Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สุรินทร์ตระการตา พาเหรดช้าง-บุฟเฟ่ต์50ตันสุดยิ่งใหญ่อะเมซิ่ง (ประมวลภาพ)

Posted on July 31, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303708

สุรินทร์ตระการตา พาเหรดช้าง-บุฟเฟ่ต์50ตันสุดยิ่งใหญ่อะเมซิ่ง (ประมวลภาพ)

สุรินทร์ตระการตา พาเหรดช้าง-บุฟเฟ่ต์50ตันสุดยิ่งใหญ่อะเมซิ่ง (ประมวลภาพ)

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 12.07 น.

17 พ.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดสุรินทร์ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ได้จัดขบวนพาเหรดช้างกว่า 290 เชือก ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาที่สุดในโลก ก่อนจะเคลื่อนขบวนจากสถานีรถไฟสุรินทร์ ตามถนนธนสาร มายังบริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เพื่อร่วมพิธีพิธีเซ่นศาลปะกำและเปิดงาน”ต้อนรับและเลี้ยงอาหารช้าง”  ซึ่งมีนายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงานการเลี้ยงอาหารช้าง แสดงการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านต่างๆของชาวสุรินทร์ อย่างสวยงามตระการตา

โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศกว่า 20,000 คน ตื่นตาตื่นใจกับขบวนต้อนรับและเลี้ยงอาหารช้างสุดยิ่งใหญ่อลังการ ซึ่งประกอบด้วยขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ขบวนแห่รถอาหารช้างที่ชนะการประกวด ขบวนแห่คุณูปการช้างสารไทย และร่วมเป็นสักขีพยานในการบันทึกสถิติขบวนแห่พาเหรดช้างที่ยิ่งใหญ่ของโลก โดยมีช้าง 290 เชือก ร่วมในขบวนพาเหรด

พร้อมกับร่วมเลี้ยงบุฟเฟต์ช้างด้วยอาหารเลี้ยงช้างมากที่สุดในโลกกว่า 50 ตัน ระยะทางกว่าครึ่งกิโลเมตร โดยเริ่มตั้งแต่บริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง วางเป็นแนวตามบริเวณถนนกรุงศรีนอก อาหารช้างที่เหล่าบรรดาช้างชอบรับประทาน ประกอบด้วย เจ้าพันตา (สับปะรด) เจ้าเขียวทองโต (แตงโม) เจ้าเนื้อนวล (กล้วยน้ำว้า) ข้อล่ำสัน (อ้อย) และขาวหวานฉ่ำ (มันแกว) ท่ามกลางนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาร่วมงาน ได้เลี้ยงอาหารช้างแบบใกล้ชิดกันอย่างคึกคัก กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งในงาน” “มหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ ประจำปี 2560” ครั้งที่ 57 ระหว่างวันที่ 18-19 พ.ย.2560

สำหรับการจัดงาน “ต้อนรับและเลี้ยงอาหารช้าง” จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2543 และได้จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน นับเป็นงานประเพณีซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีการบันทึกในกินเนสบุ๊ค เรคคอร์ด (Guinness Word Record) เมื่อปี 2546 ว่าเป็นการเลี้ยงอาหารช้างที่ยิ่งใหญ่และยาวที่สุดในโลก

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ททท.ชวนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตะลุยเขาวงกตข้าวโพดของดีภาคตะวันตก

Posted on July 31, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303700

ททท.ชวนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตะลุยเขาวงกตข้าวโพดของดีภาคตะวันตก

ททท.ชวนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตะลุยเขาวงกตข้าวโพดของดีภาคตะวันตก

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 10.56 น.

17 พ.ย. 60 นายวิศรุต อินแหยม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกาญจนบุรี พร้อมด้วยนายบวรศักดิ์ วานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ว่าที่ร้อยตรี อมรินทร์ รูปสวย วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี ร่วมกันแถลงข่าว เปิดแคมเปญชวนท่องเที่ยวต้นแบบเพื่อเกษตรยั่งยืน  Amazing Green : A’Maze 2017 ตะลุยเขาวงกรตดงข้าวโพดของดีดินแดนภาคตะวันตก โดยเปลี่ยนพื้นที่ทางการเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว  พร้อมกิจกรรมสนุกสนานได้ความรู้อีกมากมาย ที่จะจัดขึ้นในระหว่าง 18-26 พ.ย. 60 นี้ ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี ต.หนองหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โยมีสื่อมวลชนทั้งจากส่วนกลางและภูมิภาค จังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรี ร่วมแถลงข่าวอย่างคึกคัก

นายวิศรุต อินแหยม ผู้อำนวยการ กล่าวว่า ช่วงใกล้ปลายปีนี้ ททท. ได้เปิดเคมเปญ เอาใจนักท่องเที่ยวช่วงปลายปีและช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ โดยเล็งเห็นว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหนึ่งฟันเฟืองในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการส่งเสริมรายได้ทางการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงความยั่งยืนในทุกมิติ โดยการเปลี่ยนพื้นที่ทางการเกษตรให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว Creative Agri-Tourism เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าทางการเกษตร พร้อมกับดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปยังแหล่งเพาะปลูก เพื่อเป็นการเสริมสร้างและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและชุมชนได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ ททท.จึงได้จัดทำโครงการต้นแบบท่องเที่ยวเพื่อเกษตรยั่งยืน Amazing Green : A’Maze 2017 ขึ้นในวันที่ 18-19 และ 25-26 พฤศจิกายน 2560 ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยการแปลงพื้นที่กว่า 68 ไร่ให้กลายเป็นเขาวงกตที่มาจากทุ่งข้าวโพด (Corn Maze) และฐานกิจกรรมการเรียนรู้

โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ครอบครัวสมัยใหม่ (Millenial Family) ที่มีลูกหลานอายุระหว่าง 4-10 ปี ได้มาท่องเที่ยวและเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากธรรมชาติ เพื่อปลูกฝังความเข้าใจเกี่ยวกับที่มาของผลผลิตทางการเกษตร เห็นคุณค่าของเกษตรกร เพิ่มทักษะการเรียนรู้ และเสริมสร้างพัฒนาการทางอารมณ์ที่มากกว่าการเรียนรู้ในห้องเรียน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างประโยชน์และสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มเกษตรกร กลุ่มชาวบ้านภายในท้องถิ่นอีกด้วย

สำหรับ กิจกรรมภายในงาน Amazing Green : A’Maze 2017 บนพื้นที่กว่า 68 ไร่ ประกอบด้วย 7 กิจกรรมหลักเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ต่างๆ อาทิ 1.Corn Maze : เขาวงกตจากทุ่งต้นข้าวโพดการผจญภัยในเขาวงกตไร่ข้าวโพด บนเนื้อที่กว่า 9 ไร่ (ทางเดินกว่า 1.5 กิโลเมตร), 2.Playground : ลานกิจกรรม ลานกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบของสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ และช่วยพัฒนากล้ามเนื้อ ฝึกการเคลื่อนไหวผ่านการเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ทั้งวิ่ง ปีนป่าย กระโดด, 3.DIY Workshop : กิจกรรม DIY น่าสนุกกิจกรรมสร้างสรรค์ง่ายๆ ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะได้ลงมือทำงานฝีมือที่มีชิ้นเดียวในโลก จากผลผลิตทางการเกษตรและวัสดุใกล้ตัว, 4.Local Market : ตลาดท้องถิ่นสุดจริงใจ ได้คัดสรรร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์พืชผลทางการเกษตรท้องถิ่นขึ้นชื่อของเมืองกาญจนบุรี และจังหวัดใกล้เคียงมาไว้ที่นี่ที่เดียว,

ทั้งนี้ สำหรับราคาบัตร (จำหน่ายบัตรเฉพาะวันที่ 18-19, 25-26 พฤศจิกายน 60) เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เข้าฟรี/เด็กอายุ 4-10 ปี ราคา 750 บาท (ต่อคน) และอายุ 11 ปีขึ้นไป ราคา 500 บาท* (ราคานี้รวมค่าเข้างาน ค่าเข้าร่วมกิจกรรมทุกกิจกรรมในงาน พร้อมค่าอาหารและเครื่องดื่ม) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Amazing Green Thailand หรือ www.amazinggreenthailand.com

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ธรรมชาติสวยงาม ทะเลหมอกขาวโพลนดั่งปุยนุ่นที่ดอยอินทนนท์

Posted on July 31, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303697

ธรรมชาติสวยงาม ทะเลหมอกขาวโพลนดั่งปุยนุ่นที่ดอยอินทนนท์

ธรรมชาติสวยงาม ทะเลหมอกขาวโพลนดั่งปุยนุ่นที่ดอยอินทนนท์

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 10.36 น.

17 พ.ย.60 นายรุ่ง หิรัญวงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทองเชียงใหม่ เปิดว่า เช้านี้นักท่องเที่ยวยังคงเดินทางขึ้นมาสัมผัสอากาศหนาว และชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติ กิ่วแม่ปาน กันอย่างคึกคัก​

โดยวันนี้โชคดีที่ได้เห็นทะเลหมอกสวยงามยิ่งนัก นักท่องเที่ยว ต่างพากันดีใจ ที่ได้ทั้งสัมผัสอากาศหนาวและทะเลหมอก​ สภาพอากาศ​บนยอดดอยอินทนนท์ อุณหภูมิ​วัดได้​ 11​องศาเซลเซียส​ ที่กิ่วแม่ปานวัดได้​ 12 องศาเซลเซียส ที่ทำการอุทยานแห่งชาติคุณภูมิวัดได้ 16 องศาเซลเซียส ส่วนเรื่องเตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดนี้ ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำจุดต่างๆพร้อมทั้งให้ข้อมูลการท่องเที่ยวว่าควรเที่ยวอย่างไร

ทั้งนี้มีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมความสวยงามบนดอยอินทนนท์ ในวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีจำนวน 2,504  คน​ เป็นคนไทย 2,204 คน ชาวต่างชาติ​ 300​ คน​

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

มหากาพย์‘รถเมล์NGV’ ล้มแล้วล้มอีก….คนกรุงยังฝันค้างต่อไป

Posted on July 31, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303578

มหากาพย์‘รถเมล์NGV’  ล้มแล้วล้มอีก....คนกรุงยังฝันค้างต่อไป

มหากาพย์‘รถเมล์NGV’ ล้มแล้วล้มอีก….คนกรุงยังฝันค้างต่อไป

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

9 ต.ค. 2557 เป็นเวลา 4 เดือนเศษหากนับจากวันที่ 22 พ.ค. 2557 กับการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในนาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อคลี่คลายวิกฤติทางการเมือง และเป็นเวลาเดือนเศษหากนับจากวันที่ 24 ส.ค. ปีเดียวกันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควบคู่ไปกับการเป็นหัวหน้า คสช. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ได้เห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก. แล้ว

ในวันเดียวกันนั้นเอง นายนเรศ บุญเปี่ยม รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก. (ในขณะนั้น) เปิดเผยในวันเดียวกันว่า ขสมก. อนุมัติข้อกำหนดสัญญาว่าจ้าง (Term of Reference – TOR) โครงการรถเมล์ NGV จำนวน 3,183 คัน วงเงิน 13,162.2 ล้านบาท แบ่งเป็นระยะแรกคือ “รถปรับอากาศประกอบสำเร็จ จำนวน 489 คัน” ส่วนที่เหลืออีก 2,694 คัน เป็นโครงการในระยะต่อไป

7 ม.ค. 2558 มีรายงานว่า นางปราณี ศุกระศร รักษาการ ผอ.ขสมก. (ในขณะนั้น) เปิดเผยว่า ขสมก. ได้แก้ไขร่าง TOR รถเมล์ NGV จำนวน 489 คัน ในส่วนของราคากลางต่อคัน จากเดิมคันละ 4.5 ล้านบาท เหลือคันละ 3.65 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด ซึ่งก่อนหน้าจะทำการปรับราคาดังกล่าว ขสมก. ได้หาข้อมูลประกอบจากผู้จำหน่ายหลายรายมาอย่างดีแล้ว

11 ก.พ. 2558 นางปราณี เปิดเผยว่า กำหนดการยื่นซองประมูลโครงการรถเมล์ NGV ทั้ง 489 คัน ที่เดิมกำหนดไว้ระหว่างวันที่ 9-13 ก.พ. 2558ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจาก ขสมก. ไปทำข้อตกลงกับ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ว่าจะใช้ “ข้อตกลงคุณธรรม” เพื่อป้องกันการทุจริต ซึ่งมีข้อกำหนดให้ผู้สนใจซื้อซองประกวดราคาต้องรับรู้เงื่อนไขข้อตกลงคุณธรรมล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน

27 ก.พ. 2558 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดให้ซื้อซองประกวดราคา รอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-27 ก.พ. 2558 มีผู้ประกอบการทั้งไทยแท้และไทยร่วมทุนกับต่างชาติ จำนวน 12 บริษัท ให้ความสนใจซื้อซองประกวดราคา จากนั้นได้มีการเปิดขายซองรอบที่ 3 อีกครั้ง กระทั่งวันที่ 30 มี.ค. 2558 นางปราณี ระบุว่า รวมทั้งสิ้นมีผู้ให้ความสนใจทั้งสิ้น 13 ราย และไม่จำเป็นต้องเปิดขายซองประกวดราคาเป็นรอบที่ 4 อีก

17 เม.ย. 2558 นางปราณี เปิดเผยว่า ภายหลังการเปิดขายซองประกวดราคาและตรวจสอบคุณสมบัติผู้ให้ความสนใจโครงการจัดซื้อรถเมล์ NGV พบมีผู้ผ่านคุณสมบัติ 2 ราย คือ กลุ่มกิจการร่วมค้า JVCC กับ บริษัท เบสท์รินกรุ๊ป จำกัด ต่อมา 22 เม.ย. 2558 มีรายงานว่า กลุ่มกิจการร่วมค้าJVCC ซึ่งมี บริษัท ช.ทวี ดอลลาเซียน จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนกลุ่ม ชนะการประมูลโครงการนี้ ด้วยการเสนอราคาที่ไม่เพียงต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง บ.เบสท์รินกรุ๊ป เท่านั้น แต่ยังต่ำกว่าราคากลางอีกด้วย ท่ามกลางความหวังว่า ขสมก. น่าจะได้รับรถประมาณเดือน ก.ค. ปีเดียวกัน

ทว่าวันที่ 15 มิ.ย. 2558 ก็เกิดปัญหาขึ้น เมื่อมีรายงานว่า บ.เบสท์รินกรุ๊ป ไปร้องเรียนต่อนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ผ่านทาง คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) เกี่ยวกับการประกวดราคาที่ผ่านมา ทำให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงเดินสายร้องเรียนกับทุกหน่วยงานที่สามารถทำได้ กระทั่ง 18 พ.ย. 2558 ขสมก. จึงตัดสินใจ “ล้มกระดาน” ยกเลิกการประมูลดังกล่าวที่ทำมาตั้งแต่ต้นปีลง เริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด

8 ก.ค. 2559 การประมูลรอบใหม่เริ่มขึ้น แต่คู่ “ชิงดำ” ยังเหมือนเดิม ระหว่าง ช.ทวี ดอลลาเซียนฯ กับ เบสท์รินกรุ๊ป ทว่าผลคราวนี้ “ตรงข้าม” เพราะเป็น เบสท์รินกรุ๊ป ที่คว้าชัยชนะไปเพราะเสนอราคากลางได้ต่ำกว่า และแม้ว่าหลังจากนั้นจะมีข้อร้องเรียนให้ตรวจสอบบ้าง แต่ในวันที่ 30 ก.ย. 2559 ซึ่ง ขสมก. จัดงานฉลองครบ 40 ปีขององค์กร ณ สำนักงานใหญ่ย่านห้วยขวาง โดยมี นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (ในขณะนั้น) เป็นประธาน กล่าวยืนยันถึง “ของขวัญปีใหม่” นั่นคือคนไทยจะได้นั่งรถเมล์ NGV แน่นอนภายในเดือน ม.ค. 2560

อีกทั้งภายในงานดังกล่าว ยังมีการจัดแสดง “รถตัวอย่าง” พร้อมด้วยการย้ำของทั้งผู้บริหาร ขสมก. และผู้บริหาร เบสท์รินกรุ๊ป ว่าสามารถส่งรถเมล์ NGV ทั้ง 489 คัน ภายในเดือน ธ.ค. 2559 ซึ่งรถทั้งหมด “ชิ้นส่วนของจีน แต่ประกอบในมาเลเซีย” เนื่องด้วย บ.จีนเจ้าของรถ มีโรงงานสาขาในมาเลเซียอยู่แล้ว เพื่อให้ ขสมก. ได้ประโยชน์สูงสุดด้วยเงื่อนไข “ปลอดภาษีนำเข้า” หากเป็นรถที่ประกอบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

แต่แล้ว 13 ธ.ค. 2559 เค้าลางความวุ่นวายก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ กรมศุลกากร เปิดเผยว่า รถเมล์ NGV 100 คันแรกที่ บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด นำเข้ามาให้กับ เบสท์รินกรุ๊ป ในไทย “ไม่ใช่รถประกอบในมาเลเซีย” แต่เป็นรถที่ “นำเข้าจากจีนทั้งคัน” ทำให้ต้องอายัดรถทั้ง 100 คันดังกล่าวไว้เนื่องจากสำแดงรายละเอียดอันเป็นเท็จ ต่อมา 12 ม.ค. 2560 รถเมล์ลอตที่ 2 อีก 291 คัน ที่มาถึงหลังลอตแรกไม่นานนัก บ.ซุปเปอร์ซาร่า ตกลงจ่ายภาษีนำเข้าร้อยละ 40 ทำให้สามารถทยอยนำรถไปส่งให้กับ ขสมก. ได้ ส่วนอีก 98 คันที่เหลือ จะตามมาอีกในภายหลัง ยินดีจ่ายภาษีเช่นกัน

7 ก.พ. 2560 นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร นำรูปรถเมล์สีฟ้าแล่นออกจากเรือสินค้าจีน ที่ระบุว่า ถ่ายได้จากท่าเรือในมาเลเซีย มาเปิดเผยต่อหน้าคณะสื่อมวลชน ย้ำว่านี่เป็น “รถประกอบสำเร็จรูปแล้วจากจีน” อย่างชัดเจน จากนั้น 11 เม.ย. 2560 นายชัยยุทธ กล่าวย้ำอีกครั้งว่า “รถเมล์ทั้ง 489 คัน เป็นรถจีนทั้งหมด ไม่ใช่รถประกอบในมาเลเซียแม้สักคันเดียว” พร้อมนำหลักฐานชี้มูลความผิดยื่นต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อดำเนินคดีต่อไป แบ่งเป็น 100 คันแรก ในข้อหาสำแดงเอกสารเท็จและเลี่ยงภาษี ส่วนอีก 389 คันหลังในข้อหาสำแดงเท็จข้อหาเดียว

12 เม.ย. 2560 คนกรุง “ฝันค้าง” เป็นรอบที่ 2 เมื่อ นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขสมก. ได้ “ยกเลิกสัญญา” โครงการรถเมล์ NGV ทั้ง 489 คัน กับทาง เบสท์รินกรุ๊ป แล้ว เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการส่งมอบรถเมล์ได้ตามสัญญา จากนั้น 6 พ.ค. 2560 นายสมศักดิ์ เปิดเผยถึงการประมูลครั้งใหม่ โดยระบุว่า “ห้าม บ.เบสท์รินกรุ๊ป เข้าร่วม” รวมถึงกรณีที่หาก เบสท์รินกรุ๊ป นำรถไปขายให้บริษัทอื่น บริษัทนั้นก็ไม่สามารถนำรถที่รับซื้อต่อมาร่วมประมูลได้ เพราะเงื่อนไขคือต้องเป็นรถใหม่เท่านั้น

ทว่า 20 มิ.ย. 2560 การประมูลก็เกิดปัญหาอีก เมื่อ ขสมก. ได้ส่งหนังสือถึง กรมบัญชีกลาง ขอความชัดเจนกรณี “ปรับราคากลาง” เพราะการประมูลรอบใหม่ “มีราคากลางสูงกว่าราคาที่ เบสท์รินกรุ๊ป ชนะการประมูลในครั้งก่อน” ทำให้ต้องเลื่อนการประมูลออกไปอย่างไม่มีกำหนด ต่อมาอีก 1 เดือนให้หลัง 20 ก.ค. 2560 มีรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ขสมก. มีมติ “ให้ปรับราคากลางจากเดิมที่ ขสมก. ตั้งไว้วงเงิน 4,020 ล้านบาท ลงมาอยู่ที่ 3,389 ล้านบาท” อันเป็นราคาที่ เบสท์รินกรุ๊ป ชนะการประมูลในครั้งที่แล้ว

24 ส.ค. 2560 เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ชาว กทม. ต้อง “รอเก้อ” เมื่อมีรายงานว่า ขสมก. ตัดสินใจยกเลิกการประมูลโครงการรถเมล์ NGV ด้วยเหตุผลว่าราคากลางที่ยึดตามราคาที่ เบสท์รินกรุ๊ป ชนะการประมูลนั้น “ต่ำเกินไป” จนไม่มีผู้ประกอบการรายใดสนใจ รวมถึงยังคงห้าม เบสท์รินกรุ๊ป เข้าร่วมประมูลเช่นเดิม จากนั้น 6 ก.ย. 2560 ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาว่า ขสมก. มีอำนาจ “ยึดเงินประกัน” ที่ทาง เบสท์รินกรุ๊ป วางไว้กับ ขสมก. จำนวน 338 ล้านบาท เนื่องด้วย เบสท์รินกรุ๊ป ทำผิดสัญญาส่งมอบรถกับ ขสมก. โดยไม่สามารถส่งมอบได้ตามกำหนด

แต่ทั้งนี้หากในอนาคต หากมีคำพิพากษาว่า เบสท์รินกรุ๊ป ไม่มีความผิดในคดีสำแดงเท็จและเลี่ยงภาษี ก็ย่อมมีสิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก ขสมก. ได้เช่นกัน ต่อมา 4 ต.ค. 2560 นายประยูร ช่วยแก้ว รักษาการ ผอ.ขสมก. เปิดเผยว่า การประมูลครั้งต่อไปจะเริ่มเปิดให้ผู้สนใจซื้อซองประกวดราคา ตั้งแต่ 4 ต.ค.-7 พ.ย. 2560 โดยครั้งนี้ใช้ราคากลางอยู่ที่ 4,020 ล้านบาท แม้จะมีผู้สนใจซื้อซองประกวดราคาในครั้งนี้ถึง 8 ราย

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเส้นตายในวันที่ 7 พ.ย. 2560 กลับไม่มีแม้แต่รายเดียวที่มายื่นขอร่วมประมูล ทำให้ ขสมก. ต้องประกาศยกเลิกการประมูลอีกครั้ง โดย นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังจากนี้มีความเป็นไปได้ที่อาจจะใช้ “วิธีพิเศษ” ในการจัดซื้อ

คนกรุงเทพฯ ทั้งที่เป็นผู้โดยสาร และพนักงาน ขสมก. จึงยังคงต้องรอ “รถเมล์คันใหม่” กันต่อไป!!!

7 ก.พ. 2560 กรมศุลกากร นำภาพหลักฐานที่ชี้ว่ารถเมล์ NGV ทั้ง 489 คัน ที่ บ.ซุปเปอร์ซาร่า นำเข้ามาส่งมอบให้กับ บ.เบสท์รินกรุ๊ป เป็นรถประกอบจากจีนทั้งคัน ไม่ใช่ประกอบในมาเลเซียตามที่กล่าวอ้าง

7 ก.พ. 2560 กรมศุลกากร นำภาพหลักฐานที่ชี้ว่ารถเมล์ NGV ทั้ง 489 คัน ที่ บ.ซุปเปอร์ซาร่า นำเข้ามาส่งมอบให้กับ บ.เบสท์รินกรุ๊ป เป็นรถประกอบจากจีนทั้งคัน ไม่ใช่ประกอบในมาเลเซียตามที่กล่าวอ้าง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

“เจ๊เปิ้ล-ฐิติมา” ยังยืนหยัด เดินหน้า ลุยดูแล“ผู้พิการ-คนด้อยโอกาส”

Posted on July 31, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303600

“เจ๊เปิ้ล-ฐิติมา” ยังยืนหยัด เดินหน้า ลุยดูแล“ผู้พิการ-คนด้อยโอกาส”

“เจ๊เปิ้ล-ฐิติมา” ยังยืนหยัด เดินหน้า ลุยดูแล“ผู้พิการ-คนด้อยโอกาส”

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 02.00 น.

nn…ยังคงทำงานดูแลคนด้อยโอกาสและคนพิการในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง หลังไม่ได้คุยกันนาน “เจ๊เปิ้ล” ฐิติมา ฉายแสง อดีต สส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย อดีตเลขานุการ รมว.คมนาคมเล่าให้ฟังว่า พี่บินไปพักผ่อนอยู่กับลูกสาวที่ แคนาดา นาน 2-3 เดือน ได้ไปดูหลายๆเรื่องที่ดีๆในแคนาดา..ก่อนบินกลับมาร่วม งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 9…หลังไปนานก็คิดถึงมากๆ อยากทำบุญทำงาน พอกลับก็รีบไปเยี่ยมหลายราย..เมื่อพฤหัสฯ 9 พ.ย.ได้ไปเยี่ยม“น้องแม้ว”ผู้พิการ ที่บ้านเลขที่ 132/79 ซอยหมวดตู้ ในซอยขวัญเรือน ถนนศรีโสธรตัดใหม่ อ.เมือง ฉะเชิงเทรา เอาอาหาร ขนม และ ซาลาเปาไส้ไข่เค็มลาวา รวมทั้ง ผักผลไม้ปลอดสารพิษ ที่ปลูกเองจากสวนไปฝาก “น้องแม้ว” อาศัยอยู่กับ“คุณพ่อพีระ ไทยเจริญพร” เป็นคุณพ่อที่ดีมากดูแลลูกสาวคนนี้อย่างดีเต็มที่ทุกเรื่อง ขอชื่นชม “น้องแม้ว” แม้ขาพิการ เดินไม่ได้ มักนั่งอยู่กลางโถงของบ้าน..ทันทีเจอหน้าก็เลยแกล้งถามว่า“จำได้มั้ย น้องแม้วบอกว่าจำได้”แล้วก็ยิ้มใหญ่เลย ที่ลองถาม เนื่องจากเคยพา“น้องแม้ว”ไปร่วมคณะคนพิการนั่งรถเมล์กับ“โครงการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนพิการ”สมัยที่เป็น“เลขาฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม”ได้พาไปเที่ยวพัทยา…คนพิการต่างดีใจที่ได้ไปเที่ยว…พอนั่งคุยกันสักพัก “น้องแม้ว” ก็บอกว่าขอไลน์ด้วยค่ะ เล่นเอาเรางงไปเลย ปกติน้องแม้วพูดพอได้นิดหน่อย…แต่ตอนนี้ น้องแม้ว มีโทรศัพท์ของตัวเอง เลยมีการขอไลน์…หลังบ๊ายบายกันสักพักก็ได้รับไลน์เป็นคลิปเสียง ขอบคุณจาก“น้องแม้ว”ทันที…พร้อมบอกอีกว่า“ซาลาเปาไส้ไข่เค็มลาวา อร่อยเหลือเกิน ไปซื้อที่ไหน อยากทานอีก”…เจ๊เปิ้ล บอกเสียดายไม่รู้จะเอาคลิปเสียงนั้น โพสต์บนเฟซบุ๊ค ยังไงเพราะน่ารักดี…หลังเสร็จงาน ก็ได้แวะไปหาน้องแม้วอีกครั้ง นำซาลาเปาไปให้ทานสมใจ…และเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ครบรอบวันคล้ายวันเกิด “เจ๊เปิ้ล”พอดี..ปีนี้ทำเรียบง่าย ไม่ได้จัดเลี้ยงอะไรที่ไหนแค่ไปทำบุญสังฆทานที่วัดใกล้ๆ บ้านเท่านั้น พร้อมฝากขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่อวยพรวันเกิดมานะคะ..ขอให้สุขภาพแข็งแรงและได้ทำงาน ที่ตั้งใจอย่างมีความสุขลุยงานดูแล“ผู้พิการคนด้อยโอกาส”…ขอเป็นหนึ่งกำลังใจให้นะครับ…nn

nn…การเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นเรื่องปกติ…วันก่อน นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ อดีต รมช.สาธารณสุข และ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้โพสต์ ถึงอาการลูกชายคนเล็ก “น้องวอม” ธนวัฒน์ คนสมบูรณ์ ความดันโลหิตสูงทำให้เส้นเลือดในสมองแตก เมื่อคืนวันที่ 4 ตุลาคม เข้ารับการรักษาเบื้องต้นที่ รพ.ชัยภูมิ เป็นอย่างดีและทันท่วงที จาก คุณหมอณรงค์ศักดิ์ หมอสุวิทย์ คุณหมอสกล พร้อมและเจ้าหน้าที่ทุกคน ต่อมาได้รับความเมตตาจาก นพ.อุดม ภู่วโรดม ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา และ อ.จ๊วด, อ.มัยธัช และหมอภัทรา หมอพงศ์วัฒน์ รับย้ายมาดูแลอยู่ห้อง ICU ศัลยกรรม ที่สถาบันประสาทวิทยา …และล่าสุด คุณหมอสุรวิทย์ ได้รายงานถึงความคืบหน้าอาการป่วย ลูกชาย “น้องวอม” “ที่ซึ่งนอนรักษาโรคเส้นเลือดในสมองแตกที่สถาบันประสาทวิทยา ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม จะครบ 1 เดือนครึ่งแล้วว่า อาการดีขึ้นตามลำดับ ถือว่าดีขึ้นเร็วเกินความคาดหมาย ตอนนี้หายใจได้เอง ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแล้ว รู้สึกตัว มองเห็น และจำผู้คนได้ แขน ขา เคลื่อนไหวได้..แต่ยังต้องทำกายภาพบำบัดทุกวัน ความดันปกติ ไม่มีไข้ CT-scan ซ้ำ เลือดที่ออกจางหายไปมาก ผลตรวจเลือดอื่นๆปกติ…คุณหมอสุรวิทย์ฝากขอขอบคุณทุกกำลังใจและยังขอรับพลังจิต พลังใจ จากทุกท่านช่วย“น้องวอม”ให้ดีขึ้นเรื่อยๆไปครับ…หวังว่ากุศลผลบุญ คุณความดีที่ทำไว้และกำลังใจจากพวกเราจะช่วยให้“น้องวอม”หายป่วยเป็นปกติโดยเร็ว…nn

nn…มีเรื่องดีๆ มาฝาก ทาง เมืองพัทยาประกาศ ปิดการจราจร ถนนสายชายหาดตลอดแนว ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 06.30-18.00 น. เพื่อจัดงาน มหกรรมทางเรือนานาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งอาเซียน…ขอเชิญชมสาธิตปฏิบัติการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทางทะเล เวลา 14.00 น. ชมขบวนพาเหรดทางบก เวลา 16.00 น. และชมพลุเชื่อมสัมพันธ์อาเซียน เวลา 21.00 น. … งานยิ่งใหญ่แบบนี้ ต้องไม่พลาดนะครับ…nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘โรเบิร์ต มูกาเบ’ จากครูสู่นักสู้ทางการเมือง เริ่มต้นด้วยประชาธิปไตย จบลงอย่างจอมเผด็จการ

Posted on July 31, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303675

'โรเบิร์ต มูกาเบ' จากครูสู่นักสู้ทางการเมือง เริ่มต้นด้วยประชาธิปไตย จบลงอย่างจอมเผด็จการ

‘โรเบิร์ต มูกาเบ’ จากครูสู่นักสู้ทางการเมือง เริ่มต้นด้วยประชาธิปไตย จบลงอย่างจอมเผด็จการ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 21.47 น.

ณ เวลานี้ 1 ในเหตุการณ์ที่โลกจับตามอง คือสถานการณ์ใน ซิมบับเว (Zimbabwe) ประเทศซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา หลังสำนักข่าวต่างประเทศ อาทิ AFP และ Reuters รายงานเมื่อ 15 พ.ย. ว่าพบการเคลื่อนขบวนรถหุ้มเกราะพร้อมกำลังทหารของกองทัพ เข้าควบคุมสถานที่และพื้นที่สำคัญต่างๆ ทั่วกรุงฮาราเร (Harare) เมืองหลวงของประเทศ

กระทั่งในเวลาต่อมา มีรายงานว่า โรเบิร์ต มูกาเบ (Robert Mugabe) ผู้นำสูงสุดซิมบับเว และภรรยา ถูกกองทัพควบคุมตัวไว้ที่บ้านพักของตนเอง เป็นที่ชัดเจนแล้วว่านี่คือ “รัฐประหาร”อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งแม้เหตุการณ์รัฐประหาร กบฏ การสู้รบและใช้ความรุนแรงในกาฬทวีปจะเป็นเรื่องที่ชาวโลกคุ้นชิน แต่ครั้งนี้ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะนายมูกาเบ เป็นผู้นำสูงสุดที่ครองอำนาจมายาวนานเกือบ 3 ทศวรรษ

โรเบิร์ต มูกาเบ (ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ปี 2558)

โรเบิร์ต มูกาเบ เกิดเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2467 ณ ดินแดนที่ถูกเรียกว่า Zvimba District ซึ่งในปัจจุบันคือภาคเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของซิมบับเว บิดาเป็นช่างไม้ส่วนมารดาเป็นครูสอนศาสนาคริสต์ นอกจากนี้ มูกาเบ ยังมีศักดิ์เป็นหลานของ Constantine Karigamombe ผู้มีนามแฝงว่า “Matibiri” ซึ่งเป็นข้ารับใช้คนสำคัญของราชา Lobengula Khumalo แห่งชาวNorthern Ndebele ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ปี 2343-2442) โดย Lobengula นั้นครองราชย์ช่วงปี 2411 – 2437 อย่างไรก็ตาม ฐานะครอบครัวของ มูกาเบ ขณะนั้นก็ไม่ถือว่าดีนัก

แต่ถึงกระนั้นในโรงเรียน มูกาเบ ก็ได้รับคำชมว่าเป็น “เด็กหัวดี” ซึ่งข้อสังเกตประการหนึ่งคือ เขามักจะชอบใช้เวลากับการอ่านหนังสือตำราอยู่เงียบๆ คนเดียว มากกว่าจะไปเล่นสนุกกับเพื่อนเด็กๆ ด้วยกัน จนถูกเพื่อนๆ ดูหมิ่นว่าเป็น “คนขี้ขลาด” และ “ลูกแหง่” อยู่เสมอ ชีวิตของ มูกาเบ นั้นผ่านเรื่องเลวร้ายมาไม่น้อย ไล่ตั้งแต่ปี 2473 เมื่อพ่อของเขา Gabriel ไปมีปากเสียงกับ 1 ในคณะนักบวช ทำให้ครอบครัวของเขาถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ต้องไปอาศัยบ้านญาติที่ห่างจากหมู่บ้านเดิมไป 7 ไมล์ อย่างไรก็ตามเด็กๆ ยังได้รับอนุญาตให้เรียนหนังสือในโรงเรียนเดิมได้ตามปกติ โดยอยู่ในโรงเรียนช่วงวันธรรมดา ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์จะกลับไปพักที่บ้านญาติ

“Zvimba District” ดินแดนบ้านเกิดของ โรเบิร์ต มูกาเบ

ในเวลาแทบจะไล่เลี่ยกันนั้นเอง Raphael พี่ชายคนโตของ มูกาเบ เสียชีวิตด้วยโรคท้องร่วง จากนั้นในปี 2477 Michael พี่ชายอีกคนก็เสียชีวิตด้วยภาวะอาหารเป็นพิษจากการกินข้าวโพด ไม่เพียงเท่านั้น พ่อของเขาผู้เป็นเสาหลักของครอบครัว ที่ไปหางานทำในเมือง Bulawayo (ปัจจุบันอยู่ทางตอนกลางของซิมบับเว) กลับไปมีผู้หญิงอื่น ทิ้งให้ Bona ผู้เป็นภรรยา และเป็นมารดาของ มูกาเบ กับพี่น้อง ให้ต้องเผชิญชีวิตตามลำพัง

ชีวิตของ มูกาเบ เริ่มดีขึ้นมาบ้าง เมื่อ Jean-Baptiste Loubiere หัวหน้านักบวชชาวฝรั่งเศสที่สั่งขับไล่เขาและครอบครัวออกจากหมู่บ้านได้เสียชีวิตลง และหัวหน้านักบวชคนใหม่ Jerome O’Hea ซึ่งมาจากประเทศไอร์แลนด์ อนุญาตให้ครอบครัวของ มูกาเบ กลับไปอยู่ในหมู่บ้านเดิมได้ ไม่เพียงเท่านั้น O’Hea ยังเป็นอาจารย์คอยอบรมสั่งสอนหนุ่มน้อย มูกาเบ อีกด้วย ทั้งนี้นอกจากจะสอนหนังสือตามมาตรฐานการศึกษาแบบชาวคริสต์แล้ว O’Hea ยังมักจะชอบเล่าเรื่องราวของ “สงครามประกาศเอกราช” ที่ชาวไอริชต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองจากการปกครองของอังกฤษ ให้หนุ่มน้อย มูกาเบ ได้ฟังเสมอ

ในปี 2484 ที่ วิทยาลัย Kutama มีการเปิดสอนสาขาวิชาชีพครู โรเบิร์ต มูกาเบ เกือบไม่ได้เข้าเรียนเพราะมารดาไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน แต่โชคดีที่ยังมีเงินจากปู่และยังได้บาทหลวง O’Hea สมทบเงินอีกก้อนหนึ่ง ต่อมาเมื่อสำเร็จการศึกษา เขาเริ่มสอนหนังสือที่โรงเรียนเดิมของเขาตั้งแต่ขณะที่ยังเรียนอยู่โดยได้ค่าจ้างเป็นเงิน 2 ปอนด์ต่อเดือน ต่อมาในปี 2487 Gabriel พ่อของเขากลับมาบ้านพร้อมลูกอีก 3 คนที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของ มูกาเบ และได้เสียชีวิตลงหลังจากนั้นไม่นานนัก ทั้งนี้ มูกาเบ เรียนจบได้ประกาศนียบัตรวิชาชีพด้านครุศาสตร์ ในปี 2488

หลังจากใช้เวลา 4 ปี ทำงานเป็นครูอยู่หลายโรงเรียนในเขต Southern Rhodesia ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษขณะนั้น ในปี 2492 โรเบิร์ต มูกาเบ ก็ได้ทุนจาก มหาวิทยาลัย Fort Hare (ปัจจุบันตั้งอยู่ ณ เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้) ให้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และอีก 3 ปีต่อมา ในปี 2495 มูกาเบ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี สาขาประวัติศาสตร์และวรรณคดีอังกฤษ นอกจากนี้ในขณะที่ใช้ชีวิตในรั้วมหา’ลัย มูกาเบ ยังได้ร่วมทำกิจกรรมกับเครือข่ายชาวแอฟริกัน ทำให้ได้รู้จักกับ “ลัทธิมาร์กซิสต์” (Marxist) แต่สิ่งที่ “ส่งผลสะเทือน” ต่อความคิดของเขามากที่สุด คือเรื่องราวของ มหาตมะ คานธี วีรบุรุษผู้นำพาชาวอินเดียปลดแอกจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

“มหาตมะ คานธี” ผู้นำชาวอินเดียต่อต้านการยึดครองของอังกฤษแบบอหิงสา

แม้ชีวิตการเป็นครูหลังเรียนจบ ป.ตรี ตั้งแต่ปี 2495 เป็นต้นมา มูกาเบจะมีโอกาสข้องแวะกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ แต่เหตุการณ์ทางการเมืองที่เขาเข้าร่วมอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก คือการเดินขบวนในเดือน ก.ค. 2503 เพื่อประท้วงรัฐบาลเจ้าอาณานิคมในเหตุการณ์ที่ Leopold Takawira และสมาชิกพรรค National Democratic Party (NDP) ซึ่งเป็นพรรคที่เคลื่อนไหวต่อต้านการปกครองของอังกฤษอีก 2 คนถูกจับกุม แต่ครั้งนั้นฝูงชนกว่า 7 พันคนถูกปราบปรามลงราบคาบ

หลังจากนั้น มูกาเบ ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนผิวสีซึ่งเป็นชนพื้นเมืองท้องถิ่นในทวีปแอฟริกา มากขึ้นตามลำดับ เขาถูกเชิญให้ไปปราศรัยในหลายพื้นที่ และกลายเป็น “นักเคลื่อนไหวทางการเมือง” อย่างเต็มตัวด้วยการตัดสินใจลาออกจากการเป็นครู ท่ามกลางสถานการณ์ที่ “เดือดระอุ”เพราะการต่อสู้ขับไล่ชาติตะวันตกเจ้าอาณานิคมให้ออกไปจากทวีปแอฟริกาในเวลานั้นไม่ได้มีเฉพาะการชุมนุมประท้วงโดยสันติ แต่ยังมีกลุ่มคนผิวสี “สายเหยี่ยว” ที่ใช้ความรุนแรงออกโจมตีชุมชนของคนผิวขาวอีกด้วย

เส้นทางการต่อสู้ทางการเมืองของ มูกาเบ ก็ดุเดือดไม่แพ้กัน อาทิ ในปี 2505 เขากับภรรยาคนแรก Sally Hayfron ที่เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเช่นกัน ถูกจับกุมคุมขังเป็นเวลาสั้นๆ โดย มูกาเบ ถูกตั้งข้อหาปราศรัยยุยงปลุกปั่น ส่วน Hayfron ถูกตั้งข้อหาดูหมิ่นและอาฆาตมาดร้ายต่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 องค์พระประมุขแห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ซึ่งถือเป็นผู้ปกครองเหนืออาณานิคมต่างๆ ทั่วโลก

“Sally Hayfron” (ณ สหรัฐอเมริกา ปี 2526) ภรรยาคนแรกของ มูกาเบ ซึ่งร่วมต่อสู้ทางการเมืองมาด้วยกันตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว (เสียชีวิตเมื่อ 27 ม.ค. 2535 ในวัย 60 ปี ด้วยภาวะไตวาย)

แต่การถูกจองจำแบบ “ขังลืม” ในชีวิตของ มูกาเบ เริ่มขึ้นเมื่อเขาถูกจับอีกครั้งในเดือน ธ.ค. 2506 และถูกตัดสินให้จำคุกในเดือน มี.ค. 2507 ในช่วงแรกๆ นั้นเขาถูกสั่งจำคุกเพียง 21 เดือน ซึ่งเขาใช้เวลาในเรือนจำสอนหนังสือให้กับเพื่อนนักโทษด้วยกัน จนผู้คุมที่เป็นคนผิวสีเหมือนกันเกิดเห็นอกเห็นใจ ให้ความช่วยเหลือเป็น “คนส่งสาร” ระหว่าง มูกาเบ และนักเคลื่อนไหวที่อยู่นอกเรือนจำ กระทั่งในปี 2509 มีเหตุการณ์กลุ่ม ZANU โจมตีชุมชนของคนผิวขาว รัฐบาลขณะนั้นกล่าวโทษ มูกาเบ ทำให้เขาถูกขังยาวถึงเดือน พ.ย. 2517 จึงได้รับการปล่อยตัว

เดือน มี.ค. 2518 โรเบิร์ต มูกาเบ ในวัย 51 ปี มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำกองกำลังกลุ่ม ZANU หรือชื่อเต็มๆ คือ Zimbabwe African National Union เขาได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางเข้าไปยังประเทศโมซัมบิก (Mozambique) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของดินแดนซิมบับเว ทว่าในตอนแรกSamora Machel ผู้นำโมซัมบิกไม่เชื่อว่า มูกาเบ คือผู้นำกลุ่ม ZANU ทำให้เขาถูกกักตัวในบ้านพักอยู่เกือบ 1 ปีเต็มกว่าจะได้รับการยอมรับจาก Machel

ธงกองกำลัง “ZANU” หรือ Zimbabwe African National Union

เดือน ม.ค. 2519 มูกาเบ ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการครั้งแรกในนามกลุ่ม ZANLA กองกำลังติดอาวุธเกือบพันคน ลักลอบข้ามพรมแดนจากโมซัมบิกกลับไปยังเขตอาณานิคม Rhodesia ที่มีIan Smith เป็นผู้นำรัฐบาล เพื่อบุกเข้าทำลายชุมชนของคนผิวขาว ขณะที่ Smith ตอบโต้ด้วยการสั่งเกณฑ์ชายฉกรรจ์ที่อายุไม่เกิน 35 ปีทุกคนเข้าเป็นทหาร เช่นเดียวกับที่กลุ่ม ZANLA ได้กำลังพลเพิ่มจากคนผิวสีที่ว่างงานเพราะนายจ้างผิวขาวหนีตายทิ้งไร่นาไปหมด กระทั่งในปี 2522 การต่อสู้ของทั้ง 2 ฝ่ายยกระดับขึ้น กลุ่ม ZANLA ขยายแนวรบเข้าตีหลายเมืองของ Rhodesia สงครามครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตราว 3 หมื่นคน และคนผิวขาวสูญเสียมากขึ้นส่วนนักรบกองโจรชนะอย่างต่อเนื่อง

“Ian Smith” (ณ อาณานิคม Rhodesia ปี 2497) ผู้นำรัฐบาลอาณานิคม Rhodesia ของอังกฤษ ระหว่างปี 2507 – 2522 และเป็นผู้มีส่วนในการสั่งขังลืม โรเบิร์ต มูกาเบ ระหว่างปี 2507 – 2517

ในช่วงเวลาของการสู้รบ มูกาเบ มักให้ความสนใจการทำสงครามด้วย “โฆษณาชวนเชื่อ” (Propaganda War) ควบคู่กันเสมอ ทั้งการประกาศว่าเขาสนใจลัทธิมาร์กซ์-เลนิน แม้จริงๆ แล้วเขาจะแสวงหาความร่วมมือกับทั้งฝ่ายโลกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์และโลกเสรีนิยมประชาธิปไตย หรือการปราศรัยปลุกระดมให้คนผิวดำลุกขึ้นสู้แบบ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” กับคนผิวขาว

สำหรับ โรเบิร์ต มูกาเบ เขาเชื่อว่า “มีแต่การใช้กำลังเท่านั้น” จึงจะปลดปล่อยคนผิวสีจากการกดขี่ของคนผิวขาวได้ ทำให้เขาขัดแย้งกับ Joshua Nkomo ผู้นำกลุ่มเรียกร้องเสรีภาพคนผิวสีอีกผู้หนึ่ง อาทิ ในเดือน ก.ย. ปี 2521 ที่ มูกาเบ พบกับ Nkomo แล้วรู้สึกไม่พอใจที่ทราบว่า Nkomo คิดจะเจรจากับฝ่ายเจ้าอาณานิคมที่นำโดย Smith ผู้นำ Rhodesia กระทั่งในปี 2522 ด้วยแรงกดดันจากประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ B. J. Vorster ในที่สุด Smith ยอมรับแล้วว่าระบอบที่ให้คนผิวขาวอยู่เหนือคนผิวสีคงไม่อาจอยู่ได้อีกต่อไป จึงปล่อยให้จัดการเลือกตั้ง

ทำให้ Abel Muzorewa ที่ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็น “ผู้นำผิวสีคนแรก” ของ Rhodesia อย่างไรก็ตาม กลุ่ม ZANU ประกาศไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งหนนี้ ขณะเดียวกัน ทางอังกฤษที่มี “หญิงเหล็ก” มากาเร็ต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศว่าอังกฤษจะยอมรับความเป็นเอกราชของ Rhodesia ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์เท่านั้น

เดือน ม.ค. 2523 มูกาเบ แปรสภาพกองกำลัง ZANU ให้เป็นพรรคการเมืองในชื่อ “ZANU-PF”และการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. ปีเดียวกัน พรรค ZANU-PF กวาดโควตาในรัฐสภามาได้ 57 จาก 80 ที่นั่ง นั่นเป็น “ครั้งแรก” ที่เขาขึ้นเป็น “ผู้นำรัฐ” และเป็นการก้าวเข้าสู่อำนาจอย่างสง่างามตามวิถีประชาธิปไตย ซึ่งสิ่งแรกที่เขาทำคือประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า “เงินบำนาญของเจ้าหน้าที่รัฐผิวขาว รวมถึงทรัพย์สินส่วนบุคคลจะยังได้รับความคุ้มครอง” เพื่อให้ “ว่าที่” ประเทศเกิดใหม่ มีเสถียรภาพ

แผนที่ประเทศซิบบับเว

จากนั้นใน “วันที่ 17 เม.ย. 2523” มูกาเบ ได้เปลี่ยนชื่อดินแดนจาก Rhodesia เป็น ซิมบับเว (Zimbabwe) และอีก 2 ปีต่อมา ในปี 2525 เมือง Salisbury ที่ มูกาเบ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ก็ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ฮาราเร (Harare) กระทั่ง “ปลายปี 2530” มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ โรเบิร์ต มูกาเบ ดำรงตำแหน่ง “ผู้นำสูงสุด” (Executive President) ซึ่งเป็นตำแหน่งตั้งขึ้นมาใหม่ มีส่วนผสมระหว่างประมุขแห่งรัฐ ประมุขฝ่ายบริหาร และผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีอำนาจทั้งสั่งยุบสภาและประกาศกฎอัยการศึกแบบไม่จำกัดเวลา จากนั้นเป็นต้นมา มูกาเบ จึงได้เปลี่ยนจากผู้นำในระบอบประชาธิปไตย กลายเป็น “จอมเผด็จการ” อย่างเต็มตัว

ตลอดห้วงเวลาการบริหารประเทศแบบเบ็ดเสร็จของ โรเบิร์ต มูกาเบ ยาวนานเกือบ 3 ทศวรรษ มุมหนึ่งใช่ว่าเขาจะไม่มีผลงาน โดยเฉพาะ “ด้านการศึกษา” ที่อาจเป็นเพราะเขาเคยประกอบอาชีพเป็นครูบาอาจารย์มาก่อน ทำให้ มูกาเบ ทุ่มงบประมาณสร้างโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากจำนวนโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศจากที่มีเพียง 177 แห่งในปี 2523 เพิ่มเป็น 1,548 แห่งในปี 2543

ส่งผลให้ “อัตราการรู้หนังสือของประชากรวัยผู้ใหญ่ เพิ่มจากร้อยละ 62 เป็นร้อยละ 82 ของประชากรทั้งประเทศ” และยังถือเป็น “เป็นสถิติที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ทวีปแอฟริกา” เช่นเดียวกับ “ด้านสาธารณสุข” ที่อาจเป็นเพราะการสูญเสียพี่น้องในวัยเด็กด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้ มูกาเบ ทุ่มงบประมาณลงไปในด้านนี้มาก จนทำให้ “การสร้างภูมิคุ้มกันโรคในเด็ก”จากที่เคยทำได้เพียงร้อยละ 25 “เพิ่มอย่างก้าวกระโดด” ขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 92

แต่สิ่งที่เป็น “ความล้มเหลว” แถมยังเป็นความล้มเหลวชนิด “ร้ายแรงที่สุด” คือเรื่องของ“เศรษฐกิจ” อาทิ ระหว่างปี 2523 – 2533 อันเป็นช่วงเวลาที่ มูกาเบ ยังเป็นผู้นำแบบประชาธิปไตย แม้ตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมจะขยายตัวร้อยละ 2.7 ต่อปี แต่ในปี 2533 กลับพบอัตราการว่างงานของประชาชนสูงถึงร้อยละ 26 และยิ่ง “ถลำลึก” เข้ารกเข้าพงไปอีก เมื่อ มูกาเบ ในยุคเถลิงอำนาจเป็นผู้นำเผด็จการ โดยระหว่างปี 2534 – 2539 ได้ออกนโยบาย “ยึดที่ดินคนผิวขาวและขับไล่ออกไปให้หมด” แล้วนำมาแจกจ่ายให้คนผิวสี

ทว่าคนผิวสีนั้น “ขาดความรู้ด้านการเกษตร” ปริมาณผลผลิตที่ควรจะเป็นเสบียงอาหารของชาติก็ลดลงแบบดิ่งเหว ส่งผลให้ระหว่างปี 2542 – 2552 เศรษฐกิจซิมบับเว “พังพินาศ” ระบบธนาคารล่มสลาย เกษตรกรไม่สามารถกู้เงินมาลงทุนเพาะปลูกได้ กำลังการผลิตอาหารลดลงร้อยละ 45 , โดยผลิตได้เพียงร้อยละ 29 ในปี 2548 , ร้อยละ 26 ในปี 2549 และร้อยละ 28 ในปี 2550 ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 อีกทั้ง “อัตราเงินเฟ้อ” ยังเพิ่มขึ้น “จากเพียงร้อยละ 7 ในปี 2523 เป็นร้อยละ 231 ล้าน ในปี 2551” อันเป็นการแบบพุ่งทะลุเพดาน

“Grace Ntombizodwa Marufu” (ปี 2556) ภรรยาคนที่ 2 และคนปัจจุบันของ โรเบิร์ต มูกาเบ ทั้งคู่สมรสกันเมื่อปี 2539 หรือ 4 ปีหลังการเสียชีวิตของ Sally Hayfron

ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยเขียนบทความ “บทเรียนจาก “Mugabe” ..ซิมบับเวเปลี่ยนจากอู่ข้าวอู่น้ำของทวีปแอฟริกามาเป็นระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลายโดยสิ้นเชิง” เผยแพร่ในเว็บไซต์สำนักข่าว Thaipublica เมื่อ 23 ม.ค. 2556 อธิบายเหตุหายนะทางเศรษฐกิจของซิมบับเว ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น “แผ่นดินอุดมสมบูรณ์” แห่งหนึ่งของโลก แม้จะอยู่ในทวีปที่ดูแล้วทุรกันดารอย่างแอฟริกาแถมยังไม่ติดทะเลก็ตามไว้ว่า

“นโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของประธานาธิบดี Mugabe เริ่มส่อเค้ามาตั้งแต่เมื่อสิบสี่ปีที่แล้ว (ประมาณปี 2537 นับจากปีที่บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์พเนจร” ของ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 14 พ.ค. 2551) ก่อนที่จะผิดพลาดรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสี่ถึงห้าปีหลัง เมื่อสิบสี่ปีที่แล้ว ซิมบับเวมีปัญหาการขาดดุลงบประมาณจากนโยบายประชานิยมโดยเฉพาะการอุดหนุนสินค้าเกษตร การขาดดุลงบประมาณบานปลายมากขึ้นเรื่อยๆ จนธนาคารกลางต้องพิมพ์เงินมาให้รัฐบาลใช้

ทำให้เริ่มเกิดปัญหาเงินเฟ้อ ค่าเงินซิมบับเวดอลลาร์ตกลง สภาวะความเป็นอยู่ของประชาชนเริ่มลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่แทนที่ประธานาธิบดี Mugabe จะแก้ที่ต้นเหตุ กลับซื้อเวลาด้วยการพิมพ์เงินมาสนับสนุนนโยบายประชานิยมมากขึ้น จนทำให้เศรษฐกิจมหภาคตกลงในเหวลึก ยากที่จะแก้ไขได้ เพราะรัฐบาลและธนาคารกลางขาดความเชื่อถือจากประชาคมเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศโดยสิ้นเชิง”

“หนึ่งแสนล้านดอลลาร์ซิมบับเว” เป็นมูลค่าบนธนบัตรที่มากที่สุดของประเทศซิมบับเว สวนทางกับมูลค่าจริงที่แทบจะใช้ซื้อสินค้าและบริการอะไรไม่ได้เลยจากวิกฤติเงินเฟ้อ

เมื่อรวมกับนโยบายของ มูกาเบ ที่สร้างความแตกแยกในสังคมอย่างการขับไล่และยึดที่ดินของคนผิวขาวมาแจกจ่ายให้คนผิวสีข้างต้น ดร.วิรไท ซึ่งในอดีตเคยทำงานให้กับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และได้มีโอกาสใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในซิมบับเว สมัยที่ยังไม่เกิดวิกฤติรุนแรง เล่าว่า ยุคนั้นการเดินทางในเมืองยังมีความปลอดภัยไม่ต้องหวาดกลัวโจรผู้ร้าย กระทั่งทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางเลวร้ายลงในเวลาต่อมา ดังที่ได้บรรยายไว้ว่า

“ผมจำได้ว่า เมื่อสิบสี่ปีที่แล้ว อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างซิมบับเวดอลลาร์กับ US ดอลลาร์ อยู่ที่ประมาณ 8:1 วันนี้ อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดอยู่ที่ 250,000:1 ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของทางการสูงถึงร้อยละ 100,000 ต่อปี อัตราการว่างงานมากกว่าร้อยละ 80 ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนลำบากมาก น้ำมันและอาหารขาดแคลนอย่างหนัก ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า สาธารณูปโภคหยุดงานมากกว่าทำงาน ประชาชนเกือบร้อยละ 20 ติดเชื้อ HIV และประชาชนกว่าร้อยละ 10 อพยพไปทำงานต่างประเทศ

ในจำนวนคนที่อพยพออกไปนั้น เป็นหมอและพยาบาลกว่าครึ่งหนึ่งของหมอและพยาบาลที่ซิมบับเวเคยมี ระบบสาธารณสุขในซิมบับเวจึงล่มสลายโดยปริยาย เห็นสถิติเหล่านี้แล้ว อาจจะเข้าใจผิดว่าซิมบับเวเพิ่งผ่านสงคราม แต่ตลอดสิบสี่ปีที่ผ่านมา ซิมบับเวไม่ได้รบกับใครและไม่มีสงครามกลางเมือง แต่การล่มสลายของระบบเศรษฐกิจและสังคมซิมบับเว เกิดจากการบริหารประเทศที่ผิดพลาดของประธานาธิบดี Mugabe”

หาก ณ วันนี้ โรเบิร์ต มูกาเบ ในวัย 93 ปี ไม่ถูกทำรัฐประหารยึดอำนาจเสียก่อน เขาน่าจะได้ฉลองปีที่ 30 ของการเป็นผู้นำสูงสุด ในอีก 1 เดือนเศษข้างหน้า หรือในวันที่ 22 ธ.ค. 2560 อันเป็นวันที่เขาสถาปนาตัวเองขึ้นเป็น “ประธานาธิบดีตลอดกาล” ทว่าดูเหมือนทุกอย่างได้ “หลุดลอย” ไปจากมือเขาเสียแล้ว เว้นแต่จะมี “ปาฏิหาริย์” นั่นคือผู้นำกองทัพทำอย่างที่พูดจริงๆ นั่นคือ “เหตุการณ์นี้ไม่ใช่การทำรัฐประหาร แต่เป็นการกวาดล้างอาชญากรที่หากินโดยอาศัยบารมีของ มูกาเบ เท่านั้น” ซึ่งดูท่าแล้ว อาจต้องบอกว่า..

“ปลงและปล่อยวาง” น่าจะเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากกว่า!!!

ขอบคุณภาพประกอบและข้อมูลจาก :

https://en.wikipedia.org/wiki/Robert_Mugabe

https://en.wikipedia.org/wiki/Hyperinflation_in_Zimbabwe

https://en.wikipedia.org/wiki/Mahatma_Gandhi

https://en.wikipedia.org/wiki/Grace_Mugabe

https://thaipublica.org/2012/01/lesson-learned-mugabe

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แม่ค้าน้ำรีไซเคิล! เก็บซองกาแฟสานเป็นกระเป๋าถือขาย เสริมรายได้สบายชิลๆ

Posted on July 31, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303672

แม่ค้าน้ำรีไซเคิล! เก็บซองกาแฟสานเป็นกระเป๋าถือขาย เสริมรายได้สบายชิลๆ

แม่ค้าน้ำรีไซเคิล! เก็บซองกาแฟสานเป็นกระเป๋าถือขาย เสริมรายได้สบายชิลๆ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 21.30 น.

วันที่ 16 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้แวะซื้อเครื่องดื่มที่ร้านชาพะยอม ซึ่งเป็นร้านขายเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ และน้ำหวานรสต่างๆ ตั้งอยุ่ริมทางถนนสายศรีสะเกษ-กันทรลักษ์ ช่วงหน้าศาลจังหวัดกันทรลักษ์ ต.กระแชง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยระหว่างรอแม่ค้าทำเครื่องดื่มอยู่นั้น ได้สังเกตเห็นกระเป๋าสะพายของผู้หญิงแขวนอยู่ที่เสาหลายใบ ลวดลายแปลกตาดูสวยงาม จึงได้สอบถามว่ากระเป๋าขายเหรอ แม่ค้าบอกว่าขาย เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ จึงทราบว่า เป็นผลิตภัณฑ์ทำจากซองกาแฟสำเร็จรูป ชนิด 3 in 1 มีหลายยี่ห้อ เมื่อถามว่ารับจากไหนมาขายเหรอ แม่ค้าบอกทำเอง ก็สนใจขึ้นมาทันที จึงได้ทำการสอบถาม จนทราบว่า แม่ค้าดังกล่าว ชื่อ นางสมัย ดาวพันธ์ อายุ 44 ปี บ้านเลขที่ 33 บ้านนา หมู่ 3 ต.ภูเงิน อ.กันทรลักษ์ จึงขอให้สาธิตวิธีการสานกระเป๋าให้ดู

นางสมัย เล่าว่า ซองกาแฟแบบนี้มีเยอะแยะมากมาย เพราะดื่มกันแทบทุกบ้าน แต่ที่ร้านตนไม่ได้ขาย เพราะมีแต่ชาและกาแฟสด น้ำผลไม้ ซองกาแฟก็เก็บจากที่เขาทิ้งและขอจากเพื่อนบ้านไม่ต้องซื้อ นำมาตัดหัวท้ายออก แล้วไปล้างน้ำให้สะอาดผึ่งแดดให้แห้ง จากนั้นก็นำมาพับให้เท่ากัน ซองกาแฟมีรูปหลายรูปในหนึ่งซองต้องการลายไหนก็พับลายนั้นออกมา เพื่อพับเสร็จแล้วก็สอดปลายซองด้านหนึ่งเข้าไปด้านในอีกด้านหนึ่งเสร็จแล้วใช้ลวดเย็บกระดาษหรือแม็กซ์ เย็บไว้ เมื่อได้ 4 ชิ้น ก็นำมาสอดสลับกันซองก็จะเกี่ยวกันไว้ไม่หลุดไปไหนซองกาแฟมีความเหนียวในตัวกระเป๋าจึงทนทาน อยากได้กระเป๋าใบใหญ่ก็สอดสานไปเรื่อยๆ

นางสมัย กล่าวต่อไปว่า กระเป๋าใบใหญ่ใช้ซองกาแฟ 400 ซอง ทำเสร็จก็นำไปจ้างช่างใส่สายและบุหนังด้านใน ขายที่บ้านเรา ใบละ 1,700 บาท ส่งไปขายที่กรุงเทพใบละ 2,000 บาท ขนาดกลาง ใช้ 350 ซอง ขาย 300 บาท ขนาดเล็กใช้ 250 ซอง ขาย 250 บาท ใบใหญ่ตนสานได้วันละใบ ขนาดกลางและเล็กทำได้วันละ 4-5 ใบ

“เวลาอยู่เฝ้าร้านกาแฟ ช่วงที่ไม่มีลูกค้าก็ว่าง อยู่เฉยๆ ปล่อยให้เวลาผ่านไปก็สูญเปล่า เลยไปเรียนรู้วิชาสานกระเป๋ามาจากเพื่อนบ้านจึงหัดทำ ทำมาปีกว่าแล้ว เวลามีลูกค้ามาซื้อกาแฟก็ขายกาแฟ ว่างไม่มีลูกค้าซื้อกาแฟก็พับกระเป๋าไว้ขาย ทำไม่พอขาย ลูกค้าต้องสั่งไว้ล่วงหน้า ก็ทำให้มีรายได้เพิ่มเข้ามาอีกทางหนึ่ง” นางสมัย กล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หนุ่มโชว์เรียก’ฉลามวาฬ’กลางทะเล พร้อมลูบหัวเล่น (ชมคลิป)

Posted on July 31, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303651

หนุ่มโชว์เรียก'ฉลามวาฬ'กลางทะเล พร้อมลูบหัวเล่น (ชมคลิป)

หนุ่มโชว์เรียก’ฉลามวาฬ’กลางทะเล พร้อมลูบหัวเล่น (ชมคลิป)

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 19.30 น.


พร้อมเขียนข้อความบรรยายว่า “ทั้งน่ารักและก็รู้ภาษา ฉลามวาฬ”

โดย  นายนิพนธ์ ผ่องแก้ว หัวหน้าชุดประดาน้ำรหัส 01 หน่วยกู้ภัยมูลนิธิชุมพรการกุศาลสงเคราะห์ กล่าวว่า นายอนุพงศ์ ชูสกุล เป็นลูกศิษย์ของตนเองเคยมาฝึกงานอยู่ที่ทำงานของตน จบการศึกษาคณะประมง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์จังหวัดชุมพร ชอบอาชีพประมงและออกตกปลาลางทะเลอยู่เป็นประจำ

ส่วนกรณีคลิปวีดิโอ กวักมือเรียกฉลามวาฬเข้ามาให้ลูบหัวเล่นข้างเรือนั้น จากการสอบถามทราบว่า เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นสดๆร้อนเมื่อช่วงสายๆของวันนี้เอง นายอนุพงศ์ได้ไปออกเรือตกปลาบริเวณเกาะร้านเป็นร้านไก่ ห่างฝั่งประมาณ 5กิโลเมตร พื้นที่ อ.ปะทิว จ.ชุมพร ขณะทอดสมอตกปลาเจ้าฉลามวาฬก็โพล่ขึ้นมาให้เห็นแล้วนายอนุพงศ์ซึ่งเคยเจอฉลามวาฬตัวดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง และมีพฤติกรรมหยอกล้อคุ้นเคยกับมันอยู่เป็นประจำจนมันจำพฤติกรรมได้และเข้ามาหาให้ลูบหัวหยอกล้อเล่นกันได้

ขอบคุณ : อนุพงศ์ ชูสกุล

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชาวโพธิ์สุวรรณพร้อมใจลงแขกตัดอ้อย สุดประทับใจเห็นความสามัคคีของคนนชุมชน

Posted on July 31, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303628

ชาวโพธิ์สุวรรณพร้อมใจลงแขกตัดอ้อย สุดประทับใจเห็นความสามัคคีของคนนชุมชน

ชาวโพธิ์สุวรรณพร้อมใจลงแขกตัดอ้อย สุดประทับใจเห็นความสามัคคีของคนนชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 18.30 น.

16 พย.60 นายอนุสรณ์ แสงกล้า นายอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดโครงการ ลงแขกตัดอ้อยคุณภาพดีโพธิ์ศรีสุวรรณ ณ บริเวณแปลงไร่อ้อยของนายอมฤต พิมพ์จันทร์ ต. ผือใหญ่อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ

โดยมีนายชัยเดช วงศ์ประสาร เกษตรอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณกล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของโครงการในครั้งนี้ว่าในสภาพปัจจุบันอ้อยโรงงานจัดเป็นเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของประเทศไทยที่สามารถผลิตน้ำตาลจากอ้อยได้มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และขณะที่ทางจังหวัดศรีสะเกษมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอ้อยโรงงานคุณภาพดีเพื่อทดแทนพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสมอยู่แล้วด้านอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณมีพื้นที่การเกษตรที่เกษตรกรปลูกอ้อย จำนวน 77 ราย รวมเนื้อที่ประมาณ 1,000ไร่ ซึ่งถือว่าเกษตรกรให้ความสนใจปลูกอ้อยกันพอสมควร

ที่สำคัญการลงแขกตัดอ้อยครั้งนี้เป็นการรวมตัวของคนจิตอาสาที่ต้องการทำความดีต่อกันและกันในสังคม เป็นกิจกรรมที่ทุกคนทำดีด้วยกายเต็มใจช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน ทุกคนต่างมุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือเอื้อเฟื้อ ซึ่งกันและกันจากโครงการดังกล่าวยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการ จนท.ตร. สภ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จนท.อส. ,จนท.ธกส. จนท.ทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.ผือใหญ่ มาร่วมในกิจกรรมประมาณ 80 คนซึ่งเป็นภาพที่ประทับใจกับผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่งด้านนายอนุสรณ์ แสงกล้า นายอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ หลังกิจกรรมนี้เสร็จสิ้นลงคาดว่ากิจกรรมนี้จะสร้างแรงจูงใจให้คนในชุมชนมีความเอื้อเฟื้อ และเกื้อกูลกันยิ่งขึ้นต่อไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หนาวนี้!ถ่านไม้ขายดี ร้านปิ้งย่างออเดอร์เพียบเผาไม่ทัน

Posted on July 31, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303603

หนาวนี้!ถ่านไม้ขายดี ร้านปิ้งย่างออเดอร์เพียบเผาไม่ทัน

หนาวนี้!ถ่านไม้ขายดี ร้านปิ้งย่างออเดอร์เพียบเผาไม่ทัน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 17.09 น.

16 พ.ย.60 นายชาตรี สุวรรณพันธ์ เกษตรกรบ้านสันกลาง ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยคนงานในสวน ต่างช่วยกันขนถ่านออกจากเตาเผาน้ำส้มควันไม้ เพื่อนำถ่านท่อนใหญ่มาทุบให้มีขนาดเล็ก แล้วนำมาร่อนเอาเศษถ่านออก ก่อนจะบรรจุกระสอบและแยกใส่ถุงให้กับพ่อค้าที่มารอซื้อถ่านถึงสวน ซึ่งช่วงอากาศหนาวถ่านอนามัยของคุณชาตรี จะขายดีเป็นพิเศษเนื่องจากพ่อค้าจะนำไปส่งตามร้านหมูกระทะและร้านปิ้งย่าง ซึ่งบางส่วนจะแยกใส่ถุงขายให้กับชาวบ้านทั่วไปเพื่อนำเป็นเชื้อเพลิงในการทำอาหารประเภทปิ้งย่าง

นายชาตรี เปิดเผยว่า ถ่านที่ตนเผาได้เป็นผลพลอยได้จากการทำน้ำส้มควันไม้ ซึ่งเป็นถ่านที่ปลอดจากสารก่อมะเร็งเนื่องจากน้ำน้ำมันทาร์ ที่อยู่ในเนื้อไม้จะถูกเผาไหม้จนกลายเป็นน้ำส้มควันไม้ จึงได้ถ่านที่ปลอดจะสารก่อมะเร็ง ช่วงหน้าอากาศเริ่มหนาวเย็นทำให้ประชาชนนิยมรับประทานหมูกระทะและอาหารประเภทปิ้งย่าง จึงทำให้ถ่านของตนขายดีไปด้วย ซึ่งทุกวันนี้เผาถ่านขายเฉพาะในอำเภอพร้าวก็ยังไม่พอขาย โดยมีพอค้าจากเมืองเชียงใหม่ ติดต่อขอซื้อถ่านของตน แต่ยังไม่สามารถทำขายให้ได้เนื่องจากต้องทำเตาเผาเพิ่มอีก

นายชาตรี กล่าวว่า ถึงเตาเผาน้ำส้มควันไม้ซึ่งได้คิดค้นและออกเอง โดยก่อนหน้านั้นตนเคยไปทำงานต่างประเทศและมีโอกาสเห็นการทำน้ำส้มควันไม้ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นชาวญี่ปุ่นไปลงทุนใช้เตาเผาอีวาเตะ จึงเกิดความสนใจจึงได้ศึกษาการและทดลองสร้างเตาเผาน้ำส้มควันไม้ขาย โดยใช้ไม้ลิ้นจี่ ไม้มะขามและไม้ลำไยเป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากเมื่อนำมาเผาเป็นถ่านแล้วจะให้ความร้อนสูงและอยู่ทน ส่วนไม้ที่นำมาเผารับซื้อจากชาวสวนในราคาตันล่ะ 1,200 บาท โดยช่วงนี้ถ่านจะขายดีมากจนต้องทำเตาเผาเพิ่มอีก 1 เตารวมเป็น 3 เตา โดย 1 เดือนจะเผาถ่าน 1 ครั้งได้ถ่าน 300 กระสอบขายกระสอบล่ะ 170 บาท บางส่วนจะแบ่งใส่ถุงขายถุงล่ะ 10-20 บาทซึ่งแต่ล่ะเดือนตนจะขายถ่านได้ 51,000 บาท เมื่อหักต้นทุนจะมีรายได้เดือนล่ะ 21,000 บาท

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,899,426 hits

Join 4,118 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

หมอตุลย์ ลั่น!ไม่ไว้วางใจอนุทิน ซัดบริหารผิดพลาด-ปล่อยทุนใหญ่กักตุนน้ำมัน
ตอนมีอำนาจทำไมไม่ทำ! สิริพงศ์ ตอก พีระพันธุ์ ยันพาณิชย์คุมน้ำมันไม่ได้
ขึ้นเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ชมปราสาทงามบนยอดภูเขาไฟ
ประเมินพลาด/น้ำมันป่วน ‘อนุทิน’ขอโทษ รับปากจะไม่ให้ขาดแคลน
ปราชญ์ สามสี ค้านตรรกะ วิโรจน์ งบจ่ายไปแล้วก็กินไปเถอะ
นายกฯ ขับรถเอง! สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันนครพนม รณรงค์ประหยัดพลังงาน
กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม
รัฐบาล ขอมั่นใจช่วงสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ตรวจสอบสถานะปั๊มได้ทางแอป Fuel-Now
ดีเจแมน เปิดใจสาเหตุหย่า ใบเตย ครั้งแรก เตือนคนพาดพิง อย่าล้ำเส้น
กกต. สั่งงดขาย เลี้ยงเหล้า 297 พื้นที่เลือกตั้งเทศบาล

Recent Posts

  • โจรดักปล้นรถบรรทุกฉก KitKat ไปกว่า 4 แสนชิ้น เนสท์เล่เตือนส่อขาดตลาดช่วงอีสเตอร์
  • ICAO ออกกฎจำกัดพาวเวอร์แบงก์บนเครื่องบิน ไม่เกิน 2 ก้อนต่อคน ห้ามชาร์จระหว่างบิน
  • “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้
  • รถพุ่งชนคนเดินถนนบาดเจ็บหลายรายในเมืองเดอร์บี ตำรวจจับผู้ต้องสงสัย
  • รัฐบาล ขอมั่นใจช่วงสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ตรวจสอบสถานะปั๊มได้ทางแอป Fuel-Now

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d