ซีนิคอล เวิลด์แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเขาใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/413568

ซีนิคอล เวิลด์แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเขาใหญ่

โดย…สมแขก

การมาเที่ยวเขาใหญ่ไม่ได้มีแต่การผจญภัยในป่า และออกส่องสัตว์อีกต่อไป จากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เพียง 1.5 กม. และห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 200 กม. เป็นที่ตั้งของสวนสนุกกลางแจ้ง “ซีนิคอล เวิลด์ เขาใหญ่” ดินแดนแห่งความสนุกแห่งใหม่ที่กำลังจะกลายเป็นแลนด์มาร์คยอดนิยมของเขาใหญ่อีกหนึ่งแห่ง ซึ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา

เฐาศิริษ ศิวาคม กรรมการผู้จัดการ ซีนิคอล กรุ๊ป ผู้บุกเบิกโรงแรม เดอะ กรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ และโบทานิก้า เขาใหญ่ กล่าวถึงโครงการล่าสุด ซีนิคอล เวิลด์ ว่า แลนด์มาร์คแห่งใหม่นี้ดึงจุดเด่นของทำเลปากช่องและเขาใหญ่ให้เป็นประโยชน์ และด้วยที่ตั้งบนเนื้อที่ 79 ไร่ ทำให้สวนสนุกแห่งนี้ครบวงจร พร้อมทั้งมีกรีนเนอรี่ พาร์ค มอลล์ สถานที่สำหรับช็อปปิ้ง และร้านอาหาร รวมถึงสวนน้ำและเครื่องเล่นที่ตื่นเต้นเร้าใจ

“ไฮไลต์ของสวนสนุกแห่งนี้ คือสวนน้ำ ‘สแปลช เวิลด์’ ที่ใช้พื้นที่กว่า 20 ไร่ เป็นสวนน้ำที่สะดุดตาด้วยสีสันและรูปทรงการออกแบบ ทั้งร่มรื่นด้วยทิวทิศน์ท่ามกลางขุนเขารอบทิศทาง จุดน่าสนใจคือมีสไลเดอร์ให้เลือกเล่นมากถึง 15 ชนิด เช่น Splash Coaster เป็นสไลเดอร์ที่มีความยาวถึง 180 เมตร หรือลุ้นระทึกในความมืดกับ Tantrum Alley ที่ปล่อยแรงน้ำระดับพายุ เหวี่ยงเรือลำน้อยๆ ของคุณในอุโมงค์ก่อนจะทิ้งดิ่งลงใจกลางสระ หนุ่มสาวที่อยากโต้คลื่นก็เล่นให้สะใจในสระ Wave Pool สำหรับหนูน้อยก็มี Splash Valley ให้ได้สนุกกัน” เฐาศิริษ กล่าว

สำหรับสถานที่ที่สามารถกรี๊ดได้สุดเสียง ก็ต้องยกให้สวนสนุกสุดเร้าใจโซนไลฟ์ พาร์ค ที่รวมจุดแข็ง 3 อย่าง ตกผลึกเป็นคอนเซ็ปต์ของสวนสนุก บวกกิจกรรมแอดเวนเจอร์และความเป็นธรรมชาติของพื้นที่ใกล้เขาใหญ่ ทำให้การจัดสรรพื้นที่โซนไลฟ์ พาร์ค มีเครื่องเล่นให้เลือกเล่นกว่า 20 ชนิด เช่น Super Pendulum ที่ท้าทายทุกแรงโน้มถ่วงของโลก หรือการทิ้งดิ่งของเครื่อง Sky Diver การแกว่งอย่างไร้ทิศทางของ GX-Swing ที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น และชมวิวมุมสูงของสวนสนุกในระดับความสูง 30 เมตร ที่เพิ่มความตื่นเต้นแบบพายุหมุนในเครื่องเล่น Typhoons Tower นอกจากนี้ทุกโซนมีพื้นที่เครื่องเล่นสำหรับเด็ก มิดเวสต์ คาร์นิวัล ที่มีเครื่องเล่นเอาใจวัยซน อาทิ ม้าหมุนสีสันสดใส ผจญภัยรถไต่เขา และสนามขับรถโกคาร์ต เป็นต้น

 

บริเวณทางเดินยังมีจุดถ่ายรูป อย่างกระบอกทรายหลากสีในจุดต่างๆ ที่ยังให้เราได้สร้างสรรค์ศิลปะสุดบรรเจิดจากทรายเหล่านั้นด้วย

ซีนิคอล เวิลด์ เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่สามารถสร้างความบันเทิงให้วันหยุดพักผ่อนของครอบครัวและกลุ่มเพื่อนได้เป็นอย่างดี ตั้งอยู่บนถนนธนะรัชต์ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. มีวิธีซื้อบัตรเครื่องเล่นทั้งแบบเหมารายวันและซื้อบัตรต่อหนึ่งเครื่องเล่น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 02-661-2999 หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ scenicalworldkhaoyai

 

หลับใหลในจินตนาการ โซ โซฟิเทล หัวหิน เ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 14:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/413270

หลับใหลในจินตนาการ โซ โซฟิเทล หัวหิน

โดย…นิทรา ราตรี

เมื่อสถาปนิก แฟชั่นดีไซเนอร์ และช่างภาพมาทำงานร่วมกันใน โซ โซฟิเทล หัวหิน รีสอร์ทจึงไม่เป็นแค่ที่พัก แต่คือผลงานชิ้นใหญ่ที่ทำให้คุณเป็นองค์ประกอบสุดท้ายของงานศิลป์

พอได้ทราบรายชื่อผู้ที่มีส่วนร่วมใน โซ โซฟิเทล หัวหิน จึงไม่แปลกใจว่าทำไมรีสอร์ทถึงอาร์ตได้ขนาดนั้น ทั้ง ดวงฤทธิ์บุนนาค ออกแบบสถาปัตยกรรม โดนาเทียน คาราทิเยร์ ออกแบบภายใน มาร์ติน ฮิล และโลอิส กรีนฟิลด์ ถ่ายภาพตกแต่งในห้องพัก รวมถึง พลพัฒน์ อัศวะประภา เจ้าของแบรนด์อาซาว่า ออกแบบชุดพนักงานและสัญลักษณ์ของรีสอร์ท เป็นการรวมฝีมือของตัวท็อปในวงการมาสร้างจินตนาการให้เป็นจริง

รีสอร์ทมีห้องพัก 77 ห้อง ประกอบด้วยห้อง โซ คอมฟี่ไซส์เริ่มต้นขนาด 60 ตร.ม. โซ สตูดิโอ มีขนาดใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อยอยู่บนชั้น 1 ของอาคาร โซ แฟมิลี่ และโซ แฟมิลี่คิดส์เฮาส์ ห้องพักสำหรับครอบครัว โดยห้องคิดเฮาส์จะเป็นส่วนขยายสำหรับเด็ก และโซ พูลวิลลา มีให้เลือกระหว่างหนึ่งหรือสองห้องนอน พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวยาว9 ม. รวมพื้นที่ทั้งหมดกว่า 260 ตร.ม. โดยห้องพักทั้งหมดจะตกแต่งใน 2 สไตล์ คือ โซ อาร์ตี้ และโซ เนเจอร์

 

การตกแต่งแบบ โซ อาร์ตี้ ออกแบบบนพื้นฐานของความหรูหราในสไตล์ฝรั่งเศสร่วมสมัย รวมศิลปะเก่าและใหม่และเพิ่มเติมด้วยภาพถ่ายอิริยาบถของมนุษย์จากการกดชัตเตอร์ของ โลอิส กรีนฟิลด์ ส่วนการตกแต่งแบบ โซ เนเจอร์ได้รับแรงบันดาลใจจากความสวยงามของธรรมชาติผสมศิลปะแบบฝรั่งเศส และเติมเต็มด้วยภาพถ่ายของ มาร์ตินฮิล ที่ถ่ายทอดภาพธรรมชาติได้อย่างมีศิลปะ

ส่วนห้องอาหารมี 2 แห่งคือ ไวท์ โอเว่น มีสัญลักษณ์เป็นเตาอบสีขาว เสิร์ฟอาหารไทยที่เน้นวัตถุดิบในพื้นที่ และบีชโซไซตี้ ห้องอาหารที่เต็มไปด้วยความแปลกใหม่ เน้นอาหารทะเลสดใหม่บนเตาบาร์บีคิว และทุกเดือนจะมีปาร์ตี้ริมหาดพร้อมดีเจชื่อดังสลับมาสร้างความสนุกยามค่ำคืน นอกจากนี้ยังมีบาร์อีกแห่งชื่อ ไฮโซ เป็นบาร์บนดาดฟ้าเสิร์ฟค็อกเทลสุดจี๊ดจากมิกโซโลจิสต์สุดเจ๋ง หลังจากกินดี ก็มาอยู่ดีกันที่โซ ฟิต ห้องออกกำลังกายเปิดให้บริการ 24 ชม. และโซ สปาที่ได้นำเวชสำอางจากท้องทะเลอย่าง ฟิโตแมร์ และผลิตภัณฑ์สมุนไพรแบรนด์ อิสระ มาใช้ในการประทินผิวผสานกับการนวดผ่อนคลาย

 

เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งหมดถูกสร้างบนแนวคิด “ท่องโลกแห่งจินตนาการ” นั่นคือท่องไปในจินตนาการของผู้ออกแบบขั้นหนึ่ง และจินตนาการของผู้เข้าพักอีกขั้นหนึ่ง จนที่สุดแล้วจินตนาการจะพาไปพบจินตนาการเรื่องต่อไปเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่อันเป็นผลลัพธ์อีกด้านของการเข้าพักรีสอร์ทจึงไม่เป็นแค่ที่พัก แต่คือแรงบันดาลใจที่อาจได้รับมาโดยไม่ตั้งใจระหว่างการพักผ่อน

Price : โซ คอมฟี่ ราคาเริ่มต้น 4,900 บาท โซ สตูดิโอ 5,500 บาท โซ แฟมิลี่ 6,300 บาท โซ พูลวิลลา 13,900 บาท ยังไม่รวมค่าบริการ และภาษี

Price : ตั้งอยู่บนหาดส่วนตัวของหาดชะอำ ตอนเหนือ บนทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม จ.เพชรบุรี โทร. 032-709-555

Promotion : แพ็กเกจ So Welcome เข้าพักในห้องโซ คอมฟี่ 2 คืนขึ้นไป พร้อมอาหารเช้า ทาปาสที่บาร์ไฮโซ ชุดอาหารเย็น 3 คอร์สที่ไวท์ โอเว่น และสปา 60 นาที ที่โซ สปา ราคาเริ่มต้น 5,400 บาท/ ห้อง/คืน จอง และเข้าพักได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. – 31 มี.ค. 2559

 

บึงกาฬหลากวิถี บัวชมพู สะดุ้ง เกลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 14:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/413269

บึงกาฬหลากวิถี บัวชมพู สะดุ้ง เกลือ

โดย…จำลอง บุญสอง

เรารู้จักบึงกาฬในฐานะจังหวัดใหม่ล่าสุดแต่ยังไม่คุ้นเคย ถ้าโฟกัสไปที่ธรรมชาติ บึงกาฬเป็นจังหวัดที่มีบึงหรือพื้นที่ชุ่มน้ำมากที่สุดในประเทศไทย และมีภูเขาหินทรายสวยงามหลายต่อหลายแห่ง ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.อีสาน) กับสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ โดย รัชตะ สำราญชลารักษ์ ร่วมกันโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้เป็นจุดขาย ยกตัวอย่าง ภูสิงห์ ที่นักท่องเที่ยวแห่กันไปชูมือบนหลังหินวาฬ หรือน้ำตกภูถ้ำพระที่ใครต่อใครก็อยากไปชมความอลังการของม่านน้ำตกและลานหิน ทว่าวิถีชีวิตคนบึงกาฬก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอย่าง 3 แห่งที่จะกล่าวถึงนี้

บึงบัวชมพู บ้านดอนหญ้านาง

แห่งแรกคือ บึงบัวชมพู บ้านดอนหญ้านาง ที่นี่ชาวบ้านไม่อยากเรียกบัวว่า บัวแดง เหมือนทะเลบัวแดงที่อื่น เพราะเขาอยากมีเอกลักษณ์ ซึ่งเรื่องนี้ผมว่าใครจะเรียกบัวสีอะไรมันก็แค่ชื่อ เพราะมันคือบัวสายสีชมพูเข้มแบบเดียวกันนั่นเอง อย่างวันก่อนโน้นบัวแดงอยู่ที่บึงบอระเพ็ดก็เรียกว่าทะเลบัวแดงบึงบอระเพ็ด ต่อมาเจออีกแห่งที่ทะเลน้อย จ.พัทลุง และที่ฮือฮาที่สุดน่าจะเป็นทะเลบัวแดงหนองหานกุมภวาปี จ.อุดรธานี ที่ใหญ่ถึง 22,500 ไร่ แต่บัวแดงก็ยังมีอีกหลายแห่ง ทั้งวังบัวแดงของหนองคาย บางซอกหลืบของโคราช รวมถึงบึงกาฬที่บ้านดอนหญ้านาง อ.พรเจริญ

เครื่องสูบน้ำเกลือจากลำน้ำสงคราม

 

แม้ว่าบึงบัวชมพูบ้านดอนหญ้านางจะมีพื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก และน้ำในบึงลึกไม่เหมาะกับการเติบโตของบัวสาย แต่ด้วยพื้นที่ที่มีลำน้ำสงครามท่วมถึงทำให้พัดพาปุ๋ยมาทุกปี บึงแห่งนี้จึงผลิตบัวแดงดอกใหญ่สีสวยสด และยัง “สด” มาก เพราะมีนักท่องเที่ยวจำนวนน้อยนักที่รู้จักทำให้มีบรรยากาศล่องเรือถ่ายรูปเงียบๆ

ผมเองก็มาช้ากว่าคนอื่นเป็นปี หลังจากรู้ข่าวจาก ททท.อีสาน ก็รีบตื่นมาดูบัวบาน แม้ว่าตอนเช้าจะเจอฝนหลงฤดูจนออกไปถ่ายรูปไม่ได้ แต่ตกสายพระอาทิตย์ไล่เมฆ เลยได้ภาพดอกบัวชุ่มฉ่ำ มีเม็ดฝนเกาะตามกลีบใบดูชุ่มชื้น หลังจากนี้ใครไปภูสิงห์หรือเที่ยวบึงกาฬก็ทราบโดยทั่วกันแล้วว่ายังมีบึงบัวให้ถ่ายรูปสวยๆ ได้ไม่แพ้อุดรฯ

ดอกใหญ่อุดมสมบูรณ์

 

เกลือสินเธาว์ บ้านท่าสะอาด

ลำน้ำสงครามยังพบวิถีที่น่าสนใจในอีกอำเภอ คือ การทำเกลือสินเธาว์บ้านท่าสะอาด อ.เซกา ข้อมูลจากวารสาร Journal of Mekong Societies หัวข้อ บ่อหัวแฮด : เกลือกับชุมชนในลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง โดย บำเพ็ญ ไชยรักษ์ บันทึกไว้ว่า ภาคอีสานเคยเป็นทะเลหรือมีน้ำทะเลรุกเข้ามาก่อนแผ่นดินจะยกตัวขึ้นปรากฏแอ่งเกลือขนาดใหญ่ 2 แอ่ง คือ แอ่งสกลนคร และแอ่งโคราช ซึ่งลุ่มน้ำสงครามตั้งอยู่ในแอ่งสกลนคร ทำให้ชาวบ้านตั้งแต่ 100 ปีที่แล้วต้มเกลือขาย โดยใช้น้ำเค็มใต้ดินที่อยู่ใต้น้ำอีกทีขึ้นมาต้มด้วยฟืน และใช้เป็นสินค้าแลกเปลี่ยนระหว่างชาวบ้านฝั่งแม่น้ำสงครามและแม่น้ำโขง

ตั้งแต่อดีตชาวบ้านได้ขุดบ่อน้ำบาดาลลึก 30-50 เมตร จำนวน 2 บ่อเพื่อใช้ร่วมกัน คนต้มเกลือมีสิทธิสูบมาใช้ต้มเกลือและต้องจ่ายเงินภาษีให้กับเทศบาลตำบลท่าสะอาด แต่ละวันจะผลัดเปลี่ยนกันสูบน้ำเกลือไปเก็บไว้ในบ่อพัก จากนั้นนำไปต้มในเตาต้มเกลือ เตาสร้างด้วยอิฐโบกปูนทรงสี่เหลี่ยมขุดลึกลงไปในดินและมีขอบพ้นผิวดินเล็กน้อย ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะต้มประมาณ 8-10 ชั่วโมง ได้เกลือวันละ 1,200 กิโลกรัม เตาหนึ่งตักได้สองครั้งคือ เช้าและกลางคืน

ต้มเกลือจากใต้ดินใต้ลำน้ำสงคราม

 

ชาวบ้านจะเริ่มต้มในเดือน พ.ย.ของทุกปี จนกระทั่งฝนตกอีกครั้งประมาณต้นเดือน พ.ค. หรือ ก.ค. ซึ่งราคาเกลือจะขายได้ราคาดีในฤดูฝนประมาณตันละ 2,500 บาท นอกจากนี้ความพิเศษของบ้านท่าสะอาดยังเป็นบ่อเกลือสินเธาว์ใต้น้ำแห่งเดียวของไทย ไม่เหมือนกับเกลือใต้ดินของอีสานที่มีหลายแห่งตั้งแต่โคราชถึงอุดรฯ

สะดุ้ง บ้านหัวแฮด

อำเภอเดียวกัน ลำน้ำเดียวกัน ยังมีเรื่องราวของวิถีคนริมน้ำสงครามอีกเรื่องกับวิถียกยอ หรือยกสะดุ้งของบ้านหัวแฮด อ.เซกา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าที่นี่คือเมืองหลวงของการยกยอก็ไม่เยินยอเกินไป เพราะมีสะดุ้งใหญ่มากมายทำงานทั้งปี

ท่อลำเลียงน้ำเกลือ

 

ตามลักษณะภูมิศาสตร์ของลำน้ำสงครามที่ไหลต่อมาจากลำน้ำโขง ทำให้ระหว่างทางเกิดพื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ ห้วยหัวแฮด แหล่งทำมาหากินของชาวบ้านโดยเฉพาะการจับปลา ชาวบ้านจะนำไปทำเป็นปลาแดดเดียว ปลาส้ม ปลาร้า ผมไปลองมาแล้วรับรองได้ว่าสดและอร่อยจริงๆ โดยเฉพาะส้มตำปลาร้าที่ใครเคยกินที่ไหนแล้วบอกอร่อยที่สุด อยากให้มาชิมที่บ้านหัวแฮด รับรองจะเปลี่ยนใจมาซบครกที่นี่เหมือนผม

ตามแคมเปญ “ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร” ของ ททท. ถ้าพูดถึงวิถีบึงกาฬว่า ไม่เหมือนใคร นี่เป็นเรื่องจริง แต่จะเก๋ไก๋หรือไม่ คงเป็นเรื่องมุมมอง ถ้าคำว่าเก๋หมายความถึงการได้เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยเห็น การได้พูดคุยกับชาวบ้านที่ไม่เคยรู้จัก หรือการได้สัมผัสทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ของสถานที่แห่งนั้นแบบให้เวลากับมัน ทั้ง 3 วิถีริมลำน้ำสงครามน่าจะเป็นความเก๋ที่เก๋ไก๋สุดในบึงกาฬ

เก็บเกลือที่ต้มได้ใส่ถุงรอส่งขาย

 

กระต๊อบสำหรับยกสะดุ้ง เจ้าของมานอนเพื่อยกตอนกลางคืน

 

สมฤดี ผอ.ททท.อีสาน ดูวิธีต้มเกลือ

 

ห้วยหัวแฮดแหล่งสะดุ้งของบึงกาฬ

 

สำรวจแหล่งท่องเที่ยวใหม่บึงบัวชมพูบ้านดอน หญ้านาง

 

ปั่นไปชิลไป Bike@Prom

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/412776

ปั่นไปชิลไป Bike@Prom

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ : พรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์

ช่วงนี้อากาศหนาวเย็นมาเยือนอีกแล้ว ทางภาคเหนือและอีสานตอนบนต้องบอกว่าอากาศหนาวเหน็บกันเลยทีเดียว ถ้าอย่างนั้นจะชวนไปปั่นจักรยานท้าอากาศเย็น ฝ่าลมหนาวกันที่ จ.เชียงใหม่ รับรองว่าฟินแน่นอน เพราะอากาศที่นั่น “ดี๊ดี” สดชื่น บริสุทธิ์ เย็นสบาย ปั่นไปชิลไป

ใน จ.เชียงใหม่ การปั่นจักรยานก็เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอด เนื่องด้วยภูมิอากาศที่เย็นสบายตลอดปี และมีภูมิประเทศที่สวยงาม เชียงใหม่ในวันนี้ มีชมรมและกลุ่มคนที่รักการปั่นจักรยานเพิ่มขึ้นมากมาย ร้านค้าที่รองรับการเติบโตของกิจกรรมเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งเรามักจะเห็นภาพคนปั่นจักรยานในเส้นทางต่างๆ ของจังหวัดอยู่เสมอ

 

สถานที่ปั่นจักรยานที่อยากแนะนำของเชียงใหม่เวลานี้ ก็คือ ศูนย์การค้าพรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์การค้าที่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรกับกิจกรรมสำหรับคนรักสุขภาพทุกรูปแบบ โดยจะมีเส้นทางปั่นจักรยานรอบๆ ศูนย์การค้า เรียกว่า Bike@Prom

ขณะเดียวกัน ศูนย์การค้าแห่งนี้ยังให้การสนับสนุนกิจกรรม การแข่งขันจักรยานชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รายการ Tour de Chiangmai ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นรายการปั่นจักรยานประเภททางไกลชิงถ้วยพระราชทานครั้งแรกของเชียงใหม่ โดยมีนักปั่นเข้าร่วมแข่งขันกว่า 500 คน เมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีจุดสตาร์ทและสิ้นสุดการแข่งขันที่ศูนย์หารค้า

 

เชียร์ คว้อนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการ ศูนย์การค้าพรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ กล่าวถึงที่มาของการเปิดไบค์ซิเคิลเลนบริเวณรอบศูนย์การค้า ว่า ศูนย์การค้าพรอมเมนาดาฯ ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

“สำหรับกิจกรรมการปั่นจักรยาน ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและสร้างประโยชน์มากมายให้กับนักปั่น พรอมเมนาดาฯ เองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้ออกแบบเส้นทางจักรยาน หรือไบค์ซิเคิลเลน บริเวณรอบศูนย์การค้า ระยะทางกว่า 1.2 กิโลเมตร เพื่อให้เป็นศูนย์การค้าที่เป็นมิตรกับการปั่นจักรยาน (Bicycle Friendly Mall)

 

ทุกคนสามารถนำจักรยานมาปั่นท่ามกลางทัศนียภาพอันสวยงาม แวดล้อมด้วยธรรมชาติ และภูมิสถาปัตย์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างกลมกลืน เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการกระตุ้นให้เกิดการปั่นจักรยานอันเป็นกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งยังเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวและในกลุ่มนักปั่นอีกด้วย”

เส้นทางปั่น Bike@Prom มีระยะทางรวม 1.2 กิโลเมตร โดยนักปั่นทุกท่านสามารถนำจักรยานเข้ามาปั่นได้อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ ด้วยบรรยากาศบริเวณรอบๆ ห้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มีสระน้ำและทุ่งนาจำลองบริเวณด้านหน้า อีกทั้งยังมีร้านอาหารให้เลือกหลากหลาย รวมถึงบริการอื่นๆ ของศูนย์การค้า

 

เส้นทางปั่นจักรยานของห้างพรอมเมนาดาฯ จึงเป็นเส้นทางปั่นจักรยานที่ครบครันทั้งในเรื่องของบรรยากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เหมาะสำหรับนักปั่นทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ครอบครัวนักปั่นสามารถพักผ่อนได้ที่บริเวณลาน Amphitheater ด้านหน้าอาคารบีได้อีกด้วย

 

ฝันดีมีคลาส ดรีม ภูเก็ต โฮเต็ล แอนด์ สปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411908

ฝันดีมีคลาส ดรีม ภูเก็ต โฮเต็ล แอนด์ สปา

โดย…วนิชชา ตาลสถิตย์

โรงแรมริมชายหาดบางเทา หรูหราระดับห้าดาวที่ ดรีม ภูเก็ต โฮเต็ล แอนด์ สปา (Dream Phuket Hotel and Spa) โรงแรมน้องใหม่ที่เปิดตัวได้ไม่นาน มาพร้อมคอนเซ็ปต์รักษ์โลกและดีไซน์สุดชิก

ดรีม ภูเก็ต โฮเต็ล แอนด์ สปา มีห้องพัก 174 ห้อง เริ่มต้นที่ห้องดีลักซ์ มีให้เลือกทั้งบนตึกและริมสระน้ำด้วยห้องขนาด 35 ตร.ม. ยกระดับขึ้นอีกขั้นกับห้องสวีท มีทั้งห้องพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ห้องริมสระว่ายน้ำใหญ่พร้อมศาลาอาบน้ำส่วนตัว และห้องบนดาดฟ้าที่ให้ความเป็นส่วนตัวเต็มที่ และประเภทสุดท้ายที่หรูหราสุดคือ เอ็กเซ็กคลูทีฟ พูล วิลล่า ประหนึ่งบ้านพักตากอากาศ มีสระว่ายน้ำ และพื้นที่เอกเขนกให้คุณใช้เวลาทั้งวันกับคนรู้ใจโดยที่ไม่ต้องออกนอกห้อง

 

นอกจากนี้ ตัวอาคารถูกออกแบบโดยคำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องระบบถ่ายเทอากาศภายในตัวอาคาร ระบบกักเก็บและระบบกรองน้ำฝนให้เป็นน้ำสะอาดบนดาดฟ้า แปลงปลูกหญ้าบนหลังคาเพื่อลดความร้อน รวมถึงการทำระเบียงและกำแพงแบบกรีนวอลล์หรือกำแพงใบไม้สีเขียวเพื่อลดความร้อนในตัวอาคาร และสร้างร่มเงาธรรมชาติแก่ผู้ใช้บริการ โดยโรงแรมได้รับรางวัลด้านดีไซน์ดีเด่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (New Hotel Construction and Design Thailand) จากเดอะ เพรสทิจ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮเต็ล อะวอร์ด เอเชีย แปซิฟิก

สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในโรงแรมประกอบด้วย ร้านอาหารทริโลจี เสิร์ฟอาหารจากเชฟระดับมิชลินสตาร์ พูลบาร์ บาร์ริมสระว่ายน้ำที่แขกสามารถว่ายน้ำไปสั่งเครื่องดื่มได้ทันที อินดัลจ์ เลานจ์หรูหราที่โอ่อ่าไปด้วยเครื่องหนังสุดคลาสสิกและเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่สไตล์อังกฤษ แซงชัวรี่ สปาระดับไฮเอนด์ที่เน้นทฤษฎีธาตุทั้ง 5 บาร์บนดาดฟ้าที่สามารถชมวิวพระอาทิตย์ตกได้สวยที่สุด และดรีมบีช บีชคลับที่สร้างสีสันและชีวิตชีวาให้หาดลายัน ห่างจากตัวรีสอร์ทไป 5 นาที

 

โรงแรมจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน ก.พ. (หลังจากให้บริการไปแล้วเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา) ภายใต้ความร่วมมือของคาสเซิลวู๊ดกรุ๊ป บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากสิงคโปร์ และบริษัท เดบิวท์ โฮเต็ล กรุ๊ป บริษัทรับบริหารจัดการโรงแรมจากสหรัฐอเมริกา ที่ครั้งนี้ได้พัฒนาแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่าง ดรีม โฮเต็ล ให้เป็นโรงแรมระดับไฮเอนด์ครั้งแรก โดยในประเทศไทยมี ดรีม โฮเต็ล 2 แห่ง ที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต และในอนาคตมีเป้าหมายที่จะเปิดโรงแรมอีก 20 แห่ง ภายใน 10 ปีข้างหน้า

Price : ห้องดีลักซ์ราคาเริ่มต้นที่ 7,600 บ. ห้องสวีท 10,500 บ. และวิลลา 28,500 บ.

Place : ริมชายหาดบางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โทร. 076-609-888 เว็บไซต์ www.dreamhotels.com/phuket

Promotion : ซื้อเครื่องดื่มราคาพิเศษกับโปรฯ ซันเซ็ท แฮปปี้ อาว บนบาร์บนดาดฟ้า ทุกวัน เวลา 17.00 – 19.00 น.

 

 

ข้าว พิธีกรรม ยุคอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411907

ข้าว พิธีกรรม ยุคอุตสาหกรรม

โดย…จำลอง บุญสอง

แม้นในโลกจะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ปฏิวัติทางการเมืองไปอย่างไรก็ตาม “ข้าว” ก็ยังเป็นสิ่งเดียวในโลกที่เป็นสิ่งจำเป็นของทุกยุค

ในยุคระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง มนุษย์จมอยู่กับความหวาดกลัวธรรมชาติ พวกเขาต้องอยู่อย่าง “จำนน” และ “อ้อนวอน” ในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าอยู่เหนือธรรมชาติ จนนำมาซึ่งประเพณีแห่งการอ้อนวอนร้องขอมากมาย รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวกับ “ข้าว” นับตั้งแต่ก่อนปลูก ไปเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยวไปแล้ว แต่เมื่อวิทยาการทางวิทยาศาสตร์เฟื่องฟู โลกก็ก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงถูกเปลี่ยนเป็นทุนนิยม ความเชื่อดั้งเดิมถูกทำลายลงด้วยความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้ทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เพราะคนที่มีความคิดแบบจิตนิยมยังมีซ่อนลึกอยู่ในจิตใจมนุษย์ เมื่อประสบความทุกข์ที่หาทางออกแบบวิทยาศาสตร์ไม่ได้

ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่ความเชื่อแบบในยุคพึ่งฟ้าพึ่งฝนยังคงดำรงอยู่ ส่วนต่างๆ ของโลก โดยเฉพาะในโลกที่ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ถูกสถาปนาขึ้นในใจคน และประเทศที่การพัฒนาทางการเมืองยังอยู่ในขั้นด้อยและกำลังพัฒนาก็ยังมีความเชื่อเช่นนี้

 

ประเพณีที่เกี่ยวกับข้าวในบ้านเรากระจุกอยู่แถบอีสาน อาจเป็นเพราะอีสานเป็นอู่ข้าว ทว่าไม่ใช่อู่น้ำ ชาวบ้านจึงต้องพึ่งพาเทวดามอบน้ำฟ้าเลี้ยงข้าวยามแล้ง เริ่มตั้งแต่ประเพณีขอฝนจากพญาแถนด้วยการจุดบั้งไฟ ประเพณีบุญบั้งไฟ มีขึ้นช่วงเดือน พ.ค. ก่อนฟ้าจะเข้าเมฆฝนอย่างเป็นทางการ และก่อนชาวบ้านจะดำกล้าลงดินชาวยโสธรจะจัดงานบุญบั้งไฟ ส่งสัญญาณให้พญาแถนบันดาลฝน เช่นเดียวกับที่ จ.ร้อยเอ็ด มี ประเพณีบั้งไฟตะไลล้าน ตามความเชื่อเดียวกัน แต่วิธีทำวัสดุขอฝนต่างกัน ที่ร้อยเอ็ดจะใช้การสานไม้ไผ่เป็นวงกลม เวลาจุดจะหมุนติ้วสู่ท้องฟ้า

พญาแถนยังเป็นที่มาของเรื่องเล่า พญาคันคาก หรือพญาคางคก ที่เชื่อว่าพญาคางคกรบชนะพญาแถน จึงออกคำสั่งว่าถ้ามนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อใด พญาแถนต้องสั่งให้ฝนตกลงมาเมื่อนั้น ทำให้ชาวยโสธรสร้าง พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก ริมแม่น้ำทวน บอกเล่าความเชื่อเรื่องบุญบั้งไฟและนิทรรศการเกี่ยวกับคางคก

นอกจากนี้ ประเพณีผีตาโขน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่แยกย่อยออกมาจากงานบุญบั้งไฟ จัดขึ้นในเดือน มิ.ย. ที่วัดโพนชัย อ.ด่านซ้าย จ.เลย เป็นงานบุญเพื่อน้อมรำลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังเชื่อกันว่าเป็นกิจกรรมขอฝนลักษณะเดียวกับที่วัดโพธิ์ศรี บ้านนาซ่าว อ.เชียงคาน จ.เลย มีงาน ประเพณีผีขนน้ำ ชาวบ้านจะแต่งชุดผีขนเพื่อขอฟ้าขอฝน และรำลึกถึงผีบรรพบุรุษ รวมถึงผีวัวควายที่ช่วยทำนา

ใส่บาตรหน้าปราสาทรวงข้าว

 

จากนั้นในเดือน ส.ค. ก็มีงานประเพณีเกี่ยวกับข้าวเช่นกัน แต่ไม่เกี่ยวกับการทำนาคือ บุญข้าวประดับดิน มีขึ้นตามวัดต่างๆ ในภาคอีสาน โดยชาวบ้านจะนำข้าวปลาอาหารคาวหวาน ผลไม้ หมากพลู มาห่อในใบตอง แล้วนำไปวางตามโคนต้นไม้ใหญ่หรือตามพื้นดินรอบๆ เจดีย์หรือโบสถ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับและให้ทานแก่วิญญาณยากไร้

หลังจากชาวอีสานระดมความเชื่อจัดงานบุญขอฝนกันพัลวัน ก็ถึงเวลาแยกย้ายไปทำนา รอกระทั่งวันข้าวออกรวงและเก็บเกี่ยว พวกเขาจะกลับมาร่วมงานบุญกันอีกครั้งในเดือน ม.ค. ชาวอำนาจเจริญมี ประเพณีบุญคูณลาน คำว่า ลาน หมายถึง สถานที่นวดข้าว คูณ หมายถึง การทำให้เพิ่มขึ้น ดังนั้นประเพณีนี้จึงมีความหมายถึงการนำข้าวที่นวดแล้วมากองขึ้นให้สูง ปกติชาวบ้านจะทำไม่พร้อมกันขึ้นอยู่กับการเก็บเกี่ยว หากมีการขนข้าวเข้ายุ้งเมื่อใดก็ถือเอาวันนั้นเป็นวันทำบุญคูณลาน ทำร่วมกันในครอบครัวและสมาชิกชุมชน มีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ และการประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในลาน

ปราสาทรวงข้าวที่สวนลุมพินี

 

ชาวกาฬสินธุ์ก็มีเช่นกันชื่อว่า บุญบายศรีสู่ขวัญข้าวคูณลาน สิ่งสำคัญของประเพณีนี้คือ ปราสาทรวงข้าว ด้วยชาวบ้านจะนำรวงข้าวมามัดทำเป็นปราสาท แล้วนำข้าวเปลือกมาเทกองรวมกัน เมื่อเสร็จพิธีบุญบายศรีสู่ขวัญข้าวแล้วจะนำข้าวเหล่านั้นไปแจกคนยากจนในหมู่บ้าน จากนั้นงานบุญขอฝนก็จะเวียนกลับมาเป็นแบบนี้ปีแล้วปีเล่า ล้อไปกับชีวิตจริงของชาวนาแห่งดินแดนที่ราบสูง

ทั้งหลายทั้งปวงเป็นพิธีที่เกี่ยวข้องกับเทวดาฟ้าดินผสมผสานกับเปลือกของพุทธศาสนาจนกลายมาเป็นประเพณีแบบโบราณ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคทุนนิยม เพื่อไม่ให้ประเพณีดังกล่าวสูญหายไป จึงมีการประยุกต์ประเพณีเก่าแก่ให้กลายเป็นงานที่สามารถขายการท่องเที่ยวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อย่างที่เพิ่งผ่านไปกับเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2559 ที่สวนลุมพินี แต่ละภาคยกประเพณีท้องถิ่นมานำเสนอ ที่เป็นไฮไลต์ต้องยกให้ปราสาทรวงข้าวจากกาฬสินธุ์ ที่แม้จะย่อส่วนลงมาให้เป็นตัวอย่าง แต่ก็ทำให้คนเมืองใหญ่เห็นความเชื่อแบบดั้งเดิมของคนในเมืองพอเพียง อันเป็นการตอกย้ำว่า แม้นในโลกจะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ปฏิวัติทางการเมืองไปอย่างไรก็ตาม “ข้าว” ก็ยังเป็นสิ่งเดียวในโลกที่เป็นสิ่งจำเป็นของทุกยุค

ขบวนแห่พญาคันคาก

 

ร่ายรำหน้าบั้งไฟก่อนทำการแห่ผีขนน้ำ จ.เลย

 

พญาคางคกกับพญานาคที่ลำเซบาย

 

การจุดบั้งไฟขอฝนที่ร้อยเอ็ด

 

พานบายศรีในงานบุญคูณลานสู่ขวัญข้าว

 

ยอดเจดีย์ปราสาทของจริงที่กาฬสินธุ์

 

ขนาดของปราสาทรวงข้าว

 

การดำนาในยุคเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการทำนาแบบขอแรงหรือเอาแรงกันทำนา

 

ร่วมทำบุญด้วยการเทข้าวในงานปราสาทรวงข้าวเพื่อนำไปแจกคนยากจน

 

ไหว้พระ เก้าวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 18:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411581

ไหว้พระ เก้าวัด

โดย…วิทยา เคหสุขเจริญ

ขึ้นปีใหม่มา เก็บตกใต้อาน… นิทานหลังเบาะ… ก็อยากจะเริ่มต้นปีด้วยกิจกรรมที่เป็นสิริมงคล นอกจากแก้ชงตามที่ถูกขู่ไว้แล้วก็นึกถึงการไหว้พระเก้าวัดให้มีความก้าวหน้าไปตลอดทั้งปี ที่จริงวัดในบ้านเรานั้นมีมากมาย การจะเลือกไปวัดใดก็แล้วแต่แนวคิดของแต่ละคน บ้างก็ใช้การเดินทางเป็นแกนหลัก อย่างล่องเรือไหว้พระเก้าวัดก็จะเป็นวัดที่อยู่ริมน้ำทั้งสิ้น ส่วนของเราเอาตามที่ ททท.ส่งเสริมไว้ เป็นไหว้พระเก้าวัดพระอารามหลวง ซึ่งจะมีวัดดังนี้

วัดสระเกศ วัดสุทัศน์ วัดพระแก้ว วัดบวรนิเวศ วัดชนะสงคราม วัดโพธิ์ วัดกัลยาณมิตร วัดอรุณฯ และวัดระฆัง

สำหรับคนที่ขับรถส่วนตัวเมื่อเห็นรายชื่อวัดทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเกาะรัตนโกสินทร์และโดยรอบ แค่คิดถึงเรื่องการหาที่จอดรถก็แทบถอดใจโดยพลัน ครั้นจะใช้บริการแท็กซี่ ค่ารถก็คงจะหลายร้อยบาท แถมอาจจะถูกแท็กซี่ปฏิเสธมากกว่า 9 ครั้งในวันเดียว เดี๋ยวจะกลายเป็นลางไม่ดีไปเสียอีก อย่ากระนั้นเลย สองเท้าเราก็มี แต่แทนที่เราจะก้าวเดิน เราก็ขี่เจ้าสองล้อไปไหว้พระเก้าวัดกันแทน

 

เราได้ปรับเปลี่ยนรายชื่อวัดเล็กน้อย เนื่องจากวัดพระแก้วนั้นเป็นที่รู้กันว่าหลังเก้าโมงเช้าไปแล้วจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมหาศาลเกินกว่าที่เราจะเบียดเสียดเข้าไปได้ อีกทั้งชุดปั่นจักรยานก็อาจจะดูไม่เหมาะกับเขตพระราชฐาน เราจึงเพิ่มพระพุทธสิหิงค์ซึ่งอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเข้าไปแทน แล้ววัดพระแก้วเราก็ตั้งจิตอธิษฐานไหว้แต่เพียงภายนอก

เรานัดรวมพลที่ลานจอดรถวัดโสมนัสแต่เช้าตรู่ โดยเริ่มปั่นไปตามถนนราชดำเนินนอกไปยังวัดสระเกศเป็นวัดแรก จากนั้นก็เข้าราชดำเนินกลางผ่านโลหะปราสาทเพื่อไปวัดสุทัศน์เป็นวัดที่ 2 แต่มาถึงแถวย่านนี้ทั้งซอยโบสถ์พราหมณ์ ถนนมหรรณพ ถนนดินสอ เป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องอาหารอร่อย เรียกว่าเดินดุ่มๆ เข้าไปสิบร้าน มากกว่าเจ็ดร้านอร่อยแน่นอน เช้านี้เราจึงเลือกเย็นตาโฟหลังโบสถ์พราหมณ์เจ้าดังเป็นอาหารเช้า ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ

 

หลังจากวัดสุทัศน์เราปั่นชมตึกเก่าแพร่งนรา ไปหลังกระทรวงกลาโหม ไหว้วัดพระแก้ว (จากด้านนอก) แล้วข้ามสนามหลวง ไปกราบพระพุทธสิหิงค์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถือเป็นวัดที่ 3 จากนั้นปั่นเข้าไปทางเดินเลียบแม่น้ำจากใต้สะพานปิ่นเกล้าไปออกสวนสันติชัยปราการ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทางด้วยจักรยาน คือการผสมผสานระหว่างการเดินเท้ากับการสัญจรด้วยรถ ในจุดที่ต้องการทำความเร็วเราใช้ถนนในการเดินทาง แต่เวลาต้องการละเมียดละไม ตรอกเล็กซอยน้อยจะมีรายละเอียดรอเราไปเก็บอีกมาก และเมื่อต้องข้ามทางแยก โดยเฉพาะเมื่อต้องเลี้ยวขวา แทนที่จะวัดดวงเสี่ยงเปลี่ยนเลนชิดขวาไปรอเลี้ยว เราก็รอข้ามทางม้าลายเหมือนคนเดินถนน เท่านี้ก็สามารถทำให้การเดินทางโดยจักรยานมีความปลอดภัยสำหรับทุกคน

เราไล่เรียงไปจากวัดบวรนิเวศ ไปวัดชนะสงคราม แล้วออกถนนเจ้าฟ้าย้อนกลับมาวัดโพธิ์ พักดื่มน้ำจิบกาแฟชมวิววัดอรุณสักแป๊บ ก่อนออกปากคลองตลาด เข้าซอยตลาดยอดพิมานไปข้ามสะพานพุทธ ปั่นไปตามทางเดินเลียบแม่น้ำอีกฝั่งไปแวะเยี่ยมชมโบสถ์ซางตาครู้สกับไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่ศาลเจ้าเกียนอันเกง ก่อนเข้ากราบหลวงพ่อโตวัดกัลยาณมิตร จากนั้นปั่นออกถนนอรุณอัมรินทร์มาวัดอรุณราชวรารามฯ แล้วก็ไปจบที่วัดระฆังโฆสิตารามฯ

 

ขากลับเราข้ามเรือท่าวัดระฆังมายังท่าช้าง แล้วปั่นกลับทางถนนพระสุเมรุลัดเลาะออกใต้สะพานพระราม 8 กลับสู่วัดโสมนัสโดยสวัสดิภาพ

หลายคนคงมีคำถามว่า ไหว้พระเก้าวัดแล้วได้อะไร สำหรับผมซึ่งปกติไม่ได้เป็นคนธรรมะธัมโมแต่อย่างใด สวดมนต์ก็ได้แค่บทอะระหังสัมมาฯ แต่การได้เข้ากราบพระประธานของแต่ละวัด ได้เห็นพุทธศิลป์ที่งดงาม ได้เห็นถึงศรัทธาของผู้คนที่มีต่อพระพุทธศาสนา ได้อนุโมทนาบุญผู้สร้าง เพียงเท่านี้ก็รู้สึกเย็นในจิต สงบในใจ เหมือนเป็นการเซตศูนย์ ไม่ว่าปีก่อนผ่านอะไรมาปีใหม่จะกังวัลใจอะไร กดเซตศูนย์ลบความยุ่งเหยิงทั้งหมดกลับสู่จุดเริ่มต้นใหม่ เพื่อก้าวเดินต่อไปอย่างมีสติ

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ

 

ปั่นตามรอยพ่อ ที่บ้านพุสวรรค์ แก่งกระจาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411574

ปั่นตามรอยพ่อ ที่บ้านพุสวรรค์ แก่งกระจาน

โดย…สมแขก ภาพ : Bkkwheels

นอกจากไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และเดินทางสะดวกสบายแล้ว จ.เพชรบุรี ยังมีพร้อมทั้งเส้นทางธรรมชาติที่สวยงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และมีโครงการตามพระราชดำริกระจายตัวอยู่มากมายทั่วจังหวัดให้คนที่สนใจแวะเวียนไปศึกษา

Let’s Bike จะพาไปปั่นสำรวจเส้นทางตามรอยพ่อที่โครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเส้นทางแก่งกระจาน-พุสวรรค์ เพื่อไปยังอ่างเก็บน้ำพุสวรรค์ ที่เปิดให้ประชาชนใช้ประโยชน์ตั้งแต่ปี 2528 ซึ่งระยะทางที่จะปั่นในครั้งนี้รวมแล้ว 56 กม.

ปริพัตร บูรณสิน ผู้นำการปั่นสำรวจเส้นทางครั้งนี้บอกถึงความพิเศษของเส้นทางพุสวรรค์ว่า เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายสำหรับนักปั่นทั้งมือใหม่และขาแรง เนื่องจากมีทั้งทางเรียบ และเนินสูงเนินต่ำเป็นระยะ เพื่อทดสอบสมรรถนะของจักรยานและนักปั่น “ถนนระหว่างแก่งกระจานไปสู่ ต.พุสวรรค์ ในมุมมองของนักปั่นเป็นเส้นทางที่ดีมากเส้นหนึ่ง มีรถวิ่งน้อยและแทบไม่มีอุปสรรคเรื่องถนนเลย ความเรียบของถนนจะทำให้การปั่นสนุกมากขึ้น โดยเฉพาะนักปั่นที่ต้องการซ้อมเพื่อแข่งขันที่นี่มีครบเพราะมีทั้งเนินและทางเรียบ แต่สำหรับนักปั่นที่มาเป็นครอบครัวก็สามารถปั่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สามารถขับรถมาพักผ่อนแล้วปั่นชมเส้นทางในวันหยุดได้”

ปริพัตร บอกถึงจุดเด่นของเส้นทางแก่งกระจาน-พุสวรรค์ ว่า พื้นที่และชุมชนแถบนี้เป็นพื้นที่พิเศษ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่พระราชาได้พระราชทานองค์ความรู้ไว้ให้ “จากพื้นที่แห้งแล้งเมื่อ 30 ปีก่อน หลังจากมีอ่างเก็บน้ำพุสวรรค์ และชาวบ้านได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ด้านการบริหารทรัพยากรในชุมชน จนทำให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นจึงถือว่าชุมชนพุสวรรค์และพื้นที่ใกล้เคียงจึงยังคงบริสุทธิ์อยู่มาก นอกจากนี้ผู้คนก็น่ารัก เชื่อว่าหากเปิดเส้นทางนี้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วยจักรยาน จะได้รับความนิยมจากนักปั่นมากทีเดียว”

“ระยะทางถนนลาดยางมาสู่ชุมชนร่มรื่นด้วยต้นไม้ ผ่านทุ่งนาสลับกับต้นตาลที่ได้รับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำพุสวรรค์อยู่เป็นระยะ ทำให้การปั่นรื่นรมย์และน่ามอง เมื่อเข้าสู่หมู่บ้านก็มีจุดพักรถพอสมควร แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงถ้าหากเส้นทางนี้เปิดให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานจริงๆ ก็คือการดูแลรักษาบรรยากาศให้ชุมชนยังบริสุทธิ์เช่นเดิม รวมทั้งนักปั่นต้องช่วยกันรักษาความสะอาดให้กับชุมชนด้วย”

เนื่องจากระยะทางไป-กลับ 56 กม. มีเนินทดสอบพละกำลังอยู่เป็นระยะๆ สำหรับนักปั่นหน้าใหม่ ปริพัตร แนะนำเคล็ดลับการปั่นขึ้นเนินให้ตลอดรอดฝั่งว่า “นักปั่นหน้าใหม่ที่เพิ่งเจอเนิน สิ่งที่ต้องระวัง คือ อย่างแรกอย่ามองไกลถึงยอดเนิน เพราะเดี๋ยวเราจะถอดใจ ให้มองข้างหน้าแค่ 2 เมตรข้างหน้า อยู่กับปัจจุบัน สอง ไม่ควรรีบซอยขาเพื่อให้ไปถึงยอดเร็วๆ เพราะอัตราการเต้นของหัวใจจะเร็วขึ้น แล้วเราจะควบคุมไม่ได้ แนะนำให้ปั่นช้าๆ แต่ให้แรงกดที่เท้าคงที่ในความเร็วสม่ำเสมอ ให้รถเคลื่อนตัวตลอดค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเกียร์เบาเมื่อรู้สึกว่าขาเราปั่นไม่ไหว ส่วนวิธีการควบคุมการหายใจทำง่ายๆ ด้วยการหายใจเข้าให้สุดปอดแล้วนับ หนึ่ง สอง สาม จากนั้นค่อยๆ เป่าลมหายใจออกทางปาก เท่านี้ก็จะทำให้เราปั่นนานปั่นทน” ปริพัตร แนะนำ

 

วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค ไตรกีฬา ท้าคนแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2559 เวลา 17:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/411135

วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค ไตรกีฬา ท้าคนแกร่ง

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค

ครั้งแรกในโลกที่คนเล่นไตรกีฬาจะมีสนามซ้อมอย่างปลอดภัยที่ วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค (VSANO Adventure Park) ต.คลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ที่ถูกออกแบบจากประสบการณ์ตรงของ เกียรตินิยม ทีปประสาน คนเล่นไตรกีฬาและคนไทยคนแรก ที่ควอลิฟายไปแข่งในสนามชิงแชมป์โลก

เกียรตินิยม กล่าวว่า เขาออกแบบสถานที่เลียนแบบธรรมชาติ ด้วยความเข้าใจว่า นักเล่นไตรกีฬาต้องการหาสถานที่ซ้อมว่ายน้ำแบบโอเพ่นวอเตอร์ (Open-water) ให้เหมือนในการแข่งขันจริงที่จะต้องเป็นบึง แม่น้ำ ทะเล หรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งใช้ทักษะต่างจากการว่ายในสระว่ายน้ำทั่วไป เขาจึงขุดบึงน้ำขนาด 50×500 เมตร ที่มีความปลอดภัย ไม่เสี่ยงกับสัตว์น้ำ ความสะอาดของน้ำ และอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ จุดสำคัญคือ ความลึกของน้ำถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 1.5 เมตร โดยระยะทาง 1 รอบเท่ากับ 1 กิโลเมตร คนเล่นจึงสามารถดูแลตัวเองได้เนื่องจากระยะทางเหมาะสม และความลึกอยู่ในระดับยืนถึงทั่วทั้งบึง

ไตรกีฬา คือ การแข่งขันกีฬาสามชนิด ได้แก่ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง ต่อเนื่องกัน ซึ่งปัจจุบันคนไทยหันมาให้ความสนใจมากขึ้น เกียรตินิยมให้ความเห็นว่า เพราะหลายคนรู้สึกอิ่มตัวกับกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่งที่เล่นอยู่เป็นประจำ เช่น วิ่งหรือปั่นจักรยาน จึงหาสิ่งที่ท้าทายกว่าอย่างไตรกีฬา

“ไตรกีฬาให้ประโยชน์หลายอย่าง อย่างแรกคือสุขภาพดี ได้เพื่อนดี และอย่างสำคัญคือทำให้บริหารจัดการตัวเองได้ดีขึ้น การเล่นกีฬาประเภทนี้ต้องมีความสามารถบริหารเวลา เพราะต้องใช้เวลาฝึกซ้อมมากกว่ากีฬาประเภทอื่น รวมถึงต้องรู้จักใช้เงินเพราะอุปกรณ์แต่ละอย่างมีราคา สำหรับผมกีฬานี้สอนให้มีความอดทน ความพยายาม และสมาธิ”

 

วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ โซนร้านอาหาร มุมเครื่องดื่มร้านค้าขายอุปกรณ์ และลานจอดรถด้านหน้าจำนวน 200 คัน โซนพักผ่อนและห้องออกกำลังกาย (คาดว่าจะสมบูรณ์ในปี 2560) โซนบึงน้ำ พร้อมเส้นทางสำหรับวิ่งเทรล จักรยานเสือภูเขา และรถเอทีวีระยะทาง 4,000 เมตร และลานกีฬาผจญภัย 2 สนาม นั่นหมายความว่า ที่นี่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่คนเล่นไตรกีฬาเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมแอดเวนเจอร์ให้คนชอบความท้าทายมาสนุกกันด้วย

“ลานกีฬาผจญภัยเป็นพื้นที่สำหรับการวิ่งเทรลและปั่นจักรยานเสือภูเขาเป็นหลัก โดยมีพื้นผิวเป็นดิน เส้นทางขึ้นลงสามารถปรับได้ตลอดเพื่อให้เส้นทางไม่ซ้ำกัน ความยากคือการที่ต้องวิ่งบนดินที่มีความแน่นแตกต่างกันทำให้ต้องใช้แรงในการดีดขามากกว่าการวิ่งบนถนนลาดยางหรือคอนกรีตหลายเท่า อีกทั้งลักษณะเส้นทางยังมีเนินขึ้นลงตลอด โดย 1 รอบจะได้ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ขึ้นกับการกำหนดเส้นทาง” เกียรตินิยม กล่าว

 

นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบสนามยังมีธรรมชาติให้พอร่มรื่น และสภาพแวดล้อมยังคงสงบเหมาะแก่การวิ่งและปั่นจักรยานอย่างปลอดภัย

สนามจะเปิดให้บริการครบรอบ 1 ปีในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้ โดยตลอดปีที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมมากกว่า 15 ครั้ง เพื่อให้นักเล่นไตรกีฬามาฝึกซ้อม อย่างครั้งหน้าในวันที่ 7 ก.พ. มีการแข่งขัน VSANO Sprint Triathlon ด้วยกติกาว่ายน้ำ 750 เมตร ปั่นจักรยาน 22 กิโลเมตร และวิ่งเทรล 5 กิโลเมตร ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันได้ที่ www.vsanoadventure.com

สำหรับ วีซาโน่ แอดเวนเจอร์ ปาร์ค อยู่เลขที่ 33/3 ทางด่วนกาญจนาภิเษก ประมาณ 3 นาทีจากบางบัวทอง บริเวณคลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น. เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง โทร. 08-1906-8585 หรืออีเมล info@vsanoadventure.com

 

กรกันต์ สุทธิโกเศศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/410618

กรกันต์ สุทธิโกเศศ

โดย…รอนแรม ภาพ… กรกันต์ สุทธิโกเศศ

วัยรุ่นชอบเที่ยวไหน ถ้าให้เลือกระหว่างธรรมชาติกับธรรมะ ตอบคำถามไว้ในใจแล้วมาฟังคำตอบของวัยรุ่นคนนี้ อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ พระเอกโหมโรง เดอะ มิวสิคัล ที่เลือก ธรรมะ แบบไม่เสแสร้ง “ผมชอบเที่ยววัด”เขาว่า ทำให้การเที่ยวที่ธรรมดาที่สุดกลับเป็นเรื่องน่าสนใจทั้งเส้นทางและตัวเขาเอง

วัยรุ่นเที่ยววัด

อาร์มเริ่มทำงานในแวดวงบันเทิงหลังจากได้แชมป์เคพีเอ็น อะวอร์ด ปี 2551 กระทั่งถูกชักชวนไปเป็นผู้ประกาศข่าวทางช่องเวิร์คพอยท์ในปี 2557 และด้วยความสามารถด้านการร้องและตีระนาด ทำให้อาร์มได้เล่นละครเวทีเรื่องโหมโรง เดอะ มิวสิคัล ที่ทำให้ผู้ชมอึ้งและทึ่งไปกับฝีมือตีระนาดขั้นเทพ คนส่วนใหญ่จึงรู้จักอาร์มผ่านเสียงร้อง การแสดง และรายการข่าวประจำวัน แต่หากใครที่ติดตามโลกส่วนตัวของเขาทางอินสตาแกรม @armkornkan จะเห็นว่านอกจากภาพทำงาน อาร์มมักโพสต์ภาพวัด

 

“ตอนเด็กๆ เวลาปิดเทอมจะไปอยู่บ้านคุณตา ทุกเช้าคุณตาจะปลุกตั้งแต่ตี 5 ไปรอใส่บาตรพระ ใส่ทุกวันจนสามารถท่องบทสวดที่ท่านให้พรได้ตั้งแต่เด็ก (หัวเราะ) เลยกลายเป็นการปลูกฝังให้ผมชอบทำบุญ” อาร์มเท้าความให้ฟัง ประกอบกับเมื่อโตขึ้นชอบอ่านหนังสือธรรมะ อ่านประวัติและคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ทำให้เขากลายเป็นคนชอบทำบุญและชอบเข้าวัดไปโดยปริยาย ไม่ว่าไปเที่ยวไหนทั้งในและต่างประเทศก็จะหาทางเข้าวัดเสมอ

อาร์มมักไปไหว้พระทำบุญที่วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี วัดสายปฏิบัติที่เขาศรัทธา และเป็นวัดที่สวยงามด้วย มีพระอุโบสถแก้วและศาลาเรือนไทยทำจากไม้สัก 3 ชั้น ที่มีการแกะสลักเหตุการณ์สำคัญของโลก เช่น ภาพแกะสลักตึกเวิลด์เทรดถล่มที่อเมริกาก็ถูกสลักไว้ให้เห็นความเป็นไปของโลก

 

นอกจากนี้ อาร์มยังหาเวลาไปปฏิบัติธรรมที่วัดสนามใน เขาเล่าว่าวัดนี้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ แนวทางที่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหว หรือที่เรียกว่าการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว โดยการสังเกตธรรมชาติรอบตัวและร่างกายของตัวเอง

“พุทธศาสนาทำให้อาร์มรู้เป้าหมายของชีวิต” อาร์มกล่าว “เราควรจะเดินไปทางไหนบนเส้นทางที่มีความตายอยู่ปลายทาง คนเราทุกคนต้องตายครับ ดังนั้นวันนี้เราจะทำยังไงให้ชีวิตมีค่ามากที่สุด รู้จักปลง ไม่ยึดติด ไม่ยึดถือทำให้อาร์มมองโลกในแง่ดีแล้วก็ไม่เครียดกับอะไร” นอกจากนี้การทำสมาธิยังทำให้เขาทำงานได้ดีขึ้น โดยนำไปใช้กับงานแสดงและการประกาศข่าวในรายการสดที่ต้องมีสมาธิตลอดเวลา

 

สายบุญ

“จากจำนวนวัดที่มีมากมาย ถ้าคนไทยออกไปเที่ยวไหว้พระเพียงอย่างเดียว ก็สามารถทำให้การท่องเที่ยวไทยคึกคักได้แล้ว” เขากล่าว

ถามว่าการเดินทางสายบุญต้องไปจังหวัดไหน คำตอบคือไปได้ทุกจังหวัดในประเทศไทยเพราะมีวัดอยู่ทุกที่ อย่างกรุงเทพมหานครแค่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ก็สามารถวางทริปไหว้พระ 9 วัดได้สบาย อาทิ วัดพระแก้ว วัดอรุณฯ วัดพระเชตุพนฯ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม วัดสระเกศ วัดชนะสงคราม วัดกัลยาณมิตร และวัดระฆัง หรือภาคเหนือต้องไปปั่นจักรยานไหว้พระในตัวเมืองน่าน เช่น วัดภูมินทร์ วัดมิ่งเมือง วัดศรีพันต้น และวัดพระธาตุช้างค้ำ ส่วนภาคใต้ไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระบรมธาตุ จ.นครศรีธรรมราช และภาคอีสานต้องไป จ.ร้อยเอ็ด แดนบุญแห่งอีสาน สักการะวัดเก่าแก่ เช่น วัดเหนือ วัดกลางมิ่งเมืองพระธาตุยาคู วัดบูรพาภิราม เป็นต้น

 

นอกจากประเทศไทย อาร์มยังได้เดินทางไปไหว้พระที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลวงพระบาง สปป.ลาว เขาประทับใจความเรียบง่าย เสน่ห์ของศิลปะทางพระพุทธศาสนาที่ทรงคุณค่า ทว่าไม่ฉูดฉาด และวิถีชีวิตของคนลาว เช่น การตักบาตรข้าวเหนียวยามเช้าที่แม้จะดูเป็นกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวไปบ้าง แต่ชาวบ้านดั้งเดิมก็ยังกระทำเป็นกิจวัตรประจำวัน ส่วนจุดหมายต่อไปเขาตั้งใจจะไปสักการะเจดีย์ชเวดากอง ประเทศเมียนมา เมืองพุทธอีกแห่งที่มีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับบ้านเรา

นอกจากนี้ เวลาไปเที่ยวไหนจะไม่มีอาร์มเพียงคนเดียวแต่จะไปกันทั้งครอบครัว โดยเขาจะพยายามจัดทริปพาครอบครัวไปต่างประเทศปีละครั้ง ส่วนในไทยจะไปทุกครั้งเมื่อมีโอกาส “ตอนเด็กๆ มีหลายครั้งมากที่คุณพ่อคุณแม่จะจ่ายเงินให้อาร์มได้ไปเที่ยวต่างประเทศกับญาติ แต่พ่อแม่ไม่ไป ดังนั้นในตอนนี้อาร์มสามารถหาเงินได้เองแล้ว ไม่ว่าจะไปเที่ยวไหนก็จะพาพ่อแม่และน้องชายไปด้วย ไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัว อาร์มว่ามันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆที่มีครอบครัวอยู่ในทุกความทรงจำของเรา” เขากล่าว

 

วัยรุ่นคนนี้จึงมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างจากวัยรุ่นทั่วไป หนึ่ง ชอบเข้าวัด สอง ชอบเที่ยวกับครอบครัว เรื่องน่ารักที่วัยรุ่นหลงลืม

โลกของอาร์ม

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ อาร์มอยากให้โลกใบนั้น “เอกเขนก” เขาอธิบายว่า อยากให้คนบนโลกใช้ชีวิตช้าๆ ชิลๆ และอย่าลืมทำดี ส่งมอบสิ่งดีๆ ให้กัน มันคงเป็นโลกที่มีความสุขและมีสันติ

สำหรับโลกแห่งความจริงใบนี้ หลักการใช้ชีวิตของอาร์มมักนึกถึงความตาย แม้จะฟังแล้วน่าเศร้า ทว่าความหมายนั้นทำให้ปลงและสร้างแรงผลักดันในเวลาเดียวกัน เหมือนคำสอนของพระพุทธศาสนาที่ว่า ใช้ชีวิตบนความไม่ประมาท นั่นก็คือการคิดถึงปลายทางของชีวิตอยู่เสมอนั่นเอง