ไม่สนงานออฟฟิศ เพาะกระบองเพชรขาย จากความชอบ สู่อาชีพทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0728150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

เกษตรเทรนด์ใหม่

วัชรี ภูรักษา

ไม่สนงานออฟฟิศ เพาะกระบองเพชรขาย จากความชอบ สู่อาชีพทำเงิน

เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ หันมาสนใจและประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้น ทั้งยังชอบต้นไม้ โหยหาอาชีพอิสระที่ตอบโจทย์วิถีการดำเนินชีวิตอิสระ และต้องการเวลาใช้ชีวิตมากขึ้น หลายรายเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจากสิ่งที่ชอบกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมัธยมหรือมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ

คุณปัญญา อาชาวงศ์ หรือ คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” วัย 29 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่อีกราย ที่มีความคิดไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร และสร้างกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเองจากสิ่งที่ชอบ

กิจการจากความชอบ

ทำเกษตร สร้างอาชีพ

คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” สละเวลาจากการขายของ ในเย็นวันอังคาร ที่ตลาดนัดจตุจักร เล่าให้ฟังว่า “เรียนจบคณะเทคโนฯ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนจะเรียนจบแล้วว่า ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร เพราะไม่ชอบงานออฟฟิศเท่าไหร่ และอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หลังจากเรียนจบได้มาทำธุรกิจอาหารเสริมเป็นธุรกิจแรกที่เริ่มต้นทำ ระหว่างที่ทำธุรกิจขายอาหารเสริมอยู่นั้น ก็มีความสนใจในการเลี้ยงกระบองเพชรด้วย

เริ่มซื้อมาเลี้ยง ด้วยความรู้สึกว่ากระบองเพชรมีความเหมาะสมอะไรหลายๆ อย่าง กับสภาพอากาศของเมืองไทย เป็นไม้ที่มีความทนทานสูง จากความชอบส่วนตัว จนกระทั่งศึกษาจนเกิดความหลงใหลในไม้ประเภทนี้ ทดลองเลี้ยงไปเรื่อยๆ และมองเห็นโอกาสตลาดกระบองเพชรของเมืองไทย ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น จึงศึกษารายละเอียดเพิ่ม จนถึงขั้นไล่ตามเก็บพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เพื่อมาทดลองผสมเกสร ใช้เวลาลองผิดลองถูกเกือบ 2 ปี ก่อนที่จะเริ่มนำมาขาย”

โดยคุณเต้ย เล่าต่ออีกว่า มีความเป็นเกษตรกรตั้งแต่เด็ก เนื่องจากที่บ้านเลี้ยงบอนไซมาก่อน ทำให้เขามองเห็นว่า มูลค่าของต้นไม้เพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งเลี้ยงหลายปีมากเท่าไหร่ ราคายิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งมีความรู้สึกว่า ต้นไม้เป็นสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจอะไรเลย คนซื้อเพราะอยากได้ ซื้อเพราะชอบ เกิดจากความพึงพอใจ เลยทำให้ต้นไม้ยังขายได้เรื่อยๆ

ร่วมหุ้น 3 ต. เปิดร้าน

รุกทั้งออนไลน์ ออฟไลน์

เมื่อมองเห็นโอกาสว่าตลาดกระบองเพชรในเมืองไทย ได้รับความนิยมและบูมขึ้นทุกขณะ คุณเต้ยจึงได้ชวนเพื่อนอีก 2 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ชื่นชอบกระบองเพชรอยู่ก่อนแล้วมาร่วมหุ้น เปิดร้านขายกระบองเพชรด้วยกัน โดยใช้ชื่อ “กระบองpet-ร้าน3ต.” โดยให้ความหมายไว้ว่า ทั้ง 3 คนเลี้ยงกระบองเพชรให้เหมือนกับเป็นสัตว์เลี้ยงที่รักของตน อีกทั้งชื่อเล่นของทั้ง 3 คน ก็ขึ้นต้น “ต” เหมือนกัน จึงเป็นที่มาของชื่อร้าน

ทั้งนี้ คุณเต้ย เกษตรกรรุ่นใหม่รายนี้ ยังบอกอีกด้วยว่า เปิดร้านขายกระบองเพชรที่ตลาดนัดจตุจักร เฉพาะเย็นวันอังคารเท่านั้น เน้นการขายแบบเป็นต้น มากกว่าการขายเป็นเมล็ด เนื่องจากจำนวนมูลค่าของ ของการขายเป็นต้น มากกว่าการขายเป็นเมล็ด

สำหรับการกำหนดราคาขายกระบองเพชร ทราบจากคุณเต้ยว่า “การกำหนดราคาขายกระบองเพชร เป็นการกำหนดราคากันขึ้นมาเองของคนขายแต่ละร้าน ราคาอาจไม่แน่นอน บางคนอาจมองว่าแพง บางคนอาจมองว่าถูก ที่เป็นเช่นนี้เพราะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนซื้อ กับคนขาย สายพันธุ์ของกระบองเพชร และลักษณะของกระบองเพชรแต่ละต้นที่สามารถเพาะได้เป็นสำคัญด้วย

แต่ก็มีลักษณะร่วมกันที่คนซื้อและคนเพาะเลี้ยงส่วนใหญ่นิยม และจะมีราคาขายแพงขึ้นไปกว่ากระบองเพชรต้นอื่นด้วย นั่นคือ กระบองเพชรที่มีความด่าง กระจายตัวทั่วต้นได้สวย รูปทรงดี ที่ขายได้ราคาดี เนื่องจากต้นกระบองเพชรลักษณะนี้มีโอกาสน้อยและเป็นเรื่องยากที่จะเพาะเลี้ยง หรือผสมให้มีลักษณะดังกล่าว”

ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่เข้าถึงและเข้าใจเทคโนโลยีและโลกโซเชียลได้ง่าย จึงเปิดโอกาสในการซื้อ-ขาย เพิ่มมากขึ้น โดยคุณเต้ย บอกว่า “การขายแบบออนไลน์ ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าทางออนไลน์ที่อายุน้อยที่สุดที่เข้ามาซื้อขายกระบองเพชรในเพจ เป็นเพียงเด็กประถมเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ง่ายๆ เลยว่า ลูกค้าบนออนไลน์หรือโซเชียลเป็นกลุ่มลูกค้าที่กว้างมาก เป็นใครก็ได้ ส่วนในด้านของลูกค้าออฟไลน์ หรือลูกค้าที่ซื้อ-ขายกันที่หน้าร้าน กลุ่มลูกค้าหลัก ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและวัยทำงาน มาเดินเลือกซื้อไปปลูกกันตามคอนโดฯ หรือห้องพัก”

กระบองเพชรยอดนิยม

แนะเทคนิคเลี้ยงขาย ทำเงิน

สายพันธุ์ของกระบองเพชร มีหลากหลายสายพันธุ์มาก คุณเต้ย กล่าว ทั้งได้แยกแยะกลุ่มที่ขายซึ่งเป็นข้อมูลจากการสังเกตของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” แยกคร่าวๆ ตามกลุ่มกระบองเพชรที่ฮิตกันมากในการซื้อ-ขาย โดยสามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1. แอสโตร ลักษณะเด่นคือ จะไม่มีหนาม ต้องการแสงและน้ำมาก

2. แผงคอม้า ลักษณะคือ มีหนามเยอะ จัดเป็นไม้หนาม ชอบแสง

3. แมมมิลลาเรีย เป็นกระบองเพชรที่ชอบแดด ต้องการน้ำน้อย จุดเด่นคือ ขนจะสวยและนิ่ม

4. อาร์ลีโอ ลักษณะเด่นของไม้นี้คือ มีใบ ชอบแสงปานกลาง 4-5 วันรดน้ำที ก็สามารถดำรงอยู่ได้

5. ไม้อื่นๆ

สำหรับการดูแลเลี้ยงกระบองเพชร คุณเต้ย แนะนำว่า “ถ้าต้องการเลี้ยงแบบจริงจัง ควรมีโรงเรือนก็จะดี เพื่อกันฝนและกรองแสงบ้าง และควรเป็นพื้นที่ที่มีแสงเข้าถึงอย่างพอเพียง เพราะอย่างที่ทราบกันว่า กระบองเพชรเป็นต้นไม้ที่ต้องการแสงแดด และที่สำคัญ ควรต้องศึกษาพันธุ์ไม้นั้น ว่ามีลักษณะนิสัย ความชอบ ความต้องการของต้นไม้เป็นเช่นไร หลักๆ ก็น่าจะประมาณนี้

อีกอย่างคือ กระบองเพชร เป็นต้นไม้ที่ไม่ได้ต้องการการดูแลมาก เช่นว่า ต้องรดน้ำทุกวัน ซึ่งนั่นก็ไม่จำเป็น แต่ก็ไม่ถึงกับไม่ต้องการการดูแล อย่างไรก็ต้องมีให้น้ำ ให้ปุ๋ย เหมือนกับต้นไม้ชนิดอื่น

ด้านราคา ที่ร้านเริ่มขายตั้งแต่ ราคาหลักสิบไปจนถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับลักษณะของต้นนั้นๆ และที่สำคัญอายุของกระบองเพชรยิ่งผ่านเวลา ยิ่งอายุหลายปี ยิ่งมีราคาเพิ่มขึ้น เพราะกระบองเพชรเป็นไม้ที่เติบโตช้า บางต้น 2 ปีผ่านไป ยังโตได้แค่ประมาณ 2 เซนติเมตรเท่านั้น”

สำหรับใครที่สนใจอยากเลี้ยงกระบองเพชร สามารถมาเดินดูได้ที่ร้าน กระบองpet-ร้าน3ต. ทุกวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็น ไปจนถึง 5 ทุ่ม ที่ตลาดนัดจตุจักร หรือจะเข้ามาดูในเฟซบุ๊ก เพจชื่อ กระบองpet-ร้าน3ต. ก็ได้ หากใครมีข้อสงสัย ก็มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ คุณเต้ย บอกทิ้งท้ายว่า ยินดีตอบทุกอย่างที่รู้ในการเลี้ยงกระบองเพชร

“ทุเรียนเผา” กิโลละ 250 บาท ลูกค้าออร์เดอร์ตั้งแต่ร้านเปิดยันร้านปิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0734150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ไอเดียแปลก

พารนี

“ทุเรียนเผา” กิโลละ 250 บาท ลูกค้าออร์เดอร์ตั้งแต่ร้านเปิดยันร้านปิด

การติดไฟต้องให้ถ่านคุแบบพอดี ไม่แรงจนเกินไป มิเช่นนั้นแล้วเปลือกจะไหม้ ก่อนเผาต้องทำการกรีดเปลือกนิดหน่อย เพื่อให้ความร้อนโดนเนื้อทุเรียน ค่อยๆ พลิกให้โดนไฟจนทั่ว ใช้เวลาในการเผาประมาณ 1 ชั่วโมง

กำลังฮือฮาหนักมากในหมู่ชาว “คอทุเรียน” สำหรับ “ทุเรียนเผา” ที่น่าจะมีขายเป็นเจ้าแรกของเมืองไทย และเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่นานมานี้ ที่บริเวณถนนชาญเวชกิจ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก มีเจ้าของเป็นพ่อค้าหนุ่มหน้าใส วัย 22 ปี ที่มีชื่อเล่นเรียกเก๋ๆ ว่า “ช็อปเปอร์”

แม้ช่วงนี้ภารกิจจะรัดตัว แต่ คุณช็อปเปอร์-รัชชาชนนท์ ขำศรี เจ้ากิจการ “ทุเรียนเผา” ที่เกริ่นถึง ยังกรุณาสละเวลามาให้ข้อมูล “เส้นทางเศรษฐี” ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น พื้นเพเป็นชาวจังหวัดพิษณุโลก จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน ที่กรุงเทพฯ ก่อนสมัครเข้าทำงานตามผับ-แหล่งท่องเที่ยวยามราตรี ในตำแหน่งประชาสัมพันธ์

ทำงานอยู่ได้พักใหญ่ เริ่มเบื่อแสงสีเมืองกรุง เลยตัดสินใจกลับไปทำมาหากินที่บ้านเกิด ด้วยการเปิดร้านเล็กๆ ขายส้มตำ-ไก่ย่าง-อาหารอีสาน บนทำเลย่านถนนชาญเวชกิจ ส่วนสาเหตุที่เลือกอาชีพนี้เพราะที่บ้านทำอาชีพค้าขายอยู่แล้ว ส่วนตัวเองก็มีฝีมือในการทำอาหารอยู่บ้างเป็นต้นทุน

เริ่มต้นร้านส้มตำได้ไม่นาน คุณพ่อของเขาไปรับทุเรียนสดจาก “ตลาดไท” มาปอกขายใกล้กัน ช่วงไหนลูกค้าร้านส้มตำบางตา คุณช็อปเปอร์จะปลีกตัวจากกิจการของตัวเองมาช่วยขายทุเรียนด้วย

กระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ เห็นมีการแชร์ในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง เกี่ยวกับการนำทุเรียนมาเผาก่อนรับประทาน เห็นว่าแปลกดี จึงคิดอยากลองทำดูบ้าง และคิดว่าคงไม่สิ้นเปลืองเท่าไหร่ เพราะคุณพ่อขายทุเรียนอยู่แล้ว

“ติดเตาให้ไฟอยู่ระดับปานกลางเสมอกัน เหมือนตอนย่างไก่ ก่อนเลือกทุเรียนลูกย่อมๆ มากรีดเปลือกออกเล็กน้อยให้ทั่วก่อนเผา ใช้เวลานานเกือบชั่วโมง กว่าเนื้อจะแห้งทั่วลูก พอได้ที่ผ่าออกมา จะได้เนื้อทุเรียนที่ไม่ไหม้ มีกลิ่นหอมของเปลือกไม้ที่โดนไฟคล้ายมันปิ้ง-มันย่าง แทบไม่มีกลิ่นของทุเรียน พอให้ทุกคนในร้านกิน บอกตรงกัน แปลก แต่อร่อย และหอมกว่าเดิม” คุณช็อปเปอร์ เล่าจุดเริ่ม

และว่า จากการทดลองทำรับประทานเองก่อน ผลตอบรับออกมาดีและไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น จึงคิดทำออกขายทันที แต่มีเสียงคัดค้านขึ้นมาบ้างจากคุณย่าของเขา โดยท่านให้เหตุผล ไปเผาให้เสียเวลา-เสียของทำไม แต่ตัวเขาคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ในการรับประทานทุเรียนให้กับลูกค้าที่สนใจ

คุณช็อปเปอร์ เล่าต่อ ธุรกิจนี้เริ่มต้นโดยไม่ใช้เงินลงทุนอะไรมาก ใช้เตาย่างไก่ที่มีอยู่แล้ว เป็นอุปกรณ์หลัก ก่อนนำทุเรียนมาเผาแล้วถ่ายรูปไว้ ส่งให้ทางแฟนเพจ “อร่อยเหาะเจาะสองแคว” ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ ปรากฏมีลูกค้าสนใจกันมาก จากนั้นมีสื่อหลายแขนงมาทำข่าว เลยทำให้สินค้าในแบบของเขาเป็นที่รู้จักภายในเวลาอันรวดเร็ว

โดยช่วง 2 สัปดาห์แรกขายได้เกือบ 30 ลูก พอมีสื่อต่างๆ มาช่วยประชาสัมพันธ์ ขายดีขึ้นไปอีก ล่าสุดต้องรับออร์เดอร์ลูกค้าตั้งแต่เปิดร้านยันปิดร้าน วิ่งส่งกันทั่วเมืองเลยทีเดียว

“จากใช้เตาย่างไก่แค่เตาเดียว ล่าสุดขยายเป็น 3 เตา แต่ยังทำไม่ทัน วันก่อนมีลูกค้าขับรถจากจังหวัดพิจิตรมาซื้อ 3 ลูก ราคาตกเกือบ 2,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าจากต่างจังหวัด ทั้งกรุงเทพฯ นครปฐม โทรศัพท์มาขอซื้อ แต่ส่งให้ไม่ได้เพราะระยะทางไกล เกรงทุเรียนจะเน่าเสียก่อน” เจ้าของกิจการ เผยผลตอบรับ ก่อนยิ้มกว้าง

ถามถึงขั้นตอนการทำ คุณช็อปเปอร์ บอกให้ฟังแบบไม่หวงเทคนิค เริ่มต้นจาก การเลือกระดับ “ความสุก” ของเนื้อทุเรียนก่อน หากนำแบบสุกเต็มที่มาเผา เนื้อทุเรียนที่ได้จะค่อนข้างเหลว แต่ถ้าใช้แบบห่ามมาเผา เนื้อที่ได้จะสุกพอดี ขณะที่ความหอม-หวาน-มัน นั้นแทบจะไม่แตกต่างกัน

ส่วนเตาถ่านอุปกรณ์สำคัญนั้น ใช้อั้งโล่ธรรมดา แต่การติดไฟต้องให้ถ่านคุแบบพอดี ไม่แรงจนเกินไป มิเช่นนั้นแล้วเปลือกจะไหม้ ก่อนเผาต้องทำการกรีดเปลือกนิดหน่อย เพื่อให้ความร้อนโดนเนื้อทุเรียน ค่อยๆ พลิกให้โดนไฟจนทั่ว ใช้เวลาในการเผาประมาณ 1 ชั่วโมง ฉะนั้น จึงต้องมีบริการส่งให้ลูกค้าถึงบ้านฟรี เพราะลูกค้าบางคนอาจยืนรอไม่ไหว

สำหรับรูปแบบก่อนจัดส่งนั้น ลูกค้าสามารถสั่ง ต้องการแบบแกะเนื้อแล้วไม่เอาเปลือก หรือต้องการทั้งลูกไปแงะออกเองเพื่ออรรถรสในการรับประทาน ก็จัดให้ได้

เกี่ยวกับราคาขายที่หลายคนอยากทราบ คุณช็อปเปอร์ บอก ตอนนี้ที่ร้านขายทุเรียนสดของคุณพ่อเขา ขายหมอนทองกิโลกรัมละ 120 บาท ส่วนทุเรียนหมอนทองเผา จำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 250 บาท แถมบริการจัดส่งถึงบ้านฟรี

“การตั้งราคาทุเรียนเผานี้ คำนวณจากเวลาและขั้นตอนการทำที่ค่อนข้างนานและยากอยู่เหมือนกันกว่าจะได้ออกมาแต่ละลูก เลยคิดว่าน่าจะแพงกว่าทุเรียนปกติกว่าเท่าตัว ซึ่งถ้าเทียบกับค่าครองชีพแล้วนับว่าแพงพอสมควร จึงไม่คิดว่าจะมีคนมากินกันเยอะขนาดนี้” คุณช็อปเปอร์ เล่ายิ้มๆ

เมื่อถามถึงความตั้งใจในธุรกิจ พ่อค้าหน้าใสวัย 22 ปีผู้นี้ บอกสั้นๆ

“จะขายต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีคนกินครับ”

“กินยัง เบอร์เกอร์” เมนูจานด่วน ทานง่าย บุกตลาดขายส่ง หวังสร้างอาชีพคนงบน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0736150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“กินยัง เบอร์เกอร์” เมนูจานด่วน ทานง่าย บุกตลาดขายส่ง หวังสร้างอาชีพคนงบน้อย

“ผมยังคงเจาะตลาดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นฐานลูกค้าเดิมของคุณพ่อ ขณะเดียวกัน รับออกงานอีเว้นต์ต่างๆ ขยายตลาดไปยังร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ จัดประชุมงานต่างๆ รวมถึงขายส่งเฉพาะไส้ จุดประสงค์คือ อยากจะสร้างอาชีพ สร้างงานให้กับผู้ที่สนใจ โดยสามารถรับไปขายได้เลย”

ออกตัวว่าอร่อยไม่แพ้เจ้าไหนในประเทศ สำหรับ “กินยัง เบอร์เกอร์” เมนูจานด่วน ทานง่าย ทานสะดวก รสชาติดี ได้คุณค่าสารอาหาร ในอดีตเมื่อ 4 ปีที่แล้วเคยครองตำแหน่งขวัญใจของเด็กน้อยวัยใส ขายดิบขายดีในโรงเรียน มาวันนี้ ขอทวงบัลลังก์คืน ภายใต้การบริหารงานของทายาท Gen Z คุณภูมิ รังสิยานนท์ นักศึกษาปีที่ 1 เรียนหลักสูตรอินเดียศึกษา (นานาชาติ) รั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ คุณณัฎฐกมล สุกิจจาคามิน นักศึกษาปีที่ 1 คณะศิลปกรรมศาสตร์ นิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยบูรพา

อาสารับไม้ต่อ

บริหารแบบคนรุ่นใหม่

คุณภูมิ เล่าว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้ว คุณพ่อ-คุณปกรณ์กิตติ์ ท่านเคยเป็นที่ปรึกษางานด้านเบเกอรี่ให้กับสินค้าดังๆ อย่าง สเวนเซ่นส์, สาลี่สุพรรณ ฯลฯ แล้ววันหนึ่ง ท่านหันมาทำแฮมเบอร์เกอร์ขาย โดยเช่าตึกย่านถนนลาดปลาเค้า กทม. คิดสูตรเอง ทำขนมปังเอง ทำไส้เอง ทำซอสเอง เจาะตลาดโรงเรียน เน้นคุณภาพ รสชาติอร่อย ขายราคาไม่แพง ปรากฏว่าเด็กๆ ชอบมาก ขายดีเกินคาด แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณพ่อเลิกกิจการทั้งๆ ที่ยังมีออร์เดอร์อยู่

“คุณพ่อมองว่า ตลาดระดับกลาง-ล่าง ยังมีช่องว่าง และมีความน่าสนใจ เลยตั้งใจเจาะตลาดกลุ่มนี้ ทว่าพอขายแฮมเบอร์เกอร์ไปได้ 3 ปี เจ้าของตึกที่ลาดปลาเค้า ขึ้นค่าเช่าเป็น 3 เท่าตัว พ่อเลยเลิกขาย ทั้งๆ ที่ยังมีลูกค้าสั่งออร์เดอร์เข้ามาสัปดาห์ละ 600 ชิ้น ผมรู้สึกเสียดายโอกาส เลยอาสาเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจนี้”

ช่วงที่คุณภูมิเข้ามาสานต่อธุรกิจ หนุ่มน้อยหน้าใสยังเรียนอยู่ ม.6 เจ้าตัว เผยว่า ย้ายครัวออกจากย่านลาดปลาเค้ามาอยู่แถวเมืองทอง ด้านสูตรเบอร์เกอร์ยังเป็นของคุณพ่อ จุดเด่นเป็นเบอร์เกอร์โฮมเมดแท้ๆ มีไส้หมูออริจินอล ไก่ทัชมาฮาล ไก่พริกไทยดำ เนื้อวัวปกติ และเนื้อวัวพรีเมี่ยมให้ลิ้มลองกัน”

สำหรับเอกลักษณ์ของ “กินยัง เบอร์เกอร์” เป็นแฮมเบอร์เกอร์รสชาติจัดจ้าน สไตล์คนไทยชอบ เน้นคุณภาพระดับสูง ไม่ว่าจะวัตถุดิบที่เลือกใช้ ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว วัตถุดิบที่ใช้เกรดเอทั้งหมด เน้นเนื้อสัตว์ปริมาณไขมันต่ำ สั่งจากโรงงานมีชื่อเสียงเพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องปัญหาเชื้อโรคที่มากับสัตว์ ส่วนเนื้อวัวพรีเมี่ยมสั่งจากต่างประเทศ จับกลุ่มคนมีกำลังซื้อสูง

“จุดเด่น กินยัง เบอร์เกอร์ อยู่ที่ไส้ ตีเนื้อสัตว์เอง ปรุงรสชาติตามสูตรเฉพาะที่คิดขึ้นเอง ใช้เครื่องนวดและชั่งน้ำหนักเพื่อให้เท่ากันทุกชิ้น 50 กรัม ส่วนขนมปังก็อร่อย เหนียวนุ่ม ซอสมายองเนสทำเองสูตรเฉพาะของทางร้านเท่านั้น

ขายปลีก ขายส่งเฉพาะไส้

เตรียมทำแอพ บุกตลาดกัมพูชา

ด้านวิธีหาตลาด คุณภูมิ บอกว่า ส่วนหนึ่งยังคงเป็นลูกค้าเก่าตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย แต่หลังจากที่ตนเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวก็ขยายฐานลูกค้าหน้าใหม่ ด้วยการรับออกงานอีเว้นต์ งานเลี้ยง งานแต่งงาน คอนเสิร์ต เจาะกลุ่มร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ ร้านอาหาร รวมถึงขายส่งเฉพาะไส้แฮมเบอร์เกอร์ เพื่อคนที่ต้องการมีอาชีพใช้เงินลงทุนไม่สูง

“ผมยังคงเจาะตลาดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นฐานลูกค้าเดิมของคุณพ่อ ขณะเดียวกัน รับออกงานอีเว้นต์ต่างๆ ขยายตลาดไปยังร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ จัดประชุมงานต่างๆ รวมถึงขายส่งเฉพาะไส้ จุดประสงค์คือ อยากจะสร้างอาชีพ สร้างงานให้กับผู้ที่สนใจ โดยสามารถรับไปขายได้เลย หากลูกค้าต้องการเพิ่มราคาและคุณค่า เพียงเติมผัก ชีส ใส่เพิ่มได้”

สำหรับรูปแบบการจำหน่าย นักธุรกิจ Gen Z เผยว่า มีขายปลีกและขายส่ง ราคาขายปลีก หมูออริจินอล ไก่ทัชมาฮาล ไก่พริกไทยดำ เนื้อวัวปกติ ราคาชิ้นละ 35 บาท เนื้อวัวพรีเมี่ยมชิ้นละ 50 บาท ส่วนขายส่ง รูปแบบ “ไส้” ทำสุกแล้วแบบโฟรเซ่น ไม่ต่างไปกับการทำไส้กรอกที่เมื่อผ่านกระบวนการความร้อนแล้วจะอยู่ได้นาน สะดวกง่ายต่อการใช้งาน เพียงนำออกมาวางไว้ในอุณหภูมิห้องชั่วขณะ เนื้อจะคลายตัวคืนสภาพกลับมานุ่มนวลได้เหมือนเดิม และหากอยากทานกันร้อนๆ ก็เพียงเข้าไมโครเวฟแค่ครึ่งนาทีเท่านี้ เบอร์เกอร์ หอมๆ นุ่มๆ ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว ส่วนราคาขายส่ง หมูออริจินอล ไก่ทัชมาฮาล ไก่พริกไทยดำ ชิ้นละ 15 บาท เนื้อวัว 30 บาท เนื้อวัวพรีเมี่ยม 35 บาท

นอกจากช่องทางขยายตลาดแบบออฟไลน์ ชายหนุ่มยังใช้ความเป็นคนรุ่นใหม่ด้วยสื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ เว็บไซต์ รวมถึงภายในปีนี้ตั้งใจจะทำแอพพลิเคชั่นสั่งสินค้าบนมือถือ หวังเจาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่ใช้สมาร์ตโฟน

ปัจจุบัน กำลังการผลิตของ “กินยัง เบอร์เกอร์” มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1,000 ชิ้น ต่อวัน ตั้งเป้าภายใน 2 ปี จะผลิตให้ได้ 10,000 ชิ้น ต่อวัน และในอนาคตอันใกล้จะนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายที่ประเทศเพื่อนบ้าน นำร่องที่ประเทศกัมพูชาก่อน พร้อมเพิ่มไส้อื่นๆ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้แก่ลูกค้า

ในมุมมองของเด็กรุ่นใหม่ที่ปฏิเสธงานประจำแล้วหันมาทำธุรกิจส่วนตัว คุณภูมิ บอกว่า ตั้งใจไว้ว่าเมื่อเรียนจบจะไม่ทำงานประจำ จะไม่เป็นลูกน้องใคร ขอเลือกทำธุรกิจส่วนตัว เพราะการค้าขายนับเป็นความท้าทาย จะทำอย่างไรเพื่อให้ได้เห็นเงินทุกวัน แต่ ณ ขณะนี้ขอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปก่อน

สำหรับโอกาสการขาย แฮมเบอร์เกอร์ยังคงเป็นเมนูที่ทุกเพศ ทุกวัย สามารถทานได้ทุกมื้อ หรือแม้กระทั่งอาหารว่างก็ได้ สำหรับผู้ที่สนใจ ติดต่อที่โทรศัพท์ (081) 100-1853 LINE ID : 0811001853 Facebook กินยัง เบอร์เกอร์

“กีรตา” รุกตลาดเมืองพุทธ ผลิตธูปควันน้อย ปลอดมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0738150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“กีรตา” รุกตลาดเมืองพุทธ ผลิตธูปควันน้อย ปลอดมะเร็ง

“ลูกค้าทราบว่าธูปที่มีควันมากๆ ไม่ดี และลูกค้าจำนวนมากก็มีกำลังซื้อสินค้าปลอดภัย เพียงแต่หาผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าประเภทนี้ยาก ตรงนี้ทำให้มองเห็นช่องทาง และก็เชื่อว่า กีรตา มีโอกาสโต ซึ่งไม่เพียงตลาดในประเทศ ผมว่า ถ้ามีศาสนาพุทธอยู่ในโลกนี้ ความต้องการก็จะยังมีอยู่”

5 ปีก่อนหน้านี้ ในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 30 ปี คุณพีระวัฒน์ อุรพีพัฒนพงศ์ ฉุกคิดถึงการสร้างอาชีพของตนเอง แม้ในวันนั้นเขาจะทำงานด้านโฆษณามีเงินเดือน และมีโอกาสโตไปกับสายงานที่ทำอยู่ แต่กลับต้องการ “ลาออก”

และในที่สุด เขาก็กลายเป็นนักธุรกิจที่มีจุดเริ่มต้นกับเงินลงทุนไม่เกิน 30,000 บาท แต่มีรายได้หลักล้านบาท ต่อปี

กล้าออกจากงาน

สานฝันสู่นายตัวเอง

“ถ้าทำงานในบริษัทผมก็คงเติบโต แต่ผมคิดถึงการทำธุรกิจ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันอาจเจ็บก็ได้ แต่ตอนนั้นมองว่า ถ้าทำธุรกิจแล้วไม่ไหวจริงๆ เราก็แค่หยุดแล้วกลับมาทำงานเป็นลูกจ้างก็ยังทัน แต่ในทางกลับกัน ถ้าผมไม่เลือกลองทำสิ่งใหม่ๆ ก็จะกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ไม่กล้าออกมาทำอะไร”

นี่คือจุดเริ่มต้นให้คุณพีระวัฒน์ ลาออกจากตำแหน่งงานประจำที่ทำมาราว 7 ปี เพื่อเดินตามทางเลือกใหม่ของเขา นั่นคือเป็น “นายตัวเอง”

อะไรคือสินค้าที่น่าสนใจ สามารถจับมาสร้างแบรนด์ของตนเองได้ นั่นคือสิ่งที่คุณพีระวัฒน์ ครุ่นคิด

“วิธีคิดเบื้องต้นเพื่อกันความผิดพลาดของผมมีอยู่ 3 ข้อ ข้อแรกคือธุรกิจที่จะทำ ตลาดต้องมีความต้องการ ประการที่สอง ต้องมีความแตกต่าง และประการสุดท้าย ผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นต้องให้คุณค่าต่อผู้บริโภค

กระทั่งได้อ่านผลงานวิจัยจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พบว่า ควันธูปมีสารก่อให้เกิดโรคมะเร็ง จึงใช้เวลาศึกษาข้อมูล ทั้งในด้านสาเหตุ ซึ่งหลักๆ มาจากวัตถุดิบ และเมื่อสำรวจตามซุปเปอร์มาร์เก็ต และมินิมาร์ท ธูปคือสินค้าที่มีวางจำหน่ายตลอด”

กอปรกับประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ จึงเชื่อว่าสินค้านี้มีโอกาสโตได้ แต่ต้องสร้างความต่าง กับวัตถุดิบที่ปลอดภัย

“ผมเรียนจบนิเทศศาสตร์ ฉะนั้น ด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับการผลิตธูปไม่มีเลย ก็เข้าไปปรึกษา สสว. และต่อมาก็ได้รู้จักกับผู้รับจ้างพัฒนาสูตร จึงจับมือร่วมกัน เกิดแบรนด์ กีรตา ขึ้นมา โดยใช้ทุนก้อนแรกไม่เกิน 30,000 บาท”

ผลิตธูปจากธรรมชาติ

ปลอดสาร ปลอดภัย

คุณพีระวัฒน์ ว่า การศึกษาข้อมูลในเบื้องต้น ต้องรู้ก่อนว่า สารก่อให้เกิดมะเร็งมาจากอะไร ซึ่งหลักๆ คือ วัตถุดิบ 3 ส่วน ได้แก่ เนื้อธูปโดยทั่วไปจะใช้เศษไม้เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีส่วนผสมของสารเคมีกำจัดแมลง ต่อมาก้านธูปมีสารที่เรียกว่าน้ำส้มควันไม้ ซึ่งสามารถสกัดเป็นยาฆ่าแมลงได้ และสุดท้าย คือกลิ่นหอมที่ผู้ผลิตมักจะฉีดน้ำหอมลงไป และด้วยการอัดเนื้อธูปที่ไม่แน่นพอจึงทำให้เกิดควันจำนวนมาก เกิดอันตรายต่อระบบหายใจ

เมื่อทราบดังนี้ จึงตั้งต้นด้วยการเลือกวัตถุดิบปลอดภัย โดยในส่วนของเนื้อธูปจะใช้ซังข้าวโพดผสมผงดอกมะลิธรรมชาติปราศจากสารเคมีเพื่อให้เกิดกลิ่นหอมอ่อนๆ ส่วนก้านธูปเลือกใช้ไม้ไผ่สีสุกที่ผ่านการแยกสารน้ำส้มควันไม้ จากนั้นใช้เครื่องมืออัดเนื้อธูปให้แน่น เพื่อเวลาจุดจะเกิดควันน้อย

“ธูปกีรตา ผ่านการทดสอบจากห้องแล็บว่าปลอดภัยตามข้อกำหนดขององค์กรอนามัยโลก เราจึงวางจำหน่าย โดยเลือกเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับบีบวกขึ้นไป และผู้รักสุขภาพ ฉะนั้น ตลาดสุขภาพ จึงเป็นตลาดหลักที่กีรตามอง ซึ่งขณะนี้มีจำหน่ายในร้าน เลมอนฟาร์ม และฟู้ดแลนด์ ทุกสาขา ในราคาซองละ 65 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับธูปธรรมดาทั่วไปราคา 15-20 บาทเท่านั้น แต่ว่าคุณค่าที่ผู้บริโภคได้รับทำให้เขาตัดสินใจซื้อ จนตอนนี้ยอดขายเดือนละ 2.5-3 ล้านบาท ต่อปี หรือคิดเป็นยอดผลิต 10,000 ซอง ต่อเดือน หรือราว 1 ตัน ซึ่งไม่พอจำหน่าย”

“ลูกค้าทราบว่าธูปที่มีควันมากๆ ไม่ดี และลูกค้าจำนวนมากก็มีกำลังซื้อสินค้าปลอดภัย เพียงแต่หาผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าประเภทนี้ยาก ตรงนี้ทำให้มองเห็นช่องทาง และก็เชื่อว่า กีรตา มีโอกาสโต ซึ่งไม่เพียงตลาดในประเทศ ผมว่าถ้ามีศาสนาพุทธอยู่ในโลกนี้ ความต้องการก็จะยังมีอยู่ ในอนาคต หากสินค้าของเราติดอันดับ 1-3 ของประเทศ ก็วางแผนไปตลาดต่างประเทศ อย่างที่มาเลเซีย เขาผลิตธูปมาจำหน่ายในบ้านเราจำนวนมาก เราก็ควรทำสินค้าของไทยไปขายเขาบ้าง หรืออย่างประเทศจีน กับพม่า ก็มีความต้องการสูง”

ผู้สนใจต้องการก้าวสู่ธุรกิจ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับนวัตกรรม คุณพีระวัฒน์ แนะนำว่า

“ธุรกิจที่ยังไม่มีใครแตะ หรือมีผู้ทำน้อยราย จะใช้เงินลงทุนน้อยมาก ไม่เหมือนธุรกิจที่บูมเป็นคลื่นบนน้ำ การแข่งขันจะสูง ต้องใช้ทุนสูงไปด้วยในการขับเคลื่อน กับตัวผมเอง ผมเลือกเล่นเกมที่สร้างขึ้นมาเอง ทำในสิ่งที่คู่แข่งน้อยราย บวกกับมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ผมเชื่อว่ายังมีช่องทางให้เราเดินอีกมาก สำคัญคือมองเห็นหรือไม่”

สนใจต้องการติดต่อ “กีรตา” ตั้งอยู่เลขที่ 55/33-35 ถนนนนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (089) 145-5796, (02) 294-2137-8 หรือ http://www.facebook.com/kirataproduct

ผลไม้ไทยสร้างชื่อ-ทำเงินใน “ทีมอล” เกษตรกรแฮปปี้ ปลูกมะม่วงมหาชนกส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0740150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ผลไม้ไทยสร้างชื่อ-ทำเงินใน “ทีมอล” เกษตรกรแฮปปี้ ปลูกมะม่วงมหาชนกส่งออก

“ทีมอล” (www.Tmall.com) เป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแบบ B2C (Business to Customer) เป็นตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมระดับต้นๆ ของประเทศจีน ซึ่งเป็นเว็บในเครือของอาลีบาบากรุ๊ป และมีผลไม้ไทยไปขายในนั้นด้วย นั่นคือ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ผู้ทำธุรกิจซื้อ-ขายผลไม้ไทยส่งออกประเทศจีน ที่มี คุณนพพร สวัสดิ์ธนพิศุทธิ์ นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด โดยร่วมมือกับ บริษัท สยามกวางสีเทคโนโลยีการเกษตร จำกัด ประเทศจีน

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัททั้งสองพร้อมด้วยผู้บริหารจากอาลีบาบากรุ๊ป แถลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “เทศกาลผลไม้ไทย ครั้งแรกในทีมอลอาหารสด” ที่โรงแรมสวิส โฮเต็ล เลอคองคอร์ด ย่านรัชดาภิเษก ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นยอดขายผลไม้ไทย โดยจัดแคมเปญจำหน่ายผลไม้ไทยราคาพิเศษ ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 18 กรกฎาคมนี้

ยอดขายพุ่งกระฉูด

คุณนพพร เกริ่นให้ฟังว่า เดิมทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์สินค้าไอทีพวกโทรศัพท์มือถือ แต่เมื่อเห็นช่องทางการทำธุรกิจส่งออกผลไม้ไทยผ่านการขายในออนไลน์ จึงมาเน้นธุรกิจนี้เพราะมองว่าตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่และมีความต้องการมาก ซึ่งจากการส่งออกมาเกือบ 2 ปีแล้วผลตอบรับดีมาก โดยในช่วง 3 เดือนแรกที่ขายผ่านช่องทางทีมอล บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 50,000-100,000 หยวน และตอนนี้รายได้เฉลี่ยเดือนละ 600,000 หยวน อย่างเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาขายได้ถึง 700,000 หยวน ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ประมาณปีละ 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ปีที่แล้วบริษัทมีรายได้ถึง 48 ล้านบาท

คุณนพพร เล่าว่า ปัจจุบัน บริษัทมีพื้นที่ปลูกผลไม้เพื่อส่งออกประมาณ 3,000 ไร่ อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี พิษณุโลก และเชียงใหม่ มีเครือข่ายพื้นที่ปลูกผลไม้อีก 10,000 ไร่ ทั่วทุกภาคของประเทศ พร้อมทั้งมีการทำเอ็มโอยูในการรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรอีก 300,000 ไร่ เพื่อนำผลไม้ที่ได้มาตรฐานไปจำหน่ายต่อเนื่องตลอดทั้งปี นอกจากนี้ บริษัทมีโกดังเก็บผลไม้ในจีนอีก 2 แห่งด้วย โดยใช้เวลาขนส่งจากไทยไปจีนแค่ 2-3 วันเท่านั้น

“ช่วงไม่กี่ปีมานี้มีกลุ่มพ่อค้าทั้งในและต่างประเทศเข้ามาแย่งซื้อผลไม้จากเกษตรกร เพื่อนำไปจำหน่ายในตลาดจีนมาก โดยเฉพาะทุเรียนและมะม่วง ส่วนใหญ่แข่งขันด้วยการให้ราคาแพงแก่เกษตรกร ส่วนการซื้อผลไม้ของบริษัทก็เข้าไปซื้อล่วงหน้า 1 เดือนแบบเหมาสวนก่อนที่จะมารับสินค้า ซึ่งผลไม้ของบริษัทได้รับเครื่องหมาย GAP เป็นเกษตรปลอดภัย แต่ไม่ใช่ออร์แกนิก พูดได้ว่าในบรรดาผลไม้จากต่างประเทศ พูดได้ว่าคนจีนชื่นชอบผลไม้ไทยเป็นอันดับ 1”

สำหรับผลไม้ที่ชาวจีนนิยมซื้อคือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก เป็นหลัก รองลงมาคือ ทุเรียน มังคุด และลำไย ตามลำดับ นอกจากนั้น ยังมีผลไม้อื่นๆ ตามฤดูกาล ซึ่งหากผลไม้เกิดความเสียหายทางบริษัทจะมีการบริการเปลี่ยนหรือคืนเงินให้ด้วย โดยจะมีปัญหาผลไม้ที่ต้องส่งคืนแค่ 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่มาก ส่วนมากเป็นมะม่วงสุก

คนจีนนิยมซื้อผ่านออนไลน์

ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ระบุว่า เทรนด์การซื้อสินค้าออนไลน์ของคนจีนบูมมาก แบ่งเป็นการสั่งผ่านมือถือ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์ สั่งผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) โดยมียอดการสั่งซื้อมากถึง 10,000 ชิ้น ต่อวัน และมีลูกค้าใช้บริการผ่านระบบออนไลน์ 150 ล้านคน ต่อวัน ในเว็บทีมอลมีคนเข้าดูกว่า 60 ล้านคน คาดว่าจะมีลูกค้าเข้าชมเทศกาลผลไม้ไทยเฉลี่ย 500,000-800,000 คน ต่อวัน ซึ่งในส่วนของผลไม้สดนั้น บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด กับ บริษัท สยามกวางสีเทคโนโลยีการเกษตร จำกัด อยู่อันดับ 1 ใน 5 ของตลาดออนไลน์ประเทศจีน โดยเป็นบริษัทคนไทยรายแรกที่มีการจำหน่ายผลไม้ผ่านตลาดออนไลน์ในทีมอล

อย่างไรก็ตาม ปัญหาภูมิอากาศปีนี้ค่อนข้างแล้ง ทำให้บริษัทตั้งเป้ารักษายอดเดิมไว้ก่อนจนถึงสิ้นปี เพราะสินค้ามีน้อยทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง แต่ดีที่ว่าการขายออนไลน์ต้นทุนจะถูกกว่าประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากไม่มีหน้าร้าน แค่ต้องระวังเรื่องการจัดส่งสินค้า ไม่ให้มีปัญหา เพราะการขายในออนไลน์แบบนี้ลูกค้าสามารถเคลมได้ลูกต่อลูก ไม่เหมือนกับการขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป

เมื่อถามว่า ในอนาคตกลัวจะมีคู่แข่งไหม คุณนพพร แจงว่า การที่จะเข้าไปขายในทีมอลได้จะต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในจีนเท่านั้น และการค้าขายออนไลน์จะต้องมีกระบวนการ นั่นคือมีสินค้าและมีคนทำตลาด ในขณะที่ผลไม้ไทยก็มีจำนวนจำกัด หากเข้ามาทำธุรกิจในตอนนี้จะเหนื่อย เพราะบริษัททำมาก่อนเป็นเจ้าแรก และยังไม่คิดที่จะนำผลไม้ไทยไปขายออนไลน์ในประเทศอื่นๆ อีก เพราะแค่ประเทศจีนตลาดก็ใหญ่มาก

ส่วนเรื่องกระแสผลไม้ออร์แกนิกนั้น คุณนพพร ระบุว่า เริ่มมีความต้องการบ้างแต่ยังไม่มากนัก ซึ่งเมื่อปริมาณยังน้อยอยู่ก็ไม่คุ้มกับค่าขนส่ง

ปีนี้เจอภัยแล้ง กำไรลดลง

ทีนี้มาฟังเสียงเกษตรกรตัวจริงกันบ้าง “คุณวาสนา กุลชนะรงค์” สมาชิกโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลหนองหิน อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าว่า ในพื้นที่ตำบลหนองหินมีเกษตรกรปลูกมะม่วงมหาชนกกว่าพันไร่ ตนเองมีพื้นที่ปลูกมะม่วงมหาชนก 20 ไร่ ในปีนี้ผลผลิตออกไม่เยอะเพราะแล้งจัด โดยส่งขายโรงงานแปรรูปผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรี 120 ตัน ขายได้ตันละ 26,000 บาท ขนาดไซซ์ใหญ่ ส่วนอีก 60 ตัน ส่งบริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ขายได้ตันละ 23,000 บาท ไซซ์เล็กกว่า ปีนี้รายได้จึงน้อยกว่าปีที่แล้ว

เกษตรกรหญิงรายนี้ บอกอีกว่า หลังจากเก็บมะม่วงแล้ว ช่วงนี้จะใส่ปุ๋ยและจะตกแต่งกิ่ง นอกจากนี้ ในช่วงระยะแตกใบอ่อนก็ฉีดฮอร์โมนและให้อาหารเสริมทางใบ ซึ่งการปลูกมะม่วงมหาชนกไม่ต้องดูแลมาก และเมื่อออกลูกก็ไม่ต้องห่อ ไม่เหมือนมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ต้องห่อลูก

“การปลูกมะม่วงมหาชนกส่งโรงงานและบริษัทส่งออกดีมาก เพราะสามารถรับซื้อได้จำนวนเยอะ และส่งออกได้มาก เพราะมะม่วงชนิดนี้เปลือกหนา ส่งออกเสียหายน้อย รสชาติดี อมเปรี้ยวหวาน ไม่หวานจัดเหมือนมะม่วงน้ำดอกไม้ ทุกวันนี้เกษตรกรที่หนองหินมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นเพราะปลูกมะม่วงมหาชนกกัน ซึ่งแต่ละปีเกษตรกรต่างก็เพิ่มพื้นที่ปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทางโรงงานยังต้องการอีกเยอะ”

ด้าน “คุณรอง จิตจักร” เกษตรกรจากตำบลหนองหินอีกราย ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ส่งมะม่วงให้กับบริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ให้ข้อมูลว่า มีที่ดิน 22 ไร่ แบ่งเป็นปลูกมันสำปะหลังกับอ้อยส่วนหนึ่ง และปลูกมะม่วงมหาชนกมา 8 ปีแล้ว โดยส่งให้บริษัทนี้เป็นปีแรก ผลผลิตเพิ่งหมดไป ปีนี้เก็บได้ 22 ตัน เพราะเจอปัญหาฝนแล้ง ขายได้ตันละ 18,000 บาท แล้วแต่ขนาด ถ้าเป็นลูกเล็ก กิโลกรัมละ 18 บาท ขนาดกลาง กิโลกรัมละ 25 บาท ส่วนลูกใหญ่ กิโลกรัมละ 45 บาท รวมแล้วปีนี้ขายได้กำไร 500,000 กว่าบาท ส่วนปีที่แล้วเก็บได้ 82 ตัน ขายแล้วหักค่าใช้จ่ายเหลือ 800,000 กว่าบาท

“การปลูกมะม่วงมหาชนกยาก เพราะต้องใส่ปุ๋ยและฉีดยา รักษาโรคแมลงและโรคพืช โดยจะใช้ยาฆ่าแมลงตอนมะม่วงกำลังออกดอก พอตอนออกลูกเล็กช่วงเดือนครึ่งต้องให้ปุ๋ย”

เชื่อว่าอีกหน่อยเกษตรกรในหลายพื้นที่คงหันมาปลูกมะม่วงมหาชนกกันเป็นแถว เพราะนอกจากรายได้ดีแล้ว ยังมีตลาดรองรับอีกด้วย

ชีวิตติดลบเพราะเจ๊งหุ้น ล้างหนี้หลายล้านได้ ด้วย “ผัดไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

ชีวิตติดลบเพราะเจ๊งหุ้น ล้างหนี้หลายล้านได้ ด้วย “ผัดไทย”

“ธุรกิจนี้เริ่มจากมือเปล่าแถมติดลบอีก แต่ตอนนี้มีมูลค่าทรัพย์สินเยอะกว่าที่เคยมีมา สามารถซื้อตึกใหม่ทำออฟฟิศ ขยายแฟรนไชส์ที่ 2 คือ ขนมจีนคุณพลอย มีที่ดิน 30 ไร่ พร้อมสำหรับทำการเกษตร ชีวิตเหมือนต้นไม้เกิดใหม่…”

คุณสุภาดา ตะวันดา เคยเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบกิจการใหญ่โต แต่มีอันต้องเป็นคน “มีหนี้” หลักหลายล้านบาท อันเนื่องมาจากภาวะความปั่นป่วนของตลาดหุ้น เมื่อราวปี 2547

จากที่เคยมีทรัพย์สินมูลค่านับสิบล้าน กลับต้องหมดตัวภายในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน

“พอเกิดเหตุการณ์นั้นพยายามตั้งสติ ก่อนจะหันเหมาเปิดร้านอาหารเล็กๆ อยู่กับบ้าน ขายอาหารตามสั่ง รายรับพออยู่ได้ และมีผัดไทย เป็นตัวขายดีสุด” สาวใหญ่ เจ้าของเรื่องราว ย้อนความทรงจำไปเมื่อราว พ.ศ. 2554

ทำอยู่ได้ไม่นาน รู้สึกไม่ใช่ตัวเอง เพราะต้องอยู่นั่งเฝ้าร้านทุกวัน จึงเข้าไปเปิดขายในห้างสรรพสินค้า สุดท้ายได้ทำเลในฟู้ดคอร์ตของห้างไชน่าเวิลด์ ย่านวังบูรพา ใช้ชื่อว่า “ร้านบลูตะวัน” และถึงแม้จะเป็นร้านอาหารตามสั่ง แต่เมนูเดียวที่ขายดีมากเหมือนเดิม ก็คือ “ผัดไทย”

“เป็นคนชอบทาน-ชอบทำผัดไทย และมีสูตรซอสผัดไทยที่เก็บได้นานเป็นเดือนยังอร่อยอยู่ แต่ไม่อยากจำเจมีชีวิตผูกติดกับร้านอยู่ที่เดียวตลอดเวลา จึงคิดขยายธุรกิจในรูปแบบของแฟรนไชส์ เลยไปเข้ารับการอบรมกับทางสมาคมแฟรนไชส์ไทย จนสามารถตกตะกอนความคิดได้ออกมาเป็นระบบ” คุณสุภาดา เล่า

และว่า หลังจากเข้ารับการอบรมหลักสูตรแฟรนไชซีแล้ว ใช่ว่าจะขายแฟรนไชส์ได้เลย ต้องทำสาขาของตัวเองให้แข็งแรงก่อน ในทุกเรื่อง ทั้งรสชาติ การจัดเก็บ การจัดส่งวัตถุดิบ การแก้ไขปัญหา ข้อดี-ข้อเสีย กระทั่งเกิดความมั่นใจ

กระทั่งปี 2556 เปิดขายแฟรนไชส์ “ผัดไทยตะวันดา” ร้านแรก มีเมนูขายอยู่ 7 เมนู ได้แก่ ผัดไทย ขนมผักกาด หอยทอด ซึ่งเป็นจานหลักที่โดดเด่นของร้าน ส่วนเมนูทางเลือก ได้แก่ สปาเกตตี มะกะโรนี วุ้นเส้น และเมนูเสริมตระกูลเส้นที่หากินยากคือ ผัดหมี่ซั่ว

ใช้เวลา 3 ปี ปัจจุบันร้านผัดไทยตะวันดา มีร้านสาขาแฟรนไชส์ 63 แห่ง ทั่วประเทศ ต่างประเทศมีที่ ออสเตรเลีย กัมพูชา และเมืองกว่างโจว ประเทศจีน แต่ไม่มีร้านต้นแบบแม้เพียงร้านเดียว โดยเธอให้เหตุผล อยากทุ่มเทเวลาทั้งหมด ในการดูแลร้านสาขามากกว่า

“ธุรกิจนี้เริ่มจากมือเปล่าแถมติดลบอีก แต่ตอนนี้มีมูลค่าทรัพย์สินเยอะกว่าที่เคยมีมา สามารถซื้อตึกใหม่ทำออฟฟิศ ขยายแฟรนไชส์ที่สอง แบรนด์ขนมจีนคุณพลอย มีที่ดิน 30 ไร่ พร้อมสำหรับทำการเกษตร ชีวิตเหมือนต้นไม้เกิดใหม่ แตกยอดกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อยๆ” เจ้าของแฟรนไชส์ผัดไทยตะวันดา ว่าอย่างนั้น

ก่อนฝากทิ้งท้าย สำหรับคนที่คิดอยากมีอาชีพอิสระ

“สิ่งแรกที่คุณต้องเตรียมคือ ใจ สำคัญที่สุด และถ้าคิดจะทำ ลงมือทำเลย อย่าท้อ อย่ากลัว มีเป้าหมายให้ชัดเจน และอย่าคิดว่าทำไม่ได้ ถ้าคิดให้เป็นบวก ชีวิตจะบวกตลอด”

เทคนิคทำร้านเล็กให้รวย

คนที่อยากทำแฟรนไชส์ เท่ากับคุณเป็นเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงดินแล้ว แต่การจะแจ้งเกิดได้ อยู่ที่การตีโจทย์ให้แตก รู้อย่างลึกซึ้ง จับหลักให้ได้แล้วลงมือทำ ธุรกิจอาหารเกิดง่าย แต่เกิดอย่างไรให้อยู่คงทน เกิดแล้วให้อยู่ยาวที่สุด ควรจับอาหารเฉพาะตัวเด่นๆ เช่น ขนมถังทอง ขนมครก หรือลูกชิ้น เป็นแฟรนไชส์ได้ทั้งนั้น จับมาตัวหนึ่งแล้วทำจริง ลุยจริง

โดยส่วนตัวแล้วมองว่า การเข้าไปขายในห้างนั้น โอกาสขาดทุนนั้นมีน้อย เพราะไม่ต้องสร้างร้าน ไม่ต้องซื้อจานชาม ไม่ต้องจ้างพนักงานทำความสะอาด แต่ต้องมี “สายป่าน” ยาวหน่อย อย่างไรก็ตาม เรื่องของทำเล นับเป็นอีกหนึ่งที่มาของความสำเร็จ เพราะถ้าไปตั้งร้านริมถนน ฝนตก ไม่มีที่จอดรถ คนก็ไม่เข้าแล้ว

เวลาเกิดอุปสรรคปัญหา อย่าท้อเด็ดขาด เพราะถ้าท้องานจะไม่เดินหน้า และถ้าไม่เดินต่อหรือท้อ หรือกลัวต่ออุปสรรค ไม่กล้า กลัวหมดทุน ก็จบ แต่ในความเป็นจริงการทำธุรกิจทุกชนิดนั้น ปัญหาเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งที่ทุกคนต้องเจอ

การทำอย่างไรให้คนรู้จักแบรนด์ของเรา เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ ทำอย่างไรให้กินแล้วบอกต่อ กินแล้วเดินกลับมากินอีกครั้งหนึ่ง โซเชียลมีเดีย เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ทำให้คนรู้จักโดยไม่ต้องใช้เงิน เราผู้ประกอบการต้องใช้ให้เป็น

แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดนั้นคือ ความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เป็นวิธีการสร้างแบรนด์ที่ดีที่สุด

คุณสุภาดา ตะวันดา

เจ้าของแฟรนไชส์ “ผัดไทยตะวันดา”

“เฮียเอี่ยม” เพาะถั่วงอกปลอดสาร ส่งขายยี่ปั๊ว วันละ 3 ตัน รายได้เดือนละล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0761150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“เฮียเอี่ยม” เพาะถั่วงอกปลอดสาร ส่งขายยี่ปั๊ว วันละ 3 ตัน รายได้เดือนละล้าน

“ต้นทุนถั่วแขกกิโลกรัมละ 70 บาท เพาะเป็นถั่วงอกได้ 7 กิโลกรัม แต่ละวันผมใช้ถั่วแขก 500 กิโลกรัมเพาะถั่วงอกได้ 3,100 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 13-16 บาท ส่งขายทุกวัน ตกแล้วมีรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายราววันละ 20,000 บาท”

ติดทำเนียบผักขายดีของตลาดเกือบทุกแห่ง ร้านก๋วยเตี๋ยวทุกร้านจำเป็นต้องใช้ทุกวัน สำหรับ “ถั่วงอก” พืชราคาไม่สูงมาก เพาะง่าย 3 วัน ได้ทานแล้ว แถมน่าอัศจรรย์ปราศจากดินและปุ๋ย ใช้เพียง “น้ำ” เท่านั้น ไม่ต้องเป็นเกษตรกรก็สามารถเพาะได้ ด้านคุณค่าทางโภชนาการ “ถั่วงอก” อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง

แต่ปัจจุบัน “ถั่วงอก” มักมีสารต้องห้ามต่อร่างกาย ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็ได้ ดังนั้น ถั่วงอกปลอดสารพิษ นับเป็นทางเลือกที่ร่างกายเราคู่ควร

หัวใจสำคัญอยู่ที่เมล็ดพันธุ์ น้ำ และวิธีการรดน้ำ

คุณวันทัสน์ รติขจรพันธุ์ หรือ เฮียเอี่ยม ชายหนุ่มวัย 59 ปี ยึดอาชีพเพาะถั่วงอกขายมาตลอดทั้งชีวิต ปัจจุบัน เพาะถั่วงอกปลอดสาร บนเนื้อที่ 400 ตารางวา ย่านคลองสิบสาม หนองจอก กรุงเทพฯ เก็บผลผลิตส่งขายตลาดทุกวันราว 2-3 ตัน มีรายได้วันละ 20,000 บาท โดยเฉลี่ยยังไม่หักต้นทุน จะมีรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท

เฮียเอี่ยม เท้าความกับเส้นทางเศรษฐีว่า เกิดและเติบโตมาในครอบครัวคนจีนที่มีอาชีพเพาะถั่วงอกขาย เดิมรุ่นพ่อแม่เพาะถั่วงอกอยู่ที่ย่านดินแดง กทม. จนกระทั่งโดนเวรคืนที่ดิน จำต้องย้ายไปเพาะถั่วงอกที่ย่านห้วยขวาง ขนาดพื้นที่ 200 ตารางวา อยู่ห้วยขวางนาน 20 ปี จนกระทั่ง กรมทรัพยากรน้ำ สั่งห้ามใช้น้ำบาดาล เลยย้ายมาอยู่ย่านคลองสิบสาม หนองจอก เนื่องจากมีน้ำให้ใช้ตลอดทั้งปี

“ตอนเพาะถั่วงอกอยู่ที่ดินแดงใช้น้ำบาดาล ประกอบกับท่อน้ำบาดาลแตก กรมทรัพยากรน้ำ สั่งห้ามใช้น้ำบาดาล ปี 2548 เลยย้ายมาอยู่คลองสิบสาม ย่านหนองจอก สาเหตุที่ย้ายมาบริเวณนี้เนื่องจากมีน้ำให้ใช้ตลอดทั้งปี เป็นน้ำคลองชลประทานที่ไหลมาจากเขื่อนจังหวัดชัยนาท”

บ้านคลองสิบสาม หนองจอก ที่เฮียเอี่ยมย้ายมาอยู่ เฮียเอี่ยม บอกว่า จัดสรรพื้นที่เพาะถั่วงอกราว 400 ตารางวา สำหรับจุดเด่นของถั่วงอกที่นี่เป็นถั่วงอกไฮโดรโปนิกส์ ลักษณะต้นเรียว ยาว ขนาดกำลังดี มีเปลือกติดที่หัว มี 2 ใบเลี้ยงงอกออกมา สีเหลืองธรรมชาติ หากถูกแดดจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน มีเหี่ยวบ้าง ต่างจากถั่วงอกทั่วไปที่มีต้นขาว อวบ อ้วน ถูกแดดก็ยังเป็นสีขาวไม่เปลี่ยนสี

สำหรับรายละเอียดการเพาะถั่วงอก เฮียเอี่ยม บอกกับเส้นทางเศรษฐีว่า ใช้ถั่วเขียวผิวดำ หรือถั่วแขก (ถั่วพม่า) ที่เลือกพันธุ์นี้เพราะแข็งแรง ทนทาน ไม่ค่อยช้ำ เหี่ยวช้า แต่ข้อเสียคือ โตช้า ปกติถั่วเขียวทั่วไปเพาะเป็นถั่วงอกใช้เวลา 72 ชั่วโมง ก็โตเก็บขายได้แล้ว แต่ถั่วแขกใช้เวลา 80 ชั่วโมงกว่าจะงอก ซึ่งถั่วแขก 1 กิโลกรัม จะเพาะถั่วงอกได้ราว 7 กิโลกรัม

เผยขั้นตอนเพาะถั่วงอก

โอกาสขายยังมี

สำหรับกระบวนการเพาะถั่วงอก เฮียเอี่ยม เผยว่า หัวใจสำคัญ อยู่ที่เมล็ดพันธุ์ น้ำ และวิธีการรดน้ำ ซึ่งวิธีเพาะคร่าวๆ ดังนี้

1. นำถั่วเขียวผิวดำ ที่นำเข้าจากพม่า มาล้างทำความสะอาดให้เกลี้ยง ร่อนเพื่อนำวัตถุแปลกปลอมออกให้หมด หลังจากนั้นแช่น้ำทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง

2. นำเมล็ดถั่วที่ผ่านการร่อน และล้างสะอาดแล้ว เตรียมลงเพาะในถังที่เจาะร่องไว้เพื่อระบายน้ำ ใช้ถังขนาด 200 ลิตร ตัดครึ่งใส่ถั่วเขียวผิวดำลงไปในถัง ประมาณ 7 กิโลกรัม นำตาข่ายมาบังไว้เพื่อไม่ให้น้ำกระแทกถูกเมล็ดแรงเกินไป

3. รดน้ำผ่านตาข่ายทุกวัน โดยใช้ฝักบัว เพื่อให้น้ำกระจายอย่างทั่วถึง รดน้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน (เฉลี่ยรดน้ำวันละ 12 ครั้ง) เมล็ดถั่วแขกจะงอกเป็นถั่วงอกสีขาว อวบอ้วน น่าทาน นำไปขายส่งในตลาดสด

สำหรับน้ำที่นำมาใช้รดถั่วงอก เฮียเอี่ยมจะสูบขึ้นมาจากคลองแล้วพักในบ่อพักน้ำสูง 3 เมตร นาน 1 วัน เพื่อกรองตะกอนก่อน การเพาะถั่วงอกที่สำคัญคือใช้น้ำเยอะมาก ต้องรดน้ำทั้งวันทั้งคืน ถั่วงอกที่ดีต้องมีกลิ่นเหม็นเขียวเล็กน้อย เพราะแสดงถึงความสดใหม่ เวลาโดนลม โดนแสงแดดมีสีคล้ำบ้าง

ปัจจุบัน เฮียเอี่ยมจะเพาะถั่วงอกทุกวัน เฉลี่ยวันละ 3,100 กิโลกรัม ส่งขายตลาดใหญ่ๆ และมียี่ปั๊วมารับถึงที่บ้าน เช่น คลองเตย ตลาดห้วยขวาง พระโขนง ประตูน้ำ ตลาดวรจักร ตลาดย่านศรีนครินทร์ ราคากิโลกรัมละ 13-16 บาท

“ต้นทุนถั่วแขก กิโลกรัมละ 70 บาท เพาะเป็นถั่วงอกได้ 7 กิโลกรัม แต่ละวันผมใช้ถั่วแขก 500 กิโลกรัมเพาะถั่วงอกได้ 3,100 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 13-16 บาท ส่งขายทุกวัน ตกแล้วมีรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายราววันละ 20,000 บาท”

ด้านแผนธุรกิจในอนาคต เฮียเอี่ยม เผยว่า จะเพาะถั่วงอกมีเปลือกติดบริเวณหัวจำหน่าย ไม่ผ่านกระบวนการ ให้ผู้ทานได้สัมผัสถึงความสดใหม่จริงๆ

“ถั่วงอก” นับเป็นพืชที่ปลูกง่าย และน่าอัศจรรย์ เพราะปราศจากดินและปุ๋ย ใช้เพียงน้ำเท่านั้น

ฟังสัมมนาเรื่อง “ไผ่” แล้วรอใช้สิทธิลงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0785150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

เศรษฐศาสตร์ริมทาง

จ่าบ้าน

ฟังสัมมนาเรื่อง “ไผ่” แล้วรอใช้สิทธิลงประชามติ

จบไปแล้วครับ ตั้งแต่วันที่ 9 วันที่ 10 กรกฎาคม อีกไม่กี่วันจะได้รู้ว่า ใครโชคดีได้ทองคำ รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ กับสารพัดรางวัลจากการทายผลฟุตบอลยูโร ของ “ข่าวสด” และเครือมติชน

จบไปแล้วเช่นกัน เรื่อง “เส้นทางเศรษฐีหน้าใหม่ สตาร์ตอัพพันธุ์ไทย” กับนิตยสารเส้นทางเศรษฐี เมื่อปักษ์แรกของเดือนนี้ จากรายการสัมมนาเอสเอ็มอี ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทของภาครัฐ ในการสนับสนุนสตาร์ตอัพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล”

มีผู้เสวนาหลายคน 2 หัวข้อ คือ “สตาร์ตอัพ ฉายแววอย่างไร…ให้โดนใจนักลงทุน” กับเรื่อง “ถอดรหัส คีย์ซัคเซส สตาร์ตอัพไทย”

ทั้งปาฐกถาพิเศษและหัวข้อเสวนาคงนำลงตีพิมพ์ในนิตยสารเส้นทางเศรษฐี โปรดอ่าน

จากเส้นทางเศรษฐี มาถึงการสัมมนาของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน แฝดผู้พี่ของเส้นทางเศรษฐี จัด สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย “พบความมหัศจรรย์ของพันธุ์ งานแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชั้นยอดจากไผ่”

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2559 เวลา 08.00-16.00 น. ณ ห้องประชุม หนังสือพิมพ์ข่าวสด

08.45 น. คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวรายงาน

คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกร เป็นประธานเปิดงาน และปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทของไผ่ กับการสร้างชาติ”

จากนั้น เป็นรายการอภิปรายเรื่อง “พันธุ์ไผ่ การจัดการอย่างถูกวิธี และการใช้ประโยชน์”

ผู้ดำเนินรายการคือ อาจารย์ถวิล สุวรรณมณี ผู้ร่วมอภิปรายคือ รองศาสตราจารย์ธัญพิสิษฐ์ พวงจิก ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต คุณประสาน สุขสุทธิ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว คุณเฉลิม ยานะวงษ์ เกษตรกรผู้ปลูกและแปรรูปไผ่ ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

พักเที่ยงรับประทานอาหารกลางวัน (น่าจะมีผลผลิตจากไผ่ อย่างน้อยแกงหน่อไม้มาให้รับประทาน)

บ่ายโมงตรงถึง 4 โมงเย็น สัมมนาเรื่อง สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่และการแปรรูป “พลังงานทดแทนจากไผ่ ถ่านไม้ไผ่ การสร้างฝายชะลอน้ำจากไม้ไผ่” จาก คุณรังสฤษฏิ์ คุณชัยมัง ที่ปรึกษาเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง

“เสื้อผ้า รองเท้า วัสดุเก็บเสียง และอื่นๆ ที่ทำจากไผ่” จาก คุณถาวร บุญราศรี สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)

“อุปกรณ์ตกแต่งและวัสดุสร้างบ้านจากไม้ไผ่” จาก คุณธนา ทิพย์เจริญ ไทยแลนด์ แบมบู

ทั้ง 3 เรื่องผู้ดำเนินรายการคือ คุณเสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน

งานนี้พบกับสาระ พันธุ์ไผ่ที่ปลูกสำหรับทำอาหาร พันธุ์ไผ่สำหรับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ การดูแลพันธุ์ไผ่อย่างไรให้ได้ผลดี ตลาดไผ่ และไผ่สร้างภูเขาหัวโล้นให้เป็นป่าได้อย่างไร

ทั้งมีนิทรรศการพิเศษเรื่องสายพันธุ์ไผ่ยอดฮิต ตัวอย่างหน่อไผ่ยอดนิยม เสื้อผ้า รองเท้า จากไผ่ เครื่องสำอาง และสุดยอดเฟอร์นิเจอร์จากไผ่

รายการนี้มีค่าใช้จ่ายรวมอาหารกลางวันและกาแฟ คนละ 700 บาท (ถูกกว่าบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน)

พิเศษสำหรับลูกค้า เอไอเอส 150 คนแรก รับฟรี หนังสือพริก ราคา 220 บาท มะละกอ ราคา 225 บาท สับปะรด ราคา 230 บาท เล่มใดเล่มหนึ่ง ฟรี!!!

การชำระเงินไม่ยาก โอนเงินผ่านธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยประชานิเวศน์ 1 เลขที่บัญชี 737-2-13905-0 บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)

โทรสาร (02) 954-3971 เลขที่ผู้เสียภาษี 0107536001451

โทรศัพท์สำรองที่นั่ง พร้อมชำระเงินภายใน 3 วัน หลังจากวันรับสมัคร (ขอสงวนสิทธิ์ชำระเงินด้วยการโอนเข้าบัญชีเท่านั้น) ไม่รับสมัครและชำระเงิน ณ วันสัมมนา

รายละเอียดสอบถามได้ที่

โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124

โทรศัพท์มือถือ (082) 993-9097, (082) 993-9105

โทรสาร (02) 954-3971หรือที่

http://www.matichonacademy/www.facebook.com/matichon.academy.thailand/LINE : matichonacademy/Instagram : matichon_academy

เรื่องของ “ไผ่” น่าเรียนรู้และนำมาใช้งานให้เป็นประโยชน์ จำได้ว่าสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น วิชาศิลปหัตถกรรม ครูให้ทำงานจักสานจากไม้ไผ่และหวาย เช่น ตระกร้อสอยผลไม้ พัดสานลายสองจากตอกไผ่ รวมถึงการทำว่าวจากไม้ไผ่ การเหลาไม้ไผ่เป็นโครงว่าวไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องหาข้อไผ่ให้ตรงตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นว่าวปักเป้า ซึ่งไม่ยากเท่าไหร่ และว่าวจุฬา ยากกว่ามาก

มีอีกมาก เช่น นำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องเรือน ได้ราคาแพง ในกรุงเทพมหานครมีร้านจำหน่ายไม้ไผ่เฉพาะ คือร้านนายเหมือน ทุกวันนี้ยังอยู่ที่ข้างสวนรมณีนาถ (เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เดิม)

เมื่อก่อนมีร้านเฟอร์นิเจอร์อีกร้านหนึ่ง ตั้งอยู่ที่มุมสี่แยกสระปทุม ชื่อร้านฮาวายเฟอร์นิเจอร์ ไม่ทราบว่าเลิกไปแล้ว หรือย้ายไปตั้งที่อื่น ตรงหัวมุมทุกวันนี้คือ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตรงข้ามห้างมาบุญครอง และสยามดิสคัฟเวอรี่

ประเทศไทยมีดงไผ่แทบว่าจะทุกแห่ง มีที่ปลูกเป็นล่ำเป็นสันที่จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดสระแก้ว

เขาว่าไผ่มีอายุยาวนาน 70 ปี เมื่อครบกำหนดจะตายพร้อมกันทุกป่า รวมทั้งทั่วโลกที่มีต้นไผ่หรือไม่ ในประเทศไทยเคยเกิดปรากฏการณ์ไผ่ตายพร้อมกันเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้วกระมัง

ครั้งนั้น ไผ่จะออกดอกเต็มไปหมด แล้วร่วงแทบว่าจะพร้อมกันทุกป่า ก่อนที่ต้นไผ่จะล้มตายลง

จากนั้นไม่นาน ดอกไผ่ที่ร่วงลงบนพื้นดิน จะแทงหน่อทะลุดินเป็นลำต้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง กระทั่งเต็มป่าดังทุกวันนี้

ประโยชน์เบื้องต้นของไผ่คือการนำหน่อไม้ หรือหน่อไผ่อ่อนมารับประทาน และประกอบอาหารหลายประเภท ทั้งแกงทั้งต้ม และลวกรับประทานกับน้ำพริกทุกชนิด

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของไผ่คือเป็นอาหารของช้าง

เมื่อปักษ์หลังของเดือนก่อน มิถุนายน ที่ประเทศอังกฤษมีเหตุการณ์สำคัญของประชาชนชาวสหราชอาณาจักร คือวันที่ 23 มิถุนายน เป็นวันลงประชามติของคนอังกฤษในการเลือกข้างจะยังอยู่กับสหภาพยุโรป หรือแยกตัวออกมาเป็นสหราชอาณาจักรตามเดิม

ผลปรากฏว่าคะแนนเสียงประชามติโดยรวม คนอังกฤษมีเสียงข้างมากให้ออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปเกินกว่าครึ่งเพียงไม่มาก คือ 51.9 ต่อ 48.1 หรือ 17,410,742 เสียง ต่อ 16,141,241 เสียง และในแต่ละดินแดน เช่น สกอตแลนด์ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ อังกฤษ และยิบรอลตาร์ ดินแดนนอกเกาะอังกฤษ บางแห่งมีเสียงข้างมากบางแห่งมีเสียงข้างน้อย สรุปว่าในที่สุดเสียงข้างมากให้ออกจากสหภาพยุโรปมีมากกว่า

เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีอังกฤษต้องลาออกจากตำแหน่ง

ขึ้นปักษ์แรกของเดือนสิงหาคม มีวันสำคัญของพวกเราคนไทย คือวันลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559

เป็นสิทธิเสรีภาพของคนไทยที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ในวันลงประชามติ ต้องเข้าคูหากาบัตรรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และรับหรือไม่รับคำถามพ่วง

โปรดไปใช้สิทธิออกเสียง และใช้เสรีภาพในการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วง นะครับผม

“HULK GYM” ธุรกิจฟิต “กล้ามโต” เทรนด์โมเดลฟิสิกส์-หุ่นสวย-สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0796150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

ช่องทางสร้างอาชีพ

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย Siriprapha_jeab@outlook.com

“HULK GYM” ธุรกิจฟิต “กล้ามโต” เทรนด์โมเดลฟิสิกส์-หุ่นสวย-สุขภาพดี

“HULK GYM (ฮัล์ก ยิม)” ร้านฟิตเนสชุมชน เงินลงทุนเริ่มต้น 10 ล้าน ตอบโจทย์สังคมเมือง ระยะยาวอนาคตไกล กระแสคนรักสุขภาพมาแรง อยากมีรูปร่าง “โมเดลฟิสิกส์ เพาะกล้าม ฟิตพุง เพื่อหุ่นสวย” แห่เข้าฟิตเนส

“HULK” มนุษย์ยักษ์จอมพลัง ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างความโด่งดังในช่วงปี 2546-2547 กลายมาเป็นตัวการ์ตูนสัญลักษณ์ของร้านฟิตเนส ภายใต้ชื่อแบรนด์ “HULK GYM” เพราะด้วยความชื่นชอบในมนุษย์ยักษ์จอมพลังของ คุณบุญชัย กาญจนศักดิ์ชัย อายุ 34 ปี นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม กับดีกรีความเป็นเจ้าของธุรกิจฟิตเนส ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนักแสดงชื่อดังในฮอลลีวูด อย่าง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ที่มีร่างกายบึกบึนกำยำ แข็งแรง จากการเล่นกล้าม รวมไปถึงนักแสดงไทย อย่าง คุณสมบัติ เมทะนี และ คุณอธิชาติ ชุมนานนท์ ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงจากการเล่นกีฬาเพาะกล้ามเช่นเดียวกัน

จากความชอบสู่เส้นทาง “เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่”

จุดประกายเล็กๆ ในการเห็นดารานักแสดงที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรง ทำให้คุณบุญชัยเริ่มศึกษาเส้นทางกีฬา “เพาะกล้าม” โดยเริ่มจากการเป็นผู้เล่นฟิตเนสธรรมดา ด้วยการสมัครสมาชิกกับ “สปอร์ต ซิตี้” ย่านถนนประชาชื่น และที่นี่เอง เป็นโมเดลต้นแบบของร้านออกกำลังกายของคุณบุญชัย ที่ต้องการสร้างศูนย์ฟิตเนสรองรับความต้องการของคนในชุมชน และสร้างบรรยากาศให้สะดวกกายสบายใจแก่ลูกค้า

ช่วงแรกของการเริ่มศึกษาการออกกำลังกาย โดยเริ่มเป็นสมาชิกฟิตเนสนั้น จริงๆ แล้วคุณบุญชัยไม่ได้ชอบการออกกำลังกายในห้องแอร์ แต่ชื่นชอบการออกกำลังกายกลางแจ้ง เพราะได้อากาศถ่ายเทสะดวกสบาย แต่เมื่อศึกษาไปสักระยะหนึ่งพบว่า พฤติกรรมของคนเมืองนั้นนิยมออกกำลังกายในฟิตเนส ซึ่งจะใช้เวลาหลังเลิกงานมาออกกำลังกาย

“ปี 2554 ศึกษาการออกกำลังกาย โดยการวิ่งก่อน ที่จตุจักร ตอนหลังก็เห็นบางคนทำไมบางคนตัวใหญ่ กล้ามใหญ่ อยากมีบอดี้ใหญ่ขึ้น ก็เลยเล่นกล้าม และซื้ออุปกรณ์พวกนี้มาเล่นพักหนึ่ง แต่เล่นคนเดียวก็เหงา เงียบ ผมเลยไปเล่นตามฟิตเนส ไปสมัครสมาชิกที่สปอร์ต ซิตี้ ถนนประชาชื่น ก็มีไอเดียตรงนั้น” คุณบุญชัย เปิดใจถึงจุดเริ่มต้นจากก้าวแรกที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ จนนำมาสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจภายในปี 2554 นั่นเอง

ด้วยความที่ครอบครัวของคุณบุญชัยไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจฟิตเนสมาตั้งแต่แรก และประกอบอาชีพค้าส่งที่ตลาดสี่มุมเมือง ทำให้เส้นทางการเป็นเจ้าของฟิตเนสของคุณบุญชัยต้องศึกษาด้วยตัวเอง จนนำมาสู่การทดลองเปิดร้านฟิตเนสแห่งแรกในตลาดรังสิต ใกล้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา

“หลังจากพ่อป่วยเป็นมะเร็งเสียชีวิต ผมก็เลยเลิกทำธุรกิจค้าส่ง เพราะผมคิดว่าผมชอบทำธุรกิจออกกำลังกายมากกว่า ผมจึงนำเงินจากการขายต่อกิจการค้าส่ง มาใช้ในการลงทุนครั้งแรก ซึ่งก็เคยเสนอกับญาติไปเป็นตัวเลขการลงทุนหลักสิบล้าน แต่เราคิดว่า เราจะทำขนาดเล็ก ไปตามชุมชนก่อน เราก็ไปดูที่ตลาดรังสิต ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ ก็ตัดสินใจลงทุนที่ตลาดรังสิต บริเวณตัวตลาดเลย โดยในช่วงปี 2556 ได้รับการตอบรับดี ฟิตเนสเปิดเช้า ไปปิดประมาณ 4 ทุ่ม ทีนี้ช่วงเช้า ก็ไปดูว่าคนไม่ค่อยมี คนจะเล่นจริงๆ ก็ช่วงเลิกงานหรือเช้ามืดเลย และเราก็นั่งดูราคา เราคิดราคาแพงไปหรือเปล่า เป็น 2 มาตรฐานไหม เราก็เปลี่ยนราคาให้เหมาะสมกับผู้ที่มาออกกำลังกาย” เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นการลงทุน ซึ่งในร้านฟิตเนสแห่งแรกที่ตลาดรังสิตยังไม่ใช้ชื่อแบรนด์ “HULK GYM”

รูปแบบสมาชิกรายวัน/รายเดือน/รายปี

ตอบโจทย์ผู้รักการออกกำลังกาย

เมื่อฟังคุณบุญชัยย้อนอดีตเล่าให้ฟังถึงสูตรการตลาด เรื่อง “ราคา” (Price) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของหลักการตลาด ในช่วงแรกของการเปิดร้านฟิตเนสนั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณบุญชัยประสบความสำเร็จ กับก้าวแรกของการลงทุนเปิดร้านฟิตเนสที่ตลาดรังสิต เพราะสูตรค่าบริการโปรโมชั่นแบบรายวันเพียงวันละ 49 บาทนั้น ทำให้ร้านฟิตเนสมีลูกค้าประจำจนนำมาสู่สูตรค่าบริการรายเดือน เดือนละ 800 บาท

“ตอนแรกค่าสมาชิกรายวัน 60 บาท ยังไม่มีรายเดือน และก็คิดโปรโมชั่น 49 บาท เล่นกี่ชั่วโมงก็ได้ ทีนี้เราก็มาดูราคา ราคาไหนที่ลูกค้าชอบ ก็ปรับมาเป็นรายเดือน เดือนละ 800 บาท เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ฟิตเนสก็เยอะอยู่ คิดค่าบริการ 500-700 บาท แต่เราคิดค่าบริการ 800 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ได้มาจากความพอใจของลูกค้า และค่าบริการก็ยังผูกกับลูกค้าว่า เขาต้องการรูปแบบไหนอีก ซึ่ง 800 บาท ให้เพิ่มอีก 400 เป็น 1,200 มีเทรนเนอร์ด้วย ปรากฏว่าลูกค้าก็ชอบ พอทำได้ปีหนึ่ง พอเข้าปีที่ 2 เริ่มขายแบบราย 3 เดือน ราย 6 เดือน ลูกค้าก็เยอะขึ้น สมาชิกเดือนหนึ่งก็ 30-40 คน ที่ตลาดรังสิต ลูกค้าจะเป็นช่างทำผม พนักงานแบงก์ คนขับแท็กซี่ และแม่ค้า หลังจากขายของที่ตลาด ตอนเย็นก็มาเล่นฟิตเนส ถามว่า โอเคไหม ก็โอเค แต่ในความคิดผม อยากได้มากกว่านี้” เจ้าของธุรกิจวัย 34 ปี เล่าให้ฟัง

ทำเล คือ หัวใจสำคัญ

ปั้นแบรนด์-สร้างฟิตเนสให้มีกำไร

จากความสำเร็จก้าวแรก นำมาสู่การเปิดหาทำเลใหม่ๆ ที่ตลาดดอนเมือง ในโครงการเจดับบลิว คอนโด (JW Condo) เพราะมองว่าเป็นแหล่งชุมชนที่เหมาะกับรูปแบบฟิตเนส ซึ่งเน้นการลงทุนไม่มาก และไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่บนศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า

คุณบุญชัยคาดการณ์ถูก เพราะวันนี้ทำให้เขาลดต้นทุนการเช่าพื้นที่ลงไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และนำเงินลงทุนเหล่านั้นมาใช้กับการพัฒนาธุรกิจให้แข็งแรงและเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมกับการใส่ชื่อแบรนด์ “HULK GYM”

“จริงๆ เราอยากให้ฟิตเนสเปิดได้ถึงเที่ยงคืน เหมือนฟิตเนสทั่วไป เหมือนฟิตเนสตามห้างใหญ่ๆ เราก็ไปตระเวนดู เราก็อยากได้ทำเลอย่างที่รังสิต เพราะติดถนนใหญ่ ช่วงนั้นก็ไปดูที่รัชดาฯ มาก่อน แถวนั้นเปิดยิม 24 ชั่วโมง แต่ก็ไม่เลือก มาเลือกที่เจดับบลิว คอนโด ดอนเมือง เพราะอย่างแรกคือ ติดถนน รถวิ่งผ่าน 24 ชั่วโมง และไม่ต้องโปรโมตมาก นอกจากนี้ พื้นที่ใช้สอยตอนนี้ 50 ตารางเมตร ต่อชั้น ชั้นบนลดมา 40 ตารางเมตร ชั้น 3 ใช้เนื้อที่ 30 ตารางเมตร ใช้พื้นที่เต็มที่ทั้ง 3 ชั้น เราใช้พื้นที่ทำกิจกรรมเหมือนคลับ ชั้น 1 ไว้เล่นกล้าม ยกน้ำหนัก เหมาะสำหรับผู้ชาย ชั้น 2 เป็นลู่วิ่ง ชั้น 3 เป็นจักรยาน เหมาะสำหรับผู้หญิง และอนาคตชั้น 4 คิดจะทำห้องเซาน่า ถ้าลูกค้าเยอะก็อาจขยายเปิด 24 ชั่วโมงก็ได้ และเพิ่มรูปแบบสมาชิกรายปีพร้อมกับโปรโมชั่นรายปีให้ลูกค้า ตามความเหมาะสม” คุณบุญชัย เล่าถึงการเลือกทำเล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจร้านฟิตเนสประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

ส่วนอัตราค่าบริการ สำหรับผู้เล่นรายวัน 200 บาท ส่วนสมาชิกรายเดือน 1,500 บาท และสมาชิกรายปี 12,000 บาท ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของร้าน HULK GYM ที่ดอนเมือง เน้นกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน และขยับค่าสมาชิกขึ้นมา

ปัจจุบัน ลูกค้าของร้าน HULK GYM มีทั้งนักศึกษา ข้าราชการ ครู นักธุรกิจ และพนักงานในโรงงาน โดยมีอายุตั้งแต่ 20-35 ปี และเปิดให้บริการทั้ง 7 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ พร้อมกับมีบริการอินเตอร์เน็ตฟรี (WiFi) ให้แก่สมาชิก โดยล่าสุดมีสมาชิกหมุนเวียนต่อเดือน 80 คน ซึ่งช่วงเวลาที่มีผู้มาใช้บริการมากที่สุด คือ 17.30-20.00 น. และในวันธรรมดามีผู้ใช้บริการมากที่สุด 75-80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นแบบรายวัน ซึ่งเสียค่าบริการวันละ 200 บาท ทำให้วันนี้ร้าน HULK GYM มียอดขาย 200,000 บาท ต่อเดือน นับตั้งแต่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2559

“4 P” เส้นทางสู่ความสำเร็จ

ของธุรกิจฟิตเนสในชุมชน

สูตรสำเร็จการตลาดจากคัมภีร์นักการตลาดทั่วโลก ยังคงเป็นโมเดลความสำเร็จที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ยังคงใช้เป็นตำราทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยยืนยันว่า เป็นสูตรสำเร็จที่ปั้นเถ้าแก่น้อยมาแล้วหลายราย วันนี้ก็เช่นเดียวกัน คุณบุญชัยเป็นหนึ่งในเถ้าแก่อายุเพียง 34 ปี ประสบความสำเร็จกับการเป็นเจ้าของธุรกิจฟิตเนส ด้วยระยะเวลาเพียง 4 ปี ซึ่งกุญแจแห่งความสำเร็จที่คุณบุญชัยเล่าให้ฟัง ล้วนแต่อยู่ในกฎแห่งความสำเร็จ นั่นคือ ราคา (Price) ทำเล (Place) สินค้า (Product) และ โปรโมชั่น (Promotion)

สิ่งสำคัญที่ทำให้คุณบุญชัยประสบความสำเร็จ นั่นคือ การให้บริการที่เน้นดูแลให้ลูกค้าประทับใจ เป็นบริการหลังการขาย (After Sale Service) ที่ธุรกิจฟิตเนสมีความโดดเด่นและแตกต่างจากธุรกิจอื่น แต่การเป็นรูปแบบร้านฟิตเนสในชุมชนก็มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ให้บริการ

“ที่ HULK GYM มีราคาที่ไม่แพง บวกกับความสะอาด และความสบาย เราจะไม่มีที่ที่เข้าไปแล้วสกปรก บุหรี่ ห้ามสูบ แต่ข้อด้อยคือ พื้นที่ดูแลลูกค้า อาจไม่เยอะเหมือนที่อื่น ที่อื่นอาจจะมีแอร์เย็น WiFi ฟรี เข้ามาลูกค้าก็มานั่งนานเท่าไหร่ก็ได้” คุณบุญชัย เล่าให้ฟังอย่างเปิดใจ พร้อมกับบอกว่า การสร้างแบรนด์ของตัวเอง ต้องรู้ข้อจำกัดของธุรกิจที่ทำ โดยเฉพาะเรื่องราคาค่าบริการ กับค่าเช่าพื้นที่ ต้องให้เหมาะสม และคำนึงถึงการเติบโตในอนาคตมากกว่า

นอกจากนี้ ดีไซน์ของอุปกรณ์ออกกำลังกายก็ยังเป็นส่วนสำคัญ โดยที่ร้าน HULK GYM นำเข้าอุปกรณ์ออกกำลังกายมาจากประเทศไต้หวัน เพื่อสร้างบรรยากาศร้านฟิตเนสให้เหมือนกับต่างประเทศ บวกกับสีสันตัวการ์ตูน “HULK” เป็นจุดขายสร้างแรงจูงใจให้อยากมาใช้บริการร้านฟิตเนส

คุณบุญชัย ยังทิ้งท้ายให้กับผู้ที่สนใจทำธุรกิจร้านฟิตเนสในชุมชนว่า จะต้องมีใจรัก ศึกษาเรื่องการออกกำลังกายตลอด และพัฒนาเทคนิคการดูแลสุขภาพ ซึ่งรวมถึงอาหารการกิน นอกจากนี้ เครื่องออกกำลังกายต้องตอบสนองลูกค้า เช่น มีลู่วิ่งอย่างต่ำ 10 ลู่ ต่อสมาชิก 100 คน และโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ

สนใจใช้บริการร้านฟิตเนสชุมชน หรืออยากได้คอร์สเพาะกายจากครูฝึกมืออาชีพ แวะไปที่โครงการเจดับบลิว คอนโด ถนนสรงประภา ดอนเมือง กรุงเทพฯ หรือสอบถามคุณบุญชัยโดยตรงที่ โทรศัพท์ (089) 996-2772 และ (089) 959-4181

ชื่อ : บุญชัย กาญจนศักดิ์ชัย

อายุ : 34 ปี

การศึกษา : คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาครุศาสตร์ เอกวิชาดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ประสบความสำเร็จ : การเป็นเจ้าของธุรกิจร้านฟิตเนส เพราะชอบออกกำลังกายมาตั้งแต่สมัยเรียน โดยเล่นเทนนิสและวิ่งเป็นประจำ รวมทั้งเริ่มจริงจังกับกีฬาเพาะกายตั้งแต่ปี 2554

– นำรูปแบบ “สปอร์ต ซิตี้” มาปรับใช้กับ “HULK GYM” อย่างไรบ้าง?

เราก็ดูอุปกรณ์ การตกแต่งบรรยากาศ นำมาปรับใช้ ตัวไหนที่ลูกค้าต้องการ ก็เอาตัวนั้นมา เลือกตัวที่สำคัญ อย่างลู่วิ่ง จักรยาน เครื่องที่ต้องใช้ แยก ชาย ชั้น 1 หญิง ชั้น 2 บางพื้นที่มีลูกค้าใช้ลู่วิ่งมาก จะเอาลู่วิ่งไปข้างหน้าหมด ส่วนที่ HULK GYM จะมีราคาคอร์สเทรนเนอร์ด้วย เล่นๆ แล้วก็ไปแข่งขันได้ อัตราค่าสอนอยู่ที่ราคา 5,000 บาท มีรางวัลที่ผมได้ไปประกวดของสมาคมกีฬาเพาะกาย รองชนะเลิศอันดับ 4 การันตี

– คำแนะนำสำหรับคนที่อยากทำธุรกิจ?

อย่างแรก ต้องดูสถานที่ก่อน ดูงบ ว่ามีเท่าไหร่ ต้องศึกษาก่อนว่า คนออกกำลังกายแต่ละที่ต้องการอะไร เขาต้องการลดน้ำหนัก ต้องการเล่นกล้าม เพาะกาย หรือว่าต้องการเล่นเพื่อสุขภาพ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ทำเล รองลงมาคือ เงินทุน ประมาณไม่เกิน 800,000 บาท ขั้นต่ำ เดือนนี้มันจะมีค่าอุปกรณ์ด้วย ซึ่งมีแบบระบบเช่าก็มี เช่าลู่วิ่งแบบรายเดือน 3,000 บาท ความเสี่ยง มันเสี่ยง ถ้าเลือกทำเลดี โปรโมชั่นดี ราคา และบรรยากาศที่ดี ยุคสมัยนี้จะติดพัดลมก็ไม่ได้แล้ว มีเพียงกลุ่มน้อยประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ชอบร้านแบบพัดลม

– เรามองโอกาสการเติบโตร้านฟิตเนสในชุมชนอย่างไร?

คือค่าเช่าบนห้างมันแพงจริง ที่นี่มันน้อยกว่าเท่าตัว ค่าเช่าบนห้าง 150,000 บาท ที่นี่ต่างกันครึ่งหนึ่ง โอกาสจริงๆ ไม่ต่างกันเลย เพราะที่นี่คนเข้าได้เต็ม ลูกค้าสามารถมาจ่อตรงนี้ได้เลย ไม่ต่างกัน

– คนที่มาเล่นฟิตเนส ส่วนใหญ่มีเป้าหมายอะไร?

ที่อยากเป็นนักกีฬาไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่นักกีฬาก็จะมีเทรนเนอร์ส่วนตัวอยู่แล้ว ก็คนละแบบกัน ผู้หญิงก็มี ตอนแรกหุ่นไม่ดี ก็เทรนให้ ก็ดี และต้องการสุขภาพแข็งแรงมีถึง 90-95 เปอร์เซ็นต์ ในสัดส่วนนี้มีผู้หญิง 60 เปอร์เซ็นต์ และผู้ชาย 30 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องการสุขภาพแข็งแรง ส่วนประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักเพาะกายอยู่แล้ว ก็แวะมาเล่น จะตระเวนเล่นตามที่ต่างๆ

ตอนนี้เวลาสมาคมกีฬาเพาะกายจัดประกวด เทรนด์โมเดลฟิสิกส์มาแรงมาก คนส่วนใหญ่สนใจประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ นายแบบฟิสิกส์ มีกล้ามแขน 16 นิ้ว อก 40 นิ้ว ต่างกับร่างกายของนักเพาะกาย เพราะโมเดลฟิสิกส์ คือไม่ต้องการกล้ามใหญ่มาก เอาแค่สวยงาม สุขภาพดี แต่บางกลุ่มคนก็ชอบให้ร่างกายใหญ่โต อย่างผม

ความสุขมาร์เก็ตติ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07014010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ความสุขมาร์เก็ตติ้ง

คนยุคนี้โหยหาความสุขมากขึ้น แต่กลับค้นพบได้น้อยลง

ดังนั้น ใครสามารถมอบความสุขให้ได้ เขาผู้นั้นจะกลายเป็นผู้สร้างผลิตภัณฑ์อันโดนใจ

ในสมัยก่อน เรามีความเชื่อกันว่า การขายสินค้า แปลว่ามี “สินค้า” เป็นของสำคัญหลักที่จะขาย ถ้ามีบริการตามมาด้วย ถือเป็นส่วนเสริม

แต่ปัจจุบัน นักการตลาดเริ่มมองว่าทุกสรรพสิ่งที่ค้าขายกัน ทุกอย่างเป็น “บริการ” คือมีสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ลูกค้าต้องการ เป็นของสำคัญหลักที่เสนอขาย ขณะที่สินค้าที่จับต้องได้กลายเป็นส่วนเสริม

ฟังแล้วออกจะงงๆ หน่อยนะครับ เพราะฟังดูเป็นนามธรรมเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น การซื้ออาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย เราไม่ได้ซื้อ “อาหาร” ซึ่งเป็นสินค้าที่จับต้องได้ แต่เราซื้อ “ความเร่งด่วน” สิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ลูกค้าต้องการ (มาก)

การที่นักการตลาดจำนวนหนึ่งเชื่อแนวคิดนี้ จึงทำให้การหา “จุดขาย” เชิงนามธรรม เชิงอารมณ์ เชิงความต้องการแฝง กลายเป็นสิ่งที่คนขายต้องพยายามสร้างให้เกิดขึ้น เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าทั้งหลายอยากเลือกซื้อสินค้าของเรา

สังเกตจากสินค้าในชีวิตประจำวัน อย่าง “โทรศัพท์มือถือ” ก็ได้ ถ้าเรามองด้วยสายตาของสินค้า เราต้องมองที่ประสิทธิภาพการใช้งาน การโทร หรือสิ่งที่เราต้องการใช้จริงๆ อาจไม่จำเป็นต้องถึงขั้นสมาร์ตโฟนด้วยซ้ำ

แต่คนส่วนใหญ่กลับเลือกยี่ห้อ ปัจจุบันก็คงมี 2 ยี่ห้อยอดนิยม เพราะเราได้ซื้อสถานภาพบางอย่างเป็นหลัก ไม่ได้ซื้อการใช้งานจริงเป็นหลัก ขืนใช้แบบที่ใช้งานจริงๆ อาจถูกมองว่า “เชย”

หรือรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ในประเทศผู้ผลิตใช้เป็นแท็กซี่กันเป็นปกติ แต่ในประเทศไทย กลายเป็นเครื่องแสดงฐานะ และสถานภาพทางสังคม ที่สำคัญคือ คนอื่นๆ ก็ยอมรับซะด้วย

การสร้างแนวคิดนี้ขึ้นมาได้ จะเป็นการสร้างความแตกต่างให้สินค้าได้ด้วย

ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจ สินค้าขายเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าจับต้องได้ หรือสินค้าบริการที่จับต้องไม่ได้ ล้วนแต่ต้องการ “ความแตกต่าง”

ดังนั้น การสร้าง “ความแตกต่าง” ให้ลูกค้ารู้สึก ก็จะทำให้ลูกค้าอยากซื้อสิ่งที่พวกเขา “รู้สึก” ไม่ใช่ซื้อตัวสินค้าจริง โอกาสขายจะมีเยอะกว่าครับ

นึกถึงแนวคิดทางการตลาดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เห็นข่าวคุณหมอท่านหนึ่งที่ภูเก็ต ได้เปลี่ยนสินค้าบริการของท่าน คือ “การทำฟัน” อันน่าสะพรึงกลัวสำหรับหลายคน (หนึ่งในนั้นมีผมด้วย) ให้กลายเป็น “ความสุข”

พูดง่ายๆ ว่าคุณหมอเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือเลย เพราะคุณหมอเข้าใจว่าการมาทำฟันของคนไข้ คือ การมาด้วยความทุกข์ระทม มาด้วยความหวาดกลัว โจทย์คือ “ทำอย่างไรให้ไม่กลัว ไม่หวาด และอยากมามากขึ้น”

โจทย์ดูไม่ยาก แต่คำตอบคงไม่ง่าย

คุณหมอลงทุนครับ แต่งชุดเป็นซุปเปอร์แมน สลัดคราบคุณหมอที่ต้องใส่เสื้อกาวน์สีขาวบริสุทธิ์ มาเป็นฮีโร่ขวัญใจเด็ก

ได้ผลครับ…

เด็กๆ รู้สึกสบายใจที่มีซุปเปอร์แมนทำฟันให้ ผู้ใหญ่ก็ชอบด้วยเช่นกัน

อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะการให้บริการของตำรวจจราจรที่ดูเคร่งเครียด ก็เคยมี สน.บางมด กับตำรวจจอมลีลาโบกรถไป เต้นไป ที่เคยโด่งดังในอดีตนานมาแล้ว

ผมสังเกตว่า เมื่อใดที่มีการสร้างจุดขายเชิงนามธรรม เป็นเรื่องของ “ความสุข” มักเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน เพราะแน่นอนว่า ใครๆ ก็โหยหา “ความสุข”

ถ้าเช่นนั้น เราควรตั้งโจทย์ง่ายๆ กันบ้างไหมว่า ทำอย่างไรให้ลูกค้าของเรา “มีความสุข”

ใครที่เคยไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ สวนสนุกระดับโลกที่มีสาขาอยู่ในหลายประเทศ ใกล้บ้านเราก็เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น

คงเข้าใจอารมณ์ที่เรียกว่า “ความสุข”

เพราะการเป็นสวนสนุก คงไม่ได้ขายแค่เครื่องเล่น ที่ไปเล่นแล้วสนุก เพราะถ้าขายแค่นั้น คงไม่ตราตรึงประทับใจผู้คนให้อยากกลับไปอีก

แต่ดิสนีย์แลนด์ขาย “ความสุข” และเป็นความสุขที่เกิดร่วมกันได้ทั้งครอบครัว

ขณะที่สวนสนุกอีกแห่งที่โด่งดังพอกัน และมีสาขาในหลายประเทศเช่นกันคือ ยูนิเวอร์แซล สิ่งที่สัมผัสได้ กลับไม่ใช่ความสุข แต่เป็น “ความตื่นเต้นเร้าใจ”

พูดถึงความสุขของดิสนีย์แลนด์ ไม่ได้เกิดขึ้นที่เครื่องเล่นในแต่ละจุด แต่เกิดจากบรรยากาศ เกิดจากพนักงานให้บริการ และทุกๆ สิ่งที่ประกอบกันขึ้นมาเป็น “ความสุข”

ลองมาออกแบบ “ความสุข” ให้ลูกค้าของเราบ้างดีไหม

เริ่มต้นด้วยการสมมติตัวเราเป็นลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้า หรือใช้บริการของธุรกิจเรา เริ่มจากจุดแรกที่ลูกค้าต้องสัมผัส มีอะไรขวางหูขวางตา น่าหงุดหงิดไหม ถ้ามี แปลว่ามีสิ่งทำลายความสุข

เข้ามาถึงภายในสำนักงาน มีพนักงานสร้างความรำคาญไหม ถ้ามี แปลว่ามีตัวทำลายความสุข

เรามีการดูแลให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายใจไหม ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ต้อนรับด้วยน้ำเย็นๆ ที่นั่งสบายๆ ห้องน้ำสะอาดสะอ้าน บรรยากาศในสำนักงานดูแล้วสบายตา โต๊ะตู้อยู่กันเป็นระเบียบ กลิ่นน่าหายใจ เสียงเพลงไพเราะคลอเบาๆ แค่นึกก็มีความสุขแล้ว

ถ้าเราขายสินค้าที่จับต้องได้ เราได้บอกสรรพคุณอันเหมาะสมกับลูกค้า บอกสิ่งที่จะช่วยเติมเต็มความสุขให้กับเขาหรือเปล่า

ถ้าเป็นงานบริการ อะไรบ้างนอกเหนือจากการต้อนรับปกติ ที่จะช่วยให้เขามีความสุข สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกค้าคนไทยมีความสุขคือ การสร้างความภาคภูมิใจให้เขา หรือการให้บริการที่เกินความคาดหมาย ก็สามารถสร้างความสุขได้เช่นกัน

คำว่า “ผลิตภัณฑ์” ในทางการตลาด หมายถึง สิ่งที่นำเสนอให้กับลูกค้า ทั้งจับต้องได้ที่เรียกว่า “สินค้า” และจับต้องไม่ได้ ที่เรียกว่า “บริการ” ผลิตภัณฑ์ที่โดนใจ จะทำให้ลูกค้าซื้อ และซื้อซ้ำ

ลองดูครับ เติม “ความสุข” เข้าไปด้วย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อสร้างจุดขายอันโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งให้กับผลิตภัณฑ์

เหตุผลไม่มีอะไรซับซ้อนครับ…เพราะคนยุคนี้โหยหาความสุขกันมากขึ้น แต่กลับค้นพบได้น้อยลง

ดังนั้น ถ้าเราสามารถมอบความสุขให้เขาได้ เขาผู้นั้นจะกลายเป็นลูกค้าผู้ภักดีกับผลิตภัณฑ์อันโดนใจ ที่เรามอบให้อย่างยาวนาน…