ภาพถ่าย ผูกพัน สุวภัทร เตชะวิริยะวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/428161

ภาพถ่าย ผูกพัน สุวภัทร เตชะวิริยะวงศ์

โดย…รอนแรม ภาพ… สุวภัทร เตชะวิริยะวงศ์

หญิงสาวกับภาพถ่ายเป็นของคู่กัน เช่นเดียวกับสาวน้อยคนนี้ พิม-สุวภัทร เตชะวิริยะวงศ์ นักแสดงแห่งค่ายเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ที่ไม่เพียงชอบอยู่ในภาพ เธอยังชอบถ่ายภาพมากถึงขั้นผูกพันกับกล้องถ่ายรูป อันเป็นงานอดิเรกที่พาให้ไปประสบกับประสบการณ์ข้างหลังภาพเหล่านั้น

นิสัยช่างภาพ

พิม เล่าว่า เธอติดนิสัยชอบถ่ายภาพมาตั้งแต่เด็ก เพราะคนในครอบครัวก็ชอบถ่ายภาพ จนตอนนี้อายุ 20 ปี ก็ยังจับกล้องอยู่เรื่อยๆ “แม่เคยบอกว่าเป็นคนบ้ากล้อง พ่อชอบถ่ายรูปให้เรา เราก็ชอบโพสท่าตั้งแต่อนุบาล เลยทำให้ชอบถ่ายรูปทั้งให้คนอื่นและถ่ายรูปตัวเอง”

 

เธอทำงานเก็บเงินซื้อกล้องตัวแรกเมื่อ 2 ปีก่อน โดยได้เรียนรู้เทคนิคการใช้กล้องและการถ่ายภาพจากพี่ชายที่เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ บางครั้งก็ติดไปเป็นลูกมือช่วยถ่ายวิดีโองานพรีเวดดิ้ง และบ่อยครั้งที่ลงพื้นที่เพื่อไปเก็บภาพด้วยตัวเอง

“เหมือนกับว่าเรามีเซนส์เรื่องการถ่ายภาพ” เธอกล่าว “บวกกับความที่เป็นนักแสดงเลยทำให้รู้มุมกล้องทำให้ตอนนี้เวลาไปเที่ยวไหนก็ชอบมองสิ่งต่างๆ เป็นภาพ”

เธอเล่าถึงทริปสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นการเดินทางลงภาคใต้ที่ไกลที่สุดในชีวิต คืนแรกนอนปราณบุรี คืนสองนอนสุราษฎร์ และคืนสามกลับมานอนหัวหิน “ทุกเช้าจะตื่นขึ้นมาก่อนพระอาทิตย์เพื่อมารอพระอาทิตย์ขึ้น เพราะแต่ละเช้าของแต่ละวันจะให้อารมณ์ที่แตกต่างกัน พิมรู้สึกว่าสิ่งรอบกายเรา ถ้าเราจัดวางมันนิดเดียว แม้ว่าจะเป็นที่รกๆ มันก็สวย ยังอาร์ตได้”

 

เธอยังกล่าวด้วยว่า ถ้าว่างจากงานแสดงเมื่อไรจะหาเวลาเป็นช่างภาพ เพราะนอกจากจะสนองความชอบตัวเองยังได้ไปเที่ยว ไปในสถานที่แปลกๆ ที่ยังไม่เคยไป ไปหาประสบการณ์ให้ตัวเอง ซึ่งเวลาในชีวิต เธอจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เวลาเรียน เวลาทำงาน และเวลาเที่ยว

“พิมเป็นคนชอบทะเลมากกว่าภูเขา เพราะสามารถมองออกไปได้ไกล ไม่มีอะไรมาขวางสายตา และยังได้ยินเสียงคลื่นที่ทำให้ตัวเองรู้สึกสงบ” ทุกครั้งเธอจะไปเที่ยวกับครอบครัว ซึ่งจะมีพี่ชายกับพิมเป็นตากล้องประจำบ้าน

 

ถ้าพูดถึงสถานที่ใกล้ตัวอย่างกรุงเทพฯ ในมุมมองช่างภาพ เธอชอบย่านพระนครมากที่สุด เพราะเป็นย่านที่มีกลิ่นอายโบราณ ความวินเทจในยุคที่เธอไม่มีโอกาสได้เห็น ด้วยโบราณสถาน บ้านเรือนเก่าแก่ วัดต่างๆ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชอบที่สุด ทั้งยังได้ภาพสวยงาม

“พิมรู้สึกว่ามันเย็นสบาย มองดูไฟประดับสวยงาม ไปดื่มด่ำบรรยากาศ ไปแล้วสบายใจ สำหรับพิมแล้ว การเที่ยวกลางคืน คือการเที่ยวในเวลากลางคืน อย่างขับรถเที่ยวในเวลาที่รถไม่ติด เดินดูวัดวาอารามที่เปิดไฟ หรือไปเดินกินเดินช็อปปิ้งที่ตลาดนัดกลางคืน ไม่ใช่การไปเที่ยวผับกลางคืนเหมือนวัยรุ่นคนอื่น” เธอ กล่าว

 

ชีวิตกับการเดินทาง

สำหรับชีวิตวัยเด็ก เธอเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 12 ปี เพราะต้องช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว โดยเธอเริ่มเข้าวงการบันเทิงด้วยการเป็นนักแสดงเด็ก นักแสดงประกอบ กระทั่งปัจจุบันก็ยังยึดอาชีพนี้อยู่ แต่เปลี่ยนบทบาทการแสดงเป็นวัยรุ่นขึ้นตามวัย ซึ่งอาชีพนี้ไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ เพราะมันคืออาชีพในฝันที่เธอไขว่คว้าและพยายาม

ตลอดช่วงเวลา 20 ปี สาวน้อยเข้าใจคำว่า การใช้ชีวิต มาตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งเธอเปรียบมันเหมือนการเดินทาง เพราะคำว่าการเดินทางสำหรับเธอแล้ว หมายถึงการเดินไปข้างหน้า เหมือนกับชีวิตเราที่มีวันพรุ่งนี้เสมอ

 

“ถ้าเราไม่เดินก็จะไม่พัฒนา” เธออธิบาย “การก้าวไปในแต่ละครั้งมันขึ้นอยู่กับเราด้วยว่าจะเลือกทางไหน เรามีสิทธิในการเลือกเส้นทาง ส่วนจะถึงจุดหมายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่ที่ตัวเอง”

โลกของพิม

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เธออยากให้โลกใบนั้นมีทุกสิ่งที่ดี “พิมอยากให้โลกใบนั้นน่าอยู่กว่านี้ อยากให้ทุกคนช่วยกัน เพราะทุกวันนี้มีทั้งคนที่ทำให้ดีขึ้นและแย่ลง แต่ถ้าทุกคนช่วยกันทำให้มันดี โลกใบนี้ก็น่าจะมีความสุขและน่าอยู่มาก” เธอมีความหวัง

ติดตามฝีมือการถ่ายภาพของพิมได้ทางอินสตาแกรม pim_suwaphat ส่วนฝีมือการแสดงติดตามได้ในรายการระเบิดเถิดเทิงแดนเซอร์ทะลวงไส้ และเรื่องเทวดาตกสวรรค์ที่กำลังรอออนแอร์ทางช่องเวิร์คพอยท์

 

มาเยือนกัมพูชา ต้องแวะมาพระตะบอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/426882

มาเยือนกัมพูชา ต้องแวะมาพระตะบอง

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

พระตะบอง หรือภาษาเขมรออกเสียงว่า บัตตำบอง เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศกัมพูชา มีเขตแดนติดกับประเทศไทยทาง จ.สระแก้ว และจันทบุรี ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การเดินทางมาเที่ยวที่พระตะบอง สำหรับคนไทยแล้วสามารถเดินทางมาเที่ยวได้ไม่ยาก อีกทั้งค่าใช้จ่ายก็ไม่สูงมากนัก เรียกได้ว่าถ้ามาเที่ยวกัมพูชาก็ไม่ควรพลาดที่จะแวะมาพระตะบอง เมืองที่มีความใกล้ชิดและผูกพันกับคนไทยมาตั้งแต่ในอดีต

พระตะบอง หรือ บัตตำบอง แปลว่า กระบองหาย ซึ่งเมืองพระตะบองเป็นที่รู้จักของคนไทยมาช้านาน แต่ไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์ในเชิงท่องเที่ยวมากเท่าไหร่นัก จึงทำให้ในสมัยก่อนคนไทยไม่ได้มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวกันสักเท่าไหร่ อีกทั้งสถานที่ท่องเที่ยวในพระตะบองก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ หากเทียบกับสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลกอย่างปราสาทนครวัด นครธมที่เมืองเสียมราฐ

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าที่พระตะบองจะไม่มีความน่าสนใจให้เราไปเยี่ยมชม ซึ่งน้อยคนนักที่จะทราบว่าที่พระตะบองนั้น จริงๆ แล้วมีปราสาทน้อยใหญ่อยู่หลายสิบแห่ง แต่ด้วยความที่ปราสาทนั้นกระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัด และไม่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว จึงทำให้นักท่องเที่ยวไม่ทราบว่าแท้ที่จริงแล้วที่พระตะบองก็มีสถานที่เหล่านี้เหมือนกัน

รถไฟไม้ไผ่ อีกหนึ่งกิจกรรมของการมาเยือนพระตะบอง

 

ก่อนที่จะพาไปเที่ยวชมความสวยงามของปราสาทที่มีชื่อเสียงของพระตะบอง หากเดินทางไปถึงพระตะบองแล้วไม่ได้ไปที่อนุสาวรีย์พญาตะบองขยุง เท่ากับว่าเรายังมาไม่ถึงพระตะบอง ซึ่งอนุสาวรีย์พญาตะบองขยุงถือเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองพระตะบอง อนุสาวรีย์พญาโคตรตะบองขยุงหันหน้าไปทางทิศตะวันออกสู่ถนนหมายเลข 5 ทางไปกรุงพนมเปญ ซึ่งสาเหตุที่ต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออกนั้น ก็เพราะว่าเพื่อให้พญาตะบองขยุงช่วยปกป้องรักษาเมืองพระตะบองให้รอดพ้นจากการรุกรานของศัตรู รูปปั้นของพญาตะบองขยุงตัวดำ มีหนวด ตาลุกวาวมองดูน่ากลัวอยู่ในท่านั่งคุกเข่า มือทั้งสองข้างถือพานทอง มีกระบองยักษ์เป็นอาวุธประจำกาย เพื่อปกปักรักษาเมืองพระตะบองนั่นเอง

และจากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า ที่พระตะบองมีปราสาทกระจายตัวมากมายหลายสิบแห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อ และถือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อคนกัมพูชาไม่แพ้นครวัด นครธม และถ้าหากว่าใครมีโอกาสได้มาเยือนพระตะบองก็ไม่ควรพลาดที่จะมาปราสาทบานัน ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 ปัจจุบันเป็นสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศกัมพูชา และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและขึ้นชื่อของพระตะบอง ซึ่งตัวปราสาทยังคงสมบูรณ์ มีลวดลายการแกะสลักหิน รวมถึงรูปแกะสลักนางอัปสราบนตัวปราสาท การขึ้นไปชมนั้นต้องเดินขึ้นบันไดหินกว่า 350 ขั้น

ด้านบนปราสาทบานันสามารถมองเห็นวิวสวยของหมู่บ้านและแปลงเกษตรของชาวบ้านในบริเวณนั้น สำหรับการเข้าชมปราสาทบานันนั้น สำหรับคนกัมพูชาจะไม่เสียค่าเข้า แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวจะเสียค่าเข้าชมอยู่ที่คนละ 2 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้บริเวณลานจอดรถหรือทางเข้าก็มีร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ไว้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

ฝูงค้างคาวนับแสนนับล้านตัวที่พนมสำเภา

 

พนมสำเภา คืออีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของพระตะบอง โดยในอดีต พนมสำเภาเป็นภูเขาที่มีเรื่องเล่าสมัยช่วงสงครามเขมรแดง โดยเป็นสถานที่ที่คนกัมพูชาถูกเขมรแดงทุบตี แล้วนำร่างโยนจากยอดเขาลงมาในปล่องถ้ำ ซึ่งปัจจุบันยังมีโครงกระดูกมากมายที่ยังคงเก็บไว้ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้กับผู้ที่ได้มาเห็นได้ระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต สำหรับคนที่เดินทางขึ้นไปยังบนพนมสำเภานั้น จะได้เต็มอิ่มกับจุดท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวัดถ้ำ รวมถึงเจดีย์ขนาดสูงใหญ่สีเหลืองทอง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมและกราบไหว้ ด้านบนมีจุดชมวิวสวยๆ มองเห็นเมืองพระตะบองได้อย่างชัดเจน

สิ่งที่เป็นไฮไลต์เมื่อมาถึงพนมสำเภา ก็คือ ช่วงเวลาประมาณห้าโมงเย็น นักท่องเที่ยวจะพากันเดินทางลงจากเขา เพื่อมาจับจองพื้นที่บริเวณตีนเขา เพื่อรอชมฝูงค้างคาวนับแสนนับล้านตัวที่จะบินออกมาจากปากถ้ำ สำหรับการเดินทางมายังพนมสำเภานั้นก็ไม่ยาก โดยทางขึ้นอยู่ติดถนนทางหลวงไปทางอำเภอไพลิน ส่วนการขึ้นเขาจะเป็นทางชันสูงสามารถใช้รถมอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะขึ้นไปได้ ค่าเข้าชมสำหรับคนกัมพูชาไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่สำหรับนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่คนละ 1 เหรียญสหรัฐ รอบๆ บริเวณที่ชมถ้ำค้างคาวยังมีร้านค้า ร้านอาหาร ไว้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

การเดินทางมาพระตะบอง นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้เที่ยวชมบ้านเมืองที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สวยงาม เที่ยวชมความเก่าแก่ของโบราณสถานอย่างปราสาทบานัน และชมความหลากหลายทางธรรมชาติของพนมสำเภาแล้ว ที่พระตะบองยังมีวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการดัดแปลงยานพาหนะที่เคยใช้กันในอดีต มาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อบริการนักท่องเที่ยว และดูเหมือนว่าจะถูกพูดถึงกันไปทั่วโลกแล้ว จนนักท่องเที่ยวต่างพากันเดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง เพื่อเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเขา

ปราสาทบานัน

 

รถไฟไม้ไผ่ หรือ Bamboo train คือยานพาหนะหนึ่งเดียวในโลก ประดิษฐ์ขึ้นมาแบบง่ายๆ ตามภูมิปัญญาชาวบ้านด้วยไม้และมีไม้ไผ่ขัดสานเป็นที่นั่ง เชื่อมต่อเข้ากับชุดล้อโลหะ ติดเครื่องยนต์ที่ดัดแปลงมาจากเครื่องยนต์ของเรือ เพื่อใช้แล่นไปตามรางรถไฟเก่า ซึ่งแต่เดิมพาหนะชนิดนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปี 1970 โดยเจ้าหน้าที่รถไฟใช้ในการซ่อมรางรถไฟ วิ่งไปบนรางด้วยการใช้ไม้ค้ำยันคล้ายกับการถ่อเรือ

ในยุคเขมรแดงครองเมือง รถไฟไม้ไผ่ถูกใช้เป็นพาหนะลำเลียงทหารเวียดนามและทหารกัมพูชาเข้าสู่สนามรบ หลังสงครามกลางเมืองยุติลงก็ใช้ในการขนส่งสินค้าและผู้คนในระยะทางสั้นๆ ปัจจุบันชาวบ้านจึงได้สร้างรถไฟไม้ไผ่กลับขึ้นมาใช้อีกครั้ง โดยปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัยขึ้นด้วยการติดตั้งเครื่องยนต์ และเปิดเป็นรถไฟรับจ้างสำหรับให้บริการชาวบ้านในการขนข้าวของ และขนส่งผู้คนเดินทางสัญจรไปมา

เมื่อเมืองพระตะบองได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว รถไฟไม้ไผ่ก็กลายเป็นจุดสนใจและเป็นอีกไฮไลต์ที่มีเอกลักษณ์ต่อการมาเยือนเมืองพระตะบอง ชนิดที่เรียกว่า ถ้าใครมาพระตะบองแล้วไม่ได้หาโอกาสมาลองนั่งรถไฟไม้ไผ่ ก็ถือว่ายังมาไม่ถึงพระตะบอง และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์นี้ เวลา 21.20 น. ทาง ททบ.5

 

อาทิวราห์ คงมาลัย ดนตรี กีฬา การเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/426878

อาทิวราห์ คงมาลัย ดนตรี กีฬา การเดินทาง

โดย…รอนแรม

ดนตรีและกีฬานำพาให้เขาเดินทาง ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำวงบอดี้สแลมและนักกีฬาไตรกีฬาที่ตอนนี้กำลังบ้าปั่นจักรยานมากเป็นพิเศษ เขาไม่เคยปฏิเสธการเดินทางและยังเห็นเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ทำให้ตอนนี้นอกจากจะเป็นนักร้อง นักกีฬา เขายังเป็นนักเดินทางในคนเดียวกัน

นักไตรกีฬา

ตูนชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก เคยเป็นนักกีฬาโรงเรียน โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลและปิงปองที่เล่นเกือบทุกวัน ทำให้เมื่อโตขึ้นก็ยังติดนิสัยชอบเล่นกีฬาและจริงจังกับมากจนเป็นนักไตรกีฬาเต็มตัวคือทั้งว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่งระยะไกล

 

“เริ่มหันมาสนใจปั่นจักรยานมากขึ้นจากการที่อยากลงแข่งไตรกีฬา เพราะด้วยความที่เราวิ่งออกกำลังกายอยู่แล้ว เราเลยต้องซ้อมปั่นจักรยานและว่ายน้ำ ช่วงหลังๆ เลยมีโอกาสได้ปั่นจักรยานไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ มากขึ้น ได้ไปในที่ที่เราไม่เคยไป ได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก” เขากล่าว

ส่วนเหตุผลที่ชอบพาหนะประเภทนี้ เขาบอกว่าเป็นเพราะเวลาปั่นจักรยานจะได้อยู่กับธรรมชาติมากขึ้น ได้ใช้แรงตัวเองในการปั่น จะไปถึงจุดหมายเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับแรงของตัวเองทั้งสิ้น

นักปั่น

ล่าสุดตูนได้ร่วมการแข่งขันไตรกีฬาที่ จ. ภูเก็ต ต้องปั่นจักรยานทางไกล 90 กม. ว่ายน้ำ 1.9 กม. และวิ่ง 21 กม. บนเส้นทางเนินเขาสลับทางราบซึ่งเขายอมรับว่ายากมาก “แต่เพราะมันยากเราเลยประทับใจ” เขาเล่าประสบการณ์ “เพราะเราสามารถผ่านมันมาได้ ทั้งที่คิดว่าตัวเองจะทำไม่ได้แล้ว บางจังหวะที่ชันมากๆ ก็ลงจากจักรยานแล้วเข็นขึ้นไป สุดท้ายเราเข้าเส้นชัยได้สำเร็จก็ภูมิใจ”

สำหรับเส้นทางปั่นต่างประเทศ เขานึกถึงประเทศญี่ปุ่นเป็นแห่งแรกบนเส้นทางชิมะนะมิ ไคโด (Shimanami Kaido) หรือเส้นทางจักรยานข้ามภูมิภาค  บางคนเรียกว่านิชิเซโตะ เอ็กเพรส เป็นเส้นทางปั่นจักรยานท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น โดยจะเชื่อมต่อ 2 ภูมิภาค เริ่มต้นที่เมืองโอโนมิชิ ภูมิภาคชูโกกุ และไปสิ้นสุดที่เมืองอิมาบาริ ภูมิภาคชิโกกุ ปั่นข้ามทะเลเซโตะที่สวยงาม รวมระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร

 

เขาเล่าว่า เคยไปปั่นจักรยานตอนแข่งไตรกีฬาที่อเมริกาแต่เส้นทางไม่สวยเท่าญี่ปุ่น โดยเฉพาะเส้นชิมะนะมิ ไคโดที่เพิ่งไปปั่นมาไม่นาน “มันสวยมากจริงๆ และดีมากๆ เพราะเราไม่ต้องกลัวว่าจะมีอุบัติเหตุหรือรถสวน คือเราสามารถมองวิวได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรถ เพราะมันเป็นเลนเฉพาะจักรยานที่เอื้อสำหรับคนปั่นจริงๆ”

นอกจากนี้ เขายังเล่าถึงเส้นทางปั่นจักรยานริมทะเลสาบคาวากุชิโกะที่มีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ เพราะวันที่ไปโชคดีที่ได้เจอดวงอาทิตย์ตกกลางปล่องภูเขาไฟ หรือที่เรียกว่า ไดมอนด์ ฟูจิ ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ทำให้เขาประทับใจมาก

นักเดินทาง

เรียกได้ว่าตอนนี้จักรยานกลายเป็นกิจกรรมสุดโปรดที่นอกจากจะทำให้สุขภาพดี มันยังสอนการใช้ชีวิตแก่นักปั่นด้วย “ถ้าปั่นจักรยานเหนื่อย ผมก็จะผ่อนแรงแล้วบริหารแรงกับเส้นทางว่าเหลือเยอะไหมเพื่อวางแผนต่อไปให้ถึงจุดหมาย ซึ่งเหมือนกับการใช้ชีวิตของเรา ถ้าหมดแรงก็ถอยออกมา ไม่ดันทุรังจะไปข้างหน้าอย่างเดียวทั้งที่หมดแรง หยุดพักบ้าง แล้วหาแรงบันดาลใจดีๆ หาเหตุผล และวางแผนที่จะไปข้างหน้า”

เขายังเพิ่มเติมด้วยว่าสำหรับเขา การเดินทางคือทุกสิ่งทุกอย่าง บางครั้งเขาใช้ดนตรีนำทางและบางทีก็ใช้กีฬานำไป “ด้วยอาชีพนักร้อง นักดนตรี ผมต้องมีแรงบันดาลใจเสมอ แรงบันดาลใจเป็นของใช้สิ้นเปลือง ใช้แล้วหมดไป ดังนั้นเราต้องหาแรงบันดาลใจเพิ่ม สำหรับผมมันคือการออกไปเจอโลก ไปในสถานที่ที่เราไม่เคยไป เพื่อให้ชีวิตสามารถเดินต่อไปด้วย” เขาทิ้งท้าย

 

โลกของตูน

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งบ้าง เขาอยากให้โลกใบนั้นคือโลกใบนี้ “ผมคิดว่าโลกแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว” เขาให้เหตุผล “มันอาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นทุกวัน แต่มันก็ยังมีเรื่องดีๆ อยู่เสมอ โลกที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็สมบูรณ์แบบในตัวของมันเองมีเรื่องดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เราไม่ต้องไปเปลี่ยนโลกหรอก เปลี่ยนตัวเราเองดีกว่า ให้เรายอมรับสิ่งต่างๆ ในโลกที่มันเป็น สุดท้ายพอเราผ่านมาได้แล้วมองย้อนกลับไป มันเป็นเชื้อเพลิงให้เรา เป็นข้อมูลให้เรา ซึ่งจะทำให้เข้มแข็งขึ้น”

ตูนจะกลับไปปั่นจักรยานที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง บนเส้นทางรอบภูเขาไฟฟูจิและสะพานแขวนชิมะนะมิ ไคโด ช่วงเดือน ก.ค. กับผู้โชคดี 40 คน ในโครงการของ 100 พลัส ติดตามภาพการเดินทางของเขาได้ที่ www.100plusthailand.com หรืออินสตาแกรม @artiwara

 

 

สวยเรียบ ๆ ที่เสียมราฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/425887

สวยเรียบ ๆ ที่เสียมราฐ

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

เสียมราฐ ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของประเทศกัมพูชา เพราะเป็นที่ตั้งของโบราณสถานเก่าแก่และมีความยิ่งใหญ่ นั่นก็คือ นครวัด ซึ่งถูกจัดอันดับให้เป็นศาสนสถานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจนติดอันดับ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

นครวัด เป็นอดีตเมืองหลวงเก่า ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 12 ซึ่งตรงกับสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 แห่งอาณาจักรขอม ซึ่งถูกออกแบบตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดู เพื่อใช้เป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ที่เปรียบได้กับศูนย์กลางของจักรวาล โดยปราสาทนครวัดมีขนาดพื้นที่ใหญ่ถึง 2 แสนตารางเมตรตัวปราสาทมีความสูง 60 เมตร กว้าง 80 เมตร และยาวถึง 100 เมตร มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่บนฐานสูงสุด ตามคติของศูนย์กลางจักรวาล มีกำแพงล้อมรอบยาวด้านละประมาณ 1.5 กิโลเมตร และตัวปราสาทนครวัดก็ยังถูกล้อมรอบด้วยคูน้ำอีกด้วย

การเข้าชมโบราณสถานที่ปราสาทนครวัดนั้น นอกจากจะได้เห็นและได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ในอดีตผ่านการแกะสลักหรือสถาปัตยกรรมต่างๆ ของตัวปราสาทแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวจะต้องไม่พลาดเมื่อมาถึงนครวัด นั่นก็คือ การมารอชมแสงแรกที่ส่องสว่างผ่านทางด้านหลังของปราสาทนครวัด จนทำให้เห็นเงาของตัวปราสาทสะท้อนบนผิวน้ำ แต่การที่นักท่องเที่ยวหรือบรรดาช่างภาพมืออาชีพจะได้ภาพในมุมมองที่สวยที่สุดนั้น ก็ต้องพากันมาจับจองพื้นที่ เลือกมุมดีๆกันตั้งแต่เวลาประมาณ 05.30 น. อาจจะต้องอดหลับอดนอนกันสักหน่อย แต่รับรองว่าภาพที่อยู่ตรงหน้านั้นสวยงามคุ้มค่าแก่การรอคอยอย่างแน่นอน

 

นอกจากนครวัดแล้ว ห่างออกไปไม่ไกลทางทิศเหนือคือพื้นที่ของนครธม อดีตเมืองหลวงเก่าแห่งสุดท้ายแห่งอาณาจักรขอม ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 ถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีความเข้มแข็งที่สุดของอาณาจักรขอมก่อนล่มสลาย ภายในนครธมแห่งนี้มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 9 ตารางกิโลเมตร มีสิ่งก่อสร้างมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือปราสาทบายน ศาสนสถานประจำสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ถูกสร้างขึ้นตรงใจกลางของนครธม ปราสาทแห่งนี้มีรูปลักษณ์ที่ต่างจากปราสาทอื่นๆ ในนครธม เนื่องจากในยุคการปกครองของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้น อิทธิพลของศาสนาพุทธนิกายมหายานเข้ามาแทนที่ศาสนาฮินดู ทำให้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรม

ปราสาทบายนทั้ง 54 ปรางค์ถูกสลักเป็นภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทั้งสี่ทิศ เสมือนว่าพระองค์คอยสอดส่องดูแลทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกรของพระองค์ให้อยู่อาศัยด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ซึ่งมีใบหน้าทั้งสิ้น 148 ใบหน้าด้วยกัน รอบๆ ปรางค์ประธานประกอบด้วยระเบียงคตรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชั้นนอกมีขนาดกว้าง 140 เมตร ยาว 160 เมตร ชั้นในมีขนาดกว้าง 70 เมตร ยาว 80 เมตร หน้าโคปุระทุกด้านมีภาพประติมากรรมลอยตัวรูปสิงห์ทั้งสองข้างของบันได ปรางค์ประธานมีลักษณะเป็นทรงกรวยมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 25 เมตร และสูง 43 เมตร

หากมีโอกาสได้เข้ามาเที่ยวชมปราสาทนครวัดและนครธมแล้ว อีกหนึ่งแห่งที่ไม่ควรพลาดนั่นก็คือ ปราสาทตาพรหมซึ่งถือเป็นปราสาทที่สะท้อนภาพของการเปลี่ยนแปลงจากศาสนาฮินดูมาเป็นศาสนาพุทธได้ชัดเจนที่สุด เพราะปราสาทแห่งนี้ปรากฏหลักฐานการถูกทำลายมากที่สุด จึงทำให้ไม่หลงเหลือศิลปะในแบบฮินดู แต่สิ่งที่ถือว่าเป็นจุดสนใจของที่นี่นั่นก็คือรากต้นไม้ขนาดใหญ่ที่แผ่ปกคลุมปราสาท ซึ่งกลายเป็นภาพที่สวยงามและสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จนทำให้เมื่อใครมาถึงปราสาทตาพรหมแล้ว ถ้าไม่ได้ถ่ายภาพ ณ บริเวณนี้ก็เท่ากับว่ามาไม่ถึงปราสาทตาพรหม

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลต์ที่บรรดานักท่องเที่ยวให้ความสนใจ ก็คือการขึ้นไปบนยอดปราสาทพนมบาเค็ง เพื่อรอชมพระอาทิตย์ และด้านบนยังสามารถมองเห็นวิวของปราสาทนครวัดในอีกมุมมองหนึ่งได้เช่นเดียวกัน แต่การจะขึ้นไปยังด้านบนปราสาทนั้น ด้วยความที่โครงสร้างปราสาทนั้นเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา จึงจำเป็นต้องกำหนดจำนวนของผู้ที่จะขึ้นไปโดยจะอยู่ที่ครั้งละ 300 คนเท่านั้น หากใครมาไม่ทันก็จำเป็นจะต้องรอคิวด้านล่าง และต้องรอลุ้นว่าจะมีโอกาสได้ขึ้นไปชมแสงสุดท้ายของวันบนยอดปราสาทหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไม่อยากพลาด แนะนำให้ไปรับบัตรกันตั้งแต่เวลาประมาณสี่โมงเย็น แล้วขึ้นไปเลือกหามุมดีๆ ที่จะทำให้เราสามารถชมแสงสุดท้ายของวันได้สวยงามที่สุด

การมาเที่ยวที่เสียมราฐนั้น นอกจากศาสนสถานอันเลื่องชื่อตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอย่างอุทยานแห่งชาติพนมกุเลน รอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่เช่นเดียวกัน ที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีเรื่องราวในประวัติศาสตร์บันทึกไว้มากมายผ่านงานแกะสลักหินใต้น้ำที่เรียกว่าศิวลึงค์ โดยจะมีจำนวนกว่า 1,000 องค์ ซึ่งคนกัมพูชาถือว่าน้ำที่ไหลผ่านศิวลึงค์ลงสู่แม่น้ำเสียมราฐนั้นคือน้ำศักดิ์สิทธิ์ แต่นอกจากศิวลึงค์แล้ว ที่พนมกุเลนแห่งนี้ยังมีน้ำตกซึ่งถูกจัดอันดับว่าเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามเป็นอันดับ 2 ของกัมพูชา ที่น้ำตกแห่งนี้ถือเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนกัมพูชา ที่มักจะหอบลูกจูงหลานพากันมาเป็นครอบครัว และอีกสถานที่หนึ่งในพนมกุเลน หากมีโอกาสได้มาแล้วก็อย่าลืมแวะไปที่วัดพระองค์ธม ซึ่งภายในวัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระองค์ธม พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ขนาดความยาว 10 เมตร สูง 3 เมตร ซึ่งแกะสลักบนยอดสุดของก้อนหินขนาดใหญ่ โดยฐานขององค์พระยังคงสภาพเป็นหินตามธรรมชาติ นับว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความสำคัญต่อคนกัมพูชาเป็นอย่างมาก เราในฐานะนักท่องเที่ยว หากมีโอกาสได้ไปเยือนบ้านใครเมืองไหน ก็ไม่ควรพลาดที่จะไปทำความรู้จัก ทำความเข้าใจผู้คนในพื้นที่นั้นๆ ผ่านสถานที่สำคัญๆ ที่พวกเขาให้ความเคารพนับถือ เพราะคงไม่ใช่แค่การไปเที่ยว แต่นั่นคือการไปทำความรู้จักพวกเขาให้มากยิ่งขึ้น

 

Along Way Home เพื่อนเดินทางสุดขอบโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 09:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/425884

Along Way Home เพื่อนเดินทางสุดขอบโลก

โดย…รอนแรม ภาพ Along way Home

สองสาวนักเดินทางเจ้าของรายการสองข้างทาง (Along way Home) ขิม-มนิสร์พรรษ์ ไชยะเดชะ และ หลิว-อ้อมใจ ศรีชู คู่เพื่อนซี้ที่ออกเดินทางตามฝัน ครั้งแรกพวกเธอเดินทางจากดูไบกลับเมืองไทยโดยไม่ใช้เครื่องบิน ส่วนครั้งนี้มีความฝันครั้งใหม่บนเส้นทางจากเปรูสู่เมืองอูซัวยาเพื่อไปแตะสุดขอบโลก

เพื่อนเดินทาง

สถานภาพเพื่อนจำแนกได้หลายประเภท เมื่อหลิวและขิมชอบเดินทาง ก็คงอยู่ในประเภทไหนไม่ได้ถ้าไม่ใช่ “เพื่อนเดินทาง” เธอทั้งสองพบกันครั้งแรกเพราะมีเพื่อนสนิทคนเดียวกัน เวลานั้นพวกเธอทำงานเป็นแอร์โฮสเตสเหมือนกัน อยู่สายการบินเดียวกัน และอยากลาออกจากงานเหมือนกัน เมื่อทุกอย่างลงตัวพวกเธอจึงยื่นใบลาออกและบอกลาเครื่องบิน ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านด้วยวิธีนั่งรถลงเรือต่อรถไฟจากดูไบกลับกรุงเทพฯ

 

“ขิมเป็นคนหน้าตาสวยแต่ลุย” หลิว กล่าว “เคยไปทริปเนปาลด้วยกันครั้งแรกแล้วรู้สึกคลิก เลยชวนกันเดินทางกลับบ้านจากดูไบโดยไม่ใช้เครื่องบินอยากเห็นโลกอีกแบบหนึ่งที่ไม่ต้องเร่งรีบ” ถ้านั่งเครื่องบินจากดูไบ-กรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 5.5ชั่วโมง แต่ทริปนั้นพวกเธอใช้เวลา 4 เดือนเศษ

รายการสองข้างทางออกอากาศครั้งแรกปี 2554 ทางช่องไทยพีบีเอส ทำให้ชื่อหลิวและขิมถูกพูดถึงในโลกออนไลน์และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่จำนวนมาก กระทั่งเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซีซั่น 2 กลับมาพร้อมจุดหมายใหม่สู่เมืองอูซัวยา ประเทศอาร์เจนตินา ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองสุดขอบโลก โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่ป่าอะเมซอน เมืองมาเนาส์ ประเทศบราซิล

 

“มากสุดเราได้ไปแค่อะเมซอนใกล้ๆ เมือง เพราะซื้อแพ็กเกจทัวร์เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป เลยไม่ได้เห็นอะนาคอนดา แต่ก็ยังได้เดินป่าอะเมซอนที่คล้ายกับป่าภาคใต้บ้านเรา แต่ต่างกันตรงที่ทุกอย่างมีมากกว่า เช่น ต้นไม้ใหญ่กว่า ความชื้นสูงกว่าแมลงเยอะกว่า ซึ่งโดยรวมแล้วช่างเหมือนประเทศไทย” หลิว กล่าว

จากนั้นได้เดินทางข้ามประเทศจากมะเนาสู่เปรูด้วยเรือโดยสาร “เป็นประสบการณ์ที่ประหลาดมาก” เธอเล่าต่อ “จากที่อ่านข้อมูลมา ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าจะเป็นสัปดาห์ที่แสนน่าเบื่อที่สุดในโลก ซึ่งก็เบื่อมาก (ลากเสียงยาว) จริงๆ มันเป็นความซ้ำซากจำเจในพื้นที่จำกัดทุกวันเหมือนเดิม ไม่มีอะไรใหม่ เขียนไดอารี่จนไม่มีอะไรจะเขียนแล้วก็ยังไม่ถึงเปรูสักที”

เมื่อพาร่างกายอันแสนบอบช้ำถึงฝั่งเปรู พวกเธอให้เวลากับมาชูปิกชูมากที่สุดโดยได้ไปทำงานเป็นอาสาสมัครที่หมู่บ้านชาวอินคา (คนพื้นเมือง) ซึ่งงานอาสาสมัครถือเป็นความตั้งใจแรกของทั้งคู่
ด้วยเหตุผลต้องการประหยัดงบประมาณและอยากหาประสบการณ์ให้มากที่สุด

สำหรับเส้นทางมาชูปิกชูเป็นประสบการณ์ครั้งที่ 2 จากครั้งแรกที่รู้สึกว้าวกับความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม ครั้งนี้พวกเธอกลับเข้าใจวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวอินคามากขึ้น

 

“พวกเรามีความเข้าใจในมาชูปิกชู” หลิว กล่าว “เราว้าวกับประวัติศาสตร์ของชาวอินคา รู้ว่าพระแม่ธรณีอยู่ในความเชื่อของชาวอินคามาตลอด เขานับถือธรรมชาติมาก ก่อนจะปลูกอะไรก็ต้องไหว้พระแม่ธรณี ก่อนดื่มเหล้าก็ต้องเทให้พระแม่ธรณีก่อนมาชูปิกชูก็เป็นสิ่งสะท้อนวิถีชีวิตทั้งหมดของชาวอินคา พวกเขาสามารถสร้างเมืองใหญ่โตบนไหล่เขาซึ่งสามารถคงอยู่มายาวนานเป็น 500 ปีได้ นั่นเพราะเขาสร้างเมืองที่โอนอ่อนต่อธรรมชาติ เป็นเพราะพวกเขาเข้าใจธรรมชาติของธรรมชาตินั่นเอง”

เมื่อได้ซึมซับวิถีแห่งธรรมชาติจนชุ่มใจก็เดินทางต่อไปผ่านโบลิเวีย ชิลี อาร์เจนตินา กระทั่งช่วงสุดท้ายก่อนถึงเมืองอูซัวยา พวกเธอใช้วิธีโบกรถจนไปถึงสุดขอบโลก “ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นขอบโลก ไม่รู้สึกอะไรเลย” หลิวกล่าว “เราเห็นสุดขอบโลกอยู่ตรงนั้นแล้ว แต่ไม่ได้ตื่นเต้นกับความเป็นสุดขอบโลก แต่เราดีใจที่ได้ไปถึง ถึงโดยวิธีการโบกรถมากกว่า”

ส่วนขิมในขณะที่ยืนมองมหาสมุทรที่ปราศจากแผ่นดินอีกต่อไป เธอกลับไม่ได้รู้สึกอะไรมากเช่นกัน“ดีใจที่มาถึงอย่างปลอดภัย สมบัติอยู่ครบถ้วน แต่ที่คิดอยู่ในขณะนั้นคือ นั่นเป็นการสิ้นสุดทริป แล้วเมื่อกลับประเทศไทยล่ะจะกลับไปทำอะไร” นั่นเป็นการปิดฉากทริปอันแสนยาวนานที่ใช้เวลากว่า 6 เดือน

ชีวิตหลังประสบการณ์

ตอนนี้หลิวเลือกเส้นทางชีวิตอยู่ในสวนมะพร้าว จ.ชุมพร ใช้ชีวิตแบบพอเพียงและยั่งยืนอย่างที่เห็นมาในหมู่บ้านชาวอินคา เธอพยายามปลูกทุกอย่างกินเอง ซื้อให้น้อย ปลูกให้มาก ซึ่งเป็นเป้าหมายในชีวิต“สิ่งที่เราได้พบได้เห็นมาตลอดทริปมันทำให้เราโตขึ้นอีกแล้ว เราได้เรียนรู้ในวิถีชีวิตที่เราชอบ ทำให้เรากรองว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไรมันทำให้เราชัดเจนกับความตั้งใจของเรา” หลิว กล่าว

 

เช่นเดียวกับขิมที่อยากใช้ชีวิตเกษตรกรรมที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ “สมัยที่ทำงานเป็นแอร์ฯ เรารู้สึกว่าเงินคือทุกอย่างของชีวิต ถ้าเราไม่มีเงินแล้วจะทำอะไรได้ เพราะพื้นฐานครอบครัวก็เป็นคนเมืองที่ทำงานหาเงิน ซึ่งไม่รู้ว่าต้องหาเท่าไหร่ถึงจะพอ” เธอพรั่งพรู “แต่การเดินทางทำให้เราเห็นว่าจริงๆ แล้วชีวิตยังมีอีกหลายแบบที่ไม่จำเป็นต้องนำเงินมากำหนดชีวิต พอได้เห็นมากขึ้นมันก็หล่อหลอมให้เรามองโลกอีกแบบหนึ่ง เห็นว่าชีวิตเราก็มีทางเลือก” หลังจากสิ้นสุดการทำรายการสองข้างทางซีซั่น 2 เธอตั้งใจจะไปเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมและฝันอยากมีชีวิตที่พอเพียง

โลกของเธอ

ถ้ามีโลกของตัวเอง หนึ่ง อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร หลิว ตอบว่า อยากให้โลกใบนั้นมีผู้คนที่ยอมรับในดอกไม้หลายๆ สี ให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเอง แต่เคารพกันและกัน ส่วนขิมเธออยากให้เป็นโลกที่คนพึ่งพาธรรมชาติ เคารพคน เคารพสัตว์ เคารพต้นไม้ใบหญ้า เพราะตอนนี้เราอยู่กันแบบเบียดเบียนธรรมชาติมากเกินไป อย่างไรก็ตามพวกเธอตอบเหมือนกันอยู่อย่างคือ “อยากเห็นโลกมีความสุขโดยที่ยังมีธรรมชาติ”

 

‘ซากุระ’ สัญลักษณ์ฤดูใบไม้ผลิญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2559 เวลา 12:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/425040

‘ซากุระ’ สัญลักษณ์ฤดูใบไม้ผลิญี่ปุ่น

โดย…วรจรรย์ แสงเงิน

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านโพสต์ทูเดย์ เข้าเดือน เม.ย.แล้วที่ไทยก็เต็มไปด้วยบรรยากาศของเทศกาลสงกรานต์ ห้างร้านต่างๆ ก็เริ่มเอาเสื้อลายดอก ปืนฉีดน้ำ อุปกรณ์ทำบุญต่างๆ ออกมาวางจำหน่าย เพื่อเป็นการต้อนรับฤดูร้อนแบบไทยๆ แต่ที่ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแบบเต็มตัวเลยล่ะ ซึ่งถ้าพูดถึงดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น ทุกคนก็คงทราบกันดี ว่าคือ “ซากุระ”

“ซากุระ” นั้น ถือเป็นดอกไม้ประจำชาติญี่ปุ่น มีหลายสายพันธุ์ ทั้งสีขาวและสีชมพูอ่อนเข้มแตกต่างกันไป แต่ความเหมือนกันของซากุระ คือ จะมีเวลาในการบานเพียงแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้นต่อปี ดังนั้นชาวญี่ปุ่นจึงยกย่องความงามของซากุระมาก เพราะเป็นความงามที่ไม่ยั่งยืน ถือว่าเป็นการสอนเรื่องการใช้ชีวิตให้กับคนเราได้อีกด้วย

โดยซากุระจะเริ่มบานจากทางภาคใต้ของญี่ปุ่นก่อนค่ะ เริ่มจากเกาะคิวชู ในช่วงปลายเดือน มี.ค.แล้วค่อยๆ ไล่ขึ้นมา คันไซ คันโต โทโฮคุ แล้วไปจบที่ฮอกไกโดในช่วงเดือน พ.ค. ในการชมซากุระนั้น มีคำเรียกว่า “ฮานามิ” ชื่ออาจจะพ้องเสียงกับข้าวเกรียบกุ้งที่ชาวไทยรู้จักกันดีนะคะ (555) ฮานะ แปลว่า ดอกไม้ และ มี แปลว่า ดู นั่นเอง ซึ่งตามประสาชาวญี่ปุ่นแล้ว ทำอะไรต้องมีมารยาทและกฎเกณฑ์เพื่อความเป็นระเบียบของการอยู่ร่วมกันค่ะ ดังนั้นในฉบับนี้เราขอเสนอ “คำแนะนำในการชมซากุระของที่ญี่ปุ่น”

– แต่งกายให้อบอุ่น

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ตอนกลางวันถึงอากาศจะอบอุ่น แต่เมื่อเริ่มเข้าช่วงเย็น อุณหภูมิก็จะลดลง จนถึงเหลือ 10 กว่าองศาในบางพื้นที่ ดังนั้นถ้าจะนั่งชมซากุระยามค่ำคืนที่ติดไฟสวยงาม ก็ให้เตรียมเสื้อตัวนอกอุ่นๆ ไปใส่ด้วยนะคะ

– ควรเดินทางด้วยรถสาธารณะ

ส่วนใหญ่สถานที่ดูซากุระจะเป็นสวนสาธารณะ หรือไม่ก็ริมแม่น้ำ ที่มีต้นซากุระรวมอยู่เยอะๆ ดังนั้นที่จอดรถอาจจะไม่เพียงพอ ต้องมานั่งรอรถติด รอที่จอดรถว่าง จะพานทำให้หงุดหงิดด้วย ถ้าจำเป็นต้องขับรถไปจริงๆ ควรไปถึงเร็วมากๆ และควรสำรวจจุดจอดรถไว้ก่อน การจอดริมถนนนั้นโดนตำรวจญี่ปุ่นจัดการแน่นอนค่ะ ดังนั้นไปด้วยรถสาธารณะสะดวกที่สุดค่ะ

– ไม่จองที่นั่งกว้างเกินไป

ชาวญี่ปุ่นจะไปจองที่ดูซากุระแต่หัววัน โดยนำผ้าพลาสติกหรือเสื่อไปปูจองที่แล้วให้คนนั่งเฝ้าไว้ ถ้าเป็นนักศึกษาหรือพนักงานบริษัท คนที่เป็นวัยรุ่นก็มักจะถูกใช้ให้ทำหน้าที่นี้ เพื่อเป็นการแบ่งปันให้แก่คนอื่น ก็ควรจองที่แต่พอดี ไม่เผื่อมากเกินไปจนน่าเกลียด

– ไม่วางแผ่นรองนั่งทับรากต้นซากุระ

เวลาวางแผ่นพลาสติกหรือเสื่อ ควรวางให้ห่างจากรากต้นซากุระออกมา ถ้าวางทับลงไปเลยอาจทำให้ต้นไม้บาดเจ็บได้

– ไม่หักกิ่งซากุระ

ซากุระมีไว้เพื่อชื่นชมด้วยตา ดังนั้นอย่าไปหักกิ่ง หรือเด็ดมาดูใกล้ๆ เลย ปล่อยให้เขาสวยตามธรรมชาติดีกว่า

– ไม่ควรจุดไฟโดยไม่ได้รับอนุญาต

สถานที่ชมซากุระบางที่มีกฎห้ามจุดไฟ ถ้าจำเป็นก็ลองดูป้ายหรือถามเจ้าหน้าที่ก่อนนะคะ

– ไม่ดื่มจนเมามากเกินไป และไม่คะยั้นคะยอให้คนอื่นดื่มเหล้า

ถ้าเมามากเกินไป ก็จะเป็นภาระของเพื่อนๆ ที่ไปด้วยกัน ต้องมาคอยดูแล และเพื่อความสนุกของทุกคน ไม่ควรคะยั้นคะยอให้เพื่อนที่ไม่ดื่มเหล้า ดื่มด้วย เพราะเขาอาจมีเหตุผลส่วนตัว เช่น ขับรถมา หรือแพ้แอลกอฮอล์ก็ได้

– ไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น

การดูซากุระ จัดในที่สาธารณะมีผู้คนมารวมตัวกันมากมาย การดื่มจนเมามายไม่ได้สติ หรือเฮฮาด้วยความคะนองแล้วส่งเสียงรบกวนผู้อ่านนั้นเป็นสิ่งไม่สมควร และอาจก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้ด้วย

– เก็บแยกขยะให้เรียบร้อย

ตามสถานที่ดูซากุระ มักจะมีถังแยกขยะวางเอาไว้ ให้เก็บขยะในส่วนของตัวเอง แยกทิ้งให้เรียบร้อย อย่าปล่อยให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่

นี่ก็เป็นคำแนะนำคร่าวๆ สำหรับการไปชมซากุระที่ญี่ปุ่นค่ะ ช่วงหลายปีมานี้ชาวไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะมาก ก็อยากให้ศึกษาขนบธรรมเนียม และมารยาททางสังคมของเจ้าบ้านเขาไว้ก่อน เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ชมความงามของซากุระญี่ปุ่นแล้ว จะได้เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากขึ้นด้วยไงล่ะคะ สำหรับคนที่มีโอกาสเดินทางไปชมซากุระในฤดูใบไม้ผลินี้ก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ สนุกสนานตลอดการเดินทางนะคะ ส่วนคนที่ไม่ได้ไปก็มาพบกับการอัพเดทเรื่องรวมญี่ปุ่นๆ ในครั้งหน้านะคะ หรือจะไปทักทายกันในโซเชียลกันก่อนก็ได้ สวัสดีค่ะ

เกี่ยวกับผู้เขียน

วรจรรย์ แสงเงิน (เหมียว/เรโกะ) บรรณาธิการนิตยสาร S Cawaii! Thailand Edition ล่าม+นักแปลภาษาญี่ปุ่น มีผลงานพ็อกเกตบุ๊กมาแล้ว 2 เล่ม ตอนนี้เขียนคอลัมน์ภาษาญี่ปุ่นลงใน DACO Japan และเป็นพิธีกรงานอีเวนต์ต่างๆ รายการ Kimochiii ทางช่อง iHereTV YouTube รายการ Beauty Versus สวยสั่งได้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 11.45-12.00 น. ทางช่อง 7 เป็นวิทยากรเรื่องเกี่ยวกับการ เรียนภาษาญี่ปุ่นและเรื่องแฟชั่นความสวยงาม ล่าสุดยังมีรายการ Kimochiii in Japan, Beauty Versus สวยสั่งได้ และ Wezaa Cool Japan เก่งยกครัว ทัวร์ยกบ้าน ฯลฯ ติดตาม Facebook : Reiko.ws/Instagram & Twitter : @reiko_ws

 

รักเกาะรง หลงกลิ่นทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 10:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/424836

รักเกาะรง หลงกลิ่นทะเล

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

เมืองสีหนุวิลล์นอกจากจะมีชายหาดสวยๆ อยู่หลายแห่งแล้ว ที่เมืองนี้ยังรายล้อมไปด้วยเกาะน้อยเกาะใหญ่อีกหลายเกาะด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Koh Russei หรือเกาะไผ่ Koh Rong Koh Rong Samlon Koh Tang Koh Pos หรือที่รู้จักกันในนามเกาะมรกต และ Koh Dek Koul เป็นต้น ซึ่งเกาะที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดก็คือ Koh Rong หรือ เกาะรง

เกาะรง คือ เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศกัมพูชา มีพื้นที่ทั้งหมด 78 ตารางกิโลเมตร มีชายหาดยาวรอบเกาะกว่า 43 กิโลเมตร โดยส่วนใหญ่แล้วที่เกาะแห่งนี้จะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากกว่าคนกัมพูชา เพราะคนกัมพูชาส่วนใหญ่จะนิยมเที่ยวที่ชายหาดของเมืองสีหนุวิลล์ อย่าง หาดโอเชอเตียล (Ochheuteal Beach) เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไม่ต้องเสียค่าที่พัก อีกทั้งค่าครองชีพยังถูกกว่าบนเกาะอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม เกาะรงก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้ความสนใจเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวหรือ Hight Season ในช่วงเดือน ต.ค.-มี.ค. จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยัง
เกาะรงเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 1,000 คนเลยทีเดียว โดยส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางมา ก็จะเป็นบรรดาแบ็กแพ็กเกอร์จากโซนยุโรป ได้แก่ อเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย สเปน และอิตาลี เป็นต้น

บรรยากาศที่พักบนหาดเกาะโต๊ยช์

 

เกาะรงอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลของเมืองสีหนุวิลล์ออกไปประมาณ 25 กิโลเมตร ซึ่งการเดินทางไปยังเกาะรงนั้น ก็มีท่าเรือบริการรับส่งอยู่หลายจุดด้วยกัน แต่จุดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจะอยู่ใกล้กับวงเวียนสิงโตคู่เพราะเดินทางมาได้สะดวกที่สุด โดยท่าเรือจะอยู่ติดกับชายหาดโอเชอเตียล ซึ่งเรือรับส่งก็มีให้เลือก 2 แบบด้วยกัน คือ แบบเรือเร็ว หรือ Speed Ferry ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 45 นาที ราคาไปกลับอยู่ที่คนละ 20 เหรียญสหรัฐ และแบบเรือธรรมดา แน่นอนว่าราคาย่อมถูกกว่าแบบเรือเร็ว ซึ่งไปกลับอยู่ที่คนละ 10 เหรียญสหรัฐ แต่ก็ต้องแลกกับการใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมง โดยในแต่ละวันจะมีรอบเวลาของการบริการเรือรับส่งวันละ 3 รอบ ซึ่งเวลาแต่ละรอบนั้นก็ขึ้นอยู่กับบริษัทเรือที่ให้บริการ

เกาะรง ประกอบไปด้วย 4 หมู่บ้าน คือ หมู่บ้าน Koh Tuich หมู่บ้าน Prek Svay หมู่บ้าน Doeum D’keuw และหมู่บ้าน Sok San ซึ่งแต่ละหมู่บ้านเมื่อก่อนจะทำอาชีพประมงกันเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อการท่องเที่ยวเริ่มพัฒนาและได้รับความนิยมมากขึ้น ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะจึงปรับตัวเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน บางคนทำที่พัก บางคนทำร้านอาหาร หรือบางคนอาศัยประสบการณ์ในการขับเรือประมง ก็เปลี่ยนมาเป็นขับเรือรับจ้าง บริการรับส่งนักท่องเที่ยวแทน

แต่ก็ยังมีชาวบ้านบางส่วนที่ยังคงวิถีชีวิตกันแบบดั้งเดิม ยังคงทำอาชีพประมง ยังคงค้าขายเล็กๆ น้อยในหมู่บ้านของตัวเอง ซึ่งการที่พวกเขายังคงดำเนินชีวิตกันแบบเดิมนั้น ไม่ได้ดูว่าเป็นสิ่งที่แปลกหรือดูแตกแยกจากผู้คนส่วนใหญ่ ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มให้การท่องเที่ยวบนเกาะรงให้มีสีสัน และช่วยส่งเสริมให้การท่องเที่ยวบนเกาะรงมีคุณค่ามากกว่าการมาเล่นน้ำทะเลหรือเดินเล่นบนชายหาดเท่านั้น

มุมซื้อขายปลาเล็กๆ บนเกาะรง

 

การท่องเที่ยวบนเกาะรงส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเริ่มต้นกันที่ หาดเกาะโต๊ยช์ (Koh Tuich Beach) หาดที่ได้ชื่อว่ามีสีสันและมีชีวิตชีวาที่สุดบนเกาะรง เพราะที่นี่คือจุดรวมของสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ซึ่งก็มีทั้งที่เป็นแบบเกสต์เฮาส์กว่า 60 หลัง ราคาก็เริ่มต้นที่ 25 เหรียญสหรัฐ หรือถ้าเป็นแบบบังกะโลก็มีให้เลือกพักกว่า 100 หลัง ราคาอยู่ที่ประมาณ 70 เหรียญสหรัฐขึ้นไป นอกจากนี้ก็ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร บาร์ คาเฟ่ต่างๆ รวมถึงการบริการนำเที่ยวซึ่งมีให้เลือกอย่างหลากหลาย และด้วยเหตุนี้เองที่หาดแห่งนี้จึงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นที่แรกก่อนจะท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ บนเกาะ

นอกจากหาดเกาะโต๊ยช์แล้ว ที่เกาะรงยังมีหาดที่ได้รับการขนานนามจากนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าเป็น Long Beach ซึ่งหาดที่ว่านี้มีชื่อว่า หาดสุขสันต์ (Sok San Beach) เป็นหาดทรายขาวความยาวประมาณ 6 กิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัวหรือต้องการความสงบ จะนั่งเรือมาเล่นน้ำทะเลใสๆ มานอนอาบแดดกันบนหาดทรายเนื้อละเอียดแห่งนี้ อีกทั้งที่หาดสุขสันต์ยังถือเป็นหาดที่มีจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากเลยทีเดียว ดังนั้นหลังจากที่นักท่องเที่ยวทำกิจกรรมเสร็จ ก็จะเฝ้ารอชมความสวยงามของแสงสุดท้ายที่ตกกระทบกับผิวของทะเลก่อนจะเดินทางกลับที่พัก

หาดสุขสันต์ยังไม่มีที่พักบริการนักท่องเที่ยว มีเพียงแค่ร้านค้าเล็กๆ ที่จำหน่ายอาหารกึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มในช่วงกลางวันเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากนักท่องเที่ยวต้องการที่พักใกล้กับหาดแห่งนี้
ก็แนะนำที่พักของหมู่บ้านสุขสันต์ซึ่งอยู่ปลายหาดของ Long Beach ซึ่งที่พักอาจจะไม่ได้สะดวกสบายและมีให้เลือกไม่มากเท่ากับที่หาดเกาะโต๊ยช์ ไม่มีร้านอาหารให้เลือกมากนัก แต่สำหรับคนที่รักความสงบและต้องการความเป็นส่วนตัวมากๆ ที่นี่เหมาะอย่างยิ่งปัจจุบันการท่องเที่ยวบนเกาะรงได้รับความนิยมและพัฒนาขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมาก แต่ความนิยมที่มากขึ้นก็ทำให้ที่นี่ต้องมีมาตรการเพื่อที่จะป้องกันและรักษาสถานที่ท่องเที่ยวให้ยังมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีทัศนียภาพที่งดงาม เพื่อที่จะให้เกาะรงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวไปอีกนานแสนนาน มาตรการที่ว่านี้ประการแรกคือ การรักษาความสะอาด โดยผู้ประกอบการหรือเจ้าของที่พักจะต้องดูแลและกำจัดขยะในพื้นที่ความรับผิดชอบของตัวเอง และเราในฐานะนักท่องเที่ยว ก็จะต้องไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกลาด เพราะเขามีกฎหมายระบุไว้ว่าหากใครทิ้งขยะไม่เป็นที่ จะต้องถูกปรับเป็นเงินตั้งแต่ 1 หมื่น-1 แสนเรียลเลยทีเดียว

Boat trip บนเกาะรง

 

นอกจากนี้แล้วที่นี่ก็ยังมีร้านที่ให้บริการเติมน้ำแบบรีฟิลอีกด้วย เพียงนำขวดเปล่ามาเท่านั้น นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าซื้อขวดใหม่แล้วยังเป็นการร่วมด้วยช่วยกันในการลดปริมาณพลาสติกบนเกาะแห่งนี้อีกด้วย สิ่งเหล่านี้ถ้าหากร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติแล้ว แน่นอนว่าสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆงามๆ แบบนี้จะยังคงอยู่เป็นจุดหมายปลายทางให้ทุกคนได้เดินทางไปหาความสุข ความสนุกสนาน อีกนานแสนนาน

เรื่องราวความน่าสนใจของประเทศกัมพูชายังไม่หมดเพียงเท่านี้ สามารถติดตามอ่านได้ในฉบับต่อๆ ไป หรือสามารถติดตามได้ทางรายการโลก 360 องศา ทาง ททบ.5 วันเสาร์ เวลา 21.20 น.
โดยประมาณ

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/424834

Travel Update

โดย…กาญจนา

ดาราเทวี เชียงใหม่ จัดสงกรานต์ไทยย้อนยุค

โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ด้วยกิจกรรมวันเด็กไทย ให้ครอบครัวสนุกไปกับกิจกรรมแบบไทยๆ เช่น หมากเก็บ รีรีข้าวสาร เดินกะลา ขี่ม้าก้านกล้วย ว่าวไทย และอีกมากมาย ในวันเสาร์ที่ 9 เม.ย. 2559 เวลา 16.00-20.00 น.ณ บริเวณลานโขงขาวด้านหน้าโรงแรม ทั้งยังเพลิดเพลินไปกับการเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสร้างสรรค์และอิ่มอร่อยไปกับของว่างพื้นบ้านและขนมโบราณในราคา 100 บาท สำหรับผู้ใหญ่และเด็กเข้างานฟรี รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนโครงการช่วยเหลือสังคมสอบถาม โทร. 053-888-888

 

หนีร้อนไปพัก เอสเคป หัวหิน และเขาใหญ่

ซัมเมอร์นี้ไปรับลมทะเลที่ โรงแรม เอสเคป หัวหิน พร้อมโปรโมชั่นโดนใจกับห้องพัก Deluxe Poolside พร้อมอาหารเช้า ลดสูงสุด 55% เหลือ 3,350 บาท/คืน เมื่อจอง 2 ห้องขึ้นไป สอบถาม โทร. 032-653-456 และโรงแรมเอสเคป เขาใหญ่ เสนอห้องพักราคาพิเศษ Sunken Heated Pool Villa ลดสูงสุด 55% เหลือ 4,900 บาท/คืน เมื่อจอง 2 ห้องขึ้นไป สำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันนี้-31 พ.ค. 2559 สอบถาม โทร. 09-2823-2590

 

เวียตเจ็ทเพิ่มเที่ยวบิน รับหน้าร้อน

สายการบินเวียตเจ็ทเพิ่มเที่ยวบินในเวียดนาม ไทย ไต้หวัน และสิงคโปร์ ตอบรับการเดินทางในช่วงฤดูร้อน โดยเพิ่มเที่ยวบินระหว่างโฮจิมินห์และกรุงเทพฯ เป็น 3 เที่ยวบินทุกวัน เที่ยวบินระหว่างฮานอยและกรุงเทพฯ เป็น 2 เที่ยวบินทุกวัน เที่ยวบินระหว่างประเทศจากโฮจิมินห์ไปไต้หวันเป็น 2 เที่ยวบิน/วัน ตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. 2559 นอกจากนี้ ยังเพิ่มเที่ยวบินในประเทศเวียดนาม ได้แก่ โฮจิมินห์ ซิตี้-ฮานอย เป็น 25 เที่ยวบิน/วัน โฮจิมินห์-ดานัง เป็น 13 เที่ยวบิน/วัน โฮจิมินห์-ฟู้ก๊วก เป็น 6 เที่ยวบิน/วัน และโฮจิมินห์-นาตรัง เป็น 5 เที่ยวบิน/วัน รวมถึงฮานอย-ดานัง เป็น 15 เที่ยวบิน/วัน และสำหรับฮานอย-นาตรัง เป็น 5 เที่ยวบิน/วัน

สำหรับทุกเที่ยวบินภายในประเทศเวียดนามมีโปรโมชั่น It’s 12, Let’s Vietjet! ราคาเริ่มต้นที่ 0 บาท จำนวน 2 ล้านใบ จองระหว่างวันที่ 28 มี.ค.-3 เม.ย. 2559 ตั้งแต่เวลา 12.00-14.00 น. ผ่านเว็บไซต์ www.vietjetair.com

เคทีซีจับมือ 8 โรงแรม ให้สมาชิกพักถูกกว่า

เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย ร่วมกับพันธมิตร 8 โรงแรม ออกแคมเปญ Friends & Family พักยกแก๊ง เที่ยวทั้งครอบครัว เอาใจสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่ชื่นชอบการเดินทาง เมื่อสำรองห้องพักด้วยบัตรเครดิตเคทีซีรับส่วนลดห้องพักสูงสุด 80% พร้อมอาหารเช้าและส่วนลดค่าอาหาร เครื่องดื่ม สปา ได้แก่ โรงแรม ลา คาเซ็ทต้า เขาใหญ่ โรงแรม ลา ภูริเณ่ เขาใหญ่ โรงแรมเดอะลอฟท์ เขาใหญ่ โรงแรมฮาร์ดร็อค พัทยา โรงแรมอาคา รีสอร์ท แอนด์ สปา หัวหิน โรงแรมเรสท์ดีเทล โฮเทล หัวหิน โรงแรมเอวา รีสอร์ท เกาะช้าง ตราด และโรงแรมโฮเทล ไอคอน ภูเก็ต ตั้งแต่วันนี้-31 ต.ค. 2559 สอบถาม โทร. 02-665-5530

 

อยู่แบบสโลว์ไลฟ์ที่ อสิตา อีโค รีสอร์ท อัมพวา

อสิตา อีโค รีสอร์ท อัมพวา ชวนพักผ่อนช่วงสงกรานต์แบบสโลว์ไลฟ์และได้สุขภาพดีกับโปรโมชั่น Stay Green Eat Clean ราคา 3,500 บาท สำหรับห้องพักแบบสุพีเรียร์ รวมลงเรือไหว้พระ เที่ยวตลาดน้ำ ตักบาตร รดน้ำดำหัว ทำขนม พายเรือ และขี่จักรยาน สำรองห้องพักหรือสอบถาม โทร. 08-1999-1692, 08-9866-2168 หรืออีเมล booking@asitaresort.com

วิลล่า มาร็อก ผ่อนคลาย ขั้นสุดริมหาดปราณบุรี

 

เฌอราซาด ฮัมมัม แอนด์ สปา ณ วิลล่า มาร็อก รีสอร์ท ปราณบุรี เสนอสปาแพ็กเกจ Secret of Spa Indulgence Package ราคาเริ่มต้น 7,900 บาท/คืน สำหรับ 2 ท่าน เมื่อเข้าพักในห้องแบบ Pool Court รวมอาหารเช้า พร้อมบริการนวด 60 นาที 2 ท่าน และชุดชายามบ่าย ตั้งแต่วันนี้-29 ธ.ค. 2559 สอบถามและสำรองห้องพัก โทร. 032-630-771 และเว็บไซต์ www.villamarocresort.com

 

เที่ยวเป็นอาชีพ ฟิล์ม – รัฐภูมิ โตคงทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/424833

เที่ยวเป็นอาชีพ ฟิล์ม - รัฐภูมิ โตคงทรัพย์

โดย…รอนแรม ภาพ…รัฐภูมิ โตคงทรัพย์

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นจากนิสัยติดเที่ยวของ ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ประกอบกับนิสัยชอบถ่ายรูป อัดคลิป จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะไม่เพียงทำให้เกิดรายการท่องเที่ยวชีลเอ๊าท์เลเชอร์ (Chill Out-Leisure)  แต่อีกไม่กี่ปีถัดมายังเปิดบริษัททัวร์ในชื่อเดียวกัน ซึ่งทำมานานกว่า 10 ปี

ฟิล์มเล่าจุดเริ่มต้นของวงการท่องเที่ยวว่า เกิดจากนิสัยส่วนตัวที่ชอบเดินทางตั้งแต่เด็ก พอมีชื่อเสียงในวงการบันเทิงจึงมีคนทราบมากขึ้น คนใกล้ตัวจึงยุให้ทำรายการท่องเที่ยวซึ่งรายการแรกเกิดขึ้นพร้อมๆ กับอัลบั้มแรก จากนั้นแรงยุให้ทำบริษัททัวร์ก็ตามมารวมถึงหนังสือวิดีโอเกี่ยวกับประสบการณ์การเดินทางของเขาด้วย

“รายการชีลเอ๊าท์เลเชอร์ เป็นรายการที่ไม่มีสคริปต์เลย คอนเซ็ปต์รายการเป็นแบบคนออกไปเจอสถานการณ์จริง แต่ละครั้งที่ถ่ายทำก็จะมีแค่ผมกับตากล้อง เราเบื่อคอนเซ็ปต์ที่หาข้อมูล พูดตามสคริปต์ รายการจึงเป็นการเดินทางสไตล์ผม เพื่อออกนอกเส้นทางท่องเที่ยวที่คนเคยไปมาแล้ว ทำให้ผู้ชมได้เห็นที่เที่ยวใหม่ๆ ร้านอาหารที่ไม่ดังแต่อร่อยและวิถีชีวิตจริงๆ ของคนที่นั่น”

 

ส่วนจุดหมายปลายทางฟิล์มจะเป็นคนเลือกเอง เขาได้แบ่งประสบการณ์เป็นหมวดหมู่ เริ่มจาก หมวดชอบที่สุด เขายกให้ประเทศญี่ปุ่น ทั้งธรรมชาติ บ้านเมือง อาหาร ผู้คน ทุกองค์ประกอบทำให้เขาอยากกลับไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่เบื่อ หมวดแปลกที่สุด ประเทศแรกที่คิดถึงคือ โมรอกโก

“เพราะสิ่งที่เห็นไม่เป็นอย่างที่คิด” เขาเล่าถึงโมรอกโก “ตอนนั้นผมเสิร์ชอินเทอร์เน็ตว่าประเทศไหนติดอันดับที่สุดของโลกบ้าง หนึ่งในนั้นคือ โมรอกโก ฐานะเมืองโรแมนติกที่สุด ผมบินไปเลย บินไปนานมาก พอถึงสนามบินปุ๊บ ออกไปเห็นเมืองครั้งแรก สิ่งแรกที่คิดคือ พระเจ้า ประเทศนี้ได้เป็นเมืองโรแมนติกได้ยังไง”

ฟิล์มให้เหตุผลว่า เพราะภาพที่เห็นคือทะเลทราย บรรยากาศบ้านเมืองแห้งแล้ง ค่อนข้างไกลจากคำว่าความเจริญ ซึ่งเขาคาดว่า ความโรแมนติกน่าจะเกิดมาจากความที่ประเทศไม่มีอะไรทำให้คนมีคู่ไม่รู้จะทำอะไร ทว่าความประทับใจที่ยังตราตรึงคือภาพบ้านเรือนสีส้มที่ทั้งเมืองพร้อมใจทาเป็นสีเดียวกัน ซึ่งนอกจากจะดูสวยงามยังดูเป็นระเบียบและเป็นเอกลักษณ์

 

ส่วนหมวดเสี่ยงตาย เขาเล่าถึงทริปล่าสุดที่เพิ่งกลับจากฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ที่ไปติดพายุหิมะท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส และถือว่าเป็นทริปเปิดประสบการณ์ใหม่กับการไปกับเรือตัดน้ำแข็งที่น้อยคนนักจะได้ไป และสำหรับประเทศไทย เขาเลือกไม่ได้ว่าจะแบ่งเป็นหมวดไหน เพราะแค่ไปเดินตลาดห้วยขวางก็น่าสนใจแล้ว

“เที่ยวไทยมันมันส์ด้วยบรรยากาศ อาหาร และพูดคุยด้วยภาษาที่คุ้นเคย แต่ถ้าเป็นต่างประเทศก็จะได้อีกอารมณ์ด้วยวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างไป” เขากล่าว

จากประสบการณ์เดินทางแบบไม่หยุด 10 ปี เขาไปมาแล้วทุกทวีป คิดเฉลี่ยความถี่ในการเดินทางอยู่ที่เดือนเว้นเดือนทั้งไปเพื่อทำงานและเพื่อพักผ่อน “นั่นเพราะการเดินทางสำคัญกับชีวิตมาก” ฟิล์มให้ความหมาย “นอกจากจะสร้างรายได้แล้ว ยังให้ประสบการณ์ที่เทียบเป็นราคาไม่ได้”

 

“โลกของเราไม่ได้หยุดอยู่แค่สิ่งที่เราเห็นหรือสิ่งที่เราอยู่ มันยังมีอะไรอีกเยอะแยะมากมายบนโลกใบนี้ให้ออกไปค้นหา ไปมอง เราจะได้ทั้งผู้ร่วมทางใหม่ เห็นสถานที่ใหม่ หรืออาจจะมากถึงชีวิตใหม่ และทุกอย่างจะเป็นประสบการณ์ให้เรามีไอเดียใหม่ๆ คิดอะไรที่มันแปลกแหวกแนวมากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงแรงบันดาลใจที่สำคัญต่อชีวิตด้วย” เขาทิ้งท้าย

โลกของฟิล์ม

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เขาอยากให้โลกใบนั้นมีแต่เสียงหัวเราะ มีแต่ความสนุก มีแต่สิ่งที่สวยงาม “มันก็เป็นโลกในฝันของทุกคน” เขากล่าว “แต่ที่พิเศษมากกว่า ผมอยากให้โลกนั้นมีประตูวิเศษที่สามารถเปิดแล้วไปในที่ที่อยากไปได้เลย ทุกคนจะได้ออกเดินทางโดยที่ไม่มีข้ออ้างใดๆ เสียที”

ติดตามการเดินทางครั้งต่อไปของฟิล์มได้ทางรายการชีลเอ๊าท์เลเชอร์หรือทาง อินสตาแกรม @filmrattapoom

 

เที่ยวฮอกไกโด กินหนัก พักผ่อนสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/424820

เที่ยวฮอกไกโด กินหนัก พักผ่อนสนุก

โดย…ดวงนภา ประเสริฐพงษ์

You are what you eat เพราะอาหารคือตัวเรา” เป็นประโยคสุดคลาสสิกที่กูรูสายเฮลตี้มักพร่ำบอกผ่านรายการโทรทัศน์ หรือคอลัมน์ต่างๆ อยู่เสมอ นั่นก็คือความจริง เพราะอาหารการกินนั้นสะท้อนออกมาเป็นรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ และสุขภาพของแต่ละบุคคลอย่างชัดเจน

ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดคือ ชาวญี่ปุ่น ที่ถือว่ามีอายุยืนยาว สุขภาพดี ผิวพรรณดี ส่วนหนึ่งก็เพราะได้กินอาหารที่ดี มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสม ขณะเดียวกันก็ต้องมีการใช้ชีวิตที่สมดุลด้วย จากจุดนี้จึงก่อให้เกิดแคมเปญ “โอโตยะ-อิ่ม-หมี-ฟรี-มัน” ที่ทางร้านอาหารญี่ปุ่นโอโตยะจัดกิจกรรมพาลูกค้าผู้โชคดีไปร่วมใช้ชีวิต กินอยู่ และเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นถึงฮอกไกโด เพื่อตอกย้ำการมีสุขภาพดี นอกจากรับประทานอาหารดีแล้วต้องรู้วิธีเอาออกอย่างเหมาะสม

 

ฮอกไกโดแม้จะมีประวัติศาสตร์ไม่ถึง150 ปี แต่ก็เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มากแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีการเปลี่ยนเจ้าของบ้านครั้งใหญ่ในสมัยศตวรรษที่ 19 เนื่องจากเดิมทีฮอกไกโดเป็นบ้านของชาวไอนุ ซึ่งก็คือชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้มาอย่างยาวนาน มีรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายอินเดียนแดงในอเมริกา ใช้ชีวิตแบบชนเผ่าพื้นเมืองทั่วไป แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 1868 ช่วงยุคเมจิ ประวัติศาสตร์ของฮอกไกโดก็เริ่มก่อกำเนิดขึ้น หลังจากเหล่าโชกุนและซามูไรพ่ายแพ้ในสงครามปฏิรูปสมัยเมจิและได้อพยพจากเกาะฮอนชูมาอยู่ฮอกไกโด หลังจากนั้นก็เริ่มเกิดการกลืนชาติเกิดขึ้น ฮอกไกโดกลายเป็นของชาวญี่ปุ่น และชาวไอนุกลายเป็นคนส่วนน้อยไปในที่สุด

ไม่เพียงแต่กลุ่มชาติพันธุ์ที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่การขยายเมืองฮอกไกโดก็มีความแตกต่างจากเมืองอื่นๆ ในญี่ปุ่น ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงแรกของการขยายเมืองได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ทำให้การวางผังเมืองมีลักษณะสี่เหลี่ยมคล้ายกับในอเมริกา ดังนั้นฮอกไกโดจึงมีเสน่ห์เฉพาะตัวและความเป็นตะวันตกซ่อนอยู่ภายใต้วัฒนธรรมตะวันออกอย่างลงตัว โดยศูนย์กลางของเมืองที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด คือหอนาฬิกาฮอกไกโด ที่ตั้งอยู่ในซัปโปโร และศาลาว่าการหลังเก่า ที่บอกเล่าเรื่องราวเมืองนี้ไว้ทั้งหมดอย่างครบถ้วน

 

ด้วยภูมิศาสตร์ของฮอกไกโดที่เป็นหมู่เกาะอยู่ทางตอนเหนือสุดของทวีป ทำให้มีอากาศหนาวเย็นและมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี ประชาชนส่วนใหญ่ยึดอาชีพประมงเป็นหลัก ดังนั้นกิจกรรมแรกที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงเมื่อมาถึงฮอกไกโดก็คือการกินอาหารซีฟู้ด เนื่องจากฮอกไกโดเป็นหมู่เกาะทางตอนเหนือที่ประชากรส่วนใหญ่ทำการประมง วัตถุดิบจากทะเลจึงมีความสด รสชาติดี ไม่มีกลิ่นคาว เรียกว่าตอบสนองทุกประสาทสัมผัสของนักชิมอย่างครบถ้วน

นอกจากจะมีรสชาติดีแล้วยังมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ เพราะชาวญี่ปุ่นถูกปลูกฝังมาว่า ต้องรับประทานอาหารให้ครบทั้งจากภูเขาและจากท้องทะเล อาหารจากภูเขาคือ ผัก ผลไม้อาหารจากทะเลคือ สาหร่ายทะเล กุ้ง หอย ปู ปลาดังนั้นใน 1 มื้อคนญี่ปุ่นจึงได้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการพอดิบพอดี ทำให้อาหารญี่ปุ่นนอกจากจะเป็นที่นิยมในประเทศตัวเองแล้ว ยังขยายความนิยมไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา โดยเห็นได้จากการขยายสาขาของกิจการร้านอาหารญี่ปุ่นที่เติบโตอย่างมากมายในช่วง 5-10 ปีมานี้ เพราะชูความโดดเด่นด้านรสชาติและการดูแลสุขภาพไปพร้อมๆ กัน

 

ซูเฮอิ โคอิเดะ ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายบริหารจัดการแฟรนไชส์ประเทศไทย ร้านอาหารโอโตยะ เล่าว่านอกจากวัตถุดิบซีฟู้ดที่ขึ้นชื่อแล้ว วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการปรุงอาหารในเกือบทุกมื้อยังประกอบด้วยข้าวญี่ปุ่นที่ส่วนใหญ่ยังใช้ถ่านหุงข้าว โดยวางถ่านไม้ไผ่ไว้บนข้าว ถ่านจะปล่อยคลื่นความร้อนทำให้ข้าวสุกทั่ว ได้ข้าวญี่ปุ่นที่เหนียวนุ่มอร่อย แร่ธาตุที่มีประโยชน์ในถ่านจะแทรกซึมเข้าไปในเม็ดข้าว

ผักที่ใช้ในการปรุงอาหารส่วนใหญ่ปลูกด้วยระบบไฮไดรโปนิกส์ ปลอดภัยจากสารเคมี 100% เต้าหู้สด และปลาย่างที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ใส่ใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการเลือกฤดูกาลจับปลาสถานที่จับปลา การขนส่ง การจัดเก็บ และรักษาความเป็นเอกลักษณ์ในการนำปลามาย่างบนถ่านไม้ยูคาลิปตัส ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษช่วยให้ปลามีกลิ่นหอม

 

ปัจจุบันอาหารญี่ปุ่นไม่ได้แพร่หลายเฉพาะในเอเชีย แต่กระจายสาขาไปทั่วโลก สำหรับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยถือเป็นเมืองท่าที่รับเอาวัฒนธรรมการรับประทานอาหารญี่ปุ่นไว้กับตัวเองมากที่สุดแห่งหนึ่ง และช่วยส่งต่อในรูปแบบที่มีตัวแทนจำหน่ายชาวไทยออกไปเปิดตลาดในภูมิภาค จากนั้นความนิยมนี้ก็เริ่มกระจายสู่เพื่อนบ้านในสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ส่วนลาว กัมพูชา และเมียนมาเริ่มมีความนิยมบ้างประปราย เพราะกำลังซื้อยังไม่สูงนัก

นอกเหนือจากนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความนิยมในอาหารญี่ปุ่นถูกส่งต่อไปยังอินโดนีเซีย โดยเริ่มมีการขยายสาขาในของร้านอาหารญี่ปุ่นในอินโดนีเซียมากขึ้น และมีแนวโน้มขยายตัวจากตลาดที่มีขนาดการบริโภคสูง

หลังจากเพลิดเพลินกับการรับประทานอาหารแล้วก็ถึงเวลาต้องทำกิจกรรมเพื่อเบิร์นไขมัน เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญอย่างสมดุล โดยกิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างมากคือ การละเล่นต่างๆ ในสกีรีสอร์ท โดยมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งการเล่นสกีแบบปกติ ซึ่งมีการแบ่งเป็นระดับพื้นฐานและระดับแอดวานซ์ ใครที่มีความสามารถระดับไหนก็ต้องเล่นตามสถานะของตัวเองเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ กิจกรรมขี่รถสโนว์โมบิลล์ที่ให้ความรู้สึกคล้ายขี่มอเตอร์ไซค์บนลานหิมะ

 

ความหวาดเสียวอยู่ตรงที่ต้องควบคุมความเร็วและทิศทางของรถบนทางลื่น และไม่ให้ออกนอกเลนที่กำหนด และอีกกิจกรรมที่เหมือนจะธรรมดาแต่เหนื่อยไม่ใช่เล่น คือการเล่นกระดานเลื่อน เพราะเมื่อสไลด์ลงทางลาดไปแล้ว ต้องแบกกระดานลื่นกลับขึ้นมาคืนที่จุดเริ่มต้น ผ่านหนทางที่ลาดชันและเต็มไปด้วยหิมะ งานนี้เล่นเอาหอบไปตามๆ กัน

เสร็จสิ้นจากภารกิจตะลุยหิมะที่สกีรีสอร์ทแล้ว ต้องต่อด้วยกิจกรรมยอดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวไทยนั่นก็คือการช็อปปิ้ง ไกด์ครรชิต ไกด์ประจำทริปของเราเล่าว่า จากข้อมูลทางด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยและญี่ปุ่น พบว่า หลังจากนักท่องเที่ยวไทยสามารถเข้าประเทศญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ทำให้มีนักท่องเที่ยวจากไทยเดินทางเข้ามาปีละ 6 แสนคน และมีการใช้จ่ายรวมสูงกว่านักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เดินทางมาไทยปีละ 2 ล้านคนเสียด้วยซ้ำ

ข้อมูลดังกล่าวยืนยันได้เป็นอย่างดีว่านักท่องเที่ยวไทยคือนักช็อปตัวจริง ประกอบกับญี่ปุ่นประเทศที่เต็มไปด้วยสินค้าที่มีความหลากหลาย โดยสินค้าขึ้นชื่อของแต่ละเมืองในญี่ปุ่นจะมีความแตกต่างกัน
และถ้าอยากได้อะไรต้องซื้อเลย เพราะทันทีที่ย้ายจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งจะไม่มีโอกาสได้พบสินค้าชิ้นนั้นอีก

 

แหล่งช็อปปิ้งขึ้นชื่อของฮอกไกโดที่เรามีโอกาสได้สัมผัสในครั้งนี้คือ ย่านซัปโปโร ซึ่งเป็นเมืองหลักของฮอกไกโด สำหรับสินค้าขึ้นชื่อของฮอกไกโดนั้นมีอยู่หลากหลาย แต่ที่เป็นสินค้าที่มีความเฉพาะตัวมากๆคือ ครีมน้ำมันม้า ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น และเป็นที่นิยมมากว่า 120 ปี

นอกจากมีคุณสมบัติในการดูแลผิวในชีวิตประจำวันทั้งผิวหน้าและผิวกายแล้ว ยังช่วยรักษาโรคผิวหนัง ภูมิแพ้ รักษาแผลไฟไหม้ แผลน้ำร้อนลวก และโรคริดสีดวงทวาร โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ต่อร่างกายมนุษย์ ทั้งมีอัตราการดูดซึมสูง มีประสิทธิภาพป้องกันการอักเสบ และมีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นจากธรรมชาติโดยครีมน้ำมันม้าที่ว่านี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วทั้งเมือง

ก่อนจะหมดวัน หลังจากทำกิจกรรมต่างๆ มามากมาย ควรหาเวลาแช่ออนเซ็นสัก 15-30 นาที โดยในน้ำแร่มีแร่ธาตุต่างๆ สะสมอยู่ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ร่างกาย เช่น โซเดียม แคลเซียม ฟลูออไรด์ โพแทสเซียม ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจากสาเหตุของการโหมออกกำลังกายอย่างหนักจนกล้ามเนื้ออักเสบ หรืออาการปวดจากการนั่งทำงาน รวมทั้งอาการปวดซึ่งมาจากสาเหตุอื่นๆ และไม่เพียงบรรเทาอาการปวดเมื่อย การแช่ออนเซ็นยังช่วยลดความเครียดทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายดีขึ้น ช่วยขับสิ่งอุดตันใต้ผิวหนังและบำรุงผิวพรรณให้สดใส ซึ่งจะเห็นได้จากชาวญี่ปุ่นที่นอกจากจะมีผิวขาวตามธรรมชาติแล้วยังมีผิวพรรณกระจ่างใส

ถ้ามีใครถามว่าจะกลับมาฮอกไกโดอีกไหม ตอบได้เลยว่า แน่นอน เพราะในแต่ละวันที่ผ่านไปก็มีเรื่องราวใหม่ๆ ให้ได้เรียนรู้ไม่มีวันเบื่อ