เนื้อจระเข้ทุบ เจ้าแรกในไทย ตลาดจีนชอบมาก ยอดขายเดือนละล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0762150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

เนื้อจระเข้ทุบ เจ้าแรกในไทย ตลาดจีนชอบมาก ยอดขายเดือนละล้าน

“เนื้อจระเข้ทุบ จำหน่ายได้ 3 ปี กระแสการตอบรับดีมาก เริ่มขายดีตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 รายได้ขยับไปที่เดือนละ 1 ล้านบาท ผลิตขายเอง 60 เปอร์เซ็นต์ รับจ้างผลิตให้ยี่ห้ออื่น 40 เปอร์เซ็นต์”

นอกจาก ปลาช่อน ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากปลาช่อนสารพัด และบรรดาขนมเปี๊ยะที่เป็นของขึ้นชื่อจังหวัด “สิงห์บุรี” ยังมีหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ล่าสุดเนื้อจระเข้ทุบ และเนื้อจระเข้ผัดปรุงรส ของร้าน “วัชรินทร์” ได้รับคัดสรรเป็นสินค้าโอท็อป 5 ดาว มีโอกาสไปวางขายในสนามบินดอนเมือง แถมส่งขายต่างชาติ ถูกปากคนจีนเป็นอย่างมาก สร้างรายได้เดือนละล้านบาทเลยทีเดียว

ต่อยอดจากหมูทุบ

บุกตลาดจีนโดยเฉพาะ

คุณวัชรินทร์ เรืองฤทธิ์กุล หรือ คุณปุ้ย ทายาทรุ่นที่ 2 ของกิจการหมูทุบ เล่าว่า เดิมที่บ้านทำหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ขายมานานกว่า 30 ปี กระทั่งปี 2548 ได้เข้ามาช่วยกิจการทางบ้าน เลยพยายามอัพเกรดสินค้า ปรับภาพลักษณ์จากของฝากประจำจังหวัด กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยม สามารถเข้าไปวางขายบนห้างสรรพสินค้าหรู และสนามบิน นอกจากนั้นยังคิดเมนูเพิ่ม “เนื้อจระเข้ทุบ” นับเป็นเจ้าแรกในเมืองไทย ขายดีผลิตแทบไม่ทัน

คุณปุ้ย เพิ่มเติมว่า เดิมทีสินค้าของที่บ้านจะวางขายตามตลาดของฝากมาโดยตลอด ระยะหลังมานี้สินค้าถูกลอกเลียนแบบ ส่งผลยอดขายตกลงเกินครึ่ง เลยเปลี่ยนแผนธุรกิจจากที่เคยเจาะกลุ่มลูกค้าตลาดล่าง-กลาง หันมาจับกลุ่มลูกค้าระดับบน เน้นขายสินค้าพรีเมี่ยมเท่านั้น รวมถึงนำเมนูเนื้อจระเข้บุกตลาดจีนเพราะชาวจีนนิยมทานเนื้อชนิดนี้อย่างยิ่ง เพราะมีคุณประโยชน์ทางสารอาหารสูง

หลังจากที่คุณปุ้ยเข้ามาช่วยกิจการครอบครัว เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ชายหนุ่มนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังหลายแห่ง ยอดขายดีขึ้นตามลำดับ ราวปี 2553 เข้าไปขายในสนามบินดอนเมือง สถานที่นี้เองที่ทำให้สินค้าแบรนด์ “วัชรินทร์” เป็นที่รู้จักของตลาดต่างประเทศ

“ผมนำหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ไปวางขายในสนามบินดอนเมือง เพื่อให้นักท่องเที่ยวซื้อกลับไปเป็นของฝาก บ่อยครั้งมักจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาสอบถามว่า มีเนื้อจระเข้ขายหรือไม่ ผมเลยเกิดไอเดียนำเนื้อจระเข้มาทำเป็นเนื้อทุบ เนื้อจระเข้แห้ง จระเข้ซอสพริกไทยดำ จระเข้ผัดพริกสมุนไพรบรรจุกระป๋อง กว่าจะลงตัวใช้เวลา 2 ปี”

สำหรับรสสัมผัสของเนื้อจระเข้นั้น เจ้าของธุรกิจ บอกว่า จะให้เนื้อสัมผัสเนื้อไก่ผสมกับเนื้อปลา มีความนุ่ม แต่จะไม่ร่วน เป็นเนื้อสัตว์ที่มีคุณประโยชน์ทางสารอาหารสูง ให้โปรตีนสูง มีปริมาณไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ บางคนมีความเชื่อ ทานเป็นยารักษาโรคบางชนิดได้ ถูกปากผู้ที่ได้ลิ้มลองจนต้องบอกต่อกันเลยทีเดียว

กว่าเนื้อจระเข้จะถูกแปรรูปออกมาเฉกเช่นปัจจุบัน คุณปุ้ยใช้เวลาศึกษาและลองผิดลองถูกในการแปรรูปเนื้อจระเข้ 2 ปี เนื่องจากลักษณะเนื้อจระเข้มีความชื้นสูงและค่อนข้างนุ่ม แปรรูปด้วยการใช้เครื่องจักรทุบไม่ได้ อีกทั้งมีกลิ่นคาว ดังนั้น กระบวนการที่ใช้แปรรูปจึงมาลงตัวที่การใช้ภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน คือ ต้องนำเนื้อจระเข้สดไปตากแดดจัดนาน 3 วัน เพื่อดับกลิ่นคาวก่อน รวมถึงต้องใช้แรงงานคนทุบด้วยค้อนแบบโบราณ ซึ่งควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าการทุบด้วยเครื่องจักร ผิวสัมผัสนุ่ม อร่อยกว่าใช้เครื่องจักร

ทำเท่าไหร่ ไม่พอขาย

เพิ่มเมนูใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ส่วนเนื้อจระเข้ที่นำมาแปรรูปนั้น ใช้เนื้อส่วนหาง เพราะเป็นเนื้อคุณภาพดีที่สุดของตัวจระเข้ เนื่องจากหางจระเข้จะเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้เนื้อส่วนนี้แน่นและรสชาติอร่อย ส่วนแหล่งวัตถุดิบรับซื้อจากฟาร์มสมุทรปราการ สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา อุทัยธานี

“เนื้อจระเข้ทุบ จำหน่ายได้ 3 ปี กระแสการตอบรับดีมาก เริ่มขายดีตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 รายได้ขยับไปที่ เดือนละ 1 ล้านบาท ผลิตขายเอง 60 เปอร์เซ็นต์ รับจ้างผลิตให้ยี่ห้ออื่น 40 เปอร์เซ็นต์”

สำหรับช่องทางจำหน่าย เจ้าของผลิตภัณฑ์นำไปวางขายในร้านที่สยามพารากอน, ดิ เอ็มโพเรี่ยม, ดิ เอ็มควอเทียร์, เดอะมอลล์สกายพอร์ต, สนามบินดอนเมือง ขายไปยังบริษัททัวร์จีนที่มาเที่ยวเมืองไทย และส่งออกไปยังเมืองจีน ยุโรปบ้างเล็กน้อย ซึ่ง 90 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าปัจจุบันเป็นชาวจีน

ถามว่า ในเมืองจีนมีเนื้อจระเข้ขายหรือไม่ คุณปุ้ย ตอบว่า มีขาย แต่ชาวจีนไม่นิยมสินค้าในประเทศของตัวเอง เพราะว่ามีปัญหาสินค้าปลอมเยอะ ไม่ได้ใช้เนื้อจระเข้จริงๆ สับเปลี่ยนใช้เนื้อสัตว์ชนิดอื่นแทน หรือบางรายใช้เนื้อจระเข้แต่เป็นส่วนสันหลัง ซึ่งคุณภาพสู้เนื้อส่วนหางไม่ได้ ดังนั้น คนจีนที่มาเมืองไทย พอเห็นเนื้อจระเข้ทุบที่เป็นเมดอินไทยแลนด์ นิยมซื้อกลับไปเป็นของฝาก เพราะสำหรับชาวจีนเนื้อจระเข้ถือเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม เทียบเท่ารังนก เนื้อจระเข้ทุบเลยขายดีมากขึ้นไปอีก มีเท่าไรก็ขายหมด จนผลิตไม่ทัน

ปัจจุบัน ปริมาณเนื้อจระเข้ที่ทางแบรนด์วัชรินทร์ใช้ เดือนละ 2-3 ตัน สำหรับเนื้อจระเข้ทุบ เนื้อจระเข้แห้ง 100 กรัม แพ็กละ 350 บาท เนื้อจระเข้ทุบ 100 กรัม 200 บาท และเนื้อจระเข้ผัดพริกสมุนไพรบรรจุกระป๋อง ขนาดกระป๋อง 50 กรัม ราคา 120 บาท

ถามถึงปัญหาที่เจ้าของธุรกิจพบ คือ ยังขาดวัตถุดิบ ขาดความรู้ด้านการส่งออก และเรื่องข้อกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ณ เวลานี้ยังต้องอาศัยพ่อค้าคนกลาง ทว่าในอนาคตวางแผนจะส่งสินค้าออกต่างประเทศเอง

“ในไทยทุกวันนี้ ฟาร์มเลี้ยงจระเข้เพื่อส่งเนื้อขายยังไม่แพร่หลายนัก เรียกว่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดเลยด้วยซ้ำ”

สำหรับแผนธุรกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้า คุณปุ้ย บอกว่า จะออกสินค้าใหม่ ทำของกินเล่นที่แปรรูปจากเนื้อจระเข้ พยายามขยายตลาดให้กว้างยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก ยังมีโอกาสส่งขายได้อีกมาก

นอกจากส่งขายในห้าง บริษัททัวร์ ทางเจ้าของสินค้ายังไปร่วมออกบู๊ธที่ประเทศจีนอีกด้วย หากคนไทยที่อยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ เลขที่ 141/1 ถนนธรรมโชติ ตำบลบางพุทรา อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี โทรศัพท์ (036) 512-644, (085) 177-9948 ร้านเปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.

กรรมวิธีการทำ

ขั้นตอนแรก นำเนื้อจระเข้อบในตู้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อไล่ความชื้นเป็นเวลา 3 วัน

ขั้นตอนที่สอง นำเนื้อจระเข้อบในเตาเพื่อให้สุก พร้อมกับปรุงรสชาติ

ขั้นตอนสุดท้าย นำเนื้อจระเข้ที่ผ่านการอบสุก มาทุบด้วยค้อน โดยใช้มือทุบ ซึ่งเนื้อจระเข้สด 10 กิโลกรัม เมื่อทำเป็นเนื้อทุบ จะเหลือน้ำหนักแค่ประมาณ 3 กิโลกรัม

ข้าวแต๋น “สวิงริงโก้” ธุรกิจเก๋ๆ ของ “เฟี้ยวฟ้าว” เพื่อชาวนาเชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0766150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

อาชีพคนดัง

กัญญ์วรา ศิริสมบูรณ์เวช

ข้าวแต๋น “สวิงริงโก้” ธุรกิจเก๋ๆ ของ “เฟี้ยวฟ้าว” เพื่อชาวนาเชียงใหม่

นับเป็นหนึ่งนักแสดงที่มีงานชุกสุดๆ สำหรับ อิม-เฟี้ยวฟ้าว สุดสวิงริงโก้ สาวผู้มีคาแร็กเตอร์สุดฮา ซึ่งนอกจากละคร “ส้มตำแฮมเบอร์เกอร์” ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24, พิธีกรรายการ “เที่ยวเปิ๊ดสะก๊าด” ทางช่อง 8, กิจการครีม “คัพทูเดย์ไวท์” และเพลง “สวิงริงโก้” ที่มียอดวิวกว่าล้านในเวลาอันรวดเร็วจนทำให้คิวคอนเสิร์ตตามมาเพียบ ล่าสุด เธอยังลุยธุรกิจข้าวแต๋น “สวิงริงโก้” เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวนาที่บ้านเกิดอีกต่างหาก

“อิมเป็นคนเกิดที่เชียงใหม่อยู่แล้ว เรามีที่นาแล้วก็ให้พวกชาวนามาปลูกข้าวในที่ของเราตั้งแต่เด็ก เราก็ไม่เคยเก็บค่าเช่าเขา ปลูกฟรี ชาวนาก็มีน้ำใจเอาข้าวมาให้กินทุกปี เลยรู้สึกว่าจะสร้างมูลค่ายังไงให้พัฒนาขึ้น” สาววัย 34 บอกด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีถึงที่มา

ก่อนจะเล่าในฐานะผู้คลุกคลีว่า “แผ่นดินไทยอุดมสมบูรณ์มาก ที่เขาบอกว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นเรื่องจริงนะ ใครหลายคนไปสัมผัสจะรู้เลยว่าเรามีทรัพยากรที่เจ๋งมาก แค่เอามันสมองเราปรับปรุงให้คนรุ่นใหม่ได้ตอบรับกันบ้าง”

และสุดท้ายเลือกของดีเมืองเหนืออย่าง “ข้าวแต๋น” มาปรับปรุงเพิ่มมูลค่า

โดยเธอว่า “รากเหง้าอิมเป็นคนเชียงใหม่ ซึ่งคนเชียงใหม่เขาเลิฟข้าวแต๋นกันอยู่แล้ว จากข้าวแต๋นราดน้ำอ้อยก็อร่อย แต่มันจะเหมือนกันทั่วทุกที่ เราจะทำยังไงให้เข้ากับยุคสมัย ให้ดูแหวกให้ดูแปลก เลยคิดกับพี่ชาย ฟ้าวเฟี้ยว สุดสวิงริงโก้ ก็ได้ไอเดียมาว่าทำไมไม่เอามาปรุงรสล่ะ ปรุงรสชาติที่เราชอบ ขนาดป๊อปคอร์นของเมืองนอกราคาแพงมากแต่คนก็ซื้อกิน เพราะว่าด้วยการปรุงรสที่อร่อย”

เมื่อไอเดียบังเกิดคนที่ชอบกินและทำอาหารเป็นจึงร่วมกันค้นคว้าสูตรอร่อย แล้วก็ได้มาทั้งหมด 7 รสชาติ ได้แก่ ชีส, ข้าวโพดอบเนย, ปลาหมึก, ต้มยำกุ้ง, บาร์บีคิว, ซาวครีม และสาหร่าย โดยคนทำยอมควักกระเป๋าลงทุนถึง 7 หลักเพื่อสร้างโรงงานผลิตแถวนอกเมืองเชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม เฟี้ยวฟ้าว ว่า “ไม่อยากให้ชี้ตรงว่าลงทุนเท่าไหร่ เพราะไม่อยากวางตัวเลข แต่ว่าการลงทุนตรงนี้มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร”

“ถามว่าทำไมกล้าลงทุนตรงนี้ เพราะอิมมีนาอยู่แล้ว ธุรกิจตรงนี้มีกันอยู่แล้วตั้งแต่อิมยังไม่เกิด การปลูกข้าว ขายข้าวของพี่น้องเกษตรกรชาวนา อิมรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดี เอาวัตถุดิบตรงนั้นมาแปรรูปให้เกิดมูลค่ามากขึ้นแล้วก็ได้เป็นแบบยุคสมัยใหม่”

สำหรับขั้นตอนการผลิต หลังรับซื้อข้าวจากชาวนาที่ให้มาเพาะปลูกฟรีบนพื้นที่ของครอบครัว ข้าวก็จะถูกนำเข้าสู่โรงงานซึ่งมีทีมคอยคัดสรรวัตถุดิบ ปริมาณ และคุณภาพให้ได้มาตรฐานตามที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ถึงอย่างนั้นสองพี่น้องก็ยังไม่วายลงไปดูแลความเรียบร้อยด้วยตนเอง

“อิมเป็นคนที่ทำอะไรแล้วชอบทำทุกขั้นตอน เป็นโรคจิต ไม่ค่อยปล่อย” คนพูดว่าพลางหัวเราะ

ก่อนจะไล่รายละเอียด “อิมดูแม้แต่การปรุงรส การสี การคัดข้าว การเอาไปแช่น้ำแตงโม ซึ่งการที่จะทำข้าวแต๋น คือเราต้องเอาข้าวเหนียวไปแช่น้ำแตงโมให้มันอมความหวานนุ่มของน้ำแตงโม เอาไปทอดแล้วปรุงรส ส่วนพี่ชายจะไปดูตรงวัตถุดิบต่างๆ เรื่องการขนส่ง”

“ที่เห็นว่าทุกอย่างของเราอยู่ที่เชียงใหม่ เพราะด้วยตัวข้าว ข้าวสารมันหนัก ด้วยพื้นที่ที่นาของเราอยู่ที่เชียงใหม่ การขนส่งเข้าโรงงานค่อนข้างง่ายกว่าเลยผลิตที่เชียงใหม่ แล้วตีกลับมากรุงเทพฯ จึงค่อยกระจายสินค้า”

โดยเริ่มต้นนั้นออกขายผ่านทางไลน์ “impoffice” และอินสตาแกรม “feawfoaw” กระปุกละ 120 บาท น้ำหนักสุทธิ 110 กรัม ดูเผินๆ หลายคนอาจคิดว่าราคาสูงถ้าเทียบกับข้าวแต๋นตามท้องตลาดทั่วไป

ทว่าผู้ผลิตกลับตั้งคำถาม “อิมเปรียบเทียบนะ ทำไมป๊อปคอร์นถุงละ 180 บาท คนยังซื้อกินได้ ทำไมคุกกี้หลายๆ อย่าง ชิ้นละ 160 บาทขึ้นไป ถึงซื้อกินได้?”

“อันนี้มันเป็นของเรา เป็นทรัพยากรของประเทศไทยที่อยู่กับเรามาตั้งนาน แล้ววัตถุดิบที่เราคัดสรรมามันก็ไม่ได้ไก่กา คัดวัตถุดิบดี กระปุกก็ใหญ่นะไม่ใช่เล็กเท่าฝ่ามือ แพ็กเกจจิ้งก็ใช้กระปุกซีลอะลูมิเนียมอย่างดี”

แถมยังตั้งใจออกแบบเต็มที่ โดยด้านหน้าเป็นโลโก้ตัวการ์ตูนภาพสองพี่น้อง เฟี้ยวฟ้าวและฟ้าวเฟี้ยว พร้อมกับสโลแกน “กินแล้วดีด” ส่วนด้านหลังมีเนื้อเพลง “สวิงริงโก้” ให้ได้ร้องตาม

“อิมว่าราคามันไม่แพงเลยนะกระปุกละ 120 บาทเนี่ย” เธอย้ำ

พร้อมเล่าถึงผลตอบรับว่า หลังปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ราว 3 เดือนก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จากรอบแรกที่ผลิตตามออร์เดอร์ลูกค้า ตอนนี้กลายเป็นว่าผลิตออกมาทุกวันจนต้องไปอุดหนุนข้าวจากชาวนาเจ้าอื่นๆ ในเชียงใหม่ เพราะนอกจากจำหน่ายทางออนไลน์ยังได้มีโอกาสไปวางขายที่เซ็นทรัล พลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต รวมถึงที่ร้านอรุณรุ่ง จุดพักรถบนมอเตอร์เวย์ ส่วนที่ราชบุรีและภูเก็ตอยู่ระหว่างเจรจา

และเมื่อถามถึงความคาดหวัง เฟี้ยวฟ้าว บอกเลยว่า อยากให้คนรุ่นใหม่ซึ่งหลายคนไม่รู้จักขนมชนิดนี้ หันมานิยมชมชอบ ขณะเดียวกัน ก็อยากบุกไปถึงตลาดต่างประเทศ แต่ด้วยความที่ขาดช่องทางการติดต่อจึงวอนขอว่าถ้าใครมีวิชาได้โปรดชี้แจงแนะนำ เพราะแม้จะสอบผ่านเรื่องธุรกิจครีมจนทุกอย่างอยู่ตัว ทว่าเรื่องข้าวแต๋นนี้ถือเป็นก้าวใหม่ที่ไม่คุ้นเคย

“ใครทำธุรกิจก็อยากให้ประสบความสำเร็จ มันอาจจะมีล้มลุกคลุกคลานแต่มันก็เป็นแรงผลักดันให้เราฮึดดี ซึ่งถ้าเป็นเรื่องรสชาติ ความสะอาด และวัตถุดิบ อิมพูดได้เลยว่าการันตีเป็นที่หนึ่ง แต่เรื่องการตลาดถือเป็นน้องใหม่ อิมถึงพร้อมรับคำสอนของทุกคน พอได้ความรู้จากคนหลายคนมาสอนเราเหมือนเราได้อาจารย์ แล้วก็มีแรงที่จะวิ่งๆๆ ไปข้างหน้า เพราะอิมต้องแบกรับภาระหลายอย่างที่ไม่ใช่แค่อิมกับพี่ชาย แต่เป็นองค์กรที่ค่อนข้างมีหลายคน”

“ถ้ามีใครมาบอกมาแนะนำ อิมจะแฮปปี้มากเลยเพราะว่าอิมไม่ได้ประโยชน์คนเดียว เกษตรกรชาวนาของอิมก็ได้ประโยชน์ด้วย ซึ่งเขาฝากความหวังไว้กับอิมเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของเขา”

คนที่เต็มร้อยกับทุกงาน ไม่ว่าจะในวงการบันเทิงหรือธุรกิจส่วนตัวจึงต้องยิ่งทุ่มเทเข้าไปอีก

“เอาจริงๆ เลยนะ งานในวงการอิม อิมพอกินไหม อิมแฮปปี้มาก อิมพอกิน แต่รู้สึกว่าอยากให้คนอื่นมีรายได้ ให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะอิมเกิดในสังคมพี่ๆ เกษตรกรชาวนา อยู่กับสังคมอะไรอย่างนี้ค่อนข้างเยอะ เราอยากสร้างรายได้”

“มันแฮปปี้มากอ่ะ ทุกครั้งที่อิมติดต่อซื้อข้าว รอยยิ้มของเขา เขาดีใจนะ มันเหมือนว่าบางครอบครัวมีรายได้ติดลบ บางครอบครัวก็อาจจะมีรายได้เป็นบวกนิดหนึ่ง แล้วอิมสามารถสร้างรายได้ให้เขาอาจจะไม่มากก็น้อย แต่อิมแฮปปี้”

และคาดว่าคนกินก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

“แม่เอย” แบรนด์ขนมไทย โกอินเตอร์ โชว์นวัตกรรม “ข้าวหลาม” กินง่าย ขายดีที่ยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

เรื่องจากปก

วัชรี ภูรักษา

“แม่เอย” แบรนด์ขนมไทย โกอินเตอร์ โชว์นวัตกรรม “ข้าวหลาม” กินง่าย ขายดีที่ยุโรป

ขนมไทย รสชาติดั้งเดิมแบบไทยแท้ ฝีมือคนไทยทำ ไม่ได้เพียงโด่งดังในประเทศอีกต่อไปแล้ว เพราะสามารถสร้างชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ด้วยการนำนวัตกรรมมาช่วยปรับปรุงให้ขนมไทยโกอินเตอร์ไปไกลได้ไม่ยาก จนสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศและโกยรายได้ต่อปีไปไม่น้อย

ด้วยต้องการขายนวัตกรรมเชิงวัฒนธรรมให้กับขนมไทย แบรนด์แม่เอย จึงพัฒนาขนมไทยให้เจริญก้าวหน้าแบบไม่หยุดยั้ง ออกผลิตภัณฑ์ขนมไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับตลาด จนสามารถครองแชมป์โอท็อประดับ 5 ดาว มาตลอดระยะเวลา 10 ปี

ยุคขนมเปี๊ยะเจ้าแรก ไอเดียหลากไส้

สู่อุตสาหกรรมขนมไทย

คุณดิศรณ์ มาริษชัย กรรมการผู้จัดการ เจ้าของบริษัท ขนมแม่เอย เปี๊ยะ แอนด์ พาย (2003) จำกัด เล่าว่า “ก่อตั้งบริษัทมาร่วม 12 ปีแล้ว กำเงิน 7 บาทมาสร้างธุรกิจแม่เอย จากวันที่สร้างธุรกิจขึ้นมา ตนมองธุรกิจขนมทำยากมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอ่อนไหวในเชิงการเรียนรู้

ยกตัวอย่าง ขนมเปี๊ยะ มักถูกมองว่า ทานแล้วอ้วน เพราะหวาน มีน้ำตาลเยอะ และยังมีเรื่องของรูปลักษณ์ของขนมเปี๊ยะอีกด้วย ที่ทำให้คนไม่นิยมทานขนมชนิดนี้ ทั้งๆ ที่ขนมเปี๊ยะเป็นขนมมงคล แต่กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เกิดการต่อต้านทางความคิด เช่น การมองว่า ทานแล้วอ้วน ติดฟัน ติดคอ คือจะติไปหมด ทั้งๆ ที่ความจริง ขนมเปี๊ยะ เป็นขนมมงคล จึงต้องการทำความเข้าใจและปรับภาพลักษณ์ให้เกิดการยอมรับตรงจุดนี้ด้วย”

คุณดิศรณ์ เล่าต่อว่า “สินค้ากลุ่มแรกที่แม่เอยผลิต คือขนมเปี๊ยะ เกิดมาพร้อมกับยุคก่อตั้งบริษัท ทำการศึกษา พัฒนาและปรับปรุงรูปลักษณ์ต่างๆ จนสามารถสร้างความแตกต่างให้กับขนมชนิดนี้ได้ กระทั่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้างและตลาดโมเดิร์นเทรด

ขนมเปี๊ยะ แม่เอย เป็นเจ้าแรกๆ ที่คิดค้นการมีไส้หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น เผือก ทุเรียน ใบเตย ช็อกโกแลต ทูน่า ชาเขียว งาดำ มะตูม ลำไย ลินจี้ มะม่วง เป็นต้น เพื่อทดลองตลาด บางไส้ทำได้ตลอดทั้งปี แต่บางไส้ทำเฉพาะฤดูของผลไม้เท่านั้น เมื่อเห็นว่าขนมเปี๊ยะแม่เอย เป็นที่ยอมรับในสังคม อีกทั้งมีไส้ขนมที่หลากหลาย ทั้งธัญพืชและวัตถุดิบต่างๆ อยู่ในมือ จึงคิดต่อยอด ผลิตไส้ขนม เพื่อส่งขายให้กับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ ผลิตและส่งขายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสั่งออร์เดอร์แต่ละครั้งเป็นตันๆ สำหรับไส้ขนมที่แม่เอยผลิตจำหน่ายหลัก อาทิ ไส้เผือก ไส้ถั่วแดง ไส้มัน และไส้ฟักทอง”

พัฒนาไม่หยุด สร้างจุดเด่น

ขนมไทย เก็บนาน 1 ปี ไม่ต้องฟรีซ

หลังจากทั้งขนมเปี๊ยะและไส้ขนมแบรนด์แม่เอย เป็นที่ยอมรับทั้งในตลาดโมเดิร์นเทรดและสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ คุณดิศรณ์ บอกว่า จึงหันมาเอาดี ด้านผลิตและจำหน่ายขนมไทย เนื่องจากส่วนประกอบของขนมไทย อยู่ในกลุ่มของธัญพืช และเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในโรงงานอยู่แล้ว จึงคิดต่อยอดจากสิ่งที่มีสู่การทำอุตสาหกรรม

เมื่อมีไอเดียในการผลิตขนมไทย ผนวกกับการที่ตนเองเคยเดินทางไปอยู่ต่างประเทศพักใหญ่ ในช่วงเวลานั้นมีความคิดถึงขนมไทย จึงกลับมาคิดว่า หากต้องทำเป็นอุตสาหกรรม เพื่อตอบโจทย์คนที่อยากทาน แต่ไม่สามารถทำเองได้ หรือร้านอาหาร และโรงแรมต่างๆ ไม่ต้องเสียเวลาในการทำและยุ่งยาก รวมไปถึงชาวไทยที่อยู่ต่างประเทศ จะพัฒนาเพื่อตอบโจทย์คนเหล่านี้อย่างไร

เมื่อหันมาผลิตขนมไทย คุณดิศรณ์ จึงบอกว่า “อยากทำขนมไทยที่ขายนวัตกรรมเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่ข้าวต้มมัดห่อใบตอง แล้วใส่ถุงวางจำหน่ายอีกต่อไป ทำแบบนั้นโอท็อปที่ไหนก็สามารถทำได้ แต่ต้องการพัฒนาให้ข้าวต้มมัดทานได้ง่าย เก็บได้นาน 1 ปี โดยที่ไม่ต้องแช่ช่องฟรีซ แต่สามารถเก็บได้นาน เวลาเอามาทานก็ทำได้ง่ายๆ และความคิดนี้ยังรวมไปถึงขนมไทยประเภทอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น แกงบวด อาหารไทย และข้าวหลาม ซึ่งเป็นสินค้าตัวใหม่ ที่เพิ่มความง่ายในการทาน แกะทานได้ง่าย ราวกับปอกกล้วย ซึ่งได้กลายมาเป็นสินค้ายอดฮิต ที่ส่งขายไปยังประเทศแถบยุโรปในขณะนี้”

จากการคิดค้น ปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้แบรนด์แม่เอย สร้างจุดเด่นในการผลิตขนมไทยที่นอกจากจะเก็บไว้นาน 1 ปี โดยไม่ต้องแช่ฟรีซแล้วนั้น วิธีทานก็ง่าย เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค อีกทั้งยังปลอดภัย เพราะไม่ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ไม่มีสารกันบูด ไม่เจือสีและแต่งกลิ่น แต่เน้นนวัตกรรมในการถนอมอาหาร

โดยคุณดิศรณ์ ได้ยกตัวอย่าง ข้าวหลามและข้าวต้มมัด ให้ฟังว่า หากต้องการทานให้อร่อย ควรเข้าไมโครเวฟสัก 1 นาที เนื่องจากข้าวเหนียวเมื่อผ่านกระบวนการเก็บรักษาไว้นานวัน ก็จะมีการหดตัว เวลาทานแบบไม่อุ่นไมโครเวฟอาจไม่อร่อยเท่าตอนที่เข้าไมโครเวฟอุ่นๆ หรืออย่างแกงบวด ที่ไม่อุ่นไมโครเวฟก็สามารถทานได้ แต่หากเวฟก็อร่อยขึ้น ทั้งยังมีจุดเด่น ตรงที่กะทิไม่แตกมันอีกด้วย

รุกตลาดโมเดิร์นเทรด

ส่งออกทั้งเอเชียและยุโรป

ดำเนินธุรกิจมาจวบจนปัจจุบัน ด้วยการพัฒนาไม่หยุดและต่อยอดสินค้าให้เกิดความแปลกใหม่ด้วยนวัตกรรมไม่รู้จบ ทั้งเปิดหน้าร้าน เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้า ขนมแบรนด์แม่เอย จึงได้ก้าวสู่การเป็นโอท็อประดับ 5 ดาว มาตลอด 10 ปี

ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ดังกล่าวของแบรนด์แม่เอย ที่สามารถเก็บได้นานและเหมือนได้ทานขนมไทยทำเสร็จใหม่ๆ รสชาติแบบคนไทย ทำให้ก้าวเข้าสู่ตลาดโกอินเตอร์ สามารถส่งออกไปได้ในหลากหลายประเทศ

คุณดิศรณ์ บอกเอาไว้ว่า “ถึงแม้ว่าตอนนี้ตลาดในประเทศ จะไม่มีความเคลื่อนไหวมากนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจต่างๆ จึงทำให้การค้าขายเงียบลงไปบ้าง แต่ก็ยังมีแนวคิดที่จะทำการตลาดด้วยกัน 2 แบบคือ แบบที่ 1 เน้นเป้าหมายไปที่กลุ่มโมเดิร์นเทรดภายในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ และการตลาดแบบที่ 2 คือ เน้นไปที่กลุ่มซื้อขายโดยตรง อย่างเช่น บรรดานักท่องเที่ยว ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายของฝาก

ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ ต่างก็มีความต้องการสินค้าตัวใหม่ คล้ายกัน เพราะต่างก็ต้องการสินค้าที่มีความแปลกใหม่ หรือให้ความรู้สึกแตกต่าง

ทั้งประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากมาย แบรนด์แม่เอย จึงมองเห็นโอกาส จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว จึงเปิดร้านขายสินค้า โดยยึดเอาทำเลของจังหวัดนครปฐม เป็นที่เปิดร้าน เพื่อกระจายสินค้า เนื่องจากเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานแม่เอยอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เชื่อมโยงเวลานักท่องเที่ยวต้องการเดินทางไปเที่ยวในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย”

“ปัจจุบัน ขนมเปี๊ยะ และขนมไทย แบรนด์แม่เอย ส่งออกไปกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า ฟิลิปปินส์ เป็นต้น หรือทางฝั่งยุโรป ส่งขายไปยัง ลอนดอน เยอรมนี นอร์เวย์ ฝรั่งเศส เบลเยียม และฮอลแลนด์ สำหรับขนมไทยเฉพาะกลุ่ม อย่างข้าวเหนียวทุเรียน ส่งออกไปยังประเทศจีนเป็นหลัก ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีมาก รายได้รวมที่แบรนด์แม่เอยทำได้ต่อปี เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท” คุณดิศรณ์ กล่าว

สำหรับใครที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ http://www.kanommaeoey.com หรือ โทรศัพท์ (034) 363-152

ไม่สนงานออฟฟิศ เพาะกระบองเพชรขาย จากความชอบ สู่อาชีพทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0728150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

เกษตรเทรนด์ใหม่

วัชรี ภูรักษา

ไม่สนงานออฟฟิศ เพาะกระบองเพชรขาย จากความชอบ สู่อาชีพทำเงิน

เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ หันมาสนใจและประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้น ทั้งยังชอบต้นไม้ โหยหาอาชีพอิสระที่ตอบโจทย์วิถีการดำเนินชีวิตอิสระ และต้องการเวลาใช้ชีวิตมากขึ้น หลายรายเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจากสิ่งที่ชอบกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมัธยมหรือมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ

คุณปัญญา อาชาวงศ์ หรือ คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” วัย 29 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่อีกราย ที่มีความคิดไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร และสร้างกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเองจากสิ่งที่ชอบ

กิจการจากความชอบ

ทำเกษตร สร้างอาชีพ

คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” สละเวลาจากการขายของ ในเย็นวันอังคาร ที่ตลาดนัดจตุจักร เล่าให้ฟังว่า “เรียนจบคณะเทคโนฯ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนจะเรียนจบแล้วว่า ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร เพราะไม่ชอบงานออฟฟิศเท่าไหร่ และอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หลังจากเรียนจบได้มาทำธุรกิจอาหารเสริมเป็นธุรกิจแรกที่เริ่มต้นทำ ระหว่างที่ทำธุรกิจขายอาหารเสริมอยู่นั้น ก็มีความสนใจในการเลี้ยงกระบองเพชรด้วย

เริ่มซื้อมาเลี้ยง ด้วยความรู้สึกว่ากระบองเพชรมีความเหมาะสมอะไรหลายๆ อย่าง กับสภาพอากาศของเมืองไทย เป็นไม้ที่มีความทนทานสูง จากความชอบส่วนตัว จนกระทั่งศึกษาจนเกิดความหลงใหลในไม้ประเภทนี้ ทดลองเลี้ยงไปเรื่อยๆ และมองเห็นโอกาสตลาดกระบองเพชรของเมืองไทย ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น จึงศึกษารายละเอียดเพิ่ม จนถึงขั้นไล่ตามเก็บพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เพื่อมาทดลองผสมเกสร ใช้เวลาลองผิดลองถูกเกือบ 2 ปี ก่อนที่จะเริ่มนำมาขาย”

โดยคุณเต้ย เล่าต่ออีกว่า มีความเป็นเกษตรกรตั้งแต่เด็ก เนื่องจากที่บ้านเลี้ยงบอนไซมาก่อน ทำให้เขามองเห็นว่า มูลค่าของต้นไม้เพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งเลี้ยงหลายปีมากเท่าไหร่ ราคายิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งมีความรู้สึกว่า ต้นไม้เป็นสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจอะไรเลย คนซื้อเพราะอยากได้ ซื้อเพราะชอบ เกิดจากความพึงพอใจ เลยทำให้ต้นไม้ยังขายได้เรื่อยๆ

ร่วมหุ้น 3 ต. เปิดร้าน

รุกทั้งออนไลน์ ออฟไลน์

เมื่อมองเห็นโอกาสว่าตลาดกระบองเพชรในเมืองไทย ได้รับความนิยมและบูมขึ้นทุกขณะ คุณเต้ยจึงได้ชวนเพื่อนอีก 2 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ชื่นชอบกระบองเพชรอยู่ก่อนแล้วมาร่วมหุ้น เปิดร้านขายกระบองเพชรด้วยกัน โดยใช้ชื่อ “กระบองpet-ร้าน3ต.” โดยให้ความหมายไว้ว่า ทั้ง 3 คนเลี้ยงกระบองเพชรให้เหมือนกับเป็นสัตว์เลี้ยงที่รักของตน อีกทั้งชื่อเล่นของทั้ง 3 คน ก็ขึ้นต้น “ต” เหมือนกัน จึงเป็นที่มาของชื่อร้าน

ทั้งนี้ คุณเต้ย เกษตรกรรุ่นใหม่รายนี้ ยังบอกอีกด้วยว่า เปิดร้านขายกระบองเพชรที่ตลาดนัดจตุจักร เฉพาะเย็นวันอังคารเท่านั้น เน้นการขายแบบเป็นต้น มากกว่าการขายเป็นเมล็ด เนื่องจากจำนวนมูลค่าของ ของการขายเป็นต้น มากกว่าการขายเป็นเมล็ด

สำหรับการกำหนดราคาขายกระบองเพชร ทราบจากคุณเต้ยว่า “การกำหนดราคาขายกระบองเพชร เป็นการกำหนดราคากันขึ้นมาเองของคนขายแต่ละร้าน ราคาอาจไม่แน่นอน บางคนอาจมองว่าแพง บางคนอาจมองว่าถูก ที่เป็นเช่นนี้เพราะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนซื้อ กับคนขาย สายพันธุ์ของกระบองเพชร และลักษณะของกระบองเพชรแต่ละต้นที่สามารถเพาะได้เป็นสำคัญด้วย

แต่ก็มีลักษณะร่วมกันที่คนซื้อและคนเพาะเลี้ยงส่วนใหญ่นิยม และจะมีราคาขายแพงขึ้นไปกว่ากระบองเพชรต้นอื่นด้วย นั่นคือ กระบองเพชรที่มีความด่าง กระจายตัวทั่วต้นได้สวย รูปทรงดี ที่ขายได้ราคาดี เนื่องจากต้นกระบองเพชรลักษณะนี้มีโอกาสน้อยและเป็นเรื่องยากที่จะเพาะเลี้ยง หรือผสมให้มีลักษณะดังกล่าว”

ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่เข้าถึงและเข้าใจเทคโนโลยีและโลกโซเชียลได้ง่าย จึงเปิดโอกาสในการซื้อ-ขาย เพิ่มมากขึ้น โดยคุณเต้ย บอกว่า “การขายแบบออนไลน์ ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าทางออนไลน์ที่อายุน้อยที่สุดที่เข้ามาซื้อขายกระบองเพชรในเพจ เป็นเพียงเด็กประถมเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ง่ายๆ เลยว่า ลูกค้าบนออนไลน์หรือโซเชียลเป็นกลุ่มลูกค้าที่กว้างมาก เป็นใครก็ได้ ส่วนในด้านของลูกค้าออฟไลน์ หรือลูกค้าที่ซื้อ-ขายกันที่หน้าร้าน กลุ่มลูกค้าหลัก ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและวัยทำงาน มาเดินเลือกซื้อไปปลูกกันตามคอนโดฯ หรือห้องพัก”

กระบองเพชรยอดนิยม

แนะเทคนิคเลี้ยงขาย ทำเงิน

สายพันธุ์ของกระบองเพชร มีหลากหลายสายพันธุ์มาก คุณเต้ย กล่าว ทั้งได้แยกแยะกลุ่มที่ขายซึ่งเป็นข้อมูลจากการสังเกตของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” แยกคร่าวๆ ตามกลุ่มกระบองเพชรที่ฮิตกันมากในการซื้อ-ขาย โดยสามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1. แอสโตร ลักษณะเด่นคือ จะไม่มีหนาม ต้องการแสงและน้ำมาก

2. แผงคอม้า ลักษณะคือ มีหนามเยอะ จัดเป็นไม้หนาม ชอบแสง

3. แมมมิลลาเรีย เป็นกระบองเพชรที่ชอบแดด ต้องการน้ำน้อย จุดเด่นคือ ขนจะสวยและนิ่ม

4. อาร์ลีโอ ลักษณะเด่นของไม้นี้คือ มีใบ ชอบแสงปานกลาง 4-5 วันรดน้ำที ก็สามารถดำรงอยู่ได้

5. ไม้อื่นๆ

สำหรับการดูแลเลี้ยงกระบองเพชร คุณเต้ย แนะนำว่า “ถ้าต้องการเลี้ยงแบบจริงจัง ควรมีโรงเรือนก็จะดี เพื่อกันฝนและกรองแสงบ้าง และควรเป็นพื้นที่ที่มีแสงเข้าถึงอย่างพอเพียง เพราะอย่างที่ทราบกันว่า กระบองเพชรเป็นต้นไม้ที่ต้องการแสงแดด และที่สำคัญ ควรต้องศึกษาพันธุ์ไม้นั้น ว่ามีลักษณะนิสัย ความชอบ ความต้องการของต้นไม้เป็นเช่นไร หลักๆ ก็น่าจะประมาณนี้

อีกอย่างคือ กระบองเพชร เป็นต้นไม้ที่ไม่ได้ต้องการการดูแลมาก เช่นว่า ต้องรดน้ำทุกวัน ซึ่งนั่นก็ไม่จำเป็น แต่ก็ไม่ถึงกับไม่ต้องการการดูแล อย่างไรก็ต้องมีให้น้ำ ให้ปุ๋ย เหมือนกับต้นไม้ชนิดอื่น

ด้านราคา ที่ร้านเริ่มขายตั้งแต่ ราคาหลักสิบไปจนถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับลักษณะของต้นนั้นๆ และที่สำคัญอายุของกระบองเพชรยิ่งผ่านเวลา ยิ่งอายุหลายปี ยิ่งมีราคาเพิ่มขึ้น เพราะกระบองเพชรเป็นไม้ที่เติบโตช้า บางต้น 2 ปีผ่านไป ยังโตได้แค่ประมาณ 2 เซนติเมตรเท่านั้น”

สำหรับใครที่สนใจอยากเลี้ยงกระบองเพชร สามารถมาเดินดูได้ที่ร้าน กระบองpet-ร้าน3ต. ทุกวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็น ไปจนถึง 5 ทุ่ม ที่ตลาดนัดจตุจักร หรือจะเข้ามาดูในเฟซบุ๊ก เพจชื่อ กระบองpet-ร้าน3ต. ก็ได้ หากใครมีข้อสงสัย ก็มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ คุณเต้ย บอกทิ้งท้ายว่า ยินดีตอบทุกอย่างที่รู้ในการเลี้ยงกระบองเพชร

“ทุเรียนเผา” กิโลละ 250 บาท ลูกค้าออร์เดอร์ตั้งแต่ร้านเปิดยันร้านปิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0734150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ไอเดียแปลก

พารนี

“ทุเรียนเผา” กิโลละ 250 บาท ลูกค้าออร์เดอร์ตั้งแต่ร้านเปิดยันร้านปิด

การติดไฟต้องให้ถ่านคุแบบพอดี ไม่แรงจนเกินไป มิเช่นนั้นแล้วเปลือกจะไหม้ ก่อนเผาต้องทำการกรีดเปลือกนิดหน่อย เพื่อให้ความร้อนโดนเนื้อทุเรียน ค่อยๆ พลิกให้โดนไฟจนทั่ว ใช้เวลาในการเผาประมาณ 1 ชั่วโมง

กำลังฮือฮาหนักมากในหมู่ชาว “คอทุเรียน” สำหรับ “ทุเรียนเผา” ที่น่าจะมีขายเป็นเจ้าแรกของเมืองไทย และเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่นานมานี้ ที่บริเวณถนนชาญเวชกิจ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก มีเจ้าของเป็นพ่อค้าหนุ่มหน้าใส วัย 22 ปี ที่มีชื่อเล่นเรียกเก๋ๆ ว่า “ช็อปเปอร์”

แม้ช่วงนี้ภารกิจจะรัดตัว แต่ คุณช็อปเปอร์-รัชชาชนนท์ ขำศรี เจ้ากิจการ “ทุเรียนเผา” ที่เกริ่นถึง ยังกรุณาสละเวลามาให้ข้อมูล “เส้นทางเศรษฐี” ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น พื้นเพเป็นชาวจังหวัดพิษณุโลก จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน ที่กรุงเทพฯ ก่อนสมัครเข้าทำงานตามผับ-แหล่งท่องเที่ยวยามราตรี ในตำแหน่งประชาสัมพันธ์

ทำงานอยู่ได้พักใหญ่ เริ่มเบื่อแสงสีเมืองกรุง เลยตัดสินใจกลับไปทำมาหากินที่บ้านเกิด ด้วยการเปิดร้านเล็กๆ ขายส้มตำ-ไก่ย่าง-อาหารอีสาน บนทำเลย่านถนนชาญเวชกิจ ส่วนสาเหตุที่เลือกอาชีพนี้เพราะที่บ้านทำอาชีพค้าขายอยู่แล้ว ส่วนตัวเองก็มีฝีมือในการทำอาหารอยู่บ้างเป็นต้นทุน

เริ่มต้นร้านส้มตำได้ไม่นาน คุณพ่อของเขาไปรับทุเรียนสดจาก “ตลาดไท” มาปอกขายใกล้กัน ช่วงไหนลูกค้าร้านส้มตำบางตา คุณช็อปเปอร์จะปลีกตัวจากกิจการของตัวเองมาช่วยขายทุเรียนด้วย

กระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ เห็นมีการแชร์ในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง เกี่ยวกับการนำทุเรียนมาเผาก่อนรับประทาน เห็นว่าแปลกดี จึงคิดอยากลองทำดูบ้าง และคิดว่าคงไม่สิ้นเปลืองเท่าไหร่ เพราะคุณพ่อขายทุเรียนอยู่แล้ว

“ติดเตาให้ไฟอยู่ระดับปานกลางเสมอกัน เหมือนตอนย่างไก่ ก่อนเลือกทุเรียนลูกย่อมๆ มากรีดเปลือกออกเล็กน้อยให้ทั่วก่อนเผา ใช้เวลานานเกือบชั่วโมง กว่าเนื้อจะแห้งทั่วลูก พอได้ที่ผ่าออกมา จะได้เนื้อทุเรียนที่ไม่ไหม้ มีกลิ่นหอมของเปลือกไม้ที่โดนไฟคล้ายมันปิ้ง-มันย่าง แทบไม่มีกลิ่นของทุเรียน พอให้ทุกคนในร้านกิน บอกตรงกัน แปลก แต่อร่อย และหอมกว่าเดิม” คุณช็อปเปอร์ เล่าจุดเริ่ม

และว่า จากการทดลองทำรับประทานเองก่อน ผลตอบรับออกมาดีและไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น จึงคิดทำออกขายทันที แต่มีเสียงคัดค้านขึ้นมาบ้างจากคุณย่าของเขา โดยท่านให้เหตุผล ไปเผาให้เสียเวลา-เสียของทำไม แต่ตัวเขาคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ในการรับประทานทุเรียนให้กับลูกค้าที่สนใจ

คุณช็อปเปอร์ เล่าต่อ ธุรกิจนี้เริ่มต้นโดยไม่ใช้เงินลงทุนอะไรมาก ใช้เตาย่างไก่ที่มีอยู่แล้ว เป็นอุปกรณ์หลัก ก่อนนำทุเรียนมาเผาแล้วถ่ายรูปไว้ ส่งให้ทางแฟนเพจ “อร่อยเหาะเจาะสองแคว” ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ ปรากฏมีลูกค้าสนใจกันมาก จากนั้นมีสื่อหลายแขนงมาทำข่าว เลยทำให้สินค้าในแบบของเขาเป็นที่รู้จักภายในเวลาอันรวดเร็ว

โดยช่วง 2 สัปดาห์แรกขายได้เกือบ 30 ลูก พอมีสื่อต่างๆ มาช่วยประชาสัมพันธ์ ขายดีขึ้นไปอีก ล่าสุดต้องรับออร์เดอร์ลูกค้าตั้งแต่เปิดร้านยันปิดร้าน วิ่งส่งกันทั่วเมืองเลยทีเดียว

“จากใช้เตาย่างไก่แค่เตาเดียว ล่าสุดขยายเป็น 3 เตา แต่ยังทำไม่ทัน วันก่อนมีลูกค้าขับรถจากจังหวัดพิจิตรมาซื้อ 3 ลูก ราคาตกเกือบ 2,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าจากต่างจังหวัด ทั้งกรุงเทพฯ นครปฐม โทรศัพท์มาขอซื้อ แต่ส่งให้ไม่ได้เพราะระยะทางไกล เกรงทุเรียนจะเน่าเสียก่อน” เจ้าของกิจการ เผยผลตอบรับ ก่อนยิ้มกว้าง

ถามถึงขั้นตอนการทำ คุณช็อปเปอร์ บอกให้ฟังแบบไม่หวงเทคนิค เริ่มต้นจาก การเลือกระดับ “ความสุก” ของเนื้อทุเรียนก่อน หากนำแบบสุกเต็มที่มาเผา เนื้อทุเรียนที่ได้จะค่อนข้างเหลว แต่ถ้าใช้แบบห่ามมาเผา เนื้อที่ได้จะสุกพอดี ขณะที่ความหอม-หวาน-มัน นั้นแทบจะไม่แตกต่างกัน

ส่วนเตาถ่านอุปกรณ์สำคัญนั้น ใช้อั้งโล่ธรรมดา แต่การติดไฟต้องให้ถ่านคุแบบพอดี ไม่แรงจนเกินไป มิเช่นนั้นแล้วเปลือกจะไหม้ ก่อนเผาต้องทำการกรีดเปลือกนิดหน่อย เพื่อให้ความร้อนโดนเนื้อทุเรียน ค่อยๆ พลิกให้โดนไฟจนทั่ว ใช้เวลาในการเผาประมาณ 1 ชั่วโมง ฉะนั้น จึงต้องมีบริการส่งให้ลูกค้าถึงบ้านฟรี เพราะลูกค้าบางคนอาจยืนรอไม่ไหว

สำหรับรูปแบบก่อนจัดส่งนั้น ลูกค้าสามารถสั่ง ต้องการแบบแกะเนื้อแล้วไม่เอาเปลือก หรือต้องการทั้งลูกไปแงะออกเองเพื่ออรรถรสในการรับประทาน ก็จัดให้ได้

เกี่ยวกับราคาขายที่หลายคนอยากทราบ คุณช็อปเปอร์ บอก ตอนนี้ที่ร้านขายทุเรียนสดของคุณพ่อเขา ขายหมอนทองกิโลกรัมละ 120 บาท ส่วนทุเรียนหมอนทองเผา จำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 250 บาท แถมบริการจัดส่งถึงบ้านฟรี

“การตั้งราคาทุเรียนเผานี้ คำนวณจากเวลาและขั้นตอนการทำที่ค่อนข้างนานและยากอยู่เหมือนกันกว่าจะได้ออกมาแต่ละลูก เลยคิดว่าน่าจะแพงกว่าทุเรียนปกติกว่าเท่าตัว ซึ่งถ้าเทียบกับค่าครองชีพแล้วนับว่าแพงพอสมควร จึงไม่คิดว่าจะมีคนมากินกันเยอะขนาดนี้” คุณช็อปเปอร์ เล่ายิ้มๆ

เมื่อถามถึงความตั้งใจในธุรกิจ พ่อค้าหน้าใสวัย 22 ปีผู้นี้ บอกสั้นๆ

“จะขายต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีคนกินครับ”

“กินยัง เบอร์เกอร์” เมนูจานด่วน ทานง่าย บุกตลาดขายส่ง หวังสร้างอาชีพคนงบน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0736150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“กินยัง เบอร์เกอร์” เมนูจานด่วน ทานง่าย บุกตลาดขายส่ง หวังสร้างอาชีพคนงบน้อย

“ผมยังคงเจาะตลาดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นฐานลูกค้าเดิมของคุณพ่อ ขณะเดียวกัน รับออกงานอีเว้นต์ต่างๆ ขยายตลาดไปยังร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ จัดประชุมงานต่างๆ รวมถึงขายส่งเฉพาะไส้ จุดประสงค์คือ อยากจะสร้างอาชีพ สร้างงานให้กับผู้ที่สนใจ โดยสามารถรับไปขายได้เลย”

ออกตัวว่าอร่อยไม่แพ้เจ้าไหนในประเทศ สำหรับ “กินยัง เบอร์เกอร์” เมนูจานด่วน ทานง่าย ทานสะดวก รสชาติดี ได้คุณค่าสารอาหาร ในอดีตเมื่อ 4 ปีที่แล้วเคยครองตำแหน่งขวัญใจของเด็กน้อยวัยใส ขายดิบขายดีในโรงเรียน มาวันนี้ ขอทวงบัลลังก์คืน ภายใต้การบริหารงานของทายาท Gen Z คุณภูมิ รังสิยานนท์ นักศึกษาปีที่ 1 เรียนหลักสูตรอินเดียศึกษา (นานาชาติ) รั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ คุณณัฎฐกมล สุกิจจาคามิน นักศึกษาปีที่ 1 คณะศิลปกรรมศาสตร์ นิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยบูรพา

อาสารับไม้ต่อ

บริหารแบบคนรุ่นใหม่

คุณภูมิ เล่าว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้ว คุณพ่อ-คุณปกรณ์กิตติ์ ท่านเคยเป็นที่ปรึกษางานด้านเบเกอรี่ให้กับสินค้าดังๆ อย่าง สเวนเซ่นส์, สาลี่สุพรรณ ฯลฯ แล้ววันหนึ่ง ท่านหันมาทำแฮมเบอร์เกอร์ขาย โดยเช่าตึกย่านถนนลาดปลาเค้า กทม. คิดสูตรเอง ทำขนมปังเอง ทำไส้เอง ทำซอสเอง เจาะตลาดโรงเรียน เน้นคุณภาพ รสชาติอร่อย ขายราคาไม่แพง ปรากฏว่าเด็กๆ ชอบมาก ขายดีเกินคาด แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณพ่อเลิกกิจการทั้งๆ ที่ยังมีออร์เดอร์อยู่

“คุณพ่อมองว่า ตลาดระดับกลาง-ล่าง ยังมีช่องว่าง และมีความน่าสนใจ เลยตั้งใจเจาะตลาดกลุ่มนี้ ทว่าพอขายแฮมเบอร์เกอร์ไปได้ 3 ปี เจ้าของตึกที่ลาดปลาเค้า ขึ้นค่าเช่าเป็น 3 เท่าตัว พ่อเลยเลิกขาย ทั้งๆ ที่ยังมีลูกค้าสั่งออร์เดอร์เข้ามาสัปดาห์ละ 600 ชิ้น ผมรู้สึกเสียดายโอกาส เลยอาสาเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจนี้”

ช่วงที่คุณภูมิเข้ามาสานต่อธุรกิจ หนุ่มน้อยหน้าใสยังเรียนอยู่ ม.6 เจ้าตัว เผยว่า ย้ายครัวออกจากย่านลาดปลาเค้ามาอยู่แถวเมืองทอง ด้านสูตรเบอร์เกอร์ยังเป็นของคุณพ่อ จุดเด่นเป็นเบอร์เกอร์โฮมเมดแท้ๆ มีไส้หมูออริจินอล ไก่ทัชมาฮาล ไก่พริกไทยดำ เนื้อวัวปกติ และเนื้อวัวพรีเมี่ยมให้ลิ้มลองกัน”

สำหรับเอกลักษณ์ของ “กินยัง เบอร์เกอร์” เป็นแฮมเบอร์เกอร์รสชาติจัดจ้าน สไตล์คนไทยชอบ เน้นคุณภาพระดับสูง ไม่ว่าจะวัตถุดิบที่เลือกใช้ ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว วัตถุดิบที่ใช้เกรดเอทั้งหมด เน้นเนื้อสัตว์ปริมาณไขมันต่ำ สั่งจากโรงงานมีชื่อเสียงเพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องปัญหาเชื้อโรคที่มากับสัตว์ ส่วนเนื้อวัวพรีเมี่ยมสั่งจากต่างประเทศ จับกลุ่มคนมีกำลังซื้อสูง

“จุดเด่น กินยัง เบอร์เกอร์ อยู่ที่ไส้ ตีเนื้อสัตว์เอง ปรุงรสชาติตามสูตรเฉพาะที่คิดขึ้นเอง ใช้เครื่องนวดและชั่งน้ำหนักเพื่อให้เท่ากันทุกชิ้น 50 กรัม ส่วนขนมปังก็อร่อย เหนียวนุ่ม ซอสมายองเนสทำเองสูตรเฉพาะของทางร้านเท่านั้น

ขายปลีก ขายส่งเฉพาะไส้

เตรียมทำแอพ บุกตลาดกัมพูชา

ด้านวิธีหาตลาด คุณภูมิ บอกว่า ส่วนหนึ่งยังคงเป็นลูกค้าเก่าตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย แต่หลังจากที่ตนเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวก็ขยายฐานลูกค้าหน้าใหม่ ด้วยการรับออกงานอีเว้นต์ งานเลี้ยง งานแต่งงาน คอนเสิร์ต เจาะกลุ่มร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ ร้านอาหาร รวมถึงขายส่งเฉพาะไส้แฮมเบอร์เกอร์ เพื่อคนที่ต้องการมีอาชีพใช้เงินลงทุนไม่สูง

“ผมยังคงเจาะตลาดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นฐานลูกค้าเดิมของคุณพ่อ ขณะเดียวกัน รับออกงานอีเว้นต์ต่างๆ ขยายตลาดไปยังร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ จัดประชุมงานต่างๆ รวมถึงขายส่งเฉพาะไส้ จุดประสงค์คือ อยากจะสร้างอาชีพ สร้างงานให้กับผู้ที่สนใจ โดยสามารถรับไปขายได้เลย หากลูกค้าต้องการเพิ่มราคาและคุณค่า เพียงเติมผัก ชีส ใส่เพิ่มได้”

สำหรับรูปแบบการจำหน่าย นักธุรกิจ Gen Z เผยว่า มีขายปลีกและขายส่ง ราคาขายปลีก หมูออริจินอล ไก่ทัชมาฮาล ไก่พริกไทยดำ เนื้อวัวปกติ ราคาชิ้นละ 35 บาท เนื้อวัวพรีเมี่ยมชิ้นละ 50 บาท ส่วนขายส่ง รูปแบบ “ไส้” ทำสุกแล้วแบบโฟรเซ่น ไม่ต่างไปกับการทำไส้กรอกที่เมื่อผ่านกระบวนการความร้อนแล้วจะอยู่ได้นาน สะดวกง่ายต่อการใช้งาน เพียงนำออกมาวางไว้ในอุณหภูมิห้องชั่วขณะ เนื้อจะคลายตัวคืนสภาพกลับมานุ่มนวลได้เหมือนเดิม และหากอยากทานกันร้อนๆ ก็เพียงเข้าไมโครเวฟแค่ครึ่งนาทีเท่านี้ เบอร์เกอร์ หอมๆ นุ่มๆ ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว ส่วนราคาขายส่ง หมูออริจินอล ไก่ทัชมาฮาล ไก่พริกไทยดำ ชิ้นละ 15 บาท เนื้อวัว 30 บาท เนื้อวัวพรีเมี่ยม 35 บาท

นอกจากช่องทางขยายตลาดแบบออฟไลน์ ชายหนุ่มยังใช้ความเป็นคนรุ่นใหม่ด้วยสื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ เว็บไซต์ รวมถึงภายในปีนี้ตั้งใจจะทำแอพพลิเคชั่นสั่งสินค้าบนมือถือ หวังเจาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่ใช้สมาร์ตโฟน

ปัจจุบัน กำลังการผลิตของ “กินยัง เบอร์เกอร์” มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1,000 ชิ้น ต่อวัน ตั้งเป้าภายใน 2 ปี จะผลิตให้ได้ 10,000 ชิ้น ต่อวัน และในอนาคตอันใกล้จะนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายที่ประเทศเพื่อนบ้าน นำร่องที่ประเทศกัมพูชาก่อน พร้อมเพิ่มไส้อื่นๆ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้แก่ลูกค้า

ในมุมมองของเด็กรุ่นใหม่ที่ปฏิเสธงานประจำแล้วหันมาทำธุรกิจส่วนตัว คุณภูมิ บอกว่า ตั้งใจไว้ว่าเมื่อเรียนจบจะไม่ทำงานประจำ จะไม่เป็นลูกน้องใคร ขอเลือกทำธุรกิจส่วนตัว เพราะการค้าขายนับเป็นความท้าทาย จะทำอย่างไรเพื่อให้ได้เห็นเงินทุกวัน แต่ ณ ขณะนี้ขอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปก่อน

สำหรับโอกาสการขาย แฮมเบอร์เกอร์ยังคงเป็นเมนูที่ทุกเพศ ทุกวัย สามารถทานได้ทุกมื้อ หรือแม้กระทั่งอาหารว่างก็ได้ สำหรับผู้ที่สนใจ ติดต่อที่โทรศัพท์ (081) 100-1853 LINE ID : 0811001853 Facebook กินยัง เบอร์เกอร์

“กีรตา” รุกตลาดเมืองพุทธ ผลิตธูปควันน้อย ปลอดมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0738150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“กีรตา” รุกตลาดเมืองพุทธ ผลิตธูปควันน้อย ปลอดมะเร็ง

“ลูกค้าทราบว่าธูปที่มีควันมากๆ ไม่ดี และลูกค้าจำนวนมากก็มีกำลังซื้อสินค้าปลอดภัย เพียงแต่หาผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าประเภทนี้ยาก ตรงนี้ทำให้มองเห็นช่องทาง และก็เชื่อว่า กีรตา มีโอกาสโต ซึ่งไม่เพียงตลาดในประเทศ ผมว่า ถ้ามีศาสนาพุทธอยู่ในโลกนี้ ความต้องการก็จะยังมีอยู่”

5 ปีก่อนหน้านี้ ในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 30 ปี คุณพีระวัฒน์ อุรพีพัฒนพงศ์ ฉุกคิดถึงการสร้างอาชีพของตนเอง แม้ในวันนั้นเขาจะทำงานด้านโฆษณามีเงินเดือน และมีโอกาสโตไปกับสายงานที่ทำอยู่ แต่กลับต้องการ “ลาออก”

และในที่สุด เขาก็กลายเป็นนักธุรกิจที่มีจุดเริ่มต้นกับเงินลงทุนไม่เกิน 30,000 บาท แต่มีรายได้หลักล้านบาท ต่อปี

กล้าออกจากงาน

สานฝันสู่นายตัวเอง

“ถ้าทำงานในบริษัทผมก็คงเติบโต แต่ผมคิดถึงการทำธุรกิจ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันอาจเจ็บก็ได้ แต่ตอนนั้นมองว่า ถ้าทำธุรกิจแล้วไม่ไหวจริงๆ เราก็แค่หยุดแล้วกลับมาทำงานเป็นลูกจ้างก็ยังทัน แต่ในทางกลับกัน ถ้าผมไม่เลือกลองทำสิ่งใหม่ๆ ก็จะกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ไม่กล้าออกมาทำอะไร”

นี่คือจุดเริ่มต้นให้คุณพีระวัฒน์ ลาออกจากตำแหน่งงานประจำที่ทำมาราว 7 ปี เพื่อเดินตามทางเลือกใหม่ของเขา นั่นคือเป็น “นายตัวเอง”

อะไรคือสินค้าที่น่าสนใจ สามารถจับมาสร้างแบรนด์ของตนเองได้ นั่นคือสิ่งที่คุณพีระวัฒน์ ครุ่นคิด

“วิธีคิดเบื้องต้นเพื่อกันความผิดพลาดของผมมีอยู่ 3 ข้อ ข้อแรกคือธุรกิจที่จะทำ ตลาดต้องมีความต้องการ ประการที่สอง ต้องมีความแตกต่าง และประการสุดท้าย ผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นต้องให้คุณค่าต่อผู้บริโภค

กระทั่งได้อ่านผลงานวิจัยจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พบว่า ควันธูปมีสารก่อให้เกิดโรคมะเร็ง จึงใช้เวลาศึกษาข้อมูล ทั้งในด้านสาเหตุ ซึ่งหลักๆ มาจากวัตถุดิบ และเมื่อสำรวจตามซุปเปอร์มาร์เก็ต และมินิมาร์ท ธูปคือสินค้าที่มีวางจำหน่ายตลอด”

กอปรกับประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ จึงเชื่อว่าสินค้านี้มีโอกาสโตได้ แต่ต้องสร้างความต่าง กับวัตถุดิบที่ปลอดภัย

“ผมเรียนจบนิเทศศาสตร์ ฉะนั้น ด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับการผลิตธูปไม่มีเลย ก็เข้าไปปรึกษา สสว. และต่อมาก็ได้รู้จักกับผู้รับจ้างพัฒนาสูตร จึงจับมือร่วมกัน เกิดแบรนด์ กีรตา ขึ้นมา โดยใช้ทุนก้อนแรกไม่เกิน 30,000 บาท”

ผลิตธูปจากธรรมชาติ

ปลอดสาร ปลอดภัย

คุณพีระวัฒน์ ว่า การศึกษาข้อมูลในเบื้องต้น ต้องรู้ก่อนว่า สารก่อให้เกิดมะเร็งมาจากอะไร ซึ่งหลักๆ คือ วัตถุดิบ 3 ส่วน ได้แก่ เนื้อธูปโดยทั่วไปจะใช้เศษไม้เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีส่วนผสมของสารเคมีกำจัดแมลง ต่อมาก้านธูปมีสารที่เรียกว่าน้ำส้มควันไม้ ซึ่งสามารถสกัดเป็นยาฆ่าแมลงได้ และสุดท้าย คือกลิ่นหอมที่ผู้ผลิตมักจะฉีดน้ำหอมลงไป และด้วยการอัดเนื้อธูปที่ไม่แน่นพอจึงทำให้เกิดควันจำนวนมาก เกิดอันตรายต่อระบบหายใจ

เมื่อทราบดังนี้ จึงตั้งต้นด้วยการเลือกวัตถุดิบปลอดภัย โดยในส่วนของเนื้อธูปจะใช้ซังข้าวโพดผสมผงดอกมะลิธรรมชาติปราศจากสารเคมีเพื่อให้เกิดกลิ่นหอมอ่อนๆ ส่วนก้านธูปเลือกใช้ไม้ไผ่สีสุกที่ผ่านการแยกสารน้ำส้มควันไม้ จากนั้นใช้เครื่องมืออัดเนื้อธูปให้แน่น เพื่อเวลาจุดจะเกิดควันน้อย

“ธูปกีรตา ผ่านการทดสอบจากห้องแล็บว่าปลอดภัยตามข้อกำหนดขององค์กรอนามัยโลก เราจึงวางจำหน่าย โดยเลือกเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับบีบวกขึ้นไป และผู้รักสุขภาพ ฉะนั้น ตลาดสุขภาพ จึงเป็นตลาดหลักที่กีรตามอง ซึ่งขณะนี้มีจำหน่ายในร้าน เลมอนฟาร์ม และฟู้ดแลนด์ ทุกสาขา ในราคาซองละ 65 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับธูปธรรมดาทั่วไปราคา 15-20 บาทเท่านั้น แต่ว่าคุณค่าที่ผู้บริโภคได้รับทำให้เขาตัดสินใจซื้อ จนตอนนี้ยอดขายเดือนละ 2.5-3 ล้านบาท ต่อปี หรือคิดเป็นยอดผลิต 10,000 ซอง ต่อเดือน หรือราว 1 ตัน ซึ่งไม่พอจำหน่าย”

“ลูกค้าทราบว่าธูปที่มีควันมากๆ ไม่ดี และลูกค้าจำนวนมากก็มีกำลังซื้อสินค้าปลอดภัย เพียงแต่หาผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าประเภทนี้ยาก ตรงนี้ทำให้มองเห็นช่องทาง และก็เชื่อว่า กีรตา มีโอกาสโต ซึ่งไม่เพียงตลาดในประเทศ ผมว่าถ้ามีศาสนาพุทธอยู่ในโลกนี้ ความต้องการก็จะยังมีอยู่ ในอนาคต หากสินค้าของเราติดอันดับ 1-3 ของประเทศ ก็วางแผนไปตลาดต่างประเทศ อย่างที่มาเลเซีย เขาผลิตธูปมาจำหน่ายในบ้านเราจำนวนมาก เราก็ควรทำสินค้าของไทยไปขายเขาบ้าง หรืออย่างประเทศจีน กับพม่า ก็มีความต้องการสูง”

ผู้สนใจต้องการก้าวสู่ธุรกิจ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับนวัตกรรม คุณพีระวัฒน์ แนะนำว่า

“ธุรกิจที่ยังไม่มีใครแตะ หรือมีผู้ทำน้อยราย จะใช้เงินลงทุนน้อยมาก ไม่เหมือนธุรกิจที่บูมเป็นคลื่นบนน้ำ การแข่งขันจะสูง ต้องใช้ทุนสูงไปด้วยในการขับเคลื่อน กับตัวผมเอง ผมเลือกเล่นเกมที่สร้างขึ้นมาเอง ทำในสิ่งที่คู่แข่งน้อยราย บวกกับมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ผมเชื่อว่ายังมีช่องทางให้เราเดินอีกมาก สำคัญคือมองเห็นหรือไม่”

สนใจต้องการติดต่อ “กีรตา” ตั้งอยู่เลขที่ 55/33-35 ถนนนนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (089) 145-5796, (02) 294-2137-8 หรือ http://www.facebook.com/kirataproduct

ผลไม้ไทยสร้างชื่อ-ทำเงินใน “ทีมอล” เกษตรกรแฮปปี้ ปลูกมะม่วงมหาชนกส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0740150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ผลไม้ไทยสร้างชื่อ-ทำเงินใน “ทีมอล” เกษตรกรแฮปปี้ ปลูกมะม่วงมหาชนกส่งออก

“ทีมอล” (www.Tmall.com) เป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแบบ B2C (Business to Customer) เป็นตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมระดับต้นๆ ของประเทศจีน ซึ่งเป็นเว็บในเครือของอาลีบาบากรุ๊ป และมีผลไม้ไทยไปขายในนั้นด้วย นั่นคือ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ผู้ทำธุรกิจซื้อ-ขายผลไม้ไทยส่งออกประเทศจีน ที่มี คุณนพพร สวัสดิ์ธนพิศุทธิ์ นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด โดยร่วมมือกับ บริษัท สยามกวางสีเทคโนโลยีการเกษตร จำกัด ประเทศจีน

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัททั้งสองพร้อมด้วยผู้บริหารจากอาลีบาบากรุ๊ป แถลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “เทศกาลผลไม้ไทย ครั้งแรกในทีมอลอาหารสด” ที่โรงแรมสวิส โฮเต็ล เลอคองคอร์ด ย่านรัชดาภิเษก ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นยอดขายผลไม้ไทย โดยจัดแคมเปญจำหน่ายผลไม้ไทยราคาพิเศษ ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 18 กรกฎาคมนี้

ยอดขายพุ่งกระฉูด

คุณนพพร เกริ่นให้ฟังว่า เดิมทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์สินค้าไอทีพวกโทรศัพท์มือถือ แต่เมื่อเห็นช่องทางการทำธุรกิจส่งออกผลไม้ไทยผ่านการขายในออนไลน์ จึงมาเน้นธุรกิจนี้เพราะมองว่าตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่และมีความต้องการมาก ซึ่งจากการส่งออกมาเกือบ 2 ปีแล้วผลตอบรับดีมาก โดยในช่วง 3 เดือนแรกที่ขายผ่านช่องทางทีมอล บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 50,000-100,000 หยวน และตอนนี้รายได้เฉลี่ยเดือนละ 600,000 หยวน อย่างเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาขายได้ถึง 700,000 หยวน ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ประมาณปีละ 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ปีที่แล้วบริษัทมีรายได้ถึง 48 ล้านบาท

คุณนพพร เล่าว่า ปัจจุบัน บริษัทมีพื้นที่ปลูกผลไม้เพื่อส่งออกประมาณ 3,000 ไร่ อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี พิษณุโลก และเชียงใหม่ มีเครือข่ายพื้นที่ปลูกผลไม้อีก 10,000 ไร่ ทั่วทุกภาคของประเทศ พร้อมทั้งมีการทำเอ็มโอยูในการรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรอีก 300,000 ไร่ เพื่อนำผลไม้ที่ได้มาตรฐานไปจำหน่ายต่อเนื่องตลอดทั้งปี นอกจากนี้ บริษัทมีโกดังเก็บผลไม้ในจีนอีก 2 แห่งด้วย โดยใช้เวลาขนส่งจากไทยไปจีนแค่ 2-3 วันเท่านั้น

“ช่วงไม่กี่ปีมานี้มีกลุ่มพ่อค้าทั้งในและต่างประเทศเข้ามาแย่งซื้อผลไม้จากเกษตรกร เพื่อนำไปจำหน่ายในตลาดจีนมาก โดยเฉพาะทุเรียนและมะม่วง ส่วนใหญ่แข่งขันด้วยการให้ราคาแพงแก่เกษตรกร ส่วนการซื้อผลไม้ของบริษัทก็เข้าไปซื้อล่วงหน้า 1 เดือนแบบเหมาสวนก่อนที่จะมารับสินค้า ซึ่งผลไม้ของบริษัทได้รับเครื่องหมาย GAP เป็นเกษตรปลอดภัย แต่ไม่ใช่ออร์แกนิก พูดได้ว่าในบรรดาผลไม้จากต่างประเทศ พูดได้ว่าคนจีนชื่นชอบผลไม้ไทยเป็นอันดับ 1”

สำหรับผลไม้ที่ชาวจีนนิยมซื้อคือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก เป็นหลัก รองลงมาคือ ทุเรียน มังคุด และลำไย ตามลำดับ นอกจากนั้น ยังมีผลไม้อื่นๆ ตามฤดูกาล ซึ่งหากผลไม้เกิดความเสียหายทางบริษัทจะมีการบริการเปลี่ยนหรือคืนเงินให้ด้วย โดยจะมีปัญหาผลไม้ที่ต้องส่งคืนแค่ 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่มาก ส่วนมากเป็นมะม่วงสุก

คนจีนนิยมซื้อผ่านออนไลน์

ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ระบุว่า เทรนด์การซื้อสินค้าออนไลน์ของคนจีนบูมมาก แบ่งเป็นการสั่งผ่านมือถือ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์ สั่งผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) โดยมียอดการสั่งซื้อมากถึง 10,000 ชิ้น ต่อวัน และมีลูกค้าใช้บริการผ่านระบบออนไลน์ 150 ล้านคน ต่อวัน ในเว็บทีมอลมีคนเข้าดูกว่า 60 ล้านคน คาดว่าจะมีลูกค้าเข้าชมเทศกาลผลไม้ไทยเฉลี่ย 500,000-800,000 คน ต่อวัน ซึ่งในส่วนของผลไม้สดนั้น บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด กับ บริษัท สยามกวางสีเทคโนโลยีการเกษตร จำกัด อยู่อันดับ 1 ใน 5 ของตลาดออนไลน์ประเทศจีน โดยเป็นบริษัทคนไทยรายแรกที่มีการจำหน่ายผลไม้ผ่านตลาดออนไลน์ในทีมอล

อย่างไรก็ตาม ปัญหาภูมิอากาศปีนี้ค่อนข้างแล้ง ทำให้บริษัทตั้งเป้ารักษายอดเดิมไว้ก่อนจนถึงสิ้นปี เพราะสินค้ามีน้อยทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง แต่ดีที่ว่าการขายออนไลน์ต้นทุนจะถูกกว่าประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากไม่มีหน้าร้าน แค่ต้องระวังเรื่องการจัดส่งสินค้า ไม่ให้มีปัญหา เพราะการขายในออนไลน์แบบนี้ลูกค้าสามารถเคลมได้ลูกต่อลูก ไม่เหมือนกับการขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป

เมื่อถามว่า ในอนาคตกลัวจะมีคู่แข่งไหม คุณนพพร แจงว่า การที่จะเข้าไปขายในทีมอลได้จะต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในจีนเท่านั้น และการค้าขายออนไลน์จะต้องมีกระบวนการ นั่นคือมีสินค้าและมีคนทำตลาด ในขณะที่ผลไม้ไทยก็มีจำนวนจำกัด หากเข้ามาทำธุรกิจในตอนนี้จะเหนื่อย เพราะบริษัททำมาก่อนเป็นเจ้าแรก และยังไม่คิดที่จะนำผลไม้ไทยไปขายออนไลน์ในประเทศอื่นๆ อีก เพราะแค่ประเทศจีนตลาดก็ใหญ่มาก

ส่วนเรื่องกระแสผลไม้ออร์แกนิกนั้น คุณนพพร ระบุว่า เริ่มมีความต้องการบ้างแต่ยังไม่มากนัก ซึ่งเมื่อปริมาณยังน้อยอยู่ก็ไม่คุ้มกับค่าขนส่ง

ปีนี้เจอภัยแล้ง กำไรลดลง

ทีนี้มาฟังเสียงเกษตรกรตัวจริงกันบ้าง “คุณวาสนา กุลชนะรงค์” สมาชิกโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลหนองหิน อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าว่า ในพื้นที่ตำบลหนองหินมีเกษตรกรปลูกมะม่วงมหาชนกกว่าพันไร่ ตนเองมีพื้นที่ปลูกมะม่วงมหาชนก 20 ไร่ ในปีนี้ผลผลิตออกไม่เยอะเพราะแล้งจัด โดยส่งขายโรงงานแปรรูปผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรี 120 ตัน ขายได้ตันละ 26,000 บาท ขนาดไซซ์ใหญ่ ส่วนอีก 60 ตัน ส่งบริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ขายได้ตันละ 23,000 บาท ไซซ์เล็กกว่า ปีนี้รายได้จึงน้อยกว่าปีที่แล้ว

เกษตรกรหญิงรายนี้ บอกอีกว่า หลังจากเก็บมะม่วงแล้ว ช่วงนี้จะใส่ปุ๋ยและจะตกแต่งกิ่ง นอกจากนี้ ในช่วงระยะแตกใบอ่อนก็ฉีดฮอร์โมนและให้อาหารเสริมทางใบ ซึ่งการปลูกมะม่วงมหาชนกไม่ต้องดูแลมาก และเมื่อออกลูกก็ไม่ต้องห่อ ไม่เหมือนมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ต้องห่อลูก

“การปลูกมะม่วงมหาชนกส่งโรงงานและบริษัทส่งออกดีมาก เพราะสามารถรับซื้อได้จำนวนเยอะ และส่งออกได้มาก เพราะมะม่วงชนิดนี้เปลือกหนา ส่งออกเสียหายน้อย รสชาติดี อมเปรี้ยวหวาน ไม่หวานจัดเหมือนมะม่วงน้ำดอกไม้ ทุกวันนี้เกษตรกรที่หนองหินมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นเพราะปลูกมะม่วงมหาชนกกัน ซึ่งแต่ละปีเกษตรกรต่างก็เพิ่มพื้นที่ปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทางโรงงานยังต้องการอีกเยอะ”

ด้าน “คุณรอง จิตจักร” เกษตรกรจากตำบลหนองหินอีกราย ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ส่งมะม่วงให้กับบริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ให้ข้อมูลว่า มีที่ดิน 22 ไร่ แบ่งเป็นปลูกมันสำปะหลังกับอ้อยส่วนหนึ่ง และปลูกมะม่วงมหาชนกมา 8 ปีแล้ว โดยส่งให้บริษัทนี้เป็นปีแรก ผลผลิตเพิ่งหมดไป ปีนี้เก็บได้ 22 ตัน เพราะเจอปัญหาฝนแล้ง ขายได้ตันละ 18,000 บาท แล้วแต่ขนาด ถ้าเป็นลูกเล็ก กิโลกรัมละ 18 บาท ขนาดกลาง กิโลกรัมละ 25 บาท ส่วนลูกใหญ่ กิโลกรัมละ 45 บาท รวมแล้วปีนี้ขายได้กำไร 500,000 กว่าบาท ส่วนปีที่แล้วเก็บได้ 82 ตัน ขายแล้วหักค่าใช้จ่ายเหลือ 800,000 กว่าบาท

“การปลูกมะม่วงมหาชนกยาก เพราะต้องใส่ปุ๋ยและฉีดยา รักษาโรคแมลงและโรคพืช โดยจะใช้ยาฆ่าแมลงตอนมะม่วงกำลังออกดอก พอตอนออกลูกเล็กช่วงเดือนครึ่งต้องให้ปุ๋ย”

เชื่อว่าอีกหน่อยเกษตรกรในหลายพื้นที่คงหันมาปลูกมะม่วงมหาชนกกันเป็นแถว เพราะนอกจากรายได้ดีแล้ว ยังมีตลาดรองรับอีกด้วย

ชีวิตติดลบเพราะเจ๊งหุ้น ล้างหนี้หลายล้านได้ ด้วย “ผัดไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

ชีวิตติดลบเพราะเจ๊งหุ้น ล้างหนี้หลายล้านได้ ด้วย “ผัดไทย”

“ธุรกิจนี้เริ่มจากมือเปล่าแถมติดลบอีก แต่ตอนนี้มีมูลค่าทรัพย์สินเยอะกว่าที่เคยมีมา สามารถซื้อตึกใหม่ทำออฟฟิศ ขยายแฟรนไชส์ที่ 2 คือ ขนมจีนคุณพลอย มีที่ดิน 30 ไร่ พร้อมสำหรับทำการเกษตร ชีวิตเหมือนต้นไม้เกิดใหม่…”

คุณสุภาดา ตะวันดา เคยเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบกิจการใหญ่โต แต่มีอันต้องเป็นคน “มีหนี้” หลักหลายล้านบาท อันเนื่องมาจากภาวะความปั่นป่วนของตลาดหุ้น เมื่อราวปี 2547

จากที่เคยมีทรัพย์สินมูลค่านับสิบล้าน กลับต้องหมดตัวภายในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน

“พอเกิดเหตุการณ์นั้นพยายามตั้งสติ ก่อนจะหันเหมาเปิดร้านอาหารเล็กๆ อยู่กับบ้าน ขายอาหารตามสั่ง รายรับพออยู่ได้ และมีผัดไทย เป็นตัวขายดีสุด” สาวใหญ่ เจ้าของเรื่องราว ย้อนความทรงจำไปเมื่อราว พ.ศ. 2554

ทำอยู่ได้ไม่นาน รู้สึกไม่ใช่ตัวเอง เพราะต้องอยู่นั่งเฝ้าร้านทุกวัน จึงเข้าไปเปิดขายในห้างสรรพสินค้า สุดท้ายได้ทำเลในฟู้ดคอร์ตของห้างไชน่าเวิลด์ ย่านวังบูรพา ใช้ชื่อว่า “ร้านบลูตะวัน” และถึงแม้จะเป็นร้านอาหารตามสั่ง แต่เมนูเดียวที่ขายดีมากเหมือนเดิม ก็คือ “ผัดไทย”

“เป็นคนชอบทาน-ชอบทำผัดไทย และมีสูตรซอสผัดไทยที่เก็บได้นานเป็นเดือนยังอร่อยอยู่ แต่ไม่อยากจำเจมีชีวิตผูกติดกับร้านอยู่ที่เดียวตลอดเวลา จึงคิดขยายธุรกิจในรูปแบบของแฟรนไชส์ เลยไปเข้ารับการอบรมกับทางสมาคมแฟรนไชส์ไทย จนสามารถตกตะกอนความคิดได้ออกมาเป็นระบบ” คุณสุภาดา เล่า

และว่า หลังจากเข้ารับการอบรมหลักสูตรแฟรนไชซีแล้ว ใช่ว่าจะขายแฟรนไชส์ได้เลย ต้องทำสาขาของตัวเองให้แข็งแรงก่อน ในทุกเรื่อง ทั้งรสชาติ การจัดเก็บ การจัดส่งวัตถุดิบ การแก้ไขปัญหา ข้อดี-ข้อเสีย กระทั่งเกิดความมั่นใจ

กระทั่งปี 2556 เปิดขายแฟรนไชส์ “ผัดไทยตะวันดา” ร้านแรก มีเมนูขายอยู่ 7 เมนู ได้แก่ ผัดไทย ขนมผักกาด หอยทอด ซึ่งเป็นจานหลักที่โดดเด่นของร้าน ส่วนเมนูทางเลือก ได้แก่ สปาเกตตี มะกะโรนี วุ้นเส้น และเมนูเสริมตระกูลเส้นที่หากินยากคือ ผัดหมี่ซั่ว

ใช้เวลา 3 ปี ปัจจุบันร้านผัดไทยตะวันดา มีร้านสาขาแฟรนไชส์ 63 แห่ง ทั่วประเทศ ต่างประเทศมีที่ ออสเตรเลีย กัมพูชา และเมืองกว่างโจว ประเทศจีน แต่ไม่มีร้านต้นแบบแม้เพียงร้านเดียว โดยเธอให้เหตุผล อยากทุ่มเทเวลาทั้งหมด ในการดูแลร้านสาขามากกว่า

“ธุรกิจนี้เริ่มจากมือเปล่าแถมติดลบอีก แต่ตอนนี้มีมูลค่าทรัพย์สินเยอะกว่าที่เคยมีมา สามารถซื้อตึกใหม่ทำออฟฟิศ ขยายแฟรนไชส์ที่สอง แบรนด์ขนมจีนคุณพลอย มีที่ดิน 30 ไร่ พร้อมสำหรับทำการเกษตร ชีวิตเหมือนต้นไม้เกิดใหม่ แตกยอดกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อยๆ” เจ้าของแฟรนไชส์ผัดไทยตะวันดา ว่าอย่างนั้น

ก่อนฝากทิ้งท้าย สำหรับคนที่คิดอยากมีอาชีพอิสระ

“สิ่งแรกที่คุณต้องเตรียมคือ ใจ สำคัญที่สุด และถ้าคิดจะทำ ลงมือทำเลย อย่าท้อ อย่ากลัว มีเป้าหมายให้ชัดเจน และอย่าคิดว่าทำไม่ได้ ถ้าคิดให้เป็นบวก ชีวิตจะบวกตลอด”

เทคนิคทำร้านเล็กให้รวย

คนที่อยากทำแฟรนไชส์ เท่ากับคุณเป็นเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงดินแล้ว แต่การจะแจ้งเกิดได้ อยู่ที่การตีโจทย์ให้แตก รู้อย่างลึกซึ้ง จับหลักให้ได้แล้วลงมือทำ ธุรกิจอาหารเกิดง่าย แต่เกิดอย่างไรให้อยู่คงทน เกิดแล้วให้อยู่ยาวที่สุด ควรจับอาหารเฉพาะตัวเด่นๆ เช่น ขนมถังทอง ขนมครก หรือลูกชิ้น เป็นแฟรนไชส์ได้ทั้งนั้น จับมาตัวหนึ่งแล้วทำจริง ลุยจริง

โดยส่วนตัวแล้วมองว่า การเข้าไปขายในห้างนั้น โอกาสขาดทุนนั้นมีน้อย เพราะไม่ต้องสร้างร้าน ไม่ต้องซื้อจานชาม ไม่ต้องจ้างพนักงานทำความสะอาด แต่ต้องมี “สายป่าน” ยาวหน่อย อย่างไรก็ตาม เรื่องของทำเล นับเป็นอีกหนึ่งที่มาของความสำเร็จ เพราะถ้าไปตั้งร้านริมถนน ฝนตก ไม่มีที่จอดรถ คนก็ไม่เข้าแล้ว

เวลาเกิดอุปสรรคปัญหา อย่าท้อเด็ดขาด เพราะถ้าท้องานจะไม่เดินหน้า และถ้าไม่เดินต่อหรือท้อ หรือกลัวต่ออุปสรรค ไม่กล้า กลัวหมดทุน ก็จบ แต่ในความเป็นจริงการทำธุรกิจทุกชนิดนั้น ปัญหาเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งที่ทุกคนต้องเจอ

การทำอย่างไรให้คนรู้จักแบรนด์ของเรา เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ ทำอย่างไรให้กินแล้วบอกต่อ กินแล้วเดินกลับมากินอีกครั้งหนึ่ง โซเชียลมีเดีย เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ทำให้คนรู้จักโดยไม่ต้องใช้เงิน เราผู้ประกอบการต้องใช้ให้เป็น

แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดนั้นคือ ความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เป็นวิธีการสร้างแบรนด์ที่ดีที่สุด

คุณสุภาดา ตะวันดา

เจ้าของแฟรนไชส์ “ผัดไทยตะวันดา”

“เฮียเอี่ยม” เพาะถั่วงอกปลอดสาร ส่งขายยี่ปั๊ว วันละ 3 ตัน รายได้เดือนละล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0761150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“เฮียเอี่ยม” เพาะถั่วงอกปลอดสาร ส่งขายยี่ปั๊ว วันละ 3 ตัน รายได้เดือนละล้าน

“ต้นทุนถั่วแขกกิโลกรัมละ 70 บาท เพาะเป็นถั่วงอกได้ 7 กิโลกรัม แต่ละวันผมใช้ถั่วแขก 500 กิโลกรัมเพาะถั่วงอกได้ 3,100 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 13-16 บาท ส่งขายทุกวัน ตกแล้วมีรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายราววันละ 20,000 บาท”

ติดทำเนียบผักขายดีของตลาดเกือบทุกแห่ง ร้านก๋วยเตี๋ยวทุกร้านจำเป็นต้องใช้ทุกวัน สำหรับ “ถั่วงอก” พืชราคาไม่สูงมาก เพาะง่าย 3 วัน ได้ทานแล้ว แถมน่าอัศจรรย์ปราศจากดินและปุ๋ย ใช้เพียง “น้ำ” เท่านั้น ไม่ต้องเป็นเกษตรกรก็สามารถเพาะได้ ด้านคุณค่าทางโภชนาการ “ถั่วงอก” อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง

แต่ปัจจุบัน “ถั่วงอก” มักมีสารต้องห้ามต่อร่างกาย ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็ได้ ดังนั้น ถั่วงอกปลอดสารพิษ นับเป็นทางเลือกที่ร่างกายเราคู่ควร

หัวใจสำคัญอยู่ที่เมล็ดพันธุ์ น้ำ และวิธีการรดน้ำ

คุณวันทัสน์ รติขจรพันธุ์ หรือ เฮียเอี่ยม ชายหนุ่มวัย 59 ปี ยึดอาชีพเพาะถั่วงอกขายมาตลอดทั้งชีวิต ปัจจุบัน เพาะถั่วงอกปลอดสาร บนเนื้อที่ 400 ตารางวา ย่านคลองสิบสาม หนองจอก กรุงเทพฯ เก็บผลผลิตส่งขายตลาดทุกวันราว 2-3 ตัน มีรายได้วันละ 20,000 บาท โดยเฉลี่ยยังไม่หักต้นทุน จะมีรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

เฮียเอี่ยม เท้าความกับเส้นทางเศรษฐีว่า เกิดและเติบโตมาในครอบครัวคนจีนที่มีอาชีพเพาะถั่วงอกขาย เดิมรุ่นพ่อแม่เพาะถั่วงอกอยู่ที่ย่านดินแดง กทม. จนกระทั่งโดนเวรคืนที่ดิน จำต้องย้ายไปเพาะถั่วงอกที่ย่านห้วยขวาง ขนาดพื้นที่ 200 ตารางวา อยู่ห้วยขวางนาน 20 ปี จนกระทั่ง กรมทรัพยากรน้ำ สั่งห้ามใช้น้ำบาดาล เลยย้ายมาอยู่ย่านคลองสิบสาม หนองจอก เนื่องจากมีน้ำให้ใช้ตลอดทั้งปี

“ตอนเพาะถั่วงอกอยู่ที่ดินแดงใช้น้ำบาดาล ประกอบกับท่อน้ำบาดาลแตก กรมทรัพยากรน้ำ สั่งห้ามใช้น้ำบาดาล ปี 2548 เลยย้ายมาอยู่คลองสิบสาม ย่านหนองจอก สาเหตุที่ย้ายมาบริเวณนี้เนื่องจากมีน้ำให้ใช้ตลอดทั้งปี เป็นน้ำคลองชลประทานที่ไหลมาจากเขื่อนจังหวัดชัยนาท”

บ้านคลองสิบสาม หนองจอก ที่เฮียเอี่ยมย้ายมาอยู่ เฮียเอี่ยม บอกว่า จัดสรรพื้นที่เพาะถั่วงอกราว 400 ตารางวา สำหรับจุดเด่นของถั่วงอกที่นี่เป็นถั่วงอกไฮโดรโปนิกส์ ลักษณะต้นเรียว ยาว ขนาดกำลังดี มีเปลือกติดที่หัว มี 2 ใบเลี้ยงงอกออกมา สีเหลืองธรรมชาติ หากถูกแดดจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน มีเหี่ยวบ้าง ต่างจากถั่วงอกทั่วไปที่มีต้นขาว อวบ อ้วน ถูกแดดก็ยังเป็นสีขาวไม่เปลี่ยนสี

สำหรับรายละเอียดการเพาะถั่วงอก เฮียเอี่ยม บอกกับเส้นทางเศรษฐีว่า ใช้ถั่วเขียวผิวดำ หรือถั่วแขก (ถั่วพม่า) ที่เลือกพันธุ์นี้เพราะแข็งแรง ทนทาน ไม่ค่อยช้ำ เหี่ยวช้า แต่ข้อเสียคือ โตช้า ปกติถั่วเขียวทั่วไปเพาะเป็นถั่วงอกใช้เวลา 72 ชั่วโมง ก็โตเก็บขายได้แล้ว แต่ถั่วแขกใช้เวลา 80 ชั่วโมงกว่าจะงอก ซึ่งถั่วแขก 1 กิโลกรัม จะเพาะถั่วงอกได้ราว 7 กิโลกรัม

เผยขั้นตอนเพาะถั่วงอก

โอกาสขายยังมี

สำหรับกระบวนการเพาะถั่วงอก เฮียเอี่ยม เผยว่า หัวใจสำคัญ อยู่ที่เมล็ดพันธุ์ น้ำ และวิธีการรดน้ำ ซึ่งวิธีเพาะคร่าวๆ ดังนี้

1. นำถั่วเขียวผิวดำ ที่นำเข้าจากพม่า มาล้างทำความสะอาดให้เกลี้ยง ร่อนเพื่อนำวัตถุแปลกปลอมออกให้หมด หลังจากนั้นแช่น้ำทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง

2. นำเมล็ดถั่วที่ผ่านการร่อน และล้างสะอาดแล้ว เตรียมลงเพาะในถังที่เจาะร่องไว้เพื่อระบายน้ำ ใช้ถังขนาด 200 ลิตร ตัดครึ่งใส่ถั่วเขียวผิวดำลงไปในถัง ประมาณ 7 กิโลกรัม นำตาข่ายมาบังไว้เพื่อไม่ให้น้ำกระแทกถูกเมล็ดแรงเกินไป

3. รดน้ำผ่านตาข่ายทุกวัน โดยใช้ฝักบัว เพื่อให้น้ำกระจายอย่างทั่วถึง รดน้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน (เฉลี่ยรดน้ำวันละ 12 ครั้ง) เมล็ดถั่วแขกจะงอกเป็นถั่วงอกสีขาว อวบอ้วน น่าทาน นำไปขายส่งในตลาดสด

สำหรับน้ำที่นำมาใช้รดถั่วงอก เฮียเอี่ยมจะสูบขึ้นมาจากคลองแล้วพักในบ่อพักน้ำสูง 3 เมตร นาน 1 วัน เพื่อกรองตะกอนก่อน การเพาะถั่วงอกที่สำคัญคือใช้น้ำเยอะมาก ต้องรดน้ำทั้งวันทั้งคืน ถั่วงอกที่ดีต้องมีกลิ่นเหม็นเขียวเล็กน้อย เพราะแสดงถึงความสดใหม่ เวลาโดนลม โดนแสงแดดมีสีคล้ำบ้าง

ปัจจุบัน เฮียเอี่ยมจะเพาะถั่วงอกทุกวัน เฉลี่ยวันละ 3,100 กิโลกรัม ส่งขายตลาดใหญ่ๆ และมียี่ปั๊วมารับถึงที่บ้าน เช่น คลองเตย ตลาดห้วยขวาง พระโขนง ประตูน้ำ ตลาดวรจักร ตลาดย่านศรีนครินทร์ ราคากิโลกรัมละ 13-16 บาท

“ต้นทุนถั่วแขก กิโลกรัมละ 70 บาท เพาะเป็นถั่วงอกได้ 7 กิโลกรัม แต่ละวันผมใช้ถั่วแขก 500 กิโลกรัมเพาะถั่วงอกได้ 3,100 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 13-16 บาท ส่งขายทุกวัน ตกแล้วมีรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายราววันละ 20,000 บาท”

ด้านแผนธุรกิจในอนาคต เฮียเอี่ยม เผยว่า จะเพาะถั่วงอกมีเปลือกติดบริเวณหัวจำหน่าย ไม่ผ่านกระบวนการ ให้ผู้ทานได้สัมผัสถึงความสดใหม่จริงๆ

“ถั่วงอก” นับเป็นพืชที่ปลูกง่าย และน่าอัศจรรย์ เพราะปราศจากดินและปุ๋ย ใช้เพียงน้ำเท่านั้น