Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

แวะถ่ายรูปเที่ยวชมดอกทานตะวันเบ่งบานที่บึงขี้แร้งอ.บางระกำ

Posted on August 28, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/308512

แวะถ่ายรูปเที่ยวชมดอกทานตะวันเบ่งบานที่บึงขี้แร้งอ.บางระกำ

แวะถ่ายรูปเที่ยวชมดอกทานตะวันเบ่งบานที่บึงขี้แร้งอ.บางระกำ

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 10.24 น.

13 ธ.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บึงขี้แร้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในแก้มลิงเก็บน้ำตามโครงการบางระกำโมเดล หมู่ 5 ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ทางเทศบาลตำบลบางระกำเมืองใหม่ ได้ทำการปลูกดอกทานตะวัน และต้นปอเทือง ไว้บริเวณแก้มลิงบึงขี้แร้ง จำนวนกว่า 5 ไร่ เพื่อเป็นการปรับคุณภาพดินบริเวณดังกล่าว เมื่อเดือนต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ได้เบ่งบานสวยงามแล้ว โดยประชาชนทั่วไปสามารถไปเที่ยวชมและถ่ายรูปกับทุ่งทานตะวันและดอกปอเทืองได้

นายวิบูลย์ ตั้งเกษมวิบูลย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางระกำเมืองใหม่ กล่าวว่า ทางเทศบาลได้มีการปรับคุณภาพดินในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่บริเวณบึงขี้แร้ง ซึ่งเป็นแก้มลิงเก็บน้ำไว้ใช้ในยามฤดูแล้ง พร้อมทั้งเพื่อเป็นการสร้างจุดแหล่งพักผ่อนชมธรรมชาติ สร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของ อ.บางระกำ จึงได้ปลูกต้นทานตะวัน และต้นปอเทืองไว้ ซึ่งขณะนี้ได้ออกดอกสีเหลืองสวยงาม นักท่องเที่ยว หรือ ประชาชนทั่วไปสามารถไปเที่ยวชมได้

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

มันใหญ่มาก!‘ส้มแก้ว’ของดีเมืองแม่กลอง แห่งเดียวในไทย

Posted on August 28, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/308504

มันใหญ่มาก!‘ส้มแก้ว’ของดีเมืองแม่กลอง แห่งเดียวในไทย

มันใหญ่มาก!‘ส้มแก้ว’ของดีเมืองแม่กลอง แห่งเดียวในไทย

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 09.34 น.

ตามไปดู “ส้มแก้ว” ของดีเมืองแม่กลอง มีแห่งเดียวในประเทศไทย ลูกใหญ่มากหนักกว่า 1 กก.

“ส้มแก้ว” เป็นผลไม้ในตระกูลส้มเขียวหวาน แต่ผลใหญ่กว่าส้มเขียวหวาน 1 เท่าตัว เป็นผลไม้รสชาติเปรี้ยวกว่าส้มเขียวหวาน แต่ประมาณน้ำส้มมากกว่าส้มเขียวหวานมากพอสมควร เหมาะสำหรับใช้คั้นเป็นน้ำส้มสด รสชาติจะดีมากขึ้นหากเติมเกลือทะเล หรือ “เกลือสมุทร” เล็กน้อย ใส่น้ำแข็ง หรือคั้นใส่ขวดแล้วแช่ตู้เย็น เมื่อนำมาดื่มทานแล้วชุ่มคอชื่นใจ

ในด้านประโยชน์ทางโภชนาการ จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เพราะมีวิตามีนซีสูงมาก สูงกว่าส้มธรรมดาทั่วไป ถ้ามีอาการเจ็บคอ คอแห้ง เหมือนจะป่วยเป็นไข้หวัด ทานน้ำส้มแก้วผสมกับเกลือเล็กน้อย ชงในน้ำร้อนอุ่นๆก็ได้ หากไม่ทานน้ำแข็งหรือแช่เย็น เนื่องจากป่วยเป็นหวัด ก็ชงกับน้ำร้อน จะทำให้อาการป่วยเป็นหวัดเริ่มต้น จะทุเลาหรือหายขาดได้

“ส้มแก้ว” เป็นส้มที่ชาวจีนนิยมใช้ไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ เพราะถือเป็น “ผลไม้มงคล” เป็น “ราชินีแห่งตระกูลส้ม” ถ้าใช้ไหว้เจ้า จะทำให้การค้าขายร่ำรวย สุขภาพแข็งแรง คนจีนมีความเชื่อว่าถ้าไหว้เจ้าด้วย ผลไม้ที่สีทอง เช่น ส้มแก้วและส้มเขียวหวาน เหมือนไหว้ด้วยทองคำ ทำให้ร่ำรวย เงินทองไหลมาเทมา ตามความเชื่อของคนจีน

ทำไม “ส้มแก้ว” จึงมีแต่ที่ “แม่กลอง” จ.สมุทรสงคราม

ส้มแก้วเป็นส้มที่มีตระกูลมาจากเมืองจีน ในอดีตพ่อค้าคนจีนจะทำการซื้อขายกับพ่อค้าคนไทย ทางเรือ หรือการขนส่งทางน้ำ โดยพ่อค้าคนจีนนำสินค้าใส่เรือสำเภา มาจากประเทศจีนล่องเรือสำเภามาทางทะเล และจะนำเรือสินค้ามาจอดที่ชายทะเล จ.สมุทรสงคราม จะมาจอดแลกเปลี่ยนสินค้าที่บริเวณริมทะเล “ยี่สาร”

น.ส.ชภาวดี บุญมาก อายุ 18 ปี สมาชิกสภาเยาวชนสมุทรสงคราม เป็นผู้หนึ่งที่กำลังจัดทำ “โครงการอนุรักษ์ส้มแก้วแม่กลอง”  ให้เหตุผลว่า “ส้มแก้ว” มีอยู่ที่เดียว คือ ที่ จ.สมุทรสงคราม และมีอยู่หนาแน่นที่ ต.บางสะแก อ.บางคนที เธออยากให้ชาวสวนที่ปลูกผลไม้ในเขต อ.บางคนที และอัมพวา ลองปลูกส้มแก้วดู เพราะลูใหญ่ น้ำหนักต่อลูกราว 1 กิโลกรัม ละมีราคาดี โดยในขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท หรือ 4 ลูก 100 บาท

ทั้งนี้ หาซื้อได้ในตลาดผลไม้เทศบาลเมืองสมุทรสงคราม , ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา , ตลาดน้ำบางน้อย และริมถนนที่ขายผลไม้เส้นทางสมุทรสงคราม-บางแพ และถนนพระราม 2 ทั้งขาเข้าขาออกจากกรุงเทพฯ คุณสมบัติเด่นอีกอย่างของส้มแก้ว คือ เก็บไว้ได้นานเป็นเดือน ไม่ต้องแช่ตู้เย็น เพียงให้อยู่ในอากาศแห้งเท่านั้น

“อยากให้ทางสำนักงานเกษตร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จดทะเบียนลิขสิทธิ์ส้มแก้วเป็นผลไม้อนุรักษ์ของไทย และเป็นผลไม้อนุรักษ์ของชาวบางคนที เพราะถ้าปล่อยลอยตัวอย่างนี้ อาจจะถูกต่างชาติเอาสายพันธุ์ไปปลูกประเทศของเขา ยิ่งเฉพาะประเทศจีน เจ้าของพันธุ์ดั่งเดิม หากเราทำไม่ดี เขาอาจมาแย่งตลาดของเราในวันข้างหน้า ก็เป็นไปได้” น.ส.ชภาวดี กล่าวทิ้งท้าย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เข้มกฎหมาย-ใช้เทคโนโลยี ‘ภูเก็ต’ต้นแบบเมืองลดอุบัติเหตุ

Posted on August 28, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/308395

เข้มกฎหมาย-ใช้เทคโนโลยี  ‘ภูเก็ต’ต้นแบบเมืองลดอุบัติเหตุ

เข้มกฎหมาย-ใช้เทคโนโลยี ‘ภูเก็ต’ต้นแบบเมืองลดอุบัติเหตุ

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประเทศไทยมีสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงประเทศลิเบีย (Libya) เท่านั้น โดยมีผู้คนต้องสังเวยชีวิตให้ถนนเมืองไทยเฉลี่ย 24,000 ศพต่อปี ขณะที่ข้อมูลจาก รายงานความปลอดภัยทางถนน ปี พ.ศ.2559/2560 ซึ่งจัดทำโดย แผนสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัด (สอจร.) ร่วมกับ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ระบุว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา ถนนเมืองไทยคร่าชีวิตผู้คนไปทั้งสิ้น 22,356 ราย

ปัจจัยของอุบัติเหตุบนท้องถนน สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนคือ “คน” มาจากพฤติกรรมขับขี่โดยประมาท เช่น ดื่มเครื่องดื่มมึนเมา-เสพยาเสพติดแล้วขับขี่ยานพาหนะ พักผ่อนไม่เพียงพอแล้วยังฝืนขับขี่ยานพาหนะ หรือใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด รวมไปถึงการละเมิดกฎจราจรอื่นๆ อาทิ ฝ่าไฟแดง ย้อนศร เลี้ยวไม่เปิดไฟเลี้ยว ฯลฯ “รถ” อะไหล่อุปกรณ์ต่างๆ ไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และ “ถนน” มีจุดเสี่ยง เช่น โค้ง ทางลาดชัน จุดตัดทางรถไฟ เส้นทางเปลี่ยวมืดไม่มีไฟส่องสว่าง เป็นต้น

ภูเก็ต จังหวัดทางภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน มีภูมิประเทศเป็นเกาะ เนื้อที่ 576 ตารางกิโลเมตร เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทยที่มีชื่อเสียง
ระดับโลก รายงาน “สรุปภาวะเศรษฐกิจการค้าจังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2559” ซึ่งจัดทำโดย ซามีรอ อีซอ เจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าจังหวัด (PCOC) สำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต ระบุว่า ในปี 2559 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนเกาะแห่งนี้ทั้งสิ้น 4,354,028 คน เพิ่มขึ้นจาก 3,767,209 คนในปี 2558 ดังนั้นภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ จึงพยายามทำให้ จ.ภูเก็ต มีความปลอดภัย รวมถึงบนท้องถนนด้วย

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในพิธีปฐมนิเทศการศึกษาเพื่อการศึกษาดูงาน 3 พื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนของจังหวัดภูเก็ต ณ รร.ฮิลตัน ภูเก็ต อาร์เคเดีย รีสอร์ท แอนด์สปา ว่า “ในทุกๆ ปีมีผู้พิการรายใหม่จากเหยื่ออุบัติเหตุ 5,000 คนในทุกๆ วันมี 42 ครอบครัวสูญเสียสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว และในทุกๆ วันยังมีอีก 15 ครอบครัวที่ต้องดูแลสมาชิกพิการจากอุบัติเหตุไปตลอดชีวิต”ความสูญเสียเหล่านี้กระทบต่อโครงสร้างการบริการด้านสาธารณสุขอย่างมาก

ขณะที่ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า หากย้อนไปช่วงปี 2540-2549 จ.ภูเก็ต นั้นติดอันดับ “1 ใน 5 จังหวัดที่ท้องถนนอันตรายที่สุดในประเทศไทย” แต่ด้วยการทำงานอย่างเข้มแข็งของ “คณะทำงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด” (สอจร.) ทำให้หลังปี 2550 เป็นต้นมา จำนวนอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บบนท้องถนนใน จ.ภูเก็ต ก็ค่อยๆ ลดลงไปตามลำดับ ปัจจุบันพบว่าลดไปจากเมื่อทศวรรษก่อนหน้าถึง “ร้อยละ 50”เนื่องด้วยการปรับปรุงด้านต่างๆ อาทิ

1.แก้ไข “จุดเสี่ยงซ้ำซาก” ปรับปรุงบริเวณที่มีอุบัติเหตุบ่อยๆ 2.ใช้กฎหมายอย่างจริงจังเน้นหนักที่ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ คือไม่สวมหมวกนิรภัย ดื่มแล้วขับ ขับเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด และฝ่าไฟแดง มีการลงทุนติดตั้งเครื่องตรวจจับความเร็ว กล้องตรวจจับผู้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร จัดหาเครื่องมือตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย ทำให้ในปี 2559 ที่ผ่านมา จ.ภูเก็ต สามารถลดจำนวนผู้บาดเจ็บลงได้ ร้อยละ 3.5 และลดผู้เสียชีวิตลงได้ ร้อยละ 8.8

“การขับเคลื่อนงานแบบสหสาขาวิชาชีพ ทำให้ลดอัตราความสูญเสียลง และพิสูจน์แล้วว่าหากจุดจัดการระดับพื้นที่ซึ่งใกล้ชิดปัญหามากที่สุด จัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังทุกวัน จะลดการตายลงได้เกินครึ่ง” ดร.สุปรีดา กล่าว

สอดคล้องกับที่ นพ.ทวีศักดิ์ นพเกสร กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. ยกตัวอย่าง เทศบาลเมืองกะทู้ อ.กะทู้ 1 ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บนเกาะภูเก็ต ว่าในเขตพื้นที่ดังกล่าว นายกเทศมนตรีให้ความสำคัญต่อปัญหาความปลอดภัยบนทางถนนอย่างมาก นำมาซึ่งหลายมาตรการ อาทิ 1.แก้ไขจุดเสี่ยง โดยปรับสภาพถนนให้ปลอดภัย ติดไฟส่องสว่าง2.จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย เช่น ปลดป้ายโฆษณาที่กีดขวางทัศนวิสัยในการมองเห็น

3.มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่เทศกิจ จับ-ปรับกรณีที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่นรถบรรทุกทำเศษหินดินตกหล่นบนถนน และ 4.สร้างความตระหนักด้านความปลอดภัย รณรงค์สวมหมวกนิรภัยในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ส่งผลให้ได้รับรางวัล Prime Minister Road Safety Awards ด้านความปลอดภัยทางถนนและได้รับการยกย่องเป็นแบบอย่างที่ดี เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับ นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ผู้จัดการแผนงานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก ด้านความปลอดภัยทางถนน ที่กล่าวย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายถือเป็นมาตรการสำคัญที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนของ จ.ภูเก็ต ลดลง โดยระยะแรกในปี 2553 ได้ใช้มาตรการสวมหมวกนิรภัย ร้อยละ 100 บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ควบคู่การประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางทำให้อัตราการสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การบาดเจ็บที่ศีรษะลดลงจาก ร้อยละ 37.1 ในปี 2554 เหลือ ร้อยละ 20.6 ในปี 2558

“จุดเด่นคือมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีผู้กระทำผิดกฎจราจร สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและลดข้อจำกัดของกำลังคนที่ไม่เพียงพอได้มาก” ผจก.แผนงานความร่วมมือ รบ.ไทย-WHO ระบุ

อีกด้านหนึ่ง นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์คณะกรรมการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลกให้เป็นต้นแบบให้แก่นานาประเทศในเรื่อง “ระบบการดูแลหลังเกิดอุบัติเหตุ (Post crash care)” ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 เสาหลักขององค์การสหประชาชาติตามแผนทศวรรษความปลอดภัยทางถนน ปี 2554-2563 การทำงานของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) จ.ภูเก็ต

“ในปี 2560 มีรถพยาบาล 101 คัน มีจุดปฏิบัติการ 32 จุดทั่วจังหวัด มีเจ้าหน้าที่กู้ชีพทุกระดับรวม 650 คน มีศักยภาพรับมือทั้งในภาวะปกติและภาวะภัยพิบัติ โดยสถิติปี 2560 สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุหลังรับแจ้งเหตุได้ภายใน 10 นาทีสูงถึง ร้อยละ 79.2 ซึ่งการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว มีส่วนในการลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ” นพ.คำนวณ กล่าว

ปัจจุบันแนวโน้มกระแสโลกมีการยอมรับแล้วว่า วิธีการแบบ “เสื้อเหมาโหล” (One Size Fit All) ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะแต่ละพื้นที่มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน จึงต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีแบบ “เสื้อสั่งตัด” (Customize) ที่ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์สภาพปัญหาในพื้นที่นั้นๆ ให้เห็นชัดเจนก่อนหามาตรการแก้ไข ซึ่งเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนก็เช่นกัน ที่ “คนในท้องถิ่นย่อมเข้าใจพื้นที่ของตนดีที่สุด” ดังที่ จ.ภูเก็ต สามารถลดสถิติอุบัติเหตุได้จากการริเริ่มของผู้บริหารหน่วยงานในระดับท้องถิ่นเอง และบูรณาการการทำงานร่วมกัน

ถ้าแนวคิดนี้สามารถขยายไปยังทุกๆ ท้องถิ่นทั่วประเทศ ความสูญเสียนับหมื่นศพต่อปี คงลดลงได้ในสักวันไม่ช้าก็เร็ว!!!

สุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในงานสัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 13 ณ ไบเทค บางนา เมื่อ 6 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลจะเร่งพัฒนากลไกความปลอดภัยบนท้องถนนใน 7 ด้าน ได้แก่ 1.สนับสนุนกลไกศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัดและอำเภอ ทำงานแบบบูรณษการ2.ปรับปรุงระเบียบงบประมาณของ ศปถ.อปท. ให้มีงบประมาณที่เหมาะสม 3.ให้กระทรวงแรงงาน เพิ่มบทบาทเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.)ในด้านความปลอดภัยบนท้องถนนเข้าไปด้วย

4.เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะปัญหาเมาแล้วขับ 5.ส่งเสริมความปลอดภัยในกลุ่มเสี่ยงหลัก คือผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ เช่น ต้องมีระบบเบรก ABS การมีใบขับขี่เฉพาะของรถขนาดใหญ่ (Big Bike)6.ให้ความรู้ด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ในระบบการศึกษาทุกระดับ และ 7.สนับสนุนให้มีกลไกสอบสวนสาเหตุ การติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ โดยประสานระหว่างภาครัฐกับหน่วยงานวิชาการต่างๆ

สุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในงานสัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 13 ณ ไบเทค บางนา เมื่อ 6 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลจะเร่งพัฒนากลไกความปลอดภัยบนท้องถนนใน 7 ด้าน ได้แก่ 1.สนับสนุนกลไกศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัดและอำเภอ ทำงานแบบบูรณษการ2.ปรับปรุงระเบียบงบประมาณของ ศปถ.อปท. ให้มีงบประมาณที่เหมาะสม 3.ให้กระทรวงแรงงาน เพิ่มบทบาทเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.)ในด้านความปลอดภัยบนท้องถนนเข้าไปด้วย 4.เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะปัญหาเมาแล้วขับ 5.ส่งเสริมความปลอดภัยในกลุ่มเสี่ยงหลัก คือผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ เช่น ต้องมีระบบเบรก ABS การมีใบขับขี่เฉพาะของรถขนาดใหญ่ (Big Bike)6.ให้ความรู้ด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ในระบบการศึกษาทุกระดับ และ 7.สนับสนุนให้มีกลไกสอบสวนสาเหตุ การติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ โดยประสานระหว่างภาครัฐกับหน่วยงานวิชาการต่างๆ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

“ดร.อิ่ม-ธีรรัตน์” ไม่ทิ้งพื้นที่ ลงดูแลชาวบ้าน ยามทุกข์ยาก ฝากข้อคิดดีๆ ไปถึงกทม.

Posted on August 28, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/308463

“ดร.อิ่ม-ธีรรัตน์” ไม่ทิ้งพื้นที่ ลงดูแลชาวบ้าน ยามทุกข์ยาก ฝากข้อคิดดีๆ ไปถึงกทม.

“ดร.อิ่ม-ธีรรัตน์” ไม่ทิ้งพื้นที่ ลงดูแลชาวบ้าน ยามทุกข์ยาก ฝากข้อคิดดีๆ ไปถึงกทม.

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.
nn…หลังเกิดเหตุไฟไหม้ชุมชนวัดสังฆราชา ลาดกระบัง เสียหายกว่า 30 หลังคาเรือน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว…แน่นอน อดีต ผู้แทนในพื้นที่ อย่าง “ดร.อิ่ม” ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีต สส.กทม.เขตลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย ได้มีโอกาสลงไปให้กำลังใจผู้สูญเสียที่อยู่อาศัย และทรัพย์สิน เพื่อให้มีกำลังต่อสู้ สร้างใหม่ ต่อไป ก่อนหน้านี้ ดร.อิ่ม กับทีมงาน เคยลงไปเยี่ยมพี่น้องในชุมชน ได้ถามไถ่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ได้ประสานปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัยขึ้น เช่น การย้ายฝั่งสายไฟฟ้า สายเคเบิลต่างๆ ให้ออกห่างจากตัวบ้าน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดประกายไฟและเสียดสีกับบ้านไม้เก่า เป็นสาเหตุของไฟไหม้ได้ การเพิ่มจำนวนไดโว่สูบน้ำไว้ใช้เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินให้ใช้ได้ทันที รวมถึง การฝึกซ้อมรับมือกับเหตุการณ์อัคคีภัยอย่างสม่ำเสมอให้เกิดความชำนาญเป็นสิ่งจำเป็น..แต่ยังมีอีกหลายๆชุมชนที่เป็นบ้านไม้ติดกันลักษณะเช่นเดียวกันนี้มีความเสี่ยงตลอดเวลา…จากเหตุครั้งนี้ ดร.อิ่ม ก็แนะนำฝากไปถึงกรุงเทพมหานคร จึงควรให้การสนับสนุนการฝึกซ้อม เมื่อประสบเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในทุกชุมชนที่เป็นจุดเสี่ยง เพื่อให้มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา เป็นเรื่องจำเป็นมากๆ และเมื่อเกิดเหตุและได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ที่ถูกไฟไหม้บ้านแล้ว ได้รับรู้ถึงความสามัคคี ใกล้ชิด ความเป็นห่วงกันของพี่น้องในชุมชน ที่ทุกคนทั้งหนุ่มสาวช่วยเหลือผู้ที่ติดในบ้านให้ออกมาอย่างปลอดภัย นี่คงเป็นสาเหตุที่คุณยายพับ ไม่อยากย้ายออกจากบ้านนี้…ทิ้งท้าย ดร.อิ่ม ฝากขอขอบคุณทุกท่าน ทุกองค์กร ที่มาช่วยเหลือกันแสดงความมีน้ำใจ นำสิ่งของมาบริจาคในยามที่เพื่อนตกทุกข์ได้ยาก โดยเฉพาะ คุณพ่อวิบูล คุณแม่ทองดี ให้อิ่มนำอาหาร น้ำดื่ม ผ้าห่ม สิ่งจำเป็นมามอบให้ผู้ประสบภัยครั้งนี้ และได้เห็นพี่น้องมากมายมามอบสิ่งของให้เช่นกัน ถือว่า ในยามลำบากเช่นนี้ ไม่ว่าจะเกิดเหตุที่ใด คนไทยไม่ทิ้งกันจริงๆ..ขอเป็นกำลังใจให้สู้ๆ ต่อไป…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผบก.ภ.จว.ลพบุรีสั่งล่าเข้าคุก หนุ่มไลฟ์สดเผาบ้านทวงหนี้! (ชมคลิป)

Posted on August 28, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/308411

ผบก.ภ.จว.ลพบุรีสั่งล่าเข้าคุก หนุ่มไลฟ์สดเผาบ้านทวงหนี้! (ชมคลิป)

ผบก.ภ.จว.ลพบุรีสั่งล่าเข้าคุก หนุ่มไลฟ์สดเผาบ้านทวงหนี้! (ชมคลิป)

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 16.47 น.

12 ธ.ค.60 เป็นที่ฮือฮาเมื่อในโลกออนไลน์ มีการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กของหนุ่มรายหนึ่งที่อยู่ในจังหวัดลพบุรี โดยชื่อผู้ใช้เฟซบุ็กว่า “DR.K v.3” ได้เผยแพร่ภาพที่กำลังทำการไลฟ์สดจุดไฟเผาบ้าน ซึ่งระบุว่า “โหดสัสลพบุรี เจ้าหนี้สายโหดเเค้นจัด ไลฟ์สดเผาบ้านลูกหนี้ ไม่โง่จริงทำไม่ได้”

โดยภาพในคลิปไลฟ์สด เผยให้เห็นหนุ่มคนหนึ่ง ที่เป็นเจ้าหนี้กำลังจุดไฟเผาบ้านลูกหนี้ และยังพูดจาข่มขู่ต่างๆนานา ทางด้านชาวเน็ตที่เข้าไปชมต่างคอมเม้นท์รุมต่อว่า ถึงการกระทำที่ผิดๆของหนุ่มคนนี้

ล่าสุด ทางด้าน พ.ต.อ.ชัยน์วัฒน์ อรัญวัฒน์ รรท.ผบก.ภ.จว.ลพบุรี ได้เปิดเผยถึงการกระทำดังกล่าว ถือว่าผิดกฎหมาย ขณะนี้ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกพื้นที่ในจังหวัดลพบุรีเร่งหาข่าว และระดมกำลังตามจับมารับโทษให้ได้ เนื่องจากเป็นการกระทำที่รุนแรงและก่อให้เกิดภาพลบต่อจังหวัดด้วย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หมู่บ้านที่โลกลืมได้เฮ! รอมานานนับปี วันนี้ไฟฟ้ามาถึงแล้ว

Posted on August 28, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/308351

หมู่บ้านที่โลกลืมได้เฮ! รอมานานนับปี วันนี้ไฟฟ้ามาถึงแล้ว

หมู่บ้านที่โลกลืมได้เฮ! รอมานานนับปี วันนี้ไฟฟ้ามาถึงแล้ว

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 13.42 น.

ชาวบ้านสุรินทร์ไม่มีไฟฟ้า-ประปาใช้นานนับปีได้เฮ! กฟภ.-อบจ.เร่งแก้ปัญหา “ไฟฟ้า” มาถึงแล้ว

12 ธ.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีชาวบ้านห้วยระวี หมู่ 10 ต.บึง อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ ได้รับความเดือนร้อนเรื่องไม่มีไฟฟ้าใช้ เพราะระบบไฟฟ้าเดิมมีแค่ 2 เฟส ต้องใช้ไฟถึง 3 เฟส ถึงจะสามารถเดินเครื่องสูบน้ำได้ ชาวบ้านทำเรื่องขอใช้ไฟฟ้าไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) จ.สุรินทร์ ซึ่ง กฟภ.สุรินทร์ ตอบกลับมาว่าเป็นเขตพื้นที่รับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) สุรินทร์ ชาวบ้านต้องขออนุญาต อบจ.ก่อน ทาง กฟภ.สุรินทร์ จึงจะมาติดตั้งได้

จากนั้นทางผู้ใหญ่บ้านห้วยระวี และตัวแทนชาวบ้านได้ทำหนังสือ เพื่อยื่นเรื่องขอความอนุเคราะห์ขออนุญาตการใช้ไฟฟ้าไปยัง อบจ.สุรินทร์ เพื่อรอการอนุมัติ แต่ยื่นเรื่องไปถึง 3 ครั้ง จนผ่านมาเกือบปีแล้ว เรื่องกลับเงียบหายเหมือนกับว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นไม่สนใจหรือดำเนินการให้อีกด้วย

ล่าสุด นางเมตตา ยิ่งเรงเริง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านห้วยระวี กล่าวว่า หมู่บ้านห้วยระวี มีลำธารแหล่งน้ำห้วยระวีในพื้นที่เกือบ 100 ไร่ สามารถกักเก็บน้ำได้มากมายตลอดทั้งปี เพียงพอให้ชาวบ้านใน ต.บึง และเขตอำเภอใกล้เคียงที่ขอใช้น้ำจากแหล่งน้ำห้วยระวีแห่งนี้ด้วย แต่ด้วยความต้องการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคร่วมกัน 4-5 หมู่บ้าน ทำให้เกิดปัญหา จนบางครั้งชาวบ้านเกิดความขัดแย้งกันเอง แต่ด้วยความจริงแล้วบ้านห้วยระวี ก็มีแท๊งค์น้ำเป็นของตัวเอง แต่เกิดการชำรุด

อีกทั้งเพื่อความสะดวกในการใช้น้ำ ชาวบ้านห้วยระวีได้ประชาคมปรึกษากัน ลงมติว่าจะนำงบประมาณของรัฐที่ให้ชุมชนมาใช้ซ่อมแซมแท๊งก์น้ำเดิมให้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมชาวบ้านทุกคนต่างลงมติเห็นชอบเราควรมีแท๊งน้ำของเราเอง เพื่อลดปัญหาและได้ใช้น้ำสะดวกขึ้น เมื่อทุกอย่างได้ดำเนินการซ่อมแซมแล้วเสร็จพร้อมที่ใช้งาน แต่ติดขัดเรื่องไฟฟ้า เพราะไฟฟ้าเดิมมีแค่ 2 เฟส ต้องใช้ไฟถึง 3 เฟส จึงจะเดินเครื่องสูบน้ำได้ ตนและชาวบ้านจึงทำเรื่องการขอใช้ไฟฟ้าไปยัง กฟภ.สุรินทร์

“พวกเราผู้ใหญ่บ้านและตัวแทนชาวบ้านได้ทำหนังสือ ขอความอนุเคราะห์ขออนุญาตใช้ไฟฟ้าไปยัง อบจ.สุรินทร์ แต่ยื่นเรื่องไป 3 ครั้ง จนผ่านมาเกือบปีแล้ว เรื่องกลับเงียบหาย เราชาวบ้านจึงออกมาเรียกร้องผ่านสื่อให้เป็นกระบอกเสียงให้กับชาวบ้านอีกทาง เพราะชาวบ้านเดือดร้อนมานานกันจริงๆ” นางเมตตา กล่าว

ล่าสุดวันนี้(12 ธ.ค.60) ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ ได้รับหนังสือชี้แจงข้อร้องเรียน จากนายศฤงคาร เจริญวัฒนากุล ผู้จัดการ กฟภ.สุรินทร์ ว่า ได้ประสานกับ อบจ.สุรินทร์ ในเรื่องนี้แล้ว พร้อมเชิญผู้ใหญ่บ้านห้วยระวี พร้อมตัวแทนชาวบ้าน เข้าหารือแนวทางแก้ไขข้อร้องทุกข์ของชาวบ้าน พร้อมทำความเข้าใจแนะนำแนวทางปฏิบัติ แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านและตัวแทนชาวบ้านทราบ โดย อบจ.สุรินทร์ จะเร่งดำเนินการและทำการขออนุมัติจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทางหมู่บ้านสามารถใช้ไฟฟ้าจากหม้อแปลงของ อบจ.สุรินทร์ โดยด่วนต่อไป

นายศฤงคาร กล่าวอีกว่า กฟภ.สุรินทร์ ได้เข้าไปติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค.60 ที่ผ่านมา เรื่องนี้อาจเป็นการเข้าใจผิดกันบางอย่าง คือ เป็นหม้อแปลงไฟฟ้าของ อบจ.สุรินทร์ ในระหว่างชาวบ้านห้วยระวี หมู่ 10 ต.บึง อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ ได้มีการก่อสร้างถังน้ำประปาหมู่บ้านขึ้นมาใหม่ มีความจำเป็นในการใช้ไฟฟ้าไปปั่นมอเตอร์ 2 เฟส ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุญาตการขอใช้หม้อแปลงไฟฟ้าจากทาง อบจ.สุรินทร์ อาจมีการสื่อสารกันที่ล่าช้าไปบ้าง หลังปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชน กฟภ. ได้พาผู้นำชาวบ้าน และตัวแทนชาวบ้าน เข้าพบผู้บริหาร อบจ.สุรินทร์ จึงมีการอนุมัติให้ใช้มิเตอร์ไฟฟ้าของ อบจ.สุรินทร์ได้  ซึ่งทุกวันนี้ชาวบ้านห้วยระวีได้ใช้ไฟฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

+ หมู่บ้านที่โลกลืม ขาดประปาไร้ไฟฟ้าใช้วอนรัฐช่วยที

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปลี่ยนเสียงดุเป็นแรงบันดาลใจ สู่เส้นทาง’เครื่องอัปสรา’ (ชมคลิป)

Posted on August 28, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/308301

เปลี่ยนเสียงดุเป็นแรงบันดาลใจ สู่เส้นทาง'เครื่องอัปสรา' (ชมคลิป)

เปลี่ยนเสียงดุเป็นแรงบันดาลใจ สู่เส้นทาง’เครื่องอัปสรา’ (ชมคลิป)

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 09.24 น.

เปิดชีวิตหนุ่มน้อย ผู้เปลี่ยนเสียงดุเป็นแรงบันดาลใจ มุ่งสู่เส้นทางอาชีพศิลปะ “เครื่องอัปสรา” สร้างรายได้

“อัปสรา” หรือ “นางฟ้า”…

ตามภาพจำหลักปราสาทที่ได้รับอิทธิพลจากขอมโบราณ จะสวมชุดที่มีความอลังการด้วยเครื่องแต่งกายต่างๆที่งดงาม เริ่มตั้งแต่ศีรษะที่เป็น “ชฎา 3 ยอด” มีกระบังหน้า จอนหู หางพวงมาลัย ฯลฯ ซึ่งภาพเหล่านี้กลายมาเป็น “แรงบันดาลใจ” ให้กับเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งมีความชื่นชอบในงานศิลปะ “เครื่องอัปสรา” การแต่งกายและท่วงท่าร่ายรำ

“ปอ”…

หรือ “นายปัทมาลัย ไชยบำรุง” อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 12 ต.ปราสาท อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ ผู้ยึดอาชีพการทำเครื่องอัปสรา ซึ่งเขาเล่าว่า เรียนรู้จากครูผู้ถ่ายทอดศิลปะนี้เมื่อปี 2549  จากนั้นก็นำวิชาชีพที่ได้กลับมาทำที่บ้านเกิด จากความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งเครือข่ายในการจัดงาน ทั้งขายและเช่า โดยขายชิ้นละประมาณ 1,000 บาท หากเป็นงาน “ชฎา” ก็สนนราคา 2,500 บาท หรืองานประดับ “แมงทับ” ก็ตามที่ตกลงราคากับลูกค้า ซึ่งรายได้เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 50,000-70,000 บาท

“ปัทมาลัย” เล่าด้วยว่า ตนเกิดที่ชุมชนที่หมู่บ้านติดกับปราสาทโบราณอย่าง “ปราสาทห้วยทับทัน” หรือ “ปราสาทโนนธาตุ” จึงมีความผูกพันการการแสดง “รำอัปสรา” มานานตั้งแต่เด็ก ช่วงนั้นเป็นเด็กจำได้ว่ามีคณะอัปสรามาทำการแสดงที่โรงเรียน ด้วยความที่อยากรู้อยากเห็น จึงเข้าไปจับเครื่องแต่งกาย จึงถูกครูตำหนิ

“ตอนนั้นถูกครูดุ บอกว่า ห้ามจับเพราะของแพง เดี๋ยวจะเสีย เหตุนี้เองทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่ผมบอกกับใจตัวเอง ว่าโตขึ้นจะต้องทำเครื่องอัปสราให้ได้ จนปัจจุบันก็สามารถสานฝันจากแรงบันดาลใจได้สำเร็จ งานของผมจะเป็นงานที่ประณีตทุกชิ้น” ปัทมาลัย กล่าว

เขา กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันก็ทำงานอยู่ที่บ้าน โดยลูกค้าส่วนมากจะสั่งสินค้าทางไลน์ , เฟสบุ๊ค หรือจากเครือข่ายที่รู้จัก โดยมีออเดอร์มาตลอด ส่วนใครที่สนใจอาชีพศิลปะการทำเครื่องอัปสรานี้ ตนพร้อมยินดีที่จะถ่ายทอดให้ หรือท่านใดต้องการปรึกษาสั่งเครื่องอัปสราก็สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 088-471-2267

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘แรงงานต่างด้าว’ ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย?

Posted on August 28, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/308237

‘แรงงานต่างด้าว’ ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย?

‘แรงงานต่างด้าว’ ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย?

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“1,788,964 คน” เป็นตัวเลขจำนวน “แรงงานข้ามชาติ” หรือในภาษาทางการเรียกว่า “แรงงานต่างด้าว” ทุกประเภทที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย โดย สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน ณ สิ้นเดือนก.ย. 2560 ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวอย่างมากในหลายภาคส่วน และนั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจกับเหตุการณ์เมื่อช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2560 ที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 แล้วจะเกิดความ“โกลาหล” ไปทั้งแผ่นดิน หลังแรงงานแห่ทะลักข้ามฝั่งกลับบ้านไปเป็นจำนวนมาก

กระทั่งช่วงต้นเดือน ก.ค. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือมาตรา 44 เพื่อชะลอการบังคับใช้ออกไปก่อนจนถึงสิ้นปี 2560 และให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสม โดยเฉพาะประเด็น “โทษปรับ 4 แสน -8 แสนบาท” กับการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายต่อคน เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลเป็นพิเศษ

ที่งานเสวนา “แรงงานต่างด้าว ช่วยจริงหรือวุ่นวาย” ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) สุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หากเลือกได้ ผู้ประกอบการก็ไม่อยากใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนมาก แต่เพราะคนไทยส่วนใหญ่การศึกษาดีขึ้นจึงไม่ทำงานบางชนิด ที่เรียกว่า “งาน 3 D” หมายถึงงานที่มีลักษณะ 3 อย่างในงานเดียวกันคือ Difficult งานยากลำบาก Dangerous งานเสี่ยงอันตราย และ Dirty งานสกปรก ยกตัวอย่าง งานประมง ที่คนไทยจะไม่ทำแน่นอน

รอง ปธ.สอท. กล่าวต่อไปว่า “การใช้แรงงานต่างด้าวแบบถูกกฎหมาย ต้นทุนก็ไม่ได้ถูกกว่าแรงงานไทยแต่อย่างใด” อาทิ การนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทย คนหนึ่งใช้เงิน 2 หมื่นบาท และแรงงานต่างด้าวทุกคนที่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน นายจ้างต้องจ่ายทุกอย่าง ภาษี ประกันสังคม ค่าล่วงเวลา (OT) เหมือนคนไทยทุกประการ

ทว่า “แม้จะใช้แรงงานผิดกฎหมาย ต้นทุนก็ไม่ได้ถูกกว่าแรงงานถูกกฎหมายแต่อย่างใด” เพราะทุกขั้นตอนล้วนเต็มไปด้วย “ผู้แสวงหาประโยชน์” ขณะที่แนวคิด “จำกัดโควตา” แรงงานต่างด้าว น่าจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เช่น ถ้าโควตามีน้อยกว่าความต้องการจริง ย่อมจะเกิด “มูลค่า” บางอย่างขึ้น หรือผู้ประกอบการรายย่อยคงไม่สามารถไปแย่งโควตาแรงงานต่างด้าวได้ รวมถึงการ “เก็บค่าธรรมเนียม” ผู้ใช้แรงงานต่างด้าวก็น่าจะมีปัญหาเช่นกัน

รอง ปธ.สอท. เสนอแนะว่า การแก้ปัญหาการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ทางออกคือ “ต้องทำให้ขั้นตอนการจดทะเบียนเป็นไปอย่างสะดวก”หาไม่แล้วก็จะมีการลักลอบทำผิดกฎหมายอยู่เรื่อยไป โดยยกตัวอย่างการทำ หนังสือเดินทาง (Passport) ที่ในอดีตเคยมีขั้นตอนยุ่งยากล่าช้า ทำให้เกิดขบวนการเรียกรับผลประโยชน์ขึ้น แต่ต่อมามีการปรับปรุงกฎหมายระเบียบให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว การเรียกรับผลประโยชน์ก็หมดไป

“แรงงานต่างด้าวไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับผู้ประกอบการอย่างผมที่สามารถจ่ายค่าธรรมเนียมได้ อย่างคนรับใช้ที่บ้านท่านก็ต้องจ่าย เด็กขายของหน้าร้านท่านก็ต้องจ่าย ไม่มีข้อยกเว้น หรือเรื่องโควตาก็เช่นกัน ในอนาคตสมมติท่านเคยมีคนรับใช้ที่บ้าน 2-3 คน คนหนึ่งทำอาหาร อีกคนทำความสะอาด อีกคนดูแลพ่อแม่ชรา ท่านอาจจะทำไม่ได้อีกเพราะไม่มีโควตา” สุชาติ ระบุ

มุมมองภาควิชาการ ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า การที่รัฐไทยไม่มีตัวเลขแรงงานต่างด้าวที่แน่นอน เป็นเพราะ “นโยบายไม่นิ่ง” เมื่อพบปัญหาแรงงานผิดกฎหมายทีหนึ่งก็เรียกมาจดทะเบียนเสียทีหนึ่ง จากนั้นเมื่อผ่านไปสักพักมีปัญหาเดิมก็จดทะเบียนอีก โดยที่แรงงานไม่ต้องกลับประเทศต้นทางก่อน เช่น แรงงานมาใหม่ๆ ทำงานประมงได้สักพักรู้สึกไม่ชอบ ก็ย้ายไปทำงานในโรงงานแทนแล้วรอวันที่รัฐบาลจะเปิดให้จดทะเบียน

ส่วนประเด็น “แรงงานต่างด้าวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ดร.ยงยุทธ ยอมรับว่า “มีส่วนจริง” ด้วยหลายเหตุปัจจัย อาทิ 1.คนไทยมีบุตรน้อยลง สวนทางกับคนชราที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังแรงงานชาวไทยจึงลดลงไปโดยปริยาย 2.บัณฑิตปริญญาตรีล้นตลาด แต่แรงงานอาชีวะฝีมือดีขาดแคลน คนจบปริญญาตรีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบสถานประกอบการ จึงนิยมหันไปประกอบอาชีพอิสระแทน 3.มีประชากรตกหล่น อาทิ แม่วัยรุ่น ผู้ต้องหาติดคุกตะราง หรือแม้แต่ผู้เบื่อหน่ายทางโลกแล้วออกบวช ก็ถือเป็นการสูญเสียกำลังแรงงานเช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญจาก TDRI ยังชี้ให้เห็นอีกว่า บทบาทแรงงานต่างด้าวกับภาคส่วนต่างๆ พบว่างานประมงกับงานร้านอาหารแรงงานต่างด้าวมีความสำคัญพอสมควร “แต่ที่สำคัญที่สุดคือลูกจ้างในครัวเรือน” คนรับใช้ในบ้านหรือคนดูแลผู้สูงอายุ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ถึงกระนั้นก็ยังย้ำว่า “แรงงานต่างด้าวทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีช้าลง” เนื่องด้วยผู้ประกอบการยังมีแรงงานราคาถูกให้ใช้ จึงไม่มีแรงกระตุ้นให้ต้องปรับตัว

“ไม่รู้ว่าเราสอนกันอย่างไรให้จบขึ้นไปแล้วทำงานกับเทคโนโลยีที่ฝรั่งเอาเข้ามา ที่บริษัทข้ามชาติเขามาลงทุนแล้วเขายังไม่สามารถได้คนไทยอยู่ เขาอ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ อย่างโควตาของ BOI (คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ซึ่งเขาสามารถเข้ามาทำงานในสิ่งที่เราขาดได้ แต่สิ่งที่เราขาดแน่ๆ คือกลุ่มที่พูดภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นเก่งๆ เขาก็มาช่วยสอนบ้านเรา ส่วนเรื่องงาน 3D ที่พูดกันเรื่อยๆ ถ้าสตางค์ถึงเขาก็คงไม่รังเกียจหรอก แต่ปัญหาคือความสามารถในการจ่าย มันถูกจำกัดอยู่ที่ความยากจนของประเทศ” ดร.ยงยุทธ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยมีหลายประเภท อาทิ แรงงานที่ไม่ได้มาจากเพื่อนบ้าน 4 ชาติ (เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม) แรงงานเพื่อนบ้านประเภทข้อตกลง (MOU) ระหว่างประเทศ แรงงานรอพิสูจน์สัญชาติ แรงงานประเภทส่งเสริมการลงทุน แรงงานชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดน และแรงงานตามฤดูกาล

ดังนั้นการใช้มาตรการแบบ “เสื้อเหมาโหล” (One Size Fit All) กับแรงงานทุกประเภทเหมือนๆ กัน คงไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังเปิดประเด็น “คิดย้อนกลับ” กรณีการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้แรงงานต่างด้าว ว่าจะมีโอกาสที่ผู้ประกอบการอาจคิดว่าไม่ใช้แรงงานต่างด้าว แต่เอาส่วนค่าธรรมเนียมมาจ้างแรงงานไทย จะเป็นไปได้หรือไม่? รวมถึงหลังจากนี้อาจต้องคิดถึงการจ้าง “แรงงานประเภทใหม่ๆ” ตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปเช่นกัน

“ต้องคิดถึงแรงงานที่ไม่ใช่กลุ่มเดิมๆ เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ อาจต้องปรับการทำงานให้เหมาะสม และอีกกลุ่มที่เราลืมเราทิ้งไปนาน คือแรงงานเยาวชน นักศึกษาที่เรียนอยู่แล้วต้องทำ Part-Time ส่วนนี้น่าจะดึงเข้ามาทำงานให้เขามีรายได้ ซึ่งอาจจะไม่ได้ใช้ค่าตอบแทนสูงเท่าแรงงานปกติ กรรมการค่าจ้างก็กำลังมองตรงนี้ มีค่าจ้างผู้สูงอายุ ค่าจ้างเยาวชน เพื่อให้เกิดการทำงานทุกกลุ่มเข้ามาแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ผู้ประกอบการแทนที่จะเสียค่าธรรมเนียมแล้วไปอยู่กับแรงงานต่างด้าว เราให้คนไทยไหม? แต่ก็ต้องคิดว่าแล้วคนไทยจะทำหรือเปล่า?” อาจารย์ศุภชัย ฝากข้อคิด

ล่าสุดเมื่อ 4 ธ.ค. 2560 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้นำร่าง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. … ฉบับแก้ไข กลับไปทบทวนใหม่ เนื่องจากมีข้อสังเกตใน 2 ประเด็น คือ 1.การกำหนดพื้นที่พักอาศัย ที่กฎหมายใหม่ไม่ได้กำหนดไว้ ต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ต้องพักในสถานที่ทำงานของนายจ้างเท่านั้น กับ 2.อัตราโทษที่ต้องสมเหตุสมผล เช่น ความผิดฐานใช้แรงงานผิดประเภท ไม่ควรมีบทลงโทษรุนแรงเท่าความผิดฐานค้ามนุษย์

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า..เมื่องานบางประเภทคนไทยไม่ทำ และอีกหลายประเภทยังไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเต็มรูปแบบได้ เศรษฐกิจไทยก็ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวต่อไป ขึ้นอยู่กับว่าจะ “บริหารจัดการ” อย่างไรเท่านั้น!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

“องอาจ”ประเดิมส่งการ์ดอวยพรทูอินวัน “คริสต์มาส-ปีใหม่’61”

Posted on August 28, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/308274

“องอาจ”ประเดิมส่งการ์ดอวยพรทูอินวัน “คริสต์มาส-ปีใหม่’61”

“องอาจ”ประเดิมส่งการ์ดอวยพรทูอินวัน “คริสต์มาส-ปีใหม่’61”

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

nn…ใกล้ถึงสิ้นปี 2560 แล้วจะเริ่มมีการ์ดอวยพรเข้ามา ที่ไม่เคยลืม ไม่เคยพลาดเลย “องอาจ คล้ามไพบูลย์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ ก็จะส่งการ์ดอวยพรให้กับบรรดาสื่อมวลชนและทุกๆคนอย่างสม่ำเสมอ…และแล้ว ก็เพิ่งได้รับการ์ดอวยพร “สวัสดีปีใหม่ 2561” ใบแรก โดย รองหัวหน้าพรรคฯองอาจ ได้จัดทำการ์ดอวยพรในรูปแบบสองเทศกาลไปเลยทีเดียว ทั้ง“วันคริสต์มาส และสวัสดีปีใหม่”ที่น่าสนใจภาพบนการ์ด ด้านหน้าเป็นรูป“คุณพ่อกับลูกสาวสดใสน่ารักมากๆ”สอนปั่นจักรยาน ส่วนด้านหลังก็เป็นภาพของสองพ่อลูกปั่นจักรยาน มีข้อความว่า“น้องฟ้า”อายุครบ 7 ขวบ โชคดีปีใหม่นะคะ แล้วลงชื่อ“น้องฟ้า”…ที่สำคัญในส่วนด้านในการ์ด มีการแต่งกลอนอวยพร เนื้อหาว่า“ความโศกเศร้าเมื่อปีกลายคลายลงแล้ว แต่เสียงแว่วคำสอนพ่อยังก้องหู พ่อลงมือทำไว้ให้เราดู ให้เราสู้เดินหน้าต่อก่อการงาน ขอให้เราจงร่วมใจใฝ่ผจญ ทุกชนชั้นล้วนรวมใจในทุกสถาน เดินตามรอยเท้าพ่อต่อทุกกาล เพื่อสืบสานงานพ่อก่อเกรียงไกร ขอกุศลผลบุญหนุนนำเนื่อง ให้ฟูเฟื่องเรืองฤทธิ์จิตแจ่มใส “จิตอาสา”จงมีอยู่ทุกหัวใจ จิตที่พร้อมจะให้ปีใหม่เอย…”..แล้วลงชื่อทิ้งท้ายทั้งสามพ่อแม่ลูก “องอาจ – ดร.อโณทัย- ด.ญ.นันทภัทร์ คล้ามไพบูลย์”…ขอขอบคุณกับคำอวยพรดีๆด้วยนะขอรับ…nn

nn…เก็บตกวันก่อนหลังพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ยุติธรรมเปิดแถลงข่าวครั้งแรกหลังการประชุมนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงยุติธรรมเสร็จ…ปลัดกระทรวงยุติธรรม “ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ” ก็มาทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงยุติธรรม นักข่าวเลยได้โอกาสสอบถามถึงความคืบหน้ากรณีสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผ่าชันสูตรศพ “น้องเมย-ภคพงศ์ ตัญกาญจน์” นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่ญาติติดใจสาเหตุการเสียชีวิต…งานนี้ ทั่นปลัดฯวิศิษฏ์เลยบอกว่าอนุญาตเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ “สมณ์ พรหมรส” โดยตรงได้เลย บรรดาผู้สื่อข่าวกระทรวงก็ยังยืนยันไปว่าปลัดฯวิศิษฏ์ต้องให้สัมภาษณ์แทน เนื่องจากนักข่าวโทรศัพท์ไปที่เบอร์มือถือของผอ.สมณ์หลายครั้งแล้ว แต่ไม่สามารถติดต่อได้… ทั่นปลัดฯได้ยินเช่นนั้น ก็ร้องขึ้นว่า “อ้าวเหรอ ไม่ใช่เฉพาะพวกคุณหรอก ขนาดผมโทรศัพท์ไปผอ.สมณ์ ท่านก็ไม่รับสายผมเหมือนกัน”…นักข่าวก็รุกยิงคำถามต่อไปทันควัน เพราะไม่อยากให้คาใจสงสัยกันต่อไป “…แล้วจนตอนนี้ผอ.สมณ์ได้โทร.กลับมาคุยหรือยังคะ”…ทั่นปลัดฯวิศิษฏ์เลยเล่าแจ้งแถลงไขความกระจ่างว่า “ท่านผอ.สมณ์โทร.กลับมาคุยกับผมแล้ว แต่นั่นหลังจากผมส่งข้อความผ่านไลน์ห้องผู้บริหารกระทรวงว่าให้โทร.หาผมด้วยนะ”…พอได้ยินคำตอบ ทำเอากระจอกข่าวที่ปักหลักสัมภาษณ์ทั่นปลัดฯตั้งประเด็นสาเหตุไปต่างๆนานา…ขณะที่ทั่นปลัดฯวิศิษฏ์ให้ข้อสังเกตไว้ว่า “…สงสัยภรรยาที่บ้าน จะไม่ให้รับสายคนแปลกหน้า..555.”…สิ้นข้อสันนิษฐานของทั่นปลัดฯทำเอานักข่าวฮากันครืนทั้งวง แหมมมม…เล่นกระเซ้ากันขนาดนี้ ไม่ทราบว่า ทั่นผอ.สมณ์ฮัดเช้ยหลายรอบแล้วมั้งนี่..หึหึ….nn

nn…ใกล้เดือนสุดท้ายของปี ใครมองหาที่เที่ยว “กิน ช็อป ชม”อาหารอร่อย พร้อมดื่มด่ำวัฒนธรรมท้องถิ่น มีงานดีๆมาฝาก เมื่อเทศบาลตำบลท่ายาง จ.เพชรบุรี นำโดย นายกเทศมนตรีตำบลท่ายาง“นฤมล กิจพ่วงสุวรรณ” ร่วมกับสภาวัฒนธรรมอำเภอท่ายาง ประชุมร่วมกับตัวแทนทั้ง12 ตำบลในอ.ท่ายาง เตรียมความพร้อมจัดกิจกรรม “ท่ายางดีจัง!!ตอน“ท่ายางบ้านฉัน” สุดยอดกิจกรรมดีๆ ก่อนส่งท้ายปีเก่าขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 ธันวาคม บริเวณถนนหน้าวิกเกษมสุข(เก่า) และซอย2/ซอย10/ตลาดบนตลาดล่าง และตลาดท่าย์น้ำข้ามภพ ภายในงานมีให้เลือกชม ทั้งศิลปะ-วัฒนธรรมชุมชน ที่จะสะท้อนความเป็นอำเภอเก่าแก่ มีที่มาภูมิปัญญาน่าสนใจหลากหลาย รวมถึงการแสดงด้านหน้าเวที ซุ้มกิจกรรม กิจกรรมสาธิตของ 12 ตำบล นิทรรศการภาพถ่าย พร้อมอาหารการกินท้องถิ่น …บอกได้คำเดียวว่า “เพียบ” ไม่อยากให้คอเที่ยวชอบเสพวัฒนธรรมพลาด!!! …นายกเทศมนตรีตำบลท่ายางฝากเทียบเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องแวะเวียนไปร่วมชม ร่วมกิจกรรมกันได้ตั้งแต่เวลา 16.30 น.วันที่ 23 ธันวาคมนะจ๊ะ…งานนี้ คนท่ายางฝากบอกมาว่า “ยินดีต้อนรับเต็มที่จ้า”…แวะเวียนมาสัมผัสสักครั้ง รับรองจะประทับใจไม่รู้ลืมทีเดียวเชียว…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

คาถากันหย่าร้าง! เปิด5ข้อที่ต้องทำ8คำที่ห้ามใช้ถ้าไม่อยากบ้านแตก

Posted on August 28, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/308281

คาถากันหย่าร้าง! เปิด5ข้อที่ต้องทำ8คำที่ห้ามใช้ถ้าไม่อยากบ้านแตก

คาถากันหย่าร้าง! เปิด5ข้อที่ต้องทำ8คำที่ห้ามใช้ถ้าไม่อยากบ้านแตก

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 20.24 น.

11 ธ.ค.60 น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การหย้าร่างของคนไทยว่า จากข้อมูลกระทรวงมหาดไทยระบุว่าในปี 2559 มีคนไทยจดทะเบียนสมรสรวม 307,746 คู่ และมีผู้จดทะเบียนหย่าจำนวน 118,539 คู่ โดยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการหย่าร้างมีแนวโน้มสูงขึ้นจากร้อยละ 27 ในปี 2549 เพิ่มเป็นร้อยละ 39 ในปี 2559

ส่วนสาเหตุของการหย่าร้างนั้น มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน โดยเฉพาะสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ขนาดครอบครัวต่างจากอดีตที่เป็นครอบครัวขยายมีพ่อแม่ลูก ปู่ย่า พี่น้องอยู่รวมกันลดลง จำนวนครอบครัวเดี่ยวที่อยู่กันเฉพาะพ่อแม่ลูกมีมากขึ้น ทำให้ครอบครัวคนไทยยุคใหม่มีความเปราะบางขึ้นและน่าเป็นห่วงต่อปัญหาการหย่าร้างและแยกทางกัน ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพจิตของลูกตามมาด้วย

น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุของการหย่าร้างประการหนึ่งคือ การได้รับแรงกดดันจากภายนอกเช่น ความเครียดจากการทำงาน สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัมพันธภาพภายในครอบครัว โดยเฉพาะในคู่สามีภรรยาการสื่อสารเชิงบวกถือว่าเป็นกุญแจสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา เพราะการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมหรือที่เรียกว่าฟังแล้วปรี๊ดหู มีผลบั่นทอนจิตใจและความรู้สึกอาจทำให้เรื่องเล็กๆกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้ความสัมพันธ์เปราะบางและแตกหัก

ทั้งนี้กรมสุขภาพจิตมีคำแนะนำสำหรับการใช้ชีวิตคู่คือ  “5 ข้อที่ต้องทำ 8 คำห้ามใช้  ”  โดย 5 ข้อที่ต้องทำได้แก่

1. ร่วมกันสร้างกฎของครอบครัวที่ทุกคนยอมรับและปฏิบัติได้

2. เมื่อมีปัญหาต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไข อย่าคิดว่าเป็นปัญหาของคนใดคนหนึ่ง

3. โต้เถียงกันได้ เป็นเรื่องธรรมดาของครอบครัว แต่ต้องไม่ตะคอกข่มขู่หรือยั่วโมโหอีกฝ่าย

4. เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้ตัวว่าเริ่มมีความโกรธเพิ่มขึ้น ให้เตือนสติตนเองหยุดพูด เมื่อมีความพร้อมจึงกลับมาพูดกันใหม่

5.เมื่อพร้อมที่จะแก้ปัญหา ควรหันหน้ามาร่วมกันปรึกษาหาทางแก้ไข และประการสำคัญต้องไม่ดูถูกความคิดของอีกฝ่าย

ส่วน 8 คำพูดที่ห้ามใช้ในครอบครัว มีดังนี้

1. คำสั่งเผด็จการ เช่น “เงียบไปเลย” “ทำอย่างนี้สิ”

2.คำพูดที่ประชดประชัน เปรียบเทียบ หรือพูดถึงปมด้อย เช่น “ก็เป็นซะแบบนี้ ถึงได้ดักดานอยู่แค่นี้”“ถ้าฉันแต่งงานกับแฟนเก่า ป่านนี้คงสบายไปแล้ว”

3. คำพูดท้าทาย เช่น “ถ้าแน่จริงก็เก็บของออกไปเลย”  หรือ “พูดแบบนี้ก็เลิกกันไปเลยดีกว่า”

4. คำพูดเอาชนะกัน เช่น “ที่มีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะแกนั่นแหละ” หรือ “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของฉัน”

5. คำพูดที่ขุดคุ้ยเรื่องเก่ามาพูดซ้ำ เช่น “บอกกี่ทีๆก็ไม่เชื่อ ครั้งที่แล้วก็แบบนี้” “อยู่กินกันมา 10 ปีไม่เห็นเธอทำอะไรสำเร็จสักอย่าง

6. คำพูดเชิงกล่าวหา กล่าวโทษ เช่น “อย่ามาอ้างว่าติดประชุม ติดเด็กน่ะสิ”

7. คำพูดหยาบคาย

8. คำพูดล่วงเกิน เช่นพูดดูถูกเหยียดหยามบุพการีญาติพี่น้องของอีกฝ่าย ซึ่งคำพูดที่กล่าวมานี้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดและการกระทำ ก่อให้ความรู้สึกด้านลบ เช่น โกรธ ขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจทั้ง 2 ฝ่าย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,890,868 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

พลังผู้หญิง ‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ เปิดกว้างทุกความเป็นไปได้ องค์กรแห่งโอกาส เท่าเทียม ยั่งยืน ให้ ‘ผู้หญิง’ เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด
งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ 'การเลิกสูบ' ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
โสภณ ตลก หมอวรงค์ ชี้สภาเลี้ยงข้าวสส.มานานแล้ว
พรุ่งนี้น้ำมันขึ้นราคา! พิพัฒน์เผยตรึงดีเซลไม่เกิน 33 บาท ยันไม่ขาดแคลน
The Active ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบเมืองใหม่ รองรับสังคมสูงวัย ให้คนไทย 'อยู่ดี แก่ดี ตายดี' มีศักดิ์ศรี
อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ
มก.ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
พลังงาน สั่งระดมรถบรรทุก-เพิ่มรอบส่งน้ำมัน เร่งกระจายเข้าปั๊มทั่วประเทศ แก้ขาดแคลน
ศึกตะวันออกกลางลามวิกฤต! สว.ชิบ ชี้ระบบสำรองน้ำมันไทยป่วยหนัก บี้รัฐเร่งอุดช่องโหว่
นักวิชาการ มธ. แนะ 5 วิธี สื่อสารวิกฤตน้ำมัน สู้ภาวะน้ำมันแพงด้วยข้อมูลจริงแทนอารมณ์

Recent Posts

  • รบ.ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน ดีเซลอั้นไม่อยู่ สั่งตรึงเพดานไม่เกิน33บาท
  • 1ต.ค.เฮยกแผง ขึ้นเงินเดือนทีมงานสส.
  • ราชกิจจาฯ ประกาศ เลื่อน อรรถวิชช์ เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมไทยสร้างชาติ แทน พีระพันธุ์ ที่ลาออก
  • ตลกไม่ออก! เอ็ดดี้ ขยี้ปมประธานสภาใหม่ พรรคภูมิใจไทยไปขุดใครมา
  • เลขาฯ สศช. ยัน ไม่มีการปรับราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดด ขยับแค่ 50 สตางค์ วอนใช้ชีวิตปกติ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d