เที่ยวตะนาวศรี มีแต่ยิ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 14:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/413275

เที่ยวตะนาวศรี มีแต่ยิ้ม

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

พอเกริ่นชื่อ “ตะนาวศรี” ก็จะมีหลายคนที่พลันนึกไปถึงการเสียดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศ (มะริด ทวาย ตะนาวศรี) ซึ่งเวลาได้ผ่านพ้นไปกว่าสองร้อยปีแล้ว วันนี้เราไม่ได้มีการแย่งชิงดินแดนกันดังเช่นในอดีต จะคงเหลือก็แต่มิตรภาพและความร่วมมือของผู้คนทั้งสองประเทศ

ปัจจุบันประเทศเมียนมาได้เปิดเสรีให้กับการท่องเที่ยวมากขึ้น คนไทยเดินทางไปไหว้พระที่ย่างกุ้งและมัณฑะเลย์แทบจะไม่เว้นวัน ในขณะที่นักท่องเที่ยวขาลุยก็เดินทางไปค้นหาเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ ในเมียนมามากขึ้น ทำให้เรารู้จักเมียนมามากกว่าที่เราเคยรู้ และบางคนก็ได้เห็นเมียนมามากกว่าที่เคยเห็น และเราเชื่อว่าถ้าใครได้มีโอกาสไปเมียนมาตอนใต้ ก็จะยิ่งหลงรักเมียนมามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปยังเมียนมาตอนใต้ก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่บ้าง ทั้งเรื่องความสะดวกสบายของเส้นทาง ระยะเวลา และค่าใช้จ่าย แต่สำหรับนักเดินทางที่ชอบความท้าทายและอยากเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เราก็ขอแนะนำให้ลองเดินทางด้วยรถยนต์ผ่านชายแดนไทยเข้าสู่เมียนมา รับรองว่าทั้งสนุก ทั้งเพลิดเพลิน

เด็กนักเรียนที่ตะนาวศรี แจกยิ้มต้อนรับผู้มาเยือนอย่างจริงใจ

 

พื้นที่ที่น่าไปเที่ยวที่สุดของเมียนมาตอนนี้ ก็คงต้องยกให้ภูมิภาคตะนาวศรี (Tanintharyi Division) ซึ่งก็จะมีทั้งเมืองมะริด เมืองทวาย และเมืองตะนาวศรี ซึ่งการเดินทางไปยังภูมิภาคตะนาวศรีนั้น ก็สามารถเดินทางผ่านจุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี หรือจะเดินทางผ่านจุดผ่อนปรนพิเศษ ด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้หนังสือเดินทาง ใช้เพียงแค่บัตรประชาชนใบเดียวเท่านั้น

ภูมิภาคตะนาวศรีนั้นกว้างใหญ่มาก ทอดตัวจากเหนือลงใต้ ขนานไปกับทิวเขาตะนาวศรี และภาคตะวันตกจนถึงภาคใต้ตอนบนของประเทศไทย ซึ่งภูมิภาคนี้จะประกอบไปด้วย 10 เมือง มีทวาย (Dawei Township) เป็นเมืองเอก

เมืองตะนาวศรี (Tanintharyi Township) เป็นหนึ่งใน 10 เมืองของภูมิภาคตะนาวศรี แต่ด้วยความที่ชื่อเหมือนกัน คนส่วนใหญ่จึงมักจะสับสนระหว่างภูมิภาคตะนาวศรี และเมืองตะนาวศรี ซึ่งเมืองตะนาวศรีที่ว่านี้ ตั้งอยู่ห่างจากด่านสิงขรเพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยกิโลเมตรเท่านั้น แต่ด้วยสภาพถนนที่อยู่ในระหว่างปรับปรุง ก็จะต้องใช้เวลาเดินทางนานเป็นพิเศษ แต่ก็จะเป็นความยาวนานที่ยังหาความเพลิดเพลินได้จากบรรยากาศสองข้างทาง ซึ่งภาพสวนหมาก สวนปาล์ม ตลอดสองข้างทาง ก็พอจะให้เราเดาได้ในเบื้องต้นว่า วิถีชีวิตของคนที่นี่ มีความผูกพันกับอาชีพเพาะปลูกและเกษตรกรรมเป็นหลัก

สองสาวที่กำลังช่วยจัดเตรียมอาหารงานบุญ ส่งยิ้มหวานมาให้

 

ก่อนจะถึงเมืองตะนาวศรี เราจะผ่านหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งของเมียนมา แต่เมื่อจอดรถทักทายและพูดคุยกับผู้คนก็ทำให้เราเริ่มไม่มั่นใจว่าเราอยู่ประเทศไทยหรือเมียนมากันแน่ เพราะผู้คนที่นี่พูดไทยได้อย่างฉะฉาน สอบถามกันไปจึงได้ความว่า พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษคนไทยที่เข้าไปรบในเมียนมาและตกค้างอยู่ จนมีลูกหลานอย่างในปัจจุบัน

ชาวบ้านไทยสิงขร ยังคงสืบทอดภาษาพูด ภาษาเขียน ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมแบบไทยๆ แทบทุกอย่าง ยิ่งปัจจุบันนี้มีอินเทอร์เน็ต มีโทรศัพท์มือถือ และได้รับชมรายการโทรทัศน์จากประเทศไทย ก็ยิ่งมีความรู้จักมักคุ้นกันมากขึ้น ดังนั้น ถ้าจะเดินทางเข้ามาเที่ยวเมียนมาตอนใต้ ลองมาเริ่มต้นที่หมู่บ้านนี้ก่อน ก็จะทำให้คุณรู้สึกคุ้นเคยและอุ่นใจกับการเดินทางเที่ยวในเมียนมามากขึ้น

จากหมู่บ้านสิงขรอีก 100 กว่ากิโลเมตร ก็จะถึงเมืองตะนาวศรี ซึ่งวินาทีแรกที่เห็นก็อาจจะแปลกใจกับขนาดที่เล็ก และบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบสงบของเมือง ที่เรานึกภาพเอาไว้ว่าจะเป็นเมืองท่าสำคัญที่มีกิจกรรมการค้าวุ่นวายเต็มไปหมด

รอยยิ้มที่เป็นมิตรจากเด็กๆ

 

ซึ่งอันที่จริงแล้ว บทบาทของเมืองตะนาวศรีลดลงตั้งแต่ครั้งอดีตที่มีการพัฒนาท่าเรือขึ้นในเมืองมะริด แต่ถ้าลองค้นข้อมูลในอดีตกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก็จะทราบว่าเมืองนี้เคยมีบทบาทสำคัญมากในการขนสินค้ามาทางเรือ จากยุโรปและอินเดีย เพื่อส่งไปยังสยามประเทศ

แม้ว่าปัจจุบันเมืองตะนาวศรี จะเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีบทบาทสำคัญทางการค้าเหมือนในอดีต แต่เมืองนี้ก็ยังคงมีเสน่ห์ และมีความน่าสนใจไปอีกแบบ เพราะวิถีชีวิตที่ดูสงบ เรียบง่าย และความเป็นมิตรของผู้คน ถ่ายทอดผ่านรอยยิ้มและความเป็นกันเอง จะคอยสร้างความจดจำอันน่าประทับใจให้กับทุกผู้มาเยือน

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเมืองน่ารักเมืองนี้ คือทิวทัศน์ของแม่น้ำ ภูเขา และวัดวาอาราม ที่มีอยู่แทบทุกมุมของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ รวมทั้งสถานที่สำคัญอันเป็นแหล่งรวมความเชื่อและความศรัทธาของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็น เสาหลักเมือง หรือสระน้ำโบราณ

ยิ้มละไมกับเด็กต่างวัยที่ตะนาวศรี

 

ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจของเมืองนี้ก็ไม่ได้ดีนัก ผู้คนอยู่กันแบบพออยู่พอกิน ไม่ได้มีอุตสาหกรรมใหญ่โต และไม่ได้มีการแก่งแย่งแข่งขันทางเศรษฐกิจมากนัก ทำให้วัดและโรงเรียนยังคงเป็นศูนย์กลางของชุมชนได้ดังเดิม ผู้คนยังคงเข้าวัดไหว้พระ และเด็กๆ ก็ยังไม่มีสิ่งยั่วเย้าจากโลกภายนอกมากนัก เราจึงยังมีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มน่ารักของบรรดาเด็กน้อยไร้เดียงสาที่คอยแจกยิ้มต้อนรับผู้มาเยือนอย่างจริงใจ

ที่นี่ไม่มีร้านสะดวกซื้อ หรือห้างร้านทันสมัย ดังนั้นร้านน้ำชาจึงยังคงเป็นแหล่งนัดพบเพื่อพูดคุยของทุกคน ในขณะที่รายได้จากการค้าขายก็ยังคงกระจายอยู่ในท้องถิ่น โดยปราศจากการเบียดเบียนจากทุนนิยม

ชาวบ้านที่นี่มีมิตรไมตรีต่อผู้มาเยือนเสมอ แม้จะไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรต่อกัน และมีประวัติศาสตร์ที่เคยสู้รบกันระหว่างคนสองชาติ แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคหรือเป็นข้อจำกัดในการแสดงออกถึงมิตรภาพระหว่างกันเลย รอยยิ้มและแววตาที่เป็นมิตรสร้างสรรค์มิตรภาพระหว่างกันได้ แม้จะไม่สามารถสื่อสารถึงกันได้ด้วยภาษาพูด

หากใครอยากค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในเมียนมา ก็ต้องลองเปิดใจรับเมืองเล็กๆ น่ารักๆ อย่างตะนาวศรีไว้พิจารณาเป็นอีกหนึ่งทางเลือก รับรองว่าคุณจะหลงเสน่ห์ของเมืองที่ชื่อ “ตะนาวศรี” อย่างแน่นอน แต่ถ้าอยากจะเห็นภาพจริงก่อนละก็ ต้องติดตามทางรายการสารคดีโทรทัศน์ โลก 360 องศา ช่อง 5 วันเสาร์นี้ เวลา 21.20 น. โดยประมาณ

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 14:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/413272

Travel Update

โดย…กาญจนา

เทศกาลดอกบ๊วยมิโตะ จังหวัดอิบารากิ

จังหวัดอิบารากิ ชวนชาวไทยร่วมสัมผัสกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิด้วยเทศกาลชมดอกบ๊วยมิโตะ (Mito Plum Festival) ณ สวนไคราคุเอ็น (Kairakuen) และโคโดกัน (Kodokan) เมืองมิโตะ จังหวัดอิบารากิ เทศกาลดอกบ๊วยที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศญี่ปุ่น และสร้างประวัติศาสตร์จัดอย่างต่อเนื่องยาวนานครบรอบ 120 ปีในปีนี้ โดยเทศกาลเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ.-31 มี.ค. 2559 และในเวลาเดียวกันยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น เทศกาลเหล้าบ๊วย และการจัดไฟในสวนดอกบ๊วยยามค่ำคืน ชมรายละเอียดที่ www.mitokoumon.com

 

สิงคโปร์แอร์ไลน์สไปญี่ปุ่นแค่หมื่นต้นๆ

พลาดไม่ได้กับตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษจากสิงคโปร์แอร์ไลน์ส ไปยังสถานที่ที่คุณชื่นชอบทั่วโลก ได้แก่ ญี่ปุ่นราคาเริ่มต้น 1.09 หมื่นบาท ออสเตรเลีย1.6 หมื่นบาท นิวซีแลนด์ 2.91 หมื่นบาท ยุโรป 2.33 หมื่นบาท แอฟริกาใต้ 2.53 หมื่นบาท และอเมริกา 3.2 หมื่นบาท จองได้ตั้งแต่วันนี้-15 ก.พ. 2559 สำหรับเดินทางตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-31 ธ.ค. 2559 โดยการซื้อผ่านเว็บไซต์ singaporeair.com เท่านั้น

 

ลุฟท์ฮันซ่า เปิดเคาน์เตอร์ แฟมิลี่ เช็กอิน

สายการบินลุฟท์ฮันซ่าเปิดตัว แฟมิลี่เช็กอิน เคาน์เตอร์ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริการใหม่นี้ถูกออกแบบเพื่อการเดินทางที่น่าจดจำสำหรับเด็กๆ เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเดินทางไปถึงสนามบินจะมีจุดบริการ แฟมิลี่ เช็กอิน เคาน์เตอร์ ด้วยบันไดพิเศษให้เด็กรับบอร์ดิ้งพาสด้วยตัวเอง จากนั้นรับตุ๊กตาหมีเท็ดดี้ และมีเมนูอาหารสำหรับเด็กบนเครื่องบินนอกจากนี้สายการบินยังได้แบ่งปันเคล็ดลับการเดินทางกับเด็กๆ ไว้ที่ www.LH.com/Family หรือดาวน์โหลด Super JetFriends แอพพลิเคชั่นสำหรับเด็กของสายการบินลุฟท์ฮันซ่า

 

โรงแรมยูทุกแห่งลด 25%

เครือโรงแรมยู พร้อมใจมอบส่วนลด 25% ทั้งในไทย เวียดนาม และบาหลี กับโปรโมชั่น Ur Spring พร้อมรับวงเงิน 800 บาทต่อห้องต่อการเข้าพัก เพื่อรับประทานอาหารภายในโรงแรม สำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-30 มิ.ย. 2559 โรงแรมยูมีหลากหลายแห่ง ทั้งที่กรุงเทพฯ พัทยา กาญจนบุรี ภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ ซาปา (เวียดนาม) และเซมินยัก (บาหลี) จองได้ตั้งแต่วันที่ 1-29 ก.พ. 2559 ทางเว็บไซต์ www.uhotelsresorts.com หรืออีเมล reserve@uhotelsresorts.com ระบุโปรโมชั่นโค้ด USPR

 

อีสติน พัทยา มอบฮอตดีลสำหรับคนไทย

โรงแรมอีสติน พัทยา ชวนคุณมาพักผ่อนช่วงซัมเมอร์นี้กับโปรโมชั่นฮอตดีล ห้องพักราคาพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยโดยเฉพาะ เริ่มต้นคืนละ 1,899 บาทถ้วน สำหรับครอบครัวที่มีเด็กอายุน้อยกว่า 16 ปี สามารถพักรวมกับผู้ปกครองฟรี 1 คนต่อห้อง เข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.-30 เม.ย. 2559 จองได้ทันทีโทร. 038-427-120-9 หรืออีเมล rsvn@eastinpattaya.com

 

สตรีทฟู้ดไทยเก๋ไก๋กว่าเดิม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)จัดงาน Thailand Stylish Street Food Makeover 2016 – พลิกโฉมสตรีทฟู้ดเมืองไทยให้เก๋ไก๋กว่าเดิม ระหว่างวันที่26-28 ก.พ. 2559 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นครั้งแรกที่จะแปลงโฉมสตรีทฟู้ดหรืออาหารริมทางของประเทศไทยให้มีความแปลกใหม่ไฉไลกว่าเดิม โดยโครงการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปและนิสิตนักศึกษาเข้าประกวดผลงานออกแบบรถเข็นอาหารริมทางแบบสร้างสรรค์ ในเชิงพัฒนารูปลักษณ์ร้านค้าให้เหมาะกับการใช้งานและนำไอเดียนวัตกรรมมาปรับใช้ให้เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านอาหารในเชิงคุณภาพและภาพลักษณ์ให้เมืองไทยเป็น Street Food Destination ที่โดดเด่นกว่าชาติอื่นในโลก

 

เทศกาลบอลลูนนานาชาติเชียงใหม่

บริษัท ออล อะเบ้าท์อาร์ท ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติ ประเทศไทย ครั้งที่ 9 ในวันที่ 4-5 มี.ค. 2559 ณ มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ พบกับการแสดงของวงลานนาออร์เคสตร้าคู่กับบอลลูนยักษ์ ชิมอาหารจากโรงแรมและร้านอาหารชื่อดัง และสนุกสนานกับกิจกรรมเสริมทักษะตลอดวัน ราคาบัตรสำหรับผู้ใหญ่ 200 บาท เด็กนักเรียนอายุ 7-12 ขวบ 50 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบเข้างานฟรี จำหน่ายบัตรล่วงหน้าที่ริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ตทุกสาขา หรือซื้อบัตรหน้างานได้ทันที ติดตามข่าวสารได้ทาง www.thailandballoonfestival.com สอบถามโทร. 09-8750-1535

 

ภาณิศา อุดมเรืองเกียรติ เวทมนตร์นำทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 14:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/413271

ภาณิศา อุดมเรืองเกียรติ เวทมนตร์นำทาง

โดย…รอนแรม ภาพ… ภาณิศา อุดมเรืองเกียรติ

ความทรงจำในวัยเด็กเมื่อครั้งได้ท่องโลกจินตนาการในหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ ทำให้ นุ่น ไกอา (GAIA) – ภาณิศา อุดมเรืองเกียรติ เติบโตมาเป็นสาวช่างคิดช่างสร้างสรรค์และฝันอยากไปโลกเวทมนตร์ กระทั่งวันหนึ่งการเดินทางสู่ฮอกวอตส์เริ่มต้นขึ้น…

เปิดประตูฮอกวอตส์

นุ่นสมัครตัวเป็นแฟนคลับนิยายแฟนตาซีเรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์ ตั้งแต่เล่มแรก คุณแม่ของเธอซื้อมาให้อ่านแล้วเธอก็ติดมันมากเหมือนเด็กทั่วโลก จากนั้นเมื่อตัวหนังสือถูกทำเป็นภาพยนตร์ มันทำให้จินตนาการกลายเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งเมื่อถามถึงตัวละครสุดโปรด เธอกลับไม่เลือกตัวละครหลัก แต่กลับชอบ ด็อบบี้ เอลฟ์ประจำบ้านตระกูลมัลฟอย ที่ยกให้เรื่องความซื่อสัตย์และจงรักภักดี และศาสตราจารย์สเนป ที่ต้องยกให้เรื่องการมีรักแท้ “ตัวละครนี้สอนให้นุ่นไม่มองคนจากภายนอกจนกว่าจะสัมผัสจิตใจ” เธอกล่าวถึงสเนป

กระทั่งตอนนี้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ จบบริบูรณ์ไปแล้วทั้งหนังสือและภาพยนตร์ แต่ความชื่นชอบยังไม่จบตาม เธอบอกว่ามันเหมือนความตราตรึงใจในวัยเด็ก ที่แม้ว่าอายุจะมากขนาดไหนแต่เมื่อรื้อฟื้นความทรงจำมันก็ยังรู้สึกสนุกเหมือนอย่างตอนนั้นได้ตลอดเวลา

 

แฮร์รี่ พอตเตอร์ เกิดที่ลอนดอน ดังนั้นความฝันของเธอคือ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่สำหรับแฟนคลับวัยละอ่อนมันไกลเกินเอื้อม ทว่าก็ไม่ไกลเกินไป เมื่อยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวสวนสนุกแฮร์รี่ พอตเตอร์ (The Wizarding World of Harry Potter) สาวกอย่างเธอจึงสมใจรีบคว้าไม้กวาดตามไปทันที

ญี่ปุ่นครั้งแรก

“มันอลังการงานสร้างมาก เห็นแล้วน้ำตาปริ่ม เหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในนั้นจริงๆ เหมือนเรามีเวทมนตร์ผ่านเครื่องเล่นเจ๋งๆ พวกนั้น” นุ่นเล่าความรู้สึกเมื่อแรกพบโรงเรียนฮอกวอตส์ ภายในโซนยังมีห้องโถง ห้องทำงานของดัมเบิลดอร์ หมู่บ้านฮอกส์มี้ด ร้านฮันนีดุกส์ และร้านไม้กายสิทธิ์โอลลิแวนเดอร์

 

วันนั้นเธอไปรอสวนสนุกเปิดเหมือนกับหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นคนอื่นๆ แต่ที่ทำให้ตกใจคือ วินาทีที่ประตูเปิด ทุกคนวิ่งพุ่งตัวไปที่เครื่องเล่นที่อยากเล่น ซึ่งแน่นอนว่าเธอเองก็วิ่งเช่นกัน นุ่นคลุกตัวอยู่ในยูนิเวอร์แซลตั้งแต่ประตูเปิดจนเกือบปิด เล่นเครื่องเล่นในโซนแฮร์รี่หลายรอบและโซนอื่นๆอีกเกือบครบ ซึ่งหากใครได้ไปแล้วต้องอยู่จนฟ้ามืดเพื่อชมสวนสนุกตอนเปิดไฟ เมืองเวทมนตร์จะดูน่าหลงใหลเหมือนในภาพยนตร์

“การชื่นชอบนิยาย ชอบตัวละคร ซื้อของสะสม มันเป็นคุณค่าทางจิตใจ นุ่นคิดว่าอะไรที่ทำให้มีความสุขแล้วมันไม่เดือดร้อนตัวเอง ไม่รบกวนคนอื่น ก็ทำไปเถอะ บางครั้งการชอบอะไรสักอย่างแบบบ้าคลั่ง มันอาจเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตก็ได้ อย่างตัวนุ่น นุ่นยังอยากมีชีวิตอยู่ เพราะยังไม่ไปลอนดอน”

 

เมื่อถามถึงประเทศญี่ปุ่น เธอชอบประเทศนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะความน่ารักของคน ระเบียบวินัยในสังคมและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานเสิร์ฟ พนักงานในสวนสนุก ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่จนทำให้รู้สึกว่างานนั้นมันมีคุณค่ามาก

การไปเยือนฮอกวอตส์ครั้งนั้นยังเป็นครั้งแรกที่เธอไปเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งในปีนี้จะมีครั้งที่สองตามมา นุ่นในอายุ 20 ปีจะกลับไปหาเพื่อนๆ ในโรงเรียนเวทมนตร์เพื่อย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ส่วนลอนดอนเธอเก็บไว้เป็นเป้าหมายในชีวิตโดยตอนนี้อยู่ในช่วงเก็บหอมรอมริบไปเรื่อยๆ

 

ชีวิตจริง

เมื่อพูดถึงเรื่องออมเงิน นุ่นเริ่มหารายได้ด้วยตัวเองตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมต้น ด้วยการขายเสื้อผ้ามือสองที่ตลาดนัดจตุจักร รับจ้างเต้น ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการเรียน ขณะนี้เธอเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะดิจิตอลอาร์ต สาขาคอมพิวเตอร์อาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต แต่เมื่อเทียบอายุกับเพื่อนร่วมรุ่นถือว่าเรียนช้าไป 1 ปี

เธอเล่าว่า ช่วงที่เรียนจบมัธยมได้ตัดสินใจไปทำในสิ่งที่ตัวเองรักและค้นหาตัวเอง 1 ปี ซึ่งตรงกับช่วงที่สร้างวงไกอาและเป็นจังหวะเดียวกับที่เธอค้นพบว่าสิ่งที่ชอบที่สุดคือ งานศิลปะ ทั้งการวาดรูป การทำแอนิเมชั่น และการทำภาพยนตร์

 

“นุ่นคิดว่าการเรียนมหาวิทยาลัยเราต้องเลือกดีๆ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่จะไปสู่อนาคต ถ้าเราเลือกพลาดมันจะเสียเวลาเริ่มต้นใหม่” เธอกล่าว ดังนั้นเวลาที่เสียไป 1 ปีไม่ได้เสียเปล่า เพราะทุกวันเธอสนุกกับการเรียนมีความรู้ด้านการทำแอนิเมชั่นติดตัว และยังได้ร้องเพลง เต้นเล่นดนตรีที่ชอบไปพร้อมๆ กัน

โลกของนุ่น

ถามเธอว่าถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร นุ่นบอกอยากให้โลกนั้นยังอยู่ในธรรมชาติ เพราะทุกวันนี้สิ่งที่มนุษย์ทำมันรบกวนโลก ถ้าเป็นไปได้อยากย้อนกลับไปในยุคที่คนกับธรรมชาติอยู่ด้วยกัน มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว มันน่าจะเป็นโลกที่มีความสุขทั้งคนทั้งธรรมชาติ ถามเธอกลับว่า แล้วไม่อยากให้โลกในฝันมีเวทมนตร์หรือ นุ่นหัวเราะร่วนก่อนตอบ “มันดูเป็นไปไม่ได้ แต่ในจินตนาการของนุ่นมันเป็นแบบนั้น และมันเป็นโลกที่สนุกมากๆ”

 

ต่างฤดูกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 12:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/412042

ต่างฤดูกาล

Benjakiti Park in different season, Bangkok, Thailand Siri

คอลัมน์ลู้ปส์ส่งกันมาได้ที่เดิมเลยครับสำหรับคนทีชื่นชอบการถ่ายภาพจากแอพมือถือเท่ๆ หรือถ่ายภาพสวยๆ แนวๆอาร์ตๆ ฮิปๆ พอสวยๆ สัก 5-10 รูป ฝากเขียนชื่อตรงSubject นิดนึงว่า Loops ส่งมาอวดกันได้ที่อีเมลอาจารย์เลยนะครับ (bambi5789@gmail.com) ถ้าได้อะไรที่มันฮิปๆแบบ Bike Diary ยิ่งดีเลยครับอย่าลืมส่งรูปมาอวดกันล่ะ… เฝ้ารออยู่นะฮะ

 

 

 

 

 

 

 

‘กัมปอต’ สโลว์ไลฟ์แห่งกัมพูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 12:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/412026

‘กัมปอต’ สโลว์ไลฟ์แห่งกัมพูชา

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วรศักดิ์ จรุงรัตนาพงศ์

ถ้าไม่ใช่นครวัดนครธม บางคนอาจนึกไม่ออกว่ากัมพูชามีอะไร แต่สำหรับคนที่ไปกัมพูชาบ่อยครั้งจนสามารถออกพ็อกเกตบุ๊กได้ 2 เล่มอย่าง นายนกฮูก-วรศักดิ์ จรุงรัตนาพงศ์ เจ้าของเพจเฟซบุ๊กท่องโลกกับนายนกฮูก (www.facebook.com/NaiNokHook) และผู้เขียนหนังสือเรื่อง Amazing Asian กัมพูชา และเล่มล่าสุด มนตรากัมพูชา เขากลับคิดถึงเมืองเล็กๆ ชื่อ กัมปอต เมืองที่ไม่มีอะไร แต่ทำให้เขาอยากกลับไปและมีภาพประทับใจไม่ลืม

ด้วยความที่เป็นคนชอบศิลปะและประวัติศาสตร์ จึงทำให้สนใจประเทศกัมพูชามากเป็นพิเศษ ถ้าย้อนกลับไปทริปแรกสถานที่แรกที่ไปคือ นครวัดนครธม ซึ่งการเดินทางครั้งนั้นเองที่ทำให้นายนกฮูกรู้ว่ากัมพูชาไม่ได้มีแค่โบราณสถาน แต่ยังมีธรรมชาติและวิถีชีวิตที่น่าสนใจจนต้องกลับไปซ้ำ

 

“ยิ่งเที่ยว ยิ่งสนุก” เขาว่าแบบนั้น อันเป็นเหตุให้ได้ไปปักหมุดมาแล้วทั้งเสียมราฐ พนมเปญ พระตะบอง ศรีโสภณ กัมปงธม สีหนุวิลล์ และกัมปอต แต่ทำไมเขาถึงเลือกกัมปอตเป็นเมืองที่ต้องไปสักครั้งในชีวิต

นายนกฮูกเปรียบกัมปอตเหมือน อ.เชียงคาน เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ด้วยความที่เป็นเมืองเล็กติดแม่น้ำสายใหญ่ และยังคงความเงียบสงบไว้ ดึงดูดให้คนที่ชอบใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ให้มาเจอกัน

 

“ผมไม่คาดหวังอะไรกับกัมปอต” เขาเท้าความในขณะที่กำลังนั่งรถโดยสารจากพนมเปญสู่เมืองทางใต้ “ข้อมูลที่ผมมีในขณะนั้นคือ กัมปอตเป็นเมืองเล็กๆ เงียบๆ ผมก็เลยลองไปดูว่ามันเป็นยังไง พอไปถึงมันก็เป็นเมืองน่ารักจริงๆ”

กัมปอตอยู่ห่างจากพนมเปญประมาณ 150 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง ทางรถยนต์ ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญของหัวเมืองทางใต้ เพราะที่ตั้งอยู่ใกล้ปากน้ำกัมปอตไหลลงสู่อ่าวไทย ทว่าปัจจุบันถูกลดความสำคัญลงทำให้กลายเป็นเมืองเงียบสงบ ชาวบ้านประกอบอาชีพประมงและทำไร่พริกไทย โดยพื้นที่ในตัวเมืองสามารถแบ่งเป็น 2 ย่าน คือ ย่านเมืองเก่า (French Quarter) และย่านแม่น้ำ

 

“กัมปอตเคยเป็นเมืองท่าสมัยฝรั่งเศสปกครอง” เขาอธิบายถึงย่านเมืองเก่า “ทำให้ทุกวันนี้ยังมีเรือนแถวในยุคอาณานิคมที่ผสมอิทธิพลระหว่างจีนกับตะวันตก แต่ผมว่าเสน่ห์ที่แท้จริงของมันคือ ความที่เป็นเมืองมีชีวิต กัมปอตยังไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว ทำให้สามารถเดินเล่นดูวิถีชีวิตของคนกัมปอตได้จริงๆ”

ส่วนย่านแม่น้ำก็อยู่ไม่ห่างกัน ยังเห็นร่องรอยของยุคอาณานิคมผ่านภูมิสถาปัตย์ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ริมน้ำ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมานั่งดูพระอาทิตย์ตกริมน้ำ ชมวิวแม่น้ำ วิวภูเขา และทักทายเรือประมงของชาวบ้านที่พาเหรดออกไปหาปลา

 

นายนกฮูก กล่าวว่า แม้ว่ากัมปอตจะไม่มีสิ่งปลูกสร้างที่ทันสมัยหรือความหรูหราใดๆ แต่ชีวิตก็สามารถมีความสุขได้กับความเรียบง่ายนั้น ซึ่งบรรยากาศของเมืองได้กำหนดลักษณะของนักท่องเที่ยว ทำให้ไม่มีใครเรียกร้องความสะดวกสบายนอกเสียไปจากการอยู่นิ่งๆ และเฝ้ามองบ้านเมืองดำเนินไปในแบบของมัน

โปรแกรมเที่ยวที่น่าจะเป็นโปรแกรมเดียวของเมืองนี้คือ ล่องเรือไปดูไร่พริกไทย “กัมปอตเป็นพื้นที่ปลูกพริกไทยมานาน” เขาอธิบาย “เพราะสภาพภูมิประเทศเหมาะแก่การเพาะปลูก และในช่วงที่ฝรั่งเศสปกครองได้เข้ามาควบคุมคุณภาพของพริกไทย ทำให้มันกลายเป็นของส่งออกไปยุโรป แต่ก็มาชะงักไปช่วงเขมรแดงปกครองแล้วกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งหลังจากนั้น”

 

พริกไทยกัมปอตได้รับการรับรองให้เป็น Geographical Indication (GI) หรือมาตรฐานการรับรองผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในพื้นที่เฉพาะถิ่น หมายความว่า ถ้าเห็นเครื่องหมาย GI บน
พริกไทยก็มั่นใจได้ว่าผลิตที่กัมปอตจริง

ถามเขาต่อว่า หนึ่งวันในกัมปอตต้องทำอะไร “บางคนอาจจะไม่ทำอะไรเลยก็ได้” เขาตอบจริงใจ เพราะบรรยากาศของเมืองนี้เป็นแบบนั้น นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องวางแผนเที่ยว เพราะแค่เดินเล่นในตัวเมืองทั้งย่านเมืองเก่าและย่านแม่น้ำใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็เดินครบ หรือหลังจากนั้นถ้าใครอยากไปไร่พริกไทยหรือชมหมู่บ้านชาวประมงอีกครึ่งวันบ่ายแล้วกลับมานั่งชมพระอาทิตย์ตกดินริมน้ำ และไปชมวิวสะพานเก่ายามโพล้เพล้ก็เป็นภาพที่สวยงาม แต่เมื่อทำกิจกรรมทุกอย่างครบตามนี้แล้ว กัมปอตก็ไม่มีอะไรอีก นอกเสียจากให้คุณอยู่กับตัวเอง

 

ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว กัมปอตมีโรงแรมขนาดเล็กที่ปรับปรุงจากเรือนแถวเก่าให้ได้สัมผัสบรรยากาศอย่างบ้านคนจริงๆ และภายในเมืองยังมีร้านอาหารหรือร้านคาเฟ่เก๋ๆ ให้ไปนั่งชิล สำหรับของกินขึ้นชื่อนอกจากพริกไทยที่โด่งดัง กัมปอตยังมีทุเรียนเป็นตัวชูโรงในหน้าร้อน ส่วนอาหารพื้นเมืองที่ต้องไปเสาะหาต้องไม่พลาด แกงซาลามัน คล้ายแกงมัสมั่นบ้านเรา ซึ่งในกัมปอตมีให้รับประทานแถวร้านอาหารริมน้ำ

นายนกฮูกยังเพิ่มเติมว่า การขี่จักรยานเที่ยวในกัมปอตเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีร้านให้เช่าจักรยานและโรงแรมยังไม่มีให้ยืม แต่หากนักท่องเที่ยวอยากออกไปสำรวจนอกตัวเมืองก็มีรถแท็กซี่ให้ใช้บริการ จากเมืองกัมปอตสามารถเดินทางไปเที่ยวเมืองใกล้ๆ อย่างสีหนุวิลล์อยู่ห่างออกไป 110 กิโลเมตร เดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง หรือเมืองแกบ เมืองที่มีขนาดเล็กที่สุดในกัมพูชา โดยทั้งสองแห่งเป็นเมืองริมทะเล ซึ่งให้ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปจากเมืองกัมปอต

 

ความเนิบช้าและจุดขายที่ไม่ใช่แนวประวัติศาสตร์อย่างที่คนส่วนใหญ่คิดถึง ทำให้นายนกฮูกยกเมืองกัมปอตเป็นอันซีนกัมพูชา ที่แม้ว่าจะไม่มีแหล่งท่องเที่ยวให้เช็กอินมากมาย แต่กัมปอตเป็นจุดหมายปลายทางที่ทำให้เข้าใจความหมายของการเดินทางและเป็นขุมพลังมหาศาลให้ชาร์จแบตชีวิตกลับมา

 

วิถีแห่งเบงกอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/411912

วิถีแห่งเบงกอล

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา kebtoke@plat360.com

หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของการพัฒนาประเทศบังกลาเทศ ก็คือเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพายุหรือน้ำท่วมซึ่งเกิดขึ้นทุกๆ ปี และการเกิดขึ้นแต่ละครั้งก็มีความรุนแรง จนสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่าไม่ได้ จึงเรียกได้ว่าธรรมชาติเป็นหนึ่งในตัวสร้างปัญหาให้กับประเทศนี้ แต่ในขณะเดียวกันผู้คนที่นี่ก็มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพิงธรรมชาติ

ธรรมชาติที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้บังกลาเทศปลูกพืชเพื่อการบริโภคได้น้อย ผู้คนที่นี่จำนวนไม่น้อยก็เลยหันมาปลูกปอกระเจาแทน เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการทอกระสอบ จนกลายเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ ส่วนความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ทำให้ต้นไม้ในผืนป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศนี้อย่าง “ป่าซันดาร์บานส์” ถูกพัดทำลายเสียหาย

แต่นั่นก็ทำให้เมล็ดพันธุ์ของต้นไม้เหล่านั้นกระจายไปในพื้นที่กว้างขวาง ฟื้นตัวกลับมากลายเป็นป่าผืนกว้างใหญ่กว่าเดิม มากไปกว่านั้นน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ท้ายที่สุดแล้วน้ำเหล่านั้นก็ไหลลงไปเติมในแม่น้ำลำคลองหนองบึงจนก่อเกิดเป็นแหล่งสัตว์น้ำตามธรรมชาติมากมาย ที่กลายเป็นแหล่งอาหารกลับมาหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนอีกครั้ง และนี่คือตัวอย่างที่เรากำลังจะบอกว่า คนบังกลาเทศนั้นต้องต่อสู้กับธรรมชาติ และในขณะเดียวกันก็ต้องพึ่งพิงธรรมชาติ จนกลายเป็นอีกหนึ่งวิถีที่น่าสนใจในประเทศนี้

ปลาถือเป็นหนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้ให้กับบังกลาเทศอย่างมาก

 

วิถีชีวิตผู้คนทางตอนใต้ของบังกลาเทศดูเหมือนว่าจะเห็นภาพชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะด้วยสภาพพื้นที่ราบต่ำ ตั้งอยู่ปากแม่น้ำบริเวณอ่าวเบงกอล ทำให้เมื่อฤดูมรสุมผู้คนที่นี่จะต้องเผชิญกับพายุเป็นกลุ่มแรกสุด ซึ่งผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่แล้วประกอบอาชีพประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองท่าริมฝั่งแม่น้ำและเมืองท่าชายทะเล ในอดีตที่ผ่านมาผู้คนที่นี่ก็อาศัยจับปลากันตามห้วยหนองคลองบึง เพื่อทำกินกันในครัวเรือนเท่านั้น แต่เมื่อทรัพยากรเริ่มมีจำกัดและประชากรเริ่มแก่งแย่งกันมากขึ้น จึงเริ่มมีการทำประมงในเชิงพาณิชย์ กระทั่งมีการพัฒนาทักษะ และขีดความสามารถ จนเป็นหนึ่งในชาติที่มีความเก่งกาจเรื่องทำประมงอย่างเช่นทุกวันนี้

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ธุรกิจประมงของบังกลาเทศสร้างรายได้ คิดเป็นสัดส่วน 6% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)  และขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกปี มีโรงงานแปรรูปปลาที่ได้มาตรฐานอยู่ประมาณ 130 แห่ง ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในเขตจิตตะกองและเขตคุลนา มีตัวเลขประมาณการว่าบังกลาเทศมีเรือประมงน้ำลึกขนาดใหญ่อยู่ประมาณ 130 ลำ และประมาณ 2.2 หมื่นลำ เป็นเรือขนาดกลางที่ติดเครื่องยนต์ และอีกกว่า 2.5 หมื่นลำ เป็นเรือหาปลาที่ไม่มีเครื่องยนต์ ลูกเรือประมงพาณิชย์ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชาวฮินดูที่อยู่ในวรรณะต่ำ และชาวมุสลิมที่มีฐานะยากจน ส่วนเจ้าของเรือส่วนมากจะได้ผลตอบแทนค่อนข้างดี แต่ก็จะมีรายใหญ่ๆ เพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่คุมธุรกิจในแต่ละพื้นที่

เมืองมงกลา (Mongla) นอกจากจะเป็นเมืองหน้าด่านก่อนเข้าสู่เขตผืนป่าซันดาร์บานส์แล้ว ยังเป็นเมืองท่าสำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำชั้นใน ซึ่งที่นี่มีความสำคัญในฐานะจุดพักเรือประมง ที่จะต้องล่องเรือลัดเลาะพื้นที่ป่าซันดาร์บานส์เพื่อไปออกทะเลที่อ่าวเบงกอล เรือที่มาจอดพักที่นี่ลูกเรือส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่บนเรือ เพราะต่างเดินทางมาจากเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปเพื่อมาทำมาหากินที่นี่ดังนั้นเวลาเรือมาจอดเทียบท่าพวกเขาก็ยังต้องอาศัยหลับนอนบนเรือ จะลงจากเรือบ้างก็ตอนที่เอาปลาไปขาย และตอนที่ไปซื้อข้าวของเครื่องใช้บนเรือ เมืองนี้ก็เลยเป็นเมืองของชาวประมง ดังนั้นแน่นอนบรรยากาศบนฝั่งของเมืองนี้ก็จะเต็มไปด้วยสีสันของผู้คนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของชาวประมงที่รีบเร่งเอาปลามาขายที่ตลาด กลุ่มของพ่อค้ารับซื้อปลาที่ตะโกนต่อรองราคา กลุ่มชาวบ้านที่รีบมาหาซื้อปลาสดๆ และกลุ่มของพ่อค้าเร่ที่นำเอาพืชผักอาหารแห้งมาวางจำหน่ายอยู่ตลอดสองข้างทาง

การจับปลาด้วยตัวนาก ภูมิปัญญาที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน

 

ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่มีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างไปจากชาวกรุงธากาเมืองหลวงของประเทศอย่างสิ้นเชิง แม้ใบหน้าจะเคร่งขรึม แต่พวกเขาก็เป็นคนยิ้มง่ายและเป็นกันเอง ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะความเงียบเหงาและภาระหน้าที่บนเรือ ทำให้พวกเขาเครียดมามากพอแล้ว ดังนั้นเวลาที่ขึ้นฝั่งมา พวกเขาก็เลยใช้ชีวิตกันอย่างสนุกสนานเพื่อผ่อนคลาย ซึ่งก็เลยกลายมาเป็นธรรมชาติของคนที่นี่ นักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเราจึงได้รับการต้อนรับอย่างดี ด้วยอัธยาศัยไมตรีรอยยิ้มและการเชื้อเชิญให้เข้ามานั่งดื่มน้ำชา พร้อมกับถ่ายรูปพวกเขาอย่างสนุกสนาน

อีกหนึ่งวิถีที่น่าสนใจของเมืองนี้ นั่นก็คือวิถีประมงโบราณที่หาชมได้ยาก นั่นก็คือ Otter fishing หรือการจับปลาโดยใช้ตัวนาก เป็นภูมิปัญญาของชาวบังกลาเทศทางใต้ถ่ายทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการฝึกนากจะต้องเริ่มตั้งแต่ลูกนากมีอายุ 3-4 เดือน และต้องเป็นสายพันธุ์ที่ฝึกได้เท่านั้น แต่ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ก็มีโอกาสสูงที่ผู้ฝึกสอนจะต้องโดนกัด ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น ชาวประมงก็ต้องดูแลเอาใจใส่เสมือนว่านากพวกนี้เป็นสมาชิกในครอบครัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ดังนั้นการฝึกตัวนากจึงไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่ต้องเป็นคนที่มีความอดทนและเอาใจใส่จริงๆ เท่านั้น โดยปกติแล้ว การจับปลาด้วยนาก จะเป็นเทคนิคที่สอนกันเฉพาะในครอบครัว และก็จะเป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมารุ่นต่อรุ่น จึงทำให้การจับปลาด้วยวิธีนี้ค่อยๆ ลดน้อยลง

สีสันส่าหรีของสตรีแดนใต้

 

ปัจจุบันนี้มีตัวนากที่ยังทำงานจับปลาอยู่แค่ร้อยกว่าตัวเท่านั้น เนื่องจากมีเครื่องมือหาปลาใหม่ๆ มาแทนที่ และชาวประมงยุคใหม่ก็เลือกที่จะออกไปหาปลาไกลขึ้น ซึ่งคุ้มค่ามากกว่าการลงทุนมาฝึกตัวนาก ทำให้เทคนิคการจับปลาด้วยวิธีนี้กำลังจะเลือนหายไป จะเหลือก็แต่รายได้จากนักท่องเที่ยวที่ยังเป็นแรงดึงดูดให้เจ้าของนากยังอยากอนุรักษ์วิถีแบบนี้ไว้

ชาวบังกลาเทศทางใต้หรือชาวเบงกอล มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำและธรรมชาติมาช้านานแล้ว แม้กระทั่งทุกวันนี้พวกเขาก็ยังต้องอาศัยแม่น้ำและท้องทะเลเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ดินแดนแห่งนี้จะผันเปลี่ยนชื่อจากดินแดนเบงกอลไปเป็นประเทศปากีสถานตะวันออก จนกระทั่งกลายเป็นสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศในปัจจุบัน แต่วิถีแห่งเบงกอลก็ยังซึมซับอยู่ในสายเลือดของพวกเขา เป็นชาวบังกลาเทศลูกหลานเบงกอลที่ยังคงมีเลือดของนักสู้ยังคงอยู่กับวิถีแห่งสายน้ำ ยังคงต้องต่อสู้และพึ่งพิงธรรมชาติต่อไป

แม้ใบหน้าที่ดูเคร่งขรึม แต่ผู้คนที่นี่ก็เป็นกันเองกับผู้มาเยือนเสมอ

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/411910

Travel Update

โดย…กาญจนา

ช็อปสะดวก พักสบาย ที่เซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ให้คุณพักผ่อนแบบหรูหราบนตึกสูง และเพลิดเพลินกับการช็อปปิ้งที่เซ็นทรัลเวิลด์และสยาม เสนอโปรโมชั่นห้องพัก “บิซิเนส เอสเซนส์” ประกอบด้วยการเข้าพักในห้องแบบดีลักซ์เวิลด์ บุฟเฟ่ต์อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน บริการซักรีด 3 ชิ้น/วัน เครดิตมูลค่า 500 บาท สำหรับเครื่องดื่ม เช็กเอาต์ได้ถึง 16.00 น. และอินเทอร์เน็ตฟรีในห้องพัก ราคาเริ่มต้นคืนละ 5,800 บาท สำรองห้องพักและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค. 2559 โดยต้องจองผ่านเว็บไซต์ www.centarahotelsresorts.com หรือโทร. 02-100-1234 ต่อ 6759–6753

 

บีมายวาเลนไทน์ที่ ยู เชียงใหม่

โรงแรม ยู เชียงใหม่ นำเสนอแพ็กเกจ บีมายวาเลนไทน์ ชวนคู่รักมาฉลองเทศกาลวาเลนไทน์ในบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรัก ราคา 19,227 บาท สำหรับ 2 ท่าน ประกอบด้วยห้องพักแบบสุพีเรียร์ 4 วัน 3 คืน อาหารเช้าทุกวัน นวดไทยล้านนา 90 นาที ชุดอาหารค่ำที่ห้องอาหารอีท เซตช็อกโกแลตวาเลนไทน์ ไวน์ต้อนรับ 1 ขวด และการจัดด้วยกุหลาบสำหรับคู่รัก เข้าพักได้ตั้งแต่ 1–29 ก.พ. 2559 สอบถามและสำรองห้องพักได้ตั้งแต่วันนี้ โทร. 053-227-000 ดูรายละเอียดได้ที่ www.uchiangmai.com

 

คู่รักสวีทบนเกาะสวรรค์ อมาธารา รีสอร์ท แอนด์ เวลเนส

อมาธารา รีสอร์ท แอนด์ เวลเนส รีสอร์ทระดับ 5 ดาวบนแหลมพันวา จ.ภูเก็ต มอบโปรโมชั่นห้องพักต้อนรับวันวาเลนไทน์ “Valentine to Remember” ด้วยห้องพรีเมียร์ซีวิว 2 คืน สำหรับ 2 ท่าน ราคา 1.95 หมื่นบาท หรือห้องซีวิวพูลวิลล่า 2.95 หมื่นบาท พร้อมอาหารเช้า บริการรับ-ส่งสนามบินภูเก็ต อาหารค่ำ 1 มื้อ นวดไทย 60 นาทีสำหรับ 2 ท่าน และเช็กเอาต์ได้ถึงเวลาบ่าย 2 โมง เปิดจองแล้วตั้งแต่วันนี้-2 ก.พ. 2559 เพื่อเข้าพักระหว่างวันที่ 12–28 ก.พ. 2559 จองแพ็กเกจหรือสอบถาม โทร. 076-200-800 หรือ www.amataraphuket.com

 

อีสตินลดทั้งเครือ ไทย เวียดนาม โอมาน

โรงแรมอีสตินในประเทศไทย เวียดนาม และโอมาน พร้อมใจกันลดราคาด้วยแพ็กเกจสุดคุ้ม Value Spring มอบส่วนลดห้องพักทุกประเภท ทุกโรงแรม ถึง 25% และเมื่อจองห้องพักอย่างน้อย 2 คืนต่อเนื่อง จะได้รับบัตรกำนัลมูลค่า 800 บาท 1 ใบ/ห้อง สำหรับรับประทานอาหารหรือใช้บริการสปาที่โรงแรม สำรองห้องพักได้ตั้งแต่วันที่ 1-29 ก.พ. 2559 ผ่านเว็บไซต์ www.eastinhotelsresidences.com โดยระบุโค้ด VSPR เพื่อเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.–30 มิ.ย. 2559 สอบถามโทร. 02-651-7677

 

ไทยแอร์เอเชียเปิดภูเก็ต-อู่ฮั่น ราคาเริ่มต้น 2,290 บาท

สายการบินไทยแอร์เอเชียเปิดเส้นทางบินใหม่ ภูเก็ต-อู่ฮั่น เดินทางเที่ยวบินแรกวันที่ 1 ก.พ. 2559 สิ้นสุดวันที่ 5 ก.พ. 2560 สามารถสำรองที่นั่งราคาโปรโมชั่นเริ่มต้นที่ 2,290 บาท/เที่ยว ตั้งแต่วันนี้-24 ม.ค. 2559 ผ่านเว็บไซต์ www.airasia.com เพื่อเดินทางตั้งแต่เที่ยวบินแรกในวันที่ 1 ก.พ. 2559-5 ก.พ. 2560 ทั้งนี้อู่ฮั่นอยู่ทางตอนกลางในประเทศจีน มีสถานที่ท่องเที่ยวที่คนไทยคุ้นเคย เช่น หอกระเรียนเหลือง เขาบู๊ตึ๊ง ศาลเจ้าพ่อเสือ บ้านขงเบ้ง ผาแดง ศาลเจ้ากวนอู และเป็นศูนย์กลางคมนาคมที่สำคัญของประเทศจีน

จ่าย 40 ได้ 400 กับ HotelQuickly

โฮเต็ลควิกลี่ (HotelQuickly) แอพพลิเคชั่นจองโรงแรมห้องพักผ่านสมาร์ทโฟนที่ให้บริการกว่า 15 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก ร่วมกับไลน์ช็อปมอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้า โดยซื้อโฮเต็ลควิกลี่ อี-วอเชอร์ (HotelQuickly E-Voucher) มูลค่า 400 บาท และชำระเงินด้วยไลน์เพย์ในราคา 40 บาท เพื่อนำไปจองโรงแรมผ่านแอพพลิเคชั่น หรือดาวน์โหลดแอพโฮเต็ลควิกลี่ แล้วใส่โค้ด LSHQXXX ดูวิธีใช้คูปองได้ที่ http://get.hotelquickly.com/lineshop

 

เคทีซีร่วมจัดงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 18

เคทีซีร่วมจัดงานมหกรรมท่องเที่ยวแห่งปี “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 18” ระหว่างวันที่ 17–21 ก.พ. 2559 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานพบสินค้าและบริการด้านการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ อาทิ แพ็กเกจทัวร์ โรงแรม ตั๋วเครื่องบิน และรถเช่า โดยสมาชิกที่ซื้อแพ็กเกจและบัตรผ่านประตูฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ มีสิทธิลุ้นของรางวัลมูลค่ากว่า 1.2 แสนบาท สอบถามโทร. 02-665-5050 หรือดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.ktcworld.co.th

 

ตามรอย “อู๋ ธนากร” สู่เมืองอาร์ต คางาวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/411909

ตามรอย "อู๋ ธนากร" สู่เมืองอาร์ต คางาวะ

โดย…รอนแรม ภาพ… คางาวะ

กระแส “น้าราม” ฟีเวอร์ ไม่เพียงทำให้แฟนละครตามหาไร่บัวขาว เพราะตั้งแต่ทราบว่า อู๋-ธนากร โปษยานนท์ เป็นทูตประจำเมืองคางาวะ (Kagawa) ก็ทำให้คนไทยอยากตีตั๋วไปญี่ปุ่นเสียเดี๋ยวนี้

คางาวะเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เขาออกเดินทางแบบไม่มีสคริปต์ เก็บครบทุกฤดู และทิ้งเส้นทางไว้ให้ตามรอย ใครที่ชอบน้าราม เอ๊ย… ชอบเที่ยวเมืองเล็กที่เต็มไปด้วยงานศิลปะ ธรรมชาติ และเส้นอุด้ง ต้องห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

ทูตคางาวะ

ถามถึงที่มาที่ไปของตำแหน่งทูตประจำเมืองคางาวะ อู๋ย้อนกลับไปตอนถ่ายซีรี่ส์ชุด เดอะ ไรซิ่ง ซัน ที่ประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่กำลังถ่ายรูปไปเรื่อยอยู่ในสวนนาริตะซัง อู๋ได้ยินชาวญี่ปุ่นพูดว่า “คะโค่ยๆ” (แปลว่า เท่) จากนั้นก็เดินเข้ามาทาบทามให้ไปร่วมโปรเจกต์สักอย่างเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นครึ่งปีก็ได้รับการติดต่อจากชิฮารุ คนญี่ปุ่นผู้ประสานงานกองถ่ายในขณะนั้นว่า ได้นำโปรไฟล์ไปขายแก่จังหวัดคางาวะ และทางจังหวัดก็เลือกเขาแล้ว

คางาวะคือจังหวัดหนึ่งบนเกาะชิโกกุ มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ด้านใต้มีเทือกเขาซานุกิ ส่วนด้านเหนือติดทะเลในซาโตะ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์กว่าพันปี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองมากเป็นที่ตั้งปราสาทตั้งแต่ยุคโบราณ ทุกวันนี้คางาวะถูกพัฒนาให้เป็นดินแดนแห่งศิลปะ คนญี่ปุ่นรู้จักเมืองนี้ในฐานะเมืองต้นกำเนิดอุด้ง แต่สำหรับเขา “ไม่เคยรู้จัก” ผิดกับตอนนี้ที่สามารถเล่าได้ทั้งวันหลังจากได้ไปสัมผัสคางาวะมาแล้วครบทุกฤดูกาลตลอดปีที่ผ่านมา

“ถ้าให้ผมนิยามเมืองนี้ ผมจะนิยามว่า เส้น ศิลป์

และธรรมชาติ เส้นก็คืออุด้ง ศิลป์คือทั้งหมดของเมืองๆ นี้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นเมกกะของคนรักงานศิลป์ และธรรมชาติก็ยังถูกรักษาไว้”

เส้น

บ้านเกิดของเส้นอุด้งอยู่ที่คางาวะ ไม่ว่าเข้าร้านไหนก็จะได้กินอุด้งเส้นสดรสชาติอร่อยทุกร้าน “ที่นี่มีร้านขายอุด้งมากกว่าเซเว่นอีเลฟเว่นซะอีก” เขากล่าว

นอกจากนี้ คางาวะยังเป็นอาณาจักรความอร่อย ด้วยเป็นแหล่งปลูกมะกอกที่สำคัญของญี่ปุ่นอันเป็นเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ปลาโอลีฟฮามาจิ วัวโอลีฟ และหมูที่ถูกเลี้ยงด้วยใบมะกอกบดมีกลิ่นหอมอ่อนๆ และเนื้ออุดมไปด้วยกรดโอเลอิกซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค หรือของหวานอย่างซอฟต์ครีมที่มีให้เลือกหลายรสชาติทั้งรสโอลีฟ รสโชยุออร์แกนิกที่ได้มาจากการหมักตามธรรมชาติ รสมันหวานเผา และที่เด็ดสุดคือ ซอฟต์ครีมอุด้ง

ศิลป์

เกาะสวรรค์ของคนรักงานศิลป์มีอยู่หลายแห่ง แต่ที่มีชื่อเสียงคือ เกาะนาโอชิมะ มีสัญลักษณ์เป็นฟักทองสีแดงลายจุด และเกาะเทชิมะ มีผลงานกระจายทั่วทั้งเกาะและมีหอศิลป์ เทชิมะ อาร์ต มิวเซียม รวบรวมผลงานของจิตรกรมากมาย

เขาเล่าให้ฟังว่า ก่อนที่เมืองนี้จะกลายเป็นเมืองอาร์ต ครั้งหนึ่งเกือบเคยเป็นเมืองร้างเพราะหนุ่มสาวพากันออกนอกเมือง เหลือไว้เพียงคนแก่ไม่ถึง 500 คน กระทั่งบริษัทเบเนเซเข้ามาบุกเบิกให้เป็นเมืองศิลปะ โดยเชิญให้ศิลปินเข้ามาสร้างสรรค์ผลงานไว้ตามบ้านเรือนและสถานที่ว่างเปล่า

“เจ้าของเบเนเซได้ไปยืนที่จุดชมวิวของเกาะนาโอชิมะแล้วรู้สึกว่าอยากให้คนทั่วโลกมาเห็นเหมือนเขา แต่แทนที่จะสร้างโรงแรม เขากลับสร้างพิพิธภัณฑ์เบเนเซเฮาส์ที่กลมกลืนกับธรรมชาติ และพัฒนาแบบยึดความต้องการของคนบนเกาะเป็นหลัก ถ้ามีโปรเจกต์ไหนที่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย เขาก็จะไม่ทำ” อู๋กล่าว และเชิญชวนให้ทุกคนไปชมงานศิลปะด้วยตัวเอง เพราะการมองจากภาพถ่ายอาจจะสวยเหมือนกัน แต่ความรู้สึกที่ได้สัมผัสมันต่างกัน

 

ธรรมชาติ

“ที่นี่มีจุดชมวิวที่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นชื่อว่าคังคะเค ถ้าช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงทั้งหุบเขาจะเต็มไปด้วยใบไม้สีแดงสลับเหลือง มองเลยไปหน่อยจะเห็นทะเลในเซโตะเพราะที่ตั้งของจังหวัดอยู่ติดกับทะเล”ว่าแล้วเขาก็เปิดรูปวิวจากหุบเขาคังคะเคจากโทรศัพท์มือถือให้ดู มันสวยงามอย่างที่พรรณนา

อีกแห่งที่อู๋แนะนำคือ สวนริทสึริน สวนแบบเต๋าและเซนอายุกว่า 400 ปีที่ยังคงความสวยงามจนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น แต่ละฤดูจะสวยงามต่างกันซึ่งครั้งล่าสุดเขาไปช่วงเดือน พ.ย. ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีและทางสวนได้จัดไฟสวยงาม จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนชอบถ่ายภาพ

ญี่ปุ่นในสายตา

คนไทยคุ้นชินกับความเป็นญี่ปุ่นมานมนาม ผ่านการ์ตูน ของเล่น การแต่งตัว จึงไม่แปลกว่าทำไมคนไทยถึงชอบไปเที่ยวประเทศนี้นัก เหมือนกับเขาที่ชอบทั้งบ้านเมืองและผู้คน โดยเฉพาะลักษณะสังคมที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมเก่าแก่กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ไว้ด้วยกัน

“ภาพแรกที่ผมเห็นคือ ผู้หญิงใส่ชุดกิโมโนเดินอยู่ในย่านอะกิฮะบะระ ย่านที่ขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยีและคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว แต่ผู้คนยังรักษาการแต่งกายและกล้าแต่งออกมาเดินตามท้องถนน มันเป็นภาพที่รู้สึกถึงความคอนทราสต์แต่กลมกลืนในเวลาเดียวกัน”

ช่างเป็นนิสัยของช่างภาพที่ชอบมองทุกอย่างเป็นภาพ ถ้าใครติดตามอินสตาแกรมคงทราบว่าเขาถ่ายภาพสวยเพียงใด แม้จะบอกว่าตัวเองเป็นมือสมัครเล่น แต่จับกล้องมาตั้งแต่ ป.6 ฝึกปรือมาเรื่อย จนตอนนี้ใครเห็นฝีมือก็ต่างบอกว่าเข้าขั้นมืออาชีพ

ความหมายการเดินทาง

“การเดินทางของแต่ละคนมีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่มีสิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนมีจุดมุ่งหมายของการเดินทาง” เขานิยามความหมายของการเดินทางไว้เช่นนั้น

“บางคนไปช็อปปิ้ง บางคนไปเสพธรรมชาติบางคนไปเพื่อกิน แต่ทุกคนจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆกลับไป อย่างผมไปคางาวะสี่ครั้ง มันคือคางาวะที่เดิม แต่ว่าความรู้สึกที่ได้รับมันต่างกัน”

เขาไปคางาวะครั้งล่าสุดเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาและวางแผนไว้ว่าในปีนี้จะชวนเพื่อนๆ ที่ชอบงานศิลปะและชอบถ่ายรูปกลับไปอีกครั้งช่วงเดือน เม.ย.

โลกของธนากร

ถามเขาว่า ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ อยากให้โลกใบนั้นเป็นอย่างไร “อยากให้ผู้คนถือศีล 5” ตอบสั้นๆ เพียงนี้ อย่างเขาเองก็พยายามทำให้ได้โดยยึดวันเกิดของตัวเองเป็นวันถือศีลในหนึ่งสัปดาห์

ส่วนชีวิตจริงของ อู๋ ธนากร มีโลกแห่งความอร่อยอยู่ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ เกียวโต โยชิโน (Kyoto Yoshino) ในโครงการพาสิโอ ถนนกาญจนาภิเษก (คนที่ร้านแอบกระซิบว่า พี่อู๋เข้าร้านบ่อย บางวันเข้าครัวเอง) สำหรับงานละครตอนนี้มีเรื่องตามรักคืนใจ และอีกเรื่องน่าจะได้ชมกันช่วงปลายปีนี้

 

New Year Mix

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/410737

New Year Mix

โดย…อ.ตากวาง bambi5789@gmail.com ภาพ วิรัช

สวัสดีครับอาจารย์

ผมไม่ได้ส่งรูปมาร่วมสนุกกับอาจารย์นานแล้วครับ ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ผมขอส่งรูปมาเป็น ส.ค.ส. 2559 มอบแก่อาจารย์นะครับ

วิรัช IG : dickslator

คอลัมน์ ลู้ปส์ ส่งกันมาได้ที่เดิมเลยครับ สำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพจากแอพมือถือเท่ๆ หรือถ่ายภาพสวยๆ แนวๆ อาร์ตๆ ฮิปๆพอสวยๆ สัก 5-10 รูป ฝากเขียนชื่อตรง Subject นิดนึงว่า Loopsส่งมาอวดกันได้ที่อีเมลอาจารย์เลยนะครับ (bambi5789@gmail.com) ถ้าได้อะไรที่มันฮิปๆ แบบBike Diary ยิ่งดีเลยครับอย่าลืมส่งรูปมาอวดกันล่ะ… เฝ้ารออยู่นะฮะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อยากสโลว์ไลฟ์…ไปเที่ยวนอร์เวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 10:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/410715

อยากสโลว์ไลฟ์...ไปเที่ยวนอร์เวย์

โดย…ปอย

ไม่ใช่ประเทศในฝันแถบยุโรป หรูหราศิวิไลซ์ไปด้วยศิลปวัฒนธรรมในแบบสเปนอิตาลี ฝรั่งเศส ที่หลับตาก็จะคิดถึงสถานที่หรูๆ มากมายให้เลือกท่องเที่ยว ซึ่งก็แล้วแต่สไตล์ใครชอบเที่ยวแบบไหน แต่เมื่อเพื่อนขาเที่ยวตัวยงชักชวนไปท่องเที่ยวในแถบประเทศสแกนดิเนเวีย มนตรี รงค์ทอง บอกว่าก็นึกถึงภาพ “นอร์เวย์” ไม่ออกเอาเลยจำได้แค่ว่าตอนเรียนวิชาภูมิศาสตร์ประเทศนี้ ก็มี “ฟยอร์ด” ดูน่าตื่นเต้นที่สุดแค่นั้นเอง

หนุ่มผู้บริหารบริษัทพีอาร์มาดเนี้ยบเรียบร้อยคนนี้ ชอบอัพภาพวิวสวยๆ ในประเทศต่างๆ ให้บรรดาเฟรนด์บนโลกออนไลน์ชมกันเป็นประจำ จัดเป็นนักเดินทางตัวจริงที่มีโอกาสเดินทางกว่า 20 ประเทศ แล้วถ้าต้องยกให้ประเทศที่ควรไปเปิดโลกใบใหม่ Placesto see before you die คำตอบคือ 7 วันในนอร์เวย์คือท็อปไฟว์ที่สุดของเดสติเนชั่นในความทรงจำ

 

ยุโรปเหนือ…เริ่มต้นที่ออสโล

แนวคิดการท่องเที่ยวสำหรับทริปนี้ เน้นสไตล์เทคไทม์ ไม่เร่งรีบ เดินเล่นชมเมืองถ่ายรูปสวยๆ สงบๆ ไปดูพิพิธภัณฑ์ จุดหมายปลายทางมี 4 เมือง ออสโล เมืองหลวง ถือเป็นจุดเซ็นเตอร์ของการเดินทาง เพื่อไปยังอีก 3 เมืองคือ เมืองสตาวังเงร์ (Stavanger) เบอร์เกน(Bergen) และเมืองโฟลม (Flam)

สายการบินไทยพาบินตรงร่วม 11 ชั่วโมงครึ่งสู่ออสโล จุดหมายต่อไปคือการเดินทางต่อเครื่องบินไปเมืองสตาวังเงร์ (Stavanger) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ไฮไลต์คือต้องปีนเขาขึ้นไปชมวิวสุดฟยอร์ดท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อนอลังการ มนตรี บอกพร้อมเสียงหัวเราะว่า เพื่อนๆ พากันเซอร์ไพรส์ไปตามๆกันเมื่อบอกว่าทริปนี้ไปลุยปีนเขา Preikestolenเดินเท้ายิงยาว 2 ชั่วโมงไปยังลานมีชื่อเรียกว่าPulpit Rock ระหว่างทางเดินไม่มีร้านค้าเลยต้องเตรียมกระเป๋าเป้เซอร์ไวเวอร์ตระเตรียมพร้อมสรรพ ทั้งอาหาร ผลไม้เพิ่มพลัง กล้วยส้ม น้ำดื่ม ก็ต้องแบกขึ้นเขาไปด้วยตัวเอง

 

“การเดินทางคือเรื่องท้าทายให้ฝึก Chalenge นะครับ ทริปนี้ก็ถือเป็นบททดสอบเพราะกว่าจะมาถึงก็ต้องเดินทาง ทั้งนั่งรถทัวร์แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ ช่วงเดินขึ้นเขาไปไม่ถึงครึ่งทางก็ชันขึ้นเรื่อยๆ ผมก็อยากหันไปบอกเพื่อนร่วมกลุ่มว่าขอเดินกลับไปรอที่บ้านพักได้ไหม(บอกพลางหัวเราะ) มีป้ายให้ศึกษาเส้นทางก่อนเดินขึ้นเขา ซึ่งเดือนที่ไปคือ ต.ค. เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ฝนตกพรำๆ หมอกลงทั้งวันเลยครับ อากาศเย็น 10 กว่าองศา จัดเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลยนอกจากกลุ่มเรามีนักท่องเที่ยวเกาหลีขึ้นไปถึงก่อนเราแค่คนเดียวเท่านั้น การท่องเที่ยวนอร์เวย์เน้นธรรมชาติ ถือเป็นประเทศโอโซนเยอะ มีอากาศบริสุทธิ์มาก

เขาจัดการท่องเที่ยวได้ดีมากเลยครับธรรมชาติต้นไม้ใหญ่ๆ หินก้อนโตๆ ยังอยู่ครบเส้นทางไม่สบายแน่ๆ แต่ก็ไม่ลำบากจนเกินไปแม้ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ เลย เพื่อรักษาเส้นทางธรรมชาติแท้จริง ก็เดินไปชมวิวทะเลสาบไปด้วย และเรื่องน่าชื่นชมที่สุดคือการจัดที่พักที่มีเพียงบ้านหลังใหญ่หลังเดียวแบบอุทยานแห่งชาติบ้านเรา โดยมีความเป็นสากลมาก มีโซนให้เลือกนอน ทั้งแบบห้องรวม หรือห้องเดี่ยวแยกห้องน้ำ อาคารที่พักดูเรียบๆ ง่ายๆ นะครับ แต่มีดีไซน์ เช่นเดียวกับร้านอาหารหน้าตาก็ไม่ใช่แบบแคนทีนแบบอุทยานแห่งชาติบ้านเรา แต่จะดูเก๋ อาหารรสชาติดีมาก ผมไม่กินปลาดิบ ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่ผมเปิดใจลองกินแซลมอน เพราะไม่คาว เขาเน้นเลือกวัตถุดิบดี แล้วทั้งที่ขึ้นภูเขามาไกลขนาดนี้ แต่อาหารก็อร่อยระดับโรงแรมในราคาที่รับได้ ไม่ได้ชาร์จ เรียกว่ารองรับคนได้ทุกๆ กลุ่ม ใครเที่ยวสไตล์หรูหราหรือแบ็กแพ็กก็พักที่นี่กันได้สบายเลยครับ”

 

เมืองตากอากาศเล็กๆในเทพนิยาย

เมืองน่าประทับใจอีกเมือง คือ เมืองโฟลม(Flam) งดงามเหมือนเมืองในเทพนิยาย บ้านสีส้มสดประหนึ่งบ้านตุ๊กตา ตั้งอยู่ริมทะเลสาบแสนสงบ แค่ใช้เพียงวันเดียวก็เดินเที่ยวชมได้ครบทั้งเมือง วิถีเมืองนี้ชาวบ้านปลูกแอปเปิ้ลเป็นหลัก เดินไปไหนมาไหนก็จะเห็นคุณย่าคุณยายแหม่มออกมาเก็บแอปเปิ้ลลูกจิ๋วๆ ที่หน้าบ้าน ธรรมชาติยังเป็นจุดขายหลัก น้ำตกภูเขา คือวิวสองข้างทาง คนไทยกดชัตเตอร์กันกระหน่ำ

ระหว่างนั่งรถไฟกลับออสโล มีการจอดรถให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปน้ำตก Kjosfossenสวยที่สุดในเมืองกันแบบจุใจไปเลย

 

“อะเมซิ่งมากกัปตันรถไฟประกาศให้พวกเราลงไปถ่ายรูปกันได้ด้วยนะครับ (ยิ้ม) บอกได้ถึงความเอาใจใส่ในการท่องเที่ยวจริงๆ เมืองเล็กๆ แห่งนี้มีโรงแรมวินเทจแค่แห่งเดียว มีโบสถ์ยุคโบราณและพิพิธภัณฑ์รถไฟเก่าแก่ให้เที่ยวชม จะเรียกว่าเป็นเมืองตากอากาศบ้านนอกของเขาก็ได้ครับ ซูเปอร์มาร์เก็ตมีแห่งเดียวเช่นกัน แต่ระหว่างเราเดินเที่ยวกันกลับได้เห็นรถยนต์ราคาแพง เช่น จากัวร์ เบนซ์ขับสวนกันไปมา แสดงถึงคุณภาพชีวิตที่ดีได้ในชุมชนเล็กๆ ในบ้านเขาได้อีกด้วย

ที่สุดของความประทับใจอีกหนึ่งเรื่อง คือได้สัมผัสว่าชาวยุโรปที่มีการศึกษาเขาเป็นกันแบบนี้เองนะครับ คือในเมืองท่องเที่ยวห่างไกลเมืองหลวง แต่คนพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว นักท่องเที่ยวสอบถามเส้นทางได้สบาย แล้วนอกจากเต็มใจตอบก็ยังมีน้ำใจดีมากๆ เลยนะครับ เสิร์ชมือถือช่วยหาหรือโทรศัพท์สอบถามคนรู้เส้นทางให้อีกต่างหากทำให้กลับมาคิดด้วยว่าเราภูมิใจที่บ้านเราเป็นสยามเมืองยิ้ม คนมีน้ำใจชนะขาดใครในโลกนี้ แต่พอผมได้ไปสัมผัสชาวยุโรปเหนือแล้วน้ำใจบ้านเขาก็ที่สุดในโลกไม่แพ้ใครเช่นกันนะครับ (ตบท้ายด้วยรอยยิ้ม)

 

เรื่องความซื่อสัตย์คือเรื่องดีที่สุดของประเทศนี้ ตอนไปนอนเมืองสตาวังเงร์ จองที่พักไป 7,000 กว่าบาท ก็ได้ทอนกลับมา เขาบอกว่าคุณมาช่วงโลว์ซีซั่นราคาจึงถูกกว่าเดิมแค่ 3,000 กว่าบาทแค่นั้น หรือความที่เรางงๆเรื่องค่าเงินไปบ้าง ถ้าเราให้เงินเกินไป เขาก็ทอนกลับมาให้ ไม่มีถือโอกาสเลยครับ”

ความสวยสดงดงามจากการเดินทาง ไม่เพียงแค่มองเห็นด้วยตาเท่านั้น แต่การสัมผัสด้วยใจ มนตรี ย้ำว่านี่คือเสน่ห์ที่ติดอยู่ในใจของการได้ออกเดินทางไปท่องโลก และทริปนี้ก็ชนะใจกับการเดินเท้าขึ้น Pulpit Rock หน้าผากว้างใหญ่สูงชันราว 604 เมตร จุดท่องเที่ยวมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของนอร์เวย์ มองเห็นฟยอร์ดสุดลูกหูลูกตา ใครอดทนเดินถึงได้ชมวิวบนนี้รับรองลืมเหนื่อยไปเลย ความทรงจำนี้คิดถึงเมื่อใดก็มีรอยยิ้มติดมุมปากได้เสมอ

 

– เริ่มวางแผนการเดินทาง แนะนำเสิร์ชหาข้อมูลที่ www.norwayinanutshell.com มีแพ็กเกจท่องเที่ยวให้เลือกตามสไตล์แต่ละคน หรือ www.nasjonaleturistveger.no/en/routes บอกเส้นทางการท่องเที่ยวของนอร์เวย์โดยจัดเป็น National Tourist Route 18 เส้นทาง ทำให้วางแผนเที่ยวได้ง่ายมากนักท่องเที่ยวดาวน์โหลดทางมือถือเพื่อซื้อตั๋วเดินทาง ตอนขึ้นรถบัสก็เปิดมือถือให้คนขับรถดูตั๋วได้เลย

– อาหารท้องถิ่นรสเลิศ ส่วนใหญ่ทำจากปลา บอกถึงวิถีชีวิตที่ทำฟาร์มมายาวนาน ปลาแซลมอน ปลาคอดแฮร์ริ่ง ปลาเทราต์ และอาหารทะเลอื่นๆ และจานถ้วยชามนอร์เวย์สไตล์ดั้งเดิมก็เป็นของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ ก็แพ็กกลับเมืองไทยได้สบาย

– ร้านขายของตกแต่งบ้านสไตล์สแกนดิเนเวียนมีอยู่ทุกๆ มุมถนน พอๆกับร้านขายอาหารตามสั่งบ้านเรา เป็นแหล่งช็อปปิ้งแสดงเอกลักษณ์ของนอร์เวย์ ข้าวของราคาไม่แพง ซื้อกลับมารับรองคุ้มค่า