ตัวแทนแว่นตาอินดี้-NATHALIE FORDEYN ธุรกิจแรกของ “ท็อป จรณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

รายงานพิเศษ

เรื่อง : พารนี รูป : พัทรยุทธ

ตัวแทนแว่นตาอินดี้-NATHALIE FORDEYN ธุรกิจแรกของ “ท็อป จรณ”

ลาจอแก้วไปแล้วพักใหญ่ แต่บทบาทของ “กล้า” ยังคงเป็นที่ชื่นชอบและประทับใจของใครหลายคน

เรียกว่ายามนี้ เป็นช่วง “ขาขึ้น” ของพระเอกหน้าเข้ม เจ้าของบทบาทนำใน “ชาติพยัคฆ์” ละครดังของวิกพระราม 4 เลยก็ว่าได้

และถึงแม้จะมีงานรัดตัวแทบทุกวัน แต่ “ท็อป-จรณ โสรัตน์” ดาราหนุ่มมาแรง ผู้ถูกเอ่ยถึง ยังกรุณาสละเวลามาให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐี” เกี่ยวกับธุรกิจตัวแรกของเขา ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มเป็นกันเอง

เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น พื้นเพเป็นคนลพบุรี ปัจจุบันอายุ 28 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เข้าวงการบันเทิงตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 ด้วยการเป็นนายแบบโฆษณาสินค้าและนิตยสาร จากนั้นไม่นานจึงได้เข้าเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3

หลังเรียนจบ เคยทำงานประจำช่วงสั้นๆ ราว 6 เดือน ในตำแหน่งเซอร์วิสเอนจิเนียร์ ประจำสนามบินแห่งหนึ่ง แต่รู้สึกว่าศักยภาพของตัวเองน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น จึงหันหลังให้งานออฟฟิศ ก่อนก้าวสู่วงการบันเทิงแบบเต็มตัว

“ตอนแรกยังมีละครไม่กี่เรื่อง แต่การเล่นแต่ละเรื่องต้องไปเรียนแอ๊กติ้ง เรียนคิวบู๊ และเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง ถ้ายังทำงานประจำอยู่ด้วย คงไม่มีใครยอมให้ลางานได้บ่อยๆ เลยตัดสินใจลาออกมาดีกว่า” ท็อป จรณ เล่าให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ เข้าวงการบันเทิงมาได้นานพอสมควร เห็นดารารุ่นพี่-รุ่นน้อง มีธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราวกันแล้วหลายคน จึงเกิดความคิด ตัวเขาเองน่าจะมีธุรกิจอะไรสักอย่างเป็นของตัวเอง เพราะด้วยความเป็นนักแสดงมีคนรู้จัก น่าจะได้เปรียบกว่าใครหลายคนในแง่การประชาสัมพันธ์ การทำการตลาด

“ความจริงอยากทำธุรกิจมานานแล้ว อย่าง ร้านกาแฟ ก็อยากทำ แต่เป็นธุรกิจที่ขึ้นกับหลายปัจจัยเกินไป ร้านอาหารก็เคยคิดเพราะที่บ้านทำกับข้าวอร่อย แต่คุณแม่ไม่สนับสนุน ท่านบอกไปดูดวงมา ทำร้านอาหารแล้วไม่รุ่ง ล่าสุดอยากเปิดยิม มีคลาสสอนการออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ ซึ่งต้องลงทุนค่อนข้างสูง เลยตั้งไว้เป็นโครงการในอนาคต” พระเอกหนุ่ม คุยออกรส

และว่าถึงธุรกิจที่ทำเป็นตัวแรกในชีวิตของเขา นั่นคือการเป็น Distributor (ดิสทริบิวเตอร์) หรือผู้แทนจำหน่าย ให้กับแว่นตากันแดดสไตล์อินดี้ สัญชาติฝรั่งเศส แบรนด์ NATHALIE FORDEYN (นาตาลี ฟอร์แดน) แต่ผู้เดียวในประเทศไทย

ส่วนจุดเริ่มต้นนั้น พระเอกคนดัง เล่าว่า เดิมที “คุณโอ๊ต” ผู้จัดการส่วนตัวของเขา ได้ไปรู้จักกับญาติของรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งเธอเป็นสาวลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส อาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส จบด้านการออกแบบมาจากกรุงปารีส มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นชื่อของตัวเองคือ NATHALIE FORDEYN (นาตาลี ฟอร์แดน)

กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ตัวเขาได้ไปถ่ายรายการโทรทัศน์ที่ประเทศฝรั่งเศส ทำให้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับ คุณนาตาลี ฟอร์แดน พร้อมคุณโอ๊ต ผู้จัดการส่วนตัว ทำให้ทราบเรื่องราวว่า เธอสร้างแบรนด์เสื้อผ้ามาได้ 2 ปีเศษ แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้น่าจะเป็นแว่นตา ที่เธอออกแบบด้วยตัวเองทุกชิ้น โดยล่าสุดส่งไปขายแล้ว 5 ประเทศในยุโรป ส่วนเอเชีย มีขายแล้วที่ญี่ปุ่นและกรุงไทเป

“เราคุยกันถูกคอ ผมถามทำไมไม่ส่งมาขายเมืองไทย เธอบอกคิดอยู่ แต่ยังไม่มีลู่ทาง เลยคิดว่า น่าจะช่วยกันสนับสนุน ด้วยเหตุผล หนึ่ง แว่นสวย วัสดุดี สอง ตัวเองเป็นคนชอบซื้อแว่นอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าส่วนใหญ่มีแต่แว่นตาของผู้หญิง หรือไม่ก็เป็นแบบยูนิเซ็กซ์ คือใส่ได้ทั้งชายหญิง

สุดท้ายมาสรุปว่า แม้แว่นตาส่วนใหญ่จะเป็นแบบผู้หญิง ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เชื่อว่าสามารถนำมาทำตลาดในเมืองไทยได้ และเหตุผลหลักอีกอย่างคือ อยากสนับสนุนคนมีความสามารถ เธอเป็นลูกครึ่งไทยด้วย แถมมีความคิดเจ๋งดี เธอบอกอยากทำแบรนด์ให้เทียบเท่าแบรนด์ระดับโลก ที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทรง แต่ไม่ว่ายุคสมัยไหนคนก็หยิบมาใส่ได้” พระเอกหนุ่ม อธิบายที่มา

พร้อมบอกถึงช่องทางจำหน่ายแว่นตา NATHALIE FORDEYN ว่า จะไม่นำไปลงในแผนกแว่นตาตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป เพราะสไตล์ของแว่นตายี่ห้อนี้มีความเป็น “อินดี้” สูง ช่วงเริ่มต้นจึงขายผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไปก่อน และถ้ากระแสตอบรับดีจึงจะเปิดช็อปของตัวเองที่มีความพิเศษไม่เหมือนช็อปแว่นทั่วไป แต่จะเป็นที่ไหนและอย่างไรนั้นต้องขอให้ติดตามกันต่อไป

ถามไถ่ถึงกระแสตอบรับ เจ้าของเรื่องราวยิ้มกว้าง ก่อนบอก ความจริงเพิ่งเริ่มทำการตลาดได้ไม่นาน เลยยังไม่กล้าบอกว่าลูกค้าตอบรับดีหรือไม่ดี แต่เท่าที่ผ่านมาน่าจะพูดได้ว่าอยู่ในระดับที่พอใจ

“แว่นตาแบรนด์นี้ ขายในราคาเดียว อันละ 14,900 บาท ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร กลุ่มลูกค้าน่าจะเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบสไตล์นี้ ส่วนความตั้งใจในธุรกิจนี้ ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกคนหันมาใส่แว่นตา NATHALIE FORDEYN แต่อยากให้คนชอบจริงๆ ได้ใส่เท่านั้น และเมื่อถึงวันที่ลูกค้ารู้ว่าจุดยืนของแบรนด์นี้คืออะไร ธุรกิจคงเติบโตแข็งแรงต่อไปได้เอง” ท็อป จรณ ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

อยากอุดหนุนแว่นตา NATHALIE FORDEYN ที่มีดิสทริบิวเตอร์เป็นถึงพระเอกหนุ่มมาแรง ชื่อ “ท็อป-จรณ โสรัตน์”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (098) 561-5466, LINE ID : nathalieth_order, Facebook/Nathalie Fordeyn Official Thailand

ไม่ทิ้งงานประจำ เปิดร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ขายน้ำแข็งไส ใส่ไอเดีย ในตลาดนัด กำไรคืนละ 6 พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0746150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

ไม่ทิ้งงานประจำ เปิดร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ขายน้ำแข็งไส ใส่ไอเดีย ในตลาดนัด กำไรคืนละ 6 พัน

แม้จะมีงานประจำทำอยู่แล้ว แต่ก็ยังมองหาอาชีพเสริมระหว่างทำงานประจำไปด้วย และจากคำพูดเพียงประโยคเดียวของรุ่นพี่คนหนึ่ง ทำให้สมองคิดไอเดียเกี่ยวกับ “น้ำแข็ง” ได้มากมาย ถึงขั้นอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำแข็งขึ้นมาทันที

คำพูดประโยคนั้นคือ “รู้ไหม น้ำแข็งก้อนหนึ่ง ทำเงินได้มากขนาดไหน มันสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ ขายน้ำแข็ง อาจทำให้ได้เงินมากกว่าขายอาหารหรือเสื้อผ้าด้วยซ้ำ” เพียงประโยคเดียวนี้ สามารถจุดประกายไอเดียเมนูน้ำแข็งไสอีกสารพัดเมนูขึ้นมาได้

ร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่”

เปิด 3 เดือนกระแสตอบรับดี

คุณจตุประภา เจริญสุข หรือ คุณนุ่น เจ้าของร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” วัย 25 ปี เล่าให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังก่อนจะมาเปิดกิจการร้านน้ำแข็งไส ร้านเล็กๆ แต่ขายดีของเธอให้ฟังว่า “หลังจากเรียนจบครุศาสตรบัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ก็ได้เข้าทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ อยู่บริษัทเอกชนเกี่ยวกับซอฟต์แวร์แห่งหนึ่ง แต่ด้วยความที่เห็นเพื่อนมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงมีความคิดอยากลองหาธุรกิจเล็กๆ ที่ตัวเองก็สามารถทำและดูแลได้เอง”

หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 2 ปีก่อน คุณนุ่น บอกว่า เคยเปิดร้านชานมไข่มุกขายมาก่อน แต่ต้องหยุดไป เพราะกระแสความนิยมลดลง และต้องทำงานออฟฟิศด้วยจึงหยุดขาย แต่เมื่อราว 9 เดือนก่อน ได้ไปทานน้ำแข็งไสร้านหนึ่ง แล้วเกิดติดใจในความเข้มข้นและความอร่อยของร้านนั้น บวกกับคำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่รู้จัก

จึงจุดประกาย มีไอเดียอยากขายน้ำแข็งไสขึ้นมา เธอใช้เวลาในการคิดสูตรและไอเดีย เพิ่มเอกลักษณ์น้ำแข็งไส เป็นเวลากว่า 6 เดือนจึงสำเร็จ เมื่อทั้งสูตรและไอเดียลงตัวจึงตัดสินใจเปิดร้าน

“ไอเดียในการตั้งชื่อร้าน ได้มาจากการที่ร้านมีนมเป็นวัตถุดิบหลัก ไม่ว่าจะเป็น นมผง นมสด นมคาร์เนชั่น นมข้นหวาน รวมไปถึงไซรัปที่ใช้เป็นนม จึงมีรุ่นพี่ที่ทำงาน แนะนำว่า ก็ควรตั้งชื่อร้านที่เกี่ยวกับนมๆ ไปเลย คิดกันมาหลายชื่อ จนสุดท้ายก็ได้ชื่อว่า “น้ำแข็งใสนมใหญ่” และอยากสร้างแบรนด์นี้ให้เป็นชื่อที่แปลกใหม่ คนจำได้ง่าย เตะตา คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ในราคาที่ไม่แพงมาก คนเดินตลาดนัดสามารถซื้อได้

ส่วนสูตรน้ำแข็งไส และไอเดียต่างๆ นั้น ที่ได้มาจากการไปลงคอร์สเรียนวิธีการทำน้ำแข็งไส เรียนประมาณ 6 ชั่วโมงได้ การลงเรียนครั้งนี้ก็เพื่อให้รู้หลักการในการทำ การขาย หลังจากนั้นมาดัดแปลงเป็นสูตรเฉพาะในแบบของตนเอง” คุณนุ่น บอก

ด้านการลงทุน เธอเผยว่า หมดเงินไปกับการคิดสูตร ลองผิดลองถูก หมดไปเยอะทีเดียว แต่เพราะมีรถเข็น จากที่เคยขายชานมไข่มุกมาก่อน จึงลดต้นทุนลงไปได้มาก

“มหากาพย์เยลลี่” ขายดี

เมนูยอดฮิต ลูกค้าเรียกร้อง

คุณนุ่น เล่าให้ฟังถึงกระแสตอบรับที่ดีนี้ว่า “ที่ร้านมีคอนเซ็ปต์คือ “น้ำแข็งไส ใจดี ฟรีท็อปปิ้ง” เพราะมีน้ำแข็งไสกว่า 18 รสชาติให้เลือก อีกทั้งท็อปปิ้งมากถึง 20 อย่าง และราคาไม่แพงมาก คนที่เดินตลาดนัดมีกำลังที่สามารถซื้อได้ ราคาจึงเริ่มต้นที่ 39 บาทขึ้นไป และไม่เกิน 100 บาท ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถจ่ายได้ โดยไม่รู้สึกว่าแพงมากเกินไป

อีกอย่างที่สำคัญคือ ต้องเตะตาวัยรุ่นและเป็นไอเดียเก๋ที่สามารถถ่ายรูปและแชร์ลงออนไลน์ได้

ทั้งหมดนี้จึงเกิดเป็นเมนูยอดฮิต ได้รับกระแสที่ดีมากจากสังคมออนไลน์ จึงตั้งชื่อเล่นๆ ว่า “มหากาพย์เยลลี่” เรื่องเกิดจากมีลูกค้าท่านหนึ่งมาซื้อน้ำแข็งไสที่ร้าน ประจวบเหมาะกับทางร้านมีเยลลี่หลากสี หลายรสชาติ และลูกค้าบอกว่า ขอเยลลี่เยอะๆ และเลือกเยลลี่หลายสีมากใส่ลงในถ้วย

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็จัดให้ไปตามที่ขอมา และลูกค้าเอาไปโพสต์ลงเฟซบุ๊ก เพียงชั่วข้ามคืน เพจ “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ที่ตนเคยสร้างเอาไว้ก็มีคนกดไลก์จาก 100 คนก็เพิ่มถึง 5,000 คน มีคนแชร์โพสต์นี้เยอะมาก จนเจ้าของร้านเองก็ตกใจไม่น้อย จึงทำให้ร้านเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นและขายดีขึ้น

ลูกค้าที่มาร้าน ส่วนใหญ่มักจะสั่งเมนูนี้ จนกลายเป็นเมนูยอดฮิตประจำของร้าน บางรายก็เอารูปมาโชว์ให้ที่ร้านดู แล้วบอกว่า ขอแบบนี้เลย จากที่เปิดร้านแรกๆ มีเพียงเด็กๆ มาซื้อ หรือผู้ใหญ่ที่เดินตลาดนัดเพื่อมาซื้อของ แต่เดี๋ยวนี้กลุ่มลูกค้าขยายใหญ่ขึ้น วัยรุ่นมาที่ร้านเยอะขึ้น โต๊ะ-เก้าอี้ ที่เคยจัดไว้สำหรับเป็นที่นั่ง ไม่เพียงพอ วัยรุ่นบางกลุ่มที่ตั้งใจมานั่งกินด้วยกัน ถึงกับบอกว่า เอาเสื่อมาปู ให้นั่งก็ได้พี่”

คุณนุ่น บอกเพิ่มอีกว่า ทางร้านไม่ได้มีเมนูอะไรเป็นพิเศษ หรือเป็นเมนูเฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะใช้วิธีการสั่งตามใจคนซื้อ คนทานสามารถเลือกสิ่งที่อยากทาน สิ่งที่ชอบได้ตามใจ ว่าอยากทานรสชาติไหน ใส่ท็อปปิ้งอะไร จึงเป็นเมนูไอเดียของแต่ละคน ให้ได้สนุกกัน

เป็นมากกว่าน้ำแข็ง

ทำเงินได้ ไม่รู้จบ

ส่วนที่ยากที่สุดคือ การคิดทำรสชาติน้ำแข็ง เนื่องจากก่อนที่จะมาทำเป็นตัวน้ำแข็งก้อน มันต้องเริ่มจากการปรุงส่วนผสมต่างๆ ของรสชาตินั้นก่อน เหมือนเวลาที่เราชงนม ก็ต้องใส่นมผง ใส่ข้นหวาน อะไรก็ว่ากันไป พอผสมเสร็จเรียบร้อยตามที่ตั้งใจเอาไว้ ก็จะนำเอาน้ำตัวนี้ไปใส่ในบล็อกแช่เย็น เพื่อให้ขึ้นรูปเป็นก้อน แช่ในตู้เย็นประมาณ 1 วัน ส่วนการทำเยลลี่ ก็เหมือนการทำเยลลี่ทั่วไป แค่เพิ่มไอเดียเข้าไปเท่านั้น คุณนุ่น อธิบายให้ฟัง

ด้วยการคิดและสรรหาไอเดียไม่รู้จบ ทำให้ตอนนี้ร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ของคุณนุ่น มีลูกเล่นเพิ่มให้กับเมนูน้ำแข็งไส เท่ไม่เหมือนใคร ทานได้และอร่อยนั่นคือ เยลลี่รสชาติปีโป้ในกระบอกฉีดยา และเมนูน้ำแข็งไสลูกแก้ว ที่สามารถตักทานได้เป็นคำๆ ซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายกับเวลาอมลูกอม ถือเป็นการเพิ่มเสน่ห์และสีสัน

คุณนุ่น บอกว่า “ที่จริงเมนูน้ำแข็งไสเหล่านี้ ก็คือน้ำแข็งไสเป็นปกติธรรมดาทั่วไป แต่ใส่ไอเดียลงไป ทำให้เกิดเป็นรายรับ ทั้งเป็นผลพลอยได้จากกระแสโซเชียล จึงทำให้กำไรจากการขายในช่วงนี้สูงขึ้น อยู่ที่คืนละประมาณ 5,000-6,000 บาท

ซึ่งพอขายดี ก็มีคนสนใจอยากซื้อแฟรนไชส์ ส่วนตัวก็มีคิดในส่วนนี้เอาไว้บ้าง แต่สำหรับตอนนี้ ด้วยระยะเวลาที่เปิดมาได้ไม่นาน ก็ยังไม่รู้ว่าจะขายได้ดีแค่ไหน อยากให้ร้านมั่นคงและแข็งแรงกว่านี้อีกนิด ถึงตอนนั้น ค่อยคิดอีกที

สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปติดตามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก น้ำแข็งใสนมใหญ่ หรือแวะไปชิมไอเดียน้ำแข็ง ได้ที่ร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ตั้งอยู่ในตลาดนัดคลองถม สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ พุทธมณฑลสาย 1 เปิดทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 18.00-24.00 น. โทรศัพท์สอบถามเส้นทางได้ที่ (062) 514-3935, ID LINE: nomyai_11 หรือ FB : น้ำเเข็งใสนมใหญ่

ไม่ทิ้งอาชีพอาจารย์ ผุด “กาดสันคะยอม” ตลาดอาหารเหนือ ขายออนไลน์ อยู่ภาคไหนก็ได้กิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

ไม่ทิ้งอาชีพอาจารย์ ผุด “กาดสันคะยอม” ตลาดอาหารเหนือ ขายออนไลน์ อยู่ภาคไหนก็ได้กิน

ปัจจุบัน ไม่ว่าจะคนเหนือ คนใต้ คนอีสาน หรือกระทั่งคนภาคกลาง ก็อาศัยกันอย่างกระจัดกระจายไปทั่วประเทศ หลายคนคิดถึงอาหารพื้นบ้านของตน หากินที่ไหนก็ไม่ถูกปากเท่าการได้กินของพื้นถิ่นของตน

“กาดสันคะยอม” อาหารเหนือ ส่งถึงบ้าน ตลาดอาหารสดแนวใหม่ ให้คนเหนือพลัดถิ่น หรือสำหรับคนที่อยากทานอาหารเหนือ รสชาติพื้นเมือง แต่ไม่ได้ขึ้นเหนือไปถึงถิ่น ก็สามารถทานอาหารเหนือได้ง่ายๆ เพราะสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ ตลาดอาหารสดออนไลน์นี้ จึงเป็นเสมือนแหล่งรวบรวมความอร่อยแบบพื้นบ้าน ให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

เบื่องานเดิม สร้างกาด ออนไลน์

คัดสรรของอร่อยและดี

คุณดุษฎีพันธุ์ พจี หรือ คุณโอ๋ ผู้จัดทำ “กาดสันคะยอม” ซึ่งขายอาหารพื้นเมืองทางออนไลน์ เล่าว่า พื้นเพเป็นคนเพชรบูรณ์ เรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะมนุษยศาสตร์ จนกระทั่งจบปริญญาโท ในคณะเดียวกันนี้ อยู่เชียงใหม่มาตลอดตั้งแต่นั้น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์พิเศษ สาขาวิชาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เดิมทีเปิดบริษัททำสื่อ ทำหนังสือ เป็นบริษัทจัดทำ content เน้นขาย content ทางภาคเหนือ ทั้งงานเขียน ภาพถ่าย ทำอาร์ตเวิร์ก ทำแผนที่ เนื้อหาที่ทำโดยมากเป็นสายการท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์

“กาดสันคะยอม” เกิดจากการที่เบื่องานเดิม คือทำสื่อต่างๆ ข้างต้น และการทำหนังสือมันเครียด เป็นความเครียดแบบซ้ำๆ เข้าโรงพยาบาลบ่อย เพราะเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม บวกกับมีเพื่อนคนเหนือ คือ คำ ผกา ซึ่งเป็นเพื่อนนักเขียน กลับมาบ้านที่เชียงใหม่ แล้วมักหอบอาหารใส่กระเป๋าเดินทางกลับไปทานที่กรุงเทพฯ นำไปฝากเพื่อนๆ และใครต่อใคร คนก็ชอบและอยากทานอีก ประกอบกับเธอก็ขี้เกียจหิ้วของกลับไปกรุงเทพฯ และอยากทานกับข้าวพื้นเมืองรสชาติดี เป็นรสชาติที่แท้จริง เพราะส่วนใหญ่ที่ขาย รสจะเพี้ยน แต่รสชาติของคนสันคะยอมเป็นรสชาติอาหารเหนือที่คนทำทานในบ้าน ที่คนอาจจะไม่คุ้นชิน ถ้าซื้อในตลาดทั่วไปอาจจะไม่ได้รสนี้ คนส่วนใหญ่จะเข้าไม่ถึงคนทำอาหารแบบนี้

จึงพูดเล่นๆ ว่า ส่งไปขายให้ไหม ทำเป็นเว็บไซต์ขึ้นมา ถ่ายรูป ใส่ราคา ลิงก์กับ Paypal เผื่อใครไม่สะดวกโอนเงิน พอช่วงหยุดปีใหม่เมื่อต้นปีนี้ อยู่บ้าน พักงานอื่นๆ ทั้งหมด ก็เลยนั่งทำเว็บไซต์ขึ้นมา ทำทุกอย่างเองหมด ใช้เฟซบุ๊กเป็นหน้าร้านอีกทางหนึ่ง แล้วก็ขายมาโดยตลอด มีเพจ มีไลน์ มี IG และอื่นๆ ในชื่อ kadsankayorm ทั้งหมด

ไอเดีย “กาดสันคะยอม”

คอนเซ็ปต์ local homemade food curator

คุณโอ๋ บอกถึงไอเดียของการทำ กาดสันคะยอม หรือตลาดอาหารออนไลน์นี้ว่า “ได้ไอเดียมาจาก 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 แจ๊คหม่า แห่งอาลีบาบา ซึ่งเขาไม่คิดถึงตัวเอง สร้างอาลีบาบาขึ้นมาโดยไม่ทิ้งเพื่อนผู้ร่วมงาน ทันทีที่อาลีบาบาเข้าตลาดหุ้น ประเทศจีนมีมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นเป็นพันคน ส่วนตัวเธอไม่หวังว่ากาดสันคะยอมจะสร้างมหาเศรษฐีมีเงินมากมาย แต่อยากให้ร่ำรวยความสุข ที่ได้รับกลับมาเมื่อลูกค้าทานอาหารของเราแล้วมีความสุข

ส่วนที่ 2 ปางช้างชื่อ The Change ของ คุณอัญชลี กัลมาพิจิตร เป็นปางช้างที่ไม่เหมือนปางช้างทั่วไป เขาปล่อยช้างให้อยู่กับธรรมชาติ และขายลูกค้าพรีเมี่ยม คนที่อยากอยู่กับช้างแบบส่วนตัว ไม่ต้องผจญกับคนมากมายเหมือนปางช้างทั่วไป ลูกค้าคุณอัญชลีเป็นระดับเจ้าชายเจ้าหญิง มหาเศรษฐี ทำให้คิดว่า อยากจะนำอาหารท้องถิ่นไปสู่ความเป็นพรีเมี่ยม ด้วยการคัดเลือกวัตถุดิบ และรสชาติ”

ในการทำงานหลักๆ จะมีหุ้นส่วนอีกครอบครัวหนึ่งที่เป็นคนสันคะยอมแท้ๆ เป็นครอบครัวของ คุณถนอมพงษ์ สุวรรณโกสุม (คุณต้น) ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการทำอาหารเหนือ ทำแคบหมู จิ๊นส้ม ขายหมู มาตั้งแต่รุ่นตายาย รสมือการทำอาหาร บวกกับความละเอียดในเรื่องรสชาติอาหาร ส่งต่อมาถึงคนรุ่นนี้

คุณต้นจะเก่งเรื่องที่เธอไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่น การหาแมงมัน การดองหน่อไม้ การทำอาหารเหนือ และรายละเอียดต่างๆ อีกมากมายในอาหารแต่ละจาน ตรงนี้ถือว่าคิวเรเตอร์ทางอาหารที่จำเป็นต้องมี

ทางด้านอาหารเมนูต่างๆ ตัวคุณโอ๋ บอกว่า “ไม่ได้ทำเอง เพราะกาดสันคะยอม วางตัวเองเป็น local homemade food curator อย่างเช่น ถ้าในพิพิธภัณฑ์มีคิวเรเตอร์เป็นคนคัดเลือกงานศิลปะมาแสดง กาดสันคะยอม ก็เป็นผู้คัดเลือกอาหารอร่อยๆ มานำเสนอ

อาหารแต่ละอย่างจะแบ่งๆ กันไป บ้านไหนทำอะไรอร่อยก็รับอันนั้นไป กาดสันคะยอม เป็นผู้คัดเลือก โดยการชิมอาหาร เลือกมาขาย แล้วควบคุมคุณภาพ ความสะอาด ด้านรสชาติต้องนิ่ง ไม่เค็ม ไม่หวาน เมนูอาหารเหนือจะไม่หวาน อย่างเมนู ฮังเล ของกาดสันคะยอม พรีเมี่ยมมาก และเป็นฮังเลที่ไม่หวาน”

เมนูยอดฮิต รสชาติเมืองเหนือ

ส่งขายทั่วประเทศ

เมนูยอดฮิตมีแคบหมู 3 ชนิดคือ แคบหมูมันน้อย แคบหมูมันมาก และแคบหมูคอหมู (ใช้ส่วนคอหมูมาทำแคบหมู) จิ๊นส้ม (แหนมห่อใบตอง) ไส้อั่ว และแกงฮังเลขาหมู (แกงฮังเลเนื้อน่องลายควาย อร่อยมาก)

ฮิตสุดในสัปดาห์นี้คือ เห็ดถอบ เพราะอยู่ในช่วงฤดูกาลพอดี จะคัดเลือกเห็ดอ่อนๆ มาปรุงขาย ผลตอบรับจากลูกค้าดีมาก ลูกค้ามีความสุขกลับมา ทำให้คนขายมีสุขไปด้วย คุณโอ๋ เล่าให้ฟังและเพิ่มเติมว่า ด้วยความเป็น กาด หรือ ตลาด มันคือที่รวมคนขายของมากมาย กาดสันคะยอม เป็นกาดออนไลน์ ไม่มีหน้าร้าน ขายผ่านเว็บไซต์ เพจในเฟซบุ๊ก ผ่าน LINE นอกจากเป็นหน้าร้านในการขายแล้ว สื่อเหล่านี้และอื่นๆ ก็เป็นพื้นที่ในการพีอาร์ไปด้วย

เมื่อลูกค้าสั่งอาหารมา จะจัดส่งให้ด้วยการฟรีซ และแพ็กอย่างดี ทำให้ถึงมือลูกค้าใน 1 วัน โดยไม่เสีย และอาหารทุกอย่างไม่ใช้สารกันเสีย ส่งขายทั่วประเทศไทย ลูกค้าจะได้รับของใน 1 วัน เคยส่งไกลถึงภูเก็ต ปัตตานี หาดใหญ่ หรืออย่างเมนูแคบหมู น้ำพริกก็ไปไกลถึงยุโรป แอฟริกา ญี่ปุ่น ลูกค้าหิ้วไปเอง เดินทางเป็นเดือนแคบหมูยังกรอบ

สิ่งที่ได้จากการทำกาดสันคะยอมคือ หลายครอบครัวที่ทำอาหารให้ มีรายได้มากขึ้น หากกาดสันคะยอม จะเติบโต จะเป็นเศรษฐี นั่นแปลว่า จะมีคนที่เป็นเศรษฐีเพิ่มมากขึ้น ฐานเป็นแนวนอน ไม่ใช่แนวดิ่ง เพิ่มก็เพิ่มด้วยกัน ลดก็ลดด้วยกัน

สำหรับสัดส่วนจากการขาย คุณโอ๋ บอกว่า “ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อายุอยู่ที่ราวๆ 24-35 ปี และเป็นคนเหนือที่อยู่ต่างถิ่น ยอด 90% จากการสั่งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนตัวมองทิศทางและอนาคตของกาดสันคะยอม รูปแบบตลาดออนไลน์แบบนี้เอาไว้ว่า อยากได้รายได้เพิ่มมากกว่านี้ อยากส่งออกไปต่างประเทศ แต่หากขยายไปมากกว่านี้ มันอาจกลายเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งกลัวว่าจะขาดเสน่ห์แบบอาหารพื้นบ้าน ที่เป็นงาน handmade แบบนี้ไป และกังวลเรื่องการขนส่งด้วย”

ปัจจุบันนี้ยังเป็นทั้งอาจารย์ เป็นช่างภาพ และยังรับงานเกี่ยวกับสื่อทำบ้าง และการทำ “กาดสันคะยอม” เป็นอีกความสุขในการทำงานของเธอ เพราะรู้สึกสนุกและมีความสุขทุกครั้งที่คนได้ทานอาหารที่ดีแล้วมีความสุข คุณโอ๋ บอกทิ้งท้าย

สำหรับคนที่สนใจ สามารถเข้าดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.kadsankayorm.com ทาง facebook.com/kadsankayorm LINE ID:@ kadsankayorm หรือโทรศัพท์ (091) 079-5970

โค้งสุดท้าย “MID YEAR SALE 40%” ปรากฏการณ์ “สร้างอาชีพ” ที่ มติชน อคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0759150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

เปรี้ยวปาก

อนุภาค ชัยชนะดารา

โค้งสุดท้าย “MID YEAR SALE 40%” ปรากฏการณ์ “สร้างอาชีพ” ที่ มติชน อคาเดมี

ผ่านไปแล้วครึ่งทางสำหรับโปรเจ็กต์ MID YEAR SALE ลดกระหน่ำ 40% ที่มติชน อคาเดมี เอาใจคนรักการทำอาหาร และต้องการนำไปต่อยอดสร้างอาชีพ ด้วยการสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการรวบรวมคอร์สเรียนอาหารที่ดีที่สุด! วิทยากรที่ได้รับความนิยมมากที่สุด! และเป็นการลดราคาค่าเรียนที่คุ้มค่าที่สุด! ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว ซึ่งใน 2 สัปดาห์แรกที่ได้จัดการเปิดอบรมที่ผ่านมานั้น ได้รับความสนใจจากผู้เข้าอบรมมากกว่า 500 ราย

คุณสุรเกียรติ์ ปรีเปรม ผู้อำนวยการศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) กล่าวว่า “ในช่วงครึ่งเดือนแรกที่ผ่านมานั้น ต้องบอกว่าหลังจากเราเปิดตัวโปรเจ็กต์ “MID YEAR SALE 40%” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในส่วนของคอร์สเรียนต่างๆ ได้มีกระแสตอบรับจากผู้เรียนอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร

ด้วยคอร์สเรียนที่เราได้นำเสนอให้กับผู้เรียนนั้น สามารถตอบโจทย์ให้กับผู้เรียนในการนำไปสร้าง “อาชีพ” เพราะใช้เงินลงทุนไม่มากเหมือนกับการลงทุนทำธุรกิจประเภทอื่นๆ อย่างเช่น คอร์ส กาแฟโบราณและเครื่องดื่มยอดนิยม ที่มีการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การทำเครื่องดื่มร้อนและเย็นมากกว่า 30 ชนิด พร้อมให้ทุกๆ ท่านได้มีโอกาสเรียนรู้เทคนิคกระบวนการทำตั้งแต่ต้น จนจบออกมาเป็นเครื่องดื่มพร้อมเสิร์ฟ

นอกจากนี้ ทุกคนยังได้ทดลองลงมือปฏิบัติจริงในห้องเรียนอีกด้วย ถือว่า ได้ทั้งความรู้ และได้ประสบการณ์ในการลงมือทำจริงๆ ทำให้เห็นว่า สิ่งที่ต้องนำไปฝึกฝน และหัดให้ชำนาญ ก่อนที่จะไปเป็นพ่อค้า-แม่ขายจริงๆ ครับ หรืออย่างคอร์สเรียน บะหมี่หัวโต (ศรีย่าน) ที่เราได้วิทยากรที่เป็นเจ้าของร้านตัวจริง มาสอนเทคนิคการทำเส้นบะหมี่, การทำหมูแดง-หมูกรอบ, เทคนิคการทำน้ำซุป แถมยังสอนการตลาดในการทำธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวให้อีกด้วย ซึ่งจริงๆ แล้ว โดยปกติร้านดังๆ จะค่อนข้างหวงสูตร และมีเทคนิคต่างๆ ที่เฉพาะทางในการทำธุรกิจอาหาร แต่วิทยากรของเรา ก็เลือกที่จะมาให้ความรู้กับทุกคนแบบไม่มีกั๊ก และพร้อมที่จะช่วยให้สามารถนำไปต่อยอดทำธุรกิจได้จริง

ซึ่งตรงจุดนี้ผมประทับใจมากๆ ครับ เพราะด้วยจิตวิญญาณของครูผู้สอน ที่อยากให้ทุกคนสามารถนำความรู้ไปสร้างอาชีพเลี้ยงตัวเองได้จริง ในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ ตรงกับคอนเซ็ปต์ของโปรเจ็กต์นี้ของเราอีกด้วยครับ

ต้องบอกว่าคอร์สเรียนในโปรเจ็กต์ “MID YEAR SALE 40%” ที่เราคัดสรรมาให้ทุกท่านได้เลือกเรียนนั้น ถือเป็นกลุ่มอาหารฟู้ดสตรีตที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น ก๋วยเตี๋ยว, ส้มตำ, ไอศกรีม, ไก่ทอด, หมูทอด ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนเป็นอาหารที่เราทานกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน และผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อทานได้ไม่ยาก จึงน่าจะทำให้โอกาสในด้านการขายมีมากขึ้นด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับการนำวิชา-ความรู้ที่ได้ในชั่วโมงเรียน ไปฝึกฝนจนชำนาญ และมีรสชาติอร่อยใกล้เคียงกับวิทยากร หรืออาจจะสร้างเอกลักษณ์ของเมนูขึ้นมาใหม่ก็ได้ครับ เพื่อเป็นจุดขายสร้างความสนใจให้กับลูกค้า ซึ่งผมเชื่อว่า…ถ้าตั้งใจทำออกมาจริงๆ แล้วอร่อย กอปรกับการแนะแนวทางการตลาดจากวิทยากรด้วยแล้ว ทุกคนสามารถนำไปต่อยอดสร้าง “อาชีพ” ได้ไม่ยากอย่างแน่นอน”

สำหรับโครงการ “MID YEAR SALE Matichon Academy” มหกรรมลดราคาคอร์สเรียนอาหารทุกหลักสูตรสูงสุดถึง 40% ตลอดเดือนมิถุนายน 2559 นี้ ได้คัดเลือกหลักสูตรอาหารจากครัวปฏิบัติการ, ครัวเบเกอรี่, ครัวสาธิต, สูตรเด็ด-ร้านดัง กว่า 42 หลักสูตรที่น่าสนใจ โดยใน 2 สัปดาห์สุดท้ายนี้ยังคงมีคอร์สที่น่าสนใจ อาทิเช่น วันที่ 17 มิถุนายน เมนูเด็ดจากร้าน “คาวบอยคาเฟ่ 2” ไก่ทอดคาวบอย, ต้มซุปเปอร์ขาไก่, กุ้งทอดครีมซอสมะนาว, หมู (เก้ง) ผัดพริกไทยดำ, หัวปลาแซลมอนต้มซีอิ๊วญี่ปุ่น โดยเชฟปอพิชญ์ ใจชาญสุขกิจ วันที่ 18 มิถุนายน “ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น” ร้านรสดีเด็ด “Japanese Style Cafe1” บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก, คลาสสิกมูสเค้ก, ซอฟต์ชีสเค้ก, “ขาหมูเยอรมันและไก่อบเบคอน”, “ขนมเบื้องโบราณสูตรยายแช่ม” ตลาดนางเลิ้ง, “ส้มตำคุณเตือนใจ 1” เจ้าดังบางลำพู, “ซาลาเปาออมทรัพย์” ซาลาเปาสูตรนิ่ม วันที่ 19 มิถุนายน “Basic Bread” ขนมปังพื้นฐานต่างๆ, “ลูกชิ้นปลา, ลูกชิ้นกุ้ง, ฮื้อก๋วย”, “ขนมหวานยอดฮิต”, “แซนด์วิชหลากไส้” และ “เปิดหม้อกับห่อหมกพ่อบัว” วันที่ 25 มิถุนายน “ยำข้าวแหนม”, “สาคูและข้าวเกรียบปากหม้อ”, “กะหรี่ปั๊บ 5 ไส้”, “หมูทอดเจียงฮาย และหมูทอดกระเทียม”, “ผัดไทย หอยทอด” สูตรเด็ดร้านสวัสดีราชวัตร ปิดท้ายเดือน วันที่ 26 มิถุนายน “Dessert Cafe” ร้าน Pimpisut Patisserie, “ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเจ๊เกียว”, “ข้าวเหนียวมูน”, “ไอศกรีมแท่งโบราณ 20 ชนิด”, “ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ” และ “สูตรเด็ดไก่ทอดสมุนไพร” เป็นต้น

“ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาเรายังไม่ได้มีโอกาสจัดโปรโมชั่นใหญ่ๆ แบบเต็มรูปแบบขนาดนี้มาก่อนเลยครับ ถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่โปรเจ็กต์ MID YEAR SALE ครั้งนี้ได้เกิดขึ้นจริง เพราะอย่างน้อยๆ มติชน อคาเดมี ก็มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาชีพให้คนไทยทุกคน ทำให้พวกเรามีรายได้ สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ หรือสำหรับคนที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ก็น่าจะได้เรียนรู้กระบวนการเกี่ยวกับเรื่องการจัดการของร้านอาหารตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ไปจนถึงแนวคิดทางการตลาด ว่าทำอย่างไรเขาถึงประสบความสำเร็จ เรานำไปต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่ให้เกิดขึ้นในวงการอาหาร

ถือเป็นส่วนหนึ่งให้พวกเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนสังคม และช่วยเหลือให้ทุกคนได้มีอาชีพอีกด้วยครับ สำหรับท่านที่สนใจ เรายังมีคอร์สอื่นๆ น่าเรียนในอีก 2 สัปดาห์นี้ อยากเรียนเชิญทุกท่านครับ เพราะไม่อยากให้พลาดโอกาสดีๆ อย่างนี้ไปจริงๆ” คุณสุรเกียรติ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) ID LINE : matichonacademy, http://www.matichonacademy.com และ http://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

“ลองเซ่” เครปหรู ราคาดี เหนื่อยเท่าเดิม กำไรมากกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0763150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

“ลองเซ่” เครปหรู ราคาดี เหนื่อยเท่าเดิม กำไรมากกว่า

เครป อาหารทานเล่น ได้ทั้งแบบคาวหรือหวาน แผ่นแป้งบางๆ ที่ทำให้สุกออกมาสีเหลืองทองบนกระทะร้อนๆ นั้น มีส่วนประกอบหลักจากแป้งสาลี ไข่ น้ำตาล นม เนย ว่ากันว่าถ้าจะวัดความอร่อยของขนมชนิดนี้ ต้องดูที่แป้ง เจ้าไหนจะมีรสสัมผัสกรอบหรือรสชาติกลมกล่อมกว่ากัน

ขณะที่ “ไส้” นั้น เท่าที่เห็นมีขายทั่วไปส่วนใหญ่ไส้หวาน มักเป็นพวกแยมรสชาติต่างๆ ไส้คาว มักหนีไม่พ้นน้ำพริกเผาที่มาคู่กันกับหมูหย็อง

แต่สำหรับร้านเครป “ลองเซ่” ของอดีตหนุ่มแบงก์ ที่มีใจรักการค้าขายมากกว่าทำงานกินเงินเดือนผู้นี้ นับว่ามีจุดขายเป็นความต่างที่น่าสนใจ จนต้องเข้าไปขอรายละเอียด

คุณภูมิ-สรวิศ เอี้ยงเอี่ยม อายุ 27 ปี เจ้าของร้านเครป แบรนด์ “ลองเซ่” เริ่มต้นแนะนำตัว พื้นเพเป็นคนอุตรดิตถ์ จบปริญญาตรี จากคณะการจัดการธุรกิจ มหาวิทยาลัยพะเยา ก่อนเข้าทำงานประจำในธนาคารแห่งหนึ่งที่จังหวัดบ้านเกิด ทำอยู่ได้ 11 เดือนต้องขอลาออก เนื่องจากเครียดเกินไปกับหน้าที่หาลูกค้าเงินฝาก-ประกัน-บัตรเครดิต

เมื่อว่างงานจึงมองหาลู่ทางทำมาค้าขาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพราะคุณพ่อ-คุณแม่ของเขา มีอาชีพหลักทำเครปและชาไข่มุกขายตามตลาดนัดอยู่แล้ว ส่วนตัวเขาเองเคยเป็นพ่อค้าเสื้อผ้ามาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4

เริ่มต้นค้าขายอีกครั้งหลังออกจากงานธนาคาร ด้วยการขายน้ำอิตาเลียนโซดา ตามตลาดนัด จากนั้นรับโดนัท หน้าตาเหมือนร้านดังมาขายต่อ แต่กำไรไม่ดีนัก เลยคิดนำธุรกิจของคุณพ่อคือ ร้านเครป มาใส่ลูกเล่นใหม่ๆ ให้แตกต่างไปจากคู่แข่ง เพราะแค่ในตัวอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ก็มีขายกันราว 4-5 เจ้า

“แรกเริ่มลองเอาช็อกโกแลตถั่วกับกล้วยหอมมาทำ เพราะยังไม่เห็นใครขาย ก่อนคิดหาอะไรที่อยากกินเองมาใส่ ตอนนั้นกระแสชีสกำลังมา เลยเอามาขาย ประกอบกับเริ่มขายช่วงหน้าหนาว จึงขายดีเป็นพิเศษ” คุณภูมิ เล่า

จากนั้นจึงคิดไส้แปลกๆ ตามมา อย่าง ฮาวาเอี้ยน ตั้งต้นจากมักเห็นคนกินพิซซ่า คิดหน้าอะไรไม่ออก ก็สั่งฮาวาเอี้ยน เลยนำสับปะรด ชีส แฮม โรยออริกาโน่ พริกไทยดำ มาประกอบเป็นไส้เครป ทานแล้วได้อารมณ์เหมือนพิซซ่า และด้วยเป็นคนชอบทานยำสาหร่ายหน้าซูชิ จึงลองเอามาใส่ในเครป ซึ่งได้ความแปลกไปอีกแบบ

“พอมีหลายๆ ไส้ ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยม.ปลาย ไล่ไปจนถึงวัยทำงาน บางคนเข้ามาถามว่ามีเครปกินแล้วไม่อ้วนมั้ย ผมเดินไปซื้อสลัดผักมาลองทำให้ ปรากฏชอบกันหลายคนเลย” คุณภูมิ บอกยิ้มๆ

ดำเนินธุรกิจมาได้พักหนึ่ง ปัจจุบันร้านเครป “ลองเซ่” มีหน้าร้านหลักอยู่ที่ซอยโพธิ์ทิพย์ หน้าโรงแรมฟรายเดย์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ร้านสาขาของเพื่อนๆ อยู่ที่จังหวัดพิษณุโลกและเชียงราย อย่างละแห่ง โดยเร็วๆ นี้จะเปิดสาขาของตัวเองอีก 2 แห่งที่จังหวัดแพร่และพะยา

และล่าสุด เริ่มมีคนเข้ามาถามไถ่เกี่ยวกับการขายแฟรนไชส์ แต่เจ้าของกิจการวัย 27 ปีรายนี้ ยอมรับ ยังไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด เพียงแต่คิดไว้คร่าวๆ หากมีคนสนใจ คงต้องใช้เงินลงทุนร้านละ 25,000 บาท โดยเขามีอุปกรณ์พร้อมขายและวัตถุดิบชุดแรกให้

“ต้นทุนเครปต่อแผ่นตกราว 10 กว่าบาท ยังไม่รวมค่าแรงและค่าเช่าที่ แต่กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปรับให้มีไส้ใหม่ๆ ลูกค้าเยอะขึ้นเห็นได้ชัด เคยเตรียมแป้งไว้สำหรับทำ 30 แผ่น ต้องเพิ่มเป็น 50 แผ่น บางวันชั่วโมงกว่าหมดแล้ว แบบเดิมขายแผ่นละ 20 บาท แต่ของใหม่ขายได้ถึงอันละ 60-70 บาท เรียกว่าเหนื่อยเท่าเดิมแต่รายได้เพิ่มขึ้น” คุณภูมิ เผย

ก่อนบอกทิ้งท้าย ตั้งแต่ทำธุรกิจนี้มานอกจากฟ้าฝนที่ควบคุมไม่ได้แล้ว ไม่เคยมีอุปสรรคอะไรน่าหนักใจ เพราะรู้สึกสนุกในการหาไอเดียมาพัฒนาสินค้าในแบบของเขา

อยากลองชิมเครปหรูสไตล์ “ลองเซ่” หรือสนใจแฟรนไชส์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมไปได้ที่ คุณภูมิ-สรวิศ เอี้ยงเอี่ยม โทรศัพท์ (086) 364-7698

จรัญ อยู่คำ กับเคล็ดลับการดูแล ช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

จรัญ อยู่คำ กับเคล็ดลับการดูแล ช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนจบ)

ในการฉีดเปิดตาดอกมะม่วง เกษตรกรส่วนมากจะใช้ ไทโอยูเรีย ผสมกับโพแทสเซียม-

ไนเตรต (13-0-46)

ที่สวน คุณจรัญ อยู่คำ จะใช้ สูตรเปิดตาดอก ไทโอยูเรีย 1 กิโลกรัม+สาหร่าย-สกัด 300 ซีซี (ต่อน้ำ 200 ลิตร) ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน แล้วรอดูการเปลี่ยนแปลงของตายอด โดยปกติแล้ว ตาดอกจะเริ่มแทงหลังเปิดตาดอกครั้งแรก ประมาณ 10-15 วัน แต่ถ้าเริ่มแทงใน วันที่ 3-4 โอกาสเป็นใบอ่อนจะสูงมาก

กรณีเปิดตาดอกแล้วเป็นใบ สามารถแก้ไขได้ แต่ใบอ่อนที่ออกมาต้องมีความยาวไม่เกิน

1 เซนติเมตร หรือยังไม่คลี่ใบ ให้ใช้

ครั้งที่ 1

– ปุ๋ย 10-52-17 500 กรัม

– ไฮเฟต 500 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

ฉีดพ่นโดยห้ามใส่อาหารเสริม จำพวกสาหร่าย-สกัด หรือ จิ๊บ โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้มีปริมาณใบอ่อนออกมามาก จากนั้นเว้น 3 วัน แล้วซ้ำด้วย สูตรที่ 2

ครั้งที่ 2

– ปุ๋ย 10-52-17 500 กรัม

– ไฮเฟต 300 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

หลังฉีด ครั้งที่ 2 เราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของตาใบอย่างชัดเจน ใบจะหยุดนิ่งแล้วเริ่มเปลี่ยนเป็นตาดอก สูตรนี้เกษตรกรจำนวนมากใช้แล้วได้ผลดี แต่ต้องดูว่าความยาวของตาใบ ต้องไม่เกิน 1 เซนติเมตร จะได้ผลดีที่สุด

การดูแลต้นมะม่วง กรณีออกดอกพร้อมกัน

จำไว้ว่า ใบอ่อนเสมอ ดอกจะเสมอ การดูแลจะง่าย เมื่อเราเห็นช่อดอกเริ่มแทงออกมา ให้ดูแลตามขั้นตอน ดังนี้

ระยะเดือยไก่ เป็นระยะแรกของการออกดอก เราจะสังเกตเห็นตาดอกที่ออกมาเริ่มแตกและบิดเป็นเหมือนเดือยของไก่ แต่ถ้ายอดแตกออกมาเป็นทรงหอกหรือตั้งชู นั่นคือ อาการแตกใบอ่อน ไม่ใช่ออกดอก จำไว้ ต้องแทงแล้วบิดถึงจะเป็นช่อดอก การดูแลระยะเดือยไก่ การให้น้ำ ระยะนี้ถ้าฝนตกปกติ ไม่ต้องเปิดน้ำให้ แต่ถ้าฝนทิ้งช่วงจะต้องรดน้ำเพื่อให้ดอกออกมาสมบูรณ์และยาวมากขึ้น

การให้ปุ๋ย ทางดินจะใส่ปุ๋ย สูตร 9-25-25 หรือ 8-24-24 อัตรา ต้นละ 1 กิโลกรัม ถ้าเป็นพื้นที่ดินเหนียว อาจใช้สูตร 12-24-12 ก็ได้

การให้ปุ๋ยทางดิน จะทำให้ดอกสมบูรณ์ติดผลง่าย เมื่อเปรียบเทียบกับแปลงที่ไม่ใส่จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องเร่งให้ช่อดอกสมบูรณ์ที่สุดจึงจำเป็นต้องให้อาหารที่เพิ่มพลังการติดผล ตัวหลักๆ เลยก็คือ ปุ๋ยสูตร 10-52-17 เป็นปุ๋ยเร่งดอกสูตรดั้งเดิมที่เป็นที่นิยมของเกษตรกรทั้งในอดีตและปัจจุบัน ปุ๋ยสูตรนี้หาซื้อง่าย มีขายตามร้านเคมีเกษตรทั่วไป อัตราการใช้ 25-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน หรือจนกว่าดอกจะโรย สำหรับเกษตรกรยุคใหม่ อาจเลือกใช้ปุ๋ยบำรุงดอกสูตรใหม่ๆ ที่ผลิตโดยบริษัทเคมีเกษตรชั้นนำก็ได้ ปุ๋ยบำรุงดอกที่สามารถเลือกใช้แทนปุ๋ยสูตร 10-52-17 ก็อย่าง เช่น ปุ๋ยเฟอร์ติไจเซอร์ (3-16-36) ปุ๋ยซุปเปอร์เค (6-12-24)

ฮอร์โมนที่นิยมใช้ช่วงเดือยไก่ ได้แก่ โปรดั๊กทีฟ ฮอร์โมนช่วยเพิ่มปริมาณดอก ดอกสมบูรณ์ ก้านดอกยาว เพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดผล ป้องกันดอกและผลอ่อนร่วง แนะนำให้ใช้ 3 ระยะ คือ เดือยไก่ ก้างปลา และดอกโรย เอ็นเอเอ (NAA) เช่น บิ๊กเอ เป็นฮอร์โมนที่ช่วยเพิ่มจำนวนดอกสมบูรณ์เพศ เหมาะมากสำหรับแปลงมะม่วงที่ออกดอกช่วงฤดูหนาว หรือออกดอกเต็มต้น บางครั้งเราจะพบว่าแม้มะม่วงจะออกดอกทั้งต้น แต่ก็ไม่ติดผล ซึ่งเกิดจากสภาพอากาศทำให้ดอกมะม่วงแปรผัน การฉีดพ่น NAA จึงช่วยแก้ปัญหาเรื่องเพศของมะม่วงได้เป็นอย่างดี การใช้ NAA ที่ถูกต้อง ให้ฉีดพ่นช่วงเดือยไก่ ความยาวช่อดอก 2-3 เซนติเมตร และฉีดพ่นเพียงครั้งเดียวจะทำให้สามารถเพิ่มปริมาณดอกสมบูรณ์เพศได้มากกว่าต้นที่ไม่ได้พ่น 4-5 เท่าตัว จิบเบอเรลลิน ห้ามใช้ช่วงก่อนดอกบาน

ข้อควรระวัง เกษตรกรหลายท่านเข้าใจผิดในการใช้ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน ว่าฉีดแล้วทำให้ช่อยาว ติดผลดี ความเข้าใจนี้คลาดเคลื่อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การใช้จิ๊บในมะม่วงให้ฉีดช่วงดอกใกล้โรย หรือช่วงติดผลเล็กๆ เท่านั้น ฮอร์โมนจิบเบอเรลลินจะไปช่วยขยายขนาดผล ลดการหลุดร่วงของผลอ่อน แต่หากใช้ฉีดพ่นในระยะก่อนดอกบาน จะทำให้ช่อมะม่วงมีดอกตัวผู้มากขึ้น การติดผลจะยากขึ้น

อาหารเสริมที่จำเป็นช่วงดอก “มะม่วงเล่นยาก ให้ฉีดฮอร์โมนอาหารเสริมให้ตาย ถ้าอากาศไม่อำนวยก็ไม่ติดนะ แต่ถ้าอากาศดี ไม่ต้องฉีดอะไรก็ติดเองได้” คำพูดเหล่านี้มักได้ยินจากปากของเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเสมอๆ เป็นคำพูดที่มีส่วนจริงและไม่จริง เพราะเมื่อสอบถามบรรดาเซียนๆ มะม่วง ต่างพูดเหมือนกันว่า “จะต้องบำรุงช่วงช่อดอกให้ดี มีฮอร์โมนอาหารเสริมเท่าไร ใส่ไม่อั้น เพราะเราไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้เลยว่า ต่อไปเมื่อถึงช่วงดอกมะม่วงเราจะบาน สภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ฉะนั้น เราจะคอยแต่พึ่งอากาศไม่ได้ ต้องเตรียมความสมบูรณ์ให้ช่อดอกมะม่วงก่อน”

อาหารเสริมที่นิยมใช้ ได้แก่ แคลเซียม-โบรอน มีประโยชน์ในด้านการติดผลดี ดอกสมบูรณ์ ไม่หักร่วงง่าย เกษตรกรจะเลือกใช้เป็นอันดับต้นๆ สาหร่าย-สกัด ช่วยให้ช่อสมบูรณ์ ยาวเร็ว สดใส ช่วยเพิ่มขนาดของผลอ่อน สังกะสี ช่วยเร่งความเขียว เร่งการติดผล แมกนีเซียม ช่อสด แข็งแรง เร่งการติดผล การใช้อาหารเสริมเกษตรกรต้องศึกษารายละเอียดของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดให้ดี เพราะบางครั้งเราซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้มา 5-6 ขวด เวลาเอามาดูจริงๆ กลับเป็นอาหารเสริมชนิดเดียวกัน เกษตรกรต้องดูให้ดี อย่าเชื่อแต่คำโฆษณาเชิญชวน เพราะจะทำให้เราสูญเงินโดยใช่เหตุ

ช่วงช่อดอกดูแลเต็มที่ ในช่วงช่อดอกมะม่วงจะต้องการอาหารมาก ดังนั้น ในช่วงนี้ คุณจรัญจะเน้นอาหารเสริมทางใบเป็นหลัก ตัวที่ใช้ประจำก็คือ สารโกรแคล อัตรา 1 ลิตร ผสมกับสารโปรดั๊กทีฟ อัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง และให้สังเกตดูที่ก้านช่อว่าสมบูรณ์หรือไม่ (ก้านช่อที่สมบูรณ์จะต้องมีสีแดงเข้ม ถ้าขาวซีดต้องเร่งอาหารเสริม) ในช่วงช่อดอกจะต้องดูแลให้ดี เพราะศัตรูทั้งหลายจะมารุมทำลายช่วงนี้ และจะทำให้ผลผลิตเสียหาย ซึ่งศัตรูที่พบมากที่สุดก็คือ เพลี้ยไฟ และโรคแอนแทรกโนส

เพลี้ยไฟ เป็นแมลงที่ทำความเสียหายแก่ดอกและผลอ่อน หากระบาดมาก ดอกมะม่วงจะแห้งไม่ติดผล หรือหากทำลายในระยะผลอ่อนก็จะทำให้ผลลาย ขายไม่ได้ราคา ยาที่กำจัดเพลี้ยไฟได้ดีมีอยู่หลายตัว แต่จะต้องฉีดสลับกัน เพื่อป้องกันการดื้อยา คุณจรัญจะเลือกจับกลุ่มยาหลายชนิด แล้วฉีดสลับกัน เช่น ใช้ยาเมโทมิล กับโปรวาโด สลับกับยาไซฮาโลทริน หรือใช้ยาคาร์โบซัลแฟน (เช่น โกลไฟท์) สลับกับ สารฟิโพรนิล เป็นต้น เมื่อคุมเพลี้ยไฟจนผลอ่อนมีขนาดเท่านิ้วมือก็ปลอดภัย

โรคแอนแทรกโนส เป็นโรคที่ทำลายรุนแรง หลายคนเรียกว่า โรคช่อดำ คุณจรัญจะเน้นการป้องกันโดยใช้ยา 2 ตัว บวกกัน คือ ฟลิ้นท์ อัตรา 200 กรัม ผสมกับ แอนทราโคล อัตรา 2 กิโลกรัม ฉีดพ่นสลับกับสารเอ็นทรัส อัตรา 500 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร หรือ สารเมอร์แพน อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นจนถึงระยะผลอ่อน

“การใช้ยาในช่วงดอกถือว่าสำคัญมาก เจ้าของสวนจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและจะต้องดูให้ออกว่า ช่วงนี้ศัตรูอะไรลงทำลาย หรือต้องพยากรณ์ว่า ช่วงนี้เราจะต้องฉีดยาอะไร ถ้าเราดูศัตรูผิดหรือจัดยาไม่ถูกกับโรค ฉีดพ่นกี่ครั้งก็ยังเสียหาย ไม่สามารถขายผลผลิตได้ ยิ่งถ้าสวนไหนผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกจะต้องรู้ถึงระยะเวลาในการฉีด ต้องซื่อสัตย์และควบคุมให้ดี เพราะนอกจากจะต้องทำผลผลิตให้สวยมีคุณภาพแล้ว จะต้องปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย” คุณจรัญ กล่าวเสริม

เมื่อถามถึงรายได้ในการผลิตมะม่วงในแต่ละปี คุณจรัญ อยู่คำ เจ้าของ “สวนโชคอำนวย” บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร โทร. (099) 271-1303 กล่าวว่า มะม่วงเป็นไม้ผลที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี แม้จะมีความเสี่ยงในเรื่องของสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติก็ตาม ราคาซื้อขายในแต่ละปีที่มีปัจจัยแตกต่างกันไปในแต่ละปี แต่ในภาพรวมการปลูกและผลิตมะม่วงยังถือว่าเป็นอาชีพเกษตรกรรมที่ยังสร้างรายได้ดี แต่การเลือกปลูกมะม่วงสายพันธุ์ต่างๆ ก็สร้างรายได้แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง พื้นที่ปลูกมะม่วง 1 ไร่ (อายุต้น 4 ปีขึ้นไป) จะให้ผลผลิตราว 1,500-2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งที่ผ่านมาจะขายมะม่วงได้ดังนี้

ถ้าเป็นมะม่วงมัน เช่น ฟ้าลั่น จะขายได้ราคาเฉลี่ย 18-25 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ ประมาณ 27,000-50,000 บาทต่อไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 จะขายได้เฉลี่ย 25-40 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ประมาณ 37,500-80,000 บาท ต่อไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จะขายได้ราคาเฉลี่ย 25-60 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ประมาณ 37,500-120,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งสำหรับราคาขายมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองอาจจะมีราคาสูงมากกว่านี้ ซึ่งในบางปีราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 100 บาท ทีเดียว

เกร็ดความรู้

หลายท่านมีข้อสงสัยว่า หลังจากมะม่วงออกดอกแล้วกี่วันจะเก็บได้ ดูได้จากตารางนี้

ความแก่ที่นับ จะอยู่ที่ 80-90% เราสามารถ บวก-ลบ จำนวนวันได้ ประมาณ 10 วัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย เช่น อากาศร้อน มะม่วงก็จะแก่เร็วขึ้น หรือบางท่านใช้วิธีตัดผลไปจุ่มน้ำ ถ้าลอยเป็นมะม่วงอ่อน ถ้าจมน้ำแสดงว่าผลมะม่วงแก่แล้ว

สวนมะลิตุ้ม กับการบริหารจัดการดีๆ ที่นครชัยศรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05025150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

ไม้ดอกไม้ประดับ

เชาวนีฐ์ โคมแก้ว

สวนมะลิตุ้ม กับการบริหารจัดการดีๆ ที่นครชัยศรี

คุณฉัตรพล หมีไพร หรือ คุณตุ้ม อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มี คุณฐิติมา แจ่มนิยม หรือ คุณหนู เป็นภรรยา มีบุตรชาย 1 คน

คุณตุ้ม เล่าว่า เดิมประกอบอาชีพเป็นวิศวกรโรงเหล็กแม่พิมพ์รถยนต์ที่จังหวัดสมุทรปราการ พื้นเพที่บ้านเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้าง ส่วนคุณหนูเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่บ้านทำสวนมะลิ ทั้งคุณตุ้มและคุณหนูมีความชอบในการปลูกต้นไม้เหมือนกัน มีเป้าหมายในชีวิตที่จะประกอบอาชีพอิสระ มีอาชีพเป็นของตัวเอง เป็นนายของตัวเอง และยืนด้วยตัวของตัวเอง จึงปรึกษาหารือกันได้ข้อสรุปที่จะหันมาทำสวนมะลิในพื้นที่ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

เริ่มทำสวนมะลิเมื่อปี 2556 ในพื้นที่ 3 ไร่ เมื่อตัดพื้นที่ถนน ทางเดิน ร่องน้ำ แล้วเหลือพื้นที่ที่ปลูกต้นมะลิประมาณ 1 ไร่ ใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 4,500-5,000 ต้น/ไร่ ต้นละประมาณ 25 บาท ไม่ปลูกแน่นจนเกินไป เพราะช่วยลดการเกิดโรค การเกิดเชื้อรา การอยู่อาศัยของแมลง อีกทั้งสะดวกในการจัดการดูแล แรกเริ่มยังขาดทั้งความรู้และประสบการณ์ด้านการทำการเกษตร อาศัยการสอบถามบิดาคุณหนูบ้าง เกษตรกรผู้ปลูกมะลิแปลงข้างเคียงบ้าง และเพื่อนบ้านบ้าง ทั้งในเรื่องการปลูก การใส่ปุ๋ย การฉีดยาฆ่าแมลง การเก็บดอกมะลิ แรงงาน ทำทุกอย่างตามคนอื่นๆ ใส่ทุกอย่างอย่างที่คนอื่นใส่กัน โดยไม่มีความรู้ ใส่ไปโดยไม่มีเหตุมีผล ใส่เพราะคนอื่นใส่ ถามว่าใส่ทำไม ก็ไม่รู้เห็นคนอื่นใส่กัน ทำให้ต้นทุนสูงประมาณ 450,00 บาท/ปี/ไร่ ดินก็ประสบปัญหา เป็นเชื้อราเมล็ดผักกาด ทำให้ต้นมะลิเสียหาย ตาย ต้องปลูกซ่อม ทำให้ต้นมะลิที่ปลูกใหม่เจริญเติบโตไม่ทันมะลิแถวอื่นๆ อีกทั้งผลผลิตที่ได้ยังน้อยอีกด้วย

คุณตุ้มจึงคิดไตร่ตรองค้นคว้าหาความรู้จากตำราต่างๆ อินเตอร์เน็ต ผู้รู้ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐมประกอบกัน ทำให้มีความรู้เข้าใจในการดูแลสวนมะลิมากยิ่งขึ้น เหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราเมล็ดผักกาดในดินทำให้ต้นมะลิเสียหายและตาย เนื่องจากก่อนที่จะมาปลูกมะลิ เจ้าของที่เดิมมักใช้ปุ๋ยขี้ไก่ที่มีแกลบมาเป็นเวลานาน ทำให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา ซึ่งมีผลต่อต้นมะลิเป็นอย่างมาก จึงต้องปรับปรุงบำรุงดินก่อน โดยการตากดินพักดิน ใส่ปูนขาว ปุ๋ยชีวภาพ ใช้สารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์ม่า ฉีดพ่นบ่อยๆ ก็สามารถควบคุมได้ระดับหนึ่ง ค่อยๆ ปรับฟื้นฟูดินมาเรื่อยๆ มีการทำแปลงทดลอง ซึ่งทำตามหลักวิชาการที่ได้ศึกษาค้นคว้าจากตำรา จากอินเตอร์เน็ตจากหลายๆ แหล่ง หลายๆ ข้อมูลประกอบกัน นำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง

สามีและภรรยา ให้ข้อมูลว่า มะลิเป็นพืชไม่ชอบน้ำท่วม น้ำแฉะ จึงปลูกแบบยกร่อง เพื่อช่วยให้การระบายน้ำได้ดี ลดปัญหาโรครากเน่า ต้นมะลิจะไม่แกร็นเหลือง อีกทั้งยังสะดวกในการให้น้ำอีกด้วย ก่อนปลูกต้องมีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ โดยในระยะแรกของการปลูกมะลิจะเน้นเรื่องการเจริญเติบโตของต้น โดยใช้ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยเคมีที่มีตัวหน้าสูง หรือมีไนโตรเจน (N) สูง เช่น 27-7-7 เมื่อต้นมะลิโตเริ่มออกดอกให้ผลผลิตก็จะเปลี่ยนเป็นสูตรเสมอ ดังนั้น การให้ปุ๋ยแต่ละระยะต้องรู้ว่าพืชในแต่ระยะต้องการธาตุอาหารอะไร แล้วเราต้องการอะไรจากพืช ต้น ดอก ใบ หรือหัว ควรใส่ธาตุอาหารให้เหมาะสม ต้องศึกษาหาความรู้ข้อมูลให้ดี เวลาผสมยาสารเคมีจะใช้น้ำสะอาดผสม ไม่ใช้น้ำในท้องร่องผสมยา เพื่อให้คุณสมบัติและการออกฤทธิ์ของยาไม่เปลี่ยนแปลงหรือลดลง

ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการทำสวนมะลิส่วนมากจะหมดไปกับค่ายาสารเคมีป้องกันกำจัดหนอน แมลง และค่าแรงงานในการเก็บดอกมะลิ จะจ้างแรงงานวันละ 2-3 คน ในราคากิโลกรัมละประมาณ 45 บาท จะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ ความขยันของแรงงาน การดูแลลูกจ้างแรงงานก็มีความสำคัญมาก เวลาฉีดพ่นยาฆ่าแมลงต้องหาที่ปิดจมูกที่ดีได้มาตรฐาน และจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้ เพื่อความปลอดภัย และยึดหลักที่ว่าทำงานต้องได้เงินไปใช้ ไม่ใช่เอาเงินไปรักษาตัว

ในการเก็บดอกมะลิ คุณตุ้มจะเน้นและให้ความสำคัญของเรื่องเวลา ต้องบริหารจัดการเวลาให้ดี โดยให้แรงงานเก็บไม่เกินเวลา 17.00 น. เพื่อให้แรงงานได้มีเวลาพักผ่อน มีเวลากับครอบครัว และทำงานอย่างมีความสุข การเก็บเกี่ยวดอกมะลิต้องเก็บเฉพาะดอกตูม มีการเจริญเต็มที่ มีลักษณะสีขาวนวล ใช้มือเด็ดตรงก้านดอกใต้กลีบเลี้ยง ทุกครึ่งชั่วโมง คุณตุ้มจะนำดอกมะลิที่แรงงานเด็ดดอกแล้วมาล้างน้ำคัดดอกเสียทิ้ง แล้วนำไปแช่ในน้ำเย็นคงความสด ขั้นตอนนี้จะสามารถลดต้นทุนเรื่องน้ำแข็ง และการเสียหายของดอกมะลิได้มาก โดยปกติแล้วสวนทั่วไปจะนำดอกมะลิที่แรงงานเด็ดดอกแล้วมาล้างแช่น้ำเย็นทุกๆ 1 ชั่วโมง แต่คุณตุ้มลดเวลาลงเป็นทุกครึ่งชั่วโมง ทำให้ลดการสูญเสียของดอกมะลิและน้ำที่ใช้แช่ก็ยังคงเย็นสามารถแช่ดอกมะลิได้ 2 รอบ ก่อนจะนำไปบรรจุถุงปิดทับด้วยน้ำแข็งป่น บรรจุกล่องโฟม เพื่อให้ดอกมะลิคงสภาพสดมากที่สุดจนถึงมือลูกค้าปลายทาง

คุณตุ้ม ยังบอกเคล็ดลับอีกว่า หากต้องการให้ต้นและดอกมะลิแข็งแรง ไม่เปราะเสียหายง่าย ให้ใส่ซิลิคอนลงไปในดินด้วย ในพื้นที่ 1 ไร่ สวนคุณตุ้มสามารถเก็บดอกได้ประมาณ 50-60 กิโลกรัม/วัน (ขึ้นอยู่กับฤดูกาลหรือเดือน) ช่วงนี้ราคาลิตรละ 100 บาท ช่วงสงกรานต์ราคาดี อยู่ที่ประมาณ 120-300 บาท/ลิตร (1 ลิตร เท่ากับ 700 กรัม หรือ 7 ขีด) ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกมะลิควรวางแผนให้มะลิออกดอกอยู่ในช่วงราคาแพง โดยวางแผนการตัดแต่งกิ่ง (หวด) ให้ดี ช่วงไหนราคาถูกก็ตัดแต่งกิ่งทิ้ง ลดภาระต้นทุนการผลิตเรื่องแรงงานในการเก็บดอกมะลิ ถ้าเกษตรกรต้องการให้มะลิออกดอกในเดือนใด ก็ต้องนับย้อนเวลาตัดแต่งกิ่งถอยไปประมาณ 40-45 วัน

คุณตุ้ม ยังเล่าให้ฟังอีกว่า การปลูกพืชชนิดใดก็แล้วแต่ถ้าเรารู้จักพืชชนิดนั้นๆ อย่างถ่องแท้ มีการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังทั้งการปรับปรุงบำรุงดิน การปลูก การดูแล การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย รู้จักการบริหารจัดการสวนไร่นาของตนเองอย่างมีเหตุมีผล นำหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ มีการทดลอง ช่างสังเกต มีความรู้เข้าใจกลุ่มสารเคมีต่างๆ ที่จะใส่ไปให้พืช ไม่ใส่ซ้ำซ้อน ใส่ปุ๋ยให้เหมาะกับช่วงระยะการเจริญเติบโตของพืช โดยปุ๋ยเคมีจะช่วยบำรุงพืช ส่วนปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้พืชสามารถดูดสารธาตุอาหารไปบำรุงต้นและทุกส่วนของพืชได้ดี อีกทั้งต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายด้วย เมื่อเรามาดูจะได้รู้ว่ารายจ่ายไหนไม่จำเป็น สมควรลดหรือควรเลิกจ่าย ซึ่งจากเดิมค่าใช้จ่ายในการฉีดยาฆ่าแมลงประมาณ 4,000-5,000 บาท/ไร่/วัน ตอนนี้ลดลงเหลือประมาณ 1,200-2,000 บาท/ไร่/วัน ซึ่งสามารถลดต้นทุนลงได้มากกว่าครึ่ง ปีแรกต้นทุนการผลิตสูงมากประมาณ 450,000 บาท/ไร่ เพราะยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการทำสวนมะลิ จนได้ศึกษาหาความรู้ ทดลอง ช่างสังเกต ลองผิดลองถูกมาโดยตลอดระยะเวลาที่ทำสวนมะลิ จนปัจจุบันสามารถลดต้นทุนลงได้เหลือประมาณ 200,000 กว่าบาท/ไร่ ในอนาคตวางเป้าหมายไว้ว่าจะขยายพื้นที่ปลูกมะลิให้มากขึ้น เพราะตอนนี้ยังมีแรง เวลาในแต่ละวันยังเหลืออยู่ อีกทั้งความรู้ประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมา

คุณตุ้ม ฝากบอกไปถึงผู้สนใจทำสวนมะลิหรือสนใจประกอบอาชีพด้านการเกษตรว่า การที่จะก้าวเข้ามาทำการเกษตร ไม่ควรปลูก/ผลิตพืชตามกระแส ต้องมีใจรัก มีความอดทน ศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้จากแหล่งต่างๆ ที่เชื่อถือได้ มาทดลองปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง การทำการเกษตรไม่มีสูตรแน่นอนตายตัว ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพดินฟ้าอากาศ การตลาด และอีกหลายปัจจัย ที่สำคัญต้องรู้จักพืชที่เราจะปลูก

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง เกษตรกรรุ่นใหม่ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าทำ บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ การบริหารจัดการที่ดี หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจของใครหลายๆ คนค่ะ สู้กันต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการซื้อมะลิ ที่เบอร์โทร. (080) 927-9595

ครูเมืองดอกบัว ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ สร้างรายได้ให้ดีเยี่ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

ไม้ดอกไม้ประดับ

เชาวนีฐ์ โคมแก้ว

ครูเมืองดอกบัว ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ สร้างรายได้ให้ดีเยี่ยม

ปัจจุบัน ไม้ดอกไม้ประดับมีความจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์มากขึ้น ทั้งนี้ เพราะมนุษย์มิใช่มีความต้องการเฉพาะปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ยังต้องการจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เกิดความร่มรื่น สวยงามน่าอยู่อีกด้วย เช่น มีการจัดสวน ตกแต่งอาคาร สถานที่ บ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงเรียน และสถานที่ต่างๆ ให้เกิดความสวยงาม จะเห็นได้ว่า การผลิตไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการค้า นับวันจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและได้รับความสนใจมากขึ้น และมีมูลค่าของผลิตภัณฑ์สูงเท่าเทียมกับผลิตผลทางการเกษตรสาขาอื่นๆ จนสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้จำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับได้อย่างงดงาม

อาจารย์ราตรี สะดีวงศ์ หรือ อาจารย์หมวย อายุ 46 ปี มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 999 หมู่ที่ 2 ตำบลไร่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีอาชีพหลักคือ รับราชการ ในตำแหน่ง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนอาชีพเสริมคือ ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับและต้นไม้ดัด รวมทั้งไม้ผลนานาชนิด จนสามารถสร้างรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท

อาจารย์ราตรี เล่าว่า เมื่อก่อนตนเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี (วิทยาลัยเกษตรกรรมหนองขอน) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาได้สอบเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น โดยดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร ในปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน ในช่วงที่เป็นครูสายผู้สอนอยู่ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี ก็ไม่เคยได้สอนเกี่ยวกับพวกพืชหรือพันธุ์พืชต่างๆ เลย แต่สอนวิชาสามัญ ดังนั้น ตนจึงไม่มีความรู้เรื่องพันธุ์ไม้ต่างๆ เลยก็ว่าได้ แต่เมื่อมาเห็นคนอื่นขายไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ยืนต้นนานาชนิด จึงคิดจะขายบ้าง เพราะเห็นว่าเป็นงานที่สร้างรายได้อย่างดงามและเป็นงานที่อิสระ หลังจากคิดได้ จึงมาซื้อที่ดินประมาณ 5 ไร่ บนถนนสายอุบลราชธานี-ตระการพืชผล (อยู่ที่สี่แยกบ้านนาเมือง) ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานี ประมาณ 3 กิโลเมตร จากนั้นได้ปรับสภาพที่ดินแล้วเริ่มหาพันธุ์ไม้ทุกชนิดมาวางขายครั้งแรกเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยตั้งชื่อสวนว่า สวนเพชรประกาย โดยเริ่มแรกจะลงทุนซื้อพันธุ์ไม้และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ประมาณ 500,000 บาท พอเริ่มขายดี มีลูกค้ามาแวะซื้อกันเป็นจำนวนมาก จึงขยายสวนและสั่งพันธุ์ไม้เข้ามาเพิ่ม พร้อมทั้งให้ คุณบุญเชิด สะดีวงศ์ ผู้เป็นสามี และลูกจ้างทำหน้าที่ดูแลและจำหน่าย ส่วนตนจะมาช่วยขายหลังจากเลิกงาน นอกจากนี้ ยังให้สามีรับจัดสวนหย่อมหน้าบ้าน หรือหน้าสำนักงานส่วนราชการและเอกชน ทำให้มีรายได้บวกเข้ามาอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งแต่ละเดือนเมื่อหักลบกลบหนี้ต้นทุนผลผลิตและค่าวัสดุ อุปกรณ์ ค่าแรงงานของคนงาน ก็จะพอมีกำไรขั้นต่ำเดือนละประมาณ 400,000 หรือ 500,000 บาท เป็นอย่างต่ำ และพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่จะซื้อมาจากสวนที่เขาเพาะพันธุ์ขาย โดยซื้อมาในราคาต่ำ แล้วนำมาขายได้กำไรเกือบเท่าตัว ต้นไม้บางชนิดอย่างต้นกันเกรา จะให้ราคางามถึงต้นละ 40,000 หรือ 50,000 บาท ก็เคยขายได้เงินมาแล้ว

อาจารย์ราตรี บอกว่า ในขณะที่เริ่มขายใหม่ๆ ตนไม่มีความรู้ด้านพันธุ์พืชจำพวกไม้ดอกไม้ประดับเลย ต่อมาได้ทำการศึกษาหรือเรียนรู้ด้วยตนเอง เกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ไม้ยืนต้นนานาชนิด จากหนังสือหรือนิตยสารต่างๆ รวมทั้งศึกษาจากเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อที่จะได้ดูแล บำรุงรักษาได้อย่างถูกวิธี และเพื่อแนะนำลูกค้า เพราะลูกค้าบางรายที่มาซื้อ จะไม่มีความรู้ในการปลูก ดูแลรักษา เราต้องอธิบายเพิ่มเติม ทั้งนี้ ภายในสวนของตนจะมีต้นไม้นานาพันธุ์ทั้งในและนอกประเทศ ให้ลูกค้าเลือกซื้อกันอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอกไม้ประดับทุกชนิด กล้วยไม้ ไม้ในวรรณคดีไทย ไม้ผล ไม้เลื้อย ไม้ทั้งไม้เล็กจิ๋วอย่าง มอสส์ ไลเคน ไปจนถึงไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ อย่าง พญาสัตบรรณ จำพวกไม้ผลก็จะมี กล้วยหอม กล้วยนาก กล้วยไข่ มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงสายพันธุ์อื่นๆ และมะพร้าวน้ำหอม ชมพู่ม่าเหมี่ยว มะยงชิด กระท้อน ละมุด มะเฟือง ขนุน และไม้ผล ไม้ยืนต้น อื่นๆ อีกมากมายหลายชนิดหลายพันธุ์

สำหรับราคาจำหน่ายที่สวนของเราจะเริ่มจากต้นละ 5 บาท ไปจนถึง 2,000 บาท หรือ 40,000 บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพันธุ์และประเภทไม้ ส่วนการจัดสวนก็มีราคาแตกต่างกันออกไป จะดูว่าเป็นสวนขนาดเล็กหรือใหญ่ โดยราคาการจัดสวนจะเริ่มต้นที่ 3,000 บาทขึ้นไป นอกจากนี้ ที่สวนของตนยังจำหน่าย อุปกรณ์ตกแต่งสวนหลากหลายชนิด กระถางดินเผา กระถางเซรามิก หินโรยสนาม แผ่นทางเดิน น้ำพุ ลูกกลิ้งเสริมฮวงจุ้ย และหญ้าสำหรับปูสนามหรือสวนหย่อม ตลอดจน ปุ๋ยและดินปลูกต้นไม้ที่ผลิตขึ้นมาเองคือ ดินลำมูล ดินคุณภาพดีที่ผลิตโดยสวนเพชรประกาย ของตนเอง เอาไว้จำหน่ายอย่างครบครัน ส่วนรายได้ต่อเดือน เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว จะเหลือเงินเก็บประมาณเดือนละ 500,000 บาท เป็นอย่างต่ำ

อาจารย์ราตรี ยังได้ให้คำแนะนำและข้อคิดเกี่ยวกับการที่จะมาเป็นเจ้าของสวนไม้ดอกไม้ประดับว่า ก่อนที่เราจะเปิดสวนขายต้นไม้ พันธุ์ไม้ อันดับแรกเราต้องเลือกทำเล คือต้องเป็นจุดมีรถหรือคนผ่านเยอะๆ อยู่ใกล้หรือเป็นทางผ่านหมู่บ้านจัดสรร หรือเป็นแหล่งชุมชนหนาแน่น และการลงทุนควรจะลงทุนกับต้นไม้ขนาดเล็กๆ ราคาไม่แพง เช่น คุณนายตื่นสาย ต้นหลิว ต้นโกสน ฤๅษีผสม ต้นไม้บางชนิดเราสามารถเพาะชำได้จากที่เราซื้อมา เช่น ต้นคุณนายตื่นสาย หรือฤๅษีผสม โดยการเด็ดยอดมาชำในวัสดุชำ การขายต้นไม้ควรขายปุ๋ย ดินปลูกต้นไม้ควบคู่ไปด้วย ที่สำคัญอีกประการคือ การตกแต่งร้านให้น่ามอง โดยการนำต้นไม้สีสันสดใส ดอกสวยๆ มาวางไว้หน้าร้าน โดยเรียงจากต้นเล็กๆ ไล่มาจนถึงต้นใหญ่ๆ และอีกประการหนึ่งคือ เราควรต้องรู้ว่าเราจะต้องหาซื้อต้นไม้ พันธุ์ไม้ราคาถูกได้จากสวนไหน อยู่ที่ใด เป็นต้น อย่าลืมว่าการที่เราจะทำธุรกิจอะไร ต้องมีความรู้และต้องเก่งด้วย สามารถให้คำตอบและแนะนำลูกค้าได้ ดังนั้น ก่อนลงมือทำหรือพอเริ่มทำกิจการนี้ใหม่ๆ ต้องรีบค้นคว้าหาความรู้ใส่ตัวให้มากๆ ลูกค้าถามอะไร ต้องตอบได้อย่างคล่องตัว และสุดท้าย อย่าลืมดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ให้สวยงาม สีสันสดสวยอยู่เสมอ และใช้เวลาว่างขยายพันธุ์ต้นไม้เองเท่าที่จะทำได้ หากขยายพันธุ์ได้มาก เราก็มีกำไรมาก เพราะจะลดต้นทุนในการซื้อมาจากสวนมือหนึ่ง การบริการลูกค้าและกำหนดราคาต้นไม้ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก หากเราแนะนำดี มีรอยยิ้ม พูดจาไพเราะ ขายไม่แพงเกินไปนัก ลูกค้าก็จะติดใจ ทำให้มีการบอกต่อ สุดท้ายจะมีลูกค้าขาจร พากันมาซื้อเพิ่มมากขึ้น และแน่นอน รายได้ก็ต้องเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

สำหรับท่านที่ต้องการซื้อพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ดัด ไม้ผล ไม้ยืนต้น นานาชนิด หรืออยากจะปรึกษาเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ก็ขอเชิญตรงไปที่ สวนเพชรประกาย ได้ทุกวัน รับประกัน อาจารย์หมวย หรือ อาจารย์ราตรี สะดีวงศ์ และ คุณบุญเชิด สะดีวงศ์ ผู้เป็นสามี ไม่สร้างความผิดหวังให้กับท่านอย่างแน่นอน โดยทั้งสองการันตีมาว่า จะต้อนรับทุกท่านด้วยไมตรีจิตอันแสนจะอบอุ่นดุจญาติมิตร และพร้อมที่จะให้คำปรึกษา ถ้าจะให้ดี โทร. ไปนัดหมายล่วงหน้าก่อนที่ (085) 860-1740 และ (085) 015-3228

ดรธานี อีกหนึ่งแหล่งผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพเพื่อส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05031150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีการเกษตร

เรียบเรียง : สุทธินันท์ ประสาธน์สุวรรณ์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี

ดรธานี อีกหนึ่งแหล่งผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพเพื่อส่งออก

กล้วยหอมทอง เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการส่งออก หลายประเทศมีความต้องการบริโภคสูง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

ปัจจุบัน ในประเทศไทยมีการปลูกกล้วยหอมเพื่อการค้าในหลายจังหวัด รวมถึงที่จังหวัดอุดรธานี

โดยการปลูกกล้วยหอมทองเพื่อการค้าของจังหวัดอุดรธานี เกิดขึ้นในปี 2537 โดยมี คุณทองคูณ โพธิ์พรม เกษตรกร บ้านโพธิ์ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม เป็นเกษตรกรผู้เริ่มต้นและจุดประกายการปลูกกล้วยหอมทอง

เริ่มขายจากตลาดท้องถิ่น

เดิมนั้น คุณทองคูณทำงานอยู่ในโรงงานไม้อัดที่จังหวัดนนทบุรี แต่เนื่องด้วยมีรายได้ไม่เพียงพอการค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จึงตัดสินใจกลับบ้านเกิด มาประกอบอาชีพการเกษตร และได้นำพันธุ์กล้วยหอมทองจากจังหวัดนนทบุรีมาปลูก

ด้านการตลาด เริ่มต้นด้วยการปลูกเพื่อจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น และนำไปให้เพื่อนที่อยู่บ้านปากสวย ตำบลปากสวย อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ช่วยจำหน่ายในร้านค้าริมข้างทาง บนถนนสายหนองคาย-โพนพิสัย เนื่องจากมีรถสัญจรมากพอสมควร ต่อมามีการพัฒนาจนกลายเป็นตลาดกล้วยหอมทองแหล่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี 2540 คุณทองคูณ ได้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอมขึ้น มีสมาชิกเริ่มต้นทั้งหมด 23 คน และในปี 2549 นายทองคูณ ได้ขอการรับการรับรองแหล่งผลิต GAP กล้วยหอมทองเป็นรายแรกและรายเดียวของจังหวัดอุดรธานี

ปี พ.ศ. 2552 กลุ่มกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอมได้จดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอม มีสมาชิกทั้งหมด 36 ราย โดยมี คุณจักรินทร์ โพธิ์พรม เป็นประธาน

สำหรับคุณจักรินทร์นั้น เป็นลูกชายของคุณทองคูณ โดยเมื่อกลับมาจากการทำงานที่ประเทศอิสราเอล ได้นำความรู้ด้านการเกษตรมาปรับใช้ในแปลงกล้วยหอมทอง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง และได้เข้ามาเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอม ซึ่งสมาชิกในกลุ่มได้รับการรับรองแหล่งผลิต GAP กล้วยหอมทองเพิ่มขึ้น จำนวน 6 ราย และเริ่มมีการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออก

ในปี 2557 เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดตั้งกลุ่มใหม่เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกล้วยหอมทองตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม มีสมาชิกทั้งหมด 40 ราย และในเบื้องต้นเกษตรกรที่มีความพร้อมในการปฏิบัติตามระบบ GAP พืช ได้ขอการรับรองแหล่งผลิต GAP พืชแบบกลุ่ม (กล้วยหอม) จำนวน 17 ราย ประกอบด้วยเกษตรกรอำเภอสร้างคอม 8 ราย อำเภอพิบูลย์รักษ์ 7 ราย และอำเภอเพ็ญ 2 ราย โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี ในสังกัดสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการตรวจประเมินการจัดการระบบควบคุมภายในของกลุ่ม การตรวจแปลงผลิตกล้วยหอมทองตามมาตรฐานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสุ่มตัวอย่างวิเคราะห์สารพิษตกค้าง

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกล้วยหอมทองตำบลบ้านโคก ได้รับการรับรองแหล่งผลิต GAP พืช แบบกลุ่ม (กล้วยหอม) ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558 จำนวน 17 ราย และคาดว่าสมาชิกที่เหลือจะยื่นขอการรับรองแหล่งผลิต GAP พืช (กล้วยหอม) ต่อไป

ในปี 2559 นี้ จังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองทั้งหมด 123 ไร่ โดยแหล่งปลูกสำคัญของจังหวัดอุดรธานีอยู่ในเขตอำเภอสร้างคอม พื้นที่ 70 ไร่ ที่เหลืออยู่ในเขตอำเภอพิบูลย์รักษ์และอำเภอเพ็ญ 20 ไร่ อำเภอกุมภวาปี 23 ไร่ และอำเภอกุดจับ 10 ไร่

เทคโนโลยีการผลิตของอุดรธานี

กล้วยหอมทองของจังหวัดอุดรธานี เน้นการผลิตที่ไม่มีการใช้สารเคมี ดังนั้น จึงมีการผลิตได้ปีละ 1 รอบการผลิตเท่านั้น โดยแต่ละรอบการผลิตใช้ระยะเวล 8-11 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกลุ่มจึงมีการวางแผนการผลิตเพื่อสามารถให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี

โดยในการปลูกและการดูแลรักษานั้นจะมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

การเตรียมพื้นที่ปลูก : ไถเตรียมดิน 2-3 ครั้ง ใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร ขนาดหลุมปลูก 30x30x30 เซนติเมตร รองพื้นด้วย ปุ๋ยคอกที่คลุกด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตรา 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ที่คลุกเคล้าด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าสด 80 กิโลกรัม ต่อไร่

การเตรียมพันธุ์และการปลูก : ปลูกด้วยหน่อกล้วยที่สมบูรณ์ มีความยาว 30-50 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย : อายุ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 40-60 กิโลกรัม ต่อไร่

อายุ 3 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 60-80 กิโลกรัม ต่อไร่

อายุ 5 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 หรือ 8-24-24 อัตรา 80-120 กิโลกรัม ต่อไร่

การให้น้ำ : มีการให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด หรือมินิสปริงเกลอร์ โดยควบคุมความชื้นในดินที่ระดับ 80 เปอร์เซ็นต์

การตัดแต่งหน่อ : หลังปลูก 3-4 เดือน กล้วยจะเริ่มมีการแตกหน่อ ให้ตัดหน่อที่เกิดทิ้งตลอดช่วงการเจริญเติบโตจนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยว ให้ตัดก่อนที่หน่อจะแตกใบเพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหารจากต้นแม่ กรณีบางพื้นที่ต้องการผลิตกล้วยหอมทองมากกว่า 1 รอบการผลิต ต่อพื้นที่ จะเก็บหน่อที่สมบูรณ์ไว้ 1 หน่อ ส่วนหน่อที่เหลือจะนำไปเป็นส่วนขยายพันธุ์ต่อไปหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

การตัดแต่งใบ : การตัดแต่งใบจะตัดแต่งพร้อมกับการตัดแต่งหน่อ โดยจะให้เหลือใบมากที่สุด คือ 11-13 ใบ เพื่อให้ใบช่วยพรางแสง ลดความเข้มของแสงลง ไม่ให้แสงส่องถูกผลกล้วยโดยตรง โดยไม่มีการห่อเครือ

การตัดปลี : กล้วยหอมทอง 1 เครือ จะเก็บผลผลิตที่สมบูรณ์ไว้ 5-6 หวี ต่อเครือ และจะตัดปลีทิ้งเมื่อเกิดข้อต่อจากหวีสุดท้ายลงมา 3 ข้อ จากนั้นทำสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันเพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยว

การกำจัดวัชพืช : กำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน 3 ครั้ง ต่อรอบการผลิต

การค้ำลำต้น : กล้วยหอมทองมักประสบปัญหาเรื่องหักล้มง่าย จึงต้องใช้ไม้ค้ำเครือกล้วยทุกต้น

การเก็บเกี่ยว : เก็บเกี่ยวกล้วยหอมทองที่มีความแก่ประมาณ 75-80% คือ หลังจากตัดปลีกล้วยแล้วประมาณ 55-65 วัน ทำการตัดกล้วยทั้งเครือแล้วป้องกันไม่ให้กล้วยบอบช้ำระหว่างการขนย้าย โดยการสอดแผ่นโฟมหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร ระหว่างหวีภายในเครือ แล้วนำไปทำความสะอาด บรรจุหีบห่อและเก็บรักษา

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว : ก่อนล้างทำความสะอาด จะแขวนเครือกล้วยไว้เพื่อป้องกันกล้วยช้ำหรือโดนกระแทก จากนั้นจึงนำเครือกล้วยมาแยกหวีออกจากกัน ล้างทำความสะอาด และเป่าให้แห้ง คัดแยกผลผลิตที่สมบูรณ์ สวยงาม ไม่มีโรคและแมลง น้ำหนักต่อลูกเฉลี่ย 120 กรัม ทำการติดรหัสแปลงที่หวีกล้วยเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับ หุ้มด้วยวัสดุกันกระแทก และบรรจุกล่อง

การจำหน่าย : เกษตรกรจะจำหน่ายให้กับทาง 7 – ELEVEN ที่ความสุกแก่อยู่ที่ระดับ 80 เปอร์เซ็นต์ โดยถ้าเป็นการบรรจุ 1 ลูก ต่อแพ็ก น้ำหนักเฉลี่ย 120 กรัม ต่อลูก ส่วนที่บรรจุ 2 ลูก ต่อแพ็ก น้ำหนักเฉลี่ย 90-110 กรัม ต่อลูก

ปัญหาและอุปสรรค : เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ทำให้จำเป็นต้องมีการให้น้ำเสริมในช่วงแล้ง เพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิต จึงทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 20%

ผลผลิต ต้นทุน และรายได้ : ผลผลิตเฉลี่ย 3,500-4,000 กิโลกรัม ต่อไร่ มีรายได้ 45,500-52,000 บาท ต่อไร่ (ที่ราคาขาย 13 บาท ต่อกิโลกรัม) ต้นทุนการผลิต 21,700 บาท ต่อไร่ มีผลตอบแทน 23,800-30,300 บาท ต่อไร่ และยังมีรายได้จากการขายต้นพันธุ์กล้วยปีละ 20,000 บาท ต่อไร่

ด้านการตลาด : ระหว่าง ปี 2552-2558 เกษตรกรของจังหวัดอุดรธานีได้มีการส่งออกผลผลิตกล้วยหอมทองไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยผ่าน บริษัท Pan Pacific Food Corporation

แต่ในช่วงปลายปี 2558 เป็นต้นมา เกษตรกรได้มีการเปิดตลาดในประเทศโดยผลผลิตส่งขายให้กับ 7 – ELEVEN ราคากิโลกรัมละ 12-13 บาท และในช่วงปลายเดือนสิงหาคม-กันยายน พ.ศ. 2559 ส่งออกผลผลิตกล้วยหอมทองไปยังประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย ดูไบ และรัสเซีย โดยการรวบรวมผลผลิตร่วมกับผลผลิตจากจังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดกระบี่ ราคาส่งออก กิโลกรัมละ 17 บาท

กล้วยหอมทองในวันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี ตั้งอยู่ที่ 135 หมู่ที่ 2 ตำบลไชยวาน อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี โทรศัพท์ (086) 450-7503

มะม่วงหิมพานต์บ้านหาดไก่ต้อย อุตรดิตถ์ สินค้าคุณภาพ สร้างรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05037150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

มะม่วงหิมพานต์บ้านหาดไก่ต้อย อุตรดิตถ์ สินค้าคุณภาพ สร้างรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง

เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสนำเกษตรกรปราดเปรื่องหรือสมาร์ทฟาร์เมอร์ และยังสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmer, Yong Smart Farmer) ของจังหวัดพะเยา ไปศึกษาดูงานวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งผลิตมะม่วงหิมพานต์จำหน่าย มาดูข้อมูลของตำบลหาดล้า ซึ่งเดิมเป็นตำบลที่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำน่าน อยู่ทางทิศเหนือของที่ว่าการอำเภอท่าปลา (เดิม) เมื่อ พ.ศ. 2512 ทางราชการได้ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ กั้นแม่น้ำน่าน ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมครอบคลุมพื้นที่ของตำบลหาดล้า ราษฎรได้พากันอพยพหนีน้ำมาสู่ที่อยู่ใหม่ โดยทางนิคมลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้จัดสรรพื้นที่ทำกิน โดยจับสลาก ครอบครัวละ 15 ไร่ ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า จึงประกอบไปด้วยประชาชนหลากหลายหมู่บ้าน หลายตำบลของอำเภอท่าปลาที่โยกย้ายมาอยู่รวมกันเป็นผังๆ รวมกันเป็นตำบลหาดล้า

ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า เป็นตำบลหนึ่งของอำเภอท่าปลา มีเนื้อที่ทั้งหมด 56.964 ตารางกิโลเมตร จำนวนราษฎร 5,317 คน 1,168 ครัวเรือน แบ่งการปกครองตามลักษณะพื้นที่ออกเป็น 9 หมู่บ้าน ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล จากกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2539 ตำบลหาดล้า มีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา และบางส่วนเป็นที่ราบเชิงเขามีเนินสลับ (คล้ายลูกระนาด) มีลำห้วย 9 สาย คือ ห้วยอีบุต ห้วยรกช้าง ห้วยสิงห์ ห้วยคลองชมภู ห้วยผาเข็ม ห้วยงุ้นใหญ่ ห้วยงุ้นน้อย ห้วยชำ ห้วยอ้อม ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตร แต่จะแห้งขอดในช่วงฤดูแล้ง เมื่อเดินทางถึงบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งได้มีที่รวมตัวกันปลูกและแปรรูปเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งทางแถบภาคเหนือ มีคุณภาพ และปริมาณผลผลิตต่อปีไม่แพ้ทางภาคใต้และภาคตะวันออก เป็นแหล่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการปลูกและแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ในระดับประเทศทีเดียว บ้านหาดไก่ต้อย อยู่ทางทิศใต้ของอำเภอท่าปลา ประมาณ 5 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 20 นาที

– ทิศเหนือ ติดต่อกับ หมู่ที่ 4 บ้านโป่งแก้ว ตำบลหาดล้า

– ทิศใต้ ติดต่อกับ หมู่ที่ 9 บ้านเนินสิงห์ ตำบลร่วมจิต

– ทิศตะวันออก ติดต่อกับ หมู่ที่ 11 บ้านผาแก่น ตำบลท่าปลา

– ทิศตะวันตก ติดต่อกับ หมู่ที่ 2 บ้านตีนดอย ตำบลหาดล้า

พืชทนแล้งได้ดี

ลักษณะภูมิประเทศของตำบลนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง มีคลองสิงห์ไหลผ่านใช้ประโยชน์ได้น้อย เพราะคลองสิงห์ไหลผ่านจะเป็นพื้นที่ทำการเกษตรของหมู่บ้านน้ำสิงห์ใต้ หมู่ที่ 5 ตำบลท่าปลา แต่พื้นที่ทำกินการเกษตร บ้านหาดไก่ต้อยจะอยู่บนเนินเขาทั้งหมด โดยแบ่งเป็น พื้นที่ราบน้ำท่วมถึง คิดเป็น ร้อยละ 20 ที่ราบเนินเขาน้ำท่วมไม่ถึง คิดเป็น ร้อยละ 30 ภูเขาสูง คิดเป็นร้อยละ 50 ชุมชนส่วนมากของบ้านหาดไก่ต้อย มีรายได้จากการแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ดีมาก เช่น รับจ้างขูดหรือลอกเยื่อเมล็ดมะม่วง บ้างก็รับจ้างแกะเปลือก บางส่วนก็แปรรูป และยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่รับงานไปทำที่บ้าน ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ในตำบลหาดล้า ปลูกมะม่วงหิมพานต์เป็นอาชีพหลัก แปรรูปเองและจำหน่ายต้นพันธุ์อีกด้วย พันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 และพันธุ์ศรีสะเกษ 60-2

เนื่องจาก มะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชที่ลงทุนต่ำ ทนแล้ง ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการส่งออกต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 117 ล้านบาท ในปี 2547 มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศ ประมาณ 180,000 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว ประมาณ 150,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 40,000 ตัน จังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกที่สำคัญ คือ ระนอง ชลบุรี อุบลราชธานี พังงา ปัตตานี และระยอง ผลผลิตสามารถเก็บไว้ได้นานไม่เน่าเสียง่ายเหมือนผลไม้ทั่วไป มะม่วงหิมพานต์นั้นเดิมทีเป็นไม้ผลพื้นเมืองของอเมริกาใต้ มีปลูกกันทั่วไปตั้งแต่เม็กซิโกจนถึงเปรู ต่อมาได้ขยายพันธุ์ออกไปอย่างกว้างขวางในทวีปแอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ตามหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ตลอดจนถึงทวีปเอเชีย ประเทศที่นับได้ว่าเป็นผู้ส่งออกผลิตผลจากมะม่วงหิมพานต์รายใหญ่ของโลก ได้แก่ อินเดีย โมซัมบิก แทนซาเนีย บราซิล เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย มะม่วงหิมพานต์ได้ปลูกกระจายไปทั่วประเทศ แต่ปลูกมากทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่จังหวัดตราดและจังหวัดอุตรดิตถ์ ก็ได้มีการนำมะม่วงหิมพานต์มอบให้เกษตรกรในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ที่อพยพจากที่ทำกินเดิม ที่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนสิริกิต์ เพื่อปลูกขยายพันธุ์เช่นกัน มะม่วงหิมพานต์เป็นไม้ผลยืนต้น ตระกูลเดียวกับมะม่วง มีขึ้นอยู่ทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อนและฝนตกชุก เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ สูงราว 6-12 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างออกไปโดยรอบ 4-10 เมตร กิ่งทอดยาว แผ่ออกข้างๆ กิ่งใหญ่ หรือส่วนโคนของกิ่งใหญ่ๆ ถ้าปล่อยตามธรรมชาติจะไม่มีกิ่งแขนงเกิด แต่ถ้าได้รับการตัดแต่งหรือบังคับ ก็จะมีกิ่งแขนงแตกออกตามทิศทางที่เราต้องการได้ ลักษณะของใบจะค่อนข้างหนาคล้ายรูปไข่ ปลายใบป้อม โคนใบแหลมยาว ประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้าง ประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ออกช่อดอกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว ประมาณ 15-25 เซนติเมตร บางดอกมีแต่เกสรตัวผู้ บางดอกมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย อยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดังนั้น การผสมพันธุ์จึงผสมในช่อเดียวกัน ลักษณะดอกเป็นช่อ ใน 1 ดอก ประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวนวล 5 กลีบ เมื่อแรกบานกลีบดอกจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูอมเหลือง แต่ละดอกมีขนาดเล็กมาก เมื่อเวลาดอกบาน กลีบดอกทั้ง 5 ม้วนเข้าหากลีบเลี้ยง คงโผล่ให้เห็นยอดเกสรตัวเมียชัดเจน เกสรตัวผู้ อยู่ภายในดอก 9 อัน และมีรังไข่อยู่ที่ก้านเกสรตัวเมีย ผลของมะม่วงหิมพานต์ ผลมีลักษณะแปลกประหลาด ส่วนที่เป็นผลคือก้านของดอกที่ขยายตัวพองขึ้นและส่วนที่เป็นผลจริงๆ คือ เมล็ดที่มีรูปร่างเหมือนไตติดอยู่ตรงปลายสุด เมื่อยังอ่อนมีสีเขียว และขยายเติบโตจนใหญ่กว่าผลในระยะแรก ก้านดอกเมื่อได้ขนาดก็หยุดเจริญเปลี่ยนเป็นสีเทา และพร้อมกันนี้ดอกที่เป็นผลปลอมก็เริ่มขยายเบ่งตัวพองโตขึ้นจนใหญ่กว่าเมล็ด เมล็ดขนาดยาวประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร ถ้าผ่าเมล็ดออกเปลือกเมล็ดจะหนาราว 2-3 มิลลิเมตร เมล็ดในมีสีขาวนวลประกบกัน 2 ซีก เปลือกหุ้มเมล็ดมียางสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเป็นกรด ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้พองเป็นแผลเปื่อย

รวมกลุ่มพัฒนา

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันปลูกและแปรรูปเมล็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นส่วนใหญ่ และมีรายได้จากการแปรรูปที่ดีมาก มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รับซื้อและคัดเลือกเมล็ดมะม่วง โดยมี คุณวันทรา ผ่านคำ เป็นประธานกลุ่ม โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอท่าปลา เขื่อนสิริกิติ์ และอีกหลายหน่วยงานให้การสนับสนุนด้านวิชาการและงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์และโรงเรือนเก็บผลผลิต ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย เล่าให้ฟังว่า เดิมทีครอบครัว คุณพ่อสำรวย ขำทอง และ คุณแม่ลำดวน ขำทอง ได้ปลูกพืชและทำไร่หาปลาอยู่บริเวณใกล้เคียงที่เป็นเขื่อนสิริกิติ์ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ว่าการอำเภอท่าปลา (เดิม) และเมื่อปี พ.ศ. 2512 ทางราชการได้ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์กั้นแม่น้ำน่าน ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมครอบคลุมพื้นที่ของตำบลหาดล้า ราษฎรได้พากันอพยพหนีน้ำมาสู่ที่อยู่ใหม่ โดยทางนิคมลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้จัดสรรพื้นที่ทำกิน โดยวิธีการจับสลากครอบครัวละ 15 ไร่ ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า จึงประกอบไปด้วยประชาชนหลากหลายหมู่บ้าน หลายตำบลของอำเภอท่าปลาที่โยกย้ายมาอยู่รวมกันเป็นตำบลหาดล้าปัจจุบัน เมื่อแรกที่อพยพกันมาใหม่ๆ นั้น คุณพ่อไม่รู้ว่าจะปลูกอะไรดี กล้วยและอ้อยที่นำมาปลูกก็ไม่ค่อยได้ผลมากนัก เนื่องจากน้ำท่าไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนที่เดิม ประกอบกับหน้าแล้งก็แล้งจัด คุณพ่อจึงได้นำเมล็ดมะม่วงหิมพานต์เข้ามาปลูกเป็นรายแรกๆ ของตำบลหาดล้าก็ว่าได้ แต่เนื่องจากสมัยนั้นชาวบ้านยังไม่ค่อยรู้จักและนิยมบริโภคมากนัก การแกะเมล็ดก็ยุ่งยากทีเดียว เนื่องจากยังไม่มีเครื่องแกะเมล็ด แต่การปลูกและขยายพันธุ์ก็ดำเนินมาเรื่อยๆ พร้อมๆ กับการปลูกพืชไร่อื่นๆ ควบคู่ไปด้วย

คุณวันทรา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประมาณปี พ.ศ. 2549 เกิดน้ำป่าไหลบ่า ทำให้ภูเขาถล่มในพื้นที่ เกิดความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรมากมาย ทางกองงานในพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เข้ามาสนับสนุนในด้านเงินทุนตลอดจนพันธุ์มะม่วงหิมพานต์และเครื่องมือที่ใช้ในการแปรรูปแบบครบวงจร จึงทำให้มีการรวมกลุ่มของชาวบ้านในแถบใกล้เคียงปลูกขยายพันธุ์และแปรรูปมะม่วงหิมพานต์เพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากมะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว เมื่อเริ่มเข้าปีที่ 3 ของการปลูกก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว โดยจะออกผลในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวแล้วจะต้องนำผลที่ได้ไปตากแดด ประมาณ 2-3 วัน ให้แห้ง แล้วจึงจะนำมาส่งขาย ในราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท จากนั้นก็จะนำเมล็ดที่ได้เข้าสู่กระบวนการแปรรูป โดยนำผลมะม่วงหิมพานต์ไปต้มในน้ำเดือดจัด นาน 1 ชั่วโมง แล้วตักขึ้น ผึ่งทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นจึงนำผลที่ต้มแล้วไปกะเทาะเปลือก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานคนในการกะเทาะเปลือกออกทีละผล ซึ่งทางกลุ่มจะจ้างแรงงานชาวบ้านในชุมชนทำและให้ค่าจ้างตามผลผลิตที่แกะออกได้ ในอัตรา กิโลกรัมละ 13 บาท (ใน 1 วัน ต่อ 1 คน จะสามารถทำได้ ประมาณ 13-15 กิโลกรัม ตามความชำนาญ) เมื่อกะเทาะเปลือกออกแล้ว ก็จะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่มีเยื่อหุ้ม ต้องนำเมล็ดเหล่านั้นเข้าตู้อบแห้งอีกครั้งเพื่อไล่ความชื้นออก จากนั้นจึงนำไปแกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้คนในชุมชนให้มารับเมล็ดมะม่วงหิมพานต์หรืออาจนำไปแกะเยื่อที่บ้านก็ได้ โดยให้ค่าจ้างเป็นกิโลกรัม แล้วแต่ตกลงกัน เมื่อแกะเสร็จก็จะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ที่เรียกว่า “เมล็ดขาว” เมล็ดขาวเหล่านี้จะถูกส่งมาเพื่อคัดขนาดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะส่งจำหน่ายต่อไป ปัจจุบัน ทางกลุ่มยังได้แปรรูปในลักษณะการปรุงรส อบหรือทอดจำหน่าย ด้วยเป็นการเพิ่มมูลค่า เมล็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถคัดเกรดคุณภาพได้เป็น 5 ประเภทด้วยกัน คือ ขนาดใหญ่ ราคา 240 บาท ต่อกิโลกรัม ขนาดกลาง ราคา 200 บาท ต่อกิโลกรัม ขนาดเล็ก ราคา 170 บาท ต่อกิโลกรัม เมล็ดครึ่งซีก ราคา 160 บาท ต่อกิโลกรัม และเมล็ดป่น ราคา 20-30 บาท ต่อกิโลกรัม (เมล็ดป่นนำไปโรยหน้าเค้กและทำเบเกอรี่) โดยเมล็ดดิบ ปริมาณ 4.5 กิโลกรัม เมื่อแปรรูปแล้วจะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ 1 กิโลกรัม

พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า

มะม่วงหิมพานต์ที่ปลูกอยู่ทั่วโลกมีไม่ต่ำกว่า 400 พันธุ์ แต่พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าในปัจจุบันมีไม่มากนัก ซึ่งได้จากการคัดเลือกพันธุ์พื้นเมืองที่มีลักษณะดีตรงตามความต้องการ สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้คัดเลือก และได้ผ่านการรับรองพันธุ์แล้ว จำนวน 2-3 พันธุ์ คือ พันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 และศรีสะเกษ 60-2 นอกจากพันธุ์ที่กล่าวมาแล้ว ยังมี พันธุ์ศิริชัย 25 ซึ่ง เกษตรกรบางรายอาจคัดเลือกพันธุ์ดีจากแหล่งต่างๆ มาปลูกเองก็ได้ มะม่วงหิมพานต์สามารถปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ดี เพาะใส่ถุงขนาด 5×8 นิ้ว หรือปลูกลงในหลุมเลย โดยกดเมล็ดด้านเว้าลงให้จมจนมิด วางเมล็ดเอียง 45 องศา อายุต้นกล้าที่เพาะในถุงพลาสติกไม่ควรเกิน 4 เดือน ก่อนย้ายลงปลูก โดยขุดหลุมให้กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตร จากนั้นผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กิโลกรัม คลุกกับดินบนที่กองไว้ กลบลงในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำต้นมะม่วงหิมพานต์ที่จะปลูกวางลงในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูกติดกับต้นมะม่วงหิมพานต์เพื่อป้องกันลมโยก จึงนำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น แม้ว่ามะม่วงหิมพานต์จะเป็นพืชที่ปลูกง่าย แต่ถ้ามีการปฏิบัติบำรุงรักษาที่ดีแล้ว จะทำให้มะม่วงหิมพานต์เจริญเติบโตดี และให้ผลผลิตสูงขึ้น การปฏิบัติดูแลรักษามะม่วงหิมพานต์ที่ถูกต้อง ควรมีการใส่ปุ๋ย เมื่อมะม่วงหิมพานต์มีอายุประมาณ 3-4 ปีขึ้น ควรพรวนดินตื้นๆ เป็นวงแหวนรอบบริเวณรัศมีของทรงพุ่ม ไม่ควรพรวนดินลึกเข้าไปภายในทรงพุ่ม เพราะจะกระทบกระเทือนระบบราก แบ่งจำนวนปุ๋ยที่จะใส่ออกเป็น 4 ส่วน ใส่ปุ๋ยบริเวณรอบๆ ทรงพุ่มตรงบริเวณที่พรวน ประมาณ 3 ส่วน อีก 1 ส่วน โรยบนพื้นดินภายในทรงพุ่ม แต่ควรระวังอย่าใส่ปุ๋ยให้ชิดกับโคนต้น เพราะปุ๋ยจะทำให้เปลือกของลำต้นเน่า และจะทำให้ตายได้ เหตุผลที่ใส่ปุ๋ยรอบบริเวณรัศมีทรงพุ่ม เพราะรากฝอยและรากแขนงซึ่งเป็นรากที่หาอาหารของต้นไม้จะอยู่มากในบริเวณรัศมีทรงพุ่ม หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วควรรดน้ำด้วย เพื่อเป็นการให้ปุ๋ยละลายแทรกซึมลงไปในดิน รากจะใช้ได้ทันที

การจัดการเพื่อเสริม

ความสมบูรณ์ แข็งแรง

ของต้นและผลผลิต

เมื่อมะม่วงหิมพานต์ มีอายุ 1-2 ปี ควรตัดแต่งให้เหลือลำต้นเดียว-ตัดแต่งกิ่งทุกปี โดยตัดแขนงที่ไม่สมบูรณ์ อยู่ในทรงพุ่ม หรือกิ่งที่มีโรคแมลงทำลาย ปีแรกควรตัดกิ่งแขนงให้สูงจากดินไม่เกิน 1 คืบ ปีที่ 2 ควรตัดแต่งกิ่งแขนงให้สูงจากดิน ประมาณ 1 ไม้บรรทัด ส่วนในปีต่อๆ ไป ควรตัดแต่งกิ่งแขนงขยับขึ้นเรื่อยๆ จนถึงประมาณเมตรครึ่งให้หยุดตัดได้

ข้อควรพิจารณา

ในการตัดแต่งกิ่ง

ตัดแต่งกิ่งแขนงเล็กที่เกินไปทางกิ่งลำต้นใหญ่ออก ตัดกิ่งแขนงเล็กที่ใบไม่ถูกแสงออก ทรงพุ่มที่เกิดชิดและชนกันระหว่างต้นให้ตัดออก ขณะที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ยังเล็ก อายุไม่เกิน 1 ปี ในระยะที่ฝนทิ้งช่วงควรมีการรดน้ำบ้าง เพื่อช่วยต้นมะม่วงหิมพานต์ให้เติบโต ผ่านพ้นไปจนสามารถยืนต้นเองได้

จะเห็นได้ว่ามะม่วงหิมพานต์ปลูกง่าย ดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก ทนแล้ง โรคแมลง ศัตรูมีน้อยมาก ผลผลิตในปัจจุบันมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ข้อดีของมะม่วงหิมพานต์คือ ทุกส่วนของต้น สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด เปลือกที่แกะเมล็ดออกแล้วสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการต้มเมล็ดได้ หรืออาจจะรวบรวมส่งโรงงานเพื่อสกัดสารเคมีในการทำน้ำมันเบรกก็ได้ ส่วนผลผลิตที่มีคุณภาพดี ตลาดมีความต้องการจำนวนมาก การลงทุนต่ำ ผลตอบแทนค่อนข้างสูง ใช้แรงงานในครัวเรือนในการแปรรูปได้ ไม่ต้องเข้าไปหางานทำในเมือง อาจกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่มีอนาคตสดใสไม่น้อยทีเดียว

ปัจจุบัน ทางกลุ่มประสบปัญหาการแย่งซื้อผลผลิตจากโรงงานแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ จากจังหวัดน่าน ซึ่งมีโรงงานเกือบ 20 แห่ง กลุ่มจึงมีความจำเป็นต้องบริหารจัดการผลผลิต เช่น รับซื้อเพื่อเก็บสินค้าคงคลังไว้

ท่านที่สนใจข้อมูลการปลูกและขยายพันธุ์มะม่วงหิมพานต์ เพิ่มเติมติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอท่าปลา เลขที่ 144 หมู่ที่ 1 อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (055) 499-121 และที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (086) 931-4924