บอม เปล่งพานิช ชีวิตติดเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 10:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/421119

บอม เปล่งพานิช ชีวิตติดเดินทาง

โดย…รอนแรม ภาพ ฑิชากร เปล่งพานิช

สาวนักเดินทางแห่งตระกูลเปล่งพานิช บอม-ฑิชากร เปล่งพานิช ที่ตอนนี้เธอยังไม่เดินตามสายละครเหมือนพ่อแม่ เพราะกำลังทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เธอเป็นนักเขียนคอลัมน์ท่องเที่ยว เธอเป็นพิธีกรรายการท่องเที่ยว และเธอเป็นนักท่องเที่ยวมืออาชีพที่แม้ตัวเลขอายุ 25 ปีแต่ตัวเลขประสบการณ์มีจนนับไม่ถ้วน

เดินทางแต่เด็ก

“บอมเป็นคนอยู่ที่เดียวนานๆ ไม่ได้” บอมกล่าวเช่นนั้น นั่นอาจเป็นเพราะเธอออกจากบ้านไปเรียนต่างประเทศคนเดียว 6 ปี ตั้งแต่อายุ 15 ปี และเริ่มเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ตอนนั้น

“บอมไม่เคยเจอใครที่ไม่ชอบเที่ยว ทุกคนชอบเที่ยวเหมือนกันหมด แต่บอมโชคดีตรงที่สามารถทำงานเก็บเงินแล้วไปเที่ยวเองโดยที่ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่” ส่วนเรื่องที่เป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลเปล่งพานิชแล้วพ่อแม่จะเลี้ยงเป็นไข่ในหินหรือไม่นั้น เธอได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าสามารถดูแลตัวเองได้ตั้งแต่สมัยเรียนที่นิวซีแลนด์ก็ทำงานเก็บเงิน หรือเวลาไปเที่ยวก็สามารถดูแลตัวเอง

 

ปลายปีนี้บอมจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะมัลติมีเดียดีไซน์ โดยจะได้รับปริญญาสองใบจากศิลปากร และจากเบอร์มิงแฮมที่เรียนหลักสูตรอินเตอร์

“ความจริงที่เรียนช้าเพราะดร็อปไปทำงาน บอมไม่ซีเรียสว่าต้องจบพร้อมเพื่อนคนอื่นๆ เพราะการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยก็โอเค” เธอกล่าว

เดินทางเป็นอาชีพ

เธอเป็นนักเขียนคอลัมน์ท่องเที่ยวฟรีแลนซ์ให้แอลล์แมกกาซีน แต่งานที่กำลังตื่นเต้นอยู่ตอนนี้คือทำรายการท่องเที่ยวกับ เรย์ แมคโดนัลด์ ชื่อรายการว่า SoFa(r) So Good ทางช่องทรูเอ็กซ์ไซต์ ซึ่งเป็นงานที่เธอเลือกมาแล้วว่าเข้ากับไลฟ์สไตล์ส่วนตัว

“บอมชอบไปเที่ยวแล้วได้เห็นหมดไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ธรรมชาติ วิถีชีวิต และเป็นคนชอบเที่ยวในประเทศ” นอกจากนี้เธอยังชอบเสาะหาสถานที่แปลกๆ ที่บางแห่งไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว ยกตัวอย่าง เลบานอน โอมาน เกาะนิวเว (Niue)

 

บอมเล่าทริปนิวเวที่ไปมาเมื่อกลางปีที่แล้วว่า เกาะนิวเวอยู่ในหมู่เกาะโปลินีเซียกลางทะเลแปซิฟิก เมื่อก่อนเป็นของนิวซีแลนด์ แต่ตอนนี้ปกครองตัวเอง เธอรู้จักเกาะนี้ตอนไปทำงานที่นิวซีแลนด์ 7 เดือน ระหว่างนั้นสายการบินแอร์นิวซีแลนด์ออกโปรโมชั่นไปยังเกาะรอบๆ ประเทศซึ่งมีนิวเวอยู่ในนั้น

“นิวเวเป็นเกาะที่คนไปน้อยที่สุดในโลก” เธอกล่าว “สิ่งแรกที่ประทับใจคือ ตม. ตื่นเต้นกับพาสปอร์ตไทยมากๆ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนเรื่องความสวยงามของท้องทะเลไม่ต้องพูดถึง เพราะที่ที่คนน้อยมักมีธรรมชาติที่สมบูรณ์อยู่แล้ว”

นอกจากนี้ เธอยังสารภาพว่าทุกทริปที่ไปโหดหมด “เพราะเราเอนจอยที่จะอยู่เอาต์ดอร์ แต่เราไม่ใช่คนที่เข้าฟิตเนสแล้ววิ่งทุกวัน ซึ่งสถานที่ที่จะไปส่วนใหญ่มันออฟโรดอยู่แล้ว ถ้าเทียบกับเพื่อนคนอื่นที่ไม่ได้ไปด้วยกัน อาจรู้สึกว่ามันอันตราย หวิดตกเขามาหลายรอบ ซึ่งทุกครั้งก็จะคิดว่ามันสวย ไม่เป็นไร”

การเดินทางไม่คาดฝัน

เธอชอบไปเที่ยวกับเพื่อนอย่างมากไม่เกิน 3 คน เพื่อความคล่องตัว และประเทศที่ต้องอาศัยเพื่อนและความคล่องตัวคงหนีไปพ้นอินเดียกับประสบการณ์ “บอมเคยแอบขึ้นรถไฟอินเดีย” เธอหัวเราะร่วน

 

“จำได้ตอนนั้นเป็นช่วงคริสต์มาส บอมรอขึ้นรถไฟจากพุทธคยาไปพาราณสี ตั๋วที่มีเขียนว่ารถไฟจะออกตอน 4 ทุ่ม แต่ตี 1 แล้วยังไม่มา และสุดท้ายก็ไม่มาจริงๆ เราเลยต้องซื้อตั๋วใหม่ คนขายตั๋วบอกว่ารถไฟจะมาตอนตี 4 แต่ในตั๋วมีภาษาอังกฤษอยู่คำเดียวคือ พาราณสี ไม่รู้ว่าอยู่โบกี้ไหน รถไฟขบวนไหน นั่งที่ไหน จนกระทั่งตี 4 รถไฟก็ยังไม่มา รอไปจนถึงตี 5 มีรถไฟเข้าสถานีมาหนึ่งขบวน ตอนนั้นไม่แน่ใจเลยว่ารถไฟขบวนนั้นจะไปพาราณสีไหม แต่ถ้าไม่ขึ้นก็อาจจะไม่ได้ขึ้นอีกนาน เลยตัดสินใจไปขึ้นโบกี้สุดท้าย เดินหาเตียงว่าง 2 เตียง แล้วนอนทั้งที่ไม่รู้ว่านอนถูกคลาสไหม ถูกที่ไหม พอมีเจ้าหน้าที่มาตรวจเราก็แอบไม่ให้ตรวจบัตร เพราะกลัวว่าจะโดนไล่ลงรถ แต่ท้ายที่สุดรถไฟก็ไปถึงพาราณสี”

อย่างไรก็ตาม เธอกลับไปประเทศอินเดียบ่อยที่สุด ถ้านับรวมทริปเดือน เม.ย.ที่จะถึงนี้ก็จะเป็นอินเดียครั้งที่ 5

ลิสต์การเดินทาง

ทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ญี่ปุ่น รัสเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซามัว อินเดีย ศรีลังกา จีน ปากีสถาน โอมาน ตุรกี อิตาลี กรีซ ลักเซมเบิร์ก เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ประเทศเหล่านี้เธอเคยไปมาหมดแล้ว

“บอมโฟกัสไปประเทศที่ไม่รู้ว่าจะได้ไปอีกเมื่อไหร่มากกว่า อย่างอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส ยังไงมันก็อยู่ตรงนั้น เราไม่ได้ไปเพื่อซื้อของ แต่เราไปเพื่อเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เรียนรู้ในสิ่งที่เราเองก็ไม่เคยเห็นมากกว่า บอมเลยเลือกที่จะไปประเทศทางเลือกเป็นอันดับแรกของลิสต์การเดินทาง”

 

เธอให้คำนิยามการเดินทางว่ามันไม่ใช่การเปิดโลกกว้าง แต่คือการทำเป้าหมายให้สำเร็จทีละข้อ เธอกล่าวว่า ตั้งแต่เด็กบอมจะลิสต์ไว้ว่าอยากไปเที่ยวไหนบ้าง ถึงตอนนี้มันเหมือนได้ขีดฆ่ามันออกไป ทำสำเร็จไปทีละข้อๆ และที่สำคัญเลยคือได้เรียนรู้

“เพราะบอมเป็นคนอ่านหนังสือเยอะมาก การอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านมันเหมือนการเตรียมตัวก่อนเรียน แล้วการออกไปเห็นเองมันคือห้องเรียนที่จะได้เรียนรู้จริงๆ บอมไม่อยากใช้คำว่าการเที่ยวคือชีวิต เพราะการเรียนรู้ต่างหากที่คือชีวิต” ตอนนี้ลิสต์ของเธอยังเหลือให้ออกเดินทางอีกมากมาย ซึ่งไม่ทราบว่าต้องใช้กระดาษกี่หน้าถึงจะพอ

โลกของบอม

ถ้าเธอมีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เธออยากให้โลกใบนั้นก็ยังเป็นโลกใบนี้ “โลกใบนี้มันดีอยู่แล้ว แต่คนต่างหากที่ทำให้โลกไม่น่าอยู่ แค่เราต้องใส่ใจให้มากขึ้น แค่เราไม่ไปทำลายธรรมชาติ โลกใบนี้ก็อยู่กับเราไปเรื่อยๆ”

สาวบอมวางแผนการเดินทางไว้ตลอดปีและอาจยาวไปถึงปีหน้า สามารถติดตามการเดินทางของหญิงสาวแห่งตระกูลเปล่งพานิชคนนี้ได้ทางอินสตาแกรม @ms_plengpanich

 

เที่ยว Dong Van เมืองเก่าสุดแดนเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2559 เวลา 17:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/419838

เที่ยว Dong Van เมืองเก่าสุดแดนเหนือ

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

จากฉบับที่แล้วได้นำเสนอเรื่องราวความน่าสนใจของจังหวัดห่าซาง (Ha Giang) กันไปแล้ว แต่ความน่าสนใจยังไม่หมดแค่เพียงเท่านั้น เพราะนอกจากพื้นที่ทุ่งนาขั้นบันไดที่เขตฮวงซูฟี (Hoang Su Phi) และความตระการตาของธรรมชาติที่สวยงามของเขตก่วนบ่ะ (Quan Ba) แล้ว ที่จังหวัดห่าซางยังมีอีกหลายเขตด้วยกัน ซึ่งแต่ละเขตนั้นก็มีความโดดเด่นและมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป

เขตด่งหวาน (Dong Van) เป็นอีกเขตหนึ่งของจังหวัดห่าซาง ที่มีความน่าสนใจไม่แพ้พื้นที่เขตอื่นๆ เพราะถ้าหากเราเดินทางออกจากตัวเมืองห่าซางขึ้นไปทางเหนือของจังหวัด ก็จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของลักษณะภูมิประเทศ ที่เริ่มเปลี่ยนจากภูเขาธรรมดาๆ ทั่วไป กลายเป็นพื้นที่ของภูเขาหินปูนเต็มตลอดสองข้างทาง ซึ่งลักษณะของภูเขาหินปูนที่เป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นนี้เอง ทำให้พื้นที่นี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางธรณีวิทยา ในปี ค.ศ. 2010 โดยพื้นที่ของภูเขาหินปูนนั้น มีพื้นที่กว้างถึง 2,346 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ดังกล่าวก็ไม่ได้มีแค่ที่เขตด่งหวานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพื้นที่ของอีก 3 เขตในจังหวัดห่าซาง นั่นก็คือ เขตเย็นมิน (Yen Minh) เขตก่วนบ่ะ (Quan Ba) และเขตเหมี่ยวแหวก (Meo Vac)

ปัจจุบันนอกจากทัศนียภาพของภูเขาหินปูน ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเพิ่มมากขึ้นแล้ว ที่ตัวเมืองด่งหวานก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่าตัวเมืองจะเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่ที่นี่ก็ถูกพัฒนาให้เป็นอีกเมืองหนึ่งที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวเวียดนามและต่างชาติ ที่นี่พร้อมไปด้วยร้านอาหาร โรงแรมทันสมัย หรือจะเป็นบ้านพักแบบโฮมสเตย์ก็มีอยู่หลายหลัง นอกจากนี้ หากใครชอบการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ เมืองด่งหวานเหมาะอย่างยิ่ง เพราะสามารถเดินเล่นย่านถนนเก่าใจกลางเมืองได้ด้วยตัวเองง่ายๆ รวมถึงมีร้านกาแฟไว้บริการนักท่องเที่ยวอยู่หลายร้าน และที่มากไปกว่านี้ก็คือ บริเวณใจกลางเมืองยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบร่วมสมัยที่ผสมผสานความเป็นฝรั่งเศส จีน แต่ก็ยังคงแบบฉบับดั้งเดิมของคนในพื้นที่นี้ไว้ได้เป็นอย่างดี และถึงแม้ว่าอาคารเก่าเหล่านี้จะมีอายุมากขึ้นตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงสภาพความสมบูรณ์อยู่ไม่น้อย

อาคารเก่าที่มีอายุกว่า 200 ปี หลังหนึ่งใจกลางเมือง ที่กำแพงอาคารสร้างจากดิน ตัวอาคารสร้างจากไม้ บวกกับสีสันบนตัวอาคารที่สวยสะดุดตานั้น ทำให้ไม่ว่าใครที่มีโอกาสได้มาเห็น ไม่มีใครที่จะไม่พูดถึงอาคารเก่าหลังนี้ จนทำให้ที่นี่เสมือนเป็นจุดนัดพบของผู้คนที่มาเยือนเมืองด่งหวานไปแล้ว นอกจากภายนอกจะดูสวยสะดุดตาแล้ว ภายในอาคารก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟ ซึ่งตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เดิมของเจ้าของบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อนถูกนำมาใช้ประดับอย่างลงตัว และถึงแม้ว่าข้าวของเครื่องใช้จะทรุดโทรมไปตามระยะเวลา แต่ก็ยังคงหลงเหลือเค้าโครงที่พอจะสะท้อนให้เราได้เห็นถึงการใช้ชีวิตของคนที่นี่ในอดีตได้เป็นอย่างดี

 

หากเดินทางมาเที่ยวที่เขตด่งหวาน นอกจากความเป็นธรรมชาติของภูเขาหินและเสน่ห์เมืองเก่าของด่งหวานแล้ว ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของด่งหวาน นั่นคือ ตำหนักของกษัตริย์ม้ง ซึ่งปัจจุบันเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบเต็มตัว โดยบริเวณทางเข้านั้นมีร้านขายของที่ระลึก และเป็นจุดจำหน่ายบัตรเข้าชม ซึ่งราคาจะอยู่ที่คนละ 2 หมื่นด่อง หรือประมาณคนละ 30 บาท ภายในตำหนักยังถูกแบ่งออกเป็นอาคารสำหรับต้อนรับแขกและอาคารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมและการดำเนินชีวิตของผู้คนที่นี่ได้เป็นอย่างดี และด้วยสถานการณ์ทางสังคมในอดีตที่มีความซับซ้อนอยู่มาก จึงทำให้กษัตริย์ออกแบบให้ตำหนักแห่งนี้เป็นเหมือนบังเกอร์ป้องกันเหตุร้ายและล้อมรอบด้วยกำแพงสูง ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างในตำหนักกษัตริย์ม้งแห่งนี้ยังคงสภาพความสมบูรณ์ไว้เป็นอย่างดี และในปัจจุบันที่นี่ก็มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้แล้วที่ด่งหวานยังมีอีกสถานที่หนึ่ง ที่หากใครเดินทางมาเที่ยวเมืองด่งหวานและไม่ไปที่นี่ก็เท่ากับว่ามาไม่ถึงด่งหวาน สถานที่ที่ว่าคือ หอธงชาติหลุงกู๋ (Lung Cu Flag Tower) ที่ตั้งอยู่บนยอดภูโหร่งหรือภูมังกร ซึ่งถือเป็นจุดเหนือสุดของประเทศเวียดนาม ซึ่งหอธงชาตินี้ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับหอธงชาติที่กรุงฮานอย โดยฐานถูกสร้างเป็น 8 เหลี่ยม ที่สลักรูปกลองมโหระทึกดงเซิน สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเวียดนาม รวมถึงมีการแกะสลักฐานทั้ง 8 ด้านด้วยภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวียดนาม และขนบธรรมเนียมของชาวเขาชนเผ่าต่างๆ ไว้อีกด้วย

 

โครงสร้างของหอธงชาติหลุงกู๋นั้น ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือ ส่วนที่เป็นฐาน จะต้องเดินขึ้นบันไดหิน 389 ขั้น และหากต้องการขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของหอธงชาติ ก็ต้องขึ้นบันไดเหล็กวนเป็นรูปก้นหอยอีก 140 ขั้น และถึงแม้ว่าจะต้องออกแรงเดินบนทางชันเพื่อให้ขึ้นมาถึงยังจุดสูงสุดนั้น แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้สึกเหนื่อย แต่ต้องบอกว่า เมื่อได้ขึ้นมาเห็นธงชาติสีแดงโบกสะบัดตัดกับสีของท้องฟ้า รับรองว่าชื่นใจหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแน่นอน โดยผืนธงชาติมีความยาว 54 เมตร ซึ่งหมายถึงจำนวนชนเผ่าทั้งหมด 54 ชนเผ่าของประเทศเวียดนาม และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้หอธงชาติแห่งนี้เป็นเหมือนสิ่งแสดงความภาคภูมิใจของประชาชนชาวเวียดนาม ที่พวกเขาจะต้องหาโอกาสมายืนบนหอธงชาติแห่งนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

หากใครกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่มีครบทุกมิติ ทั้งความสวยงามของธรรมชาติ วิถีชีวิตของผู้คน ที่กิน ที่เที่ยว รวมถึงต้องการชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมเก่าแก่โบราณ ที่เมืองด่งหวานแห่งนี้เหมาะที่จะเป็นตัวเลือกอย่างยิ่ง แต่ถ้าหากจะให้ทริปการเดินทางของคุณพิเศษกว่าทุกครั้ง ทีมงานโลก 360 องศา แนะนำให้คุณเดินทางมาช่วงเทศกาลปีใหม่ของประเทศเวียดนาม เพราะนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ แล้ว ยังมีโอกาสได้เห็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ของชาวเขาเผ่าต่างๆ ซึ่งจะมีให้เห็นแค่เพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น

แต่หากอดใจรอมาเที่ยวชมด้วยตัวเองไม่ไหว ก็สามารถรับชมความน่าสนใจของเมืองด่งหวานทั้งหมดได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์นี้ ทาง ททบ.5 เวลา 21.20 น. โดยประมาณ และสามารถติดตามเรื่องราวความน่าสนใจอื่นๆ ได้ในโพสต์ทูเดย์ฉบับต่อๆ ไป

พิพิธภัณฑ์นวัตกรรมซัมซุง สำหรับคอไอที…นี่คือสวรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/418653

พิพิธภัณฑ์นวัตกรรมซัมซุง สำหรับคอไอที...นี่คือสวรรค์

โดย…สมแขก

นอกจากชื่อตัวละครในซีรี่ส์เกาหลี อาหารเกาหลี และรายชื่อเครื่องสำอางที่พอจะคุ้นเคยอยู่บ้าง พ้นจากนั้นสมแขกต้องยอมรับว่าแทบไม่มีภาพใดๆ ของเกาหลีใต้อยู่ในคำนึงเลย จนกระทั่งมีโอกาสได้ไปเยือนเกาหลีใต้เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ภาพของแดนโสมขาวก็เด่นชัดขึ้น

เกาหลีใต้โดดเด่นเรื่องนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ไม่แพ้ญี่ปุ่น มีพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่กระจัดกระจายทั่วเมือง ดังนั้น การไปเยือนพิพิธภัณฑ์ในเกาหลีจึงไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ ออกจะตื่นตาตื่นใจเสียด้วยซ้ำ สำหรับคอไอทีที่ชื่นชอบเทคโนโลยีต้องไม่พลาดที่จะไปเยือนพิพิธภัณฑ์นวัตกรรมซัมซุง ( Samsung Innovation Museum : SIM) ณ ซัมซุงดิจิทัลซิตี้ (Samsung Digital City) ในเมืองซูวอน ที่เปลี่ยนบทบาทของพิพิธภัณฑ์จากรูปแบบเดิมมาเป็นการผสมผสานระหว่างพิพิธภัณฑ์โบราณกับห้องแสดงนิทรรศการ ที่จะทำให้คุณลืมบางช่วงเวลาที่ทันสมัยที่สุดในประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยี ที่เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งซัมซุงใช้โอกาสนี้ฉลองครบรอบ 45 ปีด้วย

ใช้เวลาเดินทางจากกรุงโซลประมาณ 1 ชั่วโมง ก็จะถึง Samsung Innovation Museum ซึ่งเป็นอาคาร 5 ชั้น มีพื้นที่จัดแสดงรวมกว่า 10,950 ตารางเมตร รวบรวมสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นของซัมซุงและจากบริษัทอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับเกาหลี ตั้งแต่ผลงานนวัตกรรมชิ้นเอกทางประวัติศาสตร์มาจัดแสดงให้ได้ชมกว่า 160 ชิ้น พิพิธภัณฑ์นี้จะทำให้ผู้เข้าชมมีโอกาสเรียนรู้ความเป็นมาของซัมซุง ว่าเริ่มต้นมาจากไหนและซัมซุงได้วาดแรงบันดาลใจในการดำเนินการสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างไร

 

การออกแบบและตกแต่งเรียบง่ายแต่แฝงด้วยแรงบันดาลใจและสะท้อนให้เห็นถึงโลกในอดีตและปัจจุบันของเทคโนโลยี รวมทั้งให้ภาพอนาคตที่ออกแบบโดยซัมซุง แบ่งออกเป็นห้องโถงแสดงนิทรรศการ 3 ห้องหลัก แม้จะเต็มไปด้วยข้อมูลแต่ก็แฝงด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน ได้แก่ ฮอลล์จัดแสดงที่ 1 ยุคแห่งนักประดิษฐ์ (The Age of Inventors) บอกเล่าต้นกำเนิดของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 18-20 จัดแสดงสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคไมเคิล ฟาราเดย์, โทมัส เอดิสัน และเกรแฮม เบลล์ ซึ่งยุคนี้เป็นยุคแห่งการค้นพบไฟฟ้า ระบบแสงสว่าง โทรคมนาคม เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน วิทยุ มีสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ เช่น เครื่องรับส่งโทรเลขไร้สายชื่อ “แม็กกี้/Maggie” ประดิษฐ์ขึ้นโดยกูกลิเอลโม มาร์โคนี หลอดไฟฟ้าแบบไส้รุ่นแรกของเอดิสัน เครื่องซักผ้าไฟฟ้าหมายเลข 45 ของบริษัท เมย์แท็ก (Maytag) และตู้เย็นแบบมอนิเตอร์ท็อป (Monitor Top Refrigerator) ของบริษัท จีอี ปี 1929

มาถึงฮอลล์จัดแสดงที่ 2 ยุคแห่งนวัตกรรมอุตสาหกรรม (The Age of Industry Innovation) ที่แสดงผลงานผลิตภัณฑ์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของซัมซุงและบริษัทคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นจอแสดงภาพและมือถือ และยุคแห่งการสร้างสรรค์ที่มีโรงภาพยนตร์หน้าจอโค้ง 180 องศา พาโนรามา 4K ระดับ Ultra HD ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผู้เยี่ยมชมสามารถศึกษาการประดิษฐ์คิดค้นต่างๆ ที่สำคัญ เช่น การค้นพบทรานซิสเตอร์ การพัฒนาวงจรรวม และวิวัฒนาการของเทคโนโลยีหน้าจอ  ในขณะที่พื้นที่จัดแสดงโทรศัพท์มือถือนั้น มีการจัดแสดงทั้งโทรศัพท์มือถือ และสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกไว้ด้วย ในพื้นที่นี้ ซัมซุงยังได้ยกเหตุการณ์ตัวอย่าง หรือเรื่องราวจากทั่วทุกมุมโลกที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมด้านโทรคมนาคมของซัมซุง ซึ่งรวมไปถึงเหตุการณ์ในปี 2010 ที่ซัมซุงเคยส่งโทรศัพท์มือถือรุ่นจีที-ไอ 7410 / GT-i7410 ที่มีเครื่องฉายโปรเจกเตอร์และมีการบันทึกคลิปวิดีโอเพื่อให้ขวัญและกำลังใจลงไปในเหมืองใต้ดินที่มีนักขุดเหมืองชาวชิลี 33 คน ติดอยู่เป็นเวลาถึง 69 วัน รวมไว้ด้วย

 

เมื่อจบจากห้องจัดแสดงที่ 2 แล้ว จะตื่นตาตื่นใจในยุคสมัยของการสร้างสรรค์ (The Age of Creation) ที่ห้องจัดแสดงที่ 3 ที่นำเทคโนโลยีล่าสุดและวิสัยทัศน์ในอนาคตของซัมซุง ในโซนนี้มีโรงภาพยนตร์ที่ใช้หน้าจอความละเอียดยูเอชดีแบบพาโนรามา ที่แสดงภาพยนตร์ที่แสดงพันธกิจของซัมซุงทั้งในด้านนวัตกรรมและการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าเดิม ส่วนโซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์เป็นการจำลองโลกแห่งอนาคตที่นำเทคโนโลยีมาผนวกกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนได้อย่างลงตัว ตั้งแต่บริการสมาร์ทโฮม ด้านธุรกิจค้าปลีก สุขภาพ การบริการโรงแรมและที่พัก องค์กรภาครัฐ การเงินการธนาคาร การจัดการองค์กรจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Enterprise Mobility) และการศึกษา ซึ่งแต่ละส่วนมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กรธุรกิจมากมาย ซึ่งตัวอย่างของการบริการแต่ละอย่างผู้เยี่ยมชมสามารถทดสอบได้ทั้งหมด เรามาจบที่ส่วนสุดท้ายคือนานัมแกลเลอรี่เป็นโซนที่จัดแสดงสินค้าที่ระลึกและตัวอย่างโครงการเพื่อสังคมของซัมซุง โดยซัมซุงจะนำรายได้จากการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกไปสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมในความรับผิดชอบของซัมซุงต่อไป

การมาเยือนพิพิธภัณฑ์นวัตกรรมซัมซุงทำให้เราได้เห็นว่าสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ มีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ซัมซุงสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ล้ำหน้าภายในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากจะได้เห็นทั้งประวัติศาสตร์ และความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของซัมซุงจนก้าวมาเป็นแบรนด์ลำดับ 7 ของโลก ถ้าหากคอเทคโนโลยีมีโอกาสมาเยือนเกาหลีใต้ อย่าพลาดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทีเดียว เพราะคุณจะได้แรงบันดาลใจกลับไปเต็มกระบุง

พิพิธภัณฑ์นวัตกรรมซัมซุงเปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.(หยุดวันอาทิตย์ วันหยุดราชการ และวันสิ้นปี) มีมัคคุเทศก์นำเที่ยวเฉพาะวันธรรมดา และต้องสำรองล่วงหน้า (กลุ่มละไม่เกิน 20 คน) ทั้งนี้ ผู้สนใจเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นี้ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์จำเป็นต้องแจ้งให้พิพิธภัณฑ์ทราบล่วงหน้าก่อนที่เว็บไซต์ www.samsunginnovationmuseum.com (ยกเว้นวันเสาร์ที่ไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า)

 

 

 

 

ธรรมชาติตระการตาที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/418546

ธรรมชาติตระการตาที่

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

ประเทศเวียดนาม มีภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งแม่น้ำ ทะเลสาบ ทะเลทราย และภูเขา เป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายที่บรรดานักท่องเที่ยวต่างใฝ่ฝัน และถ้าหากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงฤดูหนาวของประเทศเวียดนาม ก็ต้องเป็นทางตอนเหนือของประเทศ เพราะนอกจากจะอากาศดีแล้ว ยังมีทัศนียภาพทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อยู่มาก

หากคิดว่าจะเดินทางไปเที่ยวทางตอนเหนือของประเทศ เชื่อว่าจุดหมายปลายทางแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติคงจะเป็นเมืองซาปา เมืองที่พร้อมไปด้วยความสวยงาม การเดินทางที่สะดวกสบาย โรงแรม ร้านอาหาร เรียกได้ว่ามีครบ เหมาะสำหรับการเดินทางมาเที่ยวอย่างยิ่ง และด้วยความที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปกันเป็นจำนวนมาก ชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในซาปา จึงสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ บางคนพูดภาษาฝรั่งเศสได้ ก็ยิ่งเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่สถานที่ท่องเที่ยวในตอนเหนือของประเทศนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ซาปาเท่านั้นที่ยังคงความสวยงาม คงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ เพราะในจังหวัดใกล้เคียงก็มีความน่าสนใจไม่แพ้ที่ซาปาเลย

จังหวัดห่าซาง (Ha Giang) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ที่จังหวัดนี้มีความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าที่ซาปา เพียงแต่ยังไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติก็เท่านั้น แต่สำหรับคนเวียดนามแล้ว ที่นี่ถือเป็นอีกจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจของพวกเขา

 

 

วิวทิวเขาของทุ่งนาขั้นบันไดที่เขตฮวงซูฟี (Hoang Su Phi)

การเดินทางไปจังหวัดห่าซางนั้น ถึงแม้ว่าไม่มีรถไฟไปถึง แต่ก็ไม่ได้เดินทางลำบากอย่างที่คิด เพราะถนนหนทางในปัจจุบันก็สามารถเดินทางไปได้สะดวก ซึ่งสามารถเดินทางไปด้วยรถยนต์หรือจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ก็ได้ นอกจากนี้ ถ้าหากว่านักท่องเที่ยวเดินทางจากเมืองฮานอยจะไปที่ห่าซาง เขาก็มีรถบัสประจำทางไว้บริการ หรือจะจ้างรถนำเที่ยวก็สะดวกไปอีกแบบ

จังหวัดห่าซาง อยู่ห่างจากเมืองฮานอยขึ้นไปทางเหนือราว 300 กิโลเมตร ซึ่งระยะทางอาจจะดูไกลมาก และต้องใช้เวลาในการเดินทางค่อนข้างนาน แต่รับรองว่าทัศนียภาพที่สวยงามตลอดสองข้างทางนั้น จะทำให้เพลิดเพลินจนลืมเรื่องเวลาไปเลย

เขตฮวงซูฟี (Hoang Su Phi) คือเขตที่มีทัศนียภาพสวยงามมากแห่งหนึ่งของจังหวัดนี้ ด้วยเอกลักษณ์ของการทำนาขั้นบันได ที่เกิดจากการดัดแปลงพื้นที่ทำกิน จึงทำให้เกิดเป็นภาพทิวทัศน์ที่สวยงามมาก และถ้าหากจะเดินทางไปชมความสวยงามของทุ่งนาขั้นบันได ก็จะต้องไปที่หมู่บ้านทงเหวียน (Thong Nguyen) เพราะเป็นจุดชมวิวนาขั้นบันไดที่สวยที่สุด ซึ่งในช่วงของฤดูกาลทำนานั้น ความสวยงามในแต่ละช่วงก็จะสวยแปลกตาแตกต่างกันออกไป หากเป็นช่วงต้นฤดูที่อยู่ระหว่างการปักดำต้นกล้า ภาพของเงาน้ำในนาข้าวที่สะท้อนกับแสงแดด ก็ทำให้เกิดเป็นภาพเหมือนกระจกเงา หรือถ้าเป็นช่วงที่ต้นข้าวโตขึ้นมาอีกสักระยะ ก็จะเห็นเป็นทุ่งนาเขียวขจีทั้งภูเขา มองดูสวยงามสบายตามากเลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นช่วงที่จะชมนาขั้นบันไดแบบสวยที่สุด ก็ต้องเป็นช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. เพราะทั่วทั้งภูเขาจะกลายเป็นสีเหลืองทองของรวงข้าวก่อนจะเข้าฤดูเก็บเกี่ยว

แม่น้ำโล แม่น้ำสายสำคัญของชาวจังหวัดห่าซาง

 

ที่เขตฮวงซูฟี นอกจากจะได้ชมความสวยงามของทุ่งนาขั้นบันไดแล้ว ที่นี่ก็มีบริการที่พักแบบโฮมสเตย์รอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่หลายหลัง โดยเฉพาะที่หมู่บ้านหนามฮ่อง (Nam Hong) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าเย้าแดง ที่นี่นอกจากจะได้พักแบบใกล้ชิดธรรมชาติแล้ว หากไปตรงกับช่วงเทศกาลหรือประเพณีของชนเผ่าก็ถือว่าเป็นกำไร เพราะจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่แบบใกล้ชิดยิ่งขึ้น

จากเขตฮวงซูฟี หากเดินทางต่อขึ้นไปทางเหนือก็จะได้พบกับเมืองเล็กๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขา ที่นี่คือเขตตั่มเซิน (Tam Son) หรือที่ชาวเวียดนามเรียกกันชินปากก็คือ เขตก่วนบ่ะ (Quan Ba) นั่นเอง ซึ่งถนนบริเวณที่เชื่อมต่อระหว่างเขตฮวงซูฟีกับเขตก่วนบ่ะนั้น ได้รับการขนานนามว่าเป็นประตูสวรรค์ เพราะหลังจากที่ผ่านบริเวณนี้เข้าไปแล้ว เราจะได้เห็นทัศนียภาพที่สวยงามตลอดทาง นอกจากนี้ที่เขตก่วนบ่ะก็มีจุดชมวิวสำหรับนักท่องเที่ยว ที่จะทำให้สามารถมองเห็นความสวยงามของเขตนี้ได้แบบพาโนรามา ซึ่งจะมองเห็นหมู่บ้านที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขา มองเห็นสีสันของหลังคาบ้านตัดสลับกับไร่นาและแปลงผักของชาวบ้าน นอกจากนี้เราก็สามารถมองเห็นแลนด์มาร์กของเขตก่วนบ่ะได้อย่างชัดเจน ซึ่งแลนด์มาร์กที่ว่านี้ก็คือ หนุยโด่ย(Nui Doi) หรือภูเขาอกนางฟ้า

หมู่บ้านหนำดำ (Nam Dam) คือหนึ่งในหมู่บ้านของเขตก่วนบ่ะ ที่นี่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลให้พัฒนาขึ้นเป็นหมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ มีโฮมสเตย์บริการนักท่องเที่ยว มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบไม่แพ้โรงแรมในเมืองเลย ไม่ว่าจะเป็น ที่นอน ห้องน้ำ สัญญาณอินเทอร์เน็ต เรียกได้ว่ามาพักที่นี่สบายใจไร้ความกังวลแน่นอน และที่มากไปกว่านั้นก็คือ การที่มีโอกาสได้เรียนรู้วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้ ชาวบ้านที่นี่เป็นชาวเขาเผ่าเย้า แต่เป็นกลุ่มเย้าอาวหญ่าย ที่ยังคงดำเนินชีวิตบนความสงบ เรียบง่าย ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเวลาที่มาเยือน

เรื่องราวความน่าสนใจของจังหวัดห่าซาง ไม่ได้มีเพียงแค่ความสวยงามของทุ่งนาขั้นบันได หรือวิถีชีวิตของชนเผ่ากลุ่มต่างๆ เท่านั้น แต่ยังคงมีความน่าสนใจอีกมากมาย ที่รอให้เราเดินทางไปสัมผัส แต่ก่อนออกเดินทางหากอยากเห็นภาพของจริงจากที่เล่ามาข้างต้นนั้น ก็สามารถชมได้ทางรายการโลก 360 องศา วันเสาร์นี้ ทางททบ.5 เวลา 21.20น. โดยประมาณ และสามารถติดตามเรื่องราวความน่าสนใจของจังหวัดห่าซางได้อีกในโพสต์ทูเดย์ฉบับต่อๆไป

เครื่องแต่งกายของชาวเขาเผ่าเย้าแดงเกิดจากฝีมือปักผ้าของตัวเอง

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/418544

Travel Update

โดย…กาญจนา

โรแมนซ์คูณสองที่ สันติบุรี สมุย

ชวนมาพักผ่อนในวันสบายๆ ที่ สันติบุรี บีช รีสอร์ทแอนด์ สปา สมุย พร้อมสิทธิพิเศษกับแพ็กเกจRomance Romance แพ็กเกจ 3 วัน 2 คืน ในห้องพักแบบ Spa Pool villa พร้อมรถรับ-ส่งจากสนามบิน ฟรีสปาร์คกลิ้ง ไวน์ 1 ขวด ฟรีนวดสปาท่านละ 1 ชม. และอาหารค่ำใต้แสงเทียนริมชายหาด ทางรีสอร์ทยังมีบริการพิเศษ อาทิ บริการบัทเลอร์ส่วนตัว ของว่างริมชายหาด เซ็ทชายามบ่ายที่เลานจ์กีฬาทางน้ำ เทนนิส ฟิตเนส และส่วนลด 25% ที่สนามกอล์ฟสันติบุรี ราคาเริ่มต้น 76,600 บาท ถ้วน เข้าพักได้ตั้งแต่ 10ก.พ.-30 เม.ย. 2559 สอบถามโทร. 077-425-031-8 หรือ www.santiburisamui.com

 

บุรีรัมย์ คาสเซิล แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของอีสาน

บริษัท ศิวะ บาร์ณา  โดยนายเนวินชิดชอบ สร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในบุรีรัมย์ กับ บุรีรัมย์ คาสเซิล คอมมูนิตี้มอลล์ใหม่ล่าสุด ตั้งอยู่ระหว่างสนามฟุตบอลไอโมบายสเตเดี้ยมและสนามแข่งรถ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต โดยอิงรูปแบบจากหมู่บ้านรอบปราสาทหินในอดีต เป็นทั้งแหล่งพบปะสังสรรค์ของแฟนกีฬาฟุตบอล ศูนย์รวมของร้านอาหารชื่อดังร้านขายสินค้า ร้านขายของที่ระลึก ร้านบริการด้านสุขภาพ สปา ลานกิจกรรม พื้นที่จัดงานอีเวนต์ สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะพร้อมเส้นทางวิ่งออกกำลังกาย จึงกลายเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวบุรีรัมย์

 

ตรีสรา ภูเก็ต รับรางวัลรีสอร์ทยอดเยี่ยมระดับโลก

ตรีสรา ภูเก็ต เป็นรีสอร์ทติดชายหาดเพียงแห่งเดียวของประเทศไทยที่บรรณาธิการนิตยสาร กองเด นาสต์ ทราเวลเลอร์ คัดเลือกและมอบรางวัล Condé Nast Traveller Gold List 2016 ให้เป็นโรงแรมยอดเยี่ยมของโลกปี 2559 โดยรีสอร์ทอยู่บนพื้นที่ 40 ไร่ ประกอบด้วยวิลล่า 39 หลัง พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว

นอกจากนี้ ผลสำรวจผู้อ่านนิตยสารกัลลิแวนเทอร์ ไกด์ (Gallivanter’s Guide) ยังลงความเห็นให้เป็นรีสอร์ทสำหรับการพักผ่อนยอดเยี่ยมระดับโลก และได้รับรางวัล Travellers’ Choice Award โรงแรมหรูที่สุดอันดับ 1 ของประเทศไทย ประจำปี 2559 จากเว็บไซต์ทริปแอดไวเซอร์ ทั้งนี้รีสอร์ทได้รับการยอมรับมาโดยตลอดตั้งแต่การเปิดตัวในปี 2547 กระทั่งปัจจุบัน

 

แคนทารี กบินทร์บุรี ชวนออกรอบพร้อมที่พัก

โรงแรมแคนทารี กบินทร์บุรี ชวนนักกอล์ฟออกรอบกับแพ็กเกจกอล์ฟใน 2 สนาม ได้แก่ สนามกอล์ฟกบินทร์บุรีสปอร์ตคลับ สนามกอล์ฟที่ยาวที่สุดในไทย และสนามฮิลล์ไซด์คันทรีโฮม กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท ท่ามกลางธรรมชาติใกล้เขาใหญ่ ราคาคนละ 2,300 บาท (วันจันทร์-พฤหัสบดี) และ 3,450 บาท (เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) รวมห้องพัก 1 คืน พร้อมอาหารเช้าและค่ากรีนฟี 18 หลุม 2 รอบ ตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค. 2559 สำรองที่พักก่อนออกรอบ โทร. 037-282-699, 037-203-193 เว็บไซต์ www.kantarycollection.com

 

สิงคโปร์จัดอีเวนต์พิเศษตลอด มี.ค.

หากคุณกำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวสักแห่ง ประเทศสิงคโปร์เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะในปีนี้สิงคโปร์จัดเต็มด้วยกิจกรรมในแต่ละเดือน อย่างเดือน มี.ค. มีอีเวนต์เด่นๆ เช่น งานสิงห์แจ๊ส เฟสติวัล (SingJazz Festival) งานนี้เป็นที่นิยมของคอดนตรีแจ๊สจนกลับมาจัดอีกครั้งเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน มีขึ้นวันที่ 4-6 มี.ค. 2559 ที่มารีน่า เบย์ แซนส์ งานต่อมา ไอไลท์มาริน่า เบย์ (iLight Marina Bay) อ่าวมาริน่าจะถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟของศิลปินจากหลากหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น อเมริกา และเยอรมนี จัดวันที่ 4-27 มี.ค. 2559 ที่ มารีน่า เบย์ วอเตอร์ฟร้อนท์ และงานสิงคโปร์ ดีไซน์ วีค (Singapore Design Week) งานนี้จะทำให้คุณมองประเทศสิงคโปร์ผ่านศิลปะและการคิดนอกกรอบ ถ้าคุณหลงใหลงานดีไซน์แปลกใหม่ ห้ามพลาดงานนี้เด็ดขาด วันที่ 8-20 มี.ค. 2559 ที่ศูนย์การออกแบบแห่งชาติ (National Design Centre) ดูข้อมูลเพิ่มเติมทาง www.yoursingapore.com

 

ห้างใหญ่เมียนมารับชำระสินค้าด้วยบัตรวีซ่า

นักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างชาติ รวมถึงผู้ถือบัตรวีซ่าที่อาศัยอยู่ในประเทศเมียนมาสามารถใช้บัตรวีซ่าชำระเงินที่แคปปิตอล ไฮเปอร์มาร์ท (Capital Hypermart) จำนวน 7 สาขา และร้านสะดวกซื้อ แกร็บแอนโก (Grab & Go) ในอนาคตกว่า 93 สาขาทั่วประเทศ บัตรวีซ่าที่รับรวมถึงบัตรเครดิต บัตรเดบิต และบัตรพรีเพด ที่ออกโดยธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างประเทศ ทั้งนี้กฎของธนาคารแห่งชาติประเทศเมียนมาอนุญาตให้ใช้บัตรวีซ่าที่ออกโดยธนาคารเมียนมาในต่างประเทศเท่านั้นวีซ่าเป็นบริษัทผู้ให้บริการด้านเครือข่ายการชำระเงินระดับโลกเจ้าแรกที่เปิดสำนักงานในเมียนมา ปัจจุบันมีจุดรับบัตร point-of-sale (POS) กว่า 2,300 จุด และตู้เอทีเอ็มที่รับบัตรวีซ่า 1,400 แห่ง

 

เดอะกุ่ย ปั่นลุยโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/418543

เดอะกุ่ย ปั่นลุยโลก

โดย…รอนแรม ภาพ… เดอะกุ่ย, Photos courtesy of Snow Bike Festival – GSTAAD / Zoon Cronje

เด็กชายที่เกลียดการปั่นจักรยาน กลับโตมาเป็น เดอะกุ่ย – ยุทธพงษ์ ชัชวาลวรรณ นักปั่นชุดสีชมพูที่คว้าชัยมาหลายสนาม ปั่นมาแล้วทั่วไทย และเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในเอเชียเข้าร่วมการแข่งขัน สโนว์ ไบค์ เฟสติวัล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เด็กชายกุ่ย

การแข่งขันแรกของเดอะกุ่ยเริ่มเมื่ออายุ 10 ขวบ เมื่อพ่อบังคับให้ลงแข่งทำให้เด็กน้อยปฏิเสธไม่ได้ และสิ่งที่ได้กลับมาคือ ประสบการณ์ล้มไม่เป็นท่าจนรู้สึกขยาด แต่ก็ต้องจำใจอีกไม่รู้กี่หน จนกระทั่งเขาเข้ามาเรียนปริญญาตรีที่กรุงเทพฯ จึงไม่ได้ลงแข่งอีกเลย

“ตอนเด็กๆ ผมขี่จักรยานไม่ใช่เพราะความชอบ โตมาเพิ่งชอบตอนได้เข้ากรุงเทพฯ เพราะกรุงเทพฯ รถติด ขึ้นรถไฟฟ้าก็ไม่เร็วเท่าจักรยาน เลยเริ่มเห็นคุณค่าจักรยานในเมืองกรุง ประกอบกับที่บ้าน (สุไหงโก-ลก) ขายจักรยานอยู่แล้ว พี่สาวก็ทำธุรกิจจักรยาน ผมเลยเริ่มสุงสิงกับมัน จากนั้นก็เริ่มหาโปรแกรมลงแข่งด้วยตัวเอง โดยที่เราไม่ได้จริงจังกับมันว่าต้องได้รางวัลหรืออะไร แต่อยากไปเจอเพื่อนๆ มากกว่า”

 

เอกลักษณ์ชุดสีชมพูเขาเริ่มใส่ตอนที่นำจักรยานลุยหิมะ หรือ Fat Bike ออกมาปั่นในงานขึ้นดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งโดยปกติงานนี้นักปั่นทุกคนจะทำจักรยานให้เบาที่สุด แต่เขากลับพาจักรยานล้อโตขึ้นเขา “เพราะเราถอดใจช้ากว่าคนอื่น” เขาเผยเคล็ดลับหลังเส้นชัย “ผมถูกฝึกความทนทานมาตั้งแต่เด็กที่ไม่ว่าจะเหนื่อยขนาดไหนก็ต้องไปให้ถึงเส้นชัย จริงๆ แล้วเวลาอยู่บนสนามทุกคนเหนื่อยเหมือนกันหมด แต่แค่ถอดใจช้ากว่าคนอื่นก็ทำให้เราถึงเส้นชัยเร็วกว่า”

กุ่ยใช้จักรยานล้อโตปั่นไปทุกที่ทั้งทางเรียบ ทางดิน ทางหิน ซึ่งโดยทั่วไปจักรยานประเภทนี้เหมาะแก่การปั่นบนพื้นหิมะ หรือทะเลทราย แต่เพราะอยากท้าทายตัวเองมากกว่าเขาจึงเลือกใช้ “ก่อนหน้านั้นผมเคยใช้รถเบาๆ ขึ้นดอยอินทนนท์มาแล้ว คราวนี้ถ้าใช้รถแบบเดิมอีกก็ไม่รู้จะปั่นทำไม เลยหาอะไรสนุกๆ ทำดีกว่า ซึ่งปรากฏว่าผมขึ้นถึงยอดดอยโดยที่ไม่ลงเข็นรถเลย คนเลยพูดถึงเยอะมาก กระแสไปเร็วแบบปากต่อปาก หลังจากนั้นผมก็ใช้รถประเภทนี้ตลอด ทำให้ทั้งชุดทั้งจักรยานกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว”

 

พ่อของเขาไม่แปลกใจว่าทำไมลูกชายถึงคว้าชัยได้มากมาย แต่น่าประหลาดใจมากกว่าเพราะเขาไม่ซ้อมแต่ชนะ เรื่องนี้กุ่ยตอบว่า เป็นเพราะเขาไม่อยากหมกมุ่นกับจักรยานมากเกินไป แต่เลือกที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการวิ่ง ว่ายน้ำ เข้าฟิตเนส และปั่นจักรยานบ้างให้ตัวเองมีความสุขมากกว่า

“ถ้าผมตั้งใจจะไปเอารางวัล ผมคงไม่เลือกใช้ เลือกประเภทนี้ ผมอยากจะสร้างสีสันให้สนาม ถ้าไม่ได้รางวัลก็ไม่เสียดาย” เขายังกล่าวว่าตัวเองไม่ใช่นักปั่นที่อยากอยู่กับจักรยานตลอดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเสพติดที่จะทำให้เขาไม่สนุกกับมันอีกต่อไป

 

พิงค์แพนเตอร์

กุ่ยเข้าร่วมงานจักรยานทุกทิศทั่วไทยทั้ง บึงกาฬ เลย เชียงราย เชียงใหม่ ปัตตานี หาดใหญ่ หัวหิน และอีกมากมาย กระทั่งการแข่งขันที่เหมาะกับจักรยานล้อโตก็มาถึง เขาได้เข้าร่วมการแข่งขัน สโนว์ ไบค์ เฟสติวัล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ ม.ค.ที่ผ่านมา

คราวนั้นเขาซ้อมและฟิตร่างกายตลอด 1 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นการซ้อมที่จริงจังที่สุดในชีวิต นั่นเพราะไม่อยากเสียโอกาสในฐานะที่เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในเอเชียจากผู้แข่งขัน 18 ประเทศทั้งสิ้น 73 คน การแข่งขันต้องสะสมคะแนน 4 สเตจ ทุกวันต้องปั่นบนพื้นหิมะในอุณหภูมิติดลบ 17 องศา ผลสรุปว่าชื่อของเขาอยู่ในอันดับที่ 40 แต่ได้ขึ้นไปรับรางวัลบนเวที เพราะชื่อเดอะกุ่ยถูกประกาศให้เป็น “นักปั่นสร้างสีสันและสร้างแบรนด์ยอดเยี่ยม” ชื่อเดอะกุ่ยและประเทศไทยจึงถูกประกาศให้คนทั่วโลกรู้จักในแง่มุมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และชาวต่างชาติต่างรู้จักเขาในชื่อ พิงค์แพนเตอร์ไทยแลนด์

 

“จักรยานไม่ได้ทำให้ผมพบโลกกว้าง แต่จักรยานทำให้พบมิตรภาพที่ดี ผมเจอคนดีๆ เยอะมากในแต่ละที่ พบรอยยิ้มที่มาจากเพื่อนร่วมทาง และแต่ละคนก็สร้างความสัมพันธ์ให้เรารู้จักกันไปเรื่อยๆ”

เขายังมองว่าจักรยานเป็นการผ่อนคลายรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเทียบได้กับการเล่นกีตาร์หรือร้องเพลงในห้องน้ำ แต่ทั้งนี้เวลาลงแข่งกลับรู้สึกต่างออกไป เพราะเวลานั้น “มันไม่ใช่ความสุข” เขากล่าว “แต่คือการวางเป้าหมายให้การปั่น ผมใช้จักรยานเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ใช้มันเพื่อสร้างประวัติศาสตร์และตำนาน ไม่ใช่ว่าปั่นเพื่อออกกำลังกาย”

 

โลกของเดอะกุ่ย

ถามเขาว่าถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร คำตอบของเขาลงลึกไปถึงปัจเจกที่อยู่บนโลกในนั้น “ผมอยากให้ทุกคนบนโลกตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป ทำให้ตัวเองแทบไม่มีภาระ แล้ววันหนึ่งที่จากโลกใบนี้ไปจะไม่เสียดาย และเมื่อทุกคนมีความสันโดษ มันจะไม่มีปฏิสัมพันธ์อยากเอาเปรียบใคร จากนั้นทุกคนจะมีความสุข”

ติดตามเดอะกุ่ยได้ที่เฟซบุ๊กส่วนตัว Thekuii Bike Xds น่าเสียดายที่ตอนนี้เพิ่มเป็นเพื่อนไม่ได้แล้ว เพราะเฟซบุ๊กจำกัดให้มีเพื่อนได้แค่ 5,000 คน

 

ณัฐสิทธิ์ ธีรกุลวาณิช เที่ยวไปหาโรงเรียน (ให้ลูก)ไปที่เยอรมนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/417459

ณัฐสิทธิ์ ธีรกุลวาณิช เที่ยวไปหาโรงเรียน (ให้ลูก)ไปที่เยอรมนี

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ณัฐสิทธิ์ ธีรกุลวาณิช

จดลิสต์รายการไว้เป็นมั่นเหมาะ จะเดินทางไปไหนบ้าง แวะเมืองไหนบ้าง หากถึงเวลาจริงๆ แผนการเดินทางที่กำหนดไว้ก็ยกเลิกหมด เปลี่ยนเป็นทัวร์นกขมิ้นแบบค่ำไหนนอนนั่น ตัดสินใจวันต่อวัน คืนต่อคืน ณัฐสิทธิ์ ธีรกุลวาณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรท์ โซลูชั่น บริษัท ไร้ท์ รีแอคติเวชั่น ผู้ครองส่วนแบ่งตลาดถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) สูงสุดอันดับ 1 ของไทยเล่าให้ฟังถึงทริปการเดินทางกับครอบครัวครั้งล่าสุด

การเดินทางไปไหนของครอบครัวธีรกุลวาณิช ถ้าจะไปก็ไปกันเป็นทริปยาวๆ ถือเป็นจังหวะชีวิตแบบนานทีมีหน ชอบแม่น้ำ ชอบธรรมชาติ สถานที่ที่ไปเลือกให้สอดคล้องกับความสนใจของคนในครอบครัว โดยเฉพาะลูกชายคนเดียว น้องเอเคอร์ ที่ไปบ่อยคือญี่ปุ่น เนื่องจากภรรยาและลูกชอบ ธรรมชาติและความสวยงามเรียกได้ว่าเป็นนึ่งไม่มีสอง หากทริปล่าสุดไปเยอรมนี เป้าหมายคือการไปสำรวจสถานที่ศึกษาของน้องเอเคอร์

ทริปสำรวจโรงเรียนหนนี้ ประกอบด้วย คุณพ่อ-ณัฐสิทธิ์ คุณแม่-วชิรา ดาวมุกดา น้องเอเคอร์ และเลขาฯส่วนตัวที่เดินทางไปด้วยเพื่อทำหน้าที่ดูแลประสานงานการเดินทาง รวม 4 คน การเดินทางนาน 21 วัน จากกรุงเทพฯ ตะลุยยุโรป เช่ารถขับกันไป ค่ำไหนนอนนั่นถือเป็นประสบการณ์ใหม่ อะไรที่ไม่รู้ก็ต้องรู้ ประวัติศาสตร์ยุโรปของแต่ละเมืองที่ไป ได้น้องเอเคอร์ทำหน้าที่ค้นข้อมูลและเป็นมัคคุเทศก์บรรยายเอง

 

“ตัดสินใจเช่ารถแล้วตะลุยเองสนุกกว่า เดินทางไปถึงที่แรกคือแฟรงก์เฟิร์ต ก็ตัดสินใจกันเดี๋ยวนั้นเลย ที่จองโรงแรมไว้อะไรไว้ ยกเลิกหมด ก็เป็นอะไรที่ไม่คิดว่าจะทำ แต่ก็ทำ และไม่เสียใจที่ทำ”

น้องเอเคอร์ หรือ ด.ช.ธีธัช ธีรกุลวาณิช วัย 11 ขวบ ปัจจุบันเรียนหนังสือที่ โรงเรียนสวิสสกูล แบงค็อก ที่ซอยรามคำแหง 184 เอเคอร์ชอบไอซ์ฮอกกี้ ชอบเรียนภาษา ปัจจุบันเอเคอร์เรียนเกรด 6 ขึ้นเกรด 7 ซึ่งต้องเรียนทั้งภาษาอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส และจีน ปีต่อไปเพิ่มเรียนภาษาละติน สำหรับคุณพ่อแล้วภาษาคือประตูสู่โลกกว้าง ภาษาในอนาคตคือคีย์เวิร์ดสำหรับทุกสิ่ง ผู้หลักผู้ใหญ่สอนไว้คำหนึ่งก่อนทำการสิ่งใดต้องรู้เรารู้เขา จะรู้เขาก็ต้องรู้ภาษาของเขา รู้วัฒนธรรมของเขา บันไดก้าวแรกที่ต้องก้าว

“การเรียนรู้ภาษาให้คุณเสมอ สำหรับผมแล้วไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะโตขึ้นเป็นอะไรหรือทำงานอะไร แต่คาดหวังว่าสักวันหนึ่งหรือถึงวันหนึ่งถ้าเขาอยากจะอยู่หรือใช้ชีวิต ณ เสี้ยวไหนในโลกใบนี้ เขาสามารถอยู่ได้หมด” ณัฐสิทธิ์เล่า

 

คงในราวอีก 1-2 ปีที่น้องเอเคอร์จะเดินทางไปใช้ชีวิตและเรียนต่อชั้นไฮสกูลที่เยอรมนีคิดแล้วก็อีกไม่นานเลย ต้องรีบไปสำรวจและเลือกโรงเรียนที่ดีหรือเหมาะสมที่สุดสำหรับน้อง เลือกเยอรมนีเพราะ (คุณพ่อ) ชอบลักษณะนิสัยของคนเยอรมัน ชื่นชมในน้ำใจที่กว้างขวางและการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมเสมอกัน เดินทางไปครั้งนี้ยังไม่รีบสรุปว่าจะเลือกโรงเรียนที่ไหนอย่างไร สำรวจไปเที่ยวไปชิลๆ

เริ่มต้นที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ได้ชมจัตุรัสRoman Mountain ที่ใจกลางเมืองเก่า แล้วขึ้นไปชมวิวสูงที่เมนทาวเวอร์ (Main Tower) ลิฟต์สูงลิบ 650 ฟุต และตบท้ายวันด้วยถนนที่มีทุกสิ่งให้ช็อปปิ้งในเมืองใหญ่ (Shopping Street Zeil) ค้างคืนที่แฟรงก์เฟิร์ต 1 คืน จากนั้นขับรถไปที่เมืองวิสบาร์เด็น (Wiesbaden) ประทับใจมากในผู้คนและความเป็นอยู่ ตกลงใจค่อนข้างแน่ว่าเมืองนี้แหละน่าจะเหมาะสมที่สุด

“ประทับใจในความสงบ ความเป็นธรรมชาติ และวิถีเรียบๆ ง่ายๆ ของผู้คน เมืองสวย ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำไรน์ สงบและสวยงามมาก” ณัฐสิทธิ์เล่า

 

จากนั้นได้ขับรถต่อไปยัง Rudesheim เมืองแห่งไวน์ของเยอรมนี Rudesheim ถือเป็นเมืองมรดกโลกและเมืองริมฝั่งแม่น้ำไรน์ ได้พากันเดินเล่นบนถนน Drosselgasse ที่ยาวเพียง 144 เมตร แต่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เพราะเต็มไปด้วยดนตรีและคาเฟ่เก๋ๆ มากมาย จากนั้นไปต่อที่เมืองเล็กๆ ชื่อ Lorch ซึ่งมีไร่ไวน์เป็นขั้นบันไดที่สวยงาม ปิดท้ายด้วยเมือง Cochem ชมปราสาทอลังการ UNSEEN ของเยอรมนี ชื่อ Cochem Castle ค้างที่เมือง Cochem

ออกเดินทางไปยังเมือง Cologne เสน่ห์คือศิลปะที่สอดแทรกอยู่ในตึกและสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ตั้งแต่ยุคโรมันและยุคกลาง อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางในการจัดงานแสดงสินค้าต่างๆ ของเยอรมนี สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ Cologne Cathedral มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ซึ่งประกอบด้วยหอคอยคู่สูงขนาด 157 เมตร มีอายุ 632 ปี ถือเป็นหนึ่งในมหาวิหารที่มีความสำคัญต่อคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลก

“เราได้ชม Vibrant old town แหล่งของตึกเก่าในเมืองโคโลญจน์ ฉากด้านหลังของเมืองเป็นสะพาน Deutz and Hohenzollern และมหาวิหารในแบบโกธิกอีกมากมาย โคโลญจน์มีชื่อเสียงในเรื่องของโบสถ์ Romanesque churches มีโบสถ์สำคัญที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมันมากกว่า 12 แห่ง”

 

ไปต่อที่ Hannover ที่นี่เป็นเมืองที่เทศกาลแสดงสินค้าระดับโลกเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวตลอดปี มีสถานที่ที่น่าสนใจ เช่น สวนสไตล์ฝรั่งเศส Royal Gardens ก่อตั้งโดยผู้ปกครองเมืองฮันโนเวอร์ สวนทั้งหมดแบ่งเป็น Great Garden, Berggarten Garden, Geogengarten Garden และ Guelph Garden ทั้งหมดนี้รู้จักกันในนาม Herrenhausen gardens The New Town Hall ในย่านนี้จะมีทั้ง The Old Town Hall และ Marktkirche Church สวยงามมาก

จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่อีกหนึ่งเมืองสวยของอดีตเยอรมนีตะวันออก Potsdam ที่นี่มีพระราชวังซองส์ ซูซี (Sans Souci) ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ไร้กังวล เป็นที่ประทับฤดูร้อนของพระเจ้าเฟรเดอริกมหาราชแห่งปรัสเซีย และได้กลายเป็นมรดกโลกในปี 1990 ปัจจุบันมีผู้เยี่ยมชมมากกว่าปีละ 2 ล้านคนจากทั่วโลก ผู้ออกแบบคือ Georg Wenzeslaus Von Knobelsdorff ตามพระประสงค์ที่ต้องการที่พักผ่อนแสนสงบจากงานพิธีในกรุงเบอร์ลิน

เบอร์ลิน (Berlin) นี่คือหนึ่งในเมืองหลวงที่มีสีสันที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมกับศิลปะ และการเที่ยวในยามค่ำคืนที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งหนึ่ง สถานที่ที่น่าสนใจ เช่น Brandenburg Gate และ Memorial Church Brandenburg Gate สัญลักษณ์สำคัญจากอดีตที่ถูกสร้างขึ้นในเขตปลอดทหารถัดจากกำแพงเบอร์ลิน หลังทลายกำแพงเบอร์ลินแล้ว จึงได้อวดต่อสายตาชาวโลกอีกครั้งเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 1989

 

จากนั้นได้ไปค้างคืนที่ Heidelberg ชม Heidelberg Castle หนึ่งในปราสาทที่ดังที่สุดของยุโรป เดินเล่นรอบเมืองน่ารัก ชมสะพานกลางเมือง Old Town Old Bridge บนถนนสายโรแมนติก ค้างคืนที่นี่อย่างประทับใจ เช้าขึ้นเดินทางต่อไปยังเขตป่าดำที่สวยงาม สู่เมืองสปาที่มีชื่อเสียง (Baden-Baden) ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ตัวเมืองแวดล้อมด้วยป่าสวยงาม

มีเมืองเล็กๆ น่ารักชื่อ Gengenbach เมืองนี้ใช้เวลา 1 ชั่วโมงก็เก็บภาพได้ทั่ว แล้วไปจบทริปของวันที่เมือง Freiburg ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเส้นทางสายป่าดำแห่งลุ่มน้ำไรน์ ค้างคืนที่นี่ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะเดินทางไปต่อที่ Lake Constance ใกล้ชายแดนออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ นี่คือทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ได้ชมเกาะดอกไม้นานาพรรณที่สวยสดงดงาม จากนั้นไปเมืองมีเสน่ห์ Lindau

“เราได้ไปชม Gramisch-Partenkirchen ยอดเขาที่สูงที่สุดและดังที่สุดของเยอรมนี ก็ขึ้นเคเบิลไปยังยอดเขาที่ชื่อซุกสปิตซ์ (Zugspitze) สูง 2,962 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากบนยอดเขานี้เราจะได้เห็นมุม 360 องศาของภูเขา 400 ลูกในสี่ประเทศ”

 

จากนั้นเดินทางต่อด้วยรถไฟไปที่ Berchtesgaden เมืองที่มีเทือกเขาแอลป์โอบรอบด้าน และมีทะเลสาบ Konigssee อยู่ใจกลางเทือกเขา ทำให้มีแสงสะท้อนกลับไปมาน่าอัศจรรย์ พ่อแม่ลูกนั่งเรือไปชมโบสถ์ St.Bartholomae โบสถ์รูปหัวหอมสีแดง อันเป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของเยอรมนี

เช้าวันรุ่งขึ้นออกเดินทางไปเมือง Prien ขึ้นเรือข้ามทะเลสาบ Chiemsee ไปชมปราสาทวังที่ตกแต่งด้านในอย่างอลังการ Herrenchiemsee ปราสาทนี้มักไม่อยู่ในแผนการท่องเที่ยวโดยทั่วไป แต่เมื่อแวะมาชมต้องบอกว่าคุ้มค่า วันสุดท้ายตะลุยซื้อของฝากที่มิวนิกก่อนขึ้นเครื่องกลับไทย ปิดฉากทริปแห่งความทรงจำไม่รู้ลืม

“ทริปนี้ดีหมดทั้งอาหาร อากาศและผู้คน เป็นทริปสนุกแสนประทับใจ แถมเลือกโรงเรียนให้น้องเอเคอร์ได้ สุดยอด”

 

เที่ยวตรุษปีใหม่ สนุกสดใส ประทับใจไม่รู้ลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/417340

เที่ยวตรุษปีใหม่ สนุกสดใส ประทับใจไม่รู้ลืม

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

แม้ว่าทุกประเทศจะฉลองวันปีใหม่ตามสากล คือวันที่ 1 ม.ค. และก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมของการฉลองให้เป็นไปตามประเพณีดั้งเดิมในแบบฉบับของประเทศตนเองไว้ แต่สำหรับประเทศเวียดนามแล้ว การฉลองปีใหม่สากลอาจจะไม่คึกคักเท่ากับการฉลองขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งก็จะตรงกับวันตรุษจีนนั่นเอง โดยรูปแบบการจัดงานหรือพิธีกรรมนั้น ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ก็ยังคงมีความคล้ายคลึงกันกับวัฒนธรรมจีน

เต๊ด เหงียวน ด๋าน หรือเทศกาลเต๊ด แปลว่า เทศกาลต้อนรับแสงรุ่งอรุณของปีใหม่ ผู้คนในทุกพื้นที่ของประเทศจะให้ความสำคัญกับการเตรียมงานเฉลิมฉลอง ซึ่งบ้านเรือน อาคารต่างๆ ประดับประดาไปด้วยธงชาติ ตามท้องถนนก็เต็มไปด้วยป้ายคำกล่าวทักทายว่า “จุ๊ก หมึ่ง นัม เหมย”มีความหมายว่า สวัสดีปีใหม่ สีสันเหล่านี้เป็นเหมือนสัญญาณบอกให้ผู้ที่มาเยือนหรือนักท่องเที่ยวรู้ว่า เทศกาลฉลองวันปีใหม่ของชาวเวียดนามได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

บั๋นจึง ของไหว้ประจำเทศกาลเต๊ด

 

เมืองฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม เป็นอีกหนึ่งเมืองที่เราจะมีโอกาสได้สัมผัสการเฉลิมฉลองเทศกาลเต๊ดแบบยิ่งใหญ่ ซึ่งก่อนถึงวันขึ้นปีใหม่นั้น ผู้คนก็จะนิยมออกมาจับจ่ายซื้อข้าวของใหม่ๆ เตรียมไว้ โดยเฉพาะเสื้อผ้า ที่แต่ละร้านแน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่ตั้งใจมาซื้อชุดใหม่ รอต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ก่อนถึงวันเต๊ดมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมืองฮานอยดูมีสีสันแปลกตากว่าที่เคยเห็น นั่นคือ ผู้คนต่างพากันออกมาเลือกซื้อต้นไม้มงคลเพื่อนำไปประดับตกแต่งที่บ้าน ซึ่งตลาดดอกไม้ CHO HOA QUANG AN คือจุดศูนย์กลางของการซื้อขายต้นไม้ในช่วงเทศกาลเต๊ดนี้ มีดอกไม้ต้นไม้ให้เลือกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นไม้ที่ชาวเวียดนามนิยมออกมาหาซื้อ นั่นก็คือ ต้นดอกท้อ ซึ่งถ้าหากเป็นชาวเวียดนามทางเหนือก็จะนิยมดอกสีชมพู แต่ถ้าเป็นชาวเวียดนามทางใต้ก็จะนิยมดอกแอปริคอตที่เป็นสีเหลือง และต้นไม้อีกชนิดหนึ่งที่นิยมไม่แพ้กัน คือ ต้นส้มจี๊ด ซึ่งในช่วงนี้หากใครมีโอกาสมาเที่ยวที่เมืองฮานอยก็คงจะได้เห็นภาพของรถมอเตอร์ไซค์ซ้อนท้ายด้วยกระถางต้นไม้มงคล บางคันก็ซ้อนด้วยกระถางเล็กๆ ต้นไม้กิ่งเล็กๆ บางคันก็มากันแบบถอนรากถอนโคนต้นพุ่มใหญ่สวยงามเลยทีเดียว

ไหว้พระขอพรต้อนรับเช้าวันแรกของปี

 

นอกจากเสื้อผ้า เครื่องใช้ หรือต้นไม้มงคลแล้ว ในช่วงเทศกาลเต๊ด ยังมีของไหว้สำคัญที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือ บั๋นจึง หรือข้าวต้มมัดญวน จะมีลักษณะคล้ายๆ กับข้าวต้มมัดบ้านเรา แต่จะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ห่อด้วยใบที่คล้ายๆ กับใบตอง ภายในจะประกอบไปด้วยข้าวเหนียว ถั่วเหลือง และหมูสามชั้น โดยบั๋นจึงนั้นจะเป็นที่นิยมของชาวเวียดนามทางเหนือ แต่ถ้าเป็นของชาวเวียดนามทางใต้ จะเรียกว่า บั๋นเต๊ด ภายในมีส่วนประกอบเหมือนๆ กัน แตกต่างกันแค่ลักษณะ ที่บั๋นเต๊ดนั้นจะมีลักษณะเป็นทรงกลม

ในช่วงเทศกาลเต๊ดนั้น ทุกบริษัท สถานที่ราชการ ห้างร้านต่างๆ จะหยุดทำการเพื่อให้พนักงานได้เดินทางกลับภูมิลำเนาของตนเอง บางปีหยุดยาวติดต่อกันเป็นสัปดาห์ เพราะฉะนั้นคนเวียดนามเขาจึงต้องวางแผนและเตรียมตัวกันเพื่อต้อนรับเทศกาลเต๊ดนี้กันเป็นอย่างดี แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะเดินทางมาในช่วงเทศกาลเต๊ด ก็ไม่มีอะไรน่ากังวลอย่างที่คิด เพราะถึงแม้ว่าร้านค้าส่วนใหญ่จะปิดทำการ แต่โรงแรม ร้านอาหารบางแห่งยังเปิดรอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ อาจจะมีน้อยกว่าปกติไปสักหน่อย แถมราคาก็อาจจะถูกปรับเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลบ้าง แต่นั่นก็ถือว่าคุ้มค่าถ้าหากคุณมีโอกาสได้มาสัมผัสกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลเต๊ดของผู้คนที่นี่

ต้นดอกเหมย ต้นไม้มงคลของเทศกาลเต๊ด

 

เมื่อวันสุดท้ายของปีมาถึง ก็จะมีการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษ ของไหว้ที่ถูกเตรียมไว้จากการร่วมแรงร่วมมือของคนในครอบครัว ถูกจัดวางเป็นระเบียบสวยงาม และเมื่อพิธีไหว้เสร็จสิ้นลง ทุกคนในครอบครัวก็จะมารวมตัวกันรับประทานอาหาร ซึ่งช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงของการพบปะสมาชิกในครอบครัวและญาติ ซึ่งอาจจะทำงานกันอยู่คนละเมือง ก็ใช้โอกาสช่วงวันหยุดเทศกาลเต๊ดนี้ เป็นการรวมตัวกันอีกครั้ง

เมื่อใกล้ช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันสุดท้ายของปี ที่ทะเลสาบฮว่านเกี๊ยม ใจกลางเมืองฮานอย ผู้คนเริ่มทยอยออกมากันหาที่ปักหลักเพื่อนั่งชมสีสันจากพลุ ซึ่งจะถูกจุดขึ้นพร้อมกันนับร้อยนับพันนัดที่ใจกลางทะเลสาบ บางคนมากันเป็นครอบครัว บางคนมากันเป็นกลุ่มเพื่อน หรือบางคนก็มากันเป็นคู่ๆ ช่วงเวลาแห่งความสุขของพวกเขากำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง และเมื่อพลุนัดแรกจุดขึ้นบนท้องฟ้า นั่นคือสัญญาณบอกให้ทุกคนรู้ตรงกันว่า ได้เข้าสู่ปีใหม่แล้ว ทุกสายตาจับจ้องไปบนท้องฟ้าที่ตอนนี้เต็มไปด้วยสีจากพลุ เสียงที่ดังก้องไปทั่วเมืองฮานอยตอนนี้ คือเสียงของคำกล่าวทักทาย “จุ๊ก หมึ่ง นัม เหมย” ที่ดังไปทั่วทั้งเมือง

หลังจากค่ำคืนแห่งการต้อนรับปีใหม่ผ่านพ้นไป ในช่วงเช้าวันแรกของปี ผู้คนจะพากันออกมากราบไหว้บูชาเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพนับถือ โดยเฉพาะที่วัดหง็อกเซินและวัดเจินก๊วก ต่างก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ออกมาไหว้ขอพรรับปีใหม่ บางคนใส่ชุดอาวหญ่ายสีสันสดสวย ต้อนรับวันแรกของปี ซึ่งสีสันในช่วงเทศกาลเต๊ดของชาวเวียดนาม ถือเป็นอีกหนึ่งภาพความประทับใจ ถ้าหากใครอยากลองสัมผัสบรรยากาศแบบนี้อย่างใกล้ชิด คงต้องเปิดปฏิทินล่วงหน้า วางแผนรอไว้เตรียมตัวสู่เทศกาลเต๊ดปีต่อๆ ไปได้เลย แต่ถ้าหากรอมาสัมผัสด้วยตนเองดูจะนานเกินไป ก็สามารถชมภาพความประทับใจเหล่านี้ได้ทางรายการโลก 360 องศา ช่อง 5 วันเสาร์ที่ 20 ก.พ. 2559 เวลา 21.20 น. โดยประมาณ

ใส่ชุดอาวหญ่ายต้อนรับปีใหม่

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/417338

Travel Update

โดย…กาญจนา

สยามแอ็ทสยาม มอบส่วนลดงานไทยเที่ยวไทย

พบโปรโมชั่นสุดคุ้มในงาน ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 38วันที่ 3-6 มี.ค. 2559 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กับโปรโมชั่นจากสยามแอ็ทสยาม ดีไซน์โฮเต็ล พัทยา แพ็กเกจห้องพักแบบ Leisure Class ราคา 3,200บาท พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่านที่บูธ C356-C357 โซนพลาซ่า สอบถาม โทร. 038-930-600

 

แพ็กเกจตลอดปีที่ ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ

โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เสนอเซเลเบรชั่นแพ็กเกจสำหรับการเฉลิมเฉลอง ราคาเริ่มต้นที่ 12,300 บาท/คืนสำหรับห้องพักแบบพรีเมียร์ คลับ หรือเพรสทีจ คลับ จำนวน 2 คืนขึ้นไป พร้อมอาหารเช้า อาหารชุดมื้อค่ำ 5 รายการ สิทธิใช้ห้องพักถึงเวลา 14.00 น. บริการซักรีด2 ชิ้น/วัน สิทธิใช้บริการในคลับเลานจ์ และส่วนลด 15% สำหรับบริการสปา สำรองห้องพักตั้งแต่วันนี้-25 ธ.ค. 2559 สอบถามโทร. 02-687-9000

 

โทรจองด่วน เอสเคปให้ห้องพักราคาพิเศษ

โรงแรม เอสเคป หัวหิน และเขาใหญ่ ในเครือแสนสิริ โฮเทล คอลเลกชั่น ส่งโปรโมชั่นห้องพักราคาพิเศษเริ่มต้น 3,285 บาทถ้วน สำหรับห้องดีลักซ์ พร้อมอาหารเช้า และอาหารเย็นสำหรับ 2 ท่าน เฉพาะการจองโดยตรงกับ เอสเคป หัวหิน โทร. 032-653-456 และเอสเคป เขาใหญ่ โทร. 09-2823-2590 เข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.-30 ก.ย. 2559

 

พักวิลล่าหรู ครอสทู ปราณบุรี เลอเบย์บุรี

ครอสทู ปราณบุรี เลอเบย์บุรี ลักซ์ ชัวรี่แบรนด์สัญชาติไทยออกแพ็กเกจ ดิว่า ไดเวอร์ชั่น ให้สาวสุดชิกได้มาอิ่มเอมไปกับบรรยากาศและกิจกรรมตั้งแต่เช้าจรดค่ำเหมือนเป็นเซเลบในวันหยุดพักผ่อน ในบ้านพักสไตล์หรูหราจำนวน 4 หลัง หลังละ 4 ห้องนอน ราคาเริ่มต้นที่ 12,500 บาท/คืน/หลัง สำหรับการสำรองห้องพักโดยตรงกับรีสอร์ทเท่านั้น โทร. 032-630-636

 

ลูกค้า KTC เที่ยวสิงคโปร์พิเศษกว่าใคร

เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย ร่วมกับ บริษัท เวิลด์ เอ็กซ์พลอเรอร์ ออกโปรโมชั่น แพ็กเกจห้องพัก 3 วัน 2 คืนรับเทศกาลวาเลนไทน์ในประเทศสิงคโปร์ เมื่อพักโรงแรม Moon 23 Hotel พร้อมอาหารเช้า บริการรถรับ-ส่งสนามบิน และซิตี้ทัวร์ครึ่งวันในสิงคโปร์ ราคา 4,999 บาท/ท่าน สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีรับฟรีบัตรเข้าชมการ์เดนส์ บาย เดอะ เบย์ มูลค่า 500 บาท หรือแลกซื้อบัตรยูนิเวอร์แซลในราคา 1,000 บาท สำรองสิทธิได้ตั้งแต่วันนี้-31 มี.ค. 2559 สอบถามที่ KTC Phone โทร. 02-665-5000 หรือบริษัท เวิลด์ เอ็กซ์พลอเรอร์ โทร. 02-631-3448 กด 2

 

ไทยแอร์เอเชียเปิดเส้นทางสู่หลวงพระบาง

ไทยแอร์เอเชียเปิดเส้นทางบินใหม่ต้อนรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับเส้นทาง ดอนเมือง-หลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้บริการเที่ยวบินทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค.เป็นต้นไป ปัจจุบันกลุ่มสายการบินแอร์เอเชียมีเส้นทางบินในอาเซียนมากที่สุด จากประเทศไทยสู่ 7 ประเทศ 12 ปลายทาง รวม 15 เส้นทางในอาเซียน จองตั๋วได้วันนี้ทาง www.airasia.com

 

ท่องเที่ยวชุมชนกับ อพท.

อพท. (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)) จัดงาน ท่องเที่ยว ชุมชน ไปกับคน อพท. ประจำปี 2559 ในงาน ไทยเที่ยวไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 18 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 17-21 ก.พ. 2559 บูธเอ็ม 18-21 พบกับชุมชนท่องเที่ยวทั้งชุมชนบ้านไร่กองขิง จ.เชียงใหม่ ชุมชนชากแง้ว จ.ชลบุรี และชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว จ.ตราด โดยได้นำผลิตภัณฑ์ของดีของเด่นมานำเสนอศิลปะพื้นบ้านที่หาชมได้ยาก และยังมีโปรแกรมท่องเที่ยวชุมชนรูปแบบใหม่มาแนะนำอีกด้วย

 

การเดินทางของเธอและเธอ แวววรรณ-วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/417336

การเดินทางของเธอและเธอ แวววรรณ-วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์

โดย…รอนแรม ภาพ… แวววรรณ-วรรณแวว

สามปีที่ผ่านมา คู่แฝด แวววรรณ-วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์ เขียนหนังสือเล่มแรกเรื่อง Wish Us Luck ขอให้เราโชคดี เกี่ยวกับการเดินทางจากอังกฤษสู่บ้านเกิดด้วยรถไฟ จากนั้นเมื่อกลับมาเมืองไทยก็ไปอีกหลายที่และเขียนอีกหลายเล่ม อย่างล่าสุดเรื่อง ภูฏานเท่านั้น

เธอทั้งสองเกิดเวลาไล่เลี่ยกัน หน้าตาคล้ายกัน มีประสบการณ์ร่วมกัน และออกเดินทางด้วยกันบนสายสัมพันธ์ที่พิเศษกว่าใคร

หนังสือเดินทาง

โปรเจกต์ Wish Us Luck คือการบ้านสมัยเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ ภายใต้โจทย์ “อะไรก็ได้” นักศึกษาไทยสองคนจึงขอทำโปรเจกต์คู่เกี่ยวกับการเดินทางกลับบ้าน “เราได้อ่านหนังสือเรื่องดาวหางเหนือทางรถไฟ ของพี่ทรงกลด บางยี่ขัน ที่นั่งรถไฟจากจีนไปรัสเซียแล้วหมกมุ่นมาก รอแต่วันปิดเทอมจะได้นั่งรถไฟกลับบ้าน ไปๆ มาๆ ก็คุยกันว่า ทำไมไม่ทำเป็นโปรเจกต์ไปเลยจะได้ใช้เวลาในการรีเสิร์ชเพื่อสองผล คือได้ส่งงานอาจารย์ด้วย และจะได้ไปเที่ยวด้วย” วรรณแวว กล่าว

 

หลังจากเก็บข้อมูล ทั้งสองคนได้ค้นพบวิธีการเล่าเรื่องในแบบของตัวเอง นั่นคือการเผยตะเข็บให้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำ ซึ่งก็คือการเผยความสัมพันธ์ของฝาแฝด ทำให้การเดินทางจากลอนดอนสู่กรุงเทพฯ ระยะเวลา 30 วัน 9 ประเทศ ไม่ได้พูดถึงการท่องเที่ยวเท่าไรนัก แต่เน้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากกว่า

“ถ้าเราเรียนโทที่ไทยก็คงไม่คิดที่จะเดินทางด้วยรถไฟไปอังกฤษ” วรรณแวว เล่า “แต่เพราะเราไปเรียนที่อังกฤษ สถานที่ที่ไม่ใช่เซฟโซนของเราทำให้มีแรงฮึดให้กล้าทำ จุดสำคัญคือจุดหมายปลายทางมันคือ บ้าน ทำให้มีแรงกำลังใจที่จะเดินทาง ยิ่งเดินทางก็ยิ่งคุ้นเคยจากหนาวเปลี่ยนเป็นร้อนชื้น จากผมทองกลายเป็นผมดำ ไม่เหมือนกับจากบ้านไปอังกฤษที่ยิ่งเดินทางเราก็ยิ่งรู้สึกแปลกแยกไปเรื่อยๆ”

 

รถไฟเริ่มต้นที่สถานีลอนดอน ประเทศอังกฤษ สู่ฝรั่งเศส เข้าเยอรมนี ไปรัสเซีย ผ่านมองโกเลีย ตรงเข้าจีน สู่เวียดนาม จากนั้นนั่งรถเข้าลาว (เพราะไม่มีทางรถไฟ) แล้วค่อยต่อรถไฟเข้าไทยจนไปสิ้นสุดที่หัวลำโพง “ความรู้สึกระหว่างทางมันไม่เหมือนกับการเที่ยวแบบสองคืนสามวันที่ทุกอย่างจะสนุกไปจนถึงวันกลับ” แวววรรณ เริ่ม วรรณแวว เสริม “แต่ครั้งนั้นเป็นการเดินทางหนึ่งเดือนที่กราฟมันจะขึ้นๆ ลงๆ และวนเป็นลูป กระทั่งเดินไปถึงครึ่งทางที่มองโกเลีย เกิดเหตุการณ์ขึ้นแท็กซี่และคิดว่าต้องถูกโกงและก็เกิดขึ้นจริงๆ คนขับคิดราคาเพิ่มจากที่ตกลงกันไว้ เราสองคนไม่ยอมก็เถียงกันไปมาจนได้เงินทอน แต่พอลงจากรถเรายังไม่หยุด ยังรู้สึกโกรธ และยังบ่นๆๆ ทั้งที่เมื่อแปลงเป็นเงินไทยมันคือเงินแค่สิบเอ็ดบาท มันเลยเกิดเป็นเทิร์นนิ่งพอยต์ให้เรามามองตัวเองใหม่ ครึ่งหลังเราเลยปล่อยวางและคิดบวกมากขึ้น เวลาโดนโกงอีกก็ไม่เอาใจไปติดกับมันมาก ไม่ปล่อยให้อารมณ์ตรงนั้นมันติดไปกับเราด้วย”

ที่สุดแล้ว ทั้งคู่รู้สึกขอบคุณเหตุการณ์ร้ายๆ ที่ผ่านมา เพราะมันคือส่วนหนึ่งของความสุขที่ได้รับระหว่างทาง และแวววรรณยังกล่าวด้วยว่า มันคือทริปที่เขี่ยเส้นผมที่บังภูเขาออกไป เพราะก่อนหน้านั้นทั้งคู่
ไม่เคยเที่ยวแบบแบ็กแพ็กเกอร์ ผิดกับตอนนี้ที่กล้าไปเที่ยวไหนก็ได้

 

ล่าสุด แวววรรณเขียนหนังสือเรื่อง ภูฏานเท่านั้น เป็นทริปเที่ยวแบบทัวร์กับครอบครัว แต่เธอเลือกเฉพาะฉากเดินป่าซึ่งเป็นการชักชวนจากพ่อแม่

“จากการวิเคราะห์ส่วนตัว คิดว่ามันคือกิจกรรมที่ทำให้เขา (พ่อแม่) รู้สึกว่ายังแข็งแรง” แวววรรณ กล่าว “แต่มันก็คือผลที่เกิดขึ้นกับทุกคน ซึ่งก็เกิดขึ้นกับตัวเราด้วย เพราะปกติเราสองคนไม่ออกกำลังกาย ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แต่พอเดินไปถึงมันก็ทำให้รู้สึกว่าเราทำได้ ทั้งหมดใช้เวลา 3 วัน ครอบคลุมภูเขา 5 ลูก”

ส่วนคำว่า ภูฏานเท่านั้น เธอเลือกใช้คำนี้เพราะภูฏานเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยคำว่า เท่านั้น เช่น คนในประเทศนับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยานเท่านั้น เป็นประเทศที่วัดการพัฒนาประเทศจากความสุขของประชากรเท่านั้น ใช้วัตถุดิบออร์แกนิกเท่านั้น ถ้าจะนำบุหรี่เข้าประเทศต้องเสียภาษี 100% จากราคาบุหรี่เท่านั้น ต้องมีพื้นที่ป่า 60% ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น “ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็เพื่อความสุขของคนในประเทศเท่านั้นเอง” แวววรรณ สรุป

 

การเดินทาง การบำบัด

ถามถึงความหมายของการเดินทาง แวววรรณ อธิบายไว้ว่า “มันคือการบำบัดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะคนในวัยทำงานอย่างเรา ซึ่งการชาร์จแบตวิธีนี้ไม่ได้ทำให้หายเหนื่อยนะ เพราะเราก็ยังต้องไปตะลอนๆ อยู่ดี แต่มันคือการเทอราปีทางจิตใจ”

“หลังจากที่เรากลับจากทริปรถไฟ ก็เกิดแรงบันดาลใจให้ออกไปหาแลนด์สเคปที่ไม่ใช่ตึกรามบ้านช่อง หรือเราชอบเที่ยวธรรมชาติ?” เธอหันไปถาม “ก็เกี่ยว” วรรณแวว ตอบ “เวลาเหนื่อยๆ ก็เลยอยากออกไปเที่ยว ไปหาวิวสวยๆ ที่ไม่เหมือนปกติ”

นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเห็นพ้องกันว่า การเดินทางไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อชีวิต แต่เป็นสิ่งพิเศษที่เพิ่มเติมเข้ามา “ถ้าไม่มีเงินก็ยังไม่ต้องเที่ยวก็ได้ ในยุคนี้การท่องเที่ยวมันป๊อปมาก ซึ่งแตกต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่ทำงานหนัก เก็บเงิน แล้วค่อยไปเที่ยวตอนแก่ แต่ยุคนี้จะคิดแบบเวิร์กฮาร์ด เพลย์ฮาร์ดเดอร์ เราจะมีความสุขตอนนี้ ซึ่งมันไม่มีอันไหนถูกอันไหนผิด มันคือการดีไซน์ชีวิตตัวเองมากกว่า” วรรณแวว กล่าว

โลกของสาวแฝด

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่ง อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร ทั้งคู่ตอบในฐานะนักเดินทางว่า “เราเคยถามไกด์ภูฏานว่า ทำไมประเทศคุณต้องมีการจำกัดนักท่องเที่ยว เขาตอบว่า เพราะไม่อยากให้มีนักท่องเที่ยวมากกว่าคนในประเทศ จึงมีกฎที่ควบคุมให้เราเป็นแค่คนไปเยี่ยมเยือน ไม่ใช่ไปครอบครองพื้นที่ ดังนั้นเราอยากให้โลกมีการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายสถานที่ท่องเที่ยว”

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าโลกในอุดมคติที่ทั้งคู่ฝันไว้จะเป็นจริงหรือไม่ โลกใบนั้นจะมีวรรณแววและแวววรรณอยู่ด้วยกันแน่นอน แต่ตอนนี้ติดตามพวกเธอได้ที่เฟซบุ๊ก WW Hongvivatana