Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สวรรค์บ้านนา! ชาวบ้านใช้ชีวิตพอเพียง หากบหาเขียดสร้างรายได้ (ชมคลิป)

Posted on August 30, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309969

สวรรค์บ้านนา! ชาวบ้านใช้ชีวิตพอเพียง หากบหาเขียดสร้างรายได้ (ชมคลิป)

สวรรค์บ้านนา! ชาวบ้านใช้ชีวิตพอเพียง หากบหาเขียดสร้างรายได้ (ชมคลิป)

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 15.29 น.

สวรรค์บ้านนา ซุปเปอร์มาร์เก็ตบ้านทุ่ง ฟีเวอร์!!  ชาวบ้าน 2 อำเภออยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง ออกขุดหากบ หาเขียดและเก็บผักนานาชนิด

ณ ทุ่งนาอันกว้างใหญ่ไพศาล พื้นที่กว่า 500 ไร่ ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มหลังห้วยบ้านโนนแดง ต.ยาง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ปีนี้ฝนฟ้าตกดี ทำให้ทุ่งนาแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก ทั้งปลา กบ เขียด ผักนานาชนิด หลังจากฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวหอมมะลิเรียบร้อยแล้ว ทุ่งนาแห่งนี้ก็กลายเป็น สวรรค์บ้านนา ซุปเปอร์มาร์เก็ตบ้านทุ่ง ของชาวบ้าน 2 อำเภอ คือ อ.ศีขรภูมิ และ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างมีความสุข

แม้ว่าจะคุยกันคนละภาษา ชาวบ้านฝั่ง อ.ศีขรภูมิ ใช้ภาษาลาว ชาวบ้านฝั่ง อ.สำโรงทาบ ใช้ภาษากูยหรือภาษาส่วย โดยในช่วงนี้พบว่า ชาวบ้านทั้ง 2 อำเภอ จะมีนัดกันที่ทุ่งนาแห่งนี้ เพื่อชวนกันมาหากบและเขียดอีโม่ ซึ่งชอบอาศัยอยู่ในที่ชื้นและเย็นขุดรูอยู่ใต้ดินที่มีตอซังและฟางข้าวปกคลุม อุปกรณ์ที่ใช้ก็มีแค่เคียวเกี่ยวข้าว เสียม ครุ น้ำดื่มและอาหารกลางวัน

วิธีการง่ายๆ แค่ใช้เคียวเกี่ยวข้าว เปิดเอาฟางและตอซังข้าวออกก็จะพบกับกบและเขียดอีโม่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในแต่ละวัน ชาวบ้านแต่ละคนสามารถหากบและเขียดอีโม่ได้หลายกิโลกรัมเลยทีเดียว นำไปประกอบหารเลี้ยงภายในครอบครัว เหลือค่อยนำไปขายต่อให้เพื่อนบ้านอีกที หรือหากนำไปขายในตลาดได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท เป็นที่ต้องการของตลาด กบจะอ้วน ไม่มีกลิ่นคาว ทำให้ขายได้ราคาสูงกว่ากบที่เลี้ยงขาย

สำหรับ เมนูที่ได้รับความนิยมมาก ก็ได้แก่ การนำไปแกงใส่เผือก แกงใส่มะละกอ หมกใส่ผักอีออม อร่อยอย่าบอกใครเลย ช่วยลดรายจ่ายของครัวเรือน แถมยังได้อาหารชั้นเลิศที่สด สะอาด ปราศจากสารพิษอีกด้วย ทุ่งนาแห่งนี้ จึงกลายเป็นจุดนัดพบของชาวบ้านทั้ง 2 อำเภอ 2 ชาติพันธุ์ ในการหากบ หาเขียดและผักนานาชนิด

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

โพลล์ชี้คนกรุงเลือกขนมเป็นของฝาก อึ้งไม่ถึงครึ่งเมินดูวันหมดอายุ

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309962

โพลล์ชี้คนกรุงเลือกขนมเป็นของฝาก  อึ้งไม่ถึงครึ่งเมินดูวันหมดอายุ

โพลล์ชี้คนกรุงเลือกขนมเป็นของฝาก อึ้งไม่ถึงครึ่งเมินดูวันหมดอายุ

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 15.14 น.

20 ธ.ค.60 นิตยสารฉลาดซื้อ ร่วมมือกับศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการซื้อของฝากจากการท่องเที่ยวของคนกรุงเทพมหานคร โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,271 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 28 – 30 พฤศจิกายน 2560

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการซื้อของฝากจากการท่องเที่ยวของคนกรุงเทพมหานคร การซื้อของฝากให้กับญาติสนิท มิตรสหาย และของฝากประเภทใดที่มีความนิยมในการเลือกซื้อ ซึ่งมีการแบ่งแยกตามแต่ละภาคของประเทศไทย รวมไปถึงการตรวจสอบฉลากเรื่องของวันหมดอายุ สถานที่ผลิต ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการซื้อของฝากจากการท่องเที่ยวของคนกรุงเทพมหานคร มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คิดว่าจะซื้อของฝากจากการท่องเที่ยว อันดับหนึ่งคือ ขนม ของทานเล่น ร้อยละ 26.6 อันดับที่สองคืออาหารแห้ง ร้อยละ 26.0 อันดับที่สามคือของชำร่วย พวงกุญแจ ฯลฯ ร้อยละ 24.4 อันดับที่สี่คือเครื่องแต่งกาย ร้อยละ 23.0 และอันดับที่ห้าคือผักสด ผลไม้สด ร้อยละ 20.9

ของฝากจากภาคเหนือ อันดับแรกคือน้ำพริกหนุ่ม ร้อยละ 36.1 อันดับที่สองคือแคบหมู ร้อยละ 29.7 อันดับที่สามคือหมูยอ ร้อยละ 25.0 อันดับที่สี่คือไส้อั่ว ร้อยละ 24.6 และอันดับที่ห้าคือใบชา ร้อยละ 18.3

ของฝากจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันดับแรกคือแหนมเนือง ร้อยละ 34.7 อันดับที่สองคือหมูยอ ร้อยละ 29.4 อันดับที่สามคือกุนเชียง ร้อยละ 26.9 อันดับที่สี่คือแหนม ร้อยละ 19.7 และอันดับที่ห้าคือน้ำพริก ร้อยละ 18.3

ของฝากจากภาคตะวันออก อันดับแรกคือขนมเปี๊ยะ ร้อยละ 29.1 อันดับที่สองคือข้าวหลาม ร้อยละ 27.5 อันดับที่สามคืออาหารทะเลแห้ง ร้อยละ 26.3 อันดับที่สี่คือผลไม้อบแห้ง ร้อยละ 21.6 และอันดับที่ห้าคือน้ำปลา ร้อยละ 17.5

ของฝากจากภาคกลาง อันดับแรกคือขนมเค้ก ร้อยละ 27.3 อันดับที่สองคือสายไหม ร้อยละ 27.1อันดับที่สามคือโมจิ ร้อยละ 26.8 อันดับที่สี่คือกะหรี่พัฟ ร้อยละ 22.0 และอันดับที่ห้าคือขนมเปี๊ยะ ร้อยละ 21.9

ของฝากจากภาคตะวันตก อันดับแรกคือทองหยิบทองหยอด ร้อยละ 27.7 อันดับที่สองคือขนมหม้อแกง ร้อยละ 27.6 อันดับที่สามคือขนมชั้น ร้อยละ 25.3 อันดับที่สี่คือขนมปังสัปปะรด ร้อยละ 23.4 และอันดับที่ห้าคือมะขามสามรส ร้อยละ 19.7

ของฝากจากภาคใต้ อันดับแรกคือปลาหมึกแห้ง ร้อยละ 32.5 อันดับที่สองคือกะปิ ร้อยละ 29.3 อันดับที่สามคือกุ้งแห้ง ร้อยละ 24.2 อันดับที่สี่คือน้ำพริก ร้อยละ 22.3 และอันดับที่ห้าคือเครื่องแกง ร้อยละ 21.3

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีการตรวจดูวันเดือนปีที่หมดอายุ ร้อยละ 44.8 รองลงมาไม่มีการตรวจดู ร้อยละ 35.4 ไม่แน่ใจ ร้อยละ 19.8 และมีการตรวจดูสถานที่ผลิต ร้อยละ 44.8 รองลงมาไม่มีการตรวจดู ร้อยละ 34.2 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 21.0

และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ไม่เคยได้รับของฝากที่หมดอายุจากบุคคลอื่น ร้อยละ 54.8 รองลงมาไม่แน่ใจ ร้อยละ 28.8 และเคยได้รับของฝากที่หมดอายุจากบุคคลอื่น ร้อยละ 16.4

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง บรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ กล่าวเสริมเรื่องการเลือกซื้อสินค้าของฝากว่า ฉลากเป็นสิ่งจำเป็นและผู้บริโภคไม่ควรละเลยที่จะตรวจสอบข้อมูลที่แสดงบนฉลากก่อนการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากฉลากเป็นหนึ่งในสิทธิของผู้บริโภคที่ว่าด้วยการได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณาคุณภาพที่ถูกต้อง และเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ดังนั้นก่อนการซื้อทุกครั้ง ควรปฏิบัติดังนี้

1) ให้พิจารณาว่ามีฉลากหรือไม่ หากเป็นสินค้าที่ไม่มีฉลาก ควรหลีกเลี่ยง อย่างไรก็ตามหากของฝากประเภทอาหารหลายๆ ชนิดเป็นอาหารประเภทที่ผลิตขายเฉพาะหน้าร้านของตัวเอง กฎหมายอนุญาตให้ไม่ต้องแสดงฉลาก ดังนั้นก่อนซื้อผู้บริโภคควรสอบถามข้อมูลสำคัญอย่าง วันที่ผลิตและวันหมดอายุ การเก็บหรือการดูแลรักษา ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นหรือไม่ เพื่อไม่ให้อาหารบูดเสียเร็ว

2) ถ้าหากมีการแสดงฉลาก ให้พิจารณาการแสดงรายละเอียดบนฉลากว่า เป็นภาษาไทย และ ถูกต้อง ครบถ้วน หรือไม่ ทั้งนี้หากฉลากไม่เป็นภาษาไทยควรหลีกเลี่ยง
หากพบผู้ประกอบการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ผู้ประกอบการอาจมีความผิดได้สองกรณี ดังนี้

กรณีแรก หากมีฉลากเพื่อลวงหรือพยายามลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพ ปริมาณ ประโยชน์ หรือลักษณะพิเศษอย่างอื่น หรือในเรื่องสถานที่และประเทศที่ผลิตจะเข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 25 (2) ของ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ 2522 เรื่อง ผลิต นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่าย อาหารปลอม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปีและปรับตั้งแต่ห้าพันถึงหนึ่งแสนบาท

กรณีที่สอง หากไม่แสดงฉลากหรือแสดงฉลากไม่ถูกต้องครบถ้วน จะมีความผิดตามมาตรา 6 (10) ของ พ.ร.บ.อาหารฯ  ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน สามหมื่นบาท
หากซื้อสินค้ามาแล้วพบความผิดปกติหรือได้รับอันตรายจากการบริโภคสามารถใช้สิทธิร้องเรียนได้โดยตรงกับผู้ผลิต/ ผู้จัดจำหน่ายตามที่อยู่ที่ระบุไว้บนฉลากหรือตามสถานที่ที่ซื้อสินค้ามา

นอกจากนี้ก่อนเลือกซื้อของกินเป็นของฝาก นอกจากพิจารณาเรื่องฉลากเป็นสำคัญแล้ว ยังต้องดูเรื่องอื่นๆ ควบคู่กัน เพื่อให้ได้ของฝากที่สะอาดปลอดภัยต่อการบริโภค ไม่ว่าจะเป็น

1) สถานที่ขายหรือสถานที่เก็บรักษาต้องสะอาด ไม่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสิ่งไม่พึงประสงค์ เช่น แมลง สารเคมี และอาหารควรถูกเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทของอาหาร

2) สภาพภาชนะบรรจุต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ฉีกขาด ไม่มีร่องรอยที่อาจทำให้เกิดการรั่วซึมของสิ่งปนเปื้อน

3) ลักษณะของอาหารต้องอยู่ในสภาพปกติ ไม่มีสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อน ไม่มีร่อยรอยของการเกิดเชื้อราหรือเชื่อจุลินทรีย์ หรืออยู่ในสภาพอื่นๆ ที่เสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยในการบริโภค

ที่ผ่านมาเคยมีข้อมูลผลทดสอบเรื่องความไม่ปลอดภัยของของฝากกลุ่มอาหารอยู่บ้าง เช่น เมื่อปี 2559 ว่ากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สุ่มตรวจน้ำพริกพร้อมบริโภค เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้าสับ น้ำพริกตาแดง น้ำพริกนรก แจ่วบอง เป็นต้น ที่จำหน่ายตามตลาดสด ตลาดนัด ศูนย์โอทอป ศูนย์ของฝากทั่วประเทศ พบว่าจากทั้งหมด 1,071 ตัวอย่าง พบว่า ไม่ผ่านมาตรฐาน 164 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 15 ส่วนใหญ่พบปัญหาเรื่องการใช้วัตถุกันเสียเกินปริมาณที่อนุญาต การปนเปื้อนจุลินทรีย์และเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ เช่น เชื้อบาซีลัส ซีเรียส และ เชื้อคลอสตริเดียม เพอร์ฟิงเจน

รวมทั้งในกรณีของ ปลาหมึกแห้ง ที่มูลนิธิฯ เคยสุ่มวิเคราะห์ตัวอย่างปลาหมึกแห้ง เมื่อปี 2553 พบการปนเปื้อนโลหะหนักทั้ง 8 ตัวอย่างที่สุ่มทดสอบ ทั้ง แคดเมียม ตะกั่ว และ ปรอท โดยเฉพาะ แคดเมียม ที่พบเกินค่ามาตรฐาน 4 จาก 8 ตัวอย่างที่นำมาทดสอบ

ส่วนในกลุ่ม ขนมปัง ขนมอบ ขนมเค้ก ก็มักมีความเสี่ยงในเรื่องของสารกันบูด ส่วนอาหารจำพวกแหนมเนือง มีความเสี่ยงของเชื้อโรคอาหารเป็นพิษที่อาจปนเปื้อนมาพร้อมผักสดที่ล้างทำความสะอาดไม่ดีพอ เช่นเดียวกับอาหารจำพวกเนื้อสัตว์หรือแปรรูปจากเนื้อสัตว์ หากรับประทานโดยที่อาหารไม่ผ่านการปรุงให้สุก หรือผลิตโดยไม่ได้มาตรฐานก็อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคอาหารเป็นพิษได้เช่นกัน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เคล็ด(ไม่)ลับ! รวมวิธีการอาบน้ำช่วงหน้าหนาวฉบับฮากระจาย (ชมคลิป)

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309949

เคล็ด(ไม่)ลับ! รวมวิธีการอาบน้ำช่วงหน้าหนาวฉบับฮากระจาย (ชมคลิป)

เคล็ด(ไม่)ลับ! รวมวิธีการอาบน้ำช่วงหน้าหนาวฉบับฮากระจาย (ชมคลิป)

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 14.33 น.
ต้องบอกว่าหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ ชาวเน็ตต่างแห่แชร์ภาพอุณหภูมิแต่ละพื้นที่ เช่นเดียวกับชาวเน็ตสายฮาที่ต่างแชร์คลิปวิธีการอาบน้ำ  Like สาระ ได้รวบรวมคลิปวิธีการอาบน้ำในช่วงที่อากาศเย็นยะเยือกมาให้ชมกัน จะฮาขนาดไหนต้องไปดูกันเลย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

โซเชียลเดือด! โชว์ภาพถนนขึ้น’ดอยสุเทพ’ นทท.จี้แก้ไข หวั่นตายรายวัน

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309938

โซเชียลเดือด! โชว์ภาพถนนขึ้น'ดอยสุเทพ' นทท.จี้แก้ไข หวั่นตายรายวัน

โซเชียลเดือด! โชว์ภาพถนนขึ้น’ดอยสุเทพ’ นทท.จี้แก้ไข หวั่นตายรายวัน

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 13.54 น.

20 ธ.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในโลกโซเซียลกำลังวิพากษ์วิจารณ์ลาดยางไม่ได้มาตรฐานเป็นเม็ดหินหลุดร่อนขึ้นมาเป็นเศษทำให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเกิดอุบัติเหตุล้มจำนวนมากหลายสิบคันต่อวัน

ล่าสุดมีการโพสต์ของ ด.ช.อาณัติ โสภาพล ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 3 ภาพ – รู้สึกโมโหที่ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร “ฝากถึงงานสร้างทางถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพนะครับถ้าทำแบบชุ่ยๆแบบนี้ท่านไม่ต้องทำครับ..ชาวบ้านรวมถึงนักท่องเที่ยเขาเดือดร้อน พร้อมนำภาพของนักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุจากการซ่อมแซมผิวถนนไม่ได้มาตรฐานดังกล่าว”

นอกจากนี้ในแต่ละวันจะมีนักปั้นจักรยาน ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ปั้นขึ้นทั้งในช่วงเช้าและเย็น ก็ต้องประสบปัญหากับสภาพผิวถนนที่มีเศษหินหลุดร่อนออกมาทำให้เกิดการไหลลื่นล้มแฉลบได้ง่ายเพราะล้อมีขนาดเล็ก หากช่วงขาลงที่เป็นทางลาดลงมาตลอดทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น หลายคนได้โพสต์ข้อความพร้อมเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวดำเนินการการแก้เนื่องจากเป็นฤดูการท่องเที่ยวในแตละวันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปจำนวนมากหากเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงวันหยุดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 7 วันนี้ ขอให้เร่งมาแก้ไขจากสภาพถนนเพราะหากมีการถ่ายภาพแชร์กันไปมากขึ้นเรื่อยๆจะทำให้เสียภาพลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘วัน อยู่บำรุง’เลือดขึ้นหน้า! โจ๋ต่อยผู้หญิง ลั่นต้องกระทืบให้สลบแล้วปลุกเตะซ้ำ

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309899

'วัน อยู่บำรุง'เลือดขึ้นหน้า! โจ๋ต่อยผู้หญิง ลั่นต้องกระทืบให้สลบแล้วปลุกเตะซ้ำ

‘วัน อยู่บำรุง’เลือดขึ้นหน้า! โจ๋ต่อยผู้หญิง ลั่นต้องกระทืบให้สลบแล้วปลุกเตะซ้ำ

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 10.17 น.

20 ธ.ค. 60 จากกรณีที่แฟนเพจดังอย่าง “YouLike (คลิปเด็ด)” ได้แชร์คลิปจากสมาชิกเฟซบุ๊ก “Tharntong Rodluk” เผยให้เห็นเหตุการณ์หลังเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถแท็กซี่คันหนึ่ง แต่เหตุการณ์กลับชุลมุนหนักซ้ำ โดยมีชายวัยรุ่นคนหนึ่งเกิดอาการโมโห ชกต่อยหญิงสาวจนได้รับบาดเจ็บหนัก โดยระบุข้อความว่า “คนดัง 2018 นักเลงโชว์เก๋า เพื่อนแว๊นชนท้ายรถแท็กซี่ แต่กลับไปต่อยลูกสาวเขาเจ็บหนัก จนต้องขับรถหนี”ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายวัน อยู่บำรุง ได้ไลฟ์เฟซบุ๊ก“วัน อยู่บำรุง“เมื่อวานที่ผ่านมา (19 ธ.ค. 60)  โดย นายวัน กล่าวภายหลังดูคลิปว่า แบบนี้ต้องกระทืบหน้าคนต่อยด้วยซ้ำ  ต่อยหลายครั้ง คลิปชัดเจนมาก พร้อมถามถึงเจ้าหน้าที่ในที่เกิดเหตุว่าทำไมไม่เข้าไปห้าม พร้อมบอกว่าเรื่องอุบัติเหตุ เรื่องรถชนก็ว่ากันไป ส่วนเรื่องทำร้ายร่างกายคนต่อยต้องโดนข้อกฎหมายเต็มๆ โดนทางสังคมเต็มๆ  น้องคนก่อเหตออกนอกบ้านไม่ได้แน่ ต้องยอมรับผิดและบวชถึงจะได้รับการให้อภัย พร้อมสงสารครอบครัวของผู้ก่อเหตุ โดยถามอีกว่า อยากรู้ว่าน้องที่ชนท้ายแท๊กซี่เจ็บเยอะไหม และเป็นยังไงบ้าง

โดยนายวัน ยังกล่าวอีกว่า พอดูคลิปแล้วต้องกระทืบหน้าซ้ำอีก สลบแล้วต้องปลุกขึ้นมาเตะให้สลบอีก ผู้ชายเกินไป เด็กคนนี้ไม่สมควรมีที่ยืนในสังคมถ้าไม่สำนึกผิด แต่ก็นานกว่าสังคมจะให้อภัย 

ขอบคุณ : Tharntong Rodluk , วัน อยู่บำรุง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จวกยับ! โจ๋เลือดร้อนโดดต่อยผู้หญิง โวยเพื่อนตัวเองถูกเสมอหลังซิ่งมอไซต์ชนแท็กซี่ (ชมคลิป)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

3ปี‘พรบ.คุ้มครองสัตว์’ ดีแล้ว..แต่ยังไปไม่สุดทาง!

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309775

3ปี‘พรบ.คุ้มครองสัตว์’ ดีแล้ว..แต่ยังไปไม่สุดทาง!

3ปี‘พรบ.คุ้มครองสัตว์’ ดีแล้ว..แต่ยังไปไม่สุดทาง!

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง เหมือนนกยูงมีดีที่แววขน ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคน ย่อมเสียทีที่ตนได้เกิดมา” ส่วนหนึ่งจากบทกลอน “เป็นมนุษย์หรือเป็นคน” ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของ พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ) หรือที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยรู้จักท่านในนาม “พุทธทาสภิกขุ” โดยบทกลอนดังกล่าวได้รับการบรรจุให้เป็น “บทอาขยาน”สำหรับให้เด็กนักเรียนท่องประกอบวิชาภาษาไทยด้วย

ด้วยความที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถคิดในสิ่งที่ซับซ้อนในขณะที่สัตว์อื่นๆ ไม่สามารถทำได้ คำว่ามนุษย์จึงมีความหมายประการหนึ่งคือเป็น “สัตว์ประเสริฐ” สามารถรู้ผิดรู้ชอบ รู้อะไรควรไม่ควร สามารถยับยั้งชั่งใจไม่ทำอะไรตามสัญชาตญาณดิบแบบสัตว์อื่นๆ ทำให้เกิดการคิดค้น “หลักศีลธรรม-คุณธรรม-จริยธรรม” เพื่อขัดเกลาความประพฤติของมนุษย์ด้วยกันให้ดีงาม ซึ่ง 1 ในนั้นคือ “ความเมตตากรุณา” ที่ไม่เฉพาะต่อมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น แต่ยังเผื่อแผ่ไปถึงสรรพสัตว์อื่นๆ ด้วย

ดังจะเห็นได้จากโลกยุคใหม่ หลายประเทศมีการออกกฎหมาย “ห้ามทารุณกรรมสัตว์” แม้กระทั่ง “การฆ่าสัตว์เพื่อนำมาทำเป็นอาหารก็มีการรณรงค์ให้ใช้วิธีที่สัตว์เจ็บปวดน้อยที่สุด”
เท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงประเทศไทยเองที่เมื่อ 3 ปีก่อนมีการออก พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 26 ธ.ค. 2557 ซึ่งมีบทลงโทษสูงสุดถึงจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุลรักษาการเลขาธิการ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) เขียนบทความ “3 ปี พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์” เล่าประวัติศาสตร์การส่งเสริม “สิทธิสัตว์” ไว้อย่างน่าสนใจว่า เริ่มต้นขึ้นในปี 2454 ที่ประเทศ อังกฤษ โดยมีการออก พ.ร.บ.ปกป้องสัตว์ พ.ศ. 2454 (Protection of Animals Act 1911) ซึ่งเป็นต้นแบบของกฎหมายคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ทั่วโลกในเวลาต่อมา

สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวคือ “คุ้มครองไม่ให้คนทำร้ายสัตว์ด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งจะต้องรักษาสัตว์เมื่อยามสัตว์นั้นเจ็บป่วย นอกจากนั้นยังควบคุมการขนส่งและจะต้อง
ไม่ทารุณสัตว์” โดยครอบคลุมถึงสัตว์ทุกชนิดที่มนุษย์สามารถใช้งานได้ เช่น ม้า แกะ แพะ หมู สุนัข แมว รวมถึงสัตว์ปีกด้วย จากนั้นการส่งเสริมสิทธิสัตว์ในอังกฤษก็มีความก้าวหน้ามาตามลำดับ

อาทิ มีการออกกฎหมายตามมาหลายฉบับ อาทิ พ.ร.บ.สุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2527 (Animal Health and Welfare Act 1984) และอีกราว 2 ทศวรรษต่อมา ได้ออก พ.ร.บ.สวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2549 (Animal Welfare Act 2006) โดยปรับปรุงบทลงโทษและปรับให้ทันยุค เช่น กรณีเจ้าของสัตว์ทำร้ายสัตว์เลี้ยงโดยไม่จำเป็น จะต้องถูกจำคุก เป็นเวลาไม่เกิน 51 สัปดาห์ หรือปรับเงินเป็นจำนวน 20,000 ปอนด์ (ราว 8.6 แสนบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม..ที่น่าทึ่งคือก่อนหน้าที่อังกฤษจะมีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ฉบับแรกเพียงไม่กี่ปี ประเทศไทย (หรือชื่อเดิมคือสยาม) มีการบรรจุความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์ไว้ใน กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 (พ.ศ.2451) ซึ่งถือเป็น “ประมวลกฎหมายอาญาเล่มแรกของรัฐไทยตามแบบโลกสมัยใหม่” แล้ว โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 335 (16)ความว่า “ผู้ใดทรมานสัตว์เดียรฉานด้วยความดุร้าย หรือมันฆ่าสัตว์เดียรฉานให้ตายโดยความลำบากโดยมิจำเป็น ท่านว่ามันมีความผิดต้องรวางโทษชั้น 3” (“เดียรฉาน-รวาง” คือคำว่า “เดรัจฉาน-ระวาง” เป็นภาษาสมัยโบราณ)

และใน มาตรา 335 (17) ความว่า “ผู้ใดทำให้ปสุสัตว์ หรือสัตว์พาหนะถึงตายหรือมีบาดเจ็บ เพราะมันขี่ขับหรือบรรทุกสัตว์นั้นจนเหลือขนาดใช้ ท่านว่ามันมีความผิดต้องรวางโทษชั้น 3” (“ปสุสัตว์” คือคำว่า “ปศุสัตว์” เป็นภาษาสมัยโบราณ) ซึ่งใน มาตรา 332 ได้ระบุประเภทโทษของกลุ่มความผิดลหุโทษไว้ว่า โทษชั้น 3
หมายถึงการจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน50 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จากนั้นเมื่อได้มีการใช้ ประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ (2499) ความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์ก็ถูกบรรจุไว้ใน มาตรา 381 การทารุณต่อสัตว์ หรือฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็น และ มาตรา 382 การใช้ให้สัตว์ทำงานจนเกินสมควรหรือใช้ให้ทำงาน อันไม่สมควร เพราะเหตุที่สัตว์นั้นป่วยเจ็บ ชราหรืออ่อนอายุ ความผิดตามมาตราทั้ง 2 คือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน1 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต่อมาได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22)พ.ศ.2558 ในส่วนโทษปรับหมวดความผิดลหุโทษเป็นไม่เกิน 1 หมื่นบาท

สำหรับนิยาม “การทารุณกรรม” ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 หมายความว่า การกระทำหรืองดเว้นการกระทำใดๆ ที่ทำให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมานไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ ได้รับความเจ็บปวด ความเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรืออาจมีผลทำให้สัตว์นั้นตาย และให้หมายความรวมถึงการใช้สัตว์พิการ สัตว์เจ็บป่วย สัตว์ชราหรือสัตว์ที่กำลังตั้งท้อง เพื่อแสวงหาประโยชน์ ใช้สัตว์ประกอบกามกิจ ใช้สัตว์ทำงานจนเกินสมควรหรือใช้ให้ทำงานอันไม่สมควร เพราะเหตุที่สัตว์นั้นเจ็บป่วย ชราหรืออ่อนอายุ

ดร.สาธิต กล่าวไว้ในบทความว่า หลังจากที่ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก็ปรากฏข่าวคดีคนทำร้ายสัตว์อย่างต่อเนื่อง “โดยในระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา คดีการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควรกว่า 200 คดีมีคำพิพากษาของศาลแล้วไม่ต่ำกว่า 20 คดี”และมีอีกหลายคดีกำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลายคดีสามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษได้ทันที

ข้างต้นนั้นเป็นบทความในมุมของคนที่ต่อสู้เพื่อสิทธิสัตว์มานานจนวันนี้สมหวังแล้ว ทว่าสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งยังคงมีคำถามจนปัจจุบัน นั่นคือ“แล้วจะทำอย่างไรกับคนที่เลี้ยงสัตว์อย่างไม่รับผิดชอบ?” ดังจะเห็นได้จากปัญหา “สุนัข-แมวจรจัด” ที่เห็นได้ทั่วไปทุกหัวระแหงของประเทศไทย จำนวนมากมาจากคนที่ไม่อยากเลี้ยงแล้วก็นำไปปล่อยสู่พื้นที่สาธารณะ สร้างความเดือดร้อนต่อบุคคลอื่นๆ ในสังคม เช่น ถ่ายมูลเปรอะเปื้อนส่งกลิ่นตามถนน ทางเท้า รวมถึงลานวัด หรือสุนัขจรจัดไล่กวดคนที่เดิน ขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ผ่านไปมาจนอาจเกิดอันตรายได้

ทั้งนี้แม้ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 จะมีบทบัญญัติใน มาตรา 23 ห้ามมิให้เจ้าของสัตว์ปล่อย ละทิ้ง หรือกระทำการใดๆ ให้สัตว์พ้นจากการดูแลของตนโดยไม่มีเหตุอันสมควร และมีบทกำหนดโทษใน มาตรา 32สำหรับผู้ฝ่าฝืนคือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ยังไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ” อย่างในหลายประเทศที่ต้อง “ขึ้นทะเบียน” ทั้งสัตว์เลี้ยงและผู้เลี้ยง บางประเทศถึงขั้นต้อง “เสียภาษี”อีกต่างหาก เช่น เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ที่มีการเก็บภาษีผู้เลี้ยงสุนัข ทำให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการได้ตั้งแต่แรก

ในเมื่อรัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำให้คนรักสัตว์สมหวังไปแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน วันนี้ในห้วงเวลาไม่ถึง 1 ปีหากยึดตาม Road Map ที่จะต้องมีการเลือกตั้งภายในปี 2561 รบกวน “ขออีกครั้ง” คือช่วย “คืนความสุข” ให้กับประชาชนที่ต้องเผชิญปัญหาสัตว์จรจัดที่ถูกคนไร้ความรับผิดชอบนำมาปล่อยทิ้ง

ด้วยการออกกฎหมาย “จัดระเบียบ” ทั้งผู้เลี้ยงและผู้ประกอบกิจการจำหน่ายสัตว์เลี้ยงทีเถิด!!!

ก่อนที่จะมี กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) ที่มีบทบัญญัติความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์ ประเทศไทยหรือสยาม ได้ออก พ.ร.บ.สัตว์พาหนะ ร.ศ.119 (พ.ศ.2443) จากนั้นได้มี พ.ร.บ.สัตว์พาหนะ พ.ศ.2482 มาบังคับใช้แทน นอกจากนี้เมื่อประชาคมโลกตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ ประเทศไทยเองก็ได้เริ่มออก พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 ซึ่งในเวลานั้นไทยกำลังประสบปัญหาสัตว์ป่าต่างๆ ถูกล่าเพื่อความสนุกสนานของมนุษย์จนแทบสูญพันธุ์ และต่อมาได้มี พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาใช้แทนจนปัจจุบัน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บอล “สนช.-สื่อสภา” กระชับสัมพันธ์ “สุขภาพดี ส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่”

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309853

x

บอล “สนช.-สื่อสภา” กระชับสัมพันธ์ “สุขภาพดี ส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่”

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

nn…และแล้วมาถึงเวลาสำคัญ ฟ้าเป็นใจลมหนาวมาเยือนพอดี สนช.จัดการแข่ง กีฬาสัมพันธ์ “สนช.กับสื่อประจำสภา” ประจำปี วันพุธที่ 20 ธ.ค.นี้ ภายใต้
สโลแกน “สุขภาพดีส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่” ไฮไลท์ คือ การแข่งขันฟุตบอล นัดพิเศษระหว่าง “รวมทีม สนช.กับ สื่อมวลชน(ชาย)”..ในทีมสนช.ปีนี้คึกคักมากๆ นำทีมฟาดแข้งโดย “พีระศักดิ์ พอจิต” รองประธาน สนช.คนที่ 2 ศูนย์หน้าเป้าตัวสำคัญ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดาผบ.ตร. “ครูหยุย” วัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานอนุกรรมการจัดกิจกรรมออกกำลังกายประจำสัปดาห์ ฟิตจัด ขอลุยเป็นกองหน้าตัวพลิ้ว…ที่สำคัญจะมีกองหลัง ตัวหลักแน่นปึกอย่าง “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาทผบ.ทบ.พล.อ.พิศณุ พุทธวงศ์ และมี บิ๊กตู่(เล็ก) พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคาแม่ทัพภาคที่ 1 พร้อมลงเตะกับ เพื่อน สนช.กันอย่างคับคั่งด้วย..“ครูหยุย”บอกว่า ปีนี้ทีม สนช.เตรียมวางแผนถล่มประตู สื่อมวลชน ให้ได้อย่างน้อย 2 ประตู ส่วนอีกคู่ ที่มีสีสัน “ทีมสนช.(อาวุโส) ปะทะ สื่อมวลชน(หญิง)” ปีที่แล้วเสมอกันอย่างสนุกแต่ปีนี้ทีมสนช.อาวุโส เตรียมสู้เต็มที่ ปิดทางแพ้ได้เลย”…และงานปีนี้ ท่านแม่ทัพภาค 1 ในฐานะเจ้าของสถานที่จัดงาน ก็ได้สั่งให้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ จัดหนัก จัดใหญ่ จัดเต็ม ทั้งปรับปรุงสนามฟุตบอล กองทัพภาคที่ 1 ใหม่ ให้เพียบพร้อมทั้งติดไฟสปอร์ตไลท์และมีสกอร์บอร์ด…อีกทั้ง จะมีฟุตบอลข้าราชการชาย ระหว่าง“ขรก.วุฒิสภา-ขรก.สภาผู้แทนฯ” และ แข่งขันแชร์บอลข้าราชการหญิง“ขรก.วุฒิสภา-ขรก.สภาผู้แทนฯ”…หลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน จะมีงานเลี้ยงสังสรรค์ “ส่งท้ายปีเก่า” และ “เตรียมต้อนรับปีใหม่ 2561” ที่ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 2 กองทัพภาคที่ 1 …เป็นการทดสอบสุขภาพ หลังฟิตมาทั้งปี แข่งขันให้สนุกสนาน ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ นะครับ…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เคาท์ดาวน์สุดฟิน! ก้าวสู่พ.ศ.ใหม่ไม่ไกลกรุงเทพฯที่‘อัมพวา’

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309874

เคาท์ดาวน์สุดฟิน! ก้าวสู่พ.ศ.ใหม่ไม่ไกลกรุงเทพฯที่‘อัมพวา’

เคาท์ดาวน์สุดฟิน! ก้าวสู่พ.ศ.ใหม่ไม่ไกลกรุงเทพฯที่‘อัมพวา’

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 21.36 น.

หลายคนอาจกำลังมองหาสถานที่ “เคาท์ดาวน์” ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ โดยหนึ่งในสถานที่แนะนำ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก คือ…

“อัมพวา”!!!

“สรรชัย อารยอสนีย์” รักษาการนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลอัมพวา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม บอกว่า ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ในปี 2560-2561 ที่จะถึงนี้ ทางเทศบาลตำบลอัมพวาได้ร่วมกับชมรมร้านค้าแผงลอยใน “ตลาดน้ำอัมพวา” ชมรมผู้ประกอบการบริการเรือท่องเที่ยวทางน้ำอัมพวา ชมรมผู้ประกอบการที่พัก เช่น โรงแรม บ้านพัก รีสอร์ท และโฮมสเตย์อัมพวา รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม และประชาชนชาวอัมพวา ร่วมกันจัดงาน “เคาท์ดาวน์” ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2560-2561 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภออัมพวา ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2560 และในวันที่ 1 มกราคม 2561 ณ  บริเวณเดียวกัน

“สรรชัย” กล่าวอีกว่า โดยภาพรวมแล้วตอนนี้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวทั่วไปถึง “ขาลง” เป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับที่ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวายังทรงๆตัวพออยู่ได้ แม้นักท่องเที่ยวจะลดน้อยลงไปมากพอสมควร ร้านค้าร้านอาหาร ก็ปิดตัวเองไปบ้างแล้วหลายแห่งด้วยกัน เพราะยอดนักท่องเที่ยวน้อยลงไป 30-40% ประกอบกับในปัจจุบันมีการแข่งขันด้านการให้บริการการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ทุกภูมิภาคมีตลาดน้ำหมด แม้แต่ในป่าในเขายังมีตลาดน้ำให้เที่ยวกัน มีตลาดน้ำเกิดขึ้นใหม่ทั่วประเทศไทย

“ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา เกิดก่อนก็จริง แต่เมื่อเกิดก่อนก็ต้องโรยลาก่อน แต่ยังไม่ถึงขนาดเลิกร้างไป เพียงแต่อาจจะลดลงหรือบางตาไปนิดในสถานที่ให้บริการนักท่องเที่ยว ส่วนที่ลดลงนั้นเป็นประเภทร้านค้า ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกต่างๆ สำหรับเรือบริการนักท่องเที่ยว มีเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับที่พักเพิ่มมากขึ้น แต่จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยลง ในขณะนี้แข่งขันการให้บริการ ลดราคาที่พักลง หรือมีอาหารเช้าให้ และแจกของที่ระลึก” สรรชัย กล่าว

“สรรชัย” กล่าวอีกว่า เท่าที่สังเกตดู นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวอัมพวา  จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น นักท่องเที่ยวโซนยุโรป เช่นนักท่องเที่ยว จากประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ  ฝรั่งเศส   เยอรมัน  ออสเตรเลีย  สวิสเซอร์แลนด์ แคนาดา รัฐเซีย  ส่วนโซนเอเชียก็จะมี  ประเทศจีน ฮ่องกง  ไต้หวัน สิงคโปร์  มาเลเซีย  ฟิลิบปินส์ อินเดีย  เกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศตะวันออกกลาง  คือ ซาอุฯ บรูไน  อิรัก อิหร่าน  อิสราเอล  ปากีสถานและใกล้บ้านเรา ก็มีเวียดนามและลาว เป็นต้น

สำหรับนักท่องเที่ยวไทย ที่มาเที่ยวอัมพวา จะเป็นวัยรุ่นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย อายุตั้งแต่ 15-30 ปี อายุจาก 30 ปีไปแล้ว ก็จะไปเที่ยวตลาดน้ำแห่งอื่น เช่นตลาดน้ำบางน้อย และตลาดน้ำท่าคา   เพราะเป็นตลาดน้ำเชิงอนุรักษ์  จะมีสินค้าพื้นบ้าน พื้นเมือง  และสินค้าเกษตร และประมงพื้นบ้านมาจำหน่าย   และค้าขายกันทางเรือ  ทางน้ำ  จึงเป็นธรรมชาติ   นักท่องเที่ยวที่เป็นผู้สูงอายุ จะชอบการท่องเที่ยวในรูปแบบที่กล่าวมา

ส่วนตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา  ตอนเปิดใหม่ๆ ก็เหมือนตลาดน้ำบางน้อยและท่าคา สินค้าที่นำมาขาย ก็เป็นสินค้นพื้นบ้าน พื้นเมือง   เป็นสินค้าจากการแปรรูปมาจากผลผลิตทางการทำเกษตร และประมงพื้นบ้าน   ที่เป็นสินค้าแปลกเก่า และสินค้าแปลกใหม่   ขายควบคู่กันไป  ตามรสนิยม  แต่ในปัจจุบัน  ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา เป็นสินค้าแปลกใหม่   และไม่ใช่สินค้าในจังหวัดสมุทรสงครามมีมากด้วย  และเป็นสินค้าประเภท เอาใจวัยรุ่น  ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้  และของที่ระลึก  ล้วนเป็นแต่สินค้าสำหรับคนรุ่นใหม่  คนรุ่นเก่าก็ต้องไปเที่ยวตลาดเก่า  ที่มีวัตถุโบราณ   มีวัดให้ไปท่องเที่ยวทางธรรม  และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  สิ่งแวดล้อม    ท่องเที่ยวเชิงเกษตร และประมงพื้นบ้าน จึงเป็นตลาดท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ

“แต่ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา ก็ยังคงเป็นตลาดยอดนิยมอยู่ติดอันดับ 4-5 ของประเทศไทยที่ 1 ก็จะเป็นที่ บางแสน พัทยา ภูเก็ต ชะอำ หัวหิน และเชียงใหม่  เชียงราย แม่ฮ่องสอน ถึงแม้อัมพวาจะอยู่ในอันดับ 4-5 ชาวอัมพวาก็ภาคภูมิใจที่จังหวัดที่มีพื้นที่น้อยที่สุดของประเทศไทย  คือจังหวัดสมุทรสงคราม  ติดอันดับใน 10  อันดับของประเทศไทย” สรรชัย กล่าว

สิ่งที่เป็นห่วงเป็นใยในเวลานี้ก็คือ การให้บริการของพ่อค้า แม่ค้า และผู้ให้บริการที่พัก และเรือนำเที่ยว ว่า  ควรจะให้บริการที่ดี  และต้องเป็นดีมากด้วย ดีธรรมดา  หรือดีปกติไม่เอา ต้องคำนึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เป็นอันดับ 1 เรื่องอาหารการกินเป็นอันดับ 2   อันดับ 3 คือสุขภาพของนักท่องเที่ยว   ที่ต้องเฝ้าระวัง และสังเกต  นักท่องเที่ยวบางคน  มีโรคประจำตัวหรือหรือไม่ หากไม่ได้แจ้งให้ทราบ  เมื่อมีอาการ  ต้องรีบให้คำปรึกษา  และพาส่งโรงพยาบาลทันที

การให้บริการในด้านที่พัก ควรสำรวจความเรียบร้อย ในเรื่องของความปลอดภัย ในเรื่องของสถานที่พักผ่อน   ในเรื่องของอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวที่ นักท่องเที่ยวจะเดินทางไปเที่ยว หรือไปที่พัก  อีกแห่งหนึ่งควรให้ข้อมูล  และแนะนำ  ในสิ่งที่ ผู้ประกอบการคิดว่า  ปลอดภัยที่สุด  เช่นเวลานั่งรถชมวิว ก็ให้คาดเข็มขัดนิรภัย ถ้าเป็นรถจักรยานยนต์  หรือจักรยานธรรมดา  ก็ให้สวมหมวกนิรภัย   นั่งเรือเที่ยว ก็ให้ สวมเสื้อชูชีพ   ตามระเบียบ ระบุไว้ว่า  หากนักท่องเที่ยว หรือผู้โดยสาร ไม่ยอมสวมเสื้อชูชีพ  นายท้ายเรือจะไม่ออกเรือ  ซึ่งกรมเจ้าท่า ผู้ออกกฎข้อนี้ออกมา เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว  หากเกิดอุบัติเหตุ ทางน้ำ

ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้ อยากให้มาเที่ยวตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา แล้วจะต่อยอดไปเที่ยวที่ไหน ก็แล้วความสะดวก ของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละคณะ โดยที่ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา  จัดงานปีใหม่ ซึ่งในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2560 จะมีกิจกรรมพิเศษ  คือการนับถอยหลัง  จาก พ.ศ.เดิม ถึง พ.ศ.ใหม่

จึงของเชิญทุกท่าน  ที่ต้องการมาเคาท์ดาวน์ที่ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา  รับรองไม่ผิดหวังส่วนเรื่องการให้บริการ เรื่องสถานที่ท่องเที่ยว ที่จะต่อยอด เที่ยวต่อไป ติดต่อสอบถามได้ที่  เจ้าหน้าเทศบาลตำบลอัมพวา และที่สำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานสมุทรสงคราม  ตรงทางแยกเข้าอัมพวา

ถ้ากลัวรถติด ตั้งแต่ทางแยกเข้าอัมพวาจนถึงตลาดอัมพวา เมื่อมาถึงวงเวียนอัมพวาแล้ว  ให้เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง  วิ่งตรงไป ถึงทางแยกแล้ว เลี้ยวขวา    จะเห็นทางเข้าวัดบางลี่ใหญ่  เข้าไปจอดในวัดบางลี่ใหญ่ ซึ่งจะมีเรือวิ่งรับส่งข้ามฟากให้ ค่าบริการคนละ ๕ บาท ไปกลับ ๑๐  บาท   หรือไม่จอดรถที่วัดบางนางลี่ใหญ่  วิ่งต่อไปก็จะ ถึงวัดภุมรินทร์กุฎีทอง จอดที่บริเวณวัดภุมรินทร์  จะมีเรือรับส่งข้ามฟาก ไปฝั่งตลาดน้ำอัมพวา  ค่าโดยสารคนละ 5 บาท ไปกลับ  10 บาทเช่นเดียวกัน  อย่าเสี่ยงเข้าอัมพวา   เพราะเจอปัญหารถติดแน่นอน

สราวุฒิ ศรีธนานันท์ รายงาน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

นักจิตวิทยาชี้’ฆ่าตัวตายตามคนดัง’เป็นไปได้หาก’เศร้า-เหงา’อยู่ก่อน แนะผู้ใหญ่เข้าใจเด็ก-วัยรุ่น

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309873

นักจิตวิทยาชี้'ฆ่าตัวตายตามคนดัง'เป็นไปได้หาก'เศร้า-เหงา'อยู่ก่อน แนะผู้ใหญ่เข้าใจเด็ก-วัยรุ่น

นักจิตวิทยาชี้’ฆ่าตัวตายตามคนดัง’เป็นไปได้หาก’เศร้า-เหงา’อยู่ก่อน แนะผู้ใหญ่เข้าใจเด็ก-วัยรุ่น

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 21.21 น.

19 ธ.ค. 2560 จากกรณีข่าวการฆ่าตัวตายของ จงฮยอน สมาชิกวง SHINee บอยแบนด์ดังจากเกาหลีใต้ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น และมีแฟนคลับเสียใจเป็นจำนวนมาก จนมีข่าวตามมาหลังจากนั้นไม่นานว่ามีแฟนคลับชาวไทยรายหนึ่งโพสต์ข้อความว่าขอลาไปอยู่กับไอดอลหนุ่มก่อนจะฆ่าตัวตายตาม ซึ่งมีการแชร์กันในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันนั้น

ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา กล่าวกับทีมข่าว นสพ.แนวหน้า ว่าการฆ่าตัวตายตามบุคคลผู้มีชื่อเสียงในสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนกลับไปก็เคยมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ อย่างไรก็ตามคนที่จะฆ่าตัวตายมักเป็นคนที่มีภาวะซึมเศร้าอยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างมากระตุ้นก็พร้อมจะลงมือได้ทันที เมื่อประกอบกับสังคมสมัยใหม่ที่ต่างคนต่างอยู่ ผู้คนปฏิสัมพันธ์ผ่านหน้าจอออนไลน์มากกว่าพบเจอตัวตนกันจริงๆ ปัญหาความเศร้าความเหงาจึงรุนแรงขึ้นไปด้วย

ดร.วัลลภ กล่าวต่อไปว่า ในบางสังคมมีปัจจัยเอื้อให้คนมีภาวะซึมเศร้า เหงาและเครียดได้มาก เช่นในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่สภาพสังคมมีการตีกรอบชีวิตผู้คนไว้อย่างเคร่งครัด ทุกอย่างต้องเป็นระเบียบ และมีการแข่งขันมีความกดดันสูง การทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่อาจอยู่ต่อไปในสังคมได้ สภาวะแบบนี้ยั่วยุให้คนคิดฆ่าตัวตายได้ง่าย แม้จะมีสื่อบันเทิง มีดารามีนักร้องก็ตาม เพราะกลายเป็นว่าไปเห็นคนดังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแทน

“พอไอดอลคนที่เขารักมากๆ เกิดฆ่าตัวตายขึ้นมา เขาก็รู้สึกว่าเขาอยู่ไม่ได้ เพราะเขารู้สึกว่าที่อยู่ได้เพราะมีอารมณ์ร่วมกับไอดอล กับดารานักร้องคนนี้ พอดาราตายเขาก็ตายตาม” ดร.วัลลภ กล่าว

นักจิตวิทยาชื่อดัง ยังกล่าวอีกว่า สำหรับสังคมไทย จุดที่น่าห่วงคือพ่อแม่หรือผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ชอบใช้วิธีออกคำสั่ง หรือใช้คำพูดดุด่าบุตรหลาน เพราะขัดกับธรรมชาติของเด็กและวัยรุ่นนั้นต้องการอิสระทางความคิด เมื่อผู้ใหญ่ยิ่งสั่งยิ่งดุเด็กก็จะรู้สึกต่อต้าน สำหรับตนในฐานะที่เคยช่วยเหลือผู้มีปัญหาทางจิต พบว่าหลายรายมีปมมาจากครอบครัว โดยเฉพาะจากพ่อแม่ที่ใช้คำพูดรุนแรงกับลูก แทนที่จะค่อยๆ คุยกันดีๆ จึงกลายเป็นการซ้ำเติมคนที่สภาพจิตใจกำลังเปราะบางอยู่แล้วให้ทุกข์หนักขึ้นไปอีก

“ถ้าพูดจริงจังบังคับเขาจะยิ่งต่อต้าน คือคำว่าห้าม อย่า ไม่ มันเป็นคำพูดด้านลบ คือต้องสอนไม่ใช่เอาแต่สั่ง” ดร.วัลลภ กล่าวย้ำ

ในวันเดียวกัน นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สำหรับความกังวลเป็นห่วงแฟนคลับ หวั่นเกิดการฆ่าตัวตายเลียนแบบคนดัง หรือที่เรียกว่า Copycat Suicide ในเมืองไทยนั้น การเลียนแบบจะไม่เกิดขึ้นกับคนที่ไม่มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่ก่อน แต่สำหรับคนที่คิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว อาจจะทำให้เห็นช่องทางหรือวิธีการที่จะฆ่าตัวตายมากขึ้น ถ้าบุคคลที่ฆ่าตัวตายมีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักในสังคม จะมีผลให้คนมีความคิดที่จะฆ่าตัวตายตามได้

นพ.บุญเรือง กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ต้องดูความเปราะบางด้านจิตใจ หรือผูกพันกับผู้ตายขนาดไหน ผูกพันมากก็ทำให้หวั่นไหวตามมาก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ในเมืองไทยกระแสการฆ่าตัวตายเลียนแบบบุคคลมีชื่อเสียงจะยังมีไม่มากนัก ก็ไม่ควรชะล่าใจ ซึ่งเรื่องนี้ต้องระวัง และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต้องช่วยกันไม่ให้เกิดขึ้น อย่างสื่อเอง ในการพาดหัวหรือการแจงรายละเอียดการฆ่าตัวตายก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะหากบรรยายมากเกินไปอาจเกิดผลกระทบได้ แต่ให้เน้นไปที่แนวทางการป้องกัน ดูแล ช่วยเหลือ ผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายให้มากขึ้น

ข้อความลาตายของแฟนคลับรายหนึ่ง

ที่มา : https://mgronline.com/entertainment/detail/9600000127352

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวอีกว่า พ่อแม่ผู้ปกครองต้องใส่ใจ ซักถาม และทำความเข้าใจ หากพบลูกหลานมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น ร้องไห้บ่อย เก็บตัว ไม่พูด เหม่อลอย บางครั้งจะพูดถึงเรื่องฆ่าตัวตาย บ่นไม่อยากมีชีวิต ชีวิตไม่มีคุณค่า เป็นต้น สัญญาณเตือนเหล่านี้ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ อย่าคิดว่าเป็นการพูดเล่น เพราะนั่นเท่ากับปล่อยโอกาสการช่วยเหลือให้ลดลง รวมไปถึงต้องดูแลเด็กที่เคยฆ่าตัวตายมาแล้วอย่างใกล้ชิด เพราะมีโอกาสที่จะกลับไปทำซ้ำ และโอกาสที่จะทำสำเร็จก็มีมากเช่นกัน แม้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ป้องกันไว้ก่อนดีที่สุด

“สำหรับแฟนคลับก็ขอให้ชื่นชมในความสามารถของบุคคลนั้น การฆ่าตัวตายไม่ใช่ทางออกของปัญหา ขอให้มองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์ มองเป็นบทเรียน ไม่มีใครอยากฆ่าตัวตาย และคงไม่หวังที่จะให้คนอื่นฆ่าตัวตายตาม การฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ ส่วนภาวะซึมเศร้าก็สามารถรักษาให้หายได้เช่นกัน หากเกิดภาวะซึมเศร้า คิดสั้น ทำใจไม่ได้ ให้พูดคุยกับคนใกล้ชิด หรือปรึกษาจิตแพทย์ ซึ่งการปรึกษาจิตแพทย์ไม่จำเป็นว่าต้องป่วย ทุกคนสามารถปรึกษาเพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

“จงฮยอน” 1 ในสมาชิกวง SHINee

ด้าน นพ.ณัฐกร จำปาทอง ผอ.รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ กล่าวเสริมว่า อัตราการฆ่าตัวตายล่าสุด ของคนไทย    ปี 2559 อยู่ที่ 6.35 ต่อประชากรแสนคน ลดลงจากปี 2558 ที่มีอัตรา 6.47 ต่อประชากรแสนคน โดยช่วงอายุ 35-39 ปี มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด จึงขอย้ำว่าปัญหาการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องใกล้ตัว เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งทุกคนสามารถช่วยป้องกันและลดปัญหาการฆ่าตัวตายลงได้

“สัญญาณเตือนของการฆ่าตัวตาย เช่น เวลาพูด มีน้ำเสียงวิตกกังวล สีหน้าเศร้าหมอง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ พูดเปรยๆ ว่าอยากตาย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้มีปัญหาโรคซึมเศร้าอยู่เดิม ประสบปัญหาชีวิต ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง ทั้งนี้ คนรอบข้างสามารถช่วยได้ โดย การใส่ใจ รับฟัง พูดคุยเป็นเพื่อน แม้กระทั่ง การกล่าวคำว่า ขอบคุณ เพื่อให้เขากล้าที่จะบอกความรู้สึกทุกข์ทรมานใจ และกล้าที่จะยอมรับความช่วยเหลือจากสังคมและคนรอบข้าง” ผอ.รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ ระบุ

นพ.ณัฐกร กล่าวต่อไปว่า แต่หากไม่ดีขึ้น ให้พยายามติดต่อครอบครัวหรือชุมชนให้ช่วยป้องกันดูแลส่งต่อเข้าสู่ขั้นตอนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป โดยสามารถโทรมาปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือสถานพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่งทั่วประเทศ ตลอดจน สามารถประเมินภาวะเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง พร้อมรับแนวทางการช่วยเหลือได้ที่ แอพลิเคชั่น Sabaijai ดาวน์โหลดได้ฟรี ทั้งระบบ android และ ios

“ความจริงเฉลย” ไม่มีแฟนคลับฆ่าตัวตายตามไอดอลเกาหลีแต่อย่างใด

ที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9600000127632

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมามีรายงานเพิ่มเติมว่า ข่าวแฟนคลับชาวไทยของ จงฮยอน แห่งวง SHINee โพสต์ข้อความทิ้งท้ายก่อนลาตายตามไอดอลชาวเกาหลีดังกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง โดยมีผู้สอบถามไปยังผู้ที่แต่งเรื่องนี้ขึ้น และได้รับคำตอบว่าไม่มีการฆ่าตัวตายแต่อย่างใด แต่ยอมรับว่าผู้แต่งเรื่องนี้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ทั้งนี้ผู้ที่ให้ข่าวได้ขอร้องชาวเน็ตว่าอย่าได้ต่อว่าหรือประณามเจ้าของเรื่องนี้เลย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ตามไปดู! เจ้าหมูป่าสุดชิค ผู้หลงไหลเสียงดนตรี แห่งเกาะตะรุเตา

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309870

ตามไปดู! เจ้าหมูป่าสุดชิค ผู้หลงไหลเสียงดนตรี แห่งเกาะตะรุเตา

ตามไปดู! เจ้าหมูป่าสุดชิค ผู้หลงไหลเสียงดนตรี แห่งเกาะตะรุเตา

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 21.13 น.

วันที่ 19 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหล่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาเที่ยวบนเกาะตะรุเตา ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ต่างชื่นชอบและออกถ่ายรูปเจ้าหมูป่าตัวใหญ่ที่ออกมาร่วมสนุกกับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่มาเที่ยวพักบนเกาะตะรุเตา เกาะกลางทะเลฝั่งอันดามันในพื้นที่ของจังหวัดสตูล

โดยทางนักท่องเที่ยวได้อัดคลิปวีดีโอเจ้าหมูป่าตัวขนาดใหญ่ ที่ออกมานอนฟังเพลงดนตรีสดแบบสบายๆที่ไม่สนใจนักท่องเที่ยวเลยแม้สักนิด โดยเจ้าหมูป่าตัวนี้ออกมาจากป่าในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะรุเตา ทุกครั้งเมื่อวันใดที่มีนักท่องเที่ยวคนไทยหรือชาวต่างชาติมาเที่ยวมาพักผ่อนในยามค่ำคืนบนเกาะแห่งนี้ และมีกิจกรรมยามค่ำคืนของนักท่องเที่ยวหากนักท่องเที่ยวมาร้องเพลงเล่นดนตรี ทำนองเพลงเพราะๆ จะพบเห็นเจ้าหมูป่าออกมานอนฟังเพลงอยู่ข้างๆนักท่องเที่ยว

ขณะที่เจ้าหมูป่าตัวนี้ มักจะออกมานอนกับพื้นสนามหญ้าแบบสบายไม่กลัวหรือตกใจนักท่องเที่ยวแม้สักนิดเลย แถมบางครั้งยิ่งขยับตัวเข้าไปใกล้ๆกลุ่มนักดนตรี ทำให้เจ้าหมูป่าตัวนี้กลายเป็นจุดเด่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเกาะแห่งนี้มากยิ่งขึ้น ด้วยความคุ้นเคยกับมนุษย์จากหมูป่าที่ประชาชน นักท่องเที่ยวทั่วไปที่รู้ว่าหมูป่ามักจะดุชอบวิ่งไล่กัดแต่หมู่ป่าที่เกาะตะรุเตาแห่งนี้ไม่ดุและไม่ทำร้ายนักท่องเที่ยวด้วยซ้ำ

นายพันธ์พงษ์  คงแก้ว หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตะรุเตา เปิดเผยว่า  หมูป่าที่เกาะตะรุเตาแห่งนี้ไม่ทำร้ายนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวบนเกาะแห่งนี้ แถมหมูป่าบางทีจะพาลูกๆของมันออกมาด้วยเป็นฝูงมาถึงเกือบ 10 ตัวก็มี โดยเจ้าหมูป่าจะมีอยู่หนึ่งตัวที่ชอบฟังเสียงดนตรีอย่างมาก เวลาที่นักท่องเที่ยวมาพักบนเกาะมาร้องเพลงดีดกีตาร์เจ้าหมู่ป่าจะออกมานอนข้างๆ จนเป็นที่พอใจและชื่นชอบของนักท่องเที่ยวในกลุ่มรักษ์ธรรมชาติอย่างมากที่สุด

นอกจากหมูป่าแล้วยังมีลิงแสมที่น่ารัก  และนกหลากหลายสายพันธุ์ที่มาบินหาอาหาร และทางอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตาจึงขอเชิญพี่น้องมาเที่ยวพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ได้ครับ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,890,755 hits

Join 4,117 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

พลังผู้หญิง ‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ เปิดกว้างทุกความเป็นไปได้ องค์กรแห่งโอกาส เท่าเทียม ยั่งยืน ให้ ‘ผู้หญิง’ เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด
โสภณ ตลก หมอวรงค์ ชี้สภาเลี้ยงข้าวสส.มานานแล้ว
พรุ่งนี้น้ำมันขึ้นราคา! พิพัฒน์เผยตรึงดีเซลไม่เกิน 33 บาท ยันไม่ขาดแคลน
อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ
พลังงาน สั่งระดมรถบรรทุก-เพิ่มรอบส่งน้ำมัน เร่งกระจายเข้าปั๊มทั่วประเทศ แก้ขาดแคลน
ศึกตะวันออกกลางลามวิกฤต! สว.ชิบ ชี้ระบบสำรองน้ำมันไทยป่วยหนัก บี้รัฐเร่งอุดช่องโหว่
มก.ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
หัวอกแม่เจ็บจี๊ด‘โอ๋ ภัคจีรา’ป้องลูกสาวได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินเพราะเป็นลูกดารา
อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์
งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ 'การเลิกสูบ' ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

Recent Posts

  • อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ
  • อิรักรุดเจรจาอิหร่าน ขอเปิดทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”
  • เอเชียคุมเข้มพลังงาน หลายประเทศงัดมาตรการฉุกเฉิน รับมือวิกฤตน้ำมันตึงตัวจากสงครามตะวันออกกลาง
  • นักเขียนวางยาฆ่าสามี ฮุบสมบัติ 4 ล้านดอลลาร์ ก่อนแต่งหนังสือเด็กรับมือความสูญเสีย

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d