วันเหมียว วิหารวรรณกรรมแห่งเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 07:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/469678

วันเหมียว วิหารวรรณกรรมแห่งเวียดนาม

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เมื่อครั้งที่เราเดินทางไปเวียดนามกับสายการบินเวียดเจ็ทแอร์ หนึ่งในโปรแกรมการเที่ยวชมก็คือวันเหมียว ด้วยสำเนียงหูแบบไทยๆ ก็พาให้นึกถึงแมวเหมียวเสียอย่างนั้นแต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ วันเหมียว (Van mieu) หรือที่รู้จักกันในนามวิหารวรรณกรรมแห่งเวียดนามเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาวเวียดนาม

วันเหมียวตั้งอยู่ในกรุงฮานอยอยู่ใกล้กับถนนวันเหมียว วิหารแห่งนี้สร้างใน พ.ศ. 1613 สมัยพระเจ้าไล ไท ตอง (Ly Thanh Tong) เพื่ออุทิศให้กับขงจื๊อมหาปราชญ์ชาวจีนที่ทรงความภูมิรู้ ตามลัทธิขงจื๊อ ต่อมาจึงมีการสร้างโรงเรียนขึ้นภายหลังเพื่อเป็นสถานที่ศึกษาสำหรับพระโอรสและขุนนาง ที่นี่จึงเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนามไปด้วยในตัว ซึ่งตามประวัติศาสตร์ของเวียดนามนั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนมาเป็นเวลานับพันปี เวียดนามจึงได้รับอิทธิพลจากจีนแผ่นดินใหญ่มาค่อนข้างมาก ตั้งแต่สถาปัตยกรรมไปจนถึงภาษาและอาหารการกิน และแน่นอนว่าทำเลที่ตั้งและตำแหน่งต่างๆ ภายในวิหารย่อมถูกสร้างตามหลักฮวงจุ้ยทุกประการ

 

บริเวณตรงหัวมุมทางเข้าด้านหน้าจะมีข้อความว่า “ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนเข้า” เป็นการแสดงถึงการเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแสดงให้เห็นถึงการเดินทางของคนสมัยก่อน เมื่อเดินผ่านประตูหน้าจะเป็นส่วนของตึกดาวลูกไก่ “เคว วัน กั๊ก” เป็นส่วนที่บัณฑิตนักอักษรมาท่องกวี เป็นตึกที่มีความสวยงามอย่างมาก และบริเวณโดยรอบก็มีความร่มรื่น แค่จินตนาการภาพของการอ่านหนังสือในบรรยากาศแบบนี้ก็มีความสุขแล้ว

เดินถัดมาก็จะพบกับ สระแสงงาม (เทียน กวาง ติงห์) เป็นสระน้ำขนาดใหญ่และทางด้านซ้ายมือจะเป็นศาลาที่ตั้งแผ่นจารึกนามของเหล่าจอหงวน ที่ผ่านการสอบในแต่ละยุคสมัยของกษัตริย์แต่ละพระองค์ แต่ละแผ่นตั้งอยู่บนหินรูปเต่า จำนวน 82 แผ่น จากที่เคยมีอยู่เดิมถึง 117 แผ่น โดยเริ่มมีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1995-2322 เป็นเวลาราวๆ 300 กว่าปี คนท้องถิ่นเล่าให้เราฟังว่าบัณฑิตจบใหม่มักจะชอบเดินทางมาถ่ายรูปกันที่นี่ เพราะถือว่าเป็นสถาบันความรู้ที่เก่าแก่ที่สุดของเวียดนาม

 

บรรดาป้ายหินสลักชื่อและประกาศความสำเร็จจะมุ่งเน้น การมีคุณธรรม ความพากเพียร ตามอย่างเน้นคุณธรรม 8 ประการแห่งขงจื๊อ ประกอบด้วย 1.ความกตัญญู 2.ความเคารพรักพี่น้อง 3.ซื่อสัตย์จงรักภักดี 4.ความมีสัตย์จริง 5.จริยธรรม 6.มโนธรรม 7.สุจริตธรรม 8.ความละอายต่อความชั่ว

หากเดินชมภายในวิหารวรรณกรรมแห่งนี้สิ่งที่เราจะพบบ่อยๆ ก็คือ เต่า นกกระเรียน และมังกร มีเต่าที่ปรากฏให้เห็นในที่นี้และในที่อื่นๆ ทั่วฮานอยนั้นเป็นเต่าน้ำจืดสังเกตจากเล็บที่เท้า เต่าและนกกระเรียนจัดว่าเป็นสัตว์มงคลที่มีความหมายที่ดี เช่น นกกระเรียน ตามความเชื่อว่ากันว่าจะช่วยส่งเสริมให้อายุยืน หน้าที่การงานราบรื่น และส่งเสริมการเรียนให้ดี การตั้งนกกระเรียนไว้จะส่งผลให้คนในบ้านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง คนหนุ่มสาวหน้าที่การงานดีเรียนดีมีความเจริญรุ่งเรือง จึงเห็นได้ทั้งภาพวาด ไปจนถึงงานเครื่องเรือนโบราณ

 

ส่วนเต่าเป็นสัตว์มงคล ชาวจีนและชาวเวียดนามมักมีการนำรูปปั้นเต่ามาใช้เพื่อส่งเสริมความเป็นมงคลให้กับชีวิต ใช้มากในการจัดฮวงจุ้ย เต่าเป็นสัตว์ที่อายุยืนจึงช่วยส่งเสริมให้คนสูงอายุในบ้านมีอายุยืน คนเจ็บคนไข้หายเจ็บป่วย จะว่าไปแล้วที่ฮานอยก็มีทะเลสาบคืนดาบ เป็นตำนานการสร้างชาติเวียดนาม ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเล ต้นราชวงศ์เล ได้ใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ในการขับไล่ชาวจีน ยุคราชวงศ์หมิง ปลดแอกเวียดนามจากจีนได้สำเร็จด้วยดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ได้มาจากเต่ายักษ์ในทะเลสาบแห่งนี้ วันหนึ่งในขณะที่พระองค์ล่องเรือในทะเลสาบ ก็มีเต่ายักษ์ตัวเดิมโผล่ขึ้นมาเอาดาบคืนเป็นที่มาของทะเลสาบคืนดาบ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากวิหารวรรณกรรมมากนัก

ถัดจากส่วนที่ใช้ในการศึกษาจะเป็นส่วนของเขตวัดที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้คนที่มากราบไหว้บูชาขอพร ซึ่งจะมีรูปปั้นขงจื๊อและกษัตริย์แต่ละพระองค์ที่สำคัญของเวียดนามตั้งอยู่ที่นี่ ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้ถึงความสวยงามของสถาปัตยกรรมและการออกแบบอาคาร ศิลปะที่ใช้แบบจีนโบราณซึ่งจะได้เห็นอักษรภาษาเวียดนามโบราณจารึกไว้ภายใน อักษรเวียดนามโบราณนี้ดัดแปลงมาจากภาษาจีนโบราณ จะต่างจากภาษาเวียดนามในปัจจุบันที่ดัดแปลงมาจากภาษาฝรั่งเศสเพราะครั้งหนึ่งเคยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส

 

ต่อมาถูกสั่งยุติการเรียนภาษาจีนและมาเรียนภาษาฝรั่งเศสทั้งหมดและช่วงเวลาที่ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสนั้นก็กินระยะเวลา ตั้งแต่ปี 2427 จนถึง พ.ศ. 2483 ทำให้ประเทศถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ ภาคเหนือเป็นแคว้นตังเกี๋ย ภาคกลางเป็นแคว้นอันนัม และภาคใต้เป็นแคว้นโคชินไชนา (โคชินจีน) และถูกรวมเข้ากับกัมพูชาและลาว เรียกว่าสหพันธ์อินโดจีน (Indochinese Federation) ในยุคนั้น  แต่ในช่วงระยะเวลา 59 ปีที่เวียดนามเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสหลายสิ่งหลายอย่างก็ได้พัฒนาตั้งแต่ถนนหนทาง ระบบการศึกษา และสาธารณสุข แต่ก็ทำให้วัฒนธรรมหลายอย่างของเวียดนามเปลี่ยนแปลงจนเลือนหายไปเช่นกัน โดยเฉพาะภาษาเวียดนามโบราณ

แต่สิ่งที่เราแนะนำก็คือ หลังจากชมส่วนที่เป็นศาลเจ้าของวิหารวรรณกรรมแล้วอย่าเพิ่งหันหลังกลับ เพราะยังมีทางเดินที่ต้องอาศัยความสังเกตเดินเที่ยวชมสวนด้านหลัง ถ้าโชคดีคุณก็จะได้ชมการแสดงดนตรี และการแสดงทางวัฒนธรรมที่น่าชมหลายอย่างของทางเวียดนาม

แต่สุดท้ายแล้วหลังจากเวียดนามได้รับเอกราช สถานที่แห่งนี้ก็ได้รับการฟื้นฟูจนกลับมามีสภาพที่สวยงาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ในแต่ละวันจะมีชาวเวียดนามกว่าหลายพันคนรวมทั้งชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวชมสถานที่แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย

 

 

สุดยอด 3 เส้นทาง ที่ยากจะย้อนรอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/469619

สุดยอด 3 เส้นทาง ที่ยากจะย้อนรอย

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา kebtoke@plat360.com

ตราบใดที่โลกยังคงหมุน กาลเวลาไม่เคยเหนื่อยล้าที่จะหยุดเดิน ความไม่แน่นอนของสรรพสิ่งย่อมเกิดขึ้น เช่นเดียวกับบางเส้นทางที่ทีมงานโลก 360 องศา เคยก้าวเข้าไปสัมผัส และบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ มาในวันนี้ภาพเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง เพราะไม่อาจเห็นด้วยตาหรือสัมผัสด้วยความรู้สึกเช่นเดิมได้อีกแล้วในโลกแห่งความเป็นจริง เนื่องด้วยปัจจัยเงื่อนไขมากมายที่สร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในจุดหมายปลายทางที่ได้ไปเยือนเหล่านั้น

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงไปแบบพลิกฝ่ามือก็คือ ประเทศซีเรีย ซึ่งมีพื้นที่ 185,180 ตารางกิโลเมตร ขนาดเล็กกว่าประเทศไทย 2.77 เท่า ซึ่งทีมงานโลก 360 องศา ได้มีโอกาสไปถ่ายทำรายการเมื่อปี 2552 เพียง 2 ปี ก่อนที่สงครามกลางเมืองในซีเรียจะปะทุขึ้นในปี 2554 ผลพวงจากปรากฏการณ์ “อาหรับสปริง” ที่ประชาชนในโลกอาหรับหลายประเทศลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลที่เริ่มคุกรุ่นมาตั้งแต่ปลายปี 2553

ประชาชนชาวซีเรียลุกขึ้นมาประท้วงประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด หลังครองอำนาจมายาวนานและต่อมาบานปลายไปสู่การไล่ฆ่าฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ปรานี จากตัวเลขขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ภัยจากสงครามในซีเรียตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปี 2558 มีผู้เสียชีวิตกว่า 2.5 แสนคน และอพยพลี้ภัยกว่า 2 ล้านคน

ความรุ่งเรืองในอดีตของโรมันที่เมืองพาล์มีร่า

 

ภาพที่ได้เห็นเมื่อครั้งเข้าไปถ่ายทำรายการในปี 2552 นั้น เป็นภาพของประเทศที่มีความสวยงามและเป็นดินแดนอารยธรรมเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงได้เห็นวิถีชีวิตและศาสนปฏิบัติที่เป็นสุดยอดความประทับใจในการเดินทางครั้งหนึ่งของทีมงาน

ประสบการณ์ในซีเรีย เริ่มต้นขึ้นที่ “กรุงดามัสกัส” เป็นเมืองหลวงของประเทศ ที่ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์อันดับ 4 ของผู้นับถือศาสนาอิสลาม รองจาก นครมักกะฮ์ และเมืองมะดีนะฮ์ ในประเทศซาอุดีอาระเบีย และกรุงเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล โชคดีของทีมงานที่ได้บันทึกภาพ มัสยิดอุมเมยาด (Umayyad mosque) ศาสนสถานขนาดใหญ่ เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก สร้างเสร็จสมบูรณ์ราว ค.ศ. 715 หรือเมื่อ 1,301 ปีที่แล้ว ก่อนที่มรดกโลกแห่งนี้จะถูกภัยสงครามทำลายล้างจนเหลือแต่ซากในปี 2556

มัสยิดอุมเมยาด เป็นที่เคารพทั้งจากชาวมุสลิม นิกายซุนนีย์ นิกายชีอะห์ และชาวคริสเตียน เพราะส่วนหนึ่งของมัสยิดแห่งนี้ สร้างคร่อมมหาวิหารเซนต์ จอห์น แบ็บติส จึงเป็นศาสนสถานที่สำคัญ ที่หลอมรวมชาวซีเรียไว้ด้วยกัน แม้จะนับถือศาสนาที่ต่างนิกาย

มัสยิดอุมเมยาด (Umayyad mosque) ศาสนสถานขนาดใหญ่ เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

วิถีชีวิตผู้คนชาวซีเรียในเวลานั้นล้วนมีแต่ความเป็นมิตรและรอยยิ้ม อ้าแขนรับการเข้ามาของชาวต่างชาติ ไม่มีวี่แววของความขัดแย้งเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะด้านการศึกษาภาษาอาระบิก ที่นักศึกษาชาวต่างชาติจะมีกรุงดามัสกัสเป็นจุดหมายปลายทาง รวมทั้งนักศึกษาจากประเทศไทยด้วย เนื่องจากมีค่าครองชีพที่ไม่สูง และภาษาอาระบิกที่ใช้ในประเทศซีเรียนั้น เป็นภาษาอาระบิกมาตรฐาน ที่นิยมใช้ในหลายประเทศทั่วโลก

อีกเมืองในซีเรียที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ เมืองพาล์มีร่า (Palmyra) เมืองโบราณที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 2,000 ปี ถูกสร้างขึ้นตามพระบัญชาของพระนางซิโนเบีย (Queen Zenobia) สตรีคนแรกๆ ของโลก ที่เป็นกษัตริย์หญิง มีทั้งสิริโฉมงดงาม และความฉลาดปราดเปรื่องด้านการปกครอง ด้วยความงดงามของเมืองพาล์มีร่าแห่งนี้ นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกจึงปักหมุดเป็นเป้าหมายปลายทางที่ต้องไปเยือน โรงแรมที่อยู่รอบๆ เมืองพาล์มีร่า ส่วนใหญ่จะถูกจองเต็มหมด ตอนนั้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศซีเรีย กำลังจะเริ่มสดใสดูดีมีอนาคต ก่อนที่สงครามจะมาพรากทุกสิ่งไปไม่เว้นแม้แต่ลมหายใจของเด็กๆ ทิ้งไว้แต่รอยเลือดและคราบน้ำตาของผู้คน

ในปีเดียวกันนั้นเองโลก 360 องศา ยังได้ไปเยือนกรุงเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล นับเป็นเมืองหลวงและเมืองเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเอกลักษณ์พิเศษที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของการเป็นต้นกำเนิดหลายอย่างในแต่ละศาสนา ทำให้กรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้เคร่งศาสนาหลายคนอยากเดินทางไปอย่างมาก ถัดมาคือเมือง เทลอาวีฟ (Tel Aviv) เมืองใหญ่อันดับสอง ที่เป็นทั้งเมืองท่า และศูนย์กลางทางการเงินของประเทศ ภาพของเมืองเทลอาวีฟในขณะนั้น ดูยิ่งใหญ่ทันสมัยเป็นอย่างมาก

กรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ อิสราเอล

 

ที่ขึ้นชื่อเรื่องภูมิปัญญาและนวัตกรรมของอิสราเอลก็คือ การเอาชนะธรรมชาติโดยการจัดระบบชลประทาน จนดินแดนทะเลทรายที่แสนจะแห้งแล้งแห่งนี้ กลายเป็นแหล่งผลิตพืชผลที่สำคัญส่งไปขายทั้งยุโรป เอเชีย และแอฟริกา เรียกได้ว่าเป็นมหาอำนาจด้านการบริหารจัดการน้ำเลยก็ว่าได้ และสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติในอิสราเอลที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก คงต้องยกให้ทะเลสาบเดดซี ที่จะสร้างประสบการณ์ในฝันของคนหลายๆ คนด้วยการลงไปลอยตัวในทะเลสาบแห่งนี้ ที่ลอยตัวได้ก็เพราะมีความเค็มมากกว่าน้ำทะเลทั่วไปถึง 6 เท่า และมีความเข้มข้นของแร่ธาตุเป็นอย่างมากนั่นเอง

ประเทศบังกลาเทศ เป็นอีกจุดหมายปลายทางที่จัดว่าอยู่ในโซนอันตราย มีประชาชนกว่า 160 ล้านคน อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ในพื้นที่ประมาณ 1.44 แสนตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะกรุงธากาเมืองหลวงของประเทศ ทำให้บังกลาเทศเป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก ความยากจน ทำให้กรุงธากาเกิดปัญหาอาชญากรรมบ่อยครั้ง แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ยอมเสี่ยงไปธากา เพื่อเดินทางต่อไปยังปลายทางในฝัน ที่เป็นผืนป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อว่า ซันดาร์บานส์ นั่นเอง

มนต์สเน่ห์ของการเดินทางท่องไปในผืนป่าซันดาร์บานส์นั้น คือ การได้ใช้ชีวิตอยู่บนเรือล่องไปตามแม่น้ำ ได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติตลอดทั้งสัปดาห์ ทิ้งโลกที่แสนจะวุ่นวายไว้เบื้องหลัง เวลาหมดไปอย่างรวดเร็วกับการเก็บภาพสวยๆ ในแต่ละมุมของผืนป่าแห่งนี้ ช่างสุดแสนจะคุ้มกับการเดินทาง และช่วยเติมพลังชีวิตได้อย่างน่าประหลาดใจ คุณผู้อ่านสามารถติดตามรับชมเรื่องราวเพิ่มเติมได้ในรายการโลก 360 องศา ได้ทาง ททบ.5 ทุกวันเสาร์ เวลา 21.20 น.

กรุงธากาเมืองหลวงที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

จักริน ศิลา ความฝันคือเที่ยวรอบโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/469617

จักริน ศิลา ความฝันคือเที่ยวรอบโลก

โดย…รอนแรม

ความฝันของแต่ละคนต่างกัน อย่างความฝันของ เต้ย-จักริน ศิลา อยากเดินทางรอบโลก เรื่องนี้เขาจริงจังและตั้งใจถึงขั้นเลือกเรียนคณะการจัดการการท่องเที่ยว เพื่อจบมาจะได้ทำงานในวงการ และยังได้เปิดบริษัททัวร์พาคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกขั้นที่ทำให้เข้าใกล้ความฝันมากขึ้น

เต้ยเป็นคนขอนแก่น เป็นลูกชาวนา เป็นนักร้องลูกทุ่งต้นตำรับอีสานสังกัดค่าย ยุ้งข้าว เรคคอร์ด และเป็นเจ้าของซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุด เพลง “ขายข้าวขอนาง”

เรียนเพื่อเที่ยว

เต้ยกับเพื่อนๆ คณะการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยศรีปทุม รวมกลุ่มกันจัดตั้งบริษัททัวร์ และเปิดขายโปรแกรมให้ผู้สนใจซื้อทัวร์ไปเที่ยวจริง ล่าสุดเขาพาคนไทย 20 คน ไปเที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน

 

“การทำบริษัททัวร์เป็นตัวหนึ่งในรายวิชาที่ผมเรียนอยู่ อาจารย์ให้พวกเราเปิดบริษัททัวร์จริง และดำเนินการเหมือนจริงเลย ครั้งแรกได้พาคณะทัวร์ไป จ.พระนครศรีอยุธยา ครั้งสองไป จ.กาญจนบุรี แล้วครั้งนี้ไปไกลหน่อยถึงประเทศเกาหลี เพราะช่วงนี้อากาศเย็น มีหิมะตก คนไทยชอบ มีของให้ช็อปปิ้งเยอะ และขายคนไทยง่าย”

เขาอธิบายโปรแกรมคร่าวๆ ว่า วันแรก ไปเที่ยวหมู่บ้านฝรั่งเศส กินอาหารสไตล์บุลโกกิง ข้ามไปเกาะนามิ และพักที่เมืองซูวอน วันที่สอง ไปไหว้พระที่วัดวาวูจองซา เที่ยวสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ เรียนทำกิมจิ และไปช็อปปิ้งที่เมียงดง จากนั้นวันที่สาม ไปเที่ยวพระราชวังคยองบก คล้องกุญแจรักที่ตึกโซลทาวเวอร์ และวันสุดท้าย พาไปชมหมู่บ้านโบราณบุกชอนฮันอ๊ก ช็อปปิ้งโสม สมุนไพร และปิดท้ายด้วยร้านขายของที่ระลึก หรือที่ภาษาทัวร์เรียกกันว่า ร้านละลายเงินวอน

“เต้ยกับเพื่อนๆ มีหน้าที่ดำเนินงาน ดูแลลูกค้า ส่วนเรื่องทัวร์ที่เกาหลีได้จ้างบริษัทแลนด์ที่นั่น แม้ว่าที่เกาหลีจะมีการชุมนุมใหญ่ แต่ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ยังเป็นปกติ อาจมีการเปลี่ยนแผนบ้างตอนอยู่ที่โซล แต่บรรยากาศทุกอย่างยังรู้สึกปลอดภัยและไม่รู้สึกถึงความรุนแรงใดๆ จากการประท้วง”

 

เขายังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด คือ โปรแกรมทัวร์ที่ถูกใจและบริษัทสามารถทำตามโปรแกรมนั้นได้ รวมถึงการบริการที่ดี ดูแลดี และต้องให้ลูกค้ารู้สึกดีตลอดการเดินทาง

ถามเต้ยต่อว่า ทำไมทัวร์เกาหลีบางบริษัทถึงขายราคาถูก เขาแสดงความเห็นว่า ต้องดูที่โปรแกรมทัวร์ เพราะบางโปรแกรมบางวันลูกค้าอาจต้องดูแลตัวเองทุกมื้อ ดังนั้นไม่ใช่ว่าทัวร์ราคาถูกแล้วจะดี แต่ต้องลงลึกไปในรายละเอียด ดูโปรแกรมแต่ละวันให้ดี ไม่เช่นนั้นคุณอาจเสียเงินแพงกว่าทัวร์ที่ราคาสูงกว่าเพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ เต้ยจะจบการศึกษาอีกในปีหน้า เขาคิดอยากเปิดบริษัทแลนด์ที่เมืองไทย หรือหากมีโอกาสมากกว่านั้น เขาอยากเป็นไกด์ เพื่อพาคนไทยไปเที่ยวรอบโลก เพราะการทำงานน่าจะทำให้เขาเดินทางรอบโลกสำเร็จเร็วกว่าไปด้วยตัวเอง

ประเทศเกาหลี เป็นการทำทัวร์ไปต่างประเทศครั้งแรก ซึ่งก่อนหน้านั้นตอนเรียนอยู่ปี 1 และปี 2 เขาได้จัดทัวร์ไปจังหวัดใกล้ๆ อย่าง จ.พระนครศรีอยุธยา และกาญจนบุรี ตอนนี้เขาทราบแล้วว่า การทำทัวร์ไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยาก เพราะหากทำทัวร์ออกมาแล้วโดนใจคนไทย ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

 

ความหมายของการเดินทาง

ถึงแม้ตอนนี้เขาจะเดินทางไม่มากนัก แต่ไม่ว่าอย่างไรความฝันของเขายัง คือ การเดินทางไกล เพราะการเดินทาง คือ การเปิดกว้างสู่วัฒนธรรมใหม่ ที่เขาใคร่อยากรู้จักมัน

“วัฒนธรรมของแต่ละที่ต่างกัน ยิ่งไปต่างประเทศ วัฒนธรรมก็จะยิ่งต่าง จะยิ่งเห็นได้ชัด ซึ่งผมว่านั่นเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก การที่เราได้ออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ๆ ที่เราไม่เคยยึดถือ แต่เราต้องปฏิบัติตามเพราะเป็นวัฒนธรรมของบ้านเขา ผมชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ อยากรู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น พวกเขามีประวัติศาสตร์อะไร ผมเชื่อว่าวัฒนธรรม คือ ข้อสรุปของความเป็นมาของสถานที่แห่งนั้นไว้ทั้งหมดแล้ว” เขากล่าวเพิ่มเติม

โลกของเต้ย

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เต้ยอยากให้โลกใบนั้นมีแต่คนรักกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน เพื่อให้เป็นโลกที่สงบสุข “ไม่อยากให้มีคนทะเลาะกัน อยากให้ทุกคนบนโลกของผมไม่คิดร้ายต่อใคร เราจะได้อยู่ด้วยกันด้วยความรักความเข้าใจ และโลกทั้งใบจะได้สันติสุข” เขาทิ้งท้าย

ติดตามเต้ยได้ทางเฟซบุ๊ก ยุ้งข้าว เรคคอร์ด หรือทางอินสตาแกรมส่วนตัว Toeyjackarin

 

บันทึกไว้ในหัวใจ เยือนบ้านใกล้เรือนเคียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/468491

บันทึกไว้ในหัวใจ เยือนบ้านใกล้เรือนเคียง

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา  keb_toke@plat360.com

เส้นทางที่ทอดยาวกับเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ทางทีมงานโลก 360 องศาได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์ทั้งแนวคิดและวิถีชีวิตผู้คนในหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกล เมืองใหญ่ บนถนน หรือแม้แต่มุมเล็กๆ ในซอกตึกในดินแดนต่างบ้านต่างเมือง รวมถึงความงดงามยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ศิลปะวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นมากมาย เก็บบันทึกมาเป็นภาพและตัวอักษรแทบจะทุกองศาทั่วโลก เพื่อนำมาถ่ายทอดสู่สายตาคนไทยมากว่า 16 ปีแล้ว

ทุกความรู้สึกและความประทับใจยังคงชัดเจนเสมอ จึงถือโอกาสนี้รวบรวมเรื่องราวที่ทีมงานช่วยกันคัดสรร กลับมาบันทึกเป็นประสบการณ์ฉบับย่อ เรียบเรียงเป็นหมวดหมู่เพื่อเก็บเรื่องราวและประสบการณ์อันมีค่าเหล่านี้ไว้อย่างเป็นระบบ และท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะพลาดตอนใดตอนหนึ่งไป ก็สามารถเก็บสาระในส่วนสำคัญย้อนหลังได้อีกครั้งจากฉบับย่อนี้

ขอเริ่มจากบ้านใกล้เรือนเคียง จะห่างกันก็แค่ฝั่งโขงกั้น คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวก่อนเป็นอันดับแรก

ต้นส้มจี๊ด หนึ่งในไม้มงคลช่วงเทศกาลเต็ดที่เวียดนาม

 

…แสงแดดอ่อนยามเช้าพาดผ่านบนถนนเส้นเล็กๆ ในเมืองหลวงพระบาง กับอากาศที่แสนจะสดชื่นและเย็นสบาย ในทุกเช้าจะเห็นภาพหญิงสาวนุ่งซิ่น มีแพรเบี่ยงหรือผ้าสไบพาดไหล่ตักบาตรด้วยความสำรวมและอ่อนช้อย เป็นภาพที่ชินตา ซึ่งเป็นความงดงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว การร่วมตักบาตรยามเช้าที่หลวงพระบางจึงเป็นอีกกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด

สำหรับคนไทยการไปท่องเที่ยวในลาว จะให้ความรู้สึกเหมือนไปเที่ยวบ้านญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิท เพราะจะมีภาษาที่เราคุ้นเคย  นิสัยใจคอของผู้คนที่คล้ายคลึงกัน ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมที่แทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับภาคอีสานของไทย

ส่วนธรรมชาติในลาวส่วนใหญ่ ก็ยังค่อนข้างบริสุทธิ์ ร่มรื่น และสวยงาม สัมผัสได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ยังมีการปรุงแต่งน้อย ต้นไม้ สายน้ำ ยังน่าชวนมองเสมอ ขอแนะนำให้ใช้เส้นทางจากเวียงจันทน์ ขึ้นไปวังเวียง จุดหมายปลายทางที่หลวงพระบาง จะเป็นการเดินทางที่จะได้สัมผัสบรรยากาศที่หลากหลายอย่างน่าประทับใจของประเทศลาว

เดินเท้าเปล่าเข้าพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง ที่เมืองย่างกุ้ง

 

ข้อดีของการไปเที่ยวประเทศลาว คือ ความคุ้มค่าของเงิน ค่าใช้จ่ายไม่แพงแต่สร้างความสุขในหัวใจได้ไม่แพ้ที่ใดในโลกเช่นกัน หากอยากหลีกหนีความวุ่นวาย อยากลดจังหวะความเร็ว ความรีบเร่งในชีวิต ความกดดันที่ทำให้หัวใจแทบไม่ได้พัก ลาวน่าจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในความคิด

ประเทศถัดไปคือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หรือประเทศพม่าก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อนั่นเอง หลายคนยังไม่ทราบที่มาของการเปลี่ยนชื่อซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 หรือปี พ.ศ. 2532  โดยรัฐบาลทหารเมียนมาที่เปลี่ยนชื่อเรียกประเทศในภาษาอังกฤษจาก Burma เป็น Myanmar ซึ่งในภาษาท้องถิ่นคำว่า Myan แปลว่า รวดเร็ว และ Ma แปลว่า เข้มแข็ง รวมกันแล้วจึงแปลว่า ประเทศที่เข้มแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมียนมา เป็นประเทศที่เกิดขึ้นจากการรวมกันของหลายชาติพันธุ์ในแต่ละรัฐ ซึ่งแต่ละรัฐจะมีประวัติศาสตร์และมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ทำให้เสน่ห์ของประเทศเมียนมาคือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ

ธรรมชาติอันร่มรื่น สวยงาม ในลาว

 

ถ้าต้องการสัมผัสความเป็นเมียนมาแบบแท้ๆ ก็ต้องที่เมืองย่างกุ้ง เพราะผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นชนชาติ บามาร์ (Bamar) หรือชาวเบอร์มีส (Bermese) จะได้เห็นความเป็นเมียนมาอย่างชัดเจนได้ที่นี่

อย่างไรก็ตาม ชาวเมียนมาในปัจจุบันเปิดรับวัฒนธรรมสมัยใหม่มากขึ้น ภาพเดิมๆ ที่เคยเห็นผู้คนแต่งกายด้วยชุดประจำชาติมีลดน้อยลงไป จะมีภาพคนแต่งตัวด้วยเสื้อยืด กางเกงยีนส์ และกางเกงขาสั้น เข้ามาแทนที่ เพิ่มขึ้นไปพร้อมๆ กับจำนวนตึกสูง โรงแรม หรือการเติบโตของความเป็นสังคมเมืองนั่นเอง

แม้ความเป็นสังคมเมืองจะเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ไม่เคยลดน้อยถอยลงไปเลยก็คือ ชาวเมียนมาไม่เคยเอาใจออกห่างจากพระพุทธศาสนา วัดในเมียนมายังคงรักษาประเพณี วิธีปฏิบัติแบบดั้งเดิมไว้อย่างเคร่งครัด จะเข้าวัดต้องแต่งตัวสุภาพและถอดรองเท้าก่อนเข้าวัดทุกครั้ง ทุกวัดในเมียนมาต้องเดินด้วยเท้าเปล่าเพียงอย่างเดียว

อีกจุดหมายปลายทางในเมียนมาที่น่าไปเที่ยวที่สุดเมืองหนึ่งคือเมือง เชียงตุง ที่นั่นจะได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไป มีทั้งไทยเขินและไทยใหญ่ บรรยากาศจะคล้ายกับการย้อนอดีตไปสัมผัสชีวิตผู้คนทางภาคเหนือไทยนั่นเอง ได้เห็นภาพวิถีชีวิตที่เรียบง่าย กินอยู่อย่างพอเพียง และความมีศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนา

ชาวลาวนุ่งซิ่นตักบาตรยามเช้าที่หลวงพระบาง

 

“เวียดนาม” เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ชวนให้หลงใหลเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบความสนุกสนานและความมีสีสัน  เมืองโฮจิมินห์ หรือไซ่ง่อน จะเป็นคำตอบที่จะสร้างความประทับใจให้ แต่หากต้องการสัมผัสอากาศที่เย็นสบายก็แนะนำให้ขึ้นไปทางเหนือที่เมืองฮานอย

ยิ่งใกล้เทศกาลปีใหม่แบบนี้ ทีมงานโลก 360 องศา อยากให้ลองไปสัมผัสกับเทศกาลปีใหม่ของชาวเวียดนาม หรือเทศกาล “เต็ด” (tet) กัน ซึ่งจะมีงานเฉลิมฉลองไปทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ชนเผ่าต่างๆ ไปเที่ยวเวียดนามช่วงปีใหม่รอบนี้จะสร้างความประทับใจให้แบบไม่รู้ลืมเลยก็เป็นได้

 

หายไปที่อื่นกับ ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/468489

โดย…รอนแรม

หนังสือ Be Right Back  หายไปที่อื่น อธิบายยากมากว่านี่คือหนังสืออะไร เพราะไม่ใช่หนังสือบันทึกการเดินทางที่เป็น ทราเวล ล็อก (Travel Log) ที่อธิบายว่าเดินทางไปที่ไหน แล้วไปทำอะไร แต่ แชมป์–ทีปกร วุฒิพิทยามงคล เขียนขึ้นมาหลังเดินทางและมีเวลามากพอที่ได้สำรวจตัวเองว่าความคิดของตนนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

แชมป์เป็นนักเขียน นักวาด และนักเดินทาง เคยเขียนหนังสือบันทึกการเดินทางเรื่อง แวนเดอร์บอย ที่บอกเล่าถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ สถานที่นั้นๆ แต่สำหรับ Be Right Back เขาเขียนด้วยวิธีอีกแบบหนึ่งที่บอกเล่าถึง “สาระเบื้องใต้” ณ สถานที่นั้นๆ ของ 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเกาหลีเหนือ สวนสนุกโคนีย์ที่บรูคลิน สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ และเกาะแมวในญี่ปุ่น

 

ปกหลังของหนังสือเขียนสรุปไว้หนึ่งย่อหน้าว่า

“บ่อยครั้งที่การเดินทางไกลทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งที่ใกล้ที่สุด อย่างความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง”

ในเล่มคือการรวบรวมการเดินทางตลอด 2 ปี (2558-2559) ซึ่งเป็นทริปที่เขาไม่ตั้งใจกลับมาเขียน ทุกบทจึงเป็นเหตุการณ์ที่เคลื่อนผ่านเข้ามาและสุดท้ายก็ได้บทเรียนที่แตกต่างกันไป

 

เกาหลีเหนือ

เขาเดินทางไปเกาหลีเหนือตามคำเชิญของสมาคมแห่งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้าที่จะเดินทางไป เขามีเวลาในการตัดสินใจว่าจะไปดีหรือไม่ เพราะกลัว

“กลัวความที่เราหาข้อมูลเกี่ยวกับเกาหลีเหนือได้น้อยมาก” เขากล่าว “คือมีคนเขียนเรื่องเกาหลีเหนือเยอะ แต่ทุกคนจะเล่าในเชิงเดียวกัน แถมทริปนี้เป็นทริปที่รัฐบาลเขาเชิญไปด้วยก็เลยมีความกลัวว่า เขาจะพาเราไปทำอะไรแปลกๆ ไหม แต่เมื่อได้ไปแล้วก็รู้สึกดีที่ได้ไป ได้ไปเห็นบางอย่างที่เราเห็นไม่ได้ที่อื่น เช่น เวลาอยู่เกาหลีเหนือจะรู้สึกว่าเราถูกจับตามองตลอดเวลา หรือเวลาเรามองเหตุการณ์สักเหตุการณ์หนึ่ง มันจะมีความแตกแยกระหว่างสิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่เขาต้องการให้เราเห็น ทำให้ผมมีคำถามตลอดเวลาว่าอันนั้นจริงหรือเปล่า ทำให้มีข้อสังเกต ทำให้ตั้งคำถามกับสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว”

เกาหลีเหนือเป็นเรื่องหนึ่งที่มีคนเรียกร้องอยากให้เขาทำเล่มเต็ม ซึ่งเขากำลังคิดอยู่ เพราะยังมีเรื่องราวที่ซ้อนอยู่ข้างในอีกมากที่ยังไม่ได้เขียน

 

ดิสมาแลนด์ (Dismaland)

“ที่นี่คล้ายๆ เกาหลีเหนือ” แชมป์กล่าวถึงดิสมาแลนด์เป็นประโยคแรก ดิสมาแลนด์คือนิทรรศการสัญจรเกี่ยวกับสังคม ซึ่งครั้งนั้นได้สัญจรไปตั้งที่เมืองบริสทอล ประเทศอังกฤษ เป็นสวนสนุกที่ไม่ใช่สวนสนุก แต่เป็นสวนสนุกที่ทำให้เราคิดกับทุกอย่างในนั้น

“ทุกเครื่องเล่น ทุกงานศิลปะในนั้นจะมีประเด็นทางสังคมหมดเลย อย่างเช่นเรื่องผู้อพยพ สิ่งแวดล้อม การทำงานของสื่อมวลชนนำมาจัดแสดงแบบที่แบงก์ซี่ชอบทำ มาพลิกมุม มาจิกกัดบ้าง รวมถึงศิลปินอื่นๆ ด้วย ที่นี่จึงเป็นนิทรรศการศิลปะที่ไม่ใช่แค่แสดง แต่ทำให้คิดต่อด้วย”

อย่างแชมป์เองก็ไม่ได้เป็นเพียงนักเขียน แต่ยังเป็นสื่อมวลชนในฐานะบรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวออนไลน์ เดอะ แมทเทอร์ (The Matter) ที่เสนอข่าวในประเด็นที่น่าสนใจในวิธีที่คนออนไลน์ชอบ ซึ่งไม่ได้ทำขึ้นมาให้อ่านข่าวที่นี่ที่เดียว แต่ต้องการเป็นตัวเพิ่มในระบบนิเวศของข่าวออนไลน์ที่มีอยู่มากในปัจจุบัน

 

“เราจะชวนคิดว่า ข่าวที่คุณอ่านมาแล้วจะต่อยอดไปสู่เรื่องใดได้บ้าง สนุกขึ้น อ่านง่ายขึ้น” โดยเดอะ แมทเทอร์ ก่อตั้งมานาน 5 เดือน ร่วมกับ แบงค์-ณัฐชนน มหาอิทธิดล บรรณาธิการสำนักพิมพ์แซลมอน มีเป้าหมายที่จะจุดประเด็นในสังคม และสามารถทำให้ประเด็นนั้นถูกแก้ไขได้จริง

สกอตแลนด์

สกอตแลนด์เป็นบทที่แชมป์ชอบมากที่สุด เพราะเป็นบทที่เขาพูดถึงการเดินทางน้อยที่สุด แต่พูดถึงบทสนทนาระหว่างทางมาก

“การเดินทางมันไม่สำคัญที่จุดหมาย แต่สำคัญตรงคำพูดระหว่างที่เราไม่มีวันพูด ถ้าเราไม่ได้อยู่ในเซตติ้งแบบนั้น สกอตแลนด์ผมเลยเลือกพูดเรื่องห้องคอมมอนรูม หรือห้องส่วนกลางที่ทุกคนในโฮสเทลจะนำเรื่องที่พบเจอมามาสาดใส่กัน แล้วหลายๆ ครั้งโมเมนต์ตรงนี้มันสนุกกว่าการได้ไปเห็นภูเขา” เขากล่าว สกอตแลนด์จึงทำให้เขาตระหนักและเห็นคุณค่าของชีวิตที่คงเหลือ

 

ไอร์แลนด์

ไอร์แลนด์เป็นประเทศนิ่งๆ เต็มไปด้วยวรรณกรรม และรายละเอียด “ความพิเศษของมันอยู่ระหว่างทาง” เขากล่าว

“เวลาขับรถไปมันจะมีเซอร์ไพรส์เล็กๆ โผล่มาตลอด ซึ่งมันดี ปลายทางมันก็สวยดี แต่เราเสิร์ชหาภาพมาแล้ว ระหว่างนี่ต่างหากที่ไม่มีในอินเทอร์เน็ต ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่มีใครเล่าให้ฟัง แบบนี้เราต้องไปเจอเอง” เขากล่าวเพิ่มเติม

เป็นไปได้ที่จุดเด่นของไอร์แลนด์ไม่ได้สวยที่สุดและเด่นที่สุดขนาดนั้น แต่รายละเอียดรอบข้างมันเตะตาและสร้างความประหลาดใจ ซึ่งทำให้เขาคิดถึงชีวิตประจำวันที่คิดว่าไม่พิเศษอะไร แต่เมื่อมองไปถึงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แล้ว เชื่อว่าทุกวันจะเป็นพิเศษ

 

นิวยอร์กและโคนีย์ไอส์แลนด์

เกาะโคนีย์ตั้งอยู่ที่เมืองบรูคลิน ประเทศอเมริกา ถูกนิยามว่าเป็นสวนสนุกที่ชวนให้นึกถึงความทรงจำที่ไม่เคยลืม เขากล่าว โคนีย์เป็นเกาะที่ไม่ฮิตมาก แต่เมื่อได้ศึกษาประวัติจะพบว่าที่แห่งนี้มีความขึ้นลงทางด้านวัฒนธรรมสูง ซึ่งจะบอกเล่าเรื่องความป๊อปของอเมริกาได้เป็นอย่างดี ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นสวนสนุกจัดสร้างและแปลกปลอม แต่อายุที่อยู่มาทำให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองได้อย่างแนบเนียน เขาหลงใหลประวัติศาสตร์ของโคนีย์

ไอซ์แลนด์

“เป็นประเทศที่ผมจะพาทุกคนที่ผมรักไปให้ได้” แชมป์ประทับใจไอซ์แลนด์อย่างออกหน้าออกตา เพราะเป็นประเทศสลัดรวมมิตรภูมิประเทศทุกอย่างบนโลกไว้ ทั้งภูเขาไฟ หิมะ ธารน้ำแข็ง ทุ่งลาวา น้ำพุร้อน ภูเขา ทะเล

“รู้สึกว่าเป็นประเทศที่เท่มาก เหมือนพระเจ้ามาทดลองทุกอย่างบนเกาะนี้แล้วค่อยไปสร้างที่อื่น และวัฒนธรรมก็เท่ มีความเท่าเทียมเป็นอันดับต้นๆ ในโลก ชีวิตดีเป็นอันดับต้นๆ ในโลก” เขากล่าว และเขาชอบถึงขนาดที่อยากมีไอซ์แลนด์อยู่ทุกที่บนโลก

 

ญี่ปุ่น

บทที่เขียนแล้วเชื่อมโยงถึงบ้านของเขามากที่สุด กล่าวคือ ถึงแมวสองตัวที่เลี้ยงไว้ที่บ้าน บทนี้จึงเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ทั้งไกลทั้งใกล้ระหว่างเขากับแมว

“ทุกครั้งที่ผมไปเที่ยว ผมจะรู้สึกผิดกับแมวที่บ้าน” เขากล่าว “การไปเกาะแมวจึงทำให้เกิดความทรงจำและความสัมพันธ์อะไรบางอย่างระหว่างคนกับแมว และเรื่องแมวจรที่แวะเวียนเข้ามาในชีวิต”

นอกจากนี้ แชมป์ได้นิยามคำว่าการเดินทางว่าคือ การเรียนรู้ตน

“เราจะรู้จักตัวเองมากที่สุดเมื่อเราได้ไปพบกับสถานการณ์ใหม่ เพราะเราจะเห็นตัวเองในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ถ้าเราเจอสถานการณ์นี้เราจะรีแอ็กยังไง บางที่เราเซอร์ไพรส์ตัวเองด้วยซ้ำ การเดินทางจะนำสถานการณ์ใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา นอกจากเราจะได้เรียนรู้จากข้างนอกแล้ว เรายังได้เรียนรู้จากข้างในด้วย” เขากล่าวทิ้งท้าย

 

โลกของแชมป์

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เขาอยากนำไอซ์แลนด์มาแปะไว้ทุกที่บนโลก และจะดีมากถ้าบาลานซ์ธรรมชาติกับเทคโนโลยีไว้ด้วยกัน “อยากให้เป็นโลกที่มีเมืองตรงกลาง แล้วพอออกไปนิดนึงจะเจอธรรมชาติ คืออยากให้ความเจริญและความดั้งเดิมอยู่ด้วยกันได้” แชมป์ฝันถึงโลกแบบนั้น

ทั้งนี้ ติดตามผลงานหนังสือของแชมป์ได้ทั้งเรื่อง Be Right Back หายไปที่อื่น Wander Boy หนทางยังเยาว์วัย และโตเกียวเที่ยวที่หนึ่ง จากสำนักพิมพ์แซลมอน

 

 

นางฟ้าในป่าลึก (Angel in the deepest place)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/467398

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

ถ้าไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ รับรองว่าเวเนซุเอลาจะยังครองตำแหน่งดินแดนแห่งความงามตลอดไปอย่างแน่นอน เพราะประเทศนี้มีทั้งสาวงามและธรรมชาติสวย อันเนื่องมาจากลักษณะภูมิประเทศที่มีความหลากหลาย คือมีตั้งแต่เทือกเขาแอนดิส มีที่ราบสูงยาโนส มีชายฝั่งทะเลแคริบเบียน และมีป่าฝนอเมซอน ซึ่งนั่นทำให้เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่น่าอยู่มาก ยิ่งถ้าย้อนกลับไปสมัยที่ยังเป็นประเทศเศรษฐีน้ำมันด้วยแล้ว ก็เรียกได้ว่าสรวงสวรรค์แห่งอเมริกาใต้ของแท้เลยก็ว่าได้

เศรษฐกิจที่พังทลายลงมา ดึงเอาทุกๆ อย่างให้หล่นฮวบลงภายในเวลาอันรวดเร็ว ประกอบกับ ความพยายามแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดของรัฐบาล ก็ยิ่งฉุดให้ทุกอย่างดำดิ่งลงเหวลึกยิ่งกว่าเดิม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่ความอดอยาก และปัญหาอาชญากรรม จนคนในประเทศเองที่ยังพอมีเงินเหลือก็เตรียมย้ายออกนอกประเทศแล้ว ส่วนคนจนก็ต้องทนกันต่อไป

แม้ว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาจะพยายามควบคุมสื่อไม่ให้นำเสนอภาพเชิงลบ แต่สถานการณ์ที่ย่ำแย่ ก็แผ่ขยายกว้างไปจนเกินกว่ารัฐบาลจะปิดมิด ประกอบกับสำนักข่าวต่างประเทศก็นำเสนอภาพเหล่านั้นออกไปสู่สายตาชาวโลก ก็ยิ่งทำให้ชาวต่างชาติไม่กล้าเดินทางมายังประเทศนี้ (ถ้าไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ)

แต่เชื่อหรือไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ที่อันตรายแบบนี้ กลับมีนักท่องเที่ยวอีกจำนวนไม่น้อยที่พยายามหาวิธีเดินทางไปยังประเทศนี้ เพื่อไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ นั่นก็คือ น้ำตกแองเจล (Angel Fall)

น้ำตกแองเจล ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคาไนมา (Canaima National Park) ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ห่างจากเมืองหลวงคาราคัส ออกไปประมาณ 700 กิโลเมตร ซึ่งไม่มีเส้นทางตรงจากเมืองหลวงไป หากนักท่องเที่ยวต้องการเดินทางไปที่นี่ ต้องนั่งเครื่องบินไปลงสนามบินภายในประเทศ เพื่อต่อเครื่องบินเล็ก 6 ที่นั่งไปยังอุทยานแห่งชาติ จากนั้นก็นั่งเรือแคนูต่อไปอีกเกือบวัน ก่อนที่จะเดินเท้าเข้าป่าไปอีกหลายกิโลเมตร แต่ถึงแม้ว่าการเดินทางจะยากลำบากและเสี่ยงเพียงใด ก็ยังมีนักท่องเที่ยว (ที่รักการผจญภัย) หาวิธีเดินทางไปกันจนได้

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องเริ่มต้นการเดินทางที่สนามบินนานาชาติไซมอน โบลิวา (Simon Bolivar International Airport) เพื่อนั่งเที่ยวบินโดยสารภายในประเทศไปยังเมือง “เปอร์โตออร์แดซ” (Porto Ordaz) โดยจะใช้เวลาบินเพียงแค่ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็ต้องนั่งรถต่อไปยังเมือง “ซิวดัดโบลิวาร์” (Cuidad Bolivar) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบิน “โทมัส เดอ ฮีริส” (Tomás de Heres Airport) สนามบินเล็กๆ เพียงแห่งเดียว ที่นักท่องเที่ยวจะสามารถนั่งเครื่องบินเล็กต่อไปยังอุทยานแห่งชาติคาไนมา อันเป็นที่ตั้งของหนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดและสูงที่สุดในโลก

เครื่องบินเล็กขนาด 6 ที่นั่ง (รวมนักบิน) ไม่ได้มีกำหนดตารางบินที่แน่นอน จะออกเดินทาง เมื่อผู้โดยสารเต็ม (คล้ายๆ กับรถตู้โดยสารในบ้านเรา) โดยใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ บินที่ระดับความสูงไม่มากนัก จึงมองเห็นบรรยากาศภาคพื้นดินได้ค่อนข้างชัด และด้วยความที่เครื่องบินมีขนาดเล็กแบบนี้ ผู้โดยสารทุกท่านก็จะได้ที่นั่งติดหน้าต่างไปโดยปริยาย

 

ภาพจากมุมสูงแสดงให้เห็นว่าประเทศนี้ยังมีพื้นที่อีกกว้างใหญ่มากที่ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ในทางเกษตรกรรม มองเห็นเพียงแค่เหมืองแร่ของรัฐบาลเป็นหย่อมๆ เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแนวนโยบายแบบสังคมนิยมที่จะยึดเอาจากคนรวยมาแจกจ่ายคนจน จึงทำให้คนไม่อยากทำอะไรมาก เพราะถ้ารวยไปก็โดนยึด ดังนั้นไม่ต้องคิดทำอะไรมาก เดี๋ยวรัฐบาลก็เอามาแจกอยู่ดี

อีกหนึ่งภาพที่บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมิติหนึ่งของประเทศนี้ คือ ภาพพื้นที่กักเก็บน้ำเหนือเขื่อนกูริ (Guri Dam) ซึ่งเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเวเนซุเอลา ที่น่าสนใจก็เพราะเขื่อนนี้คือปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนี้ และช่วงที่ผ่านมาเกิดน้ำแล้งจนทำให้ผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ นำไปสู่ปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง (Black Out) อยู่หลายครั้งด้วยกัน

มีคำถามว่าทำไมประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างเวเนซุเอลา จึงไม่ใช้เชื้อเพลิงที่มีอยู่มาผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอ ซึ่งคำตอบของปัญหานี้มีจุดเริ่มต้นมาจาก “นโยบายของรัฐบาล!!!”

ย้อนไปในช่วงทศวรรษ 1960 ในสมัยที่น้ำมันราคาดีอยู่ รัฐบาลยุคนั้นมีนโยบายลดการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อเอาไปส่งออกให้มากที่สุด และหันมาพึ่งพิงไฟฟ้าพลังน้ำแทน ทำให้ประเทศนี้พึ่งพิงไฟฟ้าจากพลังน้ำมากถึง 74% นับว่าเป็นนโยบายด้านพลังงานที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะถ้าน้ำแล้งขึ้นมาเมื่อใด ก็จะไม่มีไฟฟ้าจากที่อื่นมาทดแทน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปีและบ่อยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ปรากฏการณ์เอลนินโญ (El Niño) กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก

การคิดแก้ปัญหาพลังงานในยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ยิ่งกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิม เพราะถึงเวลานี้รัฐบาลไม่มีเงินและไม่มีศักยภาพมากพอที่จะไปสร้างโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงได้ทันแล้ว (แม้ว่าราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะแสนถูก) ทำได้เพียงแค่มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ดับไฟวันละ 4 ชั่วโมง เพิ่มวันศุกร์ให้เป็นวันหยุดราชการ ลดชั่วโมงทำงานลงเหลือวันละ 5 ชั่วโมงครึ่ง รณรงค์ให้ผู้หญิงลดการใช้ไดรเป่าผม ลดการใช้เครื่องอบผ้า และขอร้องให้ห้างสรรพสินค้าปั่นไฟฟ้าใช้เอง

มาตรการต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุสักเท่าไหร่ เพราะต้นทางของปัญหา อยู่ที่นโยบายรัฐบาลที่ไม่ยอมกระจายความเสี่ยง โดยใช้แหล่งไฟฟ้าที่หลากหลายและมีเสถียรภาพมากกว่า

ในบางพื้นที่ซึ่งมีน้ำตลอดทั้งปี และไม่ได้ใช้ไฟฟ้ามาก อย่างในเขตอุทยานแห่งชาติคาไนมา อาจจะเหมาะที่จะพึ่งพิงไฟฟ้าจากพลังน้ำทั้ง 100% แต่สำหรับกรุงคาราคัสแล้วพลังน้ำอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากพลังน้ำขนาดย่อมตั้งอยู่ริมทะเลสาบคาไนมาในเขตอุทยานฯ อาศัยน้ำจากน้ำที่ไหลมาจากน้ำตกหลายสาย รวมทั้งน้ำตกแองเจลที่ตกลงมาจากยอดเขาสูงจนเกิดเป็นแม่น้ำ “ชูรัน” (Churun River) ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำ “โอริโนโค” (Orinoco River) อันเป็นแม่น้ำสายหลักของเวเนซุเอลา

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงอุทยานแห่งชาติคาไนมา จะต้องนั่งเรือแคนูทวนแม่น้ำชูรันขึ้นไปอีกครึ่งวัน ซึ่งแม่น้ำค่อนข้างจะคดเคี้ยวและตื้นเขินในบางช่วง ทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก

เรือแคนูไม่สามารถล่องไปถึงน้ำตกได้ แต่จะส่งนักท่องเที่ยวขึ้นฝั่งยังปลายทาง เพื่อเดินเท้าลุยป่าเข้าไปอีก 2-3 ชั่วโมง ก่อนจะได้ชมความงามของน้ำตก สรุปแล้วคนที่จะมาชมน้ำตกแองเจลได้ นอกจากจะมีกำลังทรัพย์เป็นทุน มีความกล้า (และลูกบ้า) เป็นแรงผลักดันแล้ว ยังต้องมีร่างกายที่พร้อมเป็นปัจจัยประกอบกันด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วไม่มีทางไปถึงน้ำตกนางฟ้าแห่งนี้ได้เลย

อันที่จริงแล้วชื่อแองเจลนั้น ไม่ได้เกิดจากความงามเหมือนนางฟ้าอย่างที่หลายคนคาดเดากัน แต่ชื่อนี้ได้มาจากนักสำรวจชาวอเมริกันที่ชื่อว่า จิมมี แองเจล (Jimmy Angel) ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าค้นพบน้ำตกนี้ในปี ค.ศ. 1935 ผู้คนก็เลยเรียกชื่อว่าน้ำตกแองเจลตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีชาเวซ จะพยายามให้เปลี่ยนมาเรียกชื่อตามภาษาพื้นเมือง และให้เหตุผลว่า น้ำตกนี้เป็นของเวเนซุเอลา ไม่ควรไปเรียกชื่อตามชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตามแต่ ชื่อพื้นเมืองที่เรียกว่า “เคราปาคุถปาอิ เมรุ” (Kerepakupai merú) ก็ยังยากเกินไปที่จะออกเสียงและจดจำ ดังนั้นใครๆ ก็ยังเรียกชื่อว่าน้ำตกแองเจลเหมือนเดิม และไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร น้ำตกแห่งนี้ก็ยังคงความงามและคงความท้าทายอยู่เช่นเดิม เพราะนี่คือหนึ่งในความงามที่เข้าไปถึงยากที่สุดในโลก!!!

 

ขอปาฏิหาริย์ จงเกิดกับเวเนซุเอลา…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 16:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/466206

 

โดย…ทีมงานโลก360องศา

ณ เวลานี้ คงไม่มีนักเศรษฐศาสตร์หรือนักการเมืองท่านใดในเวเนซุเอลา ที่จะกล้าออกมาการันตีว่า เศรษฐกิจของเวเนซุเอลาจะฟื้นตัวได้ในเร็ววัน เว้นเสียแต่ว่าจะมี “ปาฏิหาริย์”

“โชค” เคยเปลี่ยนเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาได้ในชั่วข้ามคืน ในช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อมีการค้นพบน้ำมัน และนำมาซึ่งการเข้าสำรวจและขุดเจาะเพิ่มเติม จนพบว่านี่คือประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก!!! คือเหลือให้ใช้และขายได้อีกร่วม 300 ปี ซึ่งโชคที่มาเยือนในครั้งนั้น ทำให้เวเนซุเอลากลายเป็นประเทศเศรษฐี ที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลมากประเทศหนึ่งของโลก เพราะยุคนั้นประเทศผู้ผลิตน้ำมันมีอำนาจต่อรองทางการเมืองค่อนข้างสูง สามารถร่วมมือกันหยุดส่งออกน้ำมันไปยังประเทศใดประเทศหนึ่ง เหมือนการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพื่อต่อรองเงื่อนไขที่ต้องการได้ (Oil Embargo)

อดีตเศรษฐีน้ำมันประเทศนี้เคยผลิตปิโตรเลียมได้เกือบ 4 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นยุคที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้จากการส่งออกจึงพุ่งพรวด ส่งผลต่อรายได้ประชาชาติที่สูงขึ้น ทุกคนกลายเป็นคนรวย จนทำให้เป็นประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจมากสุดในอเมริกาใต้

เรื่องนั้นเป็นเพียงอดีตอันหวานชื่นเท่านั้น แต่ภาพปัจจุบันแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง เพราะปัจจุบันจะมีคนอยู่แค่ 2 ชนชั้น คือชนชั้นบน ซึ่งเป็นคนที่ต้องรวยมากๆ จึงจะอยู่รอดได้แบบไม่เดือดร้อน และคนอีกชนชั้นหนึ่ง คือคนจน ที่เป็นคนหมู่มาก ส่วนชนชั้นกลางนั้นไม่มีอยู่แล้ว เพราะได้กลายมาเป็นคนจนแทบทั้งสิ้น

ทั้งคนจนและคนรวยก็มีทุกข์ที่ต่างกันไป คือ คนรวยต้องคอยระแวงอันตราย ต้องอยู่ในบ้านที่มีกำแพงสูง มีลวดหนาม มีลวดไฟฟ้ากันขโมย เวลาจะไปไหนมาไหนก็ต้องกลัวถูกปล้น ส่วนคนจนก็มีทุกข์จากความอดอยาก ความขาดแคลน และการดิ้นรนเอาตัวรอด ในสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหา ซึ่งคนจนในเวเนซุเอลาก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะนิสัย คือ “คนจนผู้ดิ้นรน” กับ “คนจนผู้รอคอย”

 

คนจนผู้ดิ้นรนนั้น คือ กลุ่มคนที่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ลดค่าใช้จ่าย ยอมทำงานหนักมากขึ้น โดยที่สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวต้องทำงานมากกว่าหนึ่งอย่าง ทั้งงานประจำและงานพาร์ตไทม์ เพื่อให้ได้เงินมาให้มากที่สุด สำหรับใช้จ่ายในครอบครัว

ส่วนคนจนอีกประเภท คือ คนจนผู้รอคอย ซึ่งคนพวกนี้จะบ่นรัฐบาล วันๆ เอาแต่นั่งเฉยๆ และรอคอยว่าเมื่อไรรัฐบาลจะเอาเงิน เมื่อไรที่รัฐบาลจะเอาอาหารมาแจก

มีควาพยายามวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหา? ความมั่งคั่งของประเทศนี้หายไปไหน? …หรือมีใครขโมยไป?

คำตอบมาตกอยู่แถวๆ คำว่า “นโยบายทางการเมือง” แต่เรื่องที่คนไม่กล้าฟันธงว่า “ใครคือคนกำหนดนโยบายที่ผิดพลาด” เพราะผู้นำในทุกยุคทุกสมัยก็มีทั้งคนรักและคนชัง คนที่ได้ประโยชน์ก็จะรัก ส่วนคนที่เสียประโยชน์ก็อาจจะชิงชัง

เราย้อนกลับไปในปีทศวรรษ 1970 ที่ผู้นำในยุคนั้นมีเป้าหมายที่จะกระจายความมั่งคั่งไปยังทุกๆ คน แต่วิธีการ อาจจะฟังดูแปลกอยู่สักหน่อย คือ แนวคิดของการยึดเอามาจากคนรวยเพื่อแจกจ่ายคนจน แทนที่จะสนับสนุนให้คนจนมีขีดความสามารถแข่งขันกับคนรวย ทำให้คนที่ทำธุรกิจไม่กล้าเติบโต

ปี 1976 ประธานาธิบดี คาร์ลอส แอนเดรส เปเรซ (Carlos Andres Perez) ออกนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกว่า “ลา แกร๊น เวเนซุเอลา” (La Gran Venezuela) ซึ่งมีแนวคิดยึดเอากิจการพลังงานที่เคยเป็นของเอกชนมาเป็นของรัฐบาล แล้วตั้งบรรษัทพลังงานของรัฐบาลที่ชื่อว่า “พีดีวีเอสเอ” (PDVSA : Petroleos de Venezuela S.A.) ขึ้นมาดูแลกิจการทั้งหมด ซึ่งในช่วงแรกนั้น กิจการดำเนินต่อไปได้ด้วยดี เพราะอาศัยประสบการณ์จากผู้บริหารและช่างเทคนิคที่เคยทำงานให้บริษัทข้ามชาติมาก่อน ทำให้เกิดดอกออกผลสำหรับเอามาใช้ในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล

 

 

PDVSA กลายเป็นแหล่งสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับรัฐบาล คือเป็นทั้งแหล่งรายได้สำหรับนำไปสนับสนุน โครงการรัฐบาล และเป็นแหล่งสร้างงานให้ประชาชน เพราะคนจำนวนมากอยากได้รับโอกาสเข้าทำงานในองค์กรนี้ จึงเกิดระบบเด็กเส้นขึ้น คือ คนที่ไม่ได้มีความสามารถมากพอแต่มีเส้นสาย ก็สามารถเข้าไปทำงานที่นี่ได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่ม และประสิทธิภาพถดถอยลง ประกอบกับไม่มีการลงทุนใหม่ๆ ท้ายที่สุดก็เริ่มมีปัญหาหนี้สิน

อันที่จริงแล้ว การที่รัฐบาลเอาผลประโยชน์ของชาติมาแบ่งปันประชาชนก็น่าจะเป็นเรื่องดี แต่อาจจะดีกว่านี้หากเอามาสร้างสรรค์สวัสดิการสังคมที่จำเป็น เช่น พัฒนาการศึกษา สร้างหลักประกันสุขภาพ หรือสร้างงาน แต่ถ้าหากว่าเอามาใช้ในโครงการประชานิยมเพื่อหวังคะแนนเสียง และไม่ได้เกิดประโยชน์ในระยะยาวแล้วล่ะก็ ต่อให้มีเงินมากกว่านี้อีกสิบเท่าร้อยเท่า ก็คงมีแต่เจ๊งกับเจ๊งเท่านั้นเอง

อูโก้ ชาเบซ (Hugo Rafael Chávez Frías) คือ อดีตประธานาธิบดี ผู้ที่เดินนโยบายประชานิยมอย่างเด่นชัด เพราะเขามีโครงการกว่า 4,000 โครงการ ซึ่งมีแนวคิดเพื่อเอาใจประชาชน เช่น การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเอง ให้ได้เปรียบเงินต่างชาติ โครงการสินค้าราคาถูกๆ โครงการสร้างบ้านเอื้ออาทร โครงการร้านค้ารัฐบาล และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งอันที่จริงแล้วมีเพียงไม่กี่โครงการเท่านั้นที่เกิดผลขึ้นเป็นรูปธรรม แต่ก็ทำให้ประธานาธิบดีชาเบซ ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นจากกลุ่มคนจน

ปี ค.ศ. 2003 ประธานาธิบดีชาเบซออกมาตรการควบคุมเงินตราไม่ให้ไหลออกนอกประเทศ โดยห้ามการใช้สกุลเงินต่างชาติในการทำธุรกรรมในประเทศ และกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเอง โดยแบ่งเป็นอัตราที่ต่างกัน เช่น การนำเข้าสินค้าให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนสูง ในขณะที่การซื้อขายทั่วไปในประเทศก็ให้ใช้อัตราต่ำ ทำให้สินค้านำเข้าบางอย่างมีราคาถูกกว่าผลิตเอง ซึ่งฟังดูเหมือนว่าแนวคิดจะดี แต่การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างกันหลายระดับแบบนี้ กลับทำให้ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ และการที่สินค้านำเข้ามีราคาต่ำกว่าผลิตเอง ก็ยังทำให้ธุรกิจบางประเภทอยู่ไม่ได้ จนสุดท้ายก็ปิดตัวไป และประเทศก็ต้องพึ่งพิงการนำเข้าเพียงอย่างเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ผลจากนโยบายดังกล่าวยังทำให้เกิด “ตลาดมืดแลกเงิน” ขึ้นอีกด้วย

 

นโยบายควบคุมราคาสินค้าก็เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2003 เช่นกัน ซึ่งช่วงแรกๆ ก็ได้เสียงเฮจากคนจน แต่ต่อมากลับยิ่งเพิ่มปัญหาเงินเฟ้อและภาวะการขาดแคลนอาหารมากขึ้น เพราะวิธีการในการบังคับให้คนขายขายในราคาที่ต่ำกว่าทุน ก็ไม่มีใครอยากขาย ถ้ามีสินค้าอยู่ก็เอามาขายหน้าร้านบางส่วนตามที่รัฐบาลบังคับ ส่วนที่เหลือก็แอบเอาไว้ขายหลังร้านในราคาที่สูงกว่า จนท้ายที่สุดก็เกิด “ตลาดมืดของสินค้า” ขึ้นอีกเช่นกัน

นโยบายอุดหนุนค่าพลังงาน โดยทำให้ราคาน้ำมันถูกเหมือนให้เปล่า (เบนซิน 91 ลิตรละ 2 โบลิวาร์ และเบนซิน 95 ลิตรละ 6 โบลิวาร์ ในขณะที่ราคาน้ำดื่มอยู่ที่ประมาณลิตรละ 500-600 โบลิวาร์) และค่าไฟฟ้าก็ถูกกว่าต้นทุนจริงมาก (ค่าไฟฟ้าในครัวเรือนเฉลี่ย 300-500 โบลิวาร์/เดือน) ทำให้เกิดปัญหาตามมาคือ การใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และภาวะขาดทุนสะสมของการไฟฟ้าก็กลายเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาคุณภาพ ประกอบกับนโยบายทางด้านพลังงานไฟฟ้าที่พึ่งพิงไฟฟ้าพลังน้ำเสียกว่าร้อยละ 70 ก็ทำให้เวเนซุเอลาเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับอยู่บ่อยครั้งในช่วงหน้าแล้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นทศวรรษ ทำให้ประชาชนเสพติดโครงการประชานิยมโดยไม่รู้ตัว และรัฐบาลเองก็ถอนตัวไม่ขึ้น เพราะถ้าหากยกเลิกโครงการใดไป ประชาชนก็จะออกมาประท้องและส่งผลต่อคะแนนนิยมของรัฐบาล

ช่วงปี ค.ศ. 2012 PDVSA เข้าสู่ภาวะวิกฤต เนื่องจากในทศวรรษที่ผ่านมาไม่มีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต เงินทุนถูกใช้ไปกับการจัดซื้อเครื่องบินรบ และใช้ในโครงการประชานิยมของรัฐบาล จนปี 2013 ต้องกู้เงินจากจีนและรัสเซีย เพราะหนี้สินที่ติดลบมากขึ้น

การพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเพื่อหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอีกต่อไป เพราะภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงแตะ 700 เปอร์เซ็นต์ ในปีหน้า กำลังจะทำให้ค่าพิมพ์ธนบัตรแพงกว่ามูลค่าของธนบัตรด้วยซ้ำไป

สถานการณ์ตอนนี้มีแต่แย่ลงและแย่ลง คงมีเพียงแค่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยได้…

แก๊งฮอร์โมน ป่วนมาเลเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2559 เวลา 16:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/466203

แก๊งฮอร์โมน ป่วนมาเลเซีย

โดย…รอนแรม

เมื่อแก๊งฮอร์โมนถูกส่งตัวไปผจญภัยที่เกาะกินคน ทั้งความมันส์และความฮาจึงเกิดขึ้น ไมเคิล-ศิรชัช เจียรถาวร แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ และ ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร ดาราฮอร์โมนเดอะซีรี่ส์ เป็นตัวแทนเซเลบริตี้ในเมืองไทยเดินทางไปทำกิจกรรมและท่องเที่ยวที่ประเทศมาเลเซีย กับทริปรวมเซเลบ 10 ประเทศอาเซียน

การท่องเที่ยวมาเลเซียสานต่อทริป ASEAN Celebrity Explore Quest Malaysia (ACEQM) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อตอบสนองนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของมาเลเซียให้ประเทศเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นในใจกับนิยาม Malaysia Truly Asia หรือมาเลเซียที่สุดแห่งเอเชีย โดยได้เชื้อเชิญเหล่าบรรดาเซเลบริตี้ชื่อดังจากทั้ง 10 ประเทศทั่วอาเซียน เข้าร่วมทริปสุดปังแห่งปี เน้นโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเมืองหลวงอย่างกรุงกัวลาลัมเปอร์ และเมืองโคตาคินาบาลู ทางเกาะบอร์เนียวที่เลื่องชื่อในฐานะเมืองแห่งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และเป็นแหล่งปีนเขาระดับโลก ที่จะดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียนรุ่นใหม่และกลุ่มครอบครัว

พวกเขาทั้งสามคนเริ่มเดินทางจากกรุงเทพฯ ลงเครื่องบินที่กัวลาลัมเปอร์ เที่ยวสวนน้ำขนาดยักษ์ และบินลัดฟ้าไปลองใช้ชีวิตชนเผ่าที่โคตาคินาบาลู รัฐซาบาห์ เป็นเวลา 8 วันเต็มที่ทั้งสามคนจะได้เจอเพื่อนใหม่ ได้เจอประสบการณ์ใหม่ และมีเรื่องเล่ามากมายที่อยากจะแชร์

 

แพรวา หลงใหลทะเลสีฟ้า

“มาเลเซียเป็นครั้งที่ 2 ของแพรวา” เธอเกริ่น แต่ครั้งแรกที่มาเธอยังเด็กนัก ทำให้ไม่มีภาพมาเลเซียอยู่ในความทรงจำ การมามาเลเซียครั้งนี้จึงเสมือนครั้งแรกสำหรับเธอ แพรวา เล่าว่า รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับความทันสมัยและสถาปัตยกรรมในเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ และประทับใจเกาะโคตาคินาบาลูมากเป็นพิเศษด้วยมนต์์เสน่ห์ของท้องทะเลสีฟ้าใส

“เราต้องนั่งเครื่องบินจากกัวลาฯ ไป 2 ชั่วโมงเพื่อลงที่โคตาคินาบาลู เป็นเกาะที่มีน้ำทะเลสวยมาก เราได้ไปดูวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนบนเกาะ การนอน การกินอาหาร การพ่นลูกดอกล่าคน จนทำให้มีสมญานามว่าเป็นเกาะมนุษย์กินคน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ทำให้รู้จักประเทศมาเลเซียมากขึ้นมากๆ”

ทริปกัวลาลัมเปอร์-โคตาคินาบาลู ใช้เวลาทั้งหมด 8 วัน ซึ่งไม่ใช่แค่ความแปลกใหม่ของวิถีชีวิตชาวเกาะเท่านั้น เธอยังทึ่งกับความทันสมัยของเมืองกัวลาลัมเปอร์ “กัวลาฯ มีกิจกรรมสำหรับวัยรุ่นเยอะมาก ได้ไปสวนน้ำซันเวย์ลากูนที่แพรวาชอบมาก เหมือนได้เข้าไปอยู่ในอีกอาณาจักรหนึ่ง เป็นเมืองเมืองหนึ่งที่มีสวนน้ำ สวนสนุก ร้านอาหาร มหาวิทยาลัย ที่พัก มีทุกอย่างอยู่ในนั้น”

 

แพรวา เป็นสาวขาลุย ไปได้ทั้งเที่ยวธรรมชาติ ดำน้ำลึก เดินป่า และกิจกรรมกลางแจ้ง โดยมีคติว่า เธอจะเดินทางไปยังที่ที่ยังไม่เคยไป เพื่ออยากไปให้เห็นด้วยตาตัวเอง

“เสน่ห์ของการเที่ยวคือได้ไปในที่ที่เราไม่เคยไป การไปพบเจอคนที่นั่นว่าเขามีชีวิตยังไงไปเพื่อเมกเฟรนด์ อย่างที่มาเลย์ แพรวาชอบอาหารที่นั่นมาก แกงกะหรี่กับโรตีที่นั่นอร่อยมาก ได้ไปลิ้มรสชาติจริงๆ ทำให้รู้สึกว่าได้มาถึงมาเลย์แล้ว” เธอหัวเราะ

โดยส่วนตัวเธอ หากกล่าวถึงสถานที่ที่โปรดปรานในประเทศไทย เธอเลือกภูเก็ตเป็นอันดับแรก เพราะเป็นสถานที่ที่เธอและเพื่อนจะได้ไปดำน้ำด้วยกัน เช่น สิมิลัน ที่ได้ไปว่ายกับฉลามวาฬตัวยักษ์ครั้งแรกในชีวิต ซึ่งแพรวาจริงจังจนสามารถอยู่ในระดับแอดวานซ์ได้และมีความตั้งใจที่จะกลับไปท่องโลกใต้น้ำของมาเลเซีย

“แพรวาสงสัยมาตลอดว่ามาเลเซียมีอะไร ทำไมทุกคนถึงไปเที่ยวกัน การไปครั้งนี้จึงได้ตอบคำถามนั้น มาเลเซียมีหลายอย่างที่เราไม่เคยรู้จัก มีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าตึกแฝดที่เราเห็นในโปสต์การ์ด คิดว่าทุกการเดินทางจะทำให้เราค้นพบตัวเองและได้เพื่อนใหม่ อย่างครั้งนี้ได้ค้นพบว่าจริงๆ แล้วมาเลเซียเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ แค่ต้องไปใช้เวลาอยู่นานๆ ก็จะสัมผัสเสน่ห์นั้นเข้าเต็มๆ” เธอทิ้งท้าย

ไมเคิล สัมผัสธรรมชาติ

“สนุกครับ” คำแรกที่ไมเคิลกล่าวถึงมาเลเซีย “สนุกที่ได้ไปเห็นสิ่งที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน”

เขาอธิบายว่า การท่องเที่ยวในกัวลาลัมเปอร์เน้นความทันสมัย ความอลังการยิ่งใหญ่ และทำเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ต่างจากโคตาคินาบาลูที่เน้นวัฒนธรรมและวิถีชีวิต

ไมเคิลนั่งเครื่องบินสู่เกาะฝั่งประเทศบรูไน และแลนดิ้งบนโคตาคินาบาลู “สภาพบ้านเมืองคนละแบบกับที่ผ่านมา” เขากล่าวถึงปลายทาง “ตึกมีความเก่า สวย แลนด์สเคปคนละแบบกัน ซึ่งผมชอบ เราได้ไปที่หมู่บ้านที่รวบรวมชนเผ่าพื้นเมืองไว้ เขามีศูนย์การเรียนรู้ให้นักท่องเที่ยวศึกษา ไปดูว่าแต่ละเผ่าเขามีชีวิตแตกต่างกันยังไง ดูสัญลักษณ์ของการแต่งตัว อาหารของแต่ละเผ่า เรียกได้ว่าเป็นคนละโลกจากกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งโดยส่วนตัวผมชอบธรรมชาติบนเกาะนี้มากกว่า”

 

เขาชอบท่องเที่ยวอิงไปกับธรรมชาติ ภูเขา ทะเล และถ้าได้ไปในที่ที่ลำบากก็จะยิ่งชอบ เช่น การดำน้ำ เขาเคยดำน้ำที่แสมสาร สิมิลันเหนือ สิมิลันใต้ และฝันอยากไปดำดูปลาตัวใหญ่ที่สิปาดัน

“เป็นคนที่ชอบนำตัวไปแช่น้ำอยู่แล้ว และยิ่งพอไปดำน้ำ มันคือความรู้สึกแปลกๆ ที่รู้สึกเหมือนอยู่อีกโลก ได้สัมผัสทั้งหมด ภาพที่เราเห็นคือแลนด์สเคปใต้น้ำที่คนเดินดินไม่เคยเห็นรู้สึกเหมือนเราลอยได้ เป็นความรู้สึกที่ดีมากครับ”

นอกจากนี้ ไมเคิลได้ให้ความหมายของการเดินทางไว้ว่า เป็นการออกไปสู่พื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย“ถ้าเราอยู่ในที่ที่เราคุ้นเคยหรือรู้สึกปลอดภัย เราจะทำตามลูปเดิมทุกวัน แต่ถ้าได้เดินทางออกนอกที่ที่เราคุ้นเคย อย่างไปต่างจังหวัด ต่างประเทศ มันจะทำให้เราได้เจออะไรใหม่ๆ ไปเจอเหตุการณ์ใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ เจออุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทางก็เป็นประสบการณ์ให้เราเรียนรู้ ผมได้มุมมองใหม่ๆ กลับมาทุกครั้งที่ได้ออกเดินทาง และทำให้โลกของผมกว้างขึ้น”

ฟรัง เปิดหูเปิดตา

“กัวลาลัมเปอร์เจริญคล้ายๆ กรุงเทพฯ เมืองไทย” ฟรังเอ่ยถึงเมืองหลวงแห่งประเทศมาเลเซีย “แต่ฟรังชอบความเป็นระเบียบของบ้านเมืองเขา เช่น มีทั้งขยะที่อยู่เป็นที่เป็นทาง และเมืองค่อนข้างสะอาดทำให้เดินเที่ยวได้สบาย”

จากเมืองหลวงของมาเลเซีย เธอและเพื่อนได้นั่งเครื่องบินสู่เกาะที่เธอไม่เคยรู้จัก ซึ่งความไม่รู้นี่เองที่ทำให้เธอประทับใจทุกอย่างของเกาะโคตาคินาบาลู

“ไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อ แต่พอได้เห็นแวบแรกก็ประทับใจมากๆ ทะเลสวย วัฒนธรรมน่าสนใจ มีการแต่งงานจำลองให้เราเห็นวิถีของเขา เป็นการมามาเลเซียครั้งที่ 2 ที่สนุกมาก ได้มากับเพื่อน และได้รู้จักเพื่อนใหม่อีก 9 ประเทศ ซึ่งถ้าให้เลือกสิ่งที่ประทับใจที่สุด ฟรังคิดถึงโรตี (หัวเราะ) โดยเฉพาะโรตีมัสมั่นอร่อยมากจริงๆ และพอเราได้กินอาหาร ก็เหมือนกับว่าเราเข้าใจประเทศนี้มากขึ้น”

 

ฟรัง เล่าว่า ทุกครั้งที่เธอเดินทางจะได้พบสิ่งใหม่ คนใหม่ ประสบการณ์ใหม่ และยังได้พักผ่อนในบรรยากาศใหม่ๆ ทำให้เมื่อมีเวลาว่าง ฟรังชอบออกไปท่องเที่ยว “รู้สึกว่าอยากออกไปข้างหน้า อยากไปสนุกกับเพื่อน หรือไปพักผ่อนกับครอบครัว ซึ่งเธอเที่ยวได้ทุกรูปแบบ ทั้งแบบลุยๆ แบบสวยๆ ไปทัวร์กับครอบครัว หรือบางทีก็แบ็กแพ็ก

“เวลาเราไปเที่ยวที่มันยากหรือลำบาก จะทำให้เราได้คิดย้อนกลับไปถึงคุณค่าของชีวิตประจำวันที่มี ทำให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิต
ธรรมดาๆ นี้ต่อไป” เธอกล่าวปิดท้าย

อย่างไรก็ตาม ทั้งสามคนวางแผนไว้ว่าจะไปดำน้ำใต้ทะเลมาเลเซียด้วยกัน เพื่อกลับไปยังสถานที่เดิมอีกครั้งแต่สัมผัสให้มากขึ้น

 

เวเนซุเอลา… ดินแดนแห่งความงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/464945

เวเนซุเอลา… ดินแดนแห่งความงาม

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

จังหวะนี้ ถ้าเกริ่นชื่อ ประเทศเวเนซุเอลาขึ้นมา หลายคนคงนึกถึงวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาเงินเฟ้ออาชญากรรม และวิกฤตเศรษฐกิจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คนไทยเคยรู้จักกับเวเนซุเอลาในฐานะประเทศแห่งนางงาม ซึ่งแม้ว่าปัญหาต่างๆ จะรุมเร้าประเทศนี้อยู่จริง แต่ในมุมของความงาม ก็เชื่อว่ายังไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะฉกเอาฉายาประเทศแห่งสาวงามไปได้

“สาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา” คือ ชื่ออย่างเป็นทางการของประเทศนี้ โดยมีภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ (เพราะเคยเป็นอาณานิคมของสเปนมาก่อน) และมีคาราคัส เป็นเมืองหลวงของประเทศ  ซึ่งเมื่อก่อน เคยได้ชื่อว่า สรวงสวรรค์แห่งอเมริกาใต้ แต่ปัจจุบันได้ขึ้นชื่อว่า “เมืองอันตรายที่สุด!”

 

ภายหลังการค้นพบน้ำมันในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เวเนซุเอลากลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุด แต่ภาวะน้ำมันล้นตลาดในทศวรรษ 1980 ทำให้ประเทศเศรษฐีน้ำมันพากันเดือดร้อนถ้วนหน้า รวมทั้งเวเนซุเอลา ซึ่งหนี้สินภายนอกประเทศที่ล้นพ้นตัว นำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจอันยาวนาน และภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นกำลังจะแตะ 700% จนทุกวันนี้ เรียกว่า เวเนซุเอลาเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจแบบเต็มขั้น

นักวิเคราะห์ต่างพยายามอธิบายถึงสาเหตุที่นำมาสู่วิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมุ่งประเด็นไปที่นโยบายการบริหารประเทศในยุคก่อนๆ ที่ส่งผลมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งหลักใหญ่ใจความของนโยบายยุคก่อนๆ ก็คือการยึดเอาจากคนรวยมาเป็นของรัฐ แล้วเอาผลประโยชน์มาแจกจ่ายคนจน โดยหวังว่าแนวคิดดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยได้จริง

นอกจากนั้น ยังมีความพยายามกีดกันเงินตราจากต่างชาติ และพยายามควบคุมค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบในการค้าขายกับต่างชาติ แต่อาจผิดพลาดตรงที่ไม่ได้กำหนดให้สอดคล้องกับกลไกที่แท้จริงของตลาด อีกทั้งยังมีการบังคับราคาสินค้าให้ต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อให้คนจนมีโอกาสซื้อ แต่สุดท้ายก็ทำลายกลไกลตลาด จนเกิดตลาดมืดขึ้น และท้ายที่สุดก็เข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ และการขาดแคลนสินค้า ดังเช่นปัจจุบัน

 

ปัญหาใหญ่ ณ เวลานี้ คือ การขาดแคลนอาหาร ซึ่งคนจนจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะนอกจากจะมีสินค้า ปริมาณจำกัดแล้ว ข้าวของบางอย่างก็ราคาสูงมากเกินกว่าที่จะซื้อหาได้ ยกตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์ ราคากิโลกรัมละ 8,000-10,000 โบลิว่า ในขณะที่เงินเดือนขั้นต่ำคือ 20,000 โบลิว่า ดังนั้น คนทั่วไปแทบจะไม่มีสิทธิได้กินเนื้อสัตว์เลยก็ว่าได้

ภาวะขาดแคลนสินค้า จนรัฐบาลต้องจำกัดปริมาณการซื้อสินค้าจำเป็น จำพวก แป้ง นม น้ำตาล ในขณะที่เครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ก็ขาดตลาด เช่น สบู่ แชมพู และกระดาษชำระ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เมืองแห่งความงามนี้ กลายเป็นประเทศที่เราต้องระมัดระวังตัวมากที่สุด หากต้องการไปเยือน เพราะจากประสบการณ์ตรงสอนพวกเราว่า ไม่มีใครไว้ใจได้ แม้แต่ตำรวจ

แต่ถ้ามองข้ามวิกฤตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เราจะพบว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่สวยงามมาก คือ ภูมิประเทศก็สวย แถมมีความหลากหลาย ส่วนคนก็สวยจริง อย่างที่เขาร่ำลือกัน ในสมัยที่ยังรุ่งเรือง จึงมีชาวยุโรปจำนวนมากที่อพยพเข้ามาแสวงหาความมั่งคั่งจากธุรกิจน้ำมัน และเมื่อหลายคนมาลงหลักปักฐาน และมีลูกมีหลานที่นี่แล้ว ทำให้คนเวเนซุเอลาส่วนใหญ่เป็นลูกครึ่งหรือลูกเสี้ยว ที่เรียกว่า “เม็สติโซ่”(Mestizo) ซึ่งเหตุนี้ทำให้คนที่นี่เป็นคนเปิดกว้าง และยอมรับกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย ดังนั้น ถ้าไม่มีความเครียดและความกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจเข้ามาเป็นเงื่อนไข เราเชื่อว่าคนเวเนฯ ส่วนใหญ่ เป็นคนคบได้ทั้งนั้น

 

ประเด็นหนึ่งที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ภายใต้สภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ คนจะยังสนใจเรื่องประกวดนามงามอยู่หรือไม่ เพราะตามหลักแล้ว เรื่องนี้น่าจะเป็นกิจกรรมบันเทิงที่ไม่จำเป็น ซึ่งควรถูกตัดทิ้ง เป็นลำดับต้นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กิจกรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ แต่จะแตกต่างจากเดิม ก็ตรงระดับความเข้มข้นในการแข่งขัน ที่เพิ่มทวีคูณขึ้นหลายเท่าตัว เพราะชัยชนะที่ได้อาจเป็นทางลัด ให้ใครบางคนหลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจไปเลยก็ได้

มีนางงามผู้ชนะการประกวดหลายคนในอดีตที่เป็นดารา เป็นนักการเมือง และได้แต่งงานกับเศรษฐี หรือคนมีชื่อเสียง จึงเป็นความเชื่อว่า ตำแหน่งนางงามนี่แหละ คือ บันไดสู่ความสำเร็จในชีวิตของหญิงสาวชาวเวเนซุเอลา

สำหรับครอบครัวชาวเวเนซุเอลา ส่วนใหญ่มักมีพื้นฐานทางความคิดว่า หากมีลูกชาย ก็อยากให้ได้เป็นนักฟุตบอลทีมชาติ หากมีลูกสาวก็อยากให้ได้เป็นนางงาม หลายครอบครัวถึงขนาดยอมทุ่มทุน เพื่อให้ลูกหลานได้รับโอกาส โดยเด็กผู้ชายจะถูกส่งไปเข้าชมรม หรือเข้าสโมสรฟุตบอล ในขณะที่เด็กผู้หญิง ก็จะถูกปูเส้นทางเข้าสู่ถนนนางงามตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบเลยทีเดียว ซึ่งทั้งหมดคือ รายจ่ายที่ไม่น้อย ดังนั้น ครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย ที่อยากให้ลูกได้รับโอกาสแบบเดียวกัน ก็อาจยอมทุกวิถีทาง (ไม่ว่าจะถูกหรือผิดศีลธรรม) ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งต่างๆ ได้หล่อหลอมแล้วก็เกิดเป็นค่านิยมทางสังคมขึ้นมาว่า ถ้าสวยหรือเป็นนางงามแล้ว ก็จะได้รับอะไรดีๆ ในชีวิต

 

ทุกคนไม่ได้เกิดมาสวยและสมบูรณ์แบบ ดังนั้น ถ้าใครอยากสวย ก็ต้องยอมศัลยกรรม ถ้าใครอยากสมบูรณ์แบบ ก็ต้องไปฝึก ต้องไปอบรม และกำจัดจุดด้อยของตนเองออกไป จึงเกิดเป็นธุรกิจที่คอยสนับสนุนความฝันของสาวๆ เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเตรียมนางงาม โมเดลลิ่ง สถานเสริมความงาม และคลินิกศัลยกรรม ซึ่งต่อมาก็พัฒนาจนกระทั่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม ที่มีมูลค่ามหาศาล ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า แม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ก็ยังมีการประกวดนางงาม

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่สาวงามเท่านั้น ประเทศนี้ก็ยังมีธรรมชาติที่งดงามด้วยเช่นกัน เพราะได้ขึ้นชื่อว่ามีความหลากหลายทางภูมิประเทศอย่างมาก โดยมีตั้งแต่เทือกเขาแอนดีสทางตะวันตก ไปจนถึงป่าฝนอะเมซอนทางตอนใต้  ตอนกลางก็มีที่ราบยาโนสอันกว้างใหญ่ ส่วนทางตะวันออกและตอนเหนือ ก็ยังเป็นชายฝั่งทอดยาวไปตามแนวทะเลแคริบเบี้ยนอันสวยงามอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลต่อความสวยงามของภูมิประเทศเหล่านี้เลย

ดังนั้น เราจึงเชื่อว่า เวเนซุเอลา จะยังเป็นดินแดนแห่งความสวยงามต่อไป ทั้งในส่วนของสาวงาม และในส่วนของธรรมชาติอันงดงาม สมชื่อ “เวเนซุเอลา ดินแดนแห่งความงาม”

 

ไฮฟองและเกาะกั๊ตบา ทางเที่ยวใหม่แห่งเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/464940

ไฮฟองและเกาะกั๊ตบา ทางเที่ยวใหม่แห่งเวียดนาม

โดย…โยโมทาโร่

ร่างกายผมสัมผัสได้ถึงแรงจีกดเราให้ติดกับเก้าอี้นั่งเช่นเดียวกับผู้โดยสารคนอื่นๆในเครื่องบนิของสายการบินเวียดเจ็ทแอร์ ซึ่งกำลังเทกออฟ ทะยานสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้าสู่ฮานอยประเทศเวียดนาม เกินครึ่งบนเครื่องบินลำนี้เป็นชาวเวียดนามที่เดินทางกลับหลังจากมาเที่ยวเมืองไทย ที่เหลือเป็นชาวไทยที่อยากไปสัมผัสธรรมชาติอันสวยงามของประเทศนี้

สายการบินเวียดเจ็ทแอร์ เปิดเส้นทางการบินจากประเทศไทยมุ่งสู่ 3 เมืองสำคัญได้แก่ฮานอย, โฮจิมินห์ และไฮฟอง

เราจึงได้มีโอกาสได้เที่ยวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่คนไทยยังไม่รู้จักมากนักคือเมืองไฮฟองตามข้อมูลที่เราได้รับคร่าวๆ จากคนรอบข้างที่เคยไปเที่ยวไฮฟอง ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามีธรรมชาติที่สวยงาม อาหารอร่อย สภาพอากาศในช่วงกลางเดือน ต.ค.ค่อนข้างครึ้มฟ้าครึ้มฝน และมีรายงานพายุเข้าในช่วงที่เราอยู่เที่ยวที่เวียดนาม ก็ต้องลุ้นกันว่า พายุจะะทำให้ทริปการเดินทางต้องเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน แต่นั่นเป็นเรื่องในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า เวลานี้ควรเสพความสุขจากวิววิมานเมฆนอกหน้าต่างไปก่อนที่เราจะถึงไฮฟอง เมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางหลักของเราในวันนี้

หาดกั๊ตบาหนึ่ง เป็นชายหาดส่วนตัวที่ค่อนข้างเงียบสงบ

 

ไม่นานนักเราก็ถึงท่าอากาศยานนานาชาตินอยไบ กรุงฮานอย แต่สำเนียงคนท้องถิ่นจะเรียกสนามบินโหน่ยบ่าย เป็นสนามบินนานาชาติที่ค่อนข้างทันสมัย แม้จะไม่พลุกพล่านเหมือนกับสนามบินสุวรรณภูมิแต่อีกไม่นานที่นี่คงจะเป็นสนามบินแห่งหนึ่งในโลกที่พลุกพล่านไปด้วยนักเดินทางจากทุกมุมโลก เพราะอย่างที่เรารู้กันดีว่าเวียดนามเป็นประเทศที่มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็วมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเร็วจนน่าตกใจ

หลังจากรับกระเป๋าเดินทางเราก็ขึ้นรถบัสมุ่งหน้าสู่ไฮฟอง เส้นทางการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเวียดนาม เมืองนี้ตั้งอยู่ห่างจากฮานอยไปทางตะวันออกประมาณ120 กม. ใช้เวลานั่งรถบัสเดินทางประมาณ3 ชม. เป็นเมืองชายฝั่งที่เจริญแห่งหนึ่งซึ่งอุดมด้วยแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติและทางเที่ยวใหม่แห่งเวียดนามภูมิประเทศที่สวยงาม คำว่า “ไฮ” แปลว่ามหาสมุทร และ “ฟอง” แปลว่าการปกป้อง ดังนั้นชื่อ ไฮฟอง จึงแปลความว่าผืนมหาสมุทรผู้ปกปักษ์แห่งเวียดนาม และด้วยความที่สภาพภูมิศาสตร์ตั้งอยู่กลางอ่าวตังเกี๋ย จึงเหมาะสมอย่างมากที่จะทำเป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ธุรกิจท่าเรือ ร้านอาหาร และธุรกิจการท่องเที่ยวเต็มไปด้วยวัดวาอารามและหาดทราย จนทำให้ไฮฟองมีชื่อเล่นว่า “นครแห่งสีสัน(Flamboyant city)”

เราเดินทางถึงไฮฟอง ก็เริ่มด้วยการขับรถตะลุยใจกลางเมืองไฮฟอง เมืองขนาดไม่ใหญ่โตมากนักแต่หนาแน่นไปด้วยผู้คน และร้านค้าริมถนน 2 ข้างทาง ทั้งร้านกาแฟ ร้านเฝอ (ก๋วยเตี๋ยวเวียดนาม) ร้านหนังสือ และร้านขายเสื้อผ้า ไกด์นำเที่ยวบอกกับเราว่าด้วยความที่เป็นประเทศที่ค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบและจารีตวัฒนธรรม ร้านค้าและสถานบันเทิงจะเปิดไม่เกิน 4 ทุ่มเว้นในตัวเมืองฮานอยที่มีการผ่อนปรนให้เปิดได้ดึกกว่านั้น

วิวอีกมุมหนึ่งของหาดกั๊ตบา

 

ทุกอย่างดูแปลกตาสำหรับคนเดินทางครั้งแรก คนส่วนใหญ่นิยมนั่งรับประทานพูดคุยบนเก้าอี้เล็กๆ ริมถนนเรียบง่ายได้บรรยากาศ อาคารบ้านเรือนนิยมสร้างแบบทาวน์เฮาส์ บางหลังก็หน้าแคบเพียงแค่กางแขนก็แตะได้ 2 ด้านอันที่จริงจะเรียกว่าทาวน์เฮาส์ก็ไม่เชิงนักเพราะระหว่างบ้าน 2หลังไม่ได้ใช้ผนังเดียวกันยังมีช่องว่างเล็กๆในขณะที่บ้านเดี่ยวที่มีรั้วรอบขอบชิดมีพื้นที่กว้างขวางก็ยังนิยมสร้างบ้านคล้ายๆ กับทาวน์เฮาส์เช่นกัน

ส่วนการจราจรของเมืองก็สมคำร่ำลือไม่มีนาทีไหนที่ว่างเว้นจากเสียงแตรรถ นี่คือสไตล์การขับรถของคนเวียดนามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ พวกเขาไม่ได้บีบแตรด้วยอารมณ์โกรธเคือง แต่บีบแตรเพื่อต้องการบอกให้รถคันอื่นๆ รู้ว่ามีรถเขาอยู่ใกล้ๆ ให้ระวังด้วย แรกๆ เราก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่พออยู่ได้สักพักก็เริ่มเห็นด้วยและเริ่มชิน ราวกับว่าชาวเวียดนามขับรถด้วยระบบโซนาร์ ใช้เสียงแตรรถบอกตำแหน่งและรถทุกคันก็เคลื่อนที่ผ่านสี่แยกอันแสนวุ่นวายโดยไม่มีรถคันไหนต้องหยุดรอให้อีกคันผ่านไปนับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ สำหรับคนที่เพิ่งมาเที่ยวเวียดนามเป็นครั้งแรกอย่างมาก

เช้าวันต่อมาเรามีแผนเดินทางไปที่เกาะกั๊ตบา (Cat Ba Island) ตัวเมืองไฮฟองส่วนมากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบตัวเมือง แต่เสน่ห์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติประวัติศาสตร์และวัตนธรรมส่วนมากจะอยู่ที่เกาะกั๊ตบา ใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือประมาณ 2 ชั่วโมง แต่เนื่องจากได้รับรายงานว่าจะมีพายุกำลังเข้าใกล้เกาะกั๊ตบา เวลาที่เราจะได้อยู่เที่ยวกั๊ตบานี้จึงต้องลดลงเกาะแห่งนี้ถือเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดจากจำนวน 367 เกาะ อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอ่าวฮาลองเบย์ ภายใต้การดูแลของเมืองไฮฟอง

ผู้คนส่วนมากนิยมนั่งดื่มกาแฟตามร้านที่มีโต๊ะและเก้าอี้ขนาดเล็ก

 

กั๊ต หมายถึงหาดทราย และ บา หมายถึงสตรี แปลความว่า เกาะนารี มีตำนานเล่าขานกันมานานหลายศตวรรษว่ามีสตรี3 คนในราชวงศ์ตราน ถูกสังหารและร่างได้ลอยมาติดที่เกาะแห่งนี้ แต่ละร่างถูกพัดมาเกยชายหาดคนละแห่งและทั้งหมดถูกพบโดยชาวประมง จนกระทั่งเกาะนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อเกาะกั๊ตบา พบหลักฐานทางโบราณคดียังชี้ว่า มีผู้คนอาศัยอยู่บนเกาะกั๊ตบามานานเกือบ 6,000 ปี โดยช่วงแรกมาตั้งรกรากในบริเวณปลายเกาะทศิ ตะวนัออกเฉียงใต้ ใกล้กับบริเวณท่าเรือบั๋นแบ่วในปัจจุบัน โดยในปี ค.ศ. 1938 นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสค้นพบซากมนุษย์ที่น่าจะเป็นชาวไคแบ่วในวัฒนธรรมฮาลอง ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่ในราว 4,000 และ 6,500 ปีก่อน ซึ่งน่าจะเป็นประชากรกลุ่มแรกๆ ที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนามและชาวไคแบ่วอาจเป็นประชากรที่เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มชนต่างๆ ในช่วงปลายยุคหินใหม่ ราว 4,000 ปีก่อน

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเกาะกั๊ตบาคือ ป้อมแคนนอน (Cannon Fort) ป้อมนี้ถูกสร้างเมื่อครั้งเวียดนามถูกฝรั่งเศสเข้ายึดครอง และใช้เป็นที่ตั้งป้อมปืนใหญ่พิสัยไกล เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการต่อสู้ป้องกันอ่าว อยู่บนยอดเขาซึ่งสูงที่สุดในเกาะกั๊ตบา และอาจจะสูงที่สุดในหมู่เกาะทั้งหมดโดยรอบ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้เห็นแนวบังเกอร์เก่าแก่และฐานจอดเฮลิคอปเตอร์ แวดล้อมด้วยทิวทัศน์ของเกาะกั๊ตบาที่สวยงาม ซึ่งเราจะได้เห็น วานเซียหมู่บ้านลอยน้ำกัววาน (Van Gia-Cua Vanfloating village) ได้จากจุดชมวิวป้อมแคนนอนฟอร์ต เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่ตั้งอยู่อย่างสงบในอ่าวแวดล้อมด้วยขุนเขากลางทะเล แต่น่าเสียดายที่ว่าเราคงไม่มีเวลาได้เยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้เพราะต้องรีบเดินทางกลับไปไฮฟองให้ทันเรือเที่ยวบ่าย 2 โมง

การเที่ยวป้อมแคนนอนฟอร์ตเราจะต้องเดินไปตามทางเดินเล็กๆของบังเกอร์ ซึ่งเราจะได้เห็นหลุมปืนใหญ่ ขนาด 138 มม. ระยะยิงพิสัยไกล 40 กม. แทบจะเรียกได้ว่าครอบคลุมพื้นที่โดยรอบทั้งหมดได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งฝรั่งเศสได้ถอนทัพออกไป ป้อมปืนนี้ก็ถูกทิ้งโดยถอดชิ้นส่วนออกจากกัน แต่ทหารเวียดนามก็ใช้ความสามารถในการซ่อมประกอบกลับและใช้ในการต่อสู้กับฝรั่งเศสในการรบอีกครั้ง

จากจุดชมวิวแคนนอนฟอร์ตเราจะได้เห็นหมู่บ้านลอยน้ำในระยะไกลจากที่นี่

 

จากนั้นเดินไปตามทางเล็กๆ เราก็จะได้เห็นป้อมปืนย่อยอีกหลายจุดและวิวอ่าวฮาลองเบย์ที่เต็มไปด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่มากมาย เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเต็มสำหรับป้อมปืนก่อนจะลงมาเที่ยวชมชายหาดบนเกาะกั๊ตบาซึ่งชายหาดของเกาะกั๊ตโก จะค่อนข้างเงียบสงบ นักท่องเที่ยวส่วนมากจะเป็นชาวยุโรปมาเป็นคู่รักฮันนีมูนเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ก็ยังมีนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามที่นิยมมาตั้งแคมป์เที่ยวในเขตอุทยานเพราะเกาะกั๊ตบาก็ยังมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติมีสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ที่ต้องอนุรักษ์

ฝนเริ่มตกปรอยๆ เป็นสัญญาณว่าพายุเริ่มเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาเรื่อยๆเราเดินทางกลับด้วยท่าเรือด่วนที่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง และเปลี่ยนโปรแกรมการเที่ยวที่เหลือไปยังเมืองฮาลอง ของที่ เพื่อเที่ยวชมไนต์มาร์เก็ตของที่นี่ ไนต์มาร์เก็ตเป็นตลาดกลางคืนแห่งเดียวของฮาลอง ตั้งในพื้นที่ไม่ใหญ่มากนักเดินไม่เกิน 10 นาทีก็ดูของได้ทั่ว แต่ใช้เวลาต่อราคาค่อนข้างนาน มีสินค้าครบทุกชนิดที่ต้องการ แนะนำว่าใช้เงินไทยซื้อของที่นี่ได้เลย และควรต่อราคาให้ลดจากราคาที่แม่ค้าเสนอลงไปให้มากกว่าครึ่งหนึ่งก็จะได้ราคาสินค้าที่แท้จริง ถ้าไม่ได้ราคาที่ต้องการก็เดินออกมาเลยเดี๋ยวแม่ค้าจะให้ราคาที่ถูกจนคุณพอใจเอง ซึ่งน่าเสียดายอย่างหนึ่งว่าฝนตกเกือบตลอดทั้งวันทำให้เราพลาดเท่ยี วชมสะพานสายร้งุ คงมองเห็นได้แต่ไกลๆ ซึ่งก็ยังดูสวยงามน่าประทับใจอยู่ดี

จบทริปไฮฟองถึงฮาลอง ตั้งใจไว้เลยว่าถ้าจะเที่ยวที่นี่ต้องมาช่วงฤดูร้อนและหนาวเท่านั้น เราถึงจะเก็บความประทับใจได้อย่างเต็มที่เพราะการมาไฮฟองและฮาลองจะไม่สนุกเลยถ้าไม่ได้เที่ยวทางเรือ เที่ยวชมหมู่บ้าน

เกาะแก่ง และถ้ำต่าง ๆ ซึ่งเป็นไฮไลตฺ์ที่เราแนะนำว่าทุกคนไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวสถานที่อันน่าประทับใจแห่งนี้

ไนต์มาร์เก็ต ที่ฮาลอง

 

การขนถ่ายไม้ขึ้นเรือของชาวเกาะกั๊ตบา

 

ทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่ฮาลอง

 

เรือประมงของของชาวเกาะกั๊ตบา

 

ทางเดินระหว่างเที่ยวชมแคนนอนฟอร์ต

 

ปีนใหญ่ขนาด 138 มม. ที่ยังคงเก็บรักษาไว้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา