Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

กู้ภัยอยู่อย่างพอเพียง ว่างเก็บศพเลี้ยงนกหงส์หยกขาย

Posted on August 3, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/304402

กู้ภัยอยู่อย่างพอเพียง ว่างเก็บศพเลี้ยงนกหงส์หยกขาย

กู้ภัยอยู่อย่างพอเพียง ว่างเก็บศพเลี้ยงนกหงส์หยกขาย

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 12.48 น.

21 พ.ย.60 นายประมุข ชำนาญระเบียบกิจ อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 2 บ้านเจริญสามัคคี ต.บุ่ง อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ นายกสมาคมกู้ภัยอำนาจเจริญ เล่าว่า ก่อนนั้นได้เปิดร้านอาหารชื่อโพนยางคำ ในตัวเมืองอำนาจเจริญ เป็นเวลากว่า 20 ปี พร้อมกับจัดตั้งชมรมกู้ภัยอำนาจเจริญขึ้น โดยมีที่ทำการเป็นอาคารชั้นเดียวอยู่หลังร้านอาหาร ก็ออกช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุและภัยพิบัติต่างๆมากว่า 20 ปี กระทั่งจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมาย เปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมกู้ภัยอำนาจเจริญ ซึ่งบรรดาสมาชิกเห็นตนมีความตั้งใจมีใจรักและเสียสละอย่างจริงใจ จึงคัดเลือกให้ขึ้น ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกู้ภัยอำนาจเจริญจนถึงปัจจุบัน ส่วนร้านอาหารก็หยุดกิจการเพราะเหตุผลบางประการ และย้ายไปอยู่หมู่บ้านเจริญสามัคคีเปิดร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด

ต่อมาตนมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมน้องชาย ที่ จ.สุพรรณบุรี เห็นน้องชายเพาะเลี้ยงนกหงส์หยก ก็เกิดความสนใจจึงเรียนรู้วิธีการเพาะเลี้ยงจากน้องชายจนเข้าใจดี และลงทุนซื้อนกหงส์หยกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มา 10 ตัว หรือ 5 คู่  เป็นเงินราวๆ 1,000 บาท และเมื่อกลับมาถึงบ้านพักบ้านเจริญสามัคคี จ.อำนาจเจริญ ก็จัดเตรียมพื้นที่ว่างใกล้กับโรงจอดรถ สำหรับวางกรงนกและทำการก่อสร้างกรงนกขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร พร้อมจัดทำรังนก จำนวน 50 รัง ด้วยการนำมะพร้าวแก่ ทำการเจาะกะลาออก แล้วเย็บกาบมะพร้อมให้เหมือนเดิม จากนั้นทำการเจาะรู ให้พอเหมาะกับตัวนกที่จะเข้าออกได้สะดวก เรียกว่า รังนก หากเจาะรูใหญ่ไปนกก็จะไม่เข้ารัง เพื่อวางไข่ ซึ่งรังนกจะมีตัวผู้และตัวเมียเข้าไปอยู่ด้วยกัน เพื่อผสมพันธุ์และวางไข่ฟักไข่

ทั้งนี้ นกหงส์หยก จะว่างไข่ครั้งละ 5-6 ฟอง/ 1 ตัว ซึ่งนกก็จะทำการฟักไข่ ประมาณ 1 สัปดาห์ ไข่ก็จะแตกออกเป็นลูกนกอีก 2 สัปดาห์ลูกนกก็จะออกขน จากนั้น 4 สัปดาห์หรือ 1 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้ ในราคาคู่ละ 100 บาท ตัวผู้,ตัวเมีย หากซื้อเป็นตัวๆละ 50 บาท ซึ่งนกหงส์หยกขยายพันธุ์เร็วมาก ปัจจุบันมีอยู่ จำนวน 1,000 ตัว จึงต้องขยายกรงเพิ่ม และที่ผ่านมามีลูกค้าสั่งซื้อกันอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปเลี้ยงประดับบ้านสร้างสีสันให้สวยงาม โดยเฉพาะเด็กเล็กชื่นชอบนกหงส์หยกมากเพราะมีสีสันสดใสแปลกตาดี

นายประมุข กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่เพาะเลี้ยงนกหงส์หยกมาร่วม 5 ปี ยังไม่พบปัญหาและอุปสรรคใดๆถือว่าเป็นนกที่เลี้ยงง่ายทนต่อโรค ขอเพียงมีอาหารให้กินตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นใบกระเพรา ข้าวโพดฝัก และอาหารเม็ด และน้ำ ที่สำคัญจะต้องมีกระจกไว้ให้นกส่องด้วย เพราะนกชอบส่องกระจกเพื่อแต่งตัวแต่งขนให้สวยงามอยู่เสมอ

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ปลาส้มสูตรโบราณ อร่อย-แซ่บเวอร์ไม่สั่งจองรับรองไม่ได้กิน

Posted on August 3, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/304381

ปลาส้มสูตรโบราณ อร่อย-แซ่บเวอร์ไม่สั่งจองรับรองไม่ได้กิน

ปลาส้มสูตรโบราณ อร่อย-แซ่บเวอร์ไม่สั่งจองรับรองไม่ได้กิน

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 10.30 น.

21 พ.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมี จันทา อายุ 74 ปี  และนางคุณ จันทา อายุ 69 ปี สองสามีภรรยา ชาวต.ศรีณรงค์ อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีพื้นที่ในการทำเกษตร ปลูกข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้  มีลำห้วย และแม่น้ำมูล ไหลผ่าน และมีการเลี้ยงปลาในกระชัง ส่วนที่เหลือจากขายก็จะทำปลาส้ม การทำปลาส้มถือว่าเป็นกรรมวิธีการถนอมอาหารที่สำคัญของคนในสมัยก่อน ซึ่งมีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในกระบวนการถนอมอาหาร

โดย นายมีและนางคุณ สองสามีภรรยา ได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ช่วงว่างเว้นหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี หันมายึดอาชีพเสริมด้วยการทำปลาส้มสูตรโบราณ ที่ได้จากการใส่มอง ตาข่าย ดักปลา ที่บริเวณลำแม่น้ำมูลใกล้ๆกับหมู่บ้าน หลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ซึ่งปลาส้มตามฤดูกาลของ นายมี จันทา เป็น สูตรโบราณ เคล็ดลับจากรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย สู่รุ่นลูก รุ่นหลาน ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน โดยจะเน้นคัดเอาเฉพาะปลาสดๆ ที่หาได้จากลำแม่น้ำมูล อาทิเช่น ปลาตะเพียน ปลานิล ปลาช่อน ตัวใหญ่ๆ และจะทำปลาส้มในช่วงเดือนตุลาคม-มีนาคม เพราะช่วงนี้อากาศจะไม่ร้อน เป็นช่วงที่ปลาวางไข่แล้ว ถ้าหากทำช่วงที่ปลากำลังวางไข่ จะทำให้รสชาติไม่อร่อยและอาจทำให้ปลาส้มที่ทำออกมาเสียง่าย

กระบวนการผลิต วัตถุดิบและส่วนประกอบ  ปลาตะเพียน  ปลาช่อน ปลานิล อย่างละ 1 กิโลกรัม เกลือ 4 ขีด น้ำตาลทราย 4 ขีด และ ข้าวเหนี่ยวคั่ว  ขั้นตอนการผลิต เริ่มต้นจาก การคัดเลือกปลา ปลาต้องสด และสวย ขอดเกล็ดปลา ล้างเอาส่วนที่ไม่ต้องการออกให้หมดจนสะอาด  นำเกลือหมักในตัวปลา 1 คืน แล้วนำปลาที่หมักเกลือมาล้างน้ำให้สะอาด ตั้งสะเด็ดน้ำให้แห้ง คลุกน้ำตาลทรายหมักไว้ 4 คืน หลังจากนั้น ปลาที่หมักน้ำตาล แล้วนำข้าวคั่วใส่ในตัวปลา แพ็คใส่ถุงเพื่อจำหน่าย เทคนิค/เคล็ดลับในการผลิต สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำปลาส้มสูตรโบราณ คือ การเลือกปลาจะต้องเป็นปลาที่สดเท่านั้น และการล้างจะต้องล้างให้ สะอาดอย่าให้มีกลิ่นคาว เพราะจะทำให้ปลาส้มเสีย มีกลิ่นเหม็น ไม่สามารถบริโภคได้

นายมี กล่าวว่า ปลาที่ได้มาจากการทำปลาส้ม ตนออกไปใส่ ตาข่าย ใส่เบ็ด ที่ลำแม่น้ำมูลใกล้กับหมู่บ้าน ปลาที่นำมาแปรรูปเป็น ปลาส้ม แล้วนั้น จะจำหน่ายได้วันละ400- 500 บาท ต่อวัน อาจจะมากหรือน้อย แล้วแต่บางวัน ขึ้นอยู่กับว่า ปลาจะติดตาข่าย มากหรือน้อย แค่ไหน

ด้านนางพา ซึ่งเป็นลูกสาว ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า ครอบครัวของตนเองและญาติพี่น้อง ได้ยึดอาชีพเลี้ยงปลานิลในกระชัง ซึ่งช่วงจังหวะที่รอจากการขายปลา ก็ได้มาช่วยพ่อและแม่ทำปลาส้มสูตรโบราณขาย ซึ่งจะมีคนในหมู่บ้าน และต่างหมู่บ้าน แห่มาซื้อถึงที่ ทำให้ในช่วงนี้ หาปลาแม่น้ำมาทำปลาส้มไม่ทัน ลูกค้าคนไหนที่ต้องการซื้อ ก็ต้องสั่งล่วงหน้าไว้ก่อน  ถึงจะได้กิน ปลาส้มสูตรโบราณนี้

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

กระหึ่มโซเชียล!คุณยายสายโหดจับงูมือเปล่าฟาดจนตาย ซ้ำกบกระเด็นออกปาก

Posted on August 3, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/304373

กระหึ่มโซเชียล!คุณยายสายโหดจับงูมือเปล่าฟาดจนตาย ซ้ำกบกระเด็นออกปาก

กระหึ่มโซเชียล!คุณยายสายโหดจับงูมือเปล่าฟาดจนตาย ซ้ำกบกระเด็นออกปาก

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 09.42 น.

21 พ.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายวานว่า ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อว่า “ก๊อตซิลล่าน้อย เก็บเห็ด”  ได้แชร์ภาพ และวิดีโอ เมื่อ 7 พ.ย.60 เวลา 12.12 น. ที่ผ่านมา จากเขตพื้นที่เทศบาลเมืองสุรินทร์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ระบุข้อความว่า “เหตุเกิดหน้าห้อง ผมเองครับ ได้ยินเสียงเหมื่อนมีใคร กำลังฟาดอะไรอยู่หน้าห้อง พอออกไปดู อื้อหืออออออ เจอยายกำลังฟาดงูอยู่ตัวอย่างใหญ่เลย ดีแล้วมันไม่เข้ามานอนด้วยตอนกลางคืน 555 ” ชาวเน็ตแห่แชร์กระหึ่ม ทำให้โลกโซเชียลมีเดีย พากับแห่กดไลท์ กดแชร์ และมียอดรับชม 2,061,567 ครั้ง

โดยภาพคลิปสั้น เป็นเหตุการณ์ เมื่อคุณยายท่านหนึ่ง กำลังจับหางงูฟาดลงกับพื้นหลายครั้ง จนตายคามือ แล้วยังมีกบ หรือคางคกที่งูกินเข้าไป กระเด็นหลุดออกมาจากปาก หลังจากคลิปวิดีโอถูกเผยแพร่ออกไป อย่างรวดเร็ว ทำให้มีผู้เข้าชมมากกว่า 2 ล้านคนในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น รวมถึงบรรดาชาวเน็ต โลกออนไลน์ ต่างเข้ามาแสดงความเห็นกันเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่แซว “คุณยายสายโหด ขนาดคนหนุ่มคนสาวยังไม่ใจเด็ดแบบนี้”

อย่างไรก็ตาม หากพบเจอสัตว์เลื้อยคลานที่คาดว่าจะมีพิษ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย ที่มีความชำนาญ เข้าช่วยเหลือเพื่อความปลอดภัย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ดร.ศุภชัยลุยผลักดันแนวคิดปั้นข้าวเหนียวพัฒนาอีสาน5ด้าน

Posted on August 3, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/304346

ดร.ศุภชัยลุยผลักดันแนวคิดปั้นข้าวเหนียวพัฒนาอีสาน5ด้าน

ดร.ศุภชัยลุยผลักดันแนวคิดปั้นข้าวเหนียวพัฒนาอีสาน5ด้าน

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

…เดินหน้าชูแนวคิดแนวทาง “ปั้นข้าวเหนียว” เพื่อพัฒนาพื้นที่ภาคอีสานต่อเนื่อง สำหรับ อดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ “ดร.ศุภชัย ศรีหล้า”ผู้แทนเมืองอุบลราชธานี ที่วันก่อนมีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับ“เกล็น ที. เดวีส์” (GLYN T. DAVIES)เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ระหว่างการพูดคุย ทูตสหรัฐได้ถามไถ่ความเห็นส่วนตัวของอดีตผู้แทนอีสานต่อการทำงานการเมือง เจ้าตัวก็ตอบไปว่า “…นอกจากหน้าที่หลักของการเป็นสส.แล้ว ก็อยากผลักดันแนวทาง“ปั้นข้าวเหนียว” ให้เป็นแนวทางการพัฒนาอีสาน ก่อนจะขยายความให้ทูตสหรัฐฟังว่า “ปั้นข้าวเหนียว” ด้วยมือด้วยนิ้วทั้ง 5 เป็นการพัฒนาอีสานใน 5 เรื่องสำคัญที่ต้องทำคือ “บริหารจัดการน้ำ-วัฒนธรรมอีสานกับการท่องเที่ยว-โลจิสติกส์อีสาน เกษตรกรอีสาน..สู่ Smart Esaan และพลิกฟื้นอีสานด้วยการศึกษา…”…ได้ยินแล้วก็เชื่อแล้วว่า จริงจังกับการผลักดันแนวทางนี้ให้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การพัฒนาภาคอีสานรอบด้าน หลังจากก่อนหน้านี้ ผู้แทนดร.เคยย้ำกับแฟนคลับมาตลอดว่า “ผมมั่นคงกับแนวทางปั้นข้าวเหนียวว่า ในอนาคตคงมีโอกาสได้นำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป…”…ก็ต้องติดตามตอนต่อไป พร้อมเอาใจช่วยผู้แทนดร.พลิกโฉมให้เป็นอีสาน ยุค 4.0 กันด้วยนะพ่อแม่พี่น้อง…nn

nn…เดินหน้าลงพื้นที่พบปะพ่อแม่พี่น้องต่อเนื่อง ไม่เฉพาะในภาคใต้เท่านั้น วันก่อนก็เห็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “อู๊ดด้า-จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียน “ผู้สูงอายุ” ต้นแบบ ของอบต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน ซึ่งเจ้าตัวได้โพสต์ถึงสถานการณ์ผู้สูงอายุปัจจุบันไว้น่าสนใจตรงที่ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมยกสถิติที่มีการประเมินคร่าวๆ ว่า อีกแค่ไม่กี่ปี ผู้สูงอายุก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นจากสัดส่วน 1 ใน 5 ของประชาชนกลายเป็น 1 ใน 4 …แปลว่าคนไทย4 คน จะกลายเป็นผู้สูงอายุ 1 คน เหตุผลเพราะ….คนไทยเกิดน้อยลง!!! และเพราะผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวขึ้น ก่อนจะร่ายยาวถึงความสำคัญในการดูแลพัฒนาผู้สูงอายุว่า เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศไทย…ที่หลายคนคงเริ่มรู้สึกเหมือนอู๊ดด้าว่ากำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ควรตั้งเป็นวาระสำคัญในอนาคตที่ต้องเตรียมรับมือ โดยดูแลคนกลุ่มนี้ให้มีประสิทธิภาพ…ก่อนแสดงวิสัยทัศน์ในฐานะอดีต รมว.สาธารณสุขเก่าอีกว่า ในการพัฒนาผู้สูงอายุนั้นมีสิ่งจำเป็น 3 ด้านคือ…การศึกษา-สุขภาพ อนามัย และการพัฒนาอาชีพ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้เป็นพลเมืองที่มีศักยภาพสำหรับประเทศต่อไป…เพราะจากนี้ไม่ใช่แค่เยาวชนเท่านั้น ที่เป็นอนาคตของชาติ แต่“ผู้สูงอายุ”ก็จะกลายมาเป็น“อนาคตของชาติ”อีกกลุ่มด้วย!!!…เรียกว่าเป็นการบ้านสำหรับรัฐบาลชุดหน้า คงต้องเพิ่มนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุให้ชัดเจน เตรียมพร้อมรับมือป้องกันไว้ จะได้ไม่กลายเป็นปัญหาก่อน เดี๋ยวจะแย่ เพราะแก้ไม่ทันนะคร้าบ…nn

…สุดท้ายกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรมฝากประชาสัมพันธ์มายังผู้สนใจ เพราะกรมจะเปิดประมูลขายทรัพย์สินทอดตลาดอีกระลอกวันพุธที่ 29 พฤศจิกายน เวลา 10.00 น.ซึ่งเป็นการขายทอดตลาดทรัพย์สิน หมายเลขคดีแดงที่ ผบ.4820/2557 ของสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 ประเภทอากาศยาน AIRBUS COMPANY 1, Round – point Maurice Bellonte,Blagnac – FRANCE A310 – 222 สัญชาติและเครื่องหมายทะเบียน HS – PCC หมายเลขชุดของอากาศยาน 419 จำนวน 1 ลำ นัดที่ 5 หลุมจอดเครื่องบินที่ 104 ท่าอากาศยานดอนเมือง…แต่สิ่งสำคัญที่กรมเป็นห่วง และต้องการประกาศย้ำให้ทราบคือ ผู้สนใจสู้ราคาหรือต้องการเข้าชมต้องนำสำเนาบัตรประชาชนพร้อมภาพถ่าย ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ที่สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 ในวันและเวลาราชการ ก่อนวันขายทอดตลาดแต่ละนัดอย่างน้อย 7 วัน ซึ่งผู้สนใจประมูลต้องวางหลักประกันเป็นเงินสดหรือแคชเชียร์สั่งจ่าย-หรือหนังสือค้ำประกันของธนาคารโดยไม่มีเงื่อนไข หรือผ่านระบบ EDC จำนวน 2,500,000 บาท……ใครสนใจเตรียมตัวให้พร้อม หากพลาดโอกาสต้องรอครั้งหน้า รอบที่ 6 วันที่ 20ธันวาคมโน่น นานอีกเกือบเดือนเชียวนา…

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ส่องสมรรถนะ‘รถตัดหญ้า’…กลั่นจากมันสมอง‘ลุงวิศวะ ป.4’

Posted on August 3, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/304340

ส่องสมรรถนะ‘รถตัดหญ้า’...กลั่นจากมันสมอง‘ลุงวิศวะ ป.4’

ส่องสมรรถนะ‘รถตัดหญ้า’…กลั่นจากมันสมอง‘ลุงวิศวะ ป.4’

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 20.36 น.

“นวัตกรรม” สำคัญของโลก หลายๆชิ้นเกิดขึ้นจากการประดิษฐ์คิดค้นหยิบสิ่งของรอบๆตัวมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายนวัตกรรมกลายมาเป็นรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้น และหลายๆนวัตกรรมเช่นกันที่ผู้รังสรรค์งาน “ชิ้นเอก” อาจไม่ได้มี “ดีกรี” ทางการศึกษาอะไรมากมาย ดังเช่น…

“รถตัดหญ้า”!!!

อันเกิดจาก “มันสมอง” และ “สองมือ” ของ “ลุงประภา ผ่องบำรุงวงศ์” วิศวกรเครื่องยนต์ ป.4 แห่งเมืองพิษณุโลก…

ที่อู่นำเงิน หมู่ 3 ซอย 1 ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก “ลุงประภา ผ่องบำรุงวงศ์” อายุ 67 ปี กำลังเช็คสมรรถภาพของ “เครื่องประดิษฐ์” ชิ้นใหม่อยู่ ในช่วงที่ผู้สื่อข่าวเดินทางไปถึง เพื่อขอเยี่ยมชมสิง่ปรดิษฐ์ชิ้นใหม่นี้

“ลุงประภา” เล่าว่า ตนเป็นชาวพิษณุโลกโดยกำเนิด ช่วงอายุประมาณ 22 ปี ได้เข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ และได้ไปเป็น “เด็กอู่ซ่อมรถ” เพื่อหาประสบการณ์ที่ชอบไปเรื่อยๆ เป็น “ช่างกลึงโรงงาน”

จนกระทั่งมีการเปิดคอร์สสอนอบรมเรื่องการ “ซ่อมสร้าง” เครื่องยนต์ที่ จ.นครปฐม จึงสมัครไปเข้ารับการอบรมในระยะเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นก็ได้ไปเป็นเด็กอู่ซ่อมรถอีกหลายแห่ง จนกระทั่งได้กลับมาบ้านเกิดที่พิษณุโลก

ที่บ้านเกิด…“ลุงประภา” บอกว่า ตนได้กลับมาเปิดอู่รับซ่อมรถในหมู่บ้านเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน ใช้ชื่อว่า “อู่นำเงิน” ที่ผ่านมาด้วยความเป็นคนชอบคิดค้น จึงได้คิดค้น “เครื่องตัดหญ้า” มาแล้วหลายรูปแบบ ทั้งแบบเดินตาม แบบสะพาย แบบพ่วงลาก และมีคนว่าจ้างให้ผลิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสมรรถนะยังไม่สมบูรณ์มากนัก มี “ข้อเสีย” เยอะ

จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2559 ตนได้พยายาม “ดัดแปลง” นำรถตัดหญ้าแบบเดิมๆทั้งหมดมาทำใหม่ เป้าหมาย คือ จะต้องเป็นรถตัดหญ้าที่ดีที่สุดในประเทศไทย!!!

หลังจากนั้น “ลุงประภา” จึงเริ่มตัดโน่น ต่อนี่ เพิ่มตรงนี้ แก้ตรงนั้น จนประสบความสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้

“ลุงประภา” บอกว่า รถตัดหญ้าคันนี้เป็นระบบ “นั่งขับ” มีโช้คอัพ นั่งนิ่มสบายเมื่อตกหลุมตกร่อง มีช่องใส่ “ร่มกันแดด-ฝน” อนาคตจะพัฒนาไปเป็นระบบ “ติดแอร์” ด้วย

รถตัดหญ้าคันนี้ยังสามารถขับเคลื่อนได้คล่องตัวด้วยระบบเกียร์ มีน้ำหนักเบามาก เลี้ยวซ้าย-ขวา-ถอยหลังได้ 2 ระบบ คือ “พวงมาลัย” และ “เท้ากด” โดยจะ “สตาร์ทมือ” แบบหมุนเพื่อลดต้นทุน โครงสร้างทำด้วยเหล็กอย่างดีทั้งคัน เครื่องเป็นระบบสูบเดียว สามารถเซฟน้ำมัน 1 ไร่ ไม่เกิน 2 ลิตร หรือ 1 ไร่ ประมาณ 50 กว่าบาท

“ระบบใบมีดตัดหญ้า” ทำจากแหนบรถยนต์ที่แข็งมาก สึกกร่อนยาก จำนวนใบล่าง 3 ใบ ใบย่อยหญ้าแบบตั้งตรงอีก 2 ใบ ใช้ระบบ “สายพาน” เป็นตัวฉุด และยังเป็นระบบ “ไฮโดรลิค” ยกชุดใบตัดหญ้าขึ้นลงได้ตามความต้องการ พร้อมกันชนเหล็กอย่างดีด้านหน้า

“ลุยตัดหญ้า” ได้ทั้งหญ้าเรียบๆ แบบสนามกลอฟ์ แบบหญ้าต่ำรก หญ้าสูงโปร่ง หรือป่าหญ้าสูงรกทึบ 3-4 เมตรได้สบายๆ

ที่สำคัญ…การตัดหญ้า มีระบบการ “เซฟคนขับ” ไม่ให้ถูกเศษกิ่งไม้ หรือหินกระเด็นใส่ ด้วยกระบังเหล็กอย่างหนา ที่ “พิเศษ” คือ หากเป็นรถตัดหญ้าทั่วไปก็จะตัดกองสุมๆไว้ เสียเวลาขนทิ้ง แต่คันนี้สามารถ “ย่อยหญ้า” จนละเอียดแล้วป่น ทิ้งไว้ให้กลายเป็น “ปุ๋ยพืชสด” ในดินได้อีกด้วย เหมาะสำหรับในสวน ในไร่ ที่เคยใช้แต่เครื่องตัดหญ้าแบบสายสะพาย หรือรถดัน ที่เจอหญ้ารกทึบก็สู้ไม่ไหว เจอสัตว์ร้ายอย่างงู ตะขาบ หรือหิน แก้ว ขวด ฯลฯ ก็ไม่ไหว บางครั้งใบมีดก็หัก คนตัดก็บาดเจ็บจากใบมีด หรือเศษแก้ว เศษหิน ไม่ปลอดภัยเลย

แต่รถตัดหญ้าที่คิดค้นใหม่นี้คันนี้สู้ไหว ปลอดภัย สามารถตัดได้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ราบ ที่สูงชัน สามารถไต่ไปตัดได้แบบสบายๆ

“ลุงประภา” เล่าต่อว่า ราคาต้นทุนอยู่ที่ประมาณ  9 หมื่นบาทเศษ ถ้าจะขายก็ประมาณ 1.5 แสนบาท ซึ่งถือว่าเป็น “ของดีมาก…แต่ราคาถูก” จริงๆ ก่อนหน้านี้มีคนติดต่อมาขอซื้อลิขสิทธิ์ในราคา 3 ล้านบาท แต่ขณะนั้นยังทำไม่สำเร็จ 100% จึงไม่ได้ตอบรับอะไรไป แต่ตอนนี้สำเร็จครบถ้วนแล้วและมั่นใจว่า…

นี่เป็น “รถตัดหญ้า” เอนกประสงค์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย

ท่านใดสนใจก็สามารถสอบถามคุณลุงประภา “วิศวกรเครื่องยนต์ ป.4” ได้ที่โทร.083-622-7985

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แจก‘ซิมฟรี’ช่วยคนจน หวังดี..แต่ถูกวิธีจริงหรือ?

Posted on August 3, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/304252

แจก‘ซิมฟรี’ช่วยคนจน หวังดี..แต่ถูกวิธีจริงหรือ?

แจก‘ซิมฟรี’ช่วยคนจน หวังดี..แต่ถูกวิธีจริงหรือ?

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 15.44 น.

คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่านี่คือ “เมกะโปรเจกท์”ชิ้นหนึ่งของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นทั้งหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี กับยุทธศาสตร์ “ช่วยคนจน” ดังที่เริ่มไปแล้วอย่างแรกกับ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ซึ่งแจกให้กับประชาชนที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยราว 11 ล้านคน ตั้งแต่เมื่อ 17 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลจะทำการ “เติมเงิน” สำหรับนำไปใช้ซื้อสินค้าและบริการกับร้านค้าหรือหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค ณ ร้านธงฟ้า หรือเป็นค่าโดยสารรถไฟชั้น 3- รถเมล์ร้อน เป็นต้น

ล่าสุดยังมี “ไอเดียกระฉูด” จากรัฐบาลออกมาเป็นระลอกสอง โดย อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อ 14 พ.ย. 2560 ว่าจะมีการแจก “ซิมฟรี” ให้กับผู้มีรายได้น้อย สำหรับนำไป “ใช้งานอินเตอร์เนต” เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ การประกอบอาชีพต่างๆ ทั้งที่เป็นข้อมูลทั่วไป และข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพรัฐจัดเตรียมไว้ให้ เพราะหากผู้มีรายได้น้อยมีช่องทาง มีความรู้เพิ่มขึ้น สามารถประกอบอาชีพ พัฒนาฝีมือแรงงานได้

ซึ่งนายอภิศักดิ์ ระบุว่า สำหรับแนวคิดดังกล่าวจะมอบหมายให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักดำเนินการ ด้วยสาเหตุ 2 ประการ คือ 1.ปัจจุบันทีโอทีมีเครือข่ายอินเตอร์เนตแต่ไม่มีลูกค้า ดังนั้น รัฐบาลจะไปเหมาซิมอินเตอร์เนตมาให้กับผู้มีรายได้น้อย พร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรายเดือนให้2.ทีโอทีถือเป็นองค์กรในกำกับของรัฐอยู่แล้ว จึงมีความเหมาะสมกว่าการให้ผู้ประกอบการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เนตที่เป็นภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ ที่อาจจะถูกมองว่าเข้าข่ายเอื้อผลประโยชน์ได้

“ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ แต่อยากให้คิดถึงสิ่งที่จะได้กลับมามากกว่า เพราะการให้อาชีพ การให้คนจนเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่จะนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิต แม้จะปลูกพืชหากเจอโรคแมลงจะกำจัดอย่างไรก็สามารถหาความรู้จากอินเตอร์เนตได้ สิ่งที่ได้อาจจะมากกว่าที่ให้ไป ซึ่งซิมนี้อาจจะจำกัดให้ดูแต่ข้อมูลความรู้ นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ไม่ได้” นายอภิศักดิ์ กล่าว

มุมมองจากนักวิชาการ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับผู้สื่อข่าว “แนวหน้าออนไลน์” ว่าตนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะในยุคปัจจุบันนอกจากปัจจัย 4 พื้นฐานอย่างอาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่มแล้ว “การติดต่อสื่อสาร” ก็มีความจำเป็นเช่นกัน ดังนั้นการที่ยังมีผู้ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เนตได้ ก็ถือว่าสังคมยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่ประการหนึ่ง

“ในทางทฤษฎีมันมีคำกล่าวที่ว่า ผู้เข้าถึงอินเตอร์เนตได้จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากกว่าชาวบ้านเขา สามารถรับรู้อะไรต่างๆ ได้ดีกว่า ในอนาคตภาครัฐจะทำโครงการอะไรก็สามารถสื่อสารกับคนจนตรงนี้ได้ด้วย ผมถือว่าดี เพราะโลกเดี๋ยวนี้มันหมุนเร็ว แต่มันมีคนที่อยู่ข้างบนที่มันเข้าถึงได้ดีกว่า” ดร.นณริฏ กล่าว

ส่วนกรณีที่มีข้อกังวลว่าคนรายได้น้อยจำนวนมากไม่มีโทรศัพท์มือถือแบบ “สมาร์ทโฟน” (Smart Phone) ที่สามารถใช้งานอินเตอร์เนตได้ อาจทำให้รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณซื้อมือถือสมาร์ทโฟนแจกคนรายได้น้อยหรือไม่นั้น ดร.นณริฏ มองว่า “รัฐบาลควรลงทุน..แต่ก็ต้องดูถึงความเหมาะสมด้วย” เช่น คนที่มีอยู่แล้วก็ไม่สมควรได้เพิ่ม รวมถึงรุ่นของสมาร์ทโฟนที่จะแจกก็ไม่ควรแพงเกินความจำเป็น

“คงต้องดูรุ่นที่เหมาะสม คิดว่าควรจะไปดูตัวอย่างที่แอฟริกาหรืออินเดีย ที่ในอนาคตธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ เขาทำผ่านมือถือที่ไม่แพง ผมมองว่าควรจะซื้อให้ แต่ไม่ใช่ซื้อ iPhoneX ก็คงต้องมาดูกันว่าจะซื้ออะไร ลองไปดูประเทศกำลังพัฒนา ที่เขาพัฒนาพวก Financial Literacy (วิชาว่าด้วยทักษะการบริหารจัดการเงิน) ครับ” นักวิชาการจาก TDRI กล่าวย้ำ

ทว่าอีกมุมหนึ่ง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กลับมองว่า แม้ความพยายามที่จะให้ประชาชนเข้าถึงอินเตอร์เนตถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่วิธีการก็ต้องเหมาะสมด้วย หาไม่แล้วก็จะเป็นการลงทุนที่ได้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย สูญเสียงบประมาณไปอย่างเปล่าประโยชน์ ซึ่งโดยส่วนตัวตนมองว่าควรพัฒนาศูนย์อินเตอร์เนตประจำชุมชน ต่อเนื่องจากโครงการอินเตอร์เนตประชารัฐจะดีกว่า

“อย่าลืมว่านี่มันเป็นวิธีเข้าหาความรู้แบบใหม่ ถ้าไม่มีผู้ชี้นำในลักษณะที่เป็นศูนย์รวมศูนย์กลาง ก็จะไปกันแบบสะเปะสะปะ อย่างในชุมชนของบางประเทศ เขาเน้นเรื่องการดูสภาพอากาศ มีเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับโอกาสที่ฝนจะตก ไม่ใช่เรดาร์ทั้งประเทศแต่เป็นระดับท้องถิ่น ทำให้สามารถพยากรณ์ได้ว่าจะมีฝนลงหรือมีลมพัดอย่างแม่นยำสำหรับท้องถิ่นนั้นมากขึ้น ชาวบ้านเขาจะได้วางแผนในการหว่านปุ๋ยหรือใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อให้ได้ผลผลิตอย่างคุ้มค่า หลายประเทศเขาทำแบบนี้ ใช้ศูนย์ความรู้ติดตามสภาพอากาศ ติดตามราคาพืชผล” นายธีระชัย กล่าว

อดีต รมว. คลัง ยังกล่าวอีกว่า ศูนย์ชุมชนในลักษณะนี้จะนำไปสู่การวางแผนเพาะปลูกล่วงหน้าของคนในชุมชน แต่ศูนย์ชุมชนอย่างเดียวที่ไม่มีคนทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงก็ยังไม่เพียงพอ ตนเสนอว่าควรเพิ่มบทบาทของสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยอาชีวะต่างๆ เข้าไปให้ความรู้กับชุมชนถึงวิธีการค้นหาและใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม

รวมถึงสร้างนิสัยในการแสวงหาความรู้ ถกเถียงถกแถลง และนำความรู้ไปใช้ในชุมชนอย่างเคยชิน ให้ประชาชนในชุมชนมีความเข้มแข็งเสียก่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยมาคิดกันต่อว่า เมื่อต้องออกไปทำมาหากินภายนอกชุมชน ตามหัวไร่ปลายนา จะทำอย่างไรให้เขาติดต่อกลับมาได้ และยังได้ข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเป็น “ขั้นต่อไป” เป็นเรื่องของอนาคตหลังจากมีพื้นฐานแน่นแล้ว

“ถ้าชุมชนมีลักษณะแบบนี้ การใช้ก็จะคืบหน้าไปเยอะแล้ว อย่างเวลามีสินค้าออกมาแล้วจะไปขายที่ไหน ก็อาจจับมือกับไปรษณีย์ไทย ที่เขาก็มีโปรแกรม ชุมชนจะเอาสินค้าไปขายที่ไหนได้บ้าง จะตกแต่งหีบห่อให้มีมูลค่าอย่างไร คือให้การใช้ข้อมูลมันเป็นแบบลึกใช้ประโยชน์แบบซับซ้อนได้ ไม่ใช่มือถือติดตัวที่ไปอีก Step แล้ว ก็ต้องถามว่าจำเป็นหรือเปล่าเมื่อชุมชนมีข้อมูลครบถ้วน มีคนมาช่วยอยู่แล้ว ถ้าเขาชำนาญแล้ว Step ที่จะไปมือถือค่อยว่ากันอีกที” อดีต รมว.คลัง ฝากทิ้งท้าย

สำหรับแนวคิดแจกซิมฟรีให้ผู้มีรายได้น้อยโดยกระทรวงการคลัง เบื้องต้นมีรายงานว่า อาจจะมีการเสนอพร้อมมาตรการแพ็กเกจช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้ฝึกอาชีพให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือน ธ.ค. 2560 ซึ่งก็ต้องขอฝาก “ข้อควรระวัง” คืออย่าให้ซ้ำรอย “แจกแท็บเลตเด็ก ป.1” ของบางรัฐบาล เพราะครั้งนั้นใช้งบประมาณไปนับพันล้านบาท แลกกับแท็บเลตคุณภาพต่ำ แถมบางพื้นที่อินเตอร์เนตก็ยังเข้าไม่ถึง

เข้าทำนอง “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” แท้ๆ!!!

Smart Phone เครื่องแรกของโลกคือ “IBM Simon Personal Communicator” วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อ 16 ส.ค. 2537 ในราคาเครื่องละ 899 เหรียญสหรัฐ ด้วยขนาดกว้าง 2.5 นิ้ว ยาว 8 นิ้ว หนา 1.5 นิ้ว หนักราว 500 กรัม โดยนอกจากจะใช้โทร.เข้า-ออกแล้ว ยังสามารถรับ-ส่ง Fax และ E-Mail อีกทั้งยังมีสมุดบันทึก ปฏิทิน ตารางการนัดหมาย เครื่องคิดเลข นาฬิกา รองรับการเขียนด้วยปากกา Stylus และมีสายเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ทว่าจำหน่ายได้เพียง 5 หมื่นเครื่องเท่านั้น เนื่องด้วยสมัยนั้นยังไม่มีการให้บริการอินเตอร์เนตบนโทรศัพท์มือถือ

Smart Phone เครื่องแรกของโลกคือ “IBM Simon Personal Communicator” วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อ 16 ส.ค. 2537 ในราคาเครื่องละ 899 เหรียญสหรัฐ ด้วยขนาดกว้าง 2.5 นิ้ว ยาว 8 นิ้ว หนา 1.5 นิ้ว หนักราว 500 กรัม โดยนอกจากจะใช้โทร.เข้า-ออกแล้ว ยังสามารถรับ-ส่ง Fax และ E-Mail อีกทั้งยังมีสมุดบันทึก ปฏิทิน ตารางการนัดหมาย เครื่องคิดเลข นาฬิกา รองรับการเขียนด้วยปากกา Stylus และมีสายเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ทว่าจำหน่ายได้เพียง 5 หมื่นเครื่องเท่านั้น เนื่องด้วยสมัยนั้นยังไม่มีการให้บริการอินเตอร์เนตบนโทรศัพท์มือถือ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชาวบุรีรัมย์ทำว่าวขายริมทาง อาชีพเสริมช่วงหน้าหนาวรับเงินเดือนละหมื่น

Posted on August 3, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/304180

ชาวบุรีรัมย์ทำว่าวขายริมทาง อาชีพเสริมช่วงหน้าหนาวรับเงินเดือนละหมื่น

ชาวบุรีรัมย์ทำว่าวขายริมทาง อาชีพเสริมช่วงหน้าหนาวรับเงินเดือนละหมื่น

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 11.00 น.

20 พ.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชาวบ้านบ้านแก และบ้านน้อยโนนรัง ต.หนองแวง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ จ.บุรีรัมย์ เกือบทั้งหมู่บ้าน ได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประดิษฐ์ว่าวออกวางขายตามริมทางถนนสายหลักที่ตัดผ่านหมู่บ้าน เป็นอาชีพเสริมในช่วงหน้าหนาว และควบคู่ไปกับการทำนา โดยจะจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ให้พ่อค้าแม่ค้าทั้งในและต่างจังหวัด รวมทั้งผู้ที่ขับขี่รถสัญจรผ่านไปมาได้แวะซื้อ สามารถสร้างรายได้เสริมเข้าครัวเรือนได้ถึงเดือนละกว่า 15,000 บาท

ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม ของทุกปี แต่ก็สามารถสร้างรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว และลดการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกพื้นที่ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ในปีนี้คาดว่าสภาพอากาศจะหนาวนานไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะส่งผลให้ชาวบ้านที่ทำว่าวขายมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

ด้าน ชาวบ้านบ้านแก ต.หนองแวง รายหนึ่ง กล่าวว่า ว่าวที่ทำออกมาวางจำหน่าย จะมีตั้งแต่ราคาตัวละ 35-1,500

สำหรับวัสดุที่นำมาประดิษฐ์ว่าว ก็จะหาได้ง่ายจากท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ ผ้า กระดาษ กาว และเชือก  ซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายและมีราคาถูก ส่วนว่าวที่ประดิษฐ์ออกจำหน่ายจะมีหลายชนิด เช่น ว่าวแอกพัฒนา ว่าวจุฬา และว่าวประดิษฐ์ชนิดต่างๆ ที่นิยมเล่นกันทั้งในและต่างประเทศ ก็จะทำมาวางขายด้วยเช่นกัน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ดอกปีบ’ขาวสะพรั่งรับลมหนาว พันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจ.พิษณุโลก

Posted on August 3, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/304177

'ดอกปีบ'ขาวสะพรั่งรับลมหนาว พันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจ.พิษณุโลก

‘ดอกปีบ’ขาวสะพรั่งรับลมหนาว พันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจ.พิษณุโลก

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 10.46 น.

20 พ.ย.60 บริเวณสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติฯ อ.เมืองพิษณุโลก ระยะนี้ถ้าใครไปเดินวิ่งออกกำลังกายยามเช้า มักจะพบเห็นดอกปีบที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งหลายต้น ดอกปีบสีขาว ได้ร่วงจากต้นอยู่เต็มพื้นและสนามหญ้า ส่งกลิ่นหอมและ แลดูสวยงามมาก ขณะนี้ที่ จ.พิษณุโลก ช่วงเช้าเริ่มสัมผัสกับอากาศเย็นและลมหนาวจากเหนือ กำลังย่างเข้าสู่ฤดูกาลหน้าหนาวเต็มตัว

ต้นปีบ เป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดพิษณุโลก เป็นพันธุ์ไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้พระราชทานให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดของแต่ละจังหวัด เพื่อให้นำไปปลูกเป็นสิริมงคลแก่จังหวัดและเพื่อเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

นอกจากนี้ดอกปีบ ได้นำมาเป็นสัญลักษณ์ในการผลิตผ้าไทยของกลุ่มผลิตผ้าพื้นเมืองใน จ.พิษณุโลกหลายชุมชนอีกด้วย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

กระจายอำนาจ50เขต ทางออกวิกฤติเมืองกรุง?

Posted on August 3, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/304091

กระจายอำนาจ50เขต ทางออกวิกฤติเมืองกรุง?

กระจายอำนาจ50เขต ทางออกวิกฤติเมืองกรุง?

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัด วัง งามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย” คำขวัญประจำ กรุงเทพมหานคร (กทม.)เมืองที่เกิดขึ้นจากการควบรวม “จังหวัดพระนคร” กับ “จังหวัดธนบุรี” เข้าด้วยกันในปี 2515 ทว่าในความเป็นจริง ราวกับทุกอย่างจะเป็นตรงข้าม เพราะมองไปทางไหนก็เจอแต่สารพัดปัญหา ทั้งเรื่องของการจราจรที่เลวร้ายเข้าขั้น “ท็อปไฟว์” 1 ใน 5 ของโลกทุกปี แถมบางปียัง “ครองแชมป์” อีกต่างหาก

หรือความแออัดของประชากร ที่เคยมีข้อมูลระบุว่า กทม. มีประชากรในทะเบียนบ้านราว 5 ล้านคน แต่มี “ประชากรแฝง” อีกกว่าเท่าตัว ทำให้ใน กทม. มีคนอยู่รวมกันมากกว่า 10 ล้านคนจากคนไทยทั้งหมด 66 ล้านคน เหล่านี้นำมาซึ่ง “ความเครียด” เพราะชีวิตประจำวันต้อง “แก่งแย่งชิงดี” กันตลอดเวลา อาทิ การใช้พื้นที่บนท้องถนนที่พบการทำผิดกฎจราจรด้วยสาเหตุแห่ง “ความเร่งรีบ” ต้องการไปให้ถึงให้ทันเวลาท่ามกลางปริมาณรถคับคั่ง

สืบเนื่องจากในปี 2504 ที่ประเทศไทยนั้นมี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 อันเป็น “หมุดแรก” ของการเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไทย“จากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม” ดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศให้ละทิ้งเรือกสวนไร่นา อพยพเข้ามาหางานทำตามโรงงานที่ขณะนั้นส่วนมากตั้งอยู่ใน กทม. และจังหวัดปริมณฑล จากวันนั้นถึงวันนี้ 56 ปีผ่านไป อะไรๆ ก็ยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าใดนัก กรุงเทพฯ ยังคงเป็น “เมืองโตเดี่ยว” และเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการมาเรียนต่อหรือทำงาน เนื่องด้วยมีความพร้อมในทุกด้านมากกว่าอีก
76 จังหวัดที่เหลือ

ที่งานเสวนา เปิดตัวหนังสือ “เมือง กิน คน” ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายในงานนี้เริ่มต้นด้วยการปาฐกถาของ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่ง ดร.เอนก ระบุว่า วันนี้ต้องสนใจคำว่า“นคราภิวัฒน์” ที่หมายถึงกระบวนการที่เกิดจากพัฒนาอุตสาหกรรมตามเมืองต่างๆ รวมถึงการท่องเที่ยว และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของท้องถิ่น แต่เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องเข้าใจเรื่องเมืองและการพัฒนาเมือง

“ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยนับว่ามีความใหญ่โตเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะเมืองที่ถูกยกขึ้นเป็นเมืองระดับโลก เช่น กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต พัทยา และเชียงใหม่ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือนเป็นจำนวนมาก แต่การบริหารเมืองของไทยไม่ได้ถูกวางแผนให้เป็นระบบอย่างที่ควร หลายเมืองมีความตั้งใจให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมกลับกลายเป็นเมืองท่องเที่ยว จึงต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ตามความเป็นจริงเสียมากกว่า” ดร.เอนก กล่าว

ซึ่งเรื่องของการบริหารเมืองนั้น ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่สุดคือ “เมืองเป็นที่อยู่ของคน” ซึ่งทุกเรื่องเกี่ยวพันกันไปหมด ประโยชน์ของบุคคลหนึ่งก็ไปกระทบกระเทือนคนอื่นด้วย เช่น ปัญหาน้ำท่วมส่วนใหญ่เป็นผลของความใช้ไม่ได้ของระบบผังเมือง ประชากรส่วนใหญ่ต้องการพื้นที่เรียบๆ ก็มีการถมที่ กลัวน้ำจะท่วมก็ถมให้สูงขึ้นไปอีก

“เชียงใหม่มีการขยายบ้านและเขตราชการรอบดอยสุเทพ ทำให้ร่องน้ำและลำห้วยกว่า 70 กว่าลำห้วยถูกปิดด้วยเหตุผลนานัปการ พอฝนตกลงมาเป็นจำนวนมาก น้ำฝนก็ไหลสู่ที่ต่ำที่สุด ก็เลยกลายเป็นคลองระบายน้ำขนาดใหญ่บนถนนสุเทพและหลายๆ จุด” ศ.ดร.ธเนศวร์ ระบุ

ขณะที่ ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงชื่อของงานและชื่อหนังสือ “เมือง กิน คน” ว่า เริ่มจากเรื่องสุขภาวะเมือง เวลาพูดถึงเมืองที่มีสุขภาวะแล้วคุณพูดถึงใคร ซึ่งตนพยายามอธิบายว่า เมือง กิน คนเป็นชื่อที่เรียงกันสามคำ คือคำว่า เมือง กิน คน สิ่งสำคัญเวลาเรียนรู้เรื่องเมืองคือการกินชีวิตกันในเมือง คำนี้พัฒนาจากทฤษฎีฝ่ายซ้ายว่าด้วยวิภาษวิธี (dialectic) มนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นและมีชีวิตที่ดีได้ด้วยการกินชีวิตคนอื่น แล้วการกินในพื้นที่หนึ่งๆ มันมีรูปแบบอย่างไร

“เรานั่งในห้องแอร์เย็นๆ แล้วเราเห็นใจคนที่ร้อนไหม? เราอยากได้เมืองที่สวยแล้วเราต้องขับไล่คนจำนวนหนึ่งออกจากเมืองไหม? ทำอย่างไรเราจะออกแบบเมืองที่เราอยู่ด้วยกันได้?” อาจารย์พิชญ์ เปิดประเด็นชวนคิด

ย้อนกลับมาที่ กทม. แบบเจาะจง อาจารย์พิชญ์ มองว่า สิ่งเดียวที่ กทม. “ก้าวหน้า” กว่าจังหวัดอื่นๆ คือการได้ “เลือกตั้งผู้ว่าราชการ” เท่านั้น แต่องค์ประกอบอื่นๆ นั้น “ล้าหลัง” โดยเฉพาะการทำงานในระดับ “เขต” ที่ทั้ง 50 เขตไม่มีภาระความรับผิดชอบกับประชาชน “ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ กทม. คือเขต ถ้าไม่รื้อระบบเขตก็ไม่สามารถพัฒนา กทม. และประชาธิปไตยของประเทศได้” เช่น ปัญหาน้ำท่วมซึ่งไม่มีใครรู้ว่าผู้ว่าการเขตเป็นใคร ชื่ออะไร จุดนี้หากเปรียบเทียบกับ“เทศบาล” ของจังหวัดอื่นๆ จะพบว่าเทศบาลนั้นทำงานกับประชาชนมากกว่า

สอดคล้องกับ ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC) ที่ยกตัวอย่าง กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งแม้จะมีเนื้อที่เล็กกว่า กทม. ถึง 15 เท่า แต่แบ่งย่อยเป็นเขตการปกครอง มีการเลือกตั้งสองระดับทั้งนายกเทศมนตรีปารีสและเลือกตั้งผู้บริหารระดับเขต หรือจะเป็น กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ในช่วงทศวรรษ 1980’s (ราวปี 2523-2532) เมื่อเห็นว่าเมืองมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะรวมศูนย์การปกครองได้ จึงแบ่งออกเป็นเขตปกครองย่อยๆ ขณะที่ กทม. นั้นทั้ง 50 เขต ต้องรอฟังคำสั่งผู้ว่าฯ กทม. เพียงคนเดียว

ดร.นิรมล ยกตัวอย่างโครงการ “ยานนาวา ริเวอร์ฟรอนท์” บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS ตากสิน ความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดที่ “รถ-ราง-เรือ เชื่อมต่อกัน” อีกทั้งยังมีทั้งโรงเรียน โรงแรม และชุมชนแออัดที่สุดแห่งหนึ่งของ กทม. เป็นพื้นที่แปลงใหญ่ที่เจ้าของจำนวนร้อยละ 85 เป็นศาสนสถาน หน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่เป็นพื้นที่กลางเมืองและเป็นพื้นที่ริมน้ำ แต่ก็ไม่มีพื้นที่ทางกายภาพให้คนมาคุยกัน

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการดึงทุกภาคส่วนในพื้นที่มาหารือร่วมกัน จนได้ข้อสรุปในปี 2556 ว่าจะพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน จากนั้นได้มีการพูดคุยกันระหว่างเจ้าของที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการออกแบบพื้นที่ 1 กิโลเมตร ให้สอดคล้องกับเจ้าของที่ดินแต่ละรายจนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในปี 2558 แต่แล้วโครงการก็ต้อง “เป็นหมัน” พับเก็บกลับไป เพราะ “องค์กรใหญ่ที่สุดอย่าง กทม. รับนโยบายจากรัฐบาลเพื่อสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา 14 กิโลเมตร” และให้ความสำคัญกับโครงการนั้น มากกว่าโครงการยานนาวา ริเวอร์ฟรอนท์ ที่ชุมชนท้องถิ่นมีฉันทามติร่วมกัน

“ช่วงหนึ่งปารีสทำการสำรวจพบว่าด้านตะวันตกมีการเคหะเพื่อสังคม (Social Housing) ต่ำกว่ากฎหมายกำหนด เพราะเป็นพื้นที่คนรวย ทางเมืองปารีสจึงมีนโยบายที่จะไปแทรกแซงเขต 16 ในปารีส ปรากฏว่าคนประท้วงกันจนเป็นข่าวใหญ่โต เพราะคนรวยไม่อยากให้คนจนมาอยู่ในเขตของตน นายกเทศมนตรีเขต 16 ให้สัมภาษณ์ว่าเขตจะฟ้องเมืองกลับโทษฐานจัดนโยบายขัดกับคนในพื้นที่ วิธีคิดแบบนี้มันไม่มีในสมการของคนในกรุงเทพหรือแม้แต่เมืองไหนก็ตาม” ดร.นิรมล ยกตัวอย่างบริบทชุมชนที่หลากหลาย แม้จะเป็นภายในเมืองเดียวกัน

ปัจจุบันแนวคิดการพัฒนาของโลกมุ่งไปในทาง “เสื้อสั่งตัด” (Customized) มากกว่า “เสื้อเหมาโหล” (One Size Fits All) เพราะแต่ละพื้นที่แต่ละท้องถิ่นมีบริบท มีปัญหามีความต้องการแตกต่างกัน แม้กระทั่งเมืองที่เจริญที่สุดในประเทศอย่าง กทม. ก็มีทั้งเขตเมืองเก่า เขตอาคารสูงหนาแน่น ไปจนถึงเขตรอบนอกที่ยังมีพื้นที่เป็นป่าเป็นทุ่ง ทว่าโครงสร้างการบริหาร กทม. ยังเป็นแบบรวมศูนย์อำนาจทั้ง 50 เขต ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไหนๆ ก็มีสัญญาณแล้วว่า “การเลือกตั้งท้องถิ่น” รวมถึง กทม. น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ โครงสร้างดังกล่าวที่ใช้มานาน

ถึงเวลาต้อง “เปลี่ยน” แล้วหรือไม่?

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

“บิ๊กอ้วน” ฟิตนำทีมลุยภูเก็ตปักป้ายทวงคืนที่ดินหาดเลพัง-ลายัน

Posted on August 3, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/304115

“บิ๊กอ้วน” ฟิตนำทีมลุยภูเก็ตปักป้ายทวงคืนที่ดินหาดเลพัง-ลายัน

“บิ๊กอ้วน” ฟิตนำทีมลุยภูเก็ตปักป้ายทวงคืนที่ดินหาดเลพัง-ลายัน

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

nn…เก็บตกกันหน่อย ในกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรศึกษาดูงาน แหล่งผลิตปิโตรเลียมวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ที่จัดโดย กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา..งานนี้แฮปปี้ ฟินๆกันไป เพราะนอกจากสื่อมวลชนจะได้ข่าวกันแล้ว ยังได้สัมผัสอากาศเย็นๆบนเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ สถานที่ที่รู้จักกันในนาม สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย ไปพร้อมๆ กัน ใครได้ไปสัมผัส เป็นต้องติดใจ อยากไปๆๆ อีก ไปสูดโอโซน
กันให้ชุ่มปอด ก่อนกลับเมืองกรุงสูดอากาศไม่บริสุทธิ์กันต่อ 5555….แต่งานนี้ปรากฏว่า..นักข่าวแอบเห็นมุมน่ารักๆของ “วีระศักดิ์
พึ่งรัศมี” อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในขณะที่กำลังรับประทานอาหารค่ำ พร้อมพูดคุยข่าวกับนักข่าวแบบชิลๆ เป็นกันเอง… เรื่องที่พูดคุยก็มีทั้งเรื่องหนักๆและเรื่องเบาๆ สมอง หลากหลายจริงๆ…ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งผลิตปิโตรเลียมที่ลงพื้นที่ เพื่อดูศักยภาพ และการเตรียมการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่ง เอราวัณ และ บงกช และแน่นอนว่า ประเด็นเหล่านี้ นักข่าวที่ตามข่าวมาก็ต้องหูผึ่งอยู่แล้วว่า “อธิบดีฯวีระศักดิ์” จะหลุดอะไรมาให้เป็นอาหารอันโอชะของนักข่าวหรือไม่ เตรียมซุบซิบๆกันแล้วว่า ประเด็นนี้ ประเด็นนั้นจะออกข่าววันไหนอย่างไร…แต่ในขณะที่กำลังตกลงกันอยู่นั้นปรากฏว่า“อธิบดีฯวีระศักดิ์”คงจะได้ยิน เลยขอร่วมวง“ตกลงกัน”ของกลุ่มนักข่าวด้วย พร้อมเสนอไอเดียว่า “ได้ๆจะออกวันไหนก็ได้”5555….เล่นเอาเหล่าบรรดากระจิบกระจอกข่าวต่างแอบยิ้มในความน่ารักของทั่นอธิบดีฯแบบนี้เขาเรียกว่า“ร่วมด้วยช่วยกันคิด”ของแท้นะจ๊ะ…ได้ใจนักข่าวไปเต็มๆเลยคร่า….!!!!!…nn

nn…สัปดาห์ก่อน “บิ๊กอ้วน-พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง” อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ นำทีมงานลุยจ.ภูเก็ต ทวงคืนพื้นที่หาดเลพัง-ลายัน ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต และบริเวณโดยรอบเนื้อที่รวมเกือบ 200 ไร่ มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท.. พรึ่บพรั่บ!!เจ้าหน้าที่เกือบ 200 นาย โดยมีคนในชุมชนมาร่วมให้กำลังใจ…กระจอกข่าวที่เกาะติดสังเกตการณ์กระซิบมาว่า…ทำเอา “บิ๊กอ้วน”กระชุ่มกระชวย ที่ลูกน้องอย่าง “บิ๊กวุธ-พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล” รองอธิบดีฯ นำทีมสืบสวนสอบสวนและบูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 11 หน่วย จนในที่สุดศาลจังหวัดภูเก็ต มีคำสั่งให้นายทุนและชาวบ้านที่บุกรุกหาดเลพัง-ลายันออกจากพื้นที่…ดังนั้น “บิ๊กอ้วน”กับ
ผู้บริหารระดับสูงของทหาร-ตำรวจ-ฝ่ายปกครองก็ต้องเดินหน้าลุยเอาคืนทันที ด้วยการไปปักป้ายขนาดใหญ่ ประกาศให้เป็นที่ทราบทั่วกันว่า ศาลสั่งห้ามเข้าไปในพื้นที่ ใครอยู่ก็ให้ออกภายใน 30 วัน ถ้าครบกำหนดแล้วไม่ยอมปฏิบัติตาม จะบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดต่อไป
ไม่มียกเว้น!!!…ระหว่างปฏิบัติการ ขณะกองทัพสื่อและเจ้าหน้าที่กำลังหาทางเข้าไปในที่แปลงหนึ่ง หันมองหาอธิบดีดีเอสไอก็ไม่เจอไม่รู้หายไปไหน จู่ๆก็เห็นเหมือนสตั้นท์แมนหนุ่มคนหนึ่งกระโดดข้ามกำแพงสูงลอยละลิ่วเข้าไปในที่ผืนนั้น พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เล่นเอาตะลึง
“บิ๊กอ้วน”นั่นเอง แหมมมม…คล่องแคล่วปานกามนิตหนุ่มจริงๆ เห็นมุ่งมั่นตั้งใจทำงานแบบนี้แล้ว ถ้ารองนายกฯ “วิษณุ เครืองาม”ทราบ คงสบายใจว่าจะให้ดีเอสไอปฏิรูปยังไงไม่มีปัญหา เพราะ“บิ๊กอ้วน”ยังฟิตปั๋ง!! และก็หวังว่ารองฯวิษณุจะเห็นใจว่า “ดีเอสไอ”เป็น “กรมสอบสวนพิเศษ” ถ้าปฏิรูปแล้วเป็น “กรมสอบสวนธรรมดา”…คงถูกชาวบ้านสวดกันทั้งเมืองแน่เจ้าค่ะ…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,899,233 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

IAEA เตือนทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ หลังอิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน
ตอนมีอำนาจทำไมไม่ทำ! สิริพงศ์ ตอก พีระพันธุ์ ยันพาณิชย์คุมน้ำมันไม่ได้
เครือซีพี ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว” เพื่อ 13 โรงพยาบาล จัดหาเครื่องมือแพทย์รักษาผู้ป่วยกระดูกและข้อทั่วประเทศ
รำลึก 200 ปี วีรกรรม 'ท้าวสุรนารี' แห่งเมืองโคราช
ขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ชมปราสาทงามบนยอดภูเขาไฟ
ปราชญ์ สามสี ค้านตรรกะ วิโรจน์ งบจ่ายไปแล้วก็กินไปเถอะ
‘กิ่งก้านแห่งยุคสมัย’ คว้ารางวัลช้างเผือก ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ สะท้อนพลังศิลปะร่วมสมัยสู่เวทีนานาชาติ
นายกฯ ขับรถเอง! สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันนครพนม รณรงค์ประหยัดพลังงาน
หมอตุลย์ ลั่น!ไม่ไว้วางใจอนุทิน ซัดบริหารผิดพลาด-ปล่อยทุนใหญ่กักตุนน้ำมัน
คณะดนตรีเกาเดอมัส ตุนหวง ฮ่องกง เปิดบทใหม่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-จีนครั้งแรก

Recent Posts

  • โจรดักปล้นรถบรรทุกฉก KitKat ไปกว่า 4 แสนชิ้น เนสท์เล่เตือนส่อขาดตลาดช่วงอีสเตอร์
  • ICAO ออกกฎจำกัดพาวเวอร์แบงก์บนเครื่องบิน ไม่เกิน 2 ก้อนต่อคน ห้ามชาร์จระหว่างบิน
  • “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้
  • รถพุ่งชนคนเดินถนนบาดเจ็บหลายรายในเมืองเดอร์บี ตำรวจจับผู้ต้องสงสัย
  • รัฐบาล ขอมั่นใจช่วงสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ตรวจสอบสถานะปั๊มได้ทางแอป Fuel-Now

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d