Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

หนุนห้ามกินเหล้าในอุทยาน ศวปถ.เชื่อลดเจ็บ-ตายส่งท้ายปี

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309498

หนุนห้ามกินเหล้าในอุทยาน ศวปถ.เชื่อลดเจ็บ-ตายส่งท้ายปี

หนุนห้ามกินเหล้าในอุทยาน ศวปถ.เชื่อลดเจ็บ-ตายส่งท้ายปี

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 14.56 น.

ศวปถ.หนุนห้ามนำเหล้าเข้าอุทยาน ไม่ขายไม่ดื่ม เพิ่มพื้นที่ปลอดภัย เชื่อ ปชช.ออกท่องเที่ยวเร็วกว่ากำหนด หวั่นกลุ่มดื่มฉลองข้ามคืน ส่งผลต่อสมรรถนะการขับรถวันรุ่งขึ้น เสี่ยงหลับใน-เมาแล้วขับ ด้านเครือข่ายต้านเหล้า ชี้ร้องเรียนแจ้งเหตุคนเมาป่วนอุทยาน โทร.1362    

18 ธ.ค.60 นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนทางถนน(ศวปถ.) เปิดเผยว่า การมีมาตรการ ห้ามนำเข้าและจำหน่ายสุราในพื้นที่อุทยาน ซึ่งเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปพักค้างคืน จะเป็นการช่วยป้องกันความเสี่ยง ทั้งเรื่อง ดื่ม/เมาขับ และลดความเสี่ยงจากหลับในเพราะการดื่มฉลองข้ามคืน จะส่งผลต่อสมรรถนะการขับรถในวันรุ่งขึ้น จึงสนับสนุนมาตรการนี้อย่างเต็มที่ และอยากให้ปฏิบัติได้จริงในทุกอุทยานและวนอุทยาน และอยากให้นักท่องเที่ยวเคารพกติกานี้ด้วย ไม่ควรนำเหล้าเบียร์เข้าอุทยานเด็ดขาด ส่วนเจ้าหน้าที่ อุทยานต้องคุมเข้มไม่ปล่อยปละละเลย หากยังปล่อยให้ลักลอบนำเข้าไปได้ปัญหาเดิมๆ ซ้ำซากจะตามมา และไม่ใช่กระทบต่อตัวนักท่องเที่ยว ยังเป็นการรบกวนธรรมชาติสัตว์ป่าอย่างมิบังควร

“ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่า เจ็ดวันอันตรายช่วงปีใหม่ ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นจาก 7,805 รายเป็น 8,820 ราย หรือเพิ่มขึ้น 13%โดยเฉพาะวันที่ 29 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันแรกของเทศกาล มีผู้บาดเจ็บที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นถึง 33% จาก 816 ราย เป็น 1,089 ราย โดยตลอด 7 วันพบเยาวชน อายุต่ำกว่า 20 ปี ถึง 1 ใน5 หรือ 20.45% ประสบอุบัติเหตุโดยมีการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วยถึง 1,864 ราย เฉลี่ย 266.3 ราย/วัน หรือ 11 คน/ชั่วโมง ในช่วงปีใหม่ พบว่า ประชาชนมีแบบแผนการเดินทางที่เปลี่ยนไป โดยทยอยเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เร็วขึ้น ที่สำคัญคือมีการใช้รถส่วนบุคคลเพื่อเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 5-10% โดยเฉพาะเดินทางไปพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวฤดูหนาว เช่น อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน และจุดท่องเที่ยวอื่นๆจำนวนมาก โดยพื้นที่เหล่านี้ ส่วนใหญ่พบว่า มีสภาพเส้นทางคดเคี้ยว สูงชัน มีโอกาสเกิดทัศนะวิสัยที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ เช่น หมอกลง หรือฝนตก ซึ่งปีใหม่ที่ผ่านมา พบแนวโน้มอุบัติเหตุที่เกิดจากทัศนะวิสัย หมอก, ฝนตก สูงถึง 27% เพิ่มขึ้น 10% ถึงแม้บางท่านคิดว่า จะเลือกวิธีการดื่มบนรถขณะเดินทางเข้าพื้นที่อุทยาน หรือวนอุทยาน ก็ขอเตือนว่า ท่านจะมีความผิดทั้งกฎหมายเมาแล้วขับรวมไปถึงกฎหมายห้ามดื่มบนรถขณะรถอยู่บนทางอยู่บนถนน  ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 เดือนปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในการเดินทางท่องเที่ยวเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน ช่วงปีใหม่นี้ ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะดีที่สุด”นายแพทย์ธนะพงศ์ กล่าว

ด้านนายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ กล่าวว่า ต้องชื่นชมกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืชที่กล้าทำในเรื่องนี้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาพรวมของการท่องเที่ยว ความปลอดภัย และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รบกวนธรรมชาติและสัตว์ป่า อันเกิดจากพฤติกรรมกินดื่มที่สร้างปัญหา อย่างไรก็ตามในช่วงวันหยุดยาวต้นเดือนนี้ตนได้มีโอกาสไปตั้งแคมป์ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จุดกางเต้นท์ลำตะคอง ก็พบว่าโดยภาพรวมเรียบร้อยขึ้นมาก มีเพียงบางกลุ่มที่ยังแอบนำเหล้าเบียร์ขึ้นไปได้  ซึ่งในที่สุดก็เกิดปัญหาขึ้นจริงๆ ในกลุ่มวัยรุ่นที่กินดื่มเริ่มเสียงดังเอะอะโวยวายสร้างความรำคาญให้กับนักท่องเที่ยวรายอื่น และตัวเองก็ได้โทรศัพท์แจ้งร้องเรียนไปยังเบอร์ 1362 ซึ่งก็มีคนรับสายแม้เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน หลังจากแจ้งเหตุไปไม่เกิน 10 นาที พบว่า มีเจ้าหน้าที่อุทยานจำนวนหนึ่งเดินทางไปยังจุดที่มีวัยรุ่นส่งเสียงดังโวยวาย หลังจากนั้น กลุ่มดังกล่าวก็กลับมาอยู่ในความสงบ คาดว่า คงมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้สถานการณ์สงบเรียบร้อยลงได้

“อยากให้นักท่องเที่ยวที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากการที่นักท่องเที่ยวบางกลุ่มแอบนำเหล้าเบียร์ขึ้นไปดื่มกิน ฝ่าฝืนกฎหมาย รวมถึงปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน ให้แจ้งไปที่สายด่วน 1362 ซึ่งทางกรมอุทยานได้ออกแบบการประสานงาน การระงับเหตุและบังคับใช้กฎหมายเอาไว้อย่างน่าพึงพอใจ สุดท้าย อยากขอร้องนักท่องเที่ยวว่าอย่าละเมิดกฎหมาย และละเมิดสิทธิของคนอื่น ควรเสพธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ต้องการเปลี่ยนที่กินเหล้า เปลี่ยนบรรยากาศ” นายชูวิทย์ กล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รื้อออกแล้ว!ป้ายบอกทางซ้ำซ้อน หลังถูกโซเชียวตั้งคำถาม

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309497

รื้อออกแล้ว!ป้ายบอกทางซ้ำซ้อน หลังถูกโซเชียวตั้งคำถาม

รื้อออกแล้ว!ป้ายบอกทางซ้ำซ้อน หลังถูกโซเชียวตั้งคำถาม

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 14.55 น.

18 ธ.ค. 60 จากกรณี มีผู้ใช้เฟสบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Montri Piromrach ได้โพสตข้อความ ระบุว่า @ ช่วยผมคิดนิดหนึ่งว่า “ ป้ายบอกทางสองป้ายนี้แตกต่างกันยังไง” ผมคิดไม่ตก 1.ทุกพยางค์ทุกสัญลักษณ์เหมือนกันหมด, 2.ป้ายใหญ่ติดตั้งนานแล้ว ป้ายเล็กพึ่งติดตั้งน่าจะซัก 2-3 วัน, 3.ป้ายเก่าผุพังมั้ย = หึ, 4.ขวางทางจราจรมั้ย = หึ ตั้งอยู่บนฟุตบาท, 5.ป้ายเก่าตัวอักษรเรือนรางมั้ย = หึ แจ่มเลย, 6.เสาไม่แข็งแรงมั้ย = หึ โคตรแข็งแรง

และยังมีข้อความระบุอีกว่า ผมก็แค่สงสัยในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี คนที่เป็นผู้รับผิดชอบ อาจจะต้องการให้ประชาชนปลอดภัย สีตัวอักษรอาจแตกต่างกัน แต่ผมไม่รู้เรื่องสี ผมดูยังไงก็เหมือนกัน และอีกอย่างตั้งป้ายใหม่ทำไมถึงไม่รื้อป้ายเดิม ดูตามรูป

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พบป้ายบอกทางดังกล่าว อยู่ตรงบริเวณก่อนถึงสี่แยกไฟแดงอ่าวอุดมฝั่งขาเข้าศรีราชา ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า ป้ายบอกทางดังกล่าว  ได้ถูกเจ้าหน้าที่ รื้อถอนไป 1 ป้ายเหลือเพียง 1 ป้าย จากเดิมมี 2 ป้าย มีข้อความเขียนในป้าย อ.ศรีราชา 8 กม. ชลบุรี 29 กม.  บ.อ่าวอุดม 2 กม. บ.ทุ่งสุขลา 2 กม.

จากการสอบถามประชาชน บริเวณดังกล่าว บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ก่อนลงพื้นที่มีเจ้าหน้ากรมทางหลวงได้รื้อถอนป้ายบอกทางไปหนึ่งป้าย แต่ตอนแรกก็รู้สึก งง ป้ายเดิมมีอยู่แล้วแต่ทำไมถึงนำมาติดตั้งซ้ำซ้อน เพราะป้ายก็เหมือนกันสภาพป้ายเก่าก็ยังใช้งานได้ และรู้สึกว่าใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า เพราะเป็นเงินภาษีของประชาชนควรคำนึงเงินของประชาชนด้วย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ถ้าผมตายฝากแม่ด้วยนะพี่! คำขอร้อง’น้องโอม’เด็กวัย11ป่วยหลายโรค ต้องดูแลทุกอย่างในบ้าน

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309425

ถ้าผมตายฝากแม่ด้วยนะพี่! คำขอร้อง'น้องโอม'เด็กวัย11ป่วยหลายโรค ต้องดูแลทุกอย่างในบ้าน

ถ้าผมตายฝากแม่ด้วยนะพี่! คำขอร้อง’น้องโอม’เด็กวัย11ป่วยหลายโรค ต้องดูแลทุกอย่างในบ้าน

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 11.04 น.

18  ธ.ค.60 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Poramet Misomphop” ได้มีการโพสต์เรื่องราวคำขอร้องของน้องโอม อายุ 11 ขวบ ซึ่งป่วยหลายโรค ได้แก่ โรคไตอักเสบเฉียบพลัน โปรตีนรั่ว และ โรค SLE (หรือโรค พุ่มพวง) อย่างไรก็ตาม น้องก็ต้องดูแลแม่ที่ป่วยเป็นอัมพฤต และต้องดูแลทุกอย่างในบ้าน

โดยน้องโอมได้ข้อร้องว่า  “พี่ครับ..ถ้าผมตายก่อนแม่ ผมฝากแม่ด้วยนะครับ” มันเป็นคำพูดข้อความสั้นๆแต่มันทำให้เมศ น้ำตาไหล
สะเทือนใจ จุอก เมศพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลแต่มันทำไม่ได้จริงๆ..”

เด็กคนนึงที่รับรู้ว่าตัวเองป่วยหนักขนาดนี้แต่หัวใจของน้อง หัวใจที่บริสุทธิ์ หัวใจที่มีความรักต่อแม่ของเค้ามันเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ที่เด็กคนนึงมีต่อแม่ของเค้าจริงๆ

นอกจากนี้ เจ้าของเฟซบุ๊ก ยังได้โพสต์เพิ่มเติมว่า ไม่ขอแจ้งพิกัดที่อยู่ของน้องโอม เพราะหวั่นมิจฉาชีพมาข่มขู่เรียกเงิน

อ่านฉบับเต็มคลิกที่นี้

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

กฎหมายห้ามชุมนุมในรัฐทหาร

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309424

กฎหมายห้ามชุมนุมในรัฐทหาร

กฎหมายห้ามชุมนุมในรัฐทหาร

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 11.02 น.

หากยังมีใครเชื่อว่ากฎหมายห้ามชุมนุม หรือ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้ชุมนุมอยู่อีก เขาผู้นั้นก็คงจะหูหนวกและตาบอดสนิท เทียบไม่ได้กับชาวบ้านธรรมดาๆ ที่มองเห็นโลกตามความเป็นจริงเสียยิ่งกว่า ดังเสียงสะท้อนแผ่วเบาของชาวบ้านคนหนึ่งในพื้นที่คัดค้านการทำเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย พูดเอาไว้ได้น่าสนใจว่า

“ก่อน คสช. ทำการรัฐประหาร พวกนายทุนหรือบริษัทฟ้องคดีเรา แต่พอหลัง คสช. รัฐประหาร รัฐกลับเป็นผู้ฟ้องคดีเรา”

นั่นคือเสียงสะท้อนจากรูปธรรมในพื้นที่ที่ผู้หญิง 7 คน ถูกรัฐกลั่นแกล้งโดยกฎหมายห้ามชุมนุมพ่วงกฎหมายอาญา โดยมีการกระทำเป็นขบวนการเริ่มจากสมาชิก อบต.เขาหลวง ในเขตหมู่บ้านโซนบนของตำบล แจ้งข้อหา  ตำรวจทำสำนวน และอัยการจังหวัดเลยส่งฟ้องศาลในวันสตรีสากลปี 2560 พอดิบพอดี ในข้อหา หนึ่ง-เป็นผู้จัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุม สอง-เป็นผู้เข้าร่วมการชุมนุมโดยไม่ชอบตามกฎหมาย

และสาม-กระทำการบังคับและข่มขืนใจสมาชิก อบต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย จำนวน 16 คนในเขตหมู่บ้านโซนบนของตำบลในระหว่างการประชุมสภาโดยบังคับและข่มขืนใจไม่ให้มีมติอนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้และ ส.ป.ก. เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด และน่าจะมีคดีใหม่ตามกฎหมายห้ามชุมนุมเกิดขึ้นอีกในเร็วๆ นี้ เป็นคดีคล้ายกันแต่ต่างกรรมต่างวาระอันเนื่องมาการประชุมสภา อบต. เขาหลวงหลายครั้งหลายหนในช่วงสามปีที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาวาระการอนุญาตขอใช้พื้นที่ป่าไม้และพื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ

ซึ่งชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านได้เข้าร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง และก็เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนแทบทุกครั้งเหตุเพราะสมาชิก อบต. เขาหลวงในเขตหมู่บ้านโซนบนของตำบลดื้อรั้นและดันทุรังผลักดันวาระการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้และพื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำเข้าสภา ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าการผลักดันเรื่องดังกล่าวจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและผลกระทบรุนแรงกับชาวบ้านในเขตหมู่บ้านโซนล่างของตำบลที่ตั้งอยู่ใกล้เขตเหมืองแร่

หญิงชาว ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย แสดงสัญลักษณ์ไม่ยอมรับข้อหาขัด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ขณะไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ อบต.เขาหลวง ฟ้องทั้ง 7 คน เมื่อ 18 มิ.ย. 2560 ซึ่ง อบต. กับชาวบ้าน มีความขัดแย้งเรื่องการขอต่ออายุใบอนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้และส.ป.ก. เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทเอกชน

ที่มา : https://www.citizenthaipbs.net/node/20675

ข้อความในเครื่องหมายคำพูด “ไม่ได้หมายความว่าพวกนายทุนฟ้องคดีชาวบ้านน้อยลง แต่หมายถึงว่าชาวบ้านเจอคดีมากขึ้น จากการที่พวกนายทุนมีผู้ส่งเสริมและสนับสนุน คือรัฐที่ออกมาจากที่ซ่อนชัดเจนขึ้น” เหตุที่รัฐฟ้องคดีชาวบ้านมากขึ้นก็เนื่องจากรัฐบาล คสช. ประกาศใช้กฎหมายห้ามชุมนุม ซึ่งแทนที่จะเป็นกฎหมายที่คุ้มครอง อำนวยความสะดวก ส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน แต่กลับกลายเป็นกฎหมายที่มีไว้ใช้ปกป้องนายทุนไปเสีย

กฎหมายฉบับนี้ได้ปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การชุมนุมและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาโครงการ นโยบายและกฎหมายร่วมกับรัฐ ด้วยการห้ามทำกิจกรรมแทบทุกรูปแบบที่เป็นการรวมตัวกันของประชาชน เช่น ยื่นหนังสือ ประชุม พิธีกรรม งานบุญ เดินขบวน ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ถูกตีความว่าเข้าข่ายการชุมนุมตามกฎหมายดังกล่าว

โดยบังคับให้ “ต้องแจ้งการชุมนุม” (ถ้าชุมนุมโดยไม่แจ้งก็มีความผิด) ซึ่ง “ตามหลักการแล้วเพียงแค่แจ้งให้ทราบ แต่กลับกลายเป็นว่าเป็นการแจ้งเพื่อขออนุญาต และส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่อนุญาต” หรือถ้าอนุญาตก็จะมีเงื่อนไขต่างๆ เต็มไปหมดจนทำให้การชุมนุมไม่มีพลังกดดันและต่อรองกับรัฐได้ จึงส่งผลให้ชาวบ้านหลายพื้นที่ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้คัดค้านโครงการพัฒนา นโยบายและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ ต้องโดนกฎหมายฉบับนี้เล่นงาน

นอกเหนือจากคดีของชาวบ้านที่ต่อสู้คัดค้านเหมืองทองคำจังหวัดเลยที่หยิบยกขึ้นมาแสดงให้เห็นไปแล้ว  ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่โดนคดีจากกฎหมายฉบับนี้ อาทิเช่น (1) ชาวบ้าน 27 คน จากพื้นที่เหมืองทองคำจังหวัดพิจิตรถูกฟ้องโดยอัยการในข้อหาร่วมกันชุมนุมปิดกั้นทางสาธารณะ ใส่หมวกหรือคลุมใบหน้าเพื่อปิดบังอำพรางตน และเป็นผู้จัดการชุมนุมแต่ไม่ควบคุมดูแลผู้ชุมนุมและไม่แจ้งการชุมนุมด้วย และข้อหาบุกรุกและข่มขืนใจตามกฎหมายอาญา  จากกรณีที่ไปขวางรถขนแร่ทองคำที่ลักลอบใช้ถนนสาธารณประโยชน์ขนแร่

(2) ชาวบ้านและนักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน 9 คน ถูกฟ้องโดยรัฐข้อหาชุมนุมโดยไม่ขออนุญาตและบุกรุกสถานที่ที่ใช้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบาราจังหวัดสตูลในยามวิกาล (3) ประชาชน 7 คนที่ชุมนุมคัดค้านการย้ายสถานีขนส่งจังหวัดขอนแก่นถูกฟ้องโดยอัยการฐานร่วมกันจัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง และกีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการใช้บริการในสถานีขนส่งสาธารณะและในสถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น

ชาวบ้าน 27 คนใน จ.พิจิตร ถูกฟ้องข้อหาขัด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 และข้อหาในกฎหมายอาญา กรณีไปขัดขวางรถขนแร่ทองคำจากเหมือง เมื่อ 20 มี.ค. 2560

ที่มา : http://www.tlhr2014.com/th/?p=3767

ยังไม่นับรวมการถูกข่มขู่คุกคามที่ไม่เป็นคดีอีกจำนวนมาก จนทำให้ประชาชนไม่สามารถลุกขึ้นมาทำการชุมนุมได้ แต่เพียงแค่คดีความที่ยกตัวอย่างให้เห็นก็พอจะบ่งบอกได้ชัดเจนว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มุ่งคุ้มครองผู้ชุมนุม  เพราะถ้ามุ่งคุ้มครองผู้ชุมนุมจริง คงไม่มีผู้ชุมนุมรายใดต้องเจอการฟ้องคดีจากรัฐเยี่ยงนี้ ในทางตรงกันข้าม  นับตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้บังคับยังไม่มีฝ่ายเจ้าพนักงานถูกฟ้องคดีแม้สักรายเดียวโทษฐานละเลยในการทำหน้าที่คุ้มครองผู้ชุมนุม

..กลับกลายเป็นว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อฟ้องคดีกลั่นแกล้งประชาชนไปเสีย ด้วยกฎหมายฉบับนี้ ทำให้รัฐบาล คสช. เดินหน้าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว โดยไร้การตรวจสอบและตั้งคำถามจากประชาชน..

โดยเนื้อหาสาระแล้ว กฎหมายฉบับนี้มีลักษณะปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพการชุมนุมของประชาชนหลายประการ ดังนี้ ประการแรก “มาตรา 7″ เปิดโอกาสให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจประกาศห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกินห้าสิบเมตรรอบรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาลทั้งหลายแหล่ ทั้งนี้ ถึงแม้กฎหมายจะกำหนดให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ต้องคำนึงถึงจำนวนของผู้เข้าร่วมชุมนุมและพฤติการณ์ในการชุมนุมว่าจะอนุญาตให้ชุมนุมรอบสถานที่เหล่านั้นได้หรือไม่ก็ตาม

แต่ก็เป็นดุลพินิจกว้างขวางที่อิงอยู่กับด้านของผู้ใช้อำนาจรัฐหรือผู้ปกครองที่มองสถานการณ์และความอ่อนไหวต่าง ๆ ในด้านของรัฐด้านเดียวเป็นหลัก โดยไม่มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการที่เป็นมาตรฐานใดกำหนดไว้  ยกเว้นก็แต่เอกสาร “คู่มือการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ไม่มีสถานะทางกฎหมาย เป็นเพียงแค่คู่มือแนะนำแก่เจ้าพนักงานเพื่อการบริหารจัดการชุมนุมและแนวทางการสอบสวนดำเนินคดีที่เกิดจากการชุมนุมเท่านั้น

ประการที่สอง “มาตรา 8″ จงใจที่จะทำให้การชุมนุมเกิดขึ้นไม่ได้ (หรือเกิดขึ้นได้แต่เป็นการชุมนุมแบบติด ๆ ขัด ๆ จนไร้พลังการต่อรอง) ในสถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐทุกแห่งทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงระดับท้องถิ่น อันได้แก่ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การของรัฐบาล องค์การมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยยกเรื่องการกีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการปฏิบัติงาน หรือการใช้บริการสถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐมาเป็นข้ออ้างหรือข้อห้ามไม่ให้เกิดการชุมนุม

ประการที่สาม “มาตรา 10-มาตรา 11” บังคับให้ขออนุญาตทำการชุมนุม ไม่ใช่เพียงแค่แจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงตามที่เข้าใจกันทั่วไป กล่าวคือ ในด้านผู้ชุมนุมถูกบังคับให้ต้องแจ้งการชุมนุมพร้อมเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดที่ไม่อาจปิดบังอำพรางแผนการชุมนุมที่สร้างแรงกดดันและพลังต่อรองกับรัฐได้เลย เช่น ต้องระบุวัตถุประสงค์ วัน ระยะเวลา สถานที่ชุมนุม จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม การขอใช้เครื่องขยายเสียงที่ต้องระบุกำลังขยายและระดับเสียงที่จะใช้สำหรับการชุมนุมให้ชัดเจน การขอชุมนุมแบบอยู่ประจำที่หรือจะเคลื่อนไหว/เคลื่อนย้ายไปบริเวณอื่น  ฯลฯ  แก่ผู้รับแจ้งการชุมนุม

เพราะเดือดร้อนจึงต้องมา : ผู้ชุมนุมคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ เดินทางมาชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ เมื่อ 17 ก.พ. 2560

ที่มา : http://www.naewna.com/politic/256995

ในส่วนของด้านผู้รับแจ้งการชุมนุมกลับเปิดโอกาสให้สามารถมีคำสั่งห้ามชุมนุมได้หากเห็นว่าการชุมนุมที่ได้รับแจ้งนั้นอาจขัดต่อมาตรา 7  และมาตรา 8 ที่เข้าไปชุมนุมในพื้นที่ของรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาลหรือศาล  หรือฝ่าฝืนรัศมีห้าสิบเมตรของพื้นที่เหล่านั้นที่ถูกประกาศห้าม หรือกีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐ  ท่าอากาศยาน  ท่าเรือ  สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล  สถานศึกษา ศาสนสถาน  สถานทูตหรือสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศ  หรือสถานที่ทำการองค์การระหว่างประเทศ  และสถานที่อื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

ทั้งๆ ที่ควรปล่อยให้เป็นดุลพินิจหรือการตัดสินใจของผู้แจ้งการชุมนุมเป็นด้านหลัก  แต่กลับใช้หลักการ “หวงห้ามไว้ก่อน” จนแทบไม่เหลือพื้นที่สาธารณะใดๆ ให้แก่ผู้ชุมนุมจัดการชุมนุมเพื่อเรียกร้องต่อรองและกดดันรัฐหรือเอกชน ให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองหรือต่อนโยบายสาธารณะใดๆ ได้อีกต่อไปเลย บทบัญญัติสองมาตรานี้ยิ่งสะท้อนความลำเอียง ไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรมของรัฐ โดยเลือกคุ้มครองผู้รับแจ้งการชุมนุมและเจ้าพนักงานเป็นด้านหลักด้วยการให้งดการชุมนุมไว้ก่อนระหว่างมีคำสั่งห้ามชุมนุม การอุทธรณ์และพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์

..ซ้ำร้ายยิ่งไปอีกตรงที่หากผู้แจ้งการชุมนุมไม่เห็นชอบด้วยกับคำสั่งห้ามชุมนุม ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือผู้รับแจ้งการชุมนุมขึ้นไปหนึ่งชั้น “ซึ่งเป็นตำรวจ ไม่ใช่ศาล” โดยให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุด..

ประการที่สี่ “มาตรา 14” ถูกบังคับให้แจ้งการชุมนุมเพื่อขออนุญาตตามมาตรา 10 ถ้าไม่ปฏิบัติถือว่ามีความผิด  รวมถึงการที่ผู้แจ้งการชุมนุมไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้รับแจ้งหรือที่ผู้รับแจ้งมีคำสั่งห้ามการชุมนุมตามมาตรา 11  หรือที่จัดขึ้นโดยไม่แจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง แต่แจ้งการชุมนุมภายหลังพร้อมคำขอผ่อนผันแล้วได้รับหนังสือแจ้งว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะให้จัดการชุมนุมได้ตามมาตรา 12 ให้ถือว่าเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น

ประการที่ห้า ความสำคัญของการชุมนุมสาธารณะก็คือ “ต้องใช้เสียงในการควบคุม  ปลุกเร้า  แจ้งรายละเอียดและสั่งการมวลชน และใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันและต่อรองกับรัฐ”  แต่มาตรา 15 (7) กลับห้ามใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าที่มีขนาดหรือระดับเสียงตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนด เมื่อดูลงไปในรายละเอียดของประกาศตามกฎหมายฉบับนี้[1] ในการชุมนุมกรณีต่างๆ จะใช้เครื่องขยายเสียงได้ที่ค่าระดับเสียงสูงสุดไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ  ซึ่งเป็นระดับเสียงใกล้เคียงกับเสียงขุดเจาะถนน

หรือถ้าดังกว่านี้อีกเล็กน้อยก็คือเสียงฟ้าผ่า แต่ก็ใช่ว่าจะใช้เสียงที่ระดับ 115 เดซิเบลเอตลอดเวลาของการชุมนุมได้ “ในการชุมนุมตลอดวันหรือ 24 ชั่วโมงจะต้องใช้ระดับเสียงเฉลี่ยอยู่ที่ 70 เดซิเบลเอ ซึ่งเป็นระดับเสียงของเครื่องซักผ้า” ไม่เพียงเท่านี้ประกาศฯดังกล่าวยังกำหนดระดับเสียงอันเป็นการรบกวนผู้อื่นไว้ที่ 10 เดซิเบลเอ ซึ่งเป็นเสียงของการหายใจปกติ

“เครื่องขยายเสียง” อุปกรณ์ที่อยู่คู่กับการชุมนุมทุกครั้ง

ที่มา : กิจกรรมงานวันที่อยู่อาศัยโลก 6 พ.ย. 2560 โดยเครือข่ายสลัม 4 ภาค

ประการที่หก กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานใช้กำลังสลายการชุมนุมได้สองกรณี กรณีแรก-สลายการชุมนุมได้ในระหว่างรอคำสั่งศาลให้ยุติการชุมนุม ในมาตรา 21 เปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานสลายการชุมนุมได้ในระหว่างรอคำสั่งศาลในกรณีการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 14  หรือไม่เลิกการชุมนุมภายในระยะเวลาที่ได้แจ้งไว้ต่อผู้รับแจ้งตามมาตรา 18  และกรณีผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ชุมนุมฝ่าฝืนมาตรา 7  หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 8  มาตรา 15  มาตรา 16  หรือเดินขบวนเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมโดยไม่แจ้งล่วงหน้าตามมาตรา 17

เมื่อประกาศให้ผู้ชุมนุมแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้วไม่ปฏิบัติตาม ให้เจ้าพนักงานเริ่มต้นกระบวนการโดยร้องขอต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุม  ในระหว่างรอคำสั่งศาลให้เจ้าพนักงานมีอำนาจกระทำการที่จำเป็นตามแผนหรือแนวทางการดูแลการชุมนุมได้โดยให้เจ้าพนักงานหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง  แต่ในกรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการใช้กำลังได้ ให้ใช้กำลังและเครื่องมือควบคุมฝูงชนได้เพียงเท่าที่จำเป็น

ซึ่งเครื่องมือควบคุมฝูงชน 48 รายการตาม ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  เรื่อง  เครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ  ประกาศ ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558  ที่อันตรายก็มีอยู่หลายรายการที่สามารถนำมาใช้ได้เพียงเท่าที่จำเป็นตามดุลพินิจของเจ้าพนักงานฯ ไม่ว่าจะเป็นกระบองยาง  แก๊สน้ำตา  อาวุธปืนลูกซองสำหรับยิงกระสุนยางหรือแก๊สน้ำตา  เครื่องช็อตไฟฟ้า  เป็นต้น

กรณีที่สอง-สลายการชุมนุมได้หลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ยุติการชุมนุม หลังจากที่ผู้ชุมนุมไม่ยุติการชุมนุมภายในระยะเวลากำหนดตามคำสั่งศาลตามมาตรา 22  และเมื่อพ้นระยะเวลาที่ประกาศให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ควบคุมตามมาตรา 23  หากยังมีผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่ควบคุมโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานให้ถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า ให้สามารถจับกุม ค้น ยึด รื้อถอนทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อการชุมนุมและสลายการชุมนุมได้ตามมาตรา 24

“กระสุนยาง” อุปกรณ์ควบคุมฝูงชนตามหลักสากล : ตำรวจสวิตเซอร์แลนด์ ยิงกระสุนยางสลายการชุมนุมของประชาชนที่เรียกร้องให้สหภาพยุโรป (EU) เปิดรับผู้อพยพมากขึ้น 4 ก.ย. 2558

ที่มา : https://www.rt.com/news/314539-zurich-refugee-protest-police/

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ประกอบกับบทลงโทษทั้งจำทั้งปรับที่ค่อนข้างรุนแรงต่อบุคคลและกลุ่ม/องค์กรประชาชนที่ประสงค์จะทำการชุมนุมเพื่อเรียกร้องคัดค้านความไม่เป็นธรรมกรณีต่างๆ ทำให้รัฐใช้กฎหมายฉบับนี้ควบคุมความสงบเรียบร้อยของสังคมจนทำให้แทบไม่เกิดการเคลื่อนไหวที่มีพลังต่อรองและกดดันรัฐและเอกชนได้อีกแล้วในยุคสมัยปัจจุบัน  “แต่กลับพบว่าในรัฐทหารแบบ คสช. ยังไม่พอใจต่อกฎหมายฉบับนี้มากนัก” เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ที่กำหนดให้ตำรวจทำหน้าที่หลักเป็นทั้งผู้รับแจ้งการชุมนุม

เจ้าพนักงานและผู้ควบคุมสถานการณ์ยังขาดมุมมองเกี่ยวกับ “ภัยคุกคามด้านความมั่นคง”แบบทหารที่ชอบใช้การทำงานเชิงรุกด้วยการเข้าไปสอดส่องและคุกคามชีวิตประจำวันของประชาชนอยู่อีกมาก  จึงพบเห็นแทบทุกกรณีในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้จะมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาแทรกแซงอยู่เป็นประจำ พร้อมกับการบังคับข่มขู่ผู้ชุมนุมที่เกินเลยไปจากบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้

โดยยก คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558  เรื่อง  การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ที่ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปพ่วงเข้ามาเพื่อกระทำการข่มขู่คุกคามต่อประชาชนให้หนักข้อยิ่งขึ้น  โดยที่กฎหมายห้ามชุมนุมเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับเฉพาะบริเวณพื้นที่ที่ขออนุญาตการชุมนุม แต่คำสั่งดังกล่าวเปิดโอกาสให้ทหารเข้ามาแทรกแซงการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้

..ด้วยการก้าวล่วงเข้าไปในเคหสถานของผู้ชุมนุมเพื่อตรวจค้นหรือทำการข่มขู่คุกคามให้หวาดกลัวจนต้องเปลี่ยนใจหรือหลบหนีไม่ยอมออกมาชุมนุมตามวันเวลาที่ตั้งใจได้..

บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาสื่อสารเพื่อให้เข้าใจผิดว่าการบังคับใช้กฎหมายห้ามชุมนุมโดยตำรวจดีกว่าทหารแต่อย่างใด เพราะโดยเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ “ไม่ว่าจะบังคับใช้โดยใครก็เลวร้ายด้วยกันทั้งสิ้น” เพราะมุ่งให้ความคุ้มครองผู้รับแจ้งการชุมนุม เจ้าพนักงานและผู้ควบคุมสถานการณ์เป็นหลัก เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายห้ามชุมนุมในยุครัฐทหารแบบ คสช. มีความเลวร้ายมากไปกว่าตัวบทกฎหมายที่ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายฉบับนี้

เพราะใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558  และกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงฉบับอื่นๆ เข้ามาพัวพันเกี่ยวข้องในการตัดสินใจที่จะให้หรือไม่ให้ชุมนุมกรณีต่างๆ ของประชาชน มีความเกี่ยวเนื่องอีกประเด็นหนึ่งก็คือถึงแม้โดยหลักการผู้รับแจ้งการชุมนุม  เจ้าพนักงานและผู้ควบคุมสถานการณ์จะต้องใช้ดุลพินิจและวิจารณญาณที่สมควรแก่เหตุในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้แก่ผู้ชุมนุม ไม่ลุแก่อำนาจมากเกินไป แต่สิ่งเหล่านี้ก็มี “ตัวแปรอื่น” เข้ามาเกี่ยวข้อง

นั่นก็คือ  “การทำหน้าที่ที่ไม่สอดคล้องกันของบทบัญญัติในกฎหมายกับอำนาจรัฐ”  โดยเฉพาะในยุคสมัยของรัฐทหาร แบบ คสช. ที่ผู้รับแจ้งการชุมนุม เจ้าพนักงานและผู้ควบคุมสถานการณ์ตามกฎหมายฉบับนี้ “ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำรวจที่ต้องทำงานรับใช้ทหาร” อาจมีดุลพินิจและวิจารณญาณที่เกินเลยหรือไม่ผูกพันบทบัญญัติได้ ซึ่งเกิดจากอุปนิสัยส่วนตัวและองค์กรของผู้ใช้อำนาจรัฐ ที่ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อข่มขู่คุกคามประชาชนไม่ให้ออกมาชุมนุมเพื่อสร้างพลังต่อรองและกดดันรัฐได้

ข้อถกเถียงในเรื่องที่ว่ากฎหมายฉบับนี้คุ้มครองผู้ชุมนุมจริงหรือไม่ ไม่สามารถถกเถียงกันบนโต๊ะประชุม  หรือไม่สามารถผุดหลักการหรือข้อคิดเห็นออกมาจากการจัดเวทีหรือเอกสารได้อีกต่อไป  มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือต้องเอาชีวิตและร่างกายเข้าเสี่ยงด้วยการออกมาชุมนุมบนท้องถนนและพื้นที่สาธารณะต่างๆ  เพื่อผลักดันหลักการไปให้สุดหนทางเท่าที่ยังพอมีอยู่ เพื่อดูว่าการคุ้มครองผู้ชุมนุมจะเป็นจริงได้หรือไม่

ท่ามกลางสภาวะความตีบตันของสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมสุดบรรยายในยุคสมัยนี้!!!

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์

17 ธันวาคม 2560

หมายเหตุ : เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เป็นนักเคลื่อนไหวประเด็นฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ ผู้ประสานงานโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา, ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

อ้างอิง

[1] ประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เรื่อง  กำหนดระดับเสียงของเครื่องขยายเสียงที่ใช้ในการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558  ประกาศ ณ วันที่ 23 กันยายน 2558http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/E/236/24.PDF

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ประมูลยีนส์ขาเดฟ’ตูน’เดือด! ที่ใส่เล่นคอนเสิร์ตราชมังฯ-ยอดทะลุ2แสน

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309405

ประมูลยีนส์ขาเดฟ'ตูน'เดือด! ที่ใส่เล่นคอนเสิร์ตราชมังฯ-ยอดทะลุ2แสน

ประมูลยีนส์ขาเดฟ’ตูน’เดือด! ที่ใส่เล่นคอนเสิร์ตราชมังฯ-ยอดทะลุ2แสน

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 09.12 น.

18 ธ.ค. 60 แฟนเพจ “OSK115 เพื่อนตูนร่วมก้าว” ในนามศิษย์เก่าส่วนกุหลาบรุ่นที่ 115 ได้นำของประมูลชิ้นสุดท้าย “กางเกงยีนส์ขาเดฟ” พร้อมลายเซ็นตูน ซึ่งเป็นกางเกงตัวที่ตูนใส่ขึ้นเวทีคอนเสิร์ต “ไลฟ์ อิน คราม”

โดยคอนเสิร์ตบอดี้สแลม “ไลฟ์ อิน คราม” ถูกจัดขึ้นที่ราชมังคลากีฬาสถาน และมีเพียงชายหนุ่มผู้โชคดีเพียงหนึ่งเดียวที่ได้ “กางเกงขาเดฟ” ที่ตูนใส่ในวันนั้นไปครอบครอง

ซึ่งชายหนุ่มรายนี้ เปิดเผยว่า ตนได้นำ “ความทรงจำส่วนตัว” มาช่วยเหลือ “ชีวิตคนส่วนรวม” ผ่านการประมูล “กางเกงตัวนี้เก็บไว้อยู่ที่ผมหลายปีแล้ว วันนี้ผมเห็นพี่ตูนช่วยคนอื่น ผมอยากช่วยพี่ตูนบ้างครับ” เนื่องจากเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของตูนเช่นเดียวกับรูป นักเรียนวัยละอ่อน ซึ่งถูกประมูลไปด้วยมูลค่า 500,000 บาท หรือรองเท้าแต่ละคู่ ประมูลไปหลายแสนบาท จนถึง 1,450,000 บาท แต่กางเกงสุดพิเศษตัวนี้ เป็นของส่วนตัวที่ตูนใช้จริงๆ จึงมีเพียงหนึ่งเดียว ทั้งหมดนี้เพื่อให้ทุกคนเห็นคุณค่าของการช่วยเหลือกันและกัน ผ่านการแบ่งปันและการให้

ล่าสุด ราคาประมูลอยู่ที่ 229,999 บาท โดยเงื่อนไขการประมูล ราคาเริ่มต้น 999 บาท เพิ่มขั้นต่ำครั้งละ 500 บาท เริ่มการประมูล วันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 19.19 น. และจะสิ้นสุดการประมูล วันที่ 19 ธ.ค. เวลา 19.19 น. อย่างไรก็ตาม รายได้ทั้งหมดจากการประมูลโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะนำไปสมทบทุนในโครงการ “ก้าวคนละก้าว”

ขอบคุณ : OSK115เพื่อนตูนร่วมก้าว

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ภูกระดึง’หนาวสะท้าน6องศา นทท.แห่กางเต็นท์นับพันคน

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309399

'ภูกระดึง'หนาวสะท้าน6องศา นทท.แห่กางเต็นท์นับพันคน

‘ภูกระดึง’หนาวสะท้าน6องศา นทท.แห่กางเต็นท์นับพันคน

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 08.24 น.

18 ธ.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานงานว่าตลอดทั้งวันในพื้นที่จังหวัดเลย มีสัญญาณที่ดีในเรื่องอากาศหนาว ตามพื้นราบ ยอดภูเขาอุณหภูมิลดลงเลขตัวเดียวติดต่อเป็นวันที่ 2 ภูกระดึง 6.5 องศาหนาวจับใจ

นายสมบัติ พิมพ์ประสิทธิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง กล่าวว่า บนอุทยานแห่งชาติภูกระดึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสหนาวกันอย่างต่อเนื่อง กว่า 1,000 คน นักท่องเที่ยวได้สัมผัสหนาวได้ดั่งใจ ซึ่งวันนี้มีหมอกมาในบางช่วงสลับกับบรรยากาศหนาวสะใจ 6.5 องศา นักท่องเที่ยวกางเต้นท์และนำเครื่องห่มกันหนาว มาที่เต็นท์เพื่อรับความหนาว ที่หนาวต่อเนื่องมาแล้ว 2 วัน ตั้งแต่เมื่อวานสำหรับอุณหภูมิ ต่ำสุดในพื้นที่ จังหวัดเลยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง(ภูเรือ) 4.0 อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 6.5,อุทยานแห่งชาติภูเรือ 6.0 องศา

รายงานอุณหภูมิต่ำสุดตามอำเภอต่าง ๆ เมื่อเช้าวันนี้ (หน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส) ดังนี้.-อ.เมืองเลย 12.4 ,อ.วังสะพุง 14.4, อ.ด่านซ้าย 12.0 ,อ.เชียงคาน 15 ,อ.ท่าลี่ 13.0, อ.ภูกระดึง 10.5 ,อ.ภูเรือ 8.5 ,อ.นาแห้ว 13.0,อ.ปากชม 14.0 , อ.นาด้วง 14.8, อ.ภูหลวง13.0, อ.ผาขาว 13.4 ,อ.เอราวัณ 15.0 , อ.หนองหิน 17.0ซํอุทยานแห่งชาติภูกระดึง 6.5, อุทยานแห่งชาติภูเรือ 6.0 ,เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง(ภูเรือ) 4.0,ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (อ.ภูเรือ) 9.2 ,อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย(อ.นาแห้ว) 11.5 องศาฯ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

กฎหมาย‘รายงานการปล่อยมลพิษ’ ปฏิรูปสู่‘อุตสาหกรรมสะอาด’ต้องมี

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309326

กฎหมาย‘รายงานการปล่อยมลพิษ’  ปฏิรูปสู่‘อุตสาหกรรมสะอาด’ต้องมี

กฎหมาย‘รายงานการปล่อยมลพิษ’ ปฏิรูปสู่‘อุตสาหกรรมสะอาด’ต้องมี

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“อุตสาหกรรม” ภาคส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเจริญเติบโตอย่างสูง เป็น 1 ใน “2 เครื่องจักรเศรษฐกิจ” ควบคู่กับภาคการท่องเที่ยวมานับสิบปี สร้างงานสร้างอาชีพให้คนไทยจำนวนมาก เห็นได้จากรายงาน “ดัชนีความก้าวหน้าของคน ปี 2560” จัดทำโดย “สภาพัฒน์” สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในส่วนของ “ดัชนีด้านการงาน” พบว่า 5 อันดับแรกของจังหวัดที่ได้คะแนนมากที่สุด คือกรุงเทพฯ ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา ระยองและลำพูน ซึ่งอันดับ 2-5 นั้นล้วนเป็นที่ตั้งของ “นิคมอุตสาหกรรม” ทั้งสิ้น

หรือหากดูที่จำนวนแรงงานผู้เข้าถึงสวัสดิการประกันสังคม ระยอง กรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยาและชลบุรี คือ 4 จังหวัดที่แรงงานมีประกันสังคมมากที่สุด เรียงอันดับ 1-4 ตามลำดับ นอกจากนี้ “ดัชนีด้านรายได้” พบว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลกับหัวเมืองภาคตะวันออกอย่างฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง ยังอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่แรงงานมีรายได้สูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

แต่อีกมุมหนึ่ง “ทุกอย่างมีราคาต้องจ่าย” เพราะหากไปดู “ดัชนีด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม” บรรดาจังหวัดที่มีโรงงานหรือสำนักงานมากๆ ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึง 2 จังหวัดรายได้สูงทางตะวันออกอย่างชลบุรีและระยอง อยู่ในอันดับค่อนไปทางท้ายๆ ของประเทศ อีกทั้งชลบุรียังถูกระบุด้วยว่าเป็น 1 ใน 5 จังหวัด ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในประเทศ

เรื่องนี้สอดคล้องกับผลการศึกษากรณี “สารพิษตกค้าง” ที่เปิดเผยในงานแถลงข่าวและการนำเสนอผลการศึกษา เรื่อง “การสะสมของสารพิษตกค้างยาวนาน (Pollutant Release and Transfer Register: POPs) ในไข่ไก่และตัวอย่างสิ่งแวดล้อมจากพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรม และวิเคราะห์ความคืบหน้าในการปฏิบัติตามอนุสัญญาสต๊อกโฮล์มของประเทศไทย” ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ ที่เป็นความร่วมมือกันของ มูลนิธิบูรณะนิเวศ ประเทศไทย กับ องค์กร Arnikaประเทศสาธารณรัฐเช็ก มีข้อค้นพบดังนี้

1.พื้นที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร บริเวณใกล้เคียงสถานที่ประกอบกิจการรีไซเคิลขนาดเล็กและโรงงานหล่อหลอมโลหะและอโลหะ ตัวอย่างสิ่งแวดล้อมและสัตว์น้ำในพื้นที่นี้พบการปนเปื้อนสารไดออกซิน (Dioxin) และสารหน่วงการติดไฟ (BFRs) ในปริมาณสูง และพบสารไดออกซิน/ฟิวแรน (Furan) ประเภทโบรมีน (PBDD/Fs) สูงมากเป็นอันดับ 2 และสูงกว่าตัวอย่างที่เคยมีการศึกษาในประเทศอื่นๆ

รวมถึงยังมีการเก็บตัวอย่าง “ไข่ไก่” มาตรวจสอบ พบว่า 1 ใน 2 ของตัวอย่างที่วิเคราะห์มีการปนเปื้อนสารไดออกซิน/ฟิวแรน = 84.04 นาโนกรัม/กิโลกรัม (นาโนกรัม WHO-TEQ/กิโลกรัมของไขมัน (ng WHO-TEQ/kg fat)) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสหภาพยุโรปถึง 33 เท่า และพบการปนเปื้อนสารไดออกซิน/ฟิวแรน รวมกับสารพีซีบี = 95.71 นาโนกรัม/กิโลกรัม ซึ่ง “สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสหภาพยุโรป (EU)” ถึง 19 เท่า

2.พื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง ตรวจพบสารหน่วงการติดไฟ (BFRs) และสารเฮกซะคลอโรเบนซีน (HCB) ในปริมาณสูงจากบางพื้นที่ที่เก็บตัวอย่าง และ3.พื้นที่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น พบว่าไข่ไก่มีการปนเปื้อนสารกลุ่มพีเอเอช (PAHs) ในระดับสูง ซึ่งเป็นไข่ไก่จากชุมชนที่ “ใช้ขี้เถ้าผสมดินที่โรงงานนำมาแจกจ่าย” ให้ชาวบ้านใช้เป็นวัสดุปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่นี้

สารเหล่านี้มีอันตรายอย่างไร? ตัวอย่างเช่น สารไดออกซิน/ฟิวแรน ส่งผลกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีผลกระทบต่อระบบประสาทและพัฒนาการทางสมองของเด็ก อันตรายต่อระบบการสืบพันธุ์ของมนุษย์ ส่งผลให้ระบบการย่อยและเผาผลาญผิดปกติ รวมถึงการขัดขวางการทำงานปกติของต่อมไร้ท่อ และมีบางชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง กลุ่มของสารหน่วงการติดไฟที่มีโบรมีนเป็นองค์ประกอบ (BFRs) มีบางชนิดเป็นสารพิษที่อันตรายต่อระบบประสาท และมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้พัฒนาการของเด็กผิดปกติ อาทิ โรคสมาธิสั้น (ADHD) เป็นต้น

ยินดิช เพทร์ลิค (Jindrich Petrlik) ผู้อำนวยการโครงการสารพิษและของเสีย องค์กร Arnika ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัยเรื่องดังกล่าว ระบุว่า ผลการศึกษานี้ “บอกถึงการปนเปื้อนสารไดออกซิน และสารพีซีบีที่คล้ายไดออกซิน ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ค่อนข้างชัดเจน และควรมีการช่วยเหลือชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ” โดยเฉพาะการติดตามต่อเนื่องถึงผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของเด็กในพื้นที่นี้

ขณะที่ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยมีแผนจัดการระดับชาติเพื่อการปฏิบัติตามอนุสัญญาสต๊อกโฮล์ม โดยประกาศเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 15 พ.ค. 2550 แต่จนวันนี้พบว่า ตัวชี้วัด ทั้ง 8 ประกอบด้วย 1.ลดการปลดปล่อยสารไดออกซินและฟิวแรน จากแหล่งกำเนิดอันเกิดจากมนุษย์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีเป้าหมายสูงสุดในการเลิกการปลดปล่อย 2.มีศูนย์ปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ไดออกซินและฟิวแรน 3.มีฐานข้อมูลการปลดปล่อยไดออกซินและฟิวแรนที่สมบูรณ์

4.มีกลไก Pollutant Release and Transfer Register (PRTR) ใช้ในประเทศ 5.คนไทยมีความตระหนักถึงพิษภัยอันตรายของสารไดออกซินและฟิวแรน 6.อุตสาหกรรมภายในประเทศไทยใช้แนวทางด้านเทคนิคที่ดีที่สุดและแนวการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด 7.มีกฎหมายควบคุมการปลดปล่อยสารไดออกซินและฟิวแรนจากแหล่งกำเนิดทุกประเภท และ 8.ได้ผลงานวิจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจเนื่องจากการปลดปล่อยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน แต่พบว่า “มีเพียงตัวชี้วัดที่ 2 เท่านั้นที่เกิดผลเป็นรูปธรรม” ขณะที่ตัวชี้วัดที่ 5-6 ไม่แน่ชัด และตัวชี้วัดที่ 1 , 3-4 , 7 , 8 ยังไม่มี

นอกจากนี้ ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมที่เข้าข่ายปล่อยสาร POPs โดยไม่ตั้งใจ แยกประเภทโดยกฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ประกอบด้วย ลำดับที่ 38 การผลิตกระดาษ, ลำดับที่ 42 อุตสาหกรรมเคมีที่ไม่ใช่ปุ๋ย, ลำดับที่ 49 การกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม, ลำดับที่ 50 ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ถ่านหิน ลิกไนต์, ลำดับที่ 53 อุตสาหกรรมผลิตพลาสติก, ลำดับที่ 57 อุตสาหกรรมผลิตปูนและซีเมนต์

ลำดับที่ 59 กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเหล็กหรือเหล็กกล้า, ลำดับที่ 60 กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโลหะอื่นๆ, ลำดับที่ 88 โรงผลิตกระแสไฟฟ้า, ลำดับที่ 101 การกำจัดของเสีย ทั้งเผาขยะและบำบัดน้ำเสีย, ลำดับที่ 105 การคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูล และลำดับที่ 106 การนำของเสียจากภาคอุตสาหกรรมมาแปรรูปเพื่อผลิตเป็นวัสดุนำกลับมาใช้ใหม่ หรือการรีไซเคิล ทั้งนี้ ปัจจุบันแม้จะมี “โครงการนำร่องให้บริษัทต่างๆ รายงานการปล่อยสารพิษ (PRTR)” มาตั้งแต่ปี 2554 ในพื้นที่ จ.ระยอง ซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

โดยความร่วมมือระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กรมควบคุมมลพิษ และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) กำหนดให้โรงงานต่างๆ ในพื้นที่มาบตาพุด ต้องรายงานการปลดปล่อยมลพิษ แต่พบว่า 1.เป็นเพียงโครงการภาคสมัครใจ ทำให้มีโรงงานเพียงจำนวนน้อยที่ให้ความร่วมมือ กับ 2.ยังไม่มีการขยายไปยังพื้นที่อื่น ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมลักษณะเดียวกัน

เพ็ญโฉม ฝากประเด็นทิ้งท้ายถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จากการสำรวจและประเมินโครงการนำร่องที่มาบตาพุด “ร้อยละ 80.50 ของผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด เห็นด้วยว่าควรมีกฎหมายให้รายงานการปล่อยมลพิษ หรือ PRTR บังคับใช้” โดยหากแยกเป็นความเห็นของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง จะเห็นด้วยถึงร้อยละ 90.91 ความเห็นของผู้ประกอบการโรงงานต่างๆ เห็นด้วยร้อยละ 69.17 และความเห็นของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ เห็นด้วยร้อยละ 93.18

เมื่อทุกฝ่ายเห็นด้วย ก็น่าจะต้องเร่งตรากฎหมายดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อยกระดับวงการอุตสาหกรรมในประเทศไทยให้สะอาดขึ้น!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ไส้เดือน’! ขุมทรัพย์ยั้วเยี้ย ส่องจับส่งนอกทำยาโป๊ว(ชมคลิป)

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309367

‘ไส้เดือน’! ขุมทรัพย์ยั้วเยี้ย ส่องจับส่งนอกทำยาโป๊ว(ชมคลิป)

‘ไส้เดือน’! ขุมทรัพย์ยั้วเยี้ย ส่องจับส่งนอกทำยาโป๊ว(ชมคลิป)

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 19.18 น.

ธรรมชาติสร้างให้ “ไส้เดือน” นับล้านตัวผุดบนผืนนาเมืองช้าง ชาวบ้านแห่ออกส่องจับขายส่งต่างประเทศทำยาโป๊ว สร้างรายได้นับล้าน

17 ธ.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.สุรินทร์ ว่า ในช่วงนี้สภาพอากาศหนาวเย็นต่อเนื่อง มีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยที่ 15-16 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยหนาว แต่สำหรับชาวบ้านกระจับ ต.พรมเทพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ถือเป็นโอกาสทองของชาวบ้านที่จะได้มีรายได้จากการทำอาชีพสุดแปลก ออกส่องจับ “ไส้เดือน” ขายนายทุน เพื่อส่งขายต่างประเทศ อาทิ จีน และไต้หวัน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนสะพัดนับล้านบาท

ในปีนี้เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ชาวบ้านในพื้นที่ ต.พรมเทพ จะพากันออกจากบ้านประมาณเวลา 03.00 น. เพื่อออกส่องจับ “ไส้เดือน” ตามท้องนาที่อุดมสมบูรณ์ หลังการเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นดินกำลังชุ่มชื่น เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของไส้เดือนเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญชาวบ้านที่นี่ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัดวัชพืช เป็นการทำนาแบบอินทรีย์ ปลอดสารเคมี ปลอดสารพิษ จึงทำให้ไส้เดือนเติบโต มีขนาดตัวใหญ่ และยาวประมาณ 30-45 ซม.

เมื่อจับได้แล้ว ช่วงเช้าตรู่ประมาณ 06.00 น.ของทุกๆวัน ก็จะพากันนำไส้เดือนที่จับได้มาขายให้กับตัวแทนผู้รับซื้อไส้เดือนภายในหมู่บ้าน ในราคากิโลกรัมละ 23 บาท โดยจะมีพ่อค้าแม่ค้าเดินทางมาจาก จ.กาฬสินธุ์ ขนไปทำการแปรรูป ชำระทำความสะอาด และนำไปตากแห้ง ส่งขายต่างประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน เพื่อนำไปปรุงเป็นยาชูกำลังตามความเชื่อ

ถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านเป็นอย่างดี มีรายได้เสริมจากการทำนา หากครอบครัวใดขยันก็มีรายได้เดือนละ 20,000-30,000 บาท ทำให้ช่วงฤดูหนาวของทุกปี ชาวบ้าน ต.พรมเทพ จะมีรายได้จากการส่องจับไส้เดือนเป็นจำนวนมาก

นางสุภาพ หอมหมึก อายุ 39 ปี ชาวบ้าน ต.พรมเทพ ตัวแทนผู้รับซื้อไส้เดือน กล่าวว่า นายทุนมาซื้อไส้เดือนสดไปแล้ว ก็จะนำไปแปรรูป รีด ตากแห้ง ส่งออกนอกประเทศ ไปยังจีน และไต้หวัน มารับทุกๆวัน ใส่ “ผ้าแยงเขียว” ถุงละ 20 กก. ตนรับซื้อชาวบ้านในราคา กก.ละ 23 บาท รับซื้อไม่อั้น มีเท่าไหร่ก็รับซื้อหมด จะกองรวมไว้ที่หน้าบ้าน นายทุนก็จะมารับซื้อไปทุกๆวัน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สุรินทร์สนุกสุดมันส์! อึ้งทึ่งเสียวแข่งจับปลาไหลนานาชาติ

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309290

สุรินทร์สนุกสุดมันส์! อึ้งทึ่งเสียวแข่งจับปลาไหลนานาชาติ

สุรินทร์สนุกสุดมันส์! อึ้งทึ่งเสียวแข่งจับปลาไหลนานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 13.07 น.

17 ธ.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 09.00 น. ที่บริเวณหน้าที่ว่าการ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ นายชูศักดิ์ ราชบุรี นายอำเภอชุมพลบุรี เปิดการแข่งขันการจับปลาไหล ในงานเทศกาลปลาไหล ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาด อำเภอชุมพลบุรี ปี พ.ศ.2560  เพื่อประชาสัมพันธ์และจำหน่ายของดีเมืองชุมพลบุรี โดยเฉพาะข้าวหอมดอกมะลิทุ่งกุลา และปลาไหลรสเลิศ กิจกรรมที่ได้รับความสนใจ จากประชาชนและนักท่องเที่ยว คือ การแข่งขันจับปลาไหล ชิงแชมป์จาก 10 ตำบลของอำเภอชุมพลบุรี ได้รับเสียงเชียร์เสียงหัวเราะ เนื่องจากปลาไหลมีความลื่น สนุก สุดมันส์!! อึ้ง ทึ่ง เสียว

สำหรับอีกหนึ่งไฮไลท์ของการแข่งขันจับปลาไหล คือการแข่งขันจับปลาไหลนานาชาติ ซึ่งในปีนี้ได้มีชาวต่างชาติสนใจสมัคร เข้าร่วมแข่งขันจับปลาไหล รวม 10 คน จาก 9 ประเทศ ประกอบด้วย จีน เยอรมัน ญี่ปุ่น อาร์เจนติน่า เบลเยียม อิตาลี ออสเตเลียแคนนาดา สหรัฐอเมริกา สเปน สก็อต์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักสนุกสนาน จับไป เสียวไป แบบ กล้าๆกลัวๆ ทุกคนลงจับปลาไหลในบ่อดิน ที่ทางอำเภอชุมพลบุรี เนรมิตจัดสร้างขึ้นชั่วคราวเสมือนธรรมชาติ พร้อมนำปลาไหลจำนวนมาก ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ และใหญ่มากๆ ลงเทลงไว้ในบ่อดิน ซึ่งชาวต่างชาติไม่คุ้นเคยกับปลาไหลอยู่แล้ว แต่ก็ลงจับปลากันอย่างสนุกสนานทุลักทุเล สร้างความสนุกสนานและเสียงหัวเราะกับกองเชียร์เช่นกัน

โดยชาวต่างชาติทุกคนต่างมุ่งมั่น ตั้งใจในการจับปลาไหล สุดชีวิต ลงลุยน้ำในบ่อดินลุยจับปลาไหล บางคนถึงกับนอนเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ในการมีส่วนร่วมจับปลาไหล ต่างพากันลงจับปลาไหล ที่อยู่ในน้ำบ่อดินอย่างตั้งอกตั้งใจโชว์ความสามารถการจับปลาไหลได้อย่างไม่แพ้ชาวไทย เมื่อจับปลาไหลได้ก็จะนำไปใส่บั้งไม้ไผ่ ลงบ้างไม่ลงบ้าง หลุดมือบ้าง ส่วนบรรดากองเชียร์ก็ส่งเสียงลุ้นและหัวเราะกันอย่างสนุกสนานประทับตลอดทั้งงาน ซึ่งปีนี้ Miss.ทอฝัน ชาวจีน จับปลาไหลได้ 7  ตัว เป็นผู้ชนะเลิศประเภทนานาชาติ ประจำปี พ.ศ.2560

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เชียงรายอากาศหนาว นทท.ขึ้นชมทะเลหมอกบนดอยผาตั้ง

Posted on August 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/309281

เชียงรายอากาศหนาว นทท.ขึ้นชมทะเลหมอกบนดอยผาตั้ง

เชียงรายอากาศหนาว นทท.ขึ้นชมทะเลหมอกบนดอยผาตั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 10.57 น.

17 ธ.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดเชียงรายว่า สภาพอากาศที่หนาวเย็นโดยมีอุณภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 10-18 องศาเซลเซียสในพื้นที่สูง จึงส่งผลทำให้แหล่งท่องเที่ยงหลายแห่งของจังหวัดเชียงราย เริ่มมีความสวยงาม โดยเฉพาะที่ดอยผาตั้ง บ้านผาตั้ง ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวมากแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย

โดยในช่วงเช้าจะมีอากาศเย็นสบายและเกิดปรากฎการณ์ทะเลหมอกที่ทอดอยู่ในฝั่งดินแดนฝั่ง สปป.ลาว อย่างสวยงาม ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัดพากันขึ้นมาพักผ่อนพักตามรีสอร์ทและกางเต็นท์ และได้ขึ้นไปชมความสวยงามของพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกกันอย่างคึกคักจำนวนหลายร้อยคน

นางสาวปราณปริยา พลเยี่ยม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย เปิดเผยว่า แหล่งท่องเที่ยวตามธรรชาติในพื้นที่ จ.เชียงราย มีความสวยงามและน่าท่องเที่ยวหลายแห่ง รวมทั้งดอยผาตั้ง จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวสัมผัสอากาศหนาวบนดอยสูงกันวันละหลายพันคน โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูชี้ฟ้า ภูชี้ดาว ภูชี้เดือน ที่ได้รับความนิยมจากชาวไทยและต่างประเทศ

“ทำให้ตามโรงแรมต่างๆ ถูกจองห้องพักไปมากกว่าร้อย 70-80 หลายแห่งถูกจองเต็มยาวไปจนถึงต้นปี 2561 ซึ่งปีนี้ การท่องเที่ยวและกีฬาได้มีการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมให้มีการท่องเที่ยวตลอดปี และมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ทั้งทางธรรมชาติ วิถีชีวิตและแนวผจญภัยหรือแอดแวนเจอร์ให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสตลอดฤดูหนาว “ นางสาวปราณปริยา กล่าว.

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,890,767 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

พลังผู้หญิง ‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ เปิดกว้างทุกความเป็นไปได้ องค์กรแห่งโอกาส เท่าเทียม ยั่งยืน ให้ ‘ผู้หญิง’ เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด
โสภณ ตลก หมอวรงค์ ชี้สภาเลี้ยงข้าวสส.มานานแล้ว
พรุ่งนี้น้ำมันขึ้นราคา! พิพัฒน์เผยตรึงดีเซลไม่เกิน 33 บาท ยันไม่ขาดแคลน
อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ
พลังงาน สั่งระดมรถบรรทุก-เพิ่มรอบส่งน้ำมัน เร่งกระจายเข้าปั๊มทั่วประเทศ แก้ขาดแคลน
ศึกตะวันออกกลางลามวิกฤต! สว.ชิบ ชี้ระบบสำรองน้ำมันไทยป่วยหนัก บี้รัฐเร่งอุดช่องโหว่
มก.ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
หัวอกแม่เจ็บจี๊ด‘โอ๋ ภัคจีรา’ป้องลูกสาวได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินเพราะเป็นลูกดารา
อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์
คุณแหน : 17 มีนาคม 2569

Recent Posts

  • อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ
  • อิรักรุดเจรจาอิหร่าน ขอเปิดทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”
  • เอเชียคุมเข้มพลังงาน หลายประเทศงัดมาตรการฉุกเฉิน รับมือวิกฤตน้ำมันตึงตัวจากสงครามตะวันออกกลาง
  • นักเขียนวางยาฆ่าสามี ฮุบสมบัติ 4 ล้านดอลลาร์ ก่อนแต่งหนังสือเด็กรับมือความสูญเสีย

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d