วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 12.15 น.
หลายปีกับการมีงานทำที่ถดถอย และการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ตลาดแรงงานปีหน้าจะเป็นเช่นไร? (ตอนที่ 1)
นับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขึ้นบริหารประเทศตั้งแต่กลางปี 2557 จนถึงปลายปี 2560 โดยมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศให้เกิด ความมั่นคง ความมั่งคั่งและความยั่งยืน ความพยายามในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศหลุดพ้นจากหุบเหวแห่งความตกต่ำและฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาอันสั้น ความพยายามที่จะเร่งอุปสงค์ของตลาดแรงงานให้ซึมซับแรงงานใหม่ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้การมีงานทำสูงดังเช่นก่อนหน้าในปี 2556 และปี 2557 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
จากภาพที่ 1 จะเห็นว่าการจ้างงานแม้จะผันผวนไปตามฤดูกาล การจ้างงานจะสูงสุดในช่วงกลางปี (เดือน มิ.ย.-ส.ค.) ของทุกปี และต่ำที่สุดในช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. ของทุกปี ในช่วงปี 2557 (กลางปี) ซึ่งรัฐบาล คสช. บริหารงาน แต่การจ้างงานก็ยังต่ำกว่าปี 2556 เกือบทุกเดือนโดยเฉพาะในเดือน เม.ย. การจ้างงานปี 2557 ต่ำกว่าปี 2556 ประมาณ 7 แสนคน และในเดือนที่มีการจ้างงานสูงสุด คือ เดือน มิ.ย. การจ้างงานต่ำกว่าปี 2556 ถึงประมาณ 5 แสนคน ในช่วงนี้น่าจะเป็นสภาพตามปกติที่รัฐบาลยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้เกิดการลงทุนใหม่จึงยังไม่มีโครงการใหม่และตำแหน่งงานใหม่ๆ เกิดขึ้นมากพอที่จะดูดซับอุปทานแรงงานเก่าและใหม่ได้หมดทำให้การมีงานทำลดลง
สถานการณ์การจ้างงานอีก 2 ปี ถัดมาคือ ในปี 2559 ก็ยังไม่ดีขึ้นเกือบทั้งปี การจ้างงานยังต่ำกว่าปี 2556 เกือบทุกเดือนโดยเฉพาะช่วงหลังของปี การจ้างงานในปี 2559 และ 2560 (ประมาณการโดยผู้เขียน 2 เดือนสุดท้าย) ลดลงเป็นอย่างมาก ต่อเนื่องกันหลายเดือน ซึ่งแน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อความสามารถในการหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวของประชากรวัยแรงงานให้เพียงพอซึ่งต้องทำด้วยความยากลำบากถึงแม้รัฐบาลจะใช้ความพยายามลดความทุกข์ยากโดยการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองอีกด้านหนึ่งของเหรียญก็คือ เมื่อการจ้างงานลดลงก็จะส่งผลให้กำลังแรงงานที่ไม่ได้รับการจ้างงาน (คนว่างงาน) จะมีจำนวนสูงขึ้นทุกปีเช่นเดียวกัน ดังปรากฏในภาพที่ 2 ในปี 2556 การว่างงานโดยรวมต่ำกว่าร้อยละ 1 โดยมีการว่างงานสูงสุดในเดือนกรกฎาคม 3.6 แสนคน ใน ปี 2557 การว่างงานสูงที่สุดในเดือนมิถุนายนสูงถึง 4.5 แสนคน และเมื่อพิจารณาข้อมูลจำนวนการว่างงานทั้งปีก็พบว่า เปรียบเทียบปีต่อปีแล้ว ปี 2557 มีการว่างงานสูงกว่าปี 2556 ถึง 8 ใน 12 เดือน
สถานการณ์การว่างงานยังตกต่ำต่อเนื่องไปอีกเมื่อการมีงานทำยังไม่ค่อยฟื้นตัว อันเกิดจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น การส่งออกตกต่ำฟื้นตัวยังไม่มากพอ ราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญๆ ตกต่ำอย่างกว้างขวาง เป็นต้น ส่งผลให้จำนวนการว่างงานยังสูงกว่าช่วงเวลาเดือนเดียวกันถึง 10 เดือน ทั้งในปี 2559 และ 2560 (ประมาณการ) จึงพอที่จะอนุมานได้ว่า รัฐบาลกำลังเผชิญทั้งปัญหาการจ้างงานถดถอยและการว่างงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
..ดังนั้นถ้าจะให้คาดประมาณไปในปี 2561 ว่าจะเป็นปีที่สดใสของตลาดแรงงงานหรือไม่ ขอตอบได้เลยว่า “เป็นไปได้ยาก” ถ้ายังจะพัฒนาเศรษฐกิจเหมือนก่อนปี 2556 แต่ที่จริงแล้วรัฐบาลภายใต้การนำของท่านพลเอก ประยุทธ์ได้ทำอะไรไปมากในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการวางแผนพัฒนาประเทศในระยะยาวซึ่งยังไม่มีรัฐบาลก่อนหน้านี้เคยทำมาก่อน ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขนส่ง และระบบ โลจิสติกส์เสียใหม่เป็นต้นเพียงแต่ยังไม่เห็นผลในทันทีในขณะนี้เท่านั้น..
จากที่กล่าวมาในภาพรวมทำให้เห็นชัดเจนในช่วงเวลาที่ผ่านมา “ถึงแม้รัฐบาลจะใช้ความพยายามพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องภายใต้ภาวะการส่งออกที่มีการแข่งขันอย่างสูง แต่ประเทศกลับยังจมปลักอยู่กับการพึ่งพาตนเองไม่ได้มากนัก” เช่น การขยายตัวของเศรษฐกิจต้องพึ่งพาการส่งออกซึ่งขับเคลื่อนโดยบริษัทขนาดใหญ่จากต่างประเทศ การพึ่งพาการส่งออกยังมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม
แต่เมื่อ “การส่งออกไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็ว” ตามที่คาดหวังไว้ “รัฐบาลก็ต้องหันมาอาศัยตัวกระตุ้นภายในประเทศ” ซึ่งมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมที่ต่ำกว่าการส่งออกมาก เช่น “การใช้จ่ายในการบริโภคของเอกชน” แต่ก็มีปัญหาในเรื่องของ “รายได้ของประชาชนมากกว่า 24% ของคนทำงาน ซึ่งมีรายได้จากการเกษตรที่มีราคาต่ำที่สุดในรอบหลายปี” เช่นราคาข้าว ราคายาง ราคากุ้ง ราคาปาล์ม ฯลฯ ล้วนแต่ก็ยังไม่สามารถจะฟื้นตัวได้โดยง่าย
..เกษตรกรแต่ละครัวเรือนบางภาคที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเหล่านี้รายได้ลดลง มีหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบมากกว่าสองแสนบาท จึงไม่มีจิตใจจะมาจับจ่ายใช้สอยเพื่อช่วยชาติ เพราะตัวเองกับครอบครัวยังลำบากอยู่มาก (ผู้อยู่ในทะเบียนยากจนของรัฐส่วนมากเป็นแรงงานนอกระบบและเกษตรกรมากกว่า 10 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 3 ของคนหาเงิน)..

“NIDA Poll” ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สอบถามความคิดเห็นประชาชนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,250 คน เมื่อ 20-21 พ.ย. 2560 เรื่อง “ช้อปช่วยชาติ” ก่อนเผยแพร่ผ่านสื่อเมื่อ 26 พ.ย.2560 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีภาระค่าใช้จ่ายประจำอยู่แล้ว จึงไม่ประสงค์จะเข้าร่าวมโครงการช้อปช่วยชาติ
ที่มา : http://nidapoll.nida.ac.th/index.php?op=polls-detail&id=567#
เมื่อหันมาหาเรื่องของการลงทุนใน “ภาคอุตสาหกรรมและบริการ” ก็เผชิญปัญหาหลายประการที่ไม่เอื้อให้ต่างชาติใหม่ๆ นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่อง ขาดแคลนแรงงงานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ “อุตสาหกรรมเดิมส่วนใหญ่เป็น SMEs มีจำนวนมากกว่าร้อยละ 90 ของสถานประกอบการ ที่มีข้อจำกัดในเรื่อง ทุน เทคโนโลยี นวัตกรรมที่เป็นของตัวเอง” และมีขีดความสามารถในการตลาดและการส่งออกจำกัด
จริงอยู่ที่รัฐบาลใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะช่วยปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและภาคการค้าและบริการให้หันเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยเฉพาะไทยแลนด์ 4.0 โดยเร่งใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์กับภาคการผลิตและภาคบริการซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีอย่างแน่นอน เนื่องจากไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิมๆได้อีกต่อไป “ในอดีตถึงแม้ว่าจะมีการลงทุนและร่วมทุนกับต่างประเทศมายาวนานมากกว่า 30 ปี แต่กลับไม่ได้ดูดซับเอานวัตกรรมจากการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ” เพื่อให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้บ้าง
ในที่สุดขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่เราพยายามทำและเรียกร้องขอความร่วมมือกับประเทศอื่นให้เขามาลงทุนในประเทศไทย “การเชื้อเชิญให้นักลงทุนใหม่เข้ามาอีกครั้ง ก็จะถูกตั้งเงื่อนไขเรื่องสิทธิประโยชน์ หรือขู่ว่าจะไปลงทุนในประเทศอื่นๆ ที่ให้สิทธิประโยชน์ที่ดีและมีแรงงานจำนวนมหาศาลรออยู่” เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย หรือ แม้แต่ฟิลิปปินส์ก็ตาม เราจึงเห็น FDI (Foreign Direct Investment-การลงทุนจากต่างชาติ) ใหม่ๆ เข้ามาไม่ใช่เรื่องง่ายจึงขยายตัวอย่างเชื่องช้า
3 ปีกว่า ของรัฐบาล เม็ดเงินจาก FDI ยังเข้ามาน้อยมากแต่ก็ยังมีหวัง เมื่อประเทศไทยเราพยายามจะเร่งพัฒนาการค้าชายแดนด้วยเขตเศรษฐกิจพิเศษและที่สำคัญที่สุดคือ Eastern Economics Corridor (EEC) โดยคาดหวังว่าจะเป็น New Trend สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมต่อเนื่องทางด้านการค้าและบริการ เป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์
..โดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้วยแล้ว ถ้าเรายังทำแบบเดิมๆไม่พัฒนาบริษัทของคนไทยให้มีนวัตกรรมเป็นของตนเองบ้าง เราก็ยังจะทำความผิดพลาดแบบเดิมๆ โดยให้สิทธิประโยชน์พิเศษกับบริษัทต่างชาติโดยไม่มีเงื่อนไขด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในที่สุดไทยก็ต้องเผชิญกับปัญหาเหมือนเดิมๆ คือ ไม่สามารถพัฒนาประเทศให้มั่งคั่งและยั่งยืนได้..

“กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle Income Trap) หมายถึงการพัฒนาประเทศที่ในช่วงแรกสามารถเปลี่ยนจากประเทศยากจนขึ้นมาเป็นประเทศระดับปานกลางได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่สามารถพัฒนาให้หลุดจากสถานะปานกลางดังกล่าว ขึ้นไปเป็นประเทศร่ำรวยหรือประเทศพัฒนาแล้วได้ ซึ่งสาเหตุคือภาคการผลิตในประเทศยังคงเป็นได้แต่เพียง “คนรับจ้างทำของให้ผู้อื่น” เท่านั้น ไม่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีขึ้นมาเป็นของตนเอง
ทางออกสุดท้ายสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ คือ “ต้องใช้เครื่องมือด้านการใช้จ่ายของภาครัฐ” แต่ก็น่าเสียดายว่า “งบประมาณส่วนใหญ่ใช้ไปกับ เงินเดือน และค่าตอบแทน การใช้คืนเงินกู้รวมทั้งเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ในส่วนของสวัสดิการต่างๆก็เพิ่มขึ้นทุกปีๆ” ทำให้งบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศโดยรัฐมีขอบเขตจำกัดมากๆ ถึงแม้ว่ารัฐไทยจะกู้มาเพิ่มเติมเพื่อใช้จ่ายในการลงทุนแต่ก็ทำได้จำกัดเนื่องจากต้องรักษาไว้ซึ่งวินัยด้านการคลัง
นโยบายทางการคลังที่ถูกนำมาใช้ก็ถูกจำกัดโดยงบประมาณของรัฐที่มีจำกัด การอาศัยค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดูอ่อนล้ามาก เมื่อพิจารณาองค์ประกอบทางด้านเศรษฐกิจทั้ง 4 ตัวแปร คือ การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนจากภาคเอกชน การลงทุนโดยภาครัฐและการตกต่ำของการส่งออกจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ (แข่งขันสู้เขาไม่ได้)
..การขยายตัวเศรษฐกิจ (GDP) โดยรวมในปี 2561 ก็อาจจะยังไม่สามารถเติบโตในระดับที่สูงคงจะป้วนเปี้ยนอยู่ในระดับ 4% แต่น่าจะดีกว่าปี 2560 ซึ่งทุกท่านก็ได้ทราบจากผลการศึกษาของหลายหน่วยงานรวมทั้ง TDRI ซึ่งให้ตัวเลขการคาดประมาณการเติบโตจะอยู่ระหว่าง 3.5-4.5 % ..
การที่เศรษฐกิจอาจจะไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็วอย่างที่รัฐบาลที่มาจากร่มเงาของ คสช. คาดหวังไว้ แต่การที่เศรษฐกิจที่คาดหวังเอาไว้ว่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานคนไทยในภาพรวมให้ฟื้นตัวได้เช่นกัน แต่ก็ขึ้นกับ “ฝีมือของประชารัฐ” จะช่วยกันปรับปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างอุปทานกับอุปสงค์ของแรงงานและคนทำงานให้สอดคล้องกับทิศทางใหม่ คือการพัฒนาประเทศโดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลังได้อย่างไร?
การที่จะทำเช่นนี้ได้..รัฐบาลไม่มีทางเลือกมากนักที่จะต้องหันมาให้ความสนใจกับการผลิตและพัฒนากำลังของประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งผู้เขียนจะได้เขียนในตอนต่อไป!!!
ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)