แอปเปิ้ลผงาดแรง มูลค่าพุ่ง1ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559743

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 11:08 น.

แอปเปิ้ลผงาดแรง มูลค่าพุ่ง1ล้านล้าน

มูลค่าแอปเปิ้ลทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ด้านหัวเว่ยจ่อครองตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 1

แอปเปิ้ล อิงค์ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ กลายเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกของโลกที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 ล้านล้านบาท) จากการที่ราคาหุ้นแอปเปิ้ลปิดตลาดในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พุ่งขึ้น 2.9% แตะระดับ 208.38 ดอลลาร์/หุ้น (ราว 6,953 บาท) หลังบริษัทเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ว่าดีเหนือความคาดหมาย ซึ่งได้แรงหนุนจากยอดขายไอโฟน

ทั้งนี้ แอปเปิ้ลเข้าสู่ตลาดหุ้นเมื่อปี 1980 ด้วยราคาไม่ถึง 1 ดอลลาร์/หุ้น (ราว 32 บาท) และมูลค่าบริษัทขณะนั้นน้อยกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ (6.6 หมื่นล้านบาท) อีกทั้งยังต้องเผชิญกับภาวะเสี่ยงล้มละลาย แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อแอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟนรุ่นแรกออกจำหน่ายเมื่อปี 2007 ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของแอปเปิ้ลพุ่งทะยานมากกว่า 50,000% นับตั้งแต่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก

หลังมูลค่าตลาดของแอปเปิ้ลพุ่งแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ได้ไม่นาน หัวเว่ย ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่จากจีน ที่เพิ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของตลาด สมาร์ทโฟนโลกแซงหน้าแอปเปิ้ลเมื่อไม่นานมานี้ ประกาศว่า บริษัทตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นอันดับ 1 ของตลาดสมาร์ทโฟนของโลกให้ได้ภายในสิ้นปี 2019 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 20%

แอพเรียกรถแข่งดุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559642

  • วันที่ 03 ส.ค. 2561 เวลา 08:46 น.

แอพเรียกรถแข่งดุ

ศึกไรด์เฮลลิ่งอาเซียนเดือด แกร็บระดมเพิ่ม 3.3 หมื่นล้าน ด้านโกเจ็กตีตลาดเวียดนามสู้

แกร็บ ผู้ให้บริการเรียกรถรับส่ง (ไรด์เฮลลิ่ง) จากสิงคโปร์ เปิดเผยว่า บริษัทสามารถระดมทุนรอบใหม่ได้เพิ่มอีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) รวมเป็นทั้งหมด 2,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายบริการใหม่ๆ ครอบคลุมชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยิ่งขึ้น เช่น การชำระเงินออนไลน์ การส่งอาหารและพัสดุ ขณะที่การแข่งขันในธุรกิจไรด์เฮลลิ่งกำลังดุเดือดยิ่งขึ้น หลังโกเจ็ก บริษัทคู่แข่งจากอินโดนีเซียประกาศลงทุน 500 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อรุกตลาด 4 ประเทศอาเซียน

“เราจะนำเงินระดมทุนส่วนหนึ่งไปใช้ยกระดับตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดของแกร็บ” หมิง หม่า ประธานแกร็บ กล่าว

ด้าน นิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า โกเจ็ก เปิดตัว โก-เวียดเพื่อให้บริการใน 3 เมืองใหญ่ของเวียดนาม ได้แก่  นครโฮจิมินห์ กรุงฮานอย และดานังภายในเดือน ก.ย.นี้ และวางแผนเปิด โก-ไบค์ บริการรถจักรยานยนต์รับส่ง และ โก-เซนด์ บริการส่งเอกสารด้วยเช่นกัน

คนไทยแห่ใช้ฮัลโหลผ่านแอพลดการโทรตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559519

  • วันที่ 02 ส.ค. 2561 เวลา 07:48 น.

คนไทยแห่ใช้ฮัลโหลผ่านแอพลดการโทรตรง

กสทช. เผยคนไทย ใช้โทรศัพท์ผ่านแอพมากขึ้น 16.95% ฉุดการโทรด้วยเสียง ลดลงจากไตรมาส 4 ปี 2560

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การใช้งานโทรศัพท์ด้วยเสียง (voice) โดยตรงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 มีปริมาณ 7,700 ล้านนาที ลดลง 13% จากไตรมาส 4 ปี 2560

ด้านข้อมูลปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ต (ดาต้า) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่พบว่าเพิ่มขึ้น 16.95% จากไตรมาส 4 ปี 2560 โดยเพิ่มจาก 1,033,022 เทราไบต์ เป็น 1,208,046 เทราไบต์ แสดงให้เห็นว่าคนไทยเปลี่ยน รูปแบบการใช้งานจากที่โทรหากันด้วยเสียงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยตรง เป็นการโทรหากันผ่านอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้วยแอพพลิเคชั่น อาทิ ไลน์   (Line) วอตส์แอพ (WhatsApp) สไกป์ (skype) เมสเซนเจอร์ (Messenger) กาเกาทอล์ก (KakaoTalk) หรือแอพพลิเคชั่นอื่นๆ แทน

“ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึง แนวโน้มการใช้งานดาต้าผ่านโทรศัพท์ ที่เพิ่มขึ้นของไทย สวนทางกับการโทรหากันโดยตรงด้วยเสียงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ลดลง อาจเกิดจากพฤติกรรมการใช้ งานที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นการโทรหากันผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์เคลื่อนที่แทน เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิต ประจำวัน” นายฐากร กล่าว

หัวเว่ยแซงแอปเปิลขึ้นแท่นอันดับ2ส่งออกสมาร์ทโฟนมากสุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559440

  • วันที่ 01 ส.ค. 2561 เวลา 13:51 น.

หัวเว่ยแซงแอปเปิลขึ้นแท่นอันดับ2ส่งออกสมาร์ทโฟนมากสุดในโลก

“หัวเว่ย”แซงแอปเปิลขึ้นแท่นบริษัทที่ส่งออกสมาร์ทโฟนมากสุดเป็นอันดับ2 ของโลก เป็นรองเพียงซัมซุงเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า “หัวเว่ย เทคโนโลยี” ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติจีน ได้แซงหน้า แอปเปิล อิงค์ ขึ้นแท่นบริษัทที่ส่งออกสมาร์ทโฟนรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกในไตรมาส 2 เป็นครั้งแรก เป็นรองเพียง ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จากเกาหลีใต้เท่านั้น

รายงานข่าวระบุว่า หัวเว่ย ได้ส่งออกสมาร์ทโฟน 54.2 ล้านเครื่องในไตรมาส 2 ซึ่งสูงกว่าสถิติปีที่แล้ว 41%

ขณะที่ ส่วนแบ่งตลาดของหัวเว่ยในไตรมาส 2 อยู่ที่ 16% ส่วนซัมซุงอยู่ที่ 21% และแอปเปิล 12%

ที่ผ่านมา บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีนได้ขยายอิทธิพลในตลาดภายในประเทศมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ขยายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยหัวเว่ยได้ขยายตลาดไปยังยุโรปและแอฟริกา

ด้าน แอปเปิล อิงค์ ได้เปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาส 3 ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2561 ตามปีงบการเงินของบริษัท โดยระบุว่า รายได้จากการบริการในช่วงเวลาดังกล่าวพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อยู่ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์

ส่วนรายได้โดยรวมในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 5.33 หมื่นล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 2.34 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 40%

นายทิม คุก ประธานบริหารของแอปเปิลกล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ผลประกอบการไตรมาส 3 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยรายได้ของแอปเปิลขยายตัวในอัตราเลขสองหลักติดต่อกันถึง 4 เดือน สำหรับปัจจัยที่ทำให้รายได้ในไตรมาส 3 ออกมาสูงสุดนั้น มาจากความแข็งแกร่งของยอดขาย ไอโฟน การบริการ และอุปกรณ์ในกลุ่มแวร์เอเบิล

ทั้งนี้ แอปเปิลมียอดขาย ไอโฟน จำนวน 41.3 ล้านเครื่อง ยอดขาย ไอแพดจำนวน 11.6 ล้านเครื่อง และยอดขายคอมพิวเตอร์แมคจำนวน 3.7 ล้านเครื่อง ในไตรมาส 3

กสทช.ห่วงทีวีดิจิทัลไม่รอด ตั้งคณะทำงานหามาตรการช่วยเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559282

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 07:07 น.

กสทช.ห่วงทีวีดิจิทัลไม่รอด ตั้งคณะทำงานหามาตรการช่วยเหลือ

กสทช.เร่งตั้งคณะทำงานลุยแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลระยะยาว หลังสิ้นสุดมาตรา 44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการในอีก 2-3 ปี

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ได้ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลระยะยาว โดยมีตนเป็นที่ปรึกษา เพื่อหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลให้อยู่รอดในอุตสาหกรรมได้ หลังจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลตามมาตรา 44 สิ้นสุดลง โดยจะหารือว่ารัฐบาลต้องสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างไรต่อไป และผู้ประกอบการเองต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

“เมื่อหมดการช่วยเหลือจากรัฐบาลตามมาตรา 44 ช่วยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ทำให้กังวลว่าผู้ประกอบการจะสามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเช่าโครงข่ายได้หรือไม่ จึงต้องแก้ไขปัญหาพวกนี้ในระยะยาว อีกทั้งในอนาคตเทคโนโลยี 5จี จะเข้ามาในประเทศอีก ดังนั้นผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบ จึงตั้งคณะทำงานดังกล่าวขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะ” นายฐากร กล่าว

นอกจากนี้ ในปี 2562-2563สำนักงาน กสทช.จะนำคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ออกมาประมูลรองรับเทคโนโลยี 5จี ซึ่งในปัจจุบันคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ใช้งานในกิจการทีวีดิจิทัล ส่งผลให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต้องย้ายไปใช้งานคลื่นความถี่ในย่านอื่น ดังนั้นเมื่อมีการนำออกมาประมูลแล้ว สำนักงาน กสทช.ต้องเยียวยาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในอนาคตด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า การช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ระบุในมาตรา 44 มีสาระสำคัญคือพักชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทีวีดิจิทัลเป็นระยะเวลา 3 ปี และสำนักงาน กสทช.จะสนับสนุนค่าเช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัล (มักซ์) ไม่เกิน 50% ของค่าเช่าที่ต้องชำระเป็นเวลา 24 เดือน นับจากวันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง

นายสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล กล่าวว่า เร็วๆ นี้ สมาคมผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและตัวแทนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะเข้าหารือกับ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ เกี่ยวกับมาตรการกฎหมายที่กระทรวงดีอีจะปรับปรุงให้สอดรับกับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทบต่ออุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล

สร้างผู้นำสายการเงิน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559243

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 13:26 น.

สร้างผู้นำสายการเงิน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

โดย กูรูปราสาท เกออนคาร์ หัวหน้าฝ่ายการเงิน การปฎิบัติงาน และดิจิทัลซัพพลายเชน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออราเคิล ญี่ปุ่น และเอเชียแปซิฟิก

กระแสวิสัยทัศน์และบทบาททางการเงินที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากนี้หน้าที่ผู้ช่วยในการขับเคลื่อนองค์กรจะไม่ได้ตกอยู่ที่ผู้อำนวยการสายการเงินหรือซีเอฟโอ (CFO) แต่เพียงผู้เดียว ผู้นำด้านการเงินทุกคน จำเป็นต้องผันตัวเองให้มาเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ด้วยการขับเคลื่อนนวัตกรรม คาดการณ์ความเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมกับกำหนดรูปแบบในอนาคตปัจจุบัน ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ที่ขับเคลื่อนด้วยแมชีนเลิร์นนิ่ง สามารถจัดการงานรายวันได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้ทีมงานสามารถมุ่งความสนใจไปยังการกำหนดทิศทางธุรกิจ แทนที่จะต้องมาจัดการกับรายงานการประชุมและรายงานต่างๆ เมื่อบริษัททั้งหลายรับส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลทั้งจากภายในและภายนอก ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินมักจะมีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน และเชื่อมต่อข้อมูลในอดีตและข้อมูลคาดการณ์เชิงลึกเพื่อกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายของบริษัท

แอพพลิเคชั่นคลาวด์ ERP ที่มาพร้อมความสามารถทางด้านแมชีนเลิร์นนิ่งเป็นแรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนผ่านระบบการเงินที่สำคัญยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่จะลดภาระงานที่ต้องใช้แรงกายได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเรียนรู้ระหว่างการทำงาน และสรรหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การทำงานได้ ขณะเดียวกันแอพพลิเคชั่นเองก็จะฟีดคำถามในเชิง “ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น…” ผ่านทางแชตบอต แดชบอร์ดรายงานเนื้อหาและอุปกรณ์มากมาย ผ่านการควบคุมทุกอย่างได้ด้วยปลายนิ้ว

ขณะที่ความเสี่ยงมักจะตกอยู่กับองค์กรที่ยังคงใช้ระบบการทำงานแบบดั้งเดิม โดยหลงลืมไปว่า ความไม่แน่นอนนั้นได้กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ทางที่ดีคือการเตรียมความพร้อม รับมือกับการเปลี่ยนแปลงเสียตั้งแต่เนิ่นๆ องค์กรที่ได้เปรียบทางการแข่งขันจะต้องมีข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้ ที่สามารถบอกพวกเขาได้ว่าสถานการณ์ในอนาคตจะเข้ามากระทบกับธุรกิจขององค์กรได้อย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือธุรกิจที่มีความคล่องตัวเกือบครึ่งหรือ 49% ได้ทำการปฏิวัติโมเดลธุรกิจแล้ว เราได้เห็นหลายองค์กรปรับเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานที่มีเป้าหมายเดียว ไปเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจที่หลากหลาย และเกิดขึ้นพร้อมกันได้ การเปลี่ยนการบริการจัดการงานที่ต้องใช้แรงงาน มาเป็นการใช้ระบบอัตโนมัติจัดการกับภารกิจรายวันที่ซ้ำเดิม ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสายการเงินสามารถนำเวลาอันมีค่าไปมุ่งสร้างกิจกรรมที่ส่งเสริมองค์กรในเชิงกลยุทธ์ได้

นอกจากนี้ ยังเปลี่ยนจากการคัดลอกโมเดลที่มีความคล่องตัว ไปเป็นการสร้างระบบธุรกิจที่คล่องตัว สามารถคาดการณ์และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงการเปลี่ยนจากการจัดเก็บข้อมูล ไปเป็นการสร้างและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกกับหัวหน้าของฝ่ายต่างๆ ในองค์กร และเปลี่ยนจากโซลูชั่นทางเทคโนโลยีแบบไซโลที่ไม่ยืดหยุ่น ให้เป็นระบบคลาวด์ที่อัพเดท เชื่อมโยงกัน ทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุน และทำให้บริหารจัดการง่ายขึ้นกว่าเดิม

ในอดีต การอัพเกรดระบบ ERP มักมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้ระยะเวลานานในการดำเนินการ แต่สำหรับระบบคลาวด์ ปัญหาเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป โดยระบบคลาวด์จะอัพเดทฟีเจอร์ ข้อกำหนดด้านกฎหมายและระเบียบข้อบังคับในตลาดอยู่เสมอ การอัพเกรดเพียงแค่ครั้งเดียว แต่สามารถใช้งานได้ในระยะยาว

การทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านนวัตกรรมระบบคลาวด์ที่มีความน่าเชื่อถือ จะทำให้ทีมงานสายการเงินมีอิสระในการอุทิศการทำงานให้แก่องค์กรแห่งอนาคต และสิ่งที่ตามมาคือศึกแย่งชิงผู้มีความสามารถโดยเฉพาะในสายการเงิน มอบโอกาสในการหล่อหลอมองค์กรให้กลายเป็นองค์กรแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง

เทคโนโลยีกำลังโหมกระแสคลื่นที่มาพร้อมกับประสิทธิผลทางธุรกิจ และนี่เป็นโอกาสทองสำหรับผู้นำทางด้านการเงินทั้งหลาย ที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือพรุ่งนี้ ผู้นำที่สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม จะต้องพร้อมสำหรับการคาดการณ์ในอนาคต และผันตัวเองมาเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่จะนำพาให้ทุกธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ

เฟซบุ๊กเนื้อหอม ฟรีทีวีสนถ่ายพรีเมียร์ลีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558902

  • วันที่ 27 ก.ค. 2561 เวลา 06:15 น.

เฟซบุ๊กเนื้อหอม ฟรีทีวีสนถ่ายพรีเมียร์ลีก

โดย…จะเรียม สำรวจ

ประมาณเดือน พ.ค. 2562 การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาลปี 2018/2019 ก็จะสิ้นสุดลง แต่ก่อนที่จะสิ้นสุดฤดูกาลดังกล่าวก็มีการประกาศชัยชนะของผู้ที่คว้าสิทธิ 3 ฤดูกาลถัดไปแล้วว่าเป็นของสื่อโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่างเฟซบุ๊ก

ชัยชนะครั้งนี้เฟซบุ๊กได้ทุ่มเงินกว่า 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8,800 ล้านบาท สำหรับการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษในประเทศไทย และอีก 3 ประเทศ คือ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยการถ่ายทอดสดจะเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2019/2020 2020/2021 และ 2021/2022

จากการที่เฟซบุ๊กเป็นเพียงเจ้าของแพลตฟอร์มสื่อโซเชียลไม่มีช่องทางแมสมีเดียในการถ่ายทอดสด ส่งผลให้เฟซบุ๊กต้องหาพันธมิตรในการถ่ายทอดเพิ่ม และหนึ่งช่องทางถ่ายทอดสดที่จะถูกเลือกคือสื่อฟรีทีวี

ด้วยเหตุนี้ทีวีหลายช่องเลยเริ่มส่งสัญญาณความสนใจในคอนเทนต์ดังกล่าวไปยังเฟซบุ๊ก ว่าถ้าการเจรจามีเงื่อนไขที่ลงตัวก็พร้อมที่จะเป็นพันธมิตร กับเฟซบุ๊ก ในการนำคอนเทนต์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษมาออกอากาศ เนื่องจากเป็นกีฬาที่คอลูกหนังชาวไทยให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ

เดียว วรตั้งตระกูล รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร ช่องวัน 31 บริษัท จีเอ็มเอ็ม วัน ทีวี กล่าวว่า ถ้ามองในภาพรวมก็มีความเป็นไปได้ที่หลายช่องจะสนใจนำคอนเทนต์พรีเมียร์ลีกมาถ่ายทอดสด เพราะเป็นหนึ่งใน Killer Content ที่มีคนไทยสนใจ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายและจุดยืนของแต่ละช่องว่ามองคอนเทนต์นี้มีมูลค่าในการสร้างเรตติ้ง ให้ช่องมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับค่าลิขสิทธิ์ที่ต้องซื้อมา

สำหรับช่องวัน ซึ่งเป็นช่องวาไรตี้ เน้นไปด้านของคอนเทนต์ละครและรายการวาไรตี้ ก็มีความสนใจในส่วนของคอนเทนต์กีฬา แต่อาจจะไม่ได้ให้น้ำหนักมากนัก จึงยังไม่มีนโยบายใน การซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์นี้โดยตรง แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้น เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับโอกาสและสถานการณ์หากมีเงื่อนไขที่ลงตัว

เช่นเดียวกับช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ที่ออกมาเปิดเผยว่า ไม่ปิดกั้นที่จะนำคอนเทนต์กีฬามาออกอากาศ เพราะเป็นคอนเทนต์ที่น่าสนใจ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสถานการณ์ ซึ่งอาจเป็นลักษณะความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ จากพันธมิตรหากมีเงื่อนไขลงตัว

ด้าน สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่องพีพีทีวี กล่าวว่า บริษัทมีความสนใจที่จะรับสิทธิถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกต่อจากเฟซบุ๊ก หากเฟซบุ๊กมีการเข้ามาเจรจากับบริษัท

อย่างไรก็ดี พีพีทีวียังคงขอรอดูการเสนอราคาการรับสิทธิการถ่ายทอดสดต่อจากเฟซบุ๊กก่อนว่าจะเป็นอย่างไร เนื่องจากการซื้อสิทธิถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่เฟซบุ๊กได้มาในครั้งนี้มีราคาค่อนข้างสูงกว่าครั้งที่ผ่านมา ซึ่ง บีอิน สปอร์ตส์ ได้สิทธิในการถ่ายทอดไป

สุรินทร์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ไปคงต้องรอดูว่าเฟซบุ๊กจะมีการบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไร และจะมีใครมานั่งเป็นผู้บริหาร ซึ่งขณะนี้ก็ยังมีเวลาเหลือเนื่องจากตอนนี้หลังเหลือการถ่ายทอดสดของปี 2018/2019 ที่จะเริ่มในเดือน ส.ค.นี้” สุรินทร์ กล่าว

อีกหนึ่งรายที่ออกมาแสดงความสนใจในการรับสิทธิการถ่ายทอดสดต่อจากเฟซบุ๊ก คือ บริษัท ทรูวิชั่นส์ หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับการรับสิทธิต่อจากบีอินในการถ่ายทอดสด การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016/2017 2017/2018 และ 2018/2019

ศึกษิฐ ชลศึกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป กล่าวว่า กรณีที่มีเฟซบุ๊กได้รับลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลต่อไป คือ 2019/2020-2021/2022 นั้น บริษัทกำลังรอข้อมูลที่ชัดเจน เพราะมีความยินดี ที่จะเจรจากับทางเฟซบุ๊ก เพื่อรับสิทธิต่อในการถ่ายทอดสด

สำหรับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018/2019 นั้น ทรูวิชั่นส์ยังคงเอาใจแฟนบอลอย่างต่อเนื่อง ยืนยันการรับลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลใหม่ไว้อย่างครบถ้วนทั้ง 380 แมตช์เช่นเดิม โดยแฟนบอลสามารถติดตามชมสดได้ทั้งบนหน้าจอทรูวิชั่นส์ และบนมือถือผ่านแอพทรูไอดีทีวี ซึ่งจะเปิดฤดูกาลด้วยคู่ใหญ่ ศึกฟรายเดย์ไนท์ ในคืนวันศุกร์ที่ 10 ส.ค.นี้ เวลา 02.00 น. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ เลสเตอร์ ซิตี้

ในส่วนของ พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส แม้ว่าจะออกตัวไม่สนใจใช้เงินลงทุนกับคอนเทนต์ลักษณะนี้ เพราะ คอนเทนต์กีฬาที่มีอยู่พอเพียงในการสร้างความหลากหลายในฐานะช่องวาไรตี้อยู่แล้ว แต่ก็ได้มีการให้ข้อคิดเกี่ยวกับการลงทุนคอนเทนต์กีฬาด้วยว่า โครงสร้างการทำธุรกิจกับคอนเทนต์การถ่ายทอดสดประเภทรายการกีฬาได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

“หากมีช่องทีวีบางช่องไปซื้อลิขสิทธิ์มาบางส่วน น่าจะเป็นต้นทุนทางด้านการตลาดมากกว่าที่จะเป็นคอนเทนต์นำมาทำธุรกิจได้ด้วยตัวเอง เพราะราคาแบบที่พรีเมียร์ลีกคาดหวังหรือตั้งเกณฑ์ไว้ไม่มีทางได้เห็นในตลาดไทยอีกต่อไป เห็นได้จากการขายสิทธิการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมา 3 ฤดูกาล และฤดูกาลใหม่อีก 3 ฤดูกาล ที่จะไปตกอยู่ในมือของผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกหรือระดับภูมิภาค” พรพรรณ กล่าว

จัดหนักผู้ประมูลคลื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558821

  • วันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 08:32 น.

จัดหนักผู้ประมูลคลื่น

บอร์ด กสทช.เคาะเกณฑ์ประมูลให้สิทธิผู้ชนะเลือกย่านความถี่ก่อน พร้อมมีมติจำกัดซื้อซิม 1 คน ได้ 5 ซิม/ค่าย ป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช. มีมติเห็นชอบให้ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีราคารวมการประมูลสูงสุด เป็นผู้เลือก ย่านคลื่นความถี่ก่อน ซึ่งอยู่ในย่านความถี่ 1740-1785/1835-1880 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อความสะดวกในการใช้งานและประหยัดการลงทุน แต่ต้องไม่มีผลกระทบกับ ผู้ใช้งานในปัจจุบัน

ทั้งนี้ มีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ 1.หากผู้มีสิทธิเลือกช่องความถี่ก่อน(ผู้ที่ชนะการประมูลด้วยการประมูลสูงสุด) เป็นผู้ที่ไม่ได้ถือครองคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์อยู่เดิม จะต้องไม่เลือกคลื่นความถี่ที่ทำให้ผู้ถือครองคลื่นความถี่ รายเดิมและเป็นผู้ชนะการประมูลใน ครั้งนี้ ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่ที่เรียงติดกับคลื่นความถี่เดิมได้

2.หากผู้มีสิทธิเลือกช่องคลื่นความถี่ก่อน เป็นผู้ที่ถือครองคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ เดิมอยู่ก่อนแล้ว และ ไม่สามารถเลือกช่องความถี่ใหม่ให้เรียงติดกับคลื่นความถี่เดิมได้ ให้สามารถ ย้ายการใช้งานคลื่นความถี่ตามสิทธิทั้งหมดไปยังช่วงความถี่ที่ว่างพอสำหรับตัวเองได้ และ 3. หลังจากผู้ชนะการประมูลเลือกช่องความถี่แล้วสำนักงาน กสทช.จะนำเสนอที่ประชุม กสทช. ให้ความเห็นชอบต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติกำหนด การลงทะเบียนซิมของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยควบคุมให้ผู้ใช้บริการสามารถซื้อซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ไม่เกิน 5 หมายเลข/คน/ค่าย ทั้งนี้หากต้องการ ซื้อซิมมากกว่านั้น สามารถซื้อได้ที่ศูนย์บริการโดยตรง และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องรายงานกับ กสทช. รวมทั้งกำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นผู้แต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายซิมของร้านจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือที่ไม่ใช่ศูนย์บริการ (ลูกตู้) โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องรับผิดชอบในทางแพ่งหากพบการกระทำความผิด เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเคยมีกรณีผู้ใช้บริการ 1 รายซื้อซิมมากกว่า 3 แสนซิมและใช้ในการกระทำความผิด

ปัจจุบัน กสทช.มีมติให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทที่ 3 แบบมีโครงข่าย อายุใบอนุญาต 15 ปี แก่บริษัท กรุงเทพธนาคม เพื่อให้บริการโครงข่าย สามารถวางโครงข่ายระบบท่อ เพื่อจัดระเบียบสายสื่อสาร นำสายลงดินเพื่อให้กรุงเทพมีความเป็นระเบียบ ผลักดันให้เป็นมหานครแห่งอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลที่ให้ดำเนินการในเรื่องนี้

คนไทยยุคดิจิทัล ขยับสู่โลกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558810

  • วันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 06:14 น.

คนไทยยุคดิจิทัล ขยับสู่โลกออนไลน์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากโลก อะนาล็อกมาสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มตัว สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็ก ทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (เอ็ตด้า) เผยพฤติกรรรมคนไทย วิถีชีวิตทั้งการดูหนัง ฟังเพลง การช็อปปิ้ง การอ่านหนังสือ การท่องเที่ยว เริ่มเปลี่ยนจากช่องทางออฟไลน์มาสู่ออนไลน์มาก ยิ่งขึ้น

สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการเอ็ตด้า เปิดเผยว่า ผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตประเทศไทยปี 2561 พบว่าคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น เป็น 10 ชั่วโมง 5 นาที/วัน เพิ่มจากปี ที่ผ่านมาราว 3 ชั่วโมง 41 นาที/วัน ซึ่งพบว่ากลุ่มวัยทำงานและวัยเรียนใน วันธรรมดาใช้อินเทอร์เน็ต 3 ชั่วโมง 18 นาที/วัน และในช่วงวันหยุดราว 4 ชั่วโมง 6 นาที/วัน โดยกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย เป็นแชมป์การใช้อินเทอร์เน็ตสูงที่สุดต่อเนื่องกัน 4 ปี

ขณะที่การเปลี่ยนผ่านชีวิตของ คนไทยจากอะนาล็อกมาสู่ดิจิทัล คนไทยยังนิยมใช้โซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ สูงถึง 3 ชั่วโมง 30 นาที/วัน ขณะที่การดู วิดีโอสตรีมมิ่ง อย่างยูทูบ ไลน์ทีวี ราว 2 ชั่วโมง 35 นาที/วัน การใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อพูดคุย 2 ชั่วโมง/วัน การเล่นเกมออนไลน์ 1 ชั่วโมง 51 นาที/วัน และอ่านหนังสือออนไลน์หรือบทความ 1 ชั่วโมง 31 นาที โดยโซเชียลมีเดียที่ครองใจคนไทยอันดับ 1 คือ ยูทูบ 98.8% ไลน์ 98.6% เฟซบุ๊ก 96%

“ประเด็นที่ต้องจับตามองพฤติกรรมซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทาง อี-คอมเมิร์ซราว 49.6% ใกล้เคียงกับช่องทางออฟไลน์ที่มีสัดส่วน 50.4% จึงมองว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซไทยคาดว่าจะมีมูลค่าเติบโตจาก 2.8 ล้านล้านบาท เป็น 3 ล้านล้านบาทในปีหน้า และมองว่าประเทศไทยควรสร้างดิจิทัล คอนเทนต์ พาร์คขึ้นมาไว้รวมกัน เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตและเป็นเครื่องมือส่งเสริมการตลาด รวมทั้งกำลังจะ สร้างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อว่า DURIAN กำลังคุยกับนักลงทุน”

สำหรับกิจกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต 2561 ที่มีผู้ใช้เพิ่มสูงขึ้นมาก มีด้วยกัน 5 กิจกรรม ได้แก่ การอ่านหนังสือจาก 30.8% เพิ่มเป็น 48.27% การขายสินค้าและบริการ 13.7% เพิ่มเป็น 24.48% การจองโรงแรม 11% เพิ่มเป็น 20.56% บริการเรียกรถแท็กซี่ 4.8% เพิ่มเป็น 12.61% จองหรือซื้อตั๋วภาพยนตร์ 14.6% เพิ่มเป็น 21.67% นอกจากนี้ ผลสำรวจพบว่า หลากหลายกิจกรรมที่คนไทย ยังสุ่มเสี่ยงในการถูกละเมิดข้อมูล 1.ไม่เปลี่ยนรหัสผ่านทุกๆ 3 เดือน

ในส่วนด้านที่ 2 การให้วันเดือนปีเกิดที่แท้จริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 45.04% 3.เมื่อทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคารก็ละเลยที่จะสังเกตว่าเป็นเว็บไซต์ที่ขึ้นต้นด้วย https:// หรือไม่ 44.48% 4.เปิดอีเมล/คลิกลิงค์ที่ไม่รู้จัก 43.36% และ 5.อัพโหลดรูปถ่าย/วิดีโอทันทีหลังถ่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 35.70% กลุ่มที่น่าจะเสี่ยงมากที่สุด คือเบบี้บูมเมอร์ เช่น การทำธุรกรรมการเงินผ่านทางเว็บไซต์ธนาคาร และละเลยที่จะสังเกตว่าเว็บไซต์ขึ้นต้นด้วย https:// 55.94%

ทั้งนี้ กลุ่มเจนซีก็มีโอกาสสุ่มเสี่ยงในเรื่องของการให้วันเดือนปีเกิดที่แท้จริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 55.97% ส่วนกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย มักชอบทำกิจกรรมเสี่ยงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยตั้งค่าสาธารณะ เช่น การอัพโหลดรูปถ่าย/วิดีโอทันทีหลังถ่าย 37.90% อย่างไร ก็ดีเอ็ตด้ายังร่วมลงนามความร่วมมือกับดิจิทัล เอเชีย ฮับ ฮ่องกง จัดตั้งศูนย์ดิจิทัล เอเชีย ฮับ ไทยแลนด์ โดยจะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและสังคมในระดับภูมิภาคและระดับโลก

มติกสทช.ให้บุคคลธรรมดาซื้อซิมโทรศัพท์ได้สูงสุด5ซิมต่อค่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558774

  • วันที่ 25 ก.ค. 2561 เวลา 16:19 น.

มติกสทช.ให้บุคคลธรรมดาซื้อซิมโทรศัพท์ได้สูงสุด5ซิมต่อค่าย

กสทช. มีมติกำหนดให้บุคคลธรรมดาสามารถซื้อซิมได้สูงสุด 5 ซิมต่อค่าย หากเกินนั้นต้องซื้อที่ศูนย์บริการโดยตรงและแจ้งให้สำนักงาน กสทช. ทราบ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (25 ก.ค. 2561) ที่ประชุม กสทช. ได้มีมติให้มาตรการเพิ่มเติม สำหรับการลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือที่เรียกว่า ลงทะเบียนซิม โดยกำหนดดังนี้

1.ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย จะต้องควบคุมจำนวนการลงทะเบียนของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กรณีบุคคลธรรมดา ให้มีจำนวนไม่เกิน 5 เลขหมายต่อหนึ่งผู้ใช้บริการ ทั้งนี้ หากพบการลงทะเบียนผู้ใช้บริการเกินจำนวนที่กำหนดไว้ ต้องซื้อที่ศูนย์บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เท่านั้น และให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายงานต่อสำนักงาน กสทช.

2. ให้มีข้อกำหนดในสัญญาระหว่างผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับตัวแทนจำหน่ายที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะตัวการตัวแทน ซึ่งผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในทางแพ่งต่อผู้ใช้บริการและบุคคลภายนอกในการกระทำของตัวแทนจำหน่ายด้วย

เรื่องที่ 2 วันนี้ที่ประชุม กสทช. มีมติให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทที่ 3 แบบมีโครงข่าย อายุใบอนุญาต 15 ปี แก่ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อให้บริการโครงข่าย สามารถวางโครงข่ายระบบท่อ เพื่อจัดระเบียบสายสื่อสาร นำสายลงดิน เพื่อให้กรุงเทพมหานครมีความเป็นระเบียบ ทัศนยภาพสวยงาม ซึ่งผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์สามารถใช้บริการเช่าท่อของ กทม. เพื่อให้บริการได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลที่ให้ดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อทำให้กรุงเทพมหานครเป็นมหานครแห่งอาเซียน

นายฐากร กล่าวว่า มติเรื่องที่ 3 ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1740-1785/1835-1880 MHz ดังกล่าวได้กำหนดเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนการใช้คลื่น ในภาคผนวก ข กฎการประมูล ข้อ 3 กำหนดให้ ผู้ชนะการประมูลจะเป็นผู้เลือกย่านความถี่จากรูปแบบที่ กสทช. กำหนดตามลำดับของผลรวมในการเสนอราคาที่ชนะการประมูล โดยผู้ชนะการประมูลที่มีผลรวมของการเสนอราคาสูงที่สุดจะได้เลือกย่านความถี่เป็นลำดับแรก

ในกรณีที่มีผู้ชนะการประมูลที่มีผลรวมของการเสนอราคาเท่ากัน กสทช. จะใช้วิธีการจับสลากเพื่อกำหนดผู้ที่จะได้เลือกย่านความถี่ก่อน โดยย่านความถี่สำหรับผู้ชนะการประมูลแต่ละรายจะเป็นชุดคลื่นความถี่ที่อยู่ติดกัน ซึ่งผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่จะเข้าร่วมการประมูลอยากให้สำนักงาน กสทช. ประกาศกำหนดเงื่อนไขในการที่จัดเรียงช่องคลื่นความถี่ดังกล่าว ให้มีความชัดเจน ก่อนที่จะมีการยื่นเข้าร่วมการประมูลในวันที่ 8 ส.ค. 2561 วันนี้ที่ประชุม กสทช. จึงได้มีมติในเรื่องดังกล่าว และให้สำนักงาน กสทช. ออกประกาศดังกล่าวต่อไป โดยเงื่อนไขที่สำคัญที่ระบุเข้าไปมีดังนี้

1. หากผู้มีสิทธิเลือกช่องความถี่ก่อน (ผู้ที่ชนะการประมูลด้วยการประมูลสูงสุด) เป็นผู้ที่ไม่ได้ถือครองคลื่นความถี่ 1800 MHz อยู่เดิม จะต้องไม่เลือกคลื่นความถี่ที่ทำให้ผู้ถือครองคลื่นความถี่รายเดิมและเป็นผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้ ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่ที่เรียงติดกับคลื่นความถี่เดิมได้

2. หากผู้มีสิทธิเลือกช่องคลื่นความถี่ก่อน เป็นผู้ที่ถือครองคลื่นความถี่ 1800 MHz เดิมอยู่ก่อนแล้ว และไม่สามารถเลือกช่องความถี่ใหม่ให้เรียงติดกับคลื่นความถี่เดิมได้ ให้ผู้ใช้งานคลื่นดังกล่าวสามารถย้ายการใช้งานคลื่นความถี่ตามสิทธิทั้งหมดไปยังช่วงความถี่ที่ว่างพอสำหรับตัวเองได้

3. หลังจากผู้ชนะการประมูลเลือกช่องความถี่แล้วสำนักงาน กสทช. จะนำเสนอที่ประชุม กสทช. ให้ความเห็นชอบต่อไป