เมล่อน ที่พังงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05043150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีการเกษตร

อุษณี เจียมรา รายงาน

เมล่อน ที่พังงา

จังหวัดพังงา เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีภูมิประเทศที่สวยงาม ดังฉายา เมืองสวยในหุบเขา เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวปีละกว่า 3 ล้านคน

แต่ที่ผ่านมานั้น อาหารส่วนใหญ่โดยเฉพาะพืชผักและผลไม้ที่ใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว นำเข้ามาจากต่างจังหวัด ดังนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดและเป็นการสร้างรายได้อันดีให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงภาวะพืชเศรษฐกิจราคาตกต่ำ

นายสมชาย บริพันธุ์ เกษตรจังหวัดพังงา กล่าวว่า สำหรับนโยบายการส่งเสริมของสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาได้เน้นส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืช ในกลุ่มของผักปลอดภัยจากสารพิษ สับปะรดภูงา แตงโม และเมล่อน ซึ่งเป็นพืชทางเลือกใหม่ อนาคตสดใสของเกษตรกรจังหวัดพังงา

ด้าน นายสมบัติ ยกเชื้อ หรือที่รู้จักกันในนาม “ผู้ใหญ่หม้อ” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 บ้านนากลาง ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24/2 หมู่ที่ 9 ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง เป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปลูกพืชทางเลือกใหม่ในโรงเรือนระบบปิด ซึ่งพืชที่ปลูก ได้แก่ มะเขือเทศ จำนวน 200 ต้น แตงกวาญี่ปุ่น จำนวน 100 ต้น และเลม่อน จำนวน 500 ต้น

ในที่นี้จะขอกล่าวถึง เมล่อน ซึ่งเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนสูง นายสมบัติได้ให้ข้อมูลโดยสรุปดังนี้

สำหรับแนวคิดในการหันมาปลูกผัก ผลไม้ ในโรงเรือนระบบปิด เนื่องจากปัญหาภัยธรรมชาติ ได้แก่ ภัยแล้ง น้ำท่วม วาตภัย ซึ่งเป็นภัยที่ควบคุมไม่ได้ จึงได้มีความคิดที่จะปลูกพืชระบบปิด ซึ่งสามารถควบคุมการผลิตได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม

ที่สำคัญสามารถกำหนดให้ผลผลิตออกสู่ท้องตลาด และกำหนดราคาจำหน่ายเองได้ สำหรับการดำเนินการก็ไม่ยุ่งยาก มีดังนี้

การปลูก ปลูกในโรงเรือนระบบปิด ขนาด 6×24 เมตร ใช้เมล็ดพันธุ์ปลูก หลุมละ 1-2 เมล็ด ปลูกแบบขึ้นค้างทำราว 2 ชั้น ราวห่างจากพื้นดิน 80-100 เซนติเมตร และชั้นสองห่างจากพื้นดิน 150-180 เซนติเมตร ราวชั้นแรกทำเพื่อแขวนผล ส่วนราวชั้นที่สองทำเพื่อพยุงส่วนยอด เมื่อเถายาวประมาณ 40 เซนติเมตร จัดเถาให้เลื้อยขึ้นค้าง โดยใช้เชือก เรียกวิธีการนี้ว่า การผูกยอด

ในส่วนของการดูแลรักษา มีวิธีที่ต้องดำเนินการ ดังนี้

การเตรียมดิน โดยใช้ขุยมะพร้าวละเอียด ขุยมะพร้าวสับ และดินเล็กน้อย อัตราส่วน 3:2:1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ผสมกับเชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากเชื้อรา ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาและสำนักงานเกษตรอำเภอตะกั่วทุ่งได้ถ่ายทอดวิธีการขยายเชื้อ ทำให้ขณะนี้สามารถทำไว้ใช้เองได้ ซึ่งนอกจากเป็นการป้องกันกำจัดโรคพืชแล้ว เป็นการลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย

การให้ปุ๋ยและน้ำ จะให้ปุ๋ยในรูปของสารละลายในน้ำ ให้พร้อมกับให้น้ำซึ่งใช้ระบบให้น้ำแบบน้ำหยด โดยใช้พลังงานจากแผ่นโซลาร์เซลล์ ที่สำคัญต้องหมั่นตรวจสอบระบบหัวน้ำหยดอย่าให้อุดตัน ควบคุมการให้น้ำอัตโนมัติ ระยะเวลาการให้น้ำตามความต้องการของพืชและสภาพภูมิอากาศ

การผูกยอดและการเด็ดยอด เมื่อเมล่อนเริ่มทอดยอด ควรใช้เชือกผูกหลวมๆ บริเวณใต้ข้อปล้องที่ 2-3 จากยอดยึดติดกับค้าง โดยผูกทุกๆ 3 ปล้อง ปกติค้างจะสูงประมาณ 150-180 เซนติเมตร ควรเด็ดยอดทิ้งเมื่อเมล่อนสูงประมาณ 140 เซนติเมตร

การตัดแขนงและไว้ผล เริ่มไว้ผลตั้งแต่ ข้อที่ 9-12 หรือสูงจากพื้นดิน ประมาณ 50 เซนติเมตร เด็ดแขนงที่แตกจากข้อที่ 1-8 ออกให้หมด ผลที่ไว้ให้เหลือใบไว้กับผล 2 ใบ และควรเก็บใบไว้เหนือผล 12-15 ใบ เพื่อไว้เลี้ยงผล เมื่อผลโตเท่าไข่ไก่ ให้เลือกผลที่ดีที่สุดไว้เพียง 1 ผล ที่เหลือเด็ดทิ้งหมด และเด็ดแขนงที่ออกจากข้อออกให้หมด

การป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช ไม่มีโรค แมลงรบกวน เนื่องจากปลูกในโรงเรือนระบบปิด และมีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรคที่เกิดจากเชื้อรา

ส่วนการเก็บเกี่ยว นายสมบัติ กล่าวว่า เมล่อนมีอายุตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 70-80 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ และฤดูปลูก

ทั้งนี้ พันธุ์เบาเก็บเกี่ยวได้เร็วและถ้าปลูกฤดูร้อนผลจะสุกเร็วกว่า

ผู้ปลูกสามารถสังเกตระยะที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวได้จากสีของผลสีนวลรอยนูนของร่างแหแข็งนูนเห็นชัด กลิ่นหอม

สำหรับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ต่อรุ่น อยู่ที่จำนวน 500 ผล ผลละประมาณ 0.8-1.7 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 150-190 บาท แล้วแต่เกรด สามารถทำรายได้ให้เกษตรกร ประมาณ 75,000-100,000 บาท ต่อรอบการผลิต

การตลาด ได้เปิดให้ลูกค้าสั่งจองทางสื่อออนไลน์ และจำหน่ายที่ร้านค้าชุมชนของหมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจสั่งจองเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพและปลอดภัย อีกทั้งรสชาติหวาน หอม อร่อย ซึ่งนอกจากจำหน่ายผลผลิตแล้ว ยังเปิดให้บริการแก่ผู้ที่สนใจได้ถ่ายภาพในแปลงเพื่อเป็นที่ระลึก เป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

หากต้องการข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา สำนักงานเกษตรอำเภอตะกั่วทุ่ง หรือติดต่อที่ ผู้ใหญ่สมบัติ ยกเชื้อ โดยตรง ที่หมายเลขโทรศัพท์ (086) 279-5380

Uncle Sam Cattle Ranch ลุงแซม พลิกรูปแบบการเลี้ยงวัว 500 ตัว ใช้แรงงานคนเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

Uncle Sam Cattle Ranch ลุงแซม พลิกรูปแบบการเลี้ยงวัว 500 ตัว ใช้แรงงานคนเดียว

สวัสดีครับ ความคิดคนเราเป็นเรื่องแปลก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเป็นว่าเล่น สมัยก่อนตอนที่ผมยังเด็กมักจะได้ยินผู้ใหญ่บอกกล่าวเล่าว่า ชาวเขา คนกลุ่มน้อยบนเขาเป็นตัวการสำคัญในการทำลายป่า ทั้งทำไร่เลื่อนลอย และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้เราฝังใจและดูถูกว่าชาวเขาทำลายสภาพป่าในเมืองไทย แต่ไปๆ มาๆ เราก็เรียนรู้กันใหม่ว่าชาวเขาอาจจะเป็นคนที่รักษาสภาพป่าเอาไว้ได้ดีกว่าใครเพราะป่าเป็นบ้านของเขา ป่าเป็นครัวของเขา ทำไร่เลื่อนลอยกลับเป็นการรักษาหน้าดินบนเขาสูงชันเพราะทำไร่แค่ 4-8 เดือน แล้วเลื่อนไปทำที่อื่นทิ้งไร่ตรงนั้นให้กลายเป็นป่าอีก 10 ปี ค่อยกลับมาเริ่มทำกันใหม่ แต่มาวันนี้คนเมืองใครๆ ก็สนใจไปนอนที่ย่านบ้านชาวเขา ไกลแค่ไหนทางคดเคี้ยวเท่าไรก็ไม่หวั่น เพราะหวังรับเอาบรรยากาศดีๆ ที่หาได้ยากในเมือง บางที่ต้องจองล่วงหน้า 3-7 วัน ทำให้ผมต้องกลับมาคิดใหม่พร้อมหัวเราะในใจว่าชาวเราที่เคยดูถูกชาวเขาอย่างนั้นอย่างนี้ วันนี้กลับต้องมาง้อขอนอนบ้านบนดอยของเขา นี่แหละครับความคิดของคนเรามันเปลี่ยนกันได้เหมือนเรื่องราวดีๆ ฉบับนี้ที่ผมตั้งใจนำเสนอ

นักเรียนนอกรักการเลี้ยงวัว

พาท่านมาที่ Uncle Sam Cattle Ranch (อังเคิลแซม แคทเทิลแรนซ์) ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มาพบกับ คุณสมเกียรติ วินิชพันธุ์ หรือ คุณแซม ผู้เป็นเจ้าของ คุณสมเกียรติ เริ่มเล่าให้ฟังว่า “ผมจบการศึกษาสาขาวิศวะการเกษตร จาก Rutgers State University of New Jersey สหรัฐอเมริกา จบปริญญาโทจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เรียนจบก็มาทำธุรกิจ แล้วเห็นว่าเรามีพื้นที่เยอะบวกกับความชอบส่วนตัวเลยเอาวัวมาเลี้ยงในพื้นที่ของเราที่มีอยู่ 3,000 กว่าไร่ เริ่มเลี้ยงวัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เริ่มต้นตอนแรกผมก็ซื้อวัวเข้ามาเลย 100 ตัว เป็นวัวพันธุ์บรามันห์สายเก่า ซื้อต่อมาจาก ดร. สุนทราภรณ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตผู้เชี่ยวชาญกรมปศุสัตว์ และบางส่วนซื้อมาจากสวนันท์แรนซ์ ฟาร์มบรามันห์เลื่องชื่อในอดีต ดังนั้น วัวที่ผมมีทุกวันนี้ยังมีเชื้อสายเป็นบราห์มันสายเก่าที่ได้สายเลือดมาจากทั้ง 2 แหล่งนี้ครับ” คุณสมเกียรติ เริ่มต้นเล่า

เลี้ยงวัวในพื้นที่แห้งแล้ง ต้องได้ของฟรีกินมากที่สุด

ปัจจุบัน Uncle Sam Cattle Ranch มีวัว 500 กว่าตัว เลี้ยงปล่อยอิสระในพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ที่มีหญ้าธรรมชาติขึ้นอยู่ แต่ในช่วงฤดูแล้งในพื้นที่เขตนี้จะประสบภาวะแห้งแล้งค่อนข้างมากจนหญ้าสีเขียวแทบจะไม่มีให้เห็น “ผมตั้งใจเลี้ยงวัวในแบบกึ่งธรรมชาติ หลักการง่ายๆ ของผมคือทำอย่างไรให้ได้ของฟรีสำหรับให้วัวกินมากที่สุด ลดต้นทุนการเลี้ยงวัวให้ต่ำที่สุดเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด ผมจึงทำการล้อมรั้วพื้นที่ทั้งหมด ใช้ลวดหนามยาวประมาณ 16 กิโลเมตร และล้อมเป็นล็อกเล็กๆ แปลงละ 200-300 ไร่ เพื่อแบ่งพื้นที่สำหรับให้วัวลงกินหญ้า ในช่วงหน้าฝนจะมีปริมาณน้ำฝนเยอะ มีหญ้าธรรมชาติขึ้นมากในช่วง 7-8 เดือน ที่มีหญ้าธรรมชาติก็ถือว่าเป็นกำไรของเรา แต่ในช่วงหน้าแล้งจะแล้งมาก มองไปทางไหนก็กลายเป็นสีเหลืองไปหมด ฝุ่นฟุ้งไปทั่ว ช่วงนี้เราพึ่งหญ้าธรรมชาติไม่ได้ก็ต้องลงทุนซื้อของให้วัวกิน 4 เดือนกว่า ผมก็เลือกซื้อของเหลือที่มีมากในพื้นที่ อย่างเปลือกและต้นข้าวโพด ฟาง ต้นและจุกสับปะรดมาให้วัวกิน ตรงนี้เราต้องยอมลงทุนครับ” คุณสมเกียรติ เล่าต่อ

ปรับใช้พ่อพันธุ์เล่ส์คุมฝูงสร้างวัว ไม่กลัวแล้ง

เพราะต้องเจอกับสภาพแห้งแล้งที่ค่อนข้างโหดพอสมควร วัวของ Uncle Sam Cattle Ranch จึงต้องอึด คุณสมเกียรติ เล่าว่า “ผมสร้างฝูงวัวที่ทนแล้งเพื่อให้ทนกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของที่นี่ ผมจะใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง ไม่ใช้ผสมเทียม เพราะไม่มีเวลามานั่งจับสัดวัวหลายร้อยตัว ตอนนี้ผมมีพ่อพันธุ์อยู่ 5 ตัว ผมปรับมาใช้พ่อพันธุ์ลูกผสมชาร์โรเล่ส์เลือดประมาณ 75% เข้ามาคุมฝูงเพื่อปรับสายเลือดยกระดับเลือดชาร์โรเล่ส์ให้สูงขึ้นจากเดิมที่แม่พันธุ์เป็นวัวบราห์มันสายเก่าผมก็จะปรับให้มีสายเลือดชาร์โรเล่ส์สูงขึ้น แต่ปัญหาตอนนี้คือ พ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ที่ซื้อเข้ามายังปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศของที่นี่ไม่ได้ทำให้ผอมและผสมไม่ได้ ก็ต้องรอดูไปสักระยะหากไม่ไหวก็ต้องมีการเปลี่ยนพ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ตัวใหม่เข้ามา เพราะผมต้องการสร้างวัวให้ทนทานต่อความแห้งแล้งของที่นี่ให้ได้ ตอนนี้เราก็ยังมีพ่อพันธุ์บรามันห์เลือดสูงคุมฝูงอยู่ตามปกติแล้วผมก็จะเปลี่ยนพ่อพันธุ์คุมฝูงทุก 3 ปี ป้องกันเลือดชิด”

วัว 500 ตัว ใช้คนเลี้ยง 1 คน เครื่องจักรคือคำตอบ

วัวทั้งหมดของ Uncle Sam Cattle Ranch ที่มีกว่า 500 ตัว ในพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ที่มีคุณสมเกียรติดูแลทั้งหมดเพียงคนเดียว คุณสมเกียรติ เล่าว่า เครื่องมือ เครื่องจักรคือคำตอบของการเกษตรยุคใหม่ “ผมตั้งใจมาตั้งแต่ต้นว่าจะเลี้ยงวัวในลักษณะการเลี้ยงเป็น Ranch เหมือนกับที่อเมริกาที่ใช้คนน้อยดูแลวัวหลายร้อยตัวได้ หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นาน ผมก็ตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องจักรฟีดเดอร์ (Feeder) มาจากฮอลแลนด์ซึ่งเป็นการซื้อตรงกับบริษัทแม่ที่ฮอลแลนด์โดยไม่ผ่านนายหน้า ทำให้ซื้อได้ในราคาต่ำกว่าการซื้อในประเทศ ฟีดเดอร์ตัวนี้ผมเอามาใช้ติดรถไถ 100 กว่าแรงที่มีอยู่เป็นได้ทั้งฟีดเดอร์เครื่องให้อาหาร เป็นได้ทั้งเครื่องปั่นบดผสมอาหาร TMR ที่มีความจุอาหารครั้งละ 8 ตัน ผมใช้เครื่องฟีดเดอร์ตัวนี้ให้อาหารหยาบวัวในช่วงหน้าแล้งวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 8 ตัน สำหรับวัว 500 กว่าตัว โดยใช้รถตักตักอาหารหยาบใส่ในฟีดเดอร์แล้วขับรถไถลากไปเทเป็นแถวประจำจุดให้วัวกินทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ผมทำเองเพียงคนเดียวทุกวัน” คุณสมเกียรติ ยืนยัน

จากการคำนวณต้นทุนและความสามารถของเครื่องมือ เครื่องจักรที่มี คุณสมเกียรติ เชื่อว่า “ผมสั่งซื้อฟางมาล็อตใหญ่ๆ คนขายมาส่งฟางมาถึงเอาลงตัดเชือกจัดการให้หมด สั่งต้นข้าวโพดตอนนี้ราคาตันละ 950 บาท ต้นสับปะรดตันละ 950 บาท หญ้าเนเปียร์ chop แล้วตันละ 700 บาท สั่งมาก็เอามากองรวม ใช้รถตักใส่ฟีดเดอร์วิ่งไปเทให้วัวสะดวกมาก เมื่อใช้ฟีดเดอร์ตัวนี้แล้วผมคำนวณว่าผมสามารถเลี้ยงวัวได้เต็มที่ถึง 2,000 ตัว โดยใช้คนดูแลเพียงแค่ 1 คน”

ฟาร์มระบบปิดไม่ทำวัคซีน-เปิดขายวัวตลอดเวลา

Uncle Sam Cattle Ranch มีรั้วล้อมรอบปิดพื้นที่ทั้งหมดและมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ส่วนตัวอยู่ในฟาร์มให้วัวกินไม่ปะปนกับวัวที่อื่น ทำให้คุณสมเกียรติมั่นใจในการควบคุมโรคจนไม่ต้องมีการทำวัคซีน “สมัยเริ่มต้นเลี้ยงผมก็จ้างหมอมาทำวัคซีนทุกอย่าง ปากเท้าเปื่อยอะไรผมก็ทำหมด แต่มีจุดเปลี่ยนคือ บางปีที่ไม่ทำวัคซีนแม้จะมีข่าวการระบาดของโรคแต่วัวของเราไม่เคยติดโรคเลย ผมจึงมั่นใจว่าด้วยสภาพการเลี้ยงในระบบปิดของเราไม่ใช้แหล่งน้ำปนกับใคร ไม่กินอาหารร่วมกับใคร ไม่มีวัวของใครมาเลี้ยงใกล้ๆ ทำให้วัวของเราปลอดโรคได้โดยไม่ต้องทำวัคซีน ผมเลยไม่ทำวัคซีนเลยมาหลายปีแล้วและก็ไม่เคยมีปัญหา” ในส่วนของการขายวัว คุณสมเกียรติ บอกว่า “ส่วนตัวแล้วผมชอบวัวสีขาว วัวของเราส่วนใหญ่เลยมีสีขาว ในเรื่องการขายตอนนี้ผมทำเป็นวัวเพื่อการค้า หรือ commercial grade ขายพันธุ์สำหรับนำไปเลี้ยงต่อและขายออกไปเพื่อใช้ทำวัวขุน ขายตัวผู้ออก อายุ 8-9 เดือน ขายออกหมดราคาคุยกันได้ แม่พันธุ์ไม่สวย แม่พันธุ์มีอายุผมก็คัดขาย ส่วนแม่พันธุ์ที่จะซื้อไปทำแม่พันธุ์เพื่อให้มีมาตรฐานผมขายแบบชั่งกิโล กิโลกรัมละ 100 บาท”

ใครสนใจอยากสอบถามการเลี้ยงวัวที่เน้นเรื่องจัดการต้นทุน สนใจอยากได้คำแนะนำเรื่องเครื่องฟีดเดอร์ อยากซื้อเครื่องฟีดเดอร์ คุณสมเกียรติ บอกว่า ติดต่อมาได้ที่ โทร. (081) 948-3448 หรือชาวบ้านพี่น้องชาวโคบาลอยากขอเข้ามาชมฟาร์มก็ติดต่อมาได้ คุณสมเกียรติยินดีถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟัง หรือจะเข้าไปทำความรู้จัก Uncle Sam Cattle Ranch กันก่อนได้ที่ youtube : Cattle farming in semi-arid location — dry season cattle feeding (www.youtube.com/watch?v=yJsVvkpCqHI) ฉบับนี้สวัสดีครับ

“ปลาส้มห่อ” ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ของ ชาวไชยบุรี นครพนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“ปลาส้มห่อ” ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ของ ชาวไชยบุรี นครพนม

“ปลาส้ม” เป็นการแปรรูปอาหารจากปลาเพื่อถนอมเนื้อปลาให้เก็บไว้ได้นานๆ อาจทำจากปลาทั้งตัว หรือเฉพาะเนื้อปลาก็ได้ กระบวนการขั้นตอนทำปลาส้มจะนำไปสู่ความเปรี้ยวซึ่งเป็นรสชาติหัวใจสำคัญและถือเป็นเสน่ห์ แถมซอยพริกบีบมะนาวลงไปด้วยยิ่งไปกระตุ้นต่อมน้ำลาย จึงเป็นเมนูยอดนิยมกันในหลายจังหวัด

การทำปลาส้มแต่เดิมมักไว้บริโภคในครัวเรือนที่ต้องอาศัยเทคนิควิธีที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ดังนั้น รสชาติหรือคุณภาพของปลาส้มแต่ละแห่งจึงมีความแตกต่างกัน พอยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การทำปลาส้มไม่เพียงแค่ไว้รับประทานในบ้าน แต่กลับกลายเป็นสินค้าของฝาก ของขาย ในเชิงการค้าไปแล้ว…

ที่ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้ริมโขง ชาวบ้านที่นั่นสร้างรายได้ด้วยการจับปลามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลาส้ม มีทั้งทำจากปลาทั้งตัว และบางรายทำเฉพาะเนื้อปลา

อย่าง ป้านวลลออ นครังสุ อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 7 ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ได้ชักชวนเพื่อนบ้านมาแปรรูปปลาส้มเป็นรายได้เสริม แล้วจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไชยบุรี มาตั้งแต่ปี 2529 ด้วยความช่วยเหลือและสนับสนุนจากภาคราชการในพื้นที่ โดยกลุ่มนี้เน้นการแปรรูปปลาส้มเนื้อล้วนจากปลาชะโด จึงทำให้ดูคล้ายกับแหนมปลา

ป้านวลลออ เผยว่า ความจริงแล้วปลาส้มเป็นอาหารพื้นเมืองที่ชาวบ้านทุกครัวเรือนทำไว้รับประทานกันในครอบครัวอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการยกระดับให้เป็นอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ฉะนั้น ภายหลังที่ได้รวมกลุ่มกับชาวบ้าน จึงผลิตปลาส้มออกขายแต่ยังมีจำนวนไม่มากเพราะยังใหม่กับเครื่องมือ

อีกทั้งยังไม่เก่งด้านการตลาดและลูกค้ามักเป็นชาวบ้านในละแวกนี้ พอไม่นานหลังจากที่สมาชิกหลายคนเริ่มคุ้นเคยกับการแปรรูปและการตลาดดีพอจึงเพิ่มจำนวนการผลิตให้มาก เนื่องจากได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมากในเวลาไม่นาน

ป้านวลลออ เล่าว่า สมัยเริ่มแรกเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว จับปลาชะโดในน้ำโขงมาใช้เป็นวัตถุดิบเพราะมีชุกชุมมาก ยิ่งพอนำมาแปรรูปเป็นปลาส้มแล้วพบว่ามีรสชาติอร่อยมากจนลูกค้าติดใจ

“แต่ระยะหลังจำนวนน้อยลง เนื่องจากคนเพิ่มขึ้น มีการจับปลาแม่น้ำมากขึ้น ทำให้หาปลายาก และมีราคาสูงหากต้องนำไปแปรรูป ดังนั้น ชาวบ้านจึงนิยมเพาะเลี้ยงกันในบ่อ ในกระชัง แต่หากคราวใดมีความต้องการมากแล้วปลาไม่เพียงพออาจต้องตระเวนหาซื้อจากแหล่งอื่นนำมาแปรรูปในทันกับความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ตาม ถ้าหากหาปลาชะโดไม่ได้อาจใช้ปลาตะเพียน ยี่สก นวลจันทร์ หรือปลากรายแทนได้ เนื่องจากมีรสชาติและเนื้อปลาที่ใกล้เคียงกันมาก”

ป้านวลลออ ให้รายละเอียดขั้นตอนการแปรรูปปลาส้มว่า ก่อนอื่นต้องคัดเกรดปลาเพื่อให้มีขนาดและน้ำหนักพอเหมาะ ต้องใช้ปลาสดเท่านั้น เพราะเมื่อนำมาแปรรูปแล้วจะได้ความนุ่ม มีรสชาติอร่อย แล้วจัดการชำแหละปลาออกให้หมด ล้างให้สะอาดหลายครั้ง

จากนั้นขอดเกล็ด แยกส่วนที่เป็นเนื้อออก นำข้าวสุกมาล้างน้ำและผึ่งให้แห้งพอหมาดๆ จากนั้นนำเกลือมาผสมกับปลา ทิ้งไว้สัก 3 ชั่วโมง นำปลาที่ล้างแล้ว หมักกับเกลือป่น ใช้เวลาหมัก 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น ให้ล้างปลาด้วยน้ำสะอาด 2 ครั้ง และล้างด้วยแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำอีก 1 ครั้ง แล้วนำปลาไปหมักไว้ในภาชนะที่มีฝาปิด ทิ้งไว้ 3-4 วัน ก่อนนำมาห่อด้วยใบตอง รัดด้วยยางมัดเป็นพวง จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปปลาส้มห่อ ชื่อ “ส้มปลาชะโดป้าจิก”

ส้มปลาชะโดป้าจิก ผลิตโดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไชยบุรี มีจำนวนสมาชิก 11 คน จะมาทำกันอาทิตย์ละ 5 วัน จำนวนที่ผลิตแต่ละครั้งไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับจำนวนที่วางขายตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงในชุมชนด้วย นอกจากนั้น ยังขึ้นอยู่กับจำนวนยอดการสั่งจากลูกค้าภายนอกด้วย

ทั้งยังมีการผลิตแปรรูปออกขายตามงานแสดงต่างๆ ทั่วไป ตามที่หน่วยงานราชการแจ้งมา อย่างไรก็ตาม ถึงจะมียอดการผลิตที่ไม่ขาดระยะ แต่จะไม่มีการทำสต๊อกไว้เนื่องจากอาจเน่าเสียได้

ด้วยคุณภาพการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานเช่นนี้ จึงทำให้ส้มปลาชะโดป้าจิกได้รับการคัดเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์เด่น 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ จากสำนักงานเกษตรอำเภอท่าอุเทน

ด้านการขายกำหนดราคาขายส่ง ห่อละ 5 บาท ทำห่อขายมีขนาดเดียว และเป็นขนาดเดียวกันกับเมื่อเริ่มต้นทำใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ลูกค้าสามารถสั่งให้ทำขนาดที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นราคาห่อละ 10-15 บาท ก็ตาม

เจ้าของผลิตภัณฑ์ชี้ว่า ในการแปรรูปแต่ละคราวจะใช้เนื้อปลาล้วนราว 10-15 กิโลกรัม ทั้งนี้ เนื้อปลา 1 กิโลกรัม เมื่อแปรรูปออกมาเป็นปลาส้มห่อจะต้องลงทุนเป็นเงินจำนวน 250 บาท แล้วขายในราคา 300 บาท ถึงแม้จะได้กำไรเพียงเล็กน้อย แต่ชาวบ้านที่นี่มีความตั้งใจทำกันอย่างมีความสุข เพราะในบางคราวอาจมียอดสั่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก

ป้านวลลออ แนะว่า เมื่อลูกค้าที่ซื้อปลาส้มห่อไปแล้วอย่าเพิ่งรีบรับประทาน ควรนำเข้าแช่ในตู้เย็นเสียก่อนสัก 1 อาทิตย์ จึงค่อยนำออกมารับประทาน แล้วจะได้รสชาติที่พอดี ส่วนวิธีการบริโภคนั้นขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบ ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นการปิ้ง ย่าง อบ หรือนึ่ง

นอกจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไชยบุรี ที่ยึดอาชีพเสริมด้วยการแปรรูปปลาส้มแล้ว ชาวบ้านอีกเป็นจำนวนมากในตำบลเดียวกันต่างหันมาทำอาชีพนี้ด้วย โดยยึดริมถนนหลวงหมายเลข 212 ซึ่งเป็นเส้นทางเดินทางไปจังหวัดนครพนม บริเวณชุมชนมีชื่อเรียกว่า ปากน้ำไชยบุรี เป็นที่ตั้งแผงค้า

ยายอ้วน เป็นแม่ค้าอีกหนึ่งรายที่ขายผลิตภัณฑ์ปลาส้มมากว่า 10 ปี เป็นปลาส้ม ทั้งแบบปลาชิ้นและปลาบด ปลาร้าหรือปลาแห้ง ยายอ้วน บอกว่า ช่วงที่ขายดีคือหน้าเทศกาลต่างๆ เพราะมีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเส้นทางนี้เพื่อเดินทางไปจังหวัดนครพนม

เมื่อถามถึงปัญหาการจับปลาเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ ยายอ้วน เผยว่า ในระยะหลังปลาในแม่น้ำหายากและไม่เพียงพอความต้องการ ฉะนั้น ชาวบ้านจึงเลี้ยงปลาในกระชังจึงทำให้มีตลอด และการเลี้ยงปลาราคาไม่สูงเมื่อเทียบกับการหาปลาในแม่น้ำ ทั้งนี้ เพราะปลาตามธรรมชาติหายาก ถ้านำมาแปรรูปเป็นปลาส้มจะมีราคาแพงมาก

แม่ค้ารายนี้ระบุว่า จะเตรียมผลิตปลาส้มไว้ล่วงในกรณีที่เจอช่วงวันหยุดยาว ต้องเตรียมไว้มากกว่าช่วงปกติ จะแพ็กใส่ถุงมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ราคา 100 บาท อย่างไรก็ตาม ลูกค้าที่ซื้อไปนิยมบริโภคต่างกัน ไม่ว่าจะทอด ปิ้ง นึ่ง และถ้าใส่ตู้เย็นสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน แล้วยังฝากถึงวิธีการซื้อปลาส้มว่าถ้าซื้อกลับกรุงเทพฯ ควรเป็นปลาส้มที่เพิ่งทำใหม่ ทิ้งไว้สัก 2-3 วัน สามารถรับประทานได้พอดี

ท่านใดที่ต้องการรับปลาส้มห่อจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรไชยบุรี ไปขาย คุณป้านวลลออ บอกว่า หากสั่งซื้อจำนวนมากได้แถมส่วนลดให้ด้วย สนใจรีบโทรศัพท์ได้ที่หมายเลข (042) 573-021

เดินทางไปทำกิน ตอน ลาบของพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

เดินทางไปทำกิน ตอน ลาบของพ่อ

เรื่องที่เราควรสนใจที่สุด กลายมาเป็นเรื่องสุดท้ายที่เราให้ความสนใจ นั่นคือเรื่องสุขภาพ และการกิน การรีบเร่ง ทำให้เราละเลยเรื่องอาหารการกิน

ในเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ฉันอาศัยอยู่ ยามเช้าจะมีหมูปิ้งกับข้าวเหนียวขายอยู่ตามถนนสายต่างๆ นั้น หมายความว่าเด็กๆ ต้องกินข้าวเหนียวกับหมูปิ้งในยามเช้าเสมอ ก่อนไปโรงเรียน ไม่ได้มีอาหารที่หลากหลาย ไม่ได้มีผักกิน

สมัยฉันเป็นเด็ก เรากินข้าวเช้าไปโรงเรียนทุกวัน บ้านฐานะไม่ดี ค่อนข้างไปทางลูกมากยากจนเอาเลยทีเดียว และเราก็ไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่กับวิถีแบบนี้…

วิถีแบบนี้คือ พ่อจะปลูกผักไว้กินเอง ปลูกทุกอย่าง แต่ที่มากที่สุดก็คือผักบุ้ง กับ ถั่วฝักยาว ผักกาดเขียว ส่วนมะละกอนั้นขึ้นเองหลังบ้านมากมาย เรียกว่าลอกอข้างครัว เป็นสิ่งไร้ค่ามาก พี่ชายคนโตต้องทำกับข้าวให้น้องๆ กิน และเขาชอบแกงเลียงมะละกอมากๆ เลย น่าจะเป็นเพราะว่าทำง่าย ใส่กุ้งแห้ง กะปิลงไป ตามด้วยมะละกอที่ห่ามๆ ใกล้สุกที่ยังกรอบอยู่ เขาว่ามันหวานดี หวานมะละกอ และผักหวานบ้าน เพียงแค่นี้แหละ แกงเลียงให้น้องกินก่อนไปโรงเรียน

บางวันก็ผัดผักบุ้งกระทะใหญ่ ผัดกับหัวกะทิ เพราะบ้านเรามีสวนมะพร้าว คั้นกะทิเอาแต่หัว น้ำข้นๆ น้ำปลายไม่ ตั้งไฟให้เดือดพล่านแล้วเอาผักบุ้งลงไปผัดให้สุก ใส่เกลือกับกะปิปรุงรส…ช่วงวัยเยาว์รู้สึกว่าบ้านเราจนจัง อยู่เรือนไม้ กินแต่ผักที่พ่อปลูก

ผ่านมาถึงวันนี้รู้สึกขอบคุณมะละกอข้างครัวกับผักบุ้งของพ่อมากๆ ที่ช่วยให้เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ และไม่ต้องกินแต่ข้าวเหนียวหมูย่าง หรือขนมปังกับนมกล่องก่อนไปโรงเรียน ได้กินผักที่ปลอดภัย และมะละกอข้างครัวก็มีประโยชน์มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ออกจากบ้าน เราก็ใช้ชีวิตแบบของเรา กินอาหารแบบสมัยๆ พวกฟาสต์ฟู้ด อาหารกินด่วนๆ รวมทั้งบะหมี่สำเร็จรูป อาหารขบเคี้ยวต่างๆ กว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายไปแล้ว

ฉันคิดว่าถ้าฉันพิถีพิถันกับการกิน ทำอาหารกินเอง หรือเลือกกินอาหารที่ดีๆ สักหน่อย ไม่รีบร้อนกิน สุขภาพก็น่าจะดีกว่านี้…นี่แหละที่อยากแบ่งปัน อยากบอกใครๆ มากที่สุด และเริ่มทำอาหารกินเอง บอกกล่าวเขียนถึงเรื่องราวของอาหาร บอกเสมอว่า อยู่ที่ไหนกินอาหารของที่นั่นจะดีกว่า หากว่าทำอาหารกินเองไม่ได้ เช่น อยู่เหนือ ก็กินอาหารเหนือ ช่วงนี้ทางเหนือมีเห็ดถอบที่อร่อยมาก ปีนี้แล้งนาน ไฟไหม้ป่ามาก กว่าฝนจะตกลงมาเบาๆ กว่าจะได้กินเห็ดถอบ เพราะต้องมีฝนนิดหนึ่งเห็ดถึงจะออก ช่วงนี้เห็ดถอบอ่อนๆ เพิ่งออกใหม่ๆ ต้องรีบกินเลย ต้มกินกับน้ำพริกง่ายสุด ไม่ปรุงแต่งมาก หรือจะทำแบบแกงเลียงก็ได้

เห็ดถอบ ต้องเลือกอ่อนๆ ถ้าแก่ก็จะไม่อร่อย กินคล้ายมีดินอยู่ข้างใน คล้ายๆ นะ ไม่ใช่ดินหรอก แรกที่กินเห็ดถอบรู้สึกไม่อร่อยเลยเพราะเริ่มกินจากเห็ดแก่ กว่าจะรู้ว่าอ่อนๆ อร่อย เสียโอกาสไปนาน เพราะใครชวนกินเห็ดถอบก็ไม่กิน แต่พอได้กินที่อ่อนๆ คราวนี้ชอบเลย

อาหารการกินของพื้นบ้านเราต้องให้โอกาส อย่าตัดสินครั้งแรก สัปดาห์ก่อนฉันได้เดินทางไปอีสาน ไปงานบวชหลานชายเพื่อน ได้กินลาบอีสานที่อร่อยมาก ชมแม่ครัวแต่ไม่ได้ถามสูตร กลับมาถึงบ้านยังอยากกินลาบอีสานแบบอีสานแท้ๆ อยู่ จึงเขียนไปถามเพื่อน ลาบอีสานแท้เขาทำกันอย่างไร เพราะเพิ่งไปกินมาและพบว่ามันไม่เหมือนที่เคยกิน

เพื่อนบอกว่า สำหรับคนไม่กินหมูทำลาบอีสานด้วยเต้าหู้เห็ดได้ แต่ฉันว่าเอาแบบหมูๆ ก่อนดีกว่า แบบดั้งเดิมเลย

เริ่มตั้งแต่ข้าวคั่วไปก่อนเลย

“คั่วข้าวสาร ข้าวเหนียว คั่วจนเกือบเหลือง ใส่ข่าซอย ตะไคร้ซอย คั่วจนเหลืองหอมไปด้วยกัน ฉีกใบมะกรูดใส่ลงไปด้วย คั่วจนใบมะกรูดแห้ง กรอบดี ปิดไฟ พอเย็นแล้วเอาไปปั่น หรือตำก็ได้ จะได้ข้าวคั่วทำลาบที่หอมมากๆ (ทำใหม่ๆ ครั้งต่อครั้ง ไม่ต้องเก็บไว้)

ซอยหัวหอมแดง หั่นต้นหอม ผักชี ผักชีฝรั่ง ทั้งสามผักหั่นรวมกัน เด็ดสะระแหน่ไว้โรยหน้าด้วย”

คราวนี้มาจัดการที่เนื้อหมู

“อีสานปกติจะทำเป็นลาบดิบก่อน แล้วจะนำไปคั่วให้สุกทีหลัง ถ้าทำเป็นลาบแบบดั้งเดิมสูตรพ่อผมเลย ตามนี้เลยครับ…เนื้อหมูสันในสับละเอียด สับเองนะครับ ห้ามซื้อหมูบดมาทำ มันมีมัน ตอนสับให้สับข่าแก่ลงไปด้วย หมูหนึ่งกำมือ ก็ใส่ข่าประมาณปลายก้อย พอหมูละเอียดดีแล้ว ให้บีบน้ำมะนาวใส่ให้ทั่วๆ แล้วคั้นให้น้ำเลือดออกมา เนื้อหมูจะเป็นสีซีดๆ

ก่อนสับหมู ตั้งน้ำ ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ใส่เครื่องในต่างๆ ลงไปต้มไว้ ใส่กระดูกหมูด้วย เอาไว้ซดน้ำตอนกินลาบ กว่าจะสับหมูเสร็จเครื่องในต่างๆ ก็สุกพอดี เอาเครื่องในขึ้นมาซอยเป็นชิ้นบางๆ (น้ำเลือดที่บีบออกมาจากหมูสับ ใส่ลงไปในน้ำต้มกระดูกกับเครื่องในด้วยนะครับ เป็นน้ำนัว)

เตรียมทุกอย่างเสร็จแล้วมาถึงตอนปรุง

“จากนั้นก็ใส่หมูสับกับเครื่องในลงในชามที่จะผสม ตักน้ำต้มเครื่องในใส่พอขลุกขลิก คนให้เข้ากันดี ปรุงด้วยน้ำปลา น้ำปลาร้าต้มสุก พริกป่น ข้าวคั่ว หัวหอมแดงซอย คนให้เข้ากันดี แล้วใส่ผักหอมสามอย่างที่ซอยไว้ อันนี้เป็นลาบดิบ…

ถ้าลาบสุกก็เอาไปคั่วครับ แต่ตอนเด็กๆ แม่ไม่ให้ผมกินลาบดิบ แต่แกไม่คั่ว แกเอาใส่ใบตองแล้วห่อแบนๆ เอาไปย่างไฟ คล้ายๆ แอ็บทางเหนือ อร่อยดีและหอมใบตองด้วยครับ”

เห็นไหม มีรายละเอียด ฉันคิดแล้วมันต้องไม่ใช่หมูบดคลุกข้าวคั่วกับพริกป่น บีบมะนาว ใส่ชูรส โรยผัก ขอบคุณมากๆ

เขายืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า

“ลาบพ่อผมอร่อยมาก…ตอนสับหมู ใส่ข่า มือขวาแกสับหมู มือซ้ายจะถือข่าไว้แง่งหนึ่ง สับหมูไป แกก็จะสับข่าไปด้วย โดยมือซ้ายจับข่าไว้ แล้วใช้มีดที่สับหมูสับข่าส่วนที่พ้นออกมาเบาๆ สับขวางไปมา แล้วค่อยๆ เฉือนออกลงไปใส่ปนกับหมู แล้วสับไปพร้อมกัน

สำคัญตรงที่พอสับเสร็จแล้วบีบมะนาวใส่ทั่วๆ หมู แล้วคั้นๆ ขยำให้เข้ากัน ก่อนจะบีบเอาน้ำเลือดออกไปใส่หม้อต้มเครื่องใน”

ฉบับนี้ให้โอกาสกับลาบอีสานนะค่ะ แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า เขียว สวย หอม กินได้…กินไปเที่ยวไปค่ะ

ขอบคุณ คุณดวง ให้สูตรลาบอีสานแบบดั้งเดิมของคุณพ่อ ตอนนี้คุณดวงหันไปอาหารมังสวิรัติเป็นหลัก และเปิดร้านอยู่ที่ปาย ใครผ่านไปทางปาย แวะไปชิมกันค่ะ

Michelin staff bring a brighter future to their hometowns

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/business/corporate/30301528

Playground for Kid at Ban Bo Rahaeng School

Michelin volunteer staff join with student at Ban Bo Rahaeng School to grow organic vegetable for student’s launch.

December 11, 2016 01:00


By THE NATION

 

MICHELIN is boosting employee engagement in expanding hometown support through the Michelin Volunteering for Community Development project.

Suchala Thephabutra, personnel director of Michelin Southeast Asia and Oceania, Michelin ROH Co Ltd, said the project has been expanding on a yearly basis since its launch in 2010 and now has 80 initiatives in 80 communities nationwide.

Michelin volunteer staff recently launched a project at Ban Bo Rahaeng School in Tambon Phang Tru, Phanom Thuan district, Kanchanaburi, one of the 17 being implemented in 2016.

“Sustainable development is one of the core missions of Michelin and the aim is to help develop communities, particularly in terms of education. The company encourages its employees to engage in CSR [corporate social responsibility] activities, inviting them to put forward ideas for their hometown or village development. The emphasis is on the development of quality education, with a focus on good nutrition though school lunches and environmental conservation,” he said.

Michelin employees get to initiate the projects by first submitting their proposal to the company. Once the proposal is approved, the employee then goes to their hometown to work out a clear action plan with community members to determine what is really needed.

Finally, joined by their colleagues, they go to the site to complete the projects as a team.

Michelin clearly sticks by the belief that CSR should not be driven by market forces or by a company’s efforts, but that employees should also lend a hand.

Suwaphat Khunphan, Michelin’s customer relations officer, whose proposed hometown project won approval, said that as an alumnus of Ban Bo Rahaeng School, she felt she needed to help improve the school so it could offer children better opportunities to learn and play. In addition, the activity also encouraged awareness of sharing among Michelin volunteers, community members and children.

As for activities at Ban Bo Rahaeng School, Michelin volunteers financed an additional school building, a playground, repainted the school and the kindergarten area, improved the pavement and planted organic vegetables.

Waraporn Chaimuang, a Mattayom 1 student, said this effort gave the youngsters a great opportunity to learn outside the classroom. Now, they don’t just get to enjoy a more nutritious lunch, but also get to learn how to grow vegetables and generate some income.

“Learning life skills enables children to be aware of responsibility, patience and diligence. In addition, playground equipment made from used Michelin tyres teaches us the value of recycling to save natural resources,” Waraporn said.

Chatchai Klanbut, director of Ban Bo Rahaeng School, explained that the project has helped the school expand from kindergarten to lower secondary level. It now has 192 students and 16 teachers.

The Michelin project did not just help upgrade facilities and provide knowledge about growing organic vegetables, but it also encouraged students and villagers to understand that everybody in the community plays a role in sustainable development.

 

American Chamber of Commerce Thailand honours 62 companies for their CSR initiatives

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/business/corporate/30301531

83a97db10a77a9d4195e5c3650cb6eb3
The group photo for the 62 companies honoured at the AMCHAM CSR Excellence Awards 2016. Photo by AMCHAM Thailand.
December 11, 2016 01:00
By   THE NATION

KTC draws up plan to woo young users to ride the digital trend

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/business/corporate/30301804

KTC president and chief executive officer Rathian Srimongkol, centre, poses for a photo during a trip to India. His firm announces its business plan during the trip.

KTC president and chief executive officer Rathian Srimongkol, centre, poses for a photo during a trip to India. His firm announces its business plan during the trip.
December 10, 2016 01:00
By CHULARAT SAENGPASSA
THE NATION

Innovative community endeavour gives roselle farmers a boost

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/business/corporate/30301807

Head of Sanamchan Community Enterprise SaAad Chungsamarn introduces dried fruit and vegetable products under brands ‘Pri Tip’ and ‘Is Loei’ that now generate combined sales of Bt500,000 a month.

Head of Sanamchan Community Enterprise SaAad Chungsamarn introduces dried fruit and vegetable products under brands ‘Pri Tip’ and ‘Is Loei’ that now generate combined sales of Bt500,000 a month.
December 10, 2016 01:00
By SOMLUCK SRIMALEE
THE NATION
NAKHON PATHOM

Home-centre business to rise 3-5% in new year, exec says

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/business/corporate/30301811

Kamchai Louiyapong, vice president for marketing of CRC Thai Watsadu.

Kamchai Louiyapong, vice president for marketing of CRC Thai Watsadu.
December 10, 2016 01:00
By KWANCHAI RUNGFAPAISARN
THE NATION

Govt, Alibaba sign deal to help SMEs succeed in e-commerce

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/business/corporate/30301812

December 10, 2016 01:00
By THE NATION