ฟังสัมมนาเรื่อง “ไผ่” แล้วรอใช้สิทธิลงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0785150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

เศรษฐศาสตร์ริมทาง

จ่าบ้าน

ฟังสัมมนาเรื่อง “ไผ่” แล้วรอใช้สิทธิลงประชามติ

จบไปแล้วครับ ตั้งแต่วันที่ 9 วันที่ 10 กรกฎาคม อีกไม่กี่วันจะได้รู้ว่า ใครโชคดีได้ทองคำ รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ กับสารพัดรางวัลจากการทายผลฟุตบอลยูโร ของ “ข่าวสด” และเครือมติชน

จบไปแล้วเช่นกัน เรื่อง “เส้นทางเศรษฐีหน้าใหม่ สตาร์ตอัพพันธุ์ไทย” กับนิตยสารเส้นทางเศรษฐี เมื่อปักษ์แรกของเดือนนี้ จากรายการสัมมนาเอสเอ็มอี ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทของภาครัฐ ในการสนับสนุนสตาร์ตอัพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล”

มีผู้เสวนาหลายคน 2 หัวข้อ คือ “สตาร์ตอัพ ฉายแววอย่างไร…ให้โดนใจนักลงทุน” กับเรื่อง “ถอดรหัส คีย์ซัคเซส สตาร์ตอัพไทย”

ทั้งปาฐกถาพิเศษและหัวข้อเสวนาคงนำลงตีพิมพ์ในนิตยสารเส้นทางเศรษฐี โปรดอ่าน

จากเส้นทางเศรษฐี มาถึงการสัมมนาของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน แฝดผู้พี่ของเส้นทางเศรษฐี จัด สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย “พบความมหัศจรรย์ของพันธุ์ งานแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชั้นยอดจากไผ่”

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2559 เวลา 08.00-16.00 น. ณ ห้องประชุม หนังสือพิมพ์ข่าวสด

08.45 น. คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวรายงาน

คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกร เป็นประธานเปิดงาน และปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทของไผ่ กับการสร้างชาติ”

จากนั้น เป็นรายการอภิปรายเรื่อง “พันธุ์ไผ่ การจัดการอย่างถูกวิธี และการใช้ประโยชน์”

ผู้ดำเนินรายการคือ อาจารย์ถวิล สุวรรณมณี ผู้ร่วมอภิปรายคือ รองศาสตราจารย์ธัญพิสิษฐ์ พวงจิก ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต คุณประสาน สุขสุทธิ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว คุณเฉลิม ยานะวงษ์ เกษตรกรผู้ปลูกและแปรรูปไผ่ ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

พักเที่ยงรับประทานอาหารกลางวัน (น่าจะมีผลผลิตจากไผ่ อย่างน้อยแกงหน่อไม้มาให้รับประทาน)

บ่ายโมงตรงถึง 4 โมงเย็น สัมมนาเรื่อง สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่และการแปรรูป “พลังงานทดแทนจากไผ่ ถ่านไม้ไผ่ การสร้างฝายชะลอน้ำจากไม้ไผ่” จาก คุณรังสฤษฏิ์ คุณชัยมัง ที่ปรึกษาเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง

“เสื้อผ้า รองเท้า วัสดุเก็บเสียง และอื่นๆ ที่ทำจากไผ่” จาก คุณถาวร บุญราศรี สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)

“อุปกรณ์ตกแต่งและวัสดุสร้างบ้านจากไม้ไผ่” จาก คุณธนา ทิพย์เจริญ ไทยแลนด์ แบมบู

ทั้ง 3 เรื่องผู้ดำเนินรายการคือ คุณเสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน

งานนี้พบกับสาระ พันธุ์ไผ่ที่ปลูกสำหรับทำอาหาร พันธุ์ไผ่สำหรับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ การดูแลพันธุ์ไผ่อย่างไรให้ได้ผลดี ตลาดไผ่ และไผ่สร้างภูเขาหัวโล้นให้เป็นป่าได้อย่างไร

ทั้งมีนิทรรศการพิเศษเรื่องสายพันธุ์ไผ่ยอดฮิต ตัวอย่างหน่อไผ่ยอดนิยม เสื้อผ้า รองเท้า จากไผ่ เครื่องสำอาง และสุดยอดเฟอร์นิเจอร์จากไผ่

รายการนี้มีค่าใช้จ่ายรวมอาหารกลางวันและกาแฟ คนละ 700 บาท (ถูกกว่าบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน)

พิเศษสำหรับลูกค้า เอไอเอส 150 คนแรก รับฟรี หนังสือพริก ราคา 220 บาท มะละกอ ราคา 225 บาท สับปะรด ราคา 230 บาท เล่มใดเล่มหนึ่ง ฟรี!!!

การชำระเงินไม่ยาก โอนเงินผ่านธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยประชานิเวศน์ 1 เลขที่บัญชี 737-2-13905-0 บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)

โทรสาร (02) 954-3971 เลขที่ผู้เสียภาษี 0107536001451

โทรศัพท์สำรองที่นั่ง พร้อมชำระเงินภายใน 3 วัน หลังจากวันรับสมัคร (ขอสงวนสิทธิ์ชำระเงินด้วยการโอนเข้าบัญชีเท่านั้น) ไม่รับสมัครและชำระเงิน ณ วันสัมมนา

รายละเอียดสอบถามได้ที่

โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124

โทรศัพท์มือถือ (082) 993-9097, (082) 993-9105

โทรสาร (02) 954-3971หรือที่

http://www.matichonacademy/www.facebook.com/matichon.academy.thailand/LINE : matichonacademy/Instagram : matichon_academy

เรื่องของ “ไผ่” น่าเรียนรู้และนำมาใช้งานให้เป็นประโยชน์ จำได้ว่าสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น วิชาศิลปหัตถกรรม ครูให้ทำงานจักสานจากไม้ไผ่และหวาย เช่น ตระกร้อสอยผลไม้ พัดสานลายสองจากตอกไผ่ รวมถึงการทำว่าวจากไม้ไผ่ การเหลาไม้ไผ่เป็นโครงว่าวไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องหาข้อไผ่ให้ตรงตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นว่าวปักเป้า ซึ่งไม่ยากเท่าไหร่ และว่าวจุฬา ยากกว่ามาก

มีอีกมาก เช่น นำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องเรือน ได้ราคาแพง ในกรุงเทพมหานครมีร้านจำหน่ายไม้ไผ่เฉพาะ คือร้านนายเหมือน ทุกวันนี้ยังอยู่ที่ข้างสวนรมณีนาถ (เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เดิม)

เมื่อก่อนมีร้านเฟอร์นิเจอร์อีกร้านหนึ่ง ตั้งอยู่ที่มุมสี่แยกสระปทุม ชื่อร้านฮาวายเฟอร์นิเจอร์ ไม่ทราบว่าเลิกไปแล้ว หรือย้ายไปตั้งที่อื่น ตรงหัวมุมทุกวันนี้คือ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตรงข้ามห้างมาบุญครอง และสยามดิสคัฟเวอรี่

ประเทศไทยมีดงไผ่แทบว่าจะทุกแห่ง มีที่ปลูกเป็นล่ำเป็นสันที่จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดสระแก้ว

เขาว่าไผ่มีอายุยาวนาน 70 ปี เมื่อครบกำหนดจะตายพร้อมกันทุกป่า รวมทั้งทั่วโลกที่มีต้นไผ่หรือไม่ ในประเทศไทยเคยเกิดปรากฏการณ์ไผ่ตายพร้อมกันเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้วกระมัง

ครั้งนั้น ไผ่จะออกดอกเต็มไปหมด แล้วร่วงแทบว่าจะพร้อมกันทุกป่า ก่อนที่ต้นไผ่จะล้มตายลง

จากนั้นไม่นาน ดอกไผ่ที่ร่วงลงบนพื้นดิน จะแทงหน่อทะลุดินเป็นลำต้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง กระทั่งเต็มป่าดังทุกวันนี้

ประโยชน์เบื้องต้นของไผ่คือการนำหน่อไม้ หรือหน่อไผ่อ่อนมารับประทาน และประกอบอาหารหลายประเภท ทั้งแกงทั้งต้ม และลวกรับประทานกับน้ำพริกทุกชนิด

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของไผ่คือเป็นอาหารของช้าง

เมื่อปักษ์หลังของเดือนก่อน มิถุนายน ที่ประเทศอังกฤษมีเหตุการณ์สำคัญของประชาชนชาวสหราชอาณาจักร คือวันที่ 23 มิถุนายน เป็นวันลงประชามติของคนอังกฤษในการเลือกข้างจะยังอยู่กับสหภาพยุโรป หรือแยกตัวออกมาเป็นสหราชอาณาจักรตามเดิม

ผลปรากฏว่าคะแนนเสียงประชามติโดยรวม คนอังกฤษมีเสียงข้างมากให้ออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปเกินกว่าครึ่งเพียงไม่มาก คือ 51.9 ต่อ 48.1 หรือ 17,410,742 เสียง ต่อ 16,141,241 เสียง และในแต่ละดินแดน เช่น สกอตแลนด์ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ อังกฤษ และยิบรอลตาร์ ดินแดนนอกเกาะอังกฤษ บางแห่งมีเสียงข้างมากบางแห่งมีเสียงข้างน้อย สรุปว่าในที่สุดเสียงข้างมากให้ออกจากสหภาพยุโรปมีมากกว่า

เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีอังกฤษต้องลาออกจากตำแหน่ง

ขึ้นปักษ์แรกของเดือนสิงหาคม มีวันสำคัญของพวกเราคนไทย คือวันลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559

เป็นสิทธิเสรีภาพของคนไทยที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ในวันลงประชามติ ต้องเข้าคูหากาบัตรรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และรับหรือไม่รับคำถามพ่วง

โปรดไปใช้สิทธิออกเสียง และใช้เสรีภาพในการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วง นะครับผม

“HULK GYM” ธุรกิจฟิต “กล้ามโต” เทรนด์โมเดลฟิสิกส์-หุ่นสวย-สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0796150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย Siriprapha_jeab@outlook.com

“HULK GYM” ธุรกิจฟิต “กล้ามโต” เทรนด์โมเดลฟิสิกส์-หุ่นสวย-สุขภาพดี

“HULK GYM (ฮัล์ก ยิม)” ร้านฟิตเนสชุมชน เงินลงทุนเริ่มต้น 10 ล้าน ตอบโจทย์สังคมเมือง ระยะยาวอนาคตไกล กระแสคนรักสุขภาพมาแรง อยากมีรูปร่าง “โมเดลฟิสิกส์ เพาะกล้าม ฟิตพุง เพื่อหุ่นสวย” แห่เข้าฟิตเนส

“HULK” มนุษย์ยักษ์จอมพลัง ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างความโด่งดังในช่วงปี 2546-2547 กลายมาเป็นตัวการ์ตูนสัญลักษณ์ของร้านฟิตเนส ภายใต้ชื่อแบรนด์ “HULK GYM” เพราะด้วยความชื่นชอบในมนุษย์ยักษ์จอมพลังของ คุณบุญชัย กาญจนศักดิ์ชัย อายุ 34 ปี นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม กับดีกรีความเป็นเจ้าของธุรกิจฟิตเนส ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนักแสดงชื่อดังในฮอลลีวูด อย่าง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ที่มีร่างกายบึกบึนกำยำ แข็งแรง จากการเล่นกล้าม รวมไปถึงนักแสดงไทย อย่าง คุณสมบัติ เมทะนี และ คุณอธิชาติ ชุมนานนท์ ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงจากการเล่นกีฬาเพาะกล้ามเช่นเดียวกัน

จากความชอบสู่เส้นทาง “เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่”

จุดประกายเล็กๆ ในการเห็นดารานักแสดงที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรง ทำให้คุณบุญชัยเริ่มศึกษาเส้นทางกีฬา “เพาะกล้าม” โดยเริ่มจากการเป็นผู้เล่นฟิตเนสธรรมดา ด้วยการสมัครสมาชิกกับ “สปอร์ต ซิตี้” ย่านถนนประชาชื่น และที่นี่เอง เป็นโมเดลต้นแบบของร้านออกกำลังกายของคุณบุญชัย ที่ต้องการสร้างศูนย์ฟิตเนสรองรับความต้องการของคนในชุมชน และสร้างบรรยากาศให้สะดวกกายสบายใจแก่ลูกค้า

ช่วงแรกของการเริ่มศึกษาการออกกำลังกาย โดยเริ่มเป็นสมาชิกฟิตเนสนั้น จริงๆ แล้วคุณบุญชัยไม่ได้ชอบการออกกำลังกายในห้องแอร์ แต่ชื่นชอบการออกกำลังกายกลางแจ้ง เพราะได้อากาศถ่ายเทสะดวกสบาย แต่เมื่อศึกษาไปสักระยะหนึ่งพบว่า พฤติกรรมของคนเมืองนั้นนิยมออกกำลังกายในฟิตเนส ซึ่งจะใช้เวลาหลังเลิกงานมาออกกำลังกาย

“ปี 2554 ศึกษาการออกกำลังกาย โดยการวิ่งก่อน ที่จตุจักร ตอนหลังก็เห็นบางคนทำไมบางคนตัวใหญ่ กล้ามใหญ่ อยากมีบอดี้ใหญ่ขึ้น ก็เลยเล่นกล้าม และซื้ออุปกรณ์พวกนี้มาเล่นพักหนึ่ง แต่เล่นคนเดียวก็เหงา เงียบ ผมเลยไปเล่นตามฟิตเนส ไปสมัครสมาชิกที่สปอร์ต ซิตี้ ถนนประชาชื่น ก็มีไอเดียตรงนั้น” คุณบุญชัย เปิดใจถึงจุดเริ่มต้นจากก้าวแรกที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ จนนำมาสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจภายในปี 2554 นั่นเอง

ด้วยความที่ครอบครัวของคุณบุญชัยไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจฟิตเนสมาตั้งแต่แรก และประกอบอาชีพค้าส่งที่ตลาดสี่มุมเมือง ทำให้เส้นทางการเป็นเจ้าของฟิตเนสของคุณบุญชัยต้องศึกษาด้วยตัวเอง จนนำมาสู่การทดลองเปิดร้านฟิตเนสแห่งแรกในตลาดรังสิต ใกล้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา

“หลังจากพ่อป่วยเป็นมะเร็งเสียชีวิต ผมก็เลยเลิกทำธุรกิจค้าส่ง เพราะผมคิดว่าผมชอบทำธุรกิจออกกำลังกายมากกว่า ผมจึงนำเงินจากการขายต่อกิจการค้าส่ง มาใช้ในการลงทุนครั้งแรก ซึ่งก็เคยเสนอกับญาติไปเป็นตัวเลขการลงทุนหลักสิบล้าน แต่เราคิดว่า เราจะทำขนาดเล็ก ไปตามชุมชนก่อน เราก็ไปดูที่ตลาดรังสิต ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ ก็ตัดสินใจลงทุนที่ตลาดรังสิต บริเวณตัวตลาดเลย โดยในช่วงปี 2556 ได้รับการตอบรับดี ฟิตเนสเปิดเช้า ไปปิดประมาณ 4 ทุ่ม ทีนี้ช่วงเช้า ก็ไปดูว่าคนไม่ค่อยมี คนจะเล่นจริงๆ ก็ช่วงเลิกงานหรือเช้ามืดเลย และเราก็นั่งดูราคา เราคิดราคาแพงไปหรือเปล่า เป็น 2 มาตรฐานไหม เราก็เปลี่ยนราคาให้เหมาะสมกับผู้ที่มาออกกำลังกาย” เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นการลงทุน ซึ่งในร้านฟิตเนสแห่งแรกที่ตลาดรังสิตยังไม่ใช้ชื่อแบรนด์ “HULK GYM”

รูปแบบสมาชิกรายวัน/รายเดือน/รายปี

ตอบโจทย์ผู้รักการออกกำลังกาย

เมื่อฟังคุณบุญชัยย้อนอดีตเล่าให้ฟังถึงสูตรการตลาด เรื่อง “ราคา” (Price) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของหลักการตลาด ในช่วงแรกของการเปิดร้านฟิตเนสนั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณบุญชัยประสบความสำเร็จ กับก้าวแรกของการลงทุนเปิดร้านฟิตเนสที่ตลาดรังสิต เพราะสูตรค่าบริการโปรโมชั่นแบบรายวันเพียงวันละ 49 บาทนั้น ทำให้ร้านฟิตเนสมีลูกค้าประจำจนนำมาสู่สูตรค่าบริการรายเดือน เดือนละ 800 บาท

“ตอนแรกค่าสมาชิกรายวัน 60 บาท ยังไม่มีรายเดือน และก็คิดโปรโมชั่น 49 บาท เล่นกี่ชั่วโมงก็ได้ ทีนี้เราก็มาดูราคา ราคาไหนที่ลูกค้าชอบ ก็ปรับมาเป็นรายเดือน เดือนละ 800 บาท เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ฟิตเนสก็เยอะอยู่ คิดค่าบริการ 500-700 บาท แต่เราคิดค่าบริการ 800 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ได้มาจากความพอใจของลูกค้า และค่าบริการก็ยังผูกกับลูกค้าว่า เขาต้องการรูปแบบไหนอีก ซึ่ง 800 บาท ให้เพิ่มอีก 400 เป็น 1,200 มีเทรนเนอร์ด้วย ปรากฏว่าลูกค้าก็ชอบ พอทำได้ปีหนึ่ง พอเข้าปีที่ 2 เริ่มขายแบบราย 3 เดือน ราย 6 เดือน ลูกค้าก็เยอะขึ้น สมาชิกเดือนหนึ่งก็ 30-40 คน ที่ตลาดรังสิต ลูกค้าจะเป็นช่างทำผม พนักงานแบงก์ คนขับแท็กซี่ และแม่ค้า หลังจากขายของที่ตลาด ตอนเย็นก็มาเล่นฟิตเนส ถามว่า โอเคไหม ก็โอเค แต่ในความคิดผม อยากได้มากกว่านี้” เจ้าของธุรกิจวัย 34 ปี เล่าให้ฟัง

ทำเล คือ หัวใจสำคัญ

ปั้นแบรนด์-สร้างฟิตเนสให้มีกำไร

จากความสำเร็จก้าวแรก นำมาสู่การเปิดหาทำเลใหม่ๆ ที่ตลาดดอนเมือง ในโครงการเจดับบลิว คอนโด (JW Condo) เพราะมองว่าเป็นแหล่งชุมชนที่เหมาะกับรูปแบบฟิตเนส ซึ่งเน้นการลงทุนไม่มาก และไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่บนศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า

คุณบุญชัยคาดการณ์ถูก เพราะวันนี้ทำให้เขาลดต้นทุนการเช่าพื้นที่ลงไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และนำเงินลงทุนเหล่านั้นมาใช้กับการพัฒนาธุรกิจให้แข็งแรงและเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมกับการใส่ชื่อแบรนด์ “HULK GYM”

“จริงๆ เราอยากให้ฟิตเนสเปิดได้ถึงเที่ยงคืน เหมือนฟิตเนสทั่วไป เหมือนฟิตเนสตามห้างใหญ่ๆ เราก็ไปตระเวนดู เราก็อยากได้ทำเลอย่างที่รังสิต เพราะติดถนนใหญ่ ช่วงนั้นก็ไปดูที่รัชดาฯ มาก่อน แถวนั้นเปิดยิม 24 ชั่วโมง แต่ก็ไม่เลือก มาเลือกที่เจดับบลิว คอนโด ดอนเมือง เพราะอย่างแรกคือ ติดถนน รถวิ่งผ่าน 24 ชั่วโมง และไม่ต้องโปรโมตมาก นอกจากนี้ พื้นที่ใช้สอยตอนนี้ 50 ตารางเมตร ต่อชั้น ชั้นบนลดมา 40 ตารางเมตร ชั้น 3 ใช้เนื้อที่ 30 ตารางเมตร ใช้พื้นที่เต็มที่ทั้ง 3 ชั้น เราใช้พื้นที่ทำกิจกรรมเหมือนคลับ ชั้น 1 ไว้เล่นกล้าม ยกน้ำหนัก เหมาะสำหรับผู้ชาย ชั้น 2 เป็นลู่วิ่ง ชั้น 3 เป็นจักรยาน เหมาะสำหรับผู้หญิง และอนาคตชั้น 4 คิดจะทำห้องเซาน่า ถ้าลูกค้าเยอะก็อาจขยายเปิด 24 ชั่วโมงก็ได้ และเพิ่มรูปแบบสมาชิกรายปีพร้อมกับโปรโมชั่นรายปีให้ลูกค้า ตามความเหมาะสม” คุณบุญชัย เล่าถึงการเลือกทำเล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจร้านฟิตเนสประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

ส่วนอัตราค่าบริการ สำหรับผู้เล่นรายวัน 200 บาท ส่วนสมาชิกรายเดือน 1,500 บาท และสมาชิกรายปี 12,000 บาท ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของร้าน HULK GYM ที่ดอนเมือง เน้นกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน และขยับค่าสมาชิกขึ้นมา

ปัจจุบัน ลูกค้าของร้าน HULK GYM มีทั้งนักศึกษา ข้าราชการ ครู นักธุรกิจ และพนักงานในโรงงาน โดยมีอายุตั้งแต่ 20-35 ปี และเปิดให้บริการทั้ง 7 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ พร้อมกับมีบริการอินเตอร์เน็ตฟรี (WiFi) ให้แก่สมาชิก โดยล่าสุดมีสมาชิกหมุนเวียนต่อเดือน 80 คน ซึ่งช่วงเวลาที่มีผู้มาใช้บริการมากที่สุด คือ 17.30-20.00 น. และในวันธรรมดามีผู้ใช้บริการมากที่สุด 75-80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นแบบรายวัน ซึ่งเสียค่าบริการวันละ 200 บาท ทำให้วันนี้ร้าน HULK GYM มียอดขาย 200,000 บาท ต่อเดือน นับตั้งแต่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2559

“4 P” เส้นทางสู่ความสำเร็จ

ของธุรกิจฟิตเนสในชุมชน

สูตรสำเร็จการตลาดจากคัมภีร์นักการตลาดทั่วโลก ยังคงเป็นโมเดลความสำเร็จที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ยังคงใช้เป็นตำราทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยยืนยันว่า เป็นสูตรสำเร็จที่ปั้นเถ้าแก่น้อยมาแล้วหลายราย วันนี้ก็เช่นเดียวกัน คุณบุญชัยเป็นหนึ่งในเถ้าแก่อายุเพียง 34 ปี ประสบความสำเร็จกับการเป็นเจ้าของธุรกิจฟิตเนส ด้วยระยะเวลาเพียง 4 ปี ซึ่งกุญแจแห่งความสำเร็จที่คุณบุญชัยเล่าให้ฟัง ล้วนแต่อยู่ในกฎแห่งความสำเร็จ นั่นคือ ราคา (Price) ทำเล (Place) สินค้า (Product) และ โปรโมชั่น (Promotion)

สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณบุญชัยประสบความสำเร็จ นั่นคือ การให้บริการที่เน้นดูแลให้ลูกค้าประทับใจ เป็นบริการหลังการขาย (After Sale Service) ที่ธุรกิจฟิตเนสมีความโดดเด่นและแตกต่างจากธุรกิจอื่น แต่การเป็นรูปแบบร้านฟิตเนสในชุมชนก็มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ให้บริการ

“ที่ HULK GYM มีราคาที่ไม่แพง บวกกับความสะอาด และความสบาย เราจะไม่มีที่ที่เข้าไปแล้วสกปรก บุหรี่ ห้ามสูบ แต่ข้อด้อยคือ พื้นที่ดูแลลูกค้า อาจไม่เยอะเหมือนที่อื่น ที่อื่นอาจจะมีแอร์เย็น WiFi ฟรี เข้ามาลูกค้าก็มานั่งนานเท่าไหร่ก็ได้” คุณบุญชัย เล่าให้ฟังอย่างเปิดใจ พร้อมกับบอกว่า การสร้างแบรนด์ของตัวเอง ต้องรู้ข้อจำกัดของธุรกิจที่ทำ โดยเฉพาะเรื่องราคาค่าบริการ กับค่าเช่าพื้นที่ ต้องให้เหมาะสม และคำนึงถึงการเติบโตในอนาคตมากกว่า

นอกจากนี้ ดีไซน์ของอุปกรณ์ออกกำลังกายก็ยังเป็นส่วนสำคัญ โดยที่ร้าน HULK GYM นำเข้าอุปกรณ์ออกกำลังกายมาจากประเทศไต้หวัน เพื่อสร้างบรรยากาศร้านฟิตเนสให้เหมือนกับต่างประเทศ บวกกับสีสันตัวการ์ตูน “HULK” เป็นจุดขายสร้างแรงจูงใจให้อยากมาใช้บริการร้านฟิตเนส

คุณบุญชัย ยังทิ้งท้ายให้กับผู้ที่สนใจทำธุรกิจร้านฟิตเนสในชุมชนว่า จะต้องมีใจรัก ศึกษาเรื่องการออกกำลังกายตลอด และพัฒนาเทคนิคการดูแลสุขภาพ ซึ่งรวมถึงอาหารการกิน นอกจากนี้ เครื่องออกกำลังกายต้องตอบสนองลูกค้า เช่น มีลู่วิ่งอย่างต่ำ 10 ลู่ ต่อสมาชิก 100 คน และโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ

สนใจใช้บริการร้านฟิตเนสชุมชน หรืออยากได้คอร์สเพาะกายจากครูฝึกมืออาชีพ แวะไปที่โครงการเจดับบลิว คอนโด ถนนสรงประภา ดอนเมือง กรุงเทพฯ หรือสอบถามคุณบุญชัยโดยตรงที่ โทรศัพท์ (089) 996-2772 และ (089) 959-4181

ชื่อ : บุญชัย กาญจนศักดิ์ชัย

อายุ : 34 ปี

การศึกษา : คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาครุศาสตร์ เอกวิชาดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ประสบความสำเร็จ : การเป็นเจ้าของธุรกิจร้านฟิตเนส เพราะชอบออกกำลังกายมาตั้งแต่สมัยเรียน โดยเล่นเทนนิสและวิ่งเป็นประจำ รวมทั้งเริ่มจริงจังกับกีฬาเพาะกายตั้งแต่ปี 2554

– นำรูปแบบ “สปอร์ต ซิตี้” มาปรับใช้กับ “HULK GYM” อย่างไรบ้าง?

เราก็ดูอุปกรณ์ การตกแต่งบรรยากาศ นำมาปรับใช้ ตัวไหนที่ลูกค้าต้องการ ก็เอาตัวนั้นมา เลือกตัวที่สำคัญ อย่างลู่วิ่ง จักรยาน เครื่องที่ต้องใช้ แยก ชาย ชั้น 1 หญิง ชั้น 2 บางพื้นที่มีลูกค้าใช้ลู่วิ่งมาก จะเอาลู่วิ่งไปข้างหน้าหมด ส่วนที่ HULK GYM จะมีราคาคอร์สเทรนเนอร์ด้วย เล่นๆ แล้วก็ไปแข่งขันได้ อัตราค่าสอนอยู่ที่ราคา 5,000 บาท มีรางวัลที่ผมได้ไปประกวดของสมาคมกีฬาเพาะกาย รองชนะเลิศอันดับ 4 การันตี

– คำแนะนำสำหรับคนที่อยากทำธุรกิจ?

อย่างแรก ต้องดูสถานที่ก่อน ดูงบ ว่ามีเท่าไหร่ ต้องศึกษาก่อนว่า คนออกกำลังกายแต่ละที่ต้องการอะไร เขาต้องการลดน้ำหนัก ต้องการเล่นกล้าม เพาะกาย หรือว่าต้องการเล่นเพื่อสุขภาพ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ทำเล รองลงมาคือ เงินทุน ประมาณไม่เกิน 800,000 บาท ขั้นต่ำ เดือนนี้มันจะมีค่าอุปกรณ์ด้วย ซึ่งมีแบบระบบเช่าก็มี เช่าลู่วิ่งแบบรายเดือน 3,000 บาท ความเสี่ยง มันเสี่ยง ถ้าเลือกทำเลดี โปรโมชั่นดี ราคา และบรรยากาศที่ดี ยุคสมัยนี้จะติดพัดลมก็ไม่ได้แล้ว มีเพียงกลุ่มน้อยประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ชอบร้านแบบพัดลม

– เรามองโอกาสการเติบโตร้านฟิตเนสในชุมชนอย่างไร?

คือค่าเช่าบนห้างมันแพงจริง ที่นี่มันน้อยกว่าเท่าตัว ค่าเช่าบนห้าง 150,000 บาท ที่นี่ต่างกันครึ่งหนึ่ง โอกาสจริงๆ ไม่ต่างกันเลย เพราะที่นี่คนเข้าได้เต็ม ลูกค้าสามารถมาจ่อตรงนี้ได้เลย ไม่ต่างกัน

– คนที่มาเล่นฟิตเนส ส่วนใหญ่มีเป้าหมายอะไร?

ที่อยากเป็นนักกีฬาไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่นักกีฬาก็จะมีเทรนเนอร์ส่วนตัวอยู่แล้ว ก็คนละแบบกัน ผู้หญิงก็มี ตอนแรกหุ่นไม่ดี ก็เทรนให้ ก็ดี และต้องการสุขภาพแข็งแรงมีถึง 90-95 เปอร์เซ็นต์ ในสัดส่วนนี้มีผู้หญิง 60 เปอร์เซ็นต์ และผู้ชาย 30 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องการสุขภาพแข็งแรง ส่วนประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักเพาะกายอยู่แล้ว ก็แวะมาเล่น จะตระเวนเล่นตามที่ต่างๆ

ตอนนี้เวลาสมาคมกีฬาเพาะกายจัดประกวด เทรนด์โมเดลฟิสิกส์มาแรงมาก คนส่วนใหญ่สนใจประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ นายแบบฟิสิกส์ มีกล้ามแขน 16 นิ้ว อก 40 นิ้ว ต่างกับร่างกายของนักเพาะกาย เพราะโมเดลฟิสิกส์ คือไม่ต้องการกล้ามใหญ่มาก เอาแค่สวยงาม สุขภาพดี แต่บางกลุ่มคนก็ชอบให้ร่างกายใหญ่โต อย่างผม

ความสุขมาร์เก็ตติ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07014010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ความสุขมาร์เก็ตติ้ง

คนยุคนี้โหยหาความสุขมากขึ้น แต่กลับค้นพบได้น้อยลง

ดังนั้น ใครสามารถมอบความสุขให้ได้ เขาผู้นั้นจะกลายเป็นผู้สร้างผลิตภัณฑ์อันโดนใจ

ในสมัยก่อน เรามีความเชื่อกันว่า การขายสินค้า แปลว่ามี “สินค้า” เป็นของสำคัญหลักที่จะขาย ถ้ามีบริการตามมาด้วย ถือเป็นส่วนเสริม

แต่ปัจจุบัน นักการตลาดเริ่มมองว่าทุกสรรพสิ่งที่ค้าขายกัน ทุกอย่างเป็น “บริการ” คือมีสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ลูกค้าต้องการ เป็นของสำคัญหลักที่เสนอขาย ขณะที่สินค้าที่จับต้องได้กลายเป็นส่วนเสริม

ฟังแล้วออกจะงงๆ หน่อยนะครับ เพราะฟังดูเป็นนามธรรมเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น การซื้ออาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย เราไม่ได้ซื้อ “อาหาร” ซึ่งเป็นสินค้าที่จับต้องได้ แต่เราซื้อ “ความเร่งด่วน” สิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ลูกค้าต้องการ (มาก)

การที่นักการตลาดจำนวนหนึ่งเชื่อแนวคิดนี้ จึงทำให้การหา “จุดขาย” เชิงนามธรรม เชิงอารมณ์ เชิงความต้องการแฝง กลายเป็นสิ่งที่คนขายต้องพยายามสร้างให้เกิดขึ้น เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าทั้งหลายอยากเลือกซื้อสินค้าของเรา

สังเกตจากสินค้าในชีวิตประจำวัน อย่าง “โทรศัพท์มือถือ” ก็ได้ ถ้าเรามองด้วยสายตาของสินค้า เราต้องมองที่ประสิทธิภาพการใช้งาน การโทร หรือสิ่งที่เราต้องการใช้จริงๆ อาจไม่จำเป็นต้องถึงขั้นสมาร์ตโฟนด้วยซ้ำ

แต่คนส่วนใหญ่กลับเลือกยี่ห้อ ปัจจุบันก็คงมี 2 ยี่ห้อยอดนิยม เพราะเราได้ซื้อสถานภาพบางอย่างเป็นหลัก ไม่ได้ซื้อการใช้งานจริงเป็นหลัก ขืนใช้แบบที่ใช้งานจริงๆ อาจถูกมองว่า “เชย”

หรือรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ในประเทศผู้ผลิตใช้เป็นแท็กซี่กันเป็นปกติ แต่ในประเทศไทย กลายเป็นเครื่องแสดงฐานะ และสถานภาพทางสังคม ที่สำคัญคือ คนอื่นๆ ก็ยอมรับซะด้วย

การสร้างแนวคิดนี้ขึ้นมาได้ จะเป็นการสร้างความแตกต่างให้สินค้าได้ด้วย

ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจ สินค้าขายเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าจับต้องได้ หรือสินค้าบริการที่จับต้องไม่ได้ ล้วนแต่ต้องการ “ความแตกต่าง”

ดังนั้น การสร้าง “ความแตกต่าง” ให้ลูกค้ารู้สึก ก็จะทำให้ลูกค้าอยากซื้อสิ่งที่พวกเขา “รู้สึก” ไม่ใช่ซื้อตัวสินค้าจริง โอกาสขายจะมีเยอะกว่าครับ

นึกถึงแนวคิดทางการตลาดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เห็นข่าวคุณหมอท่านหนึ่งที่ภูเก็ต ได้เปลี่ยนสินค้าบริการของท่าน คือ “การทำฟัน” อันน่าสะพรึงกลัวสำหรับหลายคน (หนึ่งในนั้นมีผมด้วย) ให้กลายเป็น “ความสุข”

พูดง่ายๆ ว่าคุณหมอเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือเลย เพราะคุณหมอเข้าใจว่าการมาทำฟันของคนไข้ คือ การมาด้วยความทุกข์ระทม มาด้วยความหวาดกลัว โจทย์คือ “ทำอย่างไรให้ไม่กลัว ไม่หวาด และอยากมามากขึ้น”

โจทย์ดูไม่ยาก แต่คำตอบคงไม่ง่าย

คุณหมอลงทุนครับ แต่งชุดเป็นซุปเปอร์แมน สลัดคราบคุณหมอที่ต้องใส่เสื้อกาวน์สีขาวบริสุทธิ์ มาเป็นฮีโร่ขวัญใจเด็ก

ได้ผลครับ…

เด็กๆ รู้สึกสบายใจที่มีซุปเปอร์แมนทำฟันให้ ผู้ใหญ่ก็ชอบด้วยเช่นกัน

อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะการให้บริการของตำรวจจราจรที่ดูเคร่งเครียด ก็เคยมี สน.บางมด กับตำรวจจอมลีลาโบกรถไป เต้นไป ที่เคยโด่งดังในอดีตนานมาแล้ว

ผมสังเกตว่า เมื่อใดที่มีการสร้างจุดขายเชิงนามธรรม เป็นเรื่องของ “ความสุข” มักเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน เพราะแน่นอนว่า ใครๆ ก็โหยหา “ความสุข”

ถ้าเช่นนั้น เราควรตั้งโจทย์ง่ายๆ กันบ้างไหมว่า ทำอย่างไรให้ลูกค้าของเรา “มีความสุข”

ใครที่เคยไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ สวนสนุกระดับโลกที่มีสาขาอยู่ในหลายประเทศ ใกล้บ้านเราก็เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น

คงเข้าใจอารมณ์ที่เรียกว่า “ความสุข”

เพราะการเป็นสวนสนุก คงไม่ได้ขายแค่เครื่องเล่น ที่ไปเล่นแล้วสนุก เพราะถ้าขายแค่นั้น คงไม่ตราตรึงประทับใจผู้คนให้อยากกลับไปอีก

แต่ดิสนีย์แลนด์ขาย “ความสุข” และเป็นความสุขที่เกิดร่วมกันได้ทั้งครอบครัว

ขณะที่สวนสนุกอีกแห่งที่โด่งดังพอกัน และมีสาขาในหลายประเทศเช่นกันคือ ยูนิเวอร์แซล สิ่งที่สัมผัสได้ กลับไม่ใช่ความสุข แต่เป็น “ความตื่นเต้นเร้าใจ”

พูดถึงความสุขของดิสนีย์แลนด์ ไม่ได้เกิดขึ้นที่เครื่องเล่นในแต่ละจุด แต่เกิดจากบรรยากาศ เกิดจากพนักงานให้บริการ และทุกๆ สิ่งที่ประกอบกันขึ้นมาเป็น “ความสุข”

ลองมาออกแบบ “ความสุข” ให้ลูกค้าของเราบ้างดีไหม

เริ่มต้นด้วยการสมมติตัวเราเป็นลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้า หรือใช้บริการของธุรกิจเรา เริ่มจากจุดแรกที่ลูกค้าต้องสัมผัส มีอะไรขวางหูขวางตา น่าหงุดหงิดไหม ถ้ามี แปลว่ามีสิ่งทำลายความสุข

เข้ามาถึงภายในสำนักงาน มีพนักงานสร้างความรำคาญไหม ถ้ามี แปลว่ามีตัวทำลายความสุข

เรามีการดูแลให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายใจไหม ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ต้อนรับด้วยน้ำเย็นๆ ที่นั่งสบายๆ ห้องน้ำสะอาดสะอ้าน บรรยากาศในสำนักงานดูแล้วสบายตา โต๊ะตู้อยู่กันเป็นระเบียบ กลิ่นน่าหายใจ เสียงเพลงไพเราะคลอเบาๆ แค่นึกก็มีความสุขแล้ว

ถ้าเราขายสินค้าที่จับต้องได้ เราได้บอกสรรพคุณอันเหมาะสมกับลูกค้า บอกสิ่งที่จะช่วยเติมเต็มความสุขให้กับเขาหรือเปล่า

ถ้าเป็นงานบริการ อะไรบ้างนอกเหนือจากการต้อนรับปกติ ที่จะช่วยให้เขามีความสุข สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกค้าคนไทยมีความสุขคือ การสร้างความภาคภูมิใจให้เขา หรือการให้บริการที่เกินความคาดหมาย ก็สามารถสร้างความสุขได้เช่นกัน

คำว่า “ผลิตภัณฑ์” ในทางการตลาด หมายถึง สิ่งที่นำเสนอให้กับลูกค้า ทั้งจับต้องได้ที่เรียกว่า “สินค้า” และจับต้องไม่ได้ ที่เรียกว่า “บริการ” ผลิตภัณฑ์ที่โดนใจ จะทำให้ลูกค้าซื้อ และซื้อซ้ำ

ลองดูครับ เติม “ความสุข” เข้าไปด้วย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อสร้างจุดขายอันโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งให้กับผลิตภัณฑ์

เหตุผลไม่มีอะไรซับซ้อนครับ…เพราะคนยุคนี้โหยหาความสุขกันมากขึ้น แต่กลับค้นพบได้น้อยลง

ดังนั้น ถ้าเราสามารถมอบความสุขให้เขาได้ เขาผู้นั้นจะกลายเป็นลูกค้าผู้ภักดีกับผลิตภัณฑ์อันโดนใจ ที่เรามอบให้อย่างยาวนาน…

ดีลิเวอรี่ชุดอาหารพร้อมปรุง เทรนด์ใหม่ใส่ใจสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

ดีลิเวอรี่ชุดอาหารพร้อมปรุง เทรนด์ใหม่ใส่ใจสุขภาพ

ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนยุคนี้ ทำให้ผู้คนละเลยเรื่องอาหารการกินอย่างมาก จนก่อเกิดปัญหาสุขภาพตามมา

แต่ครั้นจะลงมือทำกับข้าวแต่ละมื้อก็แสนจะยุ่งยาก โดยเฉพาะการซื้อวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งเสียเวลาไม่ใช่น้อยๆ แถมมือใหม่หัดปรุงก็อาจจะกะปริมาณไม่ถูก ซื้อของมาเหลือทิ้งบ้าง ไม่พอบ้าง ลืมโน่นนี่อีก

ตอนนี้มีทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้ลืมความยุ่งยากในขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบไปได้เลย เพราะมีผู้ช่วยจัดเตรียมให้หมด และจัดส่งถึงหน้าประตูบ้าน แค่นำไปปรุงพร้อมเสิร์ฟก็เป็นอันเสร็จภารกิจเชฟประจำบ้าน

เว็บไซต์ The Daily Ardmoreite ระบุว่า บริการจัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุง เป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหลายประเทศ และมีอาหารให้เลือกหลากหลายประเภท ตั้งแต่มังสวิรัติ น้ำผักผลไม้ปั่น ไปจนถึงเบเกอรี่พร้อมปรุง

แอนเดรีย เกรฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนธุรกิจและการตลาด มหาวิทยาลัยโอกลาโฮมาสเตต ระบุว่า ชุดอาหารพร้อมปรุงเหมาะสำหรับผู้ที่สนุกกับการทำอาหาร แต่ก็ต้องใช้เวลาในการปรุง ซึ่งรวมถึงงานเก็บทำความสะอาดด้วย เพียงแต่จะสะดวกกว่า เพราะลดขั้นตอนในการไปเดินซื้อหาวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่างๆ

บริษัทผู้ให้บริการจัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุงจะมีเว็บไซต์เพื่อความสะดวกสำหรับลูกค้า โดยจะมีทางเลือกมากมาย ตั้งแต่ชุดอาหารสำหรับ 2 คน หรือ 6 คน รวมถึงเลือกจำนวนชุดอาหารที่ต้องการให้จัดส่งในแต่ละสัปดาห์ เลือกเมนูตามต้องการ ขณะเดียวกันก็มีแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ที่ทำให้สั่งซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

“บลู เอพรอน” บริษัทจัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุงที่มีชื่อเสียง ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2555 จัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุงเดือนละราว 5 ล้านชุด นับถึงเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทั้งที่เมื่อ 18 เดือนก่อนหน้านั้น จัดส่งสินค้าแค่ราว 500,000 ชุดต่อเดือน

บลู เอพรอน ระบุว่า วัตถุดิบที่ใช้สั่งมาจากซัพพลายเออร์หลายราย และฟาร์มของเกษตกรกว่า 100 แห่ง ส่วนอาหารทะเลก็เน้นสั่งซื้อสินค้าจากแหล่งที่ทำประมงอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่จะต้องไม่ฉีดเร่งฮอร์โมน หรือสารต่างๆ

ส่วน “นอม นอม ลันช์ คลับ” ก็จัดส่งชุดอาหารกลางวันพร้อมปรุง ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ อาหารเลือกได้ตามสั่ง อาหารที่คำนึงถึงสุขภาพ และอาหารที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกสนุก

ด้านบีบีซี รายงานว่า บริษัทใหญ่น้อยต่างก็มองเห็นโอกาสในธุรกิจนี้ และพากันนำเสนอสินค้าในรูปแบบเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนที่อยากกินอาหารปรุงสดใหม่ที่ดีกับสุขภาพ โดยไม่ต้องปวดหัวกับการไปเดินหาวัตถุดิบในซุปเปอร์มาร์เก็ต

บริษัทที่ปรึกษา เทคโนมิก ประเมินว่า อุตสาหกรรมนี้มียอดขายทั่วโลกอยู่ที่ 1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2558 และน่าจะเพิ่มเป็น 5 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

อย่างกรณีของ “เพอร์เพิล แคร์รอต” ก็ชัดเจนกับอาหารประเภทมังสวิรัติ ซึ่ง “แอนดรูว์ เลวิตต์” เปิดตัวธุรกิจนี้มาตั้งแต่ปี 2557 ในเมืองบอสตัน หลังจากรู้ถึงคุณประโยชน์จากไลฟ์สไตล์ที่เน้นผักและผลไม้เป็นหลัก ทำให้ปิ๊งไอเดียนี้

บริษัทโฟกัสที่การปรุงอาหารแบบง่ายๆ สำหรับพลพรรคคนรักมังสวิรัติ และปัจจุบันมีพนักงานเต็มเวลา 18 คน รวมทั้งมีนักลงทุนหอบเงินมาช่วยขยายกิจการ เพราะยังไม่ค่อยมีบริษัทไหนเน้นอาหารมังสวิรัติอย่างจริงจัง ทำให้โอกาสเติบโตทางธุรกิจมีสูง

ค่าอาหารพร้อมปรุงของเพอร์เพิล แคร์รอต เฉลี่ยอยู่ที่ 11 ดอลลาร์ อาจจะไม่ได้ถูกกว่าซื้อวัตถุดิบเองจากร้าน แต่จะไม่มีวัตถุดิบเหลือทิ้ง แทนที่จะต้องซื้อซอสถั่วเหลืองทั้งขวด ก็สามารถใช้แค่นิดหน่อย ขณะเดียวกันก็ให้บริการแบบรายสัปดาห์ หรือรายเดือน ไม่มีการสั่งซื้อทีละครั้ง

ขณะที่แบรนด์ “เชฟดี” จับกลุ่มลูกค้าแบบสั่งทีละครั้ง เพราะมองว่า หากชื่นชอบเมนูไหนก็สามารถสั่งซ้ำได้ ไม่ต้องหมุนเวียนเมนูไปแต่ละสัปดาห์

นอกจากอาหารคาวแล้ว ชุดอาหารสะดวกปรุงยังมีประเภทเบเกอรี่ สำหรับคนที่อยากทำขนมกินเองแบบง่ายๆ

“เรด เวลเว็ต เอ็นวายซี” ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ โดยพี่น้อง 2 สาวที่เติบโตมากับการทำอาหารพร้อมจัดส่งวัตถุดิบที่จำเป็นในการทำขนมประเภทต่างๆ ตั้งแต่ทาร์ต พาย ไปจนถึงเค้ก

เรด เวลเว็ต เปิดธุรกิจในนครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน โดยคิดค่าบริการชุดทำของว่างระหว่าง 24-30 ดอลลาร์ และมีแผนจะขยายกิจการแบบสมัครสมาชิกรายเดือน

เครื่องดื่มก็ร่วมเทรนด์พร้อมปรุงได้ อย่างกรณีของ “กรีน เบลนเดอร์” ที่จัดส่งกล่องบรรจุวัตถุดิบสดใหม่ไปให้ลูกค้า เพื่อทำเมนูสมูธตี้สุดโปรด ในสนนราคา 49 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์

อามีร์ โคเฮน ที่ริเริ่มธุรกิจนี้กับแฟนสาว ตั้งแต่ปี 2557 บอกว่า บริษัทของเขาโฟกัสที่การเป็นแบรนด์สินค้าสุขภาพ มากกว่าจะเป็นแบรนด์อาหาร

โดยกรีน เบลนเดอร์ จะจัดส่งวัตถุดิบสำหรับทำเครื่องดื่มปั่น และสูตรในการทำไปถึงบ้านลูกค้า เพื่อให้ง่ายขึ้น ซึ่งก็คล้ายกับการดีลิเวอรี่ชุดอาหารพร้อมปรุงสำหรับมื้อค่ำ เพียงแต่เครื่องดื่มสมูธตี้จะยุ่งยากน้อยกว่า

“KING FRUITS” กล้วยหอมทองร้อยล้าน ป้อนตลาดปีละ 6 พันตัน สยายปีกโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

เรื่องจากปก

ผู้แต่ง

“KING FRUITS” กล้วยหอมทองร้อยล้าน ป้อนตลาดปีละ 6 พันตัน สยายปีกโกอินเตอร์

เกษตรกรรายนี้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าป้อนให้กับตลาดทุกระดับ ซึ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ ส่งร้านสะดวกซื้อ เซเว่นฯ, 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่, 20 เปอร์เซ็นต์ ส่งสายการบินเฟิร์สคลาส ที่เหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งโรงงานเบเกอรี่

หลังประสบวิกฤตโรคระบาดในสวนส้ม ทำให้ต้องหันมาปลูกพืชผักสวนครัวและกล้วยหอมเพื่อสร้างรายได้ทดแทน ตรงนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ คุณเกรียงศักดิ์ วิเลปะนะ ลูกชาวสวนพบโอกาสทองที่แฝงอยู่ในกล้วยหอม ผลไม้เศรษฐกิจที่โตก้าวกระโดด ราคาพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แถมมีดีมานด์ทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ

ระยะเวลาเกือบ 10 ปี ปัจจุบัน ผู้ชายคนนี้กลายเป็นเจ้าตลาดกล้วยหอม ด้วยการสร้างแบรนด์ “KING FRUITS” (คิง ฟรุทส์) มีพื้นที่ปลูก 3,000 ไร่ เกษตรกรเครือข่ายอีก 1,000 ไร่ ตั้งเป้าอีก 3 ปีจะขยายพื้นที่ปลูก 10,000 ไร่ ส่งกล้วยหอมขายแต่ละวันเกือบ 15 ตัน ตลาดหลักส่งเข้าร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น, ห้างสรรพสินค้า อาทิ สยามพารากอน ฟู้ดแลนด์ บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส แม็คโคร แม็กซ์แวลู และสายการบิน เช่น การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ รวมทั้งการบินเครือไมเนอร์ กรุ๊ป ตั้งเป้ารายได้ทั้งปี 2559 ราว 200 ล้านบาท

ผลผลิตมาตรฐานส่งออก

ขายในไทย คนไทยกินของดี

คุณเกรียงศักดิ์ เรียนด้านการเกษตรที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ อำเภอบางพระ จังหวัดชลบุรี หลังจากเรียนจบ เขาเลือกเดินตามรอยของครอบครัว ด้วยการสืบทอดมรดกสวนส้มเขียวหวาน ในฐานะรุ่นที่ 3 ณ ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี แต่แล้วปี 2540 สวนส้มประสบปัญหาผลส้มร่วง อันเกิดมาจากโรคกรีนนิ่ง เลยหันมาปลูกผักสวนครัว รวมถึงกล้วยหอม เริ่มต้นส่งผลผลิตขายผ่านพ่อค้าคนกลาง เมื่อเริ่มดีขึ้นเปิดตลาดเองโดยเช่าแผงที่ตลาดไท นับจากนั้นมาก็ขยายตลาดเพิ่มอย่างต่อเนื่องจวบจนทุกวันนี้

“ครอบครัวเป็นเกษตรกรปลูกส้มเขียวหวาน 30 ไร่ที่คลองสี่ จังหวัดปทุมธานี เมื่อครั้งส้มเกิดโรคระบาด จึงหาพืชตัวอื่นมาทดแทน นั่นคือ ผักสวนครัว อาทิ มะระ บวบ แตงร้าน รวมถึงกล้วยหอมทอง ซึ่งเป็นพืชที่ได้รับความนิยมมากในยุคนั้น แรกเริ่มส่งผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง ผลปรากฏว่ารายได้กล้วยหอมแซงหน้าผักชนิดอื่นๆ หนที่สุดเลือกปลูกเฉพาะกล้วยหอม”

คุณเกรียงศักดิ์เริ่มปลูกแต่กล้วยหอม ราวปี 2548 บนพื้นที่ 30 ไร่ ซึ่งชายหนุ่ม เผยว่า ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นตามลำดับไปตามจังหวัดต่างๆ อาทิ อยุธยา สระบุรี นครนายก กระทั่งปัจจุบันปี 2559 มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง 3,000 ไร่ เกษตรกรเครือข่ายอีก 1,000 ไร่ ไม่ว่าจะเป็นจันทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี บึงกาฬ พัทลุง นครสวรรค์ กำแพงเพชร ชุมพร เป็นต้น ตั้งเป้าอีก 3 ปีจะขยายพื้นที่ปลูก 10,000 ไร่

พื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองของคุณเกรียงศักดิ์ มีทั้งที่ดินของตัวเอง และเช่าปลูก การเช่าปลูกเขาจะทำสัญญากับเจ้าของพื้นที่ทุกๆ 3 ปี ค่าเช่า 2,000-5,000 บาท ต่อไร่ต่อปี การปลูกกล้วย ไม่ได้ปลูกทีเดียว 3,000 ไร่ ใช้วิธีปลูกหมุนเวียน ครั้งละ 300 ไร่ หรือประมาณ 100,000 ต้น ต่อครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลผลิตออกสม่ำเสมอ กล้วยแต่ละรุ่น จะใช้ระยะเวลาปลูก 9 เดือน -1 ปี ตัดขายได้

“ผมรับซื้อกล้วยจากเกษตรกรเครือข่ายเป็นเครือ กล้วยทุกลูกสามารถตรวจสอบได้ว่ามาจากสวนไหน อีกทั้งยังได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพ Global GAP มาตรฐานดังกล่าวรับรองคุณภาพการเพาะปลูกสินค้าเกษตร เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสินค้าอาหารที่ผลิตจากฟาร์มดังกล่าวไม่ใช้สารเคมีและไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ยังได้เครื่องหมาย NSF (เครื่องหมายมาตรฐานและใบรับรองที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพด้านสุขลักษณะ, ความปลอดภัยและคุณภาพสิ่งแวดล้อม) ตัวโรงคัดบรรจุกล้วยได้มาตรฐานตามระบบ GMP และ HACCP

ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย

ช่วงเทศกาล ราคาดีเท่าตัว

สำหรับต้นทุนการปลูกกล้วยหอม ชายหนุ่ม ชี้แจงว่า จะใช้ทุนราว 15,000 บาท ต่อไร่ หากปลูกแบบยกร่องจะได้ 300 ต้น ต่อไร่ ถ้าปลูกแบบพื้นราบได้ 400 ต้น ต่อไร่ ภายใน 9 เดือน ถึง 1 ปี ตัดกล้วยขายได้ผลตอบแทน 60,000-70,000 บาท ต่อไร่ ลงทุนหน่อกล้วยครั้งแรกครั้งเดียว รุ่นต่อไปใช้หน่อที่แตกขึ้นมาใหม่ ปลูกต่อได้

ด้านการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเครือข่าย ทาง “คิง ฟรุทส์” จะรับซื้อตามคุณภาพ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 10-20 บาท ซึ่งกล้วย 1 หวี น้ำหนักเฉลี่ย 2.5 กิโลกรัม (14-16 ลูก) กล้วยเกรด A น้ำหนักต่อลูก 180 กรัม

การปลูกกล้วยหอมทองให้ได้เกรด A คุณเกรียงศักดิ์ แนะว่า ธรรมชาติของกล้วยชอบปุ๋ย ชอบน้ำ ต้องรดน้ำทุกวัน ระวังเรื่องน้ำท่วมขัง ปลูกดินตื้นจะโตไว แต่ล้มง่ายต้องมีไม้ค้ำ เมื่อออกปลี ให้ใช้ไม้ค้ำทุกเครือ ออกปลีได้ 70-90 วันจะให้ลูก ใช้ถุงหรือกระดาษคลุมลูกเพื่อให้ผิวกล้วยสวย เมื่อตัดผลผลิต กล้วยจะมีอายุได้ราว 1 ปี ให้โค่นทิ้ง นำหน่อใหม่จากต้นเดิมลงปลูกแทน ทว่าราวเดือนเมษายน-มิถุนายนเป็นช่วงฤดูฝน มีลมพายุ ช่วงนี้กล้วยหอมมักขาดตลาด

ในส่วนช่องทางจัดจำหน่าย เกษตรกรรายนี้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าป้อนให้กับตลาดทุกระดับ ซึ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ส่งร้านสะดวกซื้อ เซเว่นฯ, 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่, 20 เปอร์เซ็นต์ส่งสายการบินเฟิร์สคลาส, ที่เหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งโรงงานเบเกอรี่

“เราได้รับโอกาสจากการบินไทย ระดับชั้นโดยสารเฟิร์สคลาส ให้ส่งกล้วยหอม 4 ปีต่อเนื่อง สเปกกล้วยที่ส่ง เป็นกล้วยหอมเกรด A ผิวสวย น้ำหนักลูกละ 180 กรัม ผิวของกล้วยต้องไม่มีรอยช้ำ รสชาติต้องหวานสม่ำเสมอ ส่วนร้านสะดวกซื้อ เซเว่นฯ น้ำหนักต่อลูก 120 กรัม ส่งวันละ 70,000 ชิ้น”

สร้างโรงงานแปรรูปกล้วย

หวังเพิ่มมูลค่าช่วงราคาตก

กรณีร้านสะดวกซื้อ เซเว่นฯ มีความต้องการกล้วยหอมมากถึง 200,000 ลูก ต่อวัน ปัจจุบัน เซเว่นฯ มีกล้วยแพ็กยังไม่ตามเป้า ฉะนั้น ความต้องการกล้วยยังเปิดกว้าง ยิ่งการบริโภคกล้วย กลายเป็นเทรนด์ของคนรักสุขภาพ ส่งผลให้ผลไม้ชนิดนี้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

คุณเกรียงศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน กล้วยหอมราคาดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปลูกเท่าไหร่ไม่พอขายด้วยซ้ำ ยิ่งเฉพาะปีนี้ราคากล้วยหอมพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ช่วงเทศกาลกล้วยยิ่งขายดี เช่น ตรุษจีน สารทจีน เช็งเม้ง กินเจ

ในส่วนของยอดขาย เจ้าของกิจการ เผยว่า ปี 2558 รายได้ 150 ล้านบาท ปี 2559 ตั้งเป้า 200 ล้านบาท ภายในปีนี้ทุ่มงบ 50 ล้านบาทสร้างโรงงานแปรรูปกล้วย หวังเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

“สินค้าเกษตร ราคาไม่แน่นอน ควบคุมไม่ได้ บางช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด ราคาก็ตก ฉะนั้น เลยสร้างโรงงานแปรรูปหวังเพิ่มมูลค่ากล้วยในช่วงที่ราคาตกต่ำ โดยเน้นแปรรูปทำเป็นอาหารทานเล่นและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เตรียมส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว”

สิ่งสำคัญที่ทำให้ “คิง ฟรุทส์” เติบโตเป็นเบอร์ 1 กล้วยหอมทอง คุณเกรียงศักดิ์ ย้ำว่า อยู่ที่ความมุ่งมั่น ทุ่มเท เน้นทำในสิ่งที่ถนัดเพียงอย่างเดียว ทำให้ดีที่สุด เน้นความต้องการของตลาดเป็นหลัก ขณะเดียวกัน พร้อมที่จะแก้ไขและปรับปรุง เพื่อก้าวไปสู่คำว่า คุณภาพ อย่างมั่นใจ และไม่เคยท้อ

ยกระดับสวนเกษตร “สวนละไม” ชูจุดขาย “เที่ยวได้ทั้งปี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07025010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตาสดุจตา

ยกระดับสวนเกษตร “สวนละไม” ชูจุดขาย “เที่ยวได้ทั้งปี”

“สวนละไมไม่ได้คิดที่จะโตคนเดียว แต่ต้องการให้เกษตรกรในพื้นที่มีตลาด ซึ่งตอนนี้สวนละไมรับซื้อรวมแล้วกว่า 50 ราย หรือเท่ากับ 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผลไม้นำมาใช้ต้อนรับลูกค้า ซึ่งในฤดูกาลหนึ่งจะใช้ผลไม้กว่า 170 ตัน”

อาชีพเกษตรกรใช่ว่าจะจบอยู่แค่การปลูก และส่งขายให้พ่อค้าคนกลาง เพราะถ้าไม่มีผู้ซื้อก็กลายเป็นความขื่นขม

วิธีเพิ่มมูลค่า ต่างหากจะนำมาสู่ความยั่งยืนได้ ดังเช่นที่ “สวนละไม” ดำเนินการอยู่ ด้วยวิธีเปิดสวนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สร้างไฮไลต์กับทุกช่วงฤดูกาล อย่าง ฤดูผลไม้ บริการบุฟเฟ่ต์ ต่อจากนั้นในช่วงฤดูหนาว ชื่นชมอุทยานดอกไม้เมืองเหนือ และไร่ชา ฤดูกาลถัดมาชื่นชมสวนสตรอเบอร์รี่ที่สามารถปลูกได้ผลดี รสอร่อย ซึ่งกับการจัดรูปแบบบริการเช่นนี้ ทำให้สวนละไม กลายเป็นหนึ่งในแผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดระยอง สามารถเรียกผู้คนให้เดินทางเข้ามาปีละนับหมื่นนับแสนคน

เปิดสวนผลไม้ สร้างรายได้ในสวน

คุณไพโรจน์ ปิติพันธรัตน์ เล่าถึงแนวความคิดกับการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต โดยมองไปถึงภาพธุรกิจท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเติบโตดี ฉะนั้น ถ้าปรับพื้นที่เดิมซึ่งมีอยู่ประมาณ 500 ไร่ให้กลายเป็นสวนผลไม้ แล้วเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาชม โดยชูไฮไลต์เริ่มต้นบริการบุฟเฟ่ต์ผลไม้ทานได้ไม่อั้น ก็น่าจะคือคำตอบในการต่อยอดธุรกิจเกษตรให้เติบโตควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว

“นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจังหวัดระยอง จะมีจุดมุ่งหมาย 2 ประการคือ ทะเล และทานผลไม้ ซึ่งผมเองเชื่อว่าชื่อเสียงผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน เป็นที่ยอมรับ จึงเริ่มต้นวางแผนจัดสรรพื้นที่ ลงมือปลูกผลผลิต โดยเฉพาะทุเรียน เงาะ มังคุด ใช้เวลา 15 ปี จึงเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นมองว่าถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา ก็หาตลาดระบายสินค้าออกไป แต่จนถึงวันนี้ สวนละไมไม่เคยนำผลไม้ไปเร่ขายนอกพื้นที่เลย เพราะลำพังนักท่องเที่ยวเดินทางมาวันละ 2,000 คนขึ้นไป หรืออย่างปีนี้คาดยอดรวมตลอดปี 120,000 คน ผลผลิตในสวนไม่พอแล้ว”

กับขนาดพื้นที่ 500 ไร่ แบ่งเป็นการปลูกผลไม้หลากหลายชนิด ไม่อาจเพียงพอรองรับลูกค้า จึงส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ให้มีตลาดใกล้บ้าน แต่สามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูง

“สวนละไมไม่ได้คิดที่จะโตคนเดียว แต่ต้องการให้เกษตรกรในพื้นที่มีตลาด ซึ่งตอนนี้สวนละไมรับซื้อรวมแล้วกว่า 50 ราย หรือเท่ากับ 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผลไม้นำมาใช้ต้อนรับลูกค้า ซึ่งในฤดูกาลหนึ่งจะใช้ผลไม้กว่า 170 ตัน”

จัดเมนูหลากหลาย กระจายความเสี่ยง

คุณไพโรจน์ ยังกล่าวถึงราคารับซื้อผลไม้จากเกษตรกรในพื้นที่ โดยยินยอมให้ผู้ขายตั้งราคาเอง แต่ทว่ามีข้อแม้ต้องได้คุณภาพดีจริง

“ผมไม่เคยต่อราคาผลไม้ อย่างทุเรียนเคยซื้อสูงสุดกิโลกรัมละ 102 บาท ขอแค่คุณภาพดีจริง ถ้าเจอทุเรียนอ่อน ตีคืนทันที และหยุดการค้าขายไปก่อน เพื่อให้เกษตรกรยอมรับในกติกา ส่วนสวนทุเรียนที่รับซื้อต้องอยู่ในพื้นที่จังหวัดระยอง เพราะเราต้องการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่เป็นอันดับแรก”

กับการตั้งราคาเที่ยวชมสวนพร้อมบุฟเฟ่ต์ผลไม้ 400 บาท ต่อหัว (เด็ก 200 บาท) จะเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง แต่กับการบริการและความจริงใจที่ใส่คุณภาพแบบไม่มีการกำหนดเวลา และให้ลูกค้าทานได้ไม่อั้น จึงเกิดเป็นความรู้สึกคุ้มค่าในใจลูกค้าขึ้นมาทันที

แต่ทว่าในมุมมองของผู้ประกอบการ วิธีให้บริการในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไร ยิ่งในช่วงปีนี้ภาวะแล้ง ผลผลิตราคาสูง ยกตัวอย่าง ทุเรียน กิโลกรัมละกว่า 100 บาท ย่อมเสี่ยงกับการขาดทุน

“การวางแผนเส้นทางท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยว สำคัญมาก การจัดการด้านอาหารต้องใส่ใจ สวนละไมแบ่งเส้นทางท่องเที่ยวเป็น 3 จุดหลักๆ คือ ชื่นชมสวนเงาะ มังคุด, สวนทุเรียน และฟาร์มแกะ โดยมีรถรางนำพา จุดแรกที่ลูกค้าต้องแวะคือ สวนเงาะและมังคุด ซึ่งในจุดนี้จะให้บริการผลไม้ เงาะ มังคุด และมีอาหารประเภทอื่นๆ ด้วย อาทิ ข้าวโพดต้ม ขนมบ้าบิ่น ไอศกรีม กล้วยทอด มันทอด ฟักทองทอด

จากนั้นนำพาขึ้นไปยังจุดที่ 2 คือสวนทุเรียน ซึ่งจะมีบริการทุเรียน และผลไม้นานาชนิด รวมไปถึง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ทอด ของหวานก็จะมี ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง เราต้องวางอาหารให้หลากหลาย เพื่อลดทอนรายการวัตถุดิบบางชนิดที่มีราคาต้นทุนสูง อย่างปีนี้ต้นทุนวัตถุดิบถือว่าสูงมาก ถ้าต้องซื้อมะละกอจากที่อื่นคงใช้เงินเป็นแสนบาท ปลูกเองจึงทำให้ลดต้นทุนได้มาก อย่างในปีนี้กำไรต่อหัวอาจไม่ถึง 100 บาท แต่ก็ยังถือว่าอยู่ได้”

ส่วนการจะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบต่ำ นั่นก็คือ พืชผักผลไม้นำมาใช้ ต้องปลูกเอง

เดินทางมานับพัน บริการดี วัตถุดิบไม่อั้น

สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในสวนละไม คือพนักงานบริษัท ด้วยเพราะจังหวัดระยอง และรวมไปถึงจังหวัดชลบุรี มีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก และในกลุ่มรองลงมาคือ ครอบครัว

“นักท่องเที่ยวเดินทางมาส่วนใหญ่กลุ่มละ 4 คนขึ้นไปจนถึงหลักร้อย และเคยมีนักท่องเที่ยวสูงสุดใน 1 วัน 4,500 คน แต่โดยเฉลี่ยราวๆ 2,000 คน ซึ่งตรงนี้ต้องบอกเลยว่า เราแทบไม่ได้ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่ลูกค้าที่เดินทางมาคือกระบอกเสียง ด้วยเพราะปัจจุบันสื่อโซเชียลเข้าถึงคนได้กว้างและรวดเร็วมาก”

กับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาปีละหลายหมื่นคน หรือในปี 2559 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเกินกว่า 120,000 คน ลำพังฤดูกาลผลไม้เพียงไม่กี่เดือนคงไม่อาจเรียกจำนวนคนได้มากขนาดนี้ และสำคัญคือ ถ้าจะทำธุรกิจ แล้วหวังเพียงแค่ยอดขายไม่กี่เดือน ก็คงอยู่ไม่ได้

ไอเดียเที่ยวสวนละไมได้ทั้งปี จึงเกิดขึ้น “ผมต้องการให้สวนละไมคือแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง สามารถเที่ยวได้ทั้งปี ไม่ใช่แค่ฤดูกาลผลไม้ที่จะเปิดปลายเดือนเมษายน แล้วปิดในวันที่ 14 สิงหาคม ฉะนั้น ในเดือนตุลาคม-ธันวาคม จึงเปิดอุทยานดอกไม้เมืองเหนือ และสวนชา จากนั้นก็จะเปิดสวนสตรอเบอร์รี่ต่อ ในช่วงปลายเดือนมกราคมไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งในช่วงอากาศหนาวราวเดือนธันวาคม-มกราคม อุณหภูมิที่นี่ประมาณ 15-16 องศาเซลเซียส ไม้เมืองหนาวจึงให้ผลผลิตดีมาก”

การต่อยอดยังไม่หยุดยั้ง สวนละไม วางแผนกับการสร้างรีสอร์ต สวนน้ำ และเส้นทางท่องเที่ยวแบบผจญภัย โดยขณะนี้ได้ลูกๆ ทั้ง 3 คน (และลูกเขยคนโต) ซึ่งศึกษาจบด้านการตลาด บริหารธุรกิจ และการท่องเที่ยวและโรงแรม มาช่วยสานต่อกิจการ

“การขยายธุรกิจเกิดจากลูกค้าที่เรียกร้องเข้ามาด้วย อย่างเรื่องของที่พัก แต่ว่าส่วนหนึ่งผมก็วางไว้ว่าจะติดต่อพูดคุยกับเจ้าของรีสอร์ต เจ้าของร้านอาหาร เพื่อจัดเส้นทางท่องเที่ยวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยอาจทำในรูปแบบส่วนลดให้ลูกค้า และให้คนในชุมชนได้นำสินค้าออกมาจำหน่าย ผมเองก็อยากให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงชุมชน เติบโตไปด้วยกัน คาดหวังว่าเมื่อลูกค้ามาแล้วจะนำเงินออกมาใช้จ่าย 800-1,000 บาท”

ธุรกิจนี้มีโอกาสโต เกษตรกรทำได้ในสวน

กับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น การขยายธุรกิจต้องทำอย่างต่อเนื่อง ลำพังเงินทุนในกระเป๋าคงไม่อาจเพียงพอ คุณไพโรจน์จึงว่า วิธีขับเคลื่อนธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยกู้ยืม

“สวนละไมรับซื้อผลไม้กว่า 170 ตัน ต่อฤดูกาล หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท และด้วยผมเป็นลูกค้าของ ธกส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) มานานกว่า 20 ปีแล้ว จึงเข้าไปพูดคุยขอสินเชื่อ โดยในปี 2559 นี้ก็มีโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตร 72,000 ล้านบาท แต่ว่าตอนนั้นหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่พอ ผมก็ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ธนาคารให้รู้จักกับ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อแทน เรื่องขอสินเชื่อเลยกลายเป็นเรื่องที่ง่ายมาก”

คุณไพโรจน์ ยังกล่าวถึงเกษตรกรที่มีสวนเกษตร แล้วสนใจจะก้าวสู่การต่อยอดเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ว่า ไม่จำเป็นต้องทำใหญ่ เพราะแค่สวนเล็กๆ ก็สามารถบริหารจัดการพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ ขอเพียงใส่ใจในบริการ ซื่อสัตย์ ผลิตวัตถุดิบคุณภาพดีมารองรับ

“ผมอยากให้ธุรกิจแบบนี้เกิดขึ้นมากๆ อยากเห็นเกษตรกรมีศักยภาพ ซึ่งปัจจุบันนี้มีหน่วยงานสนับสนุนหลายแห่ง ถ้ามีเงินทุนน้อย ก็ทำเล็กๆ ครับ ทำตามกำลังก่อน ซึ่งผมว่าตลาดนี้ไม่ตัน จากนั้นเมื่อถึงเวลาขยาย ค่อยก้าวไปทีละขั้น”

สนใจเดินทางไปชื่นชม “สวนละไม” ตั้งอยู่ เลขที่ 19/9 ถนนบ้านบึง-แกลง (สาย 344) ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง

“ส้มตำติดล้อ” ลงทุนหลักแสน ได้เป็นเจ้าของรถ-เจ้าของร้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

แฟรนไชส์โซน

พารนี

“ส้มตำติดล้อ” ลงทุนหลักแสน ได้เป็นเจ้าของรถ-เจ้าของร้าน

“ทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของผู้ลงทุนทั้งหมด ทางร้านต้นแบบจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทั้งด้านรสชาติและการตลาด และช่วยสนับสนุนการทำสินเชื่อรถให้กับผู้ลงทุนอีกทางหนึ่งด้วย”

จากร้านเล็กๆ ในตลาดนัดชานเมือง ที่ลูกค้ามีเพียงบรรดาพ่อค้า-แม่ขาย ไม่กี่สิบคน แต่ใช้ความอดทนและตั้งใจจริงอยู่ไม่นาน สถานการณ์ค้าขายดีขึ้นตามลำดับ

และด้วยความที่เคยเป็นถึงเจ้าของกิจการผับหรู แต่พลิกผันหันมาขายส้มตำ จนหลายครั้งถูกคำพูดถากถางให้ช้ำใจ แต่แม่ค้าหน้าใส ไม่ถอดใจง่ายๆ

หากยังสามารถขยับขยายธุรกิจ จนกลายเป็นร้านฮิตในหมู่นักชิมจำนวนไม่น้อย

จากวันนั้นถึงวันนี้ เปิดขายมาได้ยาวนานถึงกว่า 10 ปี กิจการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันมีร้านแฟรนไชส์ “ตำหลาย” ทั้งในและต่างประเทศถึง 12 สาขา

แต่พัฒนาการของร้านอาหารอีสานแบรนด์ดัง “ตำหลาย” ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น ล่าสุด ผุดรูปแบบธุรกิจร่วมสมัยออกเป็นแฟรนไชส์รถเคลื่อนที่ สไตล์ “ส้มตำโมบาย” เรียกเสียงฮือฮาให้กับวงการฟู้ดทรักในยามนี้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

คุณเอ๋-ณัฐรดา บุญชุ่ม เจ้าของ “ตำหลาย” ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า แฟรนไชส์ตำหลายแบบ “รถเคลื่อนที่” นี้เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีงบจำกัด เพราะการเปิดกิจการเป็นร้านๆ นั้น ต้องใช้เงินลงทุนสูงและอยู่ในทำเลที่ดี ถ้าเป็นทำเลดีมากๆ ค่าเช่ายิ่งต้องจ่ายแพง และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการตกแต่งร้าน อีกทั้งเมื่อหมดสัญญาเช่าร้าน สิ่งที่ตกแต่งไว้ก็ต้องกลายเป็นของเจ้าของพื้นที่เช่านั้นไป

แต่ถ้าเป็นการลงทุนแฟรนไชส์ตำหลายแบบรถเคลื่อนที่นี้ ผู้ลงทุนจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยภายในตัวรถจะทำการตกแต่งด้วยอุปกรณ์พร้อมขายส้มตำและเมนูอื่นๆ ได้ทันที ทั้งยังจะมีการอบรมสูตรการทำอาหารจานเด็ด ให้อีก 30 เมนู

“เราจัดทุกอย่างไว้ให้ผู้ลงทุนเป็นเจ้าของกิจการตำหลายเคลื่อนที่ได้ทันที รวมถึงการอบรมสูตรอาหารให้ด้วย ทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของผู้ลงทุนทั้งหมด ทางร้านต้นแบบจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทั้งด้านรสชาติและการตลาด และช่วยสนับสนุนการทำสินเชื่อรถให้กับผู้ลงทุนอีกทางหนึ่งด้วย” คุณเอ๋ ว่าอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ แฟรนไชส์รถเคลื่อนที่ของตำหลายนี้ เหมาะกับทำเลประเภทตลาดนัดทุกทำเล ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักช็อปน้อยใหญ่

และมั่นใจว่า สามารถสู้คู่แข่งทางตรงอย่างฟู้ดทรักประเภทอาหารต่างชาติได้แน่นอน เพราะอาหารอีสาน มีสีสันและรสชาติถูกปากคนไทยส่วนใหญ่มากกว่า

“ร้านส้มตำ ทำยาก แต่กำไรดี ผลตอบแทนเท่าตัว ถ้ารสชาติดี ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ได้ ขออย่างเดียวคือ ต้องอดทน” เจ้าของกิจการ ย้ำจุดยืน

ต้องการทราบรายละเอียดแฟรนไชส์ส้มตำโมบาย แบรนด์ “ตำหลาย” สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ (086) 405-1459, (091) 890-5145 หรือ Facebook/ตำหลาย

“บ้านโฟม ดีดี” สร้างบ้านหลักแสน ด้วย “ซีเมนต์โฟม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“บ้านโฟม ดีดี” สร้างบ้านหลักแสน ด้วย “ซีเมนต์โฟม”

“จริงๆ แล้วการก่อสร้างไม่ได้ยุ่งยาก แต่ช่างต้องมีทักษะ รู้เทคนิค เราจึงต้องสร้างทีมขึ้นมาเอง ซึ่งการก่อสร้างจะเริ่มหน้างาน ใช้ระยะเวลารวดเร็ว ฉะนั้น ถ้าคิดค่าวัสดุ ซีเมนต์โฟมราคาจะสูงกว่าวัสดุอื่นๆ แต่ว่าเมื่อรวมค่าก่อสร้างแล้ว ทำให้ราคาบ้านพอๆ กัน”

“บ้าน” ความต้องการอันดับต้นๆ แต่การจะมีบ้านสักหลังเป็นของตนเอง ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเพราะราคาบ้านในยุคนี้ แค่พื้นที่ไม่กี่สิบตารางเมตรก็ต้องใช้เงินถึงหลักล้านถึงหลายล้านบาท

คุณปริษฎี ศิริชัยวัฒน์ นักออกแบบตกแต่งภายใน วัย 37 ปี เจ้าของ “บ้านโฟม ดีดี” (Baan Foam DD) ผุดไอเดีย “บ้านซีเมนต์โฟม” พร้อมสร้างนวัตกรรมสำหรับผู้มีที่ดินแล้วต้องการสร้างบ้านในราคาเริ่มต้นไม่กี่แสนบาท โดยวางแบบบ้านไว้ให้ลูกค้าเลือก หรือหากลูกค้าต้องการแบบที่แตกต่าง ก็ยินดีให้บริการ สร้างเสร็จพร้อมอยู่ โดยทีมช่างผู้มีประสบการณ์โดยตรง

มีเงิน 4.5 แสนบาท สร้างบ้าน พร้อมอยู่

คุณปริษฎี เล่าถึงแนวคิด เกิดจากความเข้าใจว่าทุกคนต้องการมีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตนเอง และหลายๆ คน โดยเฉพาะผู้อยู่ในเขตปริมณฑลและต่างจังหวัดจะมีที่ดินเป็นของตนเอง ความต้องการของลูกค้านอกจากบ้านราคาสบายกระเป๋า ยังต้องการความรวดเร็วในการก่อสร้าง เพื่อประหยัดค่าแรงงาน

“ผมเรียนจบคณะสถาปัตยกรรม ภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน ซึ่งหลังศึกษาจบก็ทำงานสายออกแบบภายในอาคารและงานก่อสร้าง มาถึงตอนนี้ 5-6 ปี ทำให้เห็นปัญหา และความต้องการของลูกค้า อย่างเรื่องต่อเติมบ้าน ลูกค้าจะกังวลกับวัสดุนำมาใช้ ว่าจะกระทบโครงสร้างหรือไม่ เรื่องของความร้อนภายในตัวบ้าน เสียง ราคาค่าวัสดุ และระยะเวลาในการก่อสร้าง และไหนจะเรื่องของการออกแบบตกแต่งบ้านที่ต้องเอื้อต่อประโยชน์ใช้สอย รวมไปถึงความสวยงาม”

เมื่อโจทย์เป็นเช่นนี้ คุณปริษฎีจึงเริ่มมองหาวัสดุสามารถรองรับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ กระทั่งพบกับนวัตกรรม “ซีเมนต์โฟม” ที่ผลิตมาเพื่องานก่อสร้างโดยตรง ซึ่งซีเมนต์โฟมนี้จะประกอบไปด้วย โฟม EPS ในการก่อสร้าง ลวดตาข่าย และซีเมนต์

“คุณสมบัติ ไม่ลามไฟ เปรียบเสมือนฉนวนกันความร้อนได้ดี กันเสียง เพราะหนาถึง 3 นิ้ว จึงประหยัดพลังงาน น้ำหนักเบา การขึ้นรูปสามารถทำได้หลากหลาย มีความแข็งแรง ซึ่งในต่างประเทศใช้กันมานานแล้ว แต่นวัตกรรมนี้กับคนไทยยังถือว่าใหม่อยู่”

บ้านโฟม ดีดี เปิดรูปแบบให้บริการ โดยออกแบบวางขนาดบ้านไว้ให้ลูกค้าเลือก เริ่มต้นกับพื้นที่ 35 ตารางเมตร ราคาประมาณ 450,000 บาท หรือตารางเมตรละ 12,000-13,000 บาท แต่ทว่าถ้าต้องการได้แบบบ้านที่แตกต่างก็สามารถนำแบบมาให้สร้างได้ ส่วนราคาก็เป็นไปตามขนาดและความยากง่ายของงาน

งานเล็กงานใหญ่ สร้างได้รวดเร็ว

ทั้งนี้สำหรับระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 2 เดือน กับบ้านขนาด 35 ตารางเมตร “จริงๆ แล้วการก่อสร้างไม่ได้ยุ่งยาก แต่ช่างต้องมีทักษะ รู้เทคนิค เราจึงต้องสร้างทีมขึ้นมาเอง โดยมีช่างทั้งหมดประมาณ 20 คน ซึ่งการก่อสร้างจะเริ่มหน้างาน มีการทำฐานราก ตอกเสาเข็ม โครงสร้างบ้านส่วนใหญ่จะเป็นเหล็ก แล้วก็ใช้ซีเมนต์โฟมในการก่อสร้างเป็นกำแพง ด้วยน้ำหนักเบา และขึ้นรูปได้หลากหลาย การก่อสร้างจึงใช้ระยะเวลารวดเร็ว ฉะนั้น ถ้าคิดค่าวัสดุ ซีเมนต์โฟมราคาจะสูงกว่าวัสดุอื่นๆ แต่ว่าเมื่อรวมค่าก่อสร้างแล้ว ทำให้ราคาบ้านพอๆ กัน”

จากจุดเริ่มต้นซีเมนต์โฟมนิยมใช้ในงานต่อเติม ด้วยเพราะอย่างที่บอกคือน้ำหนักเบา จึงไม่กระทบโครงสร้างหลัก แต่ว่าในความเป็นจริง “ซีเมนต์โฟมสามารถก่อสร้างบ้าน อาคาร ได้เป็นหลังๆ ตึกสองสามชั้นก็ใช้วัสดุนี้ทำมาแล้ว หรืออย่างตอนนี้ สำนักงาน โรงงาน จะให้ความสนใจก่อสร้างกันมากขึ้น เพราะส่งผลด้านประหยัดพลังงานด้วย และเขาต้องการความรวดเร็วเสร็จไวในการก่อสร้าง”

นอกจากกลุ่มเป้าหมายที่พักอาศัย สำนักงาน โรงงานต่างๆ แล้ว บ้านโฟม ดีดี พุ่งเป้าไปยังกลุ่มธุรกิจรีสอร์ต โดยเล็งทำเลกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก่อนจะขยายวงกว้างไปยังจังหวัดอื่นๆ และรวมไปถึงแผนการเดินทางไปตลาดต่างประเทศ

น้ำหนักเบา คือหนึ่งความโดดเด่นของวัสดุชนิดนี้ โดยมีน้ำหนักเพียง 20 กิโลกรัม ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ในขณะอิฐมวลเบามีน้ำหนักประมาณ 90 กิโลกรัม ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร หรือการก่ออิฐฉาบปูนที่น้ำหนักอาจสูงเป็นตัน

“แม้วัสดุชนิดนี้จะคิดค้นมานานหลายปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนไทย คงต้องอาศัยสร้างการรับรู้อีกระยะหนึ่ง และด้วยน้ำหนักที่เบา หลายคนสงสัยด้านความคงทนแข็งแรง ซึ่งก็ได้มีการทดสอบมาแล้ว แต่จะให้ลูกค้ามั่นใจและเห็นของจริง ผมจึงสร้างบ้านของผมเอง เอาตัวเองการันตี และเราทำฐานราก ตอกเสาเข็ม ขึ้นโครงเหล็ก ก่อสร้างจนแล้วเสร็จที่หน้างาน ลูกค้าเห็นตั้งแต่ฐานรากเลย”

คุณปริษฎี ยังกล่าวทิ้งท้ายถึงงานบริการว่า คือหัวใจของธุรกิจนี้ “ด้วยผมจบการออกแบบภายใน ได้อยู่วงการก่อสร้าง ทำงานกับผู้อยู่อาศัยมานาน ทำให้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ การออกแบบ ประโยชน์ใช้สอย ถ้าใส่เข้าไปในตัวบ้านได้ในระหว่างก่อสร้าง จะไม่ทำให้เป็นภาระกับลูกค้าที่ต้องไปหาซื้อเพิ่มอีก อย่าง เคาน์เตอร์ครัว ห้องน้ำ ตู้เสื้อผ้า การก่อสร้างที่รวดเร็ว งบประมาณไม่บานปลาย นี่คือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ”

สนใจสอบถามข้อมูล ติดต่อ “บ้านโฟม ดีดี” บริษัท ฟรีดอม อ๊อฟ สปีริต จำกัด เลขที่ 188/119 เอสแอนด์เอส สุขุมวิท ซอยสุขุมวิท 101/1 บางนา กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (081) 989-9696

สัมผัสวิถีชุมชนประมงบางละมุง แหล่งท่องเที่ยวใหม่ใกล้ กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

เสริมไอเดีย

วัชรี

สัมผัสวิถีชุมชนประมงบางละมุง แหล่งท่องเที่ยวใหม่ใกล้ กทม.

กระแสการท่องเที่ยวกำลังเป็นที่นิยม ได้รับความสนใจจากสังคมกันอย่างคึกคัก ซึ่งปัจจุบันการท่องเที่ยวมีหลากหลายรูปแบบ ผู้คนสามารถเลือกสไตล์การท่องเที่ยว หรือกำหนดวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างอิสรเสรี ใครชอบป่า ก็เดินป่า ชอบทะเลหรือภูเขา ก็เดินทางกันไปตามสไตล์ที่ชอบ

ส่วนใครชอบท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เดินทางสะดวกและไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. มีพื้นที่เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเมืองพัทยา เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ให้คนที่ไปท่องเที่ยวเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ได้พบแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

เมื่อได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ “กลุ่มประมงเทศบาลตำบลบางละมุง” และ “บ้านร้อยเสา ตะเคียนเตี้ย” ซึ่งเปิดเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ได้สัมผัสใกล้ชิดเรียนรู้วิถีชีวิตการทำประมงพื้นบ้าน และสัมผัสกลิ่นอายความเป็นกันเองของคนในพื้นที่

จุดเริ่มต้นกลุ่มประมง บ้านชายทะเลบางละมุง

การเดินทางในครั้งนี้ได้ คุณธิติ จันทร์แต่งผล รักษาการผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) เป็นผู้แนะนำและเล่าถึงการเกิดพื้นที่เชื่อมโยงนี้ว่า จากแนวคิดที่ต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาและสืบทอดการทำประมงพื้นบ้านให้อยู่เคียงข้างกับชุมชนตลอดไป นั่นจึงเป็นที่มาของการจัดตั้งกลุ่มประมงเทศบาลตำบลบางละมุง ที่ได้จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา

โดยเป็นความร่วมมือระหว่างชุมชนประมงบ้านชายทะเลบางละมุงกับสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.

และได้ คุณธวัชชัย ประคองขวัญ ประธานกลุ่มประมงบ้านชายทะเลบางละมุง มาเล่าให้ฟังว่า “จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกลุ่ม เนื่องจากพื้นเพเดิมของคนในหมู่บ้านชายทะเลบางละมุง ที่ตั้งอยู่ในตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นชุมชนขนาดเล็กริมชายฝั่งทะเลที่ทอดยาวจากโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ดที่มีระยะทางการออกเรือทำประมงประมาณ 8 กิโลเมตร

ในอดีต การทำประมง จะเป็นการทำประมงพื้นบ้านที่เป็นเรือขนาดเล็ก เพื่อหาเลี้ยงชีพ โดยไม่ได้มีการคำนึงถึงว่าทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลนั้น จะมีเหลือมากน้อยแค่ไหน

จนกระทั่ง ชุมชนพบว่า ทรัพยากรที่ทางชุมชนใช้สำหรับดำรงชีพมาเป็นระยะเวลานาน เริ่มมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับการถูกรุกรานจากเรือนายทุนที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถทำประมงได้เพียงพอกับการดำรงชีพ เกิดแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรที่จะให้ทรัพยากรเหล่านี้คงอยู่ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถทำประมงเลี้ยงชีพต่อไปได้

จึงเกิดแนวคิดที่ต้องการปลดแอกตัวเองออกจากระบบนายทุน และต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ควบคู่กับชุมชนระยะยาว รวมถึงต้องการพัฒนาให้กลุ่มประมง เป็นชุมชนกลุ่มประมงพื้นบ้านที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ดังนั้น ในปี 2543 ทางชุมชนจึงได้จัดตั้งสหกรณ์ขึ้น ด้วยการระดมทุนจากชาวบ้านที่มีเรือประมง เพื่อให้มีเงินทุนสำหรับการกู้หมุนเวียนลงทุนของชาวประมงพื้นบ้าน โดยจัดเก็บเงินเข้าสหกรณ์จำนวน 100 บาท ต่อลำต่อเดือน และต่อมาได้เพิ่มเป็น 200 บาท ต่อลำต่อเดือน

ปัจจุบัน มีเรือประมงพื้นที่เข้าร่วมสหกรณ์ดังกล่าวราว 30 ลำ ทำให้ทางชุมชนเริ่มมีสภาพคล่องมากขึ้น และช่วงหลังๆ ได้มีหน่วยงานของภาครัฐบาลให้ความช่วยเหลือมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการดูแลเรือนายทุนไม่ให้เข้ามาหาผลประโยชน์ในพื้นที่ การให้เงินทุนสำหรับหมุนเวียนในการลงทุนทำประมง”

ผนึก อพท. ต่อยอดอาชีพ เที่ยววิถีชุมชน สร้างรายได้

คุณธวัชชัย ยังเล่าต่ออีกว่า “จนในปี 2552 ทางกลุ่มประมงได้ร่วมมือกับทาง อพท.3 เพื่อต่อยอดอาชีพการทำประมงพื้นบ้านเข้าสู่การท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้และอนุรักษ์ธรรมชาติ ภายใต้แนวคิดที่ต้องการผลักดันให้บ้านชายทะเลบางละมุง เป็นต้นแบบที่มีศักยภาพและการเติบโตอย่างมั่นคง และเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงที่ทางชุมชนมีรายได้จากการทำประมงลดลงในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคมของทุกปี

การต่อยอดด้านการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้นั้น จะจัดเป็นในรูปแบบการท่องเที่ยวแบบจองล่วงหน้า (Booking) ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถโทรศัพท์มาสอบถามข้อมูลกิจกรรมการท่องเที่ยวได้ที่กลุ่มประมง ซึ่งลักษณะการท่องเที่ยวมีแบบแพ็กเกจครึ่งวัน ท่องเที่ยวเรียนรู้สัมผัสวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน ไปเที่ยวเกาะนก ดำน้ำดูปะการังน้ำตื้น หรือจะพายเรือคยัค แล้วกลับมาทานอาหารทะเลสดๆ

ส่วนแพ็กเกจกลางคืน มีกิจกรรมออกเรือไปตกหมึก ตกปลา นอกจากนี้ ยังสามารถพักแรมแคมปิ้งบริเวณชายหาดหรือบนเกาะนก

การที่ให้นักท่องเที่ยวมีการจองล่วงหน้า ในการจัดกิจกรรมต่างๆ นั้น เนื่องจากทางชุมชนต้องมีการเตรียมวางแผนรองรับล่วงหน้า เพราะไม่สามารถรับจำนวนนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก โดยหากเป็นการเยี่ยมชมในลักษณะของการเรียนรู้ อาทิ เยี่ยมชมธนาคารปูม้า ที่จัดมาเป็นคณะ อาจจะเป็นกลุ่มนักศึกษา ข้าราชการ ก็จะรองรับได้เพียง 30-50 คนเท่านั้น

ส่วนนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมกับทางชุมชน จะมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่พานำเที่ยวเกาะนก การตกหมึก ซึ่งจะคิดค่าใช้จ่ายประมาณ 2,500 บาท ต่อลำ บรรจุคนได้ราว 7-8 คน และหมึกที่ตกได้นั้น หากนักท่องเที่ยวต้องการ ก็สามารถซื้อกลับไปได้ ส่วนบริการตกปลา จะคิดค่าบริการเรือ 6,500 บาท ต่อลำ ปลาที่ตกได้นักท่องเที่ยวสามารถนำกลับไปได้ หรือจะให้ทางกลุ่มทำอาหารให้ก็ได้ แล้วแต่ความต้องการ”

ในส่วนของการอนุรักษ์ทรัพยากรนั้น ทางกลุ่มจึงได้มีการจัดตั้งธนาคารปูม้า เพื่ออนุบาลปูไข่นอกกระดองเพื่อนำตัวอ่อนปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ รวมถึงการจัดตั้งธนาคารแม่พันธุ์กุ้งแชบ๊วย การเลี้ยงหอยหวาน และการทำปะการังเทียม เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศในท้องทะเล

เพิ่มความสะดวกนักท่องเที่ยว ด้วยแอพ SMART PATTAYA

ทางด้าน คุณธิติ เล่าเพิ่มเติมให้ฟังอีกว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนระหว่างกลุ่มประมงเทศบาลตำบลบางละมุงกับกลุ่มเทศบาลตำบลตะเคียนเตี้ย ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมพื้นบ้าน ที่ให้บริการในด้านที่พัก การแสดงและการโชว์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน

รวมถึงเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อชีวิตที่พอเพียง ซึ่งทาง อพท.3 มีพื้นที่เป้าหมายที่ต้องการเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนทั้งสิ้น 9 แห่ง ประกอบด้วย เมืองพัทยา (ครอบคลุมพื้นที่เกาะล้านและเกาะไผ่) เทศบาลเมืองหนองปรือ เทศบาลตำบลบางละมุง เทศบาลตำบลตะเคียนเตี้ย เทศบาลตำบลโป่ง เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ เทศบาลตำบลนาจอมเทียน อบต.หนองปลาไหล และ อบต.เขาไม้แก้ว ซึ่งในอนาคตจะมีให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

รวมทั้งจากการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเมืองพัทยา ที่มีประมาณ 10 ล้านคน ต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อพท.จึงจัดทำแอพพลิเคชั่น SMART PATTAYA เพื่อให้นักท่องเที่ยวค้นหาแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร และการบริการต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวของพื้นที่ชุมชน ของแหล่งท่องเที่ยวในเมืองพัทยาได้อย่างชัดเจน และเพื่อรองรับการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองพัทยา ซึ่งปัจจุบันมีผู้ที่ดาวน์โหลดแอพดังกล่าวไปแล้วกว่า 5,000 คน

Cafe” Stationn เครื่องครัวไม้แกะสลัก เจาะตลาดคาเฟ่-ร้านเค้ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

Cafe” Stationn เครื่องครัวไม้แกะสลัก เจาะตลาดคาเฟ่-ร้านเค้ก

นอกจากเครื่องครัวไม้จะถูกจริตร้านคาเฟ่ ร้านขนม ร้านเค้ก ที่ต้องการภาชนะน่ารักๆ เพื่อเอาใจลูกค้าเฉพาะกลุ่ม การแกะสลักเพิ่มลวดลายก็ถูกใจลูกค้าที่ต้องการหาของขวัญ ของฝาก รวมถึงซื้อใช้เอง เพราะไม้ยางพาราสามารถใส่ขนม และอาหารได้ทุกประเภท ล้างทำความสะอาดตามปกติ เก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทดี ไม่ชื้น เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อรา

การทานอาหารของคนยุคนี้ โดยเฉพาะสาวกที่ชอบถ่ายรูปอาหารก่อนทาน ไม่เหมือนยุคพ่อแม่ที่จะใส่ภาชนะอะไรก็ได้ กลุ่มคนพวกนี้ต้องพิถีพิถันเลือกจาน ชาม ช้อนส้อม นอกจากจะไว้เพื่อถ่ายรูปให้ออกมาสวยงาม บางรายเกิดความรู้สึกว่าถ้วยชามสวยๆ สามารถเพิ่มอรรถรสในการทานเมนูนั้นๆ ได้อีกด้วย ฉะนั้น เลยมีผู้ประกอบการหัวใสปิ๊งไอเดียสร้างมูลค่าเพิ่มของใช้บนโต๊ะอาหาร ภายใต้วัสดุเนื้อไม้สร้างความแตกต่างจากเครื่องครัวทั่วไป ที่เน้นไปทางสเตนเลส หรือกระเบื้อง ทั้งนี้ เพื่อความสวยงามแตกต่าง มีเอกลักษณ์และรองรับการประดับตกแต่ง

ทิ้งอาชีพแอร์โฮสเตส ขายเครื่องครัวไม้

คุณสุรางคณา ชาญนทีกุล หรือ คุณจ๋า อดีตแอร์โฮสเตสสาว วัยเพียง 29 ปี เธอสรรหาไม้ยางพาราคุณภาพดีมาใช้ในงานเครื่องครัว และของใช้บนโต๊ะอาหาร แถมสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการแกะสลักลวดลาย เจาะตลาดคาเฟ่ และบรรดาร้านเค้ก

สำหรับจุดเริ่มต้นธุรกิจเครื่องครัวไม้แกะสลัก คุณจ๋า เท้าความว่า ระหว่างที่ทำงานแอร์โฮสเตส หารายได้พิเศษด้วยการขายของในอินเตอร์เน็ต รวมถึงเครื่องครัวทำจากเซรามิกรับจากจีน ทว่าอยากหาความแตกต่างเลยหันมาขายเครื่องครัวทำจากไม้ อาทิ จาน ชาม ช้อน ส้อม เขียง ถาด สร้างแบรนด์ Caf? Stationn ระยะเวลากว่า 3 ปี ผลตอบรับดีขึ้น กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นความนิยมในที่สุด

ช่วงแรกที่คุณจ๋าหันมาขายเครื่องครัวทำจากไม้ เธอใช้วิธีรับจากโรงงานทั้งหมด หลังจากฟีดแบ็กดีได้เข้าไปมีส่วนร่วม โดยการออกแบบ ปัจจุบันชุดเครื่องครัวไม้ Caf? Stationn มีให้เลือกมากถึง 40 แบบ แบ่งเป็น 6 ประเภท ประเภทจานหรือถาด ประเภทเขียง ประเภทชามและถ้วยน้ำจิ้ม ประเภทที่รองแก้ว ประเภทช้อน-ส้อม และประเภทช้อนเดี่ยว มีดเนย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือการ “แกะสลัก”

“หลังจากที่ขายเครื่องครัวไม้มานาน 3 ปี เริ่มรู้สึกอยากหาเอกลักษณ์ให้กับสินค้า ด้วยการเพิ่มลวดลายลงไปบนภาชนะ นั่นคือ ใช้เครื่องเลเซอร์ยิงแกะสลักตามแบบที่ลูกค้าต้องการ ไม่ว่าจะเป็นชื่อคน โลโก้ คำอวยพร หวังเพิ่มมูลค่า ราวกับว่าภาชนะนั้นมีชิ้นเดียวในโลก ผลพลอยได้ไปถูกใจบรรดาคาเฟ่ ร้านขนมเค้ก ร้านกาแฟ ที่เชื่อว่าภาชนะสวยงามจะเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้าอยากเข้ามาทาน เข้ามาถ่ายรูปและแชร์บนโลกออนไลน์”

นอกจากเครื่องครัวไม้จะถูกจริตร้านคาเฟ่ ร้านขนม ร้านเค้ก ที่ต้องการภาชนะน่ารักๆ เพื่อเอาใจลูกค้าเฉพาะกลุ่ม การแกะสลักเพิ่มลวดลายก็ถูกใจลูกค้าที่ต้องการหาของขวัญ ของฝาก รวมถึงซื้อใช้เองเพราะไม้ยางพาราสามารถใส่ขนม และอาหารได้ทุกประเภท ล้างทำความสะอาดตามปกติ เก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทดี ไม่ชื้น เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อรา

ขายดี กำเงินแสนทุกเดือน ตอบโจทย์ลูกค้าคาเฟ่

ด้านความยากของการแกะสลัก คุณจ๋า บอกว่า อาศัยความชำนาญเรื่องการคำนวณพื้นที่ของภาชนะเพื่อให้ลายออกมาสวยงาม เพราะหากบิดเบี้ยว หรือลายไม่บาลานซ์ ก็เสียของ

ปัจจุบัน ภาชนะที่คุณจ๋าจำหน่าย มีทั้งออกแบบเอง และรับสำเร็จรูป กำลังการผลิตราว 10,000 ชิ้น ต่อเดือน เธอเผยว่า ขายดีมาก ไม่พอขายด้วยซ้ำ กลุ่มลูกค้า 50 เปอร์เซ็นต์คือ ร้านกาแฟ ร้านขนม ร้านเค้ก ฯลฯ อีก 50 เปอร์เซ็นต์ซื้อใช้เอง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ยอดขายแต่ละเดือนราว 500,000 บาท สินค้าขายดีเป็นจานกลม ถาดสี่เหลี่ยม ช้อน ส้อม

ด้านราคาขาย ยกตัวอย่าง ช้อนส้อมเฉลี่ยคู่ละ 40 บาท จานชิ้นละ 80 บาท โดยราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าสลักลาย ส่วนค่าสลักลายอยู่ที่จาน-ถาดเริ่มต้น 60 บาท และช้อนส้อมเริ่มต้น 30 บาท

สำหรับชนิดไม้ที่คุณจ๋าเลือกใช้ เธอบอกว่า ใช้ไม้ยางพาราตายคาต้น ไม้ยางพาราประเภทนี้คือ ไม้ที่หยุดให้น้ำยาง จะไม่ตัดไม้ใหม่ จะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม คุณสมบัติของไม้ดังกล่าว แข็งแรง โดนน้ำได้ ใช้ได้บ่อยตามที่ต้องการ นำมาเคลือบแล็กเกอร์ หรือผลิตภัณฑ์เคลือบวัสดุไม้ที่เป็น food grade เพื่อเพิ่มความเงางามทับลงไปอีกชั้น

การประชาสัมพันธ์ธุรกิจดังกล่าว หญิงสาวใช้ช่องทางออนไลน์คือ อินสตาแกรม และซื้อโฆษณาเฟซบุ๊ก เป็นช่องทางหลักในการโปรโมตสินค้า ถือว่าประสบความสำเร็จมากเลยทีเดียวเพราะตรงกลุ่มลูกค้า

สำหรับคำว่า Caf? Stationn แปลว่า สถานีคาเฟ่ คุณจ๋าตั้งใจให้เป็นศูนย์กลางของอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับคาเฟ่ โดยจะขายชุดเครื่องครัวไม้ที่เน้นความสวยงามเป็นหลัก

ปัจจุบัน คุณจ๋าลาออกจากแอร์โฮสเตสเพื่อมาขายเครื่องครัวไม้แกะสลักเต็มตัว หลังทำงานอยู่บนเครื่องบินได้เพียง 1 ปี

ติดต่อ http://www.facebook.com/cafestationn ขายปลีก-ส่งจานไม้ ช้อนไม้ สลักชื่อหรือโลโก้ ไม่มีขั้นต่ำ โทรศัพท์ (081) 817-7468