ไพรซ์ซ่ารุกอี-คอมเมิร์ซคึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/556786

  • วันที่ 06 ก.ค. 2561 เวลา 07:47 น.

ไพรซ์ซ่ารุกอี-คอมเมิร์ซคึก

ไพรซ์ซ่าเผยคนไทย เชื่อมั่นช็อปสินค้าออนไลน์เพิ่ม จุดพลุอี-คอมเมิร์ซแข่งเดือด เปิดบริการใหม่ เปรียบเทียบบัตรเครดิต ประกันภัย

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า ผู้ให้บริการเว็บไซต์ไพรซ์ซ่า เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยังสามารถเติบโตได้ปีละมากกว่า 20% อย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยมีความ เชื่อมั่นต่อการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยพบว่าช่วงครึ่งปีแรก มีผู้เข้าเยี่ยมชม ไพรซ์ซ่าผ่านทั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น 70 ล้านครั้ง มีการซื้อสินค้า 2.98% จากเมื่อปีที่ผ่านมา 2.81% ยอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ 1,702 บาท/ครั้ง

ทั้งนี้ แนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง มาร์เก็ตเพลสจะแข่งขันกันดุเดือดขึ้น เพราะมี รายใหญ่จากต่างชาติเริ่มบุกตลาด และรายที่ชะลอการทำตลาดจะกลับมารุกตลาดอีกครั้ง ประกอบกับการเติบโตของกลุ่มอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ทำให้การ สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซต้องปรับตัว เพิ่มกลยุทธ์และจุดขายรองรับการแข่งขันกับสินค้าข้ามพรมแดนจากต่างชาติ

ขณะที่บริษัทวางแผนเพิ่มบริการใหม่ ได้แก่ บริการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ด้านการเงินและประกันภัย 3 ด้าน ได้แก่ 1.บริการเปรียบเทียบประกันรถยนต์มากกว่า 1.6 ล้านแผนประกัน 2.เปรียบเทียบบัตรเครดิตกว่า 69 ใบ 3.เปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคล จากสถาบันการเงินชั้นนำ ส่วนเป้าหมายจะมีผู้เข้าเยี่ยมชมไพรซ์ซ่า 187 ล้านครั้ง จากปีก่อนราว 125 ล้านครั้ง

“บริการใหม่ช่วยให้การตัดสินใจซื้อสินค้าได้ราคาดีที่สุด และไพรซ์ซ่ายังช่วยเรื่องการให้ข้อมูลการชำระเงินผ่านการช็อปปิ้งออนไลน์ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกช่องทางการชำระเงินที่คุ้มค่า ขณะที่บริการเปรียบเทียบบัตรเครดิต จากการทำโปรโมชั่น ของธนาคาร จะผลักดันให้บริษัทมีรายได้จากโฆษณา” นายธนาวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ ครึ่งปีหลังจะเปิดให้บริการฟินเทค และเตรียมรุกตลาดในอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยคาดว่าอี-คอมเมิร์ซจะมีมูลค่า 1.45 ล้านล้านบาท ในปี 2568 หรือคิดเป็น 50% ของตลาดอี-คอมเมิร์ซในอาเซียน

กสทช.แจ้งกล่องรับสัญญาณทีวีต้องถอดปลั๊กเสียบใหม่ก่อนดูบอลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/556645

  • วันที่ 04 ก.ค. 2561 เวลา 19:13 น.

กสทช.แจ้งกล่องรับสัญญาณทีวีต้องถอดปลั๊กเสียบใหม่ก่อนดูบอลโลก

กสทช.ถกแนวทางป้องกันละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก เผยหลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนรหัสใหม่ทุกนัด ทำให้กล่องรับสัญญาณต้องถอดปลั๊กเสียบใหม่ก่อนรับชม

ผศ.ดร. ภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์) เปิดเผยว่า ตามที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ได้มีหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. แจ้งว่า FIFA ตรวจพบว่ากล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของไทยสามารถรับชมรายการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 ได้ที่ประเทศเมียนมา จึงขอให้สำนักงาน กสทช. มีมาตรการควบคุมไม่ให้การถ่ายทอดสดรายการดังกล่าว สามารถรับชมได้ในต่างประเทศ

ในวันนี้(4ก.ค.)สำนักงาน กสทช. จึงได้เชิญบริษัท ทรู วิชั่น กรุ๊ป จำกัด บริษัท ทีซี บรอดคาสติ้ง จำกัด PSI IPM ผู้ให้บริการโครงข่ายฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประชุมหารือแนวทางแก้ไขป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล 2018 รอบสุดท้าย สรุปเป็นแนวทางดำเนินการ โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงรหัส (BISS KEY) ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกในทุกวันที่มีการแข่งขัน

สำนักงาน กสทช. จึงขอแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบว่า หลังจากวันนี้ ก่อนจะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล 2018 รอบสุดท้าย จะมีตัววิ่งที่หน้าจอโทรทัศน์บอกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรหัส (BISS KEY) หลังจากนั้นขอให้ประชาชนถอดปลั๊กกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ และเสียบปลั๊กใหม่ หรือ กรณีที่ประชาชนไม่สามารถรับชมได้ก็ขอให้ประชาชนถอดปลั๊กกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ และเสียบปลั๊กใหม่ เพื่อให้กล่องดำเนินการปรับปรุงรหัสอัตโนมัติ (OTA) เมื่อถึงเวลาถ่ายทอดสดประชาชนก็จะสามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ตามตารางได้ตามปกติ

แต่หากประชาชนพบปัญหาไม่สามารถรับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกได้ ขอให้ประชาชนโทรแจ้งปัญหาที่ Call Center ของผู้ให้บริการกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ที่ประชาชนใช้บริการอยู่เพื่อขอรับคำแนะนำการแก้ไขทางเทคนิคเพื่อให้สามารถรับชมได้ตามปกติ

“การที่ต้องเข้ารหัสดังกล่าว เพื่อป้องกันกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของไทยที่อยู่ในต่างประเทศสามารถรับชมรายการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายได้ เพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของ FIFA ที่ให้ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายได้เฉพาะในประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนคนไทย สามารถรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายได้จนจบ”ผศ.ดร. ภักดี กล่าว

ภาพ เอเอฟพี

‘ไลน์’ลั่นลุยโทเคนอีโคโนมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/556417

  • วันที่ 03 ก.ค. 2561 เวลา 08:14 น.

'ไลน์'ลั่นลุยโทเคนอีโคโนมี

ไลน์ เตรียมรีดีไซน์ธุรกิจทั้งกลุ่มบันเทิง สื่อ ธุรกิจ คอมเมิร์ซ เอไอ การเงิน พร้อมเผยแนวคิด ไลน์โทเคน จากบล็อกเชน

นายทาเคชิ อิเดซาว่า ประธานกรรมการบริหารไลน์ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวในงาน ไลน์ คอนเฟอร์เรนซ์ 2018 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ว่า ไลน์ตั้งเป้าจะรีดีไซน์หรือปรับรูปแบบธุรกิจใหม่ สำหรับกลุ่มการสื่อสาร คอนเทนต์ ธุรกิจ และอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายและเข้าถึงผู้ใช้ได้มากขึ้น โดยจะโฟกัส ไปที่กลุ่มเอไอและการเงินเป็นหลัก

ทั้งนี้ ไลน์ได้ประกาศวิสัยทัศน์ ในการมุ่งผลักดันแนวคิดที่เกี่ยวกับ บล็อกเชน ซึ่งมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่กำลังปรับรูปแบบการใช้อินเทอร์เน็ตให้เปลี่ยนไป และเป็นหนึ่งในแนวคิดของไลน์ เคน อีโคโนมี (LINE Token Economy)

สำหรับ ไลน์ โทเคน อีโคโนมี สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนที่พัฒนาขึ้นโดยไลน์ ภายใต้วัตถุประสงค์ในการให้รางวัลผู้ใช้ในการรีวิวบริการต่างๆ ด้วยสกุลเงินของไลน์ โดยแนวคิดนี้ถือเป็นการให้อินเซนทีฟกับผู้ใช้งาน ทำให้บริการต่างๆ ดังกล่าวเติบโตและขยายฐานผู้ใช้ได้มากขึ้น

นอกจากไลน์จะนำแนวคิดนี้ไปใช้กับหลากหลายบริการและกลุ่มผู้ใช้ของไลน์เองแล้ว ยังวางแผนที่จะขยายระบบโทเคน อีโคโนมี ไปสู่บริการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของไลน์ รวมถึงลูกค้าแบรนด์อื่นๆ ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดเพื่อลดต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดทำระบบเอง

ขณะที่ความคืบหน้านั้น ไลน์จะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการสร้างไลน์ บล็อกเชน แล็บ ซึ่งเป็นแผนกวิจัยภายในไลน์ เพื่อออกแบบและพัฒนา dApp services รวมถึงการก่อตั้ง “unblock” บริษัทในเครือเพื่อออกแบบโทเคน อีโคโนมี เมื่อเดือน เม.ย. และเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ภาพ อีพีเอ

คริปโทมัลแวร์พุ่ง ระบาดทะลุ600%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/556108

  • วันที่ 29 มิ.ย. 2561 เวลา 07:17 น.

คริปโทมัลแวร์พุ่ง ระบาดทะลุ600%

แมคอาฟีเผยมัลแวร์ขุดคริปโทระบาดหนัก พุ่งทะลุ 600% เกือบ 3 ล้านครั้งทั่วโลก

แมคอาฟี บริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เปิดเผยว่า คริปโทแจ็คกิ้ง ซึ่งเป็นมัลแวร์ขโมยพลังประมวลผลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นเพื่อขุดเงินคริปโท ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง เพิ่มขึ้นถึง 629% ไปอยู่ที่ 2.9 ล้านครั้งในไตรมาสแรกของปี 2018 จาก 4 แสนครั้งในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว บ่งชี้ว่า อาชญากรไซเบอร์กำลังใช้เทคโนโลยีเงินดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ แมคอาฟีเสริมว่า คริปโทแจ็คกิ้งคาดว่าจะเป็นภัยไซเบอร์ที่มาแทนที่มัลแวร์เรียกค่าไถ่ในอนาคต เนื่องจากมีความเสี่ยงถูกจับได้น้อยกว่า และสามารถหาเงินได้ง่ายกว่า

ด้านไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า บริษัทรายใหญ่บางแห่ง ที่รวมถึง เทสลา บริษัทรถยนต์สัญชาติสหรัฐ และ อะวีว่า บริษัทประกันภัยในอังกฤษ ตกเป็นเหยื่อคริปโทแจ็คกิ้งด้วยเช่นกัน

สำหรับมาตรการป้องกันนั้น เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กูเกิลประกาศบล็อกการติดตั้งส่วนเสริม (Extension) ที่มาจากเว็บไซต์อื่นๆ บนเบราเซอร์โครมของบริษัท พร้อมระบุว่า 90% ของส่วนเสริมดังกล่าวที่ใช้ขุดเงินดิจิทัลละเมิดนโยบายบริษัท ขณะเดียวกัน สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) เปิดเผยว่า กำลังสอบสวนอาชญากรรมเกี่ยวข้องกับเงินคริปโท 130 กรณีในขณะนี้ ซึ่งครอบคลุมอาชญากรรมหลายรูปแบบ ทั้งการแอบค้ามนุษย์ ขายยาเสพติด และการลักพาตัว ซึ่ง ไคลี่ อาร์มสตรอง หัวหน้าฝ่ายดูแลอาชญกรรมเงินดิจิทัล เปิดเผยว่า อาชญากรต่างหันไปโยกย้ายเงินผิดกฎหมายผ่านเงินดิจิทัลมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

กสทช.เร่งตรวจสอบเหตุรถไฟฟ้าถูกคลื่นสัญญาณวิทยุรบกวนทำขัดข้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/555752

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2561 เวลา 12:32 น.

กสทช.เร่งตรวจสอบเหตุรถไฟฟ้าถูกคลื่นสัญญาณวิทยุรบกวนทำขัดข้อง

กสทช. ส่งรถตรวจสอบการใช้คลื่นความถี่และการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้รถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว ขัดข้อง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า กรณีที่รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว ขัดข้องบ่อยก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ โดย BTS แถลงว่า สาเหตุเกิดจากรถไฟฟ้าถูกคลื่นสัญญาณวิทยุจากตึกสูงที่อยู่ในแนวเส้นทางการเดินรถไฟฟ้ารบกวน ทำให้ระบบอาณัติสัญญาณการเดินรถขัดข้อง นั้น สำนักงาน กสทช. ได้ส่งรถตรวจสอบการใช้งานคลื่นความถี่วิทยุและการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ออกวิ่งตรวจสอบสัญญาณตั้งแต่เวลา 7.00 น. ของวันนี้ (26 มิ.ย. 2561) เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้รถไฟฟ้าสาย สีเขียว ขัดข้อง

หลังจากตรวจสอบเสร็จสำนักงานฯ จะนำผลการตรวจสอบและบทสรุปต่างๆ มาวิเคราะห์ว่าการที่รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว ขัดข้องบ่อยนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร และจะส่งรถตรวจสอบออกไปตรวจสอบสัญญาณตลอดในช่วงนี้ จากนั้น สำนักงาน กสทช. จะเชิญ BTS DTAC และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ประมาชุมเพื่อหารือร่วมกันถึงมาตรการและแนวทางในแก้ไขปัญหาต่อไป

“สำนักงาน กสทช. พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ลุล่วง เพื่อให้ประชาชนไม่ได้รับความเดือดร้อนในการเดินทาง และการใช้ชีวิตประจำวัน”นายฐากร กล่าว

นอสตราผนึกพันธมิตร รุกไอโอที-คอนซูเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/555709

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2561 เวลา 06:50 น.

นอสตราผนึกพันธมิตร รุกไอโอที-คอนซูเมอร์

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

จากข้อมูลของการ์ทเนอร์ที่สำรวจ การใช้งานของอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ภายในปี 2563 จะมีการเชื่อมโยงอุปกรณ์เข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตราว 2 หมื่นล้านชิ้นทั่วโลก ซึ่งจะก่อให้เกิดข้อมูลจากอุปกรณ์ดังกล่าวถึง 20 เซตาไบต์ (Zettabytes) และก่อให้ เกิดมูลค่าทางธุรกิจที่เกี่ยวกับฮาร์ตแวร์ไอโอทีราว 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ประกอบกับนโยบายประเทศไทย 4.0 (ไทยแลนด์ 4.0) ที่มุ่งเป้าการยกระดับอุตสาหกรรมและธุรกิจสู่ดิจิทัลเพื่อรองรับไอโอทีในประเทศไทยในอนาคต บริษัทจึงมองเห็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจดังกล่าว โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำระดับโลกเพื่อพัฒนาบริการใหม่เพื่อต่อยอดกับฐานธุรกิจเดิมระบบนำทางภายในรถยนต์และข้อมูลแผนที่

วิชัย แสงหิรัญวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โกลบเทค ผู้ให้บริการข้อมูลแผนที่ดิจิทัล ภายใต้แบรนด์สินค้า “NOSTRA” (นอสตร้า) บริษัทในเครือ ซีดีจี กล่าวว่า บริษัทร่วมมือกับ เดลิเวิร์คส (Daliworks) ผู้ให้บริการด้าน ไอโอทีชั้นนำจากเกาหลีใต้ นำแพลตฟอร์ม “ThingPlus” มาให้บริการในประเทศไทย สำหรับรวบรวมเอาข้อมูลบิ๊กดาต้าจากอุปกรณ์ไอโอทีมาวิเคราะห์ จัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ ค่าใช้จ่ายไม่สูง สามารถขยายความสามารถในการรองรับอุปกรณ์ได้ตามความต้องการ มีเป้าหมายลูกค้าในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คลังสินค้า ธนาคาร โลจิสติกส์

ทั้งนี้ บริษัทยังได้ร่วมมือกับ โมบิลอาย (Mobileye) ผู้ให้บริการระบบช่วยขับ (Advanced Driver-Assistance Systems : ADAS) จากอิสราเอล พัฒนาต่อยอดระบบนำทางให้มีความสามารถในการดูแลความปลอดภัยด้านการ ขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงรถยนต์ส่วนบุคคล ด้วยการใช้กล้องตรวจจับการขับรถที่สุ่มเสี่ยงต่ออันตราย เช่น การขับรถชิดคันหน้าในระยะเสี่ยง หรือการเปลี่ยนเลนกะทันหัน จับกลุ่มธุรกิจขนส่งและยานยนต์

ขณะที่บริษัทมีแผนจะทำตลาดของผลิตภัณฑ์ โมบิลอาย ในตลาดทดแทน (อาฟเตอร์มาร์เก็ต) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ทำตลาดผู้บริโภค (บีทูซี) จากเดิมเน้นธุรกิจองค์กรเพียงอย่างเดียว (บีทูบี) โดยอยู่ระหว่างการกำหนดราคาขายและรูปแบบการทำตลาดอยู่ ซึ่งจะมีการแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต้องเชื่อมต่อกับระบบของตัวรถ จึงต้องมีการอบรมพัฒนาช่างผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง และจะต้องสร้างการตระหนักถึงการเพิ่มระบบความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มขึ้น

“บริษัทคาดว่าสัดส่วนรายได้จากPLUS ธุรกิจไอโอทีจะมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 10-20% ภายในปี 2562 โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งสองผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวคาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้ 5% ที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจใหม่”

อย่างไรก็ตาม ปี 2561 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 200 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 160 ล้านบาท จากปัจจัยองค์กรธุรกิจต่างๆ ให้ความสำคัญกับไอโอทีเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ดังกล่าว ประกอบกับปริมาณความต้องการใช้ระบบแผนที่นำทางเทคโนโลยีเทเลเมติกส์เป็นอุปกรณ์พื้นฐานเพื่อ เป็นจุดขายรถยนต์ของผู้ประกอบการ ในปีนี้คาดว่าอุตสาหกรรมจะเติบโต อีกทั้งการนำข้อมูลด้านโลเกชั่นมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ในเชิงธุรกิจมากขึ้น ขยายฐานผู้ใช้งานในกลุ่มองค์กรขนาดกลางและเล็ก นอกจากนั้นจะมีการปรับปรุงข้อมูลแผนที่ให้ดีขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงภายในอาคาร และบริการขนส่งสาธารณะ

กสทช.ประสาน5โอเปอเรเตอร์ขยายช่องสัญญาณมือถือที่ถ้ำหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/555682

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 18:08 น.

กสทช.ประสาน5โอเปอเรเตอร์ขยายช่องสัญญาณมือถือที่ถ้ำหลวง

กสทช. ประสานโอเปอเรเตอร์ 5 ค่าย ขยายช่องสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ พร้อมสนับสนุนวิทยุสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการช่วยเหลือเด็กและโค้ชที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง จ. เชียงราย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า กรณีที่มีเด็กและโค้ชติดในถ้ำหลวง จ.เชียงราย จำนวน 13 คน ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (24 มิ.ย. 2561) นั้น สำนักงาน กสทช. ได้ส่งเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน กสทช. เขต 34 (จ.เชียงราย) ได้เข้าไปในพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นตั้งแต่เมื่อวาน พร้อมทั้งได้ประสานงานกับโอเปอเรเตอร์ทั้ง 5 ราย ได้แก่ AIS DTAC TRUE CAT และ TOT ให้เข้าไปในพื้นที่ เพื่อหันเสาสัญญาณไปทางปากถ้ำ และขยายช่องสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งขณะนี้ทุกรายได้ทำการขยายช่องสัญญาณให้สามารถรับโทรศัพท์ได้เร็วและกว้างขึ้น เพื่อให้สามารถใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่บริเวณปากถ้ำ และบริเวณพื้นที่โดยรอบได้

นอกจากนั้นทาง CAT ได้ทำการลากสาย Drop Wire จากปากถ้ำเข้าไปในถ้ำประมาณ 1,300 เมตร เพื่อให้สามารถใช้โทรศัพท์ประจำที่ในการติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่หน่วยซีลที่เข้าไปในถ้ำเพื่อให้ดำเนินการช่วยเหลือได้ และได้ร่วมกับหน่วยงานอื่นตั้งศูนย์อำนวยการบริเวณปากถ้ำ พร้อมทั้งนำวิทยุสื่อสารเข้าไปใช้ในการติดต่อประสานงาน รวมถึงการสนับสนุนจัดหาอุปกรณ์วิทยุสื่อสารสำหรับเจ้าหน้าที่ และประสานงานเจ้าหน้าที่กู้ชีพ กู้ภัย ในการดำเนินการช่วยเหลือเด็กและโค้ชที่ติดอยู่ภายในถ้ำด้วย

“เหตุการณ์ครั้งนี้สำนักงาน กสทช. ได้ติดตามสถานการณ์ พร้อมทั้งประสานงานกับโอเปอเรเตอร์ทุกค่าย ในการให้ความช่วยเหลือในส่วนของสำนักงานฯ ที่ช่วยทำให้การสื่อสารในพื้นที่เกิดเหตุสามารถติดต่อกันได้อย่างสะดวก เพื่อช่วยให้เด็กและโค้ชได้รับการช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย”นายฐากร กล่าว

กสทช.ส่งรถถ่ายทอดสัญญาณสื่อสารช่วยปฏิบัติการค้นหา13ชีวิตในถ้ำเชียงราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/555667

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 16:25 น.

กสทช.ส่งรถถ่ายทอดสัญญาณสื่อสารช่วยปฏิบัติการค้นหา13ชีวิตในถ้ำเชียงราย

กสทช.ส่งรถถ่ายทอดสัญญาณวิทยุสื่อสารพร้อมอุปกรณ์เข้าช่วยเหลือปฏิบัติการค้นหาทีมฟุตบอลนักเรียนพร้อมผู้ฝึกสอนในถ้ำเชียงราย

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กรณีมีผู้ขอความช่วยเหลือให้ สำนักงาน กสทช. ส่งรถถ่ายทอดสัญญาณวิทยุสื่อสารพร้อมอุปกรณ์ (Mobile Unit) ช่วยเหลือทีมฟุตบอลนักเรียนพร้อมผู้ฝึกสอนรวม 13 คนที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนใน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงรายนั้น เบื้องต้นยังไม่ได้รับการแจ้งเข้าม แต่เมื่อทราบว่ามีความต้องการก็ได้สั่งการให้ทีมงานลงไปช่วยเหลือทันที

ทั้งนี้ที่ตั้งสำนักงานกสทช. เขตภูมิภาคที่ใกล้ที่สุดคือ จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีรถถ่ายทอดสัญญาณวิทยุสื่อสารพร้อมอุปกรณ์ ประมาณ3คัน สามารเดินทางไปได้ทันที โดยใช้เวลาเดินทางไปยัง จ.เชียงรายประมาณ 2 ชั่วโมง

“รถถ่ายทอดสัญญาณวิทยุสื่อสารพร้อมอุปกรณ์ สามารถช่วยเหลือด้านการติดต่อสื่อสารกับผู้ที่ติดอยู่ในถ้ำเพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์การสื่อสารของผู้ประสบภัย โดยสำนักงานกสทช.เคยนำรถรถถ่ายทอดสัญญาณวิทยุสื่อสารฯไปช่วยเหลือประชนแล้วในกรณีน้ำท่วม และการประสบภัยพิบัติต่างๆ”นายฐากรกล่าว

ปิด535เว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์สินค้า-หนัง-เพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/555616

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 07:14 น.

ปิด535เว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์สินค้า-หนัง-เพลง

พาณิชย์ประสานดีอีเร่งดำเนินคดีหลังพบสินค้าเถื่อน ทั้งหนัง เพลง แบรนด์สินค้ากระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า นาฬิกา

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้มีการติดตามและตรวจสอบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทางอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินการส่งเรื่องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2560-พ.ค. 2561 มีจำนวน 17 เรื่อง และศาลมีคำสั่งให้ระงับการกระทำให้แพร่หลาย หรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาหรือปิดกั้นเว็บไซต์แล้วจำนวน 8 เรื่อง จำนวน 535 ยูอาร์แอล (URLs) ซึ่งเป็นที่อยู่ของไฟล์หรือเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต

“ในจำนวน 535 ยูอาร์แอล ส่วนใหญ่เป็นเว็บและลิงก์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์หนังและเพลง รวมถึงกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า นาฬิกาปลอม เป็นต้น ซึ่งกรมได้ทำงานร่วมกับเจ้าของสิทธิในการตรวจสอบ รับแจ้งเบาะแส และเมื่อได้ข้อมูลชัดเจน ก็ส่งเรื่องไปยังกระทรวงดีอีให้ดำเนินการปิดเว็บหรือปิดกั้นเว็บ หรือปิดยูอาร์แอล เพราะบางรายไม่ได้อยู่ในประเทศไทย” นายทศพล กล่าว

ทั้งนี้ กรมยังคงเดินหน้าตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทางเว็บไซต์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป หากใครพบเห็นสามารถยื่นเรื่องมาที่กรมได้ โดยกรมจะเร่งเข้าไปตรวจสอบ ถ้ามีหลักฐานชัดเจน จะรีบดำเนินการตามขั้นตอนทันที เพื่อไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อีกต่อไป

สำหรับการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ตผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรมทางกรมได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีผลการจับกุมของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ในช่วง 4 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-เม.ย.) จำนวน 44 คดี ของกลาง 3,256 ชิ้น

ด้านการจับกุมสินค้าละเมิดในท้องตลาด ทั้งที่จำหน่ายในตลาดทั่วไปและสถานที่เก็บ ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2560-พ.ค. 2561 มีจำนวน 2,563 คดี ของกลาง 9.79 ล้านชิ้น

ขณะที่ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้มีประชาชนร้องเรียนผ่านสายด่วนราคาสินค้า 1569 ในกรณีซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น โดยผู้ขายสินค้าออนไลน์ไม่แสดงราคาสินค้าตามที่กฎหมายกำหนด หรือบางรายให้รายละเอียดเฉพาะราคาสินค้า แต่จะไม่รวมค่าขนส่งทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็นช่องทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และไลน์ เป็นต้น ดังนั้นกรมขอฝากเตือนผู้ค้าออนไลน์ติดป้ายราคาสินค้าพร้อมค่าบริการขนส่งและอื่นๆ ให้ครบ ไม่เช่นนั้นจะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1 หมื่นบาท และที่ผ่านมาก็ดำเนินการปรับไปแล้วหลายรายส่วนใหญ่ค่าปรับเฉลี่ยที่ 2,000 บาท

“ส่วนใหญ่ผู้บริโภคบอกว่าร้านค้าออนไลน์หลายร้านไม่บอกราคา แต่ให้ผู้ชื้ออินบ็อกซ์ไปสอบถามราคาเอาเอง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเทคนิคในการเปลี่ยนราคาสินค้าได้ง่ายๆ หรือเทคนิคการขายที่ให้ผู้ซื้อเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับผู้ขายก่อน แล้วค่อยโน้มน้าวภายหลัง ซึ่งกรมเห็นว่าไม่เหมาะ ดังนั้นผู้ขายสินค้าออนไลน์ต้องแสดงราคาสินค้าเป็นตัวเลขอาระบิกและรายละเอียดสินค้า เช่น ขนาด น้ำหนักให้ชัดเจน รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่นค่าส่ง ก็ต้องแสดงให้ชัดเจนด้วย” นายบุณยฤทธิ์ กล่าว

แอพแปลเมนูอาหาร เพื่อนักท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/555403

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 12:46 น.

แอพแปลเมนูอาหาร เพื่อนักท่องเที่ยว

โดย วราภรณ์

ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของสตรีทฟู้ดสำหรับนักท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่สร้างรายได้รวมปีละกว่า 2.76 ล้านล้านบาท โดยในปี 2560 ที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาไทยกว่า 39 ล้านคน ซึ่งสร้างรายได้ 1.8 ล้านล้านบาท

นอกจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายการเดินทางและท่องเที่ยวแล้ว ยังจับจ่ายรับประทานอาหารริมทางต่างๆ ด้วย ปัจจุบันพบว่านักท่องเที่ยวมีปัญหาด้านการสื่อสารกับพ่อค้าแม่ค้าร้านริมทาง หรือสตรีทฟู้ด

ด้วยเหตุนี้ 3 หนุ่มเมกเกอร์รุ่นใหม่ ได้แก่ รุ่งหนึ่ง เหลืองกำจร ภูเบศ จิรธิติภูวดล และศศิน เนาว์รุ่งโรจน์ นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาวิศวกรรมสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จับมือกันสร้างแอพพลิเคชั่นแปลเมนูอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวด้วยสมาร์ทโฟน (Menu Translator Application For Travellers) จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ครั้งแรกของโลก โดยมี ผศ.ดร.พิกุลแก้ว ตังติสานนท์ เป็นที่ปรึกษาโครงการ

ภูเบศ วัย 24 ปี เล่าว่า เป้าหมาย 10 ปีข้างหน้าคาดกันว่าภาคการท่องเที่ยวจะมีสัดส่วนในจีดีพีประเทศ 14.3 เปอร์เซ็นต์ อาหารเป็นวัฒนธรรมและเสน่ห์อัตลักษณ์ของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารริมทาง หรือสตรีทฟู้ด มีจำนวนกว่า 1.1 แสนร้านทั่วประเทศ การสร้างแอพพลิเคชั่นแปลเมนูอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวจากภาษาไทยเป็นอังกฤษ

มีเป้าหมายชัดเจนคือ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความสะดวกสบาย สำหรับคนที่แพ้อาหารบางชนิด หรือมีข้อจำกัดในการบริโภคส่วนผสมบางประเภท ก็สามารถเข้าใจเมนูอาหารในร้านอาหารตามสั่ง ที่ส่วนใหญ่เมนูอาหารมักจะเขียนเป็นภาษาไทยว่า มีส่วนผสมเบื้องต้นเป็นวัตถุดิบประเภทใดบ้างและอาหารมีลักษณะอย่างไร?

“เป็นการเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจฐานราก ได้แก่ สตรีทฟู้ด ร้านอาหารในชุมชนและเมืองรองของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเพียงแค่นักท่องเที่ยวลงแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็สามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นของเราได้อย่างง่ายดาย แอพพลิเคชั่นนี้พัฒนาให้สามารถใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการแบบโอเพนซอร์ส (Open Source) ที่ได้รับความนิยมมีผู้ใช้กว้างขวางและสะดวกต่อการใช้งาน ง่ายต่อการนำไปพัฒนาต่อ”

ภูเบศ ให้รายละเอียดต่อว่า เริ่มต้นจากเขียนแอพพลิเคชั่นผ่านโปรแกรม Android Studio จากนั้นเริ่มกระบวนการหลังบ้านคือ การส่งรูปที่นักท่องเที่ยวถ่ายภาพเมนูอาหารภาษาไทยไปประมวลผลภาพบนเซิร์ฟเวอร์ (Server) ผ่านส่วนเชื่อมประสานระหว่างแอพพลิเคชั่นกับเซิร์ฟเวอร์ (API) ที่สร้างขึ้นมาเองเพื่อแปลงรูปภาพภาษาไทยเป็นตัวอักษรภาษาไทย แล้วทำการเปรียบเทียบความเหมือนของคำ ซึ่งเป็นหลักการทำงานของนวัตกรรมชิ้นนี้ และเมื่อได้คำภาษาไทยที่แม่นยำมากสุดแล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับ Data Base อีกครั้งเพื่อแปลงคำจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษและนำคำที่ได้มาแสดงผลบนแอพพลิเคชั่นแก่นักท่องเที่ยวผู้ใช้

ด้าน รุ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยวัย 23 ปี กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการใช้งานแอพพลิเคชั่นแปลเมนูอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวนี้ นักท่องเที่ยวเพียงใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพชื่อเมนูอาหารภาษาไทย และ Crop ชื่อเมนูอาหารที่ต้องการ แต่ถ้าหากยังไม่พอใจกับเมนูอาหารนั้นก็สามารถถ่ายภาพชื่อเมนูอาหารภาษาไทยอื่น ๆ ได้อีก โดยคลิกคำว่า “Take Photo”

และเมื่อนักท่องเที่ยวพอใจสรุปเลือกเมนูอาหารแล้วก็ให้คลิกคำว่า “Process Photo” เพื่อไปยังหน้าแสดงผล และสั่งการให้หน้าจอสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์แสดงรายชื่อเมนูอาหารเป็นภาษาอังกฤษพร้อมภาพ และแนะนำรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนผสมและลักษณะเด่นของอาหารที่ผู้ใช้ได้เลือก

นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่นที่นักท่องเที่ยวสามารถอ่านรีวิวเมนูอาหารจากคนอื่น หรือผู้ใช้จะเขียนรีวิวเมนูอาหารเองก็สามารถทำได้ รวมถึงสามารถกดติดดาวเพื่อเก็บเมนูอาหารที่ชอบไว้และนำไปสั่งอาหารในครั้งต่อไปโดยไม่ต้องถ่ายรูปใหม่อีกด้วย

อีกหนึ่งทีมวิจัย ศศิน วัย 22 ปี คุยถึงประโยชน์ของแอพพลิเคชั่นแปลเมนูอาหารเป็นภาษาอังกฤษว่า ช่วยลดอุปสรรคของการสื่อสารทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีโอกาสลิ้มลองรสชาติอาหารไทยด้วยความมั่นใจในวัตถุดิบ คุณภาพ และสุขภาพ

“อีกทั้งช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมบริการท่องเที่ยว เพราะอาหารไทยเป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่กระจายรายได้ให้กับเศรษฐกิจฐานรากและคนในชุมชน ทำให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรม เรียนรู้วิถีชีวิต และชุมชนซึ่งมีอัตลักษณ์และอาหารต่างๆ กัน รวมทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์ให้อาหารไทยและวัตถุดิบเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นในยุคดิจิทัลโดยสอดคล้องกับแผนพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของรัฐบาลที่กระตุ้นส่งเสริมเศรษฐกิจในภูมิภาค และการท่องเที่ยวเมืองรอง

สำหรับแผนงานในอนาคต จะต่อยอดและพัฒนาแอพพลิเคชั่นนี้ โดยจะพัฒนาฟังก์ชั่นให้สามารถแปลเป็นภาษาอื่นๆ เช่น ภาษาจีน รัสเซีย ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวหลักของประเทศ รวมทั้งจะพัฒนาระบบการทำงานให้สามารถใช้ได้ในแพลตฟอร์ม IOS เพื่อขยายฐานจำนวนผู้ใช้ให้กว้างขึ้น