ดีลิเวอรี่ชุดอาหารพร้อมปรุง เทรนด์ใหม่ใส่ใจสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

ดีลิเวอรี่ชุดอาหารพร้อมปรุง เทรนด์ใหม่ใส่ใจสุขภาพ

ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนยุคนี้ ทำให้ผู้คนละเลยเรื่องอาหารการกินอย่างมาก จนก่อเกิดปัญหาสุขภาพตามมา

แต่ครั้นจะลงมือทำกับข้าวแต่ละมื้อก็แสนจะยุ่งยาก โดยเฉพาะการซื้อวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งเสียเวลาไม่ใช่น้อยๆ แถมมือใหม่หัดปรุงก็อาจจะกะปริมาณไม่ถูก ซื้อของมาเหลือทิ้งบ้าง ไม่พอบ้าง ลืมโน่นนี่อีก

ตอนนี้มีทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้ลืมความยุ่งยากในขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบไปได้เลย เพราะมีผู้ช่วยจัดเตรียมให้หมด และจัดส่งถึงหน้าประตูบ้าน แค่นำไปปรุงพร้อมเสิร์ฟก็เป็นอันเสร็จภารกิจเชฟประจำบ้าน

เว็บไซต์ The Daily Ardmoreite ระบุว่า บริการจัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุง เป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหลายประเทศ และมีอาหารให้เลือกหลากหลายประเภท ตั้งแต่มังสวิรัติ น้ำผักผลไม้ปั่น ไปจนถึงเบเกอรี่พร้อมปรุง

แอนเดรีย เกรฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนธุรกิจและการตลาด มหาวิทยาลัยโอกลาโฮมาสเตต ระบุว่า ชุดอาหารพร้อมปรุงเหมาะสำหรับผู้ที่สนุกกับการทำอาหาร แต่ก็ต้องใช้เวลาในการปรุง ซึ่งรวมถึงงานเก็บทำความสะอาดด้วย เพียงแต่จะสะดวกกว่า เพราะลดขั้นตอนในการไปเดินซื้อหาวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่างๆ

บริษัทผู้ให้บริการจัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุงจะมีเว็บไซต์เพื่อความสะดวกสำหรับลูกค้า โดยจะมีทางเลือกมากมาย ตั้งแต่ชุดอาหารสำหรับ 2 คน หรือ 6 คน รวมถึงเลือกจำนวนชุดอาหารที่ต้องการให้จัดส่งในแต่ละสัปดาห์ เลือกเมนูตามต้องการ ขณะเดียวกันก็มีแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ที่ทำให้สั่งซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

“บลู เอพรอน” บริษัทจัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุงที่มีชื่อเสียง ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2555 จัดส่งชุดอาหารพร้อมปรุงเดือนละราว 5 ล้านชุด นับถึงเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทั้งที่เมื่อ 18 เดือนก่อนหน้านั้น จัดส่งสินค้าแค่ราว 500,000 ชุดต่อเดือน

บลู เอพรอน ระบุว่า วัตถุดิบที่ใช้สั่งมาจากซัพพลายเออร์หลายราย และฟาร์มของเกษตกรกว่า 100 แห่ง ส่วนอาหารทะเลก็เน้นสั่งซื้อสินค้าจากแหล่งที่ทำประมงอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่จะต้องไม่ฉีดเร่งฮอร์โมน หรือสารต่างๆ

ส่วน “นอม นอม ลันช์ คลับ” ก็จัดส่งชุดอาหารกลางวันพร้อมปรุง ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ อาหารเลือกได้ตามสั่ง อาหารที่คำนึงถึงสุขภาพ และอาหารที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกสนุก

ด้านบีบีซี รายงานว่า บริษัทใหญ่น้อยต่างก็มองเห็นโอกาสในธุรกิจนี้ และพากันนำเสนอสินค้าในรูปแบบเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนที่อยากกินอาหารปรุงสดใหม่ที่ดีกับสุขภาพ โดยไม่ต้องปวดหัวกับการไปเดินหาวัตถุดิบในซุปเปอร์มาร์เก็ต

บริษัทที่ปรึกษา เทคโนมิก ประเมินว่า อุตสาหกรรมนี้มียอดขายทั่วโลกอยู่ที่ 1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2558 และน่าจะเพิ่มเป็น 5 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

อย่างกรณีของ “เพอร์เพิล แคร์รอต” ก็ชัดเจนกับอาหารประเภทมังสวิรัติ ซึ่ง “แอนดรูว์ เลวิตต์” เปิดตัวธุรกิจนี้มาตั้งแต่ปี 2557 ในเมืองบอสตัน หลังจากรู้ถึงคุณประโยชน์จากไลฟ์สไตล์ที่เน้นผักและผลไม้เป็นหลัก ทำให้ปิ๊งไอเดียนี้

บริษัทโฟกัสที่การปรุงอาหารแบบง่ายๆ สำหรับพลพรรคคนรักมังสวิรัติ และปัจจุบันมีพนักงานเต็มเวลา 18 คน รวมทั้งมีนักลงทุนหอบเงินมาช่วยขยายกิจการ เพราะยังไม่ค่อยมีบริษัทไหนเน้นอาหารมังสวิรัติอย่างจริงจัง ทำให้โอกาสเติบโตทางธุรกิจมีสูง

ค่าอาหารพร้อมปรุงของเพอร์เพิล แคร์รอต เฉลี่ยอยู่ที่ 11 ดอลลาร์ อาจจะไม่ได้ถูกกว่าซื้อวัตถุดิบเองจากร้าน แต่จะไม่มีวัตถุดิบเหลือทิ้ง แทนที่จะต้องซื้อซอสถั่วเหลืองทั้งขวด ก็สามารถใช้แค่นิดหน่อย ขณะเดียวกันก็ให้บริการแบบรายสัปดาห์ หรือรายเดือน ไม่มีการสั่งซื้อทีละครั้ง

ขณะที่แบรนด์ “เชฟดี” จับกลุ่มลูกค้าแบบสั่งทีละครั้ง เพราะมองว่า หากชื่นชอบเมนูไหนก็สามารถสั่งซ้ำได้ ไม่ต้องหมุนเวียนเมนูไปแต่ละสัปดาห์

นอกจากอาหารคาวแล้ว ชุดอาหารสะดวกปรุงยังมีประเภทเบเกอรี่ สำหรับคนที่อยากทำขนมกินเองแบบง่ายๆ

“เรด เวลเว็ต เอ็นวายซี” ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ โดยพี่น้อง 2 สาวที่เติบโตมากับการทำอาหารพร้อมจัดส่งวัตถุดิบที่จำเป็นในการทำขนมประเภทต่างๆ ตั้งแต่ทาร์ต พาย ไปจนถึงเค้ก

เรด เวลเว็ต เปิดธุรกิจในนครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน โดยคิดค่าบริการชุดทำของว่างระหว่าง 24-30 ดอลลาร์ และมีแผนจะขยายกิจการแบบสมัครสมาชิกรายเดือน

เครื่องดื่มก็ร่วมเทรนด์พร้อมปรุงได้ อย่างกรณีของ “กรีน เบลนเดอร์” ที่จัดส่งกล่องบรรจุวัตถุดิบสดใหม่ไปให้ลูกค้า เพื่อทำเมนูสมูธตี้สุดโปรด ในสนนราคา 49 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์

อามีร์ โคเฮน ที่ริเริ่มธุรกิจนี้กับแฟนสาว ตั้งแต่ปี 2557 บอกว่า บริษัทของเขาโฟกัสที่การเป็นแบรนด์สินค้าสุขภาพ มากกว่าจะเป็นแบรนด์อาหาร

โดยกรีน เบลนเดอร์ จะจัดส่งวัตถุดิบสำหรับทำเครื่องดื่มปั่น และสูตรในการทำไปถึงบ้านลูกค้า เพื่อให้ง่ายขึ้น ซึ่งก็คล้ายกับการดีลิเวอรี่ชุดอาหารพร้อมปรุงสำหรับมื้อค่ำ เพียงแต่เครื่องดื่มสมูธตี้จะยุ่งยากน้อยกว่า

“KING FRUITS” กล้วยหอมทองร้อยล้าน ป้อนตลาดปีละ 6 พันตัน สยายปีกโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

เรื่องจากปก

ผู้แต่ง

“KING FRUITS” กล้วยหอมทองร้อยล้าน ป้อนตลาดปีละ 6 พันตัน สยายปีกโกอินเตอร์

เกษตรกรรายนี้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าป้อนให้กับตลาดทุกระดับ ซึ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ ส่งร้านสะดวกซื้อ เซเว่นฯ, 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่, 20 เปอร์เซ็นต์ ส่งสายการบินเฟิร์สคลาส ที่เหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งโรงงานเบเกอรี่

หลังประสบวิกฤตโรคระบาดในสวนส้ม ทำให้ต้องหันมาปลูกพืชผักสวนครัวและกล้วยหอมเพื่อสร้างรายได้ทดแทน ตรงนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ คุณเกรียงศักดิ์ วิเลปะนะ ลูกชาวสวนพบโอกาสทองที่แฝงอยู่ในกล้วยหอม ผลไม้เศรษฐกิจที่โตก้าวกระโดด ราคาพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แถมมีดีมานด์ทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ

ระยะเวลาเกือบ 10 ปี ปัจจุบัน ผู้ชายคนนี้กลายเป็นเจ้าตลาดกล้วยหอม ด้วยการสร้างแบรนด์ “KING FRUITS” (คิง ฟรุทส์) มีพื้นที่ปลูก 3,000 ไร่ เกษตรกรเครือข่ายอีก 1,000 ไร่ ตั้งเป้าอีก 3 ปีจะขยายพื้นที่ปลูก 10,000 ไร่ ส่งกล้วยหอมขายแต่ละวันเกือบ 15 ตัน ตลาดหลักส่งเข้าร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น, ห้างสรรพสินค้า อาทิ สยามพารากอน ฟู้ดแลนด์ บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส แม็คโคร แม็กซ์แวลู และสายการบิน เช่น การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ รวมทั้งการบินเครือไมเนอร์ กรุ๊ป ตั้งเป้ารายได้ทั้งปี 2559 ราว 200 ล้านบาท

ผลผลิตมาตรฐานส่งออก

ขายในไทย คนไทยกินของดี

คุณเกรียงศักดิ์ เรียนด้านการเกษตรที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ อำเภอบางพระ จังหวัดชลบุรี หลังจากเรียนจบ เขาเลือกเดินตามรอยของครอบครัว ด้วยการสืบทอดมรดกสวนส้มเขียวหวาน ในฐานะรุ่นที่ 3 ณ ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี แต่แล้วปี 2540 สวนส้มประสบปัญหาผลส้มร่วง อันเกิดมาจากโรคกรีนนิ่ง เลยหันมาปลูกผักสวนครัว รวมถึงกล้วยหอม เริ่มต้นส่งผลผลิตขายผ่านพ่อค้าคนกลาง เมื่อเริ่มดีขึ้นเปิดตลาดเองโดยเช่าแผงที่ตลาดไท นับจากนั้นมาก็ขยายตลาดเพิ่มอย่างต่อเนื่องจวบจนทุกวันนี้

“ครอบครัวเป็นเกษตรกรปลูกส้มเขียวหวาน 30 ไร่ที่คลองสี่ จังหวัดปทุมธานี เมื่อครั้งส้มเกิดโรคระบาด จึงหาพืชตัวอื่นมาทดแทน นั่นคือ ผักสวนครัว อาทิ มะระ บวบ แตงร้าน รวมถึงกล้วยหอมทอง ซึ่งเป็นพืชที่ได้รับความนิยมมากในยุคนั้น แรกเริ่มส่งผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง ผลปรากฏว่ารายได้กล้วยหอมแซงหน้าผักชนิดอื่นๆ หนที่สุดเลือกปลูกเฉพาะกล้วยหอม”

คุณเกรียงศักดิ์เริ่มปลูกแต่กล้วยหอม ราวปี 2548 บนพื้นที่ 30 ไร่ ซึ่งชายหนุ่ม เผยว่า ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นตามลำดับไปตามจังหวัดต่างๆ อาทิ อยุธยา สระบุรี นครนายก กระทั่งปัจจุบันปี 2559 มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง 3,000 ไร่ เกษตรกรเครือข่ายอีก 1,000 ไร่ ไม่ว่าจะเป็นจันทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี บึงกาฬ พัทลุง นครสวรรค์ กำแพงเพชร ชุมพร เป็นต้น ตั้งเป้าอีก 3 ปีจะขยายพื้นที่ปลูก 10,000 ไร่

พื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองของคุณเกรียงศักดิ์ มีทั้งที่ดินของตัวเอง และเช่าปลูก การเช่าปลูกเขาจะทำสัญญากับเจ้าของพื้นที่ทุกๆ 3 ปี ค่าเช่า 2,000-5,000 บาท ต่อไร่ต่อปี การปลูกกล้วย ไม่ได้ปลูกทีเดียว 3,000 ไร่ ใช้วิธีปลูกหมุนเวียน ครั้งละ 300 ไร่ หรือประมาณ 100,000 ต้น ต่อครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลผลิตออกสม่ำเสมอ กล้วยแต่ละรุ่น จะใช้ระยะเวลาปลูก 9 เดือน -1 ปี ตัดขายได้

“ผมรับซื้อกล้วยจากเกษตรกรเครือข่ายเป็นเครือ กล้วยทุกลูกสามารถตรวจสอบได้ว่ามาจากสวนไหน อีกทั้งยังได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพ Global GAP มาตรฐานดังกล่าวรับรองคุณภาพการเพาะปลูกสินค้าเกษตร เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสินค้าอาหารที่ผลิตจากฟาร์มดังกล่าวไม่ใช้สารเคมีและไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ยังได้เครื่องหมาย NSF (เครื่องหมายมาตรฐานและใบรับรองที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพด้านสุขลักษณะ, ความปลอดภัยและคุณภาพสิ่งแวดล้อม) ตัวโรงคัดบรรจุกล้วยได้มาตรฐานตามระบบ GMP และ HACCP

ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย

ช่วงเทศกาล ราคาดีเท่าตัว

สำหรับต้นทุนการปลูกกล้วยหอม ชายหนุ่ม ชี้แจงว่า จะใช้ทุนราว 15,000 บาท ต่อไร่ หากปลูกแบบยกร่องจะได้ 300 ต้น ต่อไร่ ถ้าปลูกแบบพื้นราบได้ 400 ต้น ต่อไร่ ภายใน 9 เดือน ถึง 1 ปี ตัดกล้วยขายได้ผลตอบแทน 60,000-70,000 บาท ต่อไร่ ลงทุนหน่อกล้วยครั้งแรกครั้งเดียว รุ่นต่อไปใช้หน่อที่แตกขึ้นมาใหม่ ปลูกต่อได้

ด้านการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเครือข่าย ทาง “คิง ฟรุทส์” จะรับซื้อตามคุณภาพ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 10-20 บาท ซึ่งกล้วย 1 หวี น้ำหนักเฉลี่ย 2.5 กิโลกรัม (14-16 ลูก) กล้วยเกรด A น้ำหนักต่อลูก 180 กรัม

การปลูกกล้วยหอมทองให้ได้เกรด A คุณเกรียงศักดิ์ แนะว่า ธรรมชาติของกล้วยชอบปุ๋ย ชอบน้ำ ต้องรดน้ำทุกวัน ระวังเรื่องน้ำท่วมขัง ปลูกดินตื้นจะโตไว แต่ล้มง่ายต้องมีไม้ค้ำ เมื่อออกปลี ให้ใช้ไม้ค้ำทุกเครือ ออกปลีได้ 70-90 วันจะให้ลูก ใช้ถุงหรือกระดาษคลุมลูกเพื่อให้ผิวกล้วยสวย เมื่อตัดผลผลิต กล้วยจะมีอายุได้ราว 1 ปี ให้โค่นทิ้ง นำหน่อใหม่จากต้นเดิมลงปลูกแทน ทว่าราวเดือนเมษายน-มิถุนายนเป็นช่วงฤดูฝน มีลมพายุ ช่วงนี้กล้วยหอมมักขาดตลาด

ในส่วนช่องทางจัดจำหน่าย เกษตรกรรายนี้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าป้อนให้กับตลาดทุกระดับ ซึ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ส่งร้านสะดวกซื้อ เซเว่นฯ, 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่, 20 เปอร์เซ็นต์ส่งสายการบินเฟิร์สคลาส, ที่เหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งโรงงานเบเกอรี่

“เราได้รับโอกาสจากการบินไทย ระดับชั้นโดยสารเฟิร์สคลาส ให้ส่งกล้วยหอม 4 ปีต่อเนื่อง สเปกกล้วยที่ส่ง เป็นกล้วยหอมเกรด A ผิวสวย น้ำหนักลูกละ 180 กรัม ผิวของกล้วยต้องไม่มีรอยช้ำ รสชาติต้องหวานสม่ำเสมอ ส่วนร้านสะดวกซื้อ เซเว่นฯ น้ำหนักต่อลูก 120 กรัม ส่งวันละ 70,000 ชิ้น”

สร้างโรงงานแปรรูปกล้วย

หวังเพิ่มมูลค่าช่วงราคาตก

กรณีร้านสะดวกซื้อ เซเว่นฯ มีความต้องการกล้วยหอมมากถึง 200,000 ลูก ต่อวัน ปัจจุบัน เซเว่นฯ มีกล้วยแพ็กยังไม่ตามเป้า ฉะนั้น ความต้องการกล้วยยังเปิดกว้าง ยิ่งการบริโภคกล้วย กลายเป็นเทรนด์ของคนรักสุขภาพ ส่งผลให้ผลไม้ชนิดนี้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

คุณเกรียงศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน กล้วยหอมราคาดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปลูกเท่าไหร่ไม่พอขายด้วยซ้ำ ยิ่งเฉพาะปีนี้ราคากล้วยหอมพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ช่วงเทศกาลกล้วยยิ่งขายดี เช่น ตรุษจีน สารทจีน เช็งเม้ง กินเจ

ในส่วนของยอดขาย เจ้าของกิจการ เผยว่า ปี 2558 รายได้ 150 ล้านบาท ปี 2559 ตั้งเป้า 200 ล้านบาท ภายในปีนี้ทุ่มงบ 50 ล้านบาทสร้างโรงงานแปรรูปกล้วย หวังเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

“สินค้าเกษตร ราคาไม่แน่นอน ควบคุมไม่ได้ บางช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด ราคาก็ตก ฉะนั้น เลยสร้างโรงงานแปรรูปหวังเพิ่มมูลค่ากล้วยในช่วงที่ราคาตกต่ำ โดยเน้นแปรรูปทำเป็นอาหารทานเล่นและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เตรียมส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว”

สิ่งสำคัญที่ทำให้ “คิง ฟรุทส์” เติบโตเป็นเบอร์ 1 กล้วยหอมทอง คุณเกรียงศักดิ์ ย้ำว่า อยู่ที่ความมุ่งมั่น ทุ่มเท เน้นทำในสิ่งที่ถนัดเพียงอย่างเดียว ทำให้ดีที่สุด เน้นความต้องการของตลาดเป็นหลัก ขณะเดียวกัน พร้อมที่จะแก้ไขและปรับปรุง เพื่อก้าวไปสู่คำว่า คุณภาพ อย่างมั่นใจ และไม่เคยท้อ

ยกระดับสวนเกษตร “สวนละไม” ชูจุดขาย “เที่ยวได้ทั้งปี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07025010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตาสดุจตา

ยกระดับสวนเกษตร “สวนละไม” ชูจุดขาย “เที่ยวได้ทั้งปี”

“สวนละไมไม่ได้คิดที่จะโตคนเดียว แต่ต้องการให้เกษตรกรในพื้นที่มีตลาด ซึ่งตอนนี้สวนละไมรับซื้อรวมแล้วกว่า 50 ราย หรือเท่ากับ 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผลไม้นำมาใช้ต้อนรับลูกค้า ซึ่งในฤดูกาลหนึ่งจะใช้ผลไม้กว่า 170 ตัน”

อาชีพเกษตรกรใช่ว่าจะจบอยู่แค่การปลูก และส่งขายให้พ่อค้าคนกลาง เพราะถ้าไม่มีผู้ซื้อก็กลายเป็นความขื่นขม

วิธีเพิ่มมูลค่า ต่างหากจะนำมาสู่ความยั่งยืนได้ ดังเช่นที่ “สวนละไม” ดำเนินการอยู่ ด้วยวิธีเปิดสวนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สร้างไฮไลต์กับทุกช่วงฤดูกาล อย่าง ฤดูผลไม้ บริการบุฟเฟ่ต์ ต่อจากนั้นในช่วงฤดูหนาว ชื่นชมอุทยานดอกไม้เมืองเหนือ และไร่ชา ฤดูกาลถัดมาชื่นชมสวนสตรอเบอร์รี่ที่สามารถปลูกได้ผลดี รสอร่อย ซึ่งกับการจัดรูปแบบบริการเช่นนี้ ทำให้สวนละไม กลายเป็นหนึ่งในแผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดระยอง สามารถเรียกผู้คนให้เดินทางเข้ามาปีละนับหมื่นนับแสนคน

เปิดสวนผลไม้ สร้างรายได้ในสวน

คุณไพโรจน์ ปิติพันธรัตน์ เล่าถึงแนวความคิดกับการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต โดยมองไปถึงภาพธุรกิจท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเติบโตดี ฉะนั้น ถ้าปรับพื้นที่เดิมซึ่งมีอยู่ประมาณ 500 ไร่ให้กลายเป็นสวนผลไม้ แล้วเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาชม โดยชูไฮไลต์เริ่มต้นบริการบุฟเฟ่ต์ผลไม้ทานได้ไม่อั้น ก็น่าจะคือคำตอบในการต่อยอดธุรกิจเกษตรให้เติบโตควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว

“นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจังหวัดระยอง จะมีจุดมุ่งหมาย 2 ประการคือ ทะเล และทานผลไม้ ซึ่งผมเองเชื่อว่าชื่อเสียงผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน เป็นที่ยอมรับ จึงเริ่มต้นวางแผนจัดสรรพื้นที่ ลงมือปลูกผลผลิต โดยเฉพาะทุเรียน เงาะ มังคุด ใช้เวลา 15 ปี จึงเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นมองว่าถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา ก็หาตลาดระบายสินค้าออกไป แต่จนถึงวันนี้ สวนละไมไม่เคยนำผลไม้ไปเร่ขายนอกพื้นที่เลย เพราะลำพังนักท่องเที่ยวเดินทางมาวันละ 2,000 คนขึ้นไป หรืออย่างปีนี้คาดยอดรวมตลอดปี 120,000 คน ผลผลิตในสวนไม่พอแล้ว”

กับขนาดพื้นที่ 500 ไร่ แบ่งเป็นการปลูกผลไม้หลากหลายชนิด ไม่อาจเพียงพอรองรับลูกค้า จึงส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ให้มีตลาดใกล้บ้าน แต่สามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูง

“สวนละไมไม่ได้คิดที่จะโตคนเดียว แต่ต้องการให้เกษตรกรในพื้นที่มีตลาด ซึ่งตอนนี้สวนละไมรับซื้อรวมแล้วกว่า 50 ราย หรือเท่ากับ 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผลไม้นำมาใช้ต้อนรับลูกค้า ซึ่งในฤดูกาลหนึ่งจะใช้ผลไม้กว่า 170 ตัน”

จัดเมนูหลากหลาย กระจายความเสี่ยง

คุณไพโรจน์ ยังกล่าวถึงราคารับซื้อผลไม้จากเกษตรกรในพื้นที่ โดยยินยอมให้ผู้ขายตั้งราคาเอง แต่ทว่ามีข้อแม้ต้องได้คุณภาพดีจริง

“ผมไม่เคยต่อราคาผลไม้ อย่างทุเรียนเคยซื้อสูงสุดกิโลกรัมละ 102 บาท ขอแค่คุณภาพดีจริง ถ้าเจอทุเรียนอ่อน ตีคืนทันที และหยุดการค้าขายไปก่อน เพื่อให้เกษตรกรยอมรับในกติกา ส่วนสวนทุเรียนที่รับซื้อต้องอยู่ในพื้นที่จังหวัดระยอง เพราะเราต้องการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่เป็นอันดับแรก”

กับการตั้งราคาเที่ยวชมสวนพร้อมบุฟเฟ่ต์ผลไม้ 400 บาท ต่อหัว (เด็ก 200 บาท) จะเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง แต่กับการบริการและความจริงใจที่ใส่คุณภาพแบบไม่มีการกำหนดเวลา และให้ลูกค้าทานได้ไม่อั้น จึงเกิดเป็นความรู้สึกคุ้มค่าในใจลูกค้าขึ้นมาทันที

แต่ทว่าในมุมมองของผู้ประกอบการ วิธีให้บริการในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไร ยิ่งในช่วงปีนี้ภาวะแล้ง ผลผลิตราคาสูง ยกตัวอย่าง ทุเรียน กิโลกรัมละกว่า 100 บาท ย่อมเสี่ยงกับการขาดทุน

“การวางแผนเส้นทางท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยว สำคัญมาก การจัดการด้านอาหารต้องใส่ใจ สวนละไมแบ่งเส้นทางท่องเที่ยวเป็น 3 จุดหลักๆ คือ ชื่นชมสวนเงาะ มังคุด, สวนทุเรียน และฟาร์มแกะ โดยมีรถรางนำพา จุดแรกที่ลูกค้าต้องแวะคือ สวนเงาะและมังคุด ซึ่งในจุดนี้จะให้บริการผลไม้ เงาะ มังคุด และมีอาหารประเภทอื่นๆ ด้วย อาทิ ข้าวโพดต้ม ขนมบ้าบิ่น ไอศกรีม กล้วยทอด มันทอด ฟักทองทอด

จากนั้นนำพาขึ้นไปยังจุดที่ 2 คือสวนทุเรียน ซึ่งจะมีบริการทุเรียน และผลไม้นานาชนิด รวมไปถึง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ทอด ของหวานก็จะมี ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง เราต้องวางอาหารให้หลากหลาย เพื่อลดทอนรายการวัตถุดิบบางชนิดที่มีราคาต้นทุนสูง อย่างปีนี้ต้นทุนวัตถุดิบถือว่าสูงมาก ถ้าต้องซื้อมะละกอจากที่อื่นคงใช้เงินเป็นแสนบาท ปลูกเองจึงทำให้ลดต้นทุนได้มาก อย่างในปีนี้กำไรต่อหัวอาจไม่ถึง 100 บาท แต่ก็ยังถือว่าอยู่ได้”

ส่วนการจะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบต่ำ นั่นก็คือ พืชผักผลไม้นำมาใช้ ต้องปลูกเอง

เดินทางมานับพัน บริการดี วัตถุดิบไม่อั้น

สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในสวนละไม คือพนักงานบริษัท ด้วยเพราะจังหวัดระยอง และรวมไปถึงจังหวัดชลบุรี มีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก และในกลุ่มรองลงมาคือ ครอบครัว

“นักท่องเที่ยวเดินทางมาส่วนใหญ่กลุ่มละ 4 คนขึ้นไปจนถึงหลักร้อย และเคยมีนักท่องเที่ยวสูงสุดใน 1 วัน 4,500 คน แต่โดยเฉลี่ยราวๆ 2,000 คน ซึ่งตรงนี้ต้องบอกเลยว่า เราแทบไม่ได้ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่ลูกค้าที่เดินทางมาคือกระบอกเสียง ด้วยเพราะปัจจุบันสื่อโซเชียลเข้าถึงคนได้กว้างและรวดเร็วมาก”

กับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาปีละหลายหมื่นคน หรือในปี 2559 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเกินกว่า 120,000 คน ลำพังฤดูกาลผลไม้เพียงไม่กี่เดือนคงไม่อาจเรียกจำนวนคนได้มากขนาดนี้ และสำคัญคือ ถ้าจะทำธุรกิจ แล้วหวังเพียงแค่ยอดขายไม่กี่เดือน ก็คงอยู่ไม่ได้

ไอเดียเที่ยวสวนละไมได้ทั้งปี จึงเกิดขึ้น “ผมต้องการให้สวนละไมคือแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง สามารถเที่ยวได้ทั้งปี ไม่ใช่แค่ฤดูกาลผลไม้ที่จะเปิดปลายเดือนเมษายน แล้วปิดในวันที่ 14 สิงหาคม ฉะนั้น ในเดือนตุลาคม-ธันวาคม จึงเปิดอุทยานดอกไม้เมืองเหนือ และสวนชา จากนั้นก็จะเปิดสวนสตรอเบอร์รี่ต่อ ในช่วงปลายเดือนมกราคมไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งในช่วงอากาศหนาวราวเดือนธันวาคม-มกราคม อุณหภูมิที่นี่ประมาณ 15-16 องศาเซลเซียส ไม้เมืองหนาวจึงให้ผลผลิตดีมาก”

การต่อยอดยังไม่หยุดยั้ง สวนละไม วางแผนกับการสร้างรีสอร์ต สวนน้ำ และเส้นทางท่องเที่ยวแบบผจญภัย โดยขณะนี้ได้ลูกๆ ทั้ง 3 คน (และลูกเขยคนโต) ซึ่งศึกษาจบด้านการตลาด บริหารธุรกิจ และการท่องเที่ยวและโรงแรม มาช่วยสานต่อกิจการ

“การขยายธุรกิจเกิดจากลูกค้าที่เรียกร้องเข้ามาด้วย อย่างเรื่องของที่พัก แต่ว่าส่วนหนึ่งผมก็วางไว้ว่าจะติดต่อพูดคุยกับเจ้าของรีสอร์ต เจ้าของร้านอาหาร เพื่อจัดเส้นทางท่องเที่ยวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยอาจทำในรูปแบบส่วนลดให้ลูกค้า และให้คนในชุมชนได้นำสินค้าออกมาจำหน่าย ผมเองก็อยากให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงชุมชน เติบโตไปด้วยกัน คาดหวังว่าเมื่อลูกค้ามาแล้วจะนำเงินออกมาใช้จ่าย 800-1,000 บาท”

ธุรกิจนี้มีโอกาสโต เกษตรกรทำได้ในสวน

กับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น การขยายธุรกิจต้องทำอย่างต่อเนื่อง ลำพังเงินทุนในกระเป๋าคงไม่อาจเพียงพอ คุณไพโรจน์จึงว่า วิธีขับเคลื่อนธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยกู้ยืม

“สวนละไมรับซื้อผลไม้กว่า 170 ตัน ต่อฤดูกาล หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท และด้วยผมเป็นลูกค้าของ ธกส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) มานานกว่า 20 ปีแล้ว จึงเข้าไปพูดคุยขอสินเชื่อ โดยในปี 2559 นี้ก็มีโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตร 72,000 ล้านบาท แต่ว่าตอนนั้นหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่พอ ผมก็ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ธนาคารให้รู้จักกับ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อแทน เรื่องขอสินเชื่อเลยกลายเป็นเรื่องที่ง่ายมาก”

คุณไพโรจน์ ยังกล่าวถึงเกษตรกรที่มีสวนเกษตร แล้วสนใจจะก้าวสู่การต่อยอดเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ว่า ไม่จำเป็นต้องทำใหญ่ เพราะแค่สวนเล็กๆ ก็สามารถบริหารจัดการพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ ขอเพียงใส่ใจในบริการ ซื่อสัตย์ ผลิตวัตถุดิบคุณภาพดีมารองรับ

“ผมอยากให้ธุรกิจแบบนี้เกิดขึ้นมากๆ อยากเห็นเกษตรกรมีศักยภาพ ซึ่งปัจจุบันนี้มีหน่วยงานสนับสนุนหลายแห่ง ถ้ามีเงินทุนน้อย ก็ทำเล็กๆ ครับ ทำตามกำลังก่อน ซึ่งผมว่าตลาดนี้ไม่ตัน จากนั้นเมื่อถึงเวลาขยาย ค่อยก้าวไปทีละขั้น”

สนใจเดินทางไปชื่นชม “สวนละไม” ตั้งอยู่ เลขที่ 19/9 ถนนบ้านบึง-แกลง (สาย 344) ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง

“ส้มตำติดล้อ” ลงทุนหลักแสน ได้เป็นเจ้าของรถ-เจ้าของร้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

แฟรนไชส์โซน

พารนี

“ส้มตำติดล้อ” ลงทุนหลักแสน ได้เป็นเจ้าของรถ-เจ้าของร้าน

“ทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของผู้ลงทุนทั้งหมด ทางร้านต้นแบบจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทั้งด้านรสชาติและการตลาด และช่วยสนับสนุนการทำสินเชื่อรถให้กับผู้ลงทุนอีกทางหนึ่งด้วย”

จากร้านเล็กๆ ในตลาดนัดชานเมือง ที่ลูกค้ามีเพียงบรรดาพ่อค้า-แม่ขาย ไม่กี่สิบคน แต่ใช้ความอดทนและตั้งใจจริงอยู่ไม่นาน สถานการณ์ค้าขายดีขึ้นตามลำดับ

และด้วยความที่เคยเป็นถึงเจ้าของกิจการผับหรู แต่พลิกผันหันมาขายส้มตำ จนหลายครั้งถูกคำพูดถากถางให้ช้ำใจ แต่แม่ค้าหน้าใส ไม่ถอดใจง่ายๆ

หากยังสามารถขยับขยายธุรกิจ จนกลายเป็นร้านฮิตในหมู่นักชิมจำนวนไม่น้อย

จากวันนั้นถึงวันนี้ เปิดขายมาได้ยาวนานถึงกว่า 10 ปี กิจการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันมีร้านแฟรนไชส์ “ตำหลาย” ทั้งในและต่างประเทศถึง 12 สาขา

แต่พัฒนาการของร้านอาหารอีสานแบรนด์ดัง “ตำหลาย” ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น ล่าสุด ผุดรูปแบบธุรกิจร่วมสมัยออกเป็นแฟรนไชส์รถเคลื่อนที่ สไตล์ “ส้มตำโมบาย” เรียกเสียงฮือฮาให้กับวงการฟู้ดทรักในยามนี้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

คุณเอ๋-ณัฐรดา บุญชุ่ม เจ้าของ “ตำหลาย” ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า แฟรนไชส์ตำหลายแบบ “รถเคลื่อนที่” นี้เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีงบจำกัด เพราะการเปิดกิจการเป็นร้านๆ นั้น ต้องใช้เงินลงทุนสูงและอยู่ในทำเลที่ดี ถ้าเป็นทำเลดีมากๆ ค่าเช่ายิ่งต้องจ่ายแพง และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการตกแต่งร้าน อีกทั้งเมื่อหมดสัญญาเช่าร้าน สิ่งที่ตกแต่งไว้ก็ต้องกลายเป็นของเจ้าของพื้นที่เช่านั้นไป

แต่ถ้าเป็นการลงทุนแฟรนไชส์ตำหลายแบบรถเคลื่อนที่นี้ ผู้ลงทุนจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยภายในตัวรถจะทำการตกแต่งด้วยอุปกรณ์พร้อมขายส้มตำและเมนูอื่นๆ ได้ทันที ทั้งยังจะมีการอบรมสูตรการทำอาหารจานเด็ด ให้อีก 30 เมนู

“เราจัดทุกอย่างไว้ให้ผู้ลงทุนเป็นเจ้าของกิจการตำหลายเคลื่อนที่ได้ทันที รวมถึงการอบรมสูตรอาหารให้ด้วย ทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของผู้ลงทุนทั้งหมด ทางร้านต้นแบบจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทั้งด้านรสชาติและการตลาด และช่วยสนับสนุนการทำสินเชื่อรถให้กับผู้ลงทุนอีกทางหนึ่งด้วย” คุณเอ๋ ว่าอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ แฟรนไชส์รถเคลื่อนที่ของตำหลายนี้ เหมาะกับทำเลประเภทตลาดนัดทุกทำเล ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักช็อปน้อยใหญ่

และมั่นใจว่า สามารถสู้คู่แข่งทางตรงอย่างฟู้ดทรักประเภทอาหารต่างชาติได้แน่นอน เพราะอาหารอีสาน มีสีสันและรสชาติถูกปากคนไทยส่วนใหญ่มากกว่า

“ร้านส้มตำ ทำยาก แต่กำไรดี ผลตอบแทนเท่าตัว ถ้ารสชาติดี ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ได้ ขออย่างเดียวคือ ต้องอดทน” เจ้าของกิจการ ย้ำจุดยืน

ต้องการทราบรายละเอียดแฟรนไชส์ส้มตำโมบาย แบรนด์ “ตำหลาย” สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ (086) 405-1459, (091) 890-5145 หรือ Facebook/ตำหลาย

“บ้านโฟม ดีดี” สร้างบ้านหลักแสน ด้วย “ซีเมนต์โฟม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“บ้านโฟม ดีดี” สร้างบ้านหลักแสน ด้วย “ซีเมนต์โฟม”

“จริงๆ แล้วการก่อสร้างไม่ได้ยุ่งยาก แต่ช่างต้องมีทักษะ รู้เทคนิค เราจึงต้องสร้างทีมขึ้นมาเอง ซึ่งการก่อสร้างจะเริ่มหน้างาน ใช้ระยะเวลารวดเร็ว ฉะนั้น ถ้าคิดค่าวัสดุ ซีเมนต์โฟมราคาจะสูงกว่าวัสดุอื่นๆ แต่ว่าเมื่อรวมค่าก่อสร้างแล้ว ทำให้ราคาบ้านพอๆ กัน”

“บ้าน” ความต้องการอันดับต้นๆ แต่การจะมีบ้านสักหลังเป็นของตนเอง ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเพราะราคาบ้านในยุคนี้ แค่พื้นที่ไม่กี่สิบตารางเมตรก็ต้องใช้เงินถึงหลักล้านถึงหลายล้านบาท

คุณปริษฎี ศิริชัยวัฒน์ นักออกแบบตกแต่งภายใน วัย 37 ปี เจ้าของ “บ้านโฟม ดีดี” (Baan Foam DD) ผุดไอเดีย “บ้านซีเมนต์โฟม” พร้อมสร้างนวัตกรรมสำหรับผู้มีที่ดินแล้วต้องการสร้างบ้านในราคาเริ่มต้นไม่กี่แสนบาท โดยวางแบบบ้านไว้ให้ลูกค้าเลือก หรือหากลูกค้าต้องการแบบที่แตกต่าง ก็ยินดีให้บริการ สร้างเสร็จพร้อมอยู่ โดยทีมช่างผู้มีประสบการณ์โดยตรง

มีเงิน 4.5 แสนบาท สร้างบ้าน พร้อมอยู่

คุณปริษฎี เล่าถึงแนวคิด เกิดจากความเข้าใจว่าทุกคนต้องการมีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตนเอง และหลายๆ คน โดยเฉพาะผู้อยู่ในเขตปริมณฑลและต่างจังหวัดจะมีที่ดินเป็นของตนเอง ความต้องการของลูกค้านอกจากบ้านราคาสบายกระเป๋า ยังต้องการความรวดเร็วในการก่อสร้าง เพื่อประหยัดค่าแรงงาน

“ผมเรียนจบคณะสถาปัตยกรรม ภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน ซึ่งหลังศึกษาจบก็ทำงานสายออกแบบภายในอาคารและงานก่อสร้าง มาถึงตอนนี้ 5-6 ปี ทำให้เห็นปัญหา และความต้องการของลูกค้า อย่างเรื่องต่อเติมบ้าน ลูกค้าจะกังวลกับวัสดุนำมาใช้ ว่าจะกระทบโครงสร้างหรือไม่ เรื่องของความร้อนภายในตัวบ้าน เสียง ราคาค่าวัสดุ และระยะเวลาในการก่อสร้าง และไหนจะเรื่องของการออกแบบตกแต่งบ้านที่ต้องเอื้อต่อประโยชน์ใช้สอย รวมไปถึงความสวยงาม”

เมื่อโจทย์เป็นเช่นนี้ คุณปริษฎีจึงเริ่มมองหาวัสดุสามารถรองรับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ กระทั่งพบกับนวัตกรรม “ซีเมนต์โฟม” ที่ผลิตมาเพื่องานก่อสร้างโดยตรง ซึ่งซีเมนต์โฟมนี้จะประกอบไปด้วย โฟม EPS ในการก่อสร้าง ลวดตาข่าย และซีเมนต์

“คุณสมบัติ ไม่ลามไฟ เปรียบเสมือนฉนวนกันความร้อนได้ดี กันเสียง เพราะหนาถึง 3 นิ้ว จึงประหยัดพลังงาน น้ำหนักเบา การขึ้นรูปสามารถทำได้หลากหลาย มีความแข็งแรง ซึ่งในต่างประเทศใช้กันมานานแล้ว แต่นวัตกรรมนี้กับคนไทยยังถือว่าใหม่อยู่”

บ้านโฟม ดีดี เปิดรูปแบบให้บริการ โดยออกแบบวางขนาดบ้านไว้ให้ลูกค้าเลือก เริ่มต้นกับพื้นที่ 35 ตารางเมตร ราคาประมาณ 450,000 บาท หรือตารางเมตรละ 12,000-13,000 บาท แต่ทว่าถ้าต้องการได้แบบบ้านที่แตกต่างก็สามารถนำแบบมาให้สร้างได้ ส่วนราคาก็เป็นไปตามขนาดและความยากง่ายของงาน

งานเล็กงานใหญ่ สร้างได้รวดเร็ว

ทั้งนี้สำหรับระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 2 เดือน กับบ้านขนาด 35 ตารางเมตร “จริงๆ แล้วการก่อสร้างไม่ได้ยุ่งยาก แต่ช่างต้องมีทักษะ รู้เทคนิค เราจึงต้องสร้างทีมขึ้นมาเอง โดยมีช่างทั้งหมดประมาณ 20 คน ซึ่งการก่อสร้างจะเริ่มหน้างาน มีการทำฐานราก ตอกเสาเข็ม โครงสร้างบ้านส่วนใหญ่จะเป็นเหล็ก แล้วก็ใช้ซีเมนต์โฟมในการก่อสร้างเป็นกำแพง ด้วยน้ำหนักเบา และขึ้นรูปได้หลากหลาย การก่อสร้างจึงใช้ระยะเวลารวดเร็ว ฉะนั้น ถ้าคิดค่าวัสดุ ซีเมนต์โฟมราคาจะสูงกว่าวัสดุอื่นๆ แต่ว่าเมื่อรวมค่าก่อสร้างแล้ว ทำให้ราคาบ้านพอๆ กัน”

จากจุดเริ่มต้นซีเมนต์โฟมนิยมใช้ในงานต่อเติม ด้วยเพราะอย่างที่บอกคือน้ำหนักเบา จึงไม่กระทบโครงสร้างหลัก แต่ว่าในความเป็นจริง “ซีเมนต์โฟมสามารถก่อสร้างบ้าน อาคาร ได้เป็นหลังๆ ตึกสองสามชั้นก็ใช้วัสดุนี้ทำมาแล้ว หรืออย่างตอนนี้ สำนักงาน โรงงาน จะให้ความสนใจก่อสร้างกันมากขึ้น เพราะส่งผลด้านประหยัดพลังงานด้วย และเขาต้องการความรวดเร็วเสร็จไวในการก่อสร้าง”

นอกจากกลุ่มเป้าหมายที่พักอาศัย สำนักงาน โรงงานต่างๆ แล้ว บ้านโฟม ดีดี พุ่งเป้าไปยังกลุ่มธุรกิจรีสอร์ต โดยเล็งทำเลกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก่อนจะขยายวงกว้างไปยังจังหวัดอื่นๆ และรวมไปถึงแผนการเดินทางไปตลาดต่างประเทศ

น้ำหนักเบา คือหนึ่งความโดดเด่นของวัสดุชนิดนี้ โดยมีน้ำหนักเพียง 20 กิโลกรัม ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ในขณะอิฐมวลเบามีน้ำหนักประมาณ 90 กิโลกรัม ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร หรือการก่ออิฐฉาบปูนที่น้ำหนักอาจสูงเป็นตัน

“แม้วัสดุชนิดนี้จะคิดค้นมานานหลายปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนไทย คงต้องอาศัยสร้างการรับรู้อีกระยะหนึ่ง และด้วยน้ำหนักที่เบา หลายคนสงสัยด้านความคงทนแข็งแรง ซึ่งก็ได้มีการทดสอบมาแล้ว แต่จะให้ลูกค้ามั่นใจและเห็นของจริง ผมจึงสร้างบ้านของผมเอง เอาตัวเองการันตี และเราทำฐานราก ตอกเสาเข็ม ขึ้นโครงเหล็ก ก่อสร้างจนแล้วเสร็จที่หน้างาน ลูกค้าเห็นตั้งแต่ฐานรากเลย”

คุณปริษฎี ยังกล่าวทิ้งท้ายถึงงานบริการว่า คือหัวใจของธุรกิจนี้ “ด้วยผมจบการออกแบบภายใน ได้อยู่วงการก่อสร้าง ทำงานกับผู้อยู่อาศัยมานาน ทำให้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ การออกแบบ ประโยชน์ใช้สอย ถ้าใส่เข้าไปในตัวบ้านได้ในระหว่างก่อสร้าง จะไม่ทำให้เป็นภาระกับลูกค้าที่ต้องไปหาซื้อเพิ่มอีก อย่าง เคาน์เตอร์ครัว ห้องน้ำ ตู้เสื้อผ้า การก่อสร้างที่รวดเร็ว งบประมาณไม่บานปลาย นี่คือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ”

สนใจสอบถามข้อมูล ติดต่อ “บ้านโฟม ดีดี” บริษัท ฟรีดอม อ๊อฟ สปีริต จำกัด เลขที่ 188/119 เอสแอนด์เอส สุขุมวิท ซอยสุขุมวิท 101/1 บางนา กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (081) 989-9696

สัมผัสวิถีชุมชนประมงบางละมุง แหล่งท่องเที่ยวใหม่ใกล้ กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

เสริมไอเดีย

วัชรี

สัมผัสวิถีชุมชนประมงบางละมุง แหล่งท่องเที่ยวใหม่ใกล้ กทม.

กระแสการท่องเที่ยวกำลังเป็นที่นิยม ได้รับความสนใจจากสังคมกันอย่างคึกคัก ซึ่งปัจจุบันการท่องเที่ยวมีหลากหลายรูปแบบ ผู้คนสามารถเลือกสไตล์การท่องเที่ยว หรือกำหนดวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างอิสรเสรี ใครชอบป่า ก็เดินป่า ชอบทะเลหรือภูเขา ก็เดินทางกันไปตามสไตล์ที่ชอบ

ส่วนใครชอบท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เดินทางสะดวกและไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. มีพื้นที่เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเมืองพัทยา เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ให้คนที่ไปท่องเที่ยวเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ได้พบแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

เมื่อได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ “กลุ่มประมงเทศบาลตำบลบางละมุง” และ “บ้านร้อยเสา ตะเคียนเตี้ย” ซึ่งเปิดเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ได้สัมผัสใกล้ชิดเรียนรู้วิถีชีวิตการทำประมงพื้นบ้าน และสัมผัสกลิ่นอายความเป็นกันเองของคนในพื้นที่

จุดเริ่มต้นกลุ่มประมง บ้านชายทะเลบางละมุง

การเดินทางในครั้งนี้ได้ คุณธิติ จันทร์แต่งผล รักษาการผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) เป็นผู้แนะนำและเล่าถึงการเกิดพื้นที่เชื่อมโยงนี้ว่า จากแนวคิดที่ต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาและสืบทอดการทำประมงพื้นบ้านให้อยู่เคียงข้างกับชุมชนตลอดไป นั่นจึงเป็นที่มาของการจัดตั้งกลุ่มประมงเทศบาลตำบลบางละมุง ที่ได้จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา

โดยเป็นความร่วมมือระหว่างชุมชนประมงบ้านชายทะเลบางละมุงกับสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.

และได้ คุณธวัชชัย ประคองขวัญ ประธานกลุ่มประมงบ้านชายทะเลบางละมุง มาเล่าให้ฟังว่า “จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกลุ่ม เนื่องจากพื้นเพเดิมของคนในหมู่บ้านชายทะเลบางละมุง ที่ตั้งอยู่ในตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นชุมชนขนาดเล็กริมชายฝั่งทะเลที่ทอดยาวจากโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ดที่มีระยะทางการออกเรือทำประมงประมาณ 8 กิโลเมตร

ในอดีต การทำประมง จะเป็นการทำประมงพื้นบ้านที่เป็นเรือขนาดเล็ก เพื่อหาเลี้ยงชีพ โดยไม่ได้มีการคำนึงถึงว่าทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลนั้น จะมีเหลือมากน้อยแค่ไหน

จนกระทั่ง ชุมชนพบว่า ทรัพยากรที่ทางชุมชนใช้สำหรับดำรงชีพมาเป็นระยะเวลานาน เริ่มมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับการถูกรุกรานจากเรือนายทุนที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถทำประมงได้เพียงพอกับการดำรงชีพ เกิดแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรที่จะให้ทรัพยากรเหล่านี้คงอยู่ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถทำประมงเลี้ยงชีพต่อไปได้

จึงเกิดแนวคิดที่ต้องการปลดแอกตัวเองออกจากระบบนายทุน และต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ควบคู่กับชุมชนระยะยาว รวมถึงต้องการพัฒนาให้กลุ่มประมง เป็นชุมชนกลุ่มประมงพื้นบ้านที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ดังนั้น ในปี 2543 ทางชุมชนจึงได้จัดตั้งสหกรณ์ขึ้น ด้วยการระดมทุนจากชาวบ้านที่มีเรือประมง เพื่อให้มีเงินทุนสำหรับการกู้หมุนเวียนลงทุนของชาวประมงพื้นบ้าน โดยจัดเก็บเงินเข้าสหกรณ์จำนวน 100 บาท ต่อลำต่อเดือน และต่อมาได้เพิ่มเป็น 200 บาท ต่อลำต่อเดือน

ปัจจุบัน มีเรือประมงพื้นที่เข้าร่วมสหกรณ์ดังกล่าวราว 30 ลำ ทำให้ทางชุมชนเริ่มมีสภาพคล่องมากขึ้น และช่วงหลังๆ ได้มีหน่วยงานของภาครัฐบาลให้ความช่วยเหลือมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการดูแลเรือนายทุนไม่ให้เข้ามาหาผลประโยชน์ในพื้นที่ การให้เงินทุนสำหรับหมุนเวียนในการลงทุนทำประมง”

ผนึก อพท. ต่อยอดอาชีพ เที่ยววิถีชุมชน สร้างรายได้

คุณธวัชชัย ยังเล่าต่ออีกว่า “จนในปี 2552 ทางกลุ่มประมงได้ร่วมมือกับทาง อพท.3 เพื่อต่อยอดอาชีพการทำประมงพื้นบ้านเข้าสู่การท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้และอนุรักษ์ธรรมชาติ ภายใต้แนวคิดที่ต้องการผลักดันให้บ้านชายทะเลบางละมุง เป็นต้นแบบที่มีศักยภาพและการเติบโตอย่างมั่นคง และเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงที่ทางชุมชนมีรายได้จากการทำประมงลดลงในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคมของทุกปี

การต่อยอดด้านการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้นั้น จะจัดเป็นในรูปแบบการท่องเที่ยวแบบจองล่วงหน้า (Booking) ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถโทรศัพท์มาสอบถามข้อมูลกิจกรรมการท่องเที่ยวได้ที่กลุ่มประมง ซึ่งลักษณะการท่องเที่ยวมีแบบแพ็กเกจครึ่งวัน ท่องเที่ยวเรียนรู้สัมผัสวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน ไปเที่ยวเกาะนก ดำน้ำดูปะการังน้ำตื้น หรือจะพายเรือคยัค แล้วกลับมาทานอาหารทะเลสดๆ

ส่วนแพ็กเกจกลางคืน มีกิจกรรมออกเรือไปตกหมึก ตกปลา นอกจากนี้ ยังสามารถพักแรมแคมปิ้งบริเวณชายหาดหรือบนเกาะนก

การที่ให้นักท่องเที่ยวมีการจองล่วงหน้า ในการจัดกิจกรรมต่างๆ นั้น เนื่องจากทางชุมชนต้องมีการเตรียมวางแผนรองรับล่วงหน้า เพราะไม่สามารถรับจำนวนนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก โดยหากเป็นการเยี่ยมชมในลักษณะของการเรียนรู้ อาทิ เยี่ยมชมธนาคารปูม้า ที่จัดมาเป็นคณะ อาจจะเป็นกลุ่มนักศึกษา ข้าราชการ ก็จะรองรับได้เพียง 30-50 คนเท่านั้น

ส่วนนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมกับทางชุมชน จะมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่พานำเที่ยวเกาะนก การตกหมึก ซึ่งจะคิดค่าใช้จ่ายประมาณ 2,500 บาท ต่อลำ บรรจุคนได้ราว 7-8 คน และหมึกที่ตกได้นั้น หากนักท่องเที่ยวต้องการ ก็สามารถซื้อกลับไปได้ ส่วนบริการตกปลา จะคิดค่าบริการเรือ 6,500 บาท ต่อลำ ปลาที่ตกได้นักท่องเที่ยวสามารถนำกลับไปได้ หรือจะให้ทางกลุ่มทำอาหารให้ก็ได้ แล้วแต่ความต้องการ”

ในส่วนของการอนุรักษ์ทรัพยากรนั้น ทางกลุ่มจึงได้มีการจัดตั้งธนาคารปูม้า เพื่ออนุบาลปูไข่นอกกระดองเพื่อนำตัวอ่อนปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ รวมถึงการจัดตั้งธนาคารแม่พันธุ์กุ้งแชบ๊วย การเลี้ยงหอยหวาน และการทำปะการังเทียม เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศในท้องทะเล

เพิ่มความสะดวกนักท่องเที่ยว ด้วยแอพ SMART PATTAYA

ทางด้าน คุณธิติ เล่าเพิ่มเติมให้ฟังอีกว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนระหว่างกลุ่มประมงเทศบาลตำบลบางละมุงกับกลุ่มเทศบาลตำบลตะเคียนเตี้ย ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมพื้นบ้าน ที่ให้บริการในด้านที่พัก การแสดงและการโชว์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน

รวมถึงเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อชีวิตที่พอเพียง ซึ่งทาง อพท.3 มีพื้นที่เป้าหมายที่ต้องการเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนทั้งสิ้น 9 แห่ง ประกอบด้วย เมืองพัทยา (ครอบคลุมพื้นที่เกาะล้านและเกาะไผ่) เทศบาลเมืองหนองปรือ เทศบาลตำบลบางละมุง เทศบาลตำบลตะเคียนเตี้ย เทศบาลตำบลโป่ง เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ เทศบาลตำบลนาจอมเทียน อบต.หนองปลาไหล และ อบต.เขาไม้แก้ว ซึ่งในอนาคตจะมีให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

รวมทั้งจากการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเมืองพัทยา ที่มีประมาณ 10 ล้านคน ต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อพท.จึงจัดทำแอพพลิเคชั่น SMART PATTAYA เพื่อให้นักท่องเที่ยวค้นหาแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร และการบริการต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวของพื้นที่ชุมชน ของแหล่งท่องเที่ยวในเมืองพัทยาได้อย่างชัดเจน และเพื่อรองรับการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองพัทยา ซึ่งปัจจุบันมีผู้ที่ดาวน์โหลดแอพดังกล่าวไปแล้วกว่า 5,000 คน

Cafe” Stationn เครื่องครัวไม้แกะสลัก เจาะตลาดคาเฟ่-ร้านเค้ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

Cafe” Stationn เครื่องครัวไม้แกะสลัก เจาะตลาดคาเฟ่-ร้านเค้ก

นอกจากเครื่องครัวไม้จะถูกจริตร้านคาเฟ่ ร้านขนม ร้านเค้ก ที่ต้องการภาชนะน่ารักๆ เพื่อเอาใจลูกค้าเฉพาะกลุ่ม การแกะสลักเพิ่มลวดลายก็ถูกใจลูกค้าที่ต้องการหาของขวัญ ของฝาก รวมถึงซื้อใช้เอง เพราะไม้ยางพาราสามารถใส่ขนม และอาหารได้ทุกประเภท ล้างทำความสะอาดตามปกติ เก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทดี ไม่ชื้น เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อรา

การทานอาหารของคนยุคนี้ โดยเฉพาะสาวกที่ชอบถ่ายรูปอาหารก่อนทาน ไม่เหมือนยุคพ่อแม่ที่จะใส่ภาชนะอะไรก็ได้ กลุ่มคนพวกนี้ต้องพิถีพิถันเลือกจาน ชาม ช้อนส้อม นอกจากจะไว้เพื่อถ่ายรูปให้ออกมาสวยงาม บางรายเกิดความรู้สึกว่าถ้วยชามสวยๆ สามารถเพิ่มอรรถรสในการทานเมนูนั้นๆ ได้อีกด้วย ฉะนั้น เลยมีผู้ประกอบการหัวใสปิ๊งไอเดียสร้างมูลค่าเพิ่มของใช้บนโต๊ะอาหาร ภายใต้วัสดุเนื้อไม้สร้างความแตกต่างจากเครื่องครัวทั่วไป ที่เน้นไปทางสเตนเลส หรือกระเบื้อง ทั้งนี้ เพื่อความสวยงามแตกต่าง มีเอกลักษณ์และรองรับการประดับตกแต่ง

ทิ้งอาชีพแอร์โฮสเตส ขายเครื่องครัวไม้

คุณสุรางคณา ชาญนทีกุล หรือ คุณจ๋า อดีตแอร์โฮสเตสสาว วัยเพียง 29 ปี เธอสรรหาไม้ยางพาราคุณภาพดีมาใช้ในงานเครื่องครัว และของใช้บนโต๊ะอาหาร แถมสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการแกะสลักลวดลาย เจาะตลาดคาเฟ่ และบรรดาร้านเค้ก

สำหรับจุดเริ่มต้นธุรกิจเครื่องครัวไม้แกะสลัก คุณจ๋า เท้าความว่า ระหว่างที่ทำงานแอร์โฮสเตส หารายได้พิเศษด้วยการขายของในอินเตอร์เน็ต รวมถึงเครื่องครัวทำจากเซรามิกรับจากจีน ทว่าอยากหาความแตกต่างเลยหันมาขายเครื่องครัวทำจากไม้ อาทิ จาน ชาม ช้อน ส้อม เขียง ถาด สร้างแบรนด์ Caf? Stationn ระยะเวลากว่า 3 ปี ผลตอบรับดีขึ้น กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นความนิยมในที่สุด

ช่วงแรกที่คุณจ๋าหันมาขายเครื่องครัวทำจากไม้ เธอใช้วิธีรับจากโรงงานทั้งหมด หลังจากฟีดแบ็กดีได้เข้าไปมีส่วนร่วม โดยการออกแบบ ปัจจุบันชุดเครื่องครัวไม้ Caf? Stationn มีให้เลือกมากถึง 40 แบบ แบ่งเป็น 6 ประเภท ประเภทจานหรือถาด ประเภทเขียง ประเภทชามและถ้วยน้ำจิ้ม ประเภทที่รองแก้ว ประเภทช้อน-ส้อม และประเภทช้อนเดี่ยว มีดเนย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือการ “แกะสลัก”

“หลังจากที่ขายเครื่องครัวไม้มานาน 3 ปี เริ่มรู้สึกอยากหาเอกลักษณ์ให้กับสินค้า ด้วยการเพิ่มลวดลายลงไปบนภาชนะ นั่นคือ ใช้เครื่องเลเซอร์ยิงแกะสลักตามแบบที่ลูกค้าต้องการ ไม่ว่าจะเป็นชื่อคน โลโก้ คำอวยพร หวังเพิ่มมูลค่า ราวกับว่าภาชนะนั้นมีชิ้นเดียวในโลก ผลพลอยได้ไปถูกใจบรรดาคาเฟ่ ร้านขนมเค้ก ร้านกาแฟ ที่เชื่อว่าภาชนะสวยงามจะเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้าอยากเข้ามาทาน เข้ามาถ่ายรูปและแชร์บนโลกออนไลน์”

นอกจากเครื่องครัวไม้จะถูกจริตร้านคาเฟ่ ร้านขนม ร้านเค้ก ที่ต้องการภาชนะน่ารักๆ เพื่อเอาใจลูกค้าเฉพาะกลุ่ม การแกะสลักเพิ่มลวดลายก็ถูกใจลูกค้าที่ต้องการหาของขวัญ ของฝาก รวมถึงซื้อใช้เองเพราะไม้ยางพาราสามารถใส่ขนม และอาหารได้ทุกประเภท ล้างทำความสะอาดตามปกติ เก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทดี ไม่ชื้น เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อรา

ขายดี กำเงินแสนทุกเดือน ตอบโจทย์ลูกค้าคาเฟ่

ด้านความยากของการแกะสลัก คุณจ๋า บอกว่า อาศัยความชำนาญเรื่องการคำนวณพื้นที่ของภาชนะเพื่อให้ลายออกมาสวยงาม เพราะหากบิดเบี้ยว หรือลายไม่บาลานซ์ ก็เสียของ

ปัจจุบัน ภาชนะที่คุณจ๋าจำหน่าย มีทั้งออกแบบเอง และรับสำเร็จรูป กำลังการผลิตราว 10,000 ชิ้น ต่อเดือน เธอเผยว่า ขายดีมาก ไม่พอขายด้วยซ้ำ กลุ่มลูกค้า 50 เปอร์เซ็นต์คือ ร้านกาแฟ ร้านขนม ร้านเค้ก ฯลฯ อีก 50 เปอร์เซ็นต์ซื้อใช้เอง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ยอดขายแต่ละเดือนราว 500,000 บาท สินค้าขายดีเป็นจานกลม ถาดสี่เหลี่ยม ช้อน ส้อม

ด้านราคาขาย ยกตัวอย่าง ช้อนส้อมเฉลี่ยคู่ละ 40 บาท จานชิ้นละ 80 บาท โดยราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าสลักลาย ส่วนค่าสลักลายอยู่ที่จาน-ถาดเริ่มต้น 60 บาท และช้อนส้อมเริ่มต้น 30 บาท

สำหรับชนิดไม้ที่คุณจ๋าเลือกใช้ เธอบอกว่า ใช้ไม้ยางพาราตายคาต้น ไม้ยางพาราประเภทนี้คือ ไม้ที่หยุดให้น้ำยาง จะไม่ตัดไม้ใหม่ จะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม คุณสมบัติของไม้ดังกล่าว แข็งแรง โดนน้ำได้ ใช้ได้บ่อยตามที่ต้องการ นำมาเคลือบแล็กเกอร์ หรือผลิตภัณฑ์เคลือบวัสดุไม้ที่เป็น food grade เพื่อเพิ่มความเงางามทับลงไปอีกชั้น

การประชาสัมพันธ์ธุรกิจดังกล่าว หญิงสาวใช้ช่องทางออนไลน์คือ อินสตาแกรม และซื้อโฆษณาเฟซบุ๊ก เป็นช่องทางหลักในการโปรโมตสินค้า ถือว่าประสบความสำเร็จมากเลยทีเดียวเพราะตรงกลุ่มลูกค้า

สำหรับคำว่า Caf? Stationn แปลว่า สถานีคาเฟ่ คุณจ๋าตั้งใจให้เป็นศูนย์กลางของอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับคาเฟ่ โดยจะขายชุดเครื่องครัวไม้ที่เน้นความสวยงามเป็นหลัก

ปัจจุบัน คุณจ๋าลาออกจากแอร์โฮสเตสเพื่อมาขายเครื่องครัวไม้แกะสลักเต็มตัว หลังทำงานอยู่บนเครื่องบินได้เพียง 1 ปี

ติดต่อ http://www.facebook.com/cafestationn ขายปลีก-ส่งจานไม้ ช้อนไม้ สลักชื่อหรือโลโก้ ไม่มีขั้นต่ำ โทรศัพท์ (081) 817-7468

ชวนนักชิมขนมหวานไทยโบราณ ปักหมุด…ร้าน “ขนมหวาน อ่างทอง” ตลาดบางเขน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

อาหารสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชวนนักชิมขนมหวานไทยโบราณ ปักหมุด…ร้าน “ขนมหวาน อ่างทอง” ตลาดบางเขน

ความก้าวหน้าของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พร้อมกับการเข้ามามีบทบาทของวัฒนธรรมต่างประเทศ ทำให้ขนมไทยโบราณแบบเดิมที่คุ้นเคยกันในอดีต อย่าง กล้วยบวชชี ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สาคูถั่วดำ ขนมชั้น ขนมเปียกปูน และอื่นๆ อีกหลายชนิดกำลังหายไป!!

ฉะนั้น ตอนนี้หากต้องการทานขนมไทย อาจต้องเสาะหาตามแต่ละจังหวัดที่ชาวบ้านอาจยังคงทำกัน แต่ในอนาคตยังไม่ทราบแน่ว่าจะยังคงมีขนมไทยแบบโบราณหลงเหลือให้คนรุ่นหลังทานกันหรือไม่?

ตลาดบางเขน ซึ่งอยู่ใกล้กับซอยเสนานิคม 1 ถนนพหลโยธิน มีร้านขนมไทยสูตรโบราณอร่อยอยู่เจ้าหนึ่ง ชื่อ “ขนมหวาน อ่างทอง” เป็นร้านที่เจ้าของและครอบครัวอพยพมาจากอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว

ร้านแห่งนี้มีขนมไทยกว่า 10 อย่างไว้ให้ลูกค้าเลือกตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็นขนมใส่ไส้ ขนมเทียน ขนมชั้น ถั่วกวน เผือกกวน ขนมตาล ขนมต้ม ถั่วแปบ วุ้น ข้าวต้มจิ้ม หรือแม้กระทั่งไข่หงส์ โดยทุกรายการขายในราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับความอร่อยแบบเข้มข้นอย่างที่คุณไม่เคยเจอ

เริ่มทำขนมไทย คือ ขนมถ้วย ขนมกล้วย และขนมตาลก่อน

คุณดารา จันทร ผู้ที่มีบทบาทในฐานะคนทำขนมมือ 1 และเป็นเจ้าของร้านนี้ บอกว่า ความลำบากยากเข็ญในการทำนาจนแทบไม่มีกำไร คือเหตุผลที่ถูกผลักดันเข้ามาหาอาชีพอื่นทำในกรุงเทพฯ เธอบอกว่าตอนนั้นอายุเพียง 18 ปี แล้วมาเช่าบ้านเลขที่ 2008/89 ซอยเสนานิคม 1 พหลโยธิน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหลังเดียวกับที่อยู่ในปัจจุบัน แล้วเริ่มต้นทำคือขนมไทย เพราะแม่พอมีวิชาความรู้ด้านนี้อยู่

ขนมถ้วย ขนมกล้วย และขนมตาล คือขนมไทยรุ่นแรกที่คุณดาราทำร่วมกับแม่ของเธอ และทันทีที่ได้รับการต้อนรับจากลูกค้า นั่นแสดงว่าคุณภาพและรสชาติขนมที่ทำออกขายถูกลิ้นลูกค้า ไม่นานจึงทำขนมอย่างอื่นเพิ่มอีก ด้วยการขวนขวายหาความรู้จากตำราเอกสารการทำขนมอีกหลายชนิด แล้วนำมาควบรวมกับความรู้การทำขนมของแม่ จนได้มาเป็นขนมฟักทอง ขนมมัน และอื่นๆ ที่ทยอยเพิ่มตามมารวมไปถึงข้าวต้มมัด กล้วยบวชชี

ใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงู เพราะคุณภาพดี

เจ้าของร้าน ยกตัวอย่างขนมไทยบางชนิด อย่างเช่น ข้าวต้มมัด ซึ่งเป็นหนึ่งในเมนูยอดฮิตของร้าน บอกว่า ใช้กล้วยวันละ 5 หวี ส่วนขนมกล้วยใช้วันละ 5 หวีเท่ากัน สำหรับใบตองสั่งมาจากอ่างทอง ครั้งละ 20 กิโลกรัม สั่งวันเว้นวัน ใช้ 2 วันหมด

คุณดาราให้รายละเอียดต่ออีกว่า ในแต่ละครั้งที่ทำข้าวต้มมัดจะใช้ข้าวเหนียวปริมาณ 3 กิโลกรัม เป็นข้าวเหนียวเขี้ยวงูที่สามารถทำข้าวต้มมัดได้จำนวน 70-80 มัด

เธอให้เหตุผลที่ต้องใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงู เพราะต้องการรักษาคุณภาพและความอร่อย แม้จะเป็นข้าวเหนียวที่มีราคาสูง เนื่องจากเมื่อก่อนเคยทดลองใช้ข้าวเหนียวที่มีคุณภาพรองลงมาเหมือนกันเพื่อจะได้ลดต้นทุน ปรากฏว่าเละ ข้าวเมล็ดไม่สวยและไม่ดีเท่ากับข้าวเหนียวเขี้ยวงู แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งข้าวเหนียวและวัตถุดิบหลายอย่างจะซื้อมาครั้งเดียวสามารถใช้ทำขนมได้หลายชนิด

สำหรับน้ำกะทิที่ใช้ผัดข้าวเหนียว มีส่วนผสมได้แก่ใช้หัวกะทิ 3 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 1.2 กิโลกรัม เกลือ 3 ช้อน ใช้เวลานึ่ง 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ในทุกวันจะห่อข้าวต้มเตรียมไว้ก่อนตอนช่วงบ่าย แล้วจะนำไปนึ่งในตอน 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น เพราะต้องทำขนมหลายอย่างพร้อมกัน ส่วนราคาขายข้าวต้มมัดละ 15 บาท หากรับไปขายจะส่งในราคา 12 บาท ต่อมัด

เมนูถัดมาเป็นขนมกล้วย เหตุผลที่ทำออกมาเป็นถ้วยเพราะจะสะดวกกับคนทานไม่ต้องแกะใบตองให้เปื้อนมือ อีกทั้งขนาดของชิ้นมีความเหมาะสมต่อการทาน

ส่วนวิธีทำขนมกล้วย คุณดาราอธิบายคร่าวๆ ว่า ใช้กล้วยจำนวน 5 หวี แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม แป้งเท้ายายม่อมครึ่งกิโลกรัม แป้งมัน 1 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม หัวกะทิ และเกลือ 3 ช้อน จากนั้นนำมากวนด้วยกันให้เหนียวแล้วนำไปใส่ในถ้วยที่มีมะพร้าวอ่อนเป็นทีเด็ดเพื่อความอร่อย

จุดเด่นขนมร้านนี้….ต้องมันกะทิเป็นหลัก

ขนมหวานของร้านอ่างทอง โดยเฉพาะขนมประเภทที่ต้องใช้กะทิเป็นส่วนผสมหลักนั้น ทางร้านจะเน้นความมันเป็นหลัก เธอเห็นว่าเสน่ห์ของขนมแบบไทยโบราณจะต้องให้ความสำคัญกับความมันของกะทิเป็นตัวนำ มิเช่นนั้นแล้วรสชาติจะไม่อร่อย เสียชื่อคนทำ และถือเป็นจุดเด่นของขนมที่ร้านขนมหวานอ่างทองที่ทำให้ลูกค้าติดใจ

ปัจจุบัน กิจการขายขนมของร้านขนมอ่างทอง ทำกันในระบบครอบครัว โดยมีคุณดาราทำหน้าที่ผู้ผลิต และมีคุณวันเพ็ญน้องสาวทำหน้าที่ฝ่ายขาย โดยชี้ว่าเป็นการทำอาชีพแบบพอเพียง ไม่เน้นขายแพง แม้จะได้กำไรเพียงเล็กน้อยก็ตาม ต้องการเพียงเพื่อเลี้ยงครอบครัว อีกทั้งขนมทุกชนิดจะทำอย่างมีคุณภาพ เพราะมีเจตนาต้องการให้ลูกค้าได้ทานของดีที่นับวันจะหายาก

ใครที่กำลังมองหาขนมไทยแบบรสชาติเข้มข้น ลองแวะชิมขนมหวานร้านอ่างทอง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตลาดบางเขน ปากซอยเสนานิคม 1 ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร เพราะมีขนมหวานให้เลือกหลายชนิดหลายประเภท ให้ทานได้อย่างถูกใจ แถมรสชาติอร่อยแบบไทยๆ อีกด้วย หรือสนใจต้องการสั่งทำสำหรับใช้ในงานสำคัญต่างๆ สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณดารา โทรศัพท์ (089) 789-4550

“ไอศกรีมกะทิสดชาวบ้าน” ต้นตำรับไอศกรีมผลไม้ตามฤดูกาล ของ “มานะ พชนะโชติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07053010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

เปรี้ยวปาก

พนิดา สงวนเสรีวานิช

“ไอศกรีมกะทิสดชาวบ้าน” ต้นตำรับไอศกรีมผลไม้ตามฤดูกาล ของ “มานะ พชนะโชติ”

ยี่ห้อ “ไอศกรีมกะทิสดชาวบ้าน (อาจารย์มานะ)” อาจดูไม่เป็นที่สะดุดหูสะดุดตา แต่ถ้าได้ลิ้มลองรสชาติเข้าสักคำ จะตาวาว จำรสชาตินี้ได้ไม่ลืม เพราะเนื้อไอศกรีมที่เนียน หอมหวานด้วยมะพร้าวสดไม่เหมือนใคร

“ผมมาจากชาวบ้าน เลยตั้งชื่อ ไอศกรีมชาวบ้าน” อาจารย์มานะ บอกพร้อมกับหัวเราะเสียงดังเมื่อถามถึงชื่อแบรนด์ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน ที่มีลูกค้าแอบติดใจไปทั้งบ้านทั้งเมือง

อาจารย์มานะ พชนะโชติ เกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นลูกคนที่ 5 ในพี่น้อง 7 คน ตั้งแต่เกิดก็ได้เห็นที่บ้านทำไอติมหลอดขายตามโรงเรียน ตัวอาจารย์เองเมื่อย้ายมาอยู่กับลุงที่จังหวัดระยองในปี 2527 ลุงก็ทำไอติมหลอดเหมือนกัน แต่มีไอศกรีมนมตัดเสียบไม้เพิ่มมาอีกอย่าง ทำให้มีความคุ้นเคยกับการทำไอศกรีม เรียกว่าหลับตาก็เห็นในทุกกระบวนการผลิต และทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการค้าขายไอศกรีมนมตัดเสียบไม้และไอติมหลอดไม้แดง

ปี 2534 เข้าเป็นทหารรับใช้ชาติอยู่ 2 ปี หลังจากนั้นกลับมาค้าขายไอศกรีมประมาณ 2 ปี รู้สึกเบื่อจึงหันไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนที่บริษัทแห่งหนึ่ง หลังแต่งงาน…ก็ผันชีวิตมารับเหมาก่อสร้าง ก่อนจะกลับมายึดอาชีพทำไอศกรีมกะทิสดส่งขายทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งส่งตามงานเลี้ยงต่างๆ ขณะเดียวกัน ก็พัฒนาเครื่องปั่นไอศกรีมเอง โดยใช้หลักระบบเครื่องทำความเย็นที่ไม่ต้องใช้น้ำแข็งและเกลือ ทำให้ช่วยลดต้นทุนในส่วนวัตถุดิบลงไปได้อีก

“ตอนที่รับเหมาก่อสร้าง พอดีกิจการซบเซา ไม่มีลูกน้องบ้าง เลยคิดถึงไอศกรีมเพราะเป็นอาชีพที่มีรายได้เป็นรายวัน และยังสามารถทำให้คนอื่นรับไปขายอีกทอดหนึ่งได้ จึงนำสูตรไอศกรีมของลุงมาปรับปรุงต่อยอดไปเรื่อยๆ”

จากไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอมสูตรของคุณลุง เพิ่มเป็นไอศกรีมผลไม้ตามฤดูกาล เติมทุเรียนบ้าง มังคุดบ้าง ส้มเขียวหวาน มะม่วง ฯลฯ เข้าไปในเนื้อไอศกรีม ยังมีไอศกรีมนมสด ไอศกรีมรวมมิตร ขายดิบขายดี วันหนึ่งผลิตจำหน่ายเป็นร้อยกิโลกรัม ไม่นับรวมหน้าร้อนที่ไอศกรีมยิ่งขายดีมากขึ้นไปอีก

โดยฐานที่มั่นของ “ไอศกรีมกะทิสดชาวบ้าน (อาจารย์มานะ)” อยู่ย่านตลาดสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ตรงแยกบางคูวัด ใกล้สะพานนวลฉวี จำหน่ายทั้งไอศกรีมกะทิสด และไอศกรีมกะทิสดรวมมิตร

ทว่ากว่าจะมีวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในการทดลองครั้งแรก ถ้าไม่ดีก็เททิ้ง ไม่ฝืนนำไปขายเด็ดขาด จนกว่าจะได้รสชาติที่แน่นอน ด้วยมองว่าอยากจะสร้างชื่อให้คนรู้จักมากกว่า ซึ่งจะสร้างชื่อได้ก็ต้องมาจากการทำสินค้าที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคเท่านั้น รวมทั้งรับฟังคำติชมจากทุกคนเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงให้รสชาติดีขึ้นเรื่อยๆ

ไม่เพียงแต่พัฒนาสูตรไอศกรีม ความที่มีวิชาช่าง เรียนเพิ่มเติมทางด้านช่างเชื่อมตั้งแต่เมื่อครั้งที่อยู่จังหวัดระยอง ประกอบกับเป็นคนไม่หยุดนิ่ง ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา เมื่อมีงานจัดแสดงเทคโนโลยีด้านเครื่องกล อาจารย์มานะจะแวะเข้าไปดูงานขอความรู้จากผู้เชี่ยวชาญและนำกลับมาปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์ของตนเอง

ที่สุดประสบความสำเร็จเป็น “เครื่องปั่นไอศกรีม” ที่ใช้ระบบไฟฟ้าและหล่อเย็นด้วยระบบคอมเพรสเซอร์ เป็นอีกผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาวิชาช่างของตนโดยแท้ และมีลูกค้ามาติดต่อขอซื้อเป็นประจำ

ปัจจุบัน อาจารย์มานะรับเชิญมาเป็นวิทยากรสอนอาชีพให้กับหน่วยงานราชการเป็นบางครั้ง รวมทั้งเป็นวิทยากร อบรมการทำไอศกรีมกะทิสดสูตรโบราณ ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี)

“เมื่อก่อนรับเชิญหน่วยงานราชการไปสอนอยู่บ้าง เช่น ที่มูลนิธิกำลังใจ หรือกับทาง อบต. สอนเป็นอาชีพเสริมให้กับชาวบ้านได้มีงานทำ คือสอนเป็นวิทยาทานให้คนได้มีอาชีพไปทำมาหากิน ไปต่อยอด ไม่ได้คิดว่าจะเป็นคู่แข่ง เพราะแต่ละคนเมื่อมาทำก็ทำไม่เหมือนกัน อย่างวัตถุดิบที่ใช้ก็ไม่เหมือนกันแล้ว ถือว่าแบ่งๆ อาชีพกันไป”

อาจารย์มานะ บอกอย่างอารมณ์ดีและว่า ยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริงที่สั่งสมมาเกือบ 30 ปี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนที่เข้ารับการอบรมจะสามารถนำความรู้กลับไปประยุกต์พัฒนาและต่อยอดเป็นผู้ประกอบการผลิตไอศกรีมที่ยั่งยืน จะได้ไม่ต้องลองผิดลองถูก และสามารถปรึกษาได้ตลอดเวลา

โดยใน วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 อาจารย์มานะ พชนะโชติ เจ้าของร้านไอศกรีมกะทิสดชาวบ้าน จากย่านปทุมธานี ที่จะมาเปิดเผยการทำไอศกรีมกะทิสด ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน ไอศกรีมแต่งกลิ่นผลไม้ พร้อมแนะนำตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบ การทำไอศกรีมสูตรเด็ด เทคนิคการใช้เครื่องทำไอศกรีมแบบมืออาชีพ พร้อมแนะนำการซื้อ และปิดท้ายด้วยการแนะนำแนวทางการทำการตลาด และการจัดจำหน่ายให้กับผู้เรียนทุกคน

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) ID LINE : matichonacademy, http://www.matichonacademy.com และ http://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

“พร้อมเพย์” หรือ พร้อม…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

“พร้อมเพย์” หรือ พร้อม…

เดือนกรกฎาคมนี้จะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่เชื่อว่า น่าจะมีผลกระทบต่อคนทั่วไปค่อนข้างสูง ซึ่งเราๆ ท่านๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้

นั่นก็คือ โครงการหลักของรัฐบาลในการผลักดันยุทธศาสตร์ National e-payment ซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล หรือที่เราเรียกขานกันว่า Any ID จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพหลัก มีการแถลงเปิดตัวบริการโอนและรับโอนเงินแบบใหม่ ในนาม “พร้อมเพย์-PromptPay” เริ่มให้ธนาคารแต่ละแห่งที่มีความพร้อมสามารถเปิดให้บริการกับลูกค้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 แต่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559

เจ้าพร้อมเพย์ที่ว่านี้ มีหลักการสำคัญ อธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ ต่อจากนี้ไปบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยเฉพาะการโอนเงินจะไม่ต้องมีการกรอกเลขที่บัญชีให้ยุ่งยากอีกต่อไป และที่สำคัญคือ จะไม่มีค่าธรรมเนียมการโอนเงินในกรณีการโอนที่ไม่ถึง 5,000 บาท ต่อรายการ ส่วนวงเงินที่มากกว่านั้น ก็จะเสียค่าธรรมเนียมในอัตราที่ถูกลงมาก ไม่ใช่หมื่นละ 25-30 บาท อย่างเช่นที่ผ่านมา

วิธีการก็คือ ข้อมูลบัญชีเงินฝากของเราจะถูกจัดเก็บด้วยระบบข้อมูลกลาง หรือถังข้อมูล ที่ให้เราลงทะเบียนเชื่อมเลขบัญชีเงินฝากของเราเข้ากับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือเชื่อมกับเลขโทรศัพท์มือถือ เพื่อที่ว่า ต่อไปใครจะโอนเงินมาให้เรา สามารถใช้อ้างอิงจากหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนหรือเบอร์มือถือของเราก็ได้ และโอนกับแบงก์ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า บัญชีเงินฝากของเราเป็นของแบงก์ไหน

ส่วนขั้นตอนการเริ่มใช้บริการพร้อมเพย์ เราจะต้องเลือกบัญชีเงินฝากที่ต้องการใช้เป็นบัญชีหลักในการรับโอนเงินจากบุคคลอื่น จากนั้นแจ้งลงทะเบียนกับธนาคารเจ้าของบัญชี โดยจะลงทะเบียนผ่านตู้เอทีเอ็ม หรือโมบายแบงกิ้ง หรืออินเตอร์เน็ตแบงกิ้งก็ได้ หลังจากนั้น ข้อมูลจะถูกเก็บรวมเข้าไปอยู่ในระบบข้อมูลกลาง เพื่อนำไปใช้ในการรับโอนเงินได้กับทุกธนาคาร ส่วนผู้โอนเงินก็เพียงแค่แจ้งเลขมือถือหรือเลขบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับโอน ไม่ต้องยุ่งยากดำเนินการเข้าเงินให้ตรงกับแบงก์เจ้าของบัญชี และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าธรรมเนียมการโอนต่างแบงก์อีกต่อไป

ด้วยความที่เป็นคนมีธุระเยอะ จำเป็นต้องทำธุรกรรมโอนเงินไปให้ญาติคนโน้น เพื่อนพี่น้องคนนี้อยู่บ่อยๆ หรือบางทีโอนจ่ายค่าโน่นค่านี่ อยากทำบุญครั้งละ 500-1,000 บาท ทำให้มีกิจต้องโอนอยู่ออกบ่อย บางครั้งก็สะดวกหน่อยที่เป็นแบงก์เดียวกัน สาขาอยู่ในจังหวัดเดียวกัน ทำให้หมดปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียม แต่พอเจอต่างแบงก์ ต่างเขต หรือต่อให้เป็นแบงก์เดียวกัน แต่อยู่คนละจังหวัด ก็ต้องยอมเสียค่าโอนทีละ 25-35 บาท แล้วแต่กรณี ยิ่งถ้าธุรกรรมโอนครั้งละไม่กี่ร้อยบาท น้ำตาแทบจะไหลด้วยความเสียดายเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับแบงก์

จึงไม่น่าแปลกใจที่แบงก์จะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมเป็นกอบเป็นกำ บางแบงก์เป็นรายได้ในสัดส่วนถึง 20-30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น ผลกระทบสำคัญจากการเริ่มให้บริการพร้อมเพย์ ก็คือ รายได้ส่วนนี้จะลดลงแบบฮวบฮาบกันเลย เป็นปัญหาสำคัญที่แต่ละแบงก์จำต้องเร่งขบคิด หาวิธีเพิ่มรายได้ชดเชยโดยด่วน นอกเหนือจากการเร่งระดมสมองคิดหากลยุทธ์ โปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าให้มาลงทะเบียนใช้พร้อมเพย์ ไม่งั้นโดนแย่งลูกค้าแน่

รับมือไม่ดี พร้อมเพย์ มีสิทธิ์กลายเป็น “พร้อมพัง” !!