กสทช.เผยปี60คนไทยใช้เน็ตผ่านมือถือกว่า 3พันล้านกิกะไบต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 เม.ย. 2561 เวลา 14:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546699

กสทช.เผยปี60คนไทยใช้เน็ตผ่านมือถือกว่า 3พันล้านกิกะไบต์

กสทช. เผยปี 60 คนไทยทั้งประเทศใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือประมาณ 3.3 พันล้านกิกะไบต์ ใช้บริการเสียงเฉลี่ยประมาณ 43,460 ล้านนาที

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า จากรายงานของสำนักงาน กสทช. พบว่า จากการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปี 2560 มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้งานอยู่จำนวนทั้งสิ้น 121.53 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น กลุ่มบริษัท AIS จำนวน 53.05 ล้านเลขหมาย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ร้อยละ 43.65 รองลงมาคือกลุ่มบริษัท TRUE จำนวน 36.05 ล้านเลขหมาย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 29.66 และกลุ่มบริษัท DTAC จำนวน 30 ล้านเลขหมาย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 24.69 ส่วนกลุ่ม CAT และกลุ่ม TOT มีจำนวน 0.11 ล้านเลขหมาย และ 2.32 ล้านเลขหมายตามลำดับ โดยคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 0.09 และ 1.91 ตามลำดับ

สำหรับข้อมูลปริมาณการใช้บริการเสียงของโอเปอเรเตอร์หลัก 3 ราย คือกลุ่มบริษัท AIS กลุ่มบริษัท TRUE และกลุ่มบริษัท DTAC ระหว่างปี 2557 – 2560 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2557 ปริมาณการใช้งานบริการเสียงมีจำนวน 70,720.42 ล้านนาที ปี 2528 ลดลงเหลือ 62,851.09 ล้านนาที ปี 2559 ลดลงเหลือ 51,021.48 ล้านนาที และปี 2560 มีปริมาณการใช้งานบริการเสียงจำนวน 43,460.84 ล้านนาที โดยกลุ่มบริษัท AIS มีปริมาณการใช้บริการเสียงสูงสุดในแต่ละปี ตามด้วยกลุ่มบริษัท DTAC และกลุ่มบริษัท TRUE อย่างไรก็ตาม ในปี 2559 และ 2560 กลุ่มบริษัท TRUE มีปริมาณการใช้งานบริการเสียงมากกว่ากลุ่มบริษัท DTAC ทั้งนี้ในปี 2560 คนไทยใช้บริการเสียงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่เฉลี่ยประมาณ 2 นาที ต่อคนต่อวัน ลดจากเดิมปี 2557 ที่ใช้บริการเสียงเฉลี่ยประมาณ 4 นาที ต่อคนต่อวัน

นายฐากร กล่าวว่า ในส่วนของข้อมูลปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (การใช้บริการดาต้า) ของโอเปอเรเตอร์หลัก 3 ราย พบว่า แนวโน้มปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยพบว่า เมื่อสิ้นปี 2560 มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่จากโอเปอเรเตอร์รายใหญ่ 3 กลุ่มบริษัท (กลุ่มบริษัท AIS กลุ่มบริษัท TRUE และกลุ่มบริษัท DTAC) สูงถึง 3,294,325,000 กิกะไบต์ (หรือ 3 ล้านเทราไบต์โดยประมาณ) โดยเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2557 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่าตัว ภายใน 4 ปี ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตของการใช้งานที่สูงมาก คิดเป็นปริมาณการใช้งานดาต้าโดยเฉลี่ย 4.11 กิกะไบต์ ต่อคนต่อเดือน แสดงให้เห็นว่าในปี 2560 ใน 1 วันแต่ละคนมีการใช้งานดาต้าเฉลี่ย 0.14 กิกะไบต์ หรือ 140 เมกะไบต์ (หมายเหตุ : 1 เทราไบต์ เท่ากับ 1024 กิกะไบต์)

ข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความต้องการใช้คลื่นความถี่เพื่อการสื่อสารข้อมูลผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายหลังจากการประมูลคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ ในปี 2555 และ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ในปี 2558 – 2559 ที่ทำให้มีการให้บริการ 3G/4G อย่างแพร่หลายทั่วประเทศ ทำให้สังคมไทยก้าวสู่สังคมออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ มีการใช้งานโซเชียลมีเดียสูง เช่น มีผู้ใช้งาน Facebook กว่า 40 ล้านคน และมีผู้ใช้งาน Line กว่า 30 ล้านคน ในประเทศไทย เป็นต้น นอกจากนั้นยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการทำธุรกรรมออนไลน์ในระบบ Mobile Banking หรือ FinTech ทำให้เกิดระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Promptpay ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 39 ล้านคนในปัจจุบัน ทำให้การซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการสามารถทำได้ง่าย สะดวกสบาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถดำเนินการได้ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้ทุกที่ ทุกเวลา เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง

5 เทรนด์ใหม่ภัยบนไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 05:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546511

5 เทรนด์ใหม่ภัยบนไซเบอร์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

บริษัท ไซแมนเทค (Nasdaq : SYMC) จัดทำรายงานภัยคุกคามประจำปีฉบับที่ 23 (Internet Security Threat Report หรือ ISTR) พบอาชญากรไซเบอร์ใช้วิธีการโจมตีเมื่อปี 2560 มีด้วยการ 5 เทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้น จากการได้รับจากเครือข่ายข้อมูลไซเบอร์ภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 157 ประเทศในทุกทวีป สำหรับไทยมีแนวโน้มการโจมตีเพิ่มขึ้น

เชรีฟ เอล-นาบาวี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมระบบประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก บริษัท ไซแมนเทค เปิดเผยว่า การโจมตีมีด้วยกัน 5 เทรนด์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2560 และคาดว่าจะมี แนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2561 คือ 1.การโจมตีแบบใช้ทรัพยากรคนอื่นมาใช้ในการขุดหาเหรียญดิจิทัล โดยจะลักลอบใช้งานทรัพยากรระบบในการขุดเหรียญดิจิทัล เป้าหมายโจมตีขยายไปทุก พื้นที่ ตั้งแต่คอมพิวเตอร์บ้าน ศูนย์ ข้อมูลขนาดยักษ์ ซึ่งจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดกว่า 8,500% ในช่วงระหว่างปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ปัจจัยมาจากการเพิ่มมูลค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัล เมื่อเดือน ธ.ค. สูงถึง 1.7 ล้านบาท ทำให้อาชญากรพยายามสร้างรายได้จาก การโจมตีทั้งบนเครื่องทั่วไป ระบบ คลาวด์ของผู้ใช้ตามบ้านทั่วไป จนถึง ระดับองค์กรขนาดใหญ่ นอกจากนี้ อุปกรณ์ไอโอทีก็เป็นเป้าหมายหลักในการโจมตี พบว่ามีเพิ่มขึ้นกว่า 600% ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา แม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ แอปเปิ้ลแมค ยังพบว่ามีการโจมตีเพิ่มขึ้นกว่า 80%

ขณะที่เทรนด์ที่ 2 การโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย ส่วนใหญ่ใช้เพียงวิธีเดียวในการแพร่เชื้อเข้าสู่ระบบ เป้าหมาย ซึ่งการโจมตีจากกลุ่มทีมงานมืออาชีพแบบเจาะจงเป้าหมายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีมากกว่า 140 กลุ่มแล้วในตอนนี้ และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในส่วนของเทรนด์ที่ 3 เกิดขึ้นวงการอุตสาหกรรมซึ่งการโจมตีมุ่งเน้นฝังตัวในระบบของบริษัทผู้ผลิตโปรแกรม ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเป้าหมายที่ต้องการโจมตี เพิ่มขึ้น 2 เท่าในปีที่ผ่านมา ซึ่งนั่นเทียบเท่ากับมีการโจมตีอย่างน้อย 1 ครั้งในทุกๆ เดือน เปรียบเทียบกับปีก่อนๆ ที่มีการโจมตีเพียง 4 ครั้งตลอดทั้งปี เช่น โจมตีที่เป็นข่าวโด่งดังของไวรัส Petya

เทรนด์ที่ 4 ไวรัสบนอุปกรณ์มือถือ มีสายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้น 54% เนื่องจากมีผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการเก่าอยู่เป็นจำนวนมาก ปัญหาต่างๆ ก็ยิ่งเลวร้ายลง ตัวอย่างเช่นบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ มีผู้ใช้งานเวอร์ชั่นหลักล่าสุดเพียง 20% และมีเพียง 2.3% ที่มีการอัพเดทแพตช์ความปลอดภัย เทรนด์ที่ 5 กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ มองไวรัสเรียกค่าไถ่เป็นสินค้าทำเงินระยะยาว ค่าเฉลี่ยของค่าไถ่ได้ลดลง อยู่ที่ระดับ 522 ดอลลาร์สหรัฐ อาชญากรมองไวรัสเรียกค่าไถ่เป็นสินค้าที่สามารถเป็นแหล่งทำเงินได้ในระยะยาว

สำหรับปีนี้คาดว่าเทรนด์โจมตีจะใช้ไอโอทีควบคุมแปลงเข้าไปปลอมฝังตัวอยู่ มัลแวร์รูปแบบไอโอทีและอุปกรณ์ไอโอทีต่างๆ เพราะไอโอทีเป็นอุปกรณ์ที่ยังมีระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงแนวโน้มใช้แมชีนเลิร์นนิ่งสำหรับการโจมตี และคริปโตเคอเรนซีจะถูกโจมตีเพิ่มขึ้น องค์กรต้องวางระบบภัยคุกคามอัจฉริยะ ส่วนผู้ใช้งานทั่วไปต้องหมั่น

ทรูเตือนระวังมิจฉาชีพอ้างชื่อเรียกเก็บเงินย้ายสายเน็ตลงดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 เม.ย. 2561 เวลา 16:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546478

ทรูเตือนระวังมิจฉาชีพอ้างชื่อเรียกเก็บเงินย้ายสายเน็ตลงดิน

“ทรู” เตือนลูกค้า ระวังแก๊งมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อเรียกเก็บเงิน ค่าบริการย้ายสายอินเทอร์เน็ตลงดิน ยืนยันไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าบริการแต่อย่างใด

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น แจ้งว่า  เนื่องจาก ขณะนี้เริ่มมีลูกค้าติดต่อสอบถามมายังศูนย์บริการทรู เรื่องมี จดหมายจากบริษัทฯ ไปยังลูกค้าเพื่อแจ้งเรียกเก็บค่าบริการย้ายสายอินเทอร์เน็ตลงดิน ทรูจึงขอเรียนให้ลูกค้าทุกท่านทราบว่า กลุ่มทรูไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าบริการใดๆทั้งสิ้นจากลูกค้า ในการย้ายสายอินเทอร์เน็ตลงดิน  ซึ่งการย้ายสายอินเทอร์เน็ตลงดินเป็นไปตามนโยบายของภาครัฐ  โดยกลุ่มทรูได้มีการดำเนินการและลงทุนในส่วนนี้ไปแล้ว  ลูกค้าไม่ต้องดำเนินการใดๆ

หากมีการแอบอ้างว่าเป็นจดหมายจากบริษัทฯ ขอลูกค้าอย่าได้หลงเชื่อหรือดำเนินการชำระเงินใดๆทั้งสิ้น  ทั้งนี้หากมีข้อสงสัย ลูกค้าสามารถติดต่อสอบถามด้วยตนเองมายังหมายเลข 1242

กสทช.ชงเปิดประมูลคลื่น1800จำนวน3ใบอนุญาต ห้ามJASร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 เม.ย. 2561 เวลา 15:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546473

กสทช.ชงเปิดประมูลคลื่น1800จำนวน3ใบอนุญาต ห้ามJASร่วม

กสทช.ชงที่ประชุมบอร์ดเปิดประมูลคลื่น 1800 จำนวน 3 ใบอนุญาต 11 เม.ย.นี้ เผยห้าม “แจส” เข้าร่วม

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบกลับหนังสือมายังสำนักงาน กสทช.ว่าคณะกรรมการ กสทช.ชุดรักษาการสามารถเดินหน้าจัดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ได้นั้น สำนักงาน กสทช.ได้เตรียมส่งหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุม กสทช.พิจารณาในวันที่ 11 เม.ย.นี้

“คาดว่า กสทช.จะได้คณะกรรมการชุดใหม่จากการคัดเลือกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จึงเชื่อว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการชุดใหม่ แต่ที่สำนักงาน กสทช.ต้องเร่งส่งหลักเกณฑ์เข้าที่ประชุมบอร์ดชุดปัจจุบันก่อน เนื่องจากต้องดำเนินการตามหลักการเมื่อกฤษฎีกาตอบกลับมาแล้ว เพราะหากไม่ทำอาจถูกกล่าวหาว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ โดยอาจมีความผิดตามมาตรา 157 ได้”นายฐากรกล่าว

นายฐากรกล่าวอีกว่า สำหรับหลักเกณฑ์การประมูล กสทช.ยังคงยืนยันใช้หลักเกณฑ์การประมูลเดิมที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็น (ประชาพิจารณ์) เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา คือ เปิดประมูลคลื่น 1800 MHz จำนวน 3 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 15 MHz โดยใช้เงื่อนไข N-1 และไม่เปิดโอกาสให้ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ จำกัด เข้ามาประมูล เนื่องจากเป็นต้นเหตุให้ราคาประมูลครั้งที่แล้วสูงเกินจริง หากครั้งนี้เข้ามาประมูลอีกเกรงว่าเอกชนจะไม่มีความมั่นใจในการเข้าร่วมประมูล

กสทช.แนะทางรอด “ทีวีดิจิทัล” เปิดทางขายใบอนุญาตต่อให้กลุ่มทุนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 09:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546325

กสทช.แนะทางรอด "ทีวีดิจิทัล" เปิดทางขายใบอนุญาตต่อให้กลุ่มทุนใหม่

กสทช.เตรียมทบทวนกฎหมายรองรับ เปิดให้เซ็งลี้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล พร้อมทำหนังสือชี้แจง “วิษณุ” สัปดาห์หน้าดันใช้มาตรา 44 ช่วย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวในงานสัมมนาทางรอดอุตสาหกรรมสื่อไทยในยุคดิจิทัล จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการได้ชำระค่าประมูลช่องทีวีดิจิทัลไปแล้ว 60% เหลือระยะเวลาการดำเนินกิจการอีก 11 ปี การขอคืนใบอนุญาตจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ การเปลี่ยนมือผู้ถือครองใบอนุญาตทีวีดิจิทัล หรือการขายใบอนุญาตต่อให้ผู้ประกอบการที่มีเงินทุนจะเป็นผลดีมากกว่า และเป็นทางรอดหนึ่งให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทำได้ ซึ่งส่วนของ กสทช.เองจะกลับไปทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกครั้งว่าต้องปรับปรุงส่วนใดเพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามแนวทางนี้ได้

นายฐากร กล่าวว่า ปัญหาทีวีดิจิทัลเป็นเรื่องปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขและจากการประเมินว่าปลายปี 2563 เทคโนโลยี 5จี จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ผู้ประกอบการยิ่งต้องปรับตัว โดยวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา กสทช.ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลรวมถึงผู้ประกอบการโทรคมนาคมแก่ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออก 2 มาตรการ คือพักชำระหนี้ให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล3 ปี และ กสทช.จะสนับสนุนค่าเช่าโครงข่าย(มักซ์) สัญญาณทีวีดิจิทัลไม่เกิน 50% ของค่าเช่าที่ต้องชำระเป็นเวลา 24 เดือน แต่ คสช.ตีกลับข้อเสนอและให้ทบทวนใหม่

อย่างไรก็ตาม ภายในสัปดาห์หน้า กสทช.จะทำเอกสารชี้แจงกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ในประเด็นการขยายระยะเวลาการชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ว่าหากมีการขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาต จะมีรายได้เข้ารัฐ 2.35 แสนล้านบาท แต่หากไม่ขยายงวดชำระรัฐจะมีรายได้เพียง 1.19 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐไม่ได้เสียประโยชน์ อีกทั้งส่งผลให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนเหลือในการพัฒนาบริการ รวมถึงการเข้าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ในปีนี้ด้วย

เกมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์สุดล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 10:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546217

เกมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์สุดล้ำ

 โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : มจธ.

จาก Farm Ville ถึง Hay Day หลายเวลานาทีและหลายปีที่ผ่านไป นั่นอาจทำให้หลายคนที่เล่นเกมปลูกผักเสียจนไม่เป็นผู้เป็นคน (ฮา) ดีใจที่ได้ยินว่า ไทยก็มีเกมปลูกผักให้เล่น

แถมเป็นเกมที่ได้รับรางวัลชมเชยในงานมหกรรมอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ส (Internet of Things) ในฐานะนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้

เจ้าของรางวัลคือทีมแพลนโทเปีย (Plantopia) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ไปรู้จักพวกเขาและนวัตกรรม… เกมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แอพพลิเคชั่นสุดล้ำ ที่เล่น (เกม) ก็ได้กิน (ผักที่ปลูกจริงๆ ผ่านแอพ) ก็ได้

หนึ่งในทีม ญาณิศา เหมประชิตชัย นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้น เมื่อแรกสมาชิกมีความสนใจในหัวข้อที่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องการปลูกผัก การทำเกษตรกรรมในไทย จนกระทั่งการพัฒนาเกมและแอพพลิเคชั่น ทีมรวมตัวกันระดมสมอง จนที่สุดก็ออกมาเป็น Plantopia : Edutainment Hydroponics Kit

 “มันคือแอพพลิเคชั่นที่จะทำให้ผู้เล่นได้เรียนรู้การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ด้วยตนเองในทุกขั้นตอน ในทุกเวลาและสถานที่ ที่สำคัญคือการได้ลงมือปฏิบัติจริงในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์อีกด้วย”

แพลนโทเปีย ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.ส่วนที่เป็นกระถางปลูกที่มีการติดเซ็นเซอร์ เพื่อตรวจวัดค่าความเข้มแสง อุณหภูมิน้ำ อุณหภูมิอากาศ และความชื้นในอากาศ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ แล้วนำมาแสดงผลบนแอพพลิเคชั่นแบบเรียลไทม์

2.ส่วนแอพพลิเคชั่นผู้เล่น ที่สามารถส่งการควบคุมกลับไปยังกระถางต้นไม้ได้ โดยผ่าน HTTP Protocol POST Method เพื่อบันทึกค่าไปยังฐานข้อมูลออนไลน์ เช่น การเพิ่มแสงแดด เพิ่มความเร็วปั๊มน้ำ เปิดวาล์วให้สารอาหาร โดยมีข้อแม้ว่าทั้งตัวกระถางและสมาร์ทโฟนที่มีแอพพลิเคชั่นต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต

 “รูปแบบคล้ายเกมเลี้ยงสัตว์ ‘ทามาก็อตจิ’ ที่เราสามารถเลี้ยงสัตว์ได้ในอุปกรณ์เล็กๆ ซึ่งในแพลนโทเปีย พืชผักที่เราเลี้ยงอยู่ ก็จะสามารถแสดงสีหน้า หรือแสดงข้อความได้ตามสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง เช่น อากาศร้อนเกิดไป หรือแสงมืดเกินไป”

ทั้งนี้ จะมีการติดกล้องและการทำ Image Processing เพื่อวัดการเจริญเติบโตของต้นพืช เพื่อใช้ในการเพิ่มระดับของตัวละครในแอพพลิเคชั่นอีกด้วย

สำหรับระบบการให้คะแนนอยู่ระหว่างการพัฒนาประสิทธิภาพให้ดีขึ้น แต่หลักการคือ การทดลองหาค่าที่ดีที่สุด (ค่าอุดมคติ) ของแต่ละสภาพแวดล้อม ด้วยการปลูกพืชทดสอบทั้งในและนอกอาคาร พร้อมกับตรวจวัดค่าทุกระยะ จากนั้นวัดผลด้วยการหาค่าเฉลี่ยจากต้นที่มีขนาดใหญ่และสุขภาพดี เช่น ค่าแสงแดด อุณหภูมิ ที่ดีต่อการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ค่าเหล่านี้นำมาใช้ในการให้คะแนนผู้เล่น

“หากผู้เล่นรักษาระดับค่าความเข้มแสง ค่าอุณหภูมิ ได้ใกล้เคียงกับค่าอุดมคติ +/- 2 หน่วย ก็จะได้คะแนนเต็ม ที่ห่างออกไปก็ลดหลั่นไป จากนั้นก็นำทุกค่ามาเฉลี่ยเป็นคะแนนให้ผู้เล่น”

 ผักที่ปลูกสามารถรับประทานได้จริง เพราะทีมพัฒนาได้นำวิธีการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ของจริงมาเป็นแบบอย่าง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนกับผักการปลูกเอง บางทีต้นแข็งแรงกว่าด้วย เพราะในกระถางที่ควบคุมผ่านแอพสามารถควบคุมปัจจัยการเติบโตของพืชได้ดีกว่าการปลูกตามธรรมชาติ ส่วนปัญหาปุ๋ยตกค้าง แก้ด้วยการงดปุ๋ยก่อนเก็บเกี่ยว 2 สัปดาห์

ด้านความสนุกของเกม เนื่องจากรอบการปลูกผัดสลัดใช้ระยะเวลา 45 วัน การที่ผู้เล่นจะเล่นเกมเดิมๆ ต่อเนื่องถึงเดือนครึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้สนุกตลอดเวลา

ดังนั้น นอกจากเกมเลี้ยงสัตว์ที่เป็นแกนหลักแล้ว จึงเพิ่มส่วนของภารกิจรายวัน เพื่อให้ผู้เล่นมีกิจกรรมทำ มีเป้าหมายในการเข้าเกมมาดูแลผักของตน รวมถึงการทำให้เป็นโซเชียล เกม นำคะแนนไปแชร์แข่งกันในโซเชียลเน็ตเวิร์กได้

“ปลูกผักก็ท้าทายได้ แถมผักที่ปลูกก็กินได้จริงๆ”

 ผู้เล่นจะได้ประโยชน์เรียนรู้ขั้นตอนการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ในแง่นวัตกรรมคือประโยชน์ที่ทำให้เกษตรกรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว ทุกคนมีพืชผักสดรับประทาน คุณภาพไม่สูญเสีย ลดการขนส่ง (Farm to Table)

“แพลนโทเปียคือสื่อการเรียนรู้ที่ไม่น่าเบื่อ นำเสนอเรื่องการทำเกษตรกรรมขนาดย่อมในรูปแบบที่ทันสมัย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตคนรุ่นใหม่”

หัวเว่ยลุยปั้นอีแบรนด์ ส่ง’ออเนอร์’ขายควบทำตลาดไทยผ่านออนไลน์จับคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 มี.ค. 2561 เวลา 06:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/546088

หัวเว่ยลุยปั้นอีแบรนด์ ส่ง'ออเนอร์'ขายควบทำตลาดไทยผ่านออนไลน์จับคนรุ่นใหม่

หัวเว่ย ส่ง ออเนอร์ ปั้นอี-แบรนด์ รุกออนไลน์ควบออฟไลน์ ตั้งเป้า 3 ปี ขึ้นท็อปทรี ชูโมเดลทำตลาดยุโรปสำเร็จมาปรับใช้ในไทย

นายอาคิน ลี ประธานออเนอร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออเนอร์ ภายใต้หัวเว่ย กรุ๊ป เปิดเผยว่า ได้เข้ามาทำตลาดสมาร์ทโฟนแบรนด์ ออเนอร์ ในประเทศไทย โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 2 เม.ย.นี้ พร้อมทั้งวางเป้าหมายจะมีส่วนแบ่งการตลาด 5% ในปีแรก และขึ้นเป็น 1 ใน 3 แบรนด์ผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนเมืองไทยภายใน 3 ปีนับจากนี้ หรือในปี 2563

สำหรับแบรนด์ออเนอร์ เป็นแบรนด์โทรศัพท์ในเครือหัวเว่ย กรุ๊ป ปัจจุบันเป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟน อี-แบรนด์ ในประเทศจีน หรือเป็นแบรนด์ที่จำหน่ายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซเป็นหลักด้วยสัดส่วน 70-80% และเป็นกลยุทธ์ที่ ออเนอร์จะนำไปใช้กับการทำตลาดทั่วโลก ด้วยการบุกเบิกผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดกิจกรรมผ่านออนไลน์ แล้วจึงขยายไปยังช่องทางออฟไลน์

ปัจจุบัน ออเนอร์วางจำหน่ายแล้วใน 74 ประเทศทั่วโลก ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และเริ่มบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มมากขึ้น เช่น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย รวมถึงไทยเป็นประเทศล่าสุด

ทั้งนี้ ออเนอร์จะใช้กลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะยุโรปมาปรับใช้กับประเทศไทย ด้วยการเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่ชอบนวัตกรรมใหม่ๆ กล้าทดลอง โดยจะชูกลยุทธ์ 4E ได้แก่ อี-มาร์เก็ตติ้ง เน้นการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ทุกช่องทางเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคนรุ่นใหม่, อี-คอมเมิร์ซ เพื่อจำหน่ายสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง, อี-ดีเวลอปเมนต์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยศึกษาความต้องการของผู้บริโภคผ่านการสื่อสารทางออนไลน์ และอี-พาร์ตเนอร์ โดยเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ด้านธุรกิจออนไลน์

ขณะที่ในประเทศไทยจะเริ่มจากนำสินค้า 2 รุ่นเข้ามาทำตลาด ได้แก่ Honor 9 Lite ราคา 6,490 บาท และ Honor 7X ราคา 7,490 บาท เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. 2561 โดย Honor 9 Lite จะวางจำหน่ายที่ช้อปปี้ ส่วน Honor 7X จะวางจำหน่ายทางลาซาด้า จากนั้นจะเริ่มขยายช่องทางร้านค้าทั่วไป ตั้งเป้าช่วงแรกสัดส่วนจากออนไลน์ 80% ออฟไลน์ 20% จากนั้นจะเพิ่มเป็นเท่ากันที่ 50% รวมทั้งจะนำสินค้ารุ่นใหม่มาทำตลาดต่อเนื่อง  เน้นระดับราคา 3,000-8,000 บาท

เลอโนโวเจาะองค์กรทรานส์ฟอร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 มี.ค. 2561 เวลา 06:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545983

เลอโนโวเจาะองค์กรทรานส์ฟอร์ม

เลอโนโวสบช่ององค์กรทรานส์ฟอร์เมชั่น กลุ่มมิลเลนเนียลเข้าสู่แรงงาน 50% ในปี 2563 เปิดตัวแล็ปท็อปเจาะกลุ่มคนทำงาน ลูกค้าองค์กร

นายธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เลอโนโว เปิดเผยว่า แนวโน้มในปี 2563 ประชากรกลุ่มมิลเลนเนียล 50% จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน และในปี 2562 ธุรกิจที่อยู่ในอันดับ 1,000 อันดับของบริษัท ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ไอทีมากขึ้น รวมทั้งการนำปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอมาใช้ในองค์กรเพิ่มขึ้นในสัดส่วน 20% พร้อมกลับนำโรโบติก หรือหุ่นยนต์ มาใช้ 40%

นอกจากนี้ เทรนด์การทำงานเคลื่อนที่ทุกที่ทุกเวลาในช่วง 12-18 เดือน ยังมีสัดส่วนถึง 88% ประกอบกับกลุ่มลูกค้าเริ่มมองหาอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์กับความต้องการ 55% และขนาดของออฟฟิศที่ลดพื้นที่ลง 20%

สำหรับการทรานส์ฟอร์เมชั่นที่เกิดขึ้นในองค์กรส่งผลให้ขณะนี้ภาพรวมตลาด ดีไวซ์ในเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่นมีมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งตลาดในภูมิภาคอาเซียนที่มีการเติบโตสูง

ขณะที่ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ เลอโนโว ThinkPad X1 Carbon แล็ปท็อปเพื่อธุรกิจขนาด 14 นิ้ว ที่เปิดตัวในงาน CES 2018 ราคา 6 หมื่นบาท เจาะกลุ่มลูกค้าองค์กร ซึ่งพบว่าเทรนด์การเปลี่ยนเครื่องมีเพิ่มขึ้นทั้งกลุ่มภาครัฐและเอกชน อาทิ ภาคการศึกษา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กลุ่มสตาร์ทอัพและกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี

ด้านภาพตลาดคอมพิวเตอร์โดยรวม 8 แสนเครื่องยังคงเติบโต โดยพบว่าแต่ละองค์กรจะมีการเปลี่ยนถ่ายการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ราว 3-5 ปี เพราะเป็นดีไวซ์ที่ต้องลงทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุน และเชื่อว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือพีซีจะไม่หายจากตลาด โดยยังมีการใช้งานสม่ำเสมอ อย่างไรก็ดีบริษัทยังมองถึงการเปิดตัวอุปกรณ์พกพาอัจฉริยะในช่วงปลายปีนี้

นายธเนศ กล่าวว่า บริษัทยังให้ความสำคัญตลาดทุกเซ็กเมนต์ ทั้งแท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก และเดสก์ท็อป โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้าหลัก ได้แก่ กลุ่มลูกค้าองค์กร เอสเอ็มอี และธุรกิจค้าปลีก นอกจากนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการนำเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงหรือเออาร์เข้ามาเพิ่ม  ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาทำตลาดในกลุ่มผู้บริโภคเป็นหลักก่อน

กลุ่มเจริญปั้นทีสเปซ ลุยบิ๊กดาต้าดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 มี.ค. 2561 เวลา 06:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545851

กลุ่มเจริญปั้นทีสเปซ ลุยบิ๊กดาต้าดิจิทัล

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ดิจิทัลดิสรัปชั่น ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องปรับตัวลงทุนทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้บิ๊กดาต้าและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคาดการณ์ถึงความต้องการของลูกค้า และขณะเดียวกันก็ต้องสร้าง ช่องทางการค้าอี-คอมเมิร์ซ รวมทั้งลงทุนกลุ่มสตาร์ทอัพ นั่นคือ จิ๊กซอว์ของบริษัท ทีซีซี กรุ๊ป ที่วางหมากจัดตั้งที สเปซ ดิจิตอล ขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจดิจิทัล

มารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ทีสเปซ ดิจิตอล เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้จัดตั้งบริษัท ทีสเปซ ดิจิตอล เมื่อเดือน มี.ค. ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และยังเตรียมเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ภายใต้ บริษัท อเดลฟอส โดยมี ปณต สิริวัฒนภักดี และ ฐาปน สิริวัฒนภักดี เป็นผู้ถือหุ้น 100% ล่าสุดบริษัททีสเปซ ได้เข้าไปถือหุ้นตลาด ดอท คอม (TARAD.com) จำนวน 51% ส่วนที่เหลืออีก 49% เป็นของภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งบริษัท ตลาด ดอท คอม

สำหรับทีสเปซ แผนด้านธุรกิจ การรุกของกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี ในครั้งนี้ ใช้งบลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท เพื่อสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ภายใต้บริการที่เรียกว่า ยู-คอมเมิร์ซ (Universal Commerce) ตัวกลางให้บริการกลุ่มผู้ประกอบการขายสินค้าได้ โดยเชื่อมต่อบริการครบวงจรตั้งแต่การสร้างร้านออนไลน์ธุรกิจของคนไทย สินค้าประชารัฐ และต่างชาติ และการขายผ่านโซเชียลมีเดีย รวมทั้งเชื่อมต่อกับมาร์เก็ตเพลส รายใหญ่ อาทิ ช้อปปี้ อีเลฟเว่นสตรีท

นอกจากนี้กำลังเจรจากับลาซาด้า เจดี เซ็นทรัล โดยมูลค่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยราวกว่า 2.8 ล้านล้านบาท ในปีที่ผ่านมาโตกว่า 9% แบ่งเป็น มาร์เก็ตเพลส 9.8 หมื่นล้านบาท แบรนด์ดอทคอม 9.3 หมื่นล้านบาท และโซเชียลมีเดีย 1.37 แสนล้านบาท เท่ากับว่าแพลตฟอร์มของตลาดดอทคอมเชื่อมต่อธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ มีมูลค่าสูงมาก ยังไม่รวมทั้งการเชื่อมต่อระดับโลกของอเมเซอน อีเบย์ ขณะเดียวกันการเข้ามาถือหุ้นตลาด ดอท คอม ยังช่วยให้บริษัทใช้อีโคซิสเต็มทางด้านดิจิทัลได้ อาทิ ธุรกิจโลจิสติสก์รองรับอี-คอมเมิร์ซอย่าง ชิปป๊อป

“ตลาด ดอท คอม ไม่ได้เข้ามาแข่งขันกับมาร์เก็ตเพลส แต่คือแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ วางเป้าหมายเป็นโกลบอล โซไซตี้ และเป็นอีกช่องทางหนึ่งนำสินค้าของกลุ่มเจริญไปสู่ตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้การจัดตั้งทีสเปซ ยังให้ความสำคัญกับการนำบิ๊กดาต้ามาใช้สำหรับการวิเคราะห์ เพราะปัญหาของการทำธุรกิจในขณะนี้ คือ การเข้าถึงพฤติกรรมและความต้องการ รวมไปถึงร้านค้าและตัวแทนจำหน่าย การสื่อสารได้อย่างลึกซึ้ง ขณะนี้ไทยเบฟเวอเรจเริ่มทรานส์ฟอร์เมชั่นไปบ้างแล้ว โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในด้านการทำโฆษณาผ่านทางออนไลน์ ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดี”

มารุต กล่าวว่า ทีสเปซ จะเป็นหน่วยงานกลางของไทยเบฟ เพื่อทำให้ข้อมูลของธุรกิจในเครือสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ จากเดิมที่แต่ละแยกกันทำข้อมูลกันเอง จะมีหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นและนำมาวิเคราะห์เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ขณะเดียวกันยังวางแผนจะรุกธุรกิจอี-วอลเล็ตต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มให้ครอบคลุม นอกจากเหนือจาก อี-โลจิสติกส์ และแวร์เฮาส์ เป็นต้น ขณะที่รายได้ปีนี้ของบริษัทตั้งเป้าหมายเติบโต 200-300% ส่วนสมาชิกที่เข้ามาใช้บริการ 3 ล้านคน เติบโต 150%

อนาคตของทีสเปซ คือ ผู้ที่สวมหมวกเป็นตัวกลางด้านบิ๊กดาต้าของเครือทีซีซี ซึ่งอาจเข้าไปลงทุนในบริษัท โธธมีเดียก็มีความเป็นไปได้ โดยวัตถุประสงค์เพื่อทำให้อาณาจักรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นบนพื้นฐานที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ส่วนหมวกอีกหนึ่งใบการเข้าไปลงทุนธุรกิจที่มีศักยภาพด้านดิจิทัล เพื่อส่งเสริมธุรกิจภายใต้ร่มเงาของเจริญ สิริวัฒนภักดีให้แข็งแกร่งพร้อมรับกับยุคดิจิทัลที่โลก การค้าได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ผู้ใช้แอนดรอยด์พบแอพฯเฟซบุ๊กเก็บข้อมูลการโทร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 มี.ค. 2561 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545752

ผู้ใช้แอนดรอยด์พบแอพฯเฟซบุ๊กเก็บข้อมูลการโทร

ผู้ใช้แอนดรอยด์พบเฟซบุ๊กเก็บข้อมูลโทร ความเชื่อมั่นลดฮวบ บริษัทต้องซื้อโฆษณาขอโทษ

อาร์ส เทคนิกา รายงานว่า ผู้ใช้มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์พบว่าเฟซบุ๊กได้เก็บข้อมูลการใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นเมสเซนเจอร์ ทั้งหมายเลขโทรศัพท์และระยะเวลาของการโทรแต่ละครั้ง ท่ามกลางเสียงคัดค้านเรื่องการปล่อยข้อมูลผู้ใช้ให้กับเคมบริดจ์ อนาลิติกา บริษัทช่วยหาเสียงเลือกตั้งให้โดนัลด์ ทรัมป์ จนทำให้เฟซบุ๊กต้องซื้อโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับในสหรัฐและอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 มี.ค. เพื่อขอโทษต่อเหตุการณ์นี้

อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊กออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า การบันทึกข้อมูลเป็นความยินยอมจากผู้ใช้ ซึ่งอัพโหลดรายชื่อผู้ติดต่อในมือถือเข้าเฟซบุ๊ก และผู้ใช้สามารถเลือกเองได้ว่าจะยอมรับหรือไม่พร้อมระบุว่าผู้ใช้สามารถลบข้อมูลด้วยการใช้เครื่องมือในเบราเซอร์

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของรอยเตอร์ส/อิปซอส พบว่ามีชาวอเมริกันเพียง 41% จาก 2,237 คน ที่เชื่อว่าเฟซบุ๊กทำตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้งาน ซึ่งน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับ 66% ของชาวอเมริกันที่ไว้ใจอเมซอน 62% ที่ไว้ใจกูเกิล และ 60% ที่ไว้ใจไมโครซอฟท์ สอดคล้องกับผลสำรวจของคันทาร์เอเอ็มเอ็นไอดี ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บิลด์ อัม ซอนน์ทาก ในเยอรมนี ซึ่งพบว่าชาวเยอรมัน 60% หวั่นว่าเฟซบุ๊กและโซเชียลมีเดียอื่นๆ จะมีผลกระทบด้านลบต่อประชาธิปไตย

ภาพ เอเอฟพี