เที่ยวเจจู สนุกสบาย สไตล์รักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/433178

เที่ยวเจจู สนุกสบาย สไตล์รักสุขภาพ

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

เกาะเจจูในประเทศเกาหลีใต้ นอกจากจะโดดเด่นเรื่องแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟ น้ำตก และชายทะเลแล้ว ด้วยความที่มีภูมิอากาศดีตลอดทั้งปี และมีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์  จึงทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายของนักเที่ยว ที่ต้องการมาพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลเกาหลีใต้จึงมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Health Tourism ที่เกาะแห่งนี้ เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สำคัญของประเทศ ซึ่งก็ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่สามารถตอบสนองกลุ่มคนรักสุขภาพได้มากขึ้น ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะเดินทางไปท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ โดยแบ่งเวลาจากการท่องเที่ยวมาทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพต่างๆ ในโรงเเรมหรือสถานบริการสุขภาพในท้องถิ่น

Singing Bowls ศาสตร์ของการบำบัดร่างกายด้วยคลื่นเสียง

 

We คือรีสอร์ทเพื่อสุขภาพแห่งแรกของเกาหลีใต้ ตั้งอยู่ที่เมือง Seogwipo เมืองทางตอนใต้อันแสนสงบของเกาะเจจู ที่นี่มี We Wellness Center ศูนย์บริการทางสุขภาพแบบครบวงจร ซึ่งมีจุดเด่นคือมีกิจกรรมให้ผู้รักสุขภาพเลือกใช้บริการอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเพื่อดูแลและเสริมสมรรถภาพร่างกาย   การให้บริการทางด้านความงาม และการบำบัดรักษาร่างกายและจิตใจด้วยศาสตร์แขนงต่างๆ

กิจกรรมที่น่าสนใจของที่นี่ เช่น การทำวารีบำบัด ที่ควบคุมและดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งความพิเศษของที่นี่คือการใช้น้ำแร่ธรรมชาติจากชั้นหินใต้ดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ประยุกต์เข้ากับศาสตร์ของการออกกำลังกายในน้ำ การนวดผ่อนคลายด้วยน้ำ รวมไปถึงการรักษาโรคผิวหนัง  ภูมิแพ้ ตลอดจนการฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อต่างๆ ในน้ำ เพื่อลดอาการบาดเจ็บ ซึ่งศาสตร์ของการทำวารีบำบัดนี้ จะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดี รวมถึงช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย  ทำให้มีผิวพรรณสวยใสเปล่งปลั่งและมีสุขภาพดี

ยำสาหร่ายเจจู เมนูเพื่อสุขภาพ

 

นอกจากนั้นแล้วที่นี่ก็ยังมีกิจกรรมโยคะ และกิจกรรมบำบัดทางจิตใจ ซึ่งมีศูนย์คลินิกทางจิตวิทยา หรือ Psychological Centre ที่สามารถให้คำปรึกษาและวินิจฉัย เพื่อนำไปสู่การบำบัดตามโปรแกรม หนึ่งในนั้นก็คือการใช้คลื่นเสียงบำบัด หรือ Singing Bowls ที่ช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดและเหนื่อยล้า ส่งผลให้ร่างกายปรับสมดุลเข้าสู่สภาวะปกติ

ที่เกาะเจจูมีป่าธรรมชาติที่มีความพิเศษกว่าป่าอื่นๆ นั่นก็คือป่า Gotjwal ซึ่งเป็นป่าที่เกิดขึ้นจากการเย็นตัวของหินลาวาและชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดิน ทำให้มีพืชพรรณต่างๆ แทรกตัวออกมาจากก้อนหิน จนกลายเป็นป่าที่มีความชุ่มชื้นเต็มไปด้วยพรรณไม้หลากชนิด ป่าแห่งนี้มีพื้นที่คิดเป็นประมาณ 6% ของเกาะเจจู สามารถพบเห็นได้ตั้งแต่ทางทิศตะวันออกไปจนถึงทิศตะวันตก เปรียบได้กับปอดขนาดใหญ่ของเกาะเจจู

เรียนรู้ทำความรู้จักกับอาหารเจจูที่ Kitchen lab

 

Eco Land Theme Park  คือสวนสนุกที่ผสมผสานกับสวนพฤกษศาสตร์  ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะเจจู ในเขตพื้นที่ของป่า Gotjwal และด้วยความที่ที่นี่มีพื้นที่กว้างใหญ่  ดังนั้นการท่องเที่ยวไปให้ทั่วก็จะต้องนั่งรถจักรไอน้ำที่มีชื่อว่า Forest Train จะจอดรับส่งนักท่องเที่ยวตามสถานีต่างๆ ซึ่งก็จะเป็นที่ตั้งของสวนที่มีการออกแบบแตกต่างกันไป เช่น สถานี Eco Bridge นักท่องเที่ยวสามารถเดินลัดเลาะไปตามสะพาน  เพื่อชมธรรมชาติของป่า Gotjwal ที่รายล้อมไปด้วยทะเลสาบขนาดใหญ่  ส่วนที่สถานี Lake Side  นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมความสวยงามของทุ่งหญ้าและสวนไม้ดอกริมทะเลสาบซึ่งทุ่งหญ้าที่นี่คือแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ต่างๆ เช่น ม้าพันธุ์พื้นเมือง

อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เกาะเจจูก็คือ การทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เราจึงเดินทางมาร้านอาหารที่มีชื่อว่า Kitchen Lab ลักษณะพิเศษของร้านนี้คือจะเสิร์ฟอาหารประเภทฟิวชั่น โดยใช้วัตถุดิบหลักที่สามารถหาได้บนเกาะเจจูนำมาประยุกต์เข้ากับอาหารนานาชาติ และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการปรุง แต่การจะมารับประทานอาหารที่นี่จะต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น

ทุ่งหญ้าเขียวขจี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่า Gotjwal

 

ส่วนเมนูที่เราได้ลงมือทำคือ รีซอตโตปลาทูน่า ซึ่งเป็นปลาทูน่าพันธุ์พื้นเมืองที่สามารถจับได้จากทะเลรอบๆ เกาะเจจูเท่านั้น และอีกหนึ่งเมนูนั่นก็คือ ยำสาหร่ายเจจู โดยวัตถุดิบหลักของเมนูนี้ประกอบไปด้วย สาหร่าย ผักดอง น้ำมะนาว ซีอิ๊ว น้ำผึ้ง และเนื้อสัตว์  วัตถุดิบทั้งหมดนี้ก็สามารถหาได้บนเกาะนี้เช่นเดียวกัน  เมื่อทำอาหารทั้งหมดเสร็จแล้วก็จะมานั่งรับประทานอาหารร่วมกันอย่างเป็นกันเองกับเชฟ ซึ่งภายในร้านมีโต๊ะอาหารเพียงโต๊ะเดียว ดังนั้นร้านอาหารนี้จึงเหมาะกับคนที่ต้องการมาเรียนรู้และทำความเข้าใจเอกลักษณ์อาหารอย่างแท้จริง

ชาวเจจูเชื่อกันว่าอาหารท้องถิ่นที่นี่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก เพราะเจจูเป็นเกาะที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทะเล ต้องเผชิญกับคลื่นลมแรงอยู่เสมอ ดังนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้จึงต้องมีร่างกายที่แข็งแรงอยู่เสมอ อาหารการกินจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ ด้วยเหตุนี้ชาวเกาหลีใต้มีทัศนคติว่า หากจะหาสะใภ้ที่แข็งแรงต้องเป็นผู้หญิงชาวเจจูเท่านั้น  แต่หากจะหาสะใภ้ที่ทำอาหารเก่งต้องมาจากจังหวัดชอลลานัม

การเดินทางมาเจจูในครั้งนี้ ครบเครื่องเรื่องสุขภาพจริงๆ เพราะได้สัมผัสตั้งแต่เรื่องของธรรมชาติดีๆ อากาศดีๆ กิจกรรมเพื่อสุขภาพดีๆ และก็ยังได้รับประทานอาหารดีๆ ซึ่งก็ทำให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ หากใครมีโอกาสก็ลองมาเที่ยวที่เกาะเจจูแห่งนี้ มาสัมผัสกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อีกหนึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวที่น่าสนใจในประเทศเกาหลีใต้ และอย่าลืมติดตามชมรายการโลก 360 องศา ได้ทุกวันเสาร์ 21.20 น. ทาง ททบ.5

 

อิงกฤต วิทซานี่ เดินบนทางที่เลือกเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/433175

อิงกฤต วิทซานี่ เดินบนทางที่เลือกเอง

โดย…รอนแรม ภาพ… อิงกฤต วิทซานี่

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินทางไปสวีเดน “คนเดียว” ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นด้วย “ตัวเอง” เป็นเวลา7 ปี ซึ่งนานพอให้ อิงกฤต วิทซานี่ นักร้องลูกครึ่งไทย-ออสเตรีย ได้เดฟินทางเรียนรู้ชีวิตเก็บเกี่ยวความคิดของคนรอบข้าง เพื่อหลอมรวมเป็นทัศนคติของตน เธอจึงเติบโตท่ามกลางคนอื่น มีการเดินทางเป็นครู และมีโลกเป็นห้องเรียน

คนไทยรู้จักอิงกฤตครั้งแรกผ่านรายการ เดอะ วอยซ์ ซีซั่น 3 จากนั้นเธอกลับมาอีกครั้งในฐานะพิธีกรรายการท่องเที่ยว ลอง Stay ช่อง 3SD (28) ซึ่งเป็นอีกบทบาทที่เธอรักเพราะได้ “เที่ยว”

 

ตามหาความหมายชีวิต

อิงกฤตเกิดในประเทศไทยท่ามกลางครอบครัวใหญ่ คุณแม่เป็นคนไทย คุณพ่อเป็นคนออสเตรียสัญชาติสวีเดน ก่อนที่พ่อจะจากไป ท่านอยากให้ลูกสาวไปสวีเดนเพื่อออกจากกรอบเดิมๆ และหาความหมายของชีวิตซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด

“บ้านอิงที่เมืองไทยเป็นครอบครัวใหญ่มาก มีกฎต่างๆ นานา มีการตักเตือนแบบคนไทย” เธอกล่าว “แต่พ่ออิงบอกว่าให้ไปสวีเดน เพราะพ่อกลัวว่าอิงจะไม่โต กลัวว่าอิงจะถูกปิดกั้น พออิงอายุสิบห้าทำบัตรประชาชนเรียบร้อยก็บินไปสวีเดนเลยคนเดียว”

 

เธอยังเล่าด้วยว่า การใช้ชีวิตอยู่ที่สวีเดนแตกต่างจากเมืองไทยมาก โดยเฉพาะเรื่องทัศนคติ “อิงต้องหาเวลาเป็นตัวเองเมื่ออยู่ที่ประเทศไทย แต่ที่สวีเดน ทุกอย่างเป็นอิงได้หมดเลย เราใช้ชีวิตในสังคมนั้นได้อย่างสบายใจ ตรงไปตรงมา ทุกคนคุยเรื่องที่มีประโยชน์ วิธีการดำเนินชีวิตมันต่างกัน”

7 ปีที่สวีเดนหล่อหลอมให้เธอมีชุดความคิดแบบผู้ใหญ่ ด้วยความที่วัยรุ่นสวีเดนเริ่มทำงานพิเศษตั้งแต่อายุ 15 ปี และย้ายออกจากบ้านเพื่อไปใช้ชีวิตของตัวเองตอนอายุ 21 ปี จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเธอถึงโตกว่าอายุ (ตอนนี้อายุ 23 ปี) ทว่าเมื่อกลับมาเมืองไทยก็มีข้อดีหลายอย่าง หนึ่ง ได้กลับมาดูแลแม่ สอง ได้ประกวดเดอะ วอยซ์ สาม ได้เป็นนักร้องอย่างที่รัก และสี่ ได้ทำงานท่องเที่ยวตอบโจทย์นิสัยคนชอบเดินทางอย่างเธอ

 

ตามหาเรื่องราวใหม่

หลังจากกลับจากสวีเดนได้ไม่นานอิงกฤตกำเงิน 3,000 บาท กับกระเป๋า 1 ใบ ขึ้นรถไฟชั้นสามไปเที่ยวคนเดียว ครั้งนั้นเธอลงใต้ไปเป็นชาวเลบนเกาะมุก จ.ตรัง เพื่อไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวประมง “อิงไปอยู่บ้านกลางทะเล เขาสอนอิงขับเรือ สอนหาหอยมุก กินหอยทอดซึ่งก่อนหน้านี้เคยไปมาแล้วกับเพื่อนฝรั่ง ตอนอายุสิบเจ็ด ไปแบบไม่มีเงินเลย แต่โชคดีที่อิงพูดใต้ได้ และเจอชาวบ้านใจดีให้นอนที่บ้านและทำกับข้าวให้กินทุกมื้อ” เธอเล่า

นอกจากนี้ ในฐานะที่เคยจากไปและกลับมาประเทศไทยโดยมีระยะห่างให้เห็นการเปลี่ยนแปลง เธอเห็นว่าการท่องเที่ยวของไทยมีการพัฒนา “การอยู่บ้านเรา เราจะเห็นปัญหาเยอะ ซึ่งความจริงปัญหามันก็เยอะนั่นแหละ แต่ในภาพรวม พออิงออกไปและกลับมา อิงรู้สึกว่าการท่องเที่ยวมันปลอดภัยขึ้น อิงเที่ยวตั้งแต่เด็ก แบ็กแพ็กตั้งแต่เด็ก ขับรถเที่ยวกับพ่อตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นยังรู้สึกถึงความอันตราย แต่เดี๋ยวนี้ไปไหนจะรู้สึกปลอดภัยขึ้น”

 

แต่ถึงอย่างไร ประเทศไทยทำให้เธอกังวลเรื่องแหล่งท่องเที่ยวที่จะเปลี่ยนไปเพื่อนักท่องเที่ยวมากเกินไป “ส่วนตัวอิงไม่ชอบแหล่งท่องเที่ยวแบบ Mass Tourism (แหล่งท่องเที่ยวที่ดึงคนจำนวนมาก)” เธอกล่าวชัดเจน “อิงว่าไม่เวิร์กสำหรับบ้านเรา เพราะพื้นที่ประเทศไทยไม่พอที่จะรับนักท่องเที่ยวมากมาย สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งรองรับทัวร์ ทำให้บรรยากาศของสถานที่แห่งนั้นหายไป”

อิงกฤตยกตัวอย่าง เกาะหลีเป๊ะ ที่เคยไปตั้งแต่เด็กแต่เปลี่ยนไปแล้วในวันนี้ “ครั้งแรกที่ไป อิงเดินจากชายหาดไปดำน้ำเห็นปลาหมอทะเลตัวใหญ่มาก เห็นปลาทุกสีทุกเฉด เป็นโลกที่อลังการมาก พอครั้งที่สองอิงกลับไป ปรากฏว่าแนวปะการังไม่สวยงามเหมือนเดิม และครั้งที่สาม ตกใจมาก เพราะมีทัวร์ไปเกาะหลีเป๊ะ ถนนบนเกาะเป็นถนนเล็กๆ ไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้ แต่เรากลับพยายามทำให้หลีเป๊ะเปลี่ยนไปเพื่อนักท่องเที่ยว หลีเป๊ะจึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

 

ทัศนคติเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเธอให้ความสำคัญกับการเดินทาง เธอเห็นว่ามันสำคัญกับทัศนคติ เป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้ชีวิต “ทุกอย่างที่อิงเรียนไม่ได้เรียนมาจากห้องเรียน อิงไม่เคยเรียนได้ที่หนึ่ง แต่อิงเรียนรู้จากการที่ต้องย้ายไปตามที่ต่างๆ อิงคุยกับคนต่างๆ ที่ได้เจอ เห็นความคิดที่มันไม่เหมือนกัน แม้ว่าเรื่องที่ได้ยินเราเคยรู้มาก่อนแล้ว แต่ทัศนคติของผู้คนต่างหากที่เราไม่เคยรู้”

และที่น่าสนใจคือ เธอมองว่าคนไทยมักอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นสังคม ดังนั้นการเที่ยวคนเดียวจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อหาโอกาสให้ตัวเองออกไปหาเพื่อนใหม่ คนแบบใหม่ ความคิดใหม่ๆ ให้โลกที่อยู่นั้นกว้างขึ้น

โลกของอิงกฤต

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เธออยากให้โลกใบนั้น “สวย” หมายถึงโลกที่ทุกคนนึกถึงใจเขาใจเรา โลกที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย โลกที่มนุษย์ไม่คิดว่าคนอื่นโง่และพร้อมจะสอนความรู้ให้แก่ผู้อื่น โลกที่ทุกอย่างมีการแบ่งปัน และโลกที่ไม่มีเงินในการซื้อขาย แต่เป็นน้ำใจที่มีให้กัน

สำหรับในโลกแห่งความเป็นจริงตอนนี้อิงกฤตกำลังทำงานเพลงของตัวเองชื่อว่าเพลง “ลา” ที่จะปล่อยให้ฟังพร้อมมิวสิควิดีโอภายในปีนี้ และในโลกส่วนตัวติดตามเธอได้ทางอินสตาแกรม ingridwitzanyy และเฟซบุ๊ก Ingrid Witzany

 

สูดอากาศใสๆ เที่ยวสบายๆ เกาะเจจู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/431921

สูดอากาศใสๆ เที่ยวสบายๆ เกาะเจจู

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

“เกาะเจจู” เกาะที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ และได้รับฉายาว่า “เกาะแห่งภูเขาไฟ” เพราะเกาะนี้เกิดจากการทับถมของลาวาใต้ทะเลเป็นระยะเวลาหลายล้านปี กลายมาเป็นเกาะขนาดใหญ่ในปัจจุบัน มากไปกว่านั้นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ความไม่วุ่นวาย ตลอดจนความสะดวกสบายทั้งการเดินทางและที่พัก จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายของนักท่องเที่ยวที่รักในสุขภาพ

ทั่วทั้งเกาะเจจูเต็มไปด้วยหินบะซอลต์ ที่เกิดจากการแข็งตัวของลาวาอย่างรวดเร็ว ส่งผลทำให้มีภูมิประเทศแปลกตา มากไปกว่านั้นบรรดาพืชพรรณก็มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่สามารถพบเห็นได้ในประเทศเกาหลีใต้ส่วนที่เป็นแผ่นดินใหญ่ เพราะเป็นพืชพรรณที่พบได้เฉพาะพื้นที่ที่เคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน เช่นที่หมู่เกาะฮาวาย ด้วยเหตุนี้เกาะเจจูจึงได้รับการขนานนามว่า “ฮาวายแห่งเอเชีย”

ศิลปะการจัดเรียงซ้อนหินที่ Tamnara

 

ด้วยความอุดมสมบูรณ์และความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ ทำให้เกาะเจจูได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี 2550 จากองค์การยูเนสโก นั่นก็ทำให้เจจูมีชื่อเสียงโด่งดัง และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ก็ได้กลายมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของเกาะแห่งนี้ ในทุกๆ ปีชาวเกาหลีใต้เดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่มากกว่า 5 ล้านคน เพื่อมาสัมผัสกับธรรมชาติสวยงามและอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งนั่นทำให้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ กลายเป็นรูปแบบหลักของเกาะแห่งนี้

เกาะเจจูมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศอยู่มากมาย แต่ที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้นั่นก็คือ “ซองซานอิลชุลบง” ภูเขาไฟทรงมงกุฎ ที่สามารถเดินขึ้นไปชมความอัศจรรย์ได้ถึงปากปล่อง เพราะเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ซึ่งความสูงของปากปล่องวัดจากระดับน้ำทะเลสูงประมาณ 180 เมตร และด้วยความอัศจรรย์ทางธรรมชาติ ทำให้ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกจากองค์การยูเนสโกมากไปกว่านั้น ที่นี่ยังได้รับการโหวตจากผู้คนทั่วโลกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ใหม่ทางธรรมชาติของโลก หรือ New Seven Wonders of Nature อีกด้วย

กินอาหารเพื่อสุขภาพท่ามกลางบรรยากาศไร่ชา O’Sulloc

 

Tamnara สถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีลักษณะเป็นธีมปาร์กแห่งใหม่ของเกาะเจจู ซึ่งมีแนวคิดในการสร้างมาจากชื่อดั้งเดิมของเกาะแห่งนี้ นั่นก็คือคำว่า “Tamnara” นั่นเอง มีความหมายว่า เมืองแห่งกำแพงหิน เพราะในสมัยโบราณชาวเจจูนิยมเอาหินภูเขาไฟมาวางเรียงซ้อนเป็นกำแพง ดังนั้นผู้สร้างธีมปาร์กแห่งนี้จึงหยิบเอาวิธีการเรียงหินแบบฉบับดั้งเดิมของเจจู มาผสมผสานกับงานศิลปะยุคสมัยใหม่ เกิดเป็นงานศิลปะที่สวยงามแปลกตาเพื่อให้ผู้เข้าชมเกิดความสนุกสนานกับการจินตนาการ

เกาะเจจูขึ้นชื่อว่าเป็นเกาะที่มีอากาศดีตลอดทั้งปี คือไม่ร้อนจัดและไม่หนาวจัดจนเกินไป เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ของเกาหลีใต้ เพราะเกาะนี้อยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด ส่งผลให้สามารถทำการเพาะปลูกได้เกือบทั้งปี มากไปกว่านั้น แร่ธาตุที่มีอยู่ในดินภูเขาไฟ ก็ทำให้ดินที่นี่มีคุณภาพดี ผลผลิตทางการเกษตรจึงมีคุณภาพดีตามไปด้วย

ส้มฮัลลาบง (Hallabong) เป็นอีกหนึ่งผลผลิตทางการเกษตรที่มีชื่อเสียงของเจจู เพราะมีรูปทรงแปลกตา อีกทั้งยังมีรสชาติหวานฉ่ำ จึงกลายเป็นหนึ่งในของฝากจากเจจู ซึ่งมีไร่ส้มมากมายที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวชมได้อย่างใกล้ชิดเพื่อดูกระบวนการปลูกที่ไม่มีสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้อง

ธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์และอากาศบริสุทธิ์ ทำให้เจจูกลายเป็นปลายทางของคนรักสุขภาพ

 

ที่นี่ยังมีชื่อเสียงเรื่อง “ชา” อีกด้วย ถึงแม้ว่าชาจะถูกนำมาปลูกบนคาบสมุทรเกาหลีเมื่อนับพันปีมาแล้ว แต่ชาเพิ่งจะถูกนำมาปลูกครั้งแรกบนเกาะเจจูเมื่อปี ค.ศ. 1979 หรือราว 37 ปีที่ผ่านมา ที่ไร่ชา O’Sulloc ซึ่งด้วยสภาพดินและอากาศที่แตกต่างไปจากภูมิภาคอื่นๆ ส่งผลให้ชาที่นี่มีรสชาติแตกต่างออกไป รวมถึงการปรับปรุงสายพันธุ์ชา การพัฒนารสชาติ และการสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ส่งผลให้ O’Sulloc กลายเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชาเขียว” ที่ถูกปลูกขึ้นท่ามกลางธรรมชาติและอากาศที่บริสุทธิ์ของเกาะเจจู ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาดื่มด่ำกับบรรยากาศที่สวยงามของไร่ชาที่นี่ นอกจากนั้นแล้วที่นี่ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์ชา และคาเฟ่ที่มีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและเบเกอรี่จากชาเขียวมากมายหลายรสชาติ

ภายในพื้นที่ของไร่ชาแห่งนี้ ก็ยังมีคาเฟ่ของ Innisfree Jeju house หนึ่งในเครื่องสำอางแบรนด์ดังของเกาหลีใต้ ที่สร้างขึ้นจากแนวคิดของการใส่ใจสุขภาพและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นอาหารในร้านจะใช้วัตถุดิบออร์แกนิกเป็นหลักทั้งหมด เรียกได้ว่านอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย นอกจากนั้นแล้วก็ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เป็นผลิตภัณฑ์เน้นการบำรุงผิวจากธรรมชาติ ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติปลอดสารพิษ ซึ่งก็คือชาเขียวจากไร่ชา O’Sulloc นั่นเอง

คาเฟ่แห่งนี้ก็ยังมีมุมสนุกๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ลองทำสบู่จากธรรมชาติอีกด้วย เพียงแค่ซื้อชุดวัสดุสำหรับทำสบู่ จากนั้นก็จะมีมุมให้ลองนั่งทำ ซึ่งจะมีอุปกรณ์แท็บเล็ตคอยบอกขั้นตอนวิธีการทำ รวมถึงมีอุปกรณ์ในการปั้นและทำลวดลายที่ทางร้านเตรียมไว้ให้

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศบนเกาะเจจู ทำให้เรารู้ว่าทิศทางในการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ในวันนี้ มุ่งเน้นการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดธรรมชาติ โดยไม่ทำลายธรรมชาติ ซึ่งก็เป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มจะกลับมาตอบสนองวิถีกลุ่มคนเมืองที่แสวงหาธรรมชาติ เพราะโลกยุคปัจจุบันได้ทำให้ชีวิตสะดวกสบายในทุกๆ ด้าน แต่ก็แลกมาด้วยข้อเสียหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาพ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้ เราต่างมองหาธรรมชาติที่สมบูรณ์ อากาศที่บริสุทธิ์ ซึ่งนั่นก็จะนำไปสู่การสร้างสรรค์รูปแบบการท่องเที่ยวที่สามารถตอบสนองกลุ่มคนเหล่านั้นได้

ความนิยมของอาหารออร์แกนิกที่เพิ่มขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพ

 

วรัญญู ทิพยมนตรี เที่ยว ‘แปลก’ แหวกแนว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/431919

วรัญญู ทิพยมนตรี เที่ยว ‘แปลก’ แหวกแนว

โดย…รอนแรม

ประวัติโดยสังเขปของ วรัญญู ทิพยมนตรีผู้จัดการริบลีส์ เวิลด์ พัทยา ระบุว่า เขามีความสนใจเรื่องการเดินทางและวัฒนธรรมต่างถิ่น สะสมแสตมป์และของที่ระลึกจากการเดินทางและชอบท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมยามว่างกับครอบครัว แต่เมื่อได้สนทนากับชายอารมณ์ดีคนนี้แล้วทำให้ทราบว่าเขายังมีเรื่องราวการเดินทางและแง่มุมชีวิตที่ “แปลก” แหวกแนว

ช่วงชีวิตการเดินทาง

เขาเริ่มต้นบทสนทนาด้วยหลักการใช้ชีวิตที่ว่า ชีวิตคนถูกกำหนดด้วย 3 สิ่ง หนึ่งคือ คนที่เราพบ สองคือ หนังสือที่เราอ่าน และสามคือ สถานที่ที่เราไป “ผมจึงพยายามดำเนินชีวิตตามครรลองเหล่านี้ ถ้าเราอยากเป็นคนแบบไหน เราก็ต้องเอาตัวไปคบกับคนแบบนั้น เลือกสรรความรู้ที่จะเข้าตัว และไปในสถานที่ที่จะสร้างความเป็นตัวเราขึ้นมาได้” เขาอธิบาย

 

ตั้งแต่เด็กจำความได้ ครอบครัวจะพาไปเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยเน้นไปในอุทยานแห่งชาติเป็นส่วนใหญ่ เช่น ภูหินร่องกล้า น้ำตกเอราวัณ เขาใหญ่ซึ่งตอนนั้นคือความท้าทายสมัยเด็กและกลายเป็นความผูกพันที่ฝังอยู่ใต้สำนึก ทำให้ไม่ว่าไปที่ไหนก็ต้องไปทำความรู้จักกับธรรมชาติและผู้คน ณ สถานที่นั้น เพื่อไปเรียนรู้ถึงความสุข ความพอดี สิ่งที่จำเป็นที่ทำให้เรามีชีวิตจากชาวบ้าน

กระทั่งโตขึ้นมา วรัญญู ก็ยังยึดแนวทางธรรมชาติเหมือนแต่ก่อน แต่เพิ่มระดับความยากไปตามกำลัง เช่น เคยปีนน้ำตกก็เปลี่ยนเป็นปีนภูเขา หรือจากนอนโรงแรมก็เปลี่ยนมานอนเต็นท์หรือโฮมสเตย์ เขายังบอกว่าตัวเองโชคดี เพราะในวัยเด็กไปใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา จากนั้นไปเรียนหนังสือที่ยุโรป และเริ่มทำงานในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง ทำให้มีโอกาสเห็นโลกกว้างมากขึ้นๆ

 

ระหว่างที่กำลังศึกษาปริญญาโทอยู่ที่สเปน เขาทำงานเก็บเงินและไปเที่ยวแบบแบ็กแพ็กเกอร์ โดยวิธีเดินเท้า 2 สัปดาห์ ระยะทาง 200 กม. บนเส้นทางธรรมชาติในสเปน จากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง และแวะเที่ยวแต่ละเมืองแบบเจาะลึก

“การเดินเท้าทำให้เราสัมผัสดิน เวลาเดินผ่านทุ่งข้าวจะมีกลิ่นหอมของต้นข้าวบาร์เลย์ เวลาเดินผ่านป่าจะได้กลิ่นสดชื่นของต้นยูคาลิปตัส ได้สัมผัสกับอุณหภูมิ ความชื้น โดยเฉพาะน้ำจิตน้ำใจจากคนแปลกหน้า” เขายังกล่าวด้วยว่า การเดินเท้าเป็นการเดินทางที่สัมผัสกับโลกของเรามากที่สุด ทั้งยังได้พบสัจธรรมว่าเราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

 

เดินทางเพื่อสะสม

วรัญญู เข้าร่วมทำงานกับริบลีส์ราว 1 ปี ซึ่งเป้าหมายการทำงานอยู่ที่การขยายสาขาไปยังสถานที่อื่นๆ ในไทยและภูมิภาคใกล้เคียง เป้าหมายแรกคือ ภูเก็ต และกรุงเทพฯ ซึ่งคำจำกัดความของริบลีส์บัญญัติขึ้นใหม่โดยใช้คำว่า odditorium หมายถึง ห้องรวบรวมของแปลก โดยมี โรเบิร์ต ริบลีส์ เป็นผู้ก่อตั้ง

นายริบลีส์เป็นนักเดินทางและนักสะสม “ตรงกับจริตของผมยังไงชอบกล” วรัญญูเสริมและเพราะการเดินทางจึงส่งผลให้นายริบลีส์เปิดตัวเองเพื่อยอมรับวิถีชีวิตหรือความคิดของผู้คนทั่วโลก พิพิธภัณฑ์ริบลีส์จึงเหมือนเป็นบันทึกการเดินทางแต่ละเมืองแต่ละชนเผ่าผ่านสิ่งของที่สะสมเรื่องราวมากมายไว้ข้างใน ปรัชญาของริบลีส์ที่ว่า Welcome to the wired จึงไม่ใช่แค่การยินดีต้อนรับสู่ความแปลกประหลาด แต่หมายรวมถึงความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนแต่ละสิ่งบนโลกใบนี้

 

กลับสู่สามัญ

วรัญญู ก็เป็นคนหนึ่งที่เดินทางมาตลอดชีวิต แต่ก็ยังเหลือสถานที่ที่อยากไปที่สุด อ้างอิงถึงวลี The cradle of life หรืออู่ชีวิต เขาเล่าว่าโลกของเรามีประชากรราว 7,000 ล้านคน ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมาจากหมู่บ้านเดียวกัน ที่ครั้งหนึ่งเมื่อครอบครัวขยาย คนในหมู่บ้านก็เริ่มเดินทางและกระจายไปอยู่ทั่วโลก ซึ่งมีงานวิจัยชี้ว่าหมู่บ้านนั้นยังอยู่ และยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิมในปัจจุบัน “การเดินทางของผมอยากกลับไปยังจุดเริ่มต้นของชีวิต” เขากล่าว

สถานที่แห่งนั้นคือ นามิเบีย ทวีปแอฟริกา สถานที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์ หากทุกคนนับถอยหลังไป 2,000 รุ่น บรรพบุรุษจะไปจบอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้

เขายังกล่าวด้วยว่า  การเดินทางเป็นหนึ่งในสามส่วนสำคัญของชีวิต เพราะมันคือวิธีในการไปพบคนใหม่หรือหนังสือเล่มใหม่ “ยิ่งเราสัมผัสกับคนมาก ก็ยิ่งหล่อหลอมให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้น ยิ่งเราเดินทาง มุมมองของเราก็จะยิ่งกระจ่างชัดและใสขึ้น เพราะมันทำให้โลกของเรามีมิติมากขึ้น” เขาทิ้งท้าย

 

โลกของวรัญญู

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เขาอยากให้โลกใบนั้นมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เป็นโลกที่มีมนุษย์ เป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ได้แสดงอารมณ์ เพราะความคิดสร้างสรรค์ทำให้เกิดสิ่งใหม่และสร้างเอกลักษณ์ให้แก่ตัวเอง

“โลกใบนี้มีมนุษย์ มีรอยยิ้ม มีความสร้างสรรค์อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะออกเดินทางไปมองหาโลกในฝันใบนั้นหรือไม่เท่านั้นเอง”วรัญญู ยิ้มกว้างและจบบทสนทนาด้วยคำเชื้อเชิญไปนามิเบีย

 

ญี่ปุ่นในความรู้สึกของคุณจะเปลี่ยนไปถ้าหากได้ลองปั่นจักรยานที่นี่สักครั้ง Let’s go cycling in Japan

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/431439

ญี่ปุ่นในความรู้สึกของคุณจะเปลี่ยนไปถ้าหากได้ลองปั่นจักรยานที่นี่สักครั้ง Let’s go cycling in Japan

โดย…วิทยา เคหสุขเจริญ ภาพ… 100Plus

ประเทศญี่ปุ่น เมืองอาทิตย์อุทัย… ฟูจิซัง… แดนปลาดิบ… ถิ่นซากุระ… สารพัดฉายาที่ผู้คนตั้งให้จากความประทับใจที่ได้สัมผัส แต่ประเทศญี่ปุ่นในความรู้สึกของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถ้าหากได้มาลองปั่นจักรยานที่นี่สักครั้ง

ด้วยเส้นทางปั่นจักรยานที่สวยงาม ปลอดภัย มีความหลากหลาย และมีระบบการจัดการที่ดี ทำให้เส้นปั่นจักรยานในญี่ปุ่นติดอันดับความนิยมในลำดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว เมื่อนึกถึงไฮไลต์ของญี่ปุ่น เราจะนึกถึงภูเขาไฟฟูจิมาเป็นลำดับแรกๆ ซึ่งก็มีเส้นปั่นชมความงามของฟูจิซังในมุมมองที่น้อยคนจะได้เห็น

ภูเขาไฟฟูจิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงทะเลสาบทั้งห้าที่อยู่รายรอบ พื้นที่รอบๆ ภูเขาไฟฟูจิสามารถทำกิจกรรมได้หลากหลาย ไม่ว่าจะปีนเขา เดินป่า รวมไปถึง
เส้นทางจักรยานที่สุดแสนประทับใจ เพราะคุณจะได้ใกล้ชิดภูเขาไฟฟูจิในมุมมองใหม่ผ่านท้องน้ำที่สวยงามของทะเลสาบ ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีเอกลักษณ์และความงามที่ต่างกัน เริ่มจากทะเลสาบคาวากุจิโกะ แม้จะมีความใหญ่เป็นอันดับสอง แต่ในแง่ของชื่อเสียงคงต้องยกให้คาวากุจิโกะเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผลงานภาพวาด ภาพถ่าย ต่างก็ใช้วิวของทะเลคาวากุจิโกะที่มีทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงสดเป็น
โฟร์กราวด์ ขับความงามของฟูจิให้ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ รอบๆ ทะเลสาบนี้จึงมีโรงแรม รีสอร์ท และกิจกรรมต่างๆ ให้บริการมากที่สุด

 

ต่อมาคือทะเลสาบไซโกะ เป็นทะเลสาบขนาดเล็กและสามารถมองเห็นวิวของภูเขาไฟฟูจิได้จากเพียงบางฝั่ง แต่จุดเด่นจะอยู่ที่กิจกรรมกลางแจ้ง เพราะล้อมรอบด้วยภูเขาและป่า แถมยังมีถ้ำ น้ำพุร้อน และมีหมู่บ้านอิยาชิโนะซาโตะ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทะเลสาบไซโกะ เป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมโบราณเล็กๆ ที่จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง มีทั้งร้านค้างานหัตถกรรม ร้านอาหาร แกลเลอรี่ สตูดิโอถ่ายภาพที่ระลึกให้สาวๆ ได้ถ่ายภาพในชุดกิโมโน และหนุ่มๆ ในชุดซามูไรโบราณ เข้ากับบรรยากาศมากๆ ถัดจากนั้นจะเป็นทะเลสาบโชจิโกะ ทะเลสาบที่มีขนาดเล็กที่สุดแต่ก็ได้มุมมองและจุดชมวิวที่น่าสนใจไปอีกแบบ เส้นทางจะมาจบที่ทะเลสาบโมโตสุโกะ เมื่อมาถึงที่นี่สิ่งแรกที่ต้องทำคือควักธนบัตร 1,000 เยนขึ้นมา ไม่ได้จ่ายค่าเข้าชมแต่อย่างใด แต่ภาพวิวภูเขาไฟฟูจิที่อยู่ด้านหลังธนบัตรคือวิวจากฝั่งทะเลสาบโมโตสุโกะแห่งนี้นี่เอง เส้นทางปั่นเส้นนี้มีความยาว 29.6 กม. แต่ใช้เวลาในการปั่นเกือบทั้งวัน ด้วยจุดสนใจที่ทำให้ต้องแวะตลอดทาง

เส้นทางจักรยานที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นจะเป็นเส้นทางปั่น ชิมะนะมิไคโด ที่นักปั่นจากทั่วโลกต่างมุ่งหน้ามาชื่นชมความสวยงามของเส้นทางแห่งนี้และติดใจจนต้องมาซ้ำแล้วซ้ำอีก เส้นทางนี้เป็นการต่อยอดมาจากโครงการสร้างทางยกระดับและสะพานเชื่อมระหว่างเมืองโอะโนะมิชิ จังหวัดฮิโรชิมา ซึ่งต้องผ่านเกาะ 6 แห่ง ได้แก่ มูไกชิมะ อินโนชิมะ ไฮกุชิมะ โอมิชิมะ ฮากาตะชิมะ และโอชิมะ ไปยังเมืองอิมะบะริ จังหวัดเอะฮิเมะ ระยะทางทั้งหมดประมาณ 70 กิโลเมตร ในตอนนั้นชาวเมืองเห็นว่าในเมื่อจะมีการสร้างทางยกระดับอยู่แล้ว จึงเสนอให้รัฐบาลท้องถิ่นทำทางจักรยานคู่ขนานไปด้วยกันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ปัจจุบันเส้นทางสายนี้กลายเป็นแม่เหล็กแรงสูงที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาแวะเที่ยวชม

เมืองโอะโนะมิชิ จุดเริ่มต้นของเส้นทางเป็นจุดนัดพบของนักปั่น จากเมืองเล็กๆ ที่เป็นแค่ทางผ่านจากฮิโรชิมาไปโอซากา กลายเป็นเมืองจักรยาน ที่นักปั่นจะมาเริ่มต้นที่สถานีรถไฟโอะโนะมิชิ เพื่อเข้าสู่
เส้นทางชิมะนะมิไคโด คุณสามารถหาเช่าจักรยานได้ที่บริเวณนี้ หรือหากนำจักรยานมาเองก็สามารถประกอบจักรยานได้ในพื้นที่ที่ทางสถานีจัดเตรียมไว้ให้ เมื่อออกปั่นมาถึงสวนทาทาระ ชิมานะมิ ซึ่งอยู่ใกล้ทางเข้า-ออกเกาะโอมิชิมา จะสามารถมองเห็นวิวของสะพานแขวนทาทาระที่มีความสูงติดอันดับโลก บริเวณสวนจะมีร้านอาหาร ห้องน้ำ เตรียมไว้บริการนักปั่น สามารถซื้อเบนโตะอร่อยๆ มานั่งรับประทานระหว่างชมวิว เส้นทางจะมาสิ้นสุดที่สถานีจักรยาน ซันไรส์ อิโทะยะมะ เมืองอิมะบะริ เป็นปลายทางของผู้ที่ปั่นจักรยานมาจากฝั่งโอมิชิมา ซึ่งใครที่จะเริ่มต้นปั่นจากฝั่งอิมะบะริ ที่สถานีนี้ก็จะมีทุกอย่างไว้บริการ ทั้งจักรยานให้เช่า รวมไปถึงโรงแรมที่สะดวกสบายสำหรับนักปั่นเช่นกัน

 

พระพุทธศาสนา รุ่งเรือง ที่เมืองเชียงตุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/430631

พระพุทธศาสนา รุ่งเรือง ที่เมืองเชียงตุง

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

เมืองเชียงตุง ประเทศเมียนมา เมืองที่เคยเป็นนครหลวงรุ่งเรืองในอดีต แต่สถานการณ์ทางด้านการเมืองการปกครองที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ก็ได้ทำให้ความรุ่งเรืองนั้นเสื่อมคลายลง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงไม่เสื่อมคลายลงไปแม้แต่น้อย นั่นก็คือความศรัทธาของผู้คนที่มีต่อศาสนาพุทธ ซึ่งเมืองนี้ก็ได้รับสมญานามว่า “เมืองร้อยวัด”

ศาสนาพุทธเข้ามาเชียงตุงครั้งแรกในสมัยใด ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด แต่นักประวัติศาสตร์ได้คาดการณ์กันว่า ผู้คนที่นี่นับถือศาสนาพุทธมานานนับพันปีแล้ว แต่ยุคที่ศาสนาพุทธรุ่งเรืองสุดตรงกับยุคที่มีเจ้าฟ้า
ปกครอง  เพราะเจ้าฟ้าทุกพระองค์ล้วนเป็นศาสนูปถัมภกช่วยค้ำจุนให้รุ่งเรือง ซึ่งในอดีตเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง จะต้องผ่านการบวชเรียนทางธรรม ที่วัดหัวข่วงพระอารามหลวงใจกลางเมืองเชียงตุง

มหาเมี๊ยะมุณี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดพระเจ้าหลวง เป็นอีกหนึ่งวัดสำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในยุคเจ้าฟ้า เพราะถูกสร้างขึ้นในสมัยเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง ซึ่งภายในประดิษฐานพระมหามัยมุนีจำลอง  สร้างขึ้นโดยฝีมือช่างมัณฑะเลย์แบบแยกชิ้นส่วน สะดวกในการขนย้ายมาด้วยเกวียนเพื่อมาประดิษฐานที่เมืองเชียงตุง ผู้คนที่นี่เชื่อกันว่าเป็นองค์จำลองงดงามที่สุดในบรรดาองค์จำลองที่มีอยู่ในประเทศ เพราะประดับประดาด้วยเครื่องทรงอย่างวิจิตรบรรจงและมีพระพักตร์งดงาม เพราะที่นี่ก็มีพิธีล้างพระพักตร์เหมือนพระมหามัยมุนีที่มัณฑะเลย์ แต่ที่นี่จะกระทำเฉพาะวันพระเท่านั้น

 

เชียงตุงเป็นเมืองที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ มีหนองตุงอยู่ใจกลางเมือง ล้อมรอบด้วยเนินเขาสูง 3 ทิศ หรือที่ชาวเชียงตุงเรียกกันว่า 3 จอม ซึ่งทุกจอมก็เป็นที่ตั้งของวัดคู่บ้านคู่เมือง ถ้ามาเยือนเชียงตุงแล้วก็ต้องแวะมาให้ครบทั้ง 3 จอม เริ่มต้นที่วัดพระธาตุจอมคำ เป็นวัดเก่าแก่ประมาณ 1,200 ปีภายในเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุขององค์พระศาสดา จึงเป็นที่ศรัทธาของผู้คนในเชียงตุงอย่างมาก ตลอดจนพุทธศาสนิกชนชาวไทยก็แวะเวียนมาสักการะอย่างไม่ขาดสาย อีกฟากฝั่งหนึ่งของวัดพระธาตุจอมคำ เป็นที่ตั้งของวัดจอมสัก เป็นที่ประดิษฐานของพระยัตตอมู หรือที่เรียกกันติดปากว่า “พระชี้นิ้ว”โดยที่มือขวาขององค์พระชี้นิ้วไปที่เมืองเชียงตุงซึ่งก็มีความเชื่อกันว่า เพื่อให้เมืองนี้มีความเจริญรุ่งเรือง ส่วนมือซ้ายจับชายจีวรไว้ เพื่อที่จะสื่อว่ายังไงพระพุทธศาสนาก็จะยังคงอยู่คู่เมืองนี้ต่อไป ถัดไปไม่ไกลกันมากเป็นที่ตั้งของวัดจอมมน เป็นที่ตั้งของสัญลักษณ์สำคัญของเมืองเชียงตุง นั่นก็คือต้นยางยักษ์ อายุประมาณ 900 ปี สูงกว่า 218 ฟุต และต้องใช้คนโอบรอบลำต้นถึง 9 คน ชาวเชียงตุงเชื่อว่าต้นไม้นี้คือไม้คู่บ้านคู่เมือง ที่ช่วยค้ำจุนให้เมืองนี้เจริญรุ่งเรือง

ชาวเชียงตุงมีความศรัทธาในศาสนาพุทธอย่างมาก สะท้อนได้จากจำนวนวัดที่มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเข้าไปยังหมู่บ้านไหนชุมชนใดก็จะพบเห็นวัดอยู่เสมอ บางชุมชนมีเพียงไม่กี่ครัวเรือนพวกเขาก็จะร่วมมือกันสร้างวัดประจำชุมชนแล้ว ซึ่งวัดที่นี่ก็จะมีความแตกต่างทางสถาปัตยกรรมและความเชื่อเช่น วัดของชาวไทเขินก็จะแตกต่างไปจากวัดในแบบของชาวพม่า เพราะมีความคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ตลอดจนพิธีการต่างๆ ก็คล้ายกันอีก เพราะว่าในอดีตคณะสงฆ์เชียงตุงมีสายสัมพันธ์แนบชิดกับคณะสงฆ์เชียงใหม่

วัดไทใหญ่คือวัดที่มีจำนวนรองลงมาจากวัดไทเขิน ถ้าดูผิวเผินแล้วอาจจะยากในการจำแนกว่า วัดไหนเป็นของไทใหญ่หรือวัดไหนเป็นของไทเขิน วิธีการสังเกตง่ายๆ คือถ้าวัดไหนขึ้นต้นด้วยคำว่า “จอง” ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวัดของไทใหญ่ ถ้าวัดไหนขึ้นต้นว่า “วัด” ก็จะเป็นวัดของไทเขิน หรือจะสังเกตองค์พระประธาน ถ้ามีความใกล้เคียงกับพระพุทธรูปของไทย แสดงว่าเป็นวัดของไทเขินแต่ว่าถ้ามีลักษณะคล้ายๆ กับพระพุทธรูปของพม่าก็แสดงว่าเป็นวัดของไทใหญ่

นอกจากนั้นแล้วเชียงตุงยังมีวัดที่มีความสวยงามแปลกตาอยู่มากมาย ดังเช่นที่วัดยางโกงที่มีองค์พระประธาน ห่มจีวรที่ประดับตกแต่งเหมือนเกล็ดของพญานาค ผู้คนที่นี่จึงเรียกว่าพระเกล็ดนาค เพราะมีตำนานเล่าขานว่า เมื่อครั้งโบราณกาล พญานาคที่อาศัยอยู่ในหนองตุงเลื่อมใสศรัทธาวัดแห่งนี้เป็นอย่างมาก ทุกๆ วันเพ็ญก็จะเอาอัญมณีหลากสีสันใต้หนองตุงมาสร้างจีวรพระประธานเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีวัดพระธาตุจอมดอย มีอายุเก่าแก่ประมาณ 700 ปี มีสถาปัตยกรรมสวยงาม จากการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบล้านนาและล้านช้าง ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดดอยสูง เสมือนว่ากำลังลอยอยู่บนฟ้า ซึ่งถัดไปไม่ไกลยังเป็นที่ตั้งของวัดแอ่นหัวลัง ศูนย์กลางความศรัทธาของชนเผ่าแอ่น

ความศรัทธาในศาสนาพุทธของชาวเชียงตุง ไม่ได้มีเพียงแค่การสร้างวัดหรือทำนุบำรุงวัดเท่านั้น แต่ผู้คนที่นี่ก็ยังมีค่านิยมในการส่งบุตรหลานมาบวชเรียนที่วัดอีกด้วย โดยมีโรงเรียนปริยัติธรรม วัดธัมโมตะยะ เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาสงฆ์ ที่มีส่วนเสริมสร้างความรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในเชียงตุง ซึ่งทุกๆ เช้าที่วัดแห่งนี้ก็จะมีพุทธศาสนิกชนร่วมกันเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารแด่พระภิกษุและสามเณรนับร้อยรูป หลังเสร็จสิ้นการฉันเช้าแล้วสามเณรทุกรูปจะต้องช่วยกันทำความสะอาดวัด หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ชั้นเรียนต่อไปสามเณรที่จบหลักสูตรจากที่นี่ส่วนมากจะเดินทางไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยสงฆ์ในย่างกุ้ง หรือเดินทางมาศึกษาต่อที่ประเทศไทย เมื่อครบอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ก็เข้าสู่พิธีอุปสมบทเพื่อเป็นพระภิกษุสงฆ์ กลับมาสืบทอดพระพุทธศาสนาในเชียงตุงต่อไป

ในช่วงฤดูร้อนถือเป็นฤกษ์งามยามดีของการบวชสามเณรในเชียงตุง ดังนั้น ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็จะพบกับขบวนแห่ส่างลองหรือที่ชาวไทเขินเรียกกันว่าบวชลูกแก้ว ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค. ไปจนถึง เม.ย. ของทุกปี โดยพิธีกรรมนั้นจะเริ่มต้นจากเจ้าภาพหรือที่เรียกว่า “ศรัทธาหลวง” รวบรวมเด็กๆ ที่จะบวชได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ จากนั้นจะหาฤกษ์อันเป็นมงคลเพื่อทำพิธีในวัดประจำหมู่บ้าน

ขั้นตอนการบวชลูกแก้วส่วนใหญ่จะกระทำทั้งหมด 3 วัน โดยวันแรกหรือที่เรียกว่า “วันเอาส่างลอง”จะเป็นการปลงผมและสวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส จากนั้นจะนำแห่ไปยังบ้านญาติผู้ใหญ่เพื่อแสดงความเคารพนับถือและรับศีลรับพร ส่วนวันที่สอง เรียกว่า “วันรับแขก” ก็จะมีขบวนแห่คล้ายๆ กับวันแรก แต่จะเป็นขบวนที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งก็จะมีชาวบ้านแห่แหนมาช่วยกันถือต้นเงิน เครื่องสักการะ และเครื่องจตุปัจจัยถวาย นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีขบวนดนตรีพื้นเมืองและการฟ้อนรำ เพื่อทำให้งานมีสีสันและเพิ่มความสนุกสนาน ส่วนวันที่สามเรียกว่า “วันบวช” ซึ่งก็จะเป็นพิธีการบรรพชาสามเณร เพื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อย่างสมบูรณ์ โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ปกครองหลายคนคาดหวังว่าบุตรหลานจะครองธรรมจนถึงอายุ 20 ปีบริบูรณ์ เพื่อบวชเป็นพระ แต่ด้วยยุคสมัยและค่านิยมที่เปลี่ยนไป  สามเณรส่วนใหญ่จะบวชในทางธรรมเพียง 2-3 อาทิตย์ จากนั้นจะสึกออกมาเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การเปิดภาคเรียนในทางโลกต่อไป

จะว่าไปที่ผ่านมาเชียงตุงก็เหมือนเป็นเมืองปิด และเพิ่งเปิดเมืองที่เปิดสู่สายตาชาวไทยได้ประมาณ 10 กว่าปี  ดังนั้นเสน่ห์ของเมืองนี้คือวิถีที่ยังไม่ถูกโลกยุคใหม่เข้าไปรบกวนมากนัก แต่ในวันนี้เมื่อเขตแดนที่กั้นระหว่างสองประเทศ ได้ผ่อนปรนให้ง่ายต่อการมาเยี่ยมเยือน จึงมีผู้คนมากหน้าหลายตาผ่านเข้าออก รวมถึงนำเอาความทันสมัยของโลกยุคใหม่เข้าไปที่นั่นด้วย และนั่นคือความท้าทายที่มีต่อวิถีเชียงตุง แต่ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาเชียงตุงในวันนี้ ได้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย และคงอยู่ได้ตราบจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะมีสิ่งที่เรียกว่า “ศรัทธา”

 

วิถีเชียงตุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/429456

วิถีเชียงตุง

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

เชียงตุงเป็นเมืองที่มีความปลอดภัยมากที่สุดเมืองหนึ่งในรัฐฉานของประเทศเมียนมาถึงแม้ว่าผู้คนที่นี่จะประกอบไปด้วยชาติพันธุ์และศาสนาที่หลากหลาย แต่ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมเกลียว อีกสาเหตุหนึ่งนั่นก็คือประชากรส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นชาวไทเขิน ซึ่งมีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวคือเป็นคนอ่อนโยนและรักสงบ

ชาวไทเขินตั้งรกรากที่นี่มาตั้งแต่โบราณ สร้างบ้านเรือนอยู่ในตัวเมืองเชียงตุงและตั้งชุมชนอยู่ตามชานเมือง เพื่อใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ท่ามกลางธรรมชาติและวิถีเกษตรกรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ หากอยากจะหาชมวิถีชีวิตเหล่านั้น ก็ต้องเดินทางออกมานอกเมือง ซึ่งหนึ่งในหมู่บ้านที่เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนก็คือหมู่บ้านยางขวาย หนึ่งในชุมชนไทเขินโบราณที่ยังคงอนุรักษ์วิถีชีวิตในแบบดั้งเดิม

ผู้คนที่หมู่บ้านนี้ใช้ชีวิตแบบพอเพียง แต่ละบ้านจะปลูกข้าวไว้กินเองและแบ่งขาย เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ บนเนื้อที่ที่จัดสรรแบ่งปันกันอย่างเอื้อเฟื้อในครอบครัว ทำให้แทบจะไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรเลย เดือนๆ หนึ่งก็จะเข้าตลาดไปซื้อข้าวของบ้าง เช่น เกลือ น้ำตาล และน้ำมัน ส่วนเสื้อผ้าหรือเครื่องใช้ที่มีราคาแพงปีๆ หนึ่งพวกเขาก็จะซื้ออยู่ประมาณ 2 ครั้ง  ก็คือช่วงสงกรานต์และช่วงออกพรรษา ซึ่งจะนำเงินที่เก็บหอมรอมริบออกมาใช้จ่ายกันเพราะที่นี่ไม่มีระบบเงินผ่อน

ผู้เฒ่าชาวอาเข่อ

 

ผู้คนที่นี่นิยมปลูกบ้านยกพื้นสูง จะไม่มีการฝังเสาเอกลงในดิน แต่จะนิยมนำหินมารองฐานเพื่อป้องกันปลวก ส่วนฝาผนังบ้านทำด้วยไม้ไผ่สานหรือไม้แผ่น ใครพอมีฐานะจะสร้างบ้านที่ก่อผนังด้วยอิฐ เพื่อเสริมความแข็งแรงของตัวบ้าน ซึ่งที่นี่ก็มีชื่อเสียงในการทำอิฐ มีชื่อเรียกว่าอิฐมะอุด เป็นอิฐที่มีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในรัฐฉาน คนทำอิฐบอกกับเราว่า  เพราะเชียงตุงไม่เคยแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำ ทำให้ดินที่นี่มีความชุ่มชื้นและจับตัวเป็นก้อนได้ดี จึงเหมาะสำหรับทำอิฐโดยจะนิยมทำกันในฤดูร้อน เพราะว่างเว้นจากการทำนา  จึงมีเจ้าของนาหลายแห่ง ขายดินเพื่อทำอิฐ ซึ่งก็จะมีผู้ประกอบการมาทำสัญญากับเจ้าของที่ เพื่อขุดดินทำอิฐบนเนื้อที่ที่ตกลงกันไว้ เมื่อครบสัญญาแล้ว บ่อดินที่ถูกขุดก็จะกลายเป็นบ่อน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ต่อไป

วิถีชีวิตและวัฒนธรรมต่างๆ ของเชียงตุงกำลังเผชิญความท้าทายของโลกยุคปัจจุบัน จึงมีกลุ่มคนที่พยามรักษาและฟื้นฟูไว้ โดยมีวัดเป็นสถาบันหลักในการสนับสนุน ซึ่งวัดอินทร์บุปผาราม หรือที่ชาวเชียงตุงเรียกสั้นๆ ว่าวัดอินทร์ เป็นหนึ่งในวัดไทเขินที่มีความเก่าแก่และยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการฟื้นฟูและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทเขิน ริเริ่มโดยครูบาคัมภีระ เจ้าอาวาสวัดอินทร์ และสานต่อโดยครูคำรอด ลูกศิษย์วัดที่เคยผ่านการเรียนภาษาไทเขินและการฟ้อนรำที่วัดแห่งนี้ ซึ่งหนึ่งในความสำเร็จของการฟื้นฟูวัฒนธรรมไทเขินของวัดอินทร์ คือการก่อตั้งคณะฟ้อนรำไทเขิน ที่ประกอบไปกลุ่มนักดนตรีพื้นเมืองและกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เห็นคุณค่าของศิลปะการฟ้อนรำของไทเขิน จึงใช้วัดอินทร์เป็นสถานที่ฝึกซ้อม และหาโอกาสไปแสดงในงานบุญต่างๆ จนกระทั่งสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศทุกเวทีประกวด จนได้รับการยอมรับว่าเป็นคณะฟ้อนรำอันดับหนึ่งของเชียงตุง

คณะฟ้อนรำไทเขินแห่งวัดอินทร์บุปผาราม

 

ชาวไทเขินส่วนมากก็จะอาศัยอยู่ในตัวเมืองเชียงตุง หรือตั้งชุมชนอยู่ตามริมแม่น้ำขืน ส่วนบนภูเขาก็จะมีชาวเขาและชนกลุ่มน้อยต่างๆ อาศัยอยู่ร่วมกันกับชาวไทเขิน เช่น ที่หมู่บ้านวันไซ ซึ่งมีชุมชนชาวไทเขินที่นับถือศาสนาพุทธอาศัยอยู่ร่วมกับชุมชนชาวอาข่า หรือที่ชาวเชียงตุงเรียกว่า “อาเข่อ” อาศัยอยู่ประมาณ 20 หลังคาเรือน และมีโบสถ์คริสต์สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพราะนับถือศาสนาคริสต์ทุกบ้าน นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่สามารถสนับสนุนสินค้าทำมือเล็กๆ น้อยๆ ของชาวอาเข่อได้อีกด้วย

อีกหนึ่งชนเผ่าที่สามารถพบเห็นได้เฉพาะที่เชียงตุง นั่นก็คือชนเผ่าแอ่นที่หมู่บ้านแอ่นหัวลัง ซึ่งผู้คนที่นี่ยังคงอนุรักษ์การแต่งกายดั้งเดิมด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าสีดำ ที่ประดับด้วยลูกปัดสี ส่วนภาษาพูดของพวกเขา ก็จัดอยู่ในกลุ่มของตระกูลภาษาไท-กะได คนไทยอย่างพวกเราจึงพอฟังออกได้เป็นบางคำ มากไปกว่านั้นชาวแอ่นที่นี่นับถือศาสนาพุทธ

จึงมีวัดแอ่นหัวลังเป็นศูนย์กลางความศรัทธาของชาวบ้าน และเป็นสถานที่ให้การศึกษาแก่ลูกหลานด้วยการส่งมาบวชเณรที่วัดนี้ หากได้มาเที่ยวก็อย่าลืมอุดหนุนผ้าทอมือของชาวแอ่นด้วย แต่ถ้าอยากซื้อหาสินค้าทำมือที่เป็นเอกลักษณ์ และสื่อถึงความเป็นวิถีเชียงตุงจริงๆ ก็ต้องเป็นเครื่องเขินโบราณ

U Mu Ling Ta คือบ้านทำเครื่องเขินแห่งสุดท้ายของเชียงตุง ซึ่งสืบทอดศิลปะการทำเครื่องเขินมาจากบรรพบุรุษ ที่เคยเป็นช่างฝีมืออยู่ในวังเจ้าฟ้าเชียงตุง แต่ปัจจุบันการหาคนสืบสานงานหัตถศิลป์นี้ทำได้ยาก เพราะเป็นงานที่มีขั้นตอนซับซ้อน และใช้ความประณีตมาก ดังนั้นคนทำจะต้องเป็นคนใจเย็นและมีความอดทน ที่ผ่านมาก็มีคนพยายามมาเรียนรู้ แต่ก็ต้องล้มเลิกไปหลายรายจึงถือเป็นงานหัตถศิลป์ที่มีความเสี่ยงจะสูญหายไปจากเชียงตุง ใครที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวที่นี่ก็อย่าลืมแวะไปอุดหนุน

ช่างทำเครื่องเขินคนสุดท้ายในเชียงตุง

 

มีดจอมคำ คืออีกหนึ่งงานหัตถศิลป์ทรงคุณค่าของเชียงตุง ซึ่งปัจจุบันก็เหลือผู้สืบทอดไม่กี่รายแล้ว หนึ่งในนั้นคือลุงคิดละที่พยายามจะรักษางานศิลป์ชนิดนี้ไว้ และด้วยความที่ลุงคิดละเคยเป็นช่างสลักเครื่องเงินมาก่อน จึงใช้ความรู้ดังกล่าวสานต่อการแกะสลักลวดลายดาบตามแบบฉบับโบราณ ซึ่งคนที่ชื่นชอบสะสมดาบในละแวกรัฐฉานไปจนถึงประเทศจีนจะสามารถมองออกว่านี่คือผลงานของช่างตีดาบแห่งเชียงตุง

สังคมเชียงตุงยังเป็นสังคมแบบอนุรักษนิยม หนุ่มสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานจะไปไหนมาไหนก็ถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม มากไปกว่านั้นโอกาสที่หนุ่มสาวจะออกมาเจอะเจอกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ดังนั้นเมื่อออกมาทางนอกเมืองหรือเขตชนบท จะสามารถเห็นเพิงขายของเล็กๆ ตลอดสองข้างทาง ชาวเชียงตุงเรียกว่าสาวขายคัว ก็คือว่าหญิงสาวเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ก็จะหาเวลาว่างมาขายเครื่องดื่ม หนุ่มๆ ที่ขับรถผ่านไปมาก็จะถือโอกาสมาพูดคุยมาทำความรู้จัก  เพื่อเรียนรู้นิสัยใจคอกันก่อนคบหา เป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตน่ารักๆ ของหนุ่มสาวในเชียงตุง ซึ่งก็ถือเป็นกุศโลบายในการหาคู่ครองที่ดี ที่เป็นไปอย่างเปิดเผยและอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่

วิถีในแบบฉบับเชียงตุง เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่ได้สัมผัสแล้วก็ต้องบอกว่ามีความสุข ซึ่งความสุขที่ว่าก็คือการที่ชาวเชียงตุงเปิดโอกาสให้ได้เข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง เพราะด้วยบุคลิกของผู้คนที่นี่มีความโอบอ้อมอารีและมีความเป็นมิตร ทำให้การเดินทางเข้ามาในฐานะผู้มาเยือนของเรา ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากชาวเชียงตุง ที่พร้อมจะบอกเล่าถึงความภาคภูมิใจในวิถีเชียงตุงแง่มุมต่างๆ ให้กับผู้มาเยือนเรื่องราวดีๆ ของเชียงตุงยังมีให้รับชมได้อีกที่รายการโลก 360 องศา คืนวันเสาร์ 21.20 น. ทาง ททบ.5

 

เทศกาล แห่งสีสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/429455

เทศกาล แห่งสีสัน

โดย…เสกสรร โรจนเมธากุล

หากเอ่ยถึงเทศกาลสาดสี เราคงนึกถึงประเทศอินเดียเป็นลำดับแรก เหมือนถ้าพูดถึงเทศกาลสาดน้ำสงกรานต์ คนทั่วโลกก็คงนึกถึงประเทศไทย แต่ภาพการสาดสีสันที่ดูครึกครื้นที่ผมนำมาฝากในครั้งนี้ เกิดขึ้นที่เมืองไทย ที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมานี่เอง โดยงานนี้มีชื่อว่าเทศกาลโฮลี “Holi Rangotsav 2016” จัดโดยสมาคมวิศวะฮินดูปาริชาตแห่งประเทศไทย เพื่อให้ชาวฮินดู อินเดียในประเทศไทยได้ร่วมเฉลิมฉลอง รวมถึงให้ชาวไทยได้รู้จักเทศกาลสาดสีอันมีชื่อเสียงของประเทศอินเดีย

จากความเชื่อในศาสนาฮินดู เทศกาลโฮลีเป็นเครื่องหมายของการสิ้นสุดปีเก่า เปลี่ยนจากฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ฤดูร้อน ก่อกำเนิดเทศกาลฉลองรื่นเริง ชาวฮินดูจะออกมาเล่นสาดสีใส่กัน โดยเชื่อว่าจะเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย

ที่ผ่านมา ชาวอินเดีย-ฮินดูในประเทศไทยได้จัดงานเล่นสาดสีมาตลอดเป็นเวลากว่าสิบปีหากแต่ปีนี้ได้เริ่มเปิดเผยให้ทุกๆ คน ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติศาสนาได้เข้าร่วมด้วย คนไทยอย่างเรามีหรือจะพลาด สามารถเข้าร่วมสนุกสนานได้ด้วยกับทุกเทศกาล

 

สุทธิมนต์ โอ้รา คนติดธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/429454

สุทธิมนต์ โอ้รา คนติดธรรมชาติ

โดย…รอนแรม ภาพ… สุทธิมนต์ โอ้รา

ประสบการณ์วัยเยาว์มีผลอย่างมากต่อรสนิยมการเดินทาง อย่างนักร้องนำวงโซมีเดย์ บี-สุทธิมนต์ โอ้รา ที่เติบโตมาในป่าคอนกรีต แต่เพราะได้เข้าป่าแต่เด็กจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตในธรรมชาติ ส่งผลให้วันนี้ที่กลายเป็นคนเมืองเต็มขั้น เขาก็ยังไม่เลิกเสพติดสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์

พ่อปลูกฝัง

คำตอบที่ทำให้ประหลาดใจที่สุดคือ แทนที่คนเมืองจะชอบไปห้าง ไปโรงหนัง แต่เขากลับชอบไปสวนสัตว์ เพราะนั่นคือสถานที่ที่ทำให้ผ่อนคลายที่สุด เขาเล่าว่า “ผมชอบไปดูยีราฟ ไปดูนกกระจอกเทศ ไปดูกวาง สิ่งมีชีวิตพวกนี้มันทำให้เรามีความสุข มองยีราฟเดิน มองกวางกินหญ้า แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว เวลาเครียดมากๆ รู้สึกว่าจะทำงานต่อไปไม่ได้ก็จะพาตัวเองไปสวนสัตว์ ดูแล้วหายเครียด”

 

ถ้าย้อนกลับไปถึงชีวิตวัยเด็ก นิสัยชอบไปสวนสัตว์อาจติดมาจากพ่อที่มักพาเข้าป่าอยู่เรื่อยๆ โดยในช่วงมัธยมฯ เด็กชายบีจะตามพ่อเข้าป่า จ.กาญจนบุรี ประมาณสองเดือนครั้ง ซึ่งตอนนั้นพ่อไม่ได้บังคับว่าต้องไปด้วยกัน แต่เขาขอไปเอง “ก่อนเข้าป่าจะได้นอนบนแพ” บีให้เหตุผล “ได้ไปนอนในเขื่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบมาก รอบตัวเราเป็นน้ำหมดเลย อยากกระโดดเล่นน้ำตอนไหนก็ได้ มีเรือหางยาวติดเครื่องให้ขับเล่น มันคือความสนุกในวัยเด็กของผมมาก”

จากนั้นเมื่อเข้าไปในป่า หน้าที่ของผู้ใหญ่คือทำบังไพรและขึ้นไปส่องสัตว์ ส่วนหน้าที่ของเขาและคนในวัยเดียวกันคืออยู่รอบกองไฟและเฝ้าเต็นท์ด้านล่าง เขาจำได้ว่าไม่รู้สึกกลัวป่า แต่จะมีบ้างที่ไม่ชอบ โดยเฉพาะเวลากลางคืนที่ต้องเฝ้าเต็นท์กับเพื่อน ทุกคนต้องระมัดระวังตัวเอง เพราะในป่าเงียบและมืดสนิท ทำให้ไม่มีทางรู้ว่าสัตว์ป่าจะเข้ามาตอนไหน

 

นอกจากนี้ การเข้าป่าแต่ละครั้งใช้เวลานานเกือบอาทิตย์ ดังนั้นการใช้ชีวิตต้องกินง่ายอยู่ง่าย เรื่องอาหารต้องกินจากป่า “อาหารแปลกๆ แถวนั้นเพียบ อย่างตัวอ่อนผึ้ง ปลาแม่น้ำแปลกๆ อะไรที่กินได้ก็ลองกิน” เขายกตัวอย่าง ส่วนเรื่องการอยู่ก็ต้องนอนบนต้นไม้ใบหญ้า ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่คนอยู่ป่าต้องปรับตัวให้ได้

ธรรมชาตินิสัย

หลังจากพ่ออายุมากขึ้น ประกอบกับเขาเองโตเป็นผู้ใหญ่มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ จึงมีโอกาสเที่ยวแบบลุยๆ น้อยลง แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ทิ้งทางนี้ เพราะสถานที่ที่เลือกไปเที่ยวยังเน้นไปทางธรรมชาติ

 

“ชีวิตในเมืองมันวนลูป ทำงานแล้วเจอแต่อะไรเดิมๆ เลยพยายามพาตัวเองไปในที่ที่เราไม่เคยไป ขึ้นดอย น้ำตก กางเต็นท์ ดูดาว หรืออะไรก็ได้ที่หนีจากเมือง ตอนนี้ผมไม่ได้เดินป่าจริงจังเหมือนแต่ก่อน แต่แค่อยากพาตัวเองไปในที่ที่ผ่อนคลาย” เขากล่าว “ที่ชอบมากเป็นพิเศษคือ ขึ้นไปนอนกางเต็นท์บนดอยอะไรก็ได้ ไปสัมผัสบรรยากาศ ไปสัมผัสความเงียบ ไปอยู่นิ่งๆ เพื่อเก็บทุกสิ่งทุกอย่างทั้งอุณหภูมิ เสียง อากาศ แม้ว่าเราจะเก็บบรรยากาศผ่านภาพถ่ายแล้ว แต่ยังไงมันก็เก็บความรู้สึกไม่ได้ เวลาเรากลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ วนลูปเดิมๆ เมื่อไหร่จะได้ย้อนกลับไปคิดถึงมัน”

เขายังกล่าวด้วยว่า หลายคนขยาดการเที่ยวแบบธรรมชาติ เพราะความลำบาก ความเหนื่อย ความร้อน แต่เขายังรักวิถีนี้ เพราะมันคือประสบการณ์ บีกล่าวว่า “ถ้าไม่พาตัวเองออกไป ก็จะไม่เห็นสิ่งที่รออยู่ข้างบนนั้น ถามว่ามันลำบากจนเกินแรงเราไหม ผมคิดว่าถ้าเราตั้งใจจะไปให้ถึง จะไม่มีคำว่ามากเกินไป ถ้าเดินไปเรื่อยๆ ยังไงก็ไปถึง และสร้างความภูมิใจให้ตัวเองด้วย”

 

นอกจากนี้ การเดินทางเป็นวิธีเดียวที่จะได้มาซึ่งประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะและงานดนตรี “เพราะธรรมชาติจะช่วยล้างสมอง” บีให้เหตุผล “ช่วยล้างสิ่งที่ระเกะระกะในความคิด และเป็นวัตถุดิบในการสร้างอุปกรณ์ชิ้นใหม่ให้กลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ”

สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ คือ ความบริสุทธิ์ และความสดชื่น ซึ่งเป็นความรู้สึกที่สิ่งประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีใดๆ ไม่สามารถทดแทนได้

 

โลกของสุทธิมนต์

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร เขาตอบแทบจะในทันทีว่า “ผมอยากให้โลกของเราไม่แก่งแย่งชิงดีกัน ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องแข่งขันกันทำอะไร ไม่ต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้ อยากให้โลกใบนั้นไม่เหมือนเมืองหลวงอย่างในวันนี้”

ติดตามซิงเกิ้ลใหม่ของวงโซมีเดย์ได้ในอีก 2 เดือนข้างหน้า แว่วมาว่างานนี้สมาชิกในวงมีส่วนร่วมเกือบทุกขั้นตอน อัพเดทได้ทาง www.facebook.com/someday.y

 

หลงรักเข้าแล้ว เมื่อได้มาแอ่วเชียงตุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/428164

หลงรักเข้าแล้ว เมื่อได้มาแอ่วเชียงตุง

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

ด้วยความที่ประเทศเมียนมามีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย ทำให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์อีกด้วย ซึ่งเมืองเชียงตุงที่ทีมงานโลก 360 องศาจะพาไปทำความรู้จักในครั้งนี้ ก็มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ที่โดดเด่น แตกต่างไปจากเมืองอื่นๆ ในประเทศนี้

เมืองเชียงตุงตั้งอยู่ในเขตรัฐฉาน สามารถเดินทางจากประเทศไทย ผ่านทางด่านอ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 3 ชั่วโมง บนเส้นทางที่มีพื้นผิวถนนดีและมีไหล่ทางกว้าง จึงไม่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางมากนัก

เจ้าอู่เมือง ผู้พิทักษ์สุสานเจ้าฟ้า แห่งเมืองเชียงตุง

 

เชียงตุงเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับพันปี จึงมีตำนานเล่าขานที่มาของชื่อมากมาย หนึ่งในนั้นคือตำนานของตุงคฤาษีผู้ทรงศีล ซึ่งใช้อิทธิฤทธิ์ช่วยให้เมืองเชียงตุงรอดพ้นจากน้ำท่วม ด้วยการสร้างหนองน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่า “หนองตุง” และกลายมาเป็นชื่อเมืองเชียงตุง

ตามตำนานก็ยังกล่าวอีกว่า ตุงคฤาษีได้เดินทางมาบำเพ็ญเพียรจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ที่วัดพระธาตุบ้านเมือง ซึ่งปัจจุบันคือหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดของเชียงตุง เพราะสามารถมองเห็นทุ่งนากว้างใหญ่ และแม่น้ำขืน ที่เลาะเลี้ยวไปตามหุบเขา นำพาให้ผู้คนอพยพมาตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำจนถึงปัจจุบัน

แม่น้ำขืนเป็นแม่น้ำสายหลักที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต และวิถีเกษตรกรรมของชาวเชียงตุง ซึ่งบางช่วงของแม่น้ำมีการไหลจากทางใต้ขึ้นไปทางเหนือ ก็เลยเป็นที่มาของชื่อแม่น้ำนั้นก็คือไหลขืน ที่อาจแปลว่าไหลขึ้นหรือว่าไหลฝืนธรรมชาตินั่นเอง รวมทั้งบางทฤษฎีก็บอกว่าชื่อแม่น้ำ กลายเป็นที่มาของชื่อเรียกชาวไทขืนหรือว่าชาวไทเขิน ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่สุดในเชียงตุง

รอยยิ้มพิมพ์ใจของแม่ค้าชาวไทเขิน ในตลาดกาดหลวงเชียงตุง

 

ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งเชียงตุงเคยมีการปกครองระบอบกษัตริย์ที่เป็นชาวไทเขิน แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้หลักฐานและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ถูกลบเลือนไป จะเหลือไว้ก็เพียงสุสานเจ้าฟ้าที่ยังพอบอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันที่นี่ได้รับการดูแลโดยเจ้าอู่เมือง ณ เชียงตุง รัชทายาทของเจ้าจายหลวง ณ เชียงตุง เจ้าฟ้าองค์องค์สุดท้ายที่ได้ปกครองเมืองนี้

เชียงตุงเป็นเมืองที่มีภูมิรัฐศาสตร์เหมาะในการสร้างเมือง เพราะมีหนองตุงเป็นแหล่งน้ำสำคัญใจกลางเมือง ที่สามารถหล่อเลี้ยงชุมชนต่างๆ อีกทั้งยังห้อมล้อมด้วยภูเขา ซึ่งเป็นปราการทางธรรมชาติอย่างดี ดังนั้นการรุกรานของศัตรูจึงทำได้ยาก และการเข้าออกเมืองนี้ต้องผ่านประตูเมืองเท่านั้น เมืองนี้มีสมญานามว่า “เมือง 3 จอม 7 เชียง 9 หนอง 12 ประตู” ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงประตูป่าแดงที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสุสานเจ้าฟ้า คนที่นี่มีความเชื่อกันว่า หากผู้มาเยือนได้มีโอกาสเดินลอดประตูนี้ จะได้มีโอกาสกลับมาเยือนเมืองนี้อีกครั้งหนึ่ง

ชาวเชียงตุงส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเรียบง่ายทั้งคนหนุ่มสาวและผู้สูงอายุ พวกเขาไม่ฟุ้งเฟ้อ อยู่อย่างพอเพียงและไม่ค่อยมีหนี้สินเพราะที่นี่ไม่มีระบบเงินผ่อน ถ้าหากจะซื้อข้าวของราคาแพงๆ ก็จะเก็บเงินเพื่อใช้จ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น โดยรายได้หลักๆ จะมาจากการปลูกข้าว ซึ่งในทุกๆ ปีชาวนาที่นี่จะปลูกข้าวปีละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย สลับกับการปลูกพืชผักไว้กินเองในครอบครัว และส่งขายไปยัง “กาด” หรือที่แปลว่า “ตลาด”นั่นเอง

เด็กน้อยน่ารักในชุดไทเขิน

 

กาดหลวงเชียงตุงคือตลาดที่ใหญ่ที่สุด และเป็นศูนย์กลางการซื้อขายที่สำคัญของเมืองเชียงตุง เปิดขายทุกวันไม่มีวันหยุด นอกจากจะมีความหลากหลายของสินค้าที่วางจำหน่ายแล้ว แม่ค้าตลอดจนถึงผู้คนที่จับจ่ายที่ตลาดก็มีความหลากหลายเช่นเดียวกัน เพราะชาวเชียงตุงประกอบไปด้วยชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะสามารถเห็นทั้งชาวไทเขิน ชาวไทยใหญ่ชาวเมียนมา ชาวอาข่า ชาวปะหล่อง มาอยู่รวมกันในสถานที่แห่งนี้

ใครที่ได้มีโอกาสมาที่นี่ก็อย่าลืมตื่นเช้ามารับประทานโรตีโอ่งชื่อดังของที่นี่ รวมถึงก๋วยเตี๋ยวหมูทุบรสเด็ด และข้าวซอยนานาชนิด ซึ่งที่นี่แม่ค้าส่วนใหญ่สื่อสารภาษาไทยได้และยังรับเงินไทยอีกด้วย

ด้วยความที่เชียงตุง เคยเป็นหัวเมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอดีต ส่งผลให้มีคนต่างถิ่นเข้ามาทำการค้าขาย และอพยพโยกย้ายเข้ามาตั้งรกราก เกิดเป็นชุมชนน้อยใหญ่ ที่มีวัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่างๆ ไปจากคนท้องถิ่น ดังเช่นที่ชุมชนมุสลิมป่าแดง เป็นที่ตั้งของชุมชนมุสลิมขนาดใหญ่ที่สุดในเชียงตุง ซึ่งประกอบไปด้วยครอบครัวชาวมุสลิมประมาณ 250 หลังคาเรือน และยังเป็นที่ตั้งของมัสยิดเชียงตุง ที่มีอายุเก่าแก่ประมาณ 130 ปี ตามคำบอกเล่าของผู้คนที่นี่

นอกจากจะเป็นศาสนสถานเพื่อการประกอบศาสนกิจแล้ว มัสยิดแห่งนี้ยังเปิดการเรียนการสอนทางด้านศาสนาฟรีให้กับเด็กๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนอีกด้วย เด็กที่มาเรียนที่นี่ส่วนมากจะเป็นชาวมุสลิมเชื้อสายจีน รองลงมาก็จะเป็นเชื้อสายบังกลาเทศ รวมถึงมุสลิมไทยใหญ่ และมุสลิมอาข่าและลาหู่อีกด้วย

สาวน้อยมุสลิมกับการใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมเรียนศาสนา

 

นอกจากนั้นในเชียงตุงก็ยังมีผู้นับถือศาสนาคริสต์จำนวนไม่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวเขา ดังนั้นถ้าหากเราขับรถออกไปตามเขตชนบท ก็จะสามารถพบเห็นโบสถ์คริสต์กระจัดกระจายอยู่ตามหมู่บ้านของชาวเขา แต่โบสถ์ที่เป็นศูนย์ของชาวคริสต์ในเชียงตุง คือโบสถ์ RCM ซึ่งเป็นโบสถ์คริสต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคมตะวันตก แต่ตัวอาคารในปัจจุบันยังคงสภาพสมบูรณ์และสวยงาม เพราะได้รับงบประมาณดูแลจากองค์กรคริสเตียนนานาชาติ

ส่วนชาวไทเขินและไทยใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธ ส่วนมากก็ดำเนินชีวิตตามวิถีพุทธอย่างเรียบง่าย ไม่มีการแก่งแย่งและไม่มีการแข่งขัน ส่วนความบันเทิงสมัยใหม่ก็เข้าไปมีอิทธิพลก็เฉพาะแค่หนุ่มสาวหัวสมัยใหม่ ซึ่งก็ไม่ได้สร้างผลกระทบอะไร ความบันเทิงแบบเรียบง่ายที่ผู้คนที่นี่เลือกที่จะปฏิบัติ นั่นก็คือการออกมาพบปะพูดคุย เดินเล่น และออกกำลังกายกันรอบๆ หนองตุง ซึ่งก็ทำให้ผู้มาเยือนอย่างเรา รู้สึกถึงความเรียบง่าย สบายๆ ในแบบของชาวเชียงตุง

การมาเยือนที่นี่ของทีมงานโลก 360 องศา ไม่ได้รู้สึกว่าอยู่ไกลบ้าน เพราะความใกล้เคียงกันทางวัฒนธรรม การมีภาษาพูดที่คล้ายๆ กัน และรูปแบบของสังคม ที่มีความใกล้ชิด เอื้ออาทร ไม่แก่งแย่งหรือแข่งขันกัน ก็ทำให้เหมือนๆ กับว่าได้ไปยังต่างจังหวัดหรือเขตชนบทของไทย หากแต่ว่าที่นี่คือเมืองเชียงตุง ในประเทศเมียนมา อย่าลืมติดตามชมเนื้อหาของเชียงตุงได้เต็มๆในรายการโลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ เวลาประมาณ 21.20 น. ทาง ททบ.5