Mexico…The land of Civilizations

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2559 เวลา 12:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/460439

Mexico…The land of Civilizations

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

ย้อนหลังไปสมัยที่เรียนมัธยม เชื่อว่าเด็กไทยไม่น้อยได้เรียนเกี่ยวกับอารยธรรมเมโสโปเตเมีย (ลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรติส) อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ อารยธรรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ และอารยธรรมแม่น้ำฮวงโห ชื่อเหล่านี้คงคุ้นๆ อยู่ในหูของเด็กไทยจำนวนไม่น้อย แต่ถ้าเราเอ่ยชื่ออารยธรรมเมโสอเมริกา (Mesoamerica) เชื่อว่าคนไทยอีกไม่น้อยเช่นกันที่ต้องร้อง ฮะ!!???? อะไรนะ??? มันอยู่ตรงไหนของโลก

แม้จะไม่รู้ชัดว่าอยู่ตรงไหน แต่ชื่อที่มีคำว่าอเมริกาติดมาด้วยก็พอจะช่วยให้เดาได้ว่า อารยธรรมเมโสอเมริกาต้องเกี่ยวข้องกับทวีปอเมริกาแน่นอน และคำตอบก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะอารยธรรมดังกล่าวคือความรุ่งเรืองที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่เม็กซิโกตอนกลางไปถึงตอนใต้ ลงไปถึงกลุ่มประเทศในอเมริกากลางอย่างกัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ เบลีซ ฮอนดูรัส และนิการากัว

พื้นที่บริเวณอ่าวเม็กซิโก เป็นที่ราบมีป่าอุดม เต็มไปด้วยลำธาร จึงนับเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในยุคนั้น เกิดการตั้งรกราก และก่อร่างอารยธรรมที่สำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโอเม็ก (Olmec), ซาโปเท็ก (Zapotec), แอซเทค(Aztec), เตโอติอัวกัน (Teotihuacan) และชนเผ่ามายา (Maya) ซึ่งเชื่อว่าหลายคนจะคุ้นหูกับชื่อชนเผ่ามายาเสียมากกว่า เพราะถูกกล่าวถึงบ่อยๆ ในหนังประเภทตามล่าหาขุมทรัพย์โบราณ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักเม็กซิโกในมุมนี้สักเท่าไรนัก เพราะเราไปจำภาพว่าเม็กซิโกคือประเทศที่มีทะเลทราย กระบองเพชร พริกเผ็ด และผู้ชายใส่หมวกปีกกว้าง ดังนั้นวันนี้โลก 360 องศา จะพาไปรู้จักกับประเทศเม็กซิโก ดินแดนแห่งอารยธรรมโลก

เตโอตีอัวกัน นครแห่งเทพเจ้า ปริศนาแห่งอารยธรรมที่ยังค้างคา

 

ประเทศเม็กซิโก มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สหรัฐเม็กซิโก” หรือ United Mexican States ซึ่งฟังจากชื่อก็คงพอเดาได้ว่าที่นี่ปกครองแบบสหพันธรัฐ คล้ายกับสหรัฐอเมริกา คือมีรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละรัฐ ภายใต้การดูแลของรัฐบาลกลาง และมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ เป็นหัวหน้ารัฐบาล และเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพ

มีเรื่องที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเทศนี้ ประการแรกเลยก็คือว่า ชื่อของประเทศนี้ ต้องออกเสียงว่า “เม็กซิโก” ไม่ใช่“แม็กซิโก” แต่ในภาษาสเปนซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ จะออกเสียงว่า “เม็กฮิโก” ประการที่สองก็คือว่า เม็กซิโกเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ไม่ใช่อเมริกาใต้ ประการที่สามคือ เม็กซิโกไม่ได้เป็นประเทศที่มีแต่ทะเลทรายและต้นกระบองเพชรอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน เพราะจริงๆ แล้วประเทศนี้มีความกว้างใหญ่ และมีภูมิประเทศที่หลากหลายมาก เนื่องจากมีเส้นทรอปิคอลเหนือพาดผ่าน ทางตอนเหนือก็จะหนาวเย็นจนมีหิมะปกคลุมบางพื้นที่ในช่วงฤดูหนาว ส่วนทางตอนกลางของประเทศก็จะอบอุ่นตลอดทั้งปี เม็กซิโกจึงเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยอารยธรรมโบราณจากชนเผ่าต่างๆ กระจายกันออกไปในพื้นที่ของประเทศ

อารยธรรมของชนเผ่ามายานั้น เคยรุ่งเรืองในดินแดนที่เรียกว่า คาบสมุทรยูคาตัน(Yucatán Peninsula) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทางตอนใต้ของเม็กซิโก คาบเกี่ยวกับเบลีซ และกัวเตมาลา แต่ถ้าเป็นตอนบนและตอนกลางของประเทศเม็กซิโก จะเป็นดินแดนที่เคยรุ่งเรืองของชนเผ่าแอซเทค

ตำนานเล่าว่า ชาวแอซเทคเดินทางลงใต้เพื่อหาดินแดนใหม่ ตามคำทำนายว่าให้ตั้งเมืองใหม่ ตรงจุดที่ “นกอินทรีกำลังจิกงูบนต้นกระบองเพชร” และในที่สุดพวกเขาก็เจอเพียงแต่ว่าจุดนั้นเป็นเกาะเล็กๆ ในทะเลสาบเทคโคโค่ (Texcoco) แต่สุดท้ายพวกเขาก็สามารถตั้งเมืองใหม่ บนทะเลสาบได้สำเร็จ และตั้งชื่อว่า “เตนอชตีตลัน” (Tenochtitlan)ซึ่งก็คือเม็กซิโก ซิตี้ ในปัจจุบัน

โบสถ์คริสต์ใจกลางเม็กซิโก ซิตี้ ที่สร้างทับเมืองเตนอชตีตลันของชาวแอซเทค

 

ชาวเตนอชตีตลัน เรียกตนเองว่า “เม็กซิกาเทน็อคคา” (Mexica Tenocha) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อชาวเม็กซิกัน และประเทศเม็กซิโกในปัจจุบัน และตำนานอินทรีจิกงูบนต้นกระบองเพชร ก็คือภาพที่ปรากฏอยู่บนธงชาติเม็กซิโกนั่นเอง

น่าเสียดายที่ความรุ่งเรืองของชาวเม็กซิกาคงอยู่ไม่ถึง 3 ศตวรรษ ก็ต้องจบสิ้นลง ด้วยการมาเยือนของนักล่าอาณานิคม ถ้าขุดลึกลงไปใต้ผืนดินของกรุงเม็กซิโก ซิตี้ ก็คงเจอกับซากของเตนอชตีตลัน และถูกทำลายและสร้างทับด้วยสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลของสเปน

ทั่วประเทศเม็กซิโกนั้น มีพีระมิดเก่าแก่มากมาย แต่น่าเสียดายว่าพีระมิดที่ยังสมบูรณ์กลับไม่ใช่ของชาวแอซเทคเลย เพราะพีระมิดที่มีชื่อเสียงที่สุดมีอยู่ 2 แห่ง เรียกว่า เตโอติอัวกัน (Teotihuacan) เป็นของชนเผ่าลึกลับที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน ส่วนอีกที่หนึ่งเรียกว่า ชิเชน อิตซ่า (Chichen Itza) ซึ่งเป็นของชนเผ่ามายา

เตโอติอัวกัน เป็นนครร้างกลางหุบเขา ที่ห่างออกมาจากกรุงเม็กซิโก ซิตี้ ประมาณ 50 กิโลเมตร ที่นี่ชาวแอซเทคบังเอิญมาพบเข้าก่อนที่จะมาถึงเม็กซิโก ซิตี้ และได้ตั้งชื่อให้ว่า “เตโอติอัวกัน” ซึ่งแปลว่าเมืองแห่งเทพเจ้าจนถึงทุกวันนี้ นครแห่งเทพเจ้าแห่งนี้ ก็ยังเป็นปริศนา ให้นักมนุษยวิทยาและนักโบราณคดีหาคำตอบว่าตกลงใครเป็นคนสร้าง แล้วล่มสลายลงไปได้อย่างไร

ว่ากันว่าเตโอติอัวกัน คือรูปแบบของเมืองใหญ่แห่งแรกของโลกตะวันตก ประมาณการว่าน่าจะเคยมีคนอาศัยอยู่ร่วม 2 แสนคน นักโบราณคดีได้ขุดค้นภายใต้พีระมิด และเรียนรู้ว่าเมืองที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ มีการปกครองเป็นชนชั้น มีการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบตามหลักจักรวาลวิทยา มีการใช้หินออบซิเดียน(Obsidian) เป็นอาวุธมีคม และเครื่องมือเครื่องใช้ รวมทั้งมีประเพณีการบูชายัญ

เศษซากของเทมโพล มาโย วิหารหลักของชาวเมืองเตนอชตีตลัน

 

แม้ว่าจนถึงปัจจุบันนี้  เรื่องราวของเตโอติอัวกันยังเป็นปริศนาที่ท้าทายให้นักมนุษยวิทยาและนักโบราณคดีค้นหาคำตอบ ในขณะที่ความงดงามและยิ่งใหญ่ของเตโอติอัวกันก็ยังดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน

ถ้าเดินทางต่อมาที่เมืองที่เมริดา ในรัฐยูคาตัน ส่วนหนึ่งของคาบสมุทรยูคาตัน ก็จะมาถึงถิ่นของชาวมายัน อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยปริศนาอีกเช่นกัน

ประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสต์กาล ชาวมายันเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันเป็นสังคม แบ่งกันทำ และมีการแบ่งชนชั้นโดยกษัตริย์และนักบวชเป็นผู้นำ ในยุคที่มายารุ่งเรืองสุด เคยมีเมืองน้อยใหญ่กระจายอยู่ทั่วคาบสมุทรกว่า 40 เมือง ปัจจุบันนี้หลายพีระมิดยังคงเหลืออยู่กลางป่าในพื้นที่ของประเทศฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา และพื้นที่ตอนใต้ของเม็กซิโกหนึ่งในนั้นคือ ชิเชน อิตซ่า (Chichen Itza) พีระมิดมายา ที่มีคนมาชมร่วม 2 ล้านคน/ปี ซึ่งสาเหตุหลักก็น่าจะมาจากความยิ่งใหญ่และการเดินทางเข้าถึงได้ง่ายกว่าที่อื่นๆ

เอล กัสตีโย (El Castillo) คือพีระมิดหลักที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง คือหลักฐานสะท้อนถึงความรู้ด้านดาราศาสตร์ของชาวมายัน เพราะบันไดทางขึ้น 4 ด้าน ด้านละ 91 ขั้น และรวมกับแท่นที่อยู่ด้านบน ก็จะได้ 365 ขั้น สื่อถึงจำนวนวันใน 1 ปี

ทั้งนี้ ในช่วงหนึ่งของเดือน มี.ค. และ ก.ย.จะเกิดปรากฏการณ์ที่โลกมีกลางวันเท่ากับกลางคืน ที่เรียกว่า “วิษุวัต” หรือ Equinox ซึ่งจะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวมาที่ชิเชน อิตซ่า มากที่สุด เพราะแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ส่องมามุมตะวันตกเฉียงเหนือของพีระมิดเกิดเป็นเงาของงูขนนก สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมายา ทอดตัวลงไปตามแนวพีระมิด

แน่นอนว่าเรื่องราวของดินแดนอารยธรรมแห่งนี้ยังคงไม่จบอย่างแน่นอน เพราะคุณสามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ทางรายการโลก 360 องศา วันเสาร์นี้ ทาง ททบ.5

สวย คม เข้ม แบบสาวเม็กซิกัน

 

วิชัย อิ่มสุขสม การดำน้ำดีต่อใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2559 เวลา 12:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/460436

วิชัย อิ่มสุขสม การดำน้ำดีต่อใจ

โดย…รอนแรม

คนประเภทไหนกันที่เดินทางท่องโลกด้วยวิธีดำน้ำ สำหรับ ป๊อด-วิชัย อิ่มสุขสม เจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์จีนโบราณ หมิง เฟอร์นิเจอร์ คงต้องนิยามว่าเป็นคนประเภทรักสนุกแต่หลงใหลในความสงบ เขาจึงเลือกวิธีดำน้ำในโลกอันเงียบสงบ แล้วเติมแต่งรสชาติด้วยความท้าทายและสิ่งที่เหนือความคาดหมายตลอดเวลาเมื่ออยู่ใต้น้ำ

ป๊อด เริ่มดำน้ำครั้งแรกเมื่อ 26 ปีที่แล้ว ไดฟ์แรกคือเริ่มที่สิมิลัน และแหล่งดำน้ำในเมืองไทย เช่น กองหินโสโครก เกาะโลซิน เป็นเกาะหินปูนขนาดย่อมกลางทะเลอ่าวไทย ขึ้นอยู่กับ จ.ปัตตานี เป็นแหล่งดำน้ำและเป็นเกาะที่เล็กที่สุดในประเทศไทย หินม่วง หินแดง เกาะหก เกาะเต่า เกาะนางยวน และอีกมากมาย

 

ไดฟ์ต่างประเทศทริปแรกเขาเดินทางไปเบอร์มาแบงก์ ประเทศเมียนมา ไฮไลต์คือการให้อาหารฉลาม และลงดำแบบไนท์ไดฟ์ แต่ละวันจะดำประมาณ 3 ไดฟ์ในช่วงกลางวัน และอีกไดฟ์ปิดท้ายเวลากลางคืน โดยไนท์ไดฟ์จะดำลงไปไม่เกิน 3 เมตร จำกัดเขตเฉพาะบริเวณริมฝั่งจะไม่ออกไปกลางทะเล

“พอได้ดำน้ำแล้วชอบก็จะชอบเลย ชอบคือชอบ ทำยังไงก็ไม่เบื่อ ซึ่งโดยปกติจะมีบิ๊กทริป คือไปดำน้ำต่างประเทศกับเพื่อนๆ ประมาณ 2 ปีครั้ง เช่น ไปมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เม็กซิโก แต่ถ้าเป็นทริปเล็กๆ ในบ้านเราก็จะไปภูเก็ต ระนอง อ่าวไทย โดยไปดำน้ำแต่ละครั้งจะไม่คาดหวังอะไร ป๊อดไม่เคยเจอฉลามวาฬ แต่ก็ไม่ได้เสียใจ คิดว่าคราวหน้าค่อยไปใหม่ ตามหามันไปเรื่อยๆ” เขากล่าว

 

ป๊อดรักการดำน้ำ เพราะรักการเดินทาง แต่ละครั้งที่ไปดำน้ำใช่ว่าจะอยู่บนเรือแล้วลงน้ำตลอดเวลา แต่จะมีช่วงเวลาให้เที่ยวด้วย เช่น ถ้าจะไปสิมิลันก็ต้องเที่ยวพังงา ถ้าไปเกาะเต่าก็ต้องเที่ยวสุราษฎร์ธานี หรือเมื่อดำน้ำแล้วจะไม่สามารถขึ้นเครื่องบินได้ทันที แต่ต้องพักน้ำเป็นเวลา 24 ชม. นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กับการปรับสภาพความดันในร่างกายให้เป็นปกติ

เขายังกล่าวด้วยว่า การดำน้ำยังเป็นตำราฝึกระเบียบวินัย เพราะนักดำน้ำต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

 

“ทุกครั้งที่ดำจะต้องทำเซฟตี้สต็อปประมาณ 3 นาที คือขึ้นจากน้ำลึกมาลอยตัวอยู่นิ่งในความลึกประมาณ 3 เมตร นักดำน้ำต้องมีวินัยเคร่งครัด เช่น ทุกครั้งที่ดำน้ำต้องมีบัดดี้ลงไปด้วย ถ้าบัดดี้หายต้องหาให้เจอ หากไม่เจอก็ต้องยกเลิกการดำน้ำทันที และเมื่อเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดต้องห้ามตกใจ ครองสติไว้ อย่าเป็นเหมือนป๊อดที่เกือบตายสองครั้งเพราะสติหลุด”

เขาเล่าเหตุการณ์เฉียดตายที่เกาะโซคอร์โร ประเทศเม็กซิโก (Socoro, Mexico) เกาะโซคอร์โรมีรูปร่างเป็นซิกเนเจอร์และเป็นที่นิยมมากในหมู่นักดำน้ำ มีทั้งกระเบนราหู ฉลามหัวค้อน และกองหินโสโครกที่มีระบบนิเวศใต้น้ำสมบูรณ์

 

“กระเบนราหูที่นี่ตัวใหญ่มาก ฉลามครีบขาว และมีสถาปัตยกรรมใต้น้ำที่มนุษย์เป็นคนสร้างขึ้น เราไปดำน้ำแบบลีฟอบอร์ดให้เวลาดำน้ำนาน 7 วัน แต่ป๊อดดำไปได้แค่ 3 วันก็เกิดเรื่อง” ป๊อดเริ่มเล่าเหตุการณ์

“วันนั้นตื่นมาแล้วกินอิ่มมาก ทำให้พอลงน้ำไปแล้วรู้สึกเหนื่อย คิดว่าคงไม่มีแรงพาตัวเองลงไปใต้น้ำได้ เลยตัดสินใจเพิ่มเวตเข้าไปที่เอวอีกก้อน แต่ปรากฏว่าลงเร็วเกินไป ลงไปห่างจากกลุ่มมาก ซึ่งตอนนั้นรู้สึกตกใจเล็กน้อย เมื่ออยู่ห่างจากกลุ่ม ป๊อดก็เลยรีบตีฟินเข้าไปหาเพื่อน ตีฟินให้แรงขึ้นเพื่อจะได้ทันกลุ่ม แต่ทำไปสักพักแรงเริ่มหมด ไม่ถึงเพื่อนข้างบนเสียที ก็เลยตัดสินใจถอดเวตออกหนึ่งก้อนเอาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อบีซี แต่ตอนที่จะใส่หัวเข็มขัดกลับ แรงเริ่มน้อย ใจเริ่มหวั่น เห็นเพื่อนห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ พยายามใส่เข็มขัดคืนหลายที แรงเริ่มหมด และตกใจแล้วว่าทำไมใส่ไม่เข้าสักที แต่โชคดียังไม่ถึงคราว บังเอิญไดฟ์ลีดเดอร์หันมาเห็นป๊อดท่าไม่ดี เลยพุ่งตรงเข้ามาจับใส่เข็มขัด และทิ้งเวตที่อยู่ในบีซีลงทะเล ตอนนั้นรู้แต่เพียงว่าอยู่กับไดฟ์ลีดเดอร์ อย่างอื่นไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว”

ป๊อดถูกนำขึ้นเรือทันทีและต้องพักน้ำ 1 คืน

เต็ม วันต่อมาเขาถูกส่งตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปโรงพยาบาลเฉพาะทางในเมืองข้างๆ ซึ่งถามว่าตอนนั้นกลัวไหม เขาตอบว่าเป็นความรู้สึกเสียดายมากกว่าที่ไม่ได้ดำน้ำต่อ หลังจากฟื้นเขาจึงได้วางแผนเที่ยวในเม็กซิโกรอเพื่อนๆ ที่ไปดำน้ำต่ออีก 4 วัน

“การดำน้ำไม่น่ากลัว” เขายืนยัน “ป๊อดมีความสุขกับน้ำกับปลากับอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาให้เห็น และการดำน้ำยังเป็นการฝึกสมาธิ ให้มีสติอยู่กับตัวเองตลอดเวลา มนุษย์หายใจใต้น้ำไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่คนเดินดินสามารถลงไปอยู่ในโลกใต้น้ำ”

 

ป๊อดคิดว่าโลกของเรามีสัดส่วนผืนน้ำมากกว่าผืนดิน คำว่าการเดินทางจึงไม่มีแค่แผ่นดิน แต่ยังมีแผ่นน้ำมหาศาลให้ลงไปค้นหาอีกมากมาย บางคนบอกว่าเคยเดินทางมาแล้วรอบโลก แต่ก็คงสู้กับการเดินทางใต้น้ำรอบโลกไม่ได้

“โลกใต้น้ำเป็นอีกโลกที่แค่คนไม่เคยเห็น ยกเว้นเสียว่าจะลงไปใต้น้ำด้วยตัวเอง” นับรวมๆ แล้วป๊อดดำน้ำมาแล้วกว่า 2,000 ไดฟ์ ในระยะเวลา 26 ปีที่ผ่านมา ถ้าถามว่าต่อไปจะเบื่อการดำน้ำหรือไม่ เขาตอบว่า คงไม่มีทางเบื่อ เพราะแต่ละไดฟ์ล้วนมีเรื่องราวที่ต่างกัน “เวลาเราไปอยู่ตรงนั้น เราจะเอนจอย เดอะ โมเมนต์ ไม่เคยคาดหวังว่าจะเจออะไร จึงไม่เคยผิดหวังเลยสักครั้งเดียว”

เขาทิ้งท้ายและฝากความห่วงใยถึงคนที่ชอบดำน้ำด้วยว่า ก่อนดำน้ำอย่ากินอิ่มเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอ ฟิตร่างกายให้แข็งแรง และเมื่ออยู่ใต้น้ำแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สติและสมาธิ ตัวช่วยอย่างดีที่จะทำให้การดำน้ำสนุกรอดปลอดภัย และยังดีต่อใจของนักดำน้ำ

 

Mannheim : The Smart City, Smart Life.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2559 เวลา 16:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/459179

Mannheim : The Smart City, Smart Life.

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา

“Forbes Magazine ยกย่องเมือง มานน์ไฮม์ (Mannheim) ประเทศเยอรมนี ว่าเป็น The City of Positive Economic and Innovative Environment”

เหตุผลในการยกย่องดังกล่าวคงไม่ใช่แค่เพียงเพราะ Mannheim เป็นเมืองที่เป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมสำคัญหลายอย่างในโลก หากแต่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Mannheim ในด้านต่างๆ ที่สามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนนับแต่อดีตจนปัจจุบัน และการวางแผนสู่อนาคตอย่างเป็นขั้นตอน มีระบบ รวมถึงอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงคือปัจจัยสำคัญ

ประสบการณ์ครั้งใหม่ของทีมงาน โลก 360 องศา ที่เมือง Mannheim คือการเดินทางออกนอกเมืองโดยการใช้บริการรถรางไฟฟ้าซึ่งมีตั๋วแบบเหมาวันให้เลือก สามารถใช้เดินทางได้ตลอดทั้งวันไม่จำกัดเที่ยว โดยราคาจะขึ้นอยู่กับว่าต้องการเลือกไปในเขตไหนบ้าง ถ้าเลือกไปได้ในหลายๆ เขต ราคาก็จะแพงขึ้น หลังจากนั่งรถมาได้สักพัก พวกเราก็เลือกลงที่สถานีย่านชานเมืองซึ่งได้ข้อมูลมาว่าสามารถเดินเลาะไปยังฝั่งแม้น้ำไรน์ได้

 

เราเดินผ่านหมู่บ้านที่มีอาคารสีสันสดใสเรียงรายกัน หน้าบ้านบางหลังปลูกต้นไม้ มีดอกไม้บานสะพรั่ง ผู้คนพากันออกมาเดินเล่นบ้าง ปั่นจักรยานบ้าง ดูแล้วเป็นย่านที่เงียบสงบน่าอยู่ เราลองกางแผนที่ถามทางจากคนที่เดินผ่านไปมาจึงได้ข้อมูลว่า ให้เดินไปตามถนนที่ตัดผ่านโรงไฟฟ้าซึ่งอยู่ด้านหน้าพวกเราก็จะถึงแม่น้ำได้

เจ้าของบ้านบางคนยังออกมายิ้มทักทายชวนพวกเราพูดคุย และได้ความว่าเขาอาศัยอยู่แถวนี้มากว่า 40 ปี ตั้งแต่ย่านนี้ยังไม่ค่อยมีคนอยู่ เมื่อมีการขยายโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ชุมชนรอบๆ โรงไฟฟ้าก็มีผู้คนมาอาศัยอยู่มากขึ้น และที่สำคัญตั้งแต่อยู่ที่นี่มาไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าเลย จึงทำให้เรารู้ว่าโรงไฟฟ้ากับชุมชนที่นี่อยู่ร่วมกันมานานมากทีเดียว

จากนั้นพวกเราก็ชวนกันเดินต่อ ระหว่างที่เดินไปตามทางตามที่ได้รับข้อมูลมา เราก็มาถึงยัง Information Center ของโรงไฟฟ้า ทำให้รู้ว่าที่นี่คือ โรงไฟฟ้า GKM ซึ่งพวกเราได้ข้อมูลบางส่วนมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่มีความเก่าแก่และสำคัญของเมือง Mannheim และของทวีปยุโรปอีกด้วย

 

ที่ Information Center ทำให้เราได้รู้เพิ่มเติมว่า โรงไฟฟ้า GKM เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1921 และเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1923 จากนั้นก็มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปลายปี ค.ศ. 2015 ที่ผ่านมาได้เปิดยูนิตที่ 9 ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีกำลังการผลิตกว่า 900 เมกะวัตต์ และทำการปิดยูนิตที่ 4 และ 5 ทิ้งไป ถึงแม้ว่าจะมีการปิดบางยูนิตไป แต่กำลังการผลิตรวมของ โรงไฟฟ้า GKM แห่งนี้ก็กลับสูงขึ้นเป็น 2,147 เมกะวัตต์ เลยทีเดียว

บริเวณถนนที่ตัดผ่านไปยังแม่น้ำซึ่งผ่านยูนิตที่ 9 นั้น ติดป้ายบอกตำแหน่งต่างๆ ของอาคารไว้อย่างชัดเจน รวมถึงป้ายที่บอกว่า ยูนิตที่ 9 เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากถ่านหิน และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลก และนับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ของทีมงาน เพราะถนนที่ตัดผ่านโรงไฟฟ้าบริเวณยูนิตที่ 9 นั้น มีผู้คนใช้สัญจรไปมาอยู่ตลอดเวลา

ถนนที่ตัดผ่านโรงไฟฟ้า GKM นั้น พาพวกเราไปจนถึงแม่น้ำไรน์ อย่างที่ได้ข้อมูลมาจริงๆ และยังมีบริการเรือข้ามฟากไปยังอีกฝั่งหนึ่งด้วย ยิ่งไปกว่านั้นตั๋วรถรางแบบเหมาวันที่พวกเราซื้อไว้นั้นก็สามารถใช้เป็นตั๋วเรือข้ามฟากได้ด้วยเช่นกัน พวกเราจึงชวนกันลงเรือข้ามฟากไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำไรน์ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงไฟฟ้า จึงได้เห็นภาพชัดๆ ว่า โรงไฟฟ้า GKM นั้นมีขนาดใหญ่มาก และทอดขนานไปกับฝั่งแม่น้ำไรน์

แม่น้ำไรน์นั้นเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่สุดของทวีปยุโรป มีความยาวกว่า 1,200 กิโลเมตร มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาแอลป์ และไหลผ่านประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปถึง 8 ประเทศ ก่อนจะไหลลงทะเลเหนือ นับเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งทางน้ำที่สำคัญ ระหว่างที่เรานั่งอยู่ริมฝั่ง จึงเห็นเรือขนสินค้าต่างๆ รวมถึงเรือขนถ่านหินผ่านไปมา อีกทั้งยังเห็นเรือนำเที่ยวอีกจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

บริเวณที่พวกเราข้ามฝั่งมานั้น มีลักษณะเป็นหาด มีผู้คนพากันมาทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนอนอาบแดด นอนอ่านหนังสือ หรือว่าลงเล่นน้ำ บางคนยังโบกไม้โบกมือชวนพวกเราลงเล่นน้ำด้วย พวกเรานั่งเล่นใต้พุ่มไม้ มองท้องฟ้าสดใส มีลมเย็นพัดเอื่อยๆ จึงไม่แปลกใจที่ว่าเหตุใดจึงมีคนจำนวนไม่น้อยเลือกจะมาทำกิจกรรมสันทนาการบริเวณนี้เพราะนอกจากจะเงียบสงบแล้ว ยังรู้สึกปลอดภัยอีกด้วย

พวกเรานั่งเล่นอยู่พักใหญ่ ก่อนจะข้ามฝั่งกลับมา และเดินทางไปยังอีกสถานที่หนึ่งซึ่งน่าจะเหมาะสำหรับคนชอบท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ นั่นคือ Waldpark and Reiß Island ซึ่งเป็นผืนป่าธรรมชาติขนาดใหญ่ริมแม่น้ำไรน์ โดยพื้นที่แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นป่าด้านนอก และส่วนที่เป็นเกาะ

บริเวณป่าด้านนอกนั้นมีความอุดมสมบูรณ์มาก เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ และมีทางเดินเชื่อมถึงกัน

โดยตลอด ผู้คนพากันพาสัตว์เลี้ยงออกมาเดินเล่น วิ่งออกกำลังกาย บ้างก็มากันเป็นเป็นครอบครัว เป็นภาพความสุขแบบง่ายๆ ของคนที่นี่ นอกจากนั้นแล้วยังมีลานทำกิจกรรม และร้านอาหารไว้บริการด้วย

พวกเราชวนกันเลือกเครื่องดื่ม แล้วนั่งมองผู้คนทำกิจกรรมต่างๆ ริมแม่น้ำไรน์ ได้เห็นชีวิตสบายๆ ไม่เร่งรีบ สำหรับพวกเราแล้ว Mannheim จึงเป็นเมืองที่ดูลงตัวเรื่องคุณภาพชีวิตอย่างมาก สมกับที่ได้รับยกย่องว่าเป็น The City of Positive Economic and Innovative Environment ติดตามเรื่องราวน่าสนใจอันหลากหลายของเมือง Mannheim ได้ในรายการโลก 360 องศา คืนวันเสาร์ ททบ. 5

 

เทรนด์ใหม่ที่มัลดีฟส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2559 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/458671

เทรนด์ใหม่ที่มัลดีฟส์

โดย…ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

มัลดีฟส์เป็นประเทศที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต บอกอย่างนี้คุณอาจงง แต่มัลดีฟส์เกิดจากปะการัง สัตว์ตัวเล็กจิ๋วที่เกิดมาเมื่อ 450 ล้านปีก่อน เป็นหนึ่งในสัตว์เก่าแก่ที่สุดในโลก ปะการังจิ๋วเหล่านี้ดึงแคลเซียมและคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำทะเล สร้างเป็นก้อนหินปูนขึ้นมา แต่ละก้อนมีปะการังจิ๋วนับหมื่นนับแสนตัว ช่วยกันสร้างทีละเล็กทีละน้อย ปีหนึ่งโตได้แค่ 2-3 เซนติเมตรเท่านั้น

ไม่กี่เซนติเมตรต่อปี หมายถึงหลายเมตรในเวลาหลายพันหรือนับหมื่นปี ปะการังเหล่านี้เกาะตัวบนเกาะที่เกิดจากภูเขาไฟ จากนั้นก็เติบโตขึ้นมาจนกลายเป็นแนวปะการังปริ่มน้ำ บางแนวยาวนับสิบกิโลเมตร ทรายที่เกิดจากคลื่นซัดปะการังสะสมตัวกัน จนกลายเกาะทรายโผล่พ้นน้ำขึ้นมา มัลดีฟส์มีเกาะแบบนี้นับพัน แต่ละเกาะไม่ใหญ่โต บางเกาะเดินแค่ครึ่งชั่วโมงก็รอบเกาะ แต่นั่น…หมายถึงสวรรค์กลางทะเล

มัลดีฟส์อยู่ระหว่างเส้นทางเดินเรือโบราณในมหาสมุทรอินเดีย ผู้คนพากันหลีกเลี่ยงด้วยความเกรงกลัวเรือชนปะการัง แทบไม่มีใครมาอยู่อาศัย ไม่มีน้ำ ไม่มีดิน จะปลูกอะไร จะอยู่ทำไม มีแต่ชาวประมงจากอินเดียและศรีลังกาผลัดกันมาเป็นครั้งคราว

จนโลกเข้าสู่ยุคใหม่ การเดินทางโดยเรือเริ่มแพร่หลาย มัลดีฟส์กลายเป็นที่แวะพักกลางทะเล เริ่มมีคนมาอาศัยมากขึ้น ก่อนเข้าสู่ยุคบูมสุดเมื่อการท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็ว สนามบินถูกสร้างขึ้นใกล้เกาะที่เป็นเมืองหลวงชื่อมาเล ผู้ประกอบการจากต่างชาติได้รับสัมปทานเกาะทีละแห่งสองแห่ง เริ่มสร้างรีสอร์ทบนเกาะ บ้างก็ยื่นไปในทะเล กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ 5 ดาว ใครๆ ก็อยากไปทะเลมัลดีฟส์

ผมมามัลดีฟส์ครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน ในเวลานั้นมีเกาะให้พักอยู่บ้าง มีโอกาสกลับมาอีกหลายหนจนถึงครั้งล่าสุด มัลดีฟส์เจริญขึ้นเรื่อย โดยพยายามเน้นการดูแลรักษาทะเลของเขาไว้ เพื่อให้เป็นแหล่งทำมาหากินชั่วลูกชั่วหลาน เพราะขาดทะเล มัลดีฟส์สิ้นแน่ รายได้ทั้งหมดของประเทศนี้มาจากทะเล อาหารเกือบทั้งหมดก็มาจากทะเล มัลดีฟส์เป็นแหล่งที่มีปลาชุกชุมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ในการพูดคุยกับหลายภาคส่วนในมัลดีฟส์ ผมพบว่าพวกเขาเป็นห่วง 2 อย่าง อันดับแรก คือ ภาวะโลกร้อนที่อาจทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อีกอย่างคือผู้คนที่พากันเข้ามาจากทั่วสารทิศ พวกเขาเป็นห่วงว่าผลกระทบทั้งทางตรง เช่น การก่อสร้างลงไปในแนวปะการัง และผลทางอ้อม เช่น ขยะ น้ำเสีย ที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยว จะส่งต่อธรรมชาติอันเป็นแหล่งทำมาหากินของพวกเขา

มัลดีฟส์จึงพยายามหลีกเลี่ยงการท่องเที่ยวแบบ Mass ไม่ต้อนรับทัวร์ที่มีราคาถูกเกินไป พยายามรักษาระดับของการท่องเที่ยวไว้ให้เป็นระดับ 4-5 ดาว ซึ่งดูจากสภาพที่เกิดขึ้นแล้ว ผมคิดว่าเป็นไปได้ครับ เพราะคนที่นี่ทราบดีว่า หากต้องการเงินระยะสั้นเมื่อไหร่ หากไม่สนใจธรรมชาติเมื่อใด พวกเขาแย่แน่

กลุ่มธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ลงทุนสร้างโรงแรมในมัลดีฟส์มานานพอสมควร เนื่องจากภาวะที่ค่าที่ดินในแหล่งท่องเที่ยวริมทะเลไทยเริ่มแพงมากขึ้นเรื่อยๆ และการควบคุมเรื่องสิ่งแวดล้อมทำได้ยากเย็นมากขึ้น เพราะโรงแรมเราดูแลอย่างดี แต่ดันมีน้ำเสียหรือการทำลายปะการังจากแขกของที่อื่น ผมคิดว่าเทรนด์ในอนาคตอันใกล้ เราจะเริ่มไปใช้มัลดีฟส์เป็นฐานในการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวต่างๆ มากขึ้นและมากขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงเรากับมัลดีฟส์คงจะต้องติดต่อพูดคุยประสานกันให้ใกล้ชิดขึ้น ไม่เฉพาะแค่ภาคธุรกิจ แต่ยังหมายถึงการร่วมมือกันด้านการศึกษาทะเล การดูแลรักษา การบริหารจัดการ ฯลฯ

นั่นคือเหตุผลที่ผมมามัลดีฟส์ในครั้งนี้ เพื่อเริมต้นการศึกษาดังกล่าว และจะพยายามหาทางเปิดความร่วมมือของไทยกับมัลดีฟส์ในเรื่องทะเลให้ก้าวไปข้างหน้า และหวังว่าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะช่วยกันผลักดัน เรามีอะไรหลายอย่างที่สามารถไปด้วยกันได้ แต่ต้องมีคนจุดประกายและเดินต่อกันครับ

 

เดินชิลในคืนแห่งความหลอน @ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/457924

เดินชิลในคืนแห่งความหลอน @ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์

โดย…คาเอรุ ภาพ : ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์

เนื่องในโอกาสที่ย่างเข้าเดือนแห่งความหลอนของวันฮัลโลวีน 31 ต.ค. เราจะพาไปเดินเที่ยวชิลๆ ปนสยอง ณ ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์ รีสอร์ทเวิลด์ เซ็นโตซ่า กันแบบไม่ธรรมดา

10 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น ช่วงเวลาเปิดบริการปกติของสวนสนุกที่ได้ไปเยี่ยมชม Far Far Away ปราสาทของเชร็คและฟิโอน่า ผจญภัยไปกับขุมทรัพย์ใต้สมุทรของชาวมาดากัสการ์ และพุส อิน บูต กับดินแดนมัมมี่ หรือลอสต์เวิลด์ยังไม่สะใจ ต้องรอให้ถึงช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตกดินกันเสียก่อน บรรยากาศยามค่ำคืนของยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์ รีสอร์ทเวิลด์ เซ็นโตซ่า จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

เตรียมซ้อมกรีดร้องกันไว้ให้ดังๆ กับฮัลโลวีน ฮอร์เรอร์ ไนต์ (Halloween Horror Nights-HHN) งานฮัลโลวีนที่ยิ่งใหญ่ และสยองขวัญแห่งปี จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 แล้ว โดยได้รับการขนานนามว่า น่ากลัวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การันตีความสยอง ความน่ากลัวขีดสุดขั้นกว่าของ 5 ปีที่ผ่านมา

ไม่ว่าจะเป็น สิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ สัตว์ประหลาด ผีจากฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก บ้านผีสิง 5 แห่งที่ชวนขนหัวลุก และครั้งแรก! กับขบวนพาเหรดผีฟื้นคืนชีพในธีม “คืนหลอกวิญญาณหลอน” (Day of the Dead) ที่พญามัจจุราชได้ปลดปล่อยออกมาสู่โลกมนุษย์ และโชว์ชุดพิเศษอีก 2 ชุด โดยเปิดให้สยองกันตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา รวมทั้งหมด 16 คืนเต็ม

 

ถ้ากายพร้อม ใจพร้อมแล้วก็เดินตามกันมาเลย…

ทำยังไงเมื่อเราเดินหลงเข้าไปในตลาดศูนย์อาหารแสนอร่อยของสิงคโปร์ อยากจะหาข้าวมันไก่ หรือบะกุดเต๋กินให้หายหิว แต่กลับต้องพบสถานที่ที่เต็มไปด้วยโศกนาฏกรรม เมื่อปาร์ตี้สุดมัน ณ ฮอว์เกอร์ เซ็นเตอร์ ได้เกิดเหตุสังหารหมู่ (Massacre at Hawker Center) โดยแขกเหรื่อที่มารับประทานอาหารในศูนย์ทั้งหมดโดนวางยาพิษ มีกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลจนร่างกายเน่าเปื่อยพุพอง กลายสภาพเป็นตัวชอบกินเนื้อมนุษย์และเลือดสดๆ แทนที่จะได้รับประทาน เราอาจจะต้องกลายเป็นอาหารเสียเอง…

รอดด่านที่ 1 มาได้ ขอบอกให้หนุ่มๆ เตรียมวิ่งหนีกันแบบไม่คิดชีวิต เมื่อหลงเข้าไปติดกับในโรงแรม ฮู ลี่ (Hu Li’s Inn) ซึ่งตกแต่งในสไตล์เซี่ยงไฮ้โบราณ สีสันสดใสสวยงาม เต็มไปด้วยสาวสวยหุ่นงาม หากซ่อนความน่ากลัวเอาไว้ เนื่องจากเบื้องหลังใบหน้าอันงดงาม คือปีศาจจิ้งจอก นางเสือสมิง ปีศาจงู นางพญาแมงมุม ที่ซ่อนความน่ากลัวเอาไว้ใต้โฉมหน้าของสาวสวยมาลวงหลอกดูดวิญญาณ

 

อีกบ้านสุดสยองที่จะเพิ่มดีกรีความระทึกขวัญ กับการจำลองบ้านแม่มดแห่งซาเล็ม (The Salem Witch House) บ้านสยองขวัญในตำนานแห่งเมืองซาเล็ม รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐ บ้านหลังเดียวบนเส้นทางล่าแม่มด หรือ Witch Hysteria of 1692 ที่ยังหลงเหลือจากศตวรรษที่ 17 ซึ่งมีหญิงสาวที่ไร้ความผิดนับ 20 รายต้องถูกสังหาร ด้วยข้อกล่าวหาว่าเธอเป็นแม่มด บ้านหลังนี้จะว่าสยองก็สยอง หลอนก็หลอน แต่แอบซ่อนความสวยงามของผีสาวเอาไว้ด้วย

เดินมาถึงบ้านสวยๆ แต่สุดสยองอีกหลัง งานนี้เป็นผลงานของศิลปิน ดาเมี่ยน ชิปแมน ที่จะพาทุกคนเดินผ่านชุมชนมืดมิด ที่จัดแสดงนิทรรศการ Bodies of Work เพื่อไว้อาลัยให้กับครอบครัวของเขาที่เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ แต่ละมุมๆ มีความสวยปนสยอง ทั้งซากบ้านและซากคนที่ไหม้เกรียม กับผีมากมายที่ซ่อนตัวตามซอกตามมุม พร้อมจะออกมาสร้างความสยองได้ระหว่างทาง

 

รอดจากชุมชนไฟไหม้ ไปเดินหลงวนๆ ในป่าช้าแห่งความสยอง (Suicide Forest) โซนสยองขวัญที่ชวนขนหัวลุกไปกับเสียงร้องไห้โหยหวน วิญญาณที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ที่ผ่านการปลิดชีวิตตัวเองตามชื่อของป่า พร้อมจะมาหลอกหลอนและพาเราไปสู่โลกแห่งความตาย ต้องขอบอกว่า เดินให้ดีๆ เพราะมีความหลอน และความหลง (ทาง) จริงๆ ในป่าช้าแห่งนี้

บ้านผีบ้านสุดท้ายเป็นไฮไลต์ของปีนี้ โดยได้จำลองโรงพยาบาลชางงีเก่า (Old Changi Hospital) ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยที่อังกฤษยังปกครองสิงคโปร์อยู่เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากจะเป็นสถานที่ที่หลอนที่สุดในสิงคโปร์ จนทำให้ต้องปิดเอาไว้เฉยๆ และไปสร้างโรงพยาบาลชางงีแห่งใหม่แล้ว ยังติดอันดับ Top 20 ของสถานที่ที่หลอนที่สุดในโลกอีกด้วย แค่ความเป็นโรงพยาบาลก็น่ากลัวพออยู่แล้ว ยังจะมีวิญญาณตายโหงเร่ร่อนที่มีความอาฆาตแค้น วิญญาณทหารญี่ปุ่นจากสงครามโลก และวิญญาณอื่นๆ อีกมากมาย แค่เห็นบรรยากาศก็ชวนขนหัวลุกไม่เลิก

 

เดินชิลๆ แนวขวัญผวา ขวัญเอ๋ยขวัญมา ปิดท้ายกันที่ขบวนพาเหรดสวยๆ กึ่งละครเพลง “คืนหลอกวิญญาณหลอน” (March of the Dead) ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกปีนี้ มีทั้งศพเน่า โลงศพไร้ญาติ และโครงกระดูก นำทัพโดยพญามัจจุราชสาว (Lady Death)

นอกจากนี้ ยังมีตัวตลกแจ็ก “Jack the Clown” ที่กลับมาแสดงในปีนี้อีกครั้งตามเสียงเรียกร้องของแฟนๆ พร้อมกับโชว์สุดพิเศษ Jack’s Recurring Nightmare Circus ที่ฮอลลีวู้ด เธียเตอร์ มีทั้งการร้อง การเต้น กายกรรมลอยฟ้า และอีกมากมาย ชมไปถอนหายใจไปให้คลายความสยองกันได้นิดหน่อย

 

ฮัลโลวีน ฮอร์เรอร์ ไนต์ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 19.30 น. (คืนที่กำหนด) บัตรทั่วไปราคา 65 เหรียญสิงคโปร์ และ 69 เหรียญสิงคโปร์ (หรือราว 1,700 บาท และ 1,800 บาท ตามลำดับ) นอกจากนี้ยังมีบัตรแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง (เข้าได้ทุกคืน) ราคา 148 เหรียญสิงคโปร์ (ราว 3,850 บาท) และพิเศษ! สำหรับ R.I.P. Tour และ VIP Tour สามารถลงทะเบียนชมเบื้องหลังการจัดงานแบบเอ็กซ์คลูซีฟ (จำนวนจำกัดต่อวัน)

จองตั๋วและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.halloweenhorrornights.com.sg และ www.rwsentosa.com/th

 

 

 

 

Mannheim The Creative City เมืองแห่งการสร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 12:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/457824

Mannheim The Creative City เมืองแห่งการสร้างสรรค์

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

“Mannheim เป็นหนึ่งในเมืองที่เป็น The Creative City ของโลก”

หลังจากเดินทางอยู่ในเมือง “Mannheim” ประเทศเยอรมนีไม่นาน เราก็ค้นพบว่าการมีผังเมืองที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายตารางหมากรุกนั้น ทำให้เมืองนี้สามารถเดินเที่ยวเองได้ง่ายๆ ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมถึงมีคนเชื้อชาติต่างๆ อพยพมาจากกว่า 170 ประเทศ เข้ามาที่เมืองนี้ ทำให้มีอาหารการกินที่หลากหลาย Mannheim จึงอาจจะเป็นจุดหมายใหม่ในการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

นอกจากจะเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทั้งเรื่องผู้คนและอาหารการกินแล้ว Mannheim ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นที่ตั้งสำนักงานของบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำของโลกจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น Daimler ผู้ผลิตรถยนต์คุณภาพเยี่ยมอย่าง Mercedes-Benz ที่คนไทยรู้จักกันดี หรือ Unilever ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลก ไปจนถึง Siemens กลุ่มบริษัทวิศวกรรมขนาดใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรป ก็ล้วนแล้วแต่มีสำนักงานอยู่ที่เมืองนี้

ภาพมุมสูงของเมือง Mannheim

 

การจะเป็นที่ตั้งของสำนักงานบริษัทระดับโลกนั้น จะต้องเกิดจากความเชื่อมั่น และหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นในทางธุรกิจคือความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะที่ Mannheim นั้น เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้า GKM ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินขนาดใหญ่ ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้กว่า 2,000 เมกะวัตต์ เมื่อมีความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าจึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมของเมืองนี้มีความมั่นคง ส่งผลให้เศรษฐกิจดี ผู้คนรายได้ดี นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี

นอกจากความมั่นคงด้านพลังงานแล้ว Mannheim ก็คล้ายกับอีกหลายเมืองในประเทศเยอรมนีที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวควบคู่กันไปด้วย โดยที่นี่มีสวนสาธารณะ “Luisenpark” ซึ่งเป็นสวนขนาดใหญ่กลางเมืองที่มีชื่อเสียง และขึ้นชื่อว่ามีการจัดภูมิทัศน์ได้สวยที่สุดแห่งหนึ่งของทวีปยุโรป

มุมยานพาหนะใน Technoseum

 

พื้นที่สวนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ สวนด้านนอกที่ไม่เก็บค่าบริการ จะเห็นผู้คนพากันมาเดินเล่น ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ขณะที่สวนด้านในนั้นมีการเก็บค่าเข้าชมทั้งแบบเหมาวันและรายปี เมื่อเข้าสู่ด้านในแล้วจะมีมุมกิจกรรมต่างๆ เวทีการแสดง รวมถึงเครื่องเล่นสำหรับเด็กๆ อีกด้วย โดยเฉพาะเรือที่เรียกกันว่า “Gondoletta” แค่ซื้อตั๋วแล้วลงไปนั่ง เรือก็พาชมสวนโดยไม่ต้องออกแรงปั่นหรือถีบเพราะใช้ระบบอัตโนมัติ

การล่องเรือชมสวน นอกจากจะทุ่นแรง ทุ่นเวลา และเพลิดเพลินแล้ว ทำให้มีโอกาสได้สังเกตผู้คนที่มาทำกิจกรรมต่างๆ ที่สวนแห่งนี้ ส่วนใหญ่มักจะมาเป็นครอบครัว จากการสอบถามจึงรู้ว่าบางคนไม่ได้อาศัยอยู่ที่ Mannheim แต่เลือกจ่ายค่าบำรุงรายปีให้กับสวนแห่งนี้ เพื่อพาครอบครัวมาพักผ่อนหย่อนใจ และทำกิจกรรมในช่วงวันหยุด

ใกล้ๆ กันกับ Luisenpark เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ “Technoseum” ซึ่งเดินต่อไปไม่ไกล ที่นี่เปิดให้เข้าชมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 มีส่วนจัดแสดงที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมด้านต่างๆ ของประเทศเยอรมนีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และมีเจ้าหน้าที่หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส คอยให้ข้อมูลทุกส่วนจัดแสดงแก่ผู้มาเยี่ยมชม

เราได้รับคำแนะนำว่าควรจะเริ่มจากการนั่งรถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยหัวรถจักรไอน้ำเป็นอย่างแรก ซึ่งเด็กๆ ดูตื่นเต้นและสนุกสนานกับกิจกรรมนี้มาก นอกจากนั้นแล้วหนึ่งในส่วนจัดแสดงที่โดดเด่นของที่นี่ คือแบบจำลองรถยนต์คันแรกของ Karl Benz ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมที่พลิกโฉมหน้าการคมนาคมขนส่งของโลก และจัดแสดงครั้งแรกที่เมือง Mannheim แห่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นในปีหน้า ค.ศ. 2017 ที่เมืองนี้กำลังจะมีนิทรรศการ 200 ปี จักรยานโลก เพราะจักรยานคันแรกของโลกก็จัดแสดงครั้งแรกที่เมืองนี้เช่นเดียวกัน โดยที่ Technoseum นี้มีแบบจำลองจักรยานในยุคต่างๆ ให้พวกเราได้ตื่นตาตื่นใจอีกด้วย

อากาศดี ท้องฟ้าสดใสที่ Luisenpark

 

เจ้าหน้าที่ของ Technoseum นำเราชมส่วนจัดแสดงต่างๆ หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาด้านพลังงานของประเทศเยอรมนีซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุง โดยให้เหตุผลว่าในปัจจุบันเป็นช่วงของ Energy Transition เพราะมีเรื่องที่เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีเงื่อนไขมากมาย โดยเฉพาะหากจะมุ่งเน้นไปที่การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% นับเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ

เช่น หากสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมได้เพียงพอในพื้นที่หนึ่ง แต่จำเป็นต้องนำไปใช้ยังอีกพื้นที่หนึ่ง จะนำไปอย่างไรให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด ต้องมีระบบ Grid ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อเชื่อมโยง หรือจะจัดเก็บพลังงานอย่างไรให้อยู่ได้นานที่สุด เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงานก็ยังไม่ก้าวหน้าทันต่อความต้องการใช้ได้ตลอดเวลา

เมื่อมองในภาพรวมแล้ว ขณะที่มีการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เพื่อนำสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานก็ต้องพัฒนาควบคู่กันไป ไฟฟ้าที่ผลิตจากถ่านหินหรือนิวเคลียร์ก็ได้รับการพัฒนาให้ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่นับวันมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น พร้อมๆ กับการพัฒนานวัตกรรมการขนส่งพลังงานและการจัดเก็บพลังงานเพื่อนำไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในอนาคต และที่ Technoseum นี้ ทำให้เรามองเห็นภาพรวมของการพัฒนาด้านพลังงานตามความเป็นจริง โดยเฉพาะในประเทศเยอรมนี ซึ่งมีความต้องการใช้พลังงานสูงมาก เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าไปจำหน่ายทั่วโลก

ก่อนกลับเราไม่ลืมที่จะแวะไปทักทายพระเอกของ Technoseum นั่นคือหุ่นยนต์อัจฉริยะ “Pual” ที่สามารถส่งเสียงทักทายได้ ขยับตัวได้ จึงกลายเป็นเป็นขวัญใจของทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ที่มาเยี่ยมเยือนที่นี่ ติดตามเรื่องราวอื่นๆ ของ “Mannheim” หนึ่งในเมืองที่เป็น The Creative City ของโลก ได้ในรายการโลก 360 องศา คืนวันเสาร์ ทาง ททบ.5

ล่องเรือ Gondoletta ชมสวน

 

จินา โอสถศิลป์ เดินทางเปิดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/457821

จินา โอสถศิลป์ เดินทางเปิดโลก

โดย…รอนแรม

หญิงเก่งแห่งค่ายหนังสร้างสุข จีน่า-จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช 559 ค่ายหนังที่สร้างความสุขให้คนดูหนังไทย

GDH 559 ย่อมาจาก Gross Domestic Happiness หมายถึง หน่วยวัดความสุขใจของผู้ชมและคนทำงาน ส่วนตัวเลข 559 หมายถึง ฤกษ์ดีของบริษัทที่เปิดวันที่ 5 ม.ค. 59 และตรงกับจำนวนผู้ถือหุ้น จำนวน 59 คน โดยจีดีเอชเป็นความร่วมมือของ 2 บริษัท คือ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และหับ โห้ หิ้น บางกอก

 

นอกจากนี้ จีน่ายังเป็นประธานบริษัท หับ โห้ หิ้น บางกอก บริษัทผลิตหนังและโฆษณา ตั้งแต่อายุ 25 ปี ที่อายุพอๆ กับอายุการทำงานในวงการหนังของเธอ

เธอทำงานหนัก แต่อีกด้านหนึ่งของชีวิตเธอก็ยังเดินทางหนัก ตามหลัก “สุขนิยม” ที่ยึดทำมาตลอดทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ทริปส่วนตัว ทริปทำงาน ทริปไหว้พระ ทุกอย่างเกิดขึ้นไปพร้อมกับงานยุ่งๆ ใน 6 บริษัทที่ต้องดูแล

 

ทำงานไป เที่ยวไป

สิบกว่าปีก่อนสมัยยังทำแต่หับ โห้ หิ้น เธอเดินทางบ่อย (มาก) เช่น ทริปกลับไปเที่ยวนิวยอร์กทุกปีตั้งแต่จบปริญญาโทที่นั่นมา

“นิวยอร์กเป็นสวรรค์ของการกิน การกินทุกชนิดมีหมด อาหารไทย เกาหลี ฝรั่ง และเป็นเมืองที่ไม่หลับใหลทำให้เที่ยวได้กินได้ตลอดเวลา”

 

แต่ต่อมาเมื่อร่วมก่อตั้งบริษัททำภาพยนตร์ไทยทำให้เธอมีเวลาเที่ยวน้อยลง หรือพูดให้ชัดคือ มีเวลาเที่ยวยาวๆ หลายวันน้อยลง ดังนั้นเมื่อมีเวลาเที่ยวเมื่อไร เธอจะทุ่มเทกับการพักผ่อนต่างจากสมัยก่อนที่จะเที่ยวเต็มที่

“เดี๋ยวนี้จะไปแต่ที่ที่สบายเท่านั้น จะเลือกโรงแรมดีๆ แต่ไม่ใช่ว่าเรามีตังค์ เราแค่รู้สึกเหนื่อยเลยอยากหาสิ่งที่ดีให้ตัวเอง” เธอกล่าว

 

“ธรรมชาติของตัวเองเป็นคนที่ชอบไปทะเลมาก ทะเลเป็นเดสติเนชั่นที่ต้องไป ถ้าเราเป็นคนเลือกทริปเอง”

ถ้าเข้ามาดูชีวิตของเธอจะเห็นว่า จีน่าเป็นคนเดินทางบ่อย ทว่าหลายครั้งเป็นเพราะงาน เธอมีบริษัทในเครือ 6 บริษัท ทุกบริษัทเธอจะให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมเอาต์ติ้ง นั่นหมายความว่า ใน 1 ปีเธอต้องมี 6 ทริปเป็นอย่างน้อย

 

“การเดินทางไปทำงานมากๆ ทำให้การเดินทางส่วนตัวน้อยลง แต่ก็เที่ยวบ่อย เที่ยวเพราะไปเอาต์ติ้งกับบริษัทแล้วเราเป็นคนเลือกสถานที่ มัลดีฟส์ ฮอกไกโด และหลังๆ ชอบเดินทางไปไหว้พระ ไปรับพลังพรเยอะ อย่างที่ จีน อินเดีย เมียนมา แต่ถ้ากลับมาถามว่าความสุขในการเดินทางคืออะไร ก็จะเลือกทะเล”

เธอเล่าถึง ทะเลมัลดีฟส์ ที่เพิ่งไปเอาต์ติ้งกับบริษัท หับ โห้ หิ้น เมื่อปีที่แล้ว ฟังไม่ผิด เธอพาบริษัทไปเอาต์ติ้งที่มัลดีฟส์

“หับฯ เปิดมา 25 ปี ไปเอาต์ติ้งกันทุกปี” เธอไล่เรียงตั้งแต่ปีที่สองไปบาหลี ปีที่ห้าไปแอลเอ ปีที่เจ็ดไปอียิปต์ ปีที่สิบไปอิตาลี ปีที่สิบสองกับปีที่สิบสามไปเกาหลี ปีที่สิบห้าไปญี่ปุ่น ปีที่ยี่สิบไปฝรั่งเศส ปีที่ยี่สิบสองไปฮอกไกโด ปีที่ยี่สิบสี่ไปมัลดีฟส์ และในปีนี้ปีที่ยี่สิบห้าไปพักปารดี เกาะเสม็ด

 

“ทุกคนไปเหมือนกัน นอนเหมือนกัน บินเหมือนกัน กินเหมือนกัน อย่างหับฯ เราจะให้ทุกคนได้อยู่ดีกินดี กินของอร่อย ถ้าเดินทางก็จะพาไปที่ที่ ดีและมีความสุข ปีนี้ไปปารดีซึ่งเป็นการเอาต์ติ้งในเมืองไทยครั้งแรกทุกคนก็มีความสุข ถ้าบริษัทมีเงินเราจะไปเที่ยว เราจะไปสร้างความสุขร่วมกัน” ประธานบริษัท หับ โห้ หิ้น กล่าว

นอกจากนี้ การเดินทางยังทำให้เธอพบพลังแห่งศรัทธาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างทริปอินเดีย ที่ได้ไปยังเมืองมรดกโลก ณ เมืองออรังกาบัด สู่หมู่ถ้ำอชันต้า ที่ทำให้เห็นความศรัทธาของผู้คนต่อศาสนา หรือเมียนมาที่เธอไปทุกปี หลักๆ คือ ชเวดากอง อินแขวน พุกาม มัณฑะเลย์ ไปบ่อยจนสามารถเป็นสะพานบุญพาเพื่อนพี่น้องไปไหว้ได้

“การเดินทางทำให้เราค้นพบสองอย่าง หนึ่งคือ ได้ไปในที่ใหม่ๆ เจอคนใหม่ สิ่งใหม่ วัฒนธรรมใหม่ สองคือ ไปในที่เดิมๆ เพื่อพักผ่อน” เธอเพิ่มเติม

เมื่อค้นพบจึงได้ฝึกจิต เธอเล่าว่า แต่ก่อนทำงานหนัก สมองคิดตลอดเวลาแม้กระทั่งเวลาหลับ แต่เมื่อเดินทางไปหาธรรมะ จิตก็เริ่มสงบ เริ่มปล่อยวาง ความเครียดเริ่มลดลง ส่งผลให้สุขภาพจิตและสุขภาพกายดีขึ้น

 

เดินทางไปเปิดโลก

การเดินทางคือการเปิดโลก เปิดโลกทัศน์เปิดประสบการณ์ชีวิตใหม่ เธอให้ความหมายของการเดินทาง

“คุณอยู่ร่วมกันในสังคมที่แตกต่างกัน เมื่อเราเดินทางไปเมืองฝรั่ง ฝรั่งเขาจะมีวัฒนธรรมการกินแบบหนึ่ง มีมารยาทในการแชร์แบบหนึ่ง มีระบบคิวต่อแถว และมีประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เห็นในบ้านเราเยอะแยะเต็มไปหมด ถ้าเรามีเงินที่พอจะเที่ยวได้ จะบอกกับทุกคนเลยว่าให้ไปเมืองนอก ซึ่งประเทศที่ควรไปมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นจะสอนให้เราเป็นคนน่ารัก เป็นคนเผื่อแผ่ คิดถึงคนอื่น ซึ่งโดยส่วนตัวชอบไปชาร์จพลังที่นั่น และเป็นประเทศที่ไปซ้ำได้ตลอดเวลา”

ถ้าถามว่าตอนนี้รูปแบบการเที่ยวของจีน่าเป็นแบบไหน เธอตอบว่า เที่ยวเพื่อพักผ่อน ขออยู่ในโรงแรมไม่หรู แต่สวย เก๋ อยู่สบาย แบบเจ้าของเอาใจมาทำ ถ้าเลือกได้อยากอยู่ใกล้ทะเล และมีที่ให้ออกกำลังกาย เพราะโดยปกติเธอจะวิ่งออกกำลังวันละ 5 กม. ซึ่งปัจจุบันเธอสามารถบาลานซ์ชีวิตทำงานกับการพักผ่อนได้อย่างดี

 

โลกของจีน่า

ถ้ามีโลกของตัวเอง เธออยากให้โลกใบนั้นเป็นโลกที่คนมีจิตใจของการให้ เพราะเมื่อทุกคนให้มากกว่ารับ โลกก็น่าจะมีความสุขมากกว่านี้

“อยากให้ทุกคนอยู่ร่วมกันแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะตอนนี้สังคมเรามีแต่ใจเราไม่มีใจเขา เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาเราจะพูดว่า เขาๆๆ ไม่พูดว่า เราๆๆ สังคมและโลกของเรากำลังขาดจริยธรรม ศีลธรรม และคุณธรรม โดยเฉพาะโลกออนไลน์ที่ไม่มีจริยธรรมกันแล้ว

ดังนั้น โลกใบนั้นของตัวเองไม่จำเป็นต้องรวยแต่ต้องมีความสุขในการอยู่ร่วมกัน ฝึกการเป็นผู้ให้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นจริงได้ ถ้าทุกคนเริ่มทำจากตัวเอง เราต้องพยายามปรับตัวเองและบอกคนใกล้ชิดเรา ค่อยๆ เดินไปด้วยกัน แล้วจากนั้นผลลัพธ์มันจะขยายไปเรื่อยๆ”

ทั้งหมดเป็นโลกของจีน่า ที่ยังคงคอนเซ็ปต์สุขนิยมเช่นความเป็นจริงในตอนนี้

 

พิชิตเขาหงอนนาค ดินแดนน้ำตาศักดิ์สิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 21:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/426230

พิชิตเขาหงอนนาค ดินแดนน้ำตาศักดิ์สิทธิ์

เที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร พาไปพิชิต “เขาหงอนนาค” แห่งจังหวัดกระบี่

เที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร วันนี้ PostTV ขอพาท่านผู้ชมไปเที่ยวเขาหงอนนาค แห่งจังหวัดกระบี่ แหล่งที่มีของตำนานพญานาค ในดินแดนภาคใต้ จะน่าสนใจแค่ไหน ติดตามได้เลยครับ

ชมคลิป https://youtu.be/fVHdOf-qjgU

ดูจีนยุคใหม่ ต้องแวะไปปักกิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/440828

ดูจีนยุคใหม่ ต้องแวะไปปักกิ่ง

โดย…ทีมงานโลก 360

ในภาวะที่เศรษฐกิจของยุโรปกำลังอ่อนแอเศรษฐกิจของสหรัฐค่อนข้างฟื้นตัวช้า จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทวีปเอเชียซึ่งมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก และกำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในเวทีโลก(The Rising of Asia) จะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ดังๆ ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Samsung, Lenovo, Alibaba หรือแม้แต่ Hyundai ก็ล้วนแต่เป็นแบรนด์ที่ใช้นวัตกรรมของประเทศในเอเชียแทบทั้งนั้น

และหากเราจะพูดถึงประเทศที่ยิ่งใหญ่และมีบทบาทสำคัญด้านเศรษฐกิจที่โดดเด่นที่สุดในเอเชีย ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องกล่าวถึงประเทศจีน เพราะประเทศนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนเราต้องยอมรับว่า จีนในวันนี้คือ หนึ่งในมหาอำนาจที่สำคัญของโลก ดังนั้นสัปดาห์นี้ ทีมงานโลก 360 องศา จึงขอพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับประเทศจีนในแง่มุมใหม่ๆ ผ่านการเดินทางของพวกเรากันที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน

พระราชวังต้องห้าม หนึ่งในมรดกโลกถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของมนุษย์

 

เราเริ่มต้นการเดินทางไปยังสถานที่ที่คนจีนเขาเชื่อกันว่า ถ้าไม่ได้มาเยือน ถือว่ามาไม่ถึงจีน นั่นก็คือ กำแพงเมืองจีน หรือที่ในภาษาจีนเรียกว่า ฉางเฉิน กำแพงเมืองจีนนั้น เริ่มสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณ 2,500 ปีที่แล้วในสมัยราชวงศ์หมิง โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรู ซึ่งสมญานามที่ว่ากำแพงหมื่นลี้ นั้นก็มาจากความยาวของกำแพงที่ยาวเท่ากับ 1 หมื่นลี้  หรือประมาณ 6,400 กิโลเมตร โดยมีด่านปาต้าหลิ่ง เป็นจุดชมกำแพงเมืองจีนที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด เนื่องจากเป็นด่านที่ใกล้กรุงปักกิ่งมากที่สุด และมีวิวทิวทัศน์สวยงามที่สุด มากไปกว่านั้นยังเป็นส่วนที่มีจุดชมวิวที่สูงที่สุดอยู่อีกด้วย การเดินทางมาที่นี่ สามารถเดินทางจากกรุงปักกิ่งด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน สายที่ 2 ลงที่สถานีจี้ฉุยถาน และต่อรถบัส สาย 919 มาลงที่ด่านปาต้าหลิ่งได้อย่างสะดวกสบาย

นอกจากเหนือจากกำแพงเมืองจีนแล้ว มาปักกิ่งก็ต้องห้ามพลาดที่จะไปชมจัตุรัสเทียนอันเหมิน

จัตุรัสใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัตุรัสแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากจัตุรัสแดงของประเทศรัสเซีย ซึ่งก็มีพื้นที่ทั้งหมด 4.4 แสนตารางเมตร (ตร.ม.) และสามารถจุคนได้กว่า 1 ล้านคน  มีความสำคัญคือ สถานที่นี้เป็นที่ท่านประธานเหมาเจ๋อตง ประกาศสถาปนาประเทศจีนใหม่หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงยังเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์สำคัญๆ มากมายของประเทศ และเมื่อเราเดินผ่านประตูเทียนอันเหมินเข้าไปก็จะพบกับอีกสถานที่หนึ่งซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ พระราชวังต้องห้าม หรือ กู้กง พระราชวังแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นใน พ.ศ. 1949 มีพื้นที่ทั้งหมด 7.2 แสน ตร.ม. ในอดีตเป็นสถานที่ประทับของจักรพรรดิในราชวงศ์หมิงและชิง จำนวน 24 พระองค์ จึงเป็นเขตหวงห้ามสำหรับประชาชนทั่วไป

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องห้ามพลาดเมื่อมาถนนคนเดินหวังฝู่จิง ก็คือการมาลองชิมอาหารเสียบไม้แปลกๆ

ภายในพระราชวังแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ วังหน้าและวังใน ซึ่งวังหน้าจะเป็นเขตที่ฮ่องเต้ออกว่าราชการ ส่วนวังในเป็นเขตของเหล่าสนมและนางใน ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามสำหรับผู้ชาย  พระราชวังแห่งนี้ ประกอบไปด้วยพระตำหนัก พระที่นั่ง ท้องพระโรง โดยสามารถนับรวมจำนวนห้องได้มากถึง 9,999 ห้อง

ใน ค.ศ. 1978 หลังจากที่ประเทศจีนมีนโยบายปฏิรูปประเทศเพื่อนำประเทศไปสู่ความทันสมัย ต้องยอมรับว่าจีนนั้นพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และเป็นจีนยุคใหม่ที่มีความเป็นสากลมากขึ้น ดังนั้นภาพลักษณ์ของจีนในอดีตในสายตาชาวโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความไม่มีระเบียบ การแซงคิวแย่งซื้อสินค้า เสียงดัง เอะอะโวยวาย รวมไปถึงชอบบ้วนน้ำลายหรือขากเสลดตามท้องถนนทุกวันนี้ภาพเหล่านั้นแทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะเศรษฐกิจดีขึ้น สังคมพัฒนามากขึ้น ทำให้ทุกวันนี้เราจะเห็นคนจีนที่แต่งตัวดีขึ้น มีมารยาทและสุภาพเรียบร้อยมากขึ้น

การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่มาจากการผลิตและส่งออกสินค้า นานาประเทศเริ่มยอมรับในสินค้าต่างๆ ที่ตีตราว่า Made in China มากขึ้น ว่าไม่ได้เป็นสินค้าคุณภาพต่ำอย่างที่ผ่านมา ทำให้สินค้าจีนยังสามารถเป็นของดีมีคุณภาพ ที่ขายได้ในราคาที่สามารถแข่งขันในตลาดได้

ถนนคนเดินสายวัฒนธรรมเฉียนเหมิน(Qianmen) ถือเป็นถนนการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงปักกิ่ง ที่มีอายุมากกว่า 600 ปี ในสมัยก่อนนั้นถูกใช้เป็นเส้นทางที่ฮ่องเต้เสด็จผ่าน เพื่อไปสักการะบวงสรวงเทพเทวดาที่หอฟ้าเทียนฐาน ดังนั้นบ้านเรือนของประชาชนบริเวณนี้จึงมีการคมนาคมที่สะดวก และได้รับความนิยมจากชาวเมืองที่มาจับจ่ายใช้สอยตามร้านค้าต่างๆ จุดเด่นของร้านค้าในถนนแห่งนี้ ก็คือ รูปทรงของอาคารยังคงเป็นแบบตึกจีนโบราณ อีกทั้งร้านค้าต่างๆ ที่นี่ก็เป็นร้านที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมานานกว่า 100 ปี สินค้าที่ขายนั้นก็จะเน้นสินค้าจีนแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นของคุณภาพดีที่ชาวจีนนิยมใช้กันอยู่แล้ว อย่างเช่น ผ้าไหมจีน รองเท้าจีนโบราณ รวมไปถึง ยาจีนแผนโบราณ ชาจีนและอาหารจีนต้นตำรับอีกด้วย

 

แต่ถ้าจะพูดถึงแหล่งช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดในกรุงปักกิ่ง ก็ต้องไปกันที่ถนนคนเดินหวังฝู่จิง (Wangfujing) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านหวังฝู่จิง 1 ใน 4 ของย่านการค้าหลักของกรุงปักกิ่ง ในสมัยราชวงศ์หมิง ถนนแห่งนี้เป็นถนนที่รายล้อมไปด้วยวังขององค์ชายต่างๆ ซึ่งปัจจุบันถูกพัฒนาให้เป็นถนนการค้าโดยยังคงบรรยากาศแบบดั้งเดิมเอาไว้  ดังนั้นหากใครมาเดินช็อปปิ้งที่นี่ก็จะได้สัมผัสบรรยากาศของตึกเก่าอายุกว่าร้อยปีอยู่ท่ามกลางร้านค้าทันสมัย มาที่นี่นอกจากจะได้เห็นสินค้านำเข้าแบรนด์ดังๆ ระดับโลกแล้วยังมีสินค้าแบรนด์จีนชื่อดัง อย่างเช่น Li-ning และ Erke (เอ๋อเค่อร์) ซึ่งเป็นแบรนด์ผลิตรองเท้าและเครื่องกีฬาต่างๆ ชั้นนำของจีน

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่รัฐบาลจีนจะให้ความสำคัญในเรื่องของอุตสาหกรรมการผลิตเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาระบบการศึกษา พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมไปถึงพัฒนางานวิจัยต่างๆ อีกด้วย

ทำให้เกิดนวัตกรรมและสินค้าใหม่ๆ ขึ้นมากมาย อย่างเช่น โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Huawei, Xiaomi เครื่องครัวและเครื่องใช้ในบ้าน ยี่ห้อ Haier หรือแบรนด์เครื่องคอมพิวเตอร์ชื่อดัง อย่าง Lenovo ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นสินค้า Made in China ที่มีคุณภาพ และมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับแบรนด์อื่นในระดับโลกได้

ดังนั้น จึงไม่แน่แปลกใจหากในปี 2025จีนจะมีนโยบายยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ ให้เป็น Smart Factory โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิต มากกว่าใช้แรงงานคน เพื่อให้สินค้าที่ผลิตออกมา เป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูง และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย

เรื่องราวความน่าสนใจของประเทศจีนยังไม่หมดเพียงเท่านี้ สามารถติดตามอ่านได้ในฉบับต่อๆ ไป หรือสามารถติดตามชมได้ทางรายการ โลก 360 องศา ทาง ททบ.5 ทุกวันเสาร์ เวลา 21.20 น.

Li-ning แบรนด์เครื่องกีฬาชั้นนำของจีน

 

เที่ยวจิ้น มาริว-เบนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/440823

เที่ยวจิ้น มาริว-เบนซ์

โดย…รอนแรม

สองเพื่อนเลิฟคู่จิ้นจากบ้านเอเอฟ 12 มาริว-ภัทรพงศ์ เวศกามี และ เบนซ์-จิรโรจน์ ศรุณานิธิโรจน์ กอดคอกันไปเที่ยวกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งนอกจากจะได้ไปเยือนดินแดนในฝัน ทริปนั้นยังกระตุ้นต่อมเที่ยวของสองหนุ่มให้พลุ่งพล่านหลังจากอยู่ในบ้านเอเอฟมานาน 3 เดือน

ลอนดอนครั้งแรก

พวกเขายังจดจำฉากต่างๆ ที่ลอนดอนได้เป็นอย่างดี ทุกอย่างเป็นสิ่งใหม่ ภาพใหม่ เรื่องราวใหม่ๆที่ตักตวงไว้ในกล่องความทรงจำ ทั้งสองแย่งกันเล่าเหมือนเด็กๆ โดยเบนซ์เล่าถึง ลอนดอนอาย ที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของสวนจูบิลี่ริมแม่น้ำเทมส์ เป็นชิงช้าสวรรค์ที่ก่อสร้างด้วยโครงเหล็กค้ำข้างเดียวที่สูงที่สุดในโลกงานนี้เบนซ์และมาริวไม่พลาดขึ้นไปอยู่ในกระเช้ากึ่งใสมองวิวกรุงลอนดอนแบบ 360 องศา

 

“เสียวมาก และสวยมาก!” เบนซ์ยังรู้สึกตื่นเต้นเหมือนเพิ่งลงมาจากกระเช้า “บ้านเมืองเขาสวยมากมีต้นไม้เยอะ มีดอกไม้เยอะ แค่ดอกไม้ริมทางก็สวยเหมือนสวนดอกไม้ที่ถูกจัดไว้อย่างดี” โดยกระเช้าจะใช้เวลา 30 นาที ซึ่งนานพอให้คนกลัวความสูงอย่างสองหนุ่มเริ่มรู้สึกสนุกกับความเสียว

จากนั้นได้ไปเช็กอินกันต่อที่พระราชวังบักกิ้งแฮมจุดที่นักท่องเที่ยวจะมารอชมการผลัดเวรของทหารตามแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ ซึ่งปกติจะเป็นการเดินผลัดเวรทั่วไป แต่วันนั้นเป็นวันสำคัญ ทำให้มีทหารเป็นกองทัพออกมาเดินสวนสนามอลังการ คนไทยสองคนนี้จึงได้แต่เก็บภาพและทึ่งกับความพร้อมเพรียง

แต่ที่ทำให้สองหนุ่มประทับใจที่สุดคงจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากตัวเมืองออกไปที่ไบบิวรี่ วิลเลจ คอตส์เวิลด์ (Bibury Village Cotswolds) ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยงามที่สุดในอังกฤษ เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ยุคศตวรรษที่ 17-18 มีแม่น้ำสายเล็กๆ ไหลผ่าน และทุกหลังจะปลูกดอกไม้ซึ่งจะงามสะพรั่งที่สุดในฤดูร้อน ไฮไลต์อยู่ที่กระท่อมหินในตรอก Arlington Row เคยเป็นที่พักของคนงานทอขนแกะ ปัจจุบันก็ยังมีผู้คนอาศัยอยู่

 

ไลฟ์สไตล์สองหนุ่ม

เมื่อถามถึงไลฟ์สไตล์การเดินทางส่วนบุคคล เบนซ์กับมาริวมีทั้งข้อเหมือนข้อต่างที่ฟังดูแล้วไม่น่าจะไปเที่ยวด้วยกัน เบนซ์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะไปเที่ยวคนเดียว เน้นนอน เพราะสำหรับเขาการไปเที่ยวคือการพักผ่อน การอยู่เฉยๆ จึงเปลี่ยนโหมดให้ตรงข้ามกับการทำงาน แต่สำหรับโหมดเที่ยว เขาก็ขอไปคนเดียวเพื่อที่จะได้มีโอกาสพูดคุยกับคนอื่นๆ และกล้าเปิดใจกับคนแปลกหน้ามากขึ้น

“เรื่องเที่ยวทำให้เราลืมเครียดไปได้ชั่วขณะ เวลาทำงานมาเหนื่อยๆ นอกจากจะอยากพักยังอยากไปเที่ยว ไปพักผ่อนสมอง ไปจากงานที่กำลังทำเพื่อชาร์จพลังแล้วค่อยกลับมาเต็มที่กับมัน” เบนซ์ กล่าว

 

ส่วนมาริว ด้วยนิสัยชอบแต่งเพลงทำให้อยากเดินทางเพื่อมองโลกให้กว้างขึ้น และนำแรงบันดาลใจกลับมาเขียนเป็นบทเพลง “มุมมองของคนเรามันเพิ่มได้ตลอด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการแต่งเพลง” นอกจากนี้เขายังชอบการเดินทาง เพราะมันคือวิธีปลดปล่อย ไปเที่ยวแล้วลืม ปล่อยตัวให้ทำอะไรตามใจ เพื่อเปิดรับแรงบันดาลใจใหม่ๆ มาใช้ในงานและในชีวิต

ส่วนเรื่องการเดินทางสายศิลปิน เบนซ์รู้ตัวว่าชอบร้องเพลงมาตั้งแต่มัธยม เป็นนักร้องโรงเรียน ลงแข่งมาหลายเวที จากนั้นพออายุครบ 15 ปี ได้ส่งใบสมัครเข้าประกวดเอเอฟซีซั่น 7 แต่ไม่เข้ารอบ จากนั้นก็ส่งใบสมัครใหม่ทุกซีซั่น เวลาผ่านไป 5 ปี จนถึงซีซั่น 12 เขาผ่านเข้ารอบและกลายเป็นเบนซ์ นามสกุลเอเอฟ อย่างทุกวันนี้ ส่วนมาริวเข้าร่วมวงโยธวาทิต ตำแหน่งมือทรัมเป็ต จากนั้นก็คลุกคลีในวงการเครื่องดนตรีสากลตลอด จนกระทั่งค้นพบว่าตัวเองร้องเพลงได้ดีจึงเรียนด้านนี้อย่างจริงจัง และตัดสินใจเข้าแข่งขันเอเอฟซีซั่น 12 แล้วผ่านเข้ารอบตั้งแต่ครั้งแรก

สาเหตุความจิ้นระหว่างเบนซ์-มาริว เริ่มตั้งแต่อยู่ในบ้านเอเอฟ พวกเขาลงความเห็นตรงกันว่าเป็นเพราะนอนเตียงติดกัน (ตอนอยู่ในบ้าน) เวลามีปัญหาก็จะปรึกษา ซึ่งต่างฝ่ายต่างเข้าใจและให้คำปรึกษาที่ดีแก่กันได้ คำว่าคู่จิ้นจึงเป็นคำที่คนทั่วไปเรียก แต่สำหรับพวกเขาขอใช้คำว่า เพื่อนสนิท ที่คอยช่วยเหลือกันทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

 

โลกของเบนซ์–มาริว

ถ้ามีโลกหนึ่งใบ ทั้งคู่อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร เบนซ์ ตอบว่า “อยากให้มีคนรักกันมากๆ ผมจะรับไม่ได้กับข่าวร้ายบนหน้าหนังสือพิมพ์ ถ้าเปลี่ยนได้อยากให้สื่อนั้นมีแต่เรื่องดีๆ ซึ่งเรื่องราวของสังคมจะดีได้ก็ขึ้นอยู่ที่ประชาชน” นอกจากนี้เขายังฝันถึงโลกที่มีแต่เสียงดนตรี และทุกคนสามารถร้องเพลงหรือบรรเลงท่วงทำนองไปพร้อมๆ กัน

ส่วนมาริว เขาอยากให้โลกเป็นแบบเดิม แต่เพิ่มเติมความยุติธรรมและความรักเข้าไป และให้ดนตรีคอยขับกล่อมดวงใจให้มีความสุข

ติดตามผลงานของคู่จิ้นแห่งบ้านเอเอฟกับเพลง ไม่ใช่เพราะใคร ซิงเกิ้ลแรกของพวกเขาทั้งสองคน หรือทางอินสตาแกรม เบนซ์ benzji_af12 และมาริว mariew_af12