สบายใจ @สกาล่า บาร์ & บิสโทร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2558 เวลา 18:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/376882

สบายใจ @สกาล่า บาร์ & บิสโทร

โดย…ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ค่ำนี้หลบร้อน หลบฝนจากเมืองกรุง มุ่งหน้ามาทำอารมณ์ชิลๆ ใกล้ๆ แต่ได้บรรยากาศรื่นรมย์ไม่เบา นั่นคือ จ.นครนายก ที่นอกจากแลเห็นท้องทุ่งที่มองไกลสุดลูกหูลูกตา ที่นี่ยังมีป่าเขาให้ชื่นชม ทำให้แอบหลงรักอย่างเงียบๆ

เหนืออื่นใด ในเวลาพลบค่ำเรายังได้นั่งเอกเขนกที่ผับบาร์ ปล่อยใจอย่างสบายอุรา ละทิ้งความวุ่นวาย คงเหลือไว้แต่ความสุขสบายใจ ณ ที่แห่งนี้เอง สกาล่า ที่ผมเชื่อว่าใครที่มาเยือนต่างก็สบายใจ

ด้วยความที่เจ้าของวัยหนุ่ม ไก่-จักรกฤษ แซ่ลี้ ชื่นชอบของเก่า ออกแนววินเทจ และโรงหนังสกาลาย่านสยามสแควร์เป็นชีวิตจิตใจ จึงได้แรงบันดาลใจมาเปิดร้านนั่งชิลๆ ที่ให้อารมณ์วินเทจนามว่า สกาล่า บาร์ & บิสโทร

บรรยากาศร้านตกแต่งด้วยของเก่าที่เจ้าของร้านสะสมเอาไว้ ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ อารมณ์เรโทร และตุ๊กตาแนวฮีโร่ ช่วยทำให้ร้านสนุกสนานยิ่งขึ้น

 

ร้านมีทั้งโซนด้านใน ที่หยิบเอาของสะสมไว้มาโชว์เด่นจนสัมผัสได้ถึงความสนุกสนาน และให้คุณค่าทางอารมณ์เมื่อนึกย้อนไปถึงที่ที่ไป ที่เจ้าตัวสะสมไว้ด้วยความรัก และยังมีมุมวีไอพีที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำที่เปิดมาเอาใจคนที่ชื่นชอบความเป็นส่วนตัว หรือว่ายกกันมาสนุกกันทั้งก๊วน และลานเอาต์ดอร์ขนาดใหญ่ที่เป็นสนามหญ้าและปูนเปลือย สานรับกันอย่างได้อารมณ์ นับเป็นมุมโปรดของลูกค้าที่มักจะมานั่งรับลมห่มฟ้ากันอย่างสบายอุรา

ด้านเมนูของบาร์นี้มาจากเสน่ห์ปลายจวักของญาติเจ้าของร้าน ที่คิดค้นเมนูมาจากก้นครัวที่ทำแล้วทุกคนในบ้านต่างติดใจในรสชาติ แล้วลงเสียงกันมาใส่เป็นเมนูเอกประจำร้าน มีทั้งที่เป็นแบบกินกับข้าว และเป็นกับแกล้ม บางเมนูทำให้นึกไปไกลถึงรสมือแม่เรากันเลยทีเดียว

 

เริ่มต้นกล่อมอารมณ์แบาๆ กับเมนูเด่นของร้าน กุ้งแก้วสกาล่า กุ้งตัวเขื่องนำมาทอดกับพริกจนหอมฟุ้ง เหมาะกับเป็นกับแกล้มอย่างยิ่ง เพราะทั้งได้ความกรอบและความหอมในคราวเดียว

ต่อกันด้วย ส้มตำทอด เมนูที่เกิดจากความบังเอิญ เนื่องจากลูกค้าต้องการจะกินสลัด แล้วทางร้านไม่มี ก็เลยจัดให้ซะเลย เป็นส้มตำไทยรสชาติคุ้นเคยแต่นำไปทอดจนกรอบ เสิร์ฟพร้อมกับไข่เค็ม และกุ้งแห้งโรยมา อร่อยไปอีกแบบ

ที่อร่อยไม่น้อยหน้า มาม่าขี้เมาทะเล รสชาติจัดจ้านตามประสาขี้เมา ที่อุดมไปด้วยของฝากจากทะเล ทั้งกุ้ง หอย ปลา และปลาหมึก มาพร้อมกับเส้นมาม่า ผัดคลุกเคล้าจนเข้ากัน ใครที่โปรดนักกับเมนูจัดจ้านไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

 

ด้านเครื่องดื่มมีทั้งเหล้า เบียร์ หลากดีกรีไว้คอยต้อนรับ พร้อมต้อนรับด้วยดนตรีหลายสไตล์ ทั้งอินดี้ แจ๊ซ บลู แถมเจ้าของร้านยังแอบกระซิบบอกอีกว่า ในอนาคตอันใกล้จะจัดให้มีดนตรีสดขับกล่อมกันอีกทุกค่ำคืน สุขกว่านี้ไม่มีอีกแล้วล่ะครับ

สกาล่า บาร์ & บิสโทร ตั้งอยู่ถนนสุวรรณศร (สี่แยกใจกลางเมือง ตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์) จ.นครนายก เปิดให้ดื่มด่ำความสุขทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น. โทร. 09-0971-0648

 

ดื่มกินในปราสาท @ ริบส์แมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2558 เวลา 17:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/374123

ดื่มกินในปราสาท @ ริบส์แมน

โดย…พงศ์ พริบไหว

ครั้งแรกที่ได้เข้ามาสัมผัสกับร้านอาหารแห่งใหม่อย่าง “ริบส์แมน” (Ribs Mannn) ใน อ.ปากช่อง ซึ่งตั้งอยู่บนเขาใหญ่บริเวณปากทางเข้าโครงการบ้านทิวเขา ก็ถึงกับอึ้งไปเลยกับขนาดร้านที่ใหญ่โตเวอร์วังอลังการงานสร้าง  ราวกับปราสาทบนยอดเขาก็ไม่ปาน (มีเสียงกระซิบมาว่า ลงทุนความอลังการกับร้านอาหารแห่งนี้ไปมากกว่า 100 ล้าน)

ร้านอาหารแห่งนี้ต่อยอดมาจากไอเดียดั้งเดิมในการทำร้านที่เคยโด่งดังมากๆ อย่าง เดอะ สโมคเฮ้าส์ (The Smoke House) ซึ่งโดดเด่นด้วยตัวโครงสร้างของร้านที่ให้อารมณ์อบอุ่นและเมนูอาหารรมควันนานาชนิด ที่รังสรรค์ขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน จนได้รับการขนานนามว่าเป็นราชาแห่งอาหารรมควัน

 

แม้จะยึดเอาแนวคิดแบบเก่ามาก่อร่างสร้างชื่อ แต่ร้านริบส์แมนแตกต่างด้วยงานดีไซน์ ที่อวลไปด้วยความทันสมัยของวัสดุ เช่น ไม้และเหล็ก ทว่ายังคงบรรยากาศอบอุ่นเช่นเดิม โดยเฉพาะบรรยากาศยามค่ำคืน บอกเลยว่าโรแมนติกสุดๆ ด้วยการจัดวางแสงไฟและสวนได้อย่างลงตัว สามารถนั่งมองภูเขามองธรรมชาติสีเขียว โดยรอบแล้วทำให้รู้สึกเพลินอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์เหมือนกับเราได้นั่งอยู่บนหอคอยสูงแล้วมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ทั่วทิศ ทั้งยังสัมผัสได้ถึงลมเย็นๆ บนเขาใหญ่ตลอดเวลา

 

ร้านริบส์แมนตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 8 ไร่ เป็นร้านเก๋ๆ ที่ตั้งใจสร้างไล่ระดับกันไปถึง 3 ชั้น โดยจะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ซึ่งมีทั้งแบบเอาต์ดอร์ อินดอร์ และบาร์ รองรับลูกค้าได้กว่า 600 ที่นั่งอย่างสบายๆ  ซึ่งจุดที่โรแมนติกเหมาะกับการนั่งดื่มและฟังเพลงที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นมุมระเบียงที่สามารถมองลงไปเห็นเวทีใหญ่ที่อยู่บริเวณลานสนามหญ้า ซึ่งตั้งใจให้อยู่ห่างจากร้านเพื่อให้เราๆ ได้ซึมซับบรรยากาศของการฟังเพลงในสวน

 

นอกจากเรื่องของบรรยากาศที่ไม่เป็นสองรองใครแล้ว เรื่องของอาหารที่นี่ก็พิเศษไม่เหมือนใครเช่นกัน โดยเจ้าของร้านตั้งใจทำให้ร้านริบส์แมนเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของวัตถุดิบที่สดใหม่ต้องถูกผลิตขึ้น ณ ร้านแห่งนี้เท่านั้น ไล่ตั้งแต่การสร้างโรงงานแปรรูปอาหารรมควัน โรงงานทำเบเกอรี่  แปลงปลูกผักออร์แกนิกที่ได้มาตรฐาน โดยเลือกใช้วัตถุดิบชั้นดีและทำอาหารกันเองทุกขั้นตอน ซึ่งวัตถุดิบที่ทางร้านชูว่าหากใครผ่านมาแวะที่นี่แล้วห้ามพลาด คงหนีไม่พ้นบรรดาเมนูอาหารรมควันนานาชาติอันเป็นเอกลักษณ์อย่างแฮม ไส้กรอก เบคอน และเนื้อส่วนต่างๆ ที่มารมควันแบบธรรมชาติ โดยใช้ไม้นำเข้าจากนิวซีแลนด์อย่างต้นเชอร์รี่ และต้นแอปเปิ้ล

 

อาหารที่นี่เป็นเมนูนานาชาติรสชาติถูกลิ้นคนไทย ไล่ตั้งแต่อาหารไทย จีน ญี่ปุ่น อิตาเลียน และอาหารยุโรป โดยมีวัตถุดิบรมควันเป็นตัวเอกในแต่ละเมนูอย่าง “พอร์คชอพ” สเต๊กพอร์คชอพรมควัน เสิร์ฟพร้อมกับมันบดและสลัดผลไม้

 

ด้านเครื่องดื่ม มีทั้งเบียร์ ค็อกเทล และไวน์ระดับพรีเมียมอีกกว่า 500 ชนิดจากทั่วโลกให้ได้ลิ้มลอง เป็นร้านที่เหมาะสำหรับทุกกิจกรรมสังสรรค์ ไม่ว่าจะมากับกลุ่มเพื่อน มาเป็นครอบครัว หรือพาคู่รักมาสวีท ก็สามารถเติมเต็มช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนได้ทุกรูปแบบ

 

ถึงตรงนี้แนะนำเลยว่า หากใครแวะไปเที่ยวเขาใหญ่แล้วไม่ลองไปผ่อนพักอารมณ์ นั่งดื่ม นั่งรับประทานอาหารอร่อยๆ ในบรรยากาศอบอุ่นแสนโรแมนติกของที่นี่ ถือว่าพลาดอย่างแรง ร้านริบส์แมนเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-23.30 น. โทร. 09-9289-3555, 044-365-555 เฟซบุ๊กแฟนเพจ ribsmannn

 

อีท ดริงก์ แมน วูเมน ที่นี่ไม่มีจำกัดเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2558 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/373790

อีท ดริงก์ แมน วูเมน ที่นี่ไม่มีจำกัดเพศ

โดย…โจนาสเตเชีย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ไม่ได้ไปไหนไกลหรอก แถวๆ สีลมนี่แหละ เพราะคืนนี้มีนัดที่สีลมซอย 4 ซอยที่ชาวเราและชาวเขาคุ้นเคยกันดีอยู่ปากซอยเลย ไม่ต้องเดินเข้าไปในซอยให้เมื่อย “อีท ดริงก์ แมน วูเมน” เด่นสง่าท้าทายสายตา มาแล้วก็ต้องแวะสักหน่อย แวะกิน แวะดื่ม มองหนุ่มๆ หรือจะเหล่สาวๆ ก็เชิญตามใจปรารถนา

เก๋ เท่ และชิล ด้วยรูปแบบการตกแต่งร้านที่เน้นโปร่งสบาย พื้นที่ร้านกำลังเหมาะสำหรับการแฮงเอาต์ ไม่ใหญ่มาก แล้วก็ไม่จิ๋วเกิน นั่งแบบไม่ต้องเอาหลัง หรือไหล่เบียดกับใคร

เจอหุ้นส่วน ที่ไม่เพียงดูแลและบริหาร แต่ยังควบตำแหน่งเชฟประจำร้านอีกหนึ่ง เขายิ้มทักและเบรกมานั่งคุยกันเบาๆ เขาว่ามาเจอทำเลนี้โดยบังเอิญ เดิมเป็นร้านเป็ดชื่อดัง ด้วยความอยากทำธุรกิจ จึงตัดสินใจเซ้งร้านต่อ ปรับโฉมใหม่จนได้ร้านดั่งใจฝัน

เป็นร้านเกย์เหรอ เขาว่าไม่ได้เจาะจงขนาดนั้น แต่เมื่อทำเลอยู่ในย่านชาวสีรุ้ง ก็ย่อมจะปฏิเสธไม่ได้ ถึงอย่างนั้น ร้านนี้ก็พร้อมเปิดต้อนรับคนทุกเพศ เช่นชื่อร้านที่ประกาศตัวชัดนั่นไง

เรื่องชื่อร้าน ถามไปถามมา ก็ได้ความว่า แรกเริ่มนั้นตั้งใจจะใช้ “อีท ดริงก์ แมน วูแมน” แต่ความผิดพลาดจากการสะกดคำที่หุ้นส่วนก็ปล่อยเลยตามเลย และกลายมาเป็น “อีท ดริงก์ แมน วูเมน” ในที่สุด

“จริงๆ ก็ไม่คิดถึงอะไร ไม่มีนัยอะไรด้วย ไม่ได้เจาะจงว่าเพศไหน คิดแค่ว่าอยากให้เป็นร้านที่ผู้ชายผู้หญิงสามารถเข้ามากินดื่มได้ แรกๆ ก็มีคนเข้ามาถามนะครับว่าเห็นชื่อร้าน อีท ดริงก์ แมน วูเมน แล้วเกย์เข้าได้หรือเปล่า เราก็บอกไปว่าเข้าได้ครับ เพราะร้านเราต้อนรับทุกคน”

 

3 ปีที่เปิดให้บริการ เสียงตอบรับที่มีร้านนี้ก็ถือว่าไม่เลว มีลูกค้าประจำคนไทยมาสิงสถิตและใช้เป็นแหล่งนัดพบแก๊งเพื่อน ขณะที่มีจำนวนมากคือลูกค้าต่างชาติ กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ล้วนแล้วแต่เคยเข้ามาสัมผัสบรรยากาศ ลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มสูตรพิเศษ

เบียร์ ไวน์ ค็อกเทล เครื่องดื่มที่ดริงเกอร์สามารถเลือกจิบได้ ซิกเนเจอร์ดริงก์ประเภทค็อกเทลที่น่าลอง เช่นว่า “โมจิโต้” สูตรน้ำตาลทรายแดงและเกล็ดน้ำตาลนอนอยู่ก้นแก้ว “เฟลมิ่ง แลมโบร์กินี” เสิร์ฟกันแบบไฟลุกโชน โหมกระหน่ำแบบไม่เกรงใจโต๊ะข้างๆ หน้าตาสวยดี แต่ความร้อนแรงไม่เป็นรอง ชนะเลิศ!!!

อาหารไทยเน้นหนักความเป็นไทย แต่ออกสไตล์ฟิวชั่น “สปาเกตตีต้มยำกุ้งแม่น้ำ” รสจัดครบสูตรแบบต้มยำ หนักเครื่องต้มยำและหอมมันกุ้ง ในตระกูลกุ้งแม่น้ำยังมี “ข้าวผัดต้มยำกุ้งแม่น้ำ” “ต้มยำกุ้งแม่น้ำหม้อไฟ” “ผัดไทยกุ้งแม่น้ำ” อีกอย่างที่น่าลอง “โรตีแกงเขียวหวาน” แปลกตรงตัวแป้งโรตีเป็นชาม เสิร์ฟแกงเขียวหวานใส่ในชาม จะกินก็ฉีกชาม น้ำแกงจะไหลหลอมรวมกัน อร่อยตื่นตา

“เรายังมั่นใจว่าคุณภาพอาหารและรสชาติอาหารถูกปากทุกคน เราคงไม่เคลมตัวเองอร่อยที่สุดนะครับ แต่เท่าที่ได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าก็บอกว่าอร่อย ซึ่งเราเองคิดว่าแต่ละร้านก็น่าจะมีจุดเด่นต่างกันไป เป็นคนละแบบคนละสไตล์กันครับ”

ถามถึงอนาคตของร้าน หุ้นส่วนยอมรับว่าคงต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า อาจเพิ่มกลิ่นอายความเป็นบาร์เครื่องดื่มให้จ๋าขึ้น เพิ่มพื้นที่นั่ง รวมทั้งบรรยากาศโอเพ่นแอร์ เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับลูกค้าที่ชอบนั่งชิลๆ จิบเครื่องดื่มเย็นๆ แกล้มเมนูอร่อย ด้านดนตรีก็มีลูกเล่นเฉพาะตัว จังหวะที่ไมซ้ำใคร แต่ไม่ถึงขั้นเปิดฟลอร์เต้นรำอย่างเอาเป็นเอาตาย

ผ่านไปสีลมซอย 4 ก็อย่าลืมแวะกินดื่มที่ร้านนี้ เริ่มอุ่นเครื่องก่อนไปต่อที่อื่นก็ได้ เปิดตั้งแต่ 16.30 น. นั่งกันยาวๆ จนถึงตี 1 นู่นเลย โทร. 02-632-9966

 

เดอะ พิซซ่า คอนเนกชั่น เมนูโดนใจสไตล์อิตาเลียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2558 เวลา 15:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/371629

เดอะ พิซซ่า คอนเนกชั่น เมนูโดนใจสไตล์อิตาเลียน

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

จากชื่อร้าน “เดอะ พิซซ่า คอนเนกชั่น” หลายคนคงเข้าใจว่าที่นี่ต้องมีดีที่พิซซ่าแน่นอน ใช่…ก็ถูกต้องส่วนหนึ่ง เพราะที่ร้านมีพิซซ่าสไตล์อิตาลีดั้งเดิมซึ่งเป็นพิซซ่าโฮมเมดแป้งบางกรอบที่มีให้เลือกหลากหลายกว่า 10 หน้า แถมลูกค้ายังสามารถเลือกหน้าพิซซ่าในแบบที่ตัวเองต้องการได้อีกด้วย

พิซซ่าทุกถาดผ่านการอบโดยใช้เตาอบหินลาวาและฟืนจากไม้สนและไม้ยูคาลิปตัส เมื่ออบเสร็จจึงได้กลิ่นหอมชวนรับประทานเป็นที่สุด

พิซซ่าที่อยากแนะนำก็คือ “พิซซ่าหน้าแซลมอน” ที่คัดสรรแซลมอนสดใหม่นำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมชีสมอสซาเรลลายืดๆ น่ากิ๊นน่ากิน และหน้าอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งฮาวายเอียน ซีฟู้ด และอีกมากมาย ที่อยากให้คุณมาลิ้มลองด้วยตัวเอง พิซซ่า (ขนาด 14 นิ้ว) ราคาเริ่มที่ถาดละ 290-390 บาท

แต่ที่ เดอะ พิซซ่า คอนเนกชั่น ไม่ได้มีดีแค่พิซซ่าเท่านั้น เพราะยังมีเมนูอิตาเลียนจานอร่อยอีกหลากหลายเมนูให้เลือกเพียบ เริ่มจากเมนูแรก “สลัดร็อกเกต” สลัดจานอร่อยที่ตกแต่งด้วยชีสมัสคาร์โปน องุ่น
เบซิล มะเขือเทศอบแห้ง วอลนัท แล้วราดด้วยอิตาเลียนเดรสซิ่งอีกที รสชาติดีเหมาะเป็นเมนูเรียกน้ำย่อย

ตามด้วย “มะเขือม่วงย่างห่อพาร์มาแฮม” จานนี้เป็นมะเขือม่วงสไลซ์ย่างแล้วห่อด้วยพาร์มาแฮม พร้อมกับชีสมอสซาเรลลาอบซอสเบชาเมลและซอสมะเขือเทศกับเพสโต้ อร่อยล้ำสไตล์อิตาเลียน

ต่อด้วย “พาสต้าซีฟู้ดไวน์ขาว” เส้นพาสต้าเหนียวนุ่ม นำมาผัดลงในซอสมะเขือเทศสไตล์ซีฟู้ดซึ่งตุ๋นเข้าด้วยกันกับเครื่องเทศ ใส่ไวน์ขาวเล็กน้อย เป็นเมนูเด็ดอีกจานที่อยากให้ลอง

 

ปิดท้ายด้วย “นิวซีแลนด์ แลมบ์ช็อป” สันนอกแกะนิวซีแลนด์ติดซี่โครงอบเครื่องเทศ กินคู่กับมินต์ซอส รสชาติอร่อยเข้ากั๊นเข้ากัน นอกจากนี้ยังมีเมนูสเต๊กต่างๆ ทั้งเนื้อวัว หมู และแซลมอนให้เลือกอีกด้วย ราคาอาหารเริ่มที่ 200-980 บาท

อิ่มกับอาหารกันไปแล้ว แต่บรรยากาศเพิ่งจะเริ่มค่ำๆ เท่านั้น ถ้านั่งดื่มม็อกเทลหรือค็อกเทลต่ออีกสักหน่อยก็น่าจะดี เริ่มที่ซิกเนเจอร์ดริงก์แบบไร้แอลกอฮอล์ก่อนเลย

แก้วแรก “เลมอน แพสชั่น ฟรุต” มีส่วนผสมของน้ำเสาวรส น้ำมะนาว น้ำเชื่อม และสไปรท์ รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ เหมาะกับสาวๆ เป็นอย่างยิ่ง

อีกแก้วคือ “วินเซอร์ พันช์” มีส่วนผสมของน้ำเชื่อมกลิ่นวานิลลา น้ำสับปะรด น้ำมะนาว และน้ำหวานรสทับทิม แก้วนี้เหมาะกับสาวๆ อีกนั่นแหละ แต่หนุ่มๆ จะลองชิมบ้างก็ไม่ว่ากัน

มาถึงค็อกเทลบ้าง เริ่มด้วย “วินเซอร์ ไหมไทย”มีส่วนผสมของลิเคียวร์กลิ่นแอปริคอต เหล้าไทย น้ำสับปะรด น้ำมะนาวผสมน้ำเชื่อม และน้ำหวานรสทับทิม แก้วนี้ดีกรีค่อนข้างแรง

ปิดท้ายด้วย “สุขุมวิท ดีไลท์” มีส่วนผสมของวอดก้า ลิเคอร์กลิ่นพีช น้ำแครนเบอร์รี่ และน้ำมะนาวผสมน้ำเชื่อม นั่งจิบค็อกเทลไป คุยกับเพื่อนๆ ไปก็เพลิดเพลินไปอีกแบบนึง สำหรับคอไวน์ที่นี่ก็มีไวน์จากอิตาลีและจากทั่วโลกให้เลือกด้วย

ใครที่หลงใหลในรสชาติอาหารอิตาเลียนต้นตำรับแบบดั้งเดิม แล้วอยากหาร้านที่ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นซึ่งมีกลิ่นอายของความเป็นอิตาลีจากภาพวิวสวยๆ ที่ประดับประดาบนฝาผนัง เพดานร้านสูงโปร่ง หายใจโล่ง พร้อมทั้งโต๊ะ เก้าอี้ ที่ลุกนั่งสบายอยู่ละก็ เราว่าที่นี่ต้องโดนใจคุณอย่างแน่นอน

“เดอะ พิซซ่า คอนเนกชั่น” ตั้งอยู่ด้านหน้าโรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ สุขุมวิท 20 (100 เมตรจากปากซอย) เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 11.00-23.00 น. โทร. 02-262-1234 ต่อ 1888

 

OWL COFFEE กาแฟสิงคโปร์ ลุยตลาดในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

OWL COFFEE กาแฟสิงคโปร์ ลุยตลาดในไทย

ทุกวันนี้ตลาดกาแฟนับว่าเป็นตลาดใหญ่ที่มีเม็ดเงินมหาศาล เพราะผู้คนทั่วโลกต่างนิยมดื่มกาแฟกันเป็นกิจวัตรประจำวัน บางคนวันหนึ่งดื่มหลายแก้ว ธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟทั้งหลายจึงไปได้ดี ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟที่เปิดกันดาษดื่นทั่วทุกหัวระแหง ทั้งที่มีหน้าร้าน หรือแม้กระทั่งรถเข็น

จะเห็นว่าในบ้านเราเองตลาดกาแฟก็มีการแข่งขันกันสูง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ของไทย หรือแบรนด์หลากหลายที่มาจากต่างประเทศ และด้วยความที่คนไทยมีกำลังซื้อสูง ผู้ประกอบการจากประเทศในอาเซียนก็อยากจะเข้ามาทำตลาดเพราะมองว่าไทยเป็นศูนย์กลางในย่านนี้

มีแฟรนไชส์ที่กรุงจาการ์ตา

อย่างกาแฟยี่ห้อเก่าแก่อายุเกือบ 60 ปีของสิงคโปร์ ชื่อ OWL COFFEE ซึ่งเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยสักพักหนึ่งแล้วปรากฏว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างดี เพราะใช่จะมีแค่กาแฟอย่างเดียว ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีก อาทิ ชาชัก และเต้าฮวยผงสำเร็จรูป

คุณริชมอนด์ ที เจ้าของ OWL INTERNATIONAL PTE LTD เล่าว่า เป็นรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาดูแลกิจการของครอบครัว แต่คุณพ่อผู้ก่อตั้งแบรนด์ก็ยังช่วยให้คำแนะนำและให้คำปรึกษา โดยสมัยก่อนเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้วจากการเป็นแผงลอยเล็กๆ ตั้งอยู่ริมถนน เป็นเจ้าแรกที่คั่วกาแฟข้างถนนในสิงคโปร์ และยังเป็นเจ้าแรกที่ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นมา สมัยก่อนถ้าขายตามข้างถนนแผงลอยจะไม่มีแบรนด์

หลายคนอาจสงสัยว่าแบรนด์ชื่อนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร ประเด็นนี้ คุณริชมอนด์ บอกว่า ความจริงไม่มีอะไรมาก สมัยนั้นแค่เปิดดูในหนังสือแล้วเห็นรูปตัวนกฮูกว่าน่ารักน่าสนใจดี เลยนำมาทำเป็นแบรนด์ เริ่มจากการทำเป็นอินสแตนต์มิกซ์ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟหรือชา กระทั่งปีนี้เข้าสู่ในกลุ่มของ Business Hotel เป็น Professional Coffee มากขึ้น นอกจากนี้ ยังเปิดคาเฟ่ชื่อ OWL CAFE ซึ่งให้บริการทั้งกาแฟและมีอาหารด้วย ทำแบบครบวงจรครอบคลุมทุกอย่าง คือทั้งขายแฟรนไชส์และขายอุปกรณ์ในการชงกาแฟ

ในสิงคโปร์ตอนนี้มี OWL COFFEE จำนวน 3 สาขาด้วยกัน มีแฟรนไชส์อีก 1 สาขา และในปีนี้ทางบริษัทได้ขายแฟรนไชส์ในต่างประเทศ ซึ่งมีแล้ว 1 แห่งคือ ที่อินโดนีเซีย โดยเป็นแฟรนไชส์ที่มีราคาในระดับกลางๆ ไม่สูง และก็ไม่ต่ำมาก

คุณริชมอนด์ แจงว่า OWL CAFE มีจุดเด่นตรงที่ใช้เมล็ดกาแฟคั่วเอง ในขณะที่หลายเจ้ามุ่งเน้นกาแฟที่มาจากยุโรป แต่ของทางร้านเป็นกาแฟที่อยู่คู่สิงคโปร์มานาน และมีหลากหลายรสชาติให้เลือกที่เสิร์ฟตามคอฟฟี่ช็อปในสิงคโปร์ ซึ่งทางร้านยังคงรักษารสชาติไว้ จุดเด่นอีกอย่างคือ อาหารที่ไม่เหมือนเจ้าอื่น เป็นแนวอาหารท้องถิ่น เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวเอเชีย

คั่วแบบใส่น้ำตาลลงไปด้วย

“ข้อที่เห็นได้ชัดคือ เรื่องของรสชาติที่เน้นความเข้มข้นในเรื่องของรสชาติกาแฟ คาเฟ่ที่อื่นจะเน้นนม หรือเป็นพวกกลิ่นผลไม้ แต่ของทางร้านเน้นตัวกาแฟเป็นหลัก วิธีการคั่วของเราคือ ผสมน้ำตาลลงไปด้วยระหว่างที่คั่ว เพื่อให้รสชาติกลมกล่อมมากขึ้น และถูกปากคนเอเชีย เพราะคนเอเชียชอบความเข้มข้นและออกหวานนิดๆ”

นอกจากวิธีการคั่วเฉพาะแบบที่กล่าวไปแล้ว คุณริชมอนด์ ยังบอกอีกว่า ความแตกต่างอีกอย่าง เป็นเรื่องของวิธีการชงกาแฟที่ใช้ถุงกาแฟ ซึ่งจะกรองก่อนแล้วต้องยกถุงขึ้นให้สูง นั่นคือ ศิลปะอย่างหนึ่ง เป็นวัฒนธรรมในแถบเอเชียที่ทางร้านอนุรักษ์ไว้ เวลาคนต่างชาติเห็นแล้วต่างเกิดความรู้สึกประทับใจ บวกกับรสชาติที่แตกต่าง สิ่งเหล่านี้ทำให้โดดเด่นจากกาแฟในแถบยุโรป

สำหรับพันธุ์กาแฟนั้น หนุ่มเจ้าของบริษัท OWL แจกแจงว่า ใช้กาแฟพันธุ์โรบัสต้าเป็นหลัก แต่ผสมกาแฟอย่างอื่นเข้าไปด้วย อย่างเช่น พันธุ์อาราบิก้า ไวบาริก้า และเอ็กซ์เซลซ่า ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ไม่ค่อยดังในแถบตะวันตก จึงไม่เป็นที่รู้จักเท่าไรนัก เนื่องจากเป็นพันธุ์ผสมที่คนไม่ค่อยนิยมใช้กัน แต่ทางบริษัทใช้เพื่อรสชาติที่แตกต่าง สร้างจุดเด่นให้กับกาแฟ

ในส่วนเมล็ดกาแฟดิบนั้น ทางบริษัท OWL สั่งนำเข้าจากหลายประเทศ เช่น บราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งทางบริษัทได้ไปเปิดโรงงานที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เพื่อใกล้แหล่งวัตถุดิบและสะดวกในการขนส่ง อีกอย่างที่ประเทศสิงคโปร์ที่มีพนักงานประมาณ 100 กว่าคน ก็ไม่สามารถขยายโรงงานได้ ขณะที่ธุรกิจมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น

คุณริชมอนด์ ระบุว่า กลุ่มลูกค้าทั้งคาเฟ่และโปรดักต์แบรนด์ OWL COFFEE คือ ลูกค้าทั่วไปที่รู้สึกคุ้นเคยกับรสชาติเอเชีย หรือของบ้านเกิด แทนที่จะไปคลั่งไคล้กาแฟฝั่งทางตะวันตก โดยรสชาติที่นำเสนอเป็นรสชาติที่นิยมดื่มกันมาตั้งแต่โบราณ กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้อาจเคยเห็น เคยสัมผัสมาตั้งแต่สมัยที่พ่อแม่ดื่ม ทางบริษัทจึงเน้นการสานต่อมาจากตรงนั้น พร้อมทั้งทำให้ชาวต่างชาติรู้ว่า นี่เป็นศิลปวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของอาเซียน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่แตกต่างจากกาแฟที่เคยดื่มอยู่เป็นประจำ

“สิ่งที่เราโฆษณาประชาสัมพันธ์คือ อยากให้ลิ้มลองกาแฟของทางเอเชียบ้างรสชาติก็ไม่เลวนะ เป็นประโยคสั้นๆ ที่สามารถบ่งบอกความเป็นเราได้คือ เราพยายามเป็นตัวแทนในการที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมการดื่มกิน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร กาแฟ ในแถบเอเชียสู่ทั่วโลก”

กับคำถามที่ว่าในการรับช่วงธุรกิจต่อจากรุ่นพ่อนั้นมีความยากง่ายหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง คุณริชมอนด์ บอกว่า ในรุ่นพ่อเป็นธุรกิจที่มาจากแผงลอยสู่โรงงาน เน้นการทำธุรกิจเฉพาะในสิงคโปร์ที่เดียว พอมาถึงรุ่นนี้เป็นการมาสานต่อในเรื่องความเป็นแบรนด์มากขึ้น สร้างจุดขาย จุดเด่นของโปรดักต์ เพิ่มผลิตภัณฑ์อย่างอื่น เช่น K-Cup หรือพวกที่เป็นฟู้ดเซอร์วิสในลักษณะที่เป็นมืออาชีพเรื่องคอฟฟี่ ที่เสิร์ฟตามโรงแรม รวมถึงธุรกิจร้านคาเฟ่ด้วย ซึ่งก็มีแผนที่จะขยายธุรกิจตรงนี้ไปยังกลุ่มต่างประเทศด้วย

สำหรับแฟรนไชส์ที่อินโดนีเซียนั้น เปิดขายที่กรุงจาการ์ตา คุณริชมอนด์ ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่เลือกซื้อแฟรนไชส์ของบริษัทเพราะมั่นใจในตัวโปรดักต์ และการบริการที่มีให้ และลูกค้ามองเป็นคาเฟ่ระดับพรีเมี่ยม มีคุณภาพ มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกับคอฟฟี่ช็อปที่อื่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งทำให้เกิดความแตกต่างจากกาแฟในกลุ่มของชาติอื่นๆ

“สิ่งที่เรามองเห็น Asian Coffee คือ มรดกตกทอดที่ล้ำค่ามาก เราเลยอยากจะอนุรักษ์ตรงนี้ไว้ โดยที่เราต้องการพัฒนา และเติบโตไปกับมัน ให้อยู่ในระดับพรีเมี่ยม ให้เท่ากับ Western Coffee ขณะที่เป็นกาแฟแบรนด์ท้องถิ่นจริงๆ”

วางขายในห้างไทยหลายแห่ง

ส่วนการเข้ามาทำตลาดในบ้านเรานั้น เขามองว่า ประเทศไทยมีแค่กาแฟในแบบที่คนไทยชอบดื่ม แต่ยังไม่มีใครทำกาแฟที่มาจากแถบเอเชีย เน้นรสชาติของเอเชียคอฟฟี่เทสต์ ซึ่งน่าจะเป็นจุดเด่นของกาแฟ “OWL” ที่ไม่เหมือนคนอื่น นอกจากนี้ จะออกโปรดักต์ตัวใหม่ที่เป็นรสชาติไม่เหมือนใคร และคิดว่าจะเป็นจุดเด่นที่ทำให้สู้แบรนด์ไทยได้

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ OWL มีวางขายแล้วในไทย มีที่ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ตั้งฮั่วเส็ง วิลล่า มาร์เก็ต ฯลฯ โดยกาแฟทรีอินวัน ขนาด 27 ซอง ราคา 99 บาท

เขายังเล่าถึงความเป็นมาของการทำเต้าฮวยผงสำเร็จรูปว่า คือความจริงแล้วเกิดจากเป็นเมนูที่ขายตามพวกร้านอาหารหรือโรงอาหารในสิงคโปร์ ซึ่งหาทานได้ง่ายมาก ทางบริษัทมองเห็นตรงนั้นว่าน่าจะทำให้สะดวกสบายมากขึ้นเลยทำเป็นทรีมิกซ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถปรุงได้เอง คือพยายามหาสิ่งที่เป็น Local Food มาทำเป็นอินสแตนต์ให้ง่ายขึ้น ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตที่ยุ่งยากในเวลานี้ รวมถึงการทำกาแฟและชาทรีอินวันในวันนี้ กระทั่งได้รับการตอบรับจากคนสิงคโปร์เป็นอย่างดี

“ในประเทศไทยเรามองเห็นลู่ทางที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ซึ่งน่าจะเหมาะกับวัฒนธรรมคนไทยเหมือนกัน เรามองกลุ่มเป้าหมายเป็นพวกโรงแรม ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ และในตอนนี้กำลังพัฒนาในส่วนที่เป็นห่อเล็ก ใส่แค่น้ำ แล้วตั้งไว้ให้มันแข็งตัว จากนั้นกินได้เลย ให้สำเร็จรูปมากกว่านี้ หากทำสำเร็จจะนำเข้ามาขายให้บริโภคทั่วไปเพราะเหมาะกับการซื้อกลับไปกินที่บ้าน”

เผยส่งออกทั่วเอเชีย

โปรดักต์อีกอย่างที่น่าสนใจของแบรนด์ OWL คือชาชัก คุณริชมอนด์ อธิบาย ความจริงชาชักวัฒนธรรมไม่ได้เกิดที่สิงคโปร์โดยตรง มาจากวัฒนธรรมการชงชาของชาวอินเดียที่ทานกับพวกโรตี ซึ่งสมัยก่อนที่จะตั้งเป็นประเทศสิงคโปร์ มีคนอินเดียอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ คนพวกนี้ได้นำวัฒนธรรมการดื่มกินเข้ามาด้วย จากนั้นตั้งเป็นร้านขึ้นมาขาย ปรากฏว่ารสชาติถูกปากคนในละแวกนั้น เลยมีการสานต่อวัฒนธรรมอันนี้ขึ้นมา กลายเป็นหนึ่งวัฒนธรรมการดื่มกินของชาวสิงคโปร์ไปแล้ว ซึ่งเมื่อบริษัทมองเห็นตรงนี้เลยทำชาชักสำเร็จรูปเพื่อให้เหมาะกับสมัยนี้

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกว่า OWL COFFEE ได้เข้ามาทำตลาดในบ้านเราสักพักแล้ว อย่างที่คุณริชมอนด์ ถ่ายทอดประสบการณ์จุดนี้ให้ฟังว่า จากการเข้ามาขายเมื่อ 2 ปีที่แล้วในไทย ทำให้เรียนรู้การทำตลาดในไทยหลายอย่าง อันแรกคือ ราคาต้องถูก หาจุดเด่นในเรื่องรสชาติที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน พูดถึงอย่างแรกที่บริษัทจะไม่ทำอย่างแน่นอนคือ เรื่องลดราคา เพราะโปรดักต์มีคุณภาพดีอยู่แล้ว ฉะนั้น เรื่องลดราคาจึงไม่ใช่คำตอบ ที่สำคัญ เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับสิงคโปร์ ในเรื่องของกาแฟรสชาติเอเชีย จึงต้องการนำเสนอแนวคิดนี้เพราะในไทยยังไม่มีใครทำมาก่อน

เขาระบุด้วยว่า กาแฟไทยต่างพยายามหาจุดเด่นของแต่ละยี่ห้อ โดยหันมาทำกาแฟที่มีส่วนผสมสมุนไพรและเห็ดต่างๆ เน้นดื่มแล้วผอม แต่มองว่าเป็นเรื่องของเทรนด์มากกว่า สักวันเทรนด์ดังกล่าวก็จะหายไป แต่วัฒนธรรมการดื่มกิน หรือรสชาติที่เป็นมรดกตกทอดย่อมจะคงอยู่ตลอดไป ไม่สูญหาย สิ่งเหล่านี้น่าจะอยู่ได้ยาวนานกว่า เพราะอย่างไรเสียจะต้องมีการสานต่อวัฒนธรรมดังกล่าว

ในการเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย คุณริชมอนด์ บอกว่า “การแข่งขันตลาดที่เมืองไทยรุนแรง ดังนั้น สิ่งที่บริษัทผมจะทำเป็นการเน้นการออกรสชาติใหม่ ส่วนเรื่องยอดขายคิดว่าควรจะทำได้ดีกว่านี้ แต่สิ่งที่คิดคือ การที่จะทำให้อยู่ได้นานในตลาด ด้วยการสร้างความแตกต่างจากคนอื่น แล้วทำอย่างไรให้คนอื่นมาซื้อแบรนด์ของเราแล้วก็มาดื่มกาแฟเรา”

นอกจากจะเข้ามาขายในไทยแล้ว ที่ผ่านมาบริษัท OWL ก็เข้าไปขายในหลายประเทศแล้ว และวางแผนรุกไปตลาดในเอเชียอื่นๆ ด้วย ทั้งไทย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี

ในฐานะคนหนุ่มที่รับช่วงกิจการครอบครัว คุณริชมอนด์ พูดถึงหลักการบริหารแนวคิดในการทำธุรกิจของเขาว่า ไม่ว่าอะไรก็ตาม ต้องสร้างจุดเด่นให้กับตัวเองให้แตกต่างจากคนอื่น และเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถขโมยไปได้ ถ้าตามเทรนด์สักวันเทรนด์ก็ต้องหมดไป ดังนั้น หาจุดเด่นให้กับตัวเอง พร้อมพยายามรักษาความเป็นตัวเองตรงนั้นให้ได้

จากนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่า กาแฟแบรนด์ OWL ที่แปลว่า นกฮูก ของสิงคโปร์ จะประสบความสำเร็จในการทำตลาดที่บ้านเรามากน้อยเพียงใด

ธุรกิจดี ต้องมีมือรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เติมใจ ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ธุรกิจดี ต้องมีมือรอง

“มือรอง” หรือ “มือขวา” แล้วแต่จะเรียกขาน แต่หมายถึง คนที่ไว้ใจได้มากพอ ที่จะปล่อยให้ช่วยดูแลธุรกิจทั้งแบบชั่วคราวและเกือบถาวร

แต่ปัญหานี้ดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ประกอบการแทบทุกระดับ โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจแบบ SMEs ขนาดกลางและย่อม ถ้าเป็นองค์กรแบบใหญ่ที่ใช้มืออาชีพเข้ามาทำ คงไม่ค่อยมีปัญหานี้ เพราะมีทางเลือกเยอะที่จะหาคนเก่งมาทำงาน

พี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ เขียนเล่าถึงเจ้าสัวซีพีและลูกสาวไว้ว่า คราวหนึ่งมีงานสำคัญของครอบครัว จึงแจ้งลูกสาวที่ไปทำธุรกิจส่วนตัวในเมืองจีนให้กลับมา ลูกสาวบอกว่ายุ่งมากและคิดว่าจะไม่กลับ เจ้าสัวดับเครื่องชนเลยครับ บอกว่า ถ้าหาใครทำแทนไม่ได้ ทิ้งงานไม่ได้ ก็ “ปิดกิจการ” ไปเลย

นักบริหารมืออาชีพอีกท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว สุจินต์ จันทร์นวล เจ้าของผลงานเขียน เขาว่าผมคือมืออาชีพ เคยเขียนเรื่องการสร้างทีมงานไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “สร้างทีมเสือ” สาระสำคัญคือ การสร้างทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ขึ้นมาช่วยทำงาน

ทั้ง 2 เรื่องนี้มีสิ่งที่น่าสนใจร่วมกันอยู่ เรื่องแรก เจ้าสัวซีพี สะท้อนให้เห็นแนวคิดว่า ถ้าธุรกิจไม่สามารถหามือรอง มาช่วยงานได้ โอกาสการเติบโตคงยาก เพราะเจ้าของผู้ก่อตั้งคงต้องนั่งเฝ้าธุรกิจเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อยู่เช่นนั้นทั้งปีทั้งชาติ

ขณะที่เรื่องของสุจินต์ จันทร์นวล สะท้อนให้เห็นว่ามืออาชีพ ใช้วิธีแสวงหามือรองจากทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่ในองค์กร แล้วหยิบมาปั้น

เป็นเรื่องความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เราเชื่อมั่นหรือเปล่าว่ามนุษย์มีทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อเสีย”

ส่วนใหญ่เรามองเห็นข้อเสียของคนอื่นได้ง่ายและชัดมาก เล่าได้เป็นฉาก แต่พอถามถึงข้อดี อึกอัก ตอบชัดๆ ไม่ได้ เพราะนึกไม่ออก ที่นึกไม่ออก ก็เพราะไม่ค่อยได้มองยังไง

นึกถึงคำสอนท่านพุทธทาสอันหนึ่งขึ้นมาได้ “อันคนเขาก็อยากให้เราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้”

จึงไม่ต้องสงสัยว่า ข้อดีของมนุษย์จึงไม่โดดเด่นเท่ากับ “ข้อเสีย”

หลักการสร้างทีมเสือของสุจินต์ จันทร์นวล ใช้วิธีเลือกคนรุ่นใหม่ในบริษัทขึ้นมากลุ่มหนึ่ง เข้าไปใกล้ชิด เรียนรู้อุปนิสัยใจคอ จนสามารถวิพากษ์ได้เป็นฉากว่า แต่ละคนมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร

ไม่ใช่วิพากษ์แต่ด้านร้ายอย่างเดียวนะ แต่สามารถบอกได้ว่า คนนี้มีข้อดีเรื่องนี้ แต่มีข้อด้อยในเรื่องอะไร

แล้วพยายามสื่อสารให้ทุกคนในทีมมองเห็น และยอมรับเพื่อนร่วมทีมว่า เขามีข้อดีแบบนี้ ส่วนข้อเสีย ทุกคนเห็นเอง ประจักษ์เองอยู่แล้ว ไม่ต้องบอก ไม่ต้องอธิบาย ก็รู้ได้ด้วยตัวเอง

เมื่อเพื่อนร่วมทีมมองเห็นคุณสมบัติที่แตกต่างของเพื่อนร่วมทีม แบบที่ไม่เคยมองมาก่อน เพราะไม่เคยมีใครมาชี้แนะ เวลามองก็เหมือนปุถุชนทั่วไป เห็นข้อด้อยมากกว่าข้อดี ถ้าเอ็งเด่นขึ้นทุกที ข้าก็หมั่นไส้

แต่พอเจ้านายมาชี้แนะ ชี้ให้เห็นว่าคนอื่นก็มีดีในสิ่งที่เราไม่มี อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่าถ้าเอาดีคนนู้นรวมกับดีของคนนั้น เสริมด้วยดีของเรา ทีมจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างไร

ฟังดูจะขัดกับอีกความเชื่อหนึ่ง ของผู้บริหารที่ไม่ค่อยไว้ใจลูกน้อง ที่เชื่อในเรื่อง “แบ่งแยก แล้วปกครอง” คือ กลัวการรวมหัวกันของลูกน้อง จึงต้องยุให้แตกกันไว้ ปล่อยให้รวมกันไม่ได้ เจ้านายไม่ปลอดภัย

แต่วิธีสร้างทีมเสือของสุจินต์ จันทร์นวล กล้าทำสวนทางครับ ยุให้รวมกันไว้ อย่าแตกแยกกัน เพราะเชื่อมั่นว่า ถ้าความสามัคคีที่ทำให้เกิดได้ยากนั้น จะย้อนทางกลับมาเล่นงานคนปลุกปั้น เขารู้เช่นเห็นชาติทุกคนดีอยู่แล้ว ไม่ยากที่จะโยนเชื้อเพลิงเข้าไปยุให้แตกแยก

ในที่สุดความพยายามในการสร้างทีมเสือ ก็ได้เสือมา 1 ทีม ที่มีความสามารถช่วยแบ่งเบาภาระไปได้มากมาย กลายเป็นทีมมือรอง ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่เติบโตเป็นทีม

ลองนึกดูดีๆ นะครับ มนุษย์เกิดมา เรียนหนังสือ สถานศึกษาก็ไม่ได้สอนวิธีทำงานฉลาด เก่ง เป็นมือรองที่หาตัวจับยาก แต่โรงเรียน มหาวิทยาลัย สอนเรื่องความรู้พื้นฐาน ฝึกให้คิด ให้รู้จักนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ไม่มีสถาบันไหนสอนได้ตรงเป๊ะกับงานของผู้จ้างงาน ยกเว้นสถาบันของบริษัทนั้นๆ เช่น ปัญญาภิวัฒน์ ที่สอนคนออกมาทำงานเซเว่นอีเลฟเว่น โดยตรง เพราะเป็นของเซเว่นฯ เอง

ดังนั้น “ต้องให้โอกาส” ครับ

ให้โอกาสเรียนรู้ ให้โอกาสผิดพลาดบ้าง เพราะพวกเขายังไม่เคยรู้ ยังไม่เคยลงมือทำ แต่ถ้ารู้แล้ว ทำแล้ว ผิดพลาดซ้ำๆ ซากๆ อันนั้นค่อยมาพิจารณาโทษกันตามสมควร

องค์กรใหญ่ๆ แม้ทำงานมานานแค่ไหน เขายังต้องมีการส่งไปอบรม ส่งไปเรียนเรื่องเฉพาะทางที่เป็นประโยชน์ เชิญวิทยากรมาอบรมในสำนักงาน พูดง่ายๆ สร้างการเรียนรู้ต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการพัฒนา

แต่ปัญหาของ SMEs จำนวนไม่น้อยครับ มีแนวคิดว่า “ถ้าส่งไปเรียนรู้มากเกิน เดี๋ยวเก่งก็หนีไปที่อื่น ไปเพิ่มเงินเดือนให้ตัวเอง เสียเงินส่งให้เรียนฟรีๆ”

บอกได้เลยครับว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น มันเป็นภาพสะท้อนว่าองค์กรไม่มีสิ่งดึงดูดเขา แม้แต่ “ความเกรงใจ”

คนเรา “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” ครับ

ถ้าพนักงานมีความสบายใจ ทุกคนอยากเติบโตในหน้าที่การงาน มีชีวิตที่ดีขึ้น หากเราส่งเสริมอย่างจริงใจ เข้าใจสัจธรรมว่า จะสอน จะให้เรียน หรือไม่ วันหนึ่งเขาก็พร้อมจะไปเลือกเส้นทางที่ดีกว่าอยู่ดี

แล้วทำไมวันที่เขายังอยู่ ไม่เสริมศักยภาพให้เขาเก่งขึ้น แม้จะช่วงสั้นๆ ที่เขายังอยู่กับเรา ความเก่งของเขาก็จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของงาน ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

เชื่อเถอะครับ ถ้าเขามีความสบายใจ รู้ว่าได้รับการส่งเสริมอย่างจริงใจ เขาก็จะมีความรู้สึกเกรงใจ มีความรู้สึกที่ดีย้อนกลับมาเช่นกัน เขาก็อยากอยู่กับองค์กรนานขึ้น ทำให้งานก้าวหน้าได้เร็วขึ้น และธุรกิจมีมือรองมาช่วยแบ่งเบาภาระ

ข้อด้อยร่วมกันของคนไทยทั้งชาติคือ “การกลัวโดนหักหลัง” จากคนที่ได้รับความรู้จากเรา จึงเกิดภาษิตคำพังเพยประมาณว่า “ศิษย์คิดล้างครู” “ครูพักลักจำ” หรือกระทั่งแนวคิด “อย่าสอนไม้เด็ดเคล็ดลับจนหมด”

ไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อนกัน ระหว่าง ครูหวงวิชา จนศิษย์ต้อง “ลักจำ” กับศิษย์ “คิดล้างครู” จนครูต้องอุบไม้เด็ดเคล็ดลับเอาไว้กับตัว

ลองคิดกลับด้านดูครับ ถ้าเราเชื่อมั่นว่าไม้เด็ดเคล็ดลับ ยากที่ใครจะเลียนแบบได้ ถ่ายทอดให้แบบไม่ต้องเสียเวลามาลักจำซะเลย แล้วดูว่าศิษย์ยังคิดจะล้างครูอยู่อีกหรือไม่

ถ้าครูมั่นใจว่าเหนือกว่า รับรองว่าได้มือขวาไว้ใช้งาน…

“โกนวย” ข้าวมันไก่ (เจ้าเก่า) จานละ 10 บาท อร่อยเกินคุ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07021150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

“โกนวย” ข้าวมันไก่ (เจ้าเก่า) จานละ 10 บาท อร่อยเกินคุ้ม

หากมีใครมาบอกว่าไปทานข้าวมันไก่จานละ 10 บาทมา เชื่อว่าหลายคนคงไม่ปักใจเชื่อง่ายๆ บางคนอาจจะคิดว่าคงมีไก่แค่ชิ้นสองชิ้น เพราะในยุคนี้ข้าวของต่างๆ แพงขึ้น โดยทั่วไปข้าวแกงหรืออาหารตามสั่งราคาจานละ 30 บาทขึ้นไป ถ้าอยู่ในห้างก็บวกเข้าไปอีก 5-10 บาทเป็นอย่างน้อย แต่สำหรับร้านข้าวมันไก่โกนวย ยังมีข้าวมันไก่จานละ 10 บาทให้เห็น เนื่องจากเจ้าของคือ “คุณอำนวย เชาว์เฟื่องกิจ” ในวัยเฉียด 70 อยากยืนหยัดราคานี้ไว้ตลอดกาล ซึ่งเป็นราคาเดียวกับที่ร้านนี้เปิดขายครั้งแรกเมื่อปี 2531

ใช้ข้าวหอมมะลิ 100%

ร้านข้าวมันไก่โกนวย ไม่ใช่ร้านใหญ่โตอะไร เป็นรถเข็นที่มีโต๊ะเก้าอี้ให้คนนั่งหลายสิบคน ตั้งอยู่ในซอยตรงข้ามโรงพยาบาลเลิดสิน ด้านหน้ามีป้ายติดอยู่ เข้าไปในซอย 10 เมตรก็ถึง เปิดขายตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึงช่วงบ่าย 2 โมง บ่าย 3 โมง โดยมีคุณอำนวยและภรรยาอีก 2 คน ช่วยกันขายอย่างขะมักเขม้น ถ้าไปวันศุกร์ก็จะได้ฟังเสียงร้องขับกล่อมในบทเพลงสากลของชายผู้นี้ เพื่อมอบความสุขให้กับลูกค้า ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่าเป็นฟรีคอนเสิร์ต

คุณอำนวย เล่าว่า เริ่มขายข้าวมันไก่ตั้งแต่ปี 2531 เกือบ 30 ปีแล้ว ขายตั้งแต่ยังไม่มีทางด่วน ถัดไปอีกซอยเป็นร้านขายข้าวขาหมูสีลมชื่อดังที่คนเข้ามาทานกันเยอะแยะ เดิมนั้นที่ร้านขายส้มตำ แต่เห็นว่าช่วงเช้าว่างเลยขายข้าวมันไก่ แต่ต่อมาเลิกขายส้มตำเนื่องจากมีคนต่างจังหวัดมาเปิดร้านส้มตำกันเต็มไปหมด

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรก ร้านข้าวมันไก่โกนวยขายข้าวมันไก่จานละ 10 บาท ห่อละ 10 บาท มาตั้งแต่เปิดร้าน ลูกค้าสามารถจะเลือกทานข้าวมันไก่ทอดก็ได้ในราคาเดียวกัน ซึ่งแม้ภาวะเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร เขาก็ยังขายราคานี้อยู่ แต่ปริมาณจะแตกต่างจากในอดีต เพราะวัตถุดิบราคาแพงขึ้น ดังที่คุณอำนวยแจกแจง สมัยก่อนข้าวหอมมะลิ 100% ตรามาบุญครอง 5 กิโลกรัม ราคา 50 บาท ตอนนี้ราคา 200 บาท แต่แม้จะแพงอย่างไรก็ยังใช้ข้าวยี่ห้อนี้อยู่

“ทุกวันนี้ก็ยังขายจานละ 10 บาทนี้อยู่ ไม่มีการปรับขึ้นเลย แต่ใช้วิธีลดปริมาณ ลูกค้าบอกขอให้ขายแพงกว่านี้ ต่อมาเลยทำขายจานละ 20 บาท 30 บาท และ 40 บาท แล้วแต่ลูกค้าจะสั่ง ตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่สั่งจานละ 20-30 บาท ไม่ค่อยมีใครสั่ง 10 บาท นอกจากคนที่เริ่มมากินครั้งแรกก็อยากจะทดลอง แต่พอครั้งต่อไปก็ไม่สั่ง 10 บาทอีกแล้ว ถ้าลูกค้ามาสั่งเราจะถามก่อนเลยว่าจะกินจานละเท่าไหร่” คุณอำนวย แจงและว่า เด็กโรงเรียนอัสสัมชัญก็มาทานที่นี่ ครั้งแรกพ่อแม่สั่งจานละ 10 บาทให้ แต่พอมาเองกับเพื่อนก็สั่งจานละ 30-40 บาท ไม่สั่งจานละ 10 บาทอีกเลย

เขาอธิบายถึงสาเหตุที่ยังขายจานละ 10 บาท จนถึงทุกวันนี้ว่า ในความเป็นจริงราคาวัตถุดิบก็ขึ้นราคาไปไม่มาก อย่างก๋วยเตี๋ยว ถั่วงอก ขึ้นกิโลกรัมละ 3 บาท จากเดิมกิโลกรัมละ 30 บาท เป็น 35 บาท ดังนั้น จึงใช้วิธีลดวัตถุดิบ แต่ไม่เพิ่มราคา

วันที่ไปสัมภาษณ์นั้นคุณอำนวยได้ให้ลองลิ้มชิมรสข้าวมันไก่ ต้องบอกว่าอร่อยเกินราคา 10 บาทจริงๆ ชอบตรงข้าวที่นุ่มและไม่มัน ไก่นุ่มไม่เหนียว ขณะที่น้ำซุปหวานดี มีชิ้นฟักด้วย อีกอย่างคือมีน้ำจิ้มให้ตักได้ตามใจชอบ ใครที่ทานข้าวไก่ทอดก็มีน้ำจิ้มอีกแบบไว้บริการ หรือจะทานแบบซีอิ๊วดำก็มีให้เลือก ส่วนใครที่ชอบเผ็ดๆ ก็มีพริกขี้หนูสดๆ ให้หยิบตามใจชอบ

ความอร่อยและลงตัวอย่างที่ว่าจึงต้องสั่งข้าวมันไก่จานละ 20 บาทมาอีกจาน เพื่อเปรียบเทียบกัน ซึ่งก็มากกว่าอีก 1 เท่าตัว รวมแล้วมื้อกลางวันที่ร้านโกนวย ต้องทานข้าวมันไก่ในราคา 30 บาทถึงจะอิ่มท้องพอดี

“ข้าวมันไก่ที่ร้านโกนวยถ้าไม่อร่อยคงไม่ขายมาถึงทุกวันนี้ ที่ร้านอร่อยทุกอย่างทั้งตัวข้าวนิ่ม น้ำจิ้ม และน้ำซุป ความจริงเนื้อไก่ที่ซื้อมาจากตลาดก็ใกล้เคียงกัน แต่ทำอย่างไรให้นุ่ม เนื้อไก่ของผมนุ่มบันเทิงลิ้น เราตุ๋นจนได้ที่ ผมว่าราคาถูกแบบนี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปยังนครสวรรค์รับรองไม่มีใครขายถูกกว่านี้อีกแล้ว ทีวีก็เคยมาถ่ายทำที่ร้านผมโดยที่ผมไม่ได้ไปเสียเงินจ้าง เขามาเองเลย”

ความอร่อยและอัธยาศัยใจดีของคนขาย ทำให้ร้านของโกนวยมีลูกค้าประจำมากมาย โดยเฉพาะบรรดาหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และคนไข้ของโรงพยาบาลเลิดสิน รวมทั้งชาวบ้านในย่านนั้น ลูกค้าบางคนทานข้าวมันไก่ที่ร้านตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ปัจจุบันมีครอบครัวแล้ว ตอนนี้ก็พาลูกมาทานด้วย และเวลาโรงพยาบาลมีงานอะไรทางโรงพยาบาลก็จะสั่งข้าวมันไก่ของที่นี่เป็นประจำ

ทุกอย่างทำเองหมด

สาเหตุที่ร้านดังกล่าวยืนหยัดมาได้เกือบ 30 ปี เป็นเพราะเจ้าของร้านทุ่มเทเอาใจใส่ในเรื่องคุณภาพมาตรฐานอาหารที่ขาย นับตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ซึ่งคุณอำนวยจะเป็นคนไปจ่ายตลาดเองที่ตลาดบางกะปิ ตั้งแต่ตอน 5 ทุ่มครึ่ง จากนั้นมาช่วยกันปรุงทุกอย่าง ทั้งหุงข้าวและต้มไก่ เสร็จตอนตี 3 ครึ่ง พอตี 4 ครึ่งก็ออกจากบ้านย่านโชคชัยสี่ มาขายที่ร้าน เปิดขายตอน 6 โมงเช้า โดยจะขายเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ หยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ

ไม่ขายแฟรนไชส์

แม้จะเป็นรถเข็นที่ไม่มีหน้าร้านของตัวเอง แต่ถือว่าเป็นเจ้าที่ขายดีทีเดียว แต่ละวันขายได้หลายร้อยจาน ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งทานที่ร้านหรือห่อกลับไปได้ในราคาเท่ากัน ลูกค้าบางคนสั่งห่อละ 10 บาท 20-30 ห่อ ส่วนมากลูกค้าจะแน่นช่วงเช้าและช่วงเที่ยง หลังจากนั้นจะทยอยกันมาเรื่อยๆ

ในส่วนของน้ำจิ้ม คุณอำนวย ให้ข้อมูลว่า ทุกอย่างที่ร้านทำเองหมด โดยตอนแรกขอสูตรน้ำจิ้มจากน้องสะใภ้ที่ขายข้าวมันไก่อยู่ย่านดินแดง แล้วนำมาปรับสูตรให้เข้มข้นขึ้น ซึ่งแต่ละครั้งจะทำในปริมาณมากๆ โดยในแต่ละโต๊ะลูกค้าสามารถตักน้ำจิ้มได้ไม่อั้น รวมทั้งน้ำซุปด้วย สามารถขอเติมได้ เช่นเดียวกับโครงไก่ ถ้าเป็นลูกค้าประจำจะขอตลอด แต่มีไว้บริการสำหรับคนที่สั่งจานละ 20-30 บาทเท่านั้น

ช่วงเวลาที่เขาขายข้าวมันไก่มานี้ เจ้าตัวบอกในอดีตก็เคยมีคู่แข่งบ้าง ลูกค้าบางคนเคยไปทานของร้านคู่แข่ง แต่สุดท้ายก็กลับมาทานที่ร้านเหมือนเดิม ตอนนี้ร้านคู่แข่งก็เลิกขายไปแล้ว

“ผมตั้งใจว่าจะไม่ขึ้นราคา จะขายแบบนี้ตลอดไป กำไรน้อยหน่อยแต่ก็โอเค ให้คนกินกลับไปสรรเสริญเรา ดีกว่าขายแพงแล้วไม่อร่อย บางร้านขายจานละ 50-60 บาท แต่ไม่อร่อยเลย เจ๊งไปหลายร้านแล้ว”

ในการมาขายข้าวมันไก่แถวย่านสีลมนี้ คุณอำนวย บอก เนื่องจากเป็นคนแถวนี้มาก่อน แต่พอถูกไล่ที่จากการสร้างทางด่วน จึงไปปลูกบ้านย่านโชคชัยสี่ แต่สาเหตุที่ไม่ขายของที่นั่น เพราะคนไม่รู้จัก กว่าจะทำให้ลูกค้ารู้จักร้านก็คงเจ๊งพอดี จึงต้องมาขายในจุดที่คนรู้จักอยู่แล้ว

แม้จะเป็นร้านข้าวมันไก่ที่ขายดี แต่เจ้าตัวประกาศว่าไม่ขายแฟรนไชส์แน่นอน เพราะไม่รู้ว่าขายไปแล้วจะยังคงรักษาคุณภาพมาตรฐานไว้เหมือนเดิมหรือไม่ และทุกวันนี้ลูกชายหญิงทั้ง 7 คนก็ไม่มีใครอยากจะมาสืบทอดอาชีพนี้ต่อ เพราะต่างมีธุรกิจมีอาชีพของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น จะขายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะยกถังแก๊สไม่ไหว

คุณอำนวย พูดถึงหลักการทำธุรกิจว่า ยึดในเรื่องความสะอาด อร่อย และซื่อสัตย์ ขายของต้องตรงไปตรงมา ถ้าทำแบบนี้ลูกค้าก็จะมาทานเอง

“การทำธุรกิจของผมไม่มีเล่ห์เหลี่ยมกับลูกค้า มีแต่ให้กับให้ อย่างน้ำจิ้มตักได้ตามความพอใจ เช่นเดียวกับน้ำซุปขอได้ไม่อั้น ไม่หวง บางคนขอข้าวเยอะหน่อยก็มี บางคนบอกขอไก่เยอะหน่อย ข้าวน้อยก็มี”

สนใจอยากใช้บริการของร้านข้าวมันไก่โกนวย ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (081) 268-7734 และถ้าใครอยากรู้ว่าจานละ 10 บาท อร่อยเกินคุ้มอย่างที่ว่าไว้จริงหรือไม่ ลองไปชิมไปทดสอบด้วยตัวเอง แล้วจะรู้ว่าข้าวมันไก่จานละ 10 บาท ที่มีไก่หลายชิ้น รสชาติไม่แพ้เจ้าอื่นๆ ที่ขายจานละ 40-50 บาทเลยสักนิด

“ข้าวต้มสุขภาพ” ราคานักศึกษาจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07023150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

อันติกา

“ข้าวต้มสุขภาพ” ราคานักศึกษาจ่าย

“การขายอาหารราคาถูก จะมานั่งคิดกำไรต่อจานไม่ได้ แต่ถ้าขายได้ 10 จาน จานที่ 10 จะมีกำไร และด้วยจำนวนที่ขายวันหนึ่งเป็นร้อยๆ จาน ทำให้กำไรยังคงเหลือ”

ผู้คนย่านท่าพระจันทร์คงคุ้นเคยกันดีกับร้าน “ข้าวต้มสุขภาพ” ซึ่งตั้งอยู่ติดกำแพงด้านหลังวัดมหาธาตุ ถนนมหาราช และเชื่อว่าจำนวนไม่น้อยคงได้ลิ้มรสข้าวต้มร้อนๆ กันมาแล้ว

ร้านนี้มีจุดเด่นดึงดูดลูกค้าได้ดีกับราคาขาย ข้าวต้มถ้วยละ 5 บาท กับข้าวจานละ 20 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ใครเห็นแล้วสะดุดตา จนต้องนำพาตัวเองเข้าไปลิ้มรส

20 บาท จัดไว้

เอาใจนักศึกษา

เจ้าของร้านคือ คุณจิรภัทร สุเนตร์ และ คุณกุลิสรา แย้มอุทัย สองแม่ลูกที่เลือกอยู่บนเส้นทางค้าขายอย่างมีความสุข

คุณจิรภัทร เล่าให้ฟังว่า การค้าขายอาหารเป็นอาชีพที่ทำมานานนับสิบปี โดยเริ่มต้นกับการขายข้าวแกงอยู่ย่านบางใหญ่ซิตี้ แต่ขายได้ 2 ปีก็ขอหยุด เพราะขายดีจนทำไม่ทัน แต่ผลกำไรได้ไม่คุ้มค่าจ้างลูกน้อง แต่นั้นมา คุณจิรภัทรจึงเปลี่ยนมาขายห่อหมกปลาช่อน โดยไปได้ทำเลย่านศาลายา แต่ทว่าค้าขายได้ 3 ปี สามีที่คอยขับรถรับส่งเสียชีวิต กิจการนี้จึงต้องหยุดไป

ความขยันมุ่งมั่นกับอาชีพค้าขายยังคงดำเนินต่อ เพียงแต่ต้องเลือกทำเลที่สามารถเดินทางไปมาได้สะดวก จวบจนได้ทำเลย่านท่าพระจันทร์แห่งนี้ ซึ่งมีพื้นที่ให้ค้าขาย โดยไม่เรียกเก็บค่าเช่า เพียงรับผิดชอบค่าน้ำค่าไฟ คุณจิรภัทรจึงจูงมือบุตรสาว เข้ามาลงทุนเปิดร้าน “ข้าวต้มสุขภาพ” โดยมีเมนูกับข้าวให้ลูกค้าเลือกแบบละลานตา ในราคาเมนูละ 10 บาท

“เริ่มต้นเปิดก็มีกับข้าวให้ลูกค้าเลือกทั้งหมดประมาณ 40 เมนู โดยตอนนั้นขายแค่จานละ 10 บาท เพราะวัตถุดิบราคายังไม่แพง ไข่ไก่ฟองละ 1 บาทเท่านั้น ขายราคานี้ได้ราว 5-6 ปี ก็ปรับมาเป็น 15 บาท และตอนนี้ขอปรับมาเป็น 20 บาท แต่ว่าไม่ได้เพิ่มแค่ราคา ปริมาณก็เพิ่มให้ด้วย”

กับราคาขายถูก ทำให้เกิดลูกค้าตามมาอย่างคึกคัก โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลักที่คุณจิรภัทรมองไว้ “เวลาขายสินค้าจะดูทำเล ดูกลุ่มเป้าหมายว่าเป็นใคร ซึ่งที่นี่หลักๆ คือ นักศึกษา เขายังไม่มีรายได้ การใช้เงินต้องประหยัด และเมนูข้าวต้มก็มองว่าจะตรงใจเขา”

นอกจากนักศึกษาแล้ว ยังมีกลุ่มวัยทำงานที่เดินทางมาอุดหนุนไม่ขาดช่วง หรือบางคนสะดวกซื้อกลับไปทานที่บ้าน ซึ่งคุณจิรภัทรก็ให้บริการใส่ถุงในราคา 20 บาทเช่นกัน

กำไรไม่ต้องมาก

คิดจากจำนวน

จำนวนที่นั่งจัดวางไว้ 25 โต๊ะ ทว่าในช่วงคึกคักตั้งแต่ 18.00 น. ขึ้นไปอาจไม่เพียงพอ “ลูกค้าเวลาหิว ก็ต้องการอาหารรวดเร็ว ซึ่งก็จะมีเมนูจัดปรุงไว้รอตักเสิร์ฟอย่างเดียว อย่างประเภทต้ม ส่วนเมนูไหนต้องทำสด อย่าง ผัดผัก จะลงมือทำให้ลูกค้าใหม่ๆ”

การขายข้าวต้ม มีข้อดีตรงจำนวนลูกค้ามาทาน ส่วนใหญ่ในลักษณะกลุ่ม ทำให้จำนวนโต๊ะจัดไว้บริการเต็มพื้นที่ได้ง่าย ส่วนจำนวนการสั่งซื้อสินค้าเฉลี่ยคนละ 2 จาน ในแต่ละวันจึงได้จำนวนยอดขายกับข้าวนับร้อยจาน หรือคิดเป็นรายได้ประมาณ 10,000 กว่าบาท แต่ทว่าเมื่อหักต้นทุนหมุนเวียนสำหรับซื้อวัตถุดิบวันละประมาณ 7,000 บาท ซึ่งคุณจิรภัทร ว่า คงเหลือกำไร 1,000 กว่าบาทก็เพียงพอแล้ว

คุณกุลิสรา กล่าวเสริมว่า “การขายอาหารราคาถูก จะมานั่งคิดกำไรต่อจานไม่ได้ แต่ถ้าขายได้ 10 จาน จานที่ 10 จะมีกำไร และด้วยจำนวนที่ขายวันหนึ่งเป็นร้อยๆ จาน ทำให้กำไรยังคงเหลือ”

หลายคนอาจมองว่า ขายอาหารถูก นั่นอาจหมายถึงวัตถุดิบไม่ดี ตรงนี้คุณจิรภัทร กล่าวว่า ถ้าพูดไปอาจดูเหมือนเข้าข้างตัวเอง ฉะนั้น จึงขอให้ลูกค้าเดินทางเข้ามาพิสูจน์ด้วยตัวเองสักครั้ง เพื่อให้เห็นกรรมวิธีการทำ และคุณภาพสินค้าที่เลือกนำมาใช้

หัวใจของการทำอาหารให้ได้ในราคาถูก นั่นหมายถึง การจัดการสต๊อกมีส่วนสำคัญ “ประสบการณ์ 20 ปี กับการลงมือปรุงเองทุกจาน ทำให้รู้ว่าวัตถุดิบต้องใช้แต่ละวันเท่าใด จัดการให้ของเหลือน้อยที่สุด อย่างถ้าเป็นเนื้อสัตว์ ตอนนั้นจะมีผู้ค้านำมาส่งให้ถึงหน้าร้าน แต่ถ้าอย่างผัก จะไปจ่ายตลาดด้วยตนเองทุกวัน ซึ่งพอเราลงมือทำอาหารเอง ส่งผลให้บริหารสต๊อกได้อย่างแม่นยำ”

คุณจิรภัทร ยังกล่าวถึงการปรุงรสอาหารด้วยตนเอง ทำให้ทุ่นค่าใช้จ่ายในการจ้างแม่ครัว อีกทั้งยังทำให้รสชาติอาหารมีความคงที่ สามารถควบคุมวัตถุดิบ ความสะอาด รสชาติ ปริมาณ ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งเมื่อมีข้อผิดพลาดหรือปัญหาใดเกิดขึ้นก็สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ด้วยเพราะเจ้าของร้านอยู่ดูแลทุกวัน

บ้าน รถ ซื้อได้

ใช้จ่ายประหยัด

ค่าเช่าพื้นที่ ดูจะเป็นปัญหาต้นทุนหลักส่งผลให้การค้าขายอาหารในราคาถูกเป็นไปได้ยาก แต่ทว่ากับทำเลที่ตั้งร้าน ข้าวต้มสุขภาพ ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ มีเพียงค่าน้ำค่าไฟ จึงสามารถตัดต้นทุนในส่วนนี้ออกไปได้

“ทำเล สำคัญมาก ต้องเป็นแหล่งที่มีผู้คนพลุกพล่าน โดยผู้ค้าต้องดูกลุ่มเป้าหมาย เพื่อจะเลือกขายสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด อย่างที่บอก ทำเลแห่งนี้ กลุ่มหลักคือนักศึกษา ราคาขายจึงไม่ควรแพง ให้เขารู้สึกถึงความคุ้มค่า และข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ เราไม่มีคู่แข่งทางตรงเลย” คุณกุลิสรา กล่าว

การบริหารจัดการเงิน ถือเป็นเรื่องสำคัญในการทำธุรกิจ และมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการ ซึ่งคุณจิรภัทรให้ข้อคิดในเรื่องนี้ว่า การขายสินค้าในราคาถูก แต่ให้มีกำไร และยั่งยืนนั้น ต้องรู้ต้นทุนในแต่ละวัน และรายรับที่เข้ามา นำส่วนของกำไรมาจัดแบ่งเป็นหมวด ว่าต้องนำไปใช้อะไรบ้าง โดยไม่ฟุ่มเฟือย

“เราขายสินค้าในราคาที่ส่งผลให้ได้กำไรน้อย แต่ว่าความไม่ฟุ่มเฟือย ทำให้มีวันนี้ มีบ้านมีรถ สำคัญคือ อย่าก่อหนี้สิน เพราะถ้าไม่มีหนี้ เราจะไม่เครียด ทำงานอย่างมีความสุข พอมีความสุข การแสดงออกต่อลูกค้าก็ดีตามไปด้วย อย่าลืมว่า แม้จะขายสินค้าราคาถูกและดี แต่ถ้าผู้ขายอัธยาศัยแย่ ก็ไปไม่รอด”

คุณจิรภัทร ยังฝากบอกถึงผู้ก้าวเข้ามาทำธุรกิจ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หลายคนอาจไปไม่รอดบนเส้นทางสายนี้ เพราะคิดเรื่องเงินมากเกินไป ตั้งเป้าหมายอยู่กับผลกำไร และเมื่อต้องการกำไรมากก็จะลดคุณภาพวัตถุดิบ แต่ในขณะที่ผู้บริโภคเขาฉลาดพอในการเลือก ลูกค้าไม่พอใจกับอาหารถูกแต่คุณภาพต่ำ ฉะนั้น ขอให้หันกลับมามองที่คุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล บริการด้วยใจ เพราะถ้าลูกค้าประทับใจแล้ว นอกจากจะกลับมาซื้อซ้ำ ยังเชิญชวนผู้อื่นเข้ามาอีกด้วย

สนใจเดินทางไปร้าน “ข้าวต้มสุขภาพ” ตั้งอยู่ ถนนมหาราช ติดกำแพงด้านหลังวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ หรือโทรศัพท์ (080) 993-1149, (084) 108-8686 โดยร้านจะเปิดให้บริการ วันอังคาร-เสาร์ เวลา 17.00-22.00 น.

ขนมจีน-ข้าวราดแกงสันป่าข่อย เชียงใหม่ ป้าสุมิตรา ขายถูก ซาวเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี เรื่อง/ภาพ

ขนมจีน-ข้าวราดแกงสันป่าข่อย เชียงใหม่ ป้าสุมิตรา ขายถูก ซาวเดียว

ยามเย็นเห็นผู้คนขวักไขว่หน้า “ตลาดทองคำ” อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หรือ “เขา” จะมาขุดทองกัน แต่เมื่อลองจอดรถที่ริมรั้ววัดสันป่าข่อย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันก็ได้รู้ว่า…ที่เขามากันเยอะขนาดนี้ เพราะมีของดีซ่อนอยู่…ข้าวแกงราคาถูก ถูกมานาน 35 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2523

ป้ามิตร หรือ สุมิตรา สุขแสง อายุ 60 ปี บอกว่า ขายมานานตั้งแต่เริ่มมีลูก เพราะเกิดและโตที่บ้านสันป่าข่อย เริ่มจากทำแกงเขียวหวานและแกงเนื้อ ราดข้าวและขนมเส้น หรือขนมจีน ตอนแรกเลยขายจานละ 5 บาท จนมาหยุดนิ่งที่ราคา 20 บาทนานกว่า 10 ปี โดยไม่ขึ้นราคาแม้ของจะแพง เศรษฐกิจจะตกต่ำแล้วหลายรอบ

“ฉันรู้ดี เพราะเคยยากจนมาก่อน ที่บ้านมีลูก 9 คน พวกเราเคยต้องต้มไข่ 5 ฟอง กินประทังชีวิต นม ขนม ลูกอม ไม่มีทางได้ลิ้มชิมรส จึงรู้รสชาติของความจนดี สงสาร ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดียิ่งต้องช่วยกัน”

ปัจจุบัน ขนมจีน-ข้าวราดแกงสันป่าข่อย ป้าสุมิตรา มี 2 สาขา ซึ่งสาขาแรกจะเริ่มตั้งร้านเมื่อเวลา 16.00 น. ขายยาวไปจน 05.00 น. ส่วนสาขา 2 ซึ่งอยู่ซอยตรงข้ามวัดสันป่าข่อย ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร จะรับไม้ต่อ เริ่มขายตั้งแต่เวลา 07.00 น. ไปจนถึง 13.30 น. รองรับลูกค้าทุกเพศทุกวัย ทุกกลุ่มทุกชนชั้น โดยดูได้จากรถของลูกค้าที่มีทั้งจักรยาน จักรยานยนต์ รถยนต์ธรรมดาและราคาแพง

สาขาแรกเช่าที่ดินวัดสันป่าข่อย ทำมาหากินมาตั้งแต่สาวๆ ค่าเช่าถูกมาก แผงละ 15-20 บาท เราเลยขายตอนเย็นเหมาทุกแผง เหมาค่าไฟ 1,500 บาท ต่อเดือน กรรมการวัดก็รู้จักเห็นหน้ากันมาทั้งชีวิต ท่านเจ้าอาวาสก็เป็นคนบ้านนี้ ท่านเมตตาให้เราทำมาค้าขายก็เป็นโยมอุปัฏฐากกันไป แต่เพื่อประกันความเสี่ยงและมองการณ์ไกล จึงขยายสาขาเพิ่มเพราะอนาคตไม่แน่นอน ทางวัดอาจจะขยับขยายใช้ที่ดินเพื่อกิจของสงฆ์ เราก็คิดเผื่อไว้

ที่นี่มีตั้งแต่ แกงเขียวหวานหมู แกงเขียวหวานไก่ แกงเผ็ดหมู แกงเผ็ดเนื้อ น้ำยากะทิ น้ำเงี้ยว ก๋วยเตี๋ยว ทุกอย่างซาวบาท (20 บาท) ยกเว้นเนื้อคิดเพิ่ม 5 บาท และเมนูใหม่แกะกล่องเอาใจชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนคือ “ข้าวซอย” มีทั้งไก่ หมูกรอบ และเนื้อ ที่ราคา 40 บาท ส่วนของแกล้ม เช่น ไข่ต้ม ไข่ดาว ฟองละ 10 บาท แคบหมู หนังหมู ถุงละ 7 บาท

คนงานที่นี่เป็นชาวต่างประเทศ (เมียนมา) ป้ามิตรหัวเราะร่วน เลี้ยงแบบลูกแบบหลาน 5 คน ผลัดเปลี่ยนกันทำงาน 3 กะ มีลูกสาวคนเดียวของป้ามิตรที่เรียนจบออกมาช่วยธุรกิจที่บ้าน ส่วนป้ามิตรทำหน้าที่หัวเรือใหญ่บัญชาการคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งการสั่งซื้อวัตถุดิบที่เน้นความสดและดีมีคุณภาพ หมู ไก่…ชิ้นใหญ่…เห็นน้ำเห็นเนื้อ ผักสะอาดทั้งมะเขือ ใบโหระพา ไม่ใช่แกงที่มีแต่น้ำใสแจ๋วอย่างแน่นอน

เริ่มจากเครื่องแกง ที่ทำเองกับมือ หม้อ ทัพพี ข้าวของเครื่องใช้ ถ้วยชามวางเรียงสูงเป็นชั้นๆ บอกได้ถึงปริมาณลูกค้าในแต่ละวัน โต๊ะ เก้าอี้ มีผ้าคลุมลายสวย ขวดน้ำปลา พริก ล้างใหม่ทุกวัน เครื่องเคียงผักสดๆ ทั้งกะหล่ำปลี ถั่วงอก ผักดอง หัวปลี ยอดกระถิน หรือแม้แต่น้ำล้างจานก็ยังเป็นน้ำกรองร้อนๆ ที่ลงทุนเอง ทุกอย่างป้ามิตร…การันตีความสะอาดได้จริง

“ของแพงขึ้น ฉันก็ไม่ปรับราคา เพราะยังไหว คิดว่าเราอยู่ได้ เขาอยู่ได้ สงสาร เขาก็บอกต่อกัน ปากต่อปาก ใครๆ ก็มากินนะ ดาราดังๆ รายการทีวีดีๆ ก็มาถ่ายทำว่าฉันอยู่ได้หรือ ฉันบอกเลยอยู่ได้ เราทำเองปริมาณมากต้องช่วยกัน ตอนนี้คนจีนกำลังเดินตามรอยกันมากิน ก็ต้องปรับตัวเองเพิ่มเมนูภาษาจีนเข้าไป ฝรั่งมาก็ยิ้มชี้มือ…ได้กิน (หัวเราะ)”

เมนูขายดีที่สุดของร้านคือ แกงเขียวหวานไก่ แกงเผ็ดเนื้อ ราดข้าวหรือราดขนมจีน และวันลอยกระทงขายดีที่สุด…ดังนั้น ก่อนกินต้องจ่ายเงินก่อนทุกจาน…

ภาพที่เห็นประจำคือ นักเรียน นักศึกษา มานั่งกันเป็นกลุ่มๆ คนทำงาน แม่บ้าน หรือพ่อบ้าน ที่เลิกงานก็ถอดสูทเดินเข้าตลาดทองคำ เรียกว่าเป็นลูกค้าประจำ แวะซื้อข้าวแกงแถมผักสดฟรีๆ หิ้วกลับบ้าน ด้วยวางใจในคุณภาพคับแก้วของ…ร้านขนมจีน-ข้าวราดแกงสันป่าข่อย เชียงใหม่ ป้าสุมิตรา

อยากลองขนมจีน-ข้าวราดแกง อร่อย ดี มีคุณภาพ ราคาประหยัด เชิญได้ทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ และเทศกาลสงกรานต์ 3 วัน ที่ป้ามิตรจะหยุดให้เด็กๆ ไปเล่นสาดน้ำตามประเพณี หรือจะโทรศัพท์สอบถามเส้นทางกันได้ที่ โทรศัพท์ (086) 731-5495

อึ้ง! ข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ในกรุง “อิ่มละ 30 บาท” ขายนาน 8 ปี ขวัญใจคนงบน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07029150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

อึ้ง! ข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ในกรุง “อิ่มละ 30 บาท” ขายนาน 8 ปี ขวัญใจคนงบน้อย

เมนูที่เจ้าของร้านเตรียมไว้เสิร์ฟในแต่ละวัน ราว 15-20 เมนู ชนิดว่าคนกินไม่เบื่อ ทุกเมนูใช้วัตถุดิบสดใหม่ซื้อจากตลาดวันต่อวัน ไม่มีการใช้ของค้างคืน เพราะร้านนี้ไม่มีตู้เย็นไว้ถนอมอาหาร อุปกรณ์ที่ใช้ตั้งแต่เปิดร้านมา 8 ปี ไม่ว่าจะเป็น กระทะ ตะหลิว หม้อต้ม ทางร้านเลือกใช้แบบปลอดสารตะกั่วทั้งหมด

ในยุคที่ข้าวของทุกอย่างพาเหรดกันขึ้นราคา ทำให้ค่าครองชีพทะยานพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ทว่ายังมีร้านอาหารเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมบึงมักกะสันขอสวนกระแสขายข้าวราดแกงบุฟเฟ่ต์ คอนเซ็ปต์ตักกินไม่อั้น อิ่มละ 30 บาท แถมมีขนมหวานเสิร์ฟด้วย เจ้าของร้านคือ คุณไพบูลย์ แจงอุไร ขอแหวกกฎการทำธุรกิจด้วยการขาย ที่ไม่หวังผลกำไรสูงสุด

เสิร์ฟ 15-20 เมนู/วัน

ปรุงสดใหม่ ใช้แต่ของดี

คุณไพบูลย์ แจงอุไร ปัจจุบันอายุ 58 ปี ใครๆ แถวริมบึงมักกะสัน ต่างเรียกขานว่า ป้าต้อย ก่อนจะมาเป็นแม่ค้าขวัญใจคนรายได้น้อย พื้นเพเกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2538 เข้ามาค้าขายขนมหลายอย่าง อาทิ ขนมครก ข้าวโพดคั่ว จนกระทั่ง พ.ศ. 2551 ตัดสินใจเปิดร้านขายข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ ด้วยเหตุผลอยากให้คนมีรายได้น้อยได้กินของดี จ่ายในราคาถูก

“ที่มาของข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ อิ่มละ 30 บาท เกิดจากน้องชายขับแท็กซี่พาไปดูข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ร้านหนึ่งแถวปทุมธานี ส่วนตัวรู้สึกว่ากับข้าวไม่หลากหลาย ใช้วัตถุดิบไม่ดี ยกตัวอย่าง ผัดกะเพรา ใส่พริกป่น ใส่ใบกะเพราเหี่ยวๆ ผัดผักก็ใช้ผักเก่าๆ ประกอบกับชอบทำกับข้าวอยู่แล้ว เลยตัดสินใจเปิดร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์บ้าง แต่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องทำให้ดีกว่า”

จากความไม่ประทับใจร้านอาหารร้านนั้น ทำให้ป้าต้อยฝังใจว่า อยากจะทำให้ดีกว่า ตรงนี้จึงเป็นเรื่องราวของธุรกิจข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ อิ่มละ 30 บาท

ป้าต้อยเปิดร้าน พ.ศ. 2551 ตั้งอยู่ริมบึงมักกะสัน ข้างโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร ด้วยเงินลงทุนไม่สูงมากราว 5,000 บาท ลดต้นทุนด้วยการไม่จ้างคนงาน ไม่ตกแต่งร้าน ทำเองทุกอย่าง โดยมีคู่ชีวิตเป็นผู้ช่วย ตั้งแต่ซื้อของ ทำกับข้าว หุงข้าว ล้างจาน เปิดร้าน ปิดร้าน

“ป้านอน 1 ทุ่ม ตื่นตี 2 ไปตลาดคลองเตยซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหาร เพื่อให้ทันเปิดร้านตั้งแต่ตี 5 เอาใจลูกค้าที่เข้างานเช้า อาทิ คนขับแท็กซี่กะเช้า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พนักงานส่งเอกสาร จะปิดร้านอีกที 4 โมงเย็น กิจวัตรเหล่านี้ทำเองทุกวัน”

สำหรับเมนูที่เจ้าของร้านเตรียมไว้เสิร์ฟในแต่ละวัน ราว 15-20 เมนู ชนิดว่าคนกินไม่เบื่อ ทุกเมนูใช้วัตถุดิบสดใหม่ซื้อจากตลาดวันต่อวัน ไม่มีการใช้ของค้างคืน เพราะร้านนี้ไม่มีตู้เย็นไว้ถนอมอาหาร อุปกรณ์ที่ใช้ตั้งแต่เปิดร้านมา 8 ปี ไม่ว่าจะเป็น กระทะ ตะหลิว หม้อต้ม ทางร้านเลือกใช้แบบปลอดสารตะกั่วทั้งหมด

ทุนวันละ 20,000

ลูกค้ามาทั่วสารทิศ

ป้าต้อย ยกตัวอย่างเมนู มีแกงขี้เหล็ก เต้าเจี้ยวหลน น้ำพริกกะปิ ไข่เจียว ปลาทูทอด แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด ผัดกะเพรา ลาบหมู ผัดบวบ ไข่พะโล้ ผัดผักบุ้งไฟแดง ต้มจับฉ่าย แกงส้ม ผัดผักบุ้งจีน ต้มผักกาดดอง ผัดผักกาดดองใส่ไข่ ผัดผักคะน้า ผัดพริกแกงถั่ว ผัดหมี่กะทิ พะแนงหมู ชะอมชุบไข่ ผัดกุยช่าย ผัดถั่วงอกใส่เต้าหู้ ผัดฟักทอง ผัดสายบัว ฯลฯ ยังมีขนมที่สลับหมุนเวียนไป สาคูเปียก กล้วยบวชชี ฟักทองแกงบวด รวมมิตร

วัตถุดิบที่ใช้ในแต่ละวัน ป้าแจกแจงคร่าวๆ ว่า ใช้แก๊สวันละ 5 ถัง (ถังละ 15 กิโล) ไข่ไก่เบอร์ 0 วันละ 30 แผง ข้าวเสาไห้เกรดกลางๆ วันละ 65 กิโลกรัม เนื้อหมู 50 กิโลกรัม เนื้อไก่ 50 กิโลกรัม ผักต่างๆ 100 กิโลกรัม น้ำมันปาล์ม 18 ลิตร นอกจากนั้น ยังมีเครื่องปรุง พริก น้ำตาลทราย น้ำปลา ซอสปรุงรส น้ำมันหอย กะปิ เครื่องแกง รวมๆ แล้วใช้เงินลงทุนต่อวัน ราว 20,000 บาท

“ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพกลางๆ ไปจนถึงคุณภาพดี ยกตัวอย่าง พริกแกง และกะปิ จะสั่งซื้อจากร้านที่ขายส่งให้กับโรงแรม 4 ดาว ส่วนเครื่องปรุงรส ซอส ซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำตาลทราย ใช้เฉพาะยี่ห้อดังมีเครื่องหมาย อย. เท่านั้น”

ด้านกลุ่มลูกค้า เจ้าของร้าน เผยว่า หลากหลายมาก มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย วัยรุ่น ไปจนถึงผู้สูงอายุ ตั้งแต่ขับรถหรูราคาหลายล้าน ขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ม้าเร็วส่งเอกสารชวนกันมาทีละหลายคน บางคนมาไกลจากห้วยขวาง รังสิต บางนา นครนายก ยกขบวนกันมา 30-40 คัน จอดมอเตอร์ไซค์ยาวเต็มหน้าร้าน แต่ละวันมีลูกค้าเข้า-ออก ราว 500 คน

“ลูกค้าทุกคนที่มาทาน ตักข้าว ตักกับข้าวพูนจาน บางคนลุกเติมแล้วเติมอีก สูงสุดที่เคยเห็นคนเดียวเติม 4 รอบ แต่น่าชื่นใจว่าทุกคนกินหมดเกลี้ยงไม่มีใครกินเหลือ แค่มองเห็นคนกินข้าวอิ่ม ควักจ่ายแล้วยังมีตังค์เหลือเท่านี้ก็อิ่มใจแล้ว”

บุฟเฟ่ต์ ยิ่งขายได้เยอะ

กำไรก็จะเพิ่มขึ้นเอง

สาเหตุที่ร้านนี้ขายอาหารถูกได้ เจ้าของเผยหมดเปลือกว่า ทางร้านไม่จ้างลูกน้อง ไม่เสียค่าเช่าสถานที่ ไม่เสียค่าแต่งร้าน ไม่ได้ติดแอร์ ทุกอย่างทำเองหมด ยอมรับว่าเหนื่อยมาก บางวันล้างจานจนมือบวม กำไรก็น้อย แต่ดีใจที่เห็นลูกค้าได้กินของดี ราคาที่ทุกคนจ่ายได้

ป้าต้อย เสริมว่า ส่วนตัวเป็นคนประหยัด ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ชอบเที่ยว ไม่เล่นการพนัน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็น ทำให้บางวันไม่ได้ใช้เงินเลย ข้าวก็กินที่ตัวเองขาย ไม่ค่อยเจ็บป่วย ดังนั้น จึงมีเงินเหลือเก็บพอจะซื้อสินทรัพย์ด้วยเงินสด เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์

ลงทุนวันละ 20,000 บาท แถมขายถูก แบบนี้มีกำไรไหม ป้าต้อย ยืนยันว่า มีกำไรจริงๆ เฉพาะวันจันทร์วันเดียว หักลบต้นทุน กำไรก็ 7,000 แล้ว

“ป้าเพิ่มทางเลือกให้คนมีรายได้น้อยได้ทานอาหารอร่อย จ่ายในราคาถูก ยิ่งลูกค้าเยอะมากเท่าไหร่ ป้ายิ่งได้กำไรเยอะ เพราะบุฟเฟ่ต์เป็นการขายจำนวน ถัวเฉลี่ยกันระหว่างคนทานมาก กับ คนทานน้อย และที่สำคัญ เอากำไรน้อย”

ป้าต้อย บอกต่อว่า วันจันทร์จะขายดีที่สุด เป็นวันที่ลูกค้าเยอะมาก ช่วงเที่ยงถนนติดขัดทั้งขาเข้า ขาออก หักลบต้นทุน กำไร 7,000 บาท ส่วนวันอื่นๆ เฉลี่ย 2,000-3,000 บาท แค่นี้ก็พออยู่ได้ ดีกว่าไม่มีรายได้เลย

ปัจจุบัน ร้านนี้เปิดมาแล้ว 8 ปี มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักของบรรดาคนมีรายได้น้อยไปทั่วสารทิศ แน่นอนว่าหากรสชาติไม่อร่อย หรือของไม่ดีจริง ก็คงไม่เปิดมานานขนาดนี้ นี่คือหัวใจบริหารแบบไม่กลัวขาดทุน ที่เจ้าของร้านมีชื่อว่า ไพบูลย์ แจงอุไร