Trip and Teach สาวสวยสายเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/482659

Trip and Teach สาวสวยสายเที่ยว

โดย…รอนแรม ภาพ : Trip and Teach-ไปตามน้ำ

เที่ยวไปเรียนไปตามทางของ น้ำ-ณีรนุช ไตรจักร์วนิช เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Trip and Teach-ไปตามน้ำ และเว็บไซต์ tripandteach.com สาววัย 27 ปี ที่จะพาทุกคนไปเที่ยวหรูอยู่สบายตามแบบฉบับของผู้หญิงรักสวยรักงาม และจะสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนละทิ้งกฎ “ไม่มีเวลา” เพราะนอกจากการเป็นแอดมินเธอยังเป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษ นักข่าวโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษ และนักเรียนทุนปริญญาโท

น้ำ เล่าว่า ตนสร้างเพจเมื่อต้นปีที่ผ่านมา (2559) เพื่อรวบรวมการเดินทางครั้งก่อนๆ ไว้เป็นอัลบั้ม โดยตั้งชื่อเพจว่า Follow Me แต่ไม่นานได้เปลี่ยนชื่อเป็น Trip and Teach พร้อมแฮชแท็ก#ไปตามน้ำ เพื่อบ่งบอกตัวตนและสร้างความแตกต่างจากเพจท่องเที่ยวอื่น

 

“ตอนแรกน้ำโพสต์ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ เพราะอยากเล่าถึงทริปและสอนภาษาอังกฤษไปในตัว ปรากฏว่ามีคนอ่าน มีคนกดไลค์เพจเพิ่มขึ้น น้ำก็เริ่มจริงจังกับมันมากขึ้น จนกระทั่งยอดไลค์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากโพสต์ข้อมูลภาษาไทย ซึ่งทำให้น้ำจับทางถูก อาจเป็นเพราะคนอ่านง่ายและติดตามได้ง่าย หลังจากนั้นน้ำก็โพสต์ภาษาไทยเป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาษาอังกฤษจะอยู่ในเว็บไซต์ที่ลิงค์กัน” เธอกล่าว

ปัจจุบันมีคนกดไลค์มากกว่า 2 หมื่นคน ซึ่งเป็นจำนวนคุณภาพที่มีการโต้ตอบกันระหว่างแอดมินกับลูกเพจอยู่ตลอด โดยเธอเผยว่าลูกเพจส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง ตามเนื้อหาและคอนเซ็ปต์เรื่อง กิน เที่ยว พัก และไลฟ์สไตล์ของสาวๆ ที่เน้นความหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวโรงแรม ร้านอาหาร สปา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยจะเขียนอธิบายในภาษาอ่านง่าย ประเด็นแตกต่าง รูปภาพสวยงาม และวิดีโอน่าติดตามประกอบเข้าด้วยกัน

 

“บางโพสต์ น้ำจะบูสต์เพื่อเพิ่มช่องทางการมองเห็น แต่จะไม่เสียเงินเยอะๆ เพื่อเพิ่มยอดไลค์ เพราะน้ำพอใจกับจำนวนที่มีอยู่ เพราะนี่คือคนที่เข้ามาอ่านของเราจริงๆ เข้ามาคอมเมนต์พูดคุยกันจริงๆ ตามความตั้งใจที่อยากให้เพจนี้สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนออกเดินทาง โดยไม่มีข้อแม้ หรืออย่างน้อยก็เพื่อจุดประกายอะไรบางอย่างให้ผู้หญิงเห็นว่าการเดินทางไม่ใช่เรื่องยากเลย”

ล่าสุด เธอเพิ่งได้รับตำแหน่งบล็อกเกอร์สวยสายเที่ยว จากผู้หญิงธรรมดาที่ชอบเที่ยวไปวันๆ แต่วันนี้เธอกลายเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้สาวๆ กล้าออกจากบ้าน ซึ่งบรรลุเป้าหมายการทำเพจเฟซบุ๊กตั้งแต่เริ่ม สามารถติดตามการเดินทางของสาวคนนี้ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Trip and Teach-ไปตามน้ำ เว็บไซต์ tripandteach.com และอินสตาแกรม TripandTeach

 

 

เกาะลัมมา อันซีนใหม่ในฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/482657

เกาะลัมมา อันซีนใหม่ในฮ่องกง

โดย…ประลองยุทธ ผงงอย

คนไปเที่ยวฮ่องกงส่วนใหญ่คงคิดถึงการไปช็อปปิ้งหรือไหว้พระที่วัดชื่อดัง แต่อีกมุมฮ่องกงยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็นอันซีนที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักอย่าง เกาะลัมมา

เกาะลัมมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปโดยใช้เรือเฟอร์รี่ข้ามฟากที่มีบริการตลอดทั้งวัน ทั้งเรือแบบปกติหรือเรือด่วนใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ลัมมาเป็นเกาะที่ชาวฮ่องกงมักจะพาครอบครัวหนีความวุ่นวายออกมาซบอกความสงบ ดื่มด่ำบรรยากาศธรรมชาติโดยไม่ต้องเดินทางไกลเกิน รวมถึงมีชาวต่างชาติบางส่วนที่เปลี่ยนบรรยากาศมาพบธรรมชาติที่นี่

เมื่อถึงท่าเทียบเรือจะพบกับร้านอาหารทะเลมากมายที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่ ซึ่งแนะนำว่าควรเติมพลังก่อนออกทัวร์ ปัจจุบันเกาะลัมมาเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหิน มีปล่องปล่อยควัน 3 ปล่องคล้ายธูปขนาดใหญ่ 3 ดอกปักเรียงกันบนผืนน้ำริมผืนดินหันหน้าออกไปยังทะเล ส่วนบรรยากาศบนเกาะกลับเต็มไปด้วยป่าไม้สลับกับหมู่บ้านคนท้องถิ่น โดยชุมชนไม่ได้รับผลกระทบและไม่ได้รู้สึกถึงมลพิษใดๆ ทว่ายังมีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ

โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ตั้งยื่นบนคาบสมุทร

 

นักท่องเที่ยวสามารถเดินเท้าบนเทรลเล็กๆ รอบเกาะได้ ระยะทางที่สั้นที่สุดอยู่ที่ประมาณ 4 กม. แต่ถ้าเป็นสายโหดสามารถเลือกเส้นทางที่ไกลออกไปประมาณ 10 กม. โดยทางเดินจะเทด้วยปูนซีเมนต์ตลอดทางทอดยาวไปสู่ศาลาชมวิวบนยอดเขา ที่มองเห็นวิวทะเลและเกาะได้เกือบ 360 องศา นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถปั่นจักรยานซึ่งเป็นยานพาหนะชนิดเดียวที่อนุญาตให้ใช้ได้ เพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด

บนเกาะลัมมายังมีร่องรอยความเจริญที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ในบางมุมในอดีตอย่าง ถังบรรจุขนาดใหญ่ที่สร้างแทรกอยู่ตามแนว เพราะในอดีตเคยถูกใช้เป็นพื้นที่ทำเหมืองหินปูน หรือถ้ำคามิคาเซ่ ที่กองทัพทหารญี่ปุ่นเป็นผู้สร้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไว้เป็นที่เก็บซ่อนอาวุธเพื่อโจมตีทำลายกองเรือสัมพันธมิตร

เส้นทางเดินเที่ยวธรรมชาติที่จัดวางให้เดินโดยรอบเกาะสามารถชมธรรมชาติบนเกาะและวิวทะเล

 

จากนั้นเมื่อถึงเส้นทางถนนวัฒนธรรมที่ปรับสภาพเป็นร้านขายงานฝีมือของคนท้องถิ่นต่างๆ ทั้งหมวก ผ้าพันคอ ผ้าม่าน กระเป๋า เสื้อผ้าแบบท้องถิ่น รวมถึงอาหารขึ้นชื่ออย่าง เต้าฮวย แต่หากนักเที่ยวต้องการพักค้างคืนสามารถเดินหาที่พักแบบเกสต์เฮาส์ได้ไม่ยาก หรือหากต้องการเล่นน้ำทะเลจะมีชายหาดฮุงซิงเย่ให้พักเล่นน้ำได้

ส่วนทางใต้ของเกาะฮ่องกงยังมีแหล่งท่องเที่ยวอันซีนอีกแห่งที่อยากแนะนำ คือ หว่องจ๊กห่าง ย่านที่ถูกปรับปรุงและแปลงสภาพโรงงานร้างให้เป็นแหล่งชิลเอาต์ใหม่ของเหล่าวัยรุ่น แหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสถาบันการสอนต่างๆ โดยสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว

จุดพักชมวิวบนยอดเขาที่สามารถนั่งพักขาสูดอากาศบริสุทธิ์คู่กับดูทิวทัศน์รอบเกาะ

 

มาลี ถามรางกุล คุณป้ามัคคุเทศก์การท่องเที่ยวฮ่องและกรรมการผู้จัดการ บริษัท Marvelous Tour อธิบายว่า หากนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาฮ่องกงในช่วงเทศกาลปีใหม่จีนหรือตรุษจีน จะมีโอกาสได้พบกับงานเทศกาลที่ในเมืองไทยหาดูได้ยาก ขณะที่ร้านค้าหรือแหล่งช็อปปิ้งจะมีความคึกคัก ไม่ได้ปิดร้านเหมือนที่นักท่องเที่ยวเข้าใจ

การท่องเที่ยวฮ่องกงกำลังโปรโมทเกาะลัมมาและย่านวองชุคฮังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนที่คนไทยต้องไปเยือน ซึ่งตอบโจทย์คนรักธรรมชาติ ชอบความแอดเวนเจอร์ เอาใจสายฮิปสเตอร์ และบำเรอขาช็อปขาชิม งานนี้ใครไปก่อน ฟินก่อน อินเทรนด์ก่อน และชื่นชมก่อนที่อะไรๆ จะเปลี่ยนไป

ท่าเรือของชาวประมงและชาวเกาะที่จอดเตรียมไว้เดินทาง

 

จุดพักสิ้นสุดการเดินบนเขาแบบเทรลก่อนเดินทางเข้าย่านชุมชนอาศัย

 

เล่นน้ำทะเลนั่งพักผ่อนบนหาด Hung Shing Yeh Beach

 

งานกราฟฟิตี้แทรกอยู่กับอาคารเก่าบนเกาะ

 

อาหารทะเลสดที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกวัตถุดิบเองได้หลากหลายปรุงรสชาติออกมาใกล้เคียงกับอาหารไทย

 

ถ้ำคามิคาเซ่ที่กองทัพญี่ปุ่นสร้างขึ้นใช้เป็นสถานที่ปล่อยเรือเร็วบรรทุกระเบิดและอาวุธสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ท่าเทียบเรือ Sok Kwu Wan Pier เพื่อเดินทางไป-กลับ

 

ถนนชุมชนบนเกาะที่มีร้านค้าขายอาหารและงานฝีมือ

 

นิวซีแลนด์ ดินแดนแห่งชีวิตกลางแจ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/481668

นิวซีแลนด์ ดินแดนแห่งชีวิตกลางแจ้ง

โดย…Withaya Heng

ในช่วงที่ค่อนโลกเป็นฤดูหนาว ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่อยู่ซีกโลกใต้ กลับเป็นฤดูร้อนที่มีอากาศอบอุ่น มองไปที่ไหนก็มีแต่ฟ้าใสๆ กับสายลมและแสงแดด บวกกับวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาอันสลับซับซ้อน หยอดท็อปปิ้งหิมะขาวโพลนไว้บนยอดเขาสักนิด ให้ตัดกับทะเลสาบสีฟ้าเทอร์คอยส์เบื้องล่างเกิดเป็นวิวที่แสนจะสวยงาม ทำให้นิวซีแลนด์เป็นจุดหมายปลายทางในการหนีหนาวของคนค่อนโลก สำหรับคนไทยเราช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงที่เหมาะกับการท่องเที่ยวที่นิวซีแลนด์ด้วยเช่นกัน แต่เราไม่ได้หนีหนาวในเมืองไทยหรอกนะ (เราไม่เคยต้องทำแบบนั้น) ที่นิวซีแลนด์สามารถท่องเที่ยวได้เกือบตลอดทั้งปีเว้นช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. ไว้หน่อยเนื่องจากเป็นฤดูหนาว อากาศหนาวจัดและการเดินทางไปที่ต่างๆ อาจจะไม่สะดวกนัก

ด้วยภูมิประเทศที่ประกอบขึ้นด้วยเกาะใหญ่สองเกาะ คือ เกาะเหนือและเกาะใต้ แยกโดดเดี่ยวออกจากแผ่นดินทวีปใหญ่ ทำให้ชาวนิวซีแลนด์ต้องพึ่งพาตัวเอง และรู้จักใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เทือกเขาหิมะที่ทอดยาวบนเกาะใต้ได้สร้างนักปีนเขาอย่าง เซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลารี ผู้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จเป็นคนแรก การละลายของการ์เซียน้ำแข็งบนยอดเขา ทำให้เกิดธารน้ำตื้นๆ ไหลไปตามร่องเขากระจายไปทั่วทั้งเกาะ เรือเจ็ตโบตที่ปราศจากใบพัดสามารถแล่นได้เร็วในลำน้ำที่ตื้นเหมาะกับธารน้ำแบบนี้ก็ได้คิดค้นขึ้นจากที่นี่ รวมทั้งกิจกรรมกลางแจ้งรูปแบบแปลกใหม่ ท้าทายต่อมความกล้าอย่างบันจี้จัมพ์ก็มีต้นกำเนิดในเมืองควีนสทาวน์ เมื่องที่ถือเป็นศูนย์กลางแห่งชีวิตกลางแจ้งทุกรูปแบบ

 

เราสังเกตรถที่แล่นผ่านไปมารอบๆ เมืองควีนสทาวน์ มากกว่าครึ่งจะต้องมีแร็กสำหรับติดตั้งอะไรสักอย่างอยู่บนหลังคา ถ้าไม่ลากเรือมาก็ต้องมีจักรยานหรือกระดานโต้คลื่นติดอยู่ เป็นเมืองเดียวที่คุณจะพบเห็นจักรยานแบบฟูลซัส จอดเรี่ยราดอยู่ตามที่จอดจักรยานข้างถนน เป็นที่เดียวที่คุณจะได้เห็นคนขี่จักรยานดาวน์ฮิลไปตามท้องถนน ใช้ขี่ออกมาซื้อของแวะกินกาแฟ ราวกับว่ามันเป็นจักรยานแม่บ้าน เพราะที่นี่เมืองควีนสทาวน์เป็นเมืองแห่งเมาเท่นไบค์อย่างแท้จริง

เคยมีคำกล่าวไว้ว่าถ้าคุณอยู่ในเมืองควีนสทาวน์ แล้วเขวี้ยงก้อนหินออกไปสักก้อน มันต้องไปตกลงในแทร็กของเมาเท่นไบค์ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ เพราะใจกลางเมืองนั้นมี Skyline Bike Park อยู่ใกล้แทบเอื้อมถึง ที่นี่มีรถกระเช้าพาตรงดิ่งขึ้นไปยังยอดเขา และมีเส้นทางจักรยานให้ไหลลงมาตามแทร็กธรรมชาติได้หลายเส้นทาง แต่โดยมากจะเป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับจักรยานดาวน์ฮิลล้วนๆ

 

นอกจากนี้ เมื่อนั่งกระเช้ากอนโดล่าขึ้นไปอีกขั้นจะเป็นการเล่น Luge Ride คล้ายๆ รถโกคาร์ตแต่ไม่มีเครื่องยนต์ มีแค่คันโยกที่โยกได้สามระดับ จอด-เดินหน้า-เบรก ใช้แรงโน้มถ่วงของโลกดึงรถให้ไหลลงมาตามเส้นทางที่ทำไว้ ซึ่งนอกจากจะคดเคี้ยวจนต้องเอี้ยวตัวตามแต่ละโค้งแล้ว วิวโดยรอบจะเห็นเมืองควีนสทาวน์ทั้งเมืองปรากฏอยู่เบื้องหน้าอย่างสวยงาม

ห่างออกไปจาก Skyline Hill ไม่กี่กิโลเมตร จะเป็นแม่น้ำ Shotover ต้นกำเนิดการเล่นเรือผาดโผน Shotover Jet ที่ไม่ใช่แค่เล่นให้คุณดูแต่ให้คุณลงเรือไปด้วยกันเลย เรือ Jet Boat สีแดงสดจะพาผู้โดยสารเหาะเหินไปบนผิวน้ำด้วยความเร็ว โฉบเฉี่ยวเกาะแก่งหน้าผาสองข้างทางในระยะประชิดให้หวาดเสียวเล่นๆ ต่อด้วยไฮไลต์คือการดริฟต์เรือหมุน 360 องศา ที่เรียกเสียงกรี๊ดกันสนั่นเรือ

 

นอกเมืองออกไปจะเป็นสวรรค์ของผู้ที่ชื่นชอบการแคมป์ปิ้ง เราจะเห็นรถบ้านวิ่งกันขวักไขว่ พอๆ กับจักรยานทัวริ่งแบบ Full Load อุทยานแห่งชาติเมาท์คุก (Mt.Cook) ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของย่านควีนสทาวน์ เพราะนอกจากเทือกเขาหิมะที่ทอดตัวเป็นแนวยาว ยังมีทะเลสาบปูกากิที่มีน้ำเป็นสีฟ้าเทอร์คอยส์ เกิดจากน้ำที่ละลายจากการ์เซียน้ำแข็งบนยอดเขาพัดพาเอาแร่ธาตุต่างๆ ไหลลงมารวมกัน เรียกว่าเป็นทะเลสาบน้ำแร่ก็ไม่ผิด ข้างๆ กันยังมีทะเลสาบเทคาโป ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้กัน ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเมาท์คุกรวมถึงทะสาบทั้งสองแห่งนี้ มีเส้นทางปั่นจักรยานอยู่หลายเส้นทางหลายระดับความยากง่าย ซึ่งตอนหน้าเราจะพาไปเจาะลึกถึงเส้นทางปั่นที่เด่นๆ อีกครั้งครับ

 

 

 

 

 

 

 

ตามรอยเมืองพุทธศาสนา… วิถีสร้างสังคมให้เป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/481464

ตามรอยเมืองพุทธศาสนา... วิถีสร้างสังคมให้เป็นสุข

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา facebook : โลก 360 องศา youtube : โลก 360 องศา

มีหลายทฤษฎีที่กล่าวถึงจุดกำเนิดของศาสนา บางทฤษฎีก็ว่าศาสนามีขึ้นมาเพื่อรับใช้ชนชั้นปกครอง ชนชั้นสูง อีกทฤษฎีก็อ้างว่าเกิดจากความกลัวของมนุษย์ รวมถึงความไม่รู้ หาเหตุผลมาอธิบายปรากฏการณ์ในสังคมไม่ได้ แม้จะต่างกันในมุมมองถึงจุดกำเนิดและที่มาของแต่ละศาสนา แต่ทุกศาสนาก็ล้วนมีส่วนช่วยให้มนุษย์ในแต่ละสังคมอยู่กันด้วยความเป็นมิตร เอื้ออาทร เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ สร้างให้สังคมอยู่กันได้อย่างสงบสุข

ทีมงานโลก 360 องศา ผ่านการเดินทางท่องไปในเมืองพุทธศาสนาหลายแห่ง แม้จะต่างนิกาย ต่างพิธีกรรมและวิถีปฏิบัติ แต่แกนหลักๆ ยังคงยึดถือไว้เหมือนกัน คือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว และการรักษาใจให้บริสุทธิ์ ที่มาของการแตกออกเป็นนิกายต่างๆ ของศาสนาพุทธ เกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้า ปรินิพพานได้ประมาณ 100 ปี บรรดาสาวกก็เริ่มมีแตกแยกในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับพระธรรมวินัย

จนนำไปสู่การแบ่งแยกออกเป็น 2 นิกายใหญ่ๆ คือ “มหายาน” กับ “เถรวาท”

“นิกายมหายาน” ไปเจริญรุ่งเรืองในประเทศทิเบต จีน มองโกเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ส่วน “นิกายเถรวาท” จะมีผู้นับถือมากในศรีลังกา เมียนมา ลาว กัมพูชา และประเทศไทย

การตามรอยเมืองพุทธศาสนาของทีมงานโลก 360 องศา เริ่มต้นที่ “อินเดีย” ประเทศที่มีเมืองลุมพินีวันเป็นสถานที่ประสูติ พุทธคยาเป็นสถานที่ตรัสรู้ สารนาถเป็นสถานที่แสดงปฐมเทศนา และกุสินาราเป็นสถานที่ปรินิพพาน ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากเดินทางไปอินเดียเพื่อเยือน 4 สังเวชนียสถานข้างต้น พร้อมปฏิบัติธรรม ถือว่าเป็นมงคลสูงสุดสำหรับชีวิต

แม้อินเดียจะเป็นจุดกำเนิดของศาสนาพุทธ แต่ปัจจุบันมีคนนับถือศาสนาพุทธน้อยมาก ด้วยกาลเวลาที่สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัย แต่ศาสนาพุทธก็ได้แผ่ขยายและฝังรากลึกไปในหลายประเทศ โดยเฉพาะในแถบประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่าง เมียนมาลาว และกัมพูชา วิถีปฏิบัติในพุทธศาสนาของประเทศเหล่านี้จะมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยอย่างมาก ทั้งคำสวด วิธีการกราบไหว้ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะต่างก็เป็นกลุ่มนิยายเถรวาทเหมือนกัน ประกอบกับมีรากวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน เป็นสังคมที่มีพื้นฐานเชื่อมกับพระพุทธศาสนามาแทบทั้งสิ้น ทั้งการที่มีวัดเป็นโรงเรียนในสมัยก่อน มีพระเป็นผู้นำทางความคิดของชุมชนในสมัยก่อน และมีเกณฑ์ในการตัดสินการกระทำที่ถูกที่ควร โดยมักอ้างอิงตามหลักพระพุทธศาสนาที่คล้ายกันนั่นเอง

ถัดจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยขยับออกไปอีกหน่อยก็คือ ราชอาณาจักรภูฏาน เป็นประเทศเล็กๆ กลางหุบเขา ทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย มีประชากรประมาณ 7 แสนกว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงที่ชื่อว่า “ทิมพู” (Thimphu)

ภูฏานถือเป็นเมืองพุทธที่ต่างนิกายออกไป เป็นนิกาย “วัชรยาน” หรือ “ตันตรยาน” ซึ่งน่าจะเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่นับถือพุทธศาสนามหายานแบบตันตระเป็นศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ โดยนิกายตันตรยานหรือวัชรยานนี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของพัฒนาการอันยาวนานของพุทธศาสนา

ชื่อ “ตันตระ” มาจากภาษาอินเดีย เป็นชื่อคัมภีร์ลึกลับที่รู้กันในวงจำกัด และปรากฏขึ้นในราวช่วงศตวรรษที่ 3-10 โดยแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม จากคำสอนที่ง่ายที่สุดจนไปถึงคำสอนที่ซับซ้อนที่สุด พุทธศาสนาตันตรยานสูญหายไปจากอินเดีย ต้นศตวรรษที่ 13 เมื่อมุสลิมเข้าไปและไปรุ่งเรืองอยู่ในทิเบต ลาดัคห์ สิกขิม มองโกเลีย และภูฏาน พิธีกรรมของพุทธศาสนาตันตรยานมักกระทำกัน เพื่อปัดเป่าสิ่งเลวร้ายออกไป และชักนำสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต โดยมักเริ่มต้นด้วยการอัญเชิญเทพยดา ตามด้วยการสารภาพความผิดหรือบาปกรรม จากนั้นจึงถวายเครื่องบวงสรวงและสวดบูชาเทพเจ้า ส่งท้ายด้วยการร่ายมนต์อัญเชิญเทพยดาให้กลับไปยังที่สถิต ซึ่งอาจเป็นรูปเคารพหรือภาพเขียน

ศิลปะและวัฒนธรรมการแสดงของชาวภูฏาน ส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ระบำกลอง และระบำสวมหน้ากาก เป็นเหมือนกับการขับไล่สิ่งชั่วร้ายเช่นกัน

การไปสัมผัสพุทธศาสนาในภูฏาน มีสถานที่หนึ่งที่เป็นบททดสอบแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนก็คือวัด “พาโร ตั๊กซัง (Paro Taktsang)” หรือที่เรียกว่า Tiger’s Nest ที่แปลว่ารังหรือถ้ำเสือนั่นเอง

ว่ากันว่า “หากใครมาภูฏานแล้วไม่ได้ขึ้นวัดตั๊กซังเหมือนมาไม่ถึงภูฏาน” และที่กล่าวว่าเป็นบททดสอบแรงศรัทธา ก็เพราะต้องเดินเท้าขึ้นไปชมวัดที่ตั้งอยู่บนชะง่อนผาสูงจากระดับน้ำทะเล 2,950 เมตร แม้จะยากลำบากแต่พอได้ชมวัดอันวิจิตรงดงามแล้วก็จะนึกในใจว่าถ้าคิดท้อ ไม่ขึ้นไปชมวัดเสียแต่แรกแล้ว จะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตเลยทีเดียว

ชาวภูฏานมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย โดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิต และมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ภูฏานยังคงได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งความสุขแบบยั่งยืน” แห่งหนึ่งของโลก

อีกประเทศที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ “ศรีลังกา” แม้จะเป็นประเทศที่แตกต่างกับไทย ทั้งอาหารการกิน  การแต่งกาย ภาษา และวัฒนธรรม แต่สามารถเชื่อมต่อความรู้สึกถึงกันได้ง่าย ด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนกัน

“ศรีลังกา” เป็นประเทศที่มีคนนับถือศาสนาพุทธเป็นคนกลุ่มใหญ่สุดของประเทศ และเป็นนิกายเถรวาทเหมือนกับไทย แต่จะต่างกันตรงที่จะแบ่งออกเป็น 3 นิกายย่อย โดยแต่ละนิกายจะมีประมุขสงฆ์ของตนเอง ได้แก่ สยามนิกาย อมรปุระนิกาย และรามัญนิกาย

พระพุทธศาสนาเผยแผ่จากอินเดียมายังดินแดนที่เคยเรียกว่า “ลังกา” เมื่อประมาณปี พ.ศ. 236 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งพุทธศาสนามีความรุ่งเรืองมาก พุทธศาสนาในลังกาเคยเสื่อมถอยไปหลายครา ทั้งเหตุจากสงครามกับชาวทมิฬ จากการรุกรานจากอินเดีย การเข้ามาของโปรตุเกส และตามมาด้วย การล่าอาณานิคมของฮอลันดา ที่นำเอาศาสนาอื่นเข้ามาแทนที่จนถึงขั้นไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่เลย เหลืออยู่บ้างก็เป็นแค่สามเณร จนถึงขั้นต้องมานิมนต์พระสงฆ์จากกรุงศรีอยุธยาไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในปี 2294 และนั่นจึงเป็นที่มาของ “นิกายสยามวงศ์”

ต่อมามีสามเณรอีกคณะจากลังกาไปขอรับการอุปสมบทจากประเทศเมียนมา เกิดเป็น “อมรปุระนิยาย” ขึ้น และอีกคณะหนึ่งที่ไปอุปสมบทจากเมืองมอญ ก็กลับมาตั้ง “รามัญนิยาย” นั่นจึงเป็นเหตุให้ที่นี่มีพุทธเถรวาทถึง 3 นิกายย่อย ที่ศรีลังกาจะมีประเพณียิ่งใหญ่อยู่ 2 งาน คือ งานแห่พระธาตุเขี้ยวแก้ว และงานวันวิสาขบูชา โดยพิธีแห่พระธาตุเขี้ยวแก้วจะจัดขึ้นทุกปีช่วงต้นเดือน ส.ค. ที่เมืองแคนดี้ (Kandy) ณ วัดดาลลา มัลลิกาวะ (Dallada Vailgava) หรือที่คนไทยเรียกวัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว

ส่วนเทศกาลวิสาขบูชา ชาวศรีลังกาเรียกว่า “เวสัก (Visak)” จะถือว่าเป็นเหมือนวันขึ้นปีใหม่ด้วยมีการตกแต่งประดับประดาเมืองอย่างสวยงามและมีงานกันหลายวัน เดินทางไปไหนก็จะเห็นมีการทำบุญทำทานกันทุกหมู่บ้าน จะเห็นว่าวิถีแห่งเมืองพุทธในแต่ละประเทศ แม้จะแตกต่างนิกายกันออกไป แต่ก็ล้วนค้ำจุนสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และที่สำคัญคือเป็นศาสนาที่มุ่งให้ทุกคนทำดี ซึ่งความดีเป็นภาษาสากล ที่ผู้คนทั่วโลกล้วนเข้าถึงและสื่อสารถึงกันได้

ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ได้ทางรายการ โลก 360 องศา เสาร์นี้ ทาง ททบ.5

 

ออกเดินทางเพื่อ ‘สังเคราะห์แสง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/480404

ออกเดินทางเพื่อ ‘สังเคราะห์แสง’

โดย…ฤดูกาล ภาพ : สังเคราะห์แสง

ประสบการณ์ล้วนเกิดจากการสังเคราะห์แสง เป็นอีกคำนิยามของคำว่า “การเดินทาง” จากคู่หูนักเดินทางเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “สังเคราะห์แสง” ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวระหว่างการออกจากบ้านในแบบที่สาวออฟฟิศสามารถเที่ยวตามได้

เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน เอ้-สุรางค์รัตน์ แก่นบุบผา ได้สร้างเพจนี้ขึ้นแต่แทบไม่จริงจังเพราะติดภารกิจจากงานประจำ กระทั่งเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว เธอได้ชวน ก้อย-ธัญลักษณ์ ยอดชาญ เพื่อนสายเที่ยวอีกคนมาร่วมทำเพจ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นสังเคราะห์แสง

“พวกเราสองคนชอบออกไปตากแดด” เอ้เริ่มเล่า

 

“การเดินทางมันช่วยหล่อเลี้ยงเรา เหมือนต้นไม้ที่ต้องสังเคราะห์แสงผลิตอาหารไปหล่อเลี้ยงลำต้น โดยเราได้นำเวลาว่างมาช่วยกันทำเพจ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย อยากลงอะไรก็ลงแต่เน้นเป็นเรื่องเที่ยวออกจากบ้าน ไปกิน ไปช็อปปิ้ง ไปนอนโรงแรม ไปไหนได้หมด ซึ่งเราเคยได้ยินมาว่า ถ้าจะทำให้เพจรุ่งต้องซื้อสปอนเซอร์ในช่วงแรก แล้วเราก็ไปซื้อ มีคนกดไลค์เพิ่มขึ้นแต่เราก็คิดว่า คนที่เข้ามาไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ ก็เลยมาคุยกับก้อยว่า เราทำแบบค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า ไม่ต้องซื้อสปอนเซอร์แล้ว”

ปัจจุบันเพจสังเคราะห์แสงมียอดไลค์มากกว่า 4,400 ไลค์ ที่เพิ่มขึ้นจากหลักร้อยในเวลาเพียง 2 เดือน ซึ่งหนึ่งในแอดมินเชื่อว่า เป็นเพราะเนื้อหาที่ดึงดูดคน

“คอนเทนต์ของเรายังต้องค่อยเป็นค่อยไปอยู่ ต้องตบๆ ว่าจะไปในทิศทางไหนเพราะเราทำกันสองคน แต่คิดว่าก็ยังคงเป็นสไตล์เรา ทำแล้วคิดถึงความสุขของเราสองคนเป็นหลักก่อนเลย แล้วเราจะมองตัวเลขการเข้าถึง (แอดมินเพจจะเห็น) มากกว่ายอดไลค์โพสต์ เพราะเราสนใจว่าจะมีคนมาอ่านมาดูรูปของเราหรือเปล่า เขาจะได้อะไรกลับไปไหม มากกว่าจำนวนไลค์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน” ก้อยกล่าวเพิ่มเติม

 

ทั้งสองยังกล่าวเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ลูกเพจจะได้รับกลับไปเมื่อมาเยือนเพจแล้วนั้นคือ ข้อมูลในรูปแบบของคนทำงานประจำที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาอย่างที่ทั้งคู่เป็นอยู่

“เราแค่อยากหาความสุขข้างนอกออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานทุกวัน เราจะสังเกตได้เลยว่าเรามีความสุขกับอะไร ตอนที่เราเขียนเรื่องลงเพจเราจะอยากทำมันตลอดเวลา อยากนั่งเขียนนู่นเขียนนี่ทุกครั้งที่ว่าง” เอ้กล่าว ส่วนอีกฝ่ายก็เช่นเดียวกันที่ทำเพจเพราะมีความสุขเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ ยังถามต่อถึงเรื่องการต่อยอดไปสู่ธุรกิจอย่างที่หลายเพจท่องเที่ยวเป็นตัวอย่างให้เห็นนั้น เอ้สารภาพว่า ยังไม่ได้คิดถึง

 

“เราสองคนยังไม่คิดว่าจะทำเพจนี้ไปในรูปแบบเชิงธุรกิจ เพราะเราเริ่มทำตามที่อยากทำ ตอนนี้มันคืองานอดิเรกที่เรากำลังสนุกอยู่ ดังนั้นความตั้งใจที่อยากแบ่งปันยังเป็นหัวใจสำคัญอยู่ในตอนนี้”

เป้าหมายที่แท้จริงของเอ้และก้อย คือ อยากให้ทุกคนออกไปสังเคราะห์แสง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางให้ชีวิต ดั่งคำนิยามของเพจที่ว่า “It’s better to see something once than to hear about it a thousand times.”

ออกไปมองด้วยตาเพียงหนึ่งครั้งย่อมดีกว่าการฟังเป็นพันครั้ง จะเป็นจริงหรือไม่? ไม่รู้ จนกว่าจะได้ออกไปตากแดดนอกบ้านและหัดสังเคราะห์แสงได้ด้วยตัวเอง

 

มหัศจรรย์ ‘จอร์แดน’ ผจญภัยเมืองมรดกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/480403

มหัศจรรย์ ‘จอร์แดน’ ผจญภัยเมืองมรดกโลก

โดย…กนกวรรณ บุญประเสริฐ

หลายคนไม่เคยคิดจะไปเที่ยว “จอร์แดน” เพราะไม่ใช่ดินแดนสวรรค์ของนักช็อป รวมทั้งยังดูเหมือนจะเป็นดินแดนที่มีความอันตราย เพราะที่ตั้งของจอร์แดนทางทิศเหนือติดกับซีเรีย ทิศตะวันออกติดกับซาอุดิอาระเบีย ทิศตะวันตกติดกับอิสราเอล และทิศใต้ติดกับทะเล ทว่าทางธนาคารกสิกรไทยได้จัดกิจกรรม “Journey to the Mysterious Arabic in Jordan” ให้ลูกค้าเดอะวิสดอม ธนาคารกสิกรไทย (THE WISDOM) เดินทางไปยังดินแดนเก่าแก่ที่มีสมบัติทางโบราณคดีอันยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องในโอกาสครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปีระหว่างไทยและจอร์แดน

เราเริ่มเดินทางไปยังที่หมายแรก คือ เมืองอัมมาน (Amman) มหานครเมืองหลวงแห่งอารยธรรมยุคเก่ากว่า 6,000 ปี ตั้งอยู่บนภูเขา 7 ลูก โดยตัวเมืองอยู่ในหุบเขาตรงกลาง อัมมานเคยเป็นศูนย์กลางของโรมัน ฟิลาเดลเฟีย มีสถานที่ไฮไลต์ คือ ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดสังเกตการณ์ประจำเมือง แม้สิ่งที่หลงเหลือในปัจจุบันมีแต่เสาระเบียงใหญ่ แต่จากโครงสร้างที่เห็นทำให้เราจินตนาการไปไกลว่า สถานที่แห่งนี้เคยยิ่งใหญ่มาอย่างไรบ้าง

ทางเดินในนครเปตรา

 

นอกจากนี้ยังมีโรงละครโรมัน (Roman Theatre) เป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 2 จุผู้ชมได้ถึง 5,000 คนแบ่งออกเป็น 3 ชั้น เริ่มตั้งแต่ชั้นล่างสุดสำหรับผู้ที่มีตระกูลสูงศักดิ์หรือขุนนาง สำหรับสมาชิกวุฒิสภา และชั้นสูงสุดสำหรับประชาชนทั่วไป สร้างขึ้นระหว่างการครองราชย์ของแอนโทเนียส พีอุส (Antonius Pius) ก่อนคริสต์ศตวรรษ 138-161 บ่งบอกถึงความเจริญของคนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

จากกรุงอัมมานขึ้นไปทางตอนเหนือคือที่ตั้งของเมืองโรมันโบราณชื่อ เจราช(Jerash) หรือ “เมืองพันเสา” หรือปอมเปอีแห่งตะวันออก ตั้งอยู่จุดต่ำสุดบนผิวโลก ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,300 ฟุต เป็นอดีต 1 ใน 10 หัวเมืองเอกอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน แต่เพราะมีแผ่นดินไหวทำลายเมืองหลายครั้งทำให้นครเจราชถูกทิ้งร้างจนกระทั่งปี ค.ศ. 1878

เดอะ เทรชัวรี

 

สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของเมืองเจราช ต้องยกให้จัตุรัสรูปไข่ใจกลางเมือง (Oval Forum) ลักษณะเป็นวงรี กว้าง80 เมตร ยาว 90 เมตร มีเสาหินสูงกว่า 10 เมตร เรียงรายรอบจัตุรัสจำนวน 67 ต้น และที่อัศจรรย์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ โรงละครโรมัน (Roman Theatre) เป็นอัฒจันทร์สูงชันโอบเป็นครึ่งวงกลม มีเวทีใหญ่ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เทคนิคการสร้างโรงละครสมัยนั้นถือว่า ชั้นสูงมาก เพราะเมื่อมีการจัดแสดงใดๆจะมีเสียงดังก้องกังวานโดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการเดินชมสถาปัตยกรรม สามารถใช้เวลาเดินเที่ยวที่นี่ไปรอบๆ ได้ในหนึ่งวันเต็ม

อีกสถานที่สำคัญที่ต้องไปให้ถึงอยู่ทางตอนใต้ ณ เมืองมาดาบา หรือเมืองแห่งโมเสก เป็นที่ตั้งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มียอดเขาเนโบ (Mount Nebo) ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นบริเวณที่เสียชีวิตและฝังศพของ “โมเสส” ผู้นำชาวยิวผู้ที่รับบัญญัติ 10 ประการจากพระเจ้า

เดอะ เทรชัวรี วิหารแกะสลักด้วยการเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก

 

นอกจากนี้ ยังมีโบสถ์แห่งเมาท์เนโบเป็นโบสถ์กรีก-ออร์โทดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จ สร้างในราวปี ค.ศ. 600 ยุคของไบแซนไทน์ พื้นโบสถ์ภายในเป็นภาพตกแต่งโดยโมเสกสีต่างๆ ประมาณ 2.3 ล้านชิ้น แสดงแผนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในแถบรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เยรูซาเลม แม่น้ำจอร์แดน ทะเลเดดซี เขาไซนาย อียิปต์ ฯลฯ

ไฮไลต์สำคัญของการมาเที่ยวจอร์แดน คือการได้มาชมเมืองเปตรา(Petra) มหานครศิลาทรายสีชมพู หรือนครสีดอกกุหลาบ ที่ถูกลืมหายไปจากความทรงจำของผู้คนเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท (Johann Ludwig Burckhardt) เดินทางผ่านมาพบเมื่อปี 2355 เปตราได้รับลงทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “เมืองมรดกโลก” เมื่อปี 2528 โดยกล่าวอธิบายไว้ว่า “เป็นหนึ่งในสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุดของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมวลมนุษยชาติ”

ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน

 

ต้องยอมรับว่า เปตรา เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างแท้จริง เพราะเป็นนครหินแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา (Wadi Musa Valley) หรือหุบเขาโมเสส (Valley of Moses) ในอดีตทำเลที่ตั้งของเมืองนี้เป็นพื้นที่แห้งแล้งจัด แต่ถือเป็นศูนย์กลางทางการค้า ชนกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาสู่เปตราคือ ชาวเอโดไมต์ เข้ามาเมื่อราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ชนชาติที่สร้างเมืองเปตราขึ้นมานั้นกลับเป็นชาวนาบาเทียน (The Nabataeans)ที่มีความสามารถทางด้านการค้า และเก็บภาษีผ่านทางที่สำคัญของกองคาราวานสินค้าที่สัญจรไปมาระหว่างตอนใต้ของคาบสมุทรอาระเบีย ซีเรีย อียิปต์ และเมืองท่าบนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งยังมีวิวัฒนาการเรื่องการเก็บกักน้ำไว้ใช้ มีจุดสังเกตคือร่องน้ำตลอดทางเดินที่ชาวนาบาเทียนทำไว้เพื่อให้น้ำไหลเข้ามาใช้ในเมืองนี้ได้

เสน่ห์ของการเดินเที่ยวในเปตราคือ ซิค (Siq) ช่องแคบระหว่างก้อนหินขนาดยักษ์ที่มีความสูงไล่เรียงประมาณ 80-90 เมตร ทำให้ต้องเดินเท้าเข้าไปในเมืองเท่านั้น ซิคเกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกและการซัดเซาะของน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน กลายเป็นถนนทรายระหว่างผาหินสูงชันที่คดเคี้ยว ริ้วลายและเส้นสายของลายหินที่งดงาม โดยเส้นทางจะนำไปสู่มหาวิหารบนหน้าผาหินทรายที่ชื่อว่า เดอะ เทรชัวรี หรือ เอล-คาซเนท์ (The Treasury หรือ Al Khazneh) เป็นวิหารแกะสลักด้วยการเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก มีความสูงเกือบ 40 เมตร ที่จะสะกดทุกสายตาไว้เป็นตาเดียวกัน

โรงละคร โรมัน

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสีสันของการมาเที่ยวจอร์แดน ต้องลองเดินทางด้วยรถโฟร์วิลท่ามกลางทะเลทรายวาดิรัม ทะเลทรายที่ได้ชื่อว่าสวยงามแปลกตามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยทรายสีแดงอมชมพู สลับกับโขดเขารูปร่างแปลกตาราวกับพื้นผิวขรุขระ จนได้ชื่อว่าเป็น “หุบเขาแห่งพระจันทร์” (The Valley of the Moon) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก

หนึ่งในหินขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลทรายวาดิรัมคือจุดหมายที่เราจะเดินทางไปชมคือ “เจ็ดเสาหลักแห่งปัญญา” (The Seven Pillars of Wisdom) ซึ่งคำนี้มาจากหนังสือที่ T.E. Lawrence เขียนหลังจากกลับไปอังกฤษ และต่อมายังได้ถูกใช้เป็นสถานที่ในการถ่ายทำภาพยนตร์อมตะเรื่อง Lawrence of Arabia

เมืองอัมมาน

 

เกร็ดเล็กของการเดินทางกลางทะเลทรายที่มีสีแดงอมชมพูเหล่านี้ เราสามารถนำทรายขึ้นมาขัดโลหะ เช่นเหรียญเก่าที่มีสีหมอง สร้อยนาก เพียงพริบตาเดียวของเหล่านี้จะมันวาวเหมือนใหม่เพราะในทรายที่มีสีแดงอมชมพูเหล่านี้มีแร่เหล็กผสมอยู่มาก

ปิดท้ายการเดินทางมาจอร์แดนที่ทะเลสาบเดดซี (Dead sea) หรือทะเลแห่งความตาย ที่มีความเค็มที่สุดในโลกตั้งอยู่พรมแดนระหว่างอิสราเอลและจอร์แดน มีส่วนประสมของโซเดียมและแมกนีเซียม ทำปฏิกิริยากับน้ำพุร้อนที่อยู่ด้านล่างของทะเลสาบ โดยมีความเค็มมากกว่าทะเลอื่นถึง 4 เท่า จุดที่ลึกที่สุดคือ 400 เมตร และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 417.5 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกด้วย

ทะเลทรายวาดิรัม

 

ความที่น้ำมีเกลือละลายอยู่ถึง 25%จึงทำให้วัตถุหรือคนสามารถลอยเหนือน้ำได้ แต่มีข้อห้ามคือ ต้องติดน้ำเปล่าเอาไว้ล้างตา เผื่อน้ำทะเลเข้าตาและห้ามลงไปเล่นนานเกิน 15 นาที เพราะความเค็มจะดูดน้ำจากร่างกายของเราออกไปมาก และหากแช่อยู่นานๆความเค็มของเกลือจะทำให้ผิวลอกเป็นขุยด้วย

หลายคนไม่เคยคิดจะไปเที่ยว “จอร์แดน” แต่ในทางตรงข้ามใครที่ได้เคยสัมผัสกลับพบว่า จอร์แดนเป็นประเทศที่สงบมาก ผู้คนไม่พลุกพล่าน สถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมดูแปลกตาน่าค้นหาโดยเฉพาะกับพวกเราชาวเอเชีย

ลอยตัวบนทะเลสาบเดดซี

 

ทะเลสาบเดดซี

 

อูฐโดยสารรับนักท่องเที่ยว

 

โบสถ์แห่งเมาท์เนโบ

 

ยอดเขาเนโบ

 

ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน

 

BL Journey กระเตงลูกเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/474315

BL Journey กระเตงลูกเที่ยว

โดย…ป้าเมย์ ภาพ… BL Journey

ครอบครัวสุดน่ารักแห่ง BL Journey พ่อแบงค์-ธิติ วิวัฒนาทร และแม่เล้ง-นันทกาญจน์ คารวะพรพุทธ ที่ได้กระเตงลูกเที่ยวตั้งแต่เด็ก หนึ่งคือ น้องเบลล่า วัย 4 ขวบ ลูกสาวคนโตที่ตอนนี้เริ่มเชี่ยวชาญด้านการเดินทาง และสอง น้องลัลลาเบล วัย 8 เดือน ที่เพิ่งเป็นนักเดินทางมือใหม่แต่ดูท่าจะชอบทางนี้ไม่แพ้พี่สาว

ทั้ง 4 คนออกเดินทางด้วยกันทั้งในและต่างประเทศ โดยเรื่องราวการเดินทางถูกรวบรวมในเว็บไซต์ www.BLJOURNEY.com และเพจเฟซบุ๊ก BLJourney ที่นอกจากจะเป็นบันทึกการเดินทางให้กับลูกทั้งสองแล้ว พวกเขายังหวังที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ครอบครัวอื่นๆ กล้าออกเดินทางด้วย

พ่อแบงค์เล่าว่า เธอและภรรยาชอบเดินทางอยู่แล้วตั้งแต่เป็นแฟนกัน จนกระทั่งมีเจ้าตัวเล็กเพิ่มเข้ามาทั้งคู่จึงเปลี่ยนสไตล์การท่องเที่ยวเป็นแบบครอบครัว

 

“การท่องเที่ยวแบบครอบครัวเป็นเรื่องสนุก เราสามารถพาลูกเล็กไปเที่ยวได้โดยที่ไม่ต้องคิดถึงความสนุกของพ่อแม่แล้ว” แบงค์ กล่าว

น้องเบลล่าได้ออกเดินครั้งแรกเมื่ออายุ 3 เดือน และได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกตอนอายุ 6 เดือน ส่วนน้องลัลลาเบล ออกเดินทางครั้งแรกเมื่ออายุ 1 เดือนกว่านี่เอง

“ก่อนมีลูกพวกเราเที่ยวแบบปกติคือ แอดเวนเจอร์ ลุยๆ แบบที่ผู้ใหญ่เที่ยวกัน แต่พอมีลูกเราก็เปลี่ยนมาเที่ยวแนวครอบครัว คือต้องมีแพลนหลวมๆ และสถานที่ต้องดึงดูดเด็ก อย่างโรงแรมก็ต้องมีคิดส์คลับ สถานที่เที่ยวต้องเป็นพวกสวนสัตว์ สวนสนุก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราต้องใส่วันแรกๆ ของทริป เพื่อให้เขารู้สึกว่านี่คือทริปของเขา ให้เขารู้สึกแฮปปี้กับทริปนี้ไปเลย ส่วนวันช็อปปิ้ง
ของแม่หรือการศึกษาประวัติศาสตร์ของพ่อจะมาอยู่วันหลังๆ

 

“เราจะเล่าประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนั้นให้ลูกฟังก่อน เล่าเหมือนเป็นนิทานให้ลูกฟัง พอลูกไปถึงที่แห่งนั้นจะได้มีความตื่นเต้นสนใจกับสถานที่ที่พ่อแม่เลือกให้ ดีกว่าเราไม่ได้เล่าอะไรให้ลูกฟัง เขาอาจงอแงเพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาจะไปเจอนั้นมันน่าสนุกและน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน” เล้ง กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ หลักสำคัญอีกอย่างของการพาลูกเที่ยว คือ อย่าเปลี่ยนริทึ่ม (Rhythm) หรือชีวิตประจำวันของลูก ไม่ว่าจะเป็นเวลากิน เวลานอน และเวลาเล่น ทุกอย่างต้องเหมือนเดิมทั้งเวลาและสิ่งที่ต้องทำ

“จัดตารางการเที่ยวยังไงก็ได้ โดยไม่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยน เวลากินข้าวยังเป็นเช้า กลางวัน เย็นเหมือนเดิม เข้านอนบ่ายและเย็นเหมือนเดิม เพราะเด็กพอถึงเวลาบ่ายสองโมงจะเกิดอาการง่วง ถ้าเขาจะหลับ เราก็ต้องให้เขาหลับ หรือก่อนนอนจะอ่านนิทานให้ลูกฟังเหมือนอยู่บ้าน เราจะยึดตารางชีวิตของเขาไว้ทุกอย่าง ไม่ไปเปลี่ยนแปลงอะไร เราจะเดินช้าลงให้เท่ากับก้าวเดินของลูก เราไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะความหมายของการเที่ยวแบบครอบครัวคือการใช้เวลาร่วมกัน เราไม่ได้เที่ยวแบบชะโงกทัวร์แล้วไป แต่เราจะดื่มด่ำและใช้เวลาคุณภาพอย่างเต็มที่ทุกครั้ง” แบงค์ กล่าว

 

สำหรับเวลาท่องเที่ยวของครอบครัวจะยึดเวลาของลูกเป็นหลัก นั่นคือช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และช่วงเวลาปิดเทอมของน้องเบลล่า ซึ่งส่วนใหญ่จะเที่ยวทริปต่างประเทศปีละ 2-3 ครั้ง นอกนั้นจะเป็นทริปในประเทศ ซึ่งประเทศแรกที่น้องเบลล่าได้ไปคือ ญี่ปุ่น ตอนอายุ 1 ขวบครึ่ง

ทั้งคู่แนะนำว่า ประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์เป็นประเทศที่ง่ายต่อการพาเด็กเที่ยว เพราะมีทางลาดสำหรับรถเข็นเด็กและมีลิฟต์ในระบบขนส่งสาธารณะ

“หลายคนมองว่าทำไมครอบครัวเราดูเลี้ยงง่ายจังเลย จริงๆ แล้ว เราแค่จัดแพลนทุกอย่างให้เหมาะสมกับเด็กมากกว่า ลูกๆ เลยไม่งอแง เช่น การเลือกร้านอาหาร เราก็จะเลือกร้านที่มีอาหารสำหรับเด็ก พวกร้านที่ดังๆ ต้องไปต่อแถวนานๆ พวกนั้นเราจะตัดออกไปเลย”

ในความคิดของพ่อและแม่แล้ว การพาลูกออกเดินทางตั้งแต่เด็ก คือ การสร้างประสบการณ์ที่อยู่ในความทรงจำของลูก แม้ว่าเมื่อโตขึ้นลูกอาจจำเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้ก็ตาม ทว่าเรื่องนี้ พ่อแบงก์ไม่กลัวว่าลูกสาวทั้งสองคนจะจำเรื่องราวในวัยเด็กได้หรือไม่ แต่เขาและภรรยาจำได้แน่นอน

“ผมไม่รู้ว่าโตขึ้นมาลูกจะจำได้ไหม แต่การที่เราได้ท่องเที่ยวด้วยกัน มันคือความทรงจำดีๆ ในครอบครัวของเรา และการใช้เวลาร่วมกันมากกว่า เราเห็นเขามีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เข้ากับคนง่าย ร่าเริง ทำให้ลูกๆ ออกจากคอมฟอร์ต โซน แล้วได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ออกจากบ้าน ออกจากโรงเรียน ซึ่งมันคือสิ่งที่ดีต่อลูก แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

ทว่าที่ต้องเป็นห่วงมากที่สุดคือ เรื่องสุขภาพ ทุกครั้งที่ออกเดินทางทั้งสองจึงต้องเตรียมยาให้พร้อมให้ครบ ซึ่งครั้งแรกที่พาน้องเบลล่าไปเที่ยว ทั้งสองได้ไปปรึกษาแพทย์ก่อนว่าควรเตรียมตัวอย่างไร และต้องเตรียมยาอะไรบ้าง เช่น ยาแก้ไข้ธรรมดา ยาแก้ไข้สูงน้ำเกลือสำหรับเด็ก ยาลดน้ำมูก และอีกอย่างที่สำคัญ คือประกัน ทั้งประกันการเดินทางและประกันสุขภาพ

ในฐานะพ่อและแม่ พวกเขาจะพาลูกสาวทั้งสองเดินทางต่อไปเพื่อให้ลูกๆ ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ห้องเรียนไม่ได้สอน ซึ่งแบงค์กล่าวว่า การได้เห็นสิ่งใหม่ทำให้เด็กๆ ได้เก็บเรื่องราวเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ และประสบการณ์จะช่วยพัฒนาอีคิว พัฒนาทักษะการเข้าสังคม และพัฒนาเด็กให้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

“สังคมสมัยนี้ลูกกับพ่อแม่ค่อนข้างห่างกัน พ่อแม่ออกจากบ้านไปทำงาน กลับมาลูกนอนแล้วซึ่งทำให้ครอบครัวไม่มีเวลาคุณภาพ แต่การท่องเที่ยวทำให้เราได้อยู่พร้อมหน้าด้วยกัน 24 ชั่วโมง ความสัมพันธ์ในครอบครัวจะแน่นแฟ้น แล้วเรายังได้เรียนรู้ไปด้วยกันว่าการออกไปเที่ยวแบบนี้ เราต้องทำตัวยังไงซึ่งบางที่เราสอนเขา เขาก็สอนเรา คำที่ผมพูดบ่อยๆ คือ เดินช้าลง เที่ยวช้าลง แต่คุณจะมีความสุขมากขึ้น” แบงค์ เพิ่มเติม

ทั้งสองให้คำมั่นว่า การเดินทางของครอบครัวจะดำเนินต่อไปจนกว่าลูกๆ จะโต และต้องการไปเที่ยวเอง ซึ่งพ่อแบงค์และแม่เล้งเชื่อว่าการปลูกฝังให้เขาเดินทางตั้งแต่แบเบาะเช่นนี้ จะส่งผลดีต่อการใช้ชีวิตในอนาคตอย่างแน่นอน

 

เที่ยวสบาย 9 Booking กลุ่มคนรักพักโรงแรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/474313

เที่ยวสบาย 9 Booking กลุ่มคนรักพักโรงแรม

โดย…ฤดูกาล ภาพ… เที่ยวสบาย 9 Booking

ความสุขของผม คือ การได้พักโรงแรม แต่ความสุขที่แท้จริง คือการได้ถ่ายโรงแรม นี่คือคำจำกัดความของเพจเฟซบุ๊ก “เที่ยวสบาย 9 Booking” ของ บุ๊ค-ชาตรี ตีรณโกศล ชายผู้รักการเดินทางเพื่อไปพักโรงแรมใหม่ๆ และตอบสนองวิถีเที่ยวสบายของครอบครัว

เขาเริ่มต้นจากความชอบเพียงเท่านี้ แต่โอกาสก็ทำให้เขากลายเป็นนักรีวิวโรงแรมเต็มตัว บุ๊คเล่าที่มาที่ไปว่า ตนได้โอกาสจากเจ้าของเพจ “พักสบาย” ที่ต้องการนักรีวิวโรงแรมหน้าใหม่มาอยู่ในวงการ

 

“เขาสอนผมว่าอาชีพนักรีวิวมันไม่จีรัง เขาเลยเปิดรับสมัครคนที่ชอบพักโรงแรมมาเรียนกับเขาผ่านอินบ็อกซ์ในเฟซบุ๊ก ซึ่งตอนนั้นผมก็ถ่ายภาพแบบนักท่องเที่ยวทั่วไป ไม่รู้หลัก ไม่รู้เทคนิคการถ่ายภาพโรงแรม แต่ก็ลองส่งไปสมัครดู ปรากฏว่าได้ หลังจากนั้นเขาก็ให้ผมไปพักและถ่ายโรงแรม พอถ่ายมาก็ถามเขาว่าดีหรือไม่ ต้องปรับตรงไหน ผมยอมให้คนอื่นว่าเพราะผมอยากพัฒนา เพราะการถ่ายโรงแรมก็เหมือนกับการถ่ายสถาปัตยกรรมซึ่งเราไม่รู้หลักอะไรเลย เขาแนะนำผมจนผมคิดว่าหรือนี่ไม่ใช่ทางของเรา เพราะกว่าจะปรับให้ได้อย่างที่เขาสอนมันเหนื่อยมาก เหมือนกับว่าผมต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่หมดเลย แต่เขาก็สอนผมมาเรื่อยๆ จนผมเริ่มรู้สึกสนุก และถ่ายได้ดีขึ้น เขาก็แนะนำให้ผมเปิดเพจของตัวเอง แต่ผมไม่อยากเปิด เพราะผมคิดว่าคงไม่มีใครติดตามแน่ กระทั่งสุดท้ายผมก็มีหลังจากวันที่เขาสอนผมประมาณครึ่งปี และไม่คิดเลยว่าเพจมันจะโตได้ขนาดนี้”

ปัจจุบันเพจเที่ยวสบาย 9 Booking มีคนติดตามมากกว่า 1.2 แสนคน ซึ่งนอกจากจะรีวิวให้คนที่สนใจได้รับข้อมูลแล้ว การทำเพจและเว็บไซต์ยังเป็นการเก็บบันทึกเรื่องราวของตนและครอบครัวด้วย

 

“เวลาผมไปเที่ยวจะอยู่แต่ในโรงแรม ชอบใช้สิ่งต่างๆ ในโรงแรมให้ครบอยู่ซึมซับกันไป ซึ่งโดยส่วนตัวผมกับแฟนชอบเที่ยวแบบสบายๆ อยู่แล้ว ไปเที่ยวก็ไม่อยากลำบาก เวลาไปไหนก็จะคิดถึงโรงแรมเป็นหลัก” บุ๊ค กล่าวเพิ่มเติม

ส่วนการทำเพจให้เป็นที่น่าติดตามนั้น เขาเผยว่าในช่วงแรกได้ลองบูสต์เพจ (Boost Page) ปรากฏว่า มีคนเข้ามากดไลค์แต่เป็นจำนวนน้อยมาก ต่างจากการบูสต์โพสต์ (Boost Post) ที่จะมีคนเข้ามากดไลค์มากกว่าซึ่งทำให้รู้ว่า เนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

“การบูสต์ชื่อเพจอย่างเดียวไม่เพิ่มยอดไลค์ เพราะคนอยากอ่านเนื้อหาของเพจมากกว่าว่าเกี่ยวข้องกับอะไร ซึ่งเนื้อหาและรูปโรงแรมมันดึงดูดคนอยู่แล้ว ทำให้เกิดการไลค์การแชร์อย่างรวดเร็ว” โดยตัวเขาเองเป็นทั้งช่างภาพและนักเขียนเสร็จสรรพในคนเดียว ซึ่งวิชาการรีวิวนั้นเขาได้ฝึกมาบ้างแล้วในพันทิป

และเมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งทราบข้อมูลใหม่ว่า ลูกเพจไม่ได้ต้องการเสพแค่ข้อมูลโรงแรมอย่างเดียว เพราะหลังจากที่เขาได้โพสต์ภาพและข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งไป มีคนแชร์มากกว่า 1 แสนครั้ง และมีคนไลค์มากกว่า 6 หมื่นคน ซึ่งเป็นนัยบางอย่างที่สำคัญมากสำหรับเจ้าของเพจ

“คนชอบสถานที่่ท่องเที่ยวมากกว่าเพราะคนเลือกนอนโรงแรมไหนก็ได้ โรงแรมมีหลายเกรด หลายระดับ หลายดีไซน์ ซึ่งโรงแรมที่เรารีวิวไปอาจไม่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกเพจก็ได้” นอกจากนี้เขายังได้เรียนรู้ว่า

“คนที่ติดตามเพจ เขาไม่อยากกดลิงค์เข้าไปอ่านต่อ แต่ต้องการเห็นทุกอย่างในหน้าเฟซบุ๊กนั้น และคนส่วนใหญ่ชอบดูรูปเยอะๆ สไลด์ดูเร็วๆ ซึ่งนอกจากต้องมีคอนเทนต์ที่น่าสนใจแล้ว รูปต้องดี รูปต้องดึงดูดด้วย”

 

อย่างไรก็ตาม บุ๊คยังยึดหลักรีวิวโรงแรมแต่ต้องคิดมากกว่าเดิมว่า จะทำอย่างไรให้คนสนใจโรงแรมมากขึ้น

“แฟนเพจจะเข้ามาเรื่อยๆ เอง ถ้าคอนเทนต์เราดีพอให้เขาติดตาม”

ซึ่งจุดเด่นของเพจ เที่ยวสบาย 9 Booking คือการบินโดรนถ่ายโรงแรม ทำให้เห็นแลนด์สเคปมุมสูง ซึ่งทำให้ภาพ “ว้าว” กว่าการถ่ายโรงแรมทั่วไป

“ไม่เคยมีเป้าหมายว่าจะต้องมีคนกดไลค์มากแค่ไหน เพราะตอนนี้ก็มาเกินกว่าที่คิดไว้แล้ว จุดประสงค์หลักที่ผมทำเพจคือผมอยากไปโรงแรมเยอะๆ และอยากพาครอบครัวไปเที่ยวบ่อยๆ ส่วนเพจและยอดไลค์คือผลพลอยได้ที่จะสร้างโอกาสให้ผมและครอบครัวเดินทางไปพักโรงแรมใหม่ๆ มากขึ้น” เขาทิ้งท้าย

ติดตามการเดินทางแสนสบายและภาพโรงแรมทั่วเมืองไทยได้ที่เว็บไซต์ www.ninebooking.com และเพจเฟซบุ๊ก เที่ยวสบาย 9 Booking

 

ตามหาวันวานที่โอตารุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 13:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/474312

ตามหาวันวานที่โอตารุ

โดย…กาญจน์ อายุ

เท้าความตอนที่แล้วกับเรื่อง “ตามหาความรักที่ฮอกไกโด” อันเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางตามรอย “แฟนเดย์” โดยได้เล่าถึงฉากที่คุณเด่นชัยไปลั่นระฆังแห่งความรักที่คิโรโระ รีสอร์ท และฉากที่คุณนุ้ยเล่นสกีจนเกิดอุบัติเหตุให้ความจำเสื่อม สำหรับฉบับนี้คือเส้นทางต่อเนื่องจากคิโรโระไปยังเมืองโอตารุ อดีตเมืองท่าริมทะเลที่เคยรุ่งโรจน์ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นเมืองอนุรักษ์ที่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว

การเดินทางไปยังเมืองโอตารุจะใช้บริการฟรีชัตเติลบัสของโรงแรมในคิโรโระ รีสอร์ท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที โดยรถจะไปจอดที่สถานีรถไฟโอตารุจิกโกะ จากนั้นแนะนำให้เดินทางด้วยรถประจำทาง Otaru Stroller’s tourist bus line สำหรับท่องเที่ยวภายในเมืองโอตารุ

คู่รักบนถนนซาไกมาจิ ถนนค้าขายที่ได้รับการอนุรักษ์กลางเมืองโอตารุ

 

คลองโอตารุ

จุดถ่ายภาพที่มีชื่อเสียงของเมืองโอตารุต้องยกให้คลองโอตารุ ซึ่งนอกจากจะเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม จุดนี้ยังเป็นสถานที่ที่สามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์ของเมืองได้อย่างยืดยาว

ย้อนกลับไปในอดีต สมัยที่เมืองโอตารุยังเป็นเมืองท่าเพื่อการค้าขายทางทะเล คลองโอตารุเสมือนเป็นถนนสายหลักที่ไว้ขนส่งสินค้าไปยังโกดังมากมายที่อยู่ริมคลอง โดยฝั่งฮอกไกโดส่งออกอาหารเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเล ผลผลิตจากโคนม เพราะเกาะฮอกไกโดมีพื้นราบให้ทำปศุสัตว์มาก รวมถึงมันและข้าวโพด เมืองโอตารุจึงเป็นจุดนัดพบของสินค้าจากนานาประเทศก่อนกระจายไปสู่เมืองต่างๆ ชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขายจึงนำวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของตนเข้ามาเผยแพร่ด้วย

นาฬิกาไอน้ำหน้าพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี

 

จากสะพานข้ามคลองโอตารุ เมื่อหันหน้าออกจะเห็นโกดังร้างตั้งเรียงรายเป็นแนวยาวขนานลำคลองอยู่ด้านขวาซึ่งบางโกดังได้ถูกปรับให้เป็นร้านอาหาร ส่วนด้านซ้ายเป็นทางเดินเลียบคลอง โดยน้ำในคลองโอตารุไม่เคยเป็นน้ำแข็งแม้ว่าอุณหภูมิจะติดลบ

ในเดือน ก.พ. เมืองโอตารุจะจัดเทศกาลแสงไฟริมคลองโอตารุ (Otaru Snow Light Path Festival) โดยทั้งเมืองจะประดับประดาไปด้วยแสงไฟและรูปปั้นหิมะขนาดเล็กเป็นระยะเวลา 10 วัน ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่จะตกแต่งร้านค้าและที่อยู่อาศัยด้วยโคมไฟเช่นกัน

ทางเดินหิมะริมคลองโอตารุ

 

เทศกาลแสงไฟจัดขึ้นใน 2 พื้นที่ ได้แก่ บนถนนริมคลองโอตารุ ยาว 300 ม. จะประดับด้วยโคมไฟก๊าซแบบโบราณทำให้บรรยากาศโรแมนติกมากขึ้น แห่งที่ 2 คือ พื้นที่ระหว่างคลองและสถานีรถไฟ (Temiyasen Kaijo) เป็นถนนทอดยาวประมาณครึ่งกิโลเมตรไปตามรางรถไฟเทมิยาเซ็น โดยข้างทางจะมีซุ้มอาหาร โคมไฟ และรูปปั้นหิมะ ซึ่งการจัดไฟเช่นนี้ทำให้คลองโอตารุกลับมีชีวิตอีกครั้ง

ถึงกระนั้นคุณเด่นชัยกับคุณนุ้ยไม่ได้เน้นคลองโอตารุเท่าไรนัก เพราะกำลังตื่นเต้นกับนาฬิกาเก่าๆ หนึ่งเรือนหน้าพิพิธภัณฑ์ที่กำลังส่งเสียงดนตรี

นักท่องเที่ยวรอชมนาฬิกาพ่นไอน้ำ

 

ถนนซาไกมาจิ

จากนั้นนั่งรถประจำทางคันเดิมไปลงที่ถนนซาไกมาจิ ถนนสายเก่าแก่ตั้งแต่ยุคที่โอตารุรุ่งเรือง ช่วงปลายยุค 1800 ถึงต้นยุค 1900 อาคารต่างๆ เป็นแบบตะวันตก ปัจจุบันได้รับการดัดแปลงเป็นร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ร้านเสื้อผ้า และพิพิธภัณฑ์มากมาย

หลักฐานของการค้าขายกับชาวต่างชาติมีให้เห็นประจักษ์อยู่ที่โรงงานผลิตเครื่องแก้ว ซึ่งได้รับความนิยมหลังจากอุตสาหกรรมการประมงปลาเฮอร์ริ่งทรุดตัวลงในปี 2493 ทำให้หลายคนหันไปผลิตเครื่องแก้ว ปัจจุบันเมืองโอตารุก็ยังขึ้นชื่อในอุตสาหกรรมเครื่องแก้วอยู่ ซึ่งนอกจากร้านขายแล้ว ยังมีหลายร้านที่ให้ลูกค้าเข้าร่วมเวิร์กช็อปทำถ้วยแก้วด้วยตัวเอง โดยมีค่าใช้จ่ายในการทำแก้ว ชาม หรือแจกันราคาคนละ 2,000-3,000 เยน

กล่องดนตรี ของฝากเมืองโอตารุ

 

นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะเวเนเชียล บนอาคาร 5 ชั้น เพื่อแสดงศิลปะเมืองเวนิสทั้งเครื่องแก้วเวเนเชียลเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงเรือกอนโดล่าขนาดจริง และอีกแห่งที่พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่น ได้ตั้งสาขาอยู่ที่เมืองโอตารุตั้งแต่ปี 2455 แต่มาถูกดัดแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 2546 ภายในจัดแสดงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและเงินตราญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ริมสองฝั่งถนนซาไกมาจิยังคงสภาพบ้านเรือนดั้งเดิมไว้ แต่ได้ปรับเปลี่ยนสภาพภายในให้เป็นร้านค้าทั้งร้านขายอาหารซีฟู้ดสดๆ ร้านกาแฟดีไซน์เก๋ ร้านซูชิ หรือร้านขนมเลอเตาที่โด่งดัง นับเป็นการอนุรักษ์อย่างญี่ปุ่น คือ อนุรักษ์โครงสร้างสถาปัตยกรรม แต่พัฒนาให้เป็นมากกว่าบ้านเก่าธรรมดาเพื่อสร้างมูลค่าและคุณค่าให้กับมัน

ถนนซาไกมาจิ

 

นาฬิกาไอน้ำ

สุดทางถนนจะไปบรรจบที่สี่แยกซึ่งหัวมุมถนนตรงข้ามจะมีคนพลุกพล่าน นั่นคือพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี โดยด้านหน้าพิพิธภัณฑ์เป็นที่ตั้งของนาฬิกาไอน้ำที่ทางประเทศแคนาดาสร้างให้เป็นที่ระลึก มันคือนาฬิกาเรือนใหญ่อายุมากที่ตั้งอยู่หัวมุมถนนมาเนิ่นนาน คนเดินผ่านไปมาหลายชั่วอายุแต่ไม่มีใครสนใจมากนัก จนกระทั่งตอนนี้ตอนที่มันไปปรากฏในหนังแฟนเดย์จนทำให้คนไทยอยากไปถ่ายรูปคู่

นาฬิกาไอน้ำจะส่งเสียงดังปู๊นปู๊นเมื่อน้ำด้านในเดือดทุกๆ 15 นาที มันเป็นแบบนี้เสมอแม้ในวันที่หิมะตกหนัก ทว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่ารออยู่ด้านหลังประตู เสียงดนตรีที่ได้ยินมาตลอดขณะเดินอยู่บนถนนซาไกมาจิ นั่นคือ เสียงกล่องดนตรีที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์

สองสาวเซลฟี่ในร้านกาแฟที่ดัดแปลงจากโกดังเก่า

 

กล่องดนตรีหลายรูปแบบวางเรียงรายรอบตัวมากกว่า 1,000 ชิ้น บ้างเป็นเครื่องแก้วแบบที่คนเมืองนี้ถนัด บ้างเป็นเซรามิก บ้างเป็นพลาสติก มีให้เลือกจนลายตา ส่วนชั้น 2 เป็นพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเจ้ากล่องดนตรีที่คนโอตารุผูกพัน (เป็นภาษาญี่ปุ่น)

คุณเด่นชัยกับคุณนุ้ยก็ได้เข้าไปเลือกกล่องดนตรีในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งถ้าอยากซื้อของสักชิ้นฝากคนที่รัก กล่องดนตรีน่าจะเหมาะสม เพราะเชื่อสิว่ากว่าคุณจะหากล่องที่ใช้ได้ มันยากเหมือนงมเข็มในเสียงดนตรี

เมืองโอตารุเป็นเมืองเล็กๆ ริมทะเลที่สามารถเก็บเรื่องราวในอดีตไว้ได้อย่างครบถ้วน (ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่งานโชว์ก็ตาม) ไม่ว่าจะเป็นคลองสายเก่าที่น้ำยังสะอาดเหมือนแต่ก่อน โกดังร้างที่เปลี่ยนไปเป็นร้านอาหาร โรงเป่าแก้วที่เปลี่ยนเป็นร้านกาแฟ บ้านเรือนที่เปลี่ยนอินทีเรียร์เป็นร้านค้า นาฬิการุ่นทวดที่ถูกอนุรักษ์ รวมถึงกล่องดนตรีที่คนยังคิดถึง ซึ่งทั้งหมดเป็นการพัฒนาแบบไม่ทำลาย และเป็นการรักษาอดีตให้อยู่กับในปัจจุบันไว้ ซึ่งสำคัญต่ออนาคต

ร้านอาหารในบ้านเรือนเก่าใกล้กับคลองโอตารุ

 

อาหารซีฟู้ดเลื่องชื่อของเมืองริมทะเลอย่างโอตารุ

 

บ้านเรือนริมถนนซาไกมาจิ

 

ย้อนรอยเส้นทางสร้างชาติ แห่งเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/473327

ย้อนรอยเส้นทางสร้างชาติ แห่งเวียดนาม

โดย…โยโมทาโร่

คราวที่แล้วผมทิ้งท้ายการเดินทางเวียดนามไว้ที่ วัดวันเหมียว มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม ที่นำเที่ยวโดยสายการบิน เวียดเจ็ตแอร์ แต่ถ้าเราจะไม่พาไปเดินชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของชาวเวียดนามอื่นๆ โดยเฉพาะสถานที่ที่มีส่วนในการสร้างชาติ 2 ยุคสมัยอย่าง ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม หรือทะเลสาบคืนดาบ และบ้านพักของโฮจิมินห์ นั่นก็คงกระไรอยู่ ซึ่งความเป็นมาในการสร้างชาติของเวียดนามนั้น เรียกได้ว่า พวกเขาต้องผ่านอะไรมามากทีเดียว

จุดที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเวียดนาม ก็คือ วัดหงอกเซิน ตั้งอยู่กลางทะเลสาบคืนดาบ (ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม) สถานที่นี้มีสะพานไม้อันเป็นเอกลักษณ์ ที่มีชื่อว่า สะพานเทฮุก (The Huc) หรือ “สะพานแสงอาทิตย์” สถานที่นี้เน้นสีแดงซึ่งได้อิทธิพลตามสถาปัตยกรรมจีนที่เข้ามาครอบครองดินแดนเวียดนาม หรืออาณาจักร วัน ลาง ตั้งแต่ 111 ปีก่อนคริสต์ศักราช ทะเลสาบคืนดาบโดยรอบได้รับการปรับปรุงตกแต่งด้วยต้นไม้ใหญ่อย่างร่มรื่น มีความสวยงามไม่ว่าจะเดินเที่ยวในช่วงกลางวันหรือกลางคืน เราก็จะได้เห็นความสวยในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปเป็นอีกหนึ่งสถานที่

 

วัดหงอกเซิน เป็นวัดขนาดเล็ก ภายในมีวิหารชั้นเดียวสำหรับบูชาเทพเจ้ามีมุมสวยๆ ที่ประดับประดาด้วยไม้ดัด รูปทรงต่างๆ มีศาลาและจุดชมวิวทะเลสาบที่เวลานี้ล้อมรอบไปด้วยเมืองตึกรามบ้านช่องที่ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว บริเวณกลางทะเลสาบ จะได้เห็นเจดีย์โบราณ โผล่พ้นน้ำขึ้นมา ว่ากันว่าเจดีย์โบราณกลางทะเลสาบนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 เรียกกันว่า หอคอยเต่าซึ่งเต่านี้อย่างที่เคยเล่าไปว่าในลัทธิขงจื๊อ เต่า นกกระเรียน และมังกร เป็นสัตว์มงคลที่มีอิทธิพลทางความเชื่ออย่างมาก และหอคอยนี้เองที่เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในการสร้างชาติของเวียดนาม

เล่ากันว่าในช่วงศตวรรษที่ 15 แม่ทัพเลเหล่ย ต้นราชวงศ์เล นำทัพต่อสู้กับกองทัพแห่งราชวงศ์หมิง แต่การต่อสู้นั้นยาวนานและไม่มีทีท่าว่าจะชนะในการศึก ระหว่างที่ล่องเรืออยู่ในทะเลสาบ ก็มีเต่าตัวหนึ่งโผล่มาจากน้ำ ปากนั่นคาบดาบไว้เล่มหนึ่ง ว่ายน้ำมาใกล้ๆ มอบดาบเล่มนี้ให้แล้วก็ดำน้ำหายไป แม่ทัพเลจึงเชื่อว่าเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ จึงนำมาใช้ในการขับไล่ชาวจีนที่เข้ามารุกรานให้ออกไปจากเวียดนามและก็ทำได้สำเร็จ สถาปนาราชวงศ์เล ปกครองเวียดนามในเวลาต่อมา

 

วันหนึ่งจักรพรรดิเล ล่องทะเลสาบแห่งนี้อีกครั้ง ก็มีเต่าโผล่ออกมา กล่าวว่า ท่านต้องคืนดาบเล่มนี้แก่เจ้ามังกร แล้วดาบเล่มนั้นก็ลอยออกจากฝักไปหาเต่าแล้วดำน้ำหายไป ชาวเวียดนามเชื่อกันว่าทะเลสาบแห่งนี้เป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่มาของทะเลสาบคืนดาบนั่นเอง ถ้าอยากรู้รายละเอียดเรื่องราวต่างๆ ก็มีการแสดงอยู่ที่โรงละครฮานอย ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามสะพามข้ามไปยังวัดหงอกเซินนั่นเอง

โรงละครแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1911 เป็นโรงละครที่ใช้แสดงในการแสดงหลายอย่าง แต่ที่เป็นไฮไลต์และจัดแสดงวันละหลายๆ รอบเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว ก็คือ การแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ซึ่งหาดูชมได้ยาก จะว่าไปแล้วก็คล้ายๆ กับการแสดงหุ่นกระบอกบ้านเรานั่นละครับแต่ของเขาแสดงกันในน้ำ มีไม้และเครื่องเชิดบังคับอยู่ใต้น้ำ ที่ต้องใต้น้ำนั่นก็เพราะประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่อยู่ติดทะเล ทะเลเป็นชีวิตของชาวเวียดนาม การแสดงนี้ก็แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของพวกเขาได้ดีเช่นกัน

 

การแสดงจะเริ่มตั้งแต่วิถีชีวิตชาวนาของเวียดนาม มีการละเล่น การเกี้ยวพาราสี คล้ายๆ กับบ้านเรา ดูกันเพลิน ขับกล่อมเล่าเรื่องราวด้วยทำนองเสียงร้องและเครื่องดนตรีพื้นบ้านและจบท้ายด้วยการแสดงที่เล่าเรื่องราวของทะเลสาบคืนดาบอย่างที่กล่าวมานั่นเอง ค่าเข้าชมราวๆ 3.5 หมื่นด่อง คิดเป็นเงินไทยก็ไม่กี่ร้อยบาทครับ

ใช้เงินด่องที่นี่แรกๆ ตกใจกันทุกคน ไม่เคยเสียเงินเป็นแสนเพียงแค่ซื้อกาแฟแก้วเดียวแต่หลังๆ ก็เริ่มชิน แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดไปเวียดนามไม่ต้องใช้เงินด่องใช้เงินไทยนี่ละดีที่สุด พ่อค้าแม่ค้าเวียดนามนิยมรับเงินไทยคิดง่ายดีด้วย

 

จบจากสถานที่แรกที่เล่าเรื่องของการสร้างชาติเวียดนามแล้ว ก็มาต่อกันที่การสร้างชาติในยุคใหม่ของโฮจิมินห์ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของเวียดนามที่พาประเทศชาติรอดพ้นจากการเหยียบย่ำของชาติต่างๆ สุสานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่จัตุรัสบาสติงห์ สถานที่ที่โฮจิมินห์อ่านคำประกาศอิสรภาพหลังนั่นเอง สุสานแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสุสานของเลนินในกรุงมอสโก เพราะโฮจิมินห์ปกครองประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ แต่สภาพของสุสานนั้นเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ไม่เหมือนสุสานเลย โดยรอบประดับประดาไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพรรณจากทั่วประเทศหรือจะบอกว่าดอกไม้งามที่มีในท้องถิ่นเวียดนามทั้งหมดจะถูกนำมาปลูกไว้ที่นี่ก็ไม่ผิดนัก น่าเสียดายอย่างเดียวคือในวันที่เราไปนั้นมีงานพิเศษที่ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมชมข้างในได้ แต่จากคำบอกเล่ากล่าวว่าศพของโฮจิมินห์นั้นเก็บในโลงแก้วสวยงามและมีทหารกองเกียรติยศยืนอารักขาผู้นำสูงสุดตลอดกาลของชาวเวียดนามไม่เว้นแม้แต่วินาทีเดียว

ถัดจากสุสานโฮจิมินห์ คือ ทางเข้าบ้านพักลุงโฮ ซึ่งบอกได้เลยว่าต้องต่อคิวกันยาวเหยียดนานครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้เข้าชม เพราะมีผู้คนมากมายที่อยากจะชมสถานที่ทำงานของบุคคลผู้นี้ แต่เมื่อเข้าไปถึงเราก็พบกับความประหลาดใจเล็กน้อย เพราะบ้านพักลุงโฮนั้นไม่ได้ตั้งอยู่ในอัครสถานใหญ่โต เป็นเพียงบ้านไม้ 2 ชั้น ยกใต้ถุนหลังเล็กๆ ซึ่งใต้ถุนบ้านนี้เป็นสถานที่วางแผนการสู้รบกับอเมริกาจนต้องถอยกลับบ้านไม่คิดกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย ไกด์ท้องถิ่นบอกกับเราว่าสถานที่แห่งนี้ถูกจัดวางทุกอย่างเหมือนในวันที่โฮจิมินห์เสียชีวิต มีเพียงการทำความสะอาดปัดกวาดและเสื้อผ้าที่ไม่ได้เก็บเอาไว้เท่านั้น

 

เมื่อออกจากเส้นทางนำเที่ยวบ้านพักลุงโฮ ก็ไปสักการะเจ้าแม่กวนอิมที่วิหารเสาเดียว วิหารนี้ว่ากันว่าเป็นวิหารเก่าแก่ของเวียดนามอีกแห่งหนึ่ง เอกลักษณ์ก็คือการตั้งอยู่กลางน้ำด้วยศาลาเก๋งจีนแบบโบราณ ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก ปกติแล้วศาลากลางน้ำจะสร้างขึ้นเพื่อป้องกันปลวกแมลง แทะทำลายไม้และเอกสาร แต่วิหารนี้น่าจะสร้างขึ้นเพื่อความสวยงามและศรัทธาอันแรงกล้ามากกว่า

ปิดท้ายที่พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ซึ่งจัดแสดงความเป็นมาของชาวเวียดนามทั้งหมด ตั้งแต่ยุคหินจนถึงยุคสมาร์ทโฟนเลยก็ว่าได้ มาที่นี่ที่เดียวเราจะได้รู้ความเป็นมาชนชาติเวียดนามครบทุกด้าน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าพวกเขาผ่านการต่อสู้มาอย่างมากมายเพื่อจะได้รับเอกราชและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั่นเอง