France care the world, Thai do so

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/439487

France care the world, Thai do so

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

ในศตวรรษที่ 21 นี้ เป็นยุคที่ทั่วโลกพูดถึงการลดโลกร้อนอย่างจริงจังกันมากขึ้น ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเพราะว่าหลายๆ ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน และจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี่เอง ก็ทำให้เราต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง ไฟป่า หรืออุทกภัย ที่เกิดจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงพืชพรรณและสัตว์ต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศเหล่านี้ด้วย ซึ่งก็ต้องบอกว่าประเทศมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศส ก็ไม่ได้นิ่งดูดายและให้ความสำคัญกับปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเอ่ยถึงประเทศฝรั่งเศส ก็คงต้องนึกถึงมหานครปารีส มหานครซึ่งเป็นที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆ คนที่อยากจะมาสัมผัสบรรยากาศแสนโรแมนติก มาดื่มด่ำกับศิลปะ มาสัมผัสวัฒนธรรมนอกกระแส รวมไปถึงมาสัมผัสความหรูหรามีสไตล์ ด้วยสาเหตุเหล่านี้เองคนต่างชาติจำนวนไม่น้อยจึงหาโอกาสเพื่อให้ได้เข้ามาเป็นพลเมืองของปารีส ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งรวมของคนหลายเชื้อชาติ หลากวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของโลกก็ว่าได้

 

จากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นนี้เอง ทำให้ปารีสต้องประสบกับปัญหาการจราจรที่ติดขัดและมลพิษทางอากาศ นั่นก็เป็นเพราะจำนวนรถยนต์ส่วนตัวบนท้องถนนที่เพิ่มขึ้น พร้อมใจกันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่กรุงปารีสเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับอีกเมืองใหญ่ๆ ของทุกประเทศทั่วโลกด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ประเทศฝรั่งเศสจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน โดยการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเรื่องลดโลกร้อน ได้แก่ การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือที่เรียกกันว่า “COP 21” ซึ่งเป็นการประชุมที่เปิดโอกาสให้ผู้นำประเทศต่างๆ แสดงการสนับสนุนทางการเมืองในระดับสูงสุดต่อการเจรจาจัดทำความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จ รวมถึงแสดงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

นอกจากนั้น ฝรั่งเศสยังมีการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยลดโลกร้อน อย่างเช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง การกำหนดมาตรฐานยานพาหนะ การจำกัดจำนวนรถที่วิ่งบนท้องถนน และการลดกิจกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมาตรการต่างๆ เหล่านี้ ก็ทำให้ภาคธุรกิจและภาคบริการต้องหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม ทั้งในเรื่องของวัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

ในส่วนของภาคพลังงานนั้น ฝรั่งเศสได้กำหนดให้พลังงานเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าต้องมีมาตรฐานสูงขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้ใช้พลังงานหมุนเวียน อย่างเช่นพลังงานลม พลังงานน้ำ หรือพลังงานจากแสงอาทิตย์ให้เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เป็นหลัก

ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน การช่วยลดโลกร้อนก็ถือเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคบริการ หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป ก็ต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา โดยกิจกรรมที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด ก็เห็นจะเป็นการคมนาคมขนส่ง และการผลิตพลังงานไฟฟ้า ซึ่งการผลิตไฟฟ้านั้น ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสร้างความมั่นคงโดยการพัฒนาพลังงานถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งก็น่าสนใจว่าการส่งเสริมพลังงานถ่านหินของรัฐบาลไทย จะสอดคล้องกับภารกิจลดโลกร้อนของประเทศไทยหรือไม่

 

ประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) แสดงมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานถึง 70% ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการใช้ไฟฟ้า แต่ถามว่า ถ้าเราไม่ใช้ไฟฟ้า เราอยู่ได้มั้ย? เราพัฒนาประเทศได้มั้ย? เราต้องมีอุตสาหกรรม เราต้องพัฒนาเศรษฐกิจหลากหลาย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้า

ประชาชนคนไทยก็คงต้องเลือกว่า ถ้าสมมติจะไม่ใช้ถ่านหินเลย แล้วเราจะใช้แบบไหน เราจะยอมใช้ไฟฟ้าแพงขึ้นได้หรือไม่ หรือเราจะใช้พลังงานอื่นมาทดแทน อย่างเช่น นิวเคลียร์ เป็นต้น ดังนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่ดูแลเรื่องการผลิตไฟฟ้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำเอาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูง และมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคง ในขณะที่สังคม และสิ่งแวดล้อมโลก ก็ต้องคงอยู่ได้อย่างยั่งยืนเช่นกัน

สอดคล้องกับแนวทางของ กฟผ. ที่มุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก รัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. บอกว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทาง กฟผ.กำลังจะสร้างขึ้นนั้น เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อย ถ้าเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วไปในปัจจุบัน และแน่นอนว่าต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

ในขณะเดียวกันทาง กฟผ.ยังมีแผนพัฒนาในด้านอื่นๆ อีก อย่างเช่นการสร้างโรงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงทดแทนโรงไฟฟ้าเก่า การใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น รวมถึงการปลูกป่าเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยทำให้ประเทศของเราลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ และเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับการผลิตไฟฟ้าของประเทศ รวมถึงทำให้เราสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับ COP21 ได้สำเร็จอีกด้วย

หลายคนอาจมองว่าการช่วยลดภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องของความฝัน และเป็นสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่จริงๆ แล้วภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มีผลกระทบต่อคนทุกคนบนโลก ซึ่งแน่นอนว่าการลดโลกร้อน คงไม่ใช่หน้าที่สำหรับใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ทั้งหน่วยงานของภาครัฐและภาคประชาชนต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวมร่วมกัน

 

ซอกแซกไต้หวัน กับ 8 จุดเที่ยวใหม่ ใสๆ วัยไหนก็ชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/439483

ซอกแซกไต้หวัน กับ 8 จุดเที่ยวใหม่ ใสๆ วัยไหนก็ชอบ

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

หากนึกถึงการไปเที่ยวไต้หวัน คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงกรุงไทเปก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นเมืองหลวง กิน เที่ยว ช็อปปิ้งมีครบทุกอารมณ์ ต่อด้วยทะเลสาบสุริยันจันทรา ที่บรรยากาศสุดแสนจะโรแมนติกแต่จริงๆ แล้วนอกจากการไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว ไต้หวันยังมีแหล่งท่องเที่ยวแนวศิลปะใหม่ๆ ที่คนไทยผู้มีใจรักงานศิลป์ หรือผู้ที่ชอบถ่ายภาพเก๋ๆ น่าจะลองไปกันดู

เมื่อไม่นานมานี้ ทางสายการบินไชน่า แอร์ไลน์สได้ร่วมกับการท่องเที่ยวไต้หวัน นำสื่อมวลชนคณะใหญ่ไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อให้คนไทยได้ไปลองเปิดประสบการณ์ในพื้นที่ใหม่ๆ ของไต้หวันดูบ้าง วันนี้จึงขอหยิบแหล่งท่องเที่ยว 8 แห่ง ซึ่งเป็นเพียงบางส่วนของแหล่งท่องเที่ยว ที่ไม่ว่าจะวัยรุ่น วัยกลางคน วัยเกษียณ ก็น่าสนใจไปเที่ยวมาแนะนำกัน

หมู่บ้านสายรุ้ง

 

เริ่มที่ 1.หมู่บ้านสายรุ้ง (Rainbow Village) อยู่เขตเมืองไถจง แต่ห่างใจกลางเมือง หากเดินทางโดยตั้งต้นที่สถานีรถไฟก็ต่อแท็กซี่หรือรถประจำทางไปได้ ความน่าสนใจของหมู่บ้านสีรุ้ง
คือ เมื่อเดินไปถึงจะละลานตาด้วยทางเข้าหมู่บ้านและตัวบ้านที่ถูกวาดภาพศิลปะลายต่างๆ ด้วยสีสันจัดจ้านราวกับสีรุ้ง ผู้เนรมิตทั้งหมู่บ้านให้มีสีสันสดใสเป็นอดีตทหารท่านหนึ่งชื่อ หวง หย่ง ฟู่
ที่พอได้ยินข่าวว่าหมู่บ้านที่ตัวเองอยู่กำลังจะถูกรัฐบาลรื้อ จึงตั้งใจบรรเลงสีสันกับหมู่บ้านหวังให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ช่วยให้บ้านไม่ถูกรื้อปัจจุบันเขาผู้นี้อายุกว่า 90 ปีแล้วยังคงนั่งต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ในหมู่บ้านพร้อมจำหน่ายสินค้าที่ระลึก

2.ซัมมิท รีสอร์ท อยู่ในเมืองไถจงเช่นกัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติ มีการสร้างปราสาททรงยุโรป พร้อมแต่งสวนดอกไม้ ทำให้ภูมิทัศน์ภายในรีสอร์ทถูกจริตคนเอเชียที่อยากสัมผัสบรรยากาศโรแมนติกสไตล์ยุโรปแบบไม่ต้องบินข้ามน้ำไปไกล และคู่รักหลายคู่ก็นิยมมาถ่ายภาพพรีเวดดิ้งที่นี่ ไม่เพียงเท่านี้ ถ้าใครไปเที่ยวช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย. มักมีจัดเทศกาลดอกไม้ในพื้นที่ด้วย ที่นี่วันธรรมดาเปิด 09.00-18.00 น. เสาร์-อาทิตย์ เปิด 08.00-18.00 น.ค่าเข้าผู้ใหญ่ 250 ดอลลาร์ไต้หวัน เด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ 150 ดอลลาร์ไต้หวัน นำคูปอง 100 ดอลลาร์ไต้หวันที่ให้พร้อมตั๋วเข้าชมเป็นส่วนลดซื้อสินค้าในรีสอร์ทได้ถ้ามาเพื่อถ่ายภาพแต่งงาน ค่าเข้า 3,500 ดอลลาร์ไต้หวัน สำหรับคนเข้าได้ไม่เกิน 6 คน พร้อมฟรีเครื่องดื่มในรีสอร์ท

หวง หย่ง ฟู่ อดีตทหารผู้แต่งแต้มสีสัน หมู่บ้านสายรุ้ง

 

3.พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวันสาขาภาคใต้ ตั้งอยู่เมืองไถเป่า มณฑลเจียอี้ เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่การออกแบบภายนอกทันสมัย ภายในแสดงนิทรรศการหลายเรื่องราว มีนิทรรศการถาวร ได้แก่ ประวัติมณฑลเจียอี้ เรื่องราวพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมเกี่ยวกับชาในเอเชีย เรื่องราวสิ่งทอจากอาเซียน ศิลปะอาเซียน ส่วนนิทรรศการหมุนเวียน คือ เรื่องราวกษัตริย์ราชวงศ์ชิงและการมายังไต้หวัน จัดถึงวันที่ 4 ก.ย.นี้ เรื่องราวหยกจากเทือกเขาคุนหลุนจนถึงกลุ่มอิสลาม จัดถึงวันที่ 12 ต.ค.นี้ เรื่องราวเครื่องแต่งกายในเอเชียใต้ จัดถึงวันที่ 30 มิ.ย.นี้ พิพิธภัณฑ์เปิด 09.00-17.00 น. ปิดวันจันทร์ แต่สวนภายนอกพิพิธภัณฑ์เปิด 08.00-21.00 น. ปิดวันจันทร์เช่นกัน

4.โบสถ์แต่งงานทรงรองเท้าแก้วส้นสูง (High-Heel Wedding Church) อยู่ที่เขตปู้ไต้ มณฑลเจียอี้ สร้างขึ้นไม่นานมานี้ เปิดให้คนเที่ยวชมในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แรงบันดาลใจการสร้างมาจากช่วงปี 2493 คนในไต้หวันเผชิญโรคระบาดอันเนื่องมาจากการดื่มน้ำบาดาลที่เจือปนสารหนู ทำให้เกิดอาการเท้าดำเพราะขาดเลือดไปเลี้ยงผู้หญิงจำนวนมากต้องสูญเสียขาไปเพื่อรักษาชีวิต ว่ากันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งในปู้ไต้ซึ่งกำลังจะแต่งงาน หลังสูญเสียเท้าจากโรคระบาดครั้งนี้ ยังต้องช้ำใจเพราะเจ้าบ่าวหนีการแต่งงานไปด้วยเพราะเธอถูกตัดขา ที่นี่จึงเป็นดั่งสัญลักษณ์ว่าเรื่องเศร้าเหล่านั้นผ่านพ้นไปแล้ว เพราะรองเท้าแก้วส้นสูงเป็นสิ่งที่สาวๆ หลายคนฝันอยากจะสวมใส่ ถือเป็นจุดที่คู่รักและนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพกันมาก

เมื่อหมู่บ้านสายรุ้งปะทะกับมนุษย์สีรุ้ง

 

5.หมู่บ้านวัฒนธรรมกลอง 10 ใบ (Ten DrumCulture Village) ตั้งอยู่ชานเมืองไถหนาน เป็นการนำโรงงานน้ำตาลเก่าที่ปิดแล้วมาปรับปรุง ให้กลุ่มแสดงกลองไต้หวัน “เท็น ดรัม อาร์ต เพอร์คัสชั่น กรุ๊ป” ที่ไปสร้างชื่อเสียงมาแล้วทั่วโลกได้มีที่แสดงถาวรในไต้หวัน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นเกี่ยวกับกลองให้เป็นที่รู้จัก กลุ่มเท็น ดรัมฯ เริ่มเข้ามาปรับปรุงสถานที่เองตั้งแต่ปี 2548 เปิดแสดงที่นี่ในปี 2550 จากนั้นก็ทยอยสร้างส่วนประกอบต่างๆ จนเสร็จสมบูรณ์ปี 2557 ที่นี่นอกจากไปเพื่อชมการแสดงกลองโดยกลุ่มเท็น ดรัมฯ วันละ 2 รอบ 10.30 น. และ 15.00 น. แล้วยังมีกิจกรรมน่าสนใจหลายอย่าง

ยกตัวอย่างเช่น ที่เล่นสไลเดอร์สูง 13.5 เมตร ชมขั้นตอนทำกลอง ชมเรื่องราวประวัติครั้งเป็นโรงงานน้ำตาล ชมทิวทัศน์บนทางเดินกระจกใสบนแนวต้นไม้ และฝึกตีกลอง เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีจุดชวนถ่ายภาพเก๋ๆ หลายจุด ใครสนใจมาที่นี่เปิด 09.00-17.30 น. พร้อมเปิดพิเศษให้เข้าชมดาวที่นี่ได้ในช่วงกลางคืนวันศุกร์และเสาร์ เวลา 18.00-21.30 น. และวันอังคาร พุธ พฤหัสบดี และอาทิตย์ 18.00-21.00 น.ดูรายละเอียดเพิ่มที่ www.tendrum-cultrue.com.tw/

คนนิยมมาถ่ายภาพแต่งงานที่ซัมมิท รีสอร์ท

 

6.สถานกงสุลอังกฤษเก่าที่ทาคาโอะ(Former British Consulate at Takao) เมืองเกาสง ตั้งอยู่บนยอดเขากู่ซาน ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมาะกับการชมวิวพระอาทิตย์ตกในทะเลอย่างยิ่ง ที่นี่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 145 ปี เคยได้รับความเสียหายหนัก 2 ครั้ง คือ ถูกทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเสียหายจากพายุไต้ฝุ่นในปี 2520 แต่ได้รับการบูรณะใหม่ในปี 2529 ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ ภาพถ่ายเรื่องราววันเก่าๆ ของสถานกงสุลแห่งนี้ โดยเวลาเปิดให้เข้าชมสถานที่ คือ 09.00-21.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ในสัปดาห์ที่ 3 ของทุกเดือน

7.ท่าเรือศิลปะ เดอะ เพียร์ ทู (The Pier-2 Art Center) อยู่ที่เมืองเกาสง เป็นการนำคลังสินค้าเก่าใกล้ท่าเรือเกาสงมาทำเป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะสมัยใหม่มีทั้งภาพวาดธรรมดา ภาพวาด 3 มิติ รวมทั้งประติมากรรม ควรค่าแก่การมาเดินชมไปถ่ายรูปไป พื้นที่แสดงศิลปะกว้างพอสมควร ตั้งแต่ย่านคลังสินค้ายาวไปที่หยุดรถไฟฮามะเซน เป็นทางรถไฟสายเลียบหาด ซึ่งเคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางการขนถ่ายคนและสินค้าที่มาทางเรือสู่ทางรถไฟ โดยส่วนหนึ่งของท่าเรือศิลปะแห่งนี้จัดให้มีขบวนรถไฟขนาดจิ๋วพานักท่องเที่ยวที่สนใจขึ้นไปนั่งเที่ยวชมสถานที่บางส่วนด้วย ผู้ที่สนใจไปเที่ยวชมดูรายละเอียดได้ที่ http://pier-2.khcc.gov.tw/

บรรยากาศภายในซัมมิท รีสอร์ท

 

8.เอ็มแอลดี ไต้หวัน อะลูมินัม แพลนท์เป็นสถานที่ใช้ชีวิตของคนเมือง (Metropolitan Living Development) ที่สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดโรงงานอะลูมิเนียม เนื่องจากพื้นที่นี้เคยเป็นโรงงานอะลูมิเนียมในอดีตที่มีอายุกว่า 70 ปี แต่ปัจจุบันเป็นพื้นที่ของทางราชการที่เปิดให้เอกชนมาเช่าและได้ปรับปรุงจนเสร็จเมื่อ 2 ปีก่อน กลายเป็นเอ็มแอลดีฯ พื้นที่มีความกว้างและยาวขนาดเครื่องบินจอดได้ 1 ลำ ในพื้นที่ประกอบด้วยศูนย์ประชุมรองรับผู้ร่วมงานได้ 500 คน โรงภาพยนตร์ ห้องอ่านหนังสือ พื้นที่จำหน่ายงานออกแบบศิลปะตลาดอาหารทะเลสด ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหาร

เอาเป็นว่าใครกำลังวางแผนไปเที่ยวไต้หวัน น่าจะลองมอง 8 จุดหมายใหม่ๆ เหล่านี้ไว้เป็นหนึ่งในโปรแกรมการเดินทางดูบ้าง ผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ หรือวัดวาอารามที่คนไทยพอรู้จักอยู่บ้างแล้ว ยิ่งถ้าคนที่ชอบถ่ายรูปทั้งสายเซลฟี่ สายแฟชั่น สายสตรีท สายอาร์ต หรือสายอะไรก็ตามแต่ คงจะเพลินกับบางจุดใหม่ๆ ที่ว่ามาได้นานครึ่งวันหรือทั้งวันเลย

ขบวนรถไฟขนาดจิ๋วพานักท่องเที่ยวชมสถานที่บางส่วนในท่าเรือศิลปะ เดอะ เพียร์ ทู

 

ส่วนหนึ่งของงานศิลปะในท่าเรือศิลปะ เดอะ เพียร์ ทู

 

นักท่องเที่ยวต่างพากันถ่ายภาพกับงานศิลปะเก๋ๆ ในท่าเรือศิลปะ เดอะ เพียร์ ทู

 

ภาพ 3 มิติบนก&<048754;ำแพงอาคารในท่าเรือศิลปะ เดอะ เพียร์ ทู

 

มองจากสถานกงสุลอังกฤษเก่าที่ทาคาโอะไปทางตะวันตกจะเห็นภาพพระอาทิตย์ลับฟ้าได้

 

อีกมุมหนึ่งของสถานกงสุลอังกฤษเก่าที่ทาคาโอะมองไปเห็นวิวเกาสง

 

บรรยากาศบริเวณสถานกงสุลอังกฤษเก่าที่ทาคาโอะช่วงใกล้พระอาทิตย์ตก

 

ชมสาธิตขั้นตอนทำกลองบางส่วนในหมู่บ้านวัฒนธรรมกลอง 10 ใบ

 

 

ทางเดินกระจกใสบนแนวต้นไม้ในหมู่บ้านวัฒนธรรมกลอง 10 ใบ

 

สไลเดอร์สูงสำหรับผู้มาเยือนหมู่บ้านวัฒนธรรมกลอง 10 ใบได้ไปลองเล่น

 

โบสถ์แต่งงานทรงรองเท้าแก้วส้นสูง

 

บรรยากาศโดยรอบ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวันสาขาภาคใต้

 

France goes Big on going green

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/438188

France goes Big on going green

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_tok@plat360.com

สัปดาห์นี้ทีมงานโลก 360 องศา ยังคงอยู่กันที่มหานครปารีส ประเทศฝรั่งเศส มาเที่ยวที่นี่นอกจากจะแวะไปดูสถาปัตยกรรมสวยๆ สัมผัสอากาศโรแมนติก ไปเยือนย่านนอกกระแสของนครแห่งนี้แล้ว อีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปแวะชมก็คือ สวนสาธารณะสไตล์ฝรั่งเศส ซึ่งปารีสขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่มีต้นไม้มากเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป โดยที่นี่มีสวนสาธารณะทั้งหมด 421 แห่ง หรือเท่ากับมีจำนวนต้นไม้ใหญ่กว่า 2.5 แสนต้นทีเดียว เอกลักษณ์ของสวนแบบฝรั่งเศสที่พบได้อยู่บ่อยๆ ก็คือเป็นสวนที่มีการออกแบบ และจัดวางอย่างมีแบบแผน มักจะเห็นเป็นรูปเรขาคณิตต่างๆ ได้ชัดเจน

ชาวปารีเซียง (Parisien) นิยมออกมาสวนสาธารณะเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ และทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น นั่งเล่น อ่านหนังสือหรือจับกลุ่มเล่นเปตองและหมากรุก หากใครอยากลองไปสัมผัสวันสบายๆ ของชาวปารีสก็ลองไปที่สวนสาธารณะบ้าง อาจจะสนุกไปอีกแบบ

ธรรมชาติเขียวขจีที่เมือง โนฌอง เซอ แซน

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มหานครปารีสยังถือว่าเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมาก เพราะมีการจราจรที่คับคั่งตลอดเวลา ดังนั้นรัฐบาลจึงรณรงค์ให้ประชาชนงดใช้รถยนต์บางวัน และสงวนถนนบางเส้นที่มีมลพิษทางอากาศมาก เช่น ถนนฌอง เอลิเซ่ ไว้สำหรับรถพลังงานสะอาดเท่านั้น และถนนสายหลักที่มีการจราจรคับคั่ง ก็ควบคุมให้มีแต่รถที่ปล่อยก๊าซไอเสียในระดับต่ำเท่านั้น นอกจากเรื่องการควบคุมปริมาณยานพาหนะในเมืองแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการลดโลกร้อนที่ชื่อว่า “หลังคาสีเขียว”หรือ “กรีนรูฟ” (green roofs) โดยอาคารพาณิชย์ที่จะสร้างขึ้นมาใหม่จะต้องมีพื้นที่สีเขียว หรือไม่จะต้องมีโซลาร์เซลล์อยู่บนหลังคาด้วย

เมื่อปลายปีที่ผ่านมาประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม United Nations Climate Change Conference 2015 หรือที่คนไทยเรียกกันสั้นๆว่า การประชุม “คอป 21”(COP 21) หรือ “ซีเอ็มพี 11” (CMP 11) ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้มาเข้าร่วมประชุมด้วย การประชุมคอป 21 ครั้งนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง เนื่องจากประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกที่ก่อก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด อย่าง สหรัฐอเมริกา, จีน และอินเดียนั้น ได้แสดงความตั้งใจที่จะร่วมแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน

บรรยากาศยามเย็นเมือง โนฌอง เซอ แซน (Nogent sur Siene)

 

จากใจกลางกรุงปารีส เราขอพาทุกท่านเดินทางออกมาที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 100 กิโลเมตร นั่นก็คือ “โนฌอง เซอ แซน” (Nogent sur Seine) เมืองนี้มีประวัติศาสตร์เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยโรมัน โดยเป็นเมืองของอัศวินตระกูลหนึ่งในฝรั่งเศส และยังเคยเป็นสนามรบในช่วงศตวรรษที่ 19 อีกด้วย

สองฟากฝั่งแม่น้ำจะเป็นที่ตั้งของอาคารบ้านเรือนซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาคารที่เก่าแก่ สลับกันไปกับต้นไม้สีเขียวและดอกไม้สวยๆ ที่ทำให้บรรยากาศของเมืองแห่งนี้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น เนื่องจากที่นี่มีอากาศและธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ชาวฝรั่งเศสหลายคนจึงใฝ่ฝันว่าอยากจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนี้กัน ปัจจุบันแม่น้ำแซนของที่นี่ นอกจากจะเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ต่างๆ อย่างเช่น นกน้ำ, เป็ดและหงส์ขาวแล้ว ยังเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการมาพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ของชาวเมือง ซึ่งมักจะออกมาเดินเล่นในสวนต่างๆ ริมแม่น้ำหรือทำกิจกรรม เช่น การพายเรือคายัก

ใจกลางเมืองแห่งนี้มีอีกหนึ่งแลนมาร์คสำคัญ นั่นก็คือ โบสถ์ “เซนต์ ลอเรนซ์” (Église Saint-Laurent) โบสถ์เก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าร้อยปี ซึ่งอยู่ตรงข้ามตลาดนัดชุมชนที่จะเปิดทุกเช้าวันพุธและเสาร์ เกษตรกรและพ่อค้าแม่ค้าจะนำสินค้าพื้นเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารการกินและเครื่องใช้ที่จำเป็นมาวางจำหน่ายกันทุกสัปดาห์ มาที่นี่เราสามารถสัมผัสได้ถึงอากาศและธรรมชาติอันบริสุทธิ์สดชื่นผู้คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร และที่สำคัญไม่ต้องระมัดระวังตัวมากเหมือนอยู่ในกรุงปารีส แต่เมืองอันแสนสงบแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของประเทศนี้ด้วย

สวนที่มีการออกแบบและจัดวาง อย่างมีแบบแผน

 

ร้อยละ 75 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศฝรั่งเศสมาจากพลังงานนิวเคลียร์ ประเทศนี้มีการใช้งานและพัฒนาไฟฟ้านิวเคลียร์มานานหลายสิบปีแล้ว ทำให้ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง และมีประมาณร้อยละ 17 เป็นเชื้อเพลิงที่ถูกนำกลับมาปรับปรุงใช้ใหม่ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าคนฝรั่งเศสเขาจึงใกล้ชิดและคุ้นเคยกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เพราะถือเป็นพลังงานสะอาด ไม่ทำลายธรรมชาติและไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน

สำหรับชาวโนฌอง เซอ แซน พวกเขามีความเข้าใจและเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้สามารถทำให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ สิ่งแวดล้อมที่เขียวขจี น้ำใสสะอาด รวมไปถึงบรรดาสัตว์น้อยใหญ่เหล่านี้ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ประเทศฝรั่งเศสสะท้อนให้เห็นแล้วว่า การพัฒนาด้านพลังงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่เดินหน้าคู่กันไปได้ โดยอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และความเชื่อมั่นของประชาชน ก็จะทำให้สามารถจัดการทั้งสองเรื่องได้อย่างลงตัว

ชาวปารีเซียง (Parisien) นิยมออกมา สวนสาธารณะเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ

 

ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะความตั้งใจจริงที่จะช่วยลดโลกร้อนรัฐบาลของที่นี่จึงออกมาตรการต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Green building หรืออาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Green technology หรือเทคโนโลยีที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศนี้เคยตั้งเป้าอย่างท้าทายว่า จะต้องใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2050

คำถามที่ว่าฝรั่งเศสจะสามารถทำได้หรือไม่ ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ชัดเจนแต่สำหรับประเทศไทยของเรา ถ้าเราจะเดินหน้าด้วยวิธีที่ช่วยลดโลกร้อนควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เราก็คงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในประเทศ โดยเริ่มจากการจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

 

หนุ่มหาปลา โบ๊ท Z2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/438184

หนุ่มหาปลา โบ๊ท Z2

โดย…รอนแรม ภาพ… อำนาจ ปลั่งประมูล

วงฟังก์ร็อกน้องใหม่แห่งค่าย ดู อะ ด๊อท เปิดตัวในชื่อ ซี ทู (Z2) วงบอยแบนด์เครื่องดนตรี 4 ชิ้น สมาชิก 4 คน โดยแต่ละคนมีคาแรกเตอร์ต่างกัน หนึ่งในนั้น คือ โบ๊ท-อำนาจ ปลั่งประมูล มือเบส ผู้ชื่นชอบการตกปลาและท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ ไหล่สองข้างของเขาจึงไม่เคยว่าง ข้างหนึ่งสะพายเบส ส่วนอีกข้างแบกคันเบ็ดตระเวนหาปลา

“ใครจะมองว่าการตกปลาเป็นการทารุณสัตว์ก็ไม่ผิด” เขาเริ่มประโยคแรกเมื่อพูดถึงการตกปลา “แต่ถ้ามองอีกมุมมันทำให้เราได้ค้นหาธรรมชาติ เพราะยังมีสิ่งเร้นลับอยู่ใต้น้ำอีกมากมายที่เรามองไม่เห็น”

 

โบ๊ทชอบศึกษาชนิดปลาน้ำจืดมาตั้งแต่เด็ก อ่านหนังสือแล้วท่องจำปลาได้ทุกชนิด จนอยากออกไปค้นหาตามแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ได้อ่านมานั้นมีจริงหรือไม่ เขาเล่าถึงทริปนอนแพที่เขื่อนศรีนครินทร์จ. กาญจนบุรี เขายกให้เป็นแหล่งตกปลาสุดมัน เพราะมีปลาหลายพันธุ์และกระแสน้ำไหลน่าท้าทายฝีมือ

“เวลาไปเที่ยวที่ไหนที่มีแหล่งน้ำจะพกคันเบ็ดไปตลอดเผื่อเจอปลาใหม่ๆ จะได้บันทึกไว้” ถ้าตกได้ปลาที่กินได้และขนาดพอเหมาะจะนำมารับประทาน แต่ถ้ารับประทานไม่ได้จะปล่อยคืนสู่ทะเลซึ่งมันจะรอด เพราะนักตกปลาส่วนใหญ่จะตัดเงี่ยงเบ็ดออกเพื่อปลาจะได้รับบาดเจ็บน้อย “ถ้าผมเป็นปลาผมก็คงจะเจ็บ” เขาสารภาพ

 

ฐานะที่อยู่ในวงการนักตกปลา เขาให้ข้อมูลว่า นักตกปลาตามเขื่อนจะตามหาปลากดคัง เพราะเป็นปลาตัวใหญ่ สู้เบ็ด หลบหลีกเก่งเมื่อมันกินเบ็ดจะว่ายลงพันไว้กับขอนไม้และขย่อนเบ็ดออกมา ซึ่งเป็นความท้าทายของปลาเขื่อนที่มักจะตัวใหญ่และกำลังมาก นักตกปลายังต้องสู้กับความเชี่ยวของกระแสน้ำ ความลึกหลายสิบเมตรทำให้ต้องใช้กำลัง ทักษะ และเบ็ดที่แข็งแรงเพื่อต่อสู้ นอกจากนี้ทุกเขื่อนสามารถตกปลาได้ แต่หากเป็นแหล่งน้ำตามธรรมชาติสามารถใช้คันเบ็ดแบบชิงหลิว เป็นเบ็ดไม้ไผ่กับเหยื่อเล็กๆ ปลายไม้ ต้องใช้สมาธิ ความว่องไว และความอดทน เพื่อรอให้ปลากินเหยื่อโดยที่ไม่มีเทคนิคที่มนุษย์สร้างขึ้น

“เวลาขับรถผ่านแอ่งน้ำเล็กๆ จะสังเกตฟองอากาศบนผิวน้ำแล้วว่ามีไหม ถ้ามี เป็นฟองใหญ่หรือฟองเล็ก และถ้ารอบๆ สามารถยืนได้ ก็จะแช่อยู่นานเลย” เขากล่าว อันแสดงถึงพฤติกรรมเสพติดการตกปลาแบบจริงจัง และนอกเหนือจากความท้าทาย โบ๊ทยังมองว่าการตกปลาเป็นการฝึกสมาธิอย่างสูง เพราะปลาแต่ละชนิดจะมีลักษณะกินเบ็ดต่างกัน ทำให้ต้องจดจ่ออยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นเวลาแค่ไม่กี่วินาทีที่จะตกได้ ถ้าพลาดไปก็ต้องรอใหม่ และอาจพลาดปลาชนิดนั้นไปเลย

 

เขาเล่าเทคนิคการตกปลาว่า ถ้าเป็นปลาล่าเนื้อจะใช้เหยื่อปลอม เพราะเหยื่อปลอมจะเลียนแบบการว่ายน้ำของปลาตัวเล็กได้เหมือนจริง หรือใช้เหยื่อหมักที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง ปลาล่าเนื้อจะชอบกว่าเหยื่อสดทั่วไป ทั้งนี้วิธีการที่ดีที่สุดคือการศึกษานิสัยของปลาในแหล่งน้ำนั้นก่อน เพื่อจะได้ตระเตรียมอุปกรณ์และเหยื่อได้ตรงกับชนิดของปลา

ส่วนอันตรายที่อาจเกิดขึ้นน่าจะเป็นการไม่รู้จักแหล่งน้ำ ไม่ทราบความลึก ความเชี่ยว และชนิดปลาในนั้นอันตรายจากเงี่ยงเบ็ดที่อาจตวัดมาเกี่ยวร่างกาย ทั้งยังต้องระวังเมือกและหนามบนผิวของปลาที่หากกระเด็นเข้าแผลจะทำให้ปวดได้

 

บ่อยครั้งที่โบ๊ทแบกอุปกรณ์ไปตกปลาเพียงลำพัง เพราะเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความเงียบ ความนิ่ง และสมาธิสูง ถึงแม้ว่าจะไปเป็นหมู่คณะก็ไม่มีใครคุยกัน เพราะต่างจดจ่ออยู่กับคันเบ็ดของตัวเองดังนั้นการตกปลาไม่ใช่กิจกรรมอดิเรกของใครก็ได้ แต่ต้องเป็นคนที่รัก “เพราะเมื่อรักก็จะรู้จักรอคอย แม้ว่าต้องรอนานแค่ไหนก็ตาม” เขากล่าว

ตั้งแต่อกหักกับการสอบเข้าคณะประมง โบ๊ทก็เบนเข็มมาสนใจด้านดนตรีแล้วเก็บเรื่องตกปลาเป็นงานอดิเรก ซึ่งตอนนี้อาชีพหลักคือเป็นนักดนตรี เล่นที่บาร์ดังแห่งหนึ่งบนถนนข้าวสาร เล่นกับวง และเป็นอาจารย์สอนพิเศษซึ่งเขาสามารถเล่นได้ทั้งเบส กีตาร์ และเปียโน

 

สำหรับความหมายของการเดินทาง เขานิยามว่าการเดินทาง คือ ชีวิต ไม่ว่าจะการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง หรือการเดินทางของชีวิตที่ต้องก้าวไปหน้า ตั้งแต่วันที่เกิดมาบนโลกจนถึงวันสุดท้าย ทุกคนย่อมเดินทางและจำเป็นต้องเดินทางไปตลอดชีวิต เขาคิดเช่นนั้น

โลกของโบ๊ท

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ โบ๊ทอยากให้โลกใบนั้นย้อนกลับไปสมัยที่คนกับสัตว์อาศัยอยู่ด้วยกัน คนยังตกปลาหาของป่าประทังชีวิตยังอยู่ร่วมกับธรรมชาติเสมือนพี่น้องที่ต้องช่วยเหลือกัน และยังไม่มีคำว่าเงินมาตัดสินคนว่ารวยหรือจน และไม่มีคำว่าชนชั้นทางสังคมระหว่างกัน

“คนทุกวันนี้พยายามโหยหาคำว่าเรียบง่ายและดั้งเดิม เพื่อหนีจากโลกที่เร่งรีบ ความเครียด การแก่งแย่งชิงดีต่างๆ นานา” เหมือนกับเขาที่พยายามหาเวลาอยู่กับตัวเองริมบึงน้ำเพียงลำพัง

ติดตามซิงเกิ้ลแรก เลิฟ ไซ-เอนซ์ (Love Sci.) ได้ทางยูทูบ DOADOTofficial และเฟซบุ๊ก www.facebook.com/DoADot ส่วนชีวิตการเดินทาง ติดตามได้ทางอินสตาแกรม @boatanimal

 

จับกระแสจีน ‘เที่ยว ช็อป แชร์’ เม็ดเงินก้อนโตตลาดท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 16:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/438063

จับกระแสจีน ‘เที่ยว ช็อป แชร์’ เม็ดเงินก้อนโตตลาดท่องเที่ยว

โดย…ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ปัจจุบันจีนเป็นชาติที่ใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก แซงหน้านักท่องเที่ยวชาวอเมริกันกับเยอรมันที่เคยรั้งอันดับต้นๆ ไปแล้ว หากไม่รวมค่าเดินทางระหว่างประเทศ จะพบว่าค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีนจะมาจากค่าช็อปปิ้งและค่าที่พักที่มีสัดส่วนรวมกันถึง 80% จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะหาช่องทางในการนำเสนอสินค้าสู่ตลาดจีน

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ชาวจีนมีแนวโน้มเดินทางไปทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกปี โดยส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 25-35 ปี และนิยมท่องเที่ยวด้วยตัวเองแบบไม่พึ่งบริษัทนำเที่ยวสูงถึง 70%

นอกจากนี้ ชาวจีนยังชอบพักโรงแรมระดับ 3-4 ดาว และตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางโดยพิจารณาจากความปลอดภัย ความน่าสนใจของสถานที่ท่องเที่ยว ความคุ้มค่าราคา รวมไปถึงความสะดวกในการเดินทาง ซึ่งระยะเวลาในการท่องเที่ยวจะเฉลี่ยอยู่ที่ทริปละ 6-8 วัน

ที่สำคัญกิจกรรมยอดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวจีน คือ “เที่ยว ช็อป ชิม และแชร์” ซึ่งมีทั้งช็อปปิ้ง เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ เช่น ทะเลและโบราณสถาน รวมไปถึงชิมอาหารท้องถิ่นและกิจกรรมบันเทิงต่างๆ เช่น ชมการแสดงและเที่ยวสวนสนุก

ทั้งหมดนี้ ชาวจีนจะใช้โลกออนไลน์แบ่งปันประสบการณ์หลังการท่องเที่ยว ในลักษณะของ “รู้แล้วบอกต่อ” โดยจะนำภาพและเรื่องราวต่างๆ ในการเดินทาง เช่น ที่พัก ร้านอาหาร และค่าใช้จ่ายมาแชร์ลงโซเชียลมีเดีย ข้อมูลเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อนักท่องเที่ยวชาวจีนรายอื่นๆ อย่างมาก เพราะชาวจีนส่วนใหญ่ยังเชื่อถือข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต

สำหรับเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ชาวจีนนิยมอ่าน ได้แก่ Baidu Sina Weibo QQ Kongjian daodao.com รวมไปถึงเว็บไซต์จองตั๋วเครื่องบินและที่พัก เช่น Ctrip และ Tuniu

“และยิ่งหากผู้แชร์ข้อมูลเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงก็จะยิ่งทำให้เป็นกระแสนิยม บางครั้งอาจทำให้เมืองเล็กๆ สถานที่ใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวจีนในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เรียกว่าเป็นการเที่ยวแบบ ‘ตามกระแส’ ใครไปไหน ฉันไปด้วย ดังนั้นโซเชียลมีเดียจึงนับว่าเป็นอีกช่องทางประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่ทั้งภาครัฐและเอกชนไม่ควรมองข้าม” ศูนย์วิจัยฯ ให้ความเห็น

ทั้งนี้ จากสถิติของกรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน ที่ระบุว่า ในปี 2557 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่า 100 ล้านคนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนเปลี่ยนไป เมื่อมีรายได้สูงขึ้น การจับจ่ายใช้สอยย่อมมากขึ้นตามไปด้วย จากเที่ยวแค่ในประเทศก็ขยายจุดหมายปลายทางสู่ต่างแดน นอกจากนี้การผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการยื่นขอวีซ่าของคนสัญชาติจีนของหลายประเทศเพื่อเป็นการกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศก็ช่วยส่งเสริมให้การเดินทางไปต่างประเทศของคนจีนง่ายขึ้น

ศูนย์วิจัยฯ ให้ข้อมูลอีกว่า หากพิจารณาสัดส่วนการใช้จ่ายที่ไม่รวมค่าเดินทางระหว่างประเทศจะพบว่า ชาวจีนเสียเงินไปกับการช็อปปิ้งมากถึง 46% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด รองลงมาคือ ค่าที่พัก ค่าอาหารและเครื่องดื่ม โดยชาวจีนส่วนใหญ่นิยมซื้อสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เช่น อาหาร ขนม ของที่ระลึก เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องประดับ และสินค้าหัตถกรรม กว่าครึ่งหนึ่งจะถูกชำระผ่านบัตรเครดิตในร้านค้าปลอดภาษี ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าแฟรนไชส์

“นี่จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะสร้างแหล่งช็อปปิ้งให้หลากหลายขึ้น และผลิตสินค้าเพื่อเป็นตัวเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) ของไทย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หากผู้ประกอบการประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักและหาช่องทางจัดจำหน่ายที่นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่าย ก็จะสามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และถ้าหากนักท่องเที่ยวติดใจในสินค้าก็จะเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปขายที่จีนได้อีกด้วย” ศูนย์วิจัยฯ ให้ข้อสรุปถึงโอกาสในการเจาะเข้าจีนผ่านนักท่องเที่ยว

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้หลายๆ ประเทศเริ่มเปิดกว้างให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นอย่างดี เพราะปัจจุบันชาวจีนเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก ที่มีกำลังและพร้อมที่จะซื้อสินค้าสูง

หากมองโอกาสทางธุรกิจให้รอบด้านก็จะเป็นอีกช่องทางในการส่งออกสินค้าไทย

 

ปารีส ดินแดนแห่งสวรรค์…?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/436891

ปารีส ดินแดนแห่งสวรรค์...?

โดย…ทีมงานโลก 360 keb_toke@plat360.com

สำหรับสัปดาห์นี้ทีมงานโลก 360 องศา ขอพาทุกท่านข้ามไปอีกซีกโลกหนึ่ง กับปลายทางยอดนิยมในทวีปยุโรป นั่นก็คือ กรุงปารีส โดยซีรี่ส์นี้เราจะพาไปค้นหาคำตอบกันว่า “ปารีส” เป็นดังสรวงสวรรค์อย่างที่ใครหลายๆคนพูดถึงหรือไม่

กรุงปารีส เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ทางตอนเหนือในแคว้นอีล เดอ ฟร็องส์ (IIe-de-France) ซึ่งมีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง ที่มีชื่อว่า แม่น้ำแซน (Seine River) โดยมีประชากรอาศัยอยู่ราวๆ 12 ล้านคน ซึ่งถือว่ามีประชากรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะในแต่ละปี ที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาถึงกว่า 30 ล้านคนเลยทีเดียว

ทำไมหลายๆคนถึงอยากมาปารีส? เหตุผลแรกๆ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของความโรแมนติกที่เมืองเเห่งนี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามและดูคลาสสิก ทำให้เป็นเมืองยอดนิยมที่คู่รักหลายคู่มักจะเลือกมาฮันนีมูนเป็นอันดับต้นๆ มหานครแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางของศิลปะเกือบทุกแขนง เพราะเคยเป็นทั้งบ้านเกิดและเป็นศูนย์รวมของศิลปินระดับโลกหลายท่าน อย่างเช่น Davinci ,Van Gogh และ Picasso ซึ่งในเมืองนี้ก็มีพิพิธภัณฑ์ และแกลเลอรี่มากมาย ที่จัดแสดงผลงานศิลปะจากทุกยุคสมัยให้ได้เข้าชม แต่ถ้าหากใครอยากหลีกหนีจากความวุ่นวายในย่านใจกลางเมืองของปารีส ที่นี่ก็มีย่านนอกกระแส เช่น Canal saint-Martin ,Oberkampf ,Bellevill ซึ่งเป็นศูนย์รวมของทั้งชาวฮิปเตอร์และโบฮีเมียนอยู่อีกด้วย และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือที่นี่คือเเหล่งช็อปปิ้งชั้นเลิศ เนื่องจากเป็นเมืองต้นกำเนิดของแบรนด์ดังๆ อย่าง Chanel ,Louis Vuitton, Longchamp รวมไปถึง Yves Saint Laurant เรียกได้ว่าสาวกนักช็อปปิ้งทั้งหลายไม่มีทางผิดหวังอย่างแน่นอน

 

ทีมงานเริ่มต้นค้นหาคำตอบกันที่ หอไอเฟล สัญลักษณ์ของกรุงปารีสเป็นสถานที่แรก สถาปัตยกรรรมแห่งนี้ ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีความแปลกใหม่และทันสมัย ถูกสร้างขึ้นจากโครงเหล็กขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักกว่า 1 หมื่นตันเลยทีเดียว หอแห่งนี้แบ่งออกเป็น 3 ชั้น สามารถขึ้นไปชมวิวได้ทั้งโดยลิฟต์และบันได ชั้นบนสุดของหอไอเฟลมีความสูงรวม 300 เมตร ซึ่ง ณ จุดนี้เราสามารถเห็นวิวของกรุงปารีสได้ครบทั้ง 360 องศา โดยค่าเข้าชมที่นี่อยู่ที่ 7-11 ยูโร

นอกจากวิวสวยๆของปารีสแล้ว ในตอนกลางคืนเรายังสามารถชมความงดงามของเมือง ที่แสนจะโรแมนติกนี้ได้จากการล่องเรือไปตามแม่น้ำแซน ซึ่งไหลผ่านใจกลางกรุงปารีส โดยมี
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่คนละ 15 ยูโรโดยบนเรือจะมีการบริการพิเศษให้เลือกได้อีก อย่างเช่นบริการอาหารมื้อค่ำ หรือการบริการเครื่องดื่มและของว่างต่างๆ

ฌองเอลีเซ่ (Champs-Elysees) ถนนที่ขึ้นชื่อในเรื่องแหล่งช็อปปิ้งระดับโลก

 

สำหรับสาวกนักช็อปก็คงต้องไม่พลาดที่จะไป ฌองเอลีเซ่ (Champs-Elysees) ถนนที่ขึ้นชื่อในเรื่องแหล่งช้อปปิ้งระดับโลก ที่นี่เต็มไปด้วยร้านค้าหรูหราต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton ,Chanel ,Catier ,Longchamp หรือ Lacoste ซึ่งสินค้ารุ่นใหม่ๆนั้น จะเข้ามาวางขายที่สาขาแห่งนี้เป็นที่แรกแต่ถ้าหากใครไม่ได้อินกับการช็อปปิ้งมากนั้น ปารีสก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆให้ได้ลองทำกันอีก นั่นก็คือการเดินเที่ยวชมหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะต่างๆ ซึ่งที่พลาดไม่ได้เลยนั้นก็คือ พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ (Louvre) หรือ พระราชวังลูฟว์เก่านั่นเอง ที่นี่จัดแสดงงานศิลปวัตถุจากหลายยุคหลายสมัยไว้มากกว่า 30,000 ชิ้น ซึ่งหนึ่งในนี้ก็มีภาพวาดอันโด่งดังอย่าง โมนาลิซา รวมอยู่ด้วย ถ้าจะมาที่นี่ต้องซื้อตั๋วเข้าไปราคา 15 ยูโร และอาจจะต้องเผื่อเวลากันสักนิด เพราะว่าในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาต่อคิวรอเข้าชม

มาปารีสทั้งทีจะไม่ลองชิมอาหารฝรั่งเศสก็คงเหมือนมาไม่ถึง เพราะเมืองแห่งนี้เป็นแหล่งรวมของร้านอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศ อาหารฝรั่งเศสขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่ประกอบไปด้วยศาสตร์และศิลป์ รวมถึงมีความพิถีพิถันทั้งในเรื่องวัตถุดิบ การปรุงอาหารและการตกแต่งที่สวยงาม จึงได้เป็นอาหารรสชาติอร่อย และมีความทันสมัยอีกด้วย

ทริปนี้ทีมงานจึงขอพาทุกท่านมาลองเมนูยอดนิยมของที่นี่ นั่นก็คือ เมนูหอยทาก ที่ร้านขึ้นชื่อ เล็สคาโก้ มอนโตรเกล (L’Escargot Montorgueil) ตั้งอยู่ที่ถนนมอนโตรเกล คนฝรั่งเศสจะนิยมทานหอยทากเป็นอาหารทานเล่น เมนูที่ขึ้นชื่อจะเรียกว่า Traditional Snails นั่นก็คือหอยทากป่าอบเนยหรือกระเทียม มีทั้งแบบ 6 ตัว 12 ตัว หรือจานใหญ่ 36 ตัว โดยราคาจะเริ่มต้นอยู่ที่จานละ 12 ยูโร

เมนูหอยทาก ร้านขึ้นชื่อ เล็สคาโก้ มอนโตรเกล (L’Escargot Montorgueil)

 

ขนมหวานฝรั่งเศสก็เป็นหนึ่งอาหารเลิศรสที่ต้องไปลองชิม โดยเมนูที่คนไทยนิยมนั้น คงหนีไม่พ้นขนมหวานสีสันสดใสอย่าง มาการอง (Macaron) ของร้านลาดูเร่ (La duree) ซึ่งก็ต้องบอกว่ามาการองของที่นี่มีหลากหลายรสชาติ และมีหน้าตาที่สวยงาม ซึ่งก็อาจจะทำให้กระเป๋าเงินของใครหลายคนเบาลงได้เลยทีเดียว

การเดินทางในมหานครแห่งนี้สะดวกสบายเพราะมีทั้งรถบัส และรถไฟที่เชื่อมถึงกันทั้งเมือง โดยมีประเภทของตั๋ว 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตั๋วเที่ยวเดียว (Single Way) ที่สามารถซื้อได้ทั้งแบบใบเดียวหรือแบบแพ็ก 10 ใบ ตั๋ววันเดียวหรือตั๋วรายสัปดาห์ (Daily Pass and Weekly Pass) โดยสามารถใช้ขึ้นรถได้ทุกประเภท ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่จำกัดสถานี และตั๋ว Paris Visite หรือตั๋วที่ใช้เดินทางได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่มีสิทธิพิเศษเพิ่มก็คือ สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่ท่องเที่ยวบางที่ได้ รวมไปถึงยังใช้เป็นส่วนลดกับร้านค้าหรือร้านอาหารบางร้านได้อีกด้วย ซึ่งราคาของตั๋วเดินทางเหล่านี้เริ่มต้นที่ประมาณ 2 ยูโร ไปจนถึง 30 ยูโร

หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีผู้อพยพจำนวนมากหลั่งไหลที่เข้ามากรุงปารีสแห่งนี้ โดยเฉพาะชาวแอลจีเรีย โปรตุเกส โมร็อกโกและตูนิเซีย ทำให้ทุกวันนี้ประชากรร้อยละ 20-30 เป็นคนที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอื่น และเป็นผู้ที่อพยพมาภายหลัง ซึ่งคนที่เข้ามาที่นี่ก็มีทั้งเข้ามาประกอบอาชีพสุจริตและมีที่เข้ามาเพื่อทำมาหากินอย่างอื่น นักท่องเที่ยวอย่างเราจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกระเป๋าสตางค์รวมไปถึงข้าวของมีค่าต่างๆด้วย

ต้องบอกว่าจากการเดินทางครั้งนี้ เราได้รู้จักปารีสเพิ่มขึ้นในหลายมุมมอง เมืองแห่งนี้มีทั้งสถาปัตยกรรมที่สวยงาม วัฒนธรรมที่น่าสนใจ และอาหารเลิศรสที่หลากหลาย แต่ในขณะเดียวกันที่นี่ก็ยังมีปัญหาในเรื่องของคนอพยพ ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติและศาสนา แท้จริงแล้วปารีสก็เปรียบเสมือนมนุษย์เราที่มีทั้งด้านดีและด้านร้ายอยู่มากมาย อย่างไรก็ตามต้องลองมาค้นหาคำตอบกันดู ไม่แน่บางทีคุณอาจจะพบคำอธิบายที่เจ๋งๆ กว่า Paris is a Paradise ก็ได้ และติดตามรับชมเรื่องราวเพิ่มเติมได้ในรายการโลก 360 องศา ทาง ททบ.5 ทุกวันเสาร์ เวลา 21.20 น.

พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ (Louvre) จัดแสดงงานศิลปวัตถุไว้มากกว่า 30,000 ชิ้น

 

ยินดีที่ได้รู้จัก แม็กซ์ เจนมานะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/436889

ยินดีที่ได้รู้จัก แม็กซ์ เจนมานะ

โดย…รอนแรม ภาพ… แม็กซ์ เจนมานะ

หากเด็กคนหนึ่งขอไปเที่ยวเมืองนอก “คนเดียว” โตขึ้นมาเขาจะเป็นคนอย่างไร

อาจเรียกคนรักสันโดษ รักอิสระ หรือรักความท้าทาย แต่นั่นก็ไม่อาจนิยามความเป็น แม็กซ์-ณัฐวุฒิ เจนมานะ ได้ทั้งหมด เขาเป็นวัยรุ่นอายุ 26 ปี เป็นนักร้อง นักดนตรี นักเขียน และ “นักเดินทาง” หลากหลายบทบาทที่ขับเคลื่อนชีวิตและทำให้ทุกย่างก้าวมีความหมาย

ต้องเดินทาง

“ผมเป็นคนชอบหาเรื่องออกไปเที่ยว” เขากล่าวเป็นประโยคแรกเมื่อถามถึงไลฟ์สไตล์การเดินทาง โดยส่วนใหญ่จะเลือกเดินทางคนเดียว อย่างตอนเด็กแม็กซ์มักเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อหาโอกาสไปต่างประเทศ ตอนอายุ 15 ปี ได้ไปนิวซีแลนด์เพราะประกวดวาดภาพ และได้ไปแคนาดาในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน

 

“ผมไปอยู่นิวซีแลนด์ 1 เดือน” เขาเล่าอดีต “ทางโครงการดูแลผมดีมาก แต่ผมก็ชอบติดรถคนอื่นไปเที่ยวข้างนอก” นั่นเป็นทริปแรกในชีวิตที่ได้ไปอยู่ต่างแดนคนเดียว “มีอะไรให้คิดเยอะดี ไม่ต้องมาคอยตามใจใคร เราสามารถไปค้นหาอะไรต่างๆ ได้เต็มที่ถ้าเดินทางคนเดียว”

หลังจากถูกจุดประกายเขาก็ออกเดินทางไปสำรวจโลกแบบไม่หยุดหย่อน  อินกับมัน อยู่กับมัน จนกลายเป็นงานเขียน เขาได้เขียนหนังสือเรื่อง เด็กไม่รู้จักโต จากประสบการณ์ 3 ประเทศ ได้แก่ นอร์เวย์ นิวยอร์ก และอินเดีย “ตอนไปนอร์เวย์ผมขับรถข้ามประเทศคนเดียว นิวยอร์กไปเที่ยวลุยเดี่ยว 1 อาทิตย์ ส่วนอินเดียนั่งเครื่องบินไปลงเดลีแล้วต่อรถไปดูทัชมาฮาล” เขากล่าว

 

แม็กซ์เพิ่งค้นพบความสามารถด้านการเขียนตั้งแต่จบเดอะวอยซ์ ซีซั่น 1 ได้มีโอกาสเขียนให้นิตยสาร จากนั้นก็เริ่มจริงจังถึงขนาดเขียนวรรณกรรม 3 เล่ม ได้แก่ STRANGE TO MEET YOU (น่าแปลกที่แปลกหน้า) THE BOY WHO NEVER GROWS (เด็กไม่รู้จักโต) และเล่มล่าสุดจะวางแผงในปีนี้

ต้องคนเดียว

ถ้าถามถึงประสบการณ์สุดโหด เขาคิดถึงทริปอัมสเตอร์ดัม บาร์เซโลนา ปารีส ระยะเวลา 3 สัปดาห์ “เป็นทริปที่โหดมาก สนุกมาก ไปคนเดียว มันโหดตรงที่เรามีบัดเจ็ตคุมไว้ และไม่ได้วางแผนอะไรเลย ไม่รู้ว่าจะนอนที่ไหน บางครั้งไปนอนโซฟาบ้านเพื่อน บางครั้งเป็นโซฟาบ้านคนอื่นที่ไม่รู้จักมาก่อน ทั้งทริปเลยท้าทายและตื่นเต้นตลอดเวลา แต่ก็ให้ประสบการณ์การเดินทางอีกแบบที่มันส์และโหดมาก”

 

เรียกได้ว่าเป็นนักเดินทางเฟี้ยวฟ้าวมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่งเขาเสพติดการเดินทางคนเดียวไปเสียแล้ว “ผมได้อยู่กับตัวเองในขณะที่เราถูกล้อมรอบไปด้วยโลกทั้งโลก เราไม่ต้องมาจำกัดตัวเอง ไม่ต้องไปทำตามใคร ไม่ต้องทำอะไรที่ไม่อยากทำ ที่สำคัญคือ เราจะได้สังเกตโลกได้เต็มที่ ไม่ต้องยึดกับการเดินไปทางไหนโดยเฉพาะ ได้ไปเจอคนแปลกหน้าที่จะกลายเป็นเพื่อนเราได้ รู้จักกับคนใหม่ๆ ที่บางคนก็ยังติดต่อกันมาจนถึงวันนี้”

ต้องเรียนรู้

เขามักจะกล่าวระหว่างการสัมภาษณ์ว่า เราควรเดินทางขณะที่มีแรง อย่างทริปล่าสุดเขาเพิ่งไปเดินป่าปีนเขาที่น่านในโครงการคนยืนได้ ไม้ยืนต้น โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ที่คัดเลือกเฉพาะผู้สมัคร 30 คน และเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

“เราเคยมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับป่าน่าน แต่จริงๆ หลายอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด” เขาแบ่งปัน “อย่างการปลูกป่า อย่างการช่วยเหลือ ซึ่งพอได้ไปเห็นจริงๆ ได้ไปคุยกับชาวบ้านเลยทำให้เข้าใจปัญหาว่า ปัญหาหลักคือความไม่รู้และไม่มีทางเลือกของชาวบ้าน ทริปนี้จึงเป็นการเที่ยวแบบไม่เที่ยว แต่ไปเที่ยวเพื่อเรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับป่าน่านและชีวิตของคนน่าน ผมเองก็ตื่นตัวในเรื่องป่าไม้ เพราะผมเป็นคนชอบป่ามาก ยิ่งไปเห็นด้วยตัวเองมันเลยทำให้เราเห็นปัญหาภายใต้ภูเขาที่เริ่มกลับมาเขียว และผมก็หวังว่าตัวเองจะช่วยให้คนอื่นๆ รอบตัวเข้าใจเรื่องป่าน่านมากขึ้น”

ต้องไปเอง

“การเดินทางเหมือนการอ่านหนังสือ” เขานิยาม “หนังสือคือการรวบรวมวัตถุดิบเอาไว้ที่เดียว คนเขียนก็สรุปประสบการณ์ของตัวเองมาให้ แต่การออกเดินทางเองมันเหมือนการเติบโต ได้รู้ว่าพอเจอปัญหาเราจะแก้ไขอย่างไร เรามีความคิดเห็นต่อสิ่งรอบตัวยังไง เราได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประเทศ ได้เปรียบเทียบผู้คน ได้เจอคนใหม่ๆ ได้เรียนรู้ว่าคนมีหลายแบบ อาหารมีหลายอย่าง ทางเดินมีหลายระดับ มันดีกับการกลับมาอ่านตัวเอง”

 

แม็กซ์เป็นอีกคนที่เดินทางบ่อยและเดินทางนาน เพราะเขารับไม่ได้กับการอยู่กับที่ “เราอยากรู้ เราอยากออกไป เราอยากเห็นว่าโลกของเรามันใหญ่ขนาดไหน เราอยากเล่น เราอยากสนุก เราคงเสียดายถ้าหากไม่ทำอะไรเลย”

โลกของแม็กซ์

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ แม็กซ์อยากให้โลกใบนั้นมีแต่ความสนุก “ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครป่วย ไม่มีใครตาย เพื่อทุกคนจะได้ทำทุกอย่างได้เต็มที่” เหมือนกับแม็กซ์ตอนนี้ที่กำลังเต็มที่กับการเที่ยว ทั้งบทบาทพิธีกรรายการ เดอะ เฟิร์ส (The First) ที่ได้ไปเปิดประสบการณ์เที่ยวสุดขั้วครั้งแรก รวมถึงแผนเที่ยวเองต่างๆ นานาที่วางไว้แล้วถึงปีหน้า

ติดตามการเดินทางของแม็กซ์ได้ทางอินสตาแกรม maxjenmana และรอฟังเพลงล่าสุด How Do You Do ในฐานะศิลปินอิสระครั้งแรกซึ่งจะปล่อยเร็วๆ นี้

 

 

สุขภาพกายฟิต สุขภาพจิตใส ที่กรุงโซล เกาหลีใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/435627

สุขภาพกายฟิต สุขภาพจิตใส ที่กรุงโซล เกาหลีใต้

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

สัปดาห์นี้ทีมงานยังอยู่กันที่กรุงโซล (Seoul) เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ เมืองแห่งนี้เป็นศูนย์รวมความเจริญและความทันสมัยในด้านต่างๆ ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีจำนวนประชากรมากกว่า 14 ล้านคน แต่ท่ามกลางความเจริญและความวุ่นวายในเมืองหลวงแห่งนี้ก็ยังมีสถานที่อันแสนสงบ และเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวเกาหลีใต้ให้เราได้ไปค้นหากัน ทีมงานขอพาคุณผู้อ่านเข้าวัดไหว้พระเป็นลำดับแรก

วัดส่วนใหญ่ในประเทศเกาหลีใต้เป็นวัดที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธนิกายเซน และมีความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ อย่างเช่น วัดโชเก ในย่านอินซาดง และวัดพงอึนในย่านกังนัม แต่ที่นี่ก็ยังมีวัดอีกประเภทหนึ่งที่สร้างขึ้นมาใหม่จากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนนั่นก็คือ วัดกิลซังซา (Gilsangsa) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงโซล

การทำสปาด้วยเทคนิค ‘การกดจุดด้วยแท่งหินบนใบหน้า’

 

วัดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1997 โดยได้รับการบริจาคที่ดินจากเจ้าของภัตตาคารแดวอนกัก (Daewongak) ซึ่งตั้งใจให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางทางจิตใจของพุทธศาสนิกชน รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ศาสนาพุทธ

แม้จะเป็นระยะเวลาไม่นาน วัดแห่งนี้ก็ได้รับความนิยมจากทั้งชาวเกาหลีและชาวต่างชาติ เพราะสามารถเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ นั่งสมาธิ ฟังธรรมะ การเดินจงกรม และเรียนรู้พิธีชงชาเพื่อฝึกสมาธิ มากไปกว่านั้นที่นี่ยังเปิดให้บริการ Temple Stay หรือการพำนักอยู่ที่วัด เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพระภิกษุสงฆ์ และศึกษาพระพุทธศาสนาไปพร้อมๆ กันอีกด้วย

ลองลิ้มชิมซัมเกทัง หรือไก่ตุ๋นโสม ของร้านโทซ๊กชน

 

หลังจากเดินทางไปไหว้พระและได้พักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะเงียบสงบแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะมาทานอาหารพื้นเมืองดีๆ อย่างเมนูไก่ตุ๋นโสม หรือซัมเกทัง (Samgyetang) กันบ้าง เมนูนี้เป็นอาหารตำรับโบราณที่ขึ้นชื่อของชาวเกาหลี โดยนิยมทานในช่วงก่อนเข้าหน้าร้อนหรือในช่วงหน้าหนาว เพื่อช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้มีพละกำลังและมีสุขภาพที่ดี ซึ่งร้านขายไก่ตุ๋นโสมที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงร้านหนึ่งในกรุงโซลก็ต้องเป็นร้านโทซ๊กชน (Tosokchon) แห่งนี้ ความพิเศษของที่นี่ก็คือ มีเมนูไก่ตุ๋นโสมให้เลือกหลากหลาย เช่น ไก่ตุ๋นโสมต้นตำรับ ไก่ดำตุ๋นโสม หรือไก่ตุ๋นโสมที่ใส่รากโสมซันซัมแพยังกึน (Sansam Baeyanggeun) รากโสมชั้นดีของเกาหลี ซึ่งราคาก็แตกต่างกันออกไป แต่รับรองว่าอร่อยถูกปากแน่นอน

และถ้าหากใครต้องการรู้จักอาหารเกาหลีมากขึ้น เรามีสถานที่แนะนำนั่นก็คือ K Style Hub ศูนย์ให้บริการข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวในด้านต่างๆ ซึ่งตั้งอยู่ในสำนักงานองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลีใกล้ๆ กับคลองชองเกชอนนั่นเอง ที่นี่จัดแสดงนิทรรศการที่บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของอาหารเกาหลี โดยรวบรวมวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเกาหลีทุกประเภทมาจัดแสดงให้เห็นและได้สัมผัสกันจริงๆ การเดินทางมาก็ง่ายและสะดวก สามารถใช้รถไฟฟ้าใต้ดินสายน้ำเงินลงสถานี Jonggak Station ทางออกที่ 5

กินอาหารดีๆ มีแคลอรีต่ำๆ ที่ร้าน Dish Room By DORE DORE

 

เดินทางไปหลายที่แล้วก็เริ่มรู้สึกอยากผ่อนคลาย เราจึงขอมาลองทำสปาแบบเกาหลีกันบ้าง ที่นี่คือร้านสปา Yeo Yong Kuk (ยอยงกุก) ซึ่งมีจุดเด่นคือการทำสปาโดยใช้สมุนไพรพื้นบ้านของเกาหลี โดยก่อนจะเริ่มทำสปาจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนโบราณเข้ามาตรวจสุขภาพเบื้องต้น เพื่อวิเคราะห์ว่าร่างกายของเรานั้นเหมาะสมกับการทำสปาแบบไหน และต้องใช้สมุนไพรชนิดใดบ้าง หลังจากนั้นก็เริ่มทำสปาด้วยการนวดผ่อนคลายด้วยน้ำมัน และตามด้วยโปรแกรมสุขภาพเฉพาะบุคคลอย่างเช่น การนวดหน้าด้วยสมุนไพร ซึ่งก็จะมีเทคนิคพิเศษ คือการกดจุดด้วยแท่งหินบนใบหน้า เพื่อกระตุ้นระบบการหมุนเวียนเลือด และทำให้เกิดการขับของเสียต่างๆ ซึ่งการทำสปาที่นี่นอกจากจะทำให้มีผิวพรรณผ่องใส แล้วยังทำให้รู้สึกมีสุขภาพดีจากข้างในอีกด้วย

ก่อนจะปิดท้ายทริปในครั้งนี้ ทีมงานขอพาทุกท่านไปยังถนนช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียง อย่างถนนกาโรซูกิล (Garosu-gil) ในย่านซินซาดง (Sinsa-dong) ถนนที่มีความยาวไม่ถึง 1 กิโลเมตร แต่รวบรวมร้านค้าต่างๆ ที่ทั้งเก๋และทันสมัยไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้า เครื่องประดับ แกลเลอรี่ ร้านอาหาร รวมไปถึงคาเฟ่ต่างๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นร้านของเหล่านักออกแบบที่มีชื่อเสียง และนักออกแบบรุ่นใหม่ของเกาหลีใต้ ด้วยเหตุนี้ที่นี่จึงได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งวัยรุ่นชาวเกาหลีใต้และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

มาอัพเดทแฟชั่นเกาหลีที่ถนนกาโรซูกิล

 

และอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรพลาดหลังจากมาเดินช็อปปิ้งแล้วก็คือ การมาลองชิมอาหารสุขภาพที่ร้าน Dish Room By DORE DORE ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของเมนูอาหารที่ใช้วัตถุดิบที่มีแคลอรีต่ำ แต่มีโภชนาการสูงต่อร่างกายอย่างเช่น เต้าหู้ ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลส้มและเบอร์รี่ ธัญพืชต่างๆ หรือเนื้อสัตว์อย่างปลาแซลมอน ซึ่งที่นี่ก็มีเมนูให้เลือกตั้งแต่ของหวาน อย่างเช่น เค้ก ขนมปังไส้ต่างๆ น้ำผลไม้ปั่น ไปจนถึงอาหารจานหลักอย่างสเต๊กอีกด้วย

การเดินทางในครั้งนี้ทำให้ได้เห็นว่าเกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการพัฒนาในเรื่องท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ใกล้ชิดและใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น การพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวโดยสร้างจุดขายและการบริการใหม่ๆ ที่เน้นสุขภาพของนักท่องเที่ยวมากขึ้น รวมถึงการประยุกต์ใช้ศาสตร์ดั้งเดิมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งสามารถนำมาทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ธรรมชาติและสุขภาพจริงๆ แล้วเป็นเรื่องไม่ไกลกัน ถ้าเราอยากสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ดีๆ อาหารดีๆ และกิจกรรมดีๆ ก็ต้องเริ่มต้นจากการไม่ทำลายธรรมชาติ และเรียนรู้วิธีที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สัปดาห์หน้ารายการโลก 360 องศา จะพาทุกท่านไปพบกับสาระดีๆ ที่ประเทศอะไรนั้นต้องรอติดตาม และอย่าลืมรับชมรายการได้ทุกวันเสาร์เวลา 21.20 น. ทางททบ.5

 

แม็กซ์ AF12 ผู้ชายสายลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/435624

แม็กซ์ AF12 ผู้ชายสายลุย

โดย…รอนแรม

หนุ่มเชียงใหม่ตำแหน่งพ่อค้าแซ่บและนายแบบสุดฮอต แม็กซ์-อภิสร สุขวัฒนาศัย เวลานี้มีคำต่อท้ายใหม่เป็นแม็กซ์ เอเอฟ 12 ด้วยตำแหน่งผู้ชนะการแข่งขันทรู อคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น 12 เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะเสียงดี หุ่นดี หน้าตาดีแม็กซ์ยังมีไลฟ์สไตล์ลุยๆ อย่างควบม้าเที่ยวป่าและขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวเขา อันเป็นเรื่องราวสนุกสนานที่เขาจริงจังไม่แพ้การร้องเพลง

สายลุย

แม็กซ์เกิดที่เชียงใหม่ เติบโตที่เชียงใหม่ เคยเปิดร้านขายอาหารอยู่ในตลาดธานินท์ข้างๆ ร้านคุณแม่ (ร้านแม่สุพิชชาขายมะม่วงน้ำปลาหวาน ปลาดุกฟู และข้าวเม่าเจ้าดัง) และเพิ่งมีโอกาสได้เข้ากรุงเทพฯ ยาวๆ ตอนที่ผ่านเข้ารอบแล้วต้องไปอยู่ในบ้านเอเอฟ กระทั่งตอนนี้รวมเป็นเวลากว่า 1 ปีเขาก็ยังทำงานต่อในฐานะนักร้องมีค่าย

“ทุกครั้งที่กลับเชียงใหม่ ต้องได้ขี่มอเตอร์ไซค์” เขากล่าว ทริปแรกแม็กซ์เริ่มขี่มอเตอร์ไซค์จากเชียงใหม่ไปปาย ซึ่งจุดประกายให้อยากขี่สองล้อเครื่องเดินทางอีก เขาจึงรีบทำงานเพื่อเก็บเงินซื้อมอเตอร์ไซค์คันใหม่จะท่องได้โลกสนุกขึ้น“ขี่ไปดอยสุเทพ ไปน้ำตกแม่สา หาร้านกาแฟในป่าทางที่ไปบ่อยที่สุดน่าจะเป็นดอยคำ เพราะบนดอยคำมีคอกม้าที่สุดท้ายตัดสินใจเข้าไปเรียน”

 

เขาเริ่มจากการลองเรียนขี่ม้า 1 ชม. จากนั้นก็ติดใจจนต้องลงคอร์สยาว 3 เดือน “หลังจากเรียนได้แค่ 2 อาทิตย์ ครูก็ปล่อยให้เข้าป่า ครั้งที่โหดที่สุดคือเข้าไปตั้งแต่ 5 โมงเย็นแล้วกลับออกมา 2 ทุ่ม ขี่เข้าไปตั้งแต่ทางขึ้นดอยคำ ลัดไปทางไนท์ซาฟารี ผ่านกรงเสือ แล้วไต่ผาขึ้นไปอีก เป็นครั้งที่สนุก ตื่นเต้น และโหดมาก”

กีฬาขี่ม้าตอบโจทย์นิสัยชอบท้าทาย และเขาสามารถเก็บเกี่ยวบรรยากาศระหว่างทางไม่แพ้การขี่มอเตอร์ไซค์ “เวลาเราไปข้างหน้าจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศทุกอย่างทั้งกลิ่น ลม ความหนาว ความร้อน มองเห็นพื้นที่เรากำลังแล่นอยู่ ซึ่งมอเตอร์ไซค์สามารถไปในที่ที่รถยนต์เข้าไม่ได้ และม้าก็สามารถไปในที่ที่มอเตอร์ไซค์เข้าไม่ได้”

แม็กซ์ยังกล่าวด้วยว่า การขี่ม้าเป็นการใช้สมาธิที่สนุกที่สุด เพราะแต่ละวันม้าจะมีอารมณ์ไม่เหมือนกันจึงต้องใช้สติและสมาธิอย่างมากในการควบคุม นอกจากนี้การขี่ม้ายังสนุกที่ได้ไปในเส้นทางที่รถยนต์เข้าไม่ได้และหลายครั้งเป็นการเปิดเส้นทางใหม่ที่เขาบุกเบิกเป็นคนแรก

“ผมติดการขี่ม้ามาก ต้องไปขี่เกือบทุกอาทิตย์ตลอดสองปี พอได้ขี่แล้วมีความสุข สนุกทุกครั้ง” เขายังมีความคิดอยากลงแข่งขี่ม้าแบบเอ็นดูรานซ์ ซึ่งน่าจะเป็นโปรแกรมหน้าหากมีโอกาสคืนสนามอีกครั้ง

 

สายป่า

“ผมชอบเข้าป่า เพราะทุกครั้งที่เราอยู่ในป่าจะรู้สึกว่าเราหายใจได้สะดวกขึ้น” จึงไม่น่าแปลกที่เขาจะไปมาแล้วเกือบทุกดอยทั้งดอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ ม่อนแจ่ม ขุนช้างเคี่ยน “ความร้อนที่เชียงใหม่กับที่กรุงเทพฯ ไม่เหมือนกัน” เขาเล่า “เพราะกรุงเทพฯ ร้อนจากควันรถ แต่เชียงใหม่ร้อนเพราะแสงแดด”

ถามแม็กซ์ต่อว่า ถ้าไม่ใช่เพราะต้องเข้ากรุงเทพฯ มาแข่งขันร้อนเพลง จะเลือกมาทำงานที่กรุงเทพฯ หรือไม่

“ไม่ครับ” เขาตอบแทบจะในทันที

“อยู่ไม่ได้ กรุงเทพฯ รถติด ไม่สามารถกะเวลาอะไรได้ ไม่เหมือนเชียงใหม่ที่ไปไหนก็สิบห้านาที”

 

สายเดินทาง

“การเดินทางสำคัญกับผมมาก” เขาสารภาพเช่นนั้น “เพราะมันให้หลายอย่างทั้งประสบการณ์ ได้เจอคนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ ได้เก็บเกี่ยวความรู้สึกต่างๆ มาเป็นแรงบันดาลใจให้เรา ถ้าผมคิดงานไม่ออก จะออกไปเที่ยว ให้มันผ่อนคลาย เราจะได้มีเวลาจับความคิดจับความรู้สึกตัวเอง”

ทั้งนี้ การเดินทางสายนักร้องก็สนุกไม่แพ้กันแม็กซ์เคยไปมาแล้วทุกเวทีในประเทศไทย เคยสมัครเอเอฟมาแล้ว 3 ครั้ง เดินสายประกวดตั้งแต่อายุ16 ปี จนกระทั่งอายุ 26 ปี และสุดท้ายความพยายามของเขาก็เป็นผลสำเร็จด้วยการเป็นนักร้องเต็มตัวภายใต้ชื่อแม็กซ์ เอเอฟ 12

โลกของแม็กซ์

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เขาอยากให้โลกใบนั้นเป็นสีเขียว “เวลามีป่าจะรู้สึกเย็น ทุกครั้งที่ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปคอกม้าต้องผ่านทั้งเมืองและดอยซึ่งเมื่อขึ้นดอยเมื่อไหร่อากาศรอบตัวจะเย็นขึ้นมาทันที เหมือนเป็นคนละโลก ดังนั้นถ้าโลกใบนั้นมีต้นไม้เยอะๆ จะเป็นโลกที่เย็น พอเย็นก็จะสบาย และพอสบายทุกคนก็มีความสุข” เขาฝันไว้เช่นนั้น

 

ติดตามผลงานเพลง หายใจไม่ออก ซิงเกิ้ลแรกของแม็กซ์ได้ทางยูทูบ True Fantasia และทางอินสตาแกรม max_af12

 

กินดี มีสุข เที่ยวสนุกอยูสบาย เที่ยวเกาหลีใต้ เที่ยวได้ทั้งปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/434406

กินดี มีสุข เที่ยวสนุกอยูสบาย เที่ยวเกาหลีใต้ เที่ยวได้ทั้งปี

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360com

เชื่อเลยว่าหลายๆ คนคงรู้จักเมืองอินชอน (Incheon) ของประเทศเกาหลีใต้ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน และเป็นสถานที่จัดงานสำคัญๆ อย่างเอเชียนเกมส์ 2014 แต่วันนี้ทีมงานโลก 360 องศา จะขอพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับเมืองที่มีชื่อคล้ายๆ กัน แต่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่แพ้กัน นั่นก็คือ เมืองอิเชิน (Icheon) เมืองเก่าแก่ที่เปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศเกาหลีใต้

เมืองอิเชิน (Icheon) ตั้งอยู่ในจังหวัดคย็องกี (Gyeonggi) ทางตอนใต้ของกรุงโซล โดยได้รับการแต่งตั้งเป็น City of Craft and Folk Arts หรือเมืองแห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านจากองค์การยูเนสโก ซึ่งเมืองเก่าแก่แห่งนี้ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำ และความรุ่งเรืองด้านวัฒนธรรมอยู่มากมาย

Kim Seong Tae ศิลปินที่มีชื่อเสียง กำลังแกะลายบนเครื่องดินเผา

 

Icheon Ceramics Village หรือหมู่บ้านช่างทำเครื่องดินเผา เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความน่าสนใจ โดยในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบดั้งเดิม ที่เรียกว่า Baekja Ceramics ซึ่งเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีคุณภาพสูงของเกาหลีตั้งแต่สมัยราชวงศ์โชซอน หรือเมื่อประมาณ 500 ปีที่แล้ว ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเรียนรู้กระบวนการผลิตเครื่องปั้นดินเผารูปแบบดั้งเดิมได้ทุกขั้นตอน โดยศิลปินที่มีชื่อเสียงของที่นี่ก็เปิดโอกาสให้เข้าไปดูขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิดกันถึงในบ้านเลยทีเดียว

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดินนอกจากจะทำให้เมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องเครื่องปั้นดินเผาแล้ว ก็ยังขึ้นชื่อในเรื่องของข้าวที่มีคุณภาพดีและอร่อยที่สุดของเกาหลีใต้ ลักษณะของเมล็ดข้าวที่นี่จะไม่เหมือนกับเมล็ดข้าวในเมืองอื่นๆ เพราะมีเม็ดที่ใสกว่า และถ้าหากใครแวะมาเที่ยว ก็ห้ามพลาดที่จะมาลองทานข้าวสวยร้อนๆ ของที่นี่เช่นกัน

Termeden สวนน้ำพุร้อนธรรมชาติสไตล์เยอรมันแห่งแรกของเกาหลีใต้ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของสระน้ำพุร้อนซึ่งมีขนาดใหญ่และมีคุณภาพสูง รวมไปถึงยังมีเครื่องเล่นอื่นๆ รอบสระอีกมากมาย เช่น อ่างน้ำวน เครื่องพ่นน้ำ หรือม่านน้ำ ซึ่งจะช่วยนวดและผ่อนคลายส่วนต่างๆ ของร่างกาย มากไปกว่านั้นที่นี่ยังมีบ่อน้ำพุร้อนหลากสีซึ่งมีส่วนผสมจากสมุนไพรธรรมชาติที่จะช่วยรักษาปัญหาทางผิวหนังไว้ให้ได้ลงแช่กันด้วย

เดินชมหมู่บ้านโบราณ Buckchon Hanok

 

หลังจากไปเที่ยวชมของดีของเมืองอิเชิน (Icheon) แล้ว ทีมงานก็มีโอกาสกลับมาที่กรุงโซลอีกครั้ง มาเหนื่อยๆ เราก็ขอแวะมาผ่อนคลายด้วยการฝังเข็มเสริมสุขภาพกันที่ โรงพยาบาล Kwangdong ในย่านกังนัม  ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของการรักษาด้วยการฝังเข็ม โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมไปถึงการนำศาสตร์ทางการแพทย์แผนโบราณอื่นๆ เข้ามาผสมผสานกับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน เพื่อให้บริการด้านสุขภาพและความงาม

ปกติแล้วการฝังเข็มนั้นจะถูกนำมาใช้รักษาอาการปวดต่างๆตามร่างกาย หรือรักษาอาการภูมิแพ้ แต่ที่นี่เขานำการฝังเข็มมาให้บริการด้านความงามด้วย เช่น การฝังเข็มบนใบหน้า เพื่อลดสิว ฝ้า กระชับผิวหน้าหรือเพื่อทำให้ผิวหน้าผ่องใส รวมไปถึงการฝังเข็มเพื่อการลดน้ำหนักก็มีโปรแกรมให้เลือกมากมาย

ที่นี่ยังนำสมุนไพรพื้นบ้านของเกาหลีหลากหลายชนิดเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อให้บริการด้านสุขภาพและความงาม ไม่ว่าจะเป็น การรมควันด้วยสมุนไพรบนร่างกาย (Moxibustion) หรือการทำสปาด้วยการอบหรือห่อร่างกายด้วยสมุนไพรต่างๆ ที่จะส่งผลให้ระบบการทำงานของร่างกายดี ส่งผลให้มีสุขภาพแข็งแรงและมีผิวพรรณที่สวยงาม ซึ่งวิธีการรักษารูปแบบนี้เป็นการรักษาโดยใช้กลไกทางธรรมชาติของร่างกายที่ไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดหรือการใช้สารเคมีใดๆ เลย

แช่บ่อน้ำพุร้อนหลากสีที่ Termeden

 

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ท่ามกลางเมืองที่ทันสมัยอย่างกรุงโซลนี้จะยังมีหมู่บ้านโบราณหลงเหลืออยู่นั่นก็คือ Bukchon Hanok หมู่บ้านโบราณที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าขุนนางระดับสูงในอดีต ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจาก พระราชวังเคียงบก (Gyeongbokgung Palace), พระราชวังชางด๊อก (Changdeokgung Palace) และอารามหลวงจงเมียว (Jongmyo Royal Shrine)

ลักษณะอันโดดเด่นของบ้านแบบฮันน็อกของที่นี่ก็คือ มีการมุงหลังคาบ้านด้วยกระเบื้อง และใช้วัสดุจากธรรมชาติอื่นๆ ในการสร้างบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ประตู หน้าต่างที่ทำจากไม้ ผนังมีส่วนผสมของฟางและดิน หรือจะเป็นกระดาษที่ใช้ครอบหน้าต่างเพื่อกันลมหนาวก็ทำมาจากเยื่อไม้ธรรมชาติ ซึ่งถือได้ว่าบ้านแบบฮันน็อกนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากจริงๆ

ที่สำคัญมาที่นี่ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามเดินเข้าไปในบ้านหรือเคาะประตูบ้าน เพราะว่าบ้านแต่ละหลังมีคนอาศัยอยู่ด้วย หากใครต้องการมาเดินชมสถาปัตยกรรมสวยๆ เหล่านี้ สามารถเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีส้ม ลงสถานี Anguk Station และออกทางออกที่ 2

ฝังเข็มบนใบหน้าที่โรงพยาบาล Kwangdong

 

หลังจากเดินชมบ้านโบราณสไตล์เกาหลีกันไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะมาลองชิมอาหารต้นตำรับโบราณกันบ้าง เราเดินทางมาที่ร้าน Baenamugol (แพนามูกึล) ร้านอาหารเกาหลีที่ขึ้นชื่อด้วยเมนูเนื้อเป็ดที่มีชื่อเสียงอย่าง โอรีโชมูชิม หรือเป็ดปรุงรสแบบเกาหลี ซึ่งนิยมทานคู่กับผัก

เนื้อเป็ดเป็นหนึ่งในอาหารชั้นเลิศที่คนเกาหลีนิยมทานกันในวัง เนื่องจากความเชื่อว่ารับประทานแล้วจะทำให้ร่างกายมีพละกำลังดี ช่วยให้เลือดหมุนเวียนดี และช่วยรักษาปอดและไตให้มีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งในปัจจุบันร้านอาหารหรือภัตตาคารที่มีชื่อเสียงต่างๆ ก็นิยมจำหน่ายเนื้อเป็ดอยู่หลายร้าน

ทริปนี้ทำให้เราได้รู้ว่าทั้งเมืองอิเชิน และกรุงโซลยังคงมีของดีของเก่าแก่ให้เราได้เข้าไปเรียนรู้และสัมผัสอยู่อีกมากมาย ซึ่งถ้าหากใครต้องการลองไปเที่ยวดูบ้างก็สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Korea Tourism Organization หรือว่าติดตามชมรายการโลก 360 องศาได้ทาง ททบ.5 ทุกวันเสาร์ กรุงโซลแห่งนี้ยังมีเรื่องราวดีๆ ให้เราได้ไปค้นหากันอีก พบกันสัปดาห์หน้า