solution to use advanced sensors to deliver occupant recognition and tracking within smart home and buildings applications.  ABB Technology Ventures announced an investment in PointGrab in December 2015.
  • e-Design, ABB’s new engineering software suite – the new tool has been developed to meet the needs of electrical professionals. e-Design makes it possible to design an electrical system more efficiently

ABB (http://www.abb.com ) is a leading global technology company in power and automation that enables utility, industry, and transport & infrastructure customers to improve their performance while lowering environmental impact. The ABB Group of companies operates in roughly 100 countries and employs about 135,000 people.

For more information please contact:

Media Relations
Lynette Jackson, Electrification Products division
Tel: +41-793-839-510
Lynette.jackson@ch.abb.com

ABB Ltd
Affolternstrasse 44
8050 Zurich
Switzerland

Source: ABB Ltd

Fossil Group เตรียมเปิดตัวอุปกรณ์สวมใส่ 8 แบรนด์ใน 40 ประเทศในปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาเซิล, สวิตเซอร์แลนด์–15 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เมื่อแฟชั่นมาบรรจบกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าจึงมีความหลากหลายและทันสมัยมากขึ้น

Fossil Group (NASDAQ: FOSL) เปิดเผยในวันนี้ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทในเมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า Chaps, Diesel, Emporio Armani, Fossil, kate spade new york, Michael Kors, Misfit และ Skagen จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์สวมใส่ของแต่ละแบรนด์ ซึ่งมีมากกว่า 100 ผลิตภัณฑ์ในปี2559 ซึ่งรวมถึงนาฬิกาแบบที่มีจอแสดงผลและไม่มีจอแสดงผล และอุปกรณ์ติดตามตรวจวัดการเคลื่อนไหวของร่างกาย ใน 40 ประเทศและ 20 ภาษา ภายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสของปี 2559 ผลิตภัณฑ์สวมใส่ดังกล่าวจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละแบรนด์ Fossil Group จะให้การสนับสนุนอุปกรณ์สวมใส่ด้วยแอปที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละแบรนด์ครบทุกแบรนด์ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ และ 2 ระบบปฏิบัติการ การเปิดตัวในปี 2559เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของบริษัทในการนำเสนออุปกรณ์สวมใส่ที่เน้นไปที่แฟชั่น นวัตกรรม และความหลากหลายสู่วงการอุปกรณ์สวมใส่

หนึ่งในเรื่องความได้เปรียบที่ชัดเจนของบริษัทแฟชั่นที่มีเหนือบริษัทผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกสำหรับผู้บริโภคก็คือ วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของพวกเรา  เราสามารถนำเสนอความรวดเร็วสู่ตลาด นับตั้งแต่การพัฒนาไปจนถึงการเปิดตัว เพื่อให้สอดคล้องกับการเปิดตัวสินค้าตามฤดูกาลของอุตสาหกรรมค้าปลีก” เกรก แมคเคลวี ประธานเจ้าหน้าที่วางแผนกลยุทธ์และดิจิตอลของ Fossil Group กล่าว “ในวงการธุรกิจได้มีการปรับตัวอย่างช้าๆให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการสไตล์ใหม่ๆและตัวเลือกในอุปกรณ์สวมใส่ที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค ด้วยความหลากหลายที่แบรนด์แฟชั่นต่างๆได้นำเสนอ ลูกค้าเองก็จะได้พึงพอใจไปกับสไตล์และตัวเลือกต่างๆที่มีเป็นจำนวนมากในขณะที่เลือกซื้ออุปกรณ์สวมใส่ที่เข้ากับสไตล์ของแต่ละบุคคล”

ด้วยรูปโฉม สัมผัส และความดึงดูดทางแฟชั่นของนาฬิกาแบบดั้งเดิม นาฬิกาทั้งแบบจอแสดงผลดิจิตอลและไม่ใช่แบบดิจิตอลของ Fossil Groupจะใช้ศักยภาพหลักของบริษัทในการผลิตนาฬิกาที่สวยงามและมีคุณภาพ

นับตั้งแต่ที่บริษัทได้เข้าซื้อกิจการ Misfit ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา Fossil Group มีศักยภาพที่สูงขึ้นในการพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์สำหรับสวมใส่ แพลตฟอร์มเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ของบริษัทรวมไปถึงเทคโนโลยีการบริหารจัดการพลังงานที่เป็นเอกสิทธิ์ของบริษัทที่ช่วยให้นาฬิกาแบบที่ใช้ถ่านกระดุมที่ไม่มีจอแสดงผลและอุปกรณ์ติดตามสามารถนำมาใช้ได้กับทุกแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของ Fossil Group นอกจากนี้ การที่อุปกรณ์ใหม่ๆไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือแม้กระทั่งทุกเดือน อุปกรณ์ใหม่ๆจึงสามารถทำงานได้เหมือนกับนาฬิกาและเครื่องประดับแบบดั้งเดิมได้มากกว่าผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกสำหรับผู้บริโภคโดยทั่วไปที่ต้องชาร์จไฟหรือได้รับการดูแลแทบจะทุกวัน

ในขณะที่เทคโนโลยีและศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาของ Fossil Group มีความก้าวหน้า บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างพันธมิตรอย่างแข็งแกร่งกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีที่เป็นบุคคลที่ 3 ซึ่งรวมถึง Google และแพลตฟอร์ม Android Wear(TM) ของ Google เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์สวมใส่ตามกลยุทธ์ด้านอุปกรณ์สวมใส่ระยะสั้นและระยะยาวของบริษัท

Fossil Group จะนำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับฤดูใบไม้ร่วงในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะครอบคลุมถึงอุปกรณ์สวมใส่ นาฬิกา อัญมณี ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง และเครื่องประดับอื่นๆ ให้แก่พันธมิตรทางธุรกิจและสื่อมวลชนที่สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของบริษัทในยุโรปที่เมืองบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ในระหว่างงานแสดงสินค้าประจำปี Baselworld สำหรับอุตสาหกรรมนาฬิกาและอัญมนี

Fossil Group เป็นสมาชิกที่น่าภาคภูมิใจของชุมชนผู้ผลิตนาฬิกาของสวิตเซอร์แลนด์มาตั้งแต่ปี 2545 บริษัทมีพนักงาน 500 รายในสวิตเซอร์แลนด์ประจำสำนักงานใหญ่ในยุโรปที่เมืองบาเซิล ศูนย์การออกแบบ พัฒนา และสร้างต้นแบบในบาเซิล โรงงานผลิตในแมนโน ทิซิโน และศูนย์การผลิตกล่องใส่นาฬิกาและชิ้นส่วนประกอบในโกลเวเลียร์ จูรา นอกจากนี้ มูลนิธิ Fossil Foundation ที่ได้รับแรงผลักดันจากพนักงานของบริษัทยังได้ให้การสนับสนุนองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร 45 แห่งในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

โรงงานแห่งใหม่ขนาด 108,000 ตารางฟุต สูง 7 ชั้นในบาเซิล ก่อสร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมเรขาคณิตสมัยใหม่ แบ่งเป็นห้องจัดแสดงสินค้าทั้งหมด3 ชั้นที่นำเสนอประสบการณ์ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับแบรนด์ทั้ง 17 แบรนด์ที่บริษัทเป็นเจ้าของและได้รับในอนุญาต หอประชุมขนาดใหญ่ และยังเป็นจุดชมวิวทั่วทั้งเมืองบาเซิลสำหรับพนักงานและแขกที่มาเยี่ยมเยือน

เกี่ยวกับ Fossil Group, Inc.

Fossil Group, Inc. เป็นบริษัทด้านการออกแบบ  ทำการตลาด และจัดจำหน่ายระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคและแฟชั่นเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ที่สำคัญๆของบริษัทรวมไปถึง นาฬิกาและอัญมณีสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีที่หลากหลาย และกระเป๋าสะพาย ผลิตภัณฑ์หนังขนาดเล็ก และเครื่องประดับ ทั้งที่เป็นแบรนด์เอกสิทธิ์ของบริษัทเองและแบรนด์ที่ได้รับใบอนุญาต  ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกเฉพาะ และร้านนาฬิกาและอัญมณีในสหรัฐ และอีกประมาณ 150 ประเทศทั่วโลกผ่านทางบริษัทจัดจำหน่ายในเครือในต่างประเทศจำนวน 23 แห่ง และเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายอิสระอีกประมาณ 75 แห่ง นอกจากนี้ บริษัทยังจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทผ่านทางร้านค้าปลีกที่บริษัทเป็นเจ้าของและบริหารงานเองจำนวน 600 แห่ง และผ่านทางเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซในต่างประเทศหลายแห่ง และww.fossil.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของบริษัทในสหรัฐ สามารถดาวน์โหลดข่าวประชาสัมพันธ์และข้อมูลการยื่นเอกสารต่อ SEC ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทได้ที่ www.fossilgroup.com

BASF และ Avantium แสดงเจตจำนงก่อตั้งบริษัทร่วมทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลุดวิกชาเฟน, เยอรมนี และอัมสเตอร์ดัม–15 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

 

เพื่อทำการผลิตและจำหน่ายกรดฟูแรนไดคาร์บอกซิลิค (FDCA) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตโพลีเอทิลีนฟูแรนโนเอท (PEF)

ยกระดับการพัฒนาและการออกใบอนุญาตกระบวนการผลิต FDCA และ PEF ของ Avantium ในระดับอุตสาหกรรม

ตั้งเป้าสร้างโรงงานผลิต FDCA ที่มีกำลังการผลิตสูงสุด 50,000 ตันต่อปี ณ Verbund site ของ BASF ในเมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม

 

BASF และ Avantium เปิดเผยว่า ทั้งสองบริษัทได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงและเข้าสู่กระบวนการเจรจาก่อตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อทำการผลิตและจำหน่ายกรดฟูแรนไดคาร์บอกซิลิค (FDCA) รวมทั้งจำหน่ายโพลีเอทิลีนฟูแรนโนเอท (PEF) โดย FDCA จะผลิตจากวัตถุดิบที่นำกลับมาใช้ใหม่

 

บริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะใช้ YXY process(R) ที่พัฒนาโดยห้องปฏิบัติการของ Avantium ในอัมสเตอร์ดัม และโรงงานนำร่องในเมืองเคเลน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในการผลิต FDCA นอกจากนั้นยังมีแผนพัฒนากระบวนการดังกล่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมถึงก่อสร้างโรงงานผลิต FDCA ที่มีกำลังการผลิตสูงสุด50,000 ตันต่อปี ณ Verbund site ของ BASF ในเมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม โดยมีเป้าหมายเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิต FDCA และ PEFพร้อมต่อยอดไปสู่การออกใบอนุญาตเทคโนโลยีการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

 

FDCA และ PEF วัสดุชนิดใหม่ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของฟิล์มห่ออาหารและขวดพลาสติก

 

FDCA เป็นสารเคมีตั้งต้นที่จำเป็นต่อการผลิต PEF สำหรับ PEF นั้นมีคุณสมบัติในการกั้นก๊าซต่างๆ อย่างคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนได้ดีกว่าพลาสติกทั่วไป ช่วยให้สินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์จาก PEF มีอายุยาวนานมากขึ้น และด้วยความแข็งแรงทนทานของ PEF จึงสามารถนำไปผลิตบรรจุภัณฑ์ที่บางกว่าปกติได้ ทำให้ประหยัดวัสดุไปในตัว ดังนั้น PEF จึงเหมาะที่จะนำไปทำบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มหลากหลายประเภท เช่น ฟิล์มห่ออาหารและขวดพลาสติก เป็นต้น และเมื่อใช้เสร็จแล้ว PEF ยังสามารถนำไปรีไซเคิลได้ด้วย

 

เราวางแผนก่อตั้งบริษัทร่วมทุนเพราะต้องการผสานเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในการผลิต FDCA และ PEF ของ Avantium เข้ากับจุดแข็งของ BASF”ดร.สเตฟาน แบลงค์ ประธานธุรกิจสารตัวกลางของ BASF กล่าว “จุดแข็งที่สำคัญที่สุดของเราคือ ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาตลาดและการผลิตในปริมาณมาก ในฐานะที่เราเป็นบริษัทเคมีที่น่าเชื่อถือในธุรกิจสารตัวกลางและโพลิเมอร์”

 

การตั้งบริษัทร่วมทุนกับ BASF นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาและทำการตลาดเทคโนโลยีที่พลิกโฉมวงการ การเป็นพันธมิตรกับบริษัทเคมีอันดับหนึ่งของโลกช่วยให้เราสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในการผลิตระดับอุตสาหกรรมได้” ทอม ฟาน อาเคน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Avantiumกล่าว “บริษัทร่วมทุนจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเทคโนโลยีระดับโลก และก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านการผลิต FDCA และ PEF เราวางแผนที่จะเริ่มทำการผลิต FDCA เพื่อให้สามารถเปิดตัวในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกได้ จากนั้นเราจะเดินหน้าพัฒนาและขยายตลาดไปสู่ศักยภาพสูงสุด”

 

เกี่ยวกับ Avantium

 

Avantium เป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีเคมีและสารเคมีที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ บริษัทจับมือกับพันธมิตรทั่วโลกเพื่อพัฒนากระบวนการที่มีประสิทธิภาพและผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนซึ่งผลิตจากวัตถุดิบชีวภาพ Avantium นำเสนอแนวทางการนำสารเคมีกลับมาใช้ใหม่ที่ปฏิวัติวงการ ตั้งแต่การคิดค้นไปจนถึงการทำการตลาดกระบวนการผลิต หนึ่งในความสำเร็จอันโดดเด่นของ Avantium คือ YXY technology(R) ที่ใช้ผลิต PEF ซึ่งเป็นพลาสติกคุณภาพสูงที่ผลิตจากกากน้ำตาลในอุตสาหกรรม PEF สามารถรีไซเคิลได้ 100% ดังนั้นจึงมีความคุ้มค่าในการนำไปทำบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ตั้งแต่ขวดและบรรจุภัณฑ์พลาสติกทุกชนิดไปจนถึงไฟเบอร์ YXY เป็นเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในขณะนี้ แต่ Avantium ก็ยังคงเดินหน้าโครงการอื่นๆเพื่อปฏิวัติวงการต่อไป ทั้งยังให้บริการด้านการวิจัยและระบบแก่บริษัทเคมีและปิโตรเคมีชั้นนำมากมาย Avantium มีสำนักงานใหญ่ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.avantium.com

 

เกี่ยวกับธุรกิจสารตัวกลางของ BASF

 

ธุรกิจสารตัวกลางของ BASF Group ทำหน้าที่พัฒนา ผลิต และจำหน่ายสารตัวกลางประมาณ 700 ชนิดไปทั่วโลก โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักๆประกอบไปด้วยสารเอมีน ไดออล โพลีแอลกอฮอล์ กรด และสารพิเศษต่างๆ สารตัวกลางจะถูกนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารเคลือบ พลาสติก เภสัชภัณฑ์ สิ่งทอ ผงซักฟอก และสารปกป้องพืช เป็นต้น นวัตกรรมสารตัวกลางจาก BASF ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายมีคุณสมบัติที่ดีขึ้นและช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ธุรกิจสารตัวกลางของ BASF ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 และมีโรงงานผลิตหลายแห่งทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ ธุรกิจนี้สร้างรายได้ให้แก่บุคคลที่สามทั่วโลกประมาณ 2.8 พันล้านยูโรในปี 2558 สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.intermediates.basf.com

 

เกี่ยวกับ BASF

 

BASF คิดค้นสารเคมีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน เราผสมผสานความสำเร็จทางเศรษฐกิจเข้ากับการปกป้องสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม พนักงานราว 112,000 คนของ BASF Group อุทิศตนทำงานเพื่อความสำเร็จของลูกค้าในเกือบทุกอุตสาหกรรมและเกือบทุกประเทศทั่วโลก ธุรกิจของเราแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ Chemicals, Performance Products, Functional Materials & Solutions, Agricultural Solutions และ Oil & Gas ทั้งนี้ บริษัทมียอดขายมากกว่า 7 หมื่นล้านยูโรในปี 2558 หุ้นของบริษัทจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ต (BAS) ลอนดอน (BFA) และซูริก (AN) สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.basf.com

 

ลิงค์รูปภาพ: https://www.basf.com/de/company/news-and-media/multimedia/photos.html (เลือก: ภูมิภาค – ยุโรป – เบลเยียม)

 

สื่อมวลชนติดต่อ

 

BASF SE

Klaus-Peter Rieser

Intermediates Division

โทร. +49-621-60-95138

อีเมล: klaus-peter.rieser@basf.com  

 

Avantium

Alex de Vries

โทร. +31-20-586-0132

มือถือ: +31-651-11-9205

อีเมล: alex.de.vries@msl.nl

 

แหล่งข่าว: Avantium