ยูทูบช่องปุ่มทองไทยติดที่2เอเชียแปซิฟิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 มี.ค. 2561 เวลา 07:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/545081

ยูทูบช่องปุ่มทองไทยติดที่2เอเชียแปซิฟิก

ยูทูบ ชี้พฤติกรรมคนไทยเสพติดสตรีมมิ่งทุกเจเนอเรชั่น รวมทั้งคนต่างจังหวัด เผย 4 คอนเทนต์เด็ดมาแรง

นายเบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำประเทศไทย กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการวิจัยทีเอ็นเอสพบภาพรวมของคนไทยเข้ามาใช้บริการ ยูทูบโดยเฉลี่ย 75% และพบว่า 62% เข้ามาใช้วันละหลายครั้ง โดยพบว่ากลุ่มที่เข้ามาใช้บริการ 16-24 ปี สัดส่วนถึง 85% กลุ่ม 25-34 ปี ราว 79% และกลุ่ม 35 ปีขึ้นไป สัดส่วน 67% นอกจากนี้ใช้เวลาการดูวันจันทร์-วันศุกร์ราววันละ 2.3 ชม. และวันเสาร์-วันอาทิตย์วันละ 2.9 ชม.

ทั้งนี้ ปี 2560 ยูทูบประเทศไทย มีจำนวนช่อง Silver Button และ Gold Button ที่มียอดผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนคน และมากกว่า 1 ล้านคน เพิ่มขึ้น ซึ่งมีช่องที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน เพิ่มขึ้นเดือนละ 4 ช่อง ปัจจุบันประเทศไทยมีช่องยูทูบที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน จำนวน 100 ช่อง และช่องที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสน จำนวน 1,200 ช่อง ทำให้ไทยเป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิกที่ดูยูทูบมากสุด

สำหรับการใช้บริการยูทูบของคนไทย มีพฤติกรรม 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ การฟังเพลง 70% เป็นกลุ่ม 16-24 ปี สัดส่วน 77% การดูรายการทีวี 51% โดยกลุ่ม 25-34 ปี เป็นสัดส่วนถึง 59%

การเข้ามาหาความรู้ 33% โดยกลุ่ม 16-24 ปี มีสัดส่วน 40% และเข้ามาเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ 24% เป็นกลุ่ม 25-34 ปี สัดส่วน 30%

นอกจากนี้ พฤติกรรมคนต่างจังหวัดใช้เวลาดูยูทูบผ่านมือถือ 97% และใช้มือถือควบคู่กับอุปกรณ์อื่นๆ 93% ขณะที่การใช้งานคนต่างจังหวัดวันละ 2.1 ชั่วโมง ส่วนคนกรุงเทพฯ วันละ 2.4 ชม. สะท้อนว่าไม่แตกต่างกัน แต่ในช่วงวันเสาร์-วันอาทิตย์พบว่ากลุ่มคนที่มีอายุ 25-34 ปี จะใช้บริการยูทูบเพิ่มขึ้น ด้านเนื้อหาช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ยอดผู้ชมคอนเทนต์ละครบุพเพสันนิวาสบนยูทูบ 34.7 ล้านวิว เป็นปรากฏการณ์ละครไทยที่มียอดผู้ชมสูงสุด

ลาซาด้าลุย ขายออนไลน์ อุปโภคบริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 มี.ค. 2561 เวลา 05:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544955

ลาซาด้าลุย ขายออนไลน์ อุปโภคบริโภค

ลาซาด้าลุยขยายขาอี-คอมเมิร์ซ เปิดบริการ ซูเปอร์มาร์ท ช็อปปิ้งสินค้าอุปโภคบริโภคในไทย ด้านอาลีบาบาเตรียมลงทุนเพิ่มต่อเนื่อง

นายอเล็กแซนดรอ บิสชินี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย เปิดเผยว่า ลาซาด้า ได้เปิดบริการใหม่ล่าสุด ซูเปอร์มาร์ท (Supermart) โดยเป็นช่องทางอี-คอมเมิร์ซสำหรับจับจ่ายสินค้ากลุ่มของใช้ในชีวิตและอาหารแห้งผ่านช่องทางอออนไลน์รวมกว่า 1,000 รายการ

ทั้งนี้ การขยายไลน์ช่องทางซูเปอร์มาร์ทดังกล่าว เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวกในการจับจ่ายสินค้าของใช้ โดยไม่ต้องเดินทางไปที่ร้านค้าปลีก และสอดรับกับการจับจ่ายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังสามารถซื้อสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าว โดยไม่ต้องมีการกำหนดขั้นต่ำในการสั่งซื้อ และมีค่าจัดส่งทั่วประเทศเพียง 99 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ กล่องบรรจุภัณฑ์ของ ลาซาด้า ซูเปอร์มาร์ท ยังได้รับการออกแบบให้ง่ายต่อการขนส่งและมีความแข็งแรงทนทาน สามารถบรรจุสินค้าสูงสุดถึง 20 กิโลกรัม เหมาะกับการจัดส่งได้ทั่วประเทศไทย และด้วยระบบการจัดส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพของลาซาด้า เมื่อลูกค้าสั่งซื้อผลิตภัณฑ์แล้วยังสามารถตรวจสอบเวลาที่สินค้าจะมาถึงได้อีกด้วย

ก่อนหน้านี้ อาลีบาบาซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในลาซาด้า 83% ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา ล่าสุดเตรียมส่งนายลูซี เผิง หนึ่งในผู้ก่อตั้งอาลีบาบา เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลาซาด้า รวมทั้งเตรียมเพิ่มเงินลงทุนในลาซาด้าอีกราว 6.2 หมื่นล้านบาท เพื่อรุกธุรกิจอี-คอมเมิร์ซทั้งในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

นายลูซี เผิง กล่าวว่า ปัจจุบันลาซาด้ามีลูกค้ารวม 560 ล้านคน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมั่นใจว่า จากจำนวนประชากรคนรุ่นใหม่ อัตราการเข้าถึงบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สูง และอัตราการค้าปลีกทางออนไลน์เพียง 3% ในภูมิภาคนี้ จะส่งผลให้ลาซาด้าเติบโตได้อีกมาก บริษัทจึงพอมร้ลงทุนเพื่อขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

อีริคสันชี้ “5จี” โอกาสทองเพิ่มรายได้เครือข่ายมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 มี.ค. 2561 เวลา 21:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544951

อีริคสันชี้ "5จี" โอกาสทองเพิ่มรายได้เครือข่ายมือถือ

อีริคสันเผย 5จี โอกาสทองธุรกิจเครือข่ายมือถือ อุตสาหกรรมหลักเร่งใช้เพื่อปรับสู่ยุคดิจิทัล

นายโทมัส นอเรน หัวหน้างานฝ่าย 5จี เชิงพาณิชย์จากอีริคสัน เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อ 5จี จากเดิมที่มองเป็นเพียงเทคโนโลยีที่กำเนิดขึ้นมาใหม่และกำลังมาแรง ไปสู่มุมมองที่วาง 5จี เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมหลัก

ทั้งนี้ เห็นได้จากรายงาน 5จี-IoT ฉบับล่าสุดของอีริคสัน ที่พบว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันมองว่า 5จี จะเป็นแหล่งสร้างรายได้ใหม่ จากการที่หลายอุตสาหกรรมนำ 5จี มาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยพบว่ารายได้ของผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 36% เมื่อนำ 5จี เข้าสู่ 10 อุตสาหกรรมหลัก อาทิ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภค อุตสาหกรรมการผลิตในโรงงาน อุตสาหกรรมด้านยานยนต์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่ารายได้ของการปรับเข้าสู่ยุคดิจิทัลของผู้ให้บริการไอซีทีเติบโตเฉลี่ยปีละ 13.6% ในช่วงระหว่างปี 2559-2569 เปรียบเทียบกับปัจจุบันที่เติบโตเพียงปีละ 1.5% เนื่องจากเทคโนโลยี 5จี จะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้ผู้ให้บริการไอซีทีมีโอกาสในการสร้างรายได้จาก 5จี และไอโอทีเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่การทดสอบ 5จี จะเริ่มขึ้นในปี 2561 หลังจากนั้นกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยกว่า 70% ของบริษัทจะมีเป้าหมายการใช้ 5จี อย่างจริงจังภายในปี 2564 และคาดว่าภาคส่วนการผลิตในโรงงาน พลังงานและสาธารณูปโภค การขนส่งสาธารณะ และบริการทางการเงิน จะเป็นอุตสาหกรรมแรกๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2563

“กรณีศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้ให้บริการได้วางแผนกลยุทธ์เพื่อเผชิญความท้าทายกับความสำเร็จ”นายนอเรน กล่าว

ภาพ เอเอฟพี

บิตคอยน์ร่วงอีก! หลังข่าวสะพัดทวิตเตอร์เล็งระงับโฆษณาเงินดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 มี.ค. 2561 เวลา 10:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544884

บิตคอยน์ร่วงอีก! หลังข่าวสะพัดทวิตเตอร์เล็งระงับโฆษณาเงินดิจิทัล

มูลค่าบิตคอยน์ร่วงอีก7% หลังสำนักข่าวอังกฤษเผย “ทวิตเตอร์” อาจระงับโฆษณาสกุลเงินดิจิทัล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มูลค่าของบิตคอยน์ร่วงลงราว 7% เกือบแตะระดับ 7,000 ดอลลาร์เมื่อวานนี้ หลังจากสำนักข่าวสกายนิวส์ของอังกฤษรายงานว่า ทวิตเตอร์อาจระงับการโฆษณาสกุลเงินดิจิทัล

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ บิตคอยน์ร่วงลงอย่างหนักหลังจากบริษัทกูเกิลประกาศห้ามการลงโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล และการระดมทุนด้วยการเสนอขายโทเคนสกุลเงินดิจิทัล (Initial Coin Offering) หรือ ICO รวมทั้งคำแนะนำในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล โดยกูเกิลจะเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวในเดือนมิ.ย.นี้

นอกจากนี้ บิตคอยน์ยังเคยร่วงลงถึง 12% หลังจากที่เฟซบุ๊กประกาศห้ามการโฆษณาในลักษณะเดียวกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ภาพ เอเอฟพี

บริการ ไอโอที ดันยอดใช้เบอร์โทร 10 เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 มี.ค. 2561 เวลา 06:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544531

บริการ ไอโอที ดันยอดใช้เบอร์โทร 10 เท่า

โดย…ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลถือว่ามีบทบาทอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค และส่งผลสำคัญต่อภาพใหญ่ที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวในหัวข้อ “ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลสมบูรณ์แบบ” ว่า จากข้อมูลสถิติพบว่า ประเทศไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง โดยประชากรกว่า 60% ของประเทศมีการเข้าถึงบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต โดยมีหมายเลขโทรศัพท์มากกว่า 100 ล้านเครื่อง นับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้โอกาสดังกล่าว เร่งเดินหน้านำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาในสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม พร้อมนำดิจิทัลไปปรับใช้ในการบริหารประเทศทั้ง 20 กระทรวงของรัฐบาล

ขณะที่การเตรียมความพร้อม ภาครัฐจะจัดตั้งสถาบันพัฒนา Internet of Things (IoT) แห่งแรกในศรีราชา ภายใต้งบลงทุน 2,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อสร้างเทคโนโลยีแพลตฟอร์มใหม่ๆ และเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต รวมถึงจะต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้มีความพร้อมรองรับทั้ง 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ขณะเดียวกันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล นักลงทุน ผู้ประกอบการจะต้องตระหนักถึงความปลอดภัย โดยภาครัฐจะเดินหน้าสร้างศูนย์กลางความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่น มุ่งอบรมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ Asean-Japan Cyber Security Center

เกศรา มัญชุศรี กรรมการและ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคได้ปรับเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล โดยปัจจุบันกว่า 80% มีการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านช่องทางออนไลน์ และแอพพลิเคชั่นโมบาย ต่างจากเดิมที่มีการซื้อขายผ่านระบบคอมพิวเตอร์ สะท้อนให้เห็นถึงอุตสาหกรรมด้านตลาดทุนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความรวดเร็วในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการเข้าถึงและเชื่อมโยง ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ เห็นได้จากรายได้ของการติดต่อสื่อสารข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น 20% และมีสัดส่วนถึง 62% ของการใช้งาน

ด้านเอกชน นพปฎล เดชอุดมรองประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เป็นภารกิจหลักของบริษัทในการขับเคลื่อนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งบริษัทได้จัดตั้งกองทุนโครงสร้าง พื้นฐานโทรคมนาคม ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศที่เกิดการใช้โครงสร้าง พื้นฐานร่วมกัน

ทั้งนี้ ไทยอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล จากพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนผ่านข้อมูล สินค้า การบริการ การเงิน โดยพบว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือสูงกว่า 5.6% และในปี 2030 หรือปี 2573 จะมีหมายเลขโทรศัพท์มากกว่าจำนวนประชากรถึง 10 เท่า ส่วนหนึ่งมาจากการใช้เทคโนโลยีผ่านบริการ IOT เช่น มิเตอร์น้ำประปา มิเตอร์ไฟฟ้า รถยนต์ไร้คนขับ

สำหรับแผนระยะยาว บริษัทจะเร่งสร้างโอกาสทางโครงสร้างพื้นฐานของไทยมีเสาโทรคมนาคมจำนวนมาก มาเป็นจุดระดมทุนสำหรับพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานให้กับประเทศในภูมิภาคอาเซียน

เสี่ยวหมี่รุกออนไลน์ ร่วมช้อปปี้หั่นราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 มี.ค. 2561 เวลา 21:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544527

เสี่ยวหมี่รุกออนไลน์ ร่วมช้อปปี้หั่นราคา

เสี่ยวหมี่จับมือช้อปปี้ส่งสมาร์ทโฟนรุกตลาดออนไลน์รับอี-คอมเมิร์ซไทยโตต่อเนื่อง ตั้งเป้ายอดขายออนไลน์เพิ่ม 5%

นายจอห์น เฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสี่ยวหมี่ เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นตลาดสำคัญในภูมิภาค ซึ่งบริษัทจะเดินหน้าทำการตลาดออนไลน์เพื่อส่งมอบนวัตกรรมให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น โดยตั้งเป้ามีสัดส่วนยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโต 5% จากเดิมโต 2%

ทั้งนี้ บริษัทได้ร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ Shopee (ช้อปปี้) ของสิงคโปร์ ผู้นำตลาดอี-คอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เปิดตัว เสี่ยวหมี่ ออฟฟิเชียล ช็อป บนแพลตฟอร์มของช้อปปี้ เพื่อนำเสนอสินค้าสู่ช่องทางตลาดออนไลน์ พร้อมได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน Redmi 5โดยจะมีราคาพิเศษแฟลชเซลให้กับผู้บริโภค เฉพาะการซื้อผ่านแพลตฟอร์มของช้อปปี้

นอกจากนี้ บริษัทจะเดินหน้าขยายฐานลูกค้าออฟไลน์ เพิ่มช่องทางการจำหน่าย Mi Store และ Mi Zone ผ่านพาร์ตเนอร์ที่เป็นร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศรวมกว่า 70 แห่งภายในปีนี้ จากเดิมที่มี Mi Store 4 แห่งในกรุงเทพฯ รวมถึงเปิดศูนย์บริการให้ครบ 40 แห่งทั่วประเทศ

นายเฉิน กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญเข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในราคาที่เหมาะสม ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก จากปัจจุบันที่มีเครือข่ายกว่า 60 ประเทศ เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก

ด้าน นายเทอเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการช้อปปี้ ระบุว่า ปัจจุบันการซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสมาร์ทโฟนผ่านแพลตฟอร์มของ ช้อปปี้เติบโตมากกว่า 50% ซึ่งการลงนามในครั้งนี้จะมีผู้ใช้งานของไทยมากกว่า 17 ล้านคน สามารถเข้าถึงสินค้าของเสี่ยวหมี่ โดยบริษัทจะรับประกันสินค้าทุกชนิดของแท้ 100% และการจัดส่งฟรีทั่วประเทศ

“กูเกิล” แบนโฆษณาเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล เริ่มมิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 มี.ค. 2561 เวลา 21:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544430

"กูเกิล" แบนโฆษณาเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล เริ่มมิ.ย.นี้

“กูเกิล”ประกาศห้ามลงโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลและการระดมทุนด้วยการเสนอขายโทเคนสกุลเงินดิจิทัล

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า บริษัทกูเกิล ยักษ์เสิร์จเอ็นจิ้น ได้ประกาศว่า บริษัทจะห้ามการลงโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล และการระดมทุนด้วยการเสนอขายโทเคนสกุลเงินดิจิทัล (Initial Coin Offering) หรือ ICO รวมทั้งคำแนะนำในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล

รายงานข่าวระบุว่า นโยบายใหม่ของกูเกิลจะส่งผลให้บริษัทต่างๆ ซึ่งแม้มีการทำ ICO ที่ถูกกฎหมาย ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้โฆษณาผ่านผลิตภัณฑ์ของกูเกิล

ทั้งนี้กูเกิลจะเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวในเดือนมิ.ย.นี้ หลังจากที่เฟซบุ๊กประกาศห้ามการโฆษณาในลักษณะเดียวกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ภาพ เอเอฟพี

หัวเว่ยลุยตลาดทุกระดับราคา มุ่งสร้างเติบโต50%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 มี.ค. 2561 เวลา 00:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544340

หัวเว่ยลุยตลาดทุกระดับราคา มุ่งสร้างเติบโต50%

หัวเว่ยวาดเป้าปีนี้โตพรวด 50% หลังปิดปี 2560 ยอดขายเพิ่ม 3 เท่าตัว เดินหน้ารุกตลาดทุกระดับราคา

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปีนี้จะเดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากมายทุกระดับราคา โดยจะเริ่มเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น “HUAWEI Y9 2018” ในวันที่ 15 มี.ค.นี้ พร้อมทั้งตั้งเป้ายอดขายปี 2561 เพิ่มขึ้น 50%

ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของกลุ่มหัวเว่ย คอนซูมเมอร์ ในประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด และในปีที่ผ่านมาหัวเว่ยเป็นแบรนด์ที่มียอดขายเติบโตสูงสุดในประเทศไทย โดยสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัวในเชิงจำนวนเครื่อง ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดสูงขึ้นกว่า 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

สำหรับปัจจัยความสำเร็จของหัวเว่ย คือ การมีผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมที่ได้มาตรฐานระดับโลกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกระดับราคา ประกอบกับการวางกลยุทธ์ด้านราคาและการตลาดที่เหมาะสมในประเทศไทย ขณะที่ปีนี้มุ่งกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม การรักษาคุณภาพมาตรฐาน การร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำของโลก การรับฟังคู่ค้า และการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักความรับผิดชอบต่อสังคม

สมาร์ทโฟนแข่งดุรับมือปฏิวัติดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 07:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/544235

สมาร์ทโฟนแข่งดุรับมือปฏิวัติดิจิทัล

ซัมซุงระบุตลาดสมาร์ทโฟนยังแข่งดุ ต้องปรับตัวรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เชื่อมเอไอและบิ๊กดาต้า สนองกลุ่มมิลเลนเนียล

นายวิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กรธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดเผยว่า หลายปีที่ผ่านมาการแข่งขันในตลาด สมาร์ทโฟนยังคงดุเดือดและสูงต่อเนื่อง ซึ่งจากนี้ตลาดสมาร์ทโฟนจะต้องเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเพื่อรองรับความต้องการสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่จะเกิดการเชื่อมต่อของเครือข่าย โดยเฉพาะระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence:AI) และบิ๊กดาต้า ซึ่งทุกแบรนด์ต้องพร้อมรองรับความต้องการกลุ่มมิลเลนเนียล ที่กว่า 70% ถือเป็นผู้กำหนดทิศทางและความต้องการของตลาดสมาร์ทโฟน

ทั้งนี้ จากผลสำรวจทั่วโลกพบว่า 95% ของกลุ่มมิลเลนเนียลมีอิทธิพลในการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อการแสดงออกทางความคิด การแสดงออกทางตัวตน แบ่งปันเรื่องราวผ่านการเล่าเรื่องด้วยภาพ (Visual storyteller) โดยพบว่ามีการแชร์เนื้อหาหรือคอนเทนต์เกี่ยวกับภาพ ภาพเคลื่อนไหวสูงถึง 3,000 ล้านครั้ง/วัน และการแชร์วิดีโอผ่านยูทูบสูงถึง 1,000 ล้านชั่วโมง/วัน

ขณะเดียวกันประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลกเฉลี่ย 5 ชั่วโมง/วัน โดย 77% ผ่านการใช้แอพพลิเคชั่นสื่อสาร รองลงมาใช้งานผ่านวิดีโอสตรีมมิ่ง การเล่นเกม การทำธุรกรรมทางการเงิน และการใช้แผนที่นำทาง แสดงถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ชีวิตดิจิทัล

ดังนั้น บริษัทจึงใช้ความพร้อมทั้งด้านศักยภาพของอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือที่จะเข้ามามีส่วนสำคัญในการส่งผ่านข้อมูล รวมถึงเครือข่ายเน็ตเวิร์กที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการแบ่งปันเนื้อหาที่เปลี่ยนจากเดิม จึงได้พัฒนานวัตกรรมและยกระดับสมาร์ทโฟน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานปัจจุบัน โดยเปิดตัว ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 9 และ เอส 9 พลัส ซึ่งถือเป็นเรือธงของปีนี้ที่จะรองรับความต้องการของกลุ่ม มิลเลนเนียลในการบอกเล่าเรื่องราวผ่านเครื่องมือสื่อสาร

“ซัมซุงได้เปิดให้ลูกค้าสั่งจองล่วงหน้าเมื่อวันที่ 9-11 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี โดยไทยถือเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกของโลกที่เริ่มวางขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มี.ค.นี้พร้อมกันทั่วโลก” นายวิชัย กล่าว

นอกจากนี้ การพัฒนาคุณสมบัติของซัมซุง ซีรี่ส์เอส 9 และ เอส 9 พลัส จะมาพร้อมคุณสมบัติของกล้องรูรับแสงคู่ พร้อมวิดีโอในโหมดซูเปอร์ สโลว์-โม ด้วยการถ่ายวิดีโอที่จับภาพเคลื่อนไหวสูงสุด 960 เฟรม/วินาที และฟีเจอร์เออาร์ อีโมจิ ซึ่งเป็นการสร้างสติ๊กเกอร์หลากหลายรูปแบบและสามารถแชร์อีโมจิผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ

นายวิชัย ระบุว่า สำหรับภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกในไตรมาส 4 ปี 2560 มียอดกว่า 403.5 ล้านเครื่อง โดยบริษัทมีสัดส่วนถึง 74.1 ล้านเครื่อง ซึ่งการพัฒนาสมาร์ทโฟนเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคจะช่วยให้บริษัทรักษาการเป็นผู้นำของตลาดได้

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ คิดจะครองโลกได้ไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 12:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/543925

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ คิดจะครองโลกได้ไหม?

 โดย  เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ : รอยเตอร์ส

หากย้อนกลับไปอ่านประวัติของ นิโคลาส เทสลาร์ หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ของโลก เขาเคยพูดไว้ว่า

“ในศตวรรษที่ 21 หุ่นยนต์จะทำหน้าที่เหมือนทาสของมนุษย์ เหมือนที่เราใช้มนุษย์เป็นทาสในสมัยก่อน”

คำพูดนี้ดูเป็นเรื่องที่ถือสาหาความอะไรไม่ได้ในสมัยของเขา แต่น่าตื่นเต้นเมื่อคิดว่าโลกอย่างที่เทสลาร์จินตนาการถึงกำลังใกล้เข้ามาทุกทีและใกล้มากๆ ด้วย หากคิดว่าตอนนี้มันอยู่ในโทรศัพท์มือถือของเราแล้ว

เด็กที่เกิดในยุคนี้จะเป็นเด็กรุ่นแรกที่ได้รับประสบการณ์ของการใช้ชีวิตร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (ต่อไปนี้จะขอเรียกรวมๆ ว่า AI แล้วกันนะครับ) เหมือนๆ กับคนในรุ่นผมที่โตมาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีการสื่อสาร AI ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้พวกเขาก็จะตั้งไข่ไปพร้อมกับเด็กๆ ที่โตในยุคนี้เช่นกัน

 ประเด็นเรื่องของ AI มีให้พูดถึงไม่เว้นแต่ละวัน ข้อมูลจาก Google Trend คำว่า “AI” ถูกค้นหาเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ในรอบปีที่ผ่านมา มันเป็นกระแสโลกที่ฉุดไม่อยู่จริงๆ เรียกว่าเดี่ยวนี้เครื่องใช้ไม่สอยอะไรที่ไม่มีคำว่า “AI” โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนนี่ ดูเชยมาก จะพูดว่าไม่มีที่ยืนก็ได้

 AI ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนเฉพาะการสื่อสาร การเก็บข้อมูลหรือกระบวนการผลิตในโรงงานเท่านั้น มันแทบจะเปลี่ยนวิธีการซักผ้า การส่งสินค้า รวมไปถึงรูปแบบการไปทำงานของเราในอนาคตได้เลยทีเดียว

ความที่มันเป็นกระแสแรงเหลือเกิน นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งก็เริ่มพูดถึง “ภัยคุกคาม” ที่อาจเกิดขึ้นจาก AI โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว (2017) ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ได้เผยแพร่คลิปสัมภาษณ์ของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ AI ทำเลียนแบบขึ้นมาชนิดที่ว่า เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่านี่คือของปลอม หากไม่มีใครบอก

AI เรียนรู้การ “ขยับปาก” และท่าทางของประธานาธิบดีโอบามาผ่านทางรูปถ่ายและวิดีโอ รวมถึงโทนเสียงของประธานาธิบดีในการออกเสียงแต่ละคำ จากนั้นก็ประมวลผลออกมาและออกแบบท่าทาง โดย Prof.Ira Kemelmacher-Shilzerman แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ผู้พัฒนา AI ตัวนี้บอกว่า เป็นความตั้งใจของทีมที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่า ทุกๆ เทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นมานั้นมีสองด้านเสมอ มันสามารถถูกนำไปใช้ในแง่ที่ไม่ดีได้ด้วยเช่นกัน

สิ่งที่พวกเราเหล่ามนุษย์ต้องตระหนักไว้ก็คือ เมื่อเราสร้างมันขึ้นมาแล้ว ก็ต้องหาทางที่จะจำกัดหรือ Recerse เทคโนโลยีนั้นให้ได้ด้วย หาทางป้องกันในกรณีที่มันเกิดเหตุไม่คาดฝัน

 การทำวิดีโอนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ทุกคนเห็นรูรั่ว หาทางจับผิด เพราะ AI นั้นพูดตามตรงก็คือ มันเก่งกว่ามนุษย์เข้าไปทุกวัน ล่าสุดผมเห็นข่าวว่าอาชีพอย่างทนายก็อาจได้รับผลพวงไปด้วยเพราะ AI ทำงานได้ถูกต้องและรวดเร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า

ปัจจุบัน AI ได้ถูกใช้งานในระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อตรวจสอบหลายต่อหลายอย่าง ทั้ง Google และ Facebook ต่างพัฒนา AI ให้ทำงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่น ปัจจุบันมันสามารถตรวจสอบข่าวปลอมได้แม่นยำมากถึง 94%แล้ว และในอนาคต AI พวกนี้ก็อาจสร้างภาษาขึ้นมาเพื่อติดต่อและทำงานกันเองได้ด้วย เรียกง่ายๆ ว่ามันพัฒนาตัวมันเองได้

อีกด้านหนึ่งก็มีข่าวว่าผู้ก่อการร้ายไซเบอร์ก็เริ่มใช้ AI ในการปลอมแปลงข้อมูลหลอกเหยื่อเพื่อเข้าให้ถึงแหล่งเงินหรือข้อมูลส่วนตัว มีคนคิดไปถึงว่าอนาคตผู้ก่อการร้ายอาจใช้ AI เพื่อเจาะเข้าไปถึงธนาคารหรือความลับทางทหาร…

ดูเหมือน AI มันไปไกลกว่ามนุษย์แล้วนะครับเนี่ย

และถึงแม้ว่าคุณจะเป็นคนไม่สนใจเรื่องเหล่านี้และป้องกันตัวเองเต็มที่จาก AI เช่น ไม่ทำธุรกรรมออนไลน์ ไม่ใส่ข้อมูลสำคัญๆ ไว้ในอินเทอร์เน็ต แต่บอกได้เลยว่าคุณไม่สามารถหนีมันพ้น เพราะทุกวันนี้แนวโน้มคือทุกอย่างกำลังมุ่งไปที่ระบบคลาวด์ และ Internet of Things จะเป็นทุกอย่างของมนุษยชาติในอนาคต บีบให้คนเราทำทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ต ใช้เงินสดน้อยลงเรื่อยๆ ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ดีกว่าการตั้งกำแพงก็คือ ต้องเรียนรู้และเท่าทันถึงจะเป็นการป้องกันได้ดีที่สุด

นี่ยังไม่นับเรื่องที่ว่ามนุษย์เราจะโดนแย่งงานจากหุ่นยนต์เหล่านี้อีกนะครับ ไม่ต้องรอนานเลย ใกล้ๆ ตัวหน่อย หลายคนคงได้ยินข่าวแล้วว่ามีโรงงานผลิตนาฬิกาบางแบรนด์ของญี่ปุ่นมีแผนจะถอนกำลังการผลิตจากไทยกลับไปบ้านเกิด และเปลี่ยนไปใช้แรงงานจากหุ่นยนต์ทั้งโรงงาน ซึ่งคำนวณแล้วว่าค่าใช้จ่ายพอๆ กัน และอาจจะดีกว่าในระยะยาว เพราะเสียแค่ค่าบำรุงรักษา ไม่ต้องปวดหัวเรื่องคน แถมสินค้ายังได้ประทับตราว่า “Made in Japan” ซึ่งดีกับการค้าการขายอีกด้วย

ด้านหนึ่งอาจดูเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเจ้าของแบรนด์ที่ต้องมองหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อความอยู่รอด แต่อีกด้านหนึ่งมนุษย์อย่างเรา ลึกๆ ก็อาจเริ่มรู้สึกถึงภัยคุกคามที่กำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ ที่มาจากหุ่นยนต์

เรากลับมาที่เรื่องของความกลัวของนักวิทยาศาสตร์กันหน่อย

แม้ว่าตอนนี้มันอาจจะยังไปไม่ถึงขั้นแบบ I Robot อย่างในนิยายของ ไอแซก อาซิมอฟ เขียนไว้ แต่นักวิทยาศาสตร์ 26 คนจาก 14 องค์กรชั้นนำของโลกก็ได้รวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ร่วมกันเขียนรายงานหนา 100 หน้า เรื่องอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อมนุษย์จาก AI เพื่อเตือนว่ายังมีอีกด้านหนึ่งของเทคโนโลยีที่ต้องระวัง

หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์เช่น ชาฮาร์ อาวิน ผู้ร่วมเขียนรายงานภัยคุกคามของปัญญาประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ให้ความเห็นเรื่องของรถยนต์อัตโนมัติที่ทำงานด้วย AI ว่า ท้ายที่สุดเราอาจจะได้รถยนต์ที่ดีกว่าการควบคุมโดยมนุษย์ แต่หากผู้ผลิตยานยนต์ไม่สามารถแก้ไขความบกพร่อง เช่น การจำแนกป้ายจราจรที่มีความใกล้เคียงกันมากๆ ก็อาจทำให้เราได้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่ แต่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมได้

หรืออย่างการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เหล่านี้ไปใช้ในงานสงครามหรืออาวุธ ซึ่งมีความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะหากโดนแฮ็กข้อมูล อาจเกิดผลเสียหายใหญ่หลวงตามมาแบบที่เราไม่สามารถจินตนาการถึง

รายงานฉบับนี้มีเสียงโต้แย้งออกมามากเหมือนกันครับว่า AI ในปัจจุบันอาจยังไม่ได้ไปถึงขั้นนั้นได้ เพราะข้อจำกัดหลายอย่างในการพัฒนาเพื่อเอามาใช้จริง โดยเฉพาะเรื่องราคาและทรัพยากรที่ต้องนำมาใช้ผลิตหุ่นยนต์ อีกทั้งเรื่องของ “การยอมรับ” ของสังคมต่อบทบาทของหุ่นยนต์อีกด้วย

อย่างญี่ปุ่นก็เป็นตัวอย่างที่ดีนะครับ แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าเรื่องการใช้หุ่นยนต์ช่วยในการทำงานหลายอย่าง แต่ชาวญี่ปุ่นไม่ยอมรับเรื่องการนำเอาหุ่นยนต์มาใช้ดูแลมนุษย์

แต่หากตอนนี้มันมาอยู่ในโทรศัพท์มือถือเราได้แล้ว ก็ไม่น่ายาก หากในอนาคตมันจะขอแชร์ห้องนั่งเล่นกับเรา

(ข้อมูลอ้างอิง)

ดูรายละเอียดเรื่องรายงานความวิตกกังวลต่อเรื่องหุ่นยนต์ได้ที่https://motherboard.vice.com/en_us/article/a34nm4/ai-report-oxford-malicious-weapons

หรือเข้าไปดูวิดีโอ Fake Obama ได้ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=AmUC4m6w1wo