วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 21.47 น.
ณ เวลานี้ 1 ในเหตุการณ์ที่โลกจับตามอง คือสถานการณ์ใน ซิมบับเว (Zimbabwe) ประเทศซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา หลังสำนักข่าวต่างประเทศ อาทิ AFP และ Reuters รายงานเมื่อ 15 พ.ย. ว่าพบการเคลื่อนขบวนรถหุ้มเกราะพร้อมกำลังทหารของกองทัพ เข้าควบคุมสถานที่และพื้นที่สำคัญต่างๆ ทั่วกรุงฮาราเร (Harare) เมืองหลวงของประเทศ
กระทั่งในเวลาต่อมา มีรายงานว่า โรเบิร์ต มูกาเบ (Robert Mugabe) ผู้นำสูงสุดซิมบับเว และภรรยา ถูกกองทัพควบคุมตัวไว้ที่บ้านพักของตนเอง เป็นที่ชัดเจนแล้วว่านี่คือ “รัฐประหาร”อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งแม้เหตุการณ์รัฐประหาร กบฏ การสู้รบและใช้ความรุนแรงในกาฬทวีปจะเป็นเรื่องที่ชาวโลกคุ้นชิน แต่ครั้งนี้ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะนายมูกาเบ เป็นผู้นำสูงสุดที่ครองอำนาจมายาวนานเกือบ 3 ทศวรรษ

โรเบิร์ต มูกาเบ (ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ปี 2558)
โรเบิร์ต มูกาเบ เกิดเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2467 ณ ดินแดนที่ถูกเรียกว่า Zvimba District ซึ่งในปัจจุบันคือภาคเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของซิมบับเว บิดาเป็นช่างไม้ส่วนมารดาเป็นครูสอนศาสนาคริสต์ นอกจากนี้ มูกาเบ ยังมีศักดิ์เป็นหลานของ Constantine Karigamombe ผู้มีนามแฝงว่า “Matibiri” ซึ่งเป็นข้ารับใช้คนสำคัญของราชา Lobengula Khumalo แห่งชาวNorthern Ndebele ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ปี 2343-2442) โดย Lobengula นั้นครองราชย์ช่วงปี 2411 – 2437 อย่างไรก็ตาม ฐานะครอบครัวของ มูกาเบ ขณะนั้นก็ไม่ถือว่าดีนัก
แต่ถึงกระนั้นในโรงเรียน มูกาเบ ก็ได้รับคำชมว่าเป็น “เด็กหัวดี” ซึ่งข้อสังเกตประการหนึ่งคือ เขามักจะชอบใช้เวลากับการอ่านหนังสือตำราอยู่เงียบๆ คนเดียว มากกว่าจะไปเล่นสนุกกับเพื่อนเด็กๆ ด้วยกัน จนถูกเพื่อนๆ ดูหมิ่นว่าเป็น “คนขี้ขลาด” และ “ลูกแหง่” อยู่เสมอ ชีวิตของ มูกาเบ นั้นผ่านเรื่องเลวร้ายมาไม่น้อย ไล่ตั้งแต่ปี 2473 เมื่อพ่อของเขา Gabriel ไปมีปากเสียงกับ 1 ในคณะนักบวช ทำให้ครอบครัวของเขาถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ต้องไปอาศัยบ้านญาติที่ห่างจากหมู่บ้านเดิมไป 7 ไมล์ อย่างไรก็ตามเด็กๆ ยังได้รับอนุญาตให้เรียนหนังสือในโรงเรียนเดิมได้ตามปกติ โดยอยู่ในโรงเรียนช่วงวันธรรมดา ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์จะกลับไปพักที่บ้านญาติ

“Zvimba District” ดินแดนบ้านเกิดของ โรเบิร์ต มูกาเบ
ในเวลาแทบจะไล่เลี่ยกันนั้นเอง Raphael พี่ชายคนโตของ มูกาเบ เสียชีวิตด้วยโรคท้องร่วง จากนั้นในปี 2477 Michael พี่ชายอีกคนก็เสียชีวิตด้วยภาวะอาหารเป็นพิษจากการกินข้าวโพด ไม่เพียงเท่านั้น พ่อของเขาผู้เป็นเสาหลักของครอบครัว ที่ไปหางานทำในเมือง Bulawayo (ปัจจุบันอยู่ทางตอนกลางของซิมบับเว) กลับไปมีผู้หญิงอื่น ทิ้งให้ Bona ผู้เป็นภรรยา และเป็นมารดาของ มูกาเบ กับพี่น้อง ให้ต้องเผชิญชีวิตตามลำพัง
ชีวิตของ มูกาเบ เริ่มดีขึ้นมาบ้าง เมื่อ Jean-Baptiste Loubiere หัวหน้านักบวชชาวฝรั่งเศสที่สั่งขับไล่เขาและครอบครัวออกจากหมู่บ้านได้เสียชีวิตลง และหัวหน้านักบวชคนใหม่ Jerome O’Hea ซึ่งมาจากประเทศไอร์แลนด์ อนุญาตให้ครอบครัวของ มูกาเบ กลับไปอยู่ในหมู่บ้านเดิมได้ ไม่เพียงเท่านั้น O’Hea ยังเป็นอาจารย์คอยอบรมสั่งสอนหนุ่มน้อย มูกาเบ อีกด้วย ทั้งนี้นอกจากจะสอนหนังสือตามมาตรฐานการศึกษาแบบชาวคริสต์แล้ว O’Hea ยังมักจะชอบเล่าเรื่องราวของ “สงครามประกาศเอกราช” ที่ชาวไอริชต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองจากการปกครองของอังกฤษ ให้หนุ่มน้อย มูกาเบ ได้ฟังเสมอ
ในปี 2484 ที่ วิทยาลัย Kutama มีการเปิดสอนสาขาวิชาชีพครู โรเบิร์ต มูกาเบ เกือบไม่ได้เข้าเรียนเพราะมารดาไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน แต่โชคดีที่ยังมีเงินจากปู่และยังได้บาทหลวง O’Hea สมทบเงินอีกก้อนหนึ่ง ต่อมาเมื่อสำเร็จการศึกษา เขาเริ่มสอนหนังสือที่โรงเรียนเดิมของเขาตั้งแต่ขณะที่ยังเรียนอยู่โดยได้ค่าจ้างเป็นเงิน 2 ปอนด์ต่อเดือน ต่อมาในปี 2487 Gabriel พ่อของเขากลับมาบ้านพร้อมลูกอีก 3 คนที่เป็นพี่น้องต่างมารดาของ มูกาเบ และได้เสียชีวิตลงหลังจากนั้นไม่นานนัก ทั้งนี้ มูกาเบ เรียนจบได้ประกาศนียบัตรวิชาชีพด้านครุศาสตร์ ในปี 2488
หลังจากใช้เวลา 4 ปี ทำงานเป็นครูอยู่หลายโรงเรียนในเขต Southern Rhodesia ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษขณะนั้น ในปี 2492 โรเบิร์ต มูกาเบ ก็ได้ทุนจาก มหาวิทยาลัย Fort Hare (ปัจจุบันตั้งอยู่ ณ เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้) ให้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และอีก 3 ปีต่อมา ในปี 2495 มูกาเบ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี สาขาประวัติศาสตร์และวรรณคดีอังกฤษ นอกจากนี้ในขณะที่ใช้ชีวิตในรั้วมหา’ลัย มูกาเบ ยังได้ร่วมทำกิจกรรมกับเครือข่ายชาวแอฟริกัน ทำให้ได้รู้จักกับ “ลัทธิมาร์กซิสต์” (Marxist) แต่สิ่งที่ “ส่งผลสะเทือน” ต่อความคิดของเขามากที่สุด คือเรื่องราวของ มหาตมะ คานธี วีรบุรุษผู้นำพาชาวอินเดียปลดแอกจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

“มหาตมะ คานธี” ผู้นำชาวอินเดียต่อต้านการยึดครองของอังกฤษแบบอหิงสา
แม้ชีวิตการเป็นครูหลังเรียนจบ ป.ตรี ตั้งแต่ปี 2495 เป็นต้นมา มูกาเบจะมีโอกาสข้องแวะกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ แต่เหตุการณ์ทางการเมืองที่เขาเข้าร่วมอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก คือการเดินขบวนในเดือน ก.ค. 2503 เพื่อประท้วงรัฐบาลเจ้าอาณานิคมในเหตุการณ์ที่ Leopold Takawira และสมาชิกพรรค National Democratic Party (NDP) ซึ่งเป็นพรรคที่เคลื่อนไหวต่อต้านการปกครองของอังกฤษอีก 2 คนถูกจับกุม แต่ครั้งนั้นฝูงชนกว่า 7 พันคนถูกปราบปรามลงราบคาบ
หลังจากนั้น มูกาเบ ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนผิวสีซึ่งเป็นชนพื้นเมืองท้องถิ่นในทวีปแอฟริกา มากขึ้นตามลำดับ เขาถูกเชิญให้ไปปราศรัยในหลายพื้นที่ และกลายเป็น “นักเคลื่อนไหวทางการเมือง” อย่างเต็มตัวด้วยการตัดสินใจลาออกจากการเป็นครู ท่ามกลางสถานการณ์ที่ “เดือดระอุ”เพราะการต่อสู้ขับไล่ชาติตะวันตกเจ้าอาณานิคมให้ออกไปจากทวีปแอฟริกาในเวลานั้นไม่ได้มีเฉพาะการชุมนุมประท้วงโดยสันติ แต่ยังมีกลุ่มคนผิวสี “สายเหยี่ยว” ที่ใช้ความรุนแรงออกโจมตีชุมชนของคนผิวขาวอีกด้วย
เส้นทางการต่อสู้ทางการเมืองของ มูกาเบ ก็ดุเดือดไม่แพ้กัน อาทิ ในปี 2505 เขากับภรรยาคนแรก Sally Hayfron ที่เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเช่นกัน ถูกจับกุมคุมขังเป็นเวลาสั้นๆ โดย มูกาเบ ถูกตั้งข้อหาปราศรัยยุยงปลุกปั่น ส่วน Hayfron ถูกตั้งข้อหาดูหมิ่นและอาฆาตมาดร้ายต่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 องค์พระประมุขแห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ซึ่งถือเป็นผู้ปกครองเหนืออาณานิคมต่างๆ ทั่วโลก

“Sally Hayfron” (ณ สหรัฐอเมริกา ปี 2526) ภรรยาคนแรกของ มูกาเบ ซึ่งร่วมต่อสู้ทางการเมืองมาด้วยกันตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว (เสียชีวิตเมื่อ 27 ม.ค. 2535 ในวัย 60 ปี ด้วยภาวะไตวาย)
แต่การถูกจองจำแบบ “ขังลืม” ในชีวิตของ มูกาเบ เริ่มขึ้นเมื่อเขาถูกจับอีกครั้งในเดือน ธ.ค. 2506 และถูกตัดสินให้จำคุกในเดือน มี.ค. 2507 ในช่วงแรกๆ นั้นเขาถูกสั่งจำคุกเพียง 21 เดือน ซึ่งเขาใช้เวลาในเรือนจำสอนหนังสือให้กับเพื่อนนักโทษด้วยกัน จนผู้คุมที่เป็นคนผิวสีเหมือนกันเกิดเห็นอกเห็นใจ ให้ความช่วยเหลือเป็น “คนส่งสาร” ระหว่าง มูกาเบ และนักเคลื่อนไหวที่อยู่นอกเรือนจำ กระทั่งในปี 2509 มีเหตุการณ์กลุ่ม ZANU โจมตีชุมชนของคนผิวขาว รัฐบาลขณะนั้นกล่าวโทษ มูกาเบ ทำให้เขาถูกขังยาวถึงเดือน พ.ย. 2517 จึงได้รับการปล่อยตัว
เดือน มี.ค. 2518 โรเบิร์ต มูกาเบ ในวัย 51 ปี มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำกองกำลังกลุ่ม ZANU หรือชื่อเต็มๆ คือ Zimbabwe African National Union เขาได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางเข้าไปยังประเทศโมซัมบิก (Mozambique) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของดินแดนซิมบับเว ทว่าในตอนแรกSamora Machel ผู้นำโมซัมบิกไม่เชื่อว่า มูกาเบ คือผู้นำกลุ่ม ZANU ทำให้เขาถูกกักตัวในบ้านพักอยู่เกือบ 1 ปีเต็มกว่าจะได้รับการยอมรับจาก Machel

ธงกองกำลัง “ZANU” หรือ Zimbabwe African National Union
เดือน ม.ค. 2519 มูกาเบ ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการครั้งแรกในนามกลุ่ม ZANLA กองกำลังติดอาวุธเกือบพันคน ลักลอบข้ามพรมแดนจากโมซัมบิกกลับไปยังเขตอาณานิคม Rhodesia ที่มีIan Smith เป็นผู้นำรัฐบาล เพื่อบุกเข้าทำลายชุมชนของคนผิวขาว ขณะที่ Smith ตอบโต้ด้วยการสั่งเกณฑ์ชายฉกรรจ์ที่อายุไม่เกิน 35 ปีทุกคนเข้าเป็นทหาร เช่นเดียวกับที่กลุ่ม ZANLA ได้กำลังพลเพิ่มจากคนผิวสีที่ว่างงานเพราะนายจ้างผิวขาวหนีตายทิ้งไร่นาไปหมด กระทั่งในปี 2522 การต่อสู้ของทั้ง 2 ฝ่ายยกระดับขึ้น กลุ่ม ZANLA ขยายแนวรบเข้าตีหลายเมืองของ Rhodesia สงครามครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตราว 3 หมื่นคน และคนผิวขาวสูญเสียมากขึ้นส่วนนักรบกองโจรชนะอย่างต่อเนื่อง

“Ian Smith” (ณ อาณานิคม Rhodesia ปี 2497) ผู้นำรัฐบาลอาณานิคม Rhodesia ของอังกฤษ ระหว่างปี 2507 – 2522 และเป็นผู้มีส่วนในการสั่งขังลืม โรเบิร์ต มูกาเบ ระหว่างปี 2507 – 2517
ในช่วงเวลาของการสู้รบ มูกาเบ มักให้ความสนใจการทำสงครามด้วย “โฆษณาชวนเชื่อ” (Propaganda War) ควบคู่กันเสมอ ทั้งการประกาศว่าเขาสนใจลัทธิมาร์กซ์-เลนิน แม้จริงๆ แล้วเขาจะแสวงหาความร่วมมือกับทั้งฝ่ายโลกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์และโลกเสรีนิยมประชาธิปไตย หรือการปราศรัยปลุกระดมให้คนผิวดำลุกขึ้นสู้แบบ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” กับคนผิวขาว
สำหรับ โรเบิร์ต มูกาเบ เขาเชื่อว่า “มีแต่การใช้กำลังเท่านั้น” จึงจะปลดปล่อยคนผิวสีจากการกดขี่ของคนผิวขาวได้ ทำให้เขาขัดแย้งกับ Joshua Nkomo ผู้นำกลุ่มเรียกร้องเสรีภาพคนผิวสีอีกผู้หนึ่ง อาทิ ในเดือน ก.ย. ปี 2521 ที่ มูกาเบ พบกับ Nkomo แล้วรู้สึกไม่พอใจที่ทราบว่า Nkomo คิดจะเจรจากับฝ่ายเจ้าอาณานิคมที่นำโดย Smith ผู้นำ Rhodesia กระทั่งในปี 2522 ด้วยแรงกดดันจากประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ B. J. Vorster ในที่สุด Smith ยอมรับแล้วว่าระบอบที่ให้คนผิวขาวอยู่เหนือคนผิวสีคงไม่อาจอยู่ได้อีกต่อไป จึงปล่อยให้จัดการเลือกตั้ง
ทำให้ Abel Muzorewa ที่ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็น “ผู้นำผิวสีคนแรก” ของ Rhodesia อย่างไรก็ตาม กลุ่ม ZANU ประกาศไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งหนนี้ ขณะเดียวกัน ทางอังกฤษที่มี “หญิงเหล็ก” มากาเร็ต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศว่าอังกฤษจะยอมรับความเป็นเอกราชของ Rhodesia ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์เท่านั้น
เดือน ม.ค. 2523 มูกาเบ แปรสภาพกองกำลัง ZANU ให้เป็นพรรคการเมืองในชื่อ “ZANU-PF”และการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. ปีเดียวกัน พรรค ZANU-PF กวาดโควตาในรัฐสภามาได้ 57 จาก 80 ที่นั่ง นั่นเป็น “ครั้งแรก” ที่เขาขึ้นเป็น “ผู้นำรัฐ” และเป็นการก้าวเข้าสู่อำนาจอย่างสง่างามตามวิถีประชาธิปไตย ซึ่งสิ่งแรกที่เขาทำคือประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า “เงินบำนาญของเจ้าหน้าที่รัฐผิวขาว รวมถึงทรัพย์สินส่วนบุคคลจะยังได้รับความคุ้มครอง” เพื่อให้ “ว่าที่” ประเทศเกิดใหม่ มีเสถียรภาพ

แผนที่ประเทศซิบบับเว
จากนั้นใน “วันที่ 17 เม.ย. 2523” มูกาเบ ได้เปลี่ยนชื่อดินแดนจาก Rhodesia เป็น ซิมบับเว (Zimbabwe) และอีก 2 ปีต่อมา ในปี 2525 เมือง Salisbury ที่ มูกาเบ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ก็ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ฮาราเร (Harare) กระทั่ง “ปลายปี 2530” มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ โรเบิร์ต มูกาเบ ดำรงตำแหน่ง “ผู้นำสูงสุด” (Executive President) ซึ่งเป็นตำแหน่งตั้งขึ้นมาใหม่ มีส่วนผสมระหว่างประมุขแห่งรัฐ ประมุขฝ่ายบริหาร และผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีอำนาจทั้งสั่งยุบสภาและประกาศกฎอัยการศึกแบบไม่จำกัดเวลา จากนั้นเป็นต้นมา มูกาเบ จึงได้เปลี่ยนจากผู้นำในระบอบประชาธิปไตย กลายเป็น “จอมเผด็จการ” อย่างเต็มตัว
ตลอดห้วงเวลาการบริหารประเทศแบบเบ็ดเสร็จของ โรเบิร์ต มูกาเบ ยาวนานเกือบ 3 ทศวรรษ มุมหนึ่งใช่ว่าเขาจะไม่มีผลงาน โดยเฉพาะ “ด้านการศึกษา” ที่อาจเป็นเพราะเขาเคยประกอบอาชีพเป็นครูบาอาจารย์มาก่อน ทำให้ มูกาเบ ทุ่มงบประมาณสร้างโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากจำนวนโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศจากที่มีเพียง 177 แห่งในปี 2523 เพิ่มเป็น 1,548 แห่งในปี 2543
ส่งผลให้ “อัตราการรู้หนังสือของประชากรวัยผู้ใหญ่ เพิ่มจากร้อยละ 62 เป็นร้อยละ 82 ของประชากรทั้งประเทศ” และยังถือเป็น “เป็นสถิติที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ทวีปแอฟริกา” เช่นเดียวกับ “ด้านสาธารณสุข” ที่อาจเป็นเพราะการสูญเสียพี่น้องในวัยเด็กด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้ มูกาเบ ทุ่มงบประมาณลงไปในด้านนี้มาก จนทำให้ “การสร้างภูมิคุ้มกันโรคในเด็ก”จากที่เคยทำได้เพียงร้อยละ 25 “เพิ่มอย่างก้าวกระโดด” ขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 92
แต่สิ่งที่เป็น “ความล้มเหลว” แถมยังเป็นความล้มเหลวชนิด “ร้ายแรงที่สุด” คือเรื่องของ“เศรษฐกิจ” อาทิ ระหว่างปี 2523 – 2533 อันเป็นช่วงเวลาที่ มูกาเบ ยังเป็นผู้นำแบบประชาธิปไตย แม้ตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมจะขยายตัวร้อยละ 2.7 ต่อปี แต่ในปี 2533 กลับพบอัตราการว่างงานของประชาชนสูงถึงร้อยละ 26 และยิ่ง “ถลำลึก” เข้ารกเข้าพงไปอีก เมื่อ มูกาเบ ในยุคเถลิงอำนาจเป็นผู้นำเผด็จการ โดยระหว่างปี 2534 – 2539 ได้ออกนโยบาย “ยึดที่ดินคนผิวขาวและขับไล่ออกไปให้หมด” แล้วนำมาแจกจ่ายให้คนผิวสี
ทว่าคนผิวสีนั้น “ขาดความรู้ด้านการเกษตร” ปริมาณผลผลิตที่ควรจะเป็นเสบียงอาหารของชาติก็ลดลงแบบดิ่งเหว ส่งผลให้ระหว่างปี 2542 – 2552 เศรษฐกิจซิมบับเว “พังพินาศ” ระบบธนาคารล่มสลาย เกษตรกรไม่สามารถกู้เงินมาลงทุนเพาะปลูกได้ กำลังการผลิตอาหารลดลงร้อยละ 45 , โดยผลิตได้เพียงร้อยละ 29 ในปี 2548 , ร้อยละ 26 ในปี 2549 และร้อยละ 28 ในปี 2550 ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 อีกทั้ง “อัตราเงินเฟ้อ” ยังเพิ่มขึ้น “จากเพียงร้อยละ 7 ในปี 2523 เป็นร้อยละ 231 ล้าน ในปี 2551” อันเป็นการแบบพุ่งทะลุเพดาน

“Grace Ntombizodwa Marufu” (ปี 2556) ภรรยาคนที่ 2 และคนปัจจุบันของ โรเบิร์ต มูกาเบ ทั้งคู่สมรสกันเมื่อปี 2539 หรือ 4 ปีหลังการเสียชีวิตของ Sally Hayfron
ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยเขียนบทความ “บทเรียนจาก “Mugabe” ..ซิมบับเวเปลี่ยนจากอู่ข้าวอู่น้ำของทวีปแอฟริกามาเป็นระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลายโดยสิ้นเชิง” เผยแพร่ในเว็บไซต์สำนักข่าว Thaipublica เมื่อ 23 ม.ค. 2556 อธิบายเหตุหายนะทางเศรษฐกิจของซิมบับเว ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น “แผ่นดินอุดมสมบูรณ์” แห่งหนึ่งของโลก แม้จะอยู่ในทวีปที่ดูแล้วทุรกันดารอย่างแอฟริกาแถมยังไม่ติดทะเลก็ตามไว้ว่า
“นโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของประธานาธิบดี Mugabe เริ่มส่อเค้ามาตั้งแต่เมื่อสิบสี่ปีที่แล้ว (ประมาณปี 2537 นับจากปีที่บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์พเนจร” ของ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 14 พ.ค. 2551) ก่อนที่จะผิดพลาดรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสี่ถึงห้าปีหลัง เมื่อสิบสี่ปีที่แล้ว ซิมบับเวมีปัญหาการขาดดุลงบประมาณจากนโยบายประชานิยมโดยเฉพาะการอุดหนุนสินค้าเกษตร การขาดดุลงบประมาณบานปลายมากขึ้นเรื่อยๆ จนธนาคารกลางต้องพิมพ์เงินมาให้รัฐบาลใช้
ทำให้เริ่มเกิดปัญหาเงินเฟ้อ ค่าเงินซิมบับเวดอลลาร์ตกลง สภาวะความเป็นอยู่ของประชาชนเริ่มลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่แทนที่ประธานาธิบดี Mugabe จะแก้ที่ต้นเหตุ กลับซื้อเวลาด้วยการพิมพ์เงินมาสนับสนุนนโยบายประชานิยมมากขึ้น จนทำให้เศรษฐกิจมหภาคตกลงในเหวลึก ยากที่จะแก้ไขได้ เพราะรัฐบาลและธนาคารกลางขาดความเชื่อถือจากประชาคมเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศโดยสิ้นเชิง”

“หนึ่งแสนล้านดอลลาร์ซิมบับเว” เป็นมูลค่าบนธนบัตรที่มากที่สุดของประเทศซิมบับเว สวนทางกับมูลค่าจริงที่แทบจะใช้ซื้อสินค้าและบริการอะไรไม่ได้เลยจากวิกฤติเงินเฟ้อ
เมื่อรวมกับนโยบายของ มูกาเบ ที่สร้างความแตกแยกในสังคมอย่างการขับไล่และยึดที่ดินของคนผิวขาวมาแจกจ่ายให้คนผิวสีข้างต้น ดร.วิรไท ซึ่งในอดีตเคยทำงานให้กับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และได้มีโอกาสใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในซิมบับเว สมัยที่ยังไม่เกิดวิกฤติรุนแรง เล่าว่า ยุคนั้นการเดินทางในเมืองยังมีความปลอดภัยไม่ต้องหวาดกลัวโจรผู้ร้าย กระทั่งทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางเลวร้ายลงในเวลาต่อมา ดังที่ได้บรรยายไว้ว่า
“ผมจำได้ว่า เมื่อสิบสี่ปีที่แล้ว อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างซิมบับเวดอลลาร์กับ US ดอลลาร์ อยู่ที่ประมาณ 8:1 วันนี้ อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดอยู่ที่ 250,000:1 ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของทางการสูงถึงร้อยละ 100,000 ต่อปี อัตราการว่างงานมากกว่าร้อยละ 80 ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนลำบากมาก น้ำมันและอาหารขาดแคลนอย่างหนัก ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า สาธารณูปโภคหยุดงานมากกว่าทำงาน ประชาชนเกือบร้อยละ 20 ติดเชื้อ HIV และประชาชนกว่าร้อยละ 10 อพยพไปทำงานต่างประเทศ
ในจำนวนคนที่อพยพออกไปนั้น เป็นหมอและพยาบาลกว่าครึ่งหนึ่งของหมอและพยาบาลที่ซิมบับเวเคยมี ระบบสาธารณสุขในซิมบับเวจึงล่มสลายโดยปริยาย เห็นสถิติเหล่านี้แล้ว อาจจะเข้าใจผิดว่าซิมบับเวเพิ่งผ่านสงคราม แต่ตลอดสิบสี่ปีที่ผ่านมา ซิมบับเวไม่ได้รบกับใครและไม่มีสงครามกลางเมือง แต่การล่มสลายของระบบเศรษฐกิจและสังคมซิมบับเว เกิดจากการบริหารประเทศที่ผิดพลาดของประธานาธิบดี Mugabe”
หาก ณ วันนี้ โรเบิร์ต มูกาเบ ในวัย 93 ปี ไม่ถูกทำรัฐประหารยึดอำนาจเสียก่อน เขาน่าจะได้ฉลองปีที่ 30 ของการเป็นผู้นำสูงสุด ในอีก 1 เดือนเศษข้างหน้า หรือในวันที่ 22 ธ.ค. 2560 อันเป็นวันที่เขาสถาปนาตัวเองขึ้นเป็น “ประธานาธิบดีตลอดกาล” ทว่าดูเหมือนทุกอย่างได้ “หลุดลอย” ไปจากมือเขาเสียแล้ว เว้นแต่จะมี “ปาฏิหาริย์” นั่นคือผู้นำกองทัพทำอย่างที่พูดจริงๆ นั่นคือ “เหตุการณ์นี้ไม่ใช่การทำรัฐประหาร แต่เป็นการกวาดล้างอาชญากรที่หากินโดยอาศัยบารมีของ มูกาเบ เท่านั้น” ซึ่งดูท่าแล้ว อาจต้องบอกว่า..
“ปลงและปล่อยวาง” น่าจะเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากกว่า!!!
ขอบคุณภาพประกอบและข้อมูลจาก :
https://en.wikipedia.org/wiki/Robert_Mugabe
https://en.wikipedia.org/wiki/Hyperinflation_in_Zimbabwe
https://en.wikipedia.org/wiki/Mahatma_Gandhi
https://en.wikipedia.org/wiki/Grace_Mugabe
https://thaipublica.org/2012/01/lesson-learned-mugabe