โลกกลับหัวของผู้ชายบ้าพลัง ศิษฎา ศิริพงษาโรจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/486883

โลกกลับหัวของผู้ชายบ้าพลัง ศิษฎา ศิริพงษาโรจน์

โดย…รอนแรม ภาพ : ศิษฎา ศิริพงษาโรจน์

 หนุ่มกระบี่เสพติดการปีนเขา จนต้องพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางภูเขาในญี่ปุ่น

เขาคือ กอล์ฟ-ศิษฎา ศิริพงษาโรจน์ ผู้พิชิตฟูกุชิมะได้สำเร็จและค้นพบว่า การปีนเขาที่ญี่ปุ่นไม่ใช่แค่เดินตามทาง แต่ต้องปีนป่ายพาตัวและหัวใจขึ้นไปด้วย

“กอล์ฟชอบธรรมชาติ” เขาจึงเลือกไปเรียนต่อปริญญาโทที่เกียวโต

“เลือกเมืองเกียวโตแทนที่จะเป็นโตเกียว เพราะกอล์ฟอยากปีนเขา ที่นี่มีภูเขาเยอะ ธรรมชาติเยอะ เวลาวันหยุดกอล์ฟจะได้ไปปีนเขาได้ ซึ่งภูเขาที่นี่พอขึ้นไปแล้วจะเห็นวิวทั้งเมือง ปีนไม่ยาก ส่วนใหญ่เรียกว่าเนินมากกว่า ใช้เวลาปีนไม่ถึงสองชั่วโมง แต่ที่ท้าทายจะเป็นยอดยูฟูอินที่ใช้เวลาปีนประมาณสี่ถึงห้าชั่วโมง”

เขาเล่าด้วยว่า การปีนเขาที่เมืองไทยกับญี่ปุ่นต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างเรื่องเสื้อผ้าที่ต้องซื้อใหม่หมด เพราะต้องใช้เสื้อผ้าที่รักษาอุณหภูมิของร่างกาย และรองเท้าต้องทนกับสภาพดินหลายแบบทั้งหิน โคลน และหิมะ โดยเขาจะใช้เวลาอยู่ที่ญี่ปุ่นนาน 2 ปี ซึ่งตอนนี้ผ่านไปไม่ถึง 1 ปี เขาปีนไปแล้ว 16 ลูก

“กอล์ฟเป็นคนชอบจับโปเกมอน ตอนปีนเขาก็จะจับไปด้วย” เขาเล่าประสบการณ์ล่าสุด

“แล้วเพราะมัวแต่ห่วงโปเกมอนเลยเดินสะดุด มือถือตกไปในเหว กอล์ฟเลยปีนลงไปเก็บซึ่งก็ไม่ยากอะไร แต่พอเก็บเสร็จแล้วกอล์ฟตัดสินใจเดินทางนั้นต่อ แทนที่จะขึ้นไปทางเดิม แล้วหลังจากนั้นเรื่องก็ยากทันที เพราะเจอทั้งต้นไม้ล้ม ทางเดินลำบากมากๆ ต้องสไลด์ลง เดินลงไม่ได้ เพราะดินมันร่วน มีช่วงที่ต้องผูกเชือกโรยตัวลงมา พอลงมาถึงก็ต้องโบกรถ ตอนนั้นมือถือก็แบตหมดไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน

“คือจากที่ต้องเดินลงแค่สองชั่วโมง แต่วันนั้นเดินไปห้าชั่วโมง แล้วปกติกอล์ฟจะเดินกับเพื่อนอีกสองสามคน แต่ครั้งนั้นกอล์ฟไปคนเดียว คือทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันมากๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์เฉียดตายที่สุดแล้ว ตั้งแต่ปีนมาเป็นสิบปี นักปีนเขาจึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องพกอุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อใช้ในยามคับขัน”

อุปกรณ์ที่เขาต้องแบกขึ้นบ่าอย่างขาดไม่ได้คือ ข้าวปั้นสำหรับเติมพลัง เสื้อสำหรับเปลี่ยนเพื่อคงอุณหภูมิร่างกาย และผ้าขนหนูสำหรับแช่ออนเซนบนภูเขา ซึ่งกอล์ฟปีนเขาเดือนละ 2-3 ครั้ง และเคยพิชิตยอดเขาคูจู (Kuju-san) ที่สูงสุด 2,002 ม. มาแล้ว

“ทุกครั้งที่ปีนมันเหนื่อยทุกครั้ง แต่ทำไมกอล์ฟเดินต่อ เป็นเพราะกอล์ฟมีจุดหมายที่ยอดเขาข้างบน และทุกครั้งที่ไปถึงยอด ความรู้สึกจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะวิวสวยมาก เขาทุกลูกมีวิวที่สวยงามทุกลูก ซึ่งไม่ใช่แค่ญี่ปุ่น ที่เมืองไทยก็สวยอย่างบนเชียงดาว ดอยอินทนนท์ หรือไร่เลย์ก็สวยมากๆ นอกจากนี้กอล์ฟยังเคยไปปีนเขาที่อินเดีย ฮาวาย นิวซีแลนด์ และออสเตรเลียด้วย”

เอกลักษณ์ในอินสตาแกรมเขานำเสนอโลกกลับหัว (@golfsissada-Upside down, all-around) คือจะไปตีลังกาบนยอดเขาแบบทั้งแสบทั้งฮาและน่าทึ่ง ซึ่งความฝันอันสูงสุดของนักปีนเขาอย่างกอล์ฟมีอย่างเดียวคือ พิชิตเอเวอร์เรสต์ ซึ่งแม้ว่าจะอันตราย แต่ความท้าทายกลับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากกว่าความน่ากลัว

“คิดไว้ว่าภายในห้าปีข้างหน้ากอล์ฟจะไปปีนเอเวอเรสต์ให้ได้” เขากล่าวต่อ

“แต่สำหรับอนาคตอันใกล้นี้พอเรียนจบ ป.โท จบ กอล์ฟอยากเปิดโฮสเทลเล็กๆ ที่กระบี่ และอยากเปิดเอเยนซีเอ็กซ์ตรีมทัวร์ โดดร่ม ปีนเขา บอร์ดดิ้ง ทุกอย่างที่เป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมกอล์ฟอยากพาคนไปสัมผัส เหมือนกับไลฟ์สไตล์ตัวเองที่เคยทำมาแล้วทุกอย่างจนเจ็บตัวมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังชอบอยู่ดี”

 ตั้งแต่จำความได้เขาชอบความท้าทายมาตั้งแต่เด็ก จนถึงตอนนี้ตลอดอายุ 26 ปี กอล์ฟค้นพบตัวเองจากความเสี่ยงและความมันส์เหล่านั้น

เขากล่าวว่า นอกจากจะได้ประสบการณ์ ความท้าทายยังทำให้เห็นตัวเองมากขึ้น ได้รู้ว่าขีดจำกัดอยู่จุดไหน หรือความมุ่งมั่นของตนมีมากน้อยอย่างไร เพราะความท้าทายคือการทดสอบตัวเองว่า เมื่ออยู่ในสถานการณ์วิกฤตจะสามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การรู้ตนและไม่ประมาท

“เราต้องมีสติตลอดเวลาเพราะการพลาดเพียงก้าวเดียว ชีวิตอาจเดินต่อไม่ได้อีกเลย” กอล์ฟกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามโลกกลับหัวในแบบฉบับของกอล์ฟหรือขอคำแนะนำเกี่ยวกับการปีนเขาได้ที่อินสตาแกรม golfsissada และเฟซบุ๊ก Sissada Siripongsaroj

 

แสงสีแห่งฮอยอัน วันที่ฉันไม่ลืมเธอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/486882

แสงสีแห่งฮอยอัน วันที่ฉันไม่ลืมเธอ

โดย…เพรงเทพ รูป : อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ

 มองจากหน้าต่างเครื่องบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ลงมายังเบื้องล่าง หลังจากที่ทะยานขึ้นสู่อากาศไม่นานนัก

ริมชายฝั่งหาดทรายทอดตัวขนานไปกับน้ำทะเลสีฟ้าของมหาสมุทรแปซิฟิกหรือทะเลเวียดนาม (คนเวียดนามไม่เรียกว่าทะเลจีนใต้) จากเมืองดานัง เมืองใหญ่อันดับ 4 และเป็นเมืองท่าที่สำคัญของเขตเศรษฐกิจภาคกลางของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ช่างสวยงามตราตรึง ปล่อยจินตนาการได้กว้างไกล แต่ความประทับใจไม่ได้อยู่ที่นี่ เพราะเพียงแค่ผ่านทางมาสู่สนามบิน ความงดงามทางศิลปวัฒนธรรมได้ไปผูกติดกับเมืองเก่ามรดกโลก ฮอยอัน ที่อยู่ห่างไปไม่กี่สิบกิโลเมตร

 การได้ไปสัมผัสกับ “ฮอยอัน ไลต์ เฟสติวัล 2017” ซึ่งมีบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ เป็นแม่งานใหญ่ ได้เนรมิตเมืองมรดกโลกซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญเก่าแก่ที่ต่อเนื่องมากว่า 600 ปี ให้เปี่ยมด้วยสีสันฟื้นอดีตเปี่ยมชีวิตชีวาขึ้นอีกครา

เหมือนได้มุดอุโมงค์เวลาไปค้นหาวันชื่นคืนสุขในความหมายของความรุ่งเรืองของที่นี่เมื่อครั้งอดีตกาล

ฮอยอัน เป็นเมืองท่าโบราณที่ถูกแช่แข็งทางกาลเวลาให้คงสภาพเดิมได้อย่างงอกงาม อยู่ในเขตจังหวัดกว่างนาม ห่างจากตัวเมืองดานัง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นเมืองเล็กๆ มีพื้นที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร

 การตั้งอยู่ริมแม่น้ำทูโบนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยครั้งหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 15-16 เคยเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก

ฮอยอันถือเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมจากต่างชาติในยุคต่างๆ เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างมีเอกลักษณ์ ทั้งสถาปัตยกรรมที่สะท้อนผ่านอาคารบ้านเรือน รวมถึงมรดกวัฒนธรรมต่างๆ ได้รับการอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมเป็นอย่างดี

โดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้เขตเมืองเก่าฮอยอัน เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1999

 ความสวยงามของแสงสีเสียง และการจัดวางภูมิทัศน์เพื่อเสริมช่องว่างของส่วนที่ขาดหายไปจากเมืองเก่าฮอยอัน นั่นคือความมีชีวิตชีวาเต้นเร่าอยู่ในปัจจุบัน โดยมีพาหะก็คือการเล่าเรื่องผ่านรูปแบบของแสงสีเสียงต่างๆ ที่น่าทึ่ง

โดยเฉพาะการเล่าเรื่องราวตรงหมุดหมายสำคัญของเมืองที่เชื่อมต่อชุมชนของชาวจีนและชาวญี่ปุ่นที่เคยอยู่ที่นี่  ที่สะพานญี่ปุ่น ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ต้นคริสตวรรษที่ 17 โดยชาวญี่ปุ่นที่มาอาศัยอยู่ในฮอยอันเมื่อครั้งอดีต เพื่อเชื่อมถนนสองสาย ที่มีลำคลองทอดผ่านแบ่งเขตชุมชนญี่ปุ่นและจีน

สะพานญี่ปุ่น เป็นสะพานที่สร้างด้วยปูนและไม้ มีหลังคาคลุมมุงด้วยกระเบื้องดินเผาโบราณ ภายในมีศาลเจ้าที่สร้างอุทิศแด่บุคคลสำคัญเพื่อให้ช่วยปกปักรักษาสะพานและชาวเมืองให้อยู่เป็นสุข ปลายสะพานฟากหนึ่งมีรูปปั้นลิง ส่วนอีกฟากหนึ่งเป็นรูปปั้นหมา เพราะสะพานแห่งนี้เริ่มสร้างในปีวอก (ลิง) และสร้างเสร็จในปีจอ (หมา)

 จุดนี้เมื่อมีการยิงภาพประกอบแสงสีเสียงและมัลติมีเดียบนผนังตึกของบ้านเก่าที่อยู่ติดสะพาน ทุกอย่างก็ย้อนกลับไปสู่ความทรงจำหนหลังที่ก่อร่างสร้างตัวเมืองท่าฮอยอันขึ้นมา เห็นถึงความรุ่งโรจน์และสวยงามของอดีตที่ไม่จีรัง แต่ยังคงรักษาเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน จนกลายเป็นเสน่ห์ฮอยอันในปัจจุบัน

การออกแบบ “ฮอยอัน ไลต์ เฟสติวัล 2017” นั้น มีคอนเซ็ปต์หรือแนวความคิดที่เป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง นอกจากที่สะพานไม้ประวัติศาสตร์แล้ว ยังมียูนิคอร์น บริดจ์ สะพานแห่งความโชคดี ประตูสู่ฮอยอัน ด้วยการต้อนรับของเลิง สัญลักษณ์ของสันติภาพ ความเมตตา และความโชคดี ซึ่งมีการติดตั้งไฟที่ออกแบบแสงสีได้ตระการตาและดึงดูดใจ

ฟินิกซ์ แอนด์ ดราก้อน สแควร์ การสร้างสรรค์และเชื่อมโยงตำนานนกที่ไม่มีวันตาย สัญลักษณ์ของความสง่างาม และความภูมิใจ ผสานกับมังกร ตัวแทนของพลังอำนาจ ซึ่งนำพาความรุ่งเรืองมาสู่ปัจจุบัน

 พร้อมกันนั้นยังมี เทอร์เทิล วอลล์ ตึกอนุรักษ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของฮอยอันที่ใช้ลูกเล่นทางแสงสีที่เป็นนวัตกรรมแมปปิ้งพิเศษ ร้อยเรียงเรื่องราว รวมถึงเมจิก ฟลอร์ ที่สามารถสัมผัสได้ถึงความสวยงามของตึกเก่ายุคอาณานิคม และวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวเมือง

เมื่อย้อนไปฟังคำของ เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ก็เห็นได้ว่าสามารถสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะยกระดับเมืองฮอยอันให้เป็นเมืองเก๋ สร้างสรรค์และเนรมิตให้สว่างไสวด้วยแสงสี ผนวกกับเรื่องราววัฒนธรรมอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ได้อย่างลงตัว ไม่น้อยหรือมากจนเกินไป

จุดที่น่าสนใจก็คือ คนเวียดนามเองจะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักที่เดินทางมาเที่ยวงานนี้อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แซมแทรกด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการตลาดท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์นั้น ควรเข้าใจกลุ่มผู้คนในประเทศที่เป็นฐานหลักสำคัญ

 ความน่าทึ่งอีกอย่างที่คนฮอยอันไม่เคยลืม คือการยกระดับเมืองที่ถูกลืมอย่างฮอยอันให้อยู่ในกระแสโลกได้ นั่นคือนุสาวรีย์คาซิค ที่สร้างเป็นประติมากรรมนูนต่ำสลักหน้าคนบนหินขนาดใหญ่ เพื่ออุทิศแก่ คาซิเมียซ เควียดโควสกี สถาปนิกชาวโปแลนด์ที่เข้ามาเวียดนามในช่วงปี 1980 แล้วได้ทำการศึกษาและผลักดันให้เมืองฮอยอันและเว้เป็นมรดกโลกจนประสบความสำเร็จ ซึ่งคนฮอยอันสำนึกในบุญคุณอยู่เสมอ

สิ่งที่เห็นได้เด่นชัดทางวัฒนธรรมที่ยังคงฝังรากลึกเข้มข้น คืออิทธิพลของชาวจีนโพ้นทะเลที่ยังมีอยู่อบอวล โดยสะท้อนผ่านออกมาทางสมาคมชาวจีนฟุกเกี๋ยน (Phouc Kien Assembly Hall) ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 โดยพ่อค้าชาวจีนฟูเกี้ยนที่เข้ามาอยู่ในฮอยอัน โดยภายในสมาคมมี 3 อาคารหลัก ได้แก่ ศาลเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ศาลบรรพบุรุษชาวฟูเกี้ยน และศาลเจ้าแม่ทับทิม (ทินเห่า) ที่ในอดีตเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของชาวเรือ

แน่นอน คนจีนในเมืองฮอยอันมีเหลือน้อยในปัจจุบัน จากการอพยพกลับจีนครั้งท้ายสุดก็คือในปี 1977 หลังสงครามเวียดนาม ซึ่งปีนั้นจีนได้ทำสงครามกับเวียดนามตรงชายแดนภาคเหนือ คนจีนที่อยู่ฮอยอันกลัวว่าจะเกิดเภทภัยจึงตัดสินใจทิ้งถิ่นฐานในฮอยอันกลับบ้านเกิด

 ตรงจุดนี้เห็นได้ชัดเจนว่า คนฮอยอันจะไม่นิยมกินเฝอเหมือนชาวเวียดนามเหนือและใต้ ในโซนภาคกลาง โดยเฉพาะฮอยอันจะนิยมกินอาหารประเภทเส้นที่เรียกว่า เกาเลา เป็นเส้นที่ทำจากข้าวเจ้า หั่นหนาๆ สั้นๆ ปรุงด้วยเนื้อมีน้ำซุปขลุกขลิกและผักใส่มาอย่างพอดิบพอดี

ในฮอยอันมีร้านอาหารและเป็นโรงเรียนอาหารที่ขึ้นชื่อคือ มาดามวี ซึ่งมีอาหารขนานแท้แบบพื้นถิ่นของฮอยอันอย่างเพียบพร้อม

แม้จะมีการจัดแสงสีเสียงและการแสดงมัลติมีเดียที่ช่วยยกระดับเมืองฮอยอันให้มีชีวิตชีวาร่วมสมัยมากขึ้นกว่าการเป็นเมืองมรดกโลกที่จืดชืด แต่บรรดาบ้านเรือนเก่าแก่และบ้านเรือนที่ถูกอนุรักษ์กลับดูแห้งแล้ง ขาดซึ่งชีวิตตามปกติสามัญ ทุกซอกส่วนกลายเป็นร้านขายของและร้านอาหารที่ดูจะเหมือนกันหมด ขาดไร้ซึ่งจิตวิญญาณพื้นถิ่นไปอักโข

 ส่วนนี้สามารถทดแทนได้ด้วยตลาดนัดและตลาดสดในตอนกลางวันให้ได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบบ้านๆ รวมถึงสถานที่รอบนอกที่ยังเป็นชายฝั่ง ทุ่งนา และอากาศบริสุทธิ์แบบร้อนชื้น ให้ได้กลิ่นรสแบบไพรัชอยู่อบอวลมาก

ฮอยอัน วันนี้ยังมีมนตร์เสน่ห์ของวัฒนธรรมจีนโพ้นทะเลแบบเวียดนามในอดีตอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

 

เปิดม่านยลไต้หวัน เทศกาล’หยวนเซียว’สีสันสุดตระการตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2560 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/485722

เปิดม่านยลไต้หวัน เทศกาล'หยวนเซียว'สีสันสุดตระการตา

โดย…ทีมงาน โลก 360 องศา facebook : โลก 360 องศา youtube : โลก 360 องศา

ทันทีที่ “ไต้หวัน” ประกาศยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2559 เป็นต้นมา โดยเป็นการทดลอง 1 ปี จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ก.ค. 2560 นั้น “ไต้หวัน” ได้กลายเป็นตัวเลือกใหม่ของจุดหมายปลายทาง และกล่าวขานถึงของนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากคนไทยไปเที่ยว เกาหลี ญี่ปุ่น จีน จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่น่าตื่นเต้นไปเสียแล้ว

ทีมงานโลก 360 องศา จึงขอเปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับการท่องเที่ยวไต้หวัน สำหรับคนไทยที่อาจจะยังไม่รู้จักคุ้นเคยแง่มุมต่างๆ ของไต้หวันมากนัก แม้จะเคยนำเสนอซีรี่ส์ไต้หวันมาแล้วเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงมากมายตามนโยบายของไต้หวันที่อ้าแขนรับนักท่องเที่ยวกันอย่างเต็มที่

สัมผัสไต้หวันรอบนี้ ขอนำเสนอ “สีสันแห่งเทศกาลหยวนเซียว” เทศกาลสุดยิ่งใหญ่แห่งปีของไต้หวัน ที่จะจัดขึ้นภายหลังเทศกาลตรุษจีน โดยปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมเทศกาลนี้มากถึง 18 ล้านคน ยืนยันความยิ่งใหญ่ของเทศกาลนี้ได้เป็นอย่างดี

“เทศกาลหยวนเซียว” หรือ “เทศกาลโคมไฟ” เป็นประเพณีเก่าแก่ สืบทอดมายาวนานกว่า 2,000 ปี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น กษัตริย์ผู้ครองเมือง ต้องการสักการะพระพุทธเจ้า ด้วยการจุดโคมไฟรอบพระราชวัง และวัดรอบๆ เมือง เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อำนวยอวยพรให้ประชาชนอยู่ดีกินดี และบ้านเมืองสงบสุข จากจุดเริ่มต้นครั้งนั้น กลายเป็นการถือปฏิบัติของกษัตริย์จีนทุกพระองค์ ที่จะเฉลิมฉลองและประดับประดาโคมไฟอย่างสวยงามในทุกๆ ปีเช่นกัน โดยจะจัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย ตามปฏิทินจันทรคติของจีน ซึ่งในสมัยโบราณ ชาวจีนจะเรียกเดือนอ้ายว่า “หยวน” ส่วนคำว่า “เซียว” หมายถึง กลางคืน ดังนั้น เทศกาลหยวนเซียวนี้ จึงหมายถึง ค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวงเป็นครั้งแรกของปี

นอกจากนี้ เทศกาลหยวนเซียวยังเป็นเทศกาลที่สำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่ออกมาเดินตามท้องถนน เพื่อตามหาความรักและคู่ครอง ด้วยความเชื่อที่ว่า ความสว่างไสวของโคมไฟจะนำมาซึ่งความโชคดีและความหวัง ดังนั้นเทศกาลหยวนเซียวจึงเปรียบได้กับเทศกาลแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์ของคนจีนด้วยเช่นกัน

ก่อนเทศกาลจะเริ่มต้นชาวไต้หวันจะพากันออกมาจับจ่ายซื้อของและเลือกซื้อโคมไฟ เพื่อที่จะนำไปประดับบ้านเรือนของตนให้สวยงาม ซึ่งโคมไฟส่วนใหญ่จะเป็นสีแดง เพราะเชื่อว่าเป็นสีมงคล จะนำพาโชคลาภและความสุขมาให้ ร้านจำหน่ายโคมไฟที่เก่าแก่และเป็นที่นิยมที่สุดคือร้าน “เหล่า เหม็น เฉิน” ในกรุงไทเป ซึ่งมีอายุมากกว่า 100 ปี ภายในร้านจะขายโคมไฟหลากหลายรูปแบบและสีสัน

นอกจากจะเห็นภาพของบ้านเรือนสว่างไสวไปด้วยโคมไฟหลากสีสัน สวยงามจับตาแล้ว เทศกาลหยวนเซียวยังมีขนมบัวลอยอันเลื่องชื่อเป็นขนมประจำเทศกาลให้รับประทานกันด้วย ซึ่งคำว่า “หยวนเซียว” มีสองความหมาย คือ เทศกาล และขนมบัวลอย ดังนั้น ขนมหยวนเซียว หรือขนมบัวลอยนั้น จึงเป็นเมนูสำคัญที่ครอบครัวเชื้อสายจีนจะนิยมรับประทานกัน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลนี้นั่นเอง

นอกจากความหวานอร่อยนุ่มลิ้นแล้ว การได้รับประทานขนมหยวนเซียวยังมีความเชื่อด้วยว่านำมาซึ่งความสุขและความโชคดี รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการอยู่ร่วมกัน และการแสดงออกถึงความสามัคคีของสมาชิกในครอบครัว

สมัยก่อนการทำขนมหยวนเซียวเป็นกุศโลบายของการสร้างความสามัคคีในครอบครัว โดยจะมีการเปิดโอกาสให้กับสมาชิกภายในครอบครัวได้ใช้เวลาทำบัวลอยร่วมกันและรับประทานบัวลอยด้วยกัน แต่ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่บ้านที่รักษาประเพณีการทำบัวลอยร่วมกันไว้ แต่คนทั่วไปก็ยังหาบัวลอยรับประทานได้เหมือนเดิมในช่วงเทศกาลนี้จากร้านอาหารที่จะทำบัวลอยไว้คอยบริการลูกค้า

มีข้อที่ถือปฏิบัติสำหรัวิธีการรับประทานขนมหยวนเซียวก็คือ จะต้องรับประทานทั้งลูก ห้ามตัดแบ่ง เพราะชาวไต้หวันมีความเชื่อว่า “การตัด” ก็เหมือนเป็นการตัดสายสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว

การเที่ยวเทศกาลหยวนเซียวในไต้หวันนั้น สามารถไปสัมผัสประสบการณ์ได้แทบทุกเมือง เพราะจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองตามเมืองต่างๆ ของไต้หวันทั่วไป เช่น ที่วัดโฝว-กวง-ซาน เมืองเกาสง ทางตอนใต้ ก็มีการจัดงานด้วยแสง สี เสียง และจุดพลุดอกไม้ไฟตระการตา

ขณะที่กรุงไทเปก็จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้เมืองอื่นๆ โดยเฉพาะช่วงหัวค่ำจะยิ่งคึกคักที่สุด เพราะชาวไต้หวันจะพากันออกมาเดินไปตามท้องถนน เพื่อชมโคมไฟรูปทรงต่างๆ ตามสถานที่ที่จัดงานทั่วกรุงไทเป การใช้บริการรถบัสสองชั้น Taipei Sightseeing เป็นตัวเลือกที่ดีที่จะช่วยให้สามารถเก็บภาพความประทับได้อย่างทั่วทุกมุมของเมือง สถานที่แรกในกรุงไทเปที่มีการจัดงานเทศกาลหยวนเซียวอย่างยิ่งใหญ่ และชาวไต้หวันนิยมไปร่วมชมคือ ประตูเมืองเป่-เหมิน ประตูเมืองโบราณเก่าแก่ของกรุงไทเป ซึ่งมีการจัดแสดงโชว์ด้วยแสง สี เสียง ได้อย่างสวยงาม โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเล่าเรื่องราวและลำดับภาพ ทำให้ภาพที่ฉายบนกำแพงมีมิติและสวยงามมากยิ่งขึ้น สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้มาชม

ย่านซีเหมินติง ใจกลางกรุงไทเป เป็นอีกสถานที่ที่ได้รับความนิยม ที่นี่จะมีชาวไต้หวันทุกเพศทุกวัย ต่างพากันออกมาเดินชมโคมไฟรูปแม่ไก่และลูกไก่ เพราะปีนี้ตรงกับนักษัตรปีระกาหรือปีไก่

สำหรับในปีนี้เมืองที่จะพลาดไม่ได้ เพราะเป็นสถานที่จัดงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือ “หยูนหลิน” ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของเกาะไต้หวัน ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลหยวนเซียวอย่างเป็นทางการของปีนี้ ซึ่งแต่ละปีจะหมุนเวียนกันไป โดยเมืองหยูนหลินถือว่าเป็นเมืองที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของไต้หวัน

พื้นที่จัดงานของปีนี้มีขนาด 50 เฮกตาร์ หรือกว่า 300 ไร่ และโคมไฟกว่า 3,000 ดวง ถือว่าเป็นงานเทศกาลหยวนเซียวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีในประวัติศาสตร์ของเกาะไต้หวัน

แนวคิดในการจัดงานเทศกาลหยวนเซียวของปีนี้ ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 11-19 ก.พ.ที่ผ่านมา เน้น 3 เรื่อง คือ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Eco-friendly เน้นการนำเสนอสังคมแบบพหุวัฒนธรรม หรือ Multicultural Society และเน้นการมีส่วนร่วมของอัตลักษณ์ท้องถิ่นหรือ Local Elements

นอกจากสีสันของโคมไฟแล้ว ในเทศกาลหยวนเซียวครั้งนี้ ยังมีการแสดงบนเวทีที่ดึงดูดทุกสายตาไว้ได้  เช่น การแสดงชุดวัฒนธรรมหุ่นกระบอกพื้นเมืองของไต้หวัน การแสดงรำพัด และที่เป็นไฮไลต์ของงานคือ การแสดงวัฒนธรรมพื้นเมืองตีกลองของไต้หวัน ที่ร้อยเรียงเรื่องราว บอกเล่าวิถีชีวิตของชาวไต้หวันไว้ได้อย่างน่าสนใจ

 

‘เที่ยวไม่หยุด ฉุดไม่อยู่’ ชนปิติ สันติวณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/484696

‘เที่ยวไม่หยุด ฉุดไม่อยู่’ ชนปิติ สันติวณิชย์

โดย…รอนแรม ภาพ : ชนปิติ สันติวณิชย์

 เมื่อเรื่องงานเรื่องเที่ยวเป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้ ต้อง-ชนปิติ สันติวณิชย์ ใช้ชีวิตแบบ “Nonstop Journey / เที่ยวไม่หยุด ฉุดไม่อยู่” ตามชื่อเพจเฟซบุ๊ก และเว็บไซต์ nonstop-journey.com ที่เขาได้ถ่ายทอดประสบการณ์การท่องเที่ยว รวบรวมข้อมูลการเดินทาง และรูปภาพระหว่างทางที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกชั่วขณะนั้น

“ผมทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากท่องเที่ยว” ต้อง กล่าวถึงชีวิตการเป็นบล็อกเกอร์

“ก่อนหน้านี้ผมมีโอกาสทำงานอยู่เว็บไซต์แห่งหนึ่ง ได้ทำเซ็กชั่นท่องเที่ยว เลยมีโอกาสออกทริปไปถ่ายรูป และได้เรียนรู้การถ่ายภาพจากจากช่างภาพเก่งๆ หลายคน จากนั้นก็ได้ทำงานที่นิตยสารท่องเที่ยว จากคนที่เป็นแค่นักเขียนอย่างเดียวก็เลยชอบการถ่ายรูป ตอนนี้ผมออกมาเป็นบล็อกเกอร์และช่างภาพเต็มตัว ซึ่งตอนแรกที่ทำเพจไม่คิดเลยว่าจะเป็นอาชีพได้ แต่เมื่อมันสามาถสร้างรายได้ให้จริงๆ ผมก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุดควบคู่กับการรับงานถ่ายรูปไปด้วย”

 ต้อง เปิดเพจเฟซบุ๊กครั้งแรกเมื่อต้นปี 2559 โดยใช้ชื่อว่า เดอะ วอล์กกิง วายด์ (The Walking Wild) ตามไลฟ์สไตล์ส่วนตัวที่ชอบเดินป่าขึ้นเขา แต่เพราะชื่อเฉพาะเจาะจงเกินไป เขาจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Nonstop Journey / เที่ยวไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ อย่างในปัจจุบัน

โดยเริ่มทำเพจอย่างจริงจังเมื่อปลายปีที่ผ่านมา กระทั่งวันนี้เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปีมีคนกดถูกใจเพจมากกว่า 7 หมื่นไลค์ ซึ่งโพสต์ยอดนิยมส่วนใหญ่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในไทย โดยเฉพาะสถานที่โรแมนติกถ่ายรูปสวยจะได้ยอดไลค์ยอดแชร์มากเป็นพิเศษ

“ผมจะไปในที่ที่เอาใจตัวเองกับเอาใจลูกเพจ เน้นความหลากหลาย โดยจะออกทริปที่เป็นงานประมาณ 70% แล้วทริปเที่ยวเองอีก 30% ซึ่งตอนแรกๆ ผมไม่เคยลงรูปหน้าตัวเองเลย ลูกเพจจะรู้แค่ว่าแอดมินมีไลฟ์สไตล์ชอบเที่ยว แต่หลังๆ เริ่มโพสต์รูปที่มีหน้าตัวเองลง ปรากฏว่าผลตอบรับดี เพราะมีลูกค้าติดต่อเข้ามา แต่ไม่ว่าอย่างไรผมก็ยังเน้นขายความรู้สึกผ่านรูปภาพอยู่ดี เพราะไม่อยากให้คนเห็นเฉพาะข้อมูลด้านเดียว แต่อยากเล่าความรู้สึกผ่านรูปไปด้วย คนที่เข้ามาอ่านจะได้ความรู้สึกดีๆ กลับไป และข้อมูลที่ผมเขียนก็ตั้งใจเขียนให้แตกต่างจากในกูเกิล เพจจะได้มีเอกลักษณ์และมีเหตุผลให้คนติดตาม”

 ต้อง ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันทุกคนสามารถเป็นบล็อกเกอร์ได้ และสามารถสร้างเพจเฟซบุ๊กได้ภายในไม่กี่นาที ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาสัญลักษณ์หรือเอกลักษณ์ของเพจตนเองให้เจอ ซึ่งนั่นต้องแตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว

“สิ่งที่อยู่ในภาพมีอะไรดึงดูด อารมณ์ภาพของภาพกระแทกอารมณ์คนดูไหม? ซึ่งรูปที่สำคัญที่สุดคือรูปใหญ่บนหน้าฟีด พอคนเห็นแล้วต้องว้าว! รวมถึงการวางเนื้อหาก็ต้องทำให้น่าติดตาม ต้องทำให้คนอินและอยากคลิกเข้าไปอ่านในเว็บไซต์ต่อได้ อย่างตอนนี้ลูกเพจของผมชอบเที่ยวชนบท นอนโฮมสเตย์ เน้นธรรมชาติ เนื้อหาที่เราโพสต์ก็จะเป็นไปตามเทรนด์ในตอนนั้น แอดมินเพจจึงจำเป็นต้องติดตามและหาจุดที่ลูกเพจชอบ เขาจะได้เข้ามาอ่านของเราทุกวัน”

เขาคาดว่าปีนี้ยอดไลค์จะแตะหลัก 1.5 แสนคน และจะเน้นท่องเที่ยวต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อขยายกลุ่มลูกเพจให้กว้างกว่าเดิม ซึ่งปัจจุบันนอกจากจะเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊กแล้ว ต้องยังเป็นนักเขียนและช่างภาพอิสระในวัย 29 ปีที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแรง ติดตามการเดินทางของเขาได้ที่เพจเฟสบุ๊ก Nonstop Journey / เที่ยวไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ หรือเฟสบุ๊กส่วนตัว MuzTong Uniquely และเว็บไซต์ nonstop-journey.com

 

จักรยานท่องเที่ยวในนิวซีแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/483739

จักรยานท่องเที่ยวในนิวซีแลนด์

โดย…Withaya Heng

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กิจกรรมเอาต์ดอร์ต่างๆ เป็นที่นิยมในประเทศนิวซีแลนด์ นอกจากความได้เปรียบด้านสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมแล้ว ความเข้มแข็งของชุมชนก็เป็นกลจักรสำคัญอย่างหนึ่งในความสำเร็จนี้

เส้นทางจักรยาน The New Zealand Cycling Trail ที่มีโครงข่ายอยู่ทั่วประเทศ เป็นตัวอย่างที่ดีของการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและชุมชนท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคในการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยภาครัฐจะสนับสนุนเงินทุนให้องค์กรหรือหน่วยงานของแต่ละแคว้นวางเส้นทางจักรยานในท้องถิ่นของตน และสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ป้ายบอกทาง ห้องน้ำประจำจุดต่างๆ ศูนย์ประชาสัมพันธ์และบริการนักท่องเที่ยว รวมถึงการจัดทัวร์จักรยานท่องเที่ยวไปในเส้นทางเหล่านี้ด้วย เมื่อนำเส้นทางของทุกภูมิภาคมารวมกันจึงกลายเป็นโครงข่ายทางจักรยานที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ทำให้นิวซีแลนด์กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักปั่นจากทั่วโลกได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องมาปั่นที่นี่ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

เส้นทางจักรยานส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางสำหรับเสือภูเขา เพราะสภาพภูมิประเทศอำนวยเสียเหลือเกิน ซ้ายก็เขา ขวาก็เขา ไม่มีเราเลย และในหนึ่งเส้นทางอาจมีทั้งถนนคอนกรีต ถนนลาดยาง ถนนลูกรังหรือหินคลุก ไปจนถึงเข้าป่าเข้าพงลุยน้ำข้ามลำธาร จึงต้องการจักรยานที่พร้อมลุยไปทุกสภาพถนน รองลงมาจะเป็นจักรยานทัวริ่ง เดินทางไกลแบกสัมภาระกันแบบ Full Load ท่องไปได้ตั้งแต่เกาะเหนือยันเกาะใต้

ในแคว้น Canterbury และ Otago ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เทือกเขา Mt.Cook ทอดตัวอยู่เคียงข้างด้วยทะเสสาบทั้งสามคือ Ohau Pukaki และ Tekapo มีองค์กร Alps2Ocean เป็นผู้วางเส้นทางจักรยานในภูมิภาคนี้โดยทำเป็นเส้นทางจักรยานเชื่อมต่อกันระหว่างสองฟากมหาสมุทร คือปั่นข้ามเกาะจากฝั่งไปอีกฝั่งเป็นระยะทางกว่า 300 กม. แบ่งเส้นทางออกเป็น 9 ช่วง ใช้เวลาปั่นทั้งหมด 6 วัน ซึ่งตลอดเส้นทางได้วาง
สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งป้ายบอกทาง ห้องน้ำประจำจุดต่างๆ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว รวมทั้งประสานกับธุรกิจในท้องถิ่นทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร และการเดินทางทั้งทางรถ ทางเรือ เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินเล็ก รวมถึงการจัดทัวร์จักรยานท่องเที่ยวไปในเส้นทางเหล่านี้ด้วย เรียกว่าครบครันทุกความต้องการ

เส้นทาง Twizel-Lake Pukaki-Lake Tekapo ระยะทาง 60 กม.

เราจะขอแนะนำหนึ่งในเส้นทางของ Alps2Ocean ที่คิดว่าไม่ยากเกินไป สามารถปั่นได้ทั้งครอบครัวและได้วิวทิวทัศน์สองข้างทางที่เป็นขีดสุดแห่งความสวย คือเส้นทางปั่นจากเมืองทไวเซิลไปยังทะเลสาบ Pukaki และต่อไปยังทะเลสาบ Tekapo ระยะทางรวมประมาณ 60 กม. โดยมีจุดเริ่มต้นจากเมืองทไวเซิล เมืองเล็กๆ ในหุบเขาที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงทอดยาวไปตามขอบฟ้าถือเป็นประตูสู่ความสวยงามทางธรรมชาติ เราปั่นออกจากเมืองไปประมาณ 10 กิโลเมตร จะถึงทะเลสาบ Pukaki ทะเลสาบที่มีน้ำเป็นสีฟ้าเทอร์ควอยส์เกิดจากการละลายของหิมะและธารน้ำแข็งจากเทือกเขาเมาท์คุ้ก ผืนน้ำสีฟ้าจัดจ้านตัดกับเทือกเขาเมาท์คุ้กที่มีหิมะและธารน้ำแข็งปกคลุมตลอดปีเป็นฉากหลัง เกิดเป็นวิวที่สวยงามจนเรียกได้ว่ายิ่งกว่าวิวหลักล้าน เพราะที่นี่ต้องเป็น Million NZ Dollar View บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวจะเป็นจุดแวะถ่ายรูปที่จะเห็นเมาท์คุกในแบบพาโนรามาที่สวยที่สุด

เราออกเดินทางต่อโดยปั่นเลียบทะเลสาบ Pukaki ชมความอลังการของเทือกเขาเมาท์คุ้กไปอีกประมาณ 20 กม. จะพบกับฟาร์มปลาแซลมอนของท้องถิ่น แหล่งเลี้ยงปลาแซลมอนที่มีชื่อที่สุดในนิวซีแลนด์ เราแวะพักขาและไม่พลาดชิมซาชิมิแซลมอน ที่หวาน สด ละมุนลิ้น จากนั้นเราจะปั่นต่อไปตามเส้นทางเลียบคลองส่งน้ำไปยังทะเลสาบ Tekapo เส้นทางช่วงนี้ยาวประมาณ 30 กม. จะเป็นทางเฉพาะจักรยานเท่านั้นไม่มีรถยนต์มาให้กวนใจ จุดหมายปลายทางของเราคือทะเลสาบ Tekapo ที่นี่สีของน้ำในทะเลสาบจะต่างกันกับที่ Pukaki คือเป็นสีฟ้าพาสเทลคล้ายสีน้ำนม ยิ่งในช่วงกลางวันเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์จะสวยงามมากจนแทบไม่อยากละสายตา มุมที่พลาดไม่ได้ของที่นี่คือ อนุสาวรีย์สุนัขดอลลี่ ที่เปรียบเหมือนเพื่อนยากของบรรดาเจ้าของฟาร์มในการต้อนแกะ และโบสถ์ที่เล็กที่สุดในนิวซีแลนด์ Church of Good Shepherd โบสถ์ประจำเมืองที่ยังคงใช้ประกอบพิธีทางศาสนาจนถึงปัจจุบันนี้

ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน การท่องเที่ยวด้วยจักรยานคือการเดินทางที่ช้าลง เมื่อช้าลงก็เห็นมากขึ้นมองได้นานขึ้น จนสัมผัสจับต้องได้ถึงแก่นความงามที่แท้จริงไม่ใช่ปล่อยผ่านเพียงแค่ชะโงกดู…

สองมือจับแฮนด์ สองเท้าก้าวออกจากบ้าน มาปั่นจักรยานกันดีกว่าครับ

 

 

แม่เลี้ยงเดี่ยวพาลูกเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2560 เวลา 17:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/483642

แม่เลี้ยงเดี่ยวพาลูกเที่ยว

โดย…ฤดูกาล ภาพ : เที่ยววิถีแม่

“แม่ 45 กับลูก 15 ถึงจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวก็เที่ยวได้นะ…ขอบอก”

คำนิยามสั้นๆ ของเพจเฟซบุ๊ก “เที่ยววิถีแม่” ระบุไว้ ซึ่งเป็นเรื่องราวของ “แม่ใหม่” ถึงลูกสาวสุดที่รัก ที่ได้บันทึกความรู้สึกระหว่างทางในยามคิดถึง

ด้วยอาชีพทำงานเบื้องหลังรายการโทรทัศน์ทำให้เธอต้องเดินทางอยู่ตลอด ซึ่งไม่ว่าจะไปที่ไหน แม่ใหม่ก็อยากให้ลูกสาวได้เห็นเหมือนกัน เธอจึงเขียน “เล่าให้ลูกฟัง” จนกลายเป็นเพจเที่ยววิถีแม่

 

“เพราะลูกนี่แหละที่บอกให้แม่เปิดเพจ” แม่ใหม่กล่าวถึงจุดเริ่มต้น

“แต่ก่อนแม่ชอบส่งให้ลูกอ่านทางไลน์ แล้วลูกก็ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ ปรากฏว่าลูกเพื่อนชอบ เขาเลยบอกให้แม่เปิดเพจดูนะ เพราะวิธีที่แม่เขียนไม่ค่อยเหมือนใคร”

เพจเปิดเมื่อเดือนวันแม่ ส.ค.ปีที่แล้ว จนวันนี้ยังไม่ครบปีมีคนกดไลค์มากกว่า 3.9 หมื่นคน ซึ่งแม่ใหม่เคยหาวิธีเขียนหลายแบบทั้งเขียนรีวิวเส้นทาง เขียนรายละเอียดหนักๆ แต่สุดท้ายมาจบที่เขียนแบบสไตล์ตัวเอง คือ เขียนถึงลูก ซึ่งเป็นตัวเธอมากที่สุด

 

แม่ใหม่เล่าว่า ประโยชน์ของการทำเพจ นอกจากจะบันทึกเรื่องราวการเดินทางระหว่างแม่และลูกแล้ว ยังเป็นการให้กำลังใจแม่เลี้ยงเดี่ยวคนอื่นที่อาจมองว่า การพาลูกเที่ยวเป็นเรื่องยาก ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ยากและมีความสุขมาก

“ถึงแม้ว่าเราจะอยู่กับลูกสองคน เราก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ พาลูกไปเที่ยวได้ ทำให้ลูกมีความสุขได้ การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ต่างอะไรจากครอบครัวอื่นเลย แม่เข้าใจว่าการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องต่อสู้กับทั้งภายนอกและภายใน ดังนั้นพอมีแรงบันดาลใจจะได้ฮึดขึ้นมาทำเพื่อลูกได้ และแม่ดีใจที่ได้เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจนั้น”

นอกจากนี้ การทำเพจเที่ยววิถีแม่ไม่มีเงื่อนไขใดอื่นนอกจากตัวแม่เอง ไม่มีกฎว่าต้องโพสต์วันละเท่าไหร่ ต้องโพสต์เอาใจใคร หรือต้องถ่ายภาพแบบไหน เพราะทุกอย่างล้วนเป็นอารมณ์และความรู้สึกของคนเป็นแม่ล้วนๆ เธอเล่าต่อว่า อย่างรูปภาพจะเน้นไปที่อารมณ์มากกว่าความยิ่งใหญ่อลังการ หรืออย่างสถานที่ที่ไปก็จะไปในที่ที่แม่ลูกอยากไปและเน้นที่ใหม่ๆ โดยที่ไม่ต้องไปตามคำชวนของใครแล้วไม่ใช่ตัวเอง

 

“พอพาลูกไปเที่ยวตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ลูกได้เห็นในสิ่งที่บ้านไม่มีหรือโรงเรียนไม่ได้สอน เขาได้ออกไปเห็นอะไรแปลกๆ มากกว่าที่วัยรุ่นเคยไป ได้เปิดรับประสบการณ์ใหม่ที่จะสอนเขาไปในตัว อย่างไปนอนเต็นท์ตั้งแต่เล็ก พาไปอยู่กับธรรมชาติ นั่นเป็นการสอนให้ลูกอดทน ทำให้ลูกเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย สามารถดูแลตัวเองได้ หรือการออกไปเจอคนใหม่ๆ เขาจะเข้าใจคนที่ต่างวัฒนธรรม เขาจะไม่สงสัยคนที่มีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนเราเพราะเขาเข้าใจ และกล้าที่จะพูดคุยกับคนอื่น มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นๆ ซึ่งแม่ว่านี่เป็นการฝึกทักษะชีวิตที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม สถานที่ที่แม่ลูกคู่นี้ไปไม่จำเป็นต้องไกลถึงเมืองนอกเมืองนา แต่อาจเป็นต่างจังหวัดหรือสถานที่ใกล้ๆ บ้าน เพราะระยะทางไม่สำคัญเท่าการใช้เวลาร่วมกัน

“แม่จะพาลูกไปเจอการเที่ยวหลายแบบทั้งนอนเต็นท์ โรงแรมห้าดาว ใกล้กรุงเทพฯ ต่างจังหวัด ต่างประเทศ ซึ่งเราสองคนมีเป้าหมายว่าอยากไปนิวยอร์ก ตอนนี้ก็เลยช่วยกันเก็บเงิน (หัวเราะ) ไม่ว่าจะไปที่ไหนเราจะทำแบบนี้ทุกครั้ง เราต้องสร้างทริปของเราจริงๆ

 

“แม่บอกกับทุกคนว่า การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ยากเลย เพราะอยากไปไหนก็ไป มีแพลนหรือไม่มีก็ได้ แค่ก้าวเท้าออกไป บางทีอาจจะไปไม่ถึงปลายทาง หรือไปแล้วอาจไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้ แต่ความสำคัญคือ การใช้เวลาร่วมกันระหว่างเรากับลูกเรา หรือบางทีเราไม่ต้องออกเดินทางไปไหนเลยก็ยังได้ แค่ใช้เวลาร่วมกัน มีเวลาอยู่ด้วยกันก็เพียงพอแล้ว” แม่ใหม่กล่าวทิ้งท้าย

ล่าสุดแม่โพสต์เรื่อง เบตง จัดเต็มทั้งภาพและวีดีโอ พร้อมข้อความเชิญชวนที่ว่า หัวใจเต้นแรง… คือความรู้สึกแรกที่มาเบตง ดังนั้น อย่าพลาดติดตามสาส์นจากแม่อายุ 45 ปี ถึงลูกวัย 15 ปี ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก เที่ยววิถีแม่

 

 

เธอคือ เพื่อน “ออกเดิน” ทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2560 เวลา 16:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/483640

เธอคือ เพื่อน "ออกเดิน" ทาง

โดย…รอนแรม ภาพ : รตา วงศ์บุษราคัม

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ชีวิตของเธอก็ไม่เหมือนอีกต่อไป หลังจาก เพื่อน-รตา วงศ์บุษราคัม วัย 25 ปี ที่ตัดสินใจออกเดินทางก่อนหางาน เธอจึงมีเรื่องราวและภาพฟิล์มมาสร้างเพจเฟซบุ๊ก “ออกเดิน” เพื่อบันทึกประสบการณ์การเดินทางและบรรทุกผู้อ่านไปออกเดินพร้อมกัน

เพื่อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของ “ออกเดิน” ว่า เกิดขึ้นจากทริปเวียดนามที่ตั้งโจทย์เล่นๆ กับเพื่อนว่า จะไม่ใช้มือถือ และเมื่อไม่มีมือถือเธอจึงจดและใช้กล้องฟิล์มบันทึกเรื่องราวระหว่างทาง หลังจากกลับมาจะมีโน้ตหลายหน้าและรูปหลายภาพจึงตัดสินใจสร้างเพจเฟซบุ๊กชื่อ ออกเดิน ในปี 2556 จนถึงวันนี้ 4 ปีผ่านไป มีคนติดตามหลักหมื่น ซึ่งอาจจะไม่มากเท่าเพจดัง ที่เธอสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นออกเดินทางได้จริง

“ตอนแรกเพจนี้มีคนทำอยู่สามสี่คนเป็นเพื่อนๆ กัน แต่พอเพื่อน (หมายถึงเพื่อนคนอื่นๆ) มีงานประจำทำให้ไม่มีเวลาไปเที่ยวหรือไม่มีเวลาเขียนลงเพจ เราที่ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์ทำกราฟฟิกเลยทำหน้าที่ดูแลหลัก ซึ่งค่อนข้างทำตามใจมาก (หัวเราะ) คือจะไม่มีกฎว่าต้องอัพกี่โพสต์ต่อสัปดาห์ หรือต้องซื้อบูสต์เฟซบุ๊กให้คนกดไลค์มากๆ เพราะเรายังทำตามความตั้งใจเดิมคืออยากเก็บเป็นบันทึกไดอารี่ของตัวเอง และให้คนที่ชอบแบบเดียวกันเข้ามาอ่าน” เธอกล่าว

“เอกลักษณ์ของเพจออกเดินน่าจะเป็นรูป ที่ทุกรูปใช้กล้องฟิล์มถ่าย ซึ่งเพื่อน (หมายถึงตนเอง) ชอบกล้องฟิล์มมากๆ อยู่แล้ว ชอบเสน่ห์ของมันที่เราจะไม่สามารถกดเผื่อหลายๆ รูปได้ ดังนั้นแต่ละรูปที่ถ่ายออกมาต้องผ่านกระบวนการคิด ความรู้สึก หรืออะไรบางอย่างมาแล้ว เพราะฟิล์ม 1 ม้วน มี 36 ภาพ เราจะถ่ายรูปเดียวซ้ำๆ ก็เปลือง และความรู้สึกที่อยากเห็นรูปตอนรอล้างฟิล์มก็เป็นความรู้สึกที่ดีมาก เราต้องลุ้นทุกครั้งว่ามันจะออกมายังไง มีชัดบ้าง เบลอบ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะนี่แหละเป็นเสน่ห์ของกล้องฟิล์มที่กล้องดิจิทัลไม่มี”

นอกจากนี้ สไตล์การเขียนของเพื่อนก็เน้นไปที่ความรู้สึกและอารมณ์ ในขณะที่นั่งดูภาพและได้ย้อนกลับไปคิดถึงห้วงเวลานั้น ทำให้แต่ละโพสต์ที่เธอเขียนจึงไม่ใช่การรีวิวเสียทีเดียว แต่เน้นไปที่ฟีลลิ่งของเธอเองด้วย ยกตัวอย่างโพสต์วันที่ 13 มิ.ย. 2559 ใจความว่า

“ไม่ได้มีคนประจำให้เขียนโปสการ์ดถึงหรอก เป็นปกติเวลาเจออันนี้ก็อยากเล่าให้คนนี้ฟัง เจอร้านอาหารนี้ก็อยากแนะนำให้คนนั้นมากิน เพียงแต่ว่ามันอาจจะบังเอิญเป็นคนๆ เดิม อยู่บ่อยๆ เท่านั้นเอง Yarra River, Melbourne”

อัลบั้มเมลเบิร์นน่าจะเป็นอัลบั้มที่คนแชร์มากที่สุด ซึ่งทุกสถานที่เธอจะปักหมุดที่ไว้ให้สามารถเดินทางตามด้วยตัวเองได้ง่ายดาย และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ กราฟฟิกดีไซเนอร์คนนี้ออกแบบโลโก้และคำบรรยายในภาพเป็นลายมือเขียนของเธอเอง เธอเขียนจริงแล้วสแกนไปแปะภาพที่ทั้งน่ารักและเป็นเอกลักษณ์ของออกเดิน

“ชื่อเพจ ‘ออกเดิน’ ไม่ได้เขียนตกคำว่าเพจออกเดินทาง เพราะเพื่อนคิดว่าทุกคนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไหนไกลๆ แต่แค่ออกเดินไปข้างนอกก็สามารถค้นพบสิ่งใหม่ๆ ได้แล้ว อย่างตัวเพื่อนเองก็ไม่ได้มีเวลาเที่ยวทุกเดือน แต่พยายามหาวันที่ต้องออกเดินไปที่อื่น เพื่อให้ตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อมเก่าๆ สักพัก เหมือนไปชาร์จพลังแล้วทำงานอดิเรกที่เรารักบ้างเท่านั้นเอง”

รวมถึงอีกความตั้งใจคือ กล้องฟิล์ม ของเธอ

“เพื่อนอยากให้วัยรุ่นสนใจกล้องฟิล์มมากขึ้น เราไม่ได้แอนตี้กล้องดิจิทัลเลย แต่ที่ชอบกล้องฟิล์มเพราะมันเป็นไลฟ์สไตล์มากกว่า เลยอยากเปิดตัวเลือกให้คนที่ชอบถ่ายภาพหันมามองกล้องมือหมุนบ้าง เพื่อต่ออายุของกล้อง ต่ออายุร้านล้างฟิล์ม และต่ออายุความคลาสสิกก่อนที่กล้องจะกลายเป็นแค่อุปกรณ์กดชัตเตอร์”

เธอกล่าวเพิ่มเติมติดตามการเดินทางของเธอทั้งไทย ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ จีน ออสเตรเลีย ภาพฟิล์ม และความรู้สึกนึกคิดได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “ออกเดิน” แว่วมาว่าโพสต์ต่อไปจะเป็นอัลบั้มกรุงโตเกียวที่เธอบ่มมานาน

 

เพราะ “ปูซาน” เกาหลีใต้จึงไม่เหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2560 เวลา 16:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/483638

เพราะ "ปูซาน" เกาหลีใต้จึงไม่เหมือนเดิม

โดย…ธงไชย นพสันติ

หลายครั้งที่วางแผนจะเดินทางไปเกาหลีใต้ เป้าหมายแรกของนักท่องเที่ยวหลายๆ คนต่างมุ่งหน้าไปที่กรุงโซล เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแหล่งช็อปปิ้ง ความทันสมัย ดูเพลินกับสิ่งก่อสร้างอาร์ตๆ ตลอดสองฝั่งข้างทาง แต่หารู้ไม่ว่า “ปูซาน” เป็นอีกหนึ่งเมืองที่สำคัญของเกาหลีใต้ที่มีดีไม่แพ้กัน ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว บรรยากาศริมทะเล แหล่งวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ซึ่งคนส่วนใหญ่คงเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเมืองปูซาน ในฐานะเมืองท่าขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ โด่งดังมาจากเทศกาลหนังนานาชาติ (Busan International Film Festival) และในปีนี้ละครรีเมกชื่อดังอย่าง “เมียหลวง” ได้ยกกองไปถ่ายทำตามสถานที่สวยๆ ในเมืองปูซานอีกด้วย

 

 

การท่องเที่ยวในเมืองปูซาน เราเริ่มต้นที่ หมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน แลนด์มาร์คสำคัญของเมืองที่หลายคนรู้จักกันในนาม ซานโตรินีเกาหลี จากบ้านที่ถูกทิ้งร้างสภาพทรุดโทรมได้ถูกตกแต่งเนรมิตด้วยสีสันพาสเทลตามบ้านเรือนที่เรียงตัวกันบนเนินเขาริมแนวชายฝั่งทะเล กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อดึงดูดผู้คนให้มาเช็กอิน โดยตลอดสองข้างทางจะพบศิลปะตามกำแพงฝีมือศิลปินนักเรียนและจิตรกรจากทั่วโลก ตัวตึกประดับตกแต่งด้วยรูปปั้นแบบต่างๆ อย่างรูปปั้นนกบนหลังคา และเมื่อเดินไปเรื่อยๆ จะมีจุดชมวิว แหล่งช็อปปิ้ง และคาเฟ่น่ารักตามซอยให้แวะชิมชิลถ่ายภาพเก็บความประทับใจอยู่ตลอด

 

หลังไปเที่ยวถ่ายภาพชมศิลปะสวยๆ แล้ว เดินทางไปต่อกันที่ วัดแฮดงยงกุงซา วัดศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นริมชายฝั่งทะเลทำให้มีวิวทิวทัศน์สวยงาม เป็นศาสนสถานที่ชาวปูซานให้ความศรัทธานับถือ และเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยวในการมาสักการะ โดยด้านในวัดมีพระศักดิ์สิทธิ์ 3 องค์ เป็นตัวแทนของความสิริมงคลในด้านต่างๆ ได้แก่ พระองค์ซ้าย ขอพรเรื่องสุขภาพ พระองค์กลาง ขอพรเรื่องความสมบูรณ์ และพระองค์ขวา ขอพรให้มีสติปัญญาที่ดี ซึ่งนอกจากจะได้ไปสักการะขอพรแล้ว ตลอดสองข้างทางเดินเข้าไปยังวัดยังมีร้านขายสินค้าพวกเครื่องรางของขลังให้เช่าบูชากันด้วย

 

นอกจากนี้ อีกสถานที่สำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสายกรีนห้ามพลาดต้องไป อุทยานยงดูซาน ประกอบไปด้วยสวนสวยที่มีพรรณไม้กว่า 70 สายพันธุ์ ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นโดยชาวญี่ปุ่นในยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น อนุสาวรีย์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ อาคารอนุสรณ์เพื่อลำรึกถึงเหยื่อในสงครามเกาหลี  พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี และสวนแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของปูซานทาวเวอร์ หอคอยชมวิวทิวพาโนรามาบนความสูง 120 เมตร ที่สวยงามทั้งในยามกลางวันและยามค่ำคืน

 

รวมถึงสัญลักษณ์ของเมืองตากอากาศอย่าง ชายหาดแฮอึนแด ชายหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ มีหาดทอดยาวเป็นแนวโค้งกว่า 1.5 กม. เหมาะแก่การตื่นเช้าดูพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางฝูงนกนางนวล ซึ่งในช่วงฤดูร้อนนักท่องเที่ยวจะสวมชุดว่ายน้ำโชว์ความแซ่บจับจองเก้าอี้อาบแดดกันแน่นขนัด แต่หากใครไปช่วงหน้าหนาวจะได้แค่เดินเล่นถ่ายรูปเพราะน้ำทะเลหนาวเกินไป

 

ทว่า ไม่ว่าฤดูไหนทีเด็ดก็อยู่ที่ตอนกลางคืน เพราะเหล่าวัยรุ่นเกาหลีจะรวมตัวกันจุดพลุ เล่นดอกไม้ไฟ และร้องเพลงเปิดหมวกริมชายหาด ช่วยสร้างบรรยากาศให้ค่ำคืนไม่เงียบเหงาอีกต่อไป หรืออีกกิจกรรมกับการล่องเรือยอชต์ชมพระอาทิตย์ตกผ่านวิวสุดฮิตอย่าง สะพานควางอัน สะพานขนาดใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ ด้วยบริการเต็มรูปแบบของ ยอชต์ บี  (Yacht B) ที่จะทำให้ฟินไปกับบรรยากาศโรแมนติกเสมือนตัวเองเป็นนางเอกซีรี่ส์

 

ปิดท้ายในเมืองปูซาน ต้องไปละลายทรัพย์ก่อนกลับที่ ย่านนัมโพดง ที่นี่เปรียบเหมือนย่านมยองดงในกรุงโซล เพราะเป็นแหล่งช็อปปิ้งสินค้ามากมายทั้งแบรนด์เครื่องสำอาง เสื้อผ้า รองเท้า และอาหารจำนวนมากที่มีให้เลือกจนอาจหมดเนื้อหมดตัวกลับไทย ถึงแม้ว่าปูซานจะเป็นเมืองท่องเที่ยวไม่ต่างกับกรุงโซล แต่ปูซานย่อมไม่เหมือนใคร เพราะไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศชายทะเล นิสัยใจคอของผู้คน วิถีชีวิตของชาวบ้าน อากาศบริสุทธิ์ที่หาได้ยาก หรือจังหวะชีวิตเนิบช้าที่บรรยากาศบังคับให้พาไป จึงกล่าวได้เต็มปากว่า เพราะเมืองปูซานทำให้เกาหลีใต้ไม่เหมือนเดิม

 

ขอขอบคุณ Busan Metropolitan City, BTO,KTCC, Happy Korea
สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ Happy Korea : www.happytokorea.com  โทร 02-5395770

 

สิ่งที่เห็นและเป็นไป… ส่องผ่านม่านเหล็ก หลังสิ้นยุคสงครามเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2560 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/483586

สิ่งที่เห็นและเป็นไป... ส่องผ่านม่านเหล็ก หลังสิ้นยุคสงครามเย็น

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา

สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ก่อกำเนิดจากการปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 หลังโค่นจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งสิ้นสุดที่ราชวงศ์โรมานอฟลงได้ ก็ปกครองโดยลัทธิมากซ์–เลนิน ระหว่างปี ค.ศ. 1922 ถึง 1991 ยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ สุดท้ายไม่ว่าจะยิ่งใหญ่คับโลกเพียงใด ก็หนีกฎแห่งการเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ ในที่สุดสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตก็แตกสลายอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ธ.ค.1991 แยกออกเป็น 15 ประเทศ ประกอบด้วย รัสเซีย ยูเครน อาร์เมเนีย เบลารุส จอร์เจีย มอลโดวา คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน อาเซอร์ไบจาน เอสโตเนีย ลัตเวีย และ ลิทัวเนีย

การล่มสลายที่เกิดขึ้นส่งผลให้ยุคสงครามเย็นของ 2 ขั้วอำนาจในโลกสิ้นสุดลงไปในตัว ทีมงานโลก 360 องศา ได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนประเทศที่แยกตัวออกมาหลายประเทศ ได้เห็นแง่มุมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ

เริ่มต้นกันที่สหพันธรัฐรัสเซีย เมืองหลวงคือมอสโก ด้วยเหตุที่รัสเซียเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจของสหภาพโซเวียต ดังนั้นเมื่อแยกตัวออกเป็นประเทศแล้ว จึงยังคงความยิ่งใหญ่ไว้มากที่สุด ทั้งในแง่ของขนาด และอำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะการอยู่ภายใต้ผู้นำคนสำคัญที่ทั่วโลกต่างจับตามองคือ ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ทุกวันนี้แสนยานุภาพของกองทัพรัสเซียถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ และบทบาทการดำรงไว้ซึ่งความเป็นชาติมหาอำนาจของโลก

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพความแข็งแกร่งของประเทศรัสเซีย ผู้คนก็ยังยิ้มแย้ม แสดงความเป็นมิตรต่อผู้มาเยือน แตกต่างจากภาพที่คิดไว้ว่าประเทศค่ายคอมมิวนิสต์ผู้คนต้องหน้าตาเคร่งเครียด ดุดัน ที่สำคัญอีกประการคือ รัสเซียมีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายและอลังการ เป็นเงาสะท้อนความยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียตไว้แทบจะสมบูรณ์ ทั้งพระราชวังเครมลิน มหาวิหารเซนต์บาซิล จัตุรัสแดงอนุสาวรีย์พระเจ้าปีเตอร์มหาราช เป็นต้น

อีกประเทศหนึ่งที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย ก็คือ ยูเครน ที่ปัจจุบันถูกจัดให้เป็นประเทศในยุโรปตะวันออกไปแล้ว ยูเครนจึงมีความผสมผสานระหว่างความเป็นรัสเซียกับความเป็นยุโรปอย่างลงตัว

ประเทศยูเครน ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลกเพราะมีสภาพอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เกษตรกรรม และมีการพัฒนาด้านการผลิตที่ดี การไปเยือนยูเครน พุ่งเป้าหมายการเดินทางไปที่กรุงเคียฟ เมืองหลวงที่มีความสวยงาม เกิดจากการผสมผสานของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ กรุงเคียฟ คือศูนย์กลางของวัฒนธรรมสลาฟตะวันออก โดยประวัติศาสตร์ของประเทศยูเครน กล่าวถึงชาวสลาฟ ว่าเป็นชนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งรกรากในแถบนี้ มีเมืองเคียฟเป็นศูนย์กลาง จนกระทั่งในระยะต่อมาจึงมีชาวรุส (Rus) ซึ่งอพยพมาจากแถบสแกนดิเนเวีย ได้เข้ามายึดครองและรวบรวมดินแดนแถบนี้ โดยได้สถาปนาอาณาจักรเคียฟรุส (Kiev Rus) ขึ้น และนับเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุด

คนที่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์คงไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชมวัดถ้ำเคียฟ หรือ Monastery of the cave ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความสวยงามและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศยูเครน มีอายุนานเกือบพันปี เป็นที่ตั้งของโบสถ์ที่อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันหลายโบสถ์ และได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกด้วย

นอกจากสถาปัตยกรรมเก่าแก่แล้ว เรื่องราววิถีชีวิตของคนยูเครนก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งสถานที่ที่จะสามารถเรียนรู้ความเป็นชาวยูเครนได้เป็นอย่างดี ก็คือ ถนนคนเดิน แอนดริวิปสกี้ (Andriyivsky) นั่นเอง ซึ่งลักษณะของชาวยูเครนอาจแบ่งออกเป็น 2 รุ่นอย่างชัดเจน คือ คนรุ่นเก่า ที่มีบุคลิกของชาติสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ คือ มักพูดน้อย ยิ้มน้อย ดูน่าค้นหา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ คนรุ่นใหม่ที่เปิดกว้าง และมีความเป็นยุโรปอย่างเห็นได้ชัดเจน

หันมาดูประเทศที่แยกออกมาอยู่ในทวีปเอเชียกันบ้าง นั่นก็คือ คาซัคสถาน ประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยพื้นที่ขนาด 2.7 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก แต่พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งเป็นพื้นที่กึ่งทะเลทราย (Steppe) จึงมีประชากรอยู่แค่ประมาณ 17 ล้านคนเท่านั้น และส่วนใหญ่ก็กระจุกตัวอยู่ตามเมืองสำคัญๆ ไม่กี่เมือง

คาซัคสถาน มีเมืองอัสตานา หรือ แอสตานา เป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเมืองที่สร้างขึ้นมาใหม่ จึงมีความทันสมัย สวยงาม มีความเป็นระเบียบ และสะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี แต่อุปสรรคใหญ่เห็นจะเป็นเรื่องสภาพอากาศที่มีความหนาวเย็นถึง -35 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว ทำให้แอสตานา ติดอันดับ 2 ของเมืองหลวงที่หนาวที่สุดในโลก คนส่วนใหญ่จึงยังอยากใช้ชีวิตอยู่ที่อัลมาตี้(Almati) ซึ่งเป็นเมืองหลวงเดิมมากกว่า

เมือง “อัลมาตี้” (Almati) หรือคนรุ่นเก่าๆ ของที่นั่นจะเรียกว่า “อัลมา อะต้า” (Alma-Ata) นอกจากจะเป็นเมืองที่ใหญ่ ที่สุดแล้ว ยังเป็นเมืองหลวงเก่าที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกอย่าง จุดสำคัญคือสภาพอากาศไม่โหดร้ายเท่าที่แอสตาน่า

คนเชื้อชาติ “คาซัค (Kazakhs)” จะมีใบหน้า แววตา และผิวพรรณ ที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ เป็นส่วนผสมระหว่างชนเผ่าเติร์ก และมองโกล ขณะที่เด็กรุ่นใหม่จะมีความเป็นรัสเซียผสมเข้าไปด้วย

ประเทศสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ “อุซเบกิสถาน” ซึ่งสมัยสหภาพโซเวียตรุ่งเรือง ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นชุมทางการค้า เป็นจุดกึ่งกลางของเส้นทางสายไหม ที่เชื่อมต่อทั้งด้านการค้า และวัฒนธรรมระหว่างจีน ตะวันออกกลาง และกรุงโรม

อุซเบกิสถาน มีประชากรประมาณ 28 ล้านคน ในพื้นที่ 450,000 ตารางกิโลเมตร คนที่นี่มีเชื้อชาติ อุซเบก เป็นส่วนใหญ่ และนับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก

 

จูงลูกฝ่าลมหนาวที่กรุงโซล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/482662

จูงลูกฝ่าลมหนาวที่กรุงโซล

โดย…โยโมทาโร่

“เราโชคดีที่ได้รับรางวัลจากศูนย์การค้า เดอะมอลล์ นครราชสีมา ไปทริปเกาหลีใต้ 3 วัน 2 คืน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางพาครอบครัวไปเที่ยวที่กรุงโซล หลังจากคนรอบข้างไปกันครบเกือบทุกคนแล้ว เหลือแค่ครอบครัวเราที่ยังไม่ได้ไป ก่อนหน้านี้ทริปต่างประเทศที่ไปบ่อยที่สุดคงเป็นโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แต่รางวัลที่ได้เรามีเพียง 2 คนเท่านั้น แต่เราอยากพาน้องออนเซ็น (ณอร ฝูงวานิช) ไปเที่ยวด้วยเลยซื้อตั๋วเพิ่มอีกใบให้ลูกได้เดินทางไปกับเราด้วยกัน” คุณแม่สมหฤทัย บุตรจันทร์ เจ้าของธุรกิจส่วนตัวเล่าจุดเริ่มต้นการเดินทางทริปล่าสุด ซึ่งใครๆ ต่างก็อิจฉาไปตามๆ กัน

หากเห็นในภาพในทริปนี้มีสมาชิกครอบครัวทั้งหมด 4 คน แต่มีหนึ่งในนั้นคือเจ้าตัวน้อย น้องอิน (ด.ญ.ณณริล ฝูงวานิช) ซึ่งเวลานั้นมีอายุในครรภ์ 7 เดือน เดินทางไปกับคุณพ่อคุณแม่และพี่สาววัย 2 ขวบด้วย

 

“การเตรียมตัวของเราก็ไม่มีอะไรมาก สำคัญก็คือเอกสารใบรับรองแพทย์เรื่องอายุครรภ์ว่าสามารถเดินทางขึ้นเครื่องบินได้อย่างไม่มีปัญหา เขากำหนดไว้ที่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ของเราอยู่ที่ 26 สัปดาห์ ก็ยังอยู่ในเกณฑ์พอดี นอกนั้นก็จะต้องเตรียมเครื่องกันหนาวเพราะเราไปในช่วงฤดูหนาวพอดี อุณหภูมิอยู่ที่เลขตัวเดียว ของผู้ใหญ่จะหาง่าย แต่ของเด็กเช่นถุงมือและเครื่องกันหนาวอื่น ที่โคราชจะหายาก ต้องไปซื้อที่กรุงโซลจะดีกว่า ส่วนตัวเราก็เดินออกกำลังกาย หาคุณหมอตรวจครรภ์ตามนัดก็พอไม่มีอะไรน่ากลัวหรือน่ากังวลอย่างที่คิด

“อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ประจำทริปนี้ ก็คือรถเข็นเราเลือกซื้อรถเข็นขนาดเล็กให้คุณพ่อ (โอภาส ฝูงวานิช ผู้จัดการร้านเอบิวตี้ อ.เมือง จ.นครราชสีมา) ได้เข็นน้องออนเซ็นเที่ยวด้วยกัน วันเดินทางเราขับรถจากโคราชมาขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ ตอนประมาณ 3 ทุ่ม ระหว่างเดินทางมาสนามบิน ลูกเราก็เล่นอยู่ตลอดไม่ได้นอน พอถึงสนามบินก่อนขึ้นเครื่องเราก็บอกเจ้าหน้าที่ว่าเราจะเอารถเข็นเด็กเข็นไปถึงหน้าประตูขึ้นเครื่อง ถึงเวลาเจ้าหน้าที่จะเก็บรถเข็นเอาไว้ให้ พอถึงเวลาขึ้นเครื่องเขาก็หลับพอดี ก็ถือว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการเดินทางเวลากลางคืน เด็กจะหลับบนเครื่องไม่งอแง แต่จะเสียอย่างเดียวก็คือเขาจะต้องตื่นตอนตี 5 เพื่อเดินทางไปเที่ยวต่อทันที

 

“แม้จะเป็นทริปเที่ยวแบบทัวร์ผู้ใหญ่ที่ตื่นแต่เช้าไปเที่ยวกลับตอนค่ำ แต่ก็เป็นทริปที่เราประทับใจมาก อาจจะเป็นเพราะเป็นเพราะมีบริษัทนำเที่ยวช่วยจัดการเรื่องเอกสาร และเตรียมแผนการเดินทางไว้ให้เราอย่างดี ทั้งร้านอาหารและรสบัสคอยรับส่งเราทุกจุด เราจึงไม่รู้สึกเหนื่อยและสนุกกับการเที่ยว ได้เห็นว่าเกาหลีก็มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ น่าเที่ยวอยู่หลายที่ อย่างที่แรกที่ไปก็คือหมู่บ้านบุกซอนฮันอ๊ก ในอดีตเป็นหมู่บ้านที่อยู่อาศัยของเหล่าบรรดาขุนนางระดับสูง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคสมัยราชวงศ์โชซอน ไปเที่ยวตลาดเมียงดง แหล่งแฟชั่นของเกาหลี ที่ครอบครัวชอบมากที่สุดก็เห็นจะเป็นโซลทาวเวอร์ ที่เราต้องเดินขึ้นไปชมวิวชั้นบนสุด ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปคล้องกุญแจกัน

“ถามว่าหากมีโอกาสจะอยากกลับมาเที่ยวที่นี่อีกไหม หากมากันเองก็คงตอบว่า ไม่ เพราะการเดินทางไม่ได้สะดวกเหมือนที่ญี่ปุ่นและคิดว่าโอกาสหน้าคงพาครอบครัวไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นเหมือนเดิม แต่อาจจะเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวที่เมืองนาระดูบ้าง แต่ทริปนี้ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์เที่ยวด้วยกันกับลูกครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกับทริปเที่ยวอื่นๆ ที่ผ่านมา และเราก็พยายามถ่ายภาพเก็บความทรงจำให้ลูกเห็นว่า ตอนเด็กๆ เขาได้ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง ได้ซื้อแก้วน้ำ ได้กินไอศกรีม ได้วิ่งเล่นที่ไหนมาบ้างแล้ว ให้เป็นความทรงจำที่ดีของครอบครัว”