ล่องนาวาสู่ผืนป่าซันดาร์บานส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/410622

ล่องนาวาสู่ผืนป่าซันดาร์บานส์

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

ในโลกนี้มีพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 137,000 ตารางกิโลเมตร บนพื้นที่รวมกว่า 118 ประเทศ ซึ่งประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด จะพบอยู่ใน 15 ประเทศ
ของทวีปเอเชีย โดยผืนป่าชายเลนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมีชื่อว่า “ซันดาร์บานส์” (Sundarbans) ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ 2 ประเทศคือในอินเดียและบังกลาเทศ

ผืนป่าซันดาร์บานส์ในบังกลาเทศ เป็นอีกหนึ่งปลายทางท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง แต่การเดินทางไปที่นั่นไม่ง่ายนักสำหรับชาวต่างชาติ เพราะจะต้องมาเริ่มต้นที่กรุงธากาก่อน
เพื่อต่อเครื่องบินไปยังสนามบินเมืองเจสซอร์ (Jessore) ใช้เวลาบินเพียง 40 นาทีเท่านั้น แต่เที่ยวบินที่เปิดให้บริการก็ยังไม่เสถียรมากนัก หากโชคไม่ดีก็อาจเจอเที่ยวบินที่ยกเลิกกะทันหันได้ ซึ่งชาวบังกลาเทศบอกกับเราว่าเป็นเรื่องปกติของที่นี่

เจ้าหน้าที่อุทยานกับ ปืนไรเฟิลเซกาเซคู่ใจ

 

จากเมืองเจสซอร์นักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางต่อด้วยรถยนต์ต่อไปยังเมืองมงกลา (Mongla) ซึ่งถ้าเดินทางด้วยรถยนต์จากธากามาที่นี่ อาจจะต้องใช้เวลาถึง 1 วันเลยทีเดียวเมืองนี้เป็นเมืองหน้าด่านสู่ผืนป่าซันดาร์บานส์ ที่จะต้องเดินทางเข้าไปด้วยเรือเท่านั้น ที่เมืองมงกลามีเรือนำเที่ยวซันดาร์บานส์อยู่ไม่กี่รายเท่านั้น เพราะมีต้นทุนค่อนข้างสูงและการออกเรือแต่ละครั้งก็ต้องใช้ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำให้ในฤดูกาลที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก เรือจะมีไม่เพียงพอ ดังนั้นหากจะเดินทางมาที่นี่ก็ต้องติดต่อจองไว้ล่วงหน้าเป็นดีที่สุด นอกจากนั้นแล้วใครที่สนใจมาล่องเรือแห่งนี้ ก็ต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแรง เพราะจะต้องใช้เวลาหลายวันในการล่องไปตามแม่น้ำ ต้องกินนอนและใช้ชีวิตอยู่บนเรือตลอดการเดินทาง แต่ไม่ต้องกังวลเพราะเรือนำเที่ยวเหล่านี้ดัดแปลงให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องอาหาร และห้องครัว แต่ด้วยขนาดที่แคบอาจทำให้ไม่สะดวกสบายมากนัก ซึ่งสำหรับคนไทยเราแล้ว การตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวในปลายทางที่ไม่ได้สะดวกสบายนัก แถมยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง มักจะไม่ใช่ทางเลือกแรกๆ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและชาวญี่ปุ่นที่หลงใหลธรรมชาติแล้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะยอมลงทุนและลงแรงเพื่อมาที่นี่ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

ความหนาแน่นของพรรณไม้ ในผืนป่าซันดาร์บานส์

 

ผืนป่าซันดาร์บานส์เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ดังนั้นการเดินทางเข้ามาที่นี่จะต้องได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่ดูแล และจะต้องมีเจ้าหน้าที่อุทยานร่วมเดินทางไปด้วยทุกครั้ง ดังนั้นตลอดการเดินทางของเราก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่ถือปืนประกบไปด้วยเสมอ เพราะความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า นอกจากจะก่อกำเนิดพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แล้ว ยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าอีกจำนวนมากที่อาจทำร้ายนักท่องเที่ยวได้ ไม่ว่าจะเป็นจระเข้น้ำจืด หมูป่า กวาง และลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสือเบงกอล ที่ได้รับการคุ้มครองและได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เพราะเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดความสมดุลของธรรมชาติในผืนป่าซันดาร์บานส์ บ้านแห่งสุดท้ายบนโลกนี้ของเสือเบงกอล ดังนั้นทุกๆ ที่ในผืนป่าแห่งนี้ก็มีโอกาสที่จะพบเสือเบงกอลได้ แต่โดยปกติแล้วเสือก็จะไม่ออกมาเพ่นพ่านในเวลากลางวัน ดังนั้นการได้เห็นเสือตัวเป็นๆ ที่นี่ก็ต้องขึ้นอยู่กับโชคด้วย

บังกลาเทศเป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับมรสุมและพายุไซโคลนแทบทุกปี การเข้าโหมกระหน่ำแต่ละครั้งของพายุก็สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งปลายปี ค.ศ. 2007 ที่ผ่านมาพายุไซโคลนซีดาร์พัดถล่มพื้นที่ของบังกลาเทศ สร้างความเสียหายตั้งแต่พื้นที่ป่าซันดาร์บานส์ขึ้นไปถึงกรุงธากา ครั้งนั้นอิทธิพลของพายุขณะพัดเข้าชายฝั่งทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่สูงกว่า 6 เมตร พัดถล่มหมู่บ้านในพื้นที่ชายฝั่งเสียหายทั้งหมด มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและไร้ที่อยู่อาศัยอีกหลายล้านคน แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สามารถฟื้นฟูได้ทั้งหมด แต่ชาวบังกลาเทศบอกกับเราว่า พื้นที่ป่าตรงซันดาร์บานส์ได้รับเสียหายอย่างมาก ต้นไม้ล้มระเนระนาดและบางต้นก็ล้มตายไปในครั้งนั้น แต่ในที่สุดธรรมชาติก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถกลับมาเป็นพื้นที่สีเขียวได้อย่างน่าอัศจรรย์

ฝูงกวางดาวออกหากินเมื่อน้ำลด

 

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ พื้นที่ป่าซันดาร์บานส์ยังคงมีความจำเป็นจะต้องพึ่งพาป่าแห่งนี้อย่างมาก ซึ่งรัฐบาลอนุญาตให้พวกเขาสามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวพืชพรรณบางชนิดจากผืนป่าได้บางช่วงเท่านั้น อย่างไรก็ตามที่แม่น้ำที่ไหลผ่านจากผืนป่ามาสู่ชุมชน ก็ได้นำเอาความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำนานาชนิดเป็นแหล่งอาหารสำคัญในการพึ่งพิง ทำให้วิถีชีวิตไม่ต้องขวนขวายหรือรีบเร่ง ควบคู่ไปกับการค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับโลกยุคปัจจุบัน โดยที่บางหมู่บ้านก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมความเป็นอยู่ รวมถึงจัดการแสดงต้อนรับเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างสีสันให้กับผู้มาเยือน

การเดินทางของทีมงานโลก 360 องศา เพื่อมาทำความรู้จักกับผืนป่าซันดาร์บานส์ในครั้งนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวมากมาย และได้ทำความรู้จักกับวิถีแห่งเบงกอลมากยิ่งขึ้น และทำให้เราได้มีโอกาสเห็นภาพบังกลาเทศในอีกองศาหนึ่ง ซึ่งที่นั่นไม่มีการจราจรที่วุ่นวาย ไม่มีเสียงแตรรถอึกทึกครึกโครม เพราะที่นั่นมีแต่เสียงสรรพสัตว์และความสงบที่รอให้ผู้รักธรรมชาติมาจากทั่วโลกมาสัมผัสสักครั้งหนึ่งในชีวิต

จระเข้น้ำจืดมีให้เห็นตลอดสองฟากฝั่ง

 

การแสดงพื้นบ้านของชุมชนรอบป่าซันดาร์บานส์

 

แสงไฟ แห่ง ‘ความสุข’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/410621

แสงไฟ แห่ง ‘ความสุข’

โดย…ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ไม่บ่อยครั้งที่จะได้รับโอกาสดีๆ กับการท่องเที่ยวในต่างแดนครั้งนี้ก็เช่นกัน “โตเกียว” ประเทศญี่ปุ่น คือปลายทางครั้งนี้ เราใช้เวลาออกนอกเมืองโตเกียวไปด้วยระยะเวลาไม่นานนักก็จะเป็น “สวนสนุกโยมิอุริ” ตั้งอยู่บนเขาสามารถมองเห็นวิวของตึกสูงในฝั่งโตเกียว ตึกสูงหลายๆ แห่งยังคงเด่นสง่าแม้มองจากตรงนี้ ที่แห่งนี้นอกจากจะมีเครื่องเล่นหลากหลายชนิด ในทุกๆ ฤดูหนาวจะประดับไฟไว้อย่างสวยงาม โดยทุกๆ ปีจะมีการจัดวางแนวดวงไฟไว้ตามคอนเซ็ปต์ ซึ่งทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับนักออกแบบแสงไฟ อย่างเช่นกับอนเซ็ปต์ Jewellumination ก็จะใช้ดวงไฟตกแต่งนับล้านดวง ด้วยนักออกแบบผู้มีชื่อเสียงของชาวญี่ปุ่น

ดวงไฟที่ประดับไว้อย่างสวยงามค่อยๆ ลับตาเมื่อกระเช้าลอยฟ้าพาเราออกจากสวนสนุกแห่งนี้

 

 

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/410619

Travel Update

เอมิเรตส์ ออกตั๋วราคาพิเศษทั่วโลก

ปีใหม่นี้สายการบินเอมิเรตส์ประกาศอัตราค่าโดยสารราคาพิเศษหลากทวีป เพื่อให้นักเดินทางออกไปสัมผัสประสบกาณ์ จุดหมายปลายทางในเอเชีย ค่าโดยสารที่นั่งชั้นประหยัดเริ่มต้นที่ 4,365 บาท และชั้นธุรกิจ 11,640 บาท ตะวันออกกลาง ชั้นประหยัด5,820 บาท และชั้นธุรกิจ 19,400 บาท ทวีปยุโรป ชั้นประหยัด 9,700 บาท และชั้นธุรกิจ53,545 บาท ทวีปแอฟริกา ชั้นประหยัด 12,610 บาท และชั้นธุรกิจ 57,230 บาท ทวีปอเมริกาเหนือ ชั้นประหยัด 10,670 บาท และชั้นธุรกิจ 87,300 บาท ทวีปอเมริกาใต้และอเมริกากลาง ชั้นประหยัด 41,710 บาท และชั้นธุรกิจ 145,500 บาท จองและเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้-30 พ.ค. 2559 ทางเว็บไซต์ www.emirates.com

 

โรงแรมพูลแมน หวุงเต่าใหม่ล่าสุดในเวียดนาม

แอคคอร์โฮเทล ประกาศเปิดตัวโรงแรมพูลแมน หวุงเต่า (Pullman Vungtau) โรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งแรกในเมืองหวุงเต่า ประเทศเวียดนาม อยู่ห่างจากเมืองโฮจิมินห์ 95 กม. หรือประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง โรงแรมมีห้องพักและห้องสวีท 356 ห้อง มองเห็นทัศนียภาพของเมืองและชายหาด พร้อมพื้นที่จัดประชุมขนาดใหญ่ราว 2,036 ตร.ม. ซึ่งใหญ่ที่สุดในเขตเวียดนามตอนใต้ ประกอบด้วยห้องแกรนด์บอลรูม 2 ห้อง และห้องประชุมอเนกประสงค์ 4 ห้อง นอกจากนี้โรงแรมพูลแมนยังมีให้บริการที่ฮานอย ดานัง และโฮจิมินห์ ดูรายละเอียดในเว็บไซต์ www.accorhotels.com สอบถามทางอีเมล h7133@pullmanvungtau.com

 

พักหรูบนเกาะส่วนตัวเกาะจำ บีช วิลล่า

เกาะจำ บีช วิลล่า รีสอร์ทหรูบนเกาะจำ จ.กระบี่ โดดเด่นด้วยความเงียบสงบและการตกแต่งอย่างหรูหรา หลีกหนีความวุ่นวายบนเกาะสวรรค์โดยใช้เวลานั่งเรือจากกระบี่ 30 นาที ออกแพ็กเกจราคาพิเศษสำหรับคนไทยหรือชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย (Thai Residents Promotion 2016) วิลล่าแบบไพรเวทวิลล่าอีโคชิก ราคาเริ่มต้นที่ 5,500 บาท++ (ราคาปกติ 9,299 บาท) รวมอาหารเช้า บริการฟรีไว-ไฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่1 พ.ค.-31 ต.ค. 2559 ไม่เว้นวันหยุดยาวและนักขัตฤกษ์ สำรองห้องพักโทร. 08-6184-0505 เว็บไซต์ www.kohjumbeachvillas.com

 

แพ็กเกจฮันนีมูน อมารี ภูเก็ต

โรงแรมอมารี ภูเก็ต ชวนคู่รักมาสัมผัสบรรยากาศโรแมนติกกับแพ็กเกจวาเลนไทน์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-17 ก.พ.2559 ราคาเริ่มต้นเพียง 27,504 บาท สำหรับการเข้าพัก 4 วัน 3 คืน การเซตอัพฮันนีมูนภายในห้องพัก บริการรถรับ-ส่ง สนามบินนานาชาติภูเก็ต อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงตลอดการเข้าพัก ส่วนลดทรีตเมนต์ที่บรีซสปา และดินเนอร์วันวาเลนไทน์ที่ห้องอาหารอิตาเลียนลากริตต้า สำรองห้องพักได้ตั้งแต่วันนี้ โทร. 076-340-106-14 ต่อ 8033, 8034

 

สปาคู่รักที่โซฟิเทล กระบี่โภคีธราฯ

โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท นำเสนอแพ็กเกจสปา Love Me, Spoil Me, Spa Me ในเดือนแห่งความรัก ที่โซ สปา วิท ล็อกซิทาน (So SPA with L’Occitane) ตลอดเดือน ก.พ. ประกอบด้วยผ่อนคลายในอ่างน้ำวน ขัดผิวกาย และปิดท้ายด้วยการนวดตัวกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในราคาพิเศษ 3,500 บาท/ท่าน และ 6,500 บาท สำหรับ 2 ท่าน สอบถามโทร. 075-627-800

 

เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่จัดตลาดนัดวันหยุด

โรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่จัดงาน “Thames Valley Weekend Market” ด้วยการจัด เดอะ คาสเซิลป๊อปอัพ คาเฟ่ รวบรวมอาหารอร่อยอาทิ แซนด์วิชแซลมอนรมควันแบบเปิดหน้า ผัดหมี่โคราช บาร์บีคิว ขนมหวานไอซ์ ป๊อป โซดา และวาฟเฟิล พร้อมจำหน่ายสินค้าทำมือจากร้าน caramel dot, mon studio 214, soul clay, wisa wisney และอุดมสุข รวมถึงโซนอาหารออร์แกนิก และการบรรเลงเพลงอะคูสติกตลอดทั้งวัน ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 23-24 ม.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ลานด้านหน้าโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ บนถนนธนะรัชต์ กม.18 สอบถามโทร. 044-009-999

 

พักที่สวิสโฮเต็ลปาร์คนายเลิศ รับความสุข2 เท่าช่วงตรุษจีน

โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ โอเอซิสใจกลางกรุงเทพฯ ออกโปรโมชั่น Spring Festival Holidays ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ให้ส่วนลดสูงสุด 25% สำหรับห้องพัก และส่วนลด 15% สำหรับห้องอาหาร สำรองห้องพักได้ตั้งแต่วันนี้-17 ก.พ. 2559 เพื่อเข้าพักช่วงวันที่ 5-19 ก.พ. 2559 จองโดยตรงผ่านเว็บไซต์ www.swissotel.com สอบถามโทร. 02-253-0123

 

ยามานะชิ ที่ไม่ได้มีแค่ภูเขาไฟฟูจิ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/409306

ยามานะชิ ที่ไม่ได้มีแค่ภูเขาไฟฟูจิ!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ภาพ โซระ/ออยลี่/ดาว

ยามานะชิ (Yamanashi Prefecture) ที่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน รู้ตัวอีกทีตอนยืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็รู้สึกได้ว่าตัวเรานั้นช่างเล็กเสียเหลือเกิน เรื่องราวต่อไปนี้เป็นประสบการณ์มุมมองใหม่ๆ ของแอดมินโซระ แอดมินออยลี่ และแอดมินดาว จากเพจ “ไม่ใช่กรูรูแต่กรูรู้ของถูกในโตเกียว” ยามานะชิสำหรับพวกเธอแล้วไม่ได้มีแค่ภูเขาไฟฟูจิ

ยามานะชิเป็นจังหวัดที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยขุนเขา ตั้งอยู่ในภูมิภาคจูบุ (Chubu) ตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น และตั้งอยู่ตรงกลางของเกาะฮอนชู เมืองหลวงของจังหวัดคือเมืองโคฟุ (Kofu) อุตสาหกรรมที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือการทำอัญมณี ผลไม้ที่เกษตรกรในจังหวัดนิยมปลูกมากที่สุดคือองุ่น มีประชากรน้อยเป็นอันดับที่ 41 ของประเทศ ปัจจุบันจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนี้ คือ 833,963 คน

 

จุดหมายอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว นั่งรถไฟชมวิวข้างทางไปเพลินๆ แค่ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงสถานีรถไฟคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko Station) ประทับใจกรวยสามเหลี่ยมที่กำลังทำหน้าที่กั้นพื้นที่ ไม่ให้ใครเดินเข้าไปบริเวณรางรถไฟ กรวยธรรมดาแต่มีเรื่องราว มีความน่าเอ็นดู กรวยแต่ละอันถูกตกแต่งให้เป็นรูปฟูจิซังแสดงอารมณ์ต่างๆ น่ารักมาก

จุดหมายแรกคือหมู่บ้านโอชิโนะฮักไก หรือหมู่บ้านน้ำใส ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยขนานนามให้ เถียงไม่ได้เลยเพราะน้ำใสจริงๆ สามารถมองเห็นก้นบ่อที่อยู่ลึกลงไปถึง 8 เมตร ตรงกลางหมู่บ้านมีบ่อน้ำผุด ซึ่งเป็นน้ำใต้ดินที่ไหลมาจากฟูจิซัง ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นน้ำที่สะอาด บริสุทธิ์ และมีความศักดิ์สิทธิ์ หากใครได้ดื่มจะมีอายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำในบ่อ 10-12 องศาเซลเซียส น้ำสะอาดจริง เราสามารถดื่มได้ และถ้าใครต้องการนำน้ำกลับบ้านไปด้วยก็สามารถทำได้ ตรงร้านขายของที่ระลึกมีขวดพลาสติกขาย 150 เยน เท่านั้น

 

ความเชื่อมีมาจากสมัยโบราณ ฟูจิเปรียบดังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า การเดินขึ้นภูเขาไฟฟูจิที่สูงเสียดฟ้าจึงเปรียบด้วยการแสวงบุญ น้อยคนนักที่จะเดินขึ้นไปจนถึงยอดเขา สมัยก่อนนักบวชและผู้ชายเท่านั้นที่มีสิทธิเดินขึ้นไป ส่วนผู้หญิงเพิ่งขึ้นภูเขาไฟฟูจิได้เมื่อ 147 ปีนี้เอง

ฟูจิซังแตกต่าง อันดับแรกคือความสูง นี่คือภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น 3,776 เมตร อันดับต่อมาคือ รูปทรง รูปทรงสวยงามแทบจะสมมาตรกันทั้งสองข้าง อันดับที่สาม คือขนาดของภูเขาที่ใหญ่โตน่าเกรงขาม ครอบคลุมพื้นที่ของสองจังหวัด คือ ชิซุโอกะ (Shizuoka) และยามานะชิ อันดับสี่เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ตาย ทั้งหมดนี้ทำให้ฟูจิกลายเป็นตัวแทนธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น

 

สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว ฟูจิไม่ได้เป็นแค่ภูเขาแต่เป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ เป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติ และเป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของชาวอาทิตย์อุทัย ในปี 2556 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโก

ไดมอนท์ฟูจิ คือการมองฟูจิซังในระยะประชิดที่ทะเลสาบยามานากะ (Yamanaka Lake) สาวๆ ได้นั่งรถสะเทินน้ำสะเทินบกคาบะบัส (Kaba Bus) เป็นครั้งแรก คาบะบัสคือรถที่วิ่งบนถนนก็ได้และพอลงน้ำก็เปลี่ยนเป็นเรือ เจ้ารถฮิปโปคันนี้ขับชมรอบทะเลสาบ อยู่ดีๆ พนักงานขับรถก็ประกาศว่ากำลังจะพาเจ้าคาบะบัสลงไปในทะเลสาบแล้วนะ

 

“ตื่นเต้นเร้าใจจริงๆ ผู้โดยสารหลายคนถึงกับกรี๊ด ตอนที่รถขับลงไปในน้ำ (ฮ่าๆ) รถที่เรานั่งมากลายเป็นเรือไปเสียแล้ว อากาศดี ลมเย็นพัดมาวิวรอบทะเลสาบก็สวยซะ และไฮไลต์ของวันนี้คงไม่มีอะไรจะสวยไปกว่านี้…ไดมอนท์ฟูจิ ที่กำลังประจักษ์อยู่ตรงหน้าพวกเราทั้งสาม”

ไดมอนท์ฟูจิ คำที่ใช้เรียกเวลาที่พระอาทิตย์อยู่ตรงกับยอดของภูเขาไฟฟูจิพอดี ทำให้ดูเหมือนเพชรที่กำลังส่องแสงแวววาว ณ ยอดเขาช่างสวยงามประทับใจ จากนั้นได้เปลี่ยนจากนั่งเรือเป็นเดินเล่นเก็บบรรยากาศรอบทะเลสาบ อากาศสดชื่นหายใจได้เต็มปอด

 

“มีหงส์อยู่คู่หนึ่ง พอมันเห็นเราเดินอยู่ที่สะพาน ก็ว่ายน้ำมาขออาหาร แต่ดูดีๆ พบว่าไม่ได้มีแค่หงส์ แต่ปลาตัวใหญ่ๆ ว่ายมาเป็นฝูงๆ พร้อมใจกันมาขออาหารแบบนี้ จะใจแข็งอยู่ได้อย่างไร ก็ต้องควักเงินซื้ออาหารสิ แต่ที่กระบะขายอาหารปลาไม่มีคนขายนะ เราหยิบอาหารปลาไป แล้วเอาเงินวางไว้ในถาดรับเงิน ช่างเป็นสังคมในอุดมคติจริงๆ”

จุดหมายต่อไปคือจุดชมวิวที่ทะเสสาบโมโตสุ (Motosu Lake) ซึ่งเป็นจุดเดียวกันกับภาพเงาสะท้อนฟูจิซังบนผืนน้ำที่นิ่งสนิทบนธนบัตรใบละพันเยน สามสาวมาถึงเมื่อเวลาเย็น อากาศเริ่มหนาว แต่ภาพภูเขาไฟฟูจิที่เห็นตรงหน้าทำให้ลืมความหนาวเหน็บ ถ้าจะพูดว่าสวยจนแทบจะหยุดหายใจคงไม่เกินความจริง

 

แอดมินโซระ เล่าว่าเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน แสงตกกระทบกับภูเขาแปลกตาแสงสีม่วงไล่ไปจนถึงสีชมพูอ่อนสะกดสายตาของทุกคน บรรยากาศเงียบสงบ มีนักท่องเที่ยวเพียงไม่กี่คนที่มายืนรอถ่ายรูปฟูจิซัง ต่อไปคือมุมถ่ายภาพขวัญใจมหาชน เจดีย์ห้าชั้นที่ทะเลสาบคาวากุจิ (Kawaguchi Lake) เจดีย์สีแดงมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟช่างสวยงามนัก

เจดีย์ตั้งอยู่ในเขตศาลเจ้าอะระคุระ เซนเกน (ArakuraSengen Shrine) ศาลเจ้าเล็กๆ ประจำเมืองฟูจิโยชิดะ (Fujiyoshida) สร้างขึ้นปี 1963 เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งสันติภาพ เมื่อเดินขึ้นเขามาจะเจอศาลเจ้าก่อน ใครอยากเห็นเจดีย์ 5 ชั้นต้องเดินขึ้นบันไดไปอีก 400 ขั้น ระหว่างทางนอกจากจะเห็นวิวมุมสูงของเมืองทั้งเมือง ก็จะเห็นป้ายเตือนระวังสัตว์ป่ามีหมูป่าและลิง

อีกหนึ่งจุดห้ามพลาด คือการขึ้นไปบนฟูจิซัง ชั้น 5 ที่นี่มีดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของที่ระลึกที่มีสินค้าบางอย่างวางขายเฉพาะข้างบนนี้ เช่น ขนมฟูจิเมลอนปังที่เอร็ดอร่อย เป็นเมลอนปังที่ทำเลียนแบบรูปทรงภูเขาฟูจิ ลาวาทำด้วยแป้งช็อกโกแลต และหิมะที่ปกคลุมก็คือน้ำตาลไอซิ่ง ขวด น้ำดื่มที่มีโลโก้ภูเขาไฟฟูจิ หรือเครื่องรางที่มีจำหน่ายเฉพาะที่นี่

 

“บนภูเขาไฟฟูจิชั้น 5 สูงจากระดับน้ำทะเลวัดได้ 2,305 เมตร สามารถมองเห็นความงามของทะเลสาบทั้งห้าที่อยู่รอบๆ ยังมีศาลเจ้าในลัทธิชินโต โคมิตะเกะ (Komitake Shrine) ด้านข้างของศาลเจ้ามีจุดชมวิวที่สวยงาม มองลงไปเห็นทะเลสาบยามานะกะที่ด้านล่าง”

ช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือใบไม้เปลี่ยนสีปลายเดือน ต.ค.-พ.ย. เป็นฤดูกาลเหมาะแก่การท่องเที่ยว ใบไม้สีแดง ส้ม เหลือง และน้ำตาล ไล่เรียงกันเหมือนภาพวาด มาถึงแล้วอย่าลืมไปเยี่ยมชมอุโมงค์ใบไม้เปลี่ยนสีที่ทะเลสาบคาวากุจิ ส่วนใครไปในช่วง ส.ค.-ต.ค. ห้ามพลาดชิมองุ่นสดจากต้น 48 สายพันธุ์ ที่นี่เป็นแหล่งผลิตไวน์ชั้นยอด โรงบ่มไวน์ที่บูโดโนะโอกะ (Budo no Oka) ชำระเงินเพียง 1,100 เยน ก็เข้าไปชิมไวน์ได้จุใจ 115 รสชาติ

สามสาวขอบคุณยามานะชิ จังหวัดเล็กๆ ใกล้โตเกียว ที่ทำให้พวกเธอได้ใช้วันหยุดอย่างสนุกสนาน คงไม่มีอะไรดีไปกว่าอาหารอร่อย ผู้คนใจดี ธรรมชาติสวยงาม กับเตียงนุ่มๆ ให้นอนเหยียดยาวหลังตะลอนช็อปตะลอนชิม และเที่ยวอย่างเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ขอบคุณยามานาชิที่รักษาความเป็นธรรมชาติเอาไว้อย่างไม่มีที่ติ มีโอกาสเมื่อไรจะกลับมาแน่

“ขอสารภาพว่าตอนขามารู้สึกเฉยๆ กับฟูจิ แต่ขากลับพวกเราได้กลายเป็นคนใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจกลับไปอย่างเต็มเปี่ยม หากการเดินทางคือการชาร์จแบตเตอรี่ชีวิตให้เต็ม ในครั้งนี้ยามานะชิก็ได้ชาร์จแบตเตอรี่ของพวกเราจนเต็มเปี่ยม พลังงานดีๆ ขอเก็บไว้เป็นทุนสำหรับการดำเนินชีวิตในปีใหม่ 2559 ขอบคุณค่ะ”

 

ค็อกซ์บาซาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/409199

ค็อกซ์บาซาร์

โดย…ทีมงานโลก 300 องศา keb_toke@plat360.com

ประเทศบังกลาเทศเป็นดินแดนที่บางคนบอกว่าไม่น่าไป แต่ก็มีเสียงตอบรับจากผู้ชมรายการโลก 300 องศา บอกว่า อยากไปลองลุยประเทศนี้ดูบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลอีกหนึ่งมิติในการประกอบการตัดสินใจ เราก็เลยขอนำเสนออีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของที่นี่ นั่นก็คือเมืองที่ชื่อว่า “ค็อกซ์บาซาร์” ซึ่งเป็นที่ตั้งของชายหาดที่ยาวที่สุดในโลก

ค็อกซ์บาซาร์ เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของบังกลาเทศ ตั้งอยู่ในจิตตะกองดิวิชั่นทางตะวันออกเฉียงใต้ติดกับประเทศเมียนมา หากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสนใจจะเดินทางมาที่นี่ ก็ต้องบินไปเริ่มต้นที่กรุงธากาก่อน จากนั้นก็ค่อยเลือกว่าอยากจะเดินทางต่อมาที่ค็อกซ์บาซาร์ด้วยวิธีไหน ซึ่งประหยัดเงินที่สุดก็ต้องนั่งรถบัสแบบธรรมดา ค่าโดยสารเที่ยวเดียว ประมาณ 700-800 ตากาหรือประมาณ 400 บาทไทย ดีขึ้นมาหน่อยก็เป็นรถบัสปรับอากาศ ราคาตั้งแต่ 1,000-3,000 ตากา อย่างไรก็ตามการเดินทางด้วยวิธีนี้ต้องใช้เวลากว่า 12 ชม. จากกรุงธากา

แวะชมตลาดปลา ถ่ายรูปเล่นกับพ่อค้าใจดี

 

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติส่วนใหญ่ จึงยอมเดินทางด้วยเครื่องบินจากกรุงธากา สนนราคาตั๋วต่อเที่ยวบินประมาณ 6,000 ตากา หรือ 3,000 บาทไทย เพื่อทุ่นเวลาเพื่อไปยังสนามบินค็อกซ์บาซาร์ ซึ่งเป็นสนามบินภายในประเทศขนาดไม่ใหญ่นัก ที่ถูกสร้างในสมัยที่ยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ

ด้วยความที่เป็นเมืองท่องเที่ยว และเป็นเมืองท่าชายฝั่งของอ่าวเบงกอล ทำให้ค็อกซ์บาซาร์มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและมีชีวิตชีวาไม่แพ้ธากา แต่จะดีกว่าก็ตรงที่ไม่วุ่นวายและแออัดเท่า ซึ่งผู้คนที่นี่ก็มีทางเลือกเพิ่มในการทำอาชีพบริการนักท่องเที่ยว แต่อาชีพหลักก็ยังเป็นเกษตรกรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำประมงนั้นในแต่ละวันจะมีเรือประมงจำนวนมากนำปลาที่หาได้มาส่งที่ตลาดปลาค็อกซ์บาซาร์ที่เต็มไปด้วยพ่อค้าคนกลางและพ่อค้ารายย่อย ต่างมารอคอยเพื่อแย่งกันซื้อปลาที่พวกเขาต้องการ ในขณะที่ชาวประมงก็ต้องรีบขนปลามาขายให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาความสดไว้ ก่อนที่ราคาจะตก ทำให้บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและมีชีวิตชีวาในแบบบังกลาเทศ

ชาวบังกลาเทศเชื้อสายเมียนมาหาชมได้ ไม่ยากในตลาดค็อกซ์บาซาร์

 

เสน่ห์สำคัญที่ดึงดูดผู้คนทั่วประเทศให้สนใจมาท่องเที่ยวที่นี่ นั่นก็คือหาดค็อกซ์บาซาร์ ที่หันหน้าไปยังทิศตะวันตก เข้าหาอ่าวเบงกอล ดังนั้นช่วงเวลาเช้าก็มีแดดไม่ร้อนมาก ในขณะที่ช่วงเวลาบ่ายถึงเย็นก็จะเป็นช่วงเวลาที่สวยที่สุดในการชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ สิ่งที่เหนือความคาดหมายเลยก็คือว่าเรื่องความสะอาดของชายหาดที่นี่ แทบจะไม่ค่อยมีขยะเลย ทำให้ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวชาวบังกลาเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่นี่นับล้านคนเลยทีเดียว

ของฝากหรือของที่ระลึกที่นี่ไม่ได้มีให้เลือกมากนัก ส่วนใหญ่ก็เป็นผลผลิตจากท้องทะเล ไม่ว่าจะเป็นงานประดิษฐ์จากเปลือกหอยและปะการัง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่เป็นผลดีนักในการสนับสนุนสินค้าเหล่านี้ ส่วนใครที่อยากได้ข้าวของเครื่องใช้ก็ต้องเข้ามาในตลาด เพราะที่นี่มีทุกอย่างทั้งของกินของใช้ ไปจนถึงปลาเค็มแห้งตัวโตๆ มิหนำซ้ำยังมีข้าวของเครื่องใช้ของชาวเมียนมาเป็นทางเลือกอีกด้วย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าคนแถวนี้มีจำนวนไม่น้อยที่สืบเชื้อสายมาจากเมียนมา ซึ่งเราก็จะสังเกตได้ไม่ยากเพราะสีผิวและโครงหน้าจะแตกต่างไปจากชาวเบงกาลีโดยสิ้นเชิง

ความศรัทธานำพาให้พุทธศาสนิกชน ชาวบังกลาเทศรวมตัวกันเป็นหนึ่ง

 

แม้ว่าประชากรกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของประเทศนี้จะนับถือศาสนาอิสลาม แต่ในเขตจิตตะกองโดยเฉพาะที่ค็อกซ์บาซาร์ ก็มีชุมชนชาวพุทธขนาดใหญ่ที่มาจากเมียนมา รวมถึงมีวัดพุทธเก่าแก่อยู่มากมายให้ได้เยี่ยมเยือนสักการะ ดังเช่น “วัดมหาจินดากรี” เป็นวัดพุทธที่ใหญ่สุดในค็อกซ์บาซาร์ มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งศิลปะในการออกแบบก็ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของวัดพุทธในเมียนมา มากไปกว่านั้นที่นี่มีความเงียบสงบและร่มรื่นของธรรมชาติ จึงเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนกว่า 4 แสนคน ที่อาศัยในละแวกนี้ โดยในช่วงที่ไม่ได้มีเทศกาลทางศาสนาทุกเช้าจะมีภิกษุณีมาคอยสอนหนังสือและสอนธรรมะให้กับเด็กๆ ในขณะที่พุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญก็จะมาร่วมทำบุญในโอกาสนี้ด้วย

ในเขตจิตตะกอง ดิวิชั่นนั้น เป็นพื้นที่ซึ่งมีชาวพุทธอาศัยอยู่มาก นอกจากค็อกซ์บาซาร์แล้วก็ยังมีอีกพื้นที่หนึ่งเรียกว่า “รามู” เป็นชุมชนที่มีชาวพุทธ และมีวัดพุทธใหญ่ๆ อยู่ถึง 10 กว่าแห่งด้วยกัน ถ้ามีเวลาพอก็แนะนำให้เที่ยวชมทุกวัด แต่ถ้ามีเวลาไม่มากพอหรือมีเวลาจำกัด ก็แนะนำให้มาที่วัดลัลชิงไมตรีวิหารเพิ่งถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ หลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปี 2012 ปัจจุบันก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นัก แต่ก็เปิดให้เข้าชมได้และมีการปรับเป็นศูนย์วิปัสสนาวิมุตติ

บรรยากาศงานทอดกฐินที่นี่คึกคัก ไม่แพ้บ้านเรา

 

งานทอดกฐินถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ทุกปีในรามูโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ที่รามู เซ็นทรัล สีมาวิหาร ได้มีการนิมนต์พระสงฆ์จากต่างประเทศมาร่วมประกอบศาสนพิธีด้วย ก็ยิ่งทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น ภายหลังจากพิธีถวายภัตตาหารแด่คณะสงฆ์แล้ว เจ้าภาพผู้มีจิตศรัทธาก็เปิดพื้นที่โรงทานให้ผู้มาร่วมบุญได้รับประทานอาหารกันก่อนจะเดินทางกลับบ้าน เรียกได้ว่าทุกคนได้อิ่มทั้งบุญอิ่มทั้งท้องกันเลยทีเดียว

ปิดท้ายการเดินทางมายังค็อกซ์บาซาร์ ด้วยการแวะชมอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เจ้าบ้านภูมิใจนำเสนอเป็นอย่างมาก นั่นก็คือสวนสัตว์ ว่ากันตามตรงแล้วนี่คงไม่ใช่สวนสัตว์ที่น่าตื่นตาตื่นใจเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เพราะเรามีสวนสัตว์ที่ดีกว่านี้มาก แต่สำหรับผู้คนที่นี่แล้ว สถานที่แห่งนี้ถือเป็นหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่พิเศษมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ ด้วยแล้ว การจะได้เข้ามาเที่ยวในสวนสัตว์ไม่ใช่เรื่องที่เด็กบังกลาเทศทุกคนจะได้มีโอกาสเข้ามา เมื่อมาถึงที่นี่ทั้งทีแล้วก็ต้องไม่พลาดชมเสือเบงกอล หนึ่งในเสือสายพันธุ์สำคัญที่กำลังจะใกล้สูญพันธุ์ของโลก

หาดทรายและท้องทะเลที่สวยงามสำหรับผู้คนที่นี่ อาจจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ใครๆ ก็อยากเดินทางมาค็อกซ์บาซาร์สักครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ของเราแล้วเราค้นพบว่าความหลากหลายและความมีชีวิตชีวาของค็อกซ์บาซาร์ จะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งปลายทางท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและอยากกลับมาที่นี่อีกครั้ง

หาดทรายสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้ค็อกซ์บาซาร์เป็นปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวบังกลาเทศ

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/409197

Travel Update

โดย…กาญจนา

กาตาร์ แอร์เวย์ส ให้ใช้ Wi-Fi ฟรีบนเครื่องบิน

สายการบินกาตาร์ แอร์เวย์สร่วมกับ Ooredoo บริษัทโทรคมนาคมระดับโลก ประกาศการให้บริการสัญญาณWi-Fi บนเครื่องบินของสายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ส เป็นเวลา 3 ปี โดยความร่วมมือครั้งนี้เป็นการจับมือกันของ2 บริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศกาตาร์เพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารระหว่างการเดินทางตั้งแตวั่นที่ 17 ธ.ค.เป็นต้นไป

ผู้โดยสารทุกเที่ยวบินของสายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ส จะได้ใช้บริการ Wi-Fiฟรีเป็นเวลา 15 นาทีแรก โดยความเอื้อเฟื้อจาก Ooredoo และหากต้องการใช้งานต่อเนื่องก็สามารถซื้อเพิ่มเติมได้ตามความต้องการด้วยอัตราค่าบริการ 5 เหรียญสหรัฐ/ชั่วโมง หรือ 10 เหรียญสหรัฐ/3ชั่วโมง สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางระยะยาวสามารถจ่ายเพียง 20 เหรียญสหรัฐเพื่อใช้ Wi-Fi ตลอดเที่ยวบินไม่ว่าจะเดินทางกี่ชั่วโมงก็ตาม ส่วนผู้โดยสารชั้นหนึ่งของเครื่องบินแบบ A380 สามารถใช้Wi-Fi ได้ฟรีตลอดเที่ยวบิน โดยจะให้บริการบนเครื่อง A380, A350, B787,A319 ทุกลำ และ A320, A330 บางลำ

นอกจากนี้ที่ท่าอากาศยานนานาชาติฮามัดหรือศูนย์กลางการเดินทางของสายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ส ก็ให้บริการWi-Fi ฟรีแก่ผู้โดยสารทั้งก่อนขึ้นเครื่องและระหว่างต่อเครื่องเช่นกัน

 

โลลิโก้ หัวหิน เปิดใหม่ ราคาพิเศษ

โลลิโก้ รีสอร์ท หัวหิน เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาโดยรีสอร์ทอยู่ติดกับโรงแรมเล็ตส์ซี หัวหิน อัลเฟรสโก รีสอร์ท ภายใต้การบริหารงานจากผู้บริหารทีมเดียวกัน และเพื่อฉลองการเปิดกิจการใหม่ โลลิโก้มอบราคาโปรโมชั่น ห้องพักราคาเริ่มต้น 2,558 บาท จากราคาปกติ 6,500 บาท (ไม่รวมค่าบริการและภาษี) ราคานี้เปิดให้จองทาง www.loligoresort.com ตั้งแต่วันนี้ถึงกลางปี 2559 โดยห้องพักทุกห้องมีบริการเครื่องดื่มและขนมฟรีในมินิบาร์ พร้อมชากาแฟ รวมถึงส่วนลด 10% เมื่อใช้บริการที่ร้านอาหารเล็ตส์ซีระหว่างการเข้าพัก สอบถามโทร. 032-536-777

 

ปีใหม่นี้ กินข้าวใหม่ม้ง จ.ตาก

อ.พบพระ จ.ตาก เป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าม้ง ที่ได้อพยพมาจาก อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ แบ่งออกเป็นชาวม้งขาว และชาวม้งดำหรือม้งเขียว ทุกๆ ปีจะมีประเพณี “กินข้าวใหม่ม้ง” เพื่อฉลองช่วงเทศกาลปีใหม่ให้ชาวม้งได้มีโอกาสมาพบปะ พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักร่วมกัน มีการแสดง การละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับนักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมประเพณีนี้ได้ในงานประเพณี “กินข้าวใหม่ม้ง”จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-16 ม.ค. 2559 ณ สวนสาธารณะเกาะกลางบ้านป่าคา(เส้นทางแม่สอด-อุ้มผาง กม.ที่ 38)พบกับการละเล่นพื้นเมือง อาทิ การโยนลูกช่วง กิจกรรมร้องเพลงม้งโบราณ การแข่งขันยิงหน้าไม้ และการแข่งขันตีลูกข่าง สอบถามการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตากโทร. 055-514-341-3

 

FN Outlet เปลี่ยนลุคใหม่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว

เอฟเอ็น เอ๊าท์เลท (FN Outlet) สถานที่รวบรวมสินค้าทั้งเสื้อผ้า อุปกรณ์เครื่องใช้ และเฟอร์นิเจอร์ ขายในราคาพิศษ ได้ปรับภาพลักษณ์ครั้งสำคัญภายใต้สโลแกน “คัดสรรเพื่อชีวิตที่ใช่”เริ่มจากการปรับลุคที่สาขาหัวหินเป็นที่แรกในคอนเซ็ปต์ “Living Inspiration” พร้อมสร้างสรรค์มุมดิสเพลย์ที่เต็มไปด้วยไอเดียของการใช้ชีวิตเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเลือกหาของถูกใจที่ตรงกับทุกไลฟ์สไตล์ของทุกคน และหวังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ก่อนถึงเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

 

สโนไวท์ สปา แพ็กเกจ ต้อนรับหิมะในญี่ปุ่น

ดิ โอกุระ สปา (The Okura Spa) โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok)นำเสนอแพ็กเกจสปา “สโนไวท์ สปา แพ็กเกจ” (Snow White Spa Package)ที่จะทำให้คุณคิดถึงบรรยากาศอันหนาวเย็นในฤดูหนาวที่เต็มไปด้วยหิมะในประเทศญี่ปุ่น เริ่มจากการขัดผิวด้วยสโนว์สครับที่มีส่วนประกอบหลักเป็น ข้าวหอมมะลิ ข้าวโพด และข้าวเหนียวดำพอกตัวด้วย สโนว์ มาสก์ มีส่วนผสมของโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง นวดผ่อนคลายทั่วร่างกายด้วยเทียนร้อนที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ใช้เวลา 2 ชม. ราคา 4,200 บาท++  ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค. 2559 สอบถามและสำรองสปา โทร. 02-687-9000

 

นิวเยียร์ นิวยู ที่โซ สปา

เพื่อเป็นการต้อนรับปีใหม่นี้โซ สปา บนชั้น 11 ของโรงแรมโซฟิเทล โซ แบงคอก นำเสนอโปรโมชั่นนิวเยียร์ นิวยู (New Year New You) เริ่มด้วยขัดผิวกายด้วยสบู่ดำเบลดิ(30 นาที) พอกตัวด้วยครีมรัซโซล(30 นาที) และนวดตัวตามแบบฉบับโมร็อกโก (60 นาที) ราคาพิเศษ 4,500 บาทสุทธิ จากราคาปกติ 6,350 บาท เฉพาะในเดือน ม.ค.สอบถามและจองแพ็กเกจ โทร. 02-624-0000

 

อาร์ตตลกหกฉาก นักเดินทางล่าราเมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/409196

อาร์ตตลกหกฉาก นักเดินทางล่าราเมน

โดย…รอนแรม ภาพ… ศิลป์ รุจิรวนิช

แรงบันดาลใจในการเดินทางของแต่ละคนต่างกัน บ้างต้องการค้นหาตัวเองบ้างอยากเห็นโลกกว้าง แต่สำหรับ อาร์ต-ศิลป์ รุจิรวนิช นักแสดงค่ายเวิร์คพอยท์ เขาออกเดินทางเพราะ “ราเมน” อาหารสุดคลาสสิกของชาวญี่ปุ่นที่เขาหลงรักถึงขั้นคลั่งไคล้มาตั้งแต่เด็ก เพราะสำหรับเขามันไม่ได้เป็นแค่อาหารแต่ยังเป็นแรงบันดาลใจและศิลปะการใช้ชีวิต

เด็กเส้น

อาร์ตชอบกินราเมนมาตั้งแต่เด็ก เขาตั้งคำถามกับอาหารชามนี้มาตลอดว่าทำไมอาหารที่มีเส้นกับน้ำถึงได้อร่อยโดยไม่ต้องปรุงแต่งอะไร อย่างเขาเองก็กินแค่เส้นกับน้ำแทบจะไม่กินหมูชาชูเลย

“เท่าที่จำความได้พ่อผมพาไปกินอาหารญี่ปุ่น ด้วยความบังเอิญผมเลือกเมนูผิดแล้วได้โซบะเย็นมา เราก็ลองกินดูปรากฏว่าอร่อยมากทั้งที่ไม่มีเครื่องอะไรเลยมีแต่เส้นไปจุ่มน้ำแค่นี้ จากนั้นผมก็กินราเมนมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ก็ต้มกินเองทุกเช้า”

 

ถามถึงร้านราเมนที่ชื่นชอบ อาร์ตแนะนำ 4 ร้าน ร้านแรกชื่อ แกรนด์ราเมนอยู่ย่านทองหล่อ ซอยสุขุมวิท 55 เมนูแนะนำคือ ราเมนไข่เจียวปูอัด ร้านต่อมาชื่อคิโอะราเมน อยู่ในโครงการเรนฮิลล์ แนะนำสองเมนูคือ โชยุราเมนกับอาบูระโซบะ อีกร้านชื่อ ฟูจิยามาโกโก อยู่สุขุมวิท 39 เด่นที่เมนูราเมนแห้งแยกน้ำซุป ซุปจะมาพร้อมเตาทำให้เดือดเพื่อรักษารสชาติ และร้านก๋วยเตี๋ยวโยโกฮามา อยู่แถวพระราม 9 สามารถเลือกได้ว่าจะกินเส้นขนาดไหน ระดับความแข็งของเส้น ระดับความเค็มความเผ็ด หรือเครื่องที่ใส่ลงไป ซึ่งเมนูเด็ดคือ ราเมนซุปเกลือที่อร่อยโดดเด่นกว่าทุกเมนู ทั้งสี่ร้านเป็นร้านประจำที่อาร์ตจะไปกินวนอยู่แค่นี้

“เข้าร้านราเมนแทบทุกวัน ถ้าถามว่าเบื่อไหม ผมเบื่อได้แค่สองวันก็จะกลับมาคิดถึงมันอีกแล้ว” อาร์ตกล่าว “บางคนชอบกินราเมนเพราะชอบกินหมูชาชู ซึ่งจะถามว่าผมชอบกินเส้นหรือซุปมากกว่ากัน ผมชอบที่มันอยู่คู่กัน ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งไม่อร่อย มันก็จะเป็นราเมนที่ไม่อร่อย ดังนั้นทั้งสองอย่างมันต้องบาลานซ์”

ค่าที่รักราเมนทำให้อาร์ตรักญี่ปุ่นไปด้วย ซึ่งการเดินทางไปญี่ปุ่นแต่ละครั้งเขาจะไปค่อยวางแผนเพราะเชื่อว่าทุกร้านใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ซึ่งเมืองแห่งราเมนเขายกให้ “โตเกียวเท่านั้น”

 

โตเกียวมีราเมน

เมืองหลวงโตเกียวเป็นแหล่งรวมสถานที่ท่องเที่ยว ร้านช็อป ร้านอาหาร ซึ่งถ้าโฟกัสไปที่ราเมนจะมีเพียงสองพื้นที่ที่โด่งดัง คือ ชินจูกุ นัมเบอร์วันของคนรักราเมนที่ไม่ว่าเดินเข้าร้านไหนก็อร่อย และชิบูยาที่มีให้เลือกมากมาย อย่างอาร์ต เขาเคยจัดทริปตามไปกินราเมนที่แนะนำในแมกกาซีนญี่ปุ่นแต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะแม้ว่าจะมีที่อยู่ชัดเจน แต่ทุกร้านไม่มีภาษาอังกฤษ

“รอบที่แล้วที่ไปโตเกียวผมตั้งใจไว้ว่าจะไปกินราเมน 15 ร้าน จากที่จดมาจากรายการทีวีแชมเปี้ยนส์ โดยผมจะแยกกับเพื่อนแล้วไปตามหาร้านราเมน ซึ่งหาเจอแค่ 5 ร้านเท่านั้นเอง แต่ที่กินมั่วๆ เจอร้านไหนก็เข้ามีเกิน 15 ร้านแน่นอน อย่างกินเสร็จออกมาเจอร้านข้างๆ น่ากิน ผมก็เข้าไปกิน แล้วมันก็กินได้ กินได้เรื่อยๆ จริงๆ”

อาร์ตยังให้ข้อมูลว่าที่ประเทศญี่ปุ่นจะขายราเมนสองไซส์คือ ไซส์ผู้ชายกับผู้หญิง ซึ่งไซส์ผู้หญิงจะเล็กกว่า จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงกินราเมนได้หลายมื้อในหนึ่งวัน

 

นอกจากนี้ เขายังสนใจชีวิตของคนโตเกียวโดยการทำตัวให้เร่งรีบเหมือนเขา อย่างอาหารเช้าของพนักงานออฟฟิศคือร้านอุด้งที่ไม่มีเก้าอี้ พวกเขาจะซื้อจากตู้อัตโนมัติ หยอดเงินรอรับอาหาร และยืนซดอุด้งในเวลาถึง 3 นาทีแล้วจากไปจากนั้นมื้อเที่ยงจะมีเวลามากหน่อย พวกเขาก็จะเข้าร้านซูชิหรือร้านข้าวหน้าต่างๆ และมื้อเย็นจะชวนกันเข้าร้านอาหารสั่งเป็นอาหารมื้อใหญ่กินคู่กับเบียร์ด้วยความเชื่อ (ที่น่าจะเป็นจริง) ที่ว่าเบียร์จะช่วยเปิดลิ้นให้รับรสชาติได้มากขึ้น และมื้อเย็นยังเป็นมื้อกระชับความสัมพันธ์ในออฟฟิศทั้งกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน

ราเมนคือศิลปะ

สำหรับอาร์ต เขาคิดว่าราเมนไม่ได้เป็นแค่อาหาร แต่มันคือศิลปะ “ถ้ามองลึกเข้าไปในเส้นราเมน คนญี่ปุ่นจะเอาใจใส่ตั้งแต่การนวดเส้นส่วนใหญ่แต่ละร้านจะนวดเส้นเองเป็นซิกเนเจอร์ร้านใครร้านมัน น้ำซุปก็ต้องต้มสามวันขึ้นไป ใช้วัตถุดิบที่ดี เน้นคุณภาพเกรดเอ อย่างเช่นการหั่นหมูชาชู การวางบนจาน ทุกอย่างมันละเอียด ดูสวยงาม หรือการวางตำแหน่งผัก มันถูกคิดมาแล้วเหมือนเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งในชามหนึ่งใบ”

นอกจากนี้ อาร์ตยังเล่าถึงการกินราเมนอย่างไรให้อร่อย ซึ่งตามที่เขาได้ศึกษามามีบอกไว้ว่า ต้องซดน้ำซุปก่อนเพื่อซึมซับรสชาติแล้วค่อยกินเส้น กินเครื่อง ซึ่งระหว่างนี้จะไม่มีการซดน้ำซุปอีกแล้วจนกว่าทุกอย่างจะหมดแล้วซดน้ำซุปรวดเดียวปิดท้าย แต่อาร์ตไม่เคยทำแบบนั้น เขาจะกินเส้นและเครื่องให้หมดก่อนแล้วค่อยซดน้ำซุปทีเดียว ซึ่งก็อร่อยไม่ต่างกัน

 

บาลานซ์ชีวิตเหมือนเส้นกับซุป

อาร์ตทำงานหลายอย่าง นอกจากจะเป็นนักแสดง พิธีกร เขายังเป็นดีเจเปิดแผ่น อาร์ตเล่าว่า เขาเห็นดีเจเปิดแผ่นในรายการโทรทัศน์แล้วรู้สึกว่ามันเท่เลยไปตามร้านขอเข้าไปออดิชั่นแบบไม่มีความรู้ แต่ก็เพราะวิธีนี้เขาจึงได้รู้จักเครื่องมือจริง ลองทำจริง และได้รับความรู้จากดีเจตัวจริง ทำให้สุดท้ายเขาสามารถยึดอาชีพดีเจเป็นอาชีพแรกในชีวิตทำตั้งแต่อายุ 17 ปี สมัยเรียนมหาวิทยาลัยจนสำเร็จการศึกษา จากนั้นไม่นานก็รู้สึกอิ่มตัวจึงเปลี่ยนสายไปเป็นดีเจวิทยุ จับพลัดจับผลูสู่วงการบันเทิงและกลายเป็นนักแสดงมีสังกัดอย่างเช่นปัจจุบัน

ด้วยความที่เป็นคนพยายามแบบสุดทาง ทำให้อาร์ตจริงจังในการทำงานทุกอย่าง จนถึงจุดที่เขาต้องบอกกับตัวเองว่า พักบ้างก็ได้ อาร์ตไปญี่ปุ่นครั้งล่าสุดเมื่อเดือน ก.พ.2558 ซึ่งเป็นการเดินทางหลังจากบ้างานมาพักใหญ่

“ตอนทำงานมันมีความสุข แต่ตอนเที่ยวมันมีความสุขกว่า เรื่องง่ายๆ อย่างสมาร์ทโฟนในกระเป๋าเราแทบไม่ต้องจับมัน ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมาตามงาน การขาดการติดต่อไปช่วงหนึ่งมันก็สบายดี ซึ่งมันทำให้ผมรู้ว่าชีวิตมันต้องเที่ยว”การเดินทางครั้งหน้าอาร์ตจะไปซัปโปโร เมืองที่ไม่ค่อยมีร้านราเมนแต่เขาต้องหาให้ได้

โลกของอาร์ต

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ อาร์ตอยากให้โลกใบนั้น อร่อย“ด้วยความอร่อย มันเกิดจากความกลมกล่อมของแต่ละรสชาติ เปรียบได้กับนิสัยใจคอของคนที่อยู่ร่วมกัน คนจะเป็นยังไงก็ได้แต่ขอให้มันเข้ากันได้ อยู่ในชามเดียวกันได้ ถ้ามันอร่อยก็เหมือนโลกที่มีความสุขนั่นเอง”

ติดตามโลกของอาร์ตและราเมนของเขาได้ทางอินสตาแกรม @artalwaysart และทางช่องเวิร์คพอยท์กับรายการตลกหกฉากและสตูดิโอโกแกง

 

เที่ยวเอง แบบครบรส ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ โครังเค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/409193

เที่ยวเอง แบบครบรส ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ โครังเค

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ตั้งแต่ญี่ปุ่นให้คนไทยไปเที่ยวได้แบบไม่ต้องขอวีซ่า จำนวนนักท่องเที่ยวไทยก็ทะลักเข้าญี่ปุ่นแบบถล่มทลาย ทั้งรูปแบบการเดินทางไปกับบริษัทนำเที่ยวและอีกกลุ่มคือเดินทางเที่ยวกันเอง ที่ดูเหมือนว่ากลุ่มหลังนี้จะขยายตัวรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเพราะการเดินทางในญี่ปุ่นสะดวก และองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (เจเอ็นทีโอ) ก็ทำการบ้านในการให้ข้อมูลการเดินทางกับคนไทยไว้ดีมาก ทั้งผ่านสังคมออนไลน์และการออกบูธงานท่องเที่ยว

หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มาออกบูธและนำเสนอให้คนไทยรู้จักจนทำให้ผู้เขียนสะดุดตาคือ “โครังเค” (Korankei) ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวไฮไลต์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่น เพราะเป็นจุดที่เราจะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีกันอิ่มตา โดยโครังเคตั้งอยู่ที่หมู่บ้าน อาสึเกะ (Asuke) เมืองโตโยต้า (Toyota) จังหวัดไอจิ (Aichi) ภายในโครังเคมีต้นเมเปิ้ลอยู่กว่า 4,000 ต้น พร้อมจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดงให้เราได้ชมความงดงามประมาณกลางเดือน พ.ย. ถึงต้นเดือน ธ.ค.

ชมวิวสะพาน ไทเกะสึเคียว

 

ใบไม้เปลี่ยนสีจะให้ความรู้สึกได้สองอารมณ์ คือ ช่วงกลางวันเราจะได้เห็นแสงแดดสาดส่องเห็นสีสันที่สวยงามของใบไม้อย่างชัดเจน ท่ามกลางลมที่พัดใบไม้ปลิดปลิวลงมาสัมผัสกับผู้คนที่เดินชมและช่วงกลางคืนที่จะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่ถูกแต่งแต้มความสวยงามด้วยไฟประดับประดายามค่ำคืน

วิธีการเดินทางไปยังโครังเคต้องนั่งรถไฟไปต่อรถประจำทางสู่หมู่บ้านอะสึเกะ ซึ่งทางที่ดีก่อนเดินทางควรจะตรวจสอบตารางเวลารถประจำทางก่อนว่ามีเวลาใดบ้าง เพราะในวันธรรมดาและวันหยุด รถจะมีเวลาวิ่งต่างกัน ซึ่งสามารถขอคำแนะนำได้ที่ศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวที่สถานีรถไฟนาโงย่า จะมีตารางเวลารถประจำทางที่เป็นปัจจุบันแนะนำให้

ธรรมชาติโครังเค

 

ทางที่ดีควรจะเดินทางด้วยรถไฟเพื่อไปรอรถประจำทางตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อให้ดื่มด่ำกับบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีได้แบบเต็มที่โดยสถานีรถไฟที่จะสามารถต่อรถประจำทางไปโครังเคได้คือ สถานีฮิกาชิ โอคาซากิ (Higashi Okazaki) และสถานีโตโยต้าชิ(Toyotashi) ทั้งสองสถานีสามารถเดินทางจากเมืองนาโงย่ามาได้ไม่ยากนัก

หากจะไปลงที่สถานีฮิกาชิ โอคาซากิ ให้ขึ้นรถไฟสายเมอิเตสึ (Meitetsu) จากนาโงย่าไป ซึ่งจะมีทั้งรถไฟด่วนและรถไฟธรรมดาที่จอดทุกสถานี หากเป็นไปได้ควรเลือกรถไฟด่วน ใช้เวลา 30 นาที ค่ารถ 660 เยน โดยสามารถดูตารางเวลารถไฟได้ที่ www.meitetsu.co.jp/eng จากนั้นให้ต่อรถประจำทางที่จอดอยู่หน้าสถานีฮิกาชิ โอคาซากิ ไปยังโครังเค สามารถดูป้ายแนะนำตรงสถานีรถประจำทางได้ว่า รถประจำทางที่จะไปโครังเคต้องขึ้นตรงช่องไหน

โขดหินริมแม่น้ำ

 

จากนั้นก็ดูตารางเวลาไป-กลับโครังเคได้บริเวณสถานี แต่เนื่องจากเป็นภาษาญี่ปุ่นอาจจะดูลำบากเล็กน้อย แต่เบื้องต้นสถานีนี้จะมีความถี่ของรถประจำทางไป-กลับโครังเคมากกว่าอีกสถานี โดยค่ารถประจำทางไปโครังเคอยู่ที่ 800 เยน ใช้เวลาเดินทางโดยรถประจำทางประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ก็ต้องเผื่อใจเผชิญสภาพการจราจรติดขัดระหว่างทางไปโครังเคบ้าง อาจทำให้เสียเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

สำหรับอีกวิธีคือเดินทางจากสถานีโตโยต้าชิ ซึ่งแม้ว่าจะมีรถประจำทางไป-กลับโครังเคความถี่น้อยกว่าที่มาจากสถานีฮิกาชิ โอคาซากิ แต่ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ โดยการเดินทางจากนาโงย่ามายังโตโยต้าชิ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 10 นาที ค่ารถไฟ 760 เยน ส่วนเวลาต่อรถประจำทางจากโตโยต้าชิไปยังโครังเคประมาณ 45 นาที น้อยกว่าการเดินทางจากสถานีฮิกาชิ โอคาซากิ โดยค่ารถประจำท

นั่งใต้ต้นไม้ใหญ่

 

างเท่ากันคือ 800 เยนเมื่อเดินทางถึงโครังเคแล้ว จะมีจุดท่องเที่ยวภายในโครังเคที่น่าสนใจหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นการเดินขึ้นเขาเพื่อไปดูจุดชมวิวและพักผ่อนด้านบนภูเขาโครังเค การเดินชมสะพานข้ามแม่น้ำโทโมเอะสีแดงชื่อ สะพานไทเกะสึเคียวการชมหมู่บ้านเก่าแก่ซังซูอะซุเกะยาชิกิ และวัดโคจาคุจิเป็นต้น

หากจะเรียกว่าเป็นจุดท่องเที่ยวที่เดินทางได้ครบรสก็คงไม่แปลก เพราะสำหรับคนที่ต้องการสัมผัสกับการท่องเที่ยวที่ตื่นเต้นผจญภัยเล็กน้อย ก็สามารถเดินศึกษาธรรมชาติตามเส้นทางขึ้นเขาชมวิวโครังเค ใครที่จะเลือกไปชมเส้นทางนี้จะต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่รับรองว่าเมื่อขึ้นไปถึงจุดชมวิวสูงสุดในช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสีเต็มที่แล้ว จะรู้สึกผ่อนคลาย สบาย ราวกับยกภูเขาออกจากอก

ผู้คนเดินกันขวักไขว่ บนสะพานไทเกะสึเคียว

 

อย่างน้อยกว่าจะขึ้นมาถึงจุดที่สูงที่สุดนี้ เราก็ต้องผ่านการเอาชนะใจตัวเองในการพิชิตความสูงและความเหนื่อยระหว่างการเดินทาง เชื่อว่าคงจะมีบ้างที่ระหว่างทางเกิดความคิด ทำไมไม่ถึงเสียที? เดินขึ้นไม่ไหวแล้วลงดีกว่า?แต่หากเอาชนะความคิดเหล่านี้ได้ เราก็จะได้ไปถึงจุดที่สูงที่สุด ก็เปรียบเสมือนกับการดำเนินชีวิตของเราที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานา หากเราเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นไปได้เราก็จะได้สัมผัสกับความสำเร็จ

ใครที่รู้ตัวว่าสู้ความสูงไม่ไหวสามารถไปนั่งกินลมชมวิวแบบสงบ สัมผัสกับธรรมชาติแบบ 360 องศา ได้ที่บริเวณโขดหินในแม่น้ำโทโมเอะ โดยบริเวณใกล้กับสะพานไทเกะสึเคียวจะมีสะพานให้ลงไปเดินเล่นริมแม่น้ำสามารถใช้เวลานั่งทอดอารมณ์บริเวณโขดหินที่มีให้เลือกหลากหลายมุมได้อย่างเต็มที่ หากนั่งนานๆ ในช่วงที่ผู้คนไม่มาก ก็จะได้ซึมซับกับเสียงน้ำไหลให้ความรู้สึกสดชื่นผ่อนคลาย ขณะที่ใครชื่นชอบการเข้าวัด การไปใช้เวลาสงบๆ อธิษฐานจิตที่วัดโคจาคุจิ ก็เป็นความสุขทางใจไปอีกรูปแบบหนึ่ง

ศาลาพักบนจุดชมวิว สูงสุดโครังเค

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปสัมผัสรสชาติการท่องเที่ยวแบบไหนในโครังเค แต่รสชาติหนึ่งที่สัมผัสได้จากทุกจุดคือ ความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ และอากาศที่สดชื่น สิ่งนี้เป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราสามาราถเพลิดเพลินกับการชื่นชมบรรยากาศตามซอกมุมต่างๆ ได้แบบไม่เหน็ดเหนื่อยยิ่งมีเวลานานเท่าไหร่ เราก็จะได้เห็นมุมสงบ มุมสบาย และมุมสนุกในโครังเคมากเท่านั้น

ใครยังไม่เคยไปโครังเค แนะนำว่าหากมีแผนจะเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นอยู่แล้วปีหน้า ก็ลองปักหมุดโครังเคไว้เป็นหนึ่งในเป้าหมายการเดินทาง เพื่อสัมผัสประสบการณ์ใบไม้เปลี่ยนสีที่มาพร้อมบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบครบรสชาติ

ก่อนถึงจุดชมวิวโครังเค มีใบไม้เปลี่ยนสีที่จุดแวะพัก

 

ทั้งภูเขาเต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสี

 

ระหว่างทางขึ้นเขาโครังเค

 

เมื่อแสงแดดสาดส่อง สีเหลือง ส้ม แดง ก็เปล่งประกายชัดเจน

 

เยอรมนีเปิดเลนจักรยานซูเปอร์ไฮเวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2559 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/408742

เยอรมนีเปิดเลนจักรยานซูเปอร์ไฮเวย์

โดย…มิยาโตะ

ประเทศเยอรมนีเปิดเส้นทาง 3 ไมล์แรกของเส้นทางจักรยานซูเปอร์ไฮเวย์ทั้งหมด 60 ไมล์ที่จะเปิดในอนาคต โดยเลนจักรยานซูเปอร์ไฮเวย์นี้เป็นเส้นทางที่แยกต่างหากมาจากทางรถยนต์ รวมทั้งรถที่มีเครื่องยนต์ทั้งหลาย ทำให้บรรดานักปั่นสามารถปั่นกันได้อย่างสบายใจหายห่วง ถือว่าเป็นเลนจักรยานบนซูเปอร์ไฮเวย์แห่งแรกในประเทศเลยก็ว่าได้

เส้นทางจักรยานซูเปอร์ไฮเวย์ทั้งหมด 60 ไมล์นี้ สร้างขึ้นเพื่อจะดึงดูดนักท่องเที่ยวที่รักการปั่นจักรยาน รวมทั้งคนที่เดินทางไปมาด้วยจักรยานโดยเฉพาะ เส้นทางนี้จะเชื่อมเมืองทางตะวันตกของประเทศ ตั้งแต่ดุยส์บวร์ก โบคุม ไปจนถึงเมืองฮัมม์ ที่มีมหาวิทยาลัย 4 แห่ง ซึ่งระหว่างเส้นทางมีการนำเอาเส้นทางรถไฟสายเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วในย่านอุตสาหกรรมรูห์ มาผนวกเข้าเป็นเลนจักรยานที่กว้างขวางอลังการงานสร้างด้วย

ทางการเยอรมนีเชื่อว่าการสร้างเส้นทางจักรยานแบบซูเปอร์ไฮเวย์ ซึ่งเชื่อมโยงทั้ง 3 เมืองที่มี 4 มหาวิทยาลัยนี้ จะช่วยลดการใช้รถยนต์ในแถบนี้ลงได้วันละ 5 หมื่นคันทีเดียว

สำหรับเลนจักรยานแบบซูเปอร์ไฮเวย์แห่งแรกในยุโรปอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ประสบความสำเร็จมากจนประเทศเนเธอร์แลนด์และเดนมาร์กต้องเอาตามอย่าง เช่นเดียวกับเยอรมนีที่เริ่มมีใช้กับเขาบ้าง เลนจักรยานที่จะเรียกว่าเป็น ซูเปอร์ไฮเวย์ได้จะต้องมีความกว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร (หรือ 13 ฟุต) มีเลนช้า-เร็ว เลนสวนกัน มีไฟจราจร ทางคนข้าม และในฤดูหนาวก็จะมีการเคลียร์หิมะเหมือนเลนสำหรับรถยนต์

ในการสร้างเส้นทางจักรยานซูเปอร์ไฮเวย์ของเยอรมนี เท่าที่ผ่านมาพบกับอุปสรรคหลายอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องเงินทุนที่จะนำมาสร้าง ซึ่งหลักๆ ก็คือการบริหารจัดการทางการเงินของท้องถิ่นที่ทำให้โครงการต้องล่าช้า โชคดีที่ทางรัฐบาลกลางเห็นความสำคัญของโครงการนี้ จึงได้ใส่งบประมาณมาเพิ่มเติม ไม่อย่างนั้นเลนจักรยานซูเปอร์ไฮเวย์คงไม่ออกมาเป็นรูปเป็นร่างอย่างแน่นอน