Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘มิชลิน’เปิดตัวไกด์บุ๊กเล่มแรกปี61 ‘เจ๊ไฝ ประตูผี’ติดหนึ่งดาวมิชลินสตรีทฟู้ด

Posted on August 25, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/307435

'มิชลิน'เปิดตัวไกด์บุ๊กเล่มแรกปี61  'เจ๊ไฝ ประตูผี'ติดหนึ่งดาวมิชลินสตรีทฟู้ด

‘มิชลิน’เปิดตัวไกด์บุ๊กเล่มแรกปี61 ‘เจ๊ไฝ ประตูผี’ติดหนึ่งดาวมิชลินสตรีทฟู้ด

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 19.51 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ มิชลินเปิดตัว ‘มิชลินไกด์ กรุงเทพฯ’ คู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักเล่มแรกประจำปี 2561 โดยมีร้านอาหารผ่านการคัดเลือกรวม 98 ร้าน โดยมีร้านอาหารที่ผ่านการคัดเลือกให้รับรางวัล 2 ดาวมิชลิน มี 3 ร้าน ได้แก่ร้าน กากั้น (Gaggab) ร้านอาหารอินเดีย ที่มีเอกลักษณ์ แปลกใหม่ และสร้างสรรค์, ร้านเลอ นอร์มังดี ( Le Normandie ) ร้านอาหารฝรั่งเศสในโรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ลและร้านเมซซาลูน่า (Mezzaluna) บนชั้น 65 ของโรงแรมเลอบัว

นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารอีกทั้งหมด 14 ร้านที่ได้รางวัลหนึ่งดาวมิชลิน โดยมีร้านอาหารริมทางหรือ Street Food รับ 1 ดาว คือ ร้านเจ๊ไฝ ย่านประตูผี ซึ่งทีเด็ดของร้านนี้ เชฟปรุงด้วยเตาถ่านขนาดเล็ก โดยเปิดกิจการนานกว่า 70 ปี

สำหรับเมนูเด็ดของเจ๊ไฝ ที่หลายคนไปถึงร้านแล้วจะต้องห้ามพลาดคือ ไข่เจียวปู ที่เสิร์ฟพร้อมเนื้อปูชิ้นโต ไข่เจียวรสชาติเลิศกรอบนอกนุ่มใน สอดไส้ด้วยเนื้อปูพร้อมข้าวสวยร้อนๆ รับรองว่าไม่มีผิดหวัง!!

ส่วนร้านที่ได้รางวัล 1 ดาวมิชลิน มีทั้งหมด 14 ร้าน ได้แก่

1.ร้านโบ.ลาน (Bo.Lan) สุขุมวิท 53

2. ร้านชิม บาย สยาม วิสดอม (Chim by Siam Wisdom) สุขุมวิท 31 แยก 4

3. ร้านอีเลเมนส์ (Elements) ชั้น 25 โรงแรมโอกุระ เพรสทีจ สี่แยกเพลินจิต

4.ร้านกินซา ซูชิ อิชิ (Ginza Sushi Ichi) ศูนย์การค้าเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์

5. ร้านแฌม บาย ฌอง-มิเชล โลรองต์ (J’AIME by Jean-Michel Lorain) โรงแรมยู สาทร ซอยงามดูพลี

6.ร้านลัตเตอลิเย่ เดอ โจเอล โรบูชง (L’Atelier de Joël Robuchon)ชั้น 5 อาคารมหานคร ถนนนราธิวาสราชนครินทร์

7. ห้องอาหารน้ำ (Nahm) โรงแรมโคโม เมโทร โพลิแทน กรุงเทพ ถนนสาทรใต้

8. ร้านเพรทส์ (Paste) ชั้น 3 ศูนย์การค้าเกษรพลาซา สี่แยกราชประสงค์

9. ร้านเสน่ห์จันทน์ (Saneh Jaan) อาคารสินธร ถนนวิทยุ

10. ร้านซาเวลเบิร์ก (Savelberg) อาคารโอเรียนเต็ลเรสซิเดนท์ ถนนวิทยุ

11. ร้านสระบัว บาย กิน กิน (Sra Bua by Kiin Kiin) โรงแรมสยามเคมปินสกี้

12. ร้านเซอริง (Sühring) ซอยเย็นอากาศ 3

13. ร้านอัพสแตร์ส แอท มิคเคลเลอร์ (Upstairs at Mikkeller) ซอยเอกมัย 10 แยก 2

14. ร้านเจ๊ไฝ ถนนสำราญราษฎร์

สำหรับร้านอาหารประเภท บิบ กูร์มองด์ (Bib Gourmand) หรือร้านอาหารที่อร่อยในราคาสมเหตุสมผล พบว่าได้ถูกจัดอันดับทั้งหมด 33 ร้าน โดยพบว่า มีร้านอาหารริมทาง (สตรีทฟูดส์) ได้รับการจัดอันดับ 16 ร้าน ได้แก่

1. ร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่สวนมะลิ (สาขาสี่แยกโรงพยาบาลกลาง) ถนนหลวง

2. ร้านลิ้มเหล่าโหงว (สาขาเยาวราช) ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ถนนทรงสวัสดิ์

3. ร้านแอน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ถนนหลวง

4. ร้านเย็นตาโฟคอนแวนต์ ถนนคอนแวนต์ เขตบางรัก

5. ร้านโจ๊กปรินซ์ ถนนเจริญกรุง

6. ร้านก๋วยจั๊บอ้วนโภชนา ถนนเยาวราช

7. ร้านนายหมงหอยทอด ถนนพลับพลาไชย

8. ร้านเจริญแสงสีลม ข้าวขาหมู ถนนสีลม

9. ร้านตั้งซุ่ยเฮงโภชนา (สาขาพระราม 4) บะหมี่เป็ดและห่านหม้อดิน ถนนพระราม 4 ย่านสะพานเหลือง

10. ร้านเฮียหวานข้าวต้มปลา ถนนจันทน์

11. ร้านโกอ่างข้าวมันไก่ประตูน้ํา (สาขาประตูน้ำ) ถนนราชดำริ

12. ร้านทิพย์สมัยผัดไทย (สาขาประตูผี) ถนนมหาไชย

13. ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูรุ่งเรือง สุขุมวิท 26

14. ร้านบ้านใหญ่ผัดไทย ซอยอินทามระ 47

15. ร้านจ๊ากกี่ ราดหน้าเนื้อเส้นหมี่ ถนนราชวิถี

16. ร้านเอลวิส สุกี้ (สาขาซอยยศเส) ถนนพลับพลาไชย

ขอบคุณ : FB Michelin Guide Thailand

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

อดีตลูกจ้างกลับบ้านเกิดพลิกชีวิต นึ่งปลาทูขายเป็นเจ้านายตัวเองพอเพียง

Posted on August 25, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/307428

อดีตลูกจ้างกลับบ้านเกิดพลิกชีวิต นึ่งปลาทูขายเป็นเจ้านายตัวเองพอเพียง

อดีตลูกจ้างกลับบ้านเกิดพลิกชีวิต นึ่งปลาทูขายเป็นเจ้านายตัวเองพอเพียง

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 19.27 น.

6 ธ.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางหวาน ทิ้งรัมย์ หรือป้าหวาน อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 197 บ้านหนองคันนา ม.8 ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เจ้าของร้านป้าหวานปลาทูนึ่ง สุดยอดแม่ค้าปลาทูนึ่ง แห่งชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สุรินทร์ ที่หลายคนในพื้นที่ชายแดนแห่งนี้ ต้องรู้จักกันเป็นดีถึงรสชาติและคุณภาพของปลาทูนึ่ง โดยจะนำมาวางขายที่ตลาดนัดตอนเย็น ของ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ขายดิบ ขายดีกว่าวันละ 100 ก.ก. ปลาทูนึ่ง สามารถนำมาปรุงอาหารได้ง่าย และได้หลากหลายเมนู เช่น ปลาทูทอด ปลาทูนึ่ง ปลาทูเค็ม ปลาทูย่าง ฉู่ฉี่ปลาทู ต้มยำปลาทู

นางหวาน ทิ้งรัมย์  กล่าวว่า เดิมทีนั้นนายแดง ทิ้งรัมย์ หรือลุงแดง สามี เป็นอดีตลูกจ้างของโรงงานปลาทูนึ่ง ที่ตลาดบางกะปิ ซึ่งสามีทำมาตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่ม จนมามีครอบครัวก็ไม่เคยเปลี่ยนงานไปทำอย่างอื่นเลย กว่า 30 ปีที่เป็นลูกจ้างในโรงงานปลาทูนึ่ง ทำให้มีความรู้ความชำนาญมากในเรื่องปลาทูนึ่ง เมื่อวันหนึ่งลุงแดงมองไม่เห็นอนาคตเลย จากชีวิตการเป็นลูกจ้างเขา จึงตัดสินใจพาครอบครัวกลับมาฮึดสู้ชีวิตที่บ้านเกิด ที่ บ้านหนองคันนา ม.8 ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ ชายแดน ไทย-กัมพูชา โดยเริ่มแรกก็ยึดอาชีพทำไร่ ทำนา ตามปกติของวิถีชีวิตคนบ้านนอก ด้วยการน้อมนำเกษตรทฤษฏีใหม่และหลักปรัชญาเศรษฐ์กิจพอเพียงในหลวงร.9 มาปรับใช้จนบังเกิดผลสำเร็จ และทำอาชีพเสริมด้วยการทำปลาทูนึ่ง ออกตระเวณเร่ขายตามตลาดนัดต่างๆ ด้วยประสบการณ์ของลุงแดง ผู้สามี ทำให้ปลาทูนึ่งเป็นที่ถูกปากรสชาติถูกใจของลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชา ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ด้าน นายแดง ทิ้งรัมย์ อายุ 57 ปี กล่าวว่า กว่า 4 ปี แล้ว ที่หันมาเอาจริงเอาจังกับอาชีพที่ตนเองถนัดนี้ ทำให้ชีวิตดีขึ้น มีเงินส่งลูกเรียนจนจบ มีเงินผ่อนรถ ชีวิตเป็นอิสระ ลูกก็ไม่ต้องไปรับจ้างต่างถิ่น เหมือนกับตนเองในสมัยหนุ่มๆ รู้จักเก็บรู้จักใช้ ไม่ฟุ้งเฟ้อ ก็อยู่ได้แบบสบายๆ ต่างจากวันที่เคยเป็นลูกจ้างชีวิตไร้อิสระ ทุกวันนี้ตนพอใจกับชีวิตความเป็นอยู่ ได้เห็นลูกๆช่วยกันดูแลธุระกิจเล็กๆในครอบครัวก็สุขใจแล้ว

สำหรับปลาทูนึ่งของป้าหวานนั้น ถือว่าราคารากหญ้าจริงๆ รสชาติก็ดีไม่คาว ราคาขายก็มีตั้งแต่ 20 บาท 30 บาท และแพงสุด 40 บาท มีให้เลือกหลายขนาดหลายราคา ในตลาดอำเภอพนมดงรัก ถือร้านป้าหวานเป็นที่ใหญ่และขายดีเลยที่เดียว ถ้าใครสนใจป้าหวานปลาทูนึ่ง ติดต่อ 061-4057681

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พลิกผืนนาสู่‘ฟาร์มหนู’…ออเดอร์ไม่ขาด โกยรายได้ไม่หยุด

Posted on August 25, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/307412

พลิกผืนนาสู่‘ฟาร์มหนู’…ออเดอร์ไม่ขาด โกยรายได้ไม่หยุด

พลิกผืนนาสู่‘ฟาร์มหนู’…ออเดอร์ไม่ขาด โกยรายได้ไม่หยุด

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 18.43 น.

ชาวนากาฬสินธุ์พลิกวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนจากทำนา หันมาสร้าง‘ฟาร์มหนูนา’ลงทุนน้อย แต่ให้ผลคุ้มค่าเกินคาด โกยรายได้เดือนละ 5 หมื่นบาท

6 ธ.ค.60 วันที่ 6 ธ.ค.60 หลังสิ้นสุดฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ชาวนาใน จ.กาฬสินธุ์ ส่วนใหญ่อาจกำลังเตรียมพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรัง และพืชฤดูแล้งอื่นๆ แต่ที่ “บ้านเหล่า” หมู่ 5 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ชาวนารายหนึ่งกลับ “คิดต่าง” ออกไป โดยเขาได้แบ่งพื้นที่ที่เคยทำนาเป็น “ฟาร์มเลี้ยงหนูนา” ปลูกผักสวนครัว และมันสำปะหลัง เพื่อเป็นอาหารเสริมสำหรับ “ขุนหนูนา”

นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 94 หมู่ 5 บ้านเหล่า ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งแปลงผืนนาบางส่วนเป็น “ฟาร์มหนูนา” กล่าวว่า เดิมตนประกอบอาชีพทำนา ซึ่งทำทั้งนาปีและนาปรัง เพราะอยู่ในเขตพื้นที่ใช้น้ำชลประทาน “เขื่อนลำปาว” ผลผลิตแบ่งขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือน

ทว่า…เมื่อปีที่แล้วเห็นว่าราคาจำหน่ายข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษ เพื่อปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็น “อาหารเสริม” ให้หนูนา และสำหรับสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา 2 งาน

“เนื่องจากหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคอีสาน ซึ่งมักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย” นายชาญชัย กล่าว

นายชาญชัย  กล่าวอีกว่า เมื่อเนื้อหนูนาเป็นที่นิยมบริโภคของคนอีสาน แต่นับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาตนจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ “ภูมิปัญญา” ใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80-100 บาท หรือหากจับได้ตัวเล็กก็นำมา “ขุนให้โต” ก่อนจำหน่าย

ทั้งนี้ ได้ทำคอกที่เทพื้นด้วยคอนกรีตและก่อด้วยอิฐ มุงด้วยตาข่ายและสังกะสี วางท่อซีเมนต์และวีพีซี ให้เป็นรัง และที่หลบซ่อนตัว ป้องกัน “ขุดรูหนี” และ “หลบภัย” จากศัตรู เช่น แมว สุนัข เหยี่ยว และงู เข้ามารบกวน ขุนด้วยอาหารหมู และเสริมด้วยข้าวเปลือก ข้าวโพด หญ้า หัวมันสำปะหลัง ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าใกล้ไกลมาสั่งซื้อไปบริโภคและจำหน่าย โดยเฉพาะในฤดูแล้งจะขายดีมาก จนไม่เพียงพอที่จะส่งขายให้ลูกค้า

นายชาญชัย กล่าวด้วยว่า เมื่อเห็นทิศทางว่าการเลี้ยงหนูนาจะไปได้ดี และมีแนวโน้มที่ตลาดต้องการมากขึ้น เมื่อต้นปีนี้จึงเกิด “ไอเดีย” ว่าน่าจะเพาะพันธุ์หนูนาขาย จึงขยายโรงเรือนเป็น “ฟาร์มเลี้ยงหนูนา” ลงทุน 3 หมื่นบาท เพื่อทำ “คอกหนูรุ่น” เพิ่มเติม และซื้อท่อซีเมนต์ประมาณ 80 ท่อ แบ่งออกเป็นคอกผสมพันธุ์ คอกอนุบาล คอกหนูรุ่น คอกตัวผู้ และคอกตัวเมีย มีการจัดการบริหารอย่างเป็นระบบ

ขั้นตอน…เริ่มจากนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์อายุ 4 เดือนมาขังในคอกเดียวกันคอกละ 1 คู่ ใช้เวลาประมาณ 15 วัน ผสมพันธุ์เสร็จ จากนั้นแยกพ่อพันธุ์ออกมาขังรวมในคอกที่แยกสำหรับพ่อพันธุ์ เมื่อแยกพ่อพันธุ์ออกมาจากแม่พันธุ์แล้ว ประมาณ 24-28 วัน แม่พันธุ์จะตกลูกออกมาครอกละ 6-12 ตัว อีก 20 วัน ลูกหนูนาก็จะ “หย่านม” ก็แยกลูกหนูรุ่นออกมาขุนในคอกซีเมนต์ขนาด 5 x 7 เมตร ขณะที่แม่พันธุ์ก็พร้อมที่จะจับคู่กับพ่อพันธุ์เพื่อผสมพันธุ์อีก ทำวนไปอย่างนี้เรื่อยๆ

แม่พันธุ์ตัวหนึ่งๆ จะให้ลูกปีละประมาณ 4 รุ่น ซึ่งที่ฟาร์มนี้จะทำการขุนหนูนาเพื่อจำหน่ายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เท่านั้น จะไม่ขายหนูเนื้อเหมือนปีแรก เพราะจะเป็นการขายแล้วหมดไป เสียเวลาเพาะพันธุ์ สู้ขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไม่ได้ ที่จะเป็นการ “เพิ่มมูลค่า” และเพิ่มประชากรหนูนาได้หลายเท่าทวีคูณ ในราคาคู่ละ 500 บาท อย่างไรก็ตาม หากชาวบ้านหาหนูนามาขายให้ ก็จะรับซื้อเพิ่มเพื่อนำมาขุนต่อ โดยจะซื้อให้คู่ละ 100 บาท

นายชาญชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจการเพาะเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่ายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ซึ่งใช้ต้นทุนต่ำแต่จำหน่ายผลผลิตตลอดปี กำลังไปได้ดีเกินคาด ได้รับความสนใจจากลูกค้าทุกจังหวัดทั่วภาคอีสาน และบางจังหวัดในแถบภาคกลาง เช่น สระบุรี ลพบุรี และราชบุรี ซึ่งมีทั้งเดินทางมาติดต่อซื้อด้วยตนเองและโทรศัพท์มาสอบถามก็มาก เพราะกลุ่มผู้นิยม “เปิบหนูนา” ก็กลุ่มใหญ่ แต่หาจับตามธรรมชาติได้ยากมากขึ้น หากหาซื้อตามฟาร์มจะสะดวกกว่า และให้รสชาติไม่แตกต่างกับหนูนาตามธรรมชาติ เพราะจะเพิ่มความมันของเนื้อหนูนาด้วยอาหารหมูและหัวมันสำปะหลัง

นอกจากนี้ จากการบริหารจัดการในฟาร์มอย่างดี อาหารที่ใช้เลี้ยงหนูสะอาด สามารถ “การันตี” ว่าไม่มีพยาธิ ไม่มีโรคติดต่อ จึงมีนักเปิบหนูนา รวมทั้งผู้ที่ต้องการทำฟาร์มเลี้ยงหนูนา และกลุ่มวิสาหกิจฯ ติดต่อซื้ออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาอย่างจริงจังประมาณ 1 ปี ทำให้มีรายได้จากการจำหน่ายหนูนาเดือนละไม่น้อยกว่า 5 หมื่นบาท

นายชาญชัย ระบุว่า การทำฟาร์มเลี้ยงหนูนา เพื่อขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ จึงเป็นการ “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” จากการที่เคยทำนาปลูกข้าวได้เป็นอย่างดี เพราะทำง่าย ลงทุนต่ำ มีรายได้ที่สูงขึ้น ทำคนเดียวได้ แทบจะไม่ต้องใช้แรงงานเลย ทุกวันนี้ก็ช่วยกันทำกับภรรยา 2 คน เพียงหาเก็บผัก หัวมันสำปะหลัง และให้อาหารเท่านั้นก็จบในแต่ละวัน

อย่างไรก็ตาม หากเพาะพันธุ์หนูนาได้ทันความต้องการของลูกค้า สามารถพูดได้เลยว่าจะมีรายได้มากกว่านี้ หรือไม่น้อยกว่าเดือนละแสนบาททีเดียว ซึ่งก็จะพยายามปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น และเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจ นอกจากนี้ยังยินดีให้คำปรึกษากับผู้ที่จะทำฟาร์มเลี้ยงหนูนา…

ฟรี!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หมอเมย์’จากผู้รักการวิ่ง สู่แพทย์ประจำทีม ‘ก้าวคนละก้าว’

Posted on August 25, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/307345

'หมอเมย์'จากผู้รักการวิ่ง สู่แพทย์ประจำทีม ‘ก้าวคนละก้าว’

‘หมอเมย์’จากผู้รักการวิ่ง สู่แพทย์ประจำทีม ‘ก้าวคนละก้าว’

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 15.50 น.

คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริง หากจะบอกว่าโครงการ “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” จากการริเริ่มของนักร้องนักดนตรีคนดัง “ตูน บอดี้สแลม” อาทิวราห์ คงมาลัย ได้กลายเป็น “ปรากฏการณ์แห่งชาติ” ไปแล้ว เพราะนับตั้งแต่ “ก้าวแรก” ของการออกวิ่งจาก อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 1 พ.ย. 2560 ตลอดทางมีประชาชนมารอถ่ายรูปและบริจาคเงินอย่างล้นหลาม ยังไม่นับบรรดา “กองหนุน” ที่เป็นคนดังในแวดวงต่างๆ ซึ่งร่วม “วิ่งเก็บตก” ในจุดที่นักร้องคนดังไม่ได้วิ่งผ่าน เพื่อระดมทุนสมทบโครงการอีกแรงหนึ่ง

ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนเศษที่ตูน บอดี้สแลม ออกวิ่ง นอกจากทีมงานในโครงการ รวมถึงแฟนสาว “ก้อย รัชวิน” แล้ว ยังปรากฏภาพของหญิงสาวอีกผู้หนึ่งที่รวมขบวนวิ่งในครั้งนี้ด้วย ซึ่งโลกออนไลน์รู้จักเธอในนาม “หมอเมย์” ผู้รับหน้าที่วางแผนการวิ่งในแต่ละวัน รวมถึงดูแลด้านกายภาพให้กับนักร้องคนดัง โดยหมอเมย์นั้น ชื่อจริงคือ พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลพระรามเก้า ที่งานหลักคือการดูแลผู้ป่วยโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ แต่อีกมุมหนึ่งของชีวิตก็ “รักในการวิ่ง” ด้วยเช่นกัน

หมอเมย์ ออกกำลังกายด้วยการวิ่งมาแต่ไหนแต่ไร หากแต่เดิมนั้นเป็นการวิ่งทั่วๆ ไป ระยะทางเฉลี่ยอยู่ที่ 10 กิโลเมตร กระทั่งวันหนึ่งได้ไปพบกับเพื่อนฝูงที่ชอบการวิ่งเหมือนกัน หากแต่พวกเขาเหล่านั้นสามารถวิ่งได้ระดับ “มาราธอน” (Marathon) ซึ่งเป็นการวิ่งระยะทาง 42.195 กิโลเมตร หรือบางคนก็สามารถวิ่งทำระยะทางได้ไกลกว่านั้น จึงเกิด “แรงบันดาลใจ” เริ่มฝึกซ้อมเพื่อที่จะวิ่งในระดับดังกล่าวให้ได้บ้าง และเริ่มลงวิ่งมาราธอนในรายการต่างๆ ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา

นอกจากจะออกวิ่งเองอย่างสม่ำเสมอจนมีสุขภาพดีแล้ว พญ.สมิตดา ยังเป็นแอดมินเพจ“Goodhealth สุขภาพดีอย่างมีกึ๋น” คอยให้ความรู้ด้านการวิ่งและการดูแลสุขภาพอย่างเข้าใจง่ายอีกด้วย ซึ่งการวิ่งและการออกกำลังกายอย่างจริงจังนี้เอง ยังเป็นประโยชน์ต่องานหลัก เพราะได้นำความรู้ที่เรียนมาทำความเข้าใจกับร่างกายจริงๆ ทำให้การวินิจฉัยอาการบาดเจ็บกระดูกและกล้ามเนื้อแม่นยำตรงจุดมากขึ้น

อนึ่ง..ในช่วงแรกๆ ที่ตูน บอดี้สแลม ออกวิ่งในโครงการก้าวคนละก้าวฯ โดยมี หมอเมย์ เป็นทีมแพทย์ประจำ เกิดมีกระแสข่าวว่า “หมอเมย์ลาออกจาก รพ.พระรามเก้า” เพื่อมาร่วมภารกิจใหญ่ครั้งนี้ของตูน บอดี้สแลม อย่างเต็มตัว หลังไม่ได้รับอนุญาตให้ลางานจากต้นสังกัด เรียกเสียงฮืฮอาและชื่นชมในความ “ใจถึง” ของแพทย์หญิงท่านนี้จากชาวเน็ตไทยอย่างมาก

กระทั่งเมื่อ 15 พ.ย. 2560 ทีมงานโครงการก้าวคนละก้าวฯ ได้ชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” พญ.สมิตดา ไม่ได้ลาออกจากงานหลักแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการลางานเป็นช่วงๆ และ รพ.พระรามเก้า ก็เป็น 1 ในผู้สนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ทีมแพทย์ที่ดูแลนักร้องคนดังตลอดเส้นทางวิ่งจาก อ.เบตง จ.ยะลา จนถึง อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมระยะทาง 2,191 กิโลเมตร มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามความเหมาะสม

หมายเหตุ : การวิ่งมาราธอน (Marathon) มาจากตำนานของ Pheidippides วีรบุรุษชาวกรีกเมื่อ 490 ปีก่อนคริสตกาล ผู้ทำหน้าที่พลนำสาร วิ่งจาก “ทุ่งมาราธอน” สนามรบระหว่างกองทัพเอเธนส์กับเปอร์เซีย เพื่อไปแจ้งข่าวแก่ชาวเอเธนส์ว่ากองทัพเปอร์เซียได้พ่ายแพ้ถอยทัพไปแล้วก่อนจะเสียชีวิต ขณะที่บางตำนานเชื่อว่า Pheidippides น่าจะวิ่งในระยะทางไกลกว่านั้น ทั้งการวิ่งจากเอเธนส์ไปขอกำลังสนับสนุนจากสปาร์ตา และยังวิ่งอย่างต่อเนื่องเพื่อแจ้งข่าวสารต่างๆ ตลอดช่วงสงครามโดยแทบไม่ได้พักผ่อน ก่อนจะเสียชีวิตเมื่อทราบว่าชาวกรีกรบชนะเปอร์เซียแล้ว

จากการที่ทำหน้าที่จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต ทำให้การวิ่งมาราธอนกลายเป็น “ประเพณี” ของการแข่งขัน “กีฬาโอลิมปิก” (Olympics) ที่เริ่มจัดตั้งแต่ปี 2439 เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของวีรบุรุษคนดังกล่าว โดยครั้งนั้นวิ่งด้วยระยะทาง 40 กิโลเมตร ตามตำนานดั้งเดิม แต่ต่อมาในปี 2451 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ มีการขยายระยะทางเป็น 42.195 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางระหว่างพระราชวังวินเซอร์ถึงสนามกีฬา White City Stadium และได้ถือเอาระยะทางนี้เป็นมาตรฐานการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนทั้งในโอลิมปิกและรายการอื่นๆ ทั่วโลก มาจนถึงปัจจุบัน

ขอบคุณภาพ : Samitada May Sungkapo

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ภาพ’รุ่งอรุณแห่งความสุข’คว้าชนะเลิศ! ‘มุมสวยโดนใจ สุโขทัยลอยกระทง’

Posted on August 25, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/307319

ภาพ'รุ่งอรุณแห่งความสุข'คว้าชนะเลิศ! 'มุมสวยโดนใจ สุโขทัยลอยกระทง'

ภาพ’รุ่งอรุณแห่งความสุข’คว้าชนะเลิศ! ‘มุมสวยโดนใจ สุโขทัยลอยกระทง’

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 14.33 น.

ตามที่สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัยได้มีการจัดประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ “มุมสวยโดนใจ สุโขทัยลอยกระทง” ในงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2560 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยเปิดโอกาสให้ช่างภาพส่งภาพเข้าประกวดได้แบบไม่จำกัด เพื่อถ่ายทอดความประทับใจ ยิ่งใหญ่ งดงาม และส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วยนั้น

ล่าสุด นายศรัทธา คชพลายุกต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้เป็นประธานในการตัดสินการประกวดภาพถ่าย “มุมสวยโดนใจ สุโขทัยลอยกระทง” ซึ่งมีผู้สนใจส่งภาพเข้าประกวดจำนวน 152 ภาพ โดยผลการประกวดมีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายปรีชา  ศิริบูรณกิจ ชื่อภาพรุ่งอรุณแห่งความสุข ได้รับโล่พร้อมเงินรางวัล 20,000 บาท , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นายสัญชัย  ปี่แก้ว ชื่อภาพมุมสวยโดนใจ สุโขทัยลอยกระทง ได้รับโล่พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 นายธนา  บุญเรือง ชื่อภาพความสวยงามในยุคสุโขทัย ได้รับโล่พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท

และรางวัลชมเชย 5 รางวัล ได้รับใบประกาศพร้อมเงินรางวัล 3,000 บาท ได้แก่ นายเดชชาติ  มั่นหมาย ชื่อภาพแสงสะท้อนวัฒนธรรม , นายวินนิวัตร  ไตรตรงธนรัตน์ ชื่อภาพสักการะพ่อขุน , นายสุริยา  พลละคร ชื่อภาพกระทงรักษ์โลก กระทงสุโขทัย , นายตฤณ  สิงหกลางพล ชื่อภาพตำนานท้าวศรีจุฬาลักษณ์ และนางสุรีย์  พึ่งฉ่ำ ชื่อภาพลอยกระทงหน้าพ่อ

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ปอท.เตือนภัยคนใจอ่อน ‘Hack-สวมรอย’Facebookหลอกยืมเงิน

Posted on August 25, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/307313

ปอท.เตือนภัยคนใจอ่อน 'Hack-สวมรอย'Facebookหลอกยืมเงิน

ปอท.เตือนภัยคนใจอ่อน ‘Hack-สวมรอย’Facebookหลอกยืมเงิน

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 14.10 น.

6 ธ.ค.60 พ.ต.ท.วัชรพันธ์ ศิริพากย์ รอง ผกก.2 บก.ปอท. กล่าวกับผู้สื่อข่าว “แนวหน้าออนไลน์” กรณีมิจฉาชีพทำการเจาะระบบ หรือ Hack เข้าบัญชีผู้ใช้งาน Facebook ของผู้อื่น ก่อนนำบัญชีนั้นไปก่อเหตุอาชญากรรม เช่น หลอกให้เหยื่อโอนเงินมาให้ ตามที่เป็นข่าวผ่านสื่อต่างๆ เป็นระยะว่า เรื่องนี้ต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือการ Hack เข้าไปใช้บัญชีของเหยื่อได้จริง กรณีแบบนี้มีสาเหตุหลายประการ

อาทิ ผู้ใช้งาน Facebook หลายรายมักสมัครบัญชีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Mail ไว้สำหรับนำไปสมัครบัญชี Facebook อีกทอดหนึ่งแล้วไม่เคยเปิดเข้าไปดู E-Mail นั้นอีกเลย ทำให้เมื่อผู้ให้บริการ E-Mail ทำการ Update ระบบให้เป็นปัจจุบัน รวมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย ผู้ใช้บริการที่ไม่เคยเข้าไปใช้งานเลยก็จะไม่ได้ทำการ Update ดังกล่าว ดังจะเห็นได้ว่าปัจจุบันผู้ให้บริการ E-Mail ทุกเจ้า หรือแม้แต่ Facebook เองจะมีวิธีการให้ผู้ใช้งานยืนยันตัวตนหลายชั้น เพราะจะมีความปลอดภัยมากกว่าการตั้งรหัสผ่าน หรือ Password เพียงอย่างเดียว

พ.ต.ท.วัชรพันธ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีวิธีการฝังโปรแกรมที่ไม่พึงประสงค์ หรือ Malware ไว้กับ File ต่างๆ ซึ่งเมื่อผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตไปดาวน์โหลดมาลงในคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารของตน มิจฉาชีพที่เป็นเจ้าของ Malware นั้นก็จะสามารถล่วงรู้ข้อมูลการใช้งานอุปกรณ์นั้นได้ รวมถึงบัญชีและรหัสผ่านด้วยก่อนนำไปใช้งานในทางไม่ดีต่อไป ทั้งนี้ พบว่า File ประเภทสิ่งของ หรือ Item ในเกมออนไลน์ กับ File ที่เป็นคลิปลามก เป็น File ที่มิจฉาชีพนิยมฝัง Malware ไว้มากที่สุด เพราะเข้าถึงผู้คนได้กว้างขวางกว่า File ประเภทอื่นๆ

รวมถึงยังมีวิธีที่เรียกว่า Phishing หมายถึงการที่มิจฉาชีพทำหน้าเว็บไซต์ปลอมขึ้นมา เช่น ทำเลียนแบบให้เหมือนหน้าเว็บไซต์ของธนาคาร แต่ถ้าสังเกตให้ดี ชื่อที่อยู่ของเว็บไซต์ หรือ URL จะแตกต่างจากเว็บไซต์จริงของธนาคารนั้นๆ ซึ่งหากไม่ระมัดระวัง เผลอใส่ข้อมูลบัญชีและรหัสผ่านเข้าไปในเว็บไซต์ปลอมดังกล่าว มิจฉาชีพก็จะล่วงรู้และนำข้อมูลนั้นไปทำธุรกรรมทางการเงินได้

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.วัชรพันธ์ ยังกล่าวด้วยว่า แต่มีอีกส่วนหนึ่งไม่ใช่การ Hack จริงๆ หากเป็นเพียงการสร้างบัญชี Facebook ปลอมขึ้นมาโดยใช้รูปของผู้อื่น ก่อนที่มิจฉาชีพจะนำบัญชีปลอมนั้นไปหลอกยืมเงินจากเพื่อนฝูงญาติพี่น้องของคนที่อยู่ในรูป โดยเฉพาะการใช้งาน Facebook บนโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอการส่งข้อความ หรือ Inbox จะแยกจากหน้าหลัก หรือ Wall จุดนี้หากผู้ใช้งาน Facebook ตั้งค่าการแสดงรายชื่อเพื่อนเปิดไว้เป็น “สาธารณะ” มิจฉาชีพก็สามารถมองเห็นและเข้าไปนำรูปมาใช้สวมรอยได้

“การทำธุรกรรมทางการเงิน สิ่งที่คนร้ายทำไม่ได้แน่ๆ คือการ Video Call (การสนทนาผ่านโทรศัพท์มือถือแบบเห็นหน้าคู่สนทนา) สมมติญาติพี่น้องเดือดร้อนมายืมเงิน เราก็ Video Call ไปถามไถ่ จะได้รู้ว่าเขามีความจำเป็นอย่างนั้นจริงไหม หรือการทำธุรกรรมกับบริษัทต่างๆ หากมีการเปลี่ยนบัญชีให้ระลึกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ก็ให้ Video Call ไปถามเขาหน่อย อย่างการสั่งซื้อสินค้ากับบริษัทต่างชาติแล้วใช้ E-Mail ยืนยัน เขาต้องให้ Skype คู่กันอยู่แล้ว ส่วนการโทรศัพท์อาจจะมีความเสี่ยงบ้าง หากไม่ใช่ญาติพี่น้องที่คุยกันเป็นประจำ” พ.ต.ท.วัชรพันธ์ กล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ของขวัญส่งท้ายปี’น้องปีใหม่’ ลูกยีราฟตัวน้อยแห่ง​เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

Posted on August 25, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/307298

ของขวัญส่งท้ายปี'น้องปีใหม่' ลูกยีราฟตัวน้อยแห่ง​เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

ของขวัญส่งท้ายปี’น้องปีใหม่’ ลูกยีราฟตัวน้อยแห่ง​เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 13.06 น.

6 ธ.ค.60 สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ต้อนรับสมาชิกใหม่ “น้องปีใหม่” ลูกยีราฟ (Giraffa) เพศเมีย จำนวน 1 ตัว เพื่อมอบเป็นของขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2018 ให้กับนักท่องเที่ยว

นางเนตรนภา สุทธิธรรมดำรง ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร  รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี  เปิดเผยว่า เนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงเทศกาลต้อนรับวันปีใหม่ 2018 เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีจึงได้มอบของขวัญพิเศษให้กับนักท่องเที่ยว  ซึ่งตั้งชื่อตามเทศกาลสำคัญที่ใกล้จะถึงนี้ว่า “น้องปีใหม่” ซึ่งเป็นลูกยีราฟ (Giraffa) เพศเมีย จำนวน 1 ตัว เกิดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2560 จาก “พ่อมอส” อายุ 16 ปี และ “แม่จอย” อายุ 15 ปี ขณะนี้น้องปีใหม่ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี และแม่จอยก็ได้เลี้ยงลูกเองตามธรรมชาติ โดยก่อนหน้านี้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี สามารถเพาะพันธุ์ยีราฟ สายพันธุ์ reticulate มาแล้ว จำนวน 3 ตัว ซึ่งทุกตัวเกิดจากพ่อ “มอส” และแม่ “จอย” อายุ 15 ปี และมี “น้องปีใหม่” เกิดขึ้นเป็นตัวที่ 4

ทั้งนี้ ยีราฟ (Giraffa) สายพันธุ์ reticulate นี้ เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นจะมีลักษณะและพฤติกรรมเหมือนกับยีราฟสายพันธุ์ทั่วไป แต่มีความแตกต่างกันที่ลวดลายมีขนาดใหญ่ มีเส้นสีขาวตัดเส้นอยู่รอบๆ และบางลายจะปรากฏเป็นสีแดงเข้ม ตั้งท้องนานประมาณ 400 วัน ปัจจุบันยีราฟสายพันธุ์ reticulate เหลือเพียงประมาณ 8,500 ตัว ในโลกเท่านั้น ซึ่งนับเป็นจำนวนที่น้อย เมื่อเทียบกับระยะเวลาการตั้งท้องที่นานถึง 400 วัน และเกิดลูกเพียงครั้งละ 1 ตัวเท่านั้น

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘เห็ดหอมภูเรือ’ยกเป็นเมนูยอดนิยม-ซื้อเป็นของฝาก คิวสั่งจองยาวถึงปี61

Posted on August 25, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/307268

'เห็ดหอมภูเรือ'ยกเป็นเมนูยอดนิยม-ซื้อเป็นของฝาก คิวสั่งจองยาวถึงปี61

‘เห็ดหอมภูเรือ’ยกเป็นเมนูยอดนิยม-ซื้อเป็นของฝาก คิวสั่งจองยาวถึงปี61

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 10.13 น.

6 ธ.ค.60 เกษตรกรผู้เพาะเห็ดหอมอำเภอภูเรือเผยหน้าหนาวเก็บเห็ดขายไม่เพียงพอกับความต้องการตลาดเพราะเป็นเมนูยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่แห่เข้ามาสัมผัสอากาศหนาวทั้งขายได้ราคาดี โดยยอดสั่งซื้อต่อคิวยาวถึงต้นปี 61จากสภาพอากาศที่หนาวเย็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะเย็นต่อเนื่องบรรยากาศท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเลยคึกคักมากขึ้นเพราะนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมาสัมผัสอากาศหนาวเกษตรกรผู้เพาะเห็ดหอมในอำเภอภูเองก็ได้รับอานิสงส์เช่นกันเห็ดหอมเจริญเติบโตไว เก็บขายได้บ่อยที่สำคัญตลาดรับซื้อไม่อั้น

นายวิชัย ชาวนา จ.เลย หนึ่งในกลุ่มเกษตรกรผู้ทำการเพราะเห็ดหอม เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรในอำเภอภูเรือ ที่เพาะเห็ดหอมอยู่ประมาณ 13-15 ราย โดยเพาะผลิตส่งขายตามตลาดในอ.ภูเรือ และส่งขายในตัวเมืองจ.เลย ตลอดจนต่างจังหวัดใกล้เคียงแต่ไม่พอขายเพราะจำนวนเห็ดที่ผลิตออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวเห็ดจะเจริญเติบโตดี ออกมากสามารถเก็บขายได้มากกว่าฤดูอื่น แต่หากหนาวมากเกินไปเห็ดก็จะออกน้อยลงเช่นกัน

สำหรับเห็ดหอมถือเป็นเมนูยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักตามโรงแรม และรีสอร์ตต่างๆ ในจ.เลยซึ่งเฉพาะอำเภอภูเรือมีที่พักรีสอร์ตมากถึง 60 แห่ง นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังนิยมซื้อเห็ดหอมภูเรือเป็นของฝากกลับบ้านอีกด้วยทำให้ผลผลิตมีไม่มากพอกับความต้องการนายวิชัยกล่าวต่ออีกว่า เฉพาะโรงเรือนของตนวันหนึ่งๆสามารถผลิตเห็ดหอมออกมาได้ตก 20-30 กิโลกรัม หรือประมาณ 8,000-10,000 กิโลต่อปีโดยจะมีลูกค้าที่รับซื้อประจำทั้งห้องอาหารโรงแรมและร้านค้าปลีกริมถนนที่วางขายให้แก่นักท่องเที่ยวเป็นหลัก ขณะที่ราคาขายก็ค่อนข้างสูงประมาณ 180-200-250 บาทต่อกิโลกรัม ตอนนี้มีคิวสั่งจองเห็ดหอมต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีเลยทีเดียว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ทยา”ประโยคสุดท้ายที่“ดร.สุรินทร์”ฝากไว้ก่อนจากไป“อย่าลืมเด็กด้อยโอกาสนะ”

Posted on August 25, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/307236

ทยา”ประโยคสุดท้ายที่“ดร.สุรินทร์”ฝากไว้ก่อนจากไป“อย่าลืมเด็กด้อยโอกาสนะ”

ทยา”ประโยคสุดท้ายที่“ดร.สุรินทร์”ฝากไว้ก่อนจากไป“อย่าลืมเด็กด้อยโอกาสนะ”

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
nn…เก็บตกควันหลงหลัง ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรมว.ต่างประเทศ และอดีตเลขาธิการอาเซียน จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ด้วยอาการช็อกจนหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ทั้งในประเทศและนานาชาติต่างร่วมไว้อาลัยอย่างมากมาย…แต่มีเรื่องราวดีๆ ที่ “ทยา ทีปสุวรรณ” อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติรักบี้ โพสต์บนเฟซบุ๊คส่วนตัว Taya Teepsuwan พร้อมโพสต์ภาพถ่ายคู่กับ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ และมีข้อความว่าเป็นประโยคสุดท้าย ที่ ดร.สุรินทร์ กล่าวกับตนเองไม่กี่วัน ก่อนที่จะถึงแก่อนิจกรรม ที่ได้กำชับให้มุ่งมั่นสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาให้กับเด็กไทยว่า ประโยคสุดท้ายที่คุยกับดร.สุรินทร์เมื่อไม่กี่วันก่อน ท่านบอกว่า“อีฟ..เมื่อเรามุ่งมั่นทำโรงเรียนที่ดีที่สุดแล้ว อย่าลืมเด็กด้อยโอกาสนะ เราต้องทำให้โรงเรียนนานาชาติรักบี้เป็นส่วนหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย” อีกทั้งยังบอกว่า “ถึงแม้โรงเรียนเรา จะไม่มีท่านเป็นเสาหลักแล้ว แต่ขอสัญญาว่าจะสานต่อปณิธานของท่านต่อไปอย่างแน่นอนค่ะ ขอบคุณสำหรับคำสอน คำแนะนำ วิสัยทัศน์ ความเมตตา และความเป็นกันเองที่มีให้ครอบครัวเราเสมอมาค่ะ”…และได้ฝากทิ้งท้ายด้วยว่า “วันนี้มากราบลาท่านเป็นครั้งสุดท้าย ที่บ้านท่าอิฐ หลับให้สบายนะคะ ความดีที่ท่านสร้างไว้มากมายให้ประเทศชาติ จะอยู่ในความทรงจำของชาวไทยตลอดไป…สุรินทร์ พิศสุวรรณ”…เป็นการจากไปอย่างกะทันหันแต่ได้ทำคุณความดีฝากไว้กับแผ่นดินตลอดไป…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘GDPโต’แต่‘เศรษฐกิจไม่ดี’ คิดไปเอง..หรือรัฐบาลหลงทาง?

Posted on August 25, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/307179

‘GDPโต’แต่‘เศรษฐกิจไม่ดี’ คิดไปเอง..หรือรัฐบาลหลงทาง?

‘GDPโต’แต่‘เศรษฐกิจไม่ดี’ คิดไปเอง..หรือรัฐบาลหลงทาง?

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

” นิยาม “เศรษฐกิจนอกระบบ” โดย องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หมายถึงกิจการที่แม้ไม่ผิดกฎหมายแต่ก็ไม่อยู่ในระบบภาษีส่วน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) หมายถึงกิจการที่แรงงานไม่มีสวัสดิการคุ้มครอง (จากเอกสาร “เศรษฐกิจนอกระบบ: อะไร อย่างไร ทำไม” โดย ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ขณะที่ กรมสรรพากร ระบุว่า ในปี 2558 มีผู้ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งสิ้น 10,698,542 คน ชี้ให้เห็นว่า คนไทยอยู่ในภาคเศรษฐกิจนอกระบบเสียเป็นส่วนใหญ่ “

“เศรษฐกิจ-ปากท้อง” ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ “แตะทีไรก็เจ็บ” สำหรับรัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันมี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควบทั้งตำแหน่งหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี เห็นได้จาก “สารพัดโพลล์” ไม่ว่าสำนักใดๆ ในรอบ 3 ปีเศษที่ผ่านมา แม้เรื่องอื่นๆ ส่วนใหญ่ “นายกฯ ลุงตู่” จะสอบผ่าน เว้นก็แต่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้นที่ประชาชนต่าง “ส่ายหัว” โดยเฉพาะบรรดาคนชนชั้นระดับกลาง-ล่าง ลงไปถึงรากหญ้าทั้งหลาย

ดังตัวอย่างไม่นานนี้ ผลสำรวจหัวข้อ “ช็อปช่วยชาติ” ที่จัดทำโดย “นิด้าโพลล์” ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คน ระหว่างวันที่ 20-21 พ.ย. 2560 และมีการให้เปรียบเทียบเศรษฐกิจระหว่างปี 2560 กับปี 2559 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 28.40 ระบุว่า เศรษฐกิจในปี 2560 ไม่ได้ดีกว่าเดิมเลยรองลงมา ร้อยละ 24.96 มองว่าค่อนข้างดีขึ้นกว่าเดิม อันดับ 3 แย่กว่าเดิมร้อยละ 19.68 อันดับ 4 ไม่ค่อยดีขึ้น ร้อยละ 19.36 อันดับ 5 ไม่ต่างจากเดิม ร้อยละ 4.32 และอันดับ 6 ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ร้อยละ 1.76

ถึงกระนั้น การจะบอกว่ารัฐบาล คสช.ไม่พยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจเลยก็คงไม่ใช่ ในทางกลับกันมีการออกสารพัดมาตรการมาเสียด้วย อาทิ เร่งโครงการ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” เพื่อหวังเม็ดเงินลงทุนจากต่างแดน หรือนโยบาย “ช็อปช่วยชาติ” กระตุ้นกำลังซื้อด้วยการลดหย่อนภาษี รวมถึงการ “เรียกคนจนมารายงานตัว” จนได้ยอดจำนวน 11 ล้านคน เพื่อแจก “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ใส่เงินช่วยค่าครองชีพบางส่วนเข้าไป และยังอาจมีโครงการอื่นๆ ในอนาคต เช่น “ซิมคนจน” แจกซิมอินเตอร์เนตพร้อมมือถือสมาร์ทโฟน เพื่อเพิ่มโอกาสค้นหาความรู้บนโลกออนไลน์

คำถามคือ..ในขณะที่มุมหนึ่ง รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในฐานะ “กุนซือเอกด้านเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล คสช. กล้าประกาศในงานสัมมนา “ไทยแลนด์ 2018 จุดเปลี่ยนและความท้าทาย”อย่างมั่นใจว่า “รัฐบาลตั้งเป้าหมายจะแก้ปัญหาคนจนให้หายจนให้ได้ภายในปี 2561” พร้อมๆ กับการพยากรณ์ของ “สภาพัฒน์” สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่บอกว่า “ปี 2561 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศจะโตราว 4 เปอร์เซ็นต์” แต่อีกมุมหนึ่ง เหตุใด “คนเดินดินหาเช้ากินค่ำ” จึงไม่รู้สึกเช่นเดียวกันกับรัฐบาล?

หรือแท้จริงแล้ว “ทีมเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล คสช. กำลัง “หลงทาง” ดังการตั้งข้อสังเกตของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาลพรรค
เพื่อไทย (พท.) ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เขียนบทความ “เศรษฐกิจรัฐบาล คสช. : 3 ปีแห่ง 1 ‘มุ่ง’ กับ 2 ‘ไม่’ ซึ่งเป็นอันตรายต่อประเทศ!” ลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว “Thirachai Phuvanatnaranubala” โดยความตอนหนึ่งอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นว่า

เศรษฐกิจไทยเดิมทีก็มี “ปัญหาเชิง โครงสร้าง” อยู่แล้ว กล่าวคือ “GDP นั้นประกอบด้วยกิจกรรมระหว่างบุคคลเป็นห่วงเส้นด้ายเล็กๆนับล้านๆ ห่วงโซ่ในแต่ละวัน” ถักทอเป็นผ้าผืนใหญ่คือเศรษฐกิจของประเทศ “แต่เมื่อรวมกันเป็น GDP ของประเทศแล้ว จะพบว่าสัดส่วนรายได้กระจายลงไปห่วงด้ายคนระดับล่างน้อยกว่าระดับบน” เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีปัญหามานานหลายรัฐบาล เพียงแต่ “สมัยก่อนคนจนพออยู่ได้ เพราะ GDP ขยายร้อยละ 5-6 ต่อปี” แต่พอเศรษฐกิจโลกกดดันให้ GDP ไทยหล่นลงมาเหลือร้อยละ 3 ทำให้คนจนอยู่ลำบาก

แล้วสารพัดโครงการที่ออกมา “ช่วยไม่ได้เลยหรือ?” เรื่องนี้อดีตขุนคลัง ธีระชัย ระบุว่า “รัฐบาล คสช. ขาดกลยุทธ์” ที่ทำให้ห่วงเส้นด้ายรากหญ้ากลับมาเชื่อมต่อถึงกัน แต่กลับบริหารตามตำราเศรษฐกิจตะวันตกที่เน้นขับเคลื่อน GDP ด้านบนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่และนักลงทุนต่างชาติ” จึงไม่มีโครงการที่ขับเคลื่อน GDP ด้านล่าง นอกจากนี้โครงการต่างๆ ที่ออกมาก็เกิดปัญหา เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ไม่ได้เปิดให้พ่อค้าเท้าเปล่าข้างถนนเข้ามาร่วมได้รับประโยชน์ หรือช็อปช่วยชาติก็เป็นเพียงการช่วยคนรายได้สูงประหยัดเงินผ่านการลดหย่อนภาษี

ยังไม่นับนโยบายที่อาจเข้าข่าย “เอื้อคนรวยช่วยนายทุน” เช่นแนวคิด “ประชารัฐ” ที่อาศัยนายทุนระดับชาติเป็นผู้ขับเคลื่อน ซึ่งผู้ขับเคลื่อนย่อมจะต้องการแบ่งผลประโยชน์ หรือการจัดตั้ง “EEC” ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยใช้กลไกพิเศษ “มาตรา 44” เร่งรัดขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้เร็วกว่าปกติ ทั้งที่ยืนยันเสมอมาว่า อุตสาหกรรมใน EEC จะเป็นอุตสาหกรรมปลอดมลพิษ เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐบาลก่อนหน้า คสช. เคยมีนโยบาย “แทรกแซงราคาผลผลิตทางการเกษตร” ทำให้ห่วงโซ่รากหญ้ายังพอไปได้ แต่รัฐบาล คสช. ไม่มี

เรื่องนี้สอดคล้องกับที่ ผศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวในเวทีเสวนาภาควิชาการ “ประชารัฐคืออะไร เพื่อคนไทยหรือเพื่อนายทุน?” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ตั้งข้อสังเกตว่า การนำภาคธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาวบ้าน พร้อมๆ กับการส่งเงินลงไปในนามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คำถามคือ “สุดท้ายแล้วเงินจะไปอยู่ที่ไหน?” และชี้ว่า ภาครัฐควรส่งเสริม “วิสาหกิจชุมชน” ที่เป็นกิจการของชาวบ้านอย่างแท้จริงจะดีกว่าหรือไม่?

หรือจะเป็นการแถลงรายงานทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2561 โดย ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในงานสัมมนาประจำปีคณะเศรษฐศาสตร์ ครั้งที่ 11 “แนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุน ปี 2561 : อนาคตประเทศไทย เปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย” ณ ม.รังสิต (เมืองเอก) จ.ปทุมธานี ว่า แม้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2561 น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 4.1-4.7 และอัตราการส่งออกขยายตัวร้อยละ 6-8 แต่ยังมีลักษณะเป็น “การเติบโตที่กระจุกตัว” ในโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนบน

อาทิ การผลิตสินค้าเพื่อส่งออกของบรรษัทข้ามชาติที่ใช้เทคโนโลยีและทุนเข้มข้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ นอกจากนี้แม้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่จะฟื้นตัว แต่ยังไม่กระจายตัวมาถึง “SMEs” ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขณะที่ “ภาคเกษตร” ในปี 2561 คาดว่าผลผลิตสำคัญของไทยจะปรับตัวลดลงหลายชนิด ด้วยสาเหตุจากปริมาณผลผลิตในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น

ที่น่าสนใจคือ ความเห็นของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่กล่าวในงานเดียวกัน เพราะแม้ ปชป. จะเป็น “คู่แข่ง” กับ พท. เสมอมา แต่เรื่องปัญหาเศรษฐกิจเวลานี้ อภิสิทธิ์ มีมุมมองคล้ายกับอดีตขุนคลัง ธีระชัย นั่นคือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าในตลาดของชุมชน” ชาวบ้าน
ต้องเดินทางไกลจากบ้านไปซื้อของกับร้านธงฟ้าประชารัฐที่มีจำนวนน้อย กลายเป็นว่า “เม็ดเงินไม่กระจายหมุนเวียน” แต่ไป “ผูกขาด” อยู่ที่ร้านค้าเพียงไม่กี่แห่ง

เช่นเดียวกับปัญหาของภาคเกษตร อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็กล่าวในทางคล้ายกันว่า จริงอยู่ตนย้ำเสมอ “จำนำข้าวเป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสม” สมควรยกเลิก แต่ขณะเดียวกัน “การที่ไม่มีนโยบายอื่นๆ มาทดแทน กำลังซื้อของภาคเกษตรจึงหายไป” เช่น ชาวนาเคยมีรายได้จากข้าวเฉลี่ย 1 หมื่นบาทต่อตัน วันนี้เหลือเพียง 5-7 พันบาทต่อตัน หรือชาวสวนยางเคยมีรายได้จากยางพาราเกือบ 100 บาทต่อกิโลกรัม วันนี้เหลือเพียง 30-40 บาทต่อกิโลกรัม

รวมถึงการ “ขจัดทุกอย่างออกจากทางเท้า” ตามนโยบายของ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ยกเลิกจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอยจำนวนมาก อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็มองว่า เรื่องนี้ส่งผลกระทบ 2 ประการ คือ 1.ผู้ขายสูญเสียรายได้ ซึ่งเรื่องนี้ทราบกันดีอยู่แล้ว กับ 2.แหล่งอาหารราคาถูกหายไป ส่งผลกระทบต่อผู้คนที่ทำงานใน กทม. จำนวนมากที่ฝากท้องไว้กับร้านค้าเหล่านี้ ทั้งที่ “การจัดระเบียบสามารถทำได้หลายวิธี” ไม่จำเป็นต้องห้ามขายอย่างเดียวเสมอไป

อนึ่ง..รายงาน “แรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2559” จัดทำโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี 2559 มีคนไทยที่มีงานทำทั้งสิ้น 38,263,172 คนในจำนวนนี้เป็น “แรงงานในระบบ” หรือบรรดามนุษย์เงินเดือนทั้งหน่วยงานรัฐและบริษัทเอกชนต่างๆ เพียง 16,946,421 คน แต่เป็น “แรงงานนอกระบบ”อาทิ ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ผู้ประกอบการร้านค้าเล็กๆ อาชีพอิสระอย่างแท็กซี่-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เกษตรกร ฯลฯ มากถึง 21,316,750 คน ซึ่งหากยึดข้อมูลนี้ก็อาจไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใด “คนส่วนใหญ่” จึงไม่ “อิน” กับตัวเลข GDP ที่ภาครัฐภูมิใจ และหลายฝ่ายก็เห็นตรงกันว่า

ทีมเศรษฐกิจ คสช. ต้อง “ปรับนโยบาย” เพื่อให้เม็ดเงินลงไปถึง “เศรษฐกิจฐานราก”อย่างแท้จริง!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,891,276 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

แนวหน้าวาทะเด็ด
กรมการพัฒนาชุมชนติวเข้มผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล
รบ.ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน ดีเซลอั้นไม่อยู่ สั่งตรึงเพดานไม่เกิน33บาท
ขุดมันขึ้นมาฝัง! อัษฎางค์ เตือน อนุทิน ระวังตกม้าตาย เพราะประธานสภา
เซ็กซี่สวยสะดุ้ง'ไอซ์ ปรีชญา'ชูป้ายอวดหุ่นแซ่บในชุดชั้นในสีแดงซีทรู
กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย
คุณแหน : 18 มีนาคม 2569
ฟิลิปปินส์แจกเงินช่วยคนขับสามล้อ สู้วิกฤตราคาน้ำมันพุ่งจากสงคราม
เทพไทลั่น!โหวตนายกฯ 19 มี.ค. อนุทินนอนมา ถ้าเพื่อไทยไม่เล่นแง่
อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

Recent Posts

  • วิทยาลัยจีนแนะ นศ. “พักตำรา-หาความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน
  • เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี อีก 18 ล้านบาร์เรล
  • ฝ่ายค้านมาเลเซียกังวลกระทบจุดยืนเป็นกลาง หลังเรือรบสหรัฐฯ เทียบท่า “ปีนัง”
  • ปธน.คิวบาประกาศกร้าว พร้อมต้านทานสุดกำลังหากสหรัฐฯ บุกยึดประเทศ
  • ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d