หนาวนี้ที่ สังขละบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/463799

หนาวนี้ที่ สังขละบุรี

โดย…สืบสิน ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เมื่อคราวที่แล้ว ผมและเพื่อนพ้องหลบเหนือไปเที่ยวหนาวถึง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ฟังดูหลายคนอาจจะแปลกใจว่า ทำไมถึงต้องหลบปีนเขาสัมผัสดอยหนาวทางภาคเหนือ ง่ายๆ เลยครับ เพียงแค่อยากเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ และที่นี่ก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ เลยละครับ

อันว่า อ.สังขละบุรี นั้น เป็นอำเภอที่ติดต่อกับชายแดนเมียนมา ห่างจากตัวเมือง จ.กาญจนบุรี ไปประมาณ 215 กิโลเมตร เมืองชายแดนแห่งนี้รายล้อมด้วยธรรมชาติและขุนเขาอันสวยงามไม่แพ้ภาคเหนือ มีแม่น้ำซองกาเลียไหลจากต้นกำเนิดในประเทศเมียนมา พาดผ่านตัว อ.สังขละบุรี หล่อเลี้ยงผู้คนสองฟากฝั่งแม่น้ำ และเชื่อมสัมพันธ์ชนชาติมอญและกะเหรี่ยงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แม่น้ำซองกาเลียในภาษามอญแปลเป็นไทยว่า “ฝั่งโน้น” แม่น้ำซองกาเลียแบ่งแผ่นดิน อ.สังขละบุรี ออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือตัวอำเภอ ซึ่งรวมสถานที่ราชการและสถานที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว คนส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่พูดภาษาไทย

 

อีกฝั่งหนึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวมอญทั้งที่ตั้งรกรากมานานนับร้อยปี และเพิ่งอพยพเข้ามาใหม่ จึงทำให้ อ.สังขละบุรี มีความงามหลากหลาย ทั้งทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของพี่น้องต่างเผ่าพันธุ์ ทั้งมอญ กะเหรี่ยง ไทย ลาว เมียนมา ฯลฯ

ตัว อ.สังขละบุรี ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า “สามประสบ” คือบริเวณพื้นที่ลำน้ำ 3 สาย อันได้แก่ ห้วยซองกาเลีย ห้วยบีคลี่ และห้วยรันตี ไหลมาบรรจบกันกับแม่น้ำแคว ที่เชื่อมต่อความสัมพันธ์ของไทยกับมอญอย่างแนบแน่นมาช้านานแล้วครับ

มาถึง อ.สังขละบุรี จุดที่ถือเป็นไฮไลต์ของที่นี่ ก็คือ สะพานมอญ หรือ “สะพานอุตตมานุสรณ์” เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศ มีความยาวประมาณ 1 กม. หลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ดำเนินการสร้าง โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้คนไทย กะเหรี่ยง และมอญ ได้สัญจรไปมาหาสู่กันได้โดยง่าย เป็นการสร้างความสัมพันธ์ของคนทั้ง 3 กลุ่ม สะพานมอญเป็นจุดท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจะนิยมเดินชมสะพานเพื่อชมแสงสีพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า รวมถึงชมวิถีชีวิตของชาวไทยและมอญที่เดินข้ามไปมาหาสู่กันบนสะพาน

 

เมื่อครั้งหนึ่งสะพานได้ชำรุดและพังลงไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ จึงมีการสร้างสะพานจำลองขึ้นมาแทน โดยรู้จักกันดีว่า สะพานลูกบวบ ที่ชาวมอญรวมพลังกันสร้างขึ้นมาทดแทน ซึ่งจะใช้วิธีการสร้างโดยใช้ไม้ไผ่มัดรวมกันแน่นๆ เป็นทุ่น แล้วตีไม้ไผ่ให้แบไว้เป็นทางเดิน นับเป็นสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งของชาวมอญ ถึงวันนี้แม้สะพานมอญจะบูรณะเสร็จแล้ว แต่สะพานลูกบวบก็ยังมีนักท่องเที่ยวและชาวมอญนิยมใช้กันอยู่

อีกหนึ่งสิ่งเป็นที่กล่าวขาน คือ เมืองแห่งนี้ได้ฉายาว่าเป็นเมืองบาดาล แต่ก่อนนั้นเมืองบาดาล ก็คือ วัดวังก์วิเวการามเดิม ที่หลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและมอญได้ร่วมกันสร้างขึ้นเมื่อปี 2496 ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำ 3 สาย ไหลมาบรรจบกัน เป็นวัดที่ชาวมอญให้ความเคารพและศรัทธา เป็นจุดเชื่อมโยงทางจิตใจของชาวมอญมาช้านาน

ต่อมาในปี 2527 มีการก่อสร้างเขื่อนเขาแหลมขึ้นมา จึงทำให้น้ำท่วมตัว อ.สังขละบุรีเก่า รวมทั้งวัดนี้ด้วย หลวงพ่ออุตตมะรวมทั้งผู้คนชาวมอญจึงได้ย้ายขึ้นมาสร้างวัดแห่งใหม่ที่อยู่บนเนินเขา โดยใช้ชื่อวัดเหมือนเดิมว่า วัดวังก์วิเวการาม ส่วนวัดเดิมก็จมอยู่ใต้น้ำมานานนับสิบปี

 

พอครั้งถึงช่วงฤดูแล้งราวเดือน มี.ค.-เม.ย. น้ำลดลงจะทำให้เห็นตัวโบสถ์โผล่พ้นน้ำทั้งหมด สามารถนั่งเรือและขึ้นไปเดินเที่ยวชมโบสถ์ได้ ส่วนในช่วงน้ำหลากน้ำจะก็ท่วมสูงเกือบทั้งหมด เหลือเพียงยอดของโบสถ์เท่านั้นที่โผล่ให้เห็น ทำให้ที่นี่มีเสน่ห์จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand ไปในที่สุด

นอกจากนี้ หลวงพ่ออุตตมะและชาวมอญยังร่วมกันสร้างเจดีย์พุทธคยา ซึ่งเป็นเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้นมา โดยบนยอดเจดีย์ซึ่งประดับด้วยฉัตรทองคำหนัก 400 บาท เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่หลวงพ่ออุตตมะอัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา โดยหลวงพ่ออุตตมะให้สร้างจำลองขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวาของพระพุทธเจ้าที่มีขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารไว้เป็นที่สักการะของพุทธศาสนิกชน ยามที่พุทธคยาโดนแสงจากพระอาทิตย์อาบห่มจะสะท้อนสีทองอันเรืองรองงดงามมากทีเดียวครับ

ส่วนวัดวังก์วิเวการามที่ย้ายมาใหม่ ตั้งอยู่ห่างจากเจดีย์พุทธคยาไม่มากนัก มีวิหารริมแม่น้ำ ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามและเป็นที่จำพรรษาของหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งกะเหรี่ยงและเมียนมาที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเคารพนับถือ

 

ประวัติการสร้างวัดวังก์วิเวการามนั้น บอกไว้ว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 2499 หลวงพ่ออุตตมะร่วมกับชาวบ้านที่เป็นชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญได้พร้อมใจกันสร้างศาลาวัดขึ้นมา โดยใช้เวลาสร้างเสร็จในเดือน 6 ของปีนั้นนั่นเอง

แต่เนื่องจากยังมิได้มีการขออนุญาตจากกรมการศาสนา วัดที่สร้างเสร็จจึงมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่า “วัดหลวงพ่ออุตตมะ”

มาถึงที่ อ.สังขละบุรี นอกจากจะได้ชื่นชมพลังศรัทธาของชาวมอญและกะเหรี่ยงแล้ว เรายังได้ชื่นชมวิถีชีวิตของชาวมอญ ซึ่งนับย้อนกันไปไกลทีเดียว เพราะหมู่บ้านชาวมอญที่อยู่อีกฟากฝั่งนั้นเริ่มต้นอพยพมาจากอำเภอเย จังหวัดมะละแหมง ในรัฐมอญ ประเทศเมียนมา ตั้งแต่ปี 2494

 

ปัจจุบันชาวบ้านส่วนมากมีสถานะเป็นผู้พลัดถิ่นสัญชาติเมียนมา ซึ่งไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนไทย ชาวมอญที่นี่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนอย่างเป็นกันเอง

สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของหมู่บ้านมอญอีกอย่าง คือ ยังคงหลงเหลือวัฒนธรรมแบบมอญที่ค่อนข้างชัดเจน และคนที่นี่ยังคงพูดภาษามอญ แต่งกายแบบชาวมอญ และที่เห็นปุ๊บก็รู้เลยว่าเป็นสาวมอญ ก็คือ การเทินสิ่งของไว้บนศีรษะอย่างชำนิชำนาญ แถมยังฉาบใบหน้าด้วยแป้งทานาคา เครื่องสำอางจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ไปในที่สุด

 

 

อัจจิมา โกสุมา ทำตามปรัชญาพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/463765

อัจจิมา โกสุมา ทำตามปรัชญาพอเพียง

เรื่อง…รอนแรม / ภาพ…Peeradon Promkesa, chanwat prolracha, อินสตาแกรม aujjima_mean

สาวหน้าหวาน มีน-อัจจิมา โกสุมา นางแบบและนักแสดงอิสระ วัย 24 ปี เธอเป็นคนรุ่นใหม่ที่น้อมนำปรัชญาความพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้ในการดำเนินชีวิต

มีนจบการศึกษาปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และกำลังศึกษาต่อปริญญาโท คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ด้านผังเมือง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เธอเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ปี 2 หรือเมื่อ 4 ปีก่อน ทั้งงานเดินแบบและถ่ายโฆษณา แต่เธอได้เปิดเผยว่างานในวงการบันเทิงหรือการเดินแบบไม่ได้เป็นเรื่องจริงจังเท่าไรนักในตอนนี้ เพราะกำลังทุ่มให้กับการเรียน

“เริ่มจากมีนเป็นนางแบบให้กับพี่คณะ จากนั้นก็พูดต่อไปปากต่อปาก ทำให้พอมีงานถ่ายแบบก็จะเรียกมีนไปเรื่อยๆ แต่ที่ทำให้รู้จักจะเป็นงานถ่ายโฆษณามากกว่า เช่น โฆษณาน้ำอัดลม โลชั่นบำรุงผิว และท่าอากาศยานไทย รวมถึงมิวสิควิดีโอเพลงเหมือนใจจะขาดของนิโคล เทริโอ แต่ช่วงนี้มีนหยุดรับงานไปพักใหญ่ เพราะเรียนหนักมาก”

ทว่าระหว่างการศึกษา เธอก็กำลังอยู่ในกระบวนการเรียนการแสดง เพื่อจะเข้าไปเป็นนักแสดงของช่องฟรีทีวี ซึ่งได้วางแผนไว้ให้ทำสำเร็จพอดีกับช่วงเรียนจบมหาบัณฑิตในอีกไม่กี่เดือน

“ที่บ้านเป็นข้าราชการ ทำให้คุณแม่ปลูกฝังเรื่องทำงานข้าราชการมาตั้งแต่เด็กๆ และตอนนั้นก็คิดว่าอาชีพนักแสดงเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง มีนเลยเงียบๆ ไป แต่ก็มีงานเดินแบบ งานถ่ายโฆษณาเข้ามาตลอด เลยคิดว่าหรือตัวเองจะมาแนวนี้ ก็อยากจะลองให้เต็มที่ดูสักครั้ง” เธอกล่าวเพิ่มเติม

ติดนิสัยติดดิน

ครอบครัวของเธอมีรีสอร์ทเล็กๆ อยู่ที่เกาะพยาม จ.ระนอง ทั้งแบบโฮมสเตย์และรีสอร์ท เน้นความกลมกลืนธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ พืชเศรษฐกิจของเกาะพยาม โดยไม่แปรรูปและไม่ส่งขายออกนอกเกาะ

 

เธอเล่า “คุณทวดมีพื้นที่บนเกาะพยาม ลูกๆ หลานๆ เลยเปิดเป็นร้านอาหาร โฮมสเตย์ รีสอร์ท ซึ่งพลอยทำให้มีนชอบไปอยู่บนเกาะพยามไปด้วย โดยเฉพาะอยู่แบบโฮมสเตย์ ที่ไม่เลือกนอนรีสอร์ทหรูหราเพราะเหมือนกับนอนรีสอร์ททุกที แต่การนอนโฮมสเตย์ทำให้ได้ซึมซับบรรยากาศมากกว่า ตื่นมาเจอทะเล พระอาทิตย์ และบรรยากาศทุกอย่างล้วนเป็นกันเอง เพราะคนที่พักแบบเราก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการความเรียบง่าย จึงทำให้ทุกอย่างดูเรียบง่ายไปหมด และเป็นการนอนที่อิงธรรมชาติจริงๆ”

เธอยังกล่าวด้วยว่า ไม่กลัวความลำบากในการนอนโฮมสเตย์ เพราะติดนิสัยติดดิน ชอบเที่ยวป่า เที่ยวเขา กับครอบครัวมาตั้งแต่เด็กแล้ว “ครอบครัวมีนไม่ค่อยชอบนอนรีสอร์ทกันสักเท่าไร อย่างไปเขาใหญ่ก็จะไม่จองบ้านพักแต่จะกางเต็นท์ มีนจะโดนให้เดินขึ้นเขา แบกของของตัวเอง ช่วยเหลือดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้โตมาก็ยังชอบเที่ยวลุยๆ แบบนี้อยู่ และยังติดนอนเต็นท์นอนโฮมสเตย์มาถึงทุกวันนี้”

 

นอกจากนี้ สถานที่โปรดของเธอต้องยกให้ ซับป่าว่าน จ.สระบุรี ในศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ถูกแยกออกมาให้อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สาขาสระบุรี) ศูนย์ศึกษาธรรมชาติถูกจัดสรรให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสถานที่พักแรมสำหรับคนที่อยากจะมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์

“ถ้าให้เลือกทะเลกับภูเขา มีนจะเลือกภูเขา มีนชอบป่าไม้ ชอบธรรมชาติ ชอบสีเขียว ชอบการนอนเต็นท์ และชอบบรรยากาศที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ มีนรู้สึกว่าบรรยากาศที่สงบและเรียบร้อยเป็นบรรยากาศที่เหมาะแก่การพักผ่อนที่สุดแล้ว”

นอกจากนี้ สำหรับเธอแล้ว เธอให้ความหมายของการเดินทางว่าหมายถึง ระหว่างทาง เพราะระหว่างทางจะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเป็นช่วงเวลาที่จะได้เห็นชีวิตคนอื่นมากที่สุด “จุดหมายปลายทางจะแย่หรือดีก็ไม่สำคัญอะไร หากระหว่างทางเราได้เก็บเกี่ยวความทรงจำ ความสุข ความประทับใจต่างๆ ไว้แล้ว แค่นี้ก็ทำให้การเดินทางมีความหมายมาก”

ความพอเพียง

มีนได้นำแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาใช้ในชีวิตประจำวันของตน โดยเธอได้เห็นพระองค์ท่านเป็นไอดอลในการดำเนินชีวิต เธอเล่าว่า เกิดมาก็เห็นในหลวงทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ประชาชนและให้ชาติไทย และรู้สึกโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยในรัชสมัยรัชกาลที่ 9

“มีนเกิดมาก็รู้สึกว่าประเทศไทยดีอยู่แล้ว มีนไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้พระองค์ทรงทำอะไรที่หนักหนาและยากลำบากขนาดไหนบ้าง ในหลวงสอนในเรื่องความพอเพียง มีนว่าความพอเพียงก็คือธรรมะ ให้คนใช้ชีวิตให้มีความสุขกับสิ่งที่มี ไม่ละโมบโลภมากกับสิ่งของนอกกาย ซึ่งมีนก็พยายามดำเนินชีวิตตามหลักของท่าน  ถามว่าเคยซื้อของราคาแพงไหม มีนเคยแน่นอน แต่ไม่ว่าอย่างไร ทุกอย่างมีนทำบนบรรทัดฐานของความพอเพียง เพราะสุดท้ายเราต้องรู้สึกเพียงพอ”

ถามเธอต่อว่า ความฝันสูงสุดในการใช้ชีวิตคืออะไร เธอตอบว่า บ้าน เธออยากมีบ้านหลังเล็กๆ ที่ทุกคนในครอบครัวอยู่แล้วสบายและมีความสุข ไม่หรูหรา ไม่ฟุ่มเฟือย แต่ต้องเป็นบ้านที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความรัก

“สุดท้ายทุกคนก็ต้องกลับมาหาความพอเพียง เพราะความพอเพียงคือวิธีหาความสุข คือหนทางที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขอย่างยั่งยืน”

โลกของมีน

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ มีนอยากให้โลกใบนั้นเป็นโลกที่ปราศจากความรุนแรง เธออธิบายว่า อยากให้โลกในฝันเป็นเหมือนโลกใบนี้ที่มีทั้งความสุขและความทุกข์ แต่โลกของเธอจะต้องปราศจากความรุนแรง การประหัตประหารและการคิดร้ายต่อกัน

“ในหลวงรับสั่งว่า อยากให้คนไทยรักกัน นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกันในชาติ เมื่อประชาชนรักและสามัคคีกันแล้ว มีนว่า ไม่ว่าอย่างไรโลกใบนั้นก็จะเป็นโลกที่มีความสุขและน่าอิจฉาที่สุด ถ้าโลกของเรามีสันติสุข แค่นี้ก็ทำให้โลกน่าอยู่แล้ว” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามชีวิตของเธอได้ทางอินสตาแกรม aujjima_mean

 

กินดี อยู่ดี และมีความสุขดี โฮมสเตย์ แม่กำปอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/463764

กินดี อยู่ดี และมีความสุขดี โฮมสเตย์ แม่กำปอง

โดย…นิทรา ราตรี

มาสัมผัสความเป็นอยู่ของชาวแม่กำปอง ชิมกาแฟและชมการผลิตเมี่ยง หรือการทดลองใช้ชีวิตแบบชาวสวน โดยร่วมเก็บใบเมี่ยงกับชาวสวน เป็นคำอธิบายหลังโบรชัวร์ของหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บ้านแม่กำปอง จ.เชียงใหม่

แม่กำปองเปิดเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มาหลายปี แต่เพิ่งมาโด่งดังเมื่อปีที่แล้ว โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะนึกภาพแม่กำปองถึง ร้านกาแฟ น้ำตก ลำธาร แต่ความเป็นจริงแม่กำปองยังมีอีกหลายอย่างให้ค้นพบ ทางลัดที่จะเรียนรู้ คือ แค่เลือกใช้ชีวิตในโฮมสเตย์

 

โฮมสเตย์ที่แม่กำปองไม่มีเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์ให้จองออนไลน์ ต้องใช้การโทรศัพท์หาผู้ใหญ่บ้านหรือพ่อหลวง ซึ่งเป็นผู้จัดคิวบ้าน จากนั้นต้องทำความเข้าใจว่า โฮมสเตย์ คือ การนอนพักและใช้ชีวิตอยู่บ้านหลังเดียวกับเจ้าของบ้าน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน รับประทานอาหารร่วมกัน ดูโทรทัศน์พร้อมกัน ไม่มีพัดลม และไม่มีเครื่องปรับอากาศ ซึ่งครั้งนั้นพ่อหลวงเลือกให้พัก บ้านแม่มาลี-พ่อนิคม ไชยพล

บ้านแม่มาลีอยู่ในโซนแม่กำปองกลาง เป็นบ้านไม้สองชั้นสะอาดสะอ้าน มีหน้าต่างอยู่รอบตัวบ้าน โดยพ่อกับแม่พักอยู่ชั้นล่างส่วนแขกพักชั้นบน ตลอดเวลาจะได้ยินเสียงน้ำไหลในลำธาร ลมพัดผ่านตลอดวัน ชั้นบนมีระเบียงและโต๊ะอาหารซึ่งแน่นอนว่า ลงไปกินพร้อมพ่อกับแม่ข้างล่างจะอร่อยกว่า ข้างล่างมีโทรทัศน์ ตั่งเตียง และห้องครัว ซึ่งห้องครัวของแม่สะอาดทุกอย่างตั้งแต่พื้นไปยังทัพพีบนผนัง

 

หากเลือกที่จะฝากท้องไว้ที่บ้านทั้งสามมื้อ แม่มาลีจะทำอาหารแต่ละมื้อไม่ซ้ำกัน ไข่เจียวบ้าง ต้มหน่อไม้บ้าง ผัดเห็ดบ้าง ซึ่งทุกครั้งจะมาพร้อมกับข้าวสามอย่างและข้าวสวยหนึ่งหม้อเสมอ ส่วนรสชาตินั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะทั้งความสดใหม่ของวัตถุดิบตามฤดูกาล และความอร่อยจากฝีมือแม่ทำให้กินทุกอย่างหมดจด ไม่เหลือทิ้งเลยสักมื้อ

ข้อดีของการนอนโฮมสเตย์ คือ ไม่เพียงได้ที่อยู่ที่กินแบบชาวบ้าน แต่โฮมสเตย์ยังให้ประสบการณ์และความสัมพันธ์บางอย่างที่ทำให้อยากกลับไปกินอาหารรสมือแม่มาลีอีกหลายๆ ครั้ง ตามสโลแกนที่ว่า โฮมสเตย์ไม่เพียงให้นักท่องเที่ยว “มาสัมผัสความเป็นอยู่ของชาวแม่กำปอง” แต่ยังได้ “ชิมกาแฟและชมการผลิตเมี่ยง หรือการทดลองใช้ชีวิตแบบชาวสวน” และมีโอกาส “ร่วมเก็บใบเมี่ยงกับชาวสวน” ตามวิถีชีวิตของชาวแม่กำปองอย่างแท้จริง

 

Price: แพ็คเกจพักโฮมสเตย์และบวกอาหาร 3 มื้อ ราคาคนละ 380 บ. โดยในคืนแรกที่เข้าพักต้องเสียค่าส่วนกลางเพิ่มคนละ 200 บ. เพื่อนำไปเป็นกองทุนของโฮมสเตย์

Place: บ้านแม่กำปอง อ. แม่ออน จ. เชียงใหม่ ติดต่อพ่อหลวง โทร. 085-675-4598

Promotion: –

 

ตามรอยเสด็จฯ ในเมืองเล็ก ‘แม่กำปอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/463763

ตามรอยเสด็จฯ ในเมืองเล็ก ‘แม่กำปอง’

โดย…กาญจน์ อายุ

กาลครั้งหนึ่งในปี 2524 ชาวแม่กำปองต่างเฝ้ารอพ่อของแผ่นดิน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2524 หมู่บ้านเล็กๆ ที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่มีถนนตัดผ่าน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา ถึงขั้นทุรกันดารและยากที่จะเข้าถึง วันนั้นชาวบ้านได้ยินข่าวจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตกที่อยู่ด้านล่างว่า ในหลวงและพระราชินี เสด็จฯ มา และจะเสด็จฯ มายังหมู่บ้านแม่กำปอง

“ท่านมาแจกถุงยังชีพ” นิคม ไชยพล ชาวแม่กำปองกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อ 35 ปีก่อน “ตอนแรกเราคิดว่าเป็นข่าวลือ เพราะที่นี่ไม่มีถนน ไม่มีความสะดวกสบายอะไร กว่าจะถึงหมู่บ้านได้ต้องเดินเท้าจากตีนตกมาอีก 4 กิโลฯ แต่ข่าวลือกลับเป็นจริง ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ มาจริงๆ พวกเราดีใจและตื่นเต้นกันมาก เพราะตอนนั้นยังไม่มีไฟฟ้า ไม่มีทีวี พวกเราไม่เคยเห็นพระองค์เลยสักครั้ง”

ครั้งหนึ่งในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ มายังหมู่บ้านแม่กำปอง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ มาพระราชทานถุงยังชีพที่ วัดคันธาพฤกษา (แม่กำปอง) ชาวแม่กำปองทุกคนในหมู่บ้านต่างนั่งรอที่ศาลา และรับพระราชทานถุงยังชีพอย่างใกล้ชิด ส่วนนิคมในวัยเพียง 12 ปี ได้แต่นั่งมองทั้งสองพระองค์ด้วยความไร้เดียงสา ทราบแต่เพียงว่าพระองค์คือ ในหลวงและพระราชินี

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแนวพระราชดำริให้จัดทำโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อสร้างแสงสว่างให้แก่ชาวบ้าน เพราะหมู่บ้านแม่กำปองเป็นต้นน้ำ มีน้ำตก มีลำธาร มีน้ำไหลผ่านตลอดปี และพระองค์ยังสอนเรื่องเกษตรพอเพียงให้ทางศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตกเข้ามาแจกต้นกล้ากาแฟ สอนการปลูกกาแฟ เพื่อสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน และแก้ปัญหาชาวเขาปลูกฝิ่นบนภูเขาสูง

“เมื่อก่อนพวกเราด้อยมาก เหมือนเป็นคนป่า ทั้งที่เราเป็นคนเมืองเป็นคนเชียงใหม่ ไม่ใช่ชาวเขา” นิคมเล่าต่อ “ในหลวงสอนให้เราปลูกกาแฟ ปลูกใต้ต้นเมี่ยง ไม่ให้ล้มป่า ทำให้เรามีรายได้ ทำให้ป่าสมบูรณ์ เป็นบุญของพวกเรามากที่พระองค์ให้แสงสว่าง ทำให้หมู่บ้านของพวกเรามีน้ำไหลไฟสว่างตลอดปี”

ครั้งหนึ่งในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ มายังหมู่บ้านแม่กำปอง

 

พระบรมฉายาลักษณ์ของทั้งสองพระองค์ยังเด่นชัดอยู่ที่ศาลาวัดหลังเดิม เป็นหลักฐานเพียง 2 ใบ ที่เป็นอนุสรณ์ของพระมหากรุณาธิคุณและความปลื้มปีติของชาวแม่กำปอง แต่ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ พ่อหลวง
พรมมินทร์ พวงมาลา อดีตผู้ใหญ่บ้าน เพิ่งรู้จักกับลูกบ้านคนใหม่ และเหมือนโชคชะตานำพาไปลูกบ้านคนนั้นเป็นข้าราชการชลประทานครั้งที่ตามเสด็จฯในหลวง รัชกาลที่ 9 มายังแม่กำปอง

เขาเป็นชายในวัยเกษียณที่ยินดีเล่าเรื่องราวการตามเสด็จฯโดยมีเงื่อนไขว่าจะไม่เปิดเผยชื่อและภาพ เขาเล่าว่า ได้ตามเสด็จฯในหลวง รัชกาลที่ 9 กว่า 40 ปี ได้เดินทางไปทุกที่โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร เพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ป่า ดิน และสร้างอาชีพให้ชาวบ้าน

“แผนที่ของพระองค์ พระองค์เสด็จฯ ไปทุกที่แล้ว อย่างแม่กำปอง พระองค์เสด็จฯ มาที่นี่ตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย พระองค์ทรงเห็นทุกอย่าง ทุกปัญหา ทุกคน พระองค์เห็นทั้งหมดและมีพระราชดำริให้ทั้งกรมชลประทาน กรมป่าไม้ ทุกกรมเข้ามาแก้ปัญหา พระองค์ทรงเป็นห่วงเป็นใยประชาชนของพระองค์มาก

พระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 บนเพดานร้านอาหาร

 

ทุกครั้งเวลาเสด็จฯ ไปที่ไหน จะทรงถามว่า แสงแดดส่องมาทางไหน อย่าให้ชาวบ้านนั่งตากแดด อย่าให้พวกเขาลำบาก คนแก่และเด็กก็หาร่มกางให้เขา รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้พระองค์ทรงเป็นห่วง”

พระองค์แย้มพระสรวลยากไหม เขาโต้ทันควัน “ไม่ ไม่เลยสักนิด พระองค์แย้มพระสรวลตลอดเวลาที่อยู่กับชาวบ้าน พระองค์ใกล้ชิด ไม่ถือพระองค์ พระองค์เป็นพ่อของชาวไทยทุกคนจริงๆ”

หมู่บ้านแม่กำปองเวลานี้อบอวลไปด้วยกลิ่นป่า เสียงน้ำในลำธารดังระงม ความระทมของชาวบ้านอันตรธานหายไป ชาวบ้านมีรายได้จากการเก็บเมี่ยง ขายกาแฟ และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2543 หลังมีเสาไฟฟ้าต้นแรกเข้ามายังหมู่บ้าน

พระอุโบสถกลางน้ำ วัดคันธาพฤกษา

 

เรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้องให้เครดิตแก่ พ่อหลวงพรมมินทร์ พวงมาลา ที่เป็นคนส่งเสริมและผลักดันจนแม่กำปองเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว ปัจจุบันมีชาวบ้านเข้าร่วมเปิดโฮมสเตย์จำนวน 27 หลัง รับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 200 คน โดยทุกครั้งที่นักท่องเที่ยวเข้ามาจะต้องผ่านพ่อหลวงเพื่อจัดสรรบ้านตามคิว

นักท่องเที่ยวมักเห็นแม่กำปองเป็นฮิปสเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟดริป ร้านกาแฟลุงปุ๊ดป้าเป็งที่ต้องไปเช็กอิน ร้านกาแฟชมนกชมไม้ที่คนมักไปถ่ายรูปมากกว่าดื่มด่ำบรรยากาศ แต่การมาถึงแม่กำปองไม่ใช่ไปถ่ายรูปคู่ร้านกาแฟแล้วกลับ มันคือการอยู่และใช้ชีวิตแบบชาวบ้าน พ่อหลวงได้เขียนกิจกรรมท่องเที่ยวโดยชุมชนไว้ว่า มีการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ชมสวนเมี่ยง สวนกาแฟ สวนสมุนไพร เล่นน้ำตก ศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน เช่น การแปรรูปเมี่ยง การทำกาแฟ และการทำหมอนใบชา เรียนรู้การทำอาหารท้องถิ่น และศึกษาขั้นตอนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ

การผลิตกาแฟเป็นอาชีพเสริมของชาวบ้านรองจากการเก็บเมี่ยง โดยสายพันธุ์กาแฟที่ศูนย์พัฒนาฯ ตีนตกให้ไว้เป็นพันธุ์อราบิกาที่ใช้เวลาปลูกเพียง 2 ปี ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ส่วนการเก็บเมี่ยงนั้นเป็นอาชีพที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า เพราะในป่ามีต้นเมี่ยงตามธรรมชาติอยู่แล้ว

พี่สมศักดิ์และภรรยา เจ้าของสวนกล้วยไม้รองเท้านารี

 

ด้านสหกรณ์ไฟฟ้าโครงการหลวงแม่กำปอง มีเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำจำนวน 3 เครื่อง รวมแล้วมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 80 กิโลวัตต์ โดยสหกรณ์เป็นผู้จัดการเก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้าเพื่อนำไปบำรุง ซ่อมแซม และใช้ในการดูแลต้นน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้า

เสน่ห์ของหมู่บ้านแม่กำปอง คือ ลำธาร และ อากาศ บ้านเกือบทุกหลังจะมีลำธารไหลผ่าน และไม่มีความจำเป็นต้องใช้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ เพราะอากาศเย็นสบายตลอดปี

นอกจากนี้ เมื่อกล่าวถึงแม่กำปองต้องกล่าวถึง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก ซึ่งในปี 2524 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 3 แสนบาท เพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์ในการก่อตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก โดยมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์สาธิต และส่งเสริมการเพาะเห็ด กาแฟพันธุ์อราบิกา ให้แก่ชาวบ้านนอกเหนือจากการปลูกเมี่ยง

สวนกล้วยไม้มือรางวัลที่หมู่บ้านแม่กำปอง

 

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก มีพื้นที่รับผิดชอบครอบคุลมพื้นที่ 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านป๊อก แม่ลาย บ้านแม่กำปอง และบ้านธารทอง ประชากรเป็นคนเมืองทั้งสิ้น โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบเขาและป่าเบญจพรรณ มีที่ราบเชิงเขาบางส่วน สภาพป่าอุดมสมบูรณ์ สูงจากระดับน้ำทะเล 700-1,200 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 15 องศาเซลเซียส และสูงสุด 35 องศาเซลเซียส มีบ้านพักรับรองภายในศูนย์ 3 หลัง และห้องพักอีก 14 ห้อง รองรับได้ 35 คน และร้านอาหารที่เน้นอาหารจากผลผลิตโครงการหลวงและผลผลิตในพื้นถิ่น เช่น ยำใบเมี่ยง ผัดผักกูด ปลาเทราต์ทอดกระเทียม ต้มจืดมะระหวาน รวมถึงกาแฟจากโครงการหลวง

หมู่บ้านแม่กำปองเป็นหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขามีอายุประมาณ 100 ปี ภายในหมู่บ้านมีดอกไม้สีเหลืองแดงขึ้นบริเวณริมลำห้วยจำนวนมาก ชาวบ้านเรียกดอกไม้นี้ว่า ดอกกำปอง ประกอบกับมีแม่น้ำไหลผ่านหมู่บ้าน จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านว่า แม่ (แม่น้ำ) กำปอง (ดอกไม้)

ถอดข้อความมาจากแผ่นพับของหมู่บ้านที่เขียนไว้ว่า ธรรมชาติมากล้น ผู้คนน้ำใจดี มากมีดอกเอื้องดิน สู่ถิ่นเมี่ยง ชา กาแฟ มียาแท้สมุนไพร ชื่นฉ่ำใจน้ำตกเย็น เห็นวิวทิวเขาสวย ร่มรื่นด้วยสวนสนบนม่อนล้าน และปิดท้ายด้วย ท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า เดินทางอย่างมีความหมาย เป็นใจความที่สรุปทุกอย่างได้ครบถ้วนกระบวนความ โดยเฉพาะความหมายของการเดินทาง แม่กำปองไม่เพียงทำให้การเดินทางมีความหมาย แต่ยังมีคุณค่าต่อจิตใจ “ดีต่อใจ” ดีต่อจิตวิญญาณของคนไทยบนแผ่นดิน รัชกาลที่ 9

เด็กๆ เล่นสนุกตามภาษาเด็ก

 

จิบกาแฟริมลำธาร

 

จากร้านชมนกชมไม้จะมองเห็นหมู่บ้านทั้งหมด

 

เค้กและกาแฟเข้มๆ ที่เฮือนกาแฟ

 

วาฟเฟิลโฮมเมดที่ร้านกาแฟลุงปุ๊ดป้าเป็ง

 

ข้าวซอยเข้มข้นที่ร้านแม่กำปองริมธาร

 

ก๋วยเตี๋ยวห้อยขาที่ร้านก๋วยเตี๋ยวนายเอ

 

บ้านเกือบทุกหลังมีลำธารไหลผ่านและจะไหลตลอดปี

 

เกสต์เฮาส์อย่างดีต้อนรับนักท่องเที่ยว

 

บรรยากาศในหมู่บ้านและเฮือนกาแฟ

 

จรินทร์พร จุนเกียรติ ใช้ชีวิตตามรอยพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 09:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/462552

จรินทร์พร จุนเกียรติ ใช้ชีวิตตามรอยพ่อ

โดย…รอนแรม

ดาราสาวจิตอนุรักษ์อย่าง เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ เธอเจริญรอยตามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติทั้งป่าไม้ ต้นน้ำ ท้องทะเล รวมถึงสัตว์ป่า ผ่านโครงการอีอีซี(EEC Thailand – Environmental Education Center) องค์กรที่ดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาโดยตรง มุ่งเน้นเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับการให้ความรู้เชิงลึกอย่างสนุกสนาน ผ่านทางกระบวนการการจัดค่าย พาเด็กๆ และสมาชิกไปศึกษาสิ่งแวดล้อมและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่มีคุณค่า โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ซึ่งจะมีวิธีการเฉพาะตัวในแบบฉบับของอีอีซี ทั้งยังให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กเป็นหลัก เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกเยาวชน รวมถึงบุคคลทั่วไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

เธอและ อเล็กซ์-อเล็กซานเดอร์ เรนเดลล์ ร่วมกันก่อตั้งขึ้นมา พร้อมทีมครูที่มีความเชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ หนึ่งในนั้นคือ ครูอลงกต ชูแก้ว ผู้ใช้ชีวิตเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่แค่ในฐานะของผู้อำนวยการกองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย ยังรวมไปถึงโครงการอนุรักษ์สัตว์ป่า และโครงการอนุรักษ์ทางท้องทะเลด้วย

 

“เราได้นำแนวคิดที่ครูทำอยู่นั้นมาต่อยอดให้เป็นรูปเป็นร่าง โดยอีอีซีต้องการปลูกฝังด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาให้กับเด็กๆ ตั้งแต่อายุ 3 ขวบครึ่งขึ้นไป ผ่านแคมป์หลากหลายรูปแบบ เช่น ทำแคมป์ให้กับโรงเรียน ทำแคมป์เป็นกิจกรรมซีเอสอาร์ให้บริษัทต่างๆ ซึ่งกิจกรรมจะเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมศึกษาทั้งหมด”

เป้าหมายของอีอีซี คือ ต้องการให้เด็กและคนรุ่นใหม่โตขึ้นอย่างแข็งแรงและเป็นผู้นำที่ดี ด้วยความเชื่อที่ว่าธรรมชาติจะทำให้คนมีจิตใจอ่อนโยน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งกับเด็กในเมืองที่ห่างไกลธรรมชาติมากขึ้นทุกที รวมถึงการปลูกฝังจิตอนุรักษ์ธรรมชาติที่จำเป็นต้องปลูกไว้ในใจของเด็กทุกคน

“ครูและพี่อเล็กซ์พูดเสมอว่า ถ้าเราจะอนุรักษ์อะไรสักอย่างหนึ่ง เราต้องมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นก่อน ซึ่งตรงกับสิ่งที่อีอีซีทำ เราปลูกฝังเด็กๆ ให้ความรู้แก่เขา ทำให้เขาเข้าใจธรรมชาติจริงๆ ให้มันเข้าไปอยู่ในจิตเขาเลย เด็กๆ ที่เป็นอนาคตของชาติต้องถูกปลูกฝังจิตอนุรักษ์เพื่อความยั่งยืนของธรรมชาติและเพื่อตัวมนุษย์เอง อีอีซีไม่สอนให้เด็กแข่งขันกันแต่สอนให้เด็กๆ เป็นเพื่อนกับทุกสิ่งเราขอบคุณแม้กระทั่งขี้ช้างที่เป็นคุณครูให้เรา”

 

อีอีซีก่อตั้งมาได้ประมาณ 1 ปีครึ่งเด็กที่เข้าร่วมส่วนใหญ่จะเป็นเด็กในเมือง ซึ่งในตอนนี้ทางอีอีซีกำลังจัดกิจกรรมพิเศษให้เด็กในชนบทเข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติให้เท่าเทียมกับเด็กในเมือง โดยมีองค์กรภายนอกเข้ามาสนับสนุนเพื่อมอบโอกาส ส่วนอีอีซีจะเป็นผู้ให้ความรู้

ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการมามีการจัดแคมป์มากกว่า 30 ครั้ง แต่ละแคมป์มีเนื้อหาต่างกัน ยกตัวอย่างแคมป์ที่เกี่ยวกับช้าง เนื้อหาทุกอย่างจะเกี่ยวข้องกับช้าง รวมถึงแคมป์แมลง ด้วงน้ำ และทุกๆ เรื่องในธรรมชาติ โดยเด็กๆ จะได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการที่สนุก เพื่อให้เด็กๆ ได้ซึมซับความรู้ไปโดยไม่รู้ตัว

“กล้าพูดได้ว่าอีอีซีเป็นที่เดียวในประเทศไทยที่สามารถพาผู้เชี่ยวชาญหรือดอกเตอร์ในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาสอนเด็กๆ ได้ อย่างเราไปเดินป่า ก็จะเดินไปกับผู้เชี่ยวชาญ ให้ความรู้เชิงลึกที่ย่อยให้เข้าใจง่ายมาสอนแก่เด็กๆ พร้อมกับให้เด็กเห็นของจริงในธรรมชาติ”

 

เต้ย เริ่มที่มาของอีอีซีว่า อาจเกิดขึ้นจากการช่วยช้าง ซึ่งเป็นครั้งที่ทำให้ทั้งสองเจอครูอลงกตและกลายมาเป็นผู้จุดประกายอีอีซี “เต้ยกับอเล็กซ์เป็นคนที่ชอบธรรมชาติอยู่แล้ว พอไปเห็นสิ่งที่ครูอลงกตสอนเด็กๆ ก็รู้สึกว่ามันคือสิ่งที่อยากทำมาก เราไปเจอครูสอนเด็กๆ ดำน้ำ เห็นวิธีการที่ครูสอน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากสำหรับเด็ก เราเลยตั้งใจที่จะสานต่อในสิ่งที่ครูทำ รวมถึงสร้างกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้”

นอกจากนี้ จิตอนุรักษ์ที่มีในตัวเต้ยยังส่งผลต่อการใช้ชีวิต จากเมื่อก่อนเวลาไปเที่ยวก็แค่ไปเดินทางท่องเที่ยว แต่ในตอนนี้เธอศึกษาถึงคุณค่าถึงแก่นของธรรมชาติจริงๆ เวลาไปเที่ยว ทัศนคติที่มีต่อสิ่งรอบตัวก็เปลี่ยนไป “ไม่ว่าเต้ยจะเดินทางไปไหนในโลกนี้ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เราก็จะเห็นมันลึกลงไปกว่าเดิมที่เคยเป็น” เธอกล่าวเช่นนั้น อย่างช้าง สำหรับเธอแล้วช้างไม่ได้เป็นเพียงสัตว์คู่บ้านคู่เมืองไทย ช้างไม่ได้มีหูมีตามีหางยาวอย่างเดียว แต่เธอรู้ลึกไปกระทั่งว่าช้างมีบทบาทสำคัญในป่าอย่างไร

ปัจจุบันเต้ยยังกำลังศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาสังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ในช่วงทำธีซิสซึ่งเธอเลือกหัวข้อการอนุรักษ์เต่ามะเฟือง ในภาวะที่เต่ามะเฟืองกำลังจะเป็นสัตว์สูญพันธุ์ในประเทศไทย

 

ตามรอยพระบาท

แน่นอนว่าอีอีซีได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เช่นเดียวกับครูอลงกตที่ทำงานเพื่อสังคมมาตลอดชีวิต

“เราทุกคนในอีอีซีมีไอดอลคนเดียวกันคือ ในหลวง อย่างเวลาเราจะพาเด็กๆ ไปศึกษาที่ไหน เราจะทำรีเสิร์ชและไปเซอร์เวย์ก่อน ซึ่งเต้ยเชื่อว่าทุกที่ที่เต้ยไปคือที่ที่พระองค์เคยเสด็จฯ ไปแล้ว เต้ยรู้สึกว่าบ้านของเราหรือบ้านของคนหนึ่งคนจะมีเนื้อที่อยู่ในเขตรั้วที่เรากำหนดไว้ แต่บ้านของพระองค์คือทั้งประเทศ ซึ่งกว้างมากๆ และท่านได้เสียสละทั้งชีวิตของท่านเพื่อที่จะเดินทางไปทั่วบ้านของท่าน ที่เป็นผืนแผ่นดินไทย ไปดูในทุกๆ ที่ว่ามีลูกคนไหนของท่านที่เดือดร้อนหรือทุกข์ร้อน มีอะไรที่ท่านจะสามารถพัฒนาได้บ้าง ท่านทำงานเพื่อป่าไม้ เพื่อแผ่นดิน และเพื่อประชาชนชาวไทย

เต้ยเชื่อว่าในตอนนี้สิ่งที่เต้ยกับอเล็กซ์ทำอยู่ เราจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด เพื่อที่จะตามรอยท่าน ให้ท่านได้ภูมิใจว่ายังมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่กำลังพยายามผลักดัน ซึ่งไม่ใช่คนอายุ 20 กว่าอย่างเต้ย แต่ยังมีเด็กอายุ 10 กว่าขวบมีจิตใจเดียวกันที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมของเรายั่งยืนที่สุด เต้ยรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยเราเกิดมา เราได้ทำประโยชน์ตรงนี้ เราไม่ได้เป็นคนยิ่งใหญ่อะไร แต่เราเป็นคนตัวเล็กที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อตั้งใจทำงานนี้ให้ดีที่สุด”

 

อีอีซีตั้งเป็นธุรกิจที่ต้องหารายได้ ทว่ารายได้ก็ไม่สำคัญเท่าคุณค่าที่สังคมจะได้รับจึงเรียกได้ว่าอีอีซีคือกิจการเพื่อสังคมรายหนึ่งที่สร้างประโยชน์ให้สังคม

“เด็กที่เคยผ่านแคมป์อีอีซีหลายครั้ง หรือที่เราเรียกว่าเด็กแอดวานซ์ เด็กๆ มีทัศนคติและมีจิตใจรักธรรมชาติจนเต้ยต้องเคารพพวกเขา อย่างมีเด็กคนหนึ่งอายุ 16 ปี เขารู้แล้วว่าโตไปเขาจะทำงานยูเอ็น เขาอยากอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าจริงๆ รวมถึงเด็กคนอื่น เต้ยเชื่อว่าเขาจะเป็นอนาคตของสิ่งแวดล้อมไทยแน่นอน” เธอกล่าวเพิ่มเติม

ความรู้สึกต่อพ่อของแผ่นดิน

“เต้ยไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกไหนก่อนดี” เมื่อถามถึงความรู้สึกที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เสียงเจื้อยแจ้วของเธอเริ่มเปลี่ยนไป “เต้ยรู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินไทย และได้เห็นสิ่งที่ท่านทำมาตลอด เต้ยเห็นท่านเป็นแบบอย่างจริงๆ คำสอนทุกคำสอนของท่านมีคุณค่ามากๆ เหมือนเป็นคำสอนที่มาจากพระ สำหรับเต้ยแล้ว ท่านเป็นเทวดาเดินดินที่มีอยู่จริงๆ ท่านพูดน้อยแต่ทุกสิ่งล้วนมีคุณค่า ทุกพระราชกรณียกิจท่านทำเพื่อลูกๆ ของท่าน เพื่อให้ลูกๆ ของท่านมีชีวิตที่ดีขึ้น”

เต้ยทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหนเธอจะหมั่นทำความดี และทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเช่นนี้ต่อไป เพื่อที่จะให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มองลงมาแล้วสุขใจที่เห็นลูกๆ ของท่านเป็นคนดี

 

 

 

บ้านท้องนา ศึกษาชีวิตพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/462550

บ้านท้องนา ศึกษาชีวิตพอเพียง

โดย…นิทรา ราตรี

ภาพมุมสูงจากเครื่องบินเผยให้เห็นผืนนา เมื่อลดระดับลงมาก็ยิ่งเห็นผืนนารอบสนามบินสุโขทัย นั่นเป็นส่วนหนึ่งในโครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย โครงการที่เริ่มต้นจากการทดลองปลูกข้าวโดยไม่ใช้สารเคมีในพื้นที่ 3 ไร่ แล้วขยายเป็นแปลงนากว่า 800 ไร่ในปัจจุบัน

การทำนาโดยไม่พึ่งพาสารเคมีเป็นเจตนารมณ์ของ นพ.ปราเสริฐ และวัลลีย์ ปราสาททองโอสถ เพื่อผลิตข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และพลิกฟื้นผืนดินบางส่วนรอบสนามบินสุโขทัยให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว อันประกอบด้วย นาข้าว แปลงผัก สวนผลไม้ แหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ และที่พักเพื่อคนรักธรรมชาติอย่าง บ้านท้องนา

 

บ้านท้องนาตั้งอยู่ริมแปลงนาสาธิตและบ่อเลี้ยงปลา เป็นบ้านไม้สองชั้น เรียบง่าย ประกอบด้วย ห้องพัก 10 ห้อง ได้แก่ ห้องมาตรฐาน สุพีเรียร์ และบังกะโล หนึ่งในนั้นมีห้องพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ โดยในบ้านมีพื้นที่ส่วนกลางให้หย่อนตา และมีแปลงนากลางบ้านให้หย่อนใจ อาหารเช้าเสิร์ฟเป็นชุดและอาหารเย็นเสิร์ฟเป็นปิ่นโต 1 เถากับข้าว 3 อย่าง สำหรับ 2 ท่าน โดยอาหารเกือบทั้งหมดใช้วัตถุดิบจากทางโครงการ ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ผัก ผลไม้ จึงมั่นใจได้ว่าจะได้กินของอร่อยและไม่เป็นพิษต่อร่างกาย

สำหรับคอร์สศึกษาชีวิตพอเพียงมีให้เรียนรู้ทุกวัน เพียงแค่คุณจับจักรยาน (บ้านท้องนามีให้ยืม) ออกไปปั่นดูทุ่งนา ไปดูคอกควาย และไปเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ คอร์สเรียนเหล่านั้นจะทำให้ตระหนักว่า วิถีเกษตรสามารถดำเนินการควบคู่ไปกับหลักความพอเพียงของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 และสามารถอยู่รอดได้ในระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนแผ่นดินประเทศไทยที่การเกษตรเป็นสิ่งที่คนไทยขาดไม่ได้ ไม่ว่าประเทศจะพัฒนาไปทิศไหน การเกษตรก็ยังอยู่คง

 

Price : ห้องพักสแตนดาร์ด 3,000 บาท สุพีเรียร์ 5,000 บาท บังกะโล 5,000 บาท รวมอาหารเช้า และปิ่นโตสำหรับอาหารเย็น

Place : โครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย ริมสนามบินสุโขทัย โทร. 09-7986-4270 เฟซบุ๊ก : บ้านท้องนา สนามบินสุโขทัย – Banthongna

Promotion: –

 

 

ภูเวียง ดินแดนของเจ้าฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/462548

ภูเวียง ดินแดนของเจ้าฟ้า

โดย…กาญจน์ อายุ

ตามรอยเสด็จ เจ้าฟ้านักอนุรักษ์ทรัพยากรธรณี บนดินแดนไดโนเสาร์ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ดินแดนที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเคยเสด็จฯ ทอดพระเนตรแหล่งขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ที่เทือกเขาภูเวียง เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2532

กรมทรัพยากรธรณีได้รับพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เป็นชื่อไดโนเสาร์ “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน” (Phuwiangosaurus sirindhornae) โดยทุกเดือน พ.ย.ของทุกปี กรมทรัพยากรธรณีจะจัดงานตามรอยเสด็จ เจ้าฟ้านักอนุรักษ์ทรัพยากรธรณี เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งในปีนี้ครบรอบ 27 ปี

รอยเท้าไดโนเสาร์เทอร์โรพอดบนหินทราย

 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยงานด้านธรณีวิทยา และบรรพชีวินวิทยาในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ทั้งทางกรมทรัพยากรธรณียังได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาในพื้นที่อุทยานธรณีขอนแก่น การอนุรักษ์ การจัดการทรัพยากรธรณีอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการผลักดันแหล่งขุดค้นให้เป็น “อุทยานธรณีขอนแก่น”

บริเวณเทือกเขาภูเวียงเป็นแหล่งค้นพบไดโนเสาร์ดึกดำบรรพ์ 4 สายพันธุ์ใหม่ของโลก ได้แก่ ไดโนเสาร์ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ไดโนเสาร์สยามโมซอรัส สุธีธรนี ไดโนเสาร์สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส และไดโนเสาร์กินรีมิมัส ขอนแก่นเอนซีส รวมทั้งยังพบซากสัตว์ร่วมสมัยหลายชนิดจนปัจจุบันกลายเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทางด้านธรณีวิทยาของขอนแก่น

ฟอสซิลปลาโบราณถูกเก็บรักษาไว้ที่ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

 

กระดูกภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน พบที่แหล่งภูเวียงเป็นครั้งแรก เป็นตัววัยเยาว์ ขนาดประมาณ 2 เมตร และสูง 0.5 เมตร จากนั้นยังพบกระดูกกระจายทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งวัดสักกะวัน ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สิรินธร ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว) ซึ่งพบโครงกระดูกอย่างน้อย 6 ตัว จำนวนมากกว่า 800 ชิ้น

เว็บไซต์ของกรมทรัพยากรธรณี ระบุถึงประวัติความเป็นมาของแหล่งไดโนเสาร์เทือกเขาภูเวียงว่า ในปี 2519 สุธรรม แย้มนิยม นักธรณีวิทยา ได้ค้นพบซากดึกดำบรรพ์เศษกระดูกไดโนเสาร์บริเวณพื้นลำห้วยประตูตีหมา และวินิจฉัยได้ว่าเป็นเศษส่วนปลายของกระดูกขาหลังท่อนบนของไดโนเสาร์ซอโรพอด (ไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่มี 4 ขา คอยาว หางยาว) โดยถือได้ว่าเป็นการค้นพบหลักฐานไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่นำไปสู่การสำรวจและวิจัยอย่างจริงจังจนถึงปัจจุบัน

ภายในหลุมขุดค้นที่ 9

 

นับจากการค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ครั้งแรก กรมทรัพยากรธรณี โดยโครงการความร่วมมือด้านบรรพชีวินวิทยา ไทย-ฝรั่งเศส ได้ทำการสำรวจไดโนเสาร์บนเทือกเขาภูเวียงอย่างต่อเนื่อง มีการค้นพบกระดูก ฟัน และรอยเท้าไดโนเสาร์จำนวนมาก ส่วนใหญ่พบอยู่ในหินทรายหมวดหินเสาขัวยุคครีเทเชียสตอนต้น (ประมาณ 130 ล้านปี) มีทั้งไดโนเสาร์ซอโรพอดและเทอร์โรพอด ขนาดตั้งแต่ตัวเท่าแม่ไก่ ไปจนถึงมีลำตัวยาวจากหัวจรดหางมากกว่า 15 เมตร ทำให้คนไทยมีความตื่นตัวเดินทางไปเยี่ยมชมแหล่งไดโนเสาร์ที่เทือกเขาภูเวียงอย่างต่อเนื่อง และรวมถึงการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรหลุมขุดค้นที่ 2 ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จฯ เมื่อปี 2533

ส่วนกระบวนการการเป็นฟอสซิลของซากสิ่งมีชีวิตนั้น นักธรณีวิทยาอธิบายว่า เมื่อไดโนเสาร์ตาย ส่วนอ่อนๆ เช่น เนื้อและหนังจะเน่าเปื่อยหลุดไป เหลือแต่ส่วนแข็ง เช่น กระดูกและฟัน ซึ่งจะถูกโคลนและทรายทับถมเอาไว้ ถ้าการทับถมของโคลนทรายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก็จะคงเรียงรายต่อกันในตำแหน่งที่มันเคยอยู่เป็นโครงร่าง แต่หากการทับถมเกิดขึ้นอย่างช้าๆ กระดูกจะมีโอกาสถูกทำให้กระจัดกระจายปะปนกัน

สวนไดโนเสาร์จำลอง

 

การทับถมของโคลนทรายทำให้อากาศและออกซิเจนซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของแบคทีเรียไม่สามารถเข้าถึงซากได้ ขณะเดียวกันน้ำและโคลนที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลไซต์ เหล็กซัลไฟด์ และซิลิก้าก็ค่อยๆ ซึมเข้าไปในเนื้อกระดูก อุดตันโพรงและช่องว่างที่มีอยู่ ทำให้กระดูกเหล่านั้นแกร่งขึ้น สามารถรับน้ำหนักของหิน ดิน ทรายที่ทับถมต่อมาภายหลังได้ นานๆ เข้ากระดูกจะกลายเป็นหิน มีเพียงฟันที่ไม่ค่อยจะถูกแปรสภาพเท่าไร เนื่องจากฟันเป็นส่วนที่แข็งที่สุด บางครั้งแร่ธาตุบางอย่างเข้าไปกัดกร่อนละลายกระดูก และทิ้งลักษณะกระดูกไว้เป็นโพรง โพรงเหล่านี้จึงกลายเป็นเสมือนแม่พิมพ์ และต่อมาเมื่อแร่ธาตุอื่นเข้าไปอยู่เต็มโพรงก็จะเกิดเป็นรูปหล่อของชิ้นกระดูก บางครั้งเมื่อไดโนเสาร์ตายใหม่ๆ แล้วถูกทับถมด้วยโคลนแล้วเนื้อหนังเปื่อยเน่าเป็นโพรงก็จะเกิดรูปหล่อของรอยผิวหนัง ทำให้เรารู้ลักษณะของผิวหนัง บางแห่งซากไดโนเสาร์จะถูกน้ำพัดพามาทับถมอยู่ด้วยกันเกิดเป็นชั้นสะสมของกระดูกไดโนเสาร์

นอกจากนี้ ไดโนเสาร์ยังทิ้งรอยเท้าไว้บนโคลน ซึ่งฟอสซิลรอยเท้าเหล่านี้ทำให้ทราบถึงชนิด ลักษณะท่าทางของไดโนเสาร์ เช่น เดิน 2 ขา หรือ 4 ขา เชื่องช้าหรือว่องไว อยู่เป็นฝูงหรืออยู่เดี่ยวๆ บางครั้งพบมูลของไดโนเสาร์กลายเป็นฟอสซิล เรียกว่า คอบโปรไลท์ ซึ่งทำให้ทราบถึงขนาดและลักษณะของลำไส้ หรือฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์ก็ทำให้ทราบว่าไดโนเสาร์ออกลูกเป็นไข่ บางครั้งพบตัวอ่อนอยู่ในไข่ ทำให้รู้ว่าเป็นไข่ของไดโนเสาร์ชนิดไหน นอกจากนี้ยังมีการค้นพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ในลักษณะกำลังกกไข่อยู่ในรัง ทำให้รู้ว่าไดโนเสาร์บางชนิดก็ดูแลลูกอ่อนด้วย

ซอโรพอดจำลอง ชนิดแอมพิโคเลียสที่ใหญ่ที่สุด

 

เมื่อยุคไดโนเสาร์ผ่านไปหลายล้านปี ชั้นของทรายและโคลนยังคงทับซากไดโนเสาร์ไว้จนกลายเป็นหินและถูกผนึกไว้ในชั้นหินด้วยซีเมนต์ธรรมชาติ ได้แก่ โคลนทราย จนเมื่อพื้นผิวโลกมีการเคลื่อนตัว ชั้นหินบางส่วนถูกยกตัวสูงขึ้นแล้วเกิดการกัดกร่อนทำลายชั้นหินโดยความร้อนจากดวงอาทิตย์ ความเย็นจากน้ำแข็ง ฝน และลม จนกระทั่งถึงชั้นที่มีฟอสซิลอยู่ ทำให้บางส่วนของฟอสซิลโผล่ออกมาเป็นร่องรอยให้นักวิทยาศาสตร์มาขุดค้นต่อไป

เนื่องจากไดโนเสาร์เป็นสัตว์บก มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 245-65 ล้านปี ดังนั้นซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์จึงพบอยู่ในชั้นหินตะกอนที่สะสมตัวบนบก จากการสำรวจธรณีวิทยาในประเทศไทย พบว่าหินที่มีอายุดังกล่าวพบโผล่อยู่ทั่วไปในบริเวณที่ราบสูงโคราช และพบเป็นแห่งๆ ในภาคเหนือ และภาคใต้ของประเทศไทย ดังนั้นจึงพบซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์และสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นๆ ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายแห่ง นอกจากภูเวียง ยังพบที่ภูแฝก จ.กาฬสินธุ์ พบรอยเท้าไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่พวกคาร์โนซอร์ รอยเท้ากว้าง 40 ซม. ยาว 45 ซม. ภูเก้า จ.หนองบัวลำภู พบรอยเท้าไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดย่อม (แต่ยังไม่ได้ศึกษารายละเอียด) และฟอสซิลไดโนเสาร์ในชั้นหินหมวดเสาขัว อายุ 130 ล้านปี และในภาคอื่นอย่างบริเวณน้ำใสใหญ่ เขาใหญ่ จ.ปราจีนบุรี พบรอยเท้าไดโนเสาร์เทอร์โรพอดซึ่งเป็นไดโนเสาร์เดิน 2 เท้า ขนาดใหญ่ มีรอยเท้ากว้าง 26 ซม. ยาว 31 ซม. รวมทั้งพวก ออร์นิโธพอด และซีลูโรซอร์ ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ขนาดเล็ก รอยเท้ากว้าง 14 ซม. ยาว 13.7 ซม.

การหารอยเท้าไดโนเสาร์โดยใช้พู่กันและวาสลีน

 

นักท่องเที่ยวสามารถตามรอยเสด็จ เจ้าฟ้านักอนุรักษ์ทรัพยากรธรณี ได้ที่ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง และหลุมขุดค้น 4 แห่ง แห่งที่ 1 ภูประตูตีหมา พบกระดูกไดโนเสาร์ชนิดกินพืช ซึ่งเป็นอาหารของภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน หลุมขุดค้นที่ 2 ถ้ำเจีย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จฯ พบกระดูกไดโนเสาร์ชนิดกินพืช ชิ้นส่วนกระดูกส่วนคอเรียงต่อกันจำนวน 6 ชิ้น หลุมขุดค้นที่ 3 ห้วยประตูตีหมา เป็นกระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครงจำนวนหลายชิ้นของไดโนเสาร์ซอโรพอด ไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ และหลุมขุดค้นที่ 9 หินลาดยาว พบกระดูกส่วนสะโพกซ้าย และกระดูกส่วนหางของไดโนเสาร์คาร์โนซอร์ขนาดใหญ่ ชื่อว่า สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส ถือเป็นไดโนเสาร์ในกลุ่มของทีเร็กซ์ที่เก่าแก่ที่สุด และสุสานหอย 150 ล้านปี พบหอยนางรมน้ำจืดกระจายอยู่ทั่วบริเวณประมาณ 300 ตร.กม.

หากมีกำลังไหว สามารถเดินเท้าเชื่อมหากันได้ทั้ง 4 หลุม โดยแนะนำให้จอดรถที่ลานจอดรถใกล้หลุม 9 เดินจากลานจอดรถเดินไปที่หลุม 9 ระยะทางประมาณ 500 เมตร เดินต่อไปที่หลุม 2 ระยะทางประมาณ 1,100 เมตร เดินต่อไปสุสานหอยประมาณ 40 เมตร เดินต่อไปที่หลุม 1 ประมาณ 360 เมตร เดินต่อไปหลุม 3 ระยะทางประมาณ 1,300 เมตร และเดินต่อไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูเวียงประมาณ 300 เมตร

เส้นทางศึกษาฟอสซิลและกระดูกไดโนเสาร์ทั้ง 4 แห่ง เปิดทุกวัน ไม่มีวันหยุด โดยมีเส้นทางเดินชัดเจน พร้อมป้ายบอกทาง และป้ายสื่อความหมาย แต่หากต้องการศึกษาโดยสรุปให้มุ่งไปที่พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ทุกอย่างรวบรวมไว้ในนั้น รวมถึงสวนไดโนเสาร์จำลองให้ย้อนอดีต 130 ล้านปี สู่ยุคที่ไดโนเสาร์ครองโลก

ทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี นำทางไปยังหลุมขุดค้นที่ 9

 

กระดูกไดโนเสาร์บนชั้่นหินทราย

 

รอยเท้าสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กเมื่อเทียบกับด้ามพู่กัน

 

ทางเดินจากลานจอดรถไปยังหลุมขุดค้นที่ 9 ไกลประมาณ 500 เมตร

 

เมื่อหยดเล็กลงบนหินทรายจะเกิดฟองฟู่ อันเป็นที่เก็บฟอสซิลอย่างดี

 

กระดูกไดโนเสาร์ที่ค้นพบบนเทือกเขาภูเวียง

 

พักบวกเที่ยว เก็บเกี่ยววัฒนธรรม อมารี ภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/461475

พักบวกเที่ยว เก็บเกี่ยววัฒนธรรม อมารี ภูเก็ต

โดย…นิทรา ราตรี

โรงแรมในเครืออมารีนอกจากจะให้บริการที่พัก ยังส่งเสริมให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียง และเข้าร่วมงานเทศกาลท้องถิ่นในพื้นที่ที่โรงแรมตั้งอยู่ อย่างที่ผ่านมา อมารี ภูเก็ต ได้จัดแพ็กเกจเทศกาลถือศีลกินผัก ให้ที่พักพร้อมโปรแกรมเข้าร่วมงานกินเจ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักและสัมผัสตัวตนของท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

อมารี ภูเก็ต แบ่งที่พักออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ สุพีเรียร์และดีลักซ์วิง ประกอบด้วยห้องพักประเภทสุพีเรียร์ ดีลักซ์ และสวีท รวม 197 ห้อง โดยแต่ละห้องสามารถมองเห็นวิวทะเล ส่วนที่ 2 โอเชี่ยนวิง ประกอบด้วยห้องพักประเภทห้องสวีท 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน รวม 183 ห้อง ตั้งอยู่บนเขาสูงไล่ตามไหล่เขาทำแนวระนาบกับชายหาดป่าตอง และส่วนที่ 3 เดอะ คลับเฮาส์ ที่โอเชี่ยนวิง ประกอบด้วยสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ เตียงอาบแดด และห้องออกกำลังกาย โดยผู้ที่พักโซนโอเชี่ยนวิงในห้องพักที่มีระเบียงสามารถใช้บริการเดอะ คลับเฮาส์ ได้ พร้อมอภินันทนาการชา กาแฟ ตลอดวัน และทุกวันเวลา 17.30-18.30 น. จะมีอาหารว่าง ค็อกเทล และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้บริการฟรี

 

นอกจากสระว่ายน้ำที่เดอะ คลับเฮาส์ โรงแรมยังมีอีก 2 สระ รวมถึงฟิตเนสอีกแห่งที่โซนสุพีเรียร์และดีลักซ์วิง และสำหรับผู้ที่ต้องการผ่อนคลายใช้บริการได้ที่ บรีซ สปา ในห้องทรีตเมนต์แบบศาลาเปิดโล่งบนเนินเขา สำหรับครอบครัวทางโรงแรมมี คิดส์คลับ รับดูแลเด็กอายุตั้งแต่ 4-12 ปี มีบริการพี่เลี้ยงเด็ก และกิจกรรมสำหรับคุณหนูๆ และสำหรับนักท่องเที่ยวที่รอเที่ยวบินไปยังจุดหมายต่อไปสามารถพักผ่อนได้ที่ โวยาจเจอร์ เลานจ์ มีห้องอาบน้ำให้เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ห้องสมุด และเกมให้เล่นระหว่างรอ

อมารี ภูเก็ต ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้สุดของหาดป่าตอง สามารถมองเห็นความสวยงามของอ่าวป่าตองได้แบบพาโนรามา ซึ่งโรงแรมตัดขาดจากความอึกทึกแต่ไม่ไกลหากใครต้องการ ที่นี่จึงให้สองบรรยากาศ ทั้งความเงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติและความสนุกสุดมันส์ของป่าตอง

 

Price: ห้องพักโซนโอเชี่ยนวิงราคาเริ่มต้น 6,700 บ. สำหรับห้องสวีท 1 ห้องนอนพร้อมอาหารเช้า

Place: ตอนใต้สุดของหาดป่าตอง จ. ภูเก็ต โทร. 076-340-106-14 เว็บไซต์ www.amari.com/phuket

Promotion: ภูเก็ต อันโคเวอร์ แพ็คเกจ ห้องสวีท 1 ห้องนอนจำนวน 4 วัน 3 คืน พร้อมบริการเที่ยวในเมืองเก่าภูเก็ต กิจกรรมจ่ายตลาดและคลาสทำอาหารพื้นเมือง ส่วนลดอาหารและเครื่องดื่ม 20% เลทเช็คเอาท์ถึง 16.00 น. และของที่ระลึก ราคาเริ่มต้น 22,943 บ. เข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ส.ค. 60 สำรองแพ็คเกจทาง www.amari.com/phuket/hotelpackage

 

 

ข้าวและชาวเขา พ่อของเราที่แม่ฮ่องสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/461474

ข้าวและชาวเขา พ่อของเราที่แม่ฮ่องสอน

โดย…กาญจน์ อายุ ภาพ กาญจน์ อายุ, กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ไม่มีที่ไหน ที่ในหลวงไม่เคยเสด็จฯ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศไทย ไม่เว้นแม้แต่สถานที่ทุรกันดาร ไม่มีถนน ไม่มีความสะดวกสบาย เพื่อพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเขาให้ดีขึ้น

เณรออกบิณฑบาตรบนสะพานซูตองเป้

 

ชาวเขา

อย่างงานพัฒนาโครงการหลวง ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรชาวเขาบ้านดอยปุย ทรงทอดพระเนตรเห็นชาวเขาปลูกฝิ่นแต่ยากจน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำริและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งโครงการหลวงในปี 2512 เพื่อช่วยเหลือราษฎรชาวไทยภูเขาจากการดำรงชีวิตด้วยการทำไร่เลื่อนลอย และการปลูกฝิ่น ให้หันมาปลูกพืชเพื่อสร้างรายได้ทดแทน รวมทั้งการฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร

ข้อมูลของมูลนิธิโครงการหลวง (Royal Project Foundation) ระบุว่า ระยะเริ่มแรกเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฏรชาวเขาได้พระราชทานพันธุ์พืชชนิดต่างๆ และหมูพันธุ์ลูกผสม ต่อมาได้มีอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ กรมวิชาการเกษตร กรมประชาสงเคราะห์ และหน่วยงานต่างๆ เดินทางไปเยี่ยมเยียนเกษตรกรชาวเขาในหมู่บ้านต่างๆ ประจำทุกสัปดาห์ เพื่อจัดทำแปลงสาธิตการเกษตร และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรด้านต่างๆ รวมทั้งให้การฝึกอบรมเกษตรกรชาวเขาในการปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์

สวนธรรมภูสมะ

 

ต่อมา เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2517 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำรัส เรื่องช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขา ความว่า

“เรื่องที่จะช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขานั้น มีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขา เพื่อจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถที่จะเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้ของเขาเอง ที่มีโครงการนี้ จุดประสงค์อย่างหนึ่งก็คือ มนุษยธรรม หมายถึง ให้ผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร สามารถที่จะมีความรู้และพยุงตัว มีความเจริญก้าวหน้าได้ อีกอย่างหนึ่งก็เป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่าควรจะช่วยเพราะเป็นปัญหาใหญ่คือ ปัญหาเรื่องยาเสพติด ถ้าสามารถช่วยชาวเขาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์บ้างเขาจะเลิกปลูกยาเสพติดคือ ฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับการปราบปรามการปลูกฝิ่นและการค้าฝิ่น ได้ผลดี อันนี้ก็เป็นผลอย่างหนึ่ง ผลอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ ชาวเขา ตามที่รู้เป็นผู้ที่ทำการเพาะปลูกโดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ถ้าพวกเราทุกคนไปช่วยชาวเขา ก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี ความอยู่ดีกินดี และปลอดภัยได้อีกทั่วประเทศ เพราะถ้าสามารถทำโครงการนี้ได้สำเร็จ ให้เขาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง สามารถที่จะมีความอยู่ดีกินดีพอสมควร และสนับสนุนนโยบายที่จะรักษาป่าไม้ รักษาดินให้เป็นประโยชน์ต่อไป ประโยชน์อันนี้จะยั่งยืนมาก”

พื้นไม้ไผ่สะพานซูตองเป้

 

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ วัตถุประสงค์ รวมถึงเป้าหมายของการทำงานของโครงการหลวงที่ชัดเจน โดยโครงการหลวงทำงานครบวงจร ประกอบด้วย หนึ่ง การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อให้เกิดความชัดเจนของพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และพื้นที่ใช้ประโยชน์อื่นๆ สอง การปลูกป่าในพื้นที่ส่วนที่ควรเป็นป่า เช่น การปลูกป่าชาวบ้าน ตามแนวพระราชดำริป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง สาม การทำการเกษตรภายใต้ระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมทั้งการพัฒนาพื้นฐาน ได้แก่ ระบบชลประทาน รวมถึงการปรับปรุงถนนระหว่างหมู่บ้านสำหรับการขนส่งผลผลิตต่างๆ ไปสู่ตลาด สี่ การวิจัย ซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะการปลูกพืชเขตหนาวทุกชนิดเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ผลจากการวิจัยได้นำไปส่งเสริมต่อเกษตรกร รวมถึงการพัฒนาคนด้านการศึกษาและสาธารณสุข เพื่อช่วยเขาให้ช่วยตนเอง และห้าการขนส่ง การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และการตลาด เพื่อนำผลผลิตของเกษตรกรไปสู่ผู้บริโภค

ยกตัวอย่าง ชาวปะเกอกะเญอ ที่บ้านเมืองแพม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ชาวเมืองแพมส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ปลูกข้าว ปลูกกระเทียม และถั่วลิสง โดยชุมชนได้จำแนกพื้นป่าตามแนวพระราชดำริ คือ ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 ได้แก่ พื้นที่ป่าต้นน้ำ บริเวณห้วยเฮี๊ยะ พื้นที่ป่าใช้สอย บริเวณทิศเหนือของหมู่บ้าน และพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือป่าบวช  บริเวณห้วยโป่ง

วัดพระธาตุดอยกองมู

 

พระองค์มีพระราชดำรัสว่า “การปลูกป่า ถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาได้ ให้ใช้วิธีปลูกไม้ 3 อย่าง แต่มีประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ โดยปลูกรองรับการชลประทาน ปลูกรับซับน้ำ และปลูกอุดช่วงไหล่ตามร่องห้วยโดยรับน้ำฝนอย่างเดียว ประโยชน์อย่างที่ 4 คือ สามารถช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ”

บ้านเมืองแพมยังเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน มีโฮมสเตย์ 17 หลัง โดยสามารถศึกษาวิถีชีวิตของชาวปะเกอกะเญอได้ที่ บ้านผ้าทอกะเหรี่ยง ชาวเมืองแพมทอแบบไม่ใช่กี่ แต่จะยึดผ้าไว้กับเสาแล้วใช้ตัวดึงผ้าให้ดึง และทอเหมือนใช้กี่ทั่วไป บ้านหมอยาสมุนไพร บ้านจักสานและช่างไม้ รวมถึงกิจกรรมเดินป่าไปดูการจัดการป่าไม้ของชุมชน

ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ

 

นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอีกแห่งที่บ้านเมืองปอน อ.ขุนยวม หมู่บ้านที่ยังมีวิถีชีวิตดั้งเดิม ทั้งบ้านแหลงคำ คงมณี ทำจองพารามานาน 60 ปี บ้านแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารดอกเอื้องงาม บ้านตัดเย็บผ้าไตป้าอู๊ด บ้านจักสานกุ๊บไต และบ้านทำข้าวปุ๊ก ขนมท้องถิ่นทำจากแป้งคล้ายโมจิ โดยมีโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยวจำนวน 20 หลัง

นาข้าว

แม่ฮ่องสอนเวลานี้สีเหลืองอร่ามด้วยรวงข้าวเต็มทุ่งเกือบทุกบริเวณ ซึ่งจังหวัดนี้เป็นที่ตั้งของธนาคารข้าวแห่งแรกของไทย ที่บ้านป่าแป๋ ใน อ.แม่สะเรียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานข้าวเพื่อตั้งเป็นธนาคารข้าวเป็นแห่งแรก เพราะชาวลัวะที่นั่นบางปีขาดแคลนข้าว ต้องยืมเงินซื้อโดยเสียดอกเบี้ยสูงมากจนไม่มีทางจะชำระหนี้ได้หมด ธนาคารข้าวที่ตั้งขึ้นนี้ได้คิดดอกเบี้ยต่ำ ชาวบ้านสามารถใช้คืนได้ในฤดูเก็บเกี่ยวครั้งต่อไป โดยหลักเกณฑ์ของธนาคารมีอยู่ว่า ชาวบ้านต้องช่วยกันสร้างยุ้งข้าว และรวมกลุ่มกันดูแลการจ่ายออกและทวงคืน

บ้านเมืองแพม หมู่บ้านพอเพียง

 

ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2513 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎร โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่โครงการหลวงชาวเขานำข้าวสารพระราชทานคิดเป็นมูลค่า 2 หมื่นบาท มอบให้กับราษฎร เพื่อให้เป็นกองทุนหมุนเวียนช่วยเหลือราษฎรที่ประสบความเดือดร้อนจากการขาดแคลนข้าว ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ทั้งยังได้ต่อยอดไปสู่การรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน การแปรรูปเป็นข้าวดอยปลอดสารพิษ และทดลองแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพิ่มมูลค่าให้กับข้าวดอยป่าแป๋

บ้านป่าแป๋อยู่ในหุบเขาท่ามกลางธรรมชาติ และเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยชาวบ้านมีความเชื่อและพิธีกรรมการขนข้าวสู่หลอง (ยุ้ง) ข้าว และนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตเรียบง่ายของหมู่บ้านกลางท้องนา ในแม่สะเรียงยังเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุ 4 จอม ได้แก่ พระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุจอมทอง พระธาตุจอมมอญ และพระธาตุจอมกิตติ โดยแต่ละวัดตั้งอยู่บนภูเขาทั้งสี่ทิศเป็นที่สักการบูชาของชาวแม่สะเรียง

บ้านทำจองพาราในบ้านเมืองปอน

 

อีกหนึ่งความสวยงามของท้องนาอยู่ที่ สะพานซูตองเป้ ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 8 กม. สะพานทำจากไม้และไม้ไผ่ กว้าง 2 เมตร ยาว 500 เมตร. คำว่า ซูตองเป้ เป็นภาษาไทยใหญ่ แปลว่า อธิษฐานสำเร็จ ซึ่งเชื่อกันว่า หากได้มายืนอยู่กลางสะพานแล้วอธิษฐานขอความสำเร็จใดๆ ก็จะพบกับความสมหวัง ซึ่งสะพานซูตองเป้เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของพระภิกษุสงฆ์และชาวบ้านกุงไม้สัก ที่ต่างช่วยกันลงแรงสานพื้นสะพานด้วยไม้ไผ่ทอดยาวเชื่อมต่อระหว่างสวนธรรมภูสมะและหมู่บ้านกุงไม้สัก เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์และชาวบ้านได้ใช้สัญจรไปมาระหว่างหมู่บ้านสะดวกขึ้น

สีเหลืองทองยังเหลืองอร่ามไปยัง ดอยแม่อูคอ เขตบ้านสุรินทร์ ต.ยวมน้อย อ.ขุนยวม ภูเขาที่กำลังถูกปกคลุมด้วยดอกบัวตองในเดือน พ.ย.-ต้นเดือน ธ.ค. ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ยาวไปจนเกือบสุดปลายทางถนน 108 และยังปกคลุมไปทั้งใจของชาวบ้านที่ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ไม่มีที่ไหน ที่ในหลวงไม่เคยเสด็จฯ ช่างแท้จริง ไม่ว่าแม่ฮ่องสอนจะอยู่ห่างไกล แต่ก็ไม่ไกลเกินกว่าที่พ่อของแผ่นดินจะเสด็จฯไปถึง ส่งเสริมให้ชาวเขามีอาชีพ สร้างสรรค์ให้ชาวนามีข้าวไม่ขาดแคลน เป็นตัวแทนของกว่าพันโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำเพื่อคนไทย

แม่ค้าขายหอมแดงที่บ้านเมืองปอน

 

ชาวเขาปะเกอกะเญอทำแก้วไม้ไผ่จำหน่าย

 

เกาะศาลเจ้า ชุมชนลับย่านตลิ่งชัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/460538

เกาะศาลเจ้า ชุมชนลับย่านตลิ่งชัน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : ไฮฟ์สเตอร์

เขตตลิ่งชันช่างพลุกพล่าน ทว่าบางสถานที่กลับเงียบและเรียบง่ายประหนึ่งชนบท ที่นั่นคือ “เกาะศาลเจ้า” ชุมชนขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่บนแผ่นดินกลางผืนน้ำ ปลีกวิเวกจากความโหวกเหวกของเมืองใหญ่ พอได้เข้าไปเหมือนได้เอกเขนกในบ้านสวนกลางเมืองหลวง

ชุมชนเกาะศาลเจ้า หรือ ชุมชนวัดจำปา มีลักษณะเป็นเกาะ เพราะถูกล้อมรอบด้วยคลองบางระมาดกับคลองบางไทร ขับรถมาทางเส้นพุทธมณฑลสาย 1 เข้าซอยพุทธมณฑลสาย 1 ซอย 22 (ซอยโชคสมบัติ) จากนั้นสละรถแล้วเตรียมแข้งขาเพื่อเดิน

 

การเดินทางเริ่มต้นที่ วัดจำปา วัดเก่าแก่ประจำหมู่บ้านสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา อายุกว่า 200 ปี มีความโดดเด่นที่เครื่องกระเบื้องเคลือบบนหน้าจั่วของอุโบสถ และจิตรกรรมฝาผนังด้านในที่ยังความสวยงามมาถึงปัจจุบัน ซึ่งวัดเหมือนเป็นด่านแรกก่อนเข้าชุมชน ให้ผู้มาเยือนได้หยุดสักการะก่อนเดินต่อไป

สองเท้าก้าวไปตามท้องร่องร่มรื่นใต้เงาไม้ ถัดจากวัดไปไม่ไกลจะเห็นบ้านทรงไทยหลังใหญ่ชื่อ บ้านหว่างจันทร์ ที่อยู่อาศัยของผู้นำชุมชนผู้สืบทอดศิลปะการแทงหยวก โดยนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้จากช่างแทงหยวกอดีตนายช่างกระทรวงวัง เขาได้อพยพหนีระเบิดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มายังที่เกาะศาลเจ้าและเผยแพร่ความรู้การแทงหยวกให้คนที่นี่

 

การแทงหยวกคือศิลปะโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อใช้ในงานสำคัญ เช่น งานแต่งงาน งานศพ และงานบวช จัดอยู่ในงานช่างสิบหมู่ประเภทช่างสลักของอ่อน โดยผู้สืบทอดปัจจุบันหาได้ยากแล้ว หนึ่งในนั้นคือ อาจารย์ดุ่ย-ทวีศักดิ์ หว่างจันทร์ ผู้สืบทอดฝีมือและเอกลัษณ์งานแทงหยวกกล้วยกลุ่มวัดจำปา เจ้าของบ้านหว่างจันทร์นั่นเอง

จากนั้นอีกฝั่งคลองบ้านไทรจะเป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าพ่อจุ้ย ชื่อศาลเป็นที่มาของชื่อเกาะศาลเจ้า คำว่า จุ้ย เป็นภาษาจีนหมายความว่า น้ำ สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่ริมคลองผูกพันกับสายน้ำ โดยทุกปีจะมีงานบูชาเทพเจ้าแห่งน้ำที่ศาลเจ้าพ่อจุ้ยแห่งนี้

 

ระหว่างทางสู่จุดหมายต่อไป จะผ่านร้านกาแฟโบราณให้นักท่องเที่ยวจิบรสอดีตไปพร้อมๆ กับละเลียดชมชุมชน ถัดจากนั้นให้เดินตามกลิ่นหอมหวลไปที่ บ้านเครื่องหอม กลิ่นน้ำหอมจรุงไปสามบ้านเจ็ดบ้าน ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นเครื่องหอม เครื่องอบไทยโบราณ และแป้งพวง

แป้งพวงนั้นจะผ่านการอบร่ำด้วยแป้งหินอบควันเทียนผสมกลิ่นหอมของดอกไม้ แล้วนำมาหยอดเป็นหยดบนเส้นด้ายเมื่อแป้งแข็งตัวจะเกาะด้ายรวมกันเป็นพวง โดยแป้งพวงจะใช้ประดับผมผู้หญิงให้มีกลิ่นหอม หรือนำไปเป็นพวงมาลัยก็ไม่ผิดวิธีการ

 

เมื่อเดินลัดเลาะไปตามทางหมู่บ้าน เส้นทางจะนำไปลิ้มรสขนมไทยโบราณที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นมาทำด้วยกรรมวิธีธรรมชาติ ในละแวกเดียวกันยังมีสวนผลไม้ที่ บ้านสวนริมคลอง แหล่งปลูกสวนผลไม้ริมคลองบ้านไทร นักท่องเที่ยวสามารถพายเรือชมสวนแบบชาวบ้านได้ ทั้งยังมีของอร่อยอย่าง น้ำฟักข้าว และทอดมันปลาที่จะขายเฉพาะวันหยุดเท่านั้น ถัดบ้านสวนริมคลองไปจะพบกับบ้านทำขนมไทยชื่อดัง นอกจากรสชาติจะหวานนวลอร่อย วัตถุที่ใช้ก็แทบจะออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น ขนมกล้วยจากกล้วยสดไม่เจือแป้ง รวมถึงขนมต้มและข้าวต้มมัด

ตามโปรแกรมที่โครงการแอปเพียร์ (Appear) จัดมานั้นสิ้นสุดที่บ้านสวนริมคลอง แต่นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นดูวิถีชีวิตของชาวเกาะศาลเจ้าได้โดยไม่รู้เบื่อ หรือจะลองพายเรืออย่างวิถีชาวบ้านใช้สัญจรก็น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะกับคนเมืองที่ชีวิตห่างคำว่าสวนว่าคลองมากขึ้นทุกที

 

ชุมชนเกาะศาลเจ้าเสมือนสาวรวยเสน่ห์ที่ยังใช้วิถีพื้นเมือง ทั้งกินอาหารไทย ใช้น้ำหอมไทย มีน้ำใจและรวยรอยยิ้ม คนในชุมชนยังใช้ชีวิตแบบไม่พึ่งทุนนิยม เพราะทุกคนหาเลี้ยงชีพจากพืชผักหลังบ้าน ยังพายเรือไม่มีน้ำมัน และยังแบ่งปันไมตรีให้ผู้มาเยือน

เกาะศาลเจ้าเป็น 1 ใน 6 ชุมชนภายใต้โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ แอพเพียร์ (Appear) ด้วยนวัตกรรมการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อลดปัญหาทางสังคมและเสริมสร้างชุมชนให้แข็งแกร่งมากขึ้น เป็นความร่วมมือระหว่างยูเอ็นดีพี (ประเทศไทย) กรุงเทพมหานคร และไฮส์ฟเตอร์ (HiveSters) ซึ่งสามารถดูรายละเอียดชุมชนอื่นได้ที่ www.hivesters.com