เที่ยว “เลย” ไม่ร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/430623

เที่ยว "เลย" ไม่ร้อน

โดย…กาญจน์ อายุ

สมญานาม “หนาวนี้ที่เลย” หรือ “หนาวสุดหยุดที่เลย” หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ยกย่องให้เลย เป็นจังหวัดที่หนาวที่สุดในประเทศไทย กำลังถูกสยบด้วยอุณหภูมิพุ่งปรี๊ดแตะ 40 องศา พร้อมสมญาใหม่ “ร้อนที่สุดเลย” วลีเด็ดที่ฟังแล้วไม่ค่อยอภิรมย์คนไทย เพราะตอนนี้ไม่ว่าใครก็กำลังตามหากระแสความเย็นไปซุกกายคลายร้อน แต่! คุณเขาก็ไม่ใจร้ายเกินไปนัก ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่มีทะเลภูเขาทำให้บางอำเภอยังคงเย็นอยู่บ้างในฤดูร้อน

ภูเรือ อำเภอต้นตำรับความหนาวสะท้านบนยอดภูเรืออันโด่งดัง ทุกช่วงปลายย่างต้นปีนักท่องเที่ยวจะแห่ขึ้นภูดูทะเลหมอกและสัมผัสอากาศหนาว เวลาเดียวกับที่ต้นคริสต์มาสจะเปลี่ยนใบเป็นสีแดงพร้อมส่งขายไปทั่วประเทศ บรรยากาศช่างแตกต่างจากฤดูร้อนแทบทุกประการ แต่คนภูเรือยังโชคดีกว่า เพราะไม่ว่าจะร้อนแค่ไหนก็ยังเย็นกว่าในตัวเมืองอยู่ประมาณ 2 องศา อย่างวันที่เดินทางไป ตัวเมืองวัดได้ 41 องศา แต่ภูเรือเหลือ 39 องศา นับเป็นความร้อนที่น่าคบหา โดยเฉพาะของชาวอีสานตอนบนที่เลือกภูเรือเป็นสถานที่พักตากอากาศ คงเหมือนกับคนกรุงเทพฯ ที่ไปหัวหิน แต่เวลานี้ไม่มีใครขึ้นยอดภูเรือไปดูพระอาทิตย์ที่ไร้ทะเลหมอก และคงไม่มีใครไปถ่ายรูปในวันที่ลานต้นคริสต์มาสเป็นสีเขียว สิ่งที่ทุกคนต้องการคือความสดชื่น และอย่างเดียวที่ให้ได้คือ น้ำ!

ปลาบ่า เป็นทั้งชื่อตำบลและชื่อน้ำตก เมื่อราว 2 เดือนที่ผ่านมา กิตติคุณ บุตรคุณ นายอำเภอภูเรือร่วมกับชาวบ้าน เปิดตัวกิจกรรมล่องแพไม้ไผ่ใน ลำน้ำสาน ลำน้ำมีต้นกำเนิดจากภูหลวงผ่านพื้นที่ 6 ตำบลของอำเภอภูเรือ ความยาวประมาณ 40 กม. ซึ่งช่วงที่ผ่านบ้านปลาบ่าชุมชนได้จัดกิจกรรมล่องแพไม้ไผ่รับหน้าร้อน ทั้งนี้ปกติชาวบ้านปลาบ่ามีอาชีพเกษตรกรปลูกขิง แก้วมังกร มันสำปะหลัง ใช้ชีวิตพึ่งพาลำน้ำสานในการทำเกษตรและอุปโภคบริโภค กิจกรรมล่องแพจึงเป็นรายได้เสริมระหว่างรอเก็บเกี่ยว ซึ่งแต่เดิมก่อนที่จะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นี่เป็นสวนน้ำของชาวบ้านมาเนิ่นนาน

จุดให้บริการอยู่บริเวณฝายน้ำล้นบ้านปลาบ่าบริเวณนั้นระดับน้ำจะตื้นเป็นบ่อน้ำเย็นให้เด็กๆ ได้เล่นน้ำปลอดภัยซึ่งระดับน้ำจะลดลงในหน้าร้อนเท่านั้น ถ้าฝนมาเมื่อไหร่กระแสน้ำจะไหลแรงและมวลมากจนไม่สามารถลงเล่นน้ำได้ นอกจากแพไม้ไผ่ริมตลิ่งยังมีชาวบ้านตั้งเพิงให้เช่าห่วงยางเป็นทางเลือกให้ได้หย่อนเท้าแช่น้ำ ลอยตัวแหงนหน้ามองฟ้าและเยาะเย้ยอากาศร้อนข้างบน

แพไม้ไผ่นั่งได้ 4 คนไม่รวมฝีพาย คิดค่าบริการลำละ 400 บาท มีเส้นทางเดียวคือ ล่องทวนน้ำขึ้นไปหมู่บ้านแล้วตามน้ำกลับมาจุดเริ่มต้น ระยะทางไป-กลับประมาณ 2 กม. ใช้เวลาราว 2 ชม. ระหว่างล่องขึ้นไปจะผ่านสวนแก้วมังกรที่เขาว่ากันว่า รสชาติของภูเรือหวานอร่อยกว่าใคร ผ่านแนวป่าที่ยังไม่มีใครมาจับจอง ผ่านป่าไผ่ที่เป็นต้นเรื่องของแพไม้ไผ่ ผ่านท่อประปาภูเขาที่ชาวบ้านนำไปใช้ในครัวเรือน ผ่านบ้านของพี่ฝีพายที่ตอนนี้ลูกเมียคงกำลังทำกับข้าวรอ ผ่านคนตกปลากำลังนอนเอกเขนกจนรู้สึกอิจฉา และผ่านช่วงเวลาที่ไม่มีเสียงแปลกปลอมนอกจากธรรมชาติ

ข้อดีของแพไม้ไผ่คือทำให้เราเป็นเหมือนกบบนใบบัว เพราะแพไม่เหมือนเรือจึงไม่เสถียรมั่นคงแต่ลอยล่องไปตามแรงกระเพื่อมน้ำ แพไม่สมบูรณ์พื้นไม้ไผ่จึงไม่ชิดสนิทกันเปิดโอกาสให้น้ำแทรกล้นขึ้นมาคลอเท้าให้ชุ่มเย็น แพไม่ปิดบังจึงไม่มีหลังคาเพื่อให้มองรอบตัวได้ 360 องศา และแพไม่มีเสียงเพราะไม่มีน้ำมันและเสียงเผาผลาญให้รำคาญใจ

เมื่อขึ้นไปถึงจุดหมาย ที่นั่นไม่มีป้ายแสดงความยินดีหรือเส้นชัยใดๆ สิ่งที่ทำคือโบกมือทักทายชาวบ้านและแทบจะบอกลาในเวลาเดียวกัน นั่นเป็นอีกครั้งที่รู้สึกว่าจุดหมายไม่สำคัญเท่าระหว่างทาง วัตถุประสงค์ของการล่องแพครั้งนั้นจึงไม่ใช่รีบพายให้ไปถึงจุดกลับตัวแต่เป็นการค่อยๆ ไปตามวิธีของแพไม้ไผ่เพื่อให้ผู้โดยสารได้ดื่มด่ำกับความ “ธรรมดา” สองข้างทางให้มากที่สุด

จากนั้นขาล่องกลับตามน้ำเป็นไอเดียที่ดีที่จะเปลี่ยนจากท่านั่งเป็นลอยคอ แค่จับเชือกให้มั่นแล้วลอยตามแพกลับไป เมื่อแพกลับมาเทียบท่า ณ จุดเริ่มต้น ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนกลับ ไก่ย่าง ส้มตำ รอให้ชิมอยู่ริมท่า แต่ที่อร่อยกว่าอาหารน่าจะเป็นอรรถรสของเหล่าแม่ค้า แค่ถามว่าเคยเล่นน้ำที่นี่ไหม แม่ก็เล่าย้อนไปตั้งแต่ยังแก้ผ้าเป็นเด็ก ยาวไปถึงสมัยจีบพ่อ จนเป็นแม่บ้านประจำตำบล

ลำน้ำสานช่วงหน้าร้อนบริการแพไม้ไผ่ แต่เมื่อเข้าหน้าฝนเมื่อไรจะเปลี่ยนไปบริการล่องแก่งซึ่งรับผิดชอบโดย อบต.ลาดค่าง จุดที่ล่องแก่งห่างจากที่ว่าการอำเภอภูเรือประมาณ 9 กม. มีตั้งแต่ระดับความยาก 1-5 ระยะทาง 13 กม. มีแก่งทั้งหมด 59 แก่ง เช่น แก่งเกลี้ยง แก่งลาดนกขี้ถี่ แก่งคอนบ่าและมีเรือยางบริการ 40 ลำ รองรับนักท่องเที่ยวได้ราว 300 คน/วัน รับรองได้ว่านักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงามของสองฝั่ง รวมทั้งความตื่นเต้นท้าทายตลอดลำน้ำ อัตราค่าบริการเริ่มต้น 700-1,000 บาท/คน ขึ้นอยู่กับระยะทาง

ปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคอีสานทำแผนการตลาด ประจำปี 2559 ภายใต้แคมเปญ อีสานแซ่บนัว ดึงดูดคนไทยให้ไปเที่ยว 20 จังหวัดในอีสาน ด้วยมิติการท่องเที่ยวหลากหลายรสชาติทั้งประเพณี วัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติ ทั้งยังเที่ยวได้ตลอดปีไม่ว่าจะหนาว ร้อน และฝนดูอย่างจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องความหนาวก็ยังมีที่เที่ยวหน้าร้อนให้ไป เอาเป็นว่าถ้าใครอยากเที่ยวแต่คิดไม่ออกให้นึกถึงอีสาน เว็บไซต์เขาก็มีให้ดูเป็นแนวทางที่ www.เที่ยวอีสาน.com และสอบถามการเดินทางไปล่องแพบ้านปลาบ่า โทร. 042-812-812 (ททท. เลย)

 

หนึ่งวันในสมุทรปราการ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/429574

หนึ่งวันในสมุทรปราการ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

โดย…สมแขก ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ (Erawan Museum) ถือเป็นแหล่งดึงดูดผู้คนอีกแห่งหนึ่งของเมืองปากน้ำ ด้วยลักษณะทางสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่โดดเด่นสะดุดตา ในเนื้อที่ 12 ไร่ เป็นงานประติมากรรมลอยตัว ความสูงเท่ากับตึกสูง 17 ชั้น ความสูงของช้างรวมอาคาร  43.60 เมตร เฉพาะตัวช้าง 29 เมตร ตัวช้างทำด้วยโลหะทองแดงเคาะด้วยมือ น้ำหนักของลำตัวช้าง 150  ตัน น้ำหนักของเศียรช้าง 100 ตัน น้ำหนักรวม 250 ตัน เมื่อตั้งอยู่ในที่ตั้งซึ่งสะดวกต่อการเดินทางเพราะตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท ก่อนเข้าตัวเมืองปากน้ำ จ.สมุทรปราการ ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวแวะมาไม่ขาดสาย ประกอบกับสิ่งแวดล้อมสถานที่ตั้งที่จำลองบรรยากาศสวนป่าหิมพานต์อันรื่นรมย์ มอบความร่มเย็นให้แก่ผู้แวะเวียน

อาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนบนของตัวช้างออกแบบให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุมีค่า เช่น ภาพวาดสีฝุ่นรูปจักรวาล พระพุทธรูปปางลีลา บริเวณท้องช้างปูด้วยไม้มะเกลือสีออกดำ ส่วนล่างของตัวช้างเป็นฐานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กรับหน้าที่ถ่ายน้ำหนักลงเสาแปดเสาภายนอกและสี่เสาภายในอาคาร ซึ่งเสาทั้งสี่ต้นประดับด้วยดีบุกดุนลายจากฝีมือช่างชาวนครศรีธรรมราชและช่างเชียงใหม่ เสาแต่ละต้นถ่ายทอดเรื่องราวศาสนาสำคัญของโลก ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธนิกายมหายาน (ประวัติเจ้าแม่กวนอิม)

 

(เสาคริสต์) มอบความรักเพื่อปลดเปลื้องบาปของมนุษย์ บอกเล่าการก่อเกิดมวลมนุษย์ การเชื่อฟังในพระเจ้า สู่การไถ่บาปของพระเยซูในฐานะบุตรแห่งพระเจ้า ผู้มีความรักอันบริสุทธิ์ รักที่ไม่มีข้อแม้ และยอมสละชีวิตเพื่อสอนให้มนุษย์รู้จักรักและการจะได้มาซึ่งความรักซึ่งต้องเชื่อมั่นและศรัทธาในตนเอง

(เสาพราหมณ์-ฮินดู) ชี้ทางด้วยภาวนา และบูชาเพื่อพ้นทุกข์ กล่าวถึงพระตรีมูรติ มหาเทพผู้เป็นศูนย์รวมความเชื่อ และศรัทธาจากศาสนิกชน โดยเฉพาะองค์พระนารายณ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้อวตารลงมาถึง 10 ปาง เพื่อช่วยเหลือทั้งมนุษย์และเทพทั้งหลายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ จากหมู่มารและจากมนุษย์ด้วยกัน

 

(เสาพุทธมหายาน) สร้างสันติสุขด้วยกรุณา ถ่ายทอดเรื่องราวของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์จนบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์ ผู้มากด้วยความกรุณาที่มีต่อทั้งมนุษย์และสรรพสัตว์ โดยระงับการนิพพานไว้จนกว่าจะช่วยเหลือมวลมนุษย์และเหล่าสัตว์ทั้งหมดจนพ้นจากความทุกข์

(เสาพุทธเถรวาท) หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดด้วยปัญญาและความเพียร การบำเพ็ญเพียรของพระโพธิสัตว์ทั้งสิบชาติ ด้วยคุณธรรม 10 ประการ เรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ถูกร้อยเรียงไว้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการบำเพ็ญเพียรอย่างอุตสาหะของมหาบุรุษ ก่อนที่จะได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ชี้หนทางแห่งการหลุดพ้นจากความทุกข์แก่มวลมนุษยชาติ

 

ภายในอาคารศาลาตกแต่งแบบผสมผสานศิลปะหลากหลายรูปแบบไว้ด้วยกัน เช่น ใช้กระจกสีแบบศิลปะตะวันตก เครื่องเบญจรงค์สลับลวดลายสอดสีแบบไทย สำหรับงานปูนปั้นบางชิ้นที่มีขนาดใหญ่จะมีส่วนผสมของปูนซีเมนต์ เช่น เศียรพญานาค กินรีและกินนร ซึ่งรูปปั้นเหล่านี้ขึ้นรูปด้วยปูนซีเมนต์ก่อนแล้วจึงตกแต่งด้วยปูนตำปั้นทับลงไปอีกชั้นพร้อมกับประดับเบญจรงค์ การดุนโลหะบนแผ่นดีบุกของช่างเมืองนครศรีธรรมราช และรูปปั้นโบราณชนิดต่างๆ อาทิ คนธรรพ์บรรเลงดนตรี รูปพญานาค ของช่างเมืองเพชร

ส่วนชั้นใต้ดินที่เรียกว่า ชั้นบาดาล จะเป็นที่สำหรับจัดแสดงนิทรรศการและโบราณวัตถุจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูปเทวรูปสมัยต่างๆ และเครื่องลายครามของจีน ระเบียงรอบนอกตัวอาคารประกอบด้วยซุ้มแปดซุ้มรอบพิพิธภัณฑ์เป็นอุทยานพรรณไม้ในวรรณคดีและพันธุ์ไม้หายากจากทุกภูมิภาคของไทย มีงานประติมากรรมลอยตัวเรื่องรามเกียรติ์ วางเรียงรายล้อมรอบอาคาร เป็นสถานที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านงานศิลปะที่หลากหลายรูปแบบ สำหรับคนที่อยากเรียนรู้เรื่องราวของศาสนาทั้ง 4 สามารถหาคำตอบแบบเพลิดเพลินได้ไม่มีเบื่อ เป็นหนึ่งวันที่แสนคุ้มและเย็นใจในสมุทรปราการ

ช้างเอราวัณนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่เก็บรวบรวม หรือเผยแพร่ความรู้ด้านศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรมเท่านั้น แต่เป็นกุศโลบายของการเรียนรู้ศิลปะและศาสนา เป็นแหล่งส่งเสริมให้คนในสังคมสมัยใหม่ได้รู้จักหลักแห่งศาสนาทั้ง 4 ผ่านเจตนารมณ์ของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้สร้างเมืองโบราณ ที่ต้องการอนุรักษ์งานศิลป์ไทยให้สืบไปถึงชนรุ่นหลาน ถ้าต้องการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ มีค่าบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ช้างชมภายในและภายนอกพิธภัณฑ์ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท สามารถเดินชมบริเวณสวนได้โดยรอบ เปิดสักการะตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. ทุกวัน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-371-3135-6 หรือ www.erawan-museum.com

 

เวลาเดินถอยหลัง อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/429453

เวลาเดินถอยหลัง อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท

โดย…นิทรา ราตรี

ความรู้สึกเหมือนอยู่บนเกาะส่วนตัวขณะอยู่บนเกาะภูเก็ต ไม่ใช่ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ หนึ่งในนั้นคือ หาดลายัน แห่ง อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท ที่แวดล้อมไปด้วยป่าสนและท้องทะเลท่ามกลางความปลีกวิเวกอย่างสงบประหนึ่งไม่ใช่ภูเก็ตคนเดิม

รีสอร์ทติดทะเลและภูเขาจึงให้ทั้งความสบายในสายลมแสงแดดและความร่มรื่นของต้นไม้บนเขา โดยห้องพักและวิลล่าอยู่แทรกไปในธรรมชาติ ประกอบด้วยห้องพัก 30 ห้อง และพูลวิลล่า 47 หลัง เริ่มต้นที่ห้องพรีเมียร์ขนาด 56 ตร.ม. ตกแต่งแบบไทยร่วมสมัย เน้นใช้โทนสีธรรมชาติและไม้แท้ ดีลักซ์ ลายัน สวีท รองรับผู้ใหญ่ 2 คน เด็ก 2 คน ด้วยห้องขนาด 80 ตร.ม. จากนั้นจะเป็นประเภทพูลวิลล่าที่แยกย่อยหลายประเภทตามโลเกชั่นและประโยชน์ใช้สอย เช่น บีชแอคเซส พูลวิลล่า ถูกใจผู้รักทะเลด้วยทางเดินลงหาดจากห้องพัก พูลวิลล่า 2 ห้องนอน รองรับผู้ใหญ่ 4 คน เด็ก 2 คน  เหมาะแก่การสังสรรค์เล็กๆ ในครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน และห้องใหญ่สุด อนันตรา พูลวิลล่า 2 ห้องนอน ขนาด 485 ตร.ม. โอ่โถงเหมือนบ้านพักตากอากาศ รองรับผู้ใหญ่ 6 คน และเด็ก 1 คน

 

นอกจากนี้ รีสอร์ทยังมีบริการ เดอะ เรสซิเดนเซส บาย อนันตรา เป็นโครงการบ้านพักหรูส่วนตัวจำนวน 15 หลัง ที่ตั้งลดหลั่นริมเชิงเขาเพื่อลูกค้าระดับไฮแอนด์ แต่ละหลังเป็นอาคาร 2 ชั้น มีสระว่ายน้ำส่วนตัว ดาดฟ้าสำหรับจัดปาร์ตี้ ห้องครัวพร้อมเตาย่างบาร์บีคิว และบัตเลอร์ส่วนตัว ซึ่งเปิดให้เช่าเป็นรายวัน หรือจะซื้อเป็นเจ้าของก็ยังมีเหลือให้จับจอง

ห้องอาหารและบาร์มีให้บริการที่ศาลา ลายัน เสิร์ฟบุฟเฟ่ต์อาหารเช้า และอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนในมื้อกลางวันและมื้อเย็น ห้องอาหารเย็นดีปลี เป็นภาษาใต้แปลว่า พริก ให้บริการอาหารไทยแบบต้นตำรับ โดยเฉพาะอาหารใต้รสจัดที่ต้องลอง บรีซ บาร์ ตัวช่วยลดความกระหายกลางแดดร้อนด้วยน้ำผลไม้สด ม็อกเทล และค็อกเทล นอกจากนี้ยังมีบริการออกแบบมื้ออาหารตามใจลูกค้า ทั้งอิน วิลล่า บาร์บีคิว บาย ดีไซน์ จัดมื้ออาหารภายในห้องพักส่วนตัว และไดนิ่ง บาย ดีไซน์ บริการดินเนอร์พิเศษในโอกาสพิเศษที่ออกแบบเองได้

 

และไม่ว่าด้วยบรรยากาศหรือความเป็นส่วนตัวขั้นสูง ทำให้หลายคู่อยากแต่งงานอีกรอบ ทางรีสอร์ทก็มีทีมงานสร้างเซอร์ไพรส์ และสถานที่โรแมนติกบนเวดดิ้ง แชปเปิ้ล ที่จะเนรมิตฉากในนิยายรัก โดยมีเจ้าหญิงเจ้าชายจุมพิตบนเนินเขา อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท จึงไม่ได้เป็นเพียงเกาะส่วนตัวบนเกาะใหญ่ แต่ยังเป็นเกาะที่นาฬิกาเดินถอยหลัง ทำให้เวลาที่นี่เดินช้าลงและคนมีเวลาเหลือเฟือ

Price : ห้องพรีเมียร์เริ่มต้น ที่ 6,000 บ. P

lace : หาดลายันฝั่งตะวันตก ของภูเก็ต ห่างจากสนามบินภูเก็ต 20 นาที โทร. 076-317-200 เว็บไซต์ phuket-layan. anantara.com

Promotion : Short Breaks Special เมื่อเข้าพักในห้องพรีเมียร์ ตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไปรับสิทธิพิเศษ ได้แก่ เครื่องดื่มคลายร้อน ส่วนลดสปา 20% และสิทธิอัพเกรด ห้องพัก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

ตุงซาววา ตำนานแห่งเขลางค์นคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/429452

ตุงซาววา ตำนานแห่งเขลางค์นคร

โดย…ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

พื้นที่อันกว้างใหญ่ทางแถบภาคเหนือของไทย ในอดีตเคยมีอาณาจักรมากมายหลายเมือง แต่ละแห่งก็มีวิถีวัฒนธรรมและตำนาน ดังเช่น ที่ อ.งาว จ.ลำปาง ซึ่งมีตำนานเกี่ยวกับเจ้าแม่สัปปะกิ และประเพณีตุงซาววา ซึ่งมีความสำคัญกับคนในชุมชนมาจนถึงทุกวันนี้

ตามตำนานเจ้าแม่สัปปะกิ (สรรพกิจ ในภาษากลาง) เป็นเจ้าผู้ปกครองเมืองง้าวเงิน(อ.งาว ในปัจจุบัน) ได้อพยพผู้คนมาจากเมืองลับแล (อุตรดิตถ์) รวบรวมผู้คนสร้างเมืองใหม่ขึ้น ต่อมาเจ้ากะระปัตผู้เป็นพี่ชายและครองเมืองภูกามยาว (เมืองพะเยา) ได้ปลอมตัวเป็นขอทานเพื่อลองใจขออาหารกินแต่ทหารของเจ้าแม่กลับให้ข้าวเน่าแทน ทำให้เจ้ากะระปัตโกรธมาก ยกทัพกลับมาตีเมืองง้าวเงินจนแตกพ่าย และกำลังจะสังหารเจ้าแม่สัปปะกิ แต่ด้วยบุญบารมีในอดีตชาติ เจ้าแม่เคยช่วยหอยทาก 2 ตัวไว้ หอยทากดังกล่าวได้ไปเกิดเป็นเทพธิดาบนสวรรค์ และได้ส่งตุงลงมาช่วยให้เจ้าแม่สาวสาวขึ้นหนีจากภยันตรายได้หวุดหวิด เป็นที่มาของประเพณีตุงซาววาของ อ.งาว จนถึงทุกวันนี้

ตุงชาววาหลังทำเสร็จสมบูรณ์สวยงาม ที่วัดปงคก อ.งาว จ.ลำปาง

 

ท่ามกลางแดดอันร้อนจัด ในวันที่ 17 เม.ย. 2559 ประชาชนจำนวนมาก ทั้งพ่อเฒ่าแม่เฒ่าต่างหอบลูกจูงหลานมาที่วัดพระธาตุม่อนทรายนอน ต.หลวงใต้ อ.งาว จ.ลำปาง ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานในวันที่ 17 เม.ย.ของทุกปี

ด้านนอกศาลาวัดมีการใส่บาตร 108 เหรียญ ไหว้พระพุทธรูปประจำวันเกิด ประชาชนเข้าแถวรอสรงน้ำพระ หน้าศาลาวัดมีกองตั้งเครื่องบวงสรวง ซึ่งประกอบไปด้วยดอกไม้ธูปเทียนและอาหาร โดยรอบงานพ่อค้าแม่ค้าต่างตั้งร้านขายของประเภทน้ำอัดลม ขนมและของปิ้งย่างอย่างงานวัดทั่วไป

ส.อ.หญิง วรัมพร บ้านคุ้ม ซึ่งมาทำงาน ในกรุงเทพฯ กลับบ้านเกิดร่วมใส่บาตร 108 เหรียญ

 

เริ่มงานในช่วงสายของวันคุณแม่ศรีวรรณคำใต้ ซึ่งเป็นร่างทรงของเจ้าแม่สัปปะกิ ทำการไหว้บูชาที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ประชาชน ตั้งขบวนแห่ตุงซาววา (ผ้าที่ทอจากฝ้ายยาว 20 วา ที่ชาวบ้านร่วมกันทำขึ้นเพื่อประเพณีนี้)นำหน้าโดยสาวในชุดพื้นบ้านร่ายรำฟ้อนเล็บ ตามด้วยขบวนชาวบ้านช่วยกันแบกตุงซาววาเข้าสู่ศาลาวัด

ภายในศาลาวัดผู้คนแน่นขนัดทุกคนต่างจับจองที่นั่ง นำด้ายสายสิญจน์ที่ร้อยเป็นแพยาวในศาลา ลงมาสวมที่หัว ก่อนพระจะเริ่มพิธีกรรมนำสวดเป็นพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ สืบดวงต่อชะตา ตามความเชื่อของชาวพื้นเมืองที่จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว รอดพ้นจากภัย อันตรายทั้งปวง

นิชกานต์ ธรรมสอน สาวจาก จ.เชียงใหม่ ในชุดพื้นเมือง ผู้เชื่อมั่นในตำนานไหว้พระพุทธรูป หน้าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

 

พอเสร็จพิธีผู้คนต่างดึงด้ายสายสิญจน์เหล่านั้นกลับบ้านไปบูชา ผู้ข้อมือให้ตนเอง หรือลูกหลาน และได้แบ่งปันน้ำส้มป่อย (น้ำมนต์) ซึ่งผ่านพิธีสะเดาะเคราะห์ใส่ขวดใส่ถุงกลับบ้าน ไปพรมหัวให้บุตรหลานหรือผู้ที่ไม่ได้มางาน เพื่อความเป็นสิริมงคล

พระเริ่มพิธีเจิมตุง หลังจากนั้นนายกเทศมนตรีเทศบาลงาวและนายอำเภองาว ก็นำขบวนยกตุงขึ้นเหนือหัว แบกและแห่ออกมานอกศาลาวัดไปวนรอบเสา 3 รอบ ตุง 20 วา ถูกแผ่ออก ผู้คนต่างเข้ารุมล้อมจับตุงเพื่อร่วมขบวน รถน้ำของทางเทศบาลที่เตรียมไว้ ทำการฉีดน้ำใส่ขบวนแห่ตุง เพื่อความชุ่มฉ่ำในช่วงเที่ยงของวันที่อากาศแสนจะร้อน เด็กๆ ต่างชอบใจวิ่งเล่นน้ำด้วยความสนุกสนานก๋องปู่จา (กลองบูชา) จำนวน 9 กลอง ตีบรรเลงสร้างความคึกคักให้ขบวนแห่

ขบวนแห่ตุงซาววาเข้าสู่ศาลาวัด

 

ในอดีตจะไม่ได้ใช้รถฉีดน้ำอย่างในปัจจุบันจะเป็นการสาดน้ำ เหมือนกับการเล่นสงกรานต์ แต่ปัจจุบันน้ำน้อย เลยใช้วิธีฉีดแทน

เมื่อวันครบ 3 รอบ ก็อัญเชิญตุงขึ้นสู่ยอดเสา ร่างทรงเจ้าแม่สัปปะกินำขบวนร่างทรงอีกมากมาย อาทิ ร่างทรงพญานาค ร่างทรงปู่คำแดง ร่างทรงเจ้านางเรือร่ม และประชาชนทุกคน ออกร่ายรำอย่างสนุกสนานรอบเสา เพื่อเป็นการบูชาตุง ตอนนี้ร่างทรงทุกคนอยู่ในภวังค์กันหมด ผมเองก็ลืมตัว เนื่องจากตรงที่เหล่าร่างทรงร่ายรำกันอยู่มุมภาพไม่สวยจึงไปขอร้องให้ร่างทรงช่วยมายืนร่ายรำตรง ที่เห็นเสาตุงซาววาชัดเจน และได้มุมที่สวยกว่า แต่พูดกับร่างทรงคนไหน ก็ไม่มีใครสนใจผมเลย มีร่างทรงคนหนึ่งเหลือกตาโต หันมามองผมพักใหญ่ (บรึ๋ย…) แล้วก็หันกลับไปฟ้อนรำตามเดิม ผมนี่ใจหายหล่นไปอยู่ตาตุ่มเลย ไม่เอาแล้วรูปไม่สวยก็ช่าง ไปดีกว่า “กลัว กลัว กลัว…”

ชาวบ้านร่วมทำพิธีสะเดาะเคราะห์สืบชะตาแน่นขนัดศาลาวัด

 

หลังเสร็จสิ้นพิธีกรรม ร่างทรงเจ้าแม่สัปปะกิทำการทำนายตามความยาวของตุงว่า “ปีนี้จะแล้งหนัก น้ำจะน้อยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายปี การเกษตรกรรมจะเดือดร้อนหนัก” ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลให้กับทุกคน แต่ยอมรับกับคำทำนาย และเตรียมการวางแผนการดำเนินภาคเกษตรสำหรับภัยแล้งที่จะมาเยือน

เป็นตำนานที่เนิ่นนานมาก ปัจจุบันชาวบ้านหลายคนแม้คนเฒ่าคนแก่เอง ก็ไม่รู้ซึ่งตำนานเจ้าแม่สัปปะกิเลยว่าเกี่ยวข้องกับตุงอย่างไร

ชาวบ้านร่วมยกตุงขึ้นเหนือหัวแห่รอบเสา 3 รอบ

 

“ตุงซาววา” มองส่วนหนึ่งอาจเป็นเพียงความเชื่อตามตำนาน แต่หากมองอีกมุม พิธีกรรมนี้ได้สร้างความสามัคคีให้กับคนในชุมชน ตั้งแต่การช่วยกันทำผ้าตุง ซึ่งต้องอาศัยแรงงานผู้มีฝีมือจำนวนมาก การเตรียมงานในหลายส่วนให้เสร็จก่อนวันงาน ความสวยงามและความสำเร็จเมื่อตุงขึ้นสู่เสาแล้ว คือความภาคภูมิใจของผู้คนที่นี่

ในพิธีกรรมแห่งตำนานผมได้เห็น ความร่วมมือร่วมใจ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ที่นี่ผมดูไม่ออกเลยว่าใครรวยหรือจนทุกคนมีเหมือนกันหมดคือ มิตรภาพและรอยยิ้ม…

กรรณิการ์ ต้อนรับสาววัยรุ่นงาวซึ่งรู้จักตำนานเจ้าแม่สัปปะกิกับตุงเป็นอย่างดีขณะที่หลายคนแม้แต่ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนก็ไม่รู้จักตำนานนี้

 

ศรีวรรณ คำใต้ ร่างทรงเจ้าแม่สัปปะกิ นำเหล่าร่างทรงอื่นๆ รำบูชาถวายตุง

 

ตำนานและประเพณีตุงซาววา ที่วัดพระธาตุม่อนทรายนอน อ.งาว จ. ลำปาง 17 เมษายน 2559

 

ตลาดไหนๆ ก็สู้ตลาดนัดไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2559 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/429222

ตลาดไหนๆ ก็สู้ตลาดนัดไม่ได้

โดย…ภาพ สุธน สุขพิศิษฐ์

เที่ยวตลาดนัดกันดีกว่าครับ มีครบทั้งความน่ากิน น่าซื้อ ได้ความรู้ ได้รู้จักท้องถิ่น เงินไม่พร่องมาก และเมื่อรู้จักตลาดนัดดีแล้วจะยิ่งชอบครับ ตลาดนัดถือว่าเป็นรากเหง้าของความเป็นอยู่ ในสังคมไทยมาตั้งแต่อดีตเลยก็ว่าได้ ทุกสังคมไทยเก่าแก่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ พื้นที่บนบก ป่า ภูเขา จะมีตลาดนัดทั้งสิ้น การที่จะมาเจอกันเพื่อซื้อเพื่อขายกันตรงไหน เมื่อไหร่ มีความสะดวกด้วยกันทุกฝ่าย การค้าขายสมัยก่อนมักจะเป็นทั้งผู้ซื้อและเป็นผู้ขาย คือเอาของที่มีไปขายแล้วก็ซื้อของที่อยากได้กลับบ้าน มีของถูกๆ ยันของแพง ตัวอย่างง่ายๆ ในทางเหนือสมัยโบราณ คนมีฝีมือทอผ้าซิ่นตีนจก เอาผ้าซิ่นไปขาย ซื้อขันเงินหรือซื้อโตก ตะลุ่มเครื่องเขินกลับบ้าน คนฝีมือแกะครกไม้ เอาไปขายแล้วซื้อเตี่ยวกลับไปนุ่ง

มาดูตลาดน้ำหรือตลาดนัดภาคกลางบ้าง แต่ละชุมชนจะเลือกบริเวณติดตลาดนัด ส่วนใหญ่เป็นหน้าวัด เอาวัดนี้แล้วกำหนดวันขี้นมา เอาขึ้นกี่ค่ำหรือแรมกี่ค่ำ ทิ้งระยะห่างสักหน่อย เมื่อมีอีกที่วัดโน้น ขึ้นกี่ค่ำ แรมกี่ค่ำ จะหลีกเวลาไม่ซ้ำซ้อนกัน และแต่ละรัศมีของตลาดนัดก็เผื่อความสะดวกสำหรับคนมาตลาดนัดด้วย การพายเรือมาต้องมีความพอดีๆ ขามานั้นมาแต่เช้ามืดไม่มีปัญหา แต่ขากลับจะเกือบเที่ยงเข้าไปแล้ว ถ้าไกลเกิน ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยจะพายเรือกันล้าเหมือนกัน

 

สมัยก่อนตลาดน้ำคลาคล่ำไปด้วยเรือทุกขนาด เรือใหญ่หน่อยเป็นเรือซื้อของมาจากที่ไกลๆ ไปซื้อเกลือ ปลาเค็มมาจากปลายปากอ่าว ขากลับเอาข้าว เสื้อผ้า พริก หอมกระเทียม ไปขายคนปากอ่าว ความจอแจของตลาดน้ำเป็นอย่างไรนั้น ลองดูรูปถ่ายสมัยโบราณครับ ตลาดตรงหน้าวัดสระเกศ ตรงคลองโอ่งอ่าง เห็นสภาพได้ชัดเจนครับทีนี้มาเป็นเรื่องปัจจุบันบ้าง การนัดกันเพื่อติดตลาดก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าวิธีการค้าขายก็จะมีเหตุผลที่ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ ใกล้ย่านที่ทำงานในเมืองต้องเป็นตอนเที่ยงวันศุกร์ดีที่สุด ของสดไม่ค่อยมี อาหารสำเร็จรูปต้องเป็นอาหารคนทำงานกิน ประเภทปลาร้าทรงเครื่อง ฉู่ฉี่ปลาหมอนา หัวไช้โป๊ต้มกะทิ ไม่มี เสื้อผ้าต้องทันสมัย ตลาดนอกเมืองก็เป็นอีกอย่าง ยิ่งใกล้โรงงาน ย่านอุตสาหกรรม ต้องเป็นตอนเย็น พืชผักพื้นบ้าน อาหารสำเร็จรูป ของอีสานเยอะ ปลาต้องเป็นปลานิล ปลาช่อน ปลาดุก ปลาไหล ใครเอาปลาแซลมอน ปูนิ่ม หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ไปขาย เจ๊งลูกเดียว

นี่เป็นโครงสร้างตลาดนัดครับ แล้วควรจะไปที่ไหน ได้อะไรจากตลาดนัด ที่ผมชวนไปเที่ยวที่น่าสนุกนั้นควรเป็นตลาดนัดชาวบ้านต่างจังหวัด และควรเป็นตลาดใหญ่ที่ติดอาทิตย์ละครั้ง ซึ่งแล้วแต่ว่าเขาจะนัดวันเวลากันเมื่อไหร่ ตลาดนัดชาวบ้านนั้นจะตัวบอกตัวตนของถิ่นนั้น เช่นแถวบางสะพานน้อย ประจวบคีรีขันธ์ ใกล้ทะเล มีปลาทะเลสดๆ แต่ไม่แน่ว่าจะมีปลาอะไรแน่นอน ซึ่งแล้วแต่ว่าชาวเรือเขาจะได้อะไรมา บางวันมีปลาเก๋าแดงลายจุด หรือปลาสีกุน ปลาทู หรือปลาโมงพร้าว ส่วนของที่กินได้เลยก็มีห่อหมกปลาอินทรีห่อใบตองย่าง แจงลอน อาหารหม้อจะเห็นแกงเผ็ดปูม้ากับยอดมะพร้าว ความเป็นตัวตนที่เห็นได้ชัดเจนคือ พืชผักพื้นบ้านมีแบบปักษ์ใต้ด้วย ถึงพื้นตรงนั้นถึงจะเป็นภาคกลางก็ตาม แต่ใกล้ชุมพรที่เป็นประตูของภาคใต้แล้ว ส่วนผักพื้นบ้านอีสานหาไม่ค่อยได้

 

ในระยะหลังๆ ผมไปโพธาราม ราชบุรีบ่อย อำเภอนี้เล็กมีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน ในตัวเมืองคนจีนเยอะ นอกตัวเมืองเป็นสวน เป็นนา ก็แน่นอนว่าเป็นชาวสวน ชาวนา ปกติการติดตลาดนัดนั้น จะมีพ่อค้าเร่ที่ไหนมีตลาดก็เอาสินค้าใส่รถปิกอัพไปตั้งแผงขาย มีหมูสด มีไข่ไก่ มีผักทุกชนิด และก็มีชาวสวนชาวไร่ ที่เอาของที่มีในที่ตัวเอง ขี่รถเครื่องบ้าง จักรยานบ้าง เอามาวางขายกับพื้น มีผักริมรั้ว พริก มะนาว ฟักทอง ชะอม ผมเคยเจอชาวบ้านเอาปลาแม่น้ำมาขาย บางวันเป็นปลาบู่ ปลากราย มีอยู่วันหนึ่งมีปลาตะเพียนหางแดงขนาดย่อมๆ ขอดเกร็ด บั้งถี่ๆ มาหร้อม และยังมีปลาตะโกก วันนั้นเหมาปลาตะเพียนหางแดงหมด เพราะอร่อยและหายากมาก กำลังลังเลว่าจะเอาปลาตะโกกดีหรือไม่ ช้าเพียง 50 วินาที มือดีคว้าไปเรียบร้อยแล้ว

นั่นเป็นบทเรียนว่า ถ้าเจออะไรดี ซื้อไว้ก่อน ผมยังเคยได้มะพร้าวขูดด้วยกระต่ายขูดมะพร้าว ถุงละ 20 บาทไม่มีที่ไหน ซื้อมากะว่าจะเอามาคลุกกับเกลือโรยฟักทองนึ่งกินในตอนเช้า เหลือคั่วเก็บไว้สำหรับโรยยำเครื่องกรอบ ชะอมก็ถูก ยังมีบวบเหลี่ยมลูกเล็ก เป็นบวบปลูกห้างปลายไร่ ถ้าเจอเมื่อไหร่ต้องซื้อครับ ไม่ค่อยมี แล้วมัดละ 5 บาทอย่างนั้นเรียกว่าเกินคุ้ม บางอย่างอาจจะไม่คุ้นตาถามชาวไร่ยังได้ความรู้อีกว่าต้องทำอย่างโน้น อย่างนี้ นี่แหละความรู้ที่ได้

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของตลาดนัดครับ ที่ผมชวนไปเที่ยวตลาดนัดถ้าลองไปแล้วอาจจะได้อะไรมากกว่าที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ก็ได้ครับ

 

ก้าวสุดท้าย ณ ป้อมมหากาฬ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/428269

ก้าวสุดท้าย ณ ป้อมมหากาฬ

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ศรัณยู นกแก้ว

ครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะได้เดินเที่ยวในชุมชน “ป้อมมหากาฬ” หลังจาก กทม. มีประกาศจะรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ภายในสิ้นเดือนนี้ โครงการกรุงเทพฯ เดินเที่ยว ภายใต้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงจัดทริป “เดิน” ป้อมมหากาฬเพื่อให้ใครก็ตามที่เสิร์ชแฮชแท็ก #walkingbkk ไปตามรอย หนึ่งในนั้นคือ ศรันยู นกแก้ว นักเขียนประจำนิตยสารโลนลี่
แพลนเน็ต ฉบับภาษาไทย ที่ได้มาเล่าประสบการณ์และรีวิวเส้นทางก่อนจะกลายเป็นอดีตสายนี้

จุดเริ่มต้นอยู่บนถนนความอร่อยที่ร้านขนมจีนไหหลำ สุธาทิพย์ ตั้งอยู่ในอาคารเก่าติดกำแพงทางเข้าวัดสระเกศ จุดเด่นอยู่ที่ขนมจีนเส้นใหญ่เสิร์ฟคู่เนื้อตุ๋น มีให้เลือกทั้งแบบน้ำและแห้ง กินคู่กับน้ำจิ้มสูตรเด็ดเป็นกะปิไทยปรุงรสด้วยน้ำส้มดองให้รสชาติเปรี้ยวเผ็ดถึงใจ ในร้านยังมีทีเด็ดด้วย เหล้าโรง และสตูลิ้นวัว ที่เป็นสตูเนื้อสูตรน้ำแดงรสมือแม่ที่คนไม่กินลิ้ววัวยังต้องหลีกทางให้ ร้านสุธาทิพย์ตั้งอยู่บนถนนดำรงรักษ์ เชิงสะพานนริศดำรัส เปิดบริการวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 08.00-15.00 น.

 

จากขนมจีนสามารถเดินเข้าซอยย่านโรงไม้ออกมายังสะพานผ่านฟ้าบนถนนราชดำเนินกลาง โดยสองข้างทางของตรอกเต็มไปด้วยร้านขายไม้ ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ และอุปกรณ์งานไม้ต่างๆ แต่ละร้านจะมีหน้าร้านเล็กขนาดหนึ่งคูหา ทว่าด้านในกลับเซอร์ไพรส์ด้วยโรงเลื่อยขนาดใหญ่ที่พร้อมทำงานประเภทเทเลอร์เมดให้ลูกค้าได้ทันที

สุดถนนตรอกโรงไม้ก่อนจะเลี้ยวขวาเข้าสู่สะพานผ่านฟ้ามีหนึ่งสิ่งที่จะพลาดไม่ได้ คือ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ในอาคารสีเขียวทรงโคโรเนียล ความน่าสนใจอยู่ที่เนื้อหาจัดแสดงด้วยพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ตั้งแต่ประทับอยู่ที่เมืองไทย สละราชสมบัติ และเสด็จไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจริงนอกตำราเรียน รวมทั้งมีภาพถ่ายที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน พิพิธภัณฑ์เปิดบริการ เวลา 09.00-16.00 น. แต่ขณะนี้ทางพิพิธภัณฑ์กำลังปิดปรับปรุงและจะเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 22 พ.ค. 2559

 

จากพิพิธภัณฑ์เดินข้ามสะพานผ่านฟ้าจะพบกับพระเอกที่คนเมืองกรุงต่างคุ้นตาที่ ป้อมมหากาฬ 1 ใน 2 ป้อมที่ยังหลงเหลือจากการขยายกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครบรอบ 100 ปี เดิมทีป้อมรอบเขตเมืองเก่ามีถึง 14 ป้อม ตั้งอยู่บนแนวกำแพงเมือง แต่ปัจจุบันเหลือเพียงแนวกำแพงป้อมมหากาฬเท่านั้นที่ยังคงสภาพของอิฐเก่าแบบโบราณและเป็นแนวกำแพงเมืองที่ยาวที่สุดที่หลงเหลือให้ลูกหลานได้ชื่นชม

เบื้องหลังป้อมมหากาฬ คือ อีกความลับของกรุงเทพฯ บรรดาบ้านเรือนเบียดเสียดกว่า 300 ชีวิตในบ้านไม้สมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 5 รวมทั้งบ้านอดีตตำรวจวังที่สร้างจากไม้สักทองเป็นประหนึ่งภาพอดีตที่ยังมีชีวิต ชุมชนแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ของโรงลิเกพระยาเพชรปราณี ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิกลิเกแห่งแรกในเขตพระนคร มีมหรสพและดนตรี มีคนทำพลุและวงกลองยาวพื้นบ้าน รวมถึงมีช่างทำกรงนกหัวจุกที่อพยพมาจากภาคใต้และยังยึดอาชีพนี้จนถึงปัจจุบัน

 

จากนั้นเดินตรงมาตามถนนมหาไชย ด้านขวามือจะเป็นที่ตั้งของ วัดเทพธิดาราม ซึ่งชื่อวัดปรากฏอยู่ในบทหนึ่งของรำพันพิลาปโดยสุนทรภู่ อันซีนของวัดนี้ที่หลายคนไม่เคยรู้คือรูปปั้นของเหล่าภิกษุณีหล่อด้วยดีบุก ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร จำนวน 52 องค์ ความแปลกคือรูปปั้นภิกษุณีแต่ละองค์มีอากัปกิริยาแตกต่างกันออกไป บ้างฉันหมาก บ้างหยิบผ้าเช็ดปาก บ้างตะบันหมาก และถ้าเลยเข้าไปด้านหลังพระวิหารจะพบกุฏิสุนทรภู่ ซึ่งท่านใช้จำพรรษาในปี 2385 ภายในกุฏิมีรูปหล่อครึ่งตัวของท่าน พร้อมข้าวของเครื่องใช้ขณะบวชเป็นภิกษุ ซึ่งทุกวันที่ 26 มิ.ย.จะมีการจัดงานรำลึกสุนทรภู่ขึ้นที่นี่

ตรงข้ามวัดจะพบกับตำนานน้ำอบนางลอย อายุร่วม 90 ปี มีทั้งน้ำอบในขวดแบบเก่าและน้ำอบไทยรุ่นพรีเมียมบรรจุในขวดแก้วคริสตัลเหมาะสำหรับคลายร้อนและซื้อเป็นของฝาก ส่วนใครที่กำลังหมดแรง ใกล้กันมีผัดไทยประตูผีและอาหารสตรีทฟูดแบบไทยๆ ให้เลือกอิ่มท้องตั้งแต่เย็นไปจนดึกดื่น จากนั้นเมื่อเดินต่อไปยังสี่แยกเมรุปูน ซอยบ้านบาตร ที่นั่นเป็นชุมชนคนทำบาตรพระที่ย้ายถิ่นมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแตก จุดเด่นคือเป็นการทำบาตรด้วยมือทุกขั้นตอนและมีรอยต่อของแผ่นเหล็กให้ได้เห็น

จากบ้านบาตรไปไม่ไกลจะถึงตรอกเซี่ยงไฮ้ เป็นย่านทำเฟอร์นิเจอร์ไม้และโรงศพหลายเชื้อชาติ จากนั้นเดินทะลุตรอกแล้วเลี้ยวซ้ายออกไปจะไปบรรจบกับประตูทางเข้าวัดสระเกศ วัดสระเกศจะมีพิธีห่มผ้าแดงให้กับองค์เจดีย์ภูเขาทอง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนอายุ 700 ปีที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ และด้านบนยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกกลางกรุงเทพฯ ที่สวยที่สุดในฝั่งพระนคร อันเป็นภาพสุดท้ายส่งท้ายวันดีๆ ปิดฉากการเดินท่องกรุงเทพฯ ที่กำลังจะเปลี่ยนไปในอีกไม่นาน

 

 

 

 

ห้องเรียน เรือนแพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/428162

ห้องเรียน เรือนแพ

โดย…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์โรแมนติกชื่อดังเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทำให้การเดินทางมาอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ครั้งนี้จึงอยากไปชมห้องเรียนแห่งนี้จริงๆ แม้การเดินทางค่อนข้างลำบากต้องขับรถต่อเข้าไปจากอุทยานผ่านทางแคบคดเคี้ยว อีกกว่า 10 กิโลเมตรก็จะถึงท่าเรือแก่งก้อ เพื่อที่จะนั่งเรือเข้าไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ผ่านทัศนียภาพที่งดงามกลางเขื่อนริมลำน้ำปิงโอบล้อมด้วยภูเขา ในที่สุดก็ไปถึง แม้วันนี้จะไม่มีเด็กๆ อยู่ แต่บรรยากาศรอบๆ ห้องเรียนเรือนแพสาขาของโรงเรียนบ้านก้อจัดสรร อ.ลี้ จ.ลำพูน แห่งนี้ เต็มไปด้วยความสุขของเด็กๆ ที่ทิ้งค้างเอาไว้อย่างที่รู้สึกได้

 

 

 

คลาสสิก อันทันสมัย หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/428159

คลาสสิก อันทันสมัย หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา

โดย…นิทรา ราตรี

ประวัติศาสตร์ของเมืองตากอากาศเช่น หัวหิน เป็นสถานที่ยอดนิยมทุกยุคทุกสมัยและยังเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา ด้วยการผสมผสานระหว่างความคลาสสิกแบบโคโลเนียลและความทันสมัย สร้างกลิ่นอดีตเคล้ารสปัจจุบันที่เย้ายวนให้ผู้คนเข้ามาสัมผัสสถานที่ตากอากาศแห่งนี้

ความทรงจำต่างๆ ของเมืองหัวหินถูกนำมาใส่ไว้ในรายละเอียด ทั้งความอบอุ่นของเนื้อไม้ที่ใช้ในเรือนตากอากาศตั้งแต่อดีต ความประณีตของเครื่องจักสาน ตัวแทนความรุ่งเรืองในยุคก่อนอย่างไม้หมอนรถไฟ และความอ่อนหวานของรูปทรงดอกพิกุล ทั้งหมดนำมาใช้เป็นลูกเล่นที่แฝงความหมายทางประวัติศาสตร์ โดยใช้โทนสีขาวที่แสดงถึงความคลาสสิก

รีสอร์ทตั้งอยู่ริมชายหาดที่สวยที่สุดช่วงหนึ่งของหัวหิน ประกอบด้วยห้องพัก 322 ห้องเริ่มต้นที่ห้องสุพีเรียร์ อยู่บนอาคารมองเห็นตัวรีสอร์ททั้งหมด ดีลักซ์ มีทั้งแบบเห็นวิวทะเลและเชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำ ห้องสวีทไปจนถึงเพรสซิเดนเชียล สวีท ที่โอ่อ่าหรูหราที่สุด

 

สระว่ายน้ำเป็นแบบลากูนทอดยาวผ่านหน้าห้องพัก และยังมีสระว่ายน้ำสำหรับเด็กที่จัดเต็มด้วยเครื่องเล่นและสไลเดอร์ ห้องอาหารและบาร์มี 4 แห่งที่ แอมเบอร์ คิทเช่นให้บริการอาหารไทยและนานาชาติตลอดวันโดยในช่วงเช้าจะให้บริการแบบบุฟเฟ่ต์หลากประเภทหลายสเตชั่นที่ควรค่าแก่การตื่นเช้าอย่างยิ่ง ห้องอาหารบิ๊กฟิช แอนด์ บาร์ ให้บริการอาหารทะเลสดใหม่ โดยแต่ละวันเมนูจะไม่ซ้ำกันแล้วแต่วัตถุดิบที่ได้มา ล็อบบี้ เลานจ์บริการเครื่องดื่มและของว่าง พูลบาร์ เสิร์ฟเครื่องดื่มดับร้อนริมสระว่ายน้ำ และสยามเบเกอรี่ มุมชา กาแฟ และขนมปังอบร้อน ในบรรยากาศแบบเปิดโล่งที่เหมาะแก่การนั่งผ่อนคลายไปจนถึงนั่งทำงานแบบผ่อนคลาย

นอกจากนี้ รีสอร์ทยังพร้อมรับกลุ่มประชุมสัมมนาด้วยห้องบอลรูมขนาด 313 ตร.ม. ห้องประชุมขนาดย่อยตั้งแต่39-120 ตร.ม. และพื้นที่กลางแจ้งทั้งสนามหญ้าและริมทะเลที่รองรับได้ 250 คน

หัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา ให้บริการอย่างมืออาชีพสมกับระดับห้าดาวแต่ไม่ว่าด้วยบรรยากาศและบริการหรืออย่างไรที่กลับทำให้รู้สึกสบายและไม่เคร่งครัดในความหรูหรา ทั้งยังเหมาะแก่การเป็นบ้านพักตากอากาศตอบสนองผู้คนที่โหยหาความผ่อนคลาย

 

Price: ห้องซุพีเรียร์ 9,454 บ. พร้อมอาหารเช้าและอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง

Place: ตัวเมืองหัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์ โทร. 032-904-666 เว็บไซต์ www.huahinmarriott.com

Promotion: สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีรับราคาพิเศษ ห้องซุพีเรียร์ ราคา 3,999 บ. พร้อมอาหารเช้า และสามารถอัพเกรดห้องพักเป็นแบบดีลักซ์ ซีวิว ได้เมื่อเข้าพักในวันอาทิตย์ – วันพฤหัสบดี ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 59 สอบถามโทร. 02-665-5530 หรือเว็บไซต์ www.ktcworld.co.th

 

แสงภาปะทะอาฮี แห่ต้นดอกไม้ ราตรีถึงทิพา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 10:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/428158

แสงภาปะทะอาฮี แห่ต้นดอกไม้ ราตรีถึงทิพา

โดย…กาญจน์ อายุ

ความเชื่อเดียวกัน ประเพณีเดียวกัน แต่พิธีกรรมอาจต่างกัน อย่างประเพณีแห่ต้นดอกไม้ระหว่างบ้านแสงภา อ. นาแห้ว และบ้านอาฮี อ.ท่าลี่ จ.เลย ทั้งสองอำเภอมีพรมแดนติดแม่น้ำโขง และอยู่ตรงข้ามแขวงไซยะบุรี ประเทศลาว แต่อยู่ห่างกันราว 80 กม. โดยมีด่านซ้ายและภูเรือกั้นกลาง จึงเกิดคำถามว่า ทำไมสงกรานต์ที่ผ่านมาทั้งสองบ้าน “แห่ต้นดอกไม้” เหมือนกัน

อันที่จริงต้องใช้คำว่า คล้ายกัน จะถูกต้องกว่า เพราะมีหลายประการที่ทำให้ประเพณีแห่ต้นดอกไม้ของบ้านแสงภาและบ้านอาฮีต่างกัน หนึ่ง บ้านแสงภาแห่กลางคืน แต่บ้านอาฮีแห่กลางวัน สอง บ้านแสงภาแห่ต้นยักษ์ แต่บ้านอาฮีแห่ต้นเล็ก สาม บ้านแสงภาแห่ในวัด แต่บ้านอาฮีแห่ในหมู่บ้าน และสี่ บ้านแสงภาแห่ 13 เม.ย. แต่บ้านอาฮีแห่หลังจากนั้น 1 วัน

ประดับเทียนเจดีย์น้อย

 

ต้นเหตุของประเพณีคือ ความเชื่อที่ไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองบ้านจะมีความเชื่อเหมือนกัน นั่นคือ ชาวบ้านจะช่วยกันทำต้นดอกไม้ให้เสร็จภายในหนึ่งวัน เพื่อนำไปถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย โดยโครงสร้างของต้นดอกไม้มีลักษณะเหมือนกัน ทำจากไม้ไผ่ ประดับด้วยดอกไม้ฤดูร้อน เช่น ดอกคูน ดอกตะแบก ดอกหางนกยูง ด้านล่างเป็นลำไผ่อันใหญ่ยื่นออกมาสี่ด้านไว้สำหรับโยกแห่

‘นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ’

เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อ 400 ปีก่อนตามประวัติการแห่ต้นดอกไม้ของบ้านแสงภา อาจสันนิษฐานได้ว่าทั้งสองบ้านมีบรรพบุรุษเดียวกัน อาจเป็นคนลาวไซยะบุรี เพราะในอดีตไซยะบุรีคือส่วนหนึ่งของประเทศไทย ก่อนเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสและกลับไปเป็นของลาวในที่สุด ทว่าความเชื่อของผู้คนไม่ได้ถูกแบ่งไปด้วยอย่างประเพณีแห่ต้นดอกไม้ก็ยังปรากฏอยู่ถึงปัจจุบัน

ชาวบ้านช่วยกันจุดเทียนที่ต้นดอกไม้

 

ส่วนเรื่องเวลาแห่ที่บ้านแสงภาแห่กลางวันและบ้านอาฮีแห่กลางคืนนั้น สามารถตอบได้โดยอิงจากขนาดและเงื่อนไขที่ว่า ต้องสร้างให้เสร็จภายในหนึ่งวัน บ้านแสงภาทำต้นดอกไม้สูงถึง15 เมตร จึงต้องใช้เวลาทำนานกว่า ครั้นจะทำให้เสร็จภายในเที่ยงวันคงเป็นไปได้ยาก

ประเพณีแห่ต้นดอกไม้ของสองบ้านจึงมีเอกลักษณ์ประจำถิ่น ซึ่งไม่ทราบว่าด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจที่ทำให้แต่ละบ้านจัดคนละวัน โดยบ้านแสงภาจัดขึ้นทุกวันที่ 13 เม.ย. ส่วนบ้านอาฮี จัดวันที่ 14 เม.ย. ของทุกปี

ชาวบ้านแสงภาประดับดอกไม้ทั้งหมดภายในหนึ่งวัน

 

แห่ราตรี บ้านแสงภา

วันที่ 13 เม.ย. ชาวบ้านเรียกว่า วันเนา เป็นวันที่ต้องพูดแต่สิ่งดี ห้ามทำความสะอาดบ้าน ห้ามซักผ้า และห้ามเด็ดดอกไม้ ดังนั้นวัตถุดิบสำหรับต้นดอกไม้จะถูกตระเตรียมไว้ก่อนแล้ว ทั้งไม้ไผ่และดอกไม้หลากสีถูกเด็ดมากองรวมกันเพื่อรอวันสำคัญ รุ่งเช้าแต่ละหมู่จะครึกครื้นตั้งแต่ฟ้าสาง ชาวบ้านผู้ชายจะมารวมกันเพื่อขึ้นโครงอันใหญ่โต โดยใช้กำลังพลไม่ต่ำกว่า 10 คนทั้งปีน ป่าย ก้ม เงย ช่วยกันจนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จากนั้นช่วงบ่ายแก่เหล่าแม่บ้านและผู้หญิงจะมาช่วยกันติดดอกไม้ให้เต็มทุกกระเบียดห้ามเหลือช่องว่าง และทุกอย่างต้องเสร็จสิ้นให้พอดีกับแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์

เมื่อท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ชายชาตรีจะช่วยกันเคลื่อนต้นดอกไม้ไปยังวัดศรีโพธิ์ชัย ลำดับแรกจะนำไปวางรวมกันข้างพระอุโบสถเพื่อให้ชาวบ้านทั้งหญิงชายช่วยกันจุดเทียนพร้อมเพรียงกันสวดคำถวายต้นดอกไม้แด่พระภิกษุและเมื่อท้องฟ้ามืดสนิทเสร็จสิ้นพิธีกรรมทางศาสนา เสียงกลองยาวก็ตีลั่นเป็นสัญญาณบอกกล่าวว่าถึงเวลาร่ายรำ

ต้นดอกไม้เรียงรายในวัดศรีโพธิ์ชัย

 

ลีลาของต้นดอกไม้แต่ละต้นจะเคลื่อนไหวตามจังหวะโยกของคนแห่ ซ้ายที ขวาที พวงดอกไม้ส่ายสะบัดกลางอากาศ และเปลวเทียนก็ปลิวระยับแต่ไม่ยักดับตามแรงลม โดยจะแห่รอบพระอุโบสถสามรอบ แต่ละรอบใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 30 นาที ค่อยๆ แห่ ค่อยๆ โยกกันไปตามจังหวะกลองยาว เมื่อสิ้นสุดรอบที่สาม ต้นดอกไม้จะถูกวางไว้ข้างพระอุโบสถไปจนถึงวันพระถัดไป โดยชาวบ้านจะกลับมา
ช่วยกันประดับดอกไม้ให้สดสวยอีกครั้งและแห่รอบพระอุโบสถอีกหนเพื่อความเป็นสิริมงคลสูงสุดในเดือนเริ่มต้นปีใหม่นี้

แห่ทิพา บ้านอาฮี

รุ่งเช้าวันที่ 14 เม.ย. ชาวบ้านอาฮีจะเด็ดดอกไม้มาประดับต้นดอกไม้ประจำหมู่ของตน จนถึงราวเที่ยงวันชาวบ้านจะยกต้นดอกไม้มารวมกันที่วัดเมืองตูม จุดเริ่มต้นของขบวนอยู่ที่นี่เพื่อตั้งแถวแห่ไปยังวัดศิริมงคลที่ห่างออกไปประมาณ 3 กม. ระหว่างทางจะผ่านหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละบ้านจะมีตุ่ม มีสายยาง เมื่อขบวนแห่ต้นดอกไม้ผ่านจะถูกกระหน่ำสาดเปียกซ้ำเปียกซ้อนพลอยคลายความร้อนจากถนนลาดยางและลดอุณหภูมิจากพระอาทิตย์เที่ยงวันลงได้บ้าง

ดอกคูนและดอกตะแบกสีสดใส

 

เมื่อเข้าเขตวัดศิริมงคล แต่ละขบวนจะแห่รอบพระอุโบสถสามรอบเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยขณะนั้นชาวบ้านจะละขันละสายยางแล้วพาร่างกายเปียกโชกเข้าไปกราบพระประธานในพระอุโบสถตามธรรมเนียมปฏิบัติ สิริเวลาตั้งแต่เริ่มตอนบ่ายโมงไปสิ้นสุดที่วัดศิริมงคลประมาณสี่โมงเย็น ต้นดอกไม้จะวางไว้ให้คนมาวัดได้ซิดน้ำ จนถึงวันที่ดอกไม้แห้งเหี่ยวไปตามธรรมชาติซึ่งก็จะผ่านพ้นช่วงสงกรานต์ไปพอดี

ประเพณีแห่ต้นดอกไม้บ่งบอกถึงตัวตนของชาวอีสานได้ชัดเจน ทั้งสนุก มีสีสัน มีเสียงเพลง และเต็มไปด้วยศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนาตามครรลองฮีตสิบสองคองสิบสี่ เม.ย. คือ บุญเดือนห้าหรือบุญสงกรานต์ ที่ชาวอีสานจะทำบุญขึ้นปีใหม่สร้างความเป็นสิริมงคลแก่ตัวก่อนเข้าสู่ฤดูทำนาในเดือน พ.ค. อันเป็นวิถีที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยปีลูกอีสานก็ไม่มีวันลืม

แบกไปเต้นไป

 

เซิ้งกลางละอองน้ำ

 

ชาวบ้านอาฮีร่วมสาดน้ำขบวนแห่ต้นดอกไม้

 

แห่ต้นดอกไม้บ้านอาฮี

 

ชวนเที่ยวแบบอนุรักษนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2559 เวลา 12:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/427939

ชวนเที่ยวแบบอนุรักษนิยม

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ผมเที่ยวไปหาเรื่องไป ครั้งนี้ผมรู้ล่วงหน้าว่า คนที่ชอบเที่ยวแบบกระแสนิยมต้องอยากฆ่าผม เพราะมาจากที่ผมกำลังจะพาเที่ยว กิน ย่านเก่าที่จันทบุรี หรือย่านท่าหลวงริมแม่น้ำจันทบูรในครั้งนี้ ซึ่งการท่องเที่ยวย่านเก่าๆ ตามแบบของผมนั้นคงต้องขัดใจหลายๆ คน

ที่ย่านท่าหลวงแห่งนี้ผมขอร้องนักท่องเที่ยวแบบกระแสนิยมว่า ถ้าคิดว่าวันหนึ่งต้องไปเที่ยวที่นั่น เหมือนกับคนอื่นๆ เหมือนกับที่เคยไปเที่ยวอัมพวา ปาย เชียงคาน วังเวียง อย่าไปเลยครับ จะทำให้ที่นั่นเสียของเปล่าๆ

ภูมิหลังของย่านท่าหลวงนี้มีอายุมากว่า 100 ปีขึ้น มีความสำคัญมาก ทำเลอยู่ริมแม่น้ำ ในสมัยก่อนเรือสินค้าจากจีนวิ่งอ้อมเวียดนามมาจอดซื้อสินค้าของที่นี่ ที่เขาต้องการมีของป่า เครื่องเทศหลายๆ อย่าง ที่ดีที่สุดเป็นลูกกระวาน จีนเขาซื้อไปไว้สำหรับขายต่อให้กับเรือยุโรปที่ไปซื้อของที่จีน ตอนมาก็เอาถ้วยโถโอชามจากจีนมาขาย เรือจากกรุงเทพฯ จากท่าน้ำราชวงศ์ ไปซื้อของจันทบูรอื่นๆ เอาข้าว เกลือ ไปขาย คนที่ลงมาจากภูเขาก็เรียกว่าเป็นย่านการค้าที่คึกคัก เงินสะพัด รูปแบบของอาคารร้านค้า ที่อยู่อาศัยจึงรุ่งเรืองทันสมัย ประวัติศาสตร์ชุมชนเขาเป็นอย่างนี้

ที่นี่ระยะเวลาเหตุการณ์เปลี่ยนย่านธุรกิจการค้าเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่น ย่านท่าหลวงจึงเป็นที่เงียบๆ เหมือนย่านเก่าทั่วไป มาถึงปัจจุบันกระแสความนิยมเที่ยวย่านเก่ามาแรง ชาวชุมชนของย่านท่าหลวงซึ่งมีความเข้มแข็งและฉลาด รู้ว่าอนาคตตรงนี้ต้องเป็นแหล่งท่องเที่ยวแน่ เผอิญก็มีสถาบันอาศรมศิลป์ ที่สอนสถาปัตยกรรมระดับปริญญาโท ที่เข้าไปศึกษารูปแบบสถาปัตยกรรมและสิ่งแวดล้อมทางสังคมและวิถีชีวิตชุมชน เมื่อได้จับมือกันกับชุมชนก็มองรูปแบบและวางทิศทางในอนาคตว่าต้องเป็นแบบ “วัฒนธรรมนำหน้าธุรกิจ” เลยทำเป็นโครงการตัวอย่างที่เป็นที่พักหรือกึ่งโรงแรมเป็นแม่แบบขึ้น ที่โชคดีได้อาคารเก่าของหลวงราชไมตรี ซึ่งตกทอดมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 แล้ว ที่ยินดีให้ใช้อาคารเก่านี้ โดยคิดค่าเช่าปีละ 10 บาท สัญญาเช่า 30 ปี ทางชุมชนก็ตั้งเป็นรูปบริษัท ชื่อ รักษ์จันทน์ ระดมหุ้นขึ้นขาย คนในชุมชนนั่นเองที่ซื้อ ได้เงินพอสำหรับทำเป็นโรงแรมหลวงราชไมตรีขึ้น และวางนโยบายว่าถ้ามีผลกำไร แบ่งเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น แบ่งให้กับชุมชน และเป็นทุนสำรองการบำรุงรักษาโรงแรม

การออกแบบบูรณะอาคารเก่ามาเป็นโรงแรมนั้น ถือว่าสถาปนิกทำได้ดีเยี่ยม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาอาคารเก่าที่มีโครงสร้างเบามาใช้งานหนัก วางประโยชน์ใช้สอยใหม่ การซ่อนคอมเพรสเซอร์แอร์ วางระบบห้องน้ำ ห้องส้วม งานตกแต่งก็ทำได้เนียน เช่น หลังคาโถงชั้นล่างที่เป็นสังกะสี กันสาดของเดิมเก็บเอาไว้ ทำระแนงใต้หลังคาเหมือนฝ้า ให้ดูลดความกระด้างของสังกะสี ตรงผนังเคาน์เตอร์บริการ กะเทาะผิวปูนเดิมออกให้เห็นอิฐเปลือย ก็เอาเป็นว่าคนไปพักอยู่สบาย ในบรรยากาศโบราณเก่าแก่

ที่ดีอีกอย่างโรงแรมเขาไม่บริการอาหารมื้ออื่นๆ นอกจากอาหารเช้า เพราะต้องการให้คนพักได้ออกไปรู้จักชุมชน ได้กินอาหารของชุมชน ซึ่งมีเยอะมาก ผมจะแนะนำอย่างนี้ครับ เยื้องกับโรงแรมมีก๋วยเตี๋ยวขายตั้งแต่เช้า เป็นก๋วยเตี๋ยวขาหมู เย็นตาโฟ กวยจั๊บ อร่อย มีบรรยากาศเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวในห้องแถวไม้ ฝั่งตรงข้ามมีแผงลอยขายขนมจาก ที่ตัวไส้ขนมจากนั้นมีเนื้อมีหนัง ไม่แบนแต๊ดแต๋เหมือนขนมจากปากน้ำ  แถม 5 บาทเท่านั้น เลยไปนิดเดียวเป็นร้านไอศกรีมขายส่ง มีหลายอย่าง นั่งกินก็ได้ ที่เด็ดอีกอย่างตรงข้ามกับโรงแรมหลวงราชไมตรี แต่ต้องวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เท่านั้น มีอาหารตามสั่ง ชื่อก๋วยเตี๋ยวยายลั้ง ต้องกินก๋วยเตี๋ยวผัดน้ำกุ้ง คือเอาเส้นผัดกับผักก่อนใส่จานไว้ ลวกกุ้งสับ เอาเนื้อกุ้งโปะหน้าก๋วยเตี๋ยว แล้วผัดน้ำกุ้งปรุงรสราดบนเส้น โรยกระเทียมเจียว ต้องกินครับ ถูกอีกต่างหาก

เดินออกไปไกลหน่อยมีร้านขนมไทยโบราณแม่กิมเซีย ขนมไทย เช่น ขนมเสน่ห์จันทร์ จ่ามงกุฎ ที่หากินยากมาก ส่วนมื้อเย็นก็เดินขึ้นตรงถนนข้างศาลเจ้าเยื้องโรงแรม ถึงถนนใหญ่แล้วเลี้ยวซ้ายเป็นร้านจันทร ต้องกินปูนิ่มผัดพริกไทยดำ น้ำพริกไข่ปู แกงหมูชะมวง แค่บริเวณรอบๆ นั้นก็กินคุ้มแล้ว

มาถึงเรื่องที่ผมไม่อยากให้คนเที่ยวตามกระแสไปครับ คนเที่ยวแบบนั้นส่วนใหญ่แค่ขอเพียงไปที่นั่น ไปเดินถ่ายรูปชูสองนิ้ว กระโดดตัวลอยค้างกล้อง เอาวิวตึกเก่าเป็นฉาก ไม่รู้หรอกว่าไปดูอะไร ได้ความรู้อะไรจากที่นั่น พอไปเยอะๆ ผู้ประกอบการจากที่อื่นก็ไปมาก ชุมชนเข้มแข็งอย่างไรก็เอาไม่อยู่ เมื่อไปกันมาก รูปแบบโรงแรม การบริการ ก็คิดกันไปเลยเถิด ออกแบบหน้าตาโรงแรมให้เตะตาเข้าไว้ มีวงดนตรีสดเล่นริมระเบียง ทำร้านกาแฟหน้าตาประหลาดๆ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีเงินแต่สมองกลวง เรื่องการทำอะไรให้กลมกลืนกับย่านนั้นคิดไม่เป็น เหมือนเอาย่านเก่าเป็นสะพานไปสู่ธุรกิจ บางคนยังเรียกอีกว่าเป็นเชียงคานตะวันออก หนักเข้าไปใหญ่ ที่ผ่านมาหลายๆ ที่หายนะ ฉิบหาย ก็เพราะผู้ประกอบการบางคน

สื่อสิ่งพิมพ์ชวนเที่ยวก็เหมือนกัน ชอบปั้นคำชวนเที่ยวโดยไม่คิดเผื่อวันหลังว่าจะมีอะไรตามมา ตัวอย่างเช่น สมัยก่อนเขียนเชียร์เมืองปายว่า “ตื่นเช้าเพราะไอหมอกเข้ามาปลุกให้ตื่น เมื่อคืนยังฝันว่ามีหมอนเป็นก้อนเมฆ” “ไปเชียงคานเหมือนไปสลัดเชื้อโรคในหัวใจทิ้ง” ไปหลีเป๊ะก็เขียนว่า “อยากเป็นนางเงือกจะได้ว่ายน้ำทั้งวัน” ที่วังเวียงก็เขียนว่า “ต้องรีบไป เพราะยังดิบๆ อยู่” (พอมันสุกงอม ร่วงเน่าแล้ว ก็ไปหาที่ดิบๆ ที่อื่นต่อไป อันนี้ผมช่วยเติมให้ครับ) สื่อเลิกสร้างความฝันให้คนไปเที่ยว วิธีเที่ยวที่ไม่ได้ความรู้ เลิกเถอะครับ

ที่ผมขึ้นต้นว่าเรื่องนี้ ต้องคนอยากฆ่าผม ก็เป็นอย่างนี้ครับ