Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘ม่านม่วง’บังตา! คนอำนาจเจริญโวยสิบล้อน้ำหนักเกินวิ่งฉิว ถนนพังยับ คนเจ็บ-ตายอื้อ

Posted on August 14, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/306371

'ม่านม่วง'บังตา! คนอำนาจเจริญโวยสิบล้อน้ำหนักเกินวิ่งฉิว ถนนพังยับ คนเจ็บ-ตายอื้อ

‘ม่านม่วง’บังตา! คนอำนาจเจริญโวยสิบล้อน้ำหนักเกินวิ่งฉิว ถนนพังยับ คนเจ็บ-ตายอื้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 20.13 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านและผู้ใช้รถใช้ถนนสายเขมราฐ-มุกดาหาร ว่า ถนนลาดยางบริเวณหน้าวัดบ้านโคกนกกระเต็น ต.โคกสาร อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ  ซึ่งเป็นถนนสายหลักในการเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ผุพัง ซ่อมแล้วซ่อมอีก แต่ก็ยังคงสภาพเดิม เพราะเจ้าหน้าที่บางหน่วยปล่อยปละละเลยปล่อยให้รถบรรทุกน้ำเกินวิ่งผ่านไปมาวันละหลายร้อยเที่ยว ซึ่งแม้จะมีการร้องเรียนไปหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็สุดท้ายเรื่องทุกอย่างก็ถูกปล่อยให้เงียบ จนทำให้ชาวบ้านเกิดความสงสัยว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากผู้ที่ควรรับผิดชอบ ถูกปิดหูปิดตาด้วยม่านสีม่วง สีเทา หรือไม่

โดยปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเพียงแค่ถนนผุพังจนเดินทางสัญจรกันอย่างลำบากเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง มีผู้บาดเจ็บล้มตายมาแล้วหลายราย จึงอยากขอร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาตรวจสอบและปรับปรุงซ่อมแซมถนนให้ได้มาตรฐานด้วยที รวมทั้งกวดขันกับการจัดการรถบรรทุกน้ำหนักเกินอย่างเด็ดขาด เพราะชาวบ้านผู้ใช้รถใช้ถนนเดือดร้อนมานานหลายปีแล้ว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พอกันทีชีวิตลูกจ้าง! 2พี่น้องเหลือทน ค่าแรงวันละ200 หันปลูกดาวเรืองขายได้ไร่ละ5หมื่น

Posted on August 14, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/306280

พอกันทีชีวิตลูกจ้าง! 2พี่น้องเหลือทน ค่าแรงวันละ200 หันปลูกดาวเรืองขายได้ไร่ละ5หมื่น

พอกันทีชีวิตลูกจ้าง! 2พี่น้องเหลือทน ค่าแรงวันละ200 หันปลูกดาวเรืองขายได้ไร่ละ5หมื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 15.42 น.

สองพี่น้องอดีตลูกจ้างได้ค่าแรงวันละ 200 บาทไม่เพียงพอใช้จ่ายในครอบครัว หันปลูกดอกดาวเรืองขายสร้างรายได้งามไร่ละ 4-5 หมื่นบาท หรือเฉลี่ยปีละกว่า 2 แสนบาท  บางช่วงดาวเรืองออกดอกไม่ทันต่อความต้องการของตลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ได้เดินทางไปพบกับ นางวรรณี ศรีรุ่ง อายุ 47 ปี และ นายเสรี เสนาจันทร์ อายุ 44 ปี สองพี่น้องบ้านหนองไผ่ใหญ่ ตำบลชุมเห็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นอดีตลูกจ้าง เคยได้ค่าแรงเพียงวันละ 200 บาท ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงตัดสินใจปรับพื้นที่นาที่มีจำนวน 2 ไร่หันปลูกดอกดาวเรืองสายพันธุ์ตราบ้านและศรแดง ส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาด  สามารถสร้างรายได้ไร่ละ 4–5 หมื่นบาท เนื้อที่ปลูก 2 ไร่ ก็จะมีรายได้ 7–8 หมื่นบาท โดยแต่ละปีจะสามารถปลูกได้ถึง 3 รอบ ส่งผลให้มีรายได้เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท

โดยวิธีการปลูกดอกดาวเรืองก็ไม่ยุ่งยาก ทั้งใช้น้ำน้อยหน้าแล้งก็สามารถปลูกได้  และยังใช้ระยะเวลาในการปลูกสั้นเพียง 2 เดือนก็สามารถเก็บดอกขายได้  หลังจากปลูกมาได้ 5 ปีปัจจุบันก็มีออเดอร์รับซื้อดอกดาวเรืองเป็นประจำ  จนบางช่วงดาวเรืองออกดอกไม่ทันต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะช่วงเทศกาลต่างๆ

นายเสรี   เสนาจันทร์   บอกว่า  เดิมมีอาชีพทำนาและรับจ้างทั่วไปค่าแรงไม่แน่นอนและเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว  ส่วนนาที่ทำก็ประสบปัญหาทั้งภัยธรรมชาติและราคาข้าวที่ตกต่ำ  เมื่อเห็นพี่สาวหันมาปลูกดอกดาวเรืองมีรายได้ดี จึงตัดสินใจปรับหนมาปลูกดอกดาวเรืองกับพี่สาว ก็ทำให้มีรายได้ที่ดีและมั่นคงสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดี

นางวรรณี   ศรีรุ่ง   บอกว่า  ก่อนหน้านี้ทำงานโรงงานเย็บผ้าได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ซึ่งไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงได้ไปศึกษาเรียนรู้วิธีการปลูกดอกดาวเรือง แล้วตัดสินใจปรับพื้นที่นาที่มีอยู่ 2 ไร่ปลูกดอกดาวเรืองซึ่งปีแรกก็จะมีปัญหาเรื่องตลาดอยู่บ้าง  แต่พอปีต่อมามีพ่อค้าแม่ค้ารับซื้อประจำทำให้มีรายได้จากการปลูกดอกดาวเรืองขายปีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ล้มบอล’เม็ดเงินมหาศาล-ค่าจ้างล่อใจ แนะแยกให้ขาดผีพนัน-นักกีฬาอาชีพ

Posted on August 14, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/306267

'ล้มบอล'เม็ดเงินมหาศาล-ค่าจ้างล่อใจ แนะแยกให้ขาดผีพนัน-นักกีฬาอาชีพ

‘ล้มบอล’เม็ดเงินมหาศาล-ค่าจ้างล่อใจ แนะแยกให้ขาดผีพนัน-นักกีฬาอาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 15.22 น.

เวทีวิพากษ์ “หยุดขบวนการล้มบอลไทย เคลียร์พนันห่างไกลคนกีฬา” นักวิชาการชี้ พนันบอลผลประโยชน์มหาศาล ค่าจ้างสูง ต้องแยกให้ขาดจากคนกีฬา ผลแข่งขันต้องขาวสะอาด สร้างมาตรการกลไกที่แข็งแรง ด้าน “เครือข่ายฯหยุดพนัน” เตรียมเข้าพบ รมต.คนใหม่ ชงหาโมเดลล้อมคอกก่อนบอลไทยไปพนันโลก

30พ.ย.60 เวลา 13.00 น.ที่โรงแรมแมนดาริน ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน จัดเวทีระดมความเห็น “หยุดขบวนการล้มบอลไทย เคลียร์พนันห่างไกลคนกีฬา” โดยมีนักวิชาการ เยาวชน สื่อมวลชนสายกีฬา และภาคประชาชนเข้าร่วม โดยในเวทีครั้งนี้ได้มีการวิพากษ์ถึงกรณีจับกุมการล็อคผลการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ของสมาคมฟุตบอลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์  ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า

ขบวนการล้มบอลเมื่อ 10 ปีที่แล้ว นักวิชาการต่างประเทศ แสดงความกังกลใจต่อเรื่องนี้อย่างมาก คนเอเชียหันมาเล่นพนันบอลมากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยพัฒนาด้านอาชีพกีฬาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะฟุตบอลทำให้โด่งดังสร้างสื่อเสียงมาโดยตลอด แต่การพัฒนากีฬา ถ้ามีคนเข้าไปเปลี่ยนผลบอลได้มันจะสร้างปัญหาใหญ่ต่อวงการกีฬา เพราะผลการแข่งขันควรขาวสะอาด จึงไม่ควรมีพนันในกีฬามันจะเสี่ยงต่อการล้มกีฬาได้ หลังจากนี้ทางศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน จะมีการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อทำวิจัยในเรื่องนี้ต่อไป

ดร.ธนิต โตอดิเทพย์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า การพนันและการล้มบอลเป็นเรื่องเดียวกัน และตอนนี้กลายเป็นธุรกิจไปแล้ว จะให้แยกออกจากกันจึงเป็นเรื่องยาก เพราะมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ระบบการพนันอยู่ในโลกออนไลน์ เป็นธุรกิจขนาดใหญ่จับกุมยาก เพราะน่าจะเป็นนายทุนต่างชาติร่วม หรือผ่านนายทุนที่อยู่ในเมืองไทย รายได้จากการล้มบอลอาจสูงกว่าค่าตัว ทำให้มีแรงจูงใจในการล้มบอลมากขึ้น ฉะนั้น การแก้ปัญหาต้องพัฒนา ยกระดับฟุตบอลให้เป็นอาชีพที่มั่นคง ที่ต่อให้จ้างล้มบอลก็ไม่คุ้มกับสิ่งที่จะเสียไป รวมถึงต้องปฎิรูปกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพราะกฎหมายการพนันยังล้าสมัยอยู่มาก อีกทั้งต้องสร้างการรับรู้จริยธรรมของกีฬาว่าด้วยการล้มบอล แต่ยังไม่ค่อยมีใครรับรู้ว่ามี ซึ่งหากมีการนำมาเผยแพร่ ตีแผ่กฎหมายให้เห็น การพนันออนไลน์ การพนันบอล ล้มบอล อาจไม่เกิดขึ้น

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า  การล้มบอล ถือเป็นกลยุทธ์ของโต๊ะพนันบอล ซึ่งถ้ามองวิกฤตให้เป็นโอกาส จะช่วยกระตุกต่อมให้ผู้เล่นพนันรู้ว่าไม่มีใครรวยไปกว่าเจ้ามือโต๊ะบอล ผู้เล่นจึงไม่ควรเสี่ยง เพราะเป็นกับดักที่รออยู่ จากการศึกษา พบว่า แนวโน้มผู้เล่นพนันบอลที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะอายุ18- 20 ปี อายุน้อยสุด12 ปี อีกทั้งเด็กมีโอกาสกลับไปเล่นซ้ำมากกว่าผู้ใหญ่ โดยช่องทางที่เข้าไปเล่นพนันบอลมากที่สุดคือ ทางออนไลน์ หรือแค่มีโทรศัพท์เครื่องเดียวก็เล่นได้แล้ว และการพนันกีฬา มีโอกาสติดค่อนข้างมาก เพราะตื่นเต้น สนุก เร้าใจ ดังนั้น การพนัน การล้มบอล จึงไม่ใช่เรื่องขำๆ ใครติดต้องได้รับการบำบัดรักษา ส่วนรัฐต้องมีกฎหมายที่เข้มงวด เพราะไม่ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อมวลชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การพนัน ต้องแยกออกจากกีฬา ซึ่งมีหลายฝ่ายที่เห็นด้วย เพราะมันจะช่วยแก้ปัญหาการล้มบอลได้มาก แต่หลายคนก็กังวลว่าจะเพียงระยะหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีการทำต่อเนื่อง เช่น การจับกุมผู้ต้องหา ล้มบอลก็อาจจับได้เพียงจำนวนที่เป็นข่าว ส่วนผู้ที่อยู่เบื้องหลัง นายทุนที่มีบทบาทจริงๆอาจไม่สามารถจับกุมได้ ฉะนั้น ต้องทำอย่างจริงจัง ต่อเนื่องอย่าทำแค่ไฟไหม้ฟางแล้วหายไป  หากไม่เอาจริงเอาจัง อาจทำให้คนที่ชอบฟุตบอลจริงๆ เสื่อมศรัทธา ที่สำคัญ คือ ต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง จัดทำยุทธศาสตร์วางแนวทางแก้ปัญหา อย่าง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่ดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ แม่บ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเล่นพนันบอล กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ออกใบอนุญาต และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จับกุมปราบปรามการพนันต่างๆ และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง  กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ควรร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดูแลกฎกติกาต่างๆ บนสื่อออนไลน์ และสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อกีฬา ไม่ควรชี้นำ หรือชักนำให้เล่นพนันบอล

นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวว่า ปรากฎการณ์นี้ชี้ว่า ฟุตบอลไทยลีคได้เป็นที่นิยมของนักพนันต่างชาติแล้ว  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลเพราะปัญหาจะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันทำให้เกิดคือ การสร้างมาตรการกลไกที่ช่วยให้การพนันกับการกีฬาแยกห่างออกจากกันมากที่สุด ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ.2556 พูดถึงการกำหนดประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของทุกฝ่ายที่หาเลี้ยงชีพกับการกีฬา โดยให้มีกลไกและระบบในการดำเนินงาน ซึ่งไม่แน่ใจว่าถึงขณะนี้สองเรื่องนี้ได้ถูกกำหนดออกมาแล้วหรือยัง อยากฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาท่านใหม่ ให้มีการศึกษาตัวอย่างของต่างประเทศที่ก้าวหน้าในการกำหนดประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณ และระบบกลไกในการดำเนินงาน เช่น องค์กรทีไอยู ของวงการเทนนิสโลก เป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจเต็มในการตรวจสอบและดำเนินการกับผู้คนในวงการเทนนิสอาชีพของโลกในทุกระดับ รวมถึงการติดตั้งความรู้ให้แก่นักกีฬาทุกด้วย  ทั้งนี้เพื่อแยกอำนาจการตรวจสอบออกจากอำนาจของฝ่ายบริหารวงการกีฬา  เพราะหากเกิดกรณีที่ผู้บริหารการกีฬาเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าใครจะตรวจสอบได้ และเร็วๆนี้เครือข่ายจะขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬาคนใหม่ เพื่อหารือในเรื่องนี้ด้วp

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ข้าวจี่…ตำรานอกห้องเรียน จากอีสานสู่หนูน้อยชาวม้งสองแคว

Posted on August 14, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/306238

ข้าวจี่…ตำรานอกห้องเรียน จากอีสานสู่หนูน้อยชาวม้งสองแคว

ข้าวจี่…ตำรานอกห้องเรียน จากอีสานสู่หนูน้อยชาวม้งสองแคว

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 14.28 น.

ครู“เมืองสองแคว-พิษณุโลก”จัดกิจกรรมการศึกษาเรียนรู้นอกห้องเรียน สอนเด็กนักเรียนชาวม้งหัดทำ “ข้าวจี่” หวังประยุกต์สู่อาชีพหารายได้ช่วงฤดูท่องเที่ยว

ผู้สื่อข่าวประจำ จ.พิษณุโลก ได้เดินทางไปที่โรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซ สาขาร่องกล้าวิทยา หมู่ 10 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และพบภาพสุดน่ารักของเด็กนักเรียนชาวไทยภูเขาเผ่าม้งในพื้นที่ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 กำลังทำกิจกรรมการศึกษาเรียนรู้นอกห้องเรียน ซึ่ง “ครูเทียน” หรือนายธนกร เฉลิมศรี ครูโรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซ สาขาร่องกล้าวิทยา ได้พาเด็กๆแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า ออกมาทำกิจกรรมปั้น “ข้าวจี่” ที่สนามหน้าเสาธง ท่ามกลางบรรยากาศที่สนุกสนานปนความวุ่นวายแบบน่ารักของเด็กๆ ที่ต่างสนใจเรียนรู้ในสิ่งที่ครูพยายามอธิบายและสอน พร้อมกับหัดลงมือทำตามด้วยความสนุกสนาน เมื่อสุกได้ที่แล้วก็ต่างชิมข้าวจี่ฝีมือตนเองด้วยความภูมิใจอย่างเอร็ดอร่อย

“ครูเทียน” บอกว่า กิจกรรมวันนี้เป็นกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน โดยได้นำความรู้จากอาหารอีสานในบ้านเกิดของตนเอง หยิบยกมาสอนเด็กนักเรียน เพื่อให้เด็กสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวเช่นนี้ ถ้าเด็กๆสามารถทำข้าวจี่ได้อร่อย ก็จะสามารถต่อยอดให้เด็กนำไปปิ้งขายให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวที่ “ตลาดนัดเด็กดอย” ที่จะเปิดอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2560 นี้ ก็จะเป็นการช่วยฝึกประสบการณ์ให้เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริงและสามารถต่อยอดเป็นรายได้ให้ตนเองในอนาคตได้อีกด้วย

“ในอนาคตถ้าเด็กพร้อมที่จะทำจำหน่ายจริงๆ ก็จะต้องดูแลเรื่องสุขอนามัยให้ดีกว่านี้ คือ ทุกขั้นตอนเด็กๆ จะต้องสวมถุงมือทุกครั้งอาหารจะได้สะอาด แต่ในวันนี้เป็นการฝึกเรียนรู้ จึงยังไม่ได้ใส่ แต่กำชับให้เด็กทุกคนก่อนลงมือทำต้องล้างมือให้สะอาดเป็นการปลูกฝังสุขอนามัยไปในตัวด้วย” ครูเทียน กล่าว

“ครูเทียน” บอกอีกว่า “ข้าวจี่” เป็นอาหารของชาวอีสาน ซึ่งตนเองก็เป็นคนอีสาน แต่ได้มาบรรจุเป็นครูอยู่ภาคเหนือ จึงนำข้าวจี่มาสอนให้เด็กนักเรียนที่นี่ได้ลองทำ สำหรับข้าวจี่ คือ ข้าวเหนียวปั้นขนาดเท่ากำมือทุบให้แบนๆ โรยด้วยเกลือป่นเล็กน้อย นำมาปิ้งบนเตาถ่านให้พอแห้ง จากนั้นก็นำไปชุบไข่ไก่ที่ตีเตรียมไว้ แล้วนำไปย่างอีกรอบ จนข้าวเหนียวมีสีเหลือง มีกลิ่นหอม น่ารับประทาน

“ข้าวจี่” เป็นอาหารที่นิยมกินในฤดูหนาว เพราะคนสมัยก่อนจะนิยมนั่งผิงไฟคุยกัน แล้วก็ทำข้าวจี่กินแก้หนาวไปด้วย อีกอย่างช่วงนี้เป็นฤดูหลังเก็บเกี่ยวข้าว ข้าวใหม่จะมีกลิ่นหอมและนุ่ม จึงเหมาะที่จะนำมาทำข้าวจี่กินกันเป็นอย่างมาก

“แต่บางคนก็ว่าจริงๆแล้ว เป็นเพราะชาวอีสานชอบเดินทางไกลหลังฤดูทำนา จึงต้องเตรียมอาหารเก็บไว้กินนานๆ ซึ่งนั่นก็คือข้าวจี่ และเมื่อทำมากพอสมควรก็จะนำไปถวายพระ จนกลายเป็นประเพณีทำบุญข้าวจี่ของชาวอีสานมาถึงปัจจุบันนั่นเอง” ครูเทียน กล่าวทิ้งท้าย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

มาชมความน่ารักของเจ้าหนู ‘ฮิปโป’ ตัวน้อย สมาชิกใหม่ประจำสวนสัตว์โคราช

Posted on August 14, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/306229

มาชมความน่ารักของเจ้าหนู 'ฮิปโป' ตัวน้อย สมาชิกใหม่ประจำสวนสัตว์โคราช

มาชมความน่ารักของเจ้าหนู ‘ฮิปโป’ ตัวน้อย สมาชิกใหม่ประจำสวนสัตว์โคราช

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 14.14 น.

 30 พ.ย.60 เวลา 11.00 น. ที่ส่วนจัดแสดงฮิปโปโปเตมัส ภายในสวนสัตว์นครราชสีมา ตำบลไชยมงคล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายเทวินทร์  รัตนะวงศะวัต  ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สวนสัตว์นครราชสีมา เปิดส่วนจัดแสดงฮิปโปโปเตมัสต้อนรับสมาชิกให้ลูกฮิปโปโปเตมัส โดยมีเยาวชน เด็กๆ นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ ประชาชนทั่วไปทยอยไปร่วมดูร่วมชมลูกฮิปโปโปเตมัสกันคึกคัก เนื่องจากเพิ่งตกลูกได้เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 สุขภาพอ้วนท้วมสมบูรณ์แข็งแรง และก้นยังเป็นสีแดงชมพูอยู่ สร้างสีสันความน่ารักน่าเอ็ดดูสนุกสนามให้กับเด็กๆเป็นอย่างมาก

นายเทวินทร์ฯ เปิดเผยว่า สวนสัตว์นครราชสีมาต้อนรับสมาชิกใหม่ เป็นลูกฮิปโปโปเตมัสสุดน่ารัก ยังไม่ทราบเพศ เกิดเมื่อวันที่  16  ตุลาคม  2560  เกิดจากพ่อธง และแม่นำชัย น้ำหนักแรกเกิดประมาณ 4-5 กิโลกรัม ซึ่งลูกฮิปโปโปเตมัส มีสุขภาพแข็งแรง อ้วนท้วนสมบูรณ์ และในช่วงนี้แม่ฮิปโปโปเตมัสจะดูแลลูกอย่างใกล้ชิดไม่ยอมห่าง และเพื่อเป็นการมอบความสุขให้กับเด็กๆและนักท่องเที่ยว สวนสัตว์นครราชสีมาจัดเก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร ต้อนรับสมาชิกใหม่ลูกฮิปโปโปเตมัส กับบุฟเฟ่ต์ผลไม้ขนาดใหญ่ ประกอบด้วย กล้วย , ข้าวโพด , ผักบุ้ง , แครอด และฟักทอง เพื่อฉลองให้กับแม่นำชัยกับลูกน้อย พร้อมทั้งชมความน่ารักและความผูกพันแม่ลูกฮิปโปโปเตมัสด้วยการลงบ่อเล่นน้ำอย่างมีความสุข ภายในส่วนแสดงฮิปโปโปเตมัส โดยขณะนี้สวนสัตว์นครราชสีมามีฮิปโปโปเตมัสอยู่ในความดูแลรวมทั้งหมดจำนวน 4 ตัว

สำหรับฮิปโปโปเตมัส เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างกลมใหญ่เทอะทะ และมีปากกว้างมาก เขี้ยวล่างยาวโค้งเป็นอาวุธ ผิวหนังของฮิปโปโปเตมัสบางกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ มาก ถ้าโดนแสงแดดนานๆ ผิวหนังของมันอาจแห้งได้ และถ้าผิวหนังแห้งมากมักอาจตายได้ อีกทั้งหนังหนามีต่อมเมือก ลำตัวไม่มีขน จะมีขนเฉพาะรอบปาก และใกล้กับปลายหาง ผิวหนังมีเหงื่อเป็นเมือกสีแดงอ่อนคล้ายเลือด พบในทวีปแอฟริกา อูกันดา ซูลูแลนด์ตอนเหนือ ทรานสวาลล์ เคนยา เซเนกัล ฮิปโปโปเตมัสกินหญ้า พืชน้ำ ใบไม้ ลูกไม้ และพืชผลต่างๆ เป็นสัตว์ที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ปกติชอบอยู่ในน้ำในตอนกลางวันและขึ้นบกมาหากินตอนกลางคืน ทนต่อความหนาวได้ดี ชอบอาศัยอยู่ในน้ำนิ่งหรือน้ำไหลเอื่อยๆ ปกติไม่ดุ แต่ในช่วงผสมพันธุ์ตัวผู้จะต่อสู้กันอย่างดุร้าย จะดุเวลาตกใจหรือได้รับบาดเจ็บ และแม่ลูกอ่อนจะดุมาก ดำน้ำเก่ง สามารถเดินท่องอยู่ใต้น้ำได้ ฮิปโปโปเตมัสมีระยะตั้งท้องนาน 227-240 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกดูดนมในน้ำและจะหย่านมเมื่ออายุประมาณ 4-8 เดือน มีอายุยืน 40-45 ปี

สวนสัตว์นครราชสีมาขอเชิญนักท่องเที่ยวชมความน่ารักของลูกฮิปโปโปเตมัส พร้อมทั้งร่วมกิจกรรมป้อนอาหาร อย่างใกล้ชิด เรียนรู้พฤติกรรมที่น่าสนใจของฮิปโปโปเตมัสได้ทุกวัน และที่สำคัญเราจะมีการประกวดตั้งชื่อลูกฮิปโปโปเตมัส เพื่อรับรางวัลในโอกาสต่อไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชมฝูงนกกระเรียนไทยหายากใกล้สูญพันธุ์วอนปชช.ร่วมอนุรักษ์

Posted on August 14, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/306174

ชมฝูงนกกระเรียนไทยหายากใกล้สูญพันธุ์วอนปชช.ร่วมอนุรักษ์

ชมฝูงนกกระเรียนไทยหายากใกล้สูญพันธุ์วอนปชช.ร่วมอนุรักษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 11.24 น.

30 พ.ย.60  ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างใช้กล้องส่องทางไกล ดูฝูงนกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่เป็น 1 ใน 16 สัตว์สงวนของไทยที่สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติกว่า 50 ปี จำนวนกว่า 10 ตัว ที่ได้กลับเข้ามาหากินที่บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแสงเหนือ ต.บ้านบัว อ.เมือง ในสังกัดเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ หลังทางองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมกันนำพ่อแม่พันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยที่หายาก  มาทำการเพาะในกรงเลี้ยงแล้วนำมาทดลองปล่อยในพื้นที่ชุ่มน้ำของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบินอยู่ในเขตพื้นที่ อ.ประโคนชัย เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติตั้งแต่ปี 2554-2560 รวมแล้วจำนวน 82 ตัว

จากการติดตามระบบ จีพีเอส พบนกกระเรียนจำนวนดังกล่าวยังมีรอดชีวิตอยู่ถึง 51 ตัว ส่วนมากยังอาศัยหากินดำเนินชีวิตอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดข้างเคียง พร้อมกันนี้ ยังพบว่านกกระเรียนที่ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติดังกล่าว ยังได้มีการทำรังวางไข่เพาะขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้เองแล้วจำนวน 3-4 ตัว โดยเจ้าหน้าที่ได้มีการติดตามดูแลประเมินผลทำวิจัยอยู่อย่างใกล้ชิดต่อเนื่องถือว่าเป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จของทีมวิจัยโครงการหนึ่ง

พร้อมกันนี้ สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มากและอ่างเก็บน้ำสนามบิน ได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ที่นกกระลงไปหากิน อย่าได้ล่าและทำร้ายนกกระเรียนอย่างเด็ดขาด หากไม่เช่นนั้นก็จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมก็ขอให้ร่วมกันอนุรักษ์ เพื่อจะให้นกกระเรียนได้แพร่ขยายพันธุ์กลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมาโดยเร็ว

ดังนั้น ในช่วงหนาวนี้จึงขอเชิญชวน ปชช.และนักท่องเที่ยว ที่นิยมชมนกได้มาเที่ยวชมนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่ใกล้สูญพันธุ์ ที่ทางองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูประถัมภ์ และกรมอุทยานแห่งชาติได้นำมาปล่อย เพื่อเพาะขยายพันธ์ในพื้นที่ชุ่มน้ำดังกล่าวได้ ทั้งยังจะได้ชมนกที่เขามาอาศัยในพื้นที่ดังกล่าวที่หายากเข้ามาอาศัยมากว่า 100 ชนิดดังกล่าวด้วย

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ดอยม่อนล้าน9องศา ชวนกางเต็นท์สัมผัสน้ำค้างแข็งที่อุทยานฯศรีลานนา

Posted on August 14, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/306168

ดอยม่อนล้าน9องศา ชวนกางเต็นท์สัมผัสน้ำค้างแข็งที่อุทยานฯศรีลานนา

ดอยม่อนล้าน9องศา ชวนกางเต็นท์สัมผัสน้ำค้างแข็งที่อุทยานฯศรีลานนา

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 10.41 น.

30 พ.ย.60 สภาพอากาศเช้านี้บนดอยหนาวจัดอุณหภูมิลดฮวบวัดได้ 9 องศาเซลเซียส จนทำให้เกิดปรากฏการณ์แม่คะนิ้งครั้งแรกของปีนี้ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปพักบอกว่าเพิ่งเดินทางขึ้นมาม่อนล้านเป็นครั้งแรก รู้สึกประทับใจมากเพราะอากาศบนดอยม่อนล้านเย็นสบาย นอกจากนี้ในช่วงเช้ายังได้ชมทะเลหมอกที่สวยและพระอาทิตย์สาดแสงสีทอง โผล่ขึ้นเหนือขอบฟ้าผ่านทิวต้นสนที่สวยงามซึ่งไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

โดยม่อนล้านนั้นอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,695 เมตร สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ 360 องศาได้ระหว่าง 2 จังหวัดคืออำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

นาย ยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ หัวหน้าพื้นที่อนุรักษ์แบบบูรณาการอุทยานแห่งชาติศรีลานนา เปิดเผยว่า ปีนี้ทางอุทยานได้เตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งการอำนวยความสะดวกด้านที่พัก/ การรักษาความปลอดภัยและการจราจรสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวบนดอยม่อนล้าน ตามนโยบายท่องเที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋แบบยั่งยืนปี 2561 ของรัฐบาลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยลานกางเต็นท์มีทั้งแบบกางธรรมดาและยกระดับ ซึ่งสามารถรองรับได้นักท่องเที่ยวที่จะนำเต็นท์มากาง 500 หลัง

ส่วนที่หน่วยพิทักษ์อุทยานศรีลานที่ ศล.8 สามารถกางเต็นท์ได้  200 หลัง ขณะเดียวกันม่อนล้านก็ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ยังไม่มีระบบกำจัดขยะหากนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปเที่ยวนั้นทางอุทยานได้ขอความร่วมมือในการนำขยะลงมาทิ้งข้างล่างด้วยเพื่อเป็นการรักษาระบบนิเวศน์ของแหล่งธรรมชาติ สำหรับดอยม่อนล้านนั้นตั้งอยู่ตำบลป่าตุ้ม อำเภอพร้าว จังหวัด โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางขึ้นไปได้สองเส้นทางคือเส้นทางเชียงใหม่ –พร้าว และเส้นทางพร้าว –เวียงป่าเป้า

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ใหญ่ ยาว ลูกดก…ลุงเมืองช้างเปิดเคล็ดลับเลี้ยงปลาไหล(ชมคลิป)

Posted on August 14, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/306165

ใหญ่ ยาว ลูกดก…ลุงเมืองช้างเปิดเคล็ดลับเลี้ยงปลาไหล(ชมคลิป)

ใหญ่ ยาว ลูกดก…ลุงเมืองช้างเปิดเคล็ดลับเลี้ยงปลาไหล(ชมคลิป)

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 10.31 น.

“ใหญ่ ยาว ลูกดก” ลุงเมืองช้างไอเดียสุดเจ๋ง! เลี้ยงปลาไหลในบ่อซีเมนต์เลียนแบบธรรมชาติ ได้ผลเกินคาด ไม่เชื่อลองดู?

ผู้สื่อข่าว จ.สุรินทร์ ได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 55 บ้านวังศิลา หมู่ 9 ต.ศรีณรงค์ อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านของ นายทองอาน จารุวันโน อายุ 60 ปี และนางสายสมร จารุวันโน อายุ 68 ปี สองสามีภรรยา คู่ทุกข์คู่ยาก ซึ่งมีอาชีพ ทำไร่-ทำนา อยู่ที่บ้านเกิดเมืองนอน และมีที่นาประมาณ 5 ไร่ ซึ่งทั้งคู่ได้จัดสรรปันส่วนที่นาทำเกษตรทฤษฏีใหม่แบบผสมผสาน เช่น ขุดบ่อเลี้ยงปลา ทำนาข้าวหอมมะลิปลอดสารเคมี ปลอดสารพิษ เลี้ยงเป็ด ไก่ หมู และวัว เป็นต้น

มีอีกอย่างที่น่าสนใจ คือ การเลี้ยงปลาไหลในบ่อซีเมนต์ โดย “ปลาไหล” ถือว่าเป็นสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่งที่มีความต้องการในตลาดสูง เนื่องจากที่มีอยู่ในท้องตลาดเป็นปลาไหลที่หาได้ตามธรรมชาติ แต่เวลานี้ธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทำให้จำนวนปลาไหลในธรรมชาติลดน้อยลงไปด้วย เป็นผลให้ราคาปลาไหลสูงตามไปด้วย

นายทองอาน บอกว่า การเลี้ยงปลาไหลในบ่อซีเมนต์ มีเทคนิคไม่ยาก เริ่มต้นที่ทำบ่อซีเมนต์ สูงประมาณ1 เมตร ขนาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร จากนั้นนำ “โคลน” จากท้องนามาใส่ สูงจากพื้นประมาณ 20 ซม. จากนั้นเปิดน้ำเข้าให้สูงจากโคลนและดินที่นำมาใส่ 15-20 ซม. และนำต้นกล้วยมาหั่นใส่เพื่อปรับสภาพน้ำและดิน นำผักตบชวา จอกแหน มาใส่ เพื่อให้เหมือนธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ขั้นตอนสุดท้าย คือ นำปลาไหลมาปล่อยลงในบ่อซีเมนต์ ซึ่งปลาไหลที่นำมาปล่อยเป็นปลาที่ได้มาจากทุ่งนาตามธรรมชาติที่หาได้ และรับซื้อจากชาวบ้านอีกทีหนึ่ง ซึ่งการเลี้ยงแบบนี้สามารถที่จะเลี้ยงเพื่อเพาะพันธุ์และเลี้ยงเพื่อขายเนื้อได้ และเป็นวิธีที่นิยมเลี้ยงมากที่สุดในปัจจุบัน

นายทองอาน บอกด้วยว่า ได้พยายามคิดวิธีการเพิ่มมูลค่าปลาไหล ที่ชาวบ้านไปดักมาขาย ส่วนมากจะตัวเล็กๆ จึงหาวิธีว่าทำอย่างไรให้ปลาไหลตัวใหญ่ขึ้น และอยากให้ปลาไหลเพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงได้เลี้ยงดูอย่างดีเสมือนในธรรมชาติ โดยอาหารที่ให้ก็จะมีหอยเชอรี่ และหอยขม ที่หาได้ตามท้องนาทั่วไป แล้วนำมาทุบให้ละเอียด และให้อาหารปลาเสริมอีกทุกๆวัน

“ผลผลิตออกมาเป็นที่น่าพอใจ เลี้ยงปลาไหลไว้ในบ่อใช้เวลาเพียง 1-2 เดือน ปรากฏว่าปลาไหล 3-4 ตัว หนักประมาณ 1 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ150-200 บาท เลี้ยง 1 บ่อ ขายอยู่ที่ 30-40 กิโลกรัม และได้เลี้ยงปลานิล ปลาดุก ปลาตะเพียน ในสระใหญ่หลังบ้าน เพื่อเพิ่มรายได้อีกทาง” นายทองอาน กล่าว

นายทองอาน กล่าวทิ้งท้ายว่า ได้สังเกตว่าปลาไหลที่เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ เลียนแบบธรรมชาติ มีการเจริญเติบโต และเพิ่มจำนวนการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว จากการที่เลี้ยงเหมือนธรรมชาติจริงๆ เพราะปลาไหลได้ผสมพันธุ์แล้วออกลูกเพิ่ม

หากท่าใครสนใจเลี้ยงตนก็ยินดี ให้คำปรึกษาตลอดเวลา ด้วยการไปหาได้ที่บ้าน…

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ลึกลับในสนามข่าว : 30 พฤศจิกายน 2560

Posted on August 14, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/306131

ลึกลับในสนามข่าว : 30 พฤศจิกายน 2560

ลึกลับในสนามข่าว : 30 พฤศจิกายน 2560

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.
nn…หลังเวทีการเมืองปิดเทอมยาวอย่างนี้ อดีตนักการเมืองหลายๆ คน หายหน้าไปจากสื่อไปบ้าง แต่เป็นโอกาสดีที่ได้พบกับ ความสุขอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น “สุรพร ดนัยตั้งตระกูล” อดีต รมช.ศึกษาธิการ สมัย “พ่อใหญ่จิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และอดีตสส.ร้อยเอ็ด ยังเกาะติดพื้นที่ ลุยปั่นจักรยานกับพวกพ้องทุกวัยจนเป็น “ประธานชมรมปั่นเพื่อสุขภาพ” เจ้าตัวเล่าถึง “ความสุขจากการปั่น” ว่าสังคมนักปั่นจักรยานสูงอายุก็คล้ายๆ สังคมอื่นที่มีผู้คนที่ชอบเรื่องเดียวกันได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน พบปะพูดคุยเรื่องที่สนใจร่วมกันทั้งเรื่องสุขภาพ เรื่องอากาศ เรื่องชุมชน เรื่องอื่นที่อยู่ในความสนใจ…โดยเฉพาะ “เรื่องสุขภาพ” ถือเป็นเรื่องที่ประสบด้วยตัวเอง บางคนเคยป่วยเป็นเบาหวาน ต้องฉีดอีซูลีนเอง บางคนมีอาการหอบง่าย บางคนมีปัญหากระดูกเข่า เอ็นหลังเข่า ปวดเมื่อยตามร่างกาย…หลังจากปั่นตามความสามารถ ที่ร่างกายรับได้ระยะหนึ่งปรากฏว่าอาการเหล่านั้นก็ทุเลา หรือบางคนหายเป็นปกติ จากการปั่นร่วมกัน ก็ขยายเป้าหมายสู่ “การปั่นปันสุข ทุกวันอาทิตย์” ได้รับการร่วมมือระหว่างนายอำเภอหนองพอก จ.ร้อยเอ็ด, ชมรมจักรยานหนองพอก ชัยมงคลไบค์และชาวนักปั่นจากหลายๆ ที่รวมทั้ง ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ โพนทอง รวมแล้ว เกือบ 200 คน จะปั่นกันทุกวันอาทิตย์เพื่อมอบผ้าห่ม เครื่องเขียน ไปมอบให้ผู้ยากไร้และนักเรียนในเขตอำเภอหนองพอก…โดยเป้าหมายหลักคือการเพิ่มนักปั่นทุกๆ วัย ให้มาร่วมกันปั่นเป็นกิจวัตรเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม “ปั่นปันบุญ เกื้อหนุนผู้ยากไร้ ไหว้พระมหาเจดีย์ชัยมงคล” ในวันที่ 14 มกราคม 2561 พร้อมได้บอกเจตนารมณ์อีกว่า หวังให้การปั่นเป็นไลฟ์สไตล์ของสมาชิก พวกเราไม่มีเงินพอที่จะสร้างโรงพยาบาล และแพทย์ให้เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย แต่พวกเราจะลดจำนวนผู้ป่วยลงนี่คือ ส่วนหนึ่งของความสุขนักปั่นสูงวัย”…สุดยอดมากๆ นี่ขนาดอายุ 61 ปีแล้ว เป็นแค่ตัวเลข หลังปั่นจักรยานมาต่อเนื่อง…ได้ประโยชน์มากเกินกว่าที่คิด…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ถนนเมืองไทย’เส้นทางสายมรณะ หมื่นศพสังเวยทุกปี…ใครจะหยุดได้?

Posted on August 14, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/306060

‘ถนนเมืองไทย’เส้นทางสายมรณะ หมื่นศพสังเวยทุกปี...ใครจะหยุดได้?

‘ถนนเมืองไทย’เส้นทางสายมรณะ หมื่นศพสังเวยทุกปี…ใครจะหยุดได้?

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ทุกๆ 2 ปี ประเทศไทยจะมีการจัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่องความปลอดภัยทางถนน โดยครั้งล่าสุดซึ่งเป็นครั้งที่ 13 ภายใต้หัวข้อ “ลงทุนเพื่อความปลอดภัยทางถนนที่ยั่งยืน” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-7 ธ.ค. 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เขตบางนา กรุงเทพฯ ภายในงานจะมีการเสวนาเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนนในทุกมิติ โดยวิทยากรทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ นักวิชาการ และภาคเอกชน ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูกำหนดการของทั้ง 2 วัน ได้ที่ http://www.roadsafetythai.org/download-detail.php?id=567&type=1”

“แถวนี้มันเถื่อน บอกตรงๆ นะ ถ้าไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้” เป็นประโยคดังจากภาพยนตร์ไทยเกี่ยวกับแวดวงนักเลงเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งหากจะมีใครนำมาใช้กับ “ท้องถนน” ของประเทศไทย ก็คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด เพราะชื่อเสียง “ความโหดร้าย” ของถนนเมืองไทย “ดังกระฉ่อนโลก” มานาน อาทิ 8 เม.ย. 2560 เว็บไซต์ นสพ.เก่าแก่ของอังกฤษ The Telegraph จัดอันดับ “The 10 most dangerous places to drive” (10 สถานที่ที่อันตรายสำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะ) ซึ่งประเทศไทย “ติดอันดับ 4” ของการจัดอันดับนี้ด้วย

หรือย้อนไปก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน 19 ม.ค. 2560 สำนักข่าว BBC ของอังกฤษ นำเสนอรายงานข่าว “Life and death on Thailand’s lethal roads” (ชีวิตและความตายบนถนนสุดอันตรายของไทย) โดยอ้างอิงสถิติจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่า “คนไทยเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นอันดับ 2 ของโลก” เป็นรองแต่เพียงประเทศลิเบีย (Libya) ในทวีปแอฟริกาเท่านั้น โดย“มีผู้คนต้องสังเวยชีวิตให้ถนนเมืองไทยเฉลี่ย 24,000 ศพต่อปี” และในจำนวนนี้ “ส่วนใหญ่เป็นผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์” มากถึงร้อยละ 73

ล่าสุดจาก 2 งานแถลงข่าว ที่แม้ตัวเลขจะไม่ตรงกัน แต่อัตราการเสียชีวิตที่สูงมากบนท้องถนนก็ยังเป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ อาทิ 17 พ.ย. 2560 ที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีการจัดแถลงข่าวงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 13 “ลงทุนเพื่อความปลอดภัยทางถนนที่ยั่งยืน” (Invest for Substainable Road Safety) ซึ่งอธิบดี ปภ. ชยพล ธิติศักดิ์เปิดเผยว่า ข้อมูลจากใบมรณบัตรเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั้งสิ้น 15,448 ราย และยังมีผู้ที่ต้องกลายเป็นคนพิการอีกประมาณ 5 พันราย

“ทุกๆ วันจะมี 42 ครอบครัว ต้องสูญเสียสมาชิกจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และ 15 ครอบครัวต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูสมาชิกที่กลายเป็นผู้พิการ” อธิบดี ปภ. ระบุ

นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดย ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย SUPER POLL กล่าวว่า ประชาชนร้อยละ 76.7 เคยประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่มากก็น้อย ร้อยละ 91.4 เชื่อว่าเป็นสาเหตุทางวิทยาศาสตร์มากกว่าเวรกรรม ร้อยละ 96.6 เห็นด้วยหากภาครัฐจะลงทุนตั้งหน่วยงานศึกษาถนนที่ประสบอุบัติเหตุทุกจุด ทั้งนี้ร้อยละ 63.9 มองว่า กระทรวงคมนาคมควรเป็นเจ้าภาพเรื่องดังกล่าว รองลงมา ร้อยละ 56.4 มองว่าควรเป็นรัฐบาลและ คสช. และร้อยละ 33.9 มองว่าควรเป็นหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ขณะที่เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2560 หรือก่อนหน้างานของ ปภ. เพียงไม่กี่วัน แผนสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัด (สอจร.) ร่วมกับ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เปิดเผยรายงานความปลอดภัยทางถนน ปี พ.ศ.2559/2560 ซึ่ง ดร.ปรีดา จาตุรพงศ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ระบุว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเมืองไทยทั้งสิ้น 22,356 รายเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีผู้เสียชีวิต 19,479 ราย

อาจารย์ปรีดายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า “ส่วนหนึ่งของโอกาสการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนนขึ้นอยู่กับจังหวัดที่อยู่อาศัย” เพราะเมื่อเทียบอัตราส่วนผู้เสียชีวิตต่อประชากร 1 แสนคน พบว่า “6 อันดับพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนมากที่สุดอยู่ในภาคตะวันออกทั้งหมด” ได้แก่ ระยอง 72.2 สระแก้ว 69.0 ชลบุรี 58.7 จันทบุรี 57.8 นครนายก 56.3 และปราจีนบุรี 55.9 ส่วน 6 อันดับพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตน้อยบนท้องถนนน้อยที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 14.3 ยะลา 17.2 แม่ฮ่องสอน 18.2 สตูล 18.3 อำนาจเจริญ 18.4 และปัตตานี 20.1

ด้าน นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ผอ.ศูนย์ความร่วมมือแห่งองค์การอนามัยโลกและโรงพยาบาลขอนแก่นกล่าวเสริมว่า แม้ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ประเทศไทยยังคงติดอันดับเกิดอุบัติเหตุเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศลิเบีย แต่ถ้าดูอัตราการเสียชีวิต ของเฉพาะจังหวัดระยองที่มีอัตราเสียชีวิตมากถึงร้อยละ 72.2 อาจทำให้สถานการณ์อุบัติเหตุของไทยกลายเป็นอันดับ 1 ซึ่งถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤติ ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรตื่นตัวและเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและการเกิดอุบัติเหตุโดยเร็ว

“รายงานพบว่า ปี 2559 จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าประเทศลิเบีย ที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ของโลก เพราะจังหวัดระยองมีประชากรอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งประชากรในพื้นที่ ประชากรแอบแฝง และนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ความเสี่ยงมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่การบังคับใช้กฎหมายยังมีข้อจำกัด” นพ.วิทยา ตั้งข้อสังเกต

มุมมองจากนักวิชาการที่ทำงานด้านความปลอดภัยบนท้องถนนมานาน นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เสนอแนะ “เสาหลัก 5 ด้านแห่งความปลอดภัย” อันประกอบด้วย 1.ด้านการจัดการ ต้องหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุซ้ำๆ มีการจัดทำแผนงานและมาตรการป้องกันในความเสี่ยง 2.ด้านถนน จะต้องมีระบบตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน ตั้งแต่การออกแบบการก่อสร้าง และการบำรุงรักษาดูแล พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ เพื่อลดความเสี่ยง เช่น ราวเหล็กลูกฟูก สร้างถนนวงเวียน

3.ด้านยานพาหนะ ต้องเพิ่มความสำคัญของมาตรฐานป้องกันการชน เช่น “ควรออกฎหมายให้มอเตอร์ไซค์ทุกคัน ติดตั้งระบบ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)” ส่วนรถยนต์ต้องติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ESC) และเมื่อเกิดการชนจะต้องมีระบบความปลอดภัยเชิงปกป้องเมื่อเกิดเหตุ (Passive Safety) 4.ด้านผู้ใช้รถใช้ถนน จะต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ มีระบบใบอนุญาตที่ขับขี่ที่มีคุณภาพ และ 5.บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากความเร็วรถยนต์ เมาสุรา และอุปกรณ์นิรภัย

ต้องย้ำว่า “อุบัติเหตุทางถนนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประสบเหตุเพียงคนเดียวเท่านั้น” แต่ยังสร้างความทุกข์ทั้งต่อ “ครอบครัว” เช่น หากผู้ประสบเหตุเป็น “เสาหลัก” เป็นผู้ทำมาหากินสร้างรายได้เข้าบ้าน ย่อมหมายถึงชีวิตของคนที่เหลือต้องลำบากขึ้นด้วย หรือกรณีสมาชิกในครอบครัวต้องกลายเป็นผู้พิการ คนที่เหลือในบ้านก็ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากมาดูแล นอกจากนี้หากเป็นคนธรรมดาไม่ใช่คนร่ำรวยผู้มีอันจะกิน ย่อมต้องพึ่งพา “สวัสดิการสาธารณสุขของรัฐ” อาทิ ค่ารักษาพยาบาล เท่ากับไปเพิ่มภาระงบประมาณประเทศชาติโดยปริยาย

ทั้งนี้แม้บทสรุปจะเน้นไปที่บทบาทของรัฐ เช่น การบังคับใช้กฎหมาย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ากำลังเจ้าหน้าที่มีจำกัด คงไม่สามารถคุมทุกถนนได้ทั้งหมด ดังนั้นประชาชนก็ต้องให้ความร่วมมือ “ขับรถดี มีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” ด้วยอีกทางหนึ่ง!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,892,198 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ลุ้นระทึกอีก 30 วัน! เทพไท กางสถิติชี้ชะตาเลือกตั้ง 69 โมฆะหรือไม่?
ชมสด!ประชุมสภาฯ โหวตนายกรัฐมนตรี
มติพท.ดันอนุทิน/รบ.ปึ้ก292เสียง สภาโหวตนายกฯ รทสช.โผล่ร่วมจับมือ ปชป.ของดออกเสียง
อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล
รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ "นักจิตวิทยา"
คุรุสภา สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5 เหตุไม่ส่งงาน
คืบโผ ครม.อนุทิน 2 ขยับ ทรงศักดิ์ ขึ้นรองนายกฯ คุมน้ำ-ยาเสพติด
จับตา พรรคส้ม รื้อโครงสร้างดิ้นสู้คดี 44 สส. ด้าน เท้ง ปัดตอบปมเปลี่ยนตัวหัวหน้า
ชัยชนะ เผย ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ จี้ว่าที่รัฐบาลตอบให้ชัดพลังงานสำรองเหลือกี่วัน
ลุยสางปัญหาน้ำมัน! นายกฯถก ศบก.เรียกตัวแทนโรงกลั่น-จ๊อบเบอร์ แจงยิบ

Recent Posts

  • ชาวฮ่องกงเเห่ขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนเเผ่นดินใหญ่ หลังสงครามทำพิษราคาน้ำมันพุ่งสูง
  • รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ “นักจิตวิทยา”
  • ศาลอิหร่านสั่งแขวนคอ 3 นักโทษ ฐานสังหารตำรวจและก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯในการประท้วงใหญ่
  • อินโดนีเซียรวบ 4 ทหารหน่วยข่าวกรอง คดีสาดน้ำกรดนักสิทธิมนุษยชน ปมวิจารณ์กองทัพ
  • เกาหลีใต้ยกระดับเตือนภัย รับคอนเสิร์ต BTS ใจกลางโซล คาดคนร่วมงานกว่า 2.6 แสน

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d