อมตะคาสเซิล เสพศิลป์อินปราสาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/416070

อมตะคาสเซิล เสพศิลป์อินปราสาท

โดย…โยโมทาโร่

ช้าตรู่ในวันธรรมดาวันหนึ่ง เรามุ่งหน้าไปที่อมตะคาสเซิล ซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี เพราะปราสาทแห่งนี้เปิดให้เข้าชมได้ถึงวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมานี้เท่านั้น ก่อนที่จะมีการเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อทุกส่วนเสร็จสมบูรณ์ภายในปี พ.ศ. 2559 ในฐานะปราสาทแห่งงานศิลปะภาคพื้นสุวรรณภูมิ

ปราสาทมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านบาท นี้ เป็นของ วิกรม กรมดิษฐ์ สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจให้เป็นที่พักอาศัยของทุกคนในครอบครัวได้อยู่ร่วมกันทั้งในเบื้องต้นและเบื้องปลายของชีวิต อีกทั้งยังต้องการให้เป็นศูนย์รวมศิลปะแห่งสุวรรณภูมิทั้งหมด

ขับรถจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงทางเข้านิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จากนั้นเรามุ่งหน้าไปที่สนามกอล์ฟอมตะสปริงคันทรีคลับ ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทแห่งนี้ แม้ภาพแรกหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา จะยังไม่เรียบร้อยดี โดยเฉพาะที่จอดรถและการตกแต่งผนังด้านใน ซึ่งยังเหลือส่วนที่ต้องตกแต่งอีกมาก แต่ภาพรวมภายนอกส่วนตัวปราสาทและต้นไม้ต่างๆ จัดอยู่ในขั้นเกือบสมบูรณ์ อีกทั้งภายในปราสาทก็เริ่มมีผลงานศิลปะร่วมร้อยผลงานจัดแสดงภายในพื้นที่พร้อมรับนักท่องเที่ยวในเบื้องต้นแล้ว

 

ตัวปราสาทตัวกำแพงแลคล้ายทรงยุโรป แต่ส่วนตัวปราสาทด้านในเป็นศิลปะเอเชียผสมผสาน ย้อนความกลับไปตั้งแต่ภาพปราสาทนี้ยังคงเป็นเพียงภาพร่างบนกระดาษ 3 แผ่น วิกรมสร้างขึ้นมาด้วยแนวคิดการเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งสุวรรณภูมิ ตัวปราสาทจึงได้รับอิทธิพลศิลปวัฒนธรรมประจำภูมิภาคสุวรรณภูมิ ไม่มีการแบ่งเขาแบ่งเรา

ด้านโครงสร้างตัวปราสาทนั้นก็เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา ออกแบบมาพร้อมรับภัยธรรมชาติ ตั้งแต่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว จนถึงภัยคลื่นสึนามิ ด้วยกำแพงคอนกรีตหนา 80 เซนติเมตร ใช้โครงเหล็กกว่า 8,000 ตัน คอนกรีต 3 หมื่นคิว

โดยใช้ด้านข้างของตัวปราสาทด้านหนึ่งหันเข้าอ่าวไทย วางโครงเป็นกำแพงต้านกระแสคลื่นสึนามิ ส่วนความสูงนั้นหากใช้ความสูงของคลื่นสึนามิที่เคยเกิดขึ้นในแถบทะเลอันดามันเป็นพื้นฐาน

 

ปราสาทแห่งนี้ก็รับมือได้สบายๆ ด้วยความสูงตัวปราสาทถึง 50 เมตร มีทั้งหมด 8 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยภายในรวมกว่า 4,400 ตารางเมตร และพื้นที่โดยรอบปราสาทกว่า 2.1 หมื่นตารางเมตร

โดยพื้นที่อยู่อาศัยของครอบครัวอยู่ชั้นบนสุด เป็นสวนลอยฟ้าและสระว่ายน้ำที่มองเห็นน้ำตกและวิวทะเลสาบของสนามกอล์ฟสปริงคันทรีคลับ

แค่ตัวเลขคร่าวๆ ก็เรียกได้ว่าอลังการงานสร้างจริงๆ จุดเด่นอย่างหนึ่งเมื่อแรกเห็นตัวปราสาทก็คือภาพภาพแกะสลักที่กำแพงปราสาท มีทั้งหมด 6 ภาพ เป็นภาพของวิกรมและคนสำคัญของชีวิต โดยภาพของกำแพงด้านซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้าตัวปราสาท คือ ภาพของวิกรม คุณพ่อ และคุณแม่ ส่วนภาพด้านขวามือคือ ม.ล.ท้าว เทวา เทวกุล ผู้ออกแบบอมตะคาสเซิล วิลเลี่ยม วอร์เรน นักเขียนหนังสือซึ่งเคยเขียนชีวประวัติของ จิม ทอมป์สัน และชีวประวัติของวิกรม กรมดิษฐ์ และสุดท้ายก็คือภาพของวิกรมอีกภาพหนึ่ง ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่วิกรมต้องการบอกว่าตัวเขาเองเป็นใครมาจากไหน และใครเป็นคนสำคัญของชีวิตเขา

 

เมื่อเดินเข้ามาที่ในตัวปราสาทจะพบกับห้องโถงใหญ่ ซึ่งมีแท่นวางจุดศูนย์กลางของปราสาทอยู่ในห้องโถงนี้ จากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่อธิบายว่า จุดกลางห้องโถงนี้คุณวิกรมได้ออกแบบให้ทุกวันที่ 17 มี.ค.ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเกิดของเขาเอง ตอนเที่ยงวันพระอาทิตย์จะส่องตรงลงมาเป็นฉากตั้งทะลุผ่านชั้นบนของปราสาทลงมาที่แท่นกลางปราสาทแห่งนี้ เพื่อเตือนใจเขาเองว่าวันเกิดของเขาได้มาถึงแล้ว เป็นอีกลูกเล่นหนึ่งของปราสาทแห่งนี้

ในวันที่เราไปมีผลงานศิลปะจากโครงการประกวดศิลปกรรม อมตะ อาร์ต อวอร์ด ครั้งที่ 5-6 กว่า 100 ผลงานจัดแสดงอยู่ภายใน ซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานที่น่าสนใจ พิจารณาเรื่องราวที่ศิลปินต้องการสื่อผ่านผลงานศิลปะเหล่านี้ โดยมากแล้วจะเป็นผลงานที่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตผู้คนบนพื้นแผ่นดินไทยและแดนสุวรรณภูมิที่ละม้ายคล้ายคลึงกันทั้งหมดทั้งสิ้น

ถัดจากห้องโถงใหญ่จะเป็นห้องบอลรูมกระจกเปิดรับทัศนียภาพอันสวยงามโดยรอบ โดยด้านในมีการจัดแสดงผลงานศิลปะอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งออกไปทางแนวร่วมสมัย แปลกตา แต่ในช่วงที่เราไปเยี่ยมชมนั้นยังเปิดให้ชมผลงานศิลปะเพียงแค่ 2 ห้อง ซึ่งหลังเสร็จสมบูรณ์จะมีห้องจัดแสดงผลงานศิลปะถึง 24 ห้องด้วยกัน

 

เดินผ่านห้องโถงแสดงผลงานศิลปะไปด้านหลังปราสาท จะพบกับฉากจำลองป่าธรรมชาติที่มีน้ำตกสูง 18.5 เมตร ไหลลงมาเป็นชั้นๆ ผ่านถึงชั้นล่าง ซึ่งจากการออกแบบปราสาทแห่งนี้ วิกรมใช้แนวคิดออกแบบธรรมชาติด้วยการจัดวางต้นไม้ ลำธาร น้ำตกต่างๆ โดยรอบ เลือกใช้ต้นไม้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยนำความสูงเป็นตัวตั้ง วางตำแหน่งร่วมกับก้อนหินขนาดใหญ่ให้เกิดวางแนวของน้ำตกและลำธารให้เป็นศิลปะจากธรรมชาติเป็นภูมิทัศน์อันงดงามเข้ากับตัวปราสาท

เดินชมไม่ทันไรก็หมดเวลาร่วม 2 ชั่วโมง ไปกับปราสาทแห่งนี้โดยไม่รู้ตัว ส่วนมากแล้วจะใช้เวลาไปกับการเดินดูผลงานศิลปะ อ่านชื่อและพยายามมองแนวคิดของศิลปินที่ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจขนาดไหน แม้คนที่ไม่มีพื้นฐานด้านงานศิลปะมาก่อนก็ยังอดชื่นชมความสวยงามของผลงานที่นำมาจัดแสดงในสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ น่าคิดเหมือนกันว่าถ้าเปิดอย่างเป็นทางการมีผลงานจัดแสดงเต็มพื้นที่ภายในปี พ.ศ. 2559 เราอาจจะต้องใช้เวลาครึ่งวันในการเดินชมผลงานแต่ละชิ้นก็เป็นไปได้

 

 

 

 

ทริปนี้โนแพลน การเดินทางครั้งใหม่ของ พิมพ์เลิศ ใบหยก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/415955

ทริปนี้โนแพลน การเดินทางครั้งใหม่ของ พิมพ์เลิศ ใบหยก

โดย…รอนแรม

เมื่อการเดินทางนำพาไปสู่เส้นทางใหม่ บุ๊ค–พิมพ์เลิศ ใบหยก จึงลองเดินทางรูปแบบใหม่เพื่อค้นหาโลกใหม่ที่ไม่คิดว่าจะกล้าเข้าไป เธอเป็นลูกสาวคนเล็กของตระกูลใบหยกรับหน้าที่บริหารงานโรงแรมหัวช้างเฮอริเทจ ออกงานสังคมบ้างประปราย แต่ถ้าเป็นเรื่องเที่ยวเธอขอสลัดคราบมาเป็นนักเดินทางตัวยง

อันแพลนทริปครั้งแรก

ปกติสไตล์การเที่ยวของบุ๊คต้องวางแผนการเดินทางอย่างเป็นระเบียบ แต่ทริปเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอนครั้งนั้นไม่ปกติ เพราะสิ่งที่เธอรู้มีแค่จุดเริ่มต้นจากเชียงใหม่และไปสิ้นสุดที่แม่ฮ่องสอน

“คนต้นคิดเป็นเพื่อนของบุ๊คเอง” เธอเริ่มเล่า “เขาเป็นคนชอบขับรถลุย แต่แก๊งของบุ๊คยังไม่เคยไปเที่ยวแบบนี้ก็เลยลองดู เพื่อนบอกแค่ว่าเป็นทริปขับรถเที่ยวเริ่มที่เชียงใหม่เริ่มต้นบนดอยอ่างขางแล้วไปจบที่แม่ฮ่องสอน ต้องเปลี่ยนที่นอนทุกคืนซึ่งยังไม่รู้ว่าที่ไหน (หัวเราะ) ส่วนระหว่างทางไม่รู้อะไรเลย”

 

ทริปอันแพลนครั้งแรกในชีวิตมีเพื่อนร่วมเดินทาง 10 คนกับรถ 3 คัน ทริปเริ่มต้นอย่างสวยงามกับทัศนียภาพบนดอยอ่างขาง การเดินทางสะดวก พักสบาย ไม่ต่างอะไรจากทริปทั่วไป โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าความสะดวกสบายจะอันตรธานหายไปในคืนที่สอง เมื่อเพื่อนเอ่ยปาก “คืนนี้นอนเต็นท์” และยิ่งน่าตื่นเต้นขึ้นอีกเมื่อบอกสถานที่ว่า “ดอยแม่ตะมาน”

“พอบุ๊คเสิร์ชคำว่าดอยแม่ตะมานในกูเกิลมันแทบจะไม่มีคนเคยไป ทำให้มีข้อมูลน้อยมาก” ข้อมูลเบื้องต้นคือ ดอยแม่ตะมาน ตั้งอยู่ในหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน ต.แม่นะ อ.เชียงดาว และบางส่วนของ ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เมื่อมองจากยอดดอยแม่ตะมาน ฝั่งตรงข้ามกันจะเห็นดอยหลวงเชียงดาว

 

“ที่เพื่อนรู้คือสามารถขึ้นได้สองทาง ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมง แต่เอาเข้าจริงคือ เราขับรถกันมากกว่า5 ชั่วโมง จากถนนปกติกลายเป็นทางดินเลาะริมผาไปเรื่อยๆสัญญาณโทรศัพท์หาย สัญญาณจีพีเอสไม่มีแล้ว ไม่เจอผู้คนข้างทาง จนฟ้าเริ่มมืดและเริ่มรู้สึกถึงอันตราย เราเลยว.หากัน บอกว่าถ้าอีก 15 นาทีขับไปแล้วไม่เจออะไร จะหาที่กลับรถและกลับไปทางเดิม”

15 นาทีผ่านไป โชคดีเจอบ้านหลังหนึ่งจึงแวะจอดถามให้มั่นใจว่าไม่ได้มาผิดทาง ปรากฏว่าพวกเขามาถูกทางแล้วจริง แต่ชาวบ้านตกใจว่ามาทางนี้ทำไม เพราะมีถนนอีกเส้นให้ไปสะดวกและเร็วกว่า รถทั้งสามคันจึงมุ่งหน้าขึ้นเขาจนกระทั่งไปถึงยอดดอยแม่ตะมานเวลา 4 ทุ่ม และพบกับปัญหาใหม่ ไม่มีข้าวกิน

 

“เราต้องขับรถลงดอยไปใหม่อีก 40 นาที เพื่อไปขอวัตถุดิบจากชาวบ้านแล้วนำมาให้แม่บ้านบนดอยทำให้กิน ชาวบ้านใจดีมากๆ ที่ช่วยเหลือพวกเรา ให้นู่นให้นี่ทั้งที่ไม่เคย
รู้จักกันมาก่อนเลย และแม่บ้านบนดอยก็ใจดีมากที่ทำอาหารให้ เพราะจริงๆ แล้วเขาไม่จำเป็นต้องทำให้ก็ได้ มันดึกขนาดนั้นแล้ว” บุ๊คเล่า

นอกจากนั้นเรื่องห้องน้ำห้องท่าก็เป็นการเปิดประสบการณ์ครั้งแรกกับห้องน้ำกลางแจ้ง เธอเล่าว่าไม่จำเป็นต้องหาที่มิดชิดเพราะบนนั้นมืดสนิท แค่เดินไปให้ไกลเพื่อนแล้วปิดไฟฉายก็สามารถทำธุระได้โดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะเห็น ส่วนเรื่องอาบน้ำไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่มีที่ให้อาบและอากาศก็หนาวเกินกว่าจะอาบไหว

 

“ตื่นเช้ามาเจอทะเลหมอกรู้สึกคุ้มค่ามาก ไม่ใช่ว่าทะเลหมอกที่นี่สวยกว่าที่อื่น แต่มันดีมากๆที่ทั้งดอยเป็นของเรา ไม่ต้องแย่งนักท่องเที่ยวคนอื่นดูทะเลหมอก ไม่ต้องหาจังหวะถ่ายรูปแบบไม่ติดคนเพราะไม่มีคนรู้จักดอยแม่ตะมานต่างหากที่ทำให้ดอยนี้สวยงามมาก”

จากนั้นบุ๊คและแก๊งไปขี่ช้างเข้าป่าที่เชียงดาว เป็นอีกประสบการณ์ใหม่ เพราะก่อนหน้านั้นบุ๊คไม่ได้เที่ยวแนวนี้ ทำให้เธอค้นพบความสนุกแบบใหม่ที่เรียบง่าย และปิดท้ายวันด้วยการขับรถขึ้น อ.ปายใช้ชีวิตสบายๆ ให้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าเมื่อคืนที่ผ่านมา

ใน จ.แม่ฮ่องสอน บุ๊คและเพื่อนไปล่องแพต่อที่ปางอุ๋ง แล้วพักในรีสอร์ทในตัวเมืองที่แองเจลินา โจลี เคยมาพัก “บุ๊คว่ามันเป็นอะไรที่สุดๆ” เธอเล่า“เพราะเมื่อสองคืนก่อนยังนอนเต็นท์ ไม่ได้อาบน้ำเข้าห้องน้ำกลางป่า แต่วันนี้กลับได้นอนในห้องของโจลี เห็นวิวทุ่งนา มันตรงข้ามกันมากๆ”

ทว่า ทริปไม่ได้จบสวยแบบนั้นเมื่อทุกคนท้องเสียอย่างรุนแรง ปวดหัวตัวสั่น และต้องขับรถจากแม่ฮ่องสอนเพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่เชียงใหม่ “วันนั้นทุกคนอาการแย่มากจากที่ต้องขับรถออกจากแม่ฮ่องสอนตอน10 โมง แต่กว่าจะมีแรงขับรถก็ประมาณบ่ายโมงจนเจ้าของรีสอร์ทต้องซื้อยาให้กิน ระหว่างทางแวะอาเจียนตลอด และในที่สุดทุกคนก็ตกเครื่องบิน”บุ๊คกล่าวเสียงเรียบ และบอกว่าทริปนั้นเป็นอะไรที่สุดทาง ตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทางจนถึงวันสุดท้าย มันมีแต่เรื่องที่ไม่คาดฝัน แต่กลายเป็นว่าเธอกลับประทับใจและจำทริปนี้ไม่รู้ลืม

“พอหายดีแล้วมองย้อนกลับไป บุ๊ครู้สึกว่ามันดีมากที่เราป่วยแล้วตกเครื่อง ถ้าไม่มีเหตุการณ์เหล่านั้นทั้งทริปจะไม่มีเรื่องเล่าอะไรเลย และมันทำให้เรารู้ว่าถ้าเราเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ก็ยอมรับมัน อย่าไปหงุดหงิดกับมัน อย่างตกเครื่องก็แค่ซื้อตั๋วใหม่ สุดท้ายเราก็จะได้กลับบ้านเหมือนกัน”

เธอยังกล่าวว่า โดยปกติจะให้ความสำคัญกับห้องพักที่สะอาด ห้องสวย วิวสวย บริการดีและมักไปเที่ยวแบบอยู่นิ่งๆ หรือไม่ก็เข้าร้านคาเฟ่เก๋ๆ ซึ่งตรงข้ามกับทริปนี้ด้วยประการทั้งปวง แต่แปลกที่เธอกับแก๊งยังอยากนัดไปทริปแบบอันแพลนอีก แม้ว่ามันจะตรงข้ามกับสไตล์การเที่ยวของบุ๊คและเพื่อนๆ ก็ตาม

โลกของบุ๊ค

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เธออยากให้โลกใบนั้นไม่มีการแข่งขัน ไม่เร่งรีบ “บุ๊คเชื่อว่าถ้าทุกคนไม่เร่งรีบ ไม่มีความเครียด ทุกคนจะใจเย็น แล้วสามารถสร้างสรรค์อะไรที่มันดูเย็นๆ สบายๆ ทำให้บ้านเมืองมันน่าอยู่และเย็นขึ้น”

นอกจากนี้ เธอได้ให้คำนิยามของการเดินทางว่าคือ “ชีวิต” เพราะในชีวิตนี้คงไม่มีอะไรที่สุดไปกว่าการเดินทางอีกแล้ว “แม้ว่าจะมีเงินมาก หรือมีรองเท้าที่ใส่อยู่คนเดียวในประเทศไทย บุ๊คว่ามันไม่สำคัญ ถ้ามีเงิน บุ๊คจะเอาไปใช้เดินทางเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ชีวิต”

 

สปานิยม อมาธารา รีสอร์ท แอนด์ เวลเนส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/415954

สปานิยม อมาธารา รีสอร์ท แอนด์ เวลเนส

โดย…นิทรา ราตรี

เหตุผลในการเลือกรีสอร์ทสักแห่งมีอะไรบ้าง หนึ่ง ที่ตั้ง สอง ดีไซน์ และสามสี่ห้า ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ แต่สำหรับใครที่นิยมเข้าสปา อมาธารา รีสอร์ท แอนด์ เวลเนส บนแหลมพันวา จ.ภูเก็ต น่าจะตอบโจทย์ เพราะนอกจากจะได้พักผ่อนริมชายหาดส่วนตัว ยังได้ผ่อนคลายด้วยนานาทรีตเมนต์ที่คัดสรรมาจากทั่วโลก

อมาธารา เป็นรีสอร์ทระดับไฮเอนด์ให้บริการห้องพักตั้งแต่ประเภทพาวิลเลี่ยนขนาด 60 ตร.ม. ห้องสวีทขนาด 70 ตร.ม. ทั้งสองประเภทมีระเบียงส่วนตัวเห็นทะเลอันดามัน ฟรีบริการเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในมินิบาร์ เครื่องทำกาแฟเอสเปรสโซ่ภายในห้อง และฟรีบริการเครื่องเล่นไอแพดขณะเข้าพัก และความหรูหราขั้นสุดที่ห้องพักแบบพูลวิลล่า มาพร้อมห้องนั่งเล่นแยกส่วนจากห้องนอน สระว่ายน้ำส่วนตัว และได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมทั้งฟรีเครื่องดื่มทุกชนิดในมินิบาร์ ฟรีบริการซักรีด 8 ชิ้น/วัน ฟรีบัตเลอร์หรือพนักงานให้บริการส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง และสิทธิใช้บริการในเดอร์คลับ ให้บริการอาหารเช้า ชา กาแฟ ฟรีตลอดวัน และค็อกเทลในช่วงเย็น

 

ส่วนไฮไลต์ที่ อมาธารา สปา เป็นการผสมตำรับดั้งเดิมกับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก มีทรีตเมนต์ที่น่าสนใจอย่างสปาไทยฮัมมัมแห่งแรกของโลก การบำบัดเกลือสำหรับผู้ที่มีอาการหอบหืดและภูมิแพ้ พอกโคลนรัซโซล ทรีตเมนต์ผิวหน้า และในเดือนแห่งความรักนี้มีเมนูพิเศษ วาเลนไทน์เดย์บริสเป็นการขัดผิวด้วยช็อกโกแลตเข้มข้นจากธรรมชาติและนวดอโรมาเพื่อผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังมีศาลาโยคะ ศูนย์ออกกำลังกาย พิลาทิส และคิเนติคพร้อมเทรนเนอร์ส่วนตัวสนามเทนนิสกลางแจ้ง กิจกรรมทางน้ำแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ และสระว่ายน้ำอินฟินิตี้ขนาดยาว 55 เมตร

ห้องอาหารมีให้เลือกหลากหลายทั้งอาหารไทยสูตรต้นตำรับที่ เดอะ เรสเทอรองต์ อาหารทะเลสดใหม่และสเต๊กชั้นดีที่ เดอะ กริลล์ รวมถึงเลานจ์และบาร์เน้นเครื่องดื่มที่ เดอะ กริลล์ บนชั้นดาดฟ้า เดอะ บีช เทเบิ้ล ริมชายหาด พูล เทอร์เรซ และเดอะ คลับ ข้างสระว่ายน้ำ

 

เรียกได้ว่า อมาธารา รวมความสบายทุกรูปแบบ นอนสบาย อยู่สบาย กายใจสบาย ในสถานที่ที่แสนสบายท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ของแหลมพันวา

Price : ห้องพาวิลเลี่ยนเริ่มต้นที่ 10,600 บาท ห้องสวีท 12,000 บาท และพูลวิลล่า 20,800 บาท

Place : บนแหลมพันวา ต.วิชิต ห่างจากสนามบินภูเก็ต 45 นาที (รีเจนท์ เคป พันวา เดิม) โทร. 076-200-888 เว็บไซต์ www.amataraphuket.com

Promotion : โปรฯ สปาคู่รัก 2 แพ็กเกจ ได้แก่ วาเลนไทน์เดย์บริส 8,000 บาท สำหรับ 2 ท่าน) และเออร์ลี่เบิร์ดสปา ลดทุกเมนูสปา 20% เมื่อจองเวลา 10.00-14.00 น. วันนี้–29 ก.พ. 2559 โทร. 076-200-808 ต่อ 7701

 

 

วาเลนไทน์ ครั้งสุดท้ายภูลมโล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/415953

วาเลนไทน์ ครั้งสุดท้ายภูลมโล

โดย…กาญจน์ อายุ

ใครที่มีสัญญารักบนภูลมโลแล้วยังชักช้าจนเลยวาเลนไทน์นี้ไป ขอให้เตรียมข้ออ้างไว้ดีๆ เพราะพยานรักหลายหมื่นต้นไม่รอใครหน้าไหน พวกมันกำลังจะจากไปพร้อมสายลมหนาวสุดท้ายของปี

เดือน ก.พ. ไม่ใช่ช่วงที่สวยที่สุด แต่คือปัจฉิมบทของภูลมโล นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ชมความงามของดอกพญาเสือโคร่งสองแปลงท้ายสุด หลังจาก 1,200 ไร่ บานสะพรั่งไปแล้วตั้งแต่กลางเดือน ม.ค.

นักท่องเที่ยวเซลฟี่กับต้นพญาเสือโคร่ง

 

ภูลมโลอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เมื่อปี 2527 หลังจากขอคืนพื้นที่ป่าจากชาวม้งที่เข้ามาทำไร่เลื่อนลอยแล้ว ได้ปลูกต้นพญาเสือโคร่งขึ้นทดแทนเพื่อคืนผืนป่าให้กลับมา สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปของอุทยานภูหินร่องกล้าเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยยอดภูเขาที่สำคัญคือ ภูหมันขาว ภูแผงม้า ภูขี้เถ้า ภูลมโล ภูหินร่องกล้า โดยมีภูหมันขาวเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด ประมาณ 1,820 เมตรจากระดับน้ำทะเล รองลงมาคือ ภูลมโล สูงประมาณ 1,664 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีสภาพภูมิอากาศคล้ายภูกระดึง และภูหลวง เนื่องจากมีความสูงไล่เลี่ยกัน

กระทั่งราว 2 ปีก่อน ตำนานหุบเขาสีชมพูถูกเล่าขานผ่านคำบอกเล่าของชาวบ้านที่พาวัวขึ้นไปกินหญ้า ไม่นานชื่อของภูลมโลก็ถูกบรรจุไว้ในปฏิทินการท่องเที่ยวจังหวัดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แต่ด้วยระยะทางไกลจากตัวเมืองเลย ประมาณ 130 กม. เป็นทางคดเคี้ยวเลาะเขาไม่แพ้เส้นเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน และเมื่อไปถึง ต.กกสะทอน (ทางขึ้นภูลมโล) ก็ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อขึ้นเขาที่ทางเต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่และลูกรัง ภูลมโลจึงจำกัดคนด้วยความลำบาก มีการเดินทางโดยสังเขปเป็นดังนี้ จากตัวเมืองเลยไปด่านซ้าย ระยะทาง 82 กม. จากด่านซ้ายไปบ้านโป่งชี 7 กม. จากบ้านโป่งชีไปบ้านน้ำพุง 10 กม. จากบ้านน้ำพุงไป อบต.กกสะทอน 12 กม. และจาก อบต.กกสะทอนไปภูลมโล 20 กม.

รุมถ่าย

 

ทว่า ปีนี้ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนกกสะทอนมีระบบการจัดการที่ดี อย่างเรื่องการขึ้นภูลมโล นักท่องเที่ยวไม่สามารถนำรถขึ้นไปเองได้ แต่ต้องใช้บริการรถขับเคลื่อนสี่ล้อของสมาชิกในชมรม คิดราคา 2,000 บาท สำหรับ 10 คน รวมค่าเข้าอุทยาน โดยรถจะให้บริการนักท่องเที่ยวตลอดการเที่ยวชม ไม่ใช้ระบบวนลงมารับนักท่องเที่ยว เพราะบนภูลมโลมีให้ชมหลายจุด ทั้งแปลงปลูกพญาเสือโคร่งหลายแปลงที่คนขับทุกคนจะทราบดีว่าช่วงเวลาไหนแปลงเบอร์อะไรสวยที่สุด จุดชมวิวบนลานหินที่คนนิยมไปถ่ายกับป้ายภูลมโล และภูขี้เถ้าที่มีพื้นที่ต่อเนื่องกับภูลมโล นับเป็นแปลงแรกๆ ที่ออกดอกทันทีเมื่อสัมผัสลมหนาวช่วงกลางเดือน ม.ค.

ขณะนี้ในชมรมมีรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 97 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 3 เท่าตัว นักท่องเที่ยวต้องไปขึ้นรถที่ อบต.กกสะทอน (ที่ตั้งของชมรม) หรือให้รถไปรับที่โฮมสเตย์ในบ้านห้วยมุ่น โดยรถทุกคันจะมีสติ๊กเกอร์ระบุหมายเลขชัดเจน ส่วนเรื่องว่าจะมีการจำกัดจำนวนรถหรือไม่ เห็นว่าในอนาคตมีแน่นอน ไม่น่าเกินจำนวนร้อยต้นๆ เพราะถ้าจำกัดรถก็เท่ากับจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว และเท่ากับจำกัดความเสี่ยงให้ธรรมชาติ

ภูลมโลสูงจากระดับน้ำทะเล 1,664 เมตร

 

ถ้าเห็นรถส่วนตัวบนภูลมโลก็อย่าเพิ่งต่อว่าคนกกสะทอน เพราะภูลมโลสามารถขึ้นได้อีกทางที่ฝั่งบ้านร่องกล้าจ.เพชรบูรณ์ ถนนหนทางดีกว่าทำให้ไม่ต้องใช้โฟร์วีล และไม่มีกฎห้ามรถส่วนตัวขึ้นมาเองเหมือนฝั่งเลย

เรื่องรายได้ เจ้าของรถจะถูกหักเงินเข้าชมรม 10 เปอร์เซ็นต์ หักค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาท นอกนั้นคือรายได้ ในหนึ่งวันจะวิ่งรถได้มากสุด 2 รอบ เพราะแต่ละรอบใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชม. (ขึ้น 1 ชม. เที่ยว 1 ชม. ลง 1 ชม. เป็นอย่างน้อย) และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะว่าจ้างตั้งแต่เช้ามืดเพื่อขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ช่วงสายเพื่อขึ้นไปดูดอกไม้ และช่วงบ่ายบ้างประปราย แต่จะไม่ขึ้นช่วงเย็นเพราะบนภูลมโลไม่อนุญาตให้ค้างแรมไม่ว่าจะด้วยเต็นท์หรืออะไรก็ตาม

หุบเขาสีชมพู

 

จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดคือ ยอดภูลมโล รถจะจอดที่จุดชมวิวตรงทางเดินขึ้น จากนั้นใช้กำลังขาเดินขึ้นไปประมาณ 300 ม. นักท่องเที่ยวนิยมไปนั่งห้อยขาบนชะง่อนหินรับพลังแสงอาทิตย์ยามเช้า แต่ถ้ามองจากจุดชมวิวด้านล่างจะเห็นเป็นยอดภูลมโลซิลลูเอทแล้วด้านหลังมีรัศมีดวงอาทิตย์ส่องประกาย แม้ดวงอาทิตย์จะขึ้นใหม่ทุกวัน แต่เวลาของภูลมโลมีจำกัด ม.ค.-ก.พ. ไม่มีใครที่จะขึ้นเขามาเพื่อชมพระอาทิตย์ เพราะทุกคนต่างมาเพื่อชมดอกพญาเสือโคร่ง จึงเกิดคำถามว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าของรถทั้ง 97 คันทำอย่างไร พี่คนขับตอบง่ายๆ ว่า เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยว ทุกคนก็กลับบ้านไปทำสวนปลูกผักเหมือนเดิม เพราะงานขับรถเป็นจ๊อบพิเศษเหมือนโบนัสประจำปีที่ให้เงินเป็นกอบเป็นกำ

สรุปสั้นๆ ว่าอีกไม่นานทุกอย่างจะกลับสู่ภาวะปกติรถจะจอดสนิท โฮมสเตย์จะทยอยปิดไปตามกัน และเมื่อดอกสุดท้ายร่วงดินก็หมายถึงคำบอกลา ภูลมโลจะเก็บตัวอยู่เงียบๆ ไปตลอด 1 ปี สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดต้องหาเวลาไปในอีก 1 อาทิตย์นับจากนี้ โอกาสสุดท้ายที่จะบอกรักในป่าสีชมพู

แสงอาทิตย์ทแยงหมอก

 

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนกกสะทอนติดต่อรถขึ้นภูลมโลและโฮมสเตย์ โทร. 062-557-0912-3 โฮมสเตย์หมู่บ้านร่องกล้า โทร. 055-252-742-3

เส้นทางตัวเมืองเลย–ด่านซ้าย ระยะทาง 82 กม.น่าจะทรมานร่างกายเกินไปหากไม่แวะระหว่างทาง จึงขอแนะนำให้แวะที่ อ.ภูเรือ ที่อยู่กึ่งกลางพอดี อย่างแรกคือ จิบกาแฟเข้มๆ ที่คาเฟ่ ดี มีนา ในภูเรือเรือนไม้รีสอร์ทเป็นร้านกาแฟน่ารักอยู่ริมทุ่งนา มีเปลให้นอน มีเบาะให้นั่งและมีชานให้เอกเขนก เสิร์ฟเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนขนมปังสังขยา และอาหารจานเดียวง่ายๆ คอกาแฟน่าจะชอบ เพราะเมล็ดกาแฟที่นี่คั่วเข้มช่วยชาร์จพลังให้พลขับตาตื่นเพียงจิบอึกเดียว หรือหากกาแฟไม่ช่วยอะไรก็หาทำเลเหมาะๆ แล้วงีบสักพัก จากนั้นระหว่างภูเรือไปด่านซ้ายจะเริ่มเห็นแม่ค้าตั้งเพิงขายส้มริมถนน การันตีได้ว่านั่นเป็นส้มที่นำเข้ามาจากประเทศจีน เพราะส้มโชกุนของแท้ที่ออกผลในภูเรือถูกแพ็กใส่กล่องแล้วส่งขายกรุงเทพฯ ทั้งหมด ยกเว้นไร่บุญพัฒน์แหล่งปลูกที่ยินดีแบ่งขายคิดกิโลกรัมละ 100 บาท (ถูกกว่าในกรุงเทพฯ20 บาท) อย่างไรก็ตาม ถ้าชิมแล้วชอบก็อุดหนุนมาตุนไว้ในรถถือว่าเป็นความคิดที่ดี เพราะหลังจากภูเรือจะเจอกับลูกโค้งอีกพักใหญ่แต่ก็เช่นกัน ถ้าของเปรี้ยวไม่ช่วยอะไรก็ให้แง้มกระจกรถแล้วหลับตาพัก พอตื่นมาจะได้กลิ่นดอกพญาเสือโคร่งลอยมาพอดี

ร้านคาเฟ่ ดี มีนา ที่ภูเรือ

 

จุดชมวิวบนยอดภูลมโล

 

กระโดดเตะ

 

หมอกหนาบนยอดภูลมโล

 

พญาเสือโคร่งบานทิ้งท้ายความหนาว

 

ขึ้นทะเบียนป่าชุ่มน้ำ ‘แม่อิง’ เสริมภูมิคุ้มกัน ‘ธรรมชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/415616

ขึ้นทะเบียนป่าชุ่มน้ำ ‘แม่อิง’ เสริมภูมิคุ้มกัน ‘ธรรมชาติ’

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

รำเพยลมโชยกลิ่นแมกไม้เมืองเหนือ น้ำโขงไหลเอื่อย ดอกหญ้าบานสะพรั่ง

บรรยากาศฤดูหนาวชักนำหัวใจหลายดวงออกเดินทาง แสวงหาความสุขตามอัตภาพ ตามจังหวะเต้นของหัวใจซึ่งไม่ว่าใครก็ไม่อาจควบคุม

จำไม่ได้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ผมกลับไปยังสถานที่แห่งนี้ ราวๆ แปดหรือสิบครั้งเห็นจะได้ ซึ่งทุกอย่างก็เหมือนเดิม อาคารหลังเก่ามุงหลังคาด้วยใบตองตึง โต๊ะไม้ ห้องหับเล็กๆ หมอนมุ้ง จะมีที่ผิดแผกแตกต่างไปบ้างก็คงเป็นคู่สนทนาที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมยามไม่ขาดสาย

ท่ามกลางความธรรมดาสามัญเหล่านั้น ระดับความโหยหาของผมไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยถอยลงเลย น่าแปลก

 

ผมมีโอกาสเดินทางไปยัง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ครั้งแรกเมื่อปลายปี 2557 ผ่านการชักชวนของ คุณภาสกร จำลองราช พี่ใหญ่ในวงการสื่อมวลชน จากนั้นก็หาโอกาสไปเองเรื่อยๆ

ระยะทาง 860 กิโลเมตร จากกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่อุปสรรคต่อการพานพบความงดงาม และเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกครั้งที่ผมเดินทางกลับไป

แรกเริ่มเดิมที พี่น้องในนาม เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ชักชวนผมเข้าร่วมขบวนเรือสำรวจระบบนิเวศ “แม่น้ำอิง” ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง แต่ด้วยสภาพอากาศที่เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ ประกอบกับระดับน้ำขึ้น-ลงแปรปรวน เป็นเหตุให้กิจกรรมดังกล่าวต้องล้มเลิกอย่างฉับพลัน

แต่นั่นก็ใช่ว่าจะบดบังความงดงามที่งอกเงยตลอดระยะทาง 260 กิโมเมตร ของ “สายน้ำอิง” ที่ขอดข้ามพื้นที่ 2 จังหวัด คือพะเยาและเชียงรายไปได้

ทุกๆ วันที่ 2 ก.พ.ของทุกปี ถือเป็น “วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก” ซึ่งในปีนี้มีความพยายามจากเครือข่ายอนุรักษ์ฯ และสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง ที่จะผลักดัน “แม่น้ำอิง” และผืนป่าชุ่มน้ำใน 8 อำเภอ 2 จังหวัด ตลอดระยะทาง 260 กิโลเมตร ขึ้นทะเบียนเป็น “พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ”

 

แล้วเหตุใดจึงต้องเป็น “แม่น้ำอิง”?

ความสำคัญของ “แม่น้ำอิง” ลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง คือเป็นพื้นที่วางไข่ของพันธุ์ปลาต่างๆ โดยพบว่ามีปลากว่า 80% ในแม่น้ำโขง (ที่อยู่ในบริเวณ) เข้ามาวางไข่ เนื่องจากแม่น้ำอิงมีอุณหภูมิอุ่นกว่าแม่น้ำโขงและยังมีระบบนิเวศที่เหมาะสมกว่า

ที่สำคัญ น้ำในแม่น้ำอิงค่อนข้างนิ่งและมีพื้นที่ชุ่มน้ำรายรอบ ปลาจึงเข้ามาอาศัยอยู่ได้ทั้งฤดูน้ำหลากและฤดูน้ำแล้ง

ปัจจุบัน “แม่น้ำอิง” ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากโครงการพัฒนาและโครงการบริหารจัดการน้ำ มีฝายตัดขวางกั้นสายน้ำอยู่ 14 แห่ง (รวมกว๊านพะเยา เป็น 15 แห่ง) และในอดีตรัฐบาลหมายมั่นที่จะเดินหน้าโครงการ “กก-อิง-น่าน” แต่ถูกชาวบ้านคัดค้านจนต้องยับยั้งไปในที่สุด

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโครงการจะถูกฉีกทิ้งไป เพียงแต่ชะลอไว้ชั่วคราวเท่านั้น

“เราต้องการให้ป่าชุ่มน้ำตลอดแม่น้ำอิงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งจะมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับและโครงการพัฒนาต่างๆ หลังจากนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำได้” ระวี ถาวร ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (รีคอฟ) อธิบาย

ระวี อธิบายเพิ่มว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการขึ้นทะเบียน “ป่าชุ่มน้ำ” เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำมาก่อน และพื้นที่ป่าชุ่มน้ำเหล่านั้นก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงทั้งจากการเข้ามาใช้ประโยชน์ โครงการพัฒนา เห็นได้ชัดจากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษเฟส 2 ที่ก่อนหน้านี้มีความพยายามเสนอพื้นที่ป่าชุ่มน้ำ ต.บุญเรือง อ.เชียงของ ขนาดกว่า 3,000 ไร่ เป็นพื้นที่รองรับนโยบาย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็หนีไม่พ้นนิคมอุตสาหกรรมฯ และผลกระทบก็จะเกิดกับแม่น้ำอิงและแม่น้ำโขง

สำหรับการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ มีด้วยกัน 2 ช่องทาง ได้แก่ 1.เสนอผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เนื่องจากแม่น้ำอิงมีพื้นที่คาบเกี่ยว 2 จังหวัด จึงเป็นไปได้ยากที่จะผลักดัน 2.เสนอผ่านสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ แต่จำเป็นต้องใช้เวลา

 

สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ฯ และกรรมการสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง บอกว่า อยากเสนอขึ้นทะเบียนแม่น้ำอิงตาม “บริบทลุ่มน้ำ” คือตลอดทั้งสายน้ำระยะทาง 260 กิโลเมตร ซึ่งหลังจากนี้ชาวบ้านจะต้องช่วยกันทำข้อมูลหรืองานวิจัยของชุมชน เพื่อเสนอให้ สผ.พิจารณา

สมเกียรติ บอกอีกว่า ระหว่างนี้จำเป็นต้องสร้างสภาประชาชนลุ่มน้ำอิงให้มีบทบาทในการอนุรักษ์น้ำอิงมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับประเด็นไปสู่การสร้างธรรมนูญหรือการกำหนดกรอบอนุรักษ์ร่วมกันตลอดระยะทาง 260 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

“พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ข้อกฎหมาย แต่หากผลักดันสำเร็จจะช่วยสร้างจิตสำนึกร่วมกันในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด” สมเกียรติ ระบุ

 

ชีวิตดีรีสอร์ท แอ๊บโซลูท แซงชัวรี่ สมุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/414541

ชีวิตดีรีสอร์ท แอ๊บโซลูท แซงชัวรี่ สมุย

โดย…นิทรา ราตรี

จะดีแค่ไหนถ้าวันพักผ่อนให้ทั้งความสุขและสุขภาพดีถ้าพักที่ แอ๊บโซลูท แซงชัวรี่ (Absolute Sanctuary)เกาะสมุย ภายใต้แบรนด์ แอ๊บโซลูท ยู (Absolute You) ที่ทำธุรกิจด้านสุขภาพแบบครบวงจร ประกอบด้วย แอ๊บโซลูท โยคะ, แอ๊บโซลูท พิลาทิส, แอ๊บโซลูท คอร์บลาสต์ (Coreblast),แอ๊บโซลูท ฟิตฟู้ด และแอ๊บโซลูท แซงชัวรี่ แห่งนี้

รีสอร์ทออกแบบสไตล์โมร็อกโก มีห้องพัก 38 ห้อง แบ่งเป็น 3 ประเภท เริ่มต้นที่ห้องสุพีเรียร์ ขนาดกะทัดรัด มีทุกอย่างครบ ที่เพิ่มเติมคือ มุมโซฟาในห้อง และชานชมสวนด้านนอก ห้องดีลักซ์ ลักษณะไม่ต่างจากประเภทแรก แต่อยู่บนอาคารทำให้เห็นวิวกว้างขึ้น และห้องสวีท มีพื้นที่นั่งเล่นขนาดใหญ่ ห้องน้ำแยกส่วนเปียกและแห้งพร้อมอ่างอาบน้ำ และเห็นวิวทะเลได้จากห้องพัก

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าพักส่วนใหญ่มักใช้เวลานอกห้อง ทางรีสอร์ทมีโปรแกรมฟื้นฟูหลากหลายตั้งแต่ 3-14 วัน แบบไม่เคร่งครัดจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมล้างพิษ โยคะ ผ่อนคลาย และออกกำลังกาย รวมกันมากถึง 10 แบบให้เลือกตามความต้องการ เช่น โปรแกรม Be Fit สำหรับผู้ที่อยากมีรูปร่างฟิตแอนด์เฟิร์มด้วยการออกกำลังกายที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสรีระ โปรแกรม MLD Detox ล้างพิษในร่างกาย และไฮไลต์ Pilates Reformer Bootcamp โปรแกรมพิเศษสำหรับผู้ต้องการฝึกพิลาทิสโดยมีเทรนเนอร์ส่วนตัว และได้ผ่อนคลายกับสปาและโยคะไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ผู้เข้าพักจะได้รับประทานอาหารฟิตฟู้ด ปรุงจากวัตถุดิบธรรมชาติ ออร์แกนิก โฮลฟู้ด และซูเปอร์ฟู้ด ที่ยังคงความอร่อยไว้ ลบภาพเมนูสุขภาพรสชาติน่าเบื่อเพื่อให้คนรักสุขภาพมีความสุขกับอาหารมากขึ้น

เรียกได้ว่า แอ๊บโซลูท แซงชัวรี่ ได้รวมความเชี่ยวชาญทุกรูปแบบของแอ๊บโซลูทไว้ทั้งสตูดิโอโยคะ สตูดิโอพิลาทิส สตูดิโอฟิตเนส ดีทอกซ์เซ็นเตอร์ สปาเซ็นเตอร์ ห้องเซาน่าและสระว่ายน้ำ สำคัญที่สุดคือเทรนเนอร์มืออาชีพที่ประจำการในรีสอร์ท

 

การพักผ่อนครั้งนี้จึงแตกต่างจากวันหยุดธรรมดา เพราะนอกจากจะได้ผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ยังได้ชีวิตใหม่กลับไปนั่นคือ สุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง สมดุลในร่างกายและจิตใจ และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เปลี่ยนแปลงตัวเองต่อไปวันหยุดที่แอ๊บโซลูท แซงชัวรี่ จึงเป็นเวลาเติมพลังชีวิต สร้างชีวา และเพิ่มคุณค่าวันพักผ่อนให้เป็นการพักร่างกายอย่างแท้จริง

Price: ห้องซุพีเรียร์ 5,800 บ. ดีลักซ์ 6,900 บ. สวีท 7,900 บ.

Place: ห่างจากสนามบินสมุย 15 นาที อ.บ่อผุด เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โทร. 077-601-190-9 เว็บไซต์ www.absolutesanctuary.com

Promotion: โปรฯ ฉลองครบ 8 ปี ห้องซุพีเรียร์ 3,888 บ. ดีลักซ์ 4,888 บ. และสวีท 5,888 บ. พิเศษสำหรับลูกค้าเก่าจะได้รับสิทธิพิเศษ เช่น เรียนโยคะได้ไม่จำกัด นวด 60 นาที อัพเกรดห้องพัก และของขวัญจากรีสอร์ท ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. – 30 เม.ย. 59

 

 

น่าน เมืองคนไม่เอาถ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/414540

น่าน เมืองคนไม่เอาถ่าน

โดย…กาญจน์ อายุ

ไม่ต้องแปลกใจถ้าคุณก้าวขาเข้าเขตเมืองน่านแล้วจะกลายเป็น “คนไม่เอาถ่าน” แต่ไม่ใช่ว่าเป็นคน ไม่เอาไหน เพราะความหมายของมันเปลี่ยนไปตั้งแต่ อพท. ที่มีชื่อเต็มยาวเหยียดว่า องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ยกให้น่านเป็นเขตพื้นที่พิเศษ แล้วใช้คำว่า คนไม่เอาถ่าน ในความหมายของ คนที่เที่ยวแบบประหยัดพลังงาน ซึ่งน่านมีวิถีแบบนั้น

สิ่งที่อธิบายได้ดีที่สุดคือ วิถีจักรยาน มันกลายเป็นค่านิยมของนักท่องเที่ยวไปแล้วว่า มาน่านต้องปั่น รวมถึงโรงแรม เกสต์เฮาส์ โฮมสเตย์ จะมีจักรยานให้บริการฟรี ประหนึ่งเป็นเซอร์วิสขั้นพื้นฐาน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีที่ทำให้น่านวันนี้ยังเป็นเมืองสโลว์ไลฟ์ (แม้ว่าจะวุ่นวายกว่าแต่ก่อนมากโข) และด้วยความเป็นน่านทำให้นักท่องเที่ยวสนใจที่จะเข้าถึงชุมชนมากกว่ามาดูแล้วก็ไป

อพท.ได้จับมือกับ โลเคิล อไลค์ (Local Alike) วางโปรแกรมเที่ยวแบบคนไม่เอาถ่าน 3 วัน 2 คืน พาไปบุกชุมชนและลงมือเวิร์กช็อปให้ได้ประสบการณ์แบบบ้านๆ รวมถึงสถานที่สำคัญทั้งวัดพระธาตุแช่แห้ง วัดภูมินทร์ วัดพระเกิด วัดพระธาตุช้างค้ำ วัดพระธาตุเขาน้อย ตึกรังษีเกษม และหอศิลป์เมืองน่าน พูดให้ง่ายคือ โลเคิล อไลค์ ขายทัวร์ให้คนไม่เอาถ่านมาสัมผัสวิถีคนน่าน

ห้องเรียนตั๋วล้านนา

 

ทอฝ้าย เขียนตั๋วเมือง @ โฮงเจ้าฟองคำ

รถรางบรรทุกนักท่องเที่ยวมาจอดหน้าโฮงเจ้าฟองคำประมาณยี่สิบคนเห็นจะได้ เดินขึ้นไปบนเรือนไม้ แม่ภัทร-ภัทราภรณ์ ปราบริปู นั่งอยู่บนนั้นมองดูคนแปลกหน้าเดินขย่มบ้านสั่น ในใจพลันคิดถึงยายใต้ถุนว่าจะทอฝ้ายได้ไหมท่ามกลางเสียงฝีเท้าระงม ผ่านไปสิบนาทีเหมือนกับว่าสะดุ้งตื่นกลุ่มคนเหล่านั้นหายไปกับรถรางและภาพสวยๆ ในอินสตาแกรมเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกวันหยุดนักขัตฤกษ์ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่แม่ภัทรยังไม่มีโอกาสอธิบายว่า บ้านหลังนี้สำคัญอย่างไร

โฮงเจ้าฟองคำเป็นบ้านไม้อายุมากกว่าร้อยปี ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของเจ้าศรีตุมมา พระนัดดาของเจ้ามหาวงศ์เจ้าผู้ครองนครน่าน จากนั้นตกทอดไปถึงเจ้าฟองคำ พระนัดดาของเจ้าศรีตุมมา กระทั่งปัจจุบัน แม่ภัทรอยากเปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ จึงปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ คงส่วนต่างๆ ในบ้านไว้แล้วจัดแสดงของเครื่องใช้พร้อมคำบรรยาย ส่วนใต้ถุนยังคงมีกี่ทอผ้าเช่นอดีต ทุกวันจะมีแม่แก่นั่งทอผ้า ท่านไม่หวงวิชา ถ้าใครจะถามว่ากี่เหล่านั้นใช้งานอย่างไรอีกมุมเป็นการสาธิตปั่นฝ้าย แม่อีกคนกำลังดีดฝ้ายแรงดีเหมือนละอ่อนอายุสิบแปด พร้อมบอกเล่ากระบวนการโดยที่ไม่ต้องมีใครถาม

“อยากให้อยู่นานๆ” แม่ภัทรกล่าวความในใจ เพราะเวลาสิบนาทีไม่ให้อะไร ยกเว้นภาพถ่ายที่ไม่สามารถไปเล่าต่อได้เลย

รถรางพาเที่ยวเมืองน่าน

 

อันที่จริงแค่เดินอ่านป้ายอธิบายความหมายครบทุกป้ายก็ใช้เวลาไม่น้อย แต่จะสนุกขึ้นไปอีกถ้าได้ทำกิจกรรม เช่น เรียนทอผ้าที่แม้จะเป็นการสอนเบื้องต้นให้รู้วิธีการยกกี่ แทงกระสวย ไม่รับประกันว่ากลับบ้านไปจะทำเองได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของผ้าไทยว่ากว่าจะได้มาต้องยกกี่กี่ครั้ง ร้อยฝ้ายกี่หนถึงกลายเป็นผ้าผืนให้นักท่องเที่ยวต่อรองราคา และกิจกรรมเรียนตั๋วเมืองหรืออักษรธรรมล้านนา ห้องเรียนอยู่กลางสนามหญ้าหน้าบ้านโฮงเจ้าฟองคำ ตำราเป็นแค่กระดาษเอสี่ไม่ถึงสิบแผ่น ถ่ายสำเนามาจากหนังสือเรียน นักเรียนนั่งอยู่หน้ากระดานดำอันน้อย ครูค่อยๆ อธิบายหลักการเขียนและการอ่านออกเสียง ซึ่งการเรียนครั้งนี้ก็ไม่ได้หวังให้ชำนาญ แต่คือการถ่ายทอดวัฒนธรรมล้านนาที่เรียบง่ายและอ่อนช้อยผ่านตัวอักษร

เวลาในโฮงเจ้าฟองคำผ่านไปไวเหลือเชื่อ ยังไม่ทันได้เขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาล้านนา เวลาก็ผ่านไปแล้วสองชั่วโมง โดยที่ระหว่างนั้นมีรถรางมาเทียบตลอด ซึ่งเห็นชัดว่าทุกคนล้วนสนใจว่าห้องเรียนกำลังสอนอะไร แต่เพราะพวกเขามุ่งแต่เก็บจำนวนแห่งให้มากที่สุด จนหลงลืมที่จะเกี่ยวจำนวนประสบการณ์อันสำคัญกว่า

ทำตุงก้าคิง @ วัดพระเกิด

วัดพระเกิดไม่เป็นเพียงศูนย์รวมจิตใจ แต่ยังเป็นศูนย์กลางของชาวบ้าน วัดจึงเป็นห้องประชุมสมาชิกสหกรณ์และเป็นที่ตั้งชมรมผู้สูงวัยทำตุงก้าคิง

โฮงเจ้าฟองคำ

 

ตุงก้าคิงมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น เช่น ตุงชะต๋า ตุงเดี่ยว ส่วน ตุงก้าคิง หรือ ตุงค่าคิง เป็นภาษาไทยใหญ่ คำว่า ค่า แปลว่า เท่า ส่วนคำว่า คิง แปลว่า คนหรือตัวตุงนี้จึงหมายถึง ตุงเท่าตัว หรือมีความยาวเท่ากับความสูงของเจ้าของตุง ใช้เพื่อสืบชะตา เรียกขวัญ สะเดาะเคราะห์ ต่ออายุให้ยืดยาวออกไป และเพื่อความเป็นสิริมงคล (ถ้าใครเชื่อเรื่องปีชง การทำตุงก้าคิงก็เหมือนการแก้ชงวิธีหนึ่ง) ดังนั้นแม่ๆ ในชมรมทำตุงจะตระเตรียมตุงให้พอดีกับแต่ละบุคคล ทั้งเรื่องความยาวที่ต้องเท่าความสูงและปีนักษัตรที่ต้องระบุลงไป

ตุงทำจากกระดาษแข็งและสร้างลวดลายด้วยกระดาษสีแวววับ ความหมายของลวดลายสอดรับกับ อิติปิโส 108 ได้แก่ พระพุทธคุณ 56 พระธรรมคุณ 38 และพระสังฆคุณ 14 โดยแม่ๆ จะทำลวดลายไว้ให้เสร็จสรรพเหลือไว้เพียงใบหน้าและปีนักษัตรที่ต้องนำชิ้นส่วนมาติดเอง เริ่มจากติดจมูก ตา คิ้ว และปาก จากนั้นกล่าวคำถวายตุงแด่พระสงฆ์ และตุงทั้งหมดจะถูกแขวนไว้ในอุโบสถตลอดปี

ชาวล้านนาเชื่อตุงเป็นสัญลักษณ์ของความดี ความเป็นสิริมงคล แต่อีกแง่ ตุง คือ งานศิลปะที่มีความละเอียดอ่อนและแฝงไปด้วยคติธรรมทางพระพุทธศาสนา หรือกล่าวได้ว่า ตุงสอนคนอย่างมีศิลปะ นั่นเอง

ทำตุงก้าคิงของตัวเองที่วัดพระเกิด

 

ตีเงิน @ บ้านพ่อบุญช่วยเครื่องเงินโบราณ

อาจเป็นเพราะ “เงิน” ที่ทำให้พ่อบุญช่วย หิรัญวิทย์วัย 83 ปี ยังแข็งแรง แม้กล้ามแขนจะห้อยไปตามกาลเวลาพ่อหัดทำเครื่องเงินมาตั้งแต่อายุ 17 ปี และยึดเป็นอาชีพมากว่าครึ่งทศวรรษ ทุกวันนี้บ้านพ่อยังทำเครื่องเงินโดยมีลูกชายเป็นคนสืบทอดภูมิปัญญา ที่ขึ้นชื่อคือ ประเภทขันเงินและพานเงินที่ทำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีการเปลี่ยนแปลงด้านกรรมวิธีบ้างไปตามยุคสมัย รวมถึงลวดลายที่มีการคิดขึ้นใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้ซื้อที่ซื้อไว้เป็นของที่ระลึกมากกว่าใช้งาน

หน้าบ้านพ่อมีเตาเผาเงินขนาดย่อม แท่นตี ค้อน และอุปกรณ์ขึ้นรูปสารพัด พ่อบุญช่วยทำขึ้นเพื่อเป็นจุดสาธิต ซึ่งถ้าใครอยากลองก็ไม่ปฏิเสธ แถมยังจะบอกเทคนิคขึ้นพื้นฐานเผื่อสนใจอยากเป็นช่างทำเครื่องเงิน บ้านหลังนี้ไม่อยู่ในโปรแกรมทัวร์รถราง ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าเป็นเพราะถนนหน้าบ้านแคบเกินไปสำหรับรถรางหรืออย่างไร แต่ที่แน่ใจที่สุดคือ พ่อบุญช่วยยินดีสอนทุกคนที่ใคร่รู้เพื่อคงวิชาเครื่องเงินให้นานเท่านาน

สามกิจกรรมสามารถปั่นจักรยานไปถึงกัน สามกิจกรรมเหมาะสมกับคนไม่เอาถ่าน (แม้ว่ากระบวนการเผาเงินจะมีการใช้ถ่านอยู่บ้างก็ตามที) และหวังว่าคนบนรถรางจะกลับไปซ้ำอีกหนแต่เปลี่ยนเป็นคนให้เวลา ให้ความสนใจ ให้ลงมือทำ เพื่อให้การท่องเที่ยวมีคุณค่า และกลับไปเล่าต่อได้ว่า รูปที่ถ่ายมานั้นมีความหมายอย่างไร

ลูกชายพ่อบุญช่วยสอนนักท่องเที่ยวให้ตีเงิน

 

พ่อบุญช่วย ช่างเครื่องเงิน

 

ฝึกเขียนภาษาล้านนา

 

เผาเงิน

 

ทอผ้าสาธิตใต้โฮงเจ้าฟองคำ

 

กลุ่มผู้สูงอายุประดิษฐ์ตุงก้าคิง

 

วิถีเชียงคาน วิถีจักรยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/414134

วิถีเชียงคาน วิถีจักรยาน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

การปั่นจักรยานที่เชียงคานคือวิถีชีวิต บนถนนไม่จำเป็นต้องมีเลนจักรยานเพราะคนส่วนใหญ่ใช้จักรยาน นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องแบกจักรยานเดินทางเพราะทุกบ้านมีจักรยานให้หยิบยืม

แต่ถ้าถามว่าเชียงคานมีเส้นปั่นที่ไหนบ้าง ก็ต้องตอบว่าทุกเส้นสาย ไม่ว่าจะเป็นถนนชายโขง ทอดยาวเลียบแม่น้ำโขงเป็นศูนย์กลางของเกสต์เฮาส์ รีสอร์ท ร้านค้า ร้านอาหาร ตอนเช้ามืดถนนจะถูกปิดชั่วคราวให้ผู้คนออกมาตักบาตรข้าวเหนียวโดยมีพระสงฆ์เดินบิณฑบาตกว่าร้อยรูป ตกเย็นในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ถนนทั้งสายจะกลายเป็นถนนคนเดินให้นักท่องเที่ยวออกมาจับจ่ายสินค้าพื้นเมือง อาหารท้องถิ่น และชมบ้านเมืองยามค่ำคืน

อีกเส้นทางที่ชาวบ้านใช้เป็นประจำคือ ตรอกเล็กๆ ริมแม่น้ำ ขนาดกว้างพอสำหรับคนเดินและจักรยานเท่านั้น ซึ่งเวลาที่ดีที่สุดคือเช้าตรู่ ปั่นดูพระอาทิตย์ขึ้น และยามเย็นดูพระอาทิตย์อัสดง ทั้งยังเป็นช่วงที่อากาศไม่ร้อนมาก มีลมเย็นพัดความชุ่มชื้นจากแม่น้ำขึ้นมา และเฝ้ามองชีวิตคนลุ่มแม่น้ำโขงออกเรือไปหาปลาและกลับฝั่งพร้อมปลาเต็มลำ สำหรับสายแกร่งต้องท้าทายตัวเองด้วยการปั่นจักรยานไปแก่งคุดคู้ไกลออกประมาณ 3 กิโลเมตร ที่นั่นเป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำโขงเต็มไปด้วยเกาะแก่งกลางแม่น้ำและเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกแห่งใน จ.เลย

 

นอกจากนี้ ทั่วตัวเมืองก็ใช้จักรยานเดินทางได้สนุก เช่น จากถนนชายโขงสามารถปั่นเข้าซอยเล็กซอยน้อยที่มีกว่า 20 ซอยทะลุไปถนนศรีเชียงคาน ปั่นไปตลาดสดเทศบาล แวะซื้อปาท่องโก๋ใส่ไส้กับน้ำเต้าหู้ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง หรือกินโจ๊กร้อนๆ สักชาม จากนั้นแวะร้านกาแฟที่มีให้เลือกมากมาย ค่อยๆ จิบซึมซับบรรยากาศความเชื่องช้าของบ้านเมือง

 

ถ้าปั่นจนเมื่อยก็ไปจอดที่ร้านนวดแผนไทย ไทเลย แม่คำก้อยจะลงมือลงศอกแก้เคล็ดขัดยอกแบบไม่ต้องพึ่งน้ำมันอโรมาใดๆ คล้อยถึงเที่ยงสมควรแก่เวลาไปฝากท้องที่ร้านส้มตำและอาหารอีสานรสแซ่บ ที่ว่าเด็ดเห็นอยู่หน้าโรงเรียนเชียงคาน จากนั้นเลี้ยวเข้าไปสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่วัดศรีคุณเมืองและวัดมหาธาตุ แล้วปิดท้ายวันที่เส้นริมโขงรอดูพระอาทิตย์ตกดิน เรียกได้ว่าหนึ่งวันในเชียงคานตัวติดกับจักรยานตลอด ไม่ต้องแวะเติมน้ำมัน ไม่ต้องเหม็นควันรถ ไม่ต้องหาที่จอด และถ้าใครใช้จักรยานของที่พักก็ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง ทั้งยังได้ชื่นชมบรรยากาศและสัมผัสวิถีชาวเชียงคานแบบดั้งเดิม

 

แม้ว่าทุกวันนี้สังคมเชียงคานจะเปลี่ยนไป เช่น บ้านไม้ถูกแทนที่ด้วยตึกปูน คนท้องถิ่นขายบ้านให้นายทุน และประชากรส่วนใหญ่กลายเป็นนักท่องเที่ยว ทว่าวิถีจักรยานยังคงอยู่ มันยังคงเป็นพาหนะหลักสำหรับการสัญจรในตัวเมือง ไม่ใช่เทรนด์ที่ต้องใช้จักรยานโก้เก๋ราคาแพง แต่ใช้เพื่อการเดินทางในชีวิตประจำวันทำให้เชียงคานเป็นเมืองจักรยานโดยแท้จริง

 

ชวนไปเก็บ ‘สตรอเบอร์รี่สวนหลังบ้าน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/414133

ชวนไปเก็บ ‘สตรอเบอร์รี่สวนหลังบ้าน’

โดย… ภาดนุ

“สตรอเบอร์รี่สวนหลังบ้าน” (Backyard Strawberry) สวนสตรอเบอร์รี่ออร์แกนิกชื่อกิ๊บเก๋ของ บี-วลัยพร ภูมิรัตน์ ตั้งอยู่ที่ ต.แม่คำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถแวะไปเยี่ยมชม ชิม และถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียได้อย่างเพลิดเพลิน สวนแห่งนี้มีที่มาอย่างไร ไปฟังจากปากเจ้าของสวนกันเลย

“เดิมทีดิฉันจบการศึกษาเอกการจัดการการท่องเที่ยว จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย และเริ่มต้นทำงานโดยร่วมงานกับองค์กรพัฒนาเอกชนและรับจ้างอิสระอยู่ 5 ปี เพราะเป็นงานที่ตัวเองชอบ แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งดิฉันก็คิดอยากทำสวนสตรอเบอร์รี่ขึ้นมา เพราะชอบและรู้สึกประทับใจในรูปลักษณ์และรสชาติของมันมาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากคุณแม่เคยนำต้นสตรอเบอร์รี่มาปลูกที่บ้าน ประกอบกับคุณพ่อมีที่ดินเปล่าที่เหลือจากให้คนอื่นเช่า ด้วยความที่ดิฉันสนใจด้านเกษตรอินทรีย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เคยลองปลูกผักออร์แกนิกก็ได้ผลดี จึงคิดว่าก็น่าจะปลูกสตรอเบอร์รี่แล้วได้ผลดีเช่นกัน”

 

บีบอกว่า ช่วงแรกเธอปลูกต้นสตรอเบอร์รี่บนที่ดินแค่ 3 งานเท่านั้น โดยสั่งต้นกล้ามาจากเชียงใหม่ เรียกว่าทั้งปลูกทั้งศึกษาเรื่องสตรอเบอร์รี่ไปในตัว แต่ในระยะแรกที่ปลูกระบบให้น้ำบนแปลงต้นกล้ายังไม่ดี เพราะต้นกล้าต้องการน้ำและความชุ่มชื้นมาก ทำให้สองสัปดาห์แรกหลังปลูก ต้นกล้าจึงตายไปถึง 2,000 กว่าต้น เธอจึงย้ายต้นกล้าที่เหลือมาปลูกในแปลงเดียวกัน ระหว่างนั้นก็ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งปรึกษาเจ้าของสวนอื่นๆ ถึงวิธีดูแลเป็นอย่างดี กระทั่งต้นสตรอเบอร์รี่เริ่มออกผล

 

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ดิฉันพบว่าการปลูกสตรอเบอร์รี่นั้นไม่มีรูปแบบที่ตายตัว การเติบโตของต้นกล้า การออกผลเร็วหรือช้าจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป ดิฉันจึงต้องปรับการปลูกและการดูแลต้นกล้าให้เข้ากับพื้นที่และสภาพอากาศของสวนตัวเอง และยังมีการนำดินไปตรวจคุณภาพด้วยว่าขาดธาตุอาหารชนิดไหน แล้วจึงค่อยเสริมธาตุนั้นลงไปในดินอีกที ที่สำคัญต้องใช้ปุ๋ยเคมีให้น้อยที่สุดและหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทน”

 

สำหรับปีที่ 1 และปีที่ 2 เธอปลูกสตรอเบอร์รี่เท่ากันคือ 3 งาน แต่พอขึ้นปีที่ 3 เมื่อคุณพ่อบอกว่ายังมีที่ดินเหลืออยู่ เธอจึงเพิ่มการปลูกเป็น 3 ไร่กว่า

“แต่ปีที่ 3 นี่แหละที่ทำให้ดิฉันรู้ว่าไม่ควรปลูกสตรอเบอร์รี่ในพื้นที่หลายไร่ขนาดนั้น เพราะจะดูแลไม่ทันและทำให้ต้นสตรอเบอร์รี่ตายเยอะ อีกอย่างเมื่อมีแมลงมากินต้น ดิฉันก็จะใช้น้ำแช่ใบยาสูบผสมกับสมุนไพรอื่นๆ ฉีดพ่นแทนสารเคมีเพื่อไล่แมลง ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึง จึงต้องลดขนาดพื้นที่ปลูกลงเหลือแค่ 2 ไร่ เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมทั้งคุณภาพของผลสตรอเบอร์รี่และการบรรจุลงกล่องเพื่อส่งให้กับลูกค้าได้ทันเวลา เพราะสตรอเบอร์รี่สดจะอยู่ได้แค่ไม่กี่วันเท่านั้น

 

เนื่องจากพื้นที่และสภาพอากาศที่แตกต่างกัน ทำให้สตรอเบอร์รี่ที่สวนของดิฉันเก็บได้ช้ากว่าที่เชียงใหม่ โดยจะเก็บได้ในช่วงปลายเดือน ม.ค. ถึงกลางเดือน เม.ย. พอเก็บเสร็จก็ต้องรีบบรรจุลงกล่องเพื่อส่งให้ลูกค้าได้รับทันที ซึ่งลูกสตรอเบอร์รี่จะมีขนาดตั้งแต่เท่าเหรียญ 10 บาท ไปจนถึงขนาดเท่าแอปเปิลลูกเล็กเลยล่ะ โดยจะขายในราคา 200-300 บาทต่อครึ่งกิโลกรัม”

บีทิ้งท้ายว่า นอกจากขายส่งให้ลูกค้าแล้ว เธอยังเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ “สตรอเบอร์รี่สวนหลังบ้าน Backyard Strawberry” ตั้งแต่ปีแรกของการปลูกอีกด้วย ที่ผ่านมาก็มีสมาชิกแฟนเพจโทรมาสั่งหลายรายโดยโอนเงินผ่านธนาคาร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคือคนวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เธอจึงต้องเก็บสตรอเบอร์รี่ช่วงเช้า แพ็กใส่กล่องช่วงสาย และส่งไปทางรถทัวร์และเครื่องบินในช่วงบ่าย ตอนเย็นๆ สตรอเบอร์รี่ก็จะถูกส่งถึงมือลูกค้าพอดี

 

สำหรับลูกค้าที่ต้องการจะซื้อสตรอเบอร์รี่ สามารถแจ้งไว้บนเพจเฟซบุ๊ก : สตรอเบอรี่สวนหลังบ้าน Backyard Strawberry ได้เลย

 

วัดใจ-ท้าทายเป็นทีม ที่บ้านผางาม สวนผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/413802

วัดใจ-ท้าทายเป็นทีม ที่บ้านผางาม สวนผึ้ง

โดย…สมแขก ภาพ : กาญจน์ อายุ

ไม่ปล่อยให้คนรักการผจญภัยและความท้าทายต้องรอนาน ในที่สุดทีมงานบ้านผางามรีสอร์ท วังน้ำเขียว ก็ย้ายบ้านมาเปิดทำการอยู่ที่สวนผึ้งในแบบ Adventure Park ซึ่งนับเป็นแห่งแรกของราชบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านหอมเทียนเพียง 9 กิโลเมตร และ 17 กิโลเมตร จากซีนเนอรี่ สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในราชบุรี

ด้วยกิตติศัพท์เรื่องการสร้างทีมบิลดิ้งให้ทีมเวิร์กมาอย่างยาวนานถึง 16 ปี บ้านผางาม สวนผึ้ง ไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์เดิมคือเน้นสร้างความหวาดเสียวในลักษณะทีมโดยใช้เกมทลายกำแพงของตัวตนพร้อมเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ให้เชื่อมถึงกัน เป็นการสร้างความรู้จักกันทางลัดผ่านกิจกรรมเชิงบวก ไม่เพียงเท่านี้ยังเพิ่มความตื่นเต้นให้กลุ่มครอบครัวและหมู่เพื่อนร่วมกิจกรรม ให้เราสนุกสนานในวันพักผ่อนได้อย่างหลากหลายด้วยกิจกรรมผจญภัยหลากหลายรูปแบบ ทั้งปีนผาจำลอง ขับรถเอทีวี โหนสลิงปีนป่ายสำหรับคนรักความเสียว และกิจกรรมท้าทายกลางแจ้ง ท่ามกลางบรรยากาศรายล้อมไปด้วยขุนเขา

 

ก่อนเริ่มต้นวัดใจกันในฐานต่างๆ  เราจึงต้องมาเรียนรู้พื้นฐานเทคนิคการเล่น วิธีการใช้งานอุปกรณ์ รวมถึงต้องแต่งกายให้รัดกุมเพื่อความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งทางบ้านผางามก็มีทีมงานเจ้าหน้าที่ผู้มีความชำนาญมาคอยให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิดก่อนสัมผัสเกมกีฬาทั้งหลาย เริ่มจากพิชิตวิวสวยและสูงที่สุดแห่งเทือกเขาตะนาวศรีกับกิจกรรมเอาต์ดอร์ อย่างหน้าผาจำลอง (Rock Climbing) เกมกีฬาแห่งการวางแผน ท้าทายและตัดสินใจเฉพาะหน้า เร้าใจและท้าทายด้วยความสูง 10 เมตร กับความยาก 4 ระดับ เพิ่มความมั่นใจด้วยอุปกรณ์การโรยตัว/ปีนผาระดับโลกทุกชิ้น และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมงานนักโรยตัวมืออาชีพ ที่พร้อมจะนำคุณไปสัมผัสความรู้สึกของการเป็นผู้พิชิตหน้าผาสูงอย่างแท้จริง จึงปีนได้ทั้งมือใหม่ฝึกพิชิตหรือนักปีนที่เคยผ่านมาหลายผาแล้ว

ไม่ห่างจากบริเวณเดียวกันยังมีบิ๊กโฟร์ (Big 4) ฐานผจญภัย 4 ด่านที่สูงเสียดฟ้าไฮไลต์ของบ้านผางาม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างความสามัคคีในทีมเวิร์ก ไม่เพียงท้าทายความสามารถตัวเอง แต่ยังหมายถึงความไว้วางใจที่มอบให้หมู่คณะด้วย บิ๊กโฟร์จึงเหมาะที่จะเป็นกิจกรรมกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว เพราะแค่ใจที่กล้าพอไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่ใช่ปัญหา

ต่อมาคือการกลับมาของฐานผางามลอยฟ้า (Flying Fox) ที่จะพาเราให้โลดแล่นไปตามสายสลิงซึ่งทอดยาวไปตามหุบเขา  ผ่านสวนดอกไม้ที่สวยงามและน่ายลโฉม ปล่อยตัวให้อิสระดุจนกบินให้สัมผัสกับลมเย็นด้านบนและมองวิวด้านล่างให้ฉ่ำใจ แต่บางคนอาจจะมองไม่เห็น เพราะมัวแต่หลับตา จากนั้นค่อยมาต่อที่ Sky Coaster กับชิงช้ายักษ์สูง 15 เมตรที่สามารถทำให้ใจแกว่งได้เหมือนกัน และสำหรับครอบครัวอยากหากิจกรรมสำหรับเด็ก Gold Panning หรือการขุดทองตามล่าขุมทรัพย์ในดินแดนแห่งเหมืองโบราณ เรื่องราวการร่อนทองจริงของพี่น้องชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ และความเป็นมาที่ลึกซึ้งของดินแดนชายฝั่งตะวันตก อ.สวนผึ้ง ท่ามกลางสายน้ำเย็นฉ่ำ นอกจากนี้ท่องเที่ยวอิสระสุดหัวใจกับรถยูทีวี หรือรถเอทีวีรุ่นบิ๊กไบค์ สะเทินน้ำสะเทินบกบนเส้นทางทะเลหุบเขาที่สวยงาม คนนั่งได้สัมผัสธรรมชาติและลุยได้ทุกเส้นทาง

สารพัดฐานวัดใจและวัดพละกำลังทั้งเดี่ยวและทีม ทุกเกมล้วนเป็นเกมแห่งการวางแผน ท้าทายการตัดสินใจเฉพาะหน้า เพราะทุกเอื้อมมือที่คว้า ทุกก้าวที่ย่างขึ้นจะยากหรือง่ายแค่ไหน ตื่นเต้นหรือจะไปถึงจุดหมายหรือไม่ มีแต่คุณเท่านั้นที่จะตอบได้ ติดต่อ บ้านผางาม สวนผึ้ง สอบถาม โทร. 08-2965-4998, 08-3016-7071 หรือ www.pangam.com