พักกายใต้ชายคาศิลป์ อาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ โฮเทล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/421118

พักกายใต้ชายคาศิลป์ อาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ โฮเทล

โดย…คีตะ

โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ทุกวันนี้ “ศิลปะ” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของเราอย่างยากจะแยกออก ยิ่งเมื่อได้มาอยู่ ณ โรงแรมอาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ แห่งนี้ ชีวิตของเราก็เหมือนดำดิ่งเข้าในโลกของศิลปะ ทำให้วันพักผ่อนมีมิติลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก

โรงแรมอาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ เป็นบูติกโฮเต็ลแห่งใหม่ในย่านสุดฮิปของเชียงใหม่อย่างนิมมานเหมินทร์ ซึ่งแตกต่างและโดดเด่นเพราะมีศิลปะเป็นหัวใจ เมื่อแรกพบผู้มาเยือนสะดุดตากับตัวอาคารซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากขาตั้งกรอบผ้าใบสำหรับวาดรูป ก่อนจะก้าวย่างเข้าไปเพื่อสัมผัสกรุ่นกลิ่นอายศิลปะซึ่งแต่งแต้มทั่วพื้นที่

ห้องพักในแต่ละชั้นของอาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ โฮเทล สะท้อนอิทธิพลศิลปะหลากยุคหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะนู้ด ป๊อปอาร์ต แอบสแทรกต์ เซอร์เรียลลิสต์ ลานนาโรแมนติก ฯลฯ

 

พิเศษคือ ในแต่ละชั้นมี Artist SIGNATURE Room ซึ่งเป็นห้องพักที่ศิลปินผู้มีชื่อเสียงในแวดวงศิลปะไทยมาออกแบบ อาจารย์จรูญ บุญสวน ศิลปินอาวุโสผู้โดดเด่นในแนวทางอิมเพรสชันนิสม์ กับห้องพักที่แนบอิงธรรมชาติผ่านภาพวาดฝีมืออาจารย์ซึ่งแขวนอยู่บนผนัง หลายคนไม่อาจจะละสายตาจากประตูห้องน้ำแสนสวย ส่วนห้องของ ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี นั้นสะท้อนตัวตนของเขาออกมาในการตกแต่งซึ่งมีเสน่ห์ เท่ และอบอุ่น นักคิดนักสร้างสรรค์และแฟชั่นดีไซเนอร์ชั้นแนวหน้า จิตต์สิงห์ สมบุญ ทำห้องสีขาวสุดชิกโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากสตรีทอาร์ตและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาของท้องถนน

ชลิต กลิ่นสี หรือชลิต นาคพะวัน ศิลปินและนักแสดงที่รู้จักกันดี สร้างสรรค์บรรยากาศแห่งความรักให้อยู่รายล้อมตัวเรา ขวัญใจเด็กอัลเทอร์ฯ ธนชัย อุชชิน หรือป๊อด โมเดิร์นด็อก ซึ่งนอกจากจะเก่งเรื่องร้องเพลงแล้ว ยังมีความสามารถทางด้านศิลปะ เขามอบห้องเรียบง่าย แต่มากด้วยความสะดวกสบายและงดงาม ภายในแต่งด้วยสีขาวดำและแดง พร้อมมีภาพจิตรกรรมซึ่งป๊อดสร้างสรรค์แขวนไว้อย่างโดดเด่นเหนือหัวเตียง ส่วนห้องของ ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง หรือ ปอม ชาน นักวาดภาพประกอบที่โด่งดังในระดับอินเตอร์ เธอปรุงแต่งห้องให้มีบรรยากาศแสนผ่อนคลายราวกับว่าทุกวันเป็นวันอาทิตย์

ชั้นล่างใกล้กับแผนกต้อนรับยังแบ่งพื้นที่เป็นแกลเลอรี่แสดงผลงานหมุนเวียนสำหรับอาร์ตเลิฟเวอร์ได้เสพศิลป์ ในแต่ละห้องพักมีแคนวาสไว้ให้แขกได้ปลดปล่อยความเป็นอาร์ติสต์ในตัวออกมา นอกจากมีดีที่ศิลปะแล้ว อาร์ต ไหม? แกลเลอรี่โฮเทล ก็ไม่ขาดตกบกพร่องในสิ่งอำนวยความสะดวกที่โรงแรมควรมี ไม่ว่าจะห้องอาหารจริตซึ่งบำรุงบำเรอลูกค้าด้วยอาหารไทยฟิวชั่นและอาหารนานาชาติ พร้อมเมนูพิเศษเป็นอาหารสูตรไม่ลับของเหล่าศิลปิน และที่สระว่ายน้ำกลางแจ้งบนชั้นสูงสุดของโรงแรมทำให้การว่ายน้ำพร้อมสบตาท้องฟ้าและภูเขาเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

ในวันพักผ่อนที่นี่ ถามว่าดีไหม ตอบว่าดี และถ้าถามว่าอาร์ตไหม? บอกได้เลยว่า … อาร์ตมาก

 

Price : ราคาตั้งแต่ 2,600-7,700 บาท++

Place : โรงแรมอาร์ต ไหม? แกลเลอรี่ ถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 3 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โทร. 053-894-888 www.artmaigalleryhotel.com

Promotion : จองห้องพักล่วงหน้า 14 วันขึ้นไป รับส่วนลด 15%จองห้องพักอย่างน้อย 2 คืน รับส่วนลด 10%ภายในวันที่ 31 ต.ค.นี้

 

บ้านท่าดินแดง เที่ยวกรีน กินคลีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/421117

บ้านท่าดินแดง เที่ยวกรีน กินคลีน

โดย…กาญจน์ อายุ

อาทิตย์ที่ผ่านมาได้นำเสนอเรื่องเกาะพระทอง หนึ่งมุมมองใน จ.พังงา ที่แม้ว่าจะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ แต่ภาพที่ออกมาก็แปลกตาจากภาพแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเขาหลักและเกาะตาชัยที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้นพังงายังมีธรรมชาติอีกอย่างที่ให้อารมณ์คนละอย่างกับทุ่งสะวันนา ด้วยความเขียวชอุ่มของป่าโกงกางและความชุ่มฉ่ำของลำคลอง ทำให้ศูนย์ประสานงานท่องเที่ยวพังงาออกแคมเปญ “ท่องเที่ยวสไตล์กรีน” ในช่วงนี้ที่เพิ่งเข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการ โดยชู บ้านท่าดินแดง เป็นชุมชนแนะนำ เพราะเหมาะแก่การไปเที่ยว ทั้งคนในชุมชนมีการรวมตัวเป็นกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน มีสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงความดึงดูดใจที่ชวนให้เซอร์ไพรส์

คิดถึงพังงาภาพทะเลมักจะลอยมา ทว่าเสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้ต้องมนตร์ไม่แพ้กันคือ ป่าชายเลน ตามแนวชายฝั่ง อ.ท้ายเหมือง มีป่าชายเลนสมบูรณ์โดยเฉพาะสองฝั่งคลองดินแดงที่ขึ้นหนาแน่นเกือบมองไม่เห็นผิวน้ำ ซึ่งบ้านท่าดินแดง หมู่ 4 ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง ตั้งอยู่บริเวณนั้น ชาวบ้านจะล่องเรือเล็กเลาะเข้าไปดักปูและหาปลาเป็นวิถี แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก ชาวบ้านจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านท่าดินแดง ให้บริการเรือคายักและฝีพายพาไปชมธรรมชาติ

ต่อแถวคายักชมธรรมชาติ

 

จุดลงเรืออยู่ในเหมืองทำแร่ดีบุกเก่าซึ่งเคยรุ่งเรืองมากในอดีต บังโหรน ผู้นำกลุ่มเล่าว่า แต่ก่อนบริเวณหมู่บ้านเรียกว่าเหมืองแร่หมื่นล้าน มีหลักฐานความเฟื่องฟูของยุคด้วยรางแร่คอนกรีตคู่ยาว 40 เมตร แต่ทุกวันนี้เหมืองร้างแร่ไปกว่า 50 ปีและถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ เมื่อยุคตื่นเหมืองหมดลง ชาวท่าดินแดงก็เปลี่ยนมาทำเกษตรกรรมจำพวกผักผลไม้ เช่น แตงโม มะระ มะเขือ จนกระทั่งปี 2546 เหมือนเปลี่ยนยุคอีกครั้งเมื่อคลื่นยักษ์สึนามิกวาดล้างทุกอย่างไป ยุคใหม่ของชาวบ้านจึงเปลี่ยนมาปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ เพื่อแก้ไขปัญหาดินที่กลายเป็นดินทรายแทบทั้งหมด

ทุกวันนี้ในชุมชนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ประมาณ 100 โรงเรือน ทั้งผักกาดขาว คะน้า กวางตุ้ง ผักสลัด และก่อตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักบ้านท่าดินแดง โดยสมาชิกจะขายโดยตรงกับลูกค้าทั้งโรงแรมที่เขาหลักและภูเก็ต รวมถึงโรงพยาบาลในจังหวัดใกล้เคียง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ขายกิโลกรัมละประมาณ 50 บาท สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ทั้งนี้อาชีพประมงก็ยังเป็นอาชีพพื้นฐานของทุกครัวเรือน

นักท่องเที่ยวเก็บภาพระหว่างทาง

 

กล่าวได้ว่า ถ้าไม่มีการท่องเที่ยว ชาวบ้านก็มีรายได้เลี้ยงชีพเป็นปกติ การท่องเที่ยวจึงเป็นเพียงรายได้เสริม สมาชิกกลุ่มจะเป็นฝีพายให้ทุกลำพร้อมนักท่องเที่ยวลำละ 2 คน คัดท้ายพาลัดเลาะเข้าไปในคลองดินแดง ผ่านแนวป่าโกงกางรกทึบ ส่วนบนของต้นโกงกางเป็นยอดสีเขียวสดสลับเข้มตัดกับสีฟ้าล้วนไร้เมฆ ส่วนล่างเป็นรากอากาศโค้งงอไม่มีทิศทางสีเทาน้ำตาล และระหว่างทางจะได้ยินก็แค่เสียงปูก้ามดาบดีดก้าม เต๊าะ เต๊าะ เป็นจังหวะบัลลาดเหมือนความเชื่องช้าของคายัก

เส้นทางเลาะป่าชายเลนไม่มีแผนที่ชัดเจน หมายความว่าไม่มีแผนที่ให้กางดูแต่ฝีพายจะพาไปตามแผนที่ที่แม่นยำในหัวโดยแบ่งเป็น 2 เส้นทาง คือ รอบเล็กใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าลัดเลาะไปตามคลอง ชมป่าโกงกางไปตลอดทาง และรอบใหญ่ใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลานอนกลางวันบนชายหาด) โดยจะออกจากเส้นลำคลองไปเลียบทะเลใหญ่ จุดหมายอยู่ที่ เขาหน้ายักษ์ หน้าผาที่มีตำนานอิงประวัติศาสตร์จริงเล่าต่อกันมาว่าแต่เดิมหน้าผาที่หันหน้าออกไปทางหมู่เกาะสิมิลันมีหน้าผารูปร่างเหมือนใบหน้ายักษ์อารมณ์โกรธเกรี้ยว จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เรือรบของทหารญี่ปุ่นแล่นผ่านบริเวณนั้นและล่มหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุหลายลำ ทหารญี่ปุ่นจึงเชื่อว่าน่าจะเป็นอาถรรพ์ของหน้ายักษ์ จึงใช้ปืนใหญ่ยิงส่วนหนึ่งของหน้าผาจมลงทะเลบริเวณนั้น กลายเป็นยักษ์บิดเบี้ยวอย่างทุกวันนี้

กำแพงโกงกาง

 

ฝีพายลัดไปเรื่อย เลาะไปรอบและไปจบที่เรือใหญ่ เพราะขากลับต้องแฉลบออกทะเลทำให้ต้องใช้เรือประมงรับไม้ต่อจากเรือคายัก ตอนที่อยู่บนเรือขากลับมีเวลาคุยกับบังโหรนอย่างเป็นทางการ บังแนะนำว่าอยากให้มาเที่ยวตั้งแต่เดือน พ.ย.-พ.ค. ก่อนฤดูฝน แต่ถามว่ามีฝนแล้วจะเที่ยวได้ไหมบังตอบเที่ยวได้แต่ไม่สนุก เพราะผืนน้ำกลางป่าชายเลนไม่มีกระแสคลื่นก็จริง แต่การอยู่บนเรือที่ไม่มีหลังคา ไม่มีที่ให้หลบฝนและอยู่ในภาวะตัวเปียกเป็นชั่วโมงคงไม่ใช่เรื่องสนุกเท่าไรนัก

นอกจากนี้ บังยังเล่าว่า ผืนป่าโกงกางที่เห็นหนาแน่นอย่างวันนี้เพิ่งกลับมาสมบูรณ์ได้ไม่กี่ปี เพราะก่อนหน้านั้นมีนายทุนได้สัมปทานตัดไม้โกงกางไปทำฟืน ตัดไปเกือบหมดป่า ตรงกันข้ามกับวันนี้ที่ผืนป่าถูกอนุรักษ์ไว้โดยชาวบ้านท่าดินแดง ซึ่งนอกจากจะมีธรรมชาติให้มองสบายตา มันยังเป็นกำแพงโกงกางช่วยตัดกำลังคลื่นและช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำด้วยการเป็นแหล่งอนุบาลปูและปลาตามธรรมชาติ

แปลงปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

 

ถ้ากล่าวถึงกิจกรรมพายเรือชมธรรมชาติในพังงายังมี ลิตเติ้ลอะเมซอน ที่คลองสังเหน่อ.ตะกั่วป่า สองข้างทางทึบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มีพี่ใหญ่เป็นต้นไทรย้อยอายุร่วมร้อยปีทิ้งรากอากาศระโยงระยางสร้างบรรยากาศน่าขนลุกเหมือนป่าดึกดำบรรพ์ และทุกครั้งที่ไปการันตีได้ว่าจะเจองู (มากกว่าหนึ่งตัว) ออกมาทักทาย อันเป็นเอกลักษณ์ของคลองสังเหน่ตามสมญานามลิตเติ้ลอะเมซอน ที่นั่นชาวบ้านมีการรวมเป็นกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนคลองสังเหน่เช่นกัน แต่แทบไม่ต้องประชาสัมพันธ์แล้ว เพราะมันถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในโปรแกรมทัวร์เรียบร้อย

เรือใหญ่แล่นเทียบท่าเรือพร้อมขบวนคายักที่ผูกพ่วงท้ายมา นักท่องเที่ยวกำลังถอดเสื้อชูชีพไปตากแดด ฝีพายก็กำลังลากคายักขึ้นฝั่งและไล่น้ำออกจากเรือ เราในฐานะของผู้มาเยือนกำลังพนมมือลา แต่บังโหรนกลับเซอร์ไพรส์พวกเราด้วยคำว่า “อาหารกลางวันพร้อมแล้ว”

บังทำหน้าที่นักเซอร์ไพรส์ได้สมบูรณ์แบบปลาทอด ไข่เจียว แกงปลา และผักสลัดล้นชามจัดเตรียมอย่างดี จะมีหรือที่พวกเราจะปฏิเสธคำเชิญชวนที่น่ารักเช่นนี้ และเชื่อไหมว่าสิ่งที่จะอยู่ในความทรงจำ ณ ตอนนี้ไม่ใช่ความเอร็ดอร่อยหรือความสวยงามในตอนนั้น แต่คือความน่ารักของชาวบ้านที่ทำให้จดจำบ้านท่าดินแดงได้ไม่มีวันลืม

ป่าโกงกางสะท้อนผืนน้ำ

 

การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ให้ผลผลิตงาม

 

ท่าเทียบเรือบ้านท่าดินแดง

 

เที่ยววิถีไทยฯ ตอน เยือนสุรินทร์…ถิ่นวัฒนธรรมอีสานใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2559 เวลา 18:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/420361

เที่ยววิถีไทยฯ ตอน เยือนสุรินทร์...ถิ่นวัฒนธรรมอีสานใต้

พาเที่ยว จังหวัดสุรินทร์ ถิ่นเมืองช้าง 1 ใน 12 เมืองต้องห้ามพลาดพลัส ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

คลิป ท่องเที่ยวนี้ เป็นคลิป รายการนำเที่ยวที่ผลิตขึ้นโดย บริษัท PostTV ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 5 ในรายการ “สนามเป้าเมาท์ข่าว” โดยคลิปนี้ เป็นคลิป (ททท.) ที่จะพาคุณผู้ชมไปรู้จักสุรินทร์ ตั้งแต่… ศูนย์คชสารบ้านตากลาง หมู่บ้านเลี้ยงช้าง ที่คนและช้างผูกพันตั้งแต่เกิดจนตาย …อนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง เจ้าเมืองผู้สร้างเมืองสุรินทร์ และผ้ายกทองโบราณ หนึ่งในผ้าลายโบราณที่ว่ากันว่าสวยที่สุดอีกด้วย ไปติดตามได้เลยครับ

ชมคลิป https://youtu.be/B_xImvtce0c

 

 

 

นุ่งซิ่นตักบาตร ปลุกตื่นฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มีนาคม 2559 เวลา 12:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/420012

นุ่งซิ่นตักบาตร ปลุกตื่นฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสาน

โดย…พริบพันดาว ภาพ…เครือข่ายศิลปวัฒนธรรม สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ได้เห็นภาพการนุ่งซิ่นตักบาตรของชาวมหาวิทยาลัยขอนแก่นทุกวันพระแรกของเดือน เป็นภาพที่สวยงามเปี่ยมด้วยสีสันละลานตาท่ามกลางแดดเช้าตกกระทบสวยงาม บรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความสงบและอบอุ่นเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือร่วมใจในการที่จะปลุกฟื้นจิตวิญญาณและวิถีชีวิตของชาวอีสานในการทำบุญและตักบาตรในชีวิตประจำวันเมื่อครั้งอดีต

ภาพความงามของการนุ่งซิ่นใส่บาตรในตอนเช้าตรู่ที่มีบรรยากาศติดตาชาวโลกนั้น อยู่ที่เมืองหลวงพระบาง ซึ่งโดยปกติแล้วนิยมใส่บาตรด้วยข้าวเหนียวเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อถึงเวลาฉัน ชาวบ้านจะยกสำรับกับข้าวไปถวายที่วัด เรียกว่าถวายจังหัน โดยเวลาใส่บาตรจะนั่งคุกเข่าและผู้หญิงต้องนุ่งซิ่น ส่วนผู้ชายนุ่งกางเกงขายาว และมีผ้าพาดไหล่ไว้สำหรับเป็นผ้ากราบพระเหมือนกันการตื่นแต่เช้า เพื่อมาตักบาตรข้าวเหนียวเป็นกิจกรรม

ภาพแบบนี้เคยเห็นเป็นปกติวิถีในชีวิตประจำวันของชาวอีสาน แต่ปัจจุบันได้เลือนหายไป

นอกจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น การนุ่งซิ่นตักบาตรในตอนเช้าได้ถูกรื้อฟื้นในหลายๆ พื้นที่ของภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นที่ อ.ภูเรือ จ.เลย มีการจัดงานทำบุญตักบาตร เชิญชวนพุทธศาสนิกชนนุ่งซิ่นติดผ้าสไบเฉียงใส่บาตรในช่วงเช้า และสัมผัสหมอกในเช้าเป็นประจำทุกวันศุกร์ ณ หน้าที่ว่าการอำเภอภูเรือ แต่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลัก หรือที่ อ.เชียงคาน ก็มีภาพให้เห็นงามตา ส่วน จ.ชัยภูมิ รณรงค์ให้นุ่งไทย นุ่งซิ่น ไม่นุ่งสั้น ทำบุญตักบาตรวันพระ หรือที่จ.ศรีสะเกษ พร้อมใจนุ่งซิ่น ผ้าไทยใส่บาตรข้าวจี่ ทำบุญประเพณีเดือน 3

สะท้อนให้เห็นว่าภาพอดีตของการนุ่งซิ่นกำลังหวนกลับมาสู่วัฒนธรรมร่วมสมัยปัจจุบันอยู่ไม่มากก็น้อย มาดูความเคลื่อนไหวการนุ่งซิ่นของคนอีสานในปัจจุบันกัน

ตักบาตรนุ่งซิ่น วันศีลวันพระ

การสืบเอกลักษณ์บรรพชน สานประเพณีพื้นถิ่นอีสาน รณรงค์สืบสานอัตลักษณ์ไทยและพื้นถิ่นอีสาน ตักบาตรนุ่งซิ่น วันศีลวันพระ ที่เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมประกอบกุศลทำบุญ­ตักบาตร ณ พุทธศิลป์สถาน ริมบึงสีฐาน ทุกวันพระแรกของเดือน ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและชุมชนสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น บอกว่าเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟู ประยุกต์ประเพณีอย่างสร้างสรรค์เข้ากับยุคสมัยใหม่ เป็นการขับเคลื่อนศักยภาพของทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้ปรากฏเป็นรูปธรรม

“จริงๆ เป็นแนวคิดของท่านนายกสภามหาวิทยาลัย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ซึ่งท่านก็บริหารเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แนวคิดของท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์แต่มีเรื่องของวัฒนธรรมรวมอยู่ด้วย ท่านก็บอกว่าเราต้องสร้างครีเอทีฟ สเปซ หรือพื้นที่ของการสร้างสรรค์ โดยมีธีมก็คือ “ไม่หลงของเก่า ไม่เมาของใหม่” และพลิกฟื้นวัฒนธรรมขึ้นมา เพื่อให้เป็นทุนทางวัฒนธรรม เพื่อเป็นฐานในเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

รศ.ดร.นิยม บอกว่า ชาวอีสานมีชีวิตผูกพันอยู่กับความเชื่อทางศาสนา จึงมักมีประเพณีเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตตลอดปี เรียกว่าฮีต 12 คลอง 14 โดยยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านาน ตรงไหนเป็นฮีตคองของอีสานที่ดีๆ ก็ให้รื้อฟื้น

“เราก็เอาแนวคิดนี้มาทำงานให้เป็นพื้นที่ของวัฒนธรรมสร้างสรรค์ทั้งหมด ซึ่งการตักบาตรก็เช่นเดียวกัน จริงๆ เราสามารถตักบาตรที่ไหนก็ได้ ใส่ชุดอะไรก็ได้แต่ต้องสุภาพเรียบร้อย พอนำแนวความคิดเรื่องตักบาตรนุ่งซิ่นไปคุยกับพระคุณเจ้า ท่านก็บอกว่าความจริงหัวใจของการตักบาตรมีอยู่ 2 ทำ ทำที่ 1 คือ ชำระกายให้บริสุทธิ์ และทำที่ 2 ชำระใจให้ผ่องผุด พร้อมที่จะตักบาตร ความหมายของการชำระกายคืออะไร ท่านก็แนะว่าคือ แต่งกายดี สำรวมกาย แล้วที่เราให้ความใส่ใจในเรื่องการแต่งกายดี เพื่อใส่บาตรก็เป็นกุศลบุญให้กับพวกเรา ก็เลยเป็นที่มาว่า มิน่าละคนอีสานเวลาเขาไปงานวัดไปงานบุญเขาจะแต่งกายดีจะให้ความเคารพสถานที่

“เพราะฉะนั้นคนอีสานโดยเฉพาะผู้หญิงเวลาไปวัดจะนุ่งซิ่น จะเป็นซิ่นที่มีความงามที่สุดที่มี ซึ่งในโอกาสอื่นจะไม่ใส่ถือว่าเป็นผ้าที่ดีที่สุดที่จะหยิบมาสวมใส่เวลาใส่บาตรเพื่อบูชาพระพุทธศาสนา นี่คือแนวคิดหลักก็มาคิดว่ากว่าชาวบ้านเขาจะใส่บุญใส่บาตรได้ คนอีสานเขาละเอียดลออในการใส่บาตรนุ่งซิ่น ก็เลยเป็นที่มาของการที่เรามารื้อฟื้นวัฒนธรรมการนุ่งซิ่นในการใส่บาตร”

การรณรงค์ให้นุ่งซิ่นก็มีการถามกันว่า ถ้าจะนุ่งซิ่นนุ่งวันไหนดี รศ.ดร.นิยม บอกว่าก็มาตกลงกันที่วันศีลวันพระ เพื่อจะเป็นนัยว่าการนุ่งซิ่นก็เป็นความเคารพศาสนาเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าไปด้วย ก็เลยตีโจทย์นี้และทำเป็นประจำทุกเดือน

“เวลาที่เราทำตรงนี้ก็สวยงาม มาตักบาตรนุ่งซิ่นคนมาร่วมกันหลายร้อยคนก็น่าตกใจ ไม่นึกว่าจะมากขนาดนี้ เพราะจะทำให้เป็นกิจกรรมหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้คนในมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้หวนไปสู่อดีต ที่สำคัญคนทำงานในมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเฉพาะสุภาพสตรีเขามีผ้าซิ่นสวยๆ ที่หาโอกาสใส่ ซึ่งเราจัดตักบาตรนุ่งซิ่นทุกเดือน เดือนละครั้งสองครั้งก็ว่ากันไป ซึ่งผู้หญิงดีใจกันมากบอกว่า ได้ใส่ซิ่นสวยๆ แล้วถวายเป็นพุทธบูชาด้วย แล้วใส่ทำงานได้อย่างไม่เชย ตักบาตรเสร็จแล้วก็ทำงานต่อเลย”

รศ.ดร.นิยม ชี้ว่า คนอีสานจะเป็นคนที่มีพลังพร้อมเพรียงในเรื่องทำความดี การจุดประกายนุ่งซิ่นครั้งนี้เกิดจากพุทธศาสนา

“พระคุณเจ้าท่านก็ให้แง่คิดว่า การแต่งตัวดีไม่ได้แต่งตัวดีเพื่อตัวเอง แต่หมายถึงตัวเพื่อพุทธบูชาด้วย ชำระกายให้สะอาด ชำระใจให้บริสุทธิ์ ความจริงข้างในนั้นสำคัญกว่า ส่วนใหญ่ถ้าในดีนอกก็มักจะดีด้วย การแต่งกายดีไม่ได้หมายความว่าข้างในจะดี อย่างน้อยที่สุดการมีจิตใจดีก็สะท้อนออกมาในกายข้างนอก ถ้ากายดีใจดีก็ทำความดีต่อไป ท่านก็สอนสั่งอย่างนั้น ผมก็ว่าเป็นคำสอนที่มีประโยชน์ ยึดเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ก็จะจัดไปเรื่อยๆ สำหรับตักบาตรนุ่งซิ่น วันศีลวันพระก็ขยายวงออกไปเรื่อยๆ พลิกฟื้นชีวิตจิตวิญญาณวัฒนธรรมอีสาน ตอนนี้ก็เริ่มร่วมมือกับทางเทศบาลนครขอนแก่นในการจัดงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับประเพณีอีสาน”

ภาพสาวงามผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2015 ที่ทำกิจกรรมเก็บตัวนุ่งผ้าซิ่นลายพื้นเมืองของ จ.อุบลราชธานี ร่วมกันไปตักบาตรข้าวเหนียว ถือว่าเป็นภาพที่น่าประทับใจและภูมิใจของชาวอีสาน การรณรงค์สืบสานการตักบาตรและนุ่งซิ่นวิถีท้องถิ่นลูกข้าวเหนียว วิทยา วุฒิไธสง นักวิชาการวัฒนธรรม สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น เสริมแนวคิดเรื่องการนุ่งซิ่นว่าในปัจจุบันกลับมาได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ

“มีการประกวดผ้าซิ่นทั้งแบบดั้งเดิมและประยุกต์ ทำให้ตรงนี้ไม่สูญหายไป หากความนิยมใส่ผ้าซิ่นกลับมามากๆ จะเกิดมูลค่าในการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน และถือเป็นการอนุรักษ์และพัฒนาไปพร้อมๆ กัน”

ซิ่น เป็นผ้านุ่งของผู้หญิง มีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ทั้งขนาด การนุ่ง และลวดลายบนผืนผ้า โดยมีการสวมใส่ใน สปป.ลาว และประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสานของไทย ผ้าซิ่นนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของหญิงไทยในสมัยโบราณ การทอผ้าเป็นงานในบ้าน ลูกผู้หญิงมีหน้าที่ทอผ้า แม่จะสั่งสอนให้ลูกสาวฝึกทอผ้าจนชำนาญ แล้วทอผ้าผืนงามสำหรับใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น งานแต่งงาน งานบวช หรืองานบุญประเพณีต่างๆ การนุ่งผ้าซิ่นของผู้หญิงจึงเป็นเหมือนการแสดงฝีมือของตนให้ปรากฏ ผ้าซิ่นที่ทอได้สวยงาม มีฝีมือดี จะเป็นที่กล่าวขวัญและชื่นชมอย่างกว้างขวาง

ผ้าซิ่นของไทยมักจะแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ อย่างแรกคือ ผ้าซิ่นสำหรับใช้ทั่วไป มักจะไม่มีลวดลาย ทอด้วยผ้าฝ้ายหรือด้ายโรงงาน (ในสมัยหลัง) อาจใส่ลวดลายบ้างเล็กน้อยในเนื้อผ้า อีกอย่างหนึ่ง ผ้าซิ่นสำหรับใช้ในโอกาสพิเศษมักจะทอด้วยความประณีตเป็นพิเศษ มีการใส่ลวดลาย สีสันงดงาม และใช้เวลาทอนานนับแรมเดือน วิทยา บอกว่า

“หากคนหันมานุ่งผ้าซิ่นกันในชีวิตประจำวัน ก็ต้องเริ่มจากการกิจกรรมให้พวกเขามีส่วนร่วมและมีความร่วมสมัย ไม่ดูเชยและทำให้เขาภาคภูมิใจในภูมิปัญญาและจิตวิญญาณท้องถิ่น ซึ่งการตักบาตรนุ่งซิ่น วันศีลวันพระ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี”

คนอีสานมองการฟื้นฟูนุ่งซิ่น

ทุนทางศิลปวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามในอดีตที่ถูกหลงลืม จึงฟื้นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการฟื้นฟู ค้นหาคุณค่า ความหมายที่ซ่อนแฝง สู่การประยุกต์ให้เหมาะสมกับยุคสมัย ผสานกับแนวคิดร่วมสมัยปรีดา ข้าวบ่อ บรรณาธิการนิตยสารทางอีศาน ซึ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมของชาวไทยอีสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ทั้งในแง่มุมประวัติศาสตร์และความร่วมสมัย บอกว่าการจะฟื้นฟู หรือรณรงค์เรื่องใดๆ ก็คงต้องจุดประกาย มีจุดตั้งต้นและสร้างกระแสให้ต่อเนื่อง

“ที่สำคัญทุกภาคส่วนต้องตระหนักรู้ว่าอะไรคือความยั่งยืน คือรากเหง้า คือความเติบใหญ่ของภาคประชาสังคม โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐทุกกระทรวง กรม กอง ต้องหยุดการทำงานแบบผักชีโรยหน้า งบประมาณจากภาษีประชาชนทุกบาททุกสตางค์ต้องเกิดดอกสร้างผลให้แก่แผ่นดิน”

การรื้อสร้างวัฒนธรรมล้านช้าง ซึ่งมีเอกลักษณ์ใช้ผ้าสไบเฉียงและนุ่งผ้าซิ่นเป็นแบบฉบับคนอีสาน คนลาว นำมาประยุกต์ให้ร่วมสมัย การที่ชาวอีสานนุ่งซิ่นเป็นเรื่องดี เพราะเป็นทั้งอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ อันแสดงออกถึงชาติพันธุ์วรรณนาที่มีความหลากหลายของสังคมไทย ปรีดา ขยายความว่า

“การนุ่งซิ่นแสดงถึงความเข้มแข็ง เมื่อกล้าแสดงออกทางวัฒนธรรมการแต่งกาย ก็ย่อมกล้าแสดงออกถึงวิถีชีวิตในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านภาษา ทั้งภาษาพูดและอนุรักษ์ฟื้นฟูภาษาเขียน ประชากรของเราในภาคอีสานมีร่วม 20 ชาติพันธุ์ ทั่วประเทศถ้าแยกย่อยให้ละเอียดในทุกๆ ด้านมีร่วม 60-70 ชาติพันธุ์ ถึงวันนี้ต้องฟื้นคืนพลังชีวิตให้ทุกชาติพันธุ์เข้มแข็ง การที่พี่น้องผู้ไทสำแดงความเป็นตัวของตัวจนโดดเด่น จนสามารถจัดงานผู้ไทโลกมาหลายปี ถือเป็นความเข้มแข็งและงดงาม”

นอกจากนั้น ปรีดา บอกว่า ไม่ใช่แค่ซิ่นของชาวอีสาน แต่ยังมีผ้าพื้นถิ่นของพี่น้องกูย กวย แขมร์ ก็ต้องลุกขึ้นมาใส่โสร่ง พี่น้องชาวโส้ง ชาวโย้ย ฯลฯ ก็เช่นกัน

“เรื่องผ้าย้อมครามของชาวสกลนครก็ไม่แพ้ใคร สิ่งสำคัญที่ตามมาไม่แพ้กันคือเรื่องเศรษฐกิจครับ ชาวบ้านมีงานทำมีรายได้ ลดทอนการซื้อหาเสื้อผ้าจากภายนอกจากต่างประเทศ แล้วผ้าพื้นบ้าน หัตถกรรมพื้นถิ่น ก็เป็นที่ต้องการจากทั่วโลก เสร็จจากงานนาก็ไม่ต้องไปขายแรงงาน ครอบครัวอบอุ่น หมู่บ้านมีชีวิตชีวา”

 

สบายตัว สบายใจ บ่อน้ำแร่ร้อน รักษะวาริน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 17:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/419953

สบายตัว สบายใจ บ่อน้ำแร่ร้อน รักษะวาริน

โดย…สืบสิน ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เพื่อนผมหลายคนคงรู้สึกข้องใจว่าทำไมผมจึงรู้สึกตื่นเต้นนักเมื่อรู้ว่าจะไปเยือน จ.ระนอง พร้อมมีคำถามอีกมากมายตามมาว่า ระนองเป็นเพียงจังหวัดเล็ก จะมีทะเลสวยๆ ให้ชื่นชมเหรอ?

ผมเก็บคำตอบด้วยอารมณ์กระหยิ่มใจ พร้อมมาบอกเพื่อนฝูงให้ได้รับรู้และเปลี่ยนทัศนคติไอ้เกลอกันเสียใหม่ว่า ระนองนั้นนอกจากจะมีทะเลที่สวยไม่น้อยหน้าใคร ยังมีธรรมชาติอันงดงามให้น่าสัมผัสอีกมากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือ ที่ระนองได้รับการยอมรับว่าเป็นดินแดนของน้ำแร่ร้อนคุณภาพดี ติด 1 ใน 3 ของโลกเลยทีเดียวนะไอ้เกลอเอ๋ย

เมื่อครั้งหนึ่งสถานที่แห่งนี้ในปี 2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองระนอง และได้มาเยือนที่บ่อน้ำแร่ร้อนแห่งนี้ พร้อมกับได้พระราชทานชื่อถนนที่จะไปยังบ่อน้ำร้อนว่า “ถนนชลระอุ” ต่อมาได้รับการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบเสียใหม่และปรับเป็นสวนสาธารณะ ซึ่งได้รับพระราชทานนามว่า สวนสาธารณะ “รักษะวาริน” ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้พระราชทานไว้เมื่อคราวเสด็จฯ ทรงเยือนระนอง เมื่อปี 2510

 

บ่อน้ำแร่ร้อนแห่งนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สามารถนำไปดื่มและอาบได้ มีประโยชน์ต่อร่างกายในแง่การบำบัดรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ซึ่งได้รับการวิเคราะห์จากกรมวิทยาศาสตร์บริการว่าเป็นบ่อน้ำพุร้อนที่ประกอบด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ และเป็นแหล่งเดียวในประเทศไทยที่ไม่มีสารกำมะถันเจือปนอยู่เลย จึงทำให้ไม่มีกลิ่นของกำมะถันเหมือนกับน้ำพุร้อนทั่วไป ทำให้มีความบริสุทธิ์ เหนืออื่นใดด้วยความบริสุทธิ์นั้นสามารถรับดื่มได้จากแหล่งกำเนิด โดยไม่ต้องผ่านการกลั่นกรองใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในโลกนี้

นอกจากนี้ ด้วยความที่เป็นน้ำบริสุทธิ์จึงมักถูกนำไปใช้ในพิธีพุทธาภิเษก เพื่อทำน้ำศักดิ์สิทธิ์และใช้เป็นน้ำพระพุทธมนต์ รวมทั้งเคยนำมาใช้ในพระราชพิธีฉลองพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกด้วย

ภายในบริเวณบ่อน้ำร้อนมีบริการอาบน้ำแร่บำบัดรักษาสุขภาพหลายจุด ทั้งบริการแช่เท้าเพื่อผ่อนคลาย และยังแช่ตัวเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีบริการผ่อนคลายความเมื่อยล้าด้วยการบำบัดจากน้ำแร่ที่ สยามฮอทสปาระนอง ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน

 

น้ำแร่ร้อนแห่งนี้ ประกอบด้วย 3 บ่อ ได้แก่ บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูก โดยบ่อพ่อมีอุณหภูมิสูงประมาณ 65 องศาเซลเซียส

บ่อพ่อ เป็นบ่อปูนซีเมนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาบ่อน้ำร้อนทั้ง 3 บ่อ มีลักษณะเป็นบ่อวงกลม มีขนาด 2.80 เมตร ลักษณะของน้ำร้อนในบ่อจะใสมีฟองก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ที่ผุดขึ้นมาจากก้นบ่อสู่ผิวน้ำค่อนข้างน้อย ไม่มีกลิ่นกำมะถัน ไม่มีสาหร่าย น้ำร้อนจะไหลล้นออกนอกบ่อตลอดเวลา ทำให้บริเวณบางส่วนของปากบ่อและผนังบ่อน้ำด้านนอกมีการสะสมตัวของแร่แคลไซต์ ซึ่งเป็นแร่ที่มีขนาดผลึกละเอียดมาก แร่ชนิดนี้เป็นแร่อัลเทอร์เรชั่นที่สำคัญชนิดหนึ่ง อุณหภูมิของน้ำร้อนวัดได้ 65 องศาเซลเซียส

บ่อแม่ เป็นบ่อปูนซีเมนต์เช่นเดียวกับบ่อพ่อแต่มีขนาดเล็กกว่า โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางของบ่อขนาด 1.50 เมตร ลักษณะของบ่อน้ำพุร้อนมีลักษณะใส มีฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผุดขึ้นมาเป็นจังหวะๆ และมีปริมาณมากกว่าบ่อพ่อ ไม่มีกลิ่นกำมะถัน ไม่มีสาหร่าย อุณหภูมิของน้ำร้อน วัดได้ 65 องศาเซลเซียสเช่นกัน ค่าความเป็นกรดด่างวัดได้ประมาณ 8 มีแร่อัลเทอร์เรชั่นเคลือบเล็กน้อยที่ด้านในของผนังบ่อ ระดับของน้ำร้อนอยู่ต่ำจากปากบ่อลงไป 0.48 เมตร ไม่สามารถวัดอัตราการไหลของน้ำร้อนได้

 

บ่อลูกสาว เป็นบ่อปูนซีเมนต์เช่นเดียวกัน มีเส้นผ่าศูนย์กลางของบ่อขนาด 2 เมตร ลักษณะของบ่อน้ำพุร้อนนี้มีลักษณะใส มีฟองก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ผุดขึ้นมายังผิวน้ำมากกว่าสองบ่อแรก ไม่มีกลิ่น กำมะถัน ไม่มีสาหร่าย อุณหภูมิของน้ำร้อนวัดได้ 65 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่างวัดได้ประมาณ 8 มีแร่อัลเทอร์เรชั่นเคลือบเล็กน้อยที่ด้านในของผนังบ่อเช่นเดียวกับบ่อแม่ ระดับน้ำร้อนอยู่ต่ำจากปากบ่อลงไป 0.1 เมตร ไม่สามารถวัดอัตราการไหลของน้ำร้อนได้เช่นกัน

ในปัจจุบันแหล่งน้ำแร่ร้อนแห่งนี้ ซึ่งเป็นแหล่งที่สำคัญที่สุดของ จ.ระนอง เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งชุมชนและมีศักยภาพสูง ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัด มีการจัดสร้างตกแต่งสวนหย่อมต่างๆ ไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน โดยได้ปรับภูมิทัศน์และก่อสร้างเพิ่มเติมจนแล้วเสร็จ โดยได้เพิ่มพื้นที่ใหม่เพื่อการพักผ่อนทั้งบ่อแช่เท้า-แช่ตัวเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหลายจุด ซึ่งพยายามควบคุมอุณหภูมิน้ำแร่ร้อนให้อยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส

 

ในตลอดทั้งวันโดยเฉพาะช่วงเย็น จะมีผู้คนชาว จ.ระนอง รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างเวียนมาแช่ตัวกันหนาแน่น ผู้รู้แนะนำว่าการแช่เท้าที่ถูกวิธีคือให้จุ่มเท้าลงไปเลย ห้ามขยับหรือเอาเท้าออกทันทีทันใดเพราะจะทำให้ร้อนกว่าเดิม ถ้าแช่ไว้สักพักเราจะรู้สึกว่าสบายและผ่อนคลายมากขึ้น

แวะมาระยองเมื่อใดก็อย่าลืมมาผ่อนคลายผ่อนใจกับบ่อน้ำแร่ร้อนนี้สักครั้ง แล้วคุณจะรู้สึกรักดินแดนแห่งนี้ขึ้นมาไม่น้อยทีเดียวครับ

สวนสาธารณะรักษะวารินตั้งอยู่ใจกลางเมืองระนอง อยู่ห่างจากเทศบาลเมืองระนองไปตามทางหลวงหมายเลข 4005 ห่างจากศาลากลางจังหวัดไปทางทิศตะวันออก 2 กิโลเมตร เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เช้าไปจนถึง 3 ทุ่ม

 

นกโรงปูนลำปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 16:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/419936

นกโรงปูนลำปาง

โดย…ปริญญา ผดุงถิ่น

หลายปีก่อน ผมเคยทึ่งๆ กับภาพนกที่ลงกินและอาบบ่อน้ำนก ภายในโรงปูนลำปางเอสซีจี จนต้องปรึกษากับเพื่อนๆ กลุ่มดูนกเดียวกันให้วุ่น ทำไงดี ถึงจะได้ไปถ่ายนกโรงปูนบ้าง แบบว่าเริ่มไม่ถูก ต้องติดต่อไปที่ใคร อย่างไร?

จนเมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มุดเข้าไปในบังไพรหมายเลข 6 ของโรงปูนลำปาง ฝันของผมเป็นจริงเรียบร้อยแล้ว

ภายใต้การจัดการของคุณสุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี ผมได้มาเดินปร๋อในพื้นที่โรงปูนลำปางอันเต็มไปด้วยป่าร่มครึ้ม แทรกไปกับส่วนของโรงงานผลิตปูนซีเมนต์อย่างกลมกลืน โดยมีคีย์แมนคนสำคัญรอต้อนรับ คือคุณบวร วรรณศรี วิศวกรระเบิดภูเขา ผู้พลิกบทบาทมาเป็นคนฟื้นฟูป่า ตลอดจนเก็บข้อมูลนกและสัตว์ป่าในพื้นที่โรงปูนอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ตัวคุณบวรเองก็จัดเป็นช่างภาพนกฝีมือดีคนหนึ่งด้วย

บ่อน้ำนกที่สร้างไว้ถึง 8 แห่ง ล้วนเป็นดีไซน์ของคุณบวร เห็นปุ๊บก็สัมผัสได้ปั๊บถึงการออกแบบที่เหนือชั้น ไม่ว่าจะตัวบ่อน้ำนก หรือเพิงบังไพร

 

เริ่มจากตัวบ่อ ทุกบ่อจะเป็นระบบน้ำหยดตลอด 24 ชั่วโมง คุณบวรต่อท่อมาถึงที่ แล้วเปิดให้น้ำหยดติ๋งๆ จากปลายสายยางเส้นเล็ก เริ่มจากหยดใส่กิ่งไม้ที่รองรับด้านล่าง แล้วค่อยหยดลงสู่ตัวบ่อ ระบบนี้นอกจากช่วยไม่ให้ต้องมาคอยเติมน้ำแล้ว ว่ากันว่า น้ำหยดมีความชุ่มฉ่ำดึงดูดพวกนก เหนือกว่าน้ำนิ่ง

ที่ตั้งของบ่อก็อยู่ในตำแหน่งที่แสงส่องดี ถ่ายรูปง่าย ต่างจากบ่อน้ำนกแถวแก่งกระจาน จะซุกอยู่ใต้ร่มป่ามืดครึ้ม ตามสูตรของชาวบ้านที่นั่น

ส่วนบังไพร ผนังเป็นผ้าสะแลนสีดำ แล้วทับด้วยตับหญ้าแห้ง เนียนยิ่งกว่าเนียน แถมกันแสงแดดและความร้อนได้ดีกว่าสะแลนเปล่าๆ ส่วนภายในถือว่าเด็ดขาดชนะเลิศ เพราะเป็นแคร่ไม้ไผ่อย่างดีให้นั่งถ่ายรูป เกิดง่วงขึ้นมาก็เอนหลังงีบบนแคร่ได้เลย (ซึ่งผมก็ทดสอบ “การงีบ” บนแคร่สวรรค์นี้เรียบร้อยแล้ว ผลก็คือกรนสนั่นไม่เกรงใจนก 555)

สะดวกสบาย ดีไปโม้ดแบบนี้ ผมบอกตัวเอง ต้องกลับมาเยือนโรงปูนลำปางอีกครั้งอย่างแน่นอน

 

ภูกระดึงถึงลิงคบรรพต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 16:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/419934

ภูกระดึงถึงลิงคบรรพต

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

ช่วงที่มีวิวาทะเรื่องกระเช้าขึ้นภูกระดึง พอดีผมกำลังสนใจเรื่องวัดภู เมืองจำปาสัก ประเทศ สปป.ลาว เห็นความคล้ายคลึงกันอย่างหนึ่ง

เมื่อพูดถึงวัดภูคนทั่วไปมักจะนึกปราสาทหินศิลปะเขมรโบราณขนาดใหญ่ที่เชิงเขา ปราสาทแห่งนี้ยังใช้การอยู่ในฐานะวัดทางพุทธศาสนาแต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งของวัดภูที่นักท่องเที่ยวมักนึกไม่ถึง คือ ส่วนที่เรียกว่า “ลิงคบรรพต” หรือภูเขารูปลึงค์ ซึ่งเป็นหัวใจของวัดภูไม่ใช่ตัวปราสาท

ภูเขารูปลึงค์ ก็คือ ภูเก้า ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังปราสาทหิน บนยอดเขามีศิวลึงค์ธรรมชาติ (หรือลึงค์ที่เกิดเองเรียกว่า สวยัมภูลึงค์) ตั้งอยู่เป็นหินก้อนใหญ่สูงตระหง่าน คนสมัยก่อนมองไกลๆ นึกว่าเป็นสัญลักษณ์พระอิศวรเป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ แต่คนปัจจุบันมองเห็นเป็นหัวจุกปทุมถัน เรียกว่าหัวนมสาว

ยอดภูเก้าร้อยวันพันปีไม่มีใครขึ้นไป มีแต่นักโบราณคดีขึ้นไปเก็บวัตถุโบราณลงมารักษาไว้ ผมเองสงสัยมานานว่าข้างบนเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะมันดูยิ่งใหญ่ลี้ลับชวนให้น่าค้นหาจริงๆ จนได้อ่านบันทึกการเดินทางของคุณ Willard Van De Bogart ที่เคยขึ้นไปพร้อมคณะสำรวจของทางการลาวเป็นครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน การขึ้นไปยอดภูเก้าใช้เวลา 9 ชั่วโมง และต้องค้างคืนข้างบน กว่าจะไปถึงยอดต้องใช้แรงกายพอสมควร

เมื่อขึ้นไปถึงจะพบหินตั้งธรรมชาติขนาดมหึมา ซึ่งคุณ Van De Bogart บอกว่าน่าจะเป็นสุดยอดของสวยัมภูลึงค์เพราะมันใหญ่จริงๆ ชาวบ้านยังเล่าว่ามีหินรูปวัวอุสุภราชนั่งเฝ้าพระเป็นเจ้าอยู่ แต่ไม่ทราบว่าจุดไหน

ภูเก้ามีความสำคัญมาก บันทึกสมัยราชวงศ์สุยบรรยายว่า มีการตรึงกำลังทหารหนึ่งพันคนเฝ้ารักษายอดเขาไว้ แสดงว่าห้ามคนขึ้นไปเล่นๆ คุณ Van De Bogart บอกว่า ภูเก้าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จริงแล้วไม่ควรขึ้นไป ควรจะทำประทักษิณรอบๆ ภูมากกว่า และรู้สึกสับสนว่าการขึ้นไปภูเก้าเป็นที่เหมาะสมหรือไม่ จนกระทั่งคุยเรื่องนี้กับนักโบราณอิตาเลียนเธอบอกอย่างตกใจว่า “เขาห้ามขึ้นไปลิงคบรรพตนะ” เท่านั้นแหละเขารู้สึกผิดเสียเต็มประดา และกังวลว่าในอนาคตไม่ควรจะมีการเปลี่ยนภูเก้าให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพราะจะเสื่อมมนตร์ขลัง

กลับมาดูภูกระดึง ที่นี่ไม่มีสวยัมภูลึงค์ ไม่มีปราสาทหิน ไม่ได้เป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรเจินล่า (เศรษฐปุระ) เหมือนวัดภู (เก้า) แต่มีความอัศจรรย์ทางธรรมชาติมากมาย และก่อนที่จะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เป็นที่รู้กันในหมู่นักปฏิบัติธรรมว่าภูกระดึงเป็นสัปปายะสถาน ครูบาอาจารย์หลายท่านมักเดินทางไปที่นี่และมีประสบการณ์ทางจิตมากมาย เรียกเป็น “แดนเนรมิต” ของนักปฏิบัติสายพุทธก็ว่าได้

ตอนนี้ภูกระดึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน แม้ “ความศักดิ์สิทธิ์” ในทางศาสนาจะหายไปบ้าง แต่ตอนนี้ควรสนใจ “ความศักดิ์สิทธิ์” ในทางนิเวศวิทยามากกว่า ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การสร้างกระเช้าอย่างเดียว อยู่ที่จำนวนคนบนนั้นด้วย ภูกระดึงเหมือนจะแข็งแกร่งแต่จริงๆ แล้วเปราะบางพอสมควร ยังดีที่ปีหนึ่งๆ ปิดไปหลายเดือนให้พักฟื้น

ดังนั้น ก่อนที่จะสร้างกระเช้าผมว่าควรพูดถึงการคุมจำนวนนักท่องเที่ยวกันจะดีกว่า

 

แบกเป้เที่ยวป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2559 เวลา 17:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/419840

แบกเป้เที่ยวป่า

โดย…สมแขก ภาพ… เฟซบุ๊กกลุ่มแบกเป้เที่ยวป่า

หากถามนักเดินทางท่องป่าว่าหากให้เลือกเวลาที่สวยและประทับใจที่สุดคือเวลาใด หลายคนคงเลือกไม่ถูกระหว่างแสงยามเช้าที่สาดสีทองให้ต้นหญ้ากับเวลาที่ตะวันค่อยๆ ลับเหลี่ยมเขาในยามเย็น หรือสีเขียวขจีของผืนป่าที่ผ่านตาระหว่างเดินทาง เพราะทุกข้อล้วนเป็นความงามที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ได้ดื่มด่ำความสุขและสูดโอโซนให้เต็มปอด ยังไม่นับว่าดวงดาวบนฟ้าจะสวยเป็นพิเศษหากเรานอนมองท่ามกลางผืนป่าและเพื่อนคอเดียวกัน

 

มีกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้รักการเดินป่าเป็นชีวิตจิตใจกลุ่มหนึ่ง รวมตัวกันออกเดินทางด้วยความรักที่มีต่อผืนป่า เพื่อเสาะหาเส้นทางแสนโรแมนติกระหว่างพระอาทิตย์ ดวงดาว และต้นไม้ ในชื่อกลุ่ม “แบกเป้เที่ยวป่า” ซึ่ง ธานินทร์ นิยม ผู้ดูแลกลุ่ม เล่าถึงที่มาและจุดประสงค์ของกลุ่มว่า “คือเดิมเลยผมสร้างกลุ่ม ‘แบกเป้เที่ยว’ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีสมาชิกเยอะมาก แต่เดิมผมหวังว่าจะรวบรวมกลุ่มเพื่อนๆ ที่เดินทางเที่ยวกันอยู่ประจำโดยเฉพาะแนวเดินป่ามาแบ่งปันประสบการณ์กันนะครับ แต่หลังๆ มีสมาชิกมาร่วมเดินทางหลากหลายมาก มาทุกแนวการเดินทาง ผมเห็นว่ามีประโยชน์ต่อคนรุ่นใหม่ๆ ได้ออกเดินทางกัน แม้จะเดินทางด้วยตัวเอง เดินทางคนเดียว เดินทางเป็นกลุ่ม ก็เข้ามาหาข้อมูล แบ่งปันข้อมูลกัน ซึ่งผมมองว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่ดีสำหรับนักเดินทางด้วย”

 

ในขณะเดียวกันจุดประสงค์ในตอนแรกที่ตั้งใจว่านักเดินป่าจะมาเล่าเส้นทางเดินป่า มาแบ่งปันประสบการณ์ก็เริ่มน้อยลง ทำให้คนเดินป่าตัวจริงถอยห่างออกไปจากกลุ่ม เป็นเหตุให้ธานินทร์ ต้องพยายามรวบรวมคนกลุ่มนี้กลับมาให้ได้ จึงเป็นที่มาของการสร้างกลุ่ม “แบกเป้เที่ยวป่า” ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สมาชิกที่ชอบเดินทางเข้าป่าตัวจริงได้มาแบ่งปันประสบการณ์กัน

“สร้างกลุ่มเพื่อต้องการเพื่อนเดินป่าขึ้นเขาด้วยสองเท้าของเราเองเท่านั้น กฎของกลุ่มคือ ไม่เอาสถานที่ท่องเที่ยวอื่นนอกจากการเดินป่า ไม่เน้นสถานที่ที่รถยนต์เข้าถึงได้ ต้องเดินทางเท้าถึงเท่านั้น บุคคลกลุ่มนี้มีอีกมากครับ แต่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ เที่ยวกันเองแล้วจะหาข้อมูลได้ไม่สะดวกครับ แต่หากผมสามารถรวมบุคคลกลุ่มนี้กลับมาได้ใหญ่เหมือนเดิมจะมีคนรักษ์ป่าเกิดขึ้นต่อเนื่องไปตลอด คนที่จะโพสต์เรื่องและภาพผมขอให้เป็นภาพที่สมาชิกได้เดินทางไปจริงด้วยตัวเองไม่เอาภาพที่แชร์จากที่ไหนมา

“สมาชิกทุกท่านสามารถโพสต์ได้เต็มที่ทั้งภาพและเรื่อง แต่ต้องเดินทางเองเท่านั้น กลุ่มเรายินดีให้จัดทริปเดินป่าได้ทั้งชวนกันเที่ยวและคิดค่าบริการ ให้โฆษณาเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับการเดินป่าเท่านั้น ผมจะพิจารณาตามควร แต่เราจะห้ามโพสต์ภาพอนาจาร ไม่ใช้ภาษาไม่สุภาพ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และไม่พาดพิงสถาบันใดให้ได้รับความเสื่อมเสียเด็ดขาด เพราะจุดประสงค์ของเราคือการเดินป่าเพื่ออนุรักษ์ เราก็ทำในขอบเขตคือเดินป่า” ธานินทร์ กล่าว

เราเป็นกลุ่มเดินป่ากลุ่ม “ปิด” กลุ่มเล็กๆสำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจจะเข้าร่วมถ้ากรุณาส่งความตั้งใจมาคุยกันก่อนจะทำให้เราตัดสินใจต้อนรับท่านได้ง่ายขึ้น เพราะบางท่านปิดบ้านไว้ไม่สามารถเข้าไปดูบ้านของท่านได้ ส่งมาคุยกันนะครับว่าท่านสนใจกลุ่มเพราะชอบแนวนี้ สนใจหรือเริ่มมองหาที่ผมหรือที่ผู้ดูแลก็ได้ ค้นหาจากเว็บไซต์เฟซบุ๊กด้วยคำว่า “แบกเป้เที่ยวป่า”

 

พระธาตุของคนปีระกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2559 เวลา 17:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/419835

พระธาตุของคนปีระกา

โดย…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

พระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ตั้งตระหง่านในวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร วัดเก่าแก่แห่งหนึ่งของ จ.ลำพูน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมีถนนล้อมรอบ 4 ด้าน คือ ถนนอัฏฐารส-ทางทิศเหนือ ถนนชัยมงคล-ทางทิศใต้ ถนนรอบเมือง-ทางทิศตะวันออก และถนนอินทยง-ทางทิศตะวันตกสร้างขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 ถือเป็นโบราณสถานอันสำคัญของนครหริภุญชัย ที่พระเจ้าอาทิตยราชเป็นผู้สถาปนา เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ สถาปัตยกรรมมีลักษณะเป็นสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาท เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนปีระกา ที่ชาวภาคเหนือนิยมไหว้พระธาตุประจำปีเกิดของตนเอง โดยแต่ละวัดส่วนใหญ่จะอยู่ในดินแดนภาคเหนือ เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ เป็นต้น ยกเว้นปีมะเมีย พระธาตุชเวดากอง เมียนมา ปีวอก พระธาตุพนม นครพนมและปีจอ พระธาตุอินทร์แขวน ในเมียนมา คำว่า พระธาตุ หมายถึงสถานที่หรือเจดีย์ที่มีพระบรมธาตุบรรจุ ที่ต่อมาสถานที่เหล่านี้มักจะกลายเป็นเมืองสำคัญ

 

 

 

เกาะพระทอง สะวันนาอันดามัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2559 เวลา 16:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/419829

เกาะพระทอง สะวันนาอันดามัน

โดย..ภาพ กาญจน์ อายุ

ความรู้สึกแรกเมื่อสัมผัสทรายเม็ดแรกบน เกาะพระทอง มันไม่นุ่มกว่าทรายที่อื่นแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เห็นอยู่ข้างหน้านั้นต่างหากที่ทำให้รู้สึกพิเศษ ทั้งทุ่งหญ้าพิเศษ ป่าพิเศษ กวางพิเศษ ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งพิเศษบนเกาะพิเศษสุดแห่งนี้

เกาะพระทองตั้งอยู่ใน อ.คุระบุรี จ.พังงา มีพื้นที่ 102 ตร.กม. ใหญ่ที่สุดในพังงาและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไทย แต่มีชุมชนเพียง 3 หมู่บ้าน คือ บ้านปากจก บ้านทุ่งดาบ และบ้านแป๊ะโย้ย แต่หลังจากสึนามิซัดขึ้นเกาะชาวบ้านต่างอพยพออกทำให้เกาะแทบร้าง จากนั้น 13 ปีผ่านไปมีไม่ถึงร้อยครัวเรือนที่กลับมา เกาะพระทองจึงมีความเป็นธรรมชาติสูง (มาก) จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเกาะพระทองไม่ดังเท่าเกาะตาชัยที่มาทีหลังแต่ดังแซงไปเจ็ดโค้ง เพราะเกาะแห่งนี้เลือกแค่บางคนให้เข้ามา

 

หนึ่ง ที่พักบนเกาะมีทั้งโฮมสเตย์เกสต์เฮาส์บ้านๆ และรีสอร์ท ทุกแห่งมีคอนเซ็ปต์เดียวกันคือ ไม่มีระบบไฟฟ้า แต่เกือบทุกบ้านจะมีแผงโซล่าเซลล์ไว้ใช้ในครัวเรือน ทว่าเรื่องมีหรือไม่มีไฟฟ้าไม่ใช่ปัญหา เพราะคนที่นี่มักใช้เวลาส่วนใหญ่ข้างนอก ถ้าเป็นชาวบ้านก็ออกเรือไปทำประมง ส่วนนักท่องเที่ยวชอบออกไปนอนบนชายหาดที่มีทั้งแอร์ธรรมชาติและแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ดังนั้นถ้าคุณเป็นคนไม่ติดกินหรูอยู่สบายถือว่าเข้าข่ายผู้เหมาะสม

สอง เกาะพระทองใหญ่ใหญ่ที่สุดในพังงาก็จริงแต่ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวใดๆ นอกจากแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติและแต่ละอย่างล้วนมีช่วงเวลาของมัน อย่างทุ่งหญ้าสะวันนามีเฉพาะหน้าแล้งและจะเป็นสีทองแค่ตอนเช้าตรู่ ถ้าอยากเห็นแหล่งหญ้าทะเลบ้านปากจกต้องรอช่วงน้ำลด หรือถ้าอยากเจอกวางม้าก็ต้องไปแอบสุ่มโดยที่ไม่รู้ว่าจะเจอตอนไหน ดังนั้นถ้าคุณไม่ชอบทำตามใจธรรมชาติน่าจะไม่สนุกเท่าไรบนเกาะนี้

สาม สั้นๆ ง่ายๆ ถ้าคุณเป็นคนขี้เหงา อย่ามา เพราะบรรยากาศโดยรวมมันเพิ่มปริมาณความเหงาได้อย่างไม่รู้ตัว

 

 

สะวันนาอันดามัน

ชาวบ้านเรียกทุ่งหญ้าสะวันนาว่า หญ้าเสือหมอบ ทุกปีน้ำทะเลจะหนุนท่วมส่วนกลางของเกาะแล้วลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นหญ้าจะอุบัติขึ้นครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3 หมื่นไร่เป็นอาหารชั้นดีของกวางป่า จากนั้นจะกลายเป็นทุ่งหญ้าสีทองในช่วงฤดูแล้งระหว่างเริ่มตั้งแต่ พ.ย.-เม.ย. แต่จะสวยที่สุด ธ.ค.-ม.ค.

บางคนเรียกมันว่า ทุ่งหญ้าซาฟารี หากแต่ไม่มีสิงโต ยีราฟ เสือชีตาห์ และรถจี๊ป จะว่าไปคนพระทองก็ใช้รถจี๊ปแบบไทยๆ เป็นรถอีแต๊ก มันคือพาหนะที่เหมาะกับสภาพถนนแบบดินปนทราย โดยนักท่องเที่ยวสามารถว่าจ้างชาวบ้านขับรถอีแต๊กพาเที่ยวทุ่ง พวกเขายินดีมารับตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อพาไปรอแสงอาทิตย์ แต่ว่าจะพาไปรับชมจุดไหนนั้นแล้วแต่ความต้องการของผู้โดยสาร เพราะพื้นที่ 3 หมื่นไร่มีมุมให้มองมากมายจึงไม่สามารถตอบได้ว่ามุมไหนสวยสุด แต่ช่วงเวลาที่สวยที่สุดมีเพียงไม่กี่นาทีแรกเมื่อแสงแรกพ้นขอบฟ้า

 

 

ลองคิดภาพตาม…ทุ่งหญ้าถูกอาบด้วยแสงสีทอง มีสายลมอ่อนๆ พัดเส้นผมเหมือนต้นหญ้า นัยน์ตาเบิกกว้างรับแสงสว่าง และผิวสัมผัสถึงความอุ่นมิใช่ความร้อน มันเป็นช่วงเวลาเพียงนิดในชั่วกัลป์ เพราะเมื่อตะวันพ้นยอดหญ้าไปหนึ่งคืบ สีทองที่เห็นเมื่อครู่จะกลายเป็นสีขาวไร้ความอบอุ่น และทุ่งหญ้าในฝันก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนอันแห้งแล้ง

ถามว่าช่วงเวลาแฮปปี้อาวจะเห็นกวางป่ามาเดินกินหญ้าเหมือนในนิทานหรือไม่ คำตอบคือ แล้วแต่ดวงและความเงียบ เพราะส่วนใหญ่กวางป่าจะออกหากินช่วงแดดอ่อนๆ แต่ส่วนใหญ่จะวิ่งหนีกระเจิงเมื่อได้ยินเสียงรถอีแต๊ก ดังนั้นเมื่อจอดรถแล้วต้องรอ ใช้ความเงียบและดวงที่พกมารอสู้กับโอกาสระหว่างกวางไม่ถึงร้อยตัวกับพื้นที่ร้อยกว่าตารางกิโลเมตร ซึ่งพี่คนขับจะพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “เจอบ่อย” ให้รอไปจนกว่าแดดแรงจนเหงื่อเต็มหน้านั่นแหละถึงรู้หมู่หรือจ่า

 

หลังจากได้แค่ปาดเหงื่อและเห็นเพียงรอยเท้ากวาง พี่คนขับจะพาไปแต๊กๆ ต่อที่ป่าเสม็ดขาว ต้นไม้ที่มีเปลือกคล้ายกระดาษห่อหุ้มลำต้นซึ่งไม่แปลกอะไรที่มันเติบโตได้ดีบนเกาะ แต่ที่น่าสนใจคือ มันมีจำนวนมหาศาลและล้วนมีขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่ามันแพร่ขยายหลังสึนามิพัดพาออกไปและเติบโตโดยที่ไม่มีใครรบกวนมาหนึ่งทศวรรษ นอกจากนี้ระหว่างทางจะเจอขุมเหมืองเก่าหรือบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่ขุดไว้สมัยเหมืองแร่เฟื่องฟู เกาะพระทองเคยเป็นแหล่งขุดแร่ดีบุกและมีการค้าขายรุ่งเรือง จนกระทั่งเกิดไข้ทรพิษระบาดและโลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 การทำเหมืองจึงยุติลง

การทัวร์ด้วยรถอีแต๊กมักจะจบแค่ครึ่งวันเช้า เพราะหลังจากนั้นอากาศจะร้อนเกินไปและไม่มีอะไรให้ดูมาก (แน่นอนว่ากวางป่าไม่ออกหากินกลางแดดร้อน) ครึ่งบ่ายจึงเหมาะแก่การเที่ยวชุมชนอีกด้าหนึ่งของเกาะ

 

คนพระทอง

สองในสามหมู่บ้านมีเรื่องน่าสนใจให้ไปเยือน หนึ่งคือ บ้านทุ่งดาบ บ้านนี้มีการเพราะเลี้ยงกล้วยไม้หายากหลายชนิด เช่น เอื้องปากนกแก้ว สายพันธุ์ที่พบบนเกาะพระทอง ชาวบ้านจึงเพาะพันธุ์เพื่อการอนุรักษ์และเพื่อจำหน่ายบางส่วน และบ้านปากจก บ้านนี้เคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดใหญ่แต่หลังจากถูกคลื่นยักษ์ทำลาย ชาวบ้านจำนวนมากย้ายไปตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง แต่บางส่วนยังปักหลักอยู่ที่เดิม ซึ่งต่อมาได้รับความช่วยเหลือจากภาคเอกชนจึงได้ชื่อหมู่บ้านใหม่เป็น บ้านไลอ้อน ชาวบ้านยังคงประกอบอาชีพประมง ส่วนผู้หญิงยังอยู่บ้านสานใบจาก และในหมู่บ้านยังมีสิ่งปลูกสร้างเดิมที่เหลือเป็นซากปรักหักพัง คอยเตือนใจถึงพลังของธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุม

บ้านปากจกมีโฮมสเตย์หลายบ้านซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใครที่ต้องการสัมผัสชีวิตชาวประมง ทั้งการทำลอบหมึก ขึ้นเรือหางยาวไปตกหมึก จับเคย จับแมงกะพรุน เรียนรู้การอนุรักษ์เต่าทะเล ทำกะปิปากจกที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกะปิที่ดีที่สุดในประเทศไทย เก็บผลกาหยี (มะม่วงหิมพานต์) และลองทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติกับกลุ่มสตรี

 

การทัวร์ชุมชนสามารถใช้บริการมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างหรือรถกระบะ สัญจรบนถนนปูนเลนเดียวซึ่งเป็นเส้นทางสู่ตัวตนของคนพระทองโดยแท้ เพราะแม้ว่าปัจจุบันจะเหลือไม่ถึงร้อยครัวเรือน (รวมสามหมู่บ้าน) แต่พวกเขาเลือกที่จะอยู่บนผืนดินเกิดบนความหลังอันเจ็บปวดที่ไม่มีวันลืม

การท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์และวิถีชุมชนทำให้เกาะพระทองเที่ยวได้ตลอดปี แต่ถ้าพูดถึงความพิเศษคงไม่มีช่วงไหนพิเศษไปกว่านี้แล้ว ช่วงที่ทุ่งหญ้าสีทองของฤดูแล้งจะเปลี่ยนแปลงความสิ้นหวังให้เป็นความสวยงาม และจะอยู่ต่อไปถึงสงกรานต์เท่านั้น