Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

เปิดวาร์ปยุ้ยสาวราชบุรีโชว์ลีลา’ต๊ะตุงตวง’ 4วันยอดชมทะลุ10 ล้านวิว

Posted on July 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303245

เปิดวาร์ปยุ้ยสาวราชบุรีโชว์ลีลา'ต๊ะตุงตวง' 4วันยอดชมทะลุ10 ล้านวิว

เปิดวาร์ปยุ้ยสาวราชบุรีโชว์ลีลา’ต๊ะตุงตวง’ 4วันยอดชมทะลุ10 ล้านวิว

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 08.50 น.

เปิดใจน้อง “ยุ้ย” วัยรุ่นสาวชาวราชบุรี เจ้าของคลิป สาวโชว์ลีลา “ต๊ะ ตุง ตวง” ผ่านไป 5 วัน ยอดชมทะลุ มากกว่า 11 ล้านวิว เผยชีวิตเปลี่ยน มีคนรู้จักมากขึ้นและมีคนติดต่อขอร่วมงานจำนวนมาก

15 พ.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์ได้มีการแห่เข้าไปชมคลิปภาพสาวสวยในชุดแดง เป็นประกอบเพลง “ต๊ะ ตุง ตวง” ที่กำลังโด่งดังอยู่ในโลกออนไลน์ ที่หลายคนต่างนำมาอัดคลิป ประกอบท่าเต้นในรูปแบบต่างๆ ที่เรียกได้ว่า ดังแซงโค้ง เพลงปานามา จนกลายเป็นกระแสที่มีคนให้ความสนใจกันอย่างมาก

ทำให้บรรดาสาวสวยหน้าใสที่ออกมาโชว์ลีลาการเต้นสายย่ออย่างเด็ด ผ่านหน้า facebook ส่วนตัวชื่อ Pumjai Jeentong  ที่ได้นำคลิปโพสต์เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 เวลาประมาณ 14.32 น.

พร้อมทั้งระบุข้อความเพียงสั้นๆ และติดแฮชแท็กว่า “ต๊ะ ตุง ตวง”  #เสี่ยงตีน ที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าผ่านไปเพียง 5 วันมีผู้ชมเข้าไปดูยอดวิวทะลุ 11,001,584 วิวแล้ว รวมถึงได้มีการกด like 24,000 ครั้ง กดแชร์มากกว่า 79,000 ครั้ง

นอกจากนี้ยังมีการแสดงความคิดเห็นทั้งชื่นชอบและให้กำลังใจ อีกทั้งบางส่วนยังมีการกล่าวถึงท่าเต้นอาจดูไม่เหมาะสม จนกลายเป็นเนตไอดอลอย่างเต็มตัว ซึ่งงานนี้เรียกว่า ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ จนทำให้มีชาวโซเชียลต่างมีการตั้งข้อสงสัยว่า สาวสวยคนดังกล่าวเป็นใคร

ผู้สื่อข่าวจึงได้ติดต่อเพื่อพูดคุยกับสาวสวยคนดังกล่าวที่ปรากฏในคลิปนั้น คือ “นางสาวภูมิใจ จีนทอง” หรือ “น้องยุ้ย” อายุ 26 ปี เป็นชาวตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวและค้าขาย

โดยน้องยุ้ย เปิดเผยเรื่องราวถึงที่มาของคลิปดังกล่าวว่า เพลง ต๊ะ ตุง ตวง กำลังมา มีแฟนคลับขอมาก็เลยจัดเต้นให้ ทีแรกก็ไม่รู้ว่า คลิปมันจะดังขนาดนี้ สาเหตุที่เลือกเพลงนี้ เนื่องจากกำลังมาแรงในช่วงนั้น ทีนี้ตนยุ้ยได้นำเอามาเต้น ตอนที่ลงคลิปไปประมาณครึ่งชั่วโมงยอดแชร์ ยอด like คือเยอะกว่าปกติ ที่ยุ้ยเองลงคลิปต่างๆ จึงรู้สึกงงว่า ทำไมยอด like ยอดแชร์เยอะ และยอดวิวก็เพิ่มขึ้น

“ยอดแชร์ก็เพิ่มมากขึ้นก็รู้สึกงง อยู่ ณ ตอนอนนี้ยอดวิว 10 ล้านเจ็ดแสนกว่า ก็รู้สึกดี รู้สึกภูมิใจ ตอนนี้มีเสียงสะท้อนทั้งคนชม มีทั้งคนชอบ และก็มีทั้งคนติ หลังจากที่คลิปนี้มีการแชร์ออกไปจำนวนมาก และมีผู้ชมมากกว่า 10 ล้านทำให้ชีวิตยุ้ยเองเริ่มเปลี่ยนแปลง ชั่วพริบตาเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเวลาไปไหนมีคนให้ความสนใจและเริ่มมีงาน เริ่มมีโฆษณาสินค้า โฆษณาแบรนด์ต่างๆ เริ่มมีอะไรติดต่อมาเพิ่มขึ้น” น้องยุ้ย เอยอย่างภูมิใจ

น้องยุ้ย ยังเล่าถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตแบบไลฟ์สไตล์ว่า ตนเองเป็นคนร่าเริงเป็นคนสนุกสนานเฮฮาเป็นกันเอง ปกติเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว ตอนนี้ได้เริ่มมีการวางแพลนการทำคลิปตามที่คนขอเข้ามา ตอนนี้ก็กำลังหาเพลงที่ฮิตๆ อยู่ ซึ่งเร็วๆนี้ จะมีผลงานออกมาให้ได้ชมผ่านหน้า facebook ของตนเอง ซึ่งก็อยากฝากติดตามผลงานของตนเองได้ทาง  facebook ของตนเองโดยเข้าไปกดติดตามได้ที่ facebook  Pumjai Jeentong

“ต้องขอบอกเลยว่า งานนี้สมัยนี้เป็นเทรนด์การเต้นโชว์อวดเพื่อนผ่านโลกโซเชียลกันเยอะมากขึ้น ไม่ว่า จะเป็นของต่างประเทศจนรวมมาถึงของเมืองไทยเราก็ได้มีการเต้นคัฟเวอร์เพลงต่างๆ จนเป็นกระแสในโลกออนไลน์ด้วยการแชร์ จนทำให้กลายเป็นเน็ตไอดอลในชั่วพริบตา” น้องยุ้ย กล่าวพร้อมกับปล่อยเสียงหัวเราะ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผนึกกำลังภาคีอีสานล่าง แก้ปัญหาชีวิตเด็ก-เยาวชน

Posted on July 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303151

ผนึกกำลังภาคีอีสานล่าง แก้ปัญหาชีวิตเด็ก-เยาวชน

ผนึกกำลังภาคีอีสานล่าง แก้ปัญหาชีวิตเด็ก-เยาวชน

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ตอนล่าง” ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ (ข้อมูลจาก “รายงานวิเคราะห์สถานการณ์จังหวัด 76 จังหวัด /18 กลุ่มจังหวัด” โดยศูนย์สารสนเทศยุทธศาสตร์ภาครัฐ สำนักงานสถิติแห่งชาติ)”

เด็กและเยาวชนคือกำลังในอนาคตของชาติและของโลก..ดังนั้นประเทศต่างๆ รวมไปถึงประชาคมนานาชาติ ล้วนให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน จนมีทั้งวันเด็กและวันเยาวชน ซึ่งประเทศไทยนั้น รัฐธรรมนูญของไทยหลายฉบับรวมถึงฉบับปี 2560 ที่เป็นฉบับล่าสุด ก็ยังให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน โดยบัญญัติไว้ในหมวดหน้าที่ของรัฐ (มาตรา 54) ว่าด้วยการจัดการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ระดับปฐมวัย

ขณะที่ภาคส่วนอื่นๆ ก็มีความตระหนักถึงการดูแลและพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนเช่นกัน โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น มีการร่วมมือกันของหลายภาคส่วนในแต่ละพื้นที่ อาทิ ที่ ศรีสะเกษ จังหวัดหนึ่งในภูมิภาคอีสานตอนล่าง มีการสัมมนาการขับเคลื่อนการทำงานวิชาการด้านเด็กและเยาวชนจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อระดมสมองในการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานวิชาการด้านเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

ประจวบ จันทร์หมื่น อาจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ มีการศึกษาร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ใน 10 หัวข้อ คือ 1.การสะท้อนเชิงสังคมวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อความสามารถในการบริหารการรู้คิด อารมณ์ และพฤติกรรม (Executive Functions) ด้านการยั้งคิดและควบคุมแรงปรารถนาของตน เกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษาในเด็กระดับประถมศึกษา

2.การสร้างการคิดเพื่อชีวิตของเด็กและเยาวชนชาวกูย 3.นิทานท้องถิ่นกับการสร้างการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตเด็กปฐมวัยในชุมชนชาวกูยบ้านเปือยนาสูง 4.การสื่อสารเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ของวัยรุ่น 5.การบูรณาการข้อมูลเพื่อวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดปัญหาด้านเด็กและเยาวชน 6.การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนเรียนรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ กรณีศึกษาชุมชนพันทาน้อย

7.แนวทางการสร้างกลไกความร่วมมือของชุมชนในการสร้างภูมิคุ้มกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมของเด็กและเยาวชนบ้านละทาย 8.กระบวนการกลุ่มเพื่อการเรียนรู้เศรษฐกิจฐานราก ของเยาวชนในชุมชนบ้านคำเมย 9.บทบาทเยาวชนในการสร้างมาตรการแก้ไขป้องกันการสูบบุหรี่ในชุมชน บ้านกระแชงใต้ และ 10.แนวทางการ
พัฒนายุวพลเมืองภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม : กรณีศึกษาตำบลกระแชง

ซึ่งผลการศึกษาทั้ง 10 เรื่อง สรุปข้อค้นพบ 4 ประการ คือ 1.เด็กและเยาวชนชาวศรีสะเกษดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสังคมเปราะบาง ทั้งฐานะยากจน ครอบครัวอพยพ อยู่บนพื้นที่เสี่ยงสุรา บุหรี่ ความรุนแรง 2.บทบาทของท้องถิ่น ในการสร้างกลไกดูแลเด็กและเยาวชน 3.พลังสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนมีจำนวนมาก มีพื้นที่ให้แสดงออก 4.ยังไม่มีประเด็นร่วมระดับจังหวัดแต่เป็นการขับเคลื่อนงานด้านเด็กและเยาวชนที่หลากหลาย

“มีข้อเสนอการขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่เห็นร่วมกัน คือการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.สร้างกลไกกลางการขับเคลื่อน 2.หาประเด็นร่วม 3.สร้างปฏิบัติการรูปธรรมในพื้นที่ ฉะนั้นจังหวัดศรีสะเกษจำเป็นต้องสร้างกลไกกลางร่วมขับเคลื่อนงานด้านเด็กและเยาวชน ภายใต้ทิศทางร่วมที่มีพลัง” ประจวบ กล่าว

ขณะที่ กัญญารัตน์ เสาเหลี่ยม ตัวแทนเด็กและเยาวชนศรีสะเกษ กล่าวว่า ปัญหายาเสพติด บุหรี่ ท้องก่อนวัยอันควรยังมีอยู่มากในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากสภาพแวดล้อมและตัวของเด็กเอง “เพราะเด็กบางคนไม่สนิทกับครอบครัว” อาทิ มีกรณีเพื่อนในห้องเรียนพลาดจนท้องแต่ไม่กล้าบอกพ่อแม่ ก็ไปปรึกษาเพื่อนแล้วเพื่อนก็บอกให้ไปทำแท้ง “ถ้าหากครอบครัวอบอุ่นจะทำให้เด็กกล้าปรึกษาพ่อแม่”มากกว่าปรึกษาเพื่อนในวัยเดียวกันซึ่งมีวุฒิภาวะที่ไม่มากพอดังนั้นโจทย์ใหญ่คือจะทำให้เส้นทางของเด็กและผู้ปกครองเป็นเส้นเดียวกันได้อย่างไร?

อีกด้านหนึ่ง จันที สมนา หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ ให้ความเห็นว่า “เด็กต้องมีส่วนร่วมในการสร้างสังคม แต่ประเทศไทยมักจะกำหนดให้เด็กต้องทำตามนโยบาย” ดังนั้นการกำหนดนโยบายด้านเด็กก็จะต้องให้เด็กร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา แต่ทุกวันนี้เราวิ่งตามเด็กและมองเด็กที่เป็นปัญหาคือปัญหา “สิ่งที่เด็กแสดงออกจะจะดีหรือไม่ดีจงอย่าไปโทษเด็ก แต่ต้องดูว่าสถาบันครอบครัว” ว่าให้โอกาสเด็กมากน้อยอย่างไร?

“พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน แห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 กำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล โดยหัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวในแต่ละจังหวัด จัดให้มีสภาเด็กและเยาวชนตำบล สภาเด็กและเยาวชนเทศบาล ดังนั้น พม.ขอให้เด็กไปสมัครกันมากๆ เพราะเด็กใช้ภาษาเดียวกันพูดคุยกันรู้เรื่องและ
เข้าใจเด็กในวัยเดียวกัน จึงอยากได้เด็กรุ่นใหม่มาช่วยกันคิด แก้ไขปัญหาสังคม” หน.บ้านพักเด็กและครอบครัวศรีสะเกษ กล่าว

อีกจังหวัดที่มีโครงการลักษณะเดียวกัน อุบลราชธานี และยังเป็นจังหวัดข้างเคียงของศรีสะเกษ ผศ.ดร.ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ อาจารย์สาขาวิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีกล่าวถึงรายงานดัชนีความก้าวหน้าของคนปี 2558 ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช. – สภาพัฒน์) ที่ระบุว่า “ภาคอีสานล้าหลังด้านการศึกษามากกว่าทุกภาค” ม.อุบลฯ ที่เป็นหน่วยงานวิชาการในท้องถิ่นแห่งหนึ่งของภาคอีสาน จึงจัดทำโครงการการเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายโรงเรียนสุขภาวะภาคอีสานตอนล่าง

โดยเรียกง่ายๆ ว่าโครงการ “โรงเรียนเฮ็ดดี มีสุข” (HD School) มีโรงเรียนในจังหวัดยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี เข้าร่วมจำนวน 49 โรงเรียน ซึ่ง ม.อุบลฯ จะทำหน้าที่สนับสนุนโรงเรียนและเครือข่าย ให้มีการบริหารจัดการและจัดกระบวนการ กิจกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียนที่ทำให้เด็กและเยาวชนเกิดการพัฒนา ทั้งการลดพฤติกรรมเสี่ยงและเพิ่มพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งด้านกาย จิตสังคม และสติปัญญา

เสียงสะท้อนจากครูในพื้นที่ ปิยวรรณ พาหาทรัพย์อนันต์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนชุมชนบ้านศรีไค (ศรีวัฒนาวิทยาคาร) อำเภอวารินชำราบ ระบุว่า เด็กที่มีปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มักเป็นเด็กด้อยโอกาสหรือเด็กพิเศษที่ถูกทอดทิ้งให้เป็น “เด็กห้องบ๊วย” ที่ใครก็ไม่ต้องการ ซึ่งการแก้ปัญหาไม่อาจทำได้โดยลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งระบบ โดยทางโรงเรียนได้ทำโครงการ “อุ่นไอรักจากการอ่าน สายใยสื่อสารผ่านสามวัย” ที่ไม่ใช่เพียงส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเด็กเท่านั้น แต่ยังสร้างคุณค่าในตนเองให้กับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุในชุมชนด้วย

ปิยวรรณ เล่าต่อไปว่า โครงการดังกล่าวใช้วิธีให้เด็กๆ นำหนังสือนิทานจากโรงเรียนไปให้อ่านให้คนทุกช่วงวัยฟัง ทั้งในบ้านและในชุมชน ในวันเสาร์ – อาทิตย์ รวมถึงให้เด็กๆ ไปพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับผู้ใหญ่ ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมาคือ “ความรู้” เกี่ยวกับวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่แม้แต่ครูเองก็ได้รู้ไปพร้อมกับเด็กๆ ด้วย ทำให้เด็กๆ เกิดจินตนาการใหม่ๆ ส่วนผู้ใหญ่ก็ได้เห็นความสำคัญของตนเองในการส่งเสริมความสามารถของบุตรหลานให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน

“โครงการจะเน้นเรื่องการอ่าน ผ่านการคิด สู่การเขียน เพื่อการเรียนอย่างมีความสุข และมีจุดเด่นในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครอบครัว เนื่องจากเด็กของเราไม่ได้อยู่กับพ่อแม่สูงถึงร้อยละ 90 โดยเทคนิคที่นำมาใช้และเกิดความสำเร็จคือครูสู้ด้วยใจ ส่งผลให้โรงเรียนได้รางวัลเรื่องการอ่าน ระดับชั้น ป.1 อันดับ 1 ของเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี  เขต 4” คุณครูท่านนี้ กล่าวในท้ายที่สุด

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

’บิ๊กฉัตร’เจอมรสุม มีชาวนาให้กำลังใจ แต่ชาวสวนยางร้องปรับออก ทำยางตกต่ำ จะร้องผิดกระทรวง??

Posted on July 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303197

’บิ๊กฉัตร’เจอมรสุม มีชาวนาให้กำลังใจ แต่ชาวสวนยางร้องปรับออก ทำยางตกต่ำ จะร้องผิดกระทรวง??

’บิ๊กฉัตร’เจอมรสุม มีชาวนาให้กำลังใจ แต่ชาวสวนยางร้องปรับออก ทำยางตกต่ำ จะร้องผิดกระทรวง??

วันพุธ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 02.00 น.
nn…ช่วงนี้ต้องยอมรับว่าเจอศึกหนักจริงๆ สำหรับ “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เจ้ากระทรวงเกษตรฯที่ถือเป็น รมต. “สายล่อฟ้า” มีชื่ออยู่ในข่ายถูกปรับเปลี่ยน ในการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 5” มาตลอด แม้ล่าสุดโพลล์จากสำนักเจ้าประจำ ก็หยิบยกประเด็นนี้ ขึ้นมาเป็นประเด็นนำว่า “ประชาชน” ต้องการ ให้ปรับ “เจ้ากระทรวงเกษตรฯ”…ขบวนการจ้องเลื่อยขา “เก้าอี้” งัดเอาสารพัดปัญหา ที่มองว่า “บิ๊กฉัตร” ไม่สามารถแก้ปัญหาได้มาโถมใส่ เหมือนกับเป็น “กระโถน”รองรับทุกสิ่ง ทุกปัญหา…กระแสปรับ ครม.ถี่ยิบ ช่วงนี้ หลายคนที่คาดหวังอาจถึงขั้น “นับถอยหลัง” กันแล้ว ไม่น่าใกล้ หรือไกล จากนี้ จะชัดเจนกัน ก็คงเป็นช่วงที่ “นายกฯลุงตู่” เดินทางกลับจากประชุมสุดยอดอาเซียนที่ฟิลิปปินส์นี่แหล่ะ…แม้ว่าข่าวคราวการปรับ “บิ๊กฉัตร” จะหนาหู..แต่วันนี้ก็กลับมีปรากฏการณ์ ที่มีประชาชนพร้อมใจกันเดินทางมา ยังกระทรวงเกษตรฯถึงสองกลุ่ม..กลุ่มแรก เป็นกลุ่มเกษตรกร ชาวนาหลายจังหวัดทั้งสิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยาและสุรินทร์ เป็นต้น เดินทางกันมาตั้งแต่เช้ามืดเพื่อมาให้กำลังใจหลัง “บิ๊กฉัตร” เจอมรสุมถาโถมจนเซ..โดยชาวนาที่มาก็บอกว่า อยากมาให้กำลังใจ และไม่อยากให้ “นายกฯลุงตู่”ปลด “บิ๊กฉัตร” เพราะชาวนามีความเป็นอยู่ดีขึ้นเยอะโดยเฉพาะจากนโยบาย เกษตรแปลงใหญ่ของ “บิ๊กฉัตร” ที่ช่วยลดทุนในการทำนาไปได้เยอะหรืออีกหลายๆ นโยบายที่ส่งเสริมให้ชีวิตความเป็นอยู่ชาวนาดีขึ้น…ส่วนอีกกลุ่มก็เป็นกลุ่มชาวสวนยาง ที่มาชุมนุมกันอยู่หน้ากระทรวง พร้อมเรียกร้องให้ปลด “บิ๊กฉัตร” ลงจากตำแหน่ง เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาราคายางตกต่ำได้แล้วให้คนอื่นมาทำแทน…แต่เรื่อง ราคายางตกต่ำ ได้ยินกันมาตลอด ตั้งแต่ในอดีต จนถึงเวลานี้ ก็ยังไม่เห็นมีรัฐบาลชุดไหนจะทำให้ราคาดีขึ้นได้ ปัจจัยมันก็มีเยอะทั้งภายนอก ภายในประเทศ…แต่ที่แน่ๆ“บิ๊กฉัตร” บอกได้ทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนหน่อยได้มั้ย ว่า “ราคายางพาราตกต่ำ” นี่มันเกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรไหม เพราะความจริงแล้ว…เรื่องราคาสินค้าตกต่ำ ไม่ใช่เฉพาะราคายางพาราเท่านั้นแต่รวมถึงราคาสินค้าตัวอื่นด้วย หากราคาตกต่ำก็น่าจะอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ หรือเปล่า ในการดูแลเกี่ยวกับราคาสินค้าโดยตรง ..ไม่ใช่กระทรวงเกษตรฯ….อ่อ ถ้าอย่างนั้น ก็ขอให้เข้าใจ “ตรงกันนะ” ม็อบยางร้องผิดกระทรวงไหม?..nn

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘สิงห์เหนือ-เสือใต้’แห่งเมืองสุรินทร์ เปิดศึกในตำนานแข่ง’ลงแขกเกี่ยวข้าว’แบบดั้งเดิม

Posted on July 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303239

'สิงห์เหนือ-เสือใต้'แห่งเมืองสุรินทร์ เปิดศึกในตำนานแข่ง'ลงแขกเกี่ยวข้าว'แบบดั้งเดิม

‘สิงห์เหนือ-เสือใต้’แห่งเมืองสุรินทร์ เปิดศึกในตำนานแข่ง’ลงแขกเกี่ยวข้าว’แบบดั้งเดิม

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 21.57 น.

วันนี้ 14 พฤศจิกายน 2560 นายเริงศักดิ์ หาญมานพ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหลัก ต.สะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์ สพป.สุรินทร์ เขต 3 คณะครู นักเรียน และชาวบ้านหลัก ม.5-บ้านหลักชัย ม.14 ได้ร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าว ในแปลงข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของโรงเรียน

การลงแขกเกี่ยวข้าวในวันนี้ ได้มีกิจกรรมพิเศษ เพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรี 2 หมู่บ้าน โดยการจัดแข่งขันลงแขกเกี่ยวข้าว ระหว่างสิงห์เหนือ บ้านหลักชัย ม.14 กับ เสือใต้ บ้านหลัก ม. 5 ผลปรากฏว่า เสือใต้ บ้านหลัก ม.5 เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะและได้รับรางวัลจากทางโรงเรียน

นายเริงศักดิ์ หาญมานพ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหลัก กล่าวว่า เพื่อให้นักเรียนโรงเรียนบ้านหลัก ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวนา และการทำนาแบบดั้งเดิมของชุมชน จึงได้จัดหลักสูตรท้องถิ่นรายวิชา การทำนาดำ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ นอกจากนี้ในปีนี้โรงเรียนได้แบ่งพื้นที่อีกส่วนหนึ่งปลูกข้าวไรซ์เบอรี่อีกด้วย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

จากใจพี่!’เสก โลโซ’มาแล้ว โพสต์สั้นๆถึง’ตูน บอดี้สแลม’

Posted on July 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303230

จากใจพี่!'เสก โลโซ'มาแล้ว โพสต์สั้นๆถึง'ตูน บอดี้สแลม'

จากใจพี่!’เสก โลโซ’มาแล้ว โพสต์สั้นๆถึง’ตูน บอดี้สแลม’

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 20.42 น.

14 ต.ค. 60 จากกรณี นายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ “ตูน บอดี้สแลม” ดำเนินงานในโครงการวิ่งโครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” จากใต้สุดที่ อ.เบตง จ.ยะลา สู่เหนือสุด อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ตั้งเป้าเงินบริจาค 700 ล้านบาท

โดยวันนี้ “ตูน บอดี้สแลม” ได้ออกวิ่งเป็นวันที่ 14 ซึ่งวันนี้ได้วิ่งถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว ท่ามกลางการต้อนรับอันอบอุ่นจากประชาชนจำนวนมาก แต่อาการบาดเจ็บที่เท้ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ทีมงานปรับแผนหยุดวิ่งก่อนจะครบจุดที่กำหนด โดยยอดบริจาควันนี้ทะลุถึง227ล้านบาท

ล่าสุด นักร้องร็อกเกอร์รุ่นเก๋าอย่าง “เสก โลโซ” ได้ออกมาโพสต์ภาพพร้อมข้อความสั้นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว“SEK LOSO”ระบุว่า “ขอชื่นชมน้อง จากใจพี่”

ขอบคุณ :SEK LOSO

ขอบคุณภาพ : Rachwin Wongviriya

 

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

โดนแล้ว! หนุ่มแวะไหว้หลวงพ่อโสธร ถูกเด็กขายพวงมาลัยกรีดยางรถ

Posted on July 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303206

โดนแล้ว! หนุ่มแวะไหว้หลวงพ่อโสธร ถูกเด็กขายพวงมาลัยกรีดยางรถ

โดนแล้ว! หนุ่มแวะไหว้หลวงพ่อโสธร ถูกเด็กขายพวงมาลัยกรีดยางรถ

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 19.21 น.

14 พ.ย. 60 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Attawat Tangkhaprasert ได้แชร์เรื่องราวที่โดนกับตัวเอง หลังเดินทางไปทำบุญที่วัดหลวงพ่อโสธร จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อมีพ่อค้าแม่ค้ามาพยายามล้อมให้ซื้อดอกไม้ธูปเทียนไหว้พระในราคาที่เพง แต่เเจ้าของปฏิเสธไป พร้อมบอกเด็กโบกรถว่า “รถผมมีกล้องครับ” ก่อนโดนกรีดยางรถ

โดยเจ้าของโพสต์ระบุว่า วันนี้จะขอมาเล่าประสบการณ์ ที่จอดรถวัดหลวงพ่อโสธร เมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้ขับรถไปที่วัดหลวงพ่อโสธรแล้ววนหาที่จอด ซึ่งเขียนว่าจอดฟรี จากนั้นมีคนมาโบกให้จอดรถ แต่ก็ไม่ได้สนใจ ก่อนมีชายหญิงพยายามมาช่วยโบกรถให้ จากนั้นได้บอกไปว่า “รถผมมีกล้องคับพี่ ขอบคุณครับ” ทำให้ชายหญิงคู่นั้นไม่พอใจ ก่อนจะพาไปซื้อดอกไม้ไหว้พระ โดยขายพวงมาลัย 3 พวง ธูปเทียน 2 ชุด น้ำมันตะเกียง 2 ขวด คิดราคามา 400 บาท ทำให้เจ้าของรถถึงกับตกใจในราคาที่แพง ก่อนเจ้าของรถจะถามถึงราคาแต่ละอย่าง ซึ่งแม่ค้าชี้แจงว่า พวงมาลัยชุดละ 100 บาท ถ้า 3 ชุดก็ 300 บาท ธูปชุดละ 50 บาท 3 ชุด 150 บาท น้ำมันขวดเล็ก ขวดละ 25 บาทจำนวน 2 ขวด ราคา 50 บาท แต่เจ้าของรถก็คิดว่ามาทำบุญเลยจ่ายไป ก่อนจะมีเสียงผู้หญิงตะโกนบอกว่า ไม่ต้องห่วงรถนะพี่ จะดูแลให้อย่างดี

แต่เมื่อเจ้าของรถเดินผ่านมาอีกร้าน ห่างกันแค่ 15 ก้าว ขายพวงมาลัยแบบเดียวกัน 50 บาท ธูปชุดละ 20 บาท น้ำมันขวดละ 15 บาท หากรวมกันราคาแค่ 240 บาท แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนไปไหว้พระและกลับมาที่รถ ก่อนขับออกไปประมาน 10โล  ก็สังเกตุได้ว่ารถมันแปลกๆ มีเสียงเหมือนบดอะไรอยู่ เราก็ค่อยๆๆชะลอ จึงจอดรถดูพบยางรถมีรอยกรีดชัดๆ ซึ่งดูแล้วเป็นรอยกรีด 10 เปอร์เซ็นต์  สักพักผมก็โทรหาร้านยางตรงหนองปลาตะเพียน เพื่อขอความช่วยเหลือ ไม่เกิน 15นาที ก็มาเปลี่ยนยางอะไหล่ไห้ผม ทางร้านก็ช่วยดูรอยนี้มันคือรอยกรีด 100% แล้วทางร้านยังบอกอีก ทีลานจอดประจำ เดียวรถหาย โดนขูด ขายของแพง ชัดเลย แบบนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : หนุ่มโร่แจ้งความแล้ว! หลังถูกกรีดยางรถที่ลานจอดวัดโสธร,ไหว้หลวงพ่อโสธร

 

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ยูเนสโกเชิดชูคนหนังสือพิมพ์ ประกาศยกย่อง’กําพล วัชรพล’

Posted on July 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303156

ยูเนสโกเชิดชูคนหนังสือพิมพ์ ประกาศยกย่อง'กําพล วัชรพล'

ยูเนสโกเชิดชูคนหนังสือพิมพ์ ประกาศยกย่อง’กําพล วัชรพล’

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 15.50 น.

นายแพทย์ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงอย่างเป็นทางการ ว่าองค์การศึกษาและวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก มีมติให้ประกาศยกย่อง นายกําพล วัชรพล อดีตผู้อํานวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนไทยรัฐวิทยา เพื่อชุมชนในชนบทและมูลนิธิไทยรัฐเป็นบุคคลสําคัญของโลกผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษาและด้านการสื่อสารมวลชนประจําปี 2561 – 2562 ในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาล เนื่องจาก นายกําพล วัชรพล จะมีอายุครบ 100 ปี ในวันที่ 21 ธ.ค.2562
โดยนายกําพล วัชรพล เป็นคนไทยและคนเอเชียเพียงคนเดียว ที่ได้รับการประกาศยกย่องในครั้งนี้

นายกำพล ได้ตระหนักว่าการให้การศึกษาแก่ประชาชนคนไทยอย่างไม่เป็นทางการและการแพร่กระจายของข่าวสาร ที่เขาแสดงความสามารถก่อนหน้านั้น ไม่เพียงพอที่จะสร้างคนรุ่นหลังที่มีความรู้และความสามารถขึ้นมาได้ โดยเฉพาะผู้คนในชนบท ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจัง ผ่านการสร้างโรงเรียนใหม่ให้แก่เยาวชนในส่วนที่ขัดสน ตามชนบทที่ห่างไกลความเจริญ และไม่สามารถเข้าถึงได้ของอุปกรณ์การเรียนการสอน อาคารสถานที่ และครูที่เอาใจใส่ในการอบรมเยาวชนในประเทศ หลังจากโรงเรียนต้นแบบที่เขาให้เงินไปทำ ๒ โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขาได้ก่อตั้งเครือข่ายโรงเรียนที่เรียกว่า “ไทยรัฐวิทยาเพื่อชุมชนในชนบท” เริ่มต้นที่จังหวัดลพบุรี เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ ภายในเวลาสามสิบปี นายกำพลใช้จ่ายเงินประมาณ ๑๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในการสร้างเครือข่ายไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศ ซึ่งปัจุบันครอบคลุมโรงเรียนทั้งหมด ๑๐๑ โรง ให้ความดูแลนักเรียนจำนวน ๓๐,๐๐๐ คน สะท้อนถึงคติพจน์และความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าของนายกำพล โรงเรียนไทยรัฐวิทยาได้รวมเอาวิชาเสริมสองวิชาเข้าไว้ คือ วิชาความสามารถในการอ่านเขียนสื่อ (Media literacy – การรู้เท่าทันสื่อ) และ การศึกษาวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม (พลเมืองดี) เขาเชื่อว่าหลักสูตรทั้งสองนั้น จะปลูกฝังความเชื่อที่มีผลต่อการกระทำดีของประชาชนให้กับนักเรียน และช่วยพวกเขาให้กลายเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ

ข้อมูลในการนำเสนอจากยูเนสโกประเทศไทยได้กล่าวยกย่องนายกำพลด้วยว่า ในฐานะที่เป็นเจ้าของสื่ออย่างหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อันเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่เป็นอิสระและไม่ขึ้นกับผู้ใดเพียงแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุค ค.ศ.๑๙๖๐ (ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๓-๒๕๑๓) นายกำพลเป็นตัวแทนสื่ออิสระที่เป็นที่รู้จักอย่างดี เขาได้รับพิจารณาให้เป็นผู้บุกเบิกในการสนับสนุนเสรีภาพสื่อ นอกจากนั้น เหล่าบรรณาธิการอาวุโสของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้ให้ความช่วยเหลือต่อองค์กรสื่อท้องถิ่น และรวมถึงให้ความรู้ต่อผู้สอนที่มาจากองค์กรการศึกษาด้วย ต่อจากนั้น ไทยรัฐได้รวมเอาปรัชญาที่ว่า ‘หนังสือพิมพ์ในการศึกษา’ หรือการที่หนังสือพิมพ์เข้าไปมีส่วนในวงการศึกษา (Newspaper in Education : NIE) เข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมของไทยรัฐ  สำหรับเยาวชนไทยผู้ด้อยโอกาสด้วย  นอกจากนี้ในปัจจุบันกิจการด้านสื่อที่ตั้งอยู่ในอาเซียน และนักข่าวของสื่อจากประเทศอาเซียนเหล่านั้นเข้าเยี่ยมสำนักงานใหญ่ของไทยรัฐบ่อยครั้ง รวมทั้งนักหนังสือพิมพ์จากยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาให้มากขึ้นเกี่ยวกับการพัฒนาด้านสื่อของประเทศไทยและภูมิภาค บางหน่่วยงานได้รับโอกาสเข้าศึกษาหลักสูตร หรือฝึกงานเพื่อเรียนรู้ให้เกิดความชำนาญและทักษะทางด้านสื่อ และปรับเทคโนโลยีด้านสื่อให้ทันสมัยขึ้น

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นายกำพล วัชรพล ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของไทยรัฐเข้าช่วยเหลือทั้งองค์กรทางอาชีพสื่อท้องถิ่นและภูมิภาค อาทิเช่น สมาพันธ์นัก หนังสือพิมพ์อาเซีียน เครือข่ายสื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยในการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้กับองค์กรเหล่านั้น

นายกำพล วัชรพล เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๔๖๒ ที่บ้านบริเวณหลังวัดดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร บิดาเป็นคนไทยเชื้อสายจีนชื่อนายหลี เป็นชาวทุ่งสองห้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนมารดาเป็นชาวกระทุ่มแบน ชื่อ นางทองเพียร ยิ้มละมัย ภรรยาคือ คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล

วัยเด็กของนายกำพล ต้องติดตามบิดาผู้มีอาชีพล่องเรือเร่ซื้อขายข้าว โอกาสที่จะได้เรียนหนังสือในโรงเรียนมีน้อยมาก เมื่อบิดาหยุดค้าขายหันมาทำสวน นายกำพล ในวัยหนุ่มได้ช่วยบิดาทำสวน ในช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะผันตัวไปทำงานในเรือรับจ้างจนได้เป็นนายท้ายเรือที่ตำบลสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ จากนั้นได้เข้ากรุงเทพฯ ไปอาศัยอยู่กับญาติชื่อ ลุงจอมในห้องเช่าแคบๆ ทุกวันเขาต้องช่วยลุงจอมทำงาน ใช้มีดเหลาทางมะพร้าวสำหรับเสียบหมูสะเต๊ะขายและถีบสามล้อรับจ้างไปด้วย

นายกำพล เป็นทหารเกณฑ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๓ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อ หมดเวลาประจำการทหารเรือแล้ว เขาได้สมัครเข้ารับราชการเรือเป็นลูกประดู่เต็มตัว ประจำเรือรบหลวงสีชัง    เมื่อ  พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้ลาออกจากทหารเรือสมัครเข้าทำงานหนังสือพิมพ์

“หลักไทย” ได้เบี้ยเลี้ี้ยงวันละ ๕๐ สตางค์ มีนายเลิศ อัศเวศน์ เป็นบรรณาธิการ มอบหน้าที่ให้้นายกำพลขึ้นรถเมล์ไปรวบรวมข่าวแจกที่กรมโฆษณาการ (กรมประชาสัมพันธ์) สมัยเมื่อยัง ตั้งอยู่ที่เชิงสะพานผ่านพิิภพลีลา ถนนราชดำเนินกลาง รายได้อีกส่วนหนึ่งในการดำรงชีพ นายกำพล ได้มาจากค่านายหน้าในการหาแจ้งความ (โฆษณา) มาลงหนังสือพิมพ์

ไม่นานนักนายกำพล กับ นายเลิศ อัศเวศน์ ได้นำสารคดีเรื่อง ‘นรกใต้ดินไทย’ ไปเสนอขายที่สำนักพิมพ์ เมื่อตกลงเรื่องราคากันไม่ได้ จึงมาลงทุนพิมพ์ขายเอง ได้เงินมา ๖ พันบาท เงิน ๖ พันบาทนี้ ได้กลายเป็นต้นทุนในการทำนิตยสารรายสัปดาห์ชื่อ ‘ข่าวภาพ’

เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๔๙๓ ต่อมาเขาได้ปรับเปลี่ยนเป็นหนังสือพิมพ์ราย ๓ วัน แล้วพัฒนาเป็นหนังสือพิมพ์ “ข่าวภาพรายวัน” มี ๑๒ หน้า ขายฉบับละ ๕๐ สตางค์ พิมพ์วันละ ๓ พันฉบับ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๙๕

หนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายวันออกจำหน่ายได้ ๕ ปีเศษ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กระทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ สั่งปิดหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งหนังสือพิมพ์ข่าวภาพรายวันด้วย นายกำพลจึงไปเช่าหัว (ชื่อ) หนังสือพิมพ์ “เสียงอ่างทอง” ซึ่งออกที่จังหวัดอ่างทองมาออกในกรุงเทพมหานคร จัดทำโดยคณะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ‘ข่าวภาพรายวัน‘ เมื่อหนังสือพิมพ์เสียงอ่างทองได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ เจ้าของหัวได้ขอคืน เขาจึงได้ออกหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งได้เตรียมซื้อหัวไว้ก่อนหน้านี้ จัดทำโดยกองบรรณาธิการเสียงอ่างทอง เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๐๕

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้รับความนิยมจากผู้อ่านมากขึ้นจากการที่มีนโยบายในการเสนอข่าวและความเห็นที่ประชาชนสนใจ (Human  interest) ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และปกป้องดูแลผลประโยชน์ของประชาชนโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสและคนยากไร้โดยไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เมื่อจำนวนจำหน่ายหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพิ่มมากขึ้น มีคนทำงานมากขึ้น สำนักงานในซอยวรพงษ์ ถนนสามเสน คับแคบไปแล้ว นายกำพลจึงคิดย้ายสำนัักงานมาอยู่ ณ ที่ปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นเป็นท้องทุ่งนาข้าว มีเพียงแนวถนนสายกรุงเทพ-สระบุรี (ซึ่งต่อมาคือถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ และเปลี่ยนชื่อเป็นถนนวิภาวดีรังสิตในที่สุด) สร้างอาณาจักรเป็น สำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดแบบค่อยเป็นค่อยไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีีสำนักงานโอ่อ่า และเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัยที่สุด ปฏิรูปการส่งหนังสือพิมพ์ไปขายต่างจังหวัดด้วยการซื้อรถยนต์บรรทุกมาขนส่งหนังสือพิมพ์เองทั่วประเทศ แทนที่จะอาศัยบริการ ‘รวมห่อ’ ซึ่งล่าช้ากว่าหนังสือจะถึงมือผู้อ่านก็เมื่อเวลาเลยไป ๒-๓ วันแล้ว นอกจากนี้ยังได้ปฏิวัติระบบการเรียงพิมพ์จากการเรียงพิมพ์ด้วยมือมาเป็นการเรียงพิมพ์ด้วยแสง  จนมาถึงการเรียงพิมพ์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐจำหน่ายวันละ ๖ กรอบ (edition)วางตลาดตามภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านและต่างประเทศที่มีคนไทยอาศัยอยู่ เช่น นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น จำนวนจำหน่ายวันละ ๑ ล้านฉบับ นับว่ามากที่สุดในบรรดาหนังสือพิมพ์ในประเทศภูมิภาคอาเซียน จะเป็นรองก็แต่หนังสือพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีนเท่านั้น

นายกำพล วัชรพล ปรารภกับผู้ใกล้ชิดอยู่เสมอว่าประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองกว่าที่จะเป็นอยู่นี้ จำเป็นต้องส่งเสิรมการศึกษาด้วยการสร้างคนและให้คนมาสร้างประเทศ จึงได้มีนโยบายให้โอกาสเด็กนักเรียนในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ ให้ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนดี ครูดี และอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ดี มีอาหารกลางวันกินอิ่มท้อง เช่นเดียวกับนักเรียนในเมืองใหญ่ ซึ่งตัวเขาเองนั้นมาจากครอบครัวยากจนเมื่อพอมีฐานะบ้างและหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้รับการสนับสนุนจากประชาชน จึงคิดตอบแทนประชาชนด้วยการไปสร้างโรงเรียนตามโครงการโรงเรียนไทยรัฐวิทยาเพื่อชุมชนในชนบท หลังแรกขึ้นที่จังหวัดลพบุรี เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ นับถึงวาระสุดท้ายในชีวิตของเขาได้จำนวน ๑๐๑ โรงที่จังหวัดร้อยเอ็ด

ในการติดตามดูแลและให้การช่วยเหลือโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ทั้งเรื่องอาหารกลางวัน อุปกรณ์การเรียนการสอน การพัฒนาครู พัฒนาอาคารสถานที่และอื่นๆ นายกำพล ได้ตั้งมูลนิธิไทยรัฐขึ้นมาเมื่อคราวฉลองอายุครบ ๖๐ ปี เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๒๒ ให้้มูลนธิฯ นี้ทำหน้าที่ดูแลโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั้งหลาย ซึ่งต่อมาได้มีประกาศของกระทรวงการคลัง ให้มูลนิธิไทยรัฐ เป็นองค์การสาธารณกุศล ได้รับการยกเว้นภาษี อยู่ในลำดับที่ ๓๖๕ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๒

ผลงานของนายกำพล ได้รับการยกย่องไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ขณะที่นายกำพลยังมีชีวิตอยู่นั้นได้มีการประชุมใหญ่นักหนังสือพิมพ์่ทั่วโลกที่ประเทศบราซิล ในที่ประชุมนั้น นายฮิเดอิ  ซากาตะ ผู้แทนสมาคมเจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น (Nihon Shimbun Kyokai-NSK) ได้กล่าวสดุดีนายกำพลต่อที่ประชุมว่า เป็นคนเดียวและหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ได้อุทิศเงินเพื่อการศึกษามากที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา และถ้าหากนายกำพลจะเอากำไรที่ได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ไปใช้ส่วนตัวจนหมด หรือแบ่งให้คนทำงานบ้างก็ไม่มีใครว่าอะไร

ในการเรียนการสอนนักเรียนโรงเรียนไทยรัฐวิทยานั้น นายกำพลได้ให้แนวทางกับคณะทำงานโรงเรียนไทยรัฐวิทยาเพื่อชุมชนในชนบทว่า นอกจากจะให้เรียนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังอยากจะเพิ่มเติมให้โรงเรียนไทยรัฐวิทยาเป็นแหล่งบ่มเพาะคนดีออกไปสู่สังคม  โดยกล่าวว่า ‘ต่อไปภายหน้า ถ้าพบคนดีๆ ที่ไหนและถ้าถามและได้รับคำตอบว่าเมื่อเล็กๆ เคยเรียนที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยาแล้วผมจะมีความสุขมาก‘ และเมื่อนายกำพลหาชีวิตไม่แล้ว คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล ภรรยา และลูกๆ

อันได้แก่ นางยิ่งลักษณ์ วัชรพล และนายสราวุธ วัชรพล ก็ได้สืบทอดเจตนารมย์ในการดูแลและพัฒนาโรงเรียนไทยรัฐวิทยา รวมทั้งจะเพิ่มจำนวนโรงเรียนไทยรัฐวิทยาในโอกาส ๑๐๐ ปีชาตกาลนายกำพล ให้มีจำนวนถึง ๑๑๑ โรงภายในปี พ.ศ.๒๕๖๒

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐภายใต้การนำของ นายกำพล วัชรพล ได้ทำงานเพื่อสังคมมากมายหลายประการ ทั้งยามปกติและยามที่ประชาชนประสบภัยธรรมชาติ สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นแหล่งฝึกงานของนักศึกษาวิชาวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ หลายมหาวิทยาลัย เป็นที่ศึกษาดูงานของนักเรียนนักศึกษาและนักหนังสือพิมพ์ในประเทศภูมิภาคอาเซียนตลอดเวลา

นายกำพล เคยดำรงตำแหน่งกรรมการมูลนิธิหนังสือพิมพ์์แห่งเอเชีย ที่มีสำนักงานงานใหญ่อยู่ที่กรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เขาเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก และเหรียญกาชาดสรรเสริญชั้นที่ ๑

นายกำพล วัชรพล ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งในลำใส้ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ในการสวดพระพิธีธรรม และเมื่อถึงคราวพิธีพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๐ ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ ณ วัด เทพศิรินทราวาส ด้วย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดศึก! พ่อค้าVSเจ้าของแผง ยิงขู่กลางตลาดลาดพร้าว (ชมคลิป)

Posted on July 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303152

เปิดศึก! พ่อค้าVSเจ้าของแผง ยิงขู่กลางตลาดลาดพร้าว (ชมคลิป)

เปิดศึก! พ่อค้าVSเจ้าของแผง ยิงขู่กลางตลาดลาดพร้าว (ชมคลิป)

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 15.43 น.

บนโลกออนไลน์แห่วิพากษ์วิจารณ์ 2 หนุ่ม ขณะกำลังมีปากเสียงกับคู่กรณี โดยในคลิประบุให้เห็นชายสวมเสื้อสีเทางัดปืนออกมายิงขึ้นฟ้า 1 นัด แล้วตามด้วยชายเสื้อสีส้มอีก 1 นัด ท่ามกลางเสียงชาวบ้านที่ร้องตะโกนห้ามพร้อมทั้งกลัวลูกหลง

ต่อมา ผู้โพสต์ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการทะเลาะวิวาทกันระหว่างพ่อค้าขายของกับเจ้าของแผงตลาด เกิดขึ้นที่ตลาดลาดพร้าว101 กรุงเทพฯ เช้าวันนี้ (14 พ.ย.) เมื่อเวลา 07.00 น. ซึ่งเป็นการทะเลาะกันของพ่อค้าขายของกับเจ้าของแผงตลาด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ไม่รอด!รวบเจ้าของแผงตลาดยิงกลางตลาดย่านลาดพร้าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เช็คข้อมูลน้ำในคืนฝนถล่มกรุง เราจะเตรียมตัวหลังฝนหยุดอย่างไร

Posted on July 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303149

เช็คข้อมูลน้ำในคืนฝนถล่มกรุง เราจะเตรียมตัวหลังฝนหยุดอย่างไร

เช็คข้อมูลน้ำในคืนฝนถล่มกรุง เราจะเตรียมตัวหลังฝนหยุดอย่างไร

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 15.37 น.

จากเหตุการณ์ฝนตกหนักในช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 13-14 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายจุดในกรุงเทพมหานคร ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหามากมายอย่างไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะความเสียหายต่อยานพาหนะที่จอดใต้ถุนอาคารหรือบนพื้นราบ ทรัพย์สินและบ้านเรือน รวมทั้งปัญหาการเจราจรในเช้าวันรุ่งขึ้น

คุณกัมพล ปั้นตะกั่ว นักวิจัย TDRI ได้ตรวจสอบระบบตรวจวัดข้อมูลต่างๆ ในช่วงคืนวันที่ 13–14 ต.ค. จาก เว็บไซต์สำนักการระบายน้ำ กทม. พบว่าปริมาณฝนสะสมเกินกว่า 100 มิลลิเมตรใน 32 เขต และข้อมูลจากสถานีวัดน้ำท่วมบนถนน 101 แห่งทั่ว กทม. พบว่ามีถนนอย่างน้อย 13 สาย ที่มีระดับน้ำท่วมกว่า 20 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับที่เกินกว่ารถยนต์ขนาดเล็กจะสัญจรได้

คำถามสำคัญ คือ กรุงเทพมหานคร เริ่มระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่ฝนตกหนักตั้งแต่เมื่อไร และประสิทธิภาพการระบายน้ำเป็นอย่างไร? ข้อมูลของ กทม.ช่วยตอบคำถามได้ เพราะ กทม.มีข้อมูลทันเวลา (เกือบ Real Time) เกี่ยวกับระดับน้ำบนถนนสายหลักและในคลองต่างๆ รวมทั้งสถิติการระบายน้ำในคลองต่างๆ ที่เป็นจุดรับน้ำฝนที่ระบายจากถนนผ่านท่อระบายน้ำ สถิติดังกล่าว แสดงว่าเจ้าหน้าที่ของเขตต่างๆ ใน กทม. เริ่มสูบน้ำออกจากคลองหลังจากที่ฝนเริ่มตกหนักแล้ว

สถานีสูบน้ำส่วนใหญ่เริ่มสูบน้ำหลังเวลาตีหนึ่งของวันคืนวันที่ 13 ตุลาคม (หรือ ชั่วโมงแรกของวันที่ 14 ตุลาคม) “ข้อมูลนี้แสดงว่าเจ้าหน้าที่ของเขตต่างๆ มีความรับผิดชอบสูง และมีพนักงานที่ดูแลเครื่องสูบน้ำตลอดเวลา แต่เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกหนักมากที่สุดในรอบ 25 ปี ตามคำแถลงของผู้ว่าราชการ กทม. และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ กทม. น้ำจึงท่วมหนักในหลายพื้นที่จนเกิดความเสียหายหนัก” เพราะข้อมูลแสดงว่าระดับน้ำในคลองต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น อย่างรวดเร็วระหว่าง เวลา 21.40 – 01.50 น. ดังตัวอย่างรูปภาพกราฟแสดงระดับน้ำในคลองบริเวณรอบถนนในจุดที่น้ำท่วมสูงสุด 3 จุด

คือ (ภาพที่ 1) ถนนวิภาวดีขาออก ได้แก่ คลองนาของ คลองบางซื่อ คลองสามเสน  (ภาพที่ 2) ถนนประชาสุขและประชาสงเคราะห์ ได้แก่ คลองนาของ คลองห้วยขวาง และ (ภาพที่ 3) ถนนรัชดา-ลาดพร้าว ได้แก่  คลองบางซื่อ คลองห้วยขวาง และ คลองน้ำแก้ว แต่กว่าการสูบน้ำจะสามารถลดระดับน้ำในคลองลงสู่ระดับที่ทำให้ระดับน้ำบนถนนและซอยต่างๆลดลงจนพอสัญจรได้ หรือเข้าสู่ระดับปกติก็ต้องใช้เวลา 6-36 ชั่วโมง

เพราะขีดความสามารถในการพร่องน้ำจากคลองต่างๆ ไม่เท่ากัน คลองบางคลองสามารถพร่องน้ำให้ลดลงได้เพียง 3-4 เซนติเมตรในเวลา 24 ชั่วโมง เช่น คลองภาษีเจริญ/คลองราชมนตรี เป็นต้น ข้อมูลระดับน้ำในคลองแสดงให้เห็นจุดอ่อน หรือจริงๆต้องเรียกว่า “ข้อบกพร่องสำคัญ” ของระบบการป้องกันอุทกภัยของระบบราชการไทย และ กทม.

เมื่อฝนตกใน กทม. มีการติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำกันอย่างไร และระบบข้อมูลที่มี ถือว่ามีประสิทธิภาพดีพอต่อการจัดการหรือยัง? คำตอบคือ “กรุงเทพมหานครมีการลงทุนในเรื่องระบบข้อมูลดีขึ้น” เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขสถิติเรามีระบบการติดตามดีขึ้นกว่าในปี 54 ค่อนข้างเยอะ มีการเตรียมตัวที่ดี ถึงแม้ว่ามีปัญหาเรื่องเทคโนโลยีนิดหน่อย แต่ระบบดีขึ้น มีเซนเซอร์ในถนนวัดระดับน้ำบนถนน วัดระดับน้ำในคลอง ขณะนี้จุดที่วัดระดับน้ำมีเยอะมาก เรามีสถานีวัดน้ำท่วมบนถนน 101 แห่ง สถานีวัดน้ำท่วมในอุโมงค์ 8 แห่ง สถานีวัดน้ำฝน 131 แห่ง สถานีวัดระดับน้ำ 151 แห่ง บางเขตมีสถานีวัดน้ำฝนถึง 5-6 แห่ง เราลงทุนเรื่องข้อมูลค่อนข้างมาก

นอกจากนั้น กทม. ก็ทุ่มงบประมาณมหาศาลสร้างอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำที่บางซื่อ และพระรามเก้า กทม. มีคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีคันป้องกันน้ำด้านตะวันออก สถานีสูบน้ำ 174 แห่ง ประตูระบายน้ำ 227 แห่ง ฯลฯ “แต่ระบบข้อมูลมีจุดอ่อนบางประการ” อาทิ 1.เราเน้นแค่ถนนไม่ได้เน้นพื้นที่เสี่ยงในซอย ที่เป็นที่อยู่อาศัยของคนจำนวนมาก

2.ในช่วงวันที่ 13-14 ตุลาคม สถานีสูบน้ำบางแห่งไม่มีข้อมูลบนเว็บไซต์ ซึ่งสันนิฐานว่ามีปัญหาด้านการส่งสัญญาณ และยังมีปัญหาการเชื่อมต่อสัญญาณข้อมูลระหว่างสำนักระบายน้ำกทม. กับเว็บไซต์ Thaiwater.net ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและเกษตร ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่คนส่วนใหญ่รู้จัก และนิยมเข้าไปสืบค้นข้อมูล ทำให้ไม่มีข้อมูลแบบกึ่ง Real Time 3.ที่ตั้งของจุดวัดระดับน้ำบางแห่งในกทม. บน Google Map ผิด เช่น คลองมหาสวัสดิ์แผนที่กลับแสดงว่าอยู่ที่ฝั่งพระนคร เป็นต้น

สรุปแล้ว “ระบบข้อมูลของเราดีพร้อม แต่ที่ยังขาดคือการดึงข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการเตรียมการรับมือ” แต่ต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่ในเขตต่างๆ หลังฝนตกระดับน้ำจะสูงสุดตอนเที่ยงคืน-ตีหนึ่ง สถานีสูบน้ำจะเปิดสูบน้ำ ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ตื่นมาทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง แต่ว่ามันสายเสียแล้ว เพราะฝนตกหนัก จนสูบไม่ทัน สถานีวัดระดับน้ำบางแห่งมีขีดความสามารถต่ำ เช่น เขตภาษีเจริญ คลองราชมนตรี ฝั่งธน สูบได้วันละ 3 ซม.

แต่ข้อบกพร่องใหญ่ที่สุด คือ “เราไม่มีการเตรียมพร่องน้ำล่วงหน้า” เรื่องนี้โทษเขตต่างๆไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องการเตรียมตัวป้องกันล่วงหน้าในภาพรวม ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กทม. ต้องโทษรัฐบาลที่ไม่มีการวางระบบเตือนภัยเลย ทั้งๆ ที่เรามีกฎหมาย ป้องกันสาธารณภัยที่กำหนดระดับภัยพิบัติไว้ชัดเจน (ดูเพิ่มเติมด้านล่าง) แต่หลังจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เราไม่ได้ทำอะไร เพิ่มเติมทั้งเรื่องการพยากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้า

เมื่อฝนตกหนักอย่างในคืนวันที่ 13 – 14 ต.ค. คนกรุงมักตั้งคำถามต่อการระบายน้ำผ่านอุโมงค์ยักษ์ ดังนั้นในส่วนการเตรียมรับมือด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานการระบายน้ำของ กทม. มีการเตรียมการอย่างไร และยังมีจุดไหนที่ควรปรับปรุง? เรื่องนี้สาเหตุคือ “เรามีอุโมงค์ยักษ์แต่ใช้ประโยชน์ยังไม่เต็มที่” ก็เหมือนเวลาเราสร้างเขื่อนใหม่ ประโยชน์น้อยมากเพราะไม่มีคลองไส้ไก่ ส่งน้ำเข้าไปตามพื้นที่ต่างๆ ของเกษตรกร เช่นเดียวกัน “อุโมงค์ยักษ์จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีคลองและท่อส่งน้ำเข้าไปในอุโมงค์” เชื่อมต่ออุโมงค์กับท่อและคลองจากจุดสำคัญต่างๆ ไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน

“เพราะมีอุโมงค์แต่ไม่มีท่อส่งน้ำเข้ามา อุโมงค์จึงไม่มีประสิทธิภาพมากเท่าที่ควร เรื่องนี้ กทม. ต้องทำเพิ่มเติม นอกจากนั้นอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่มีมาก่อนปี 2550 จำนวน 6 แห่ง ก็น่าจะมีปัญหาประสิทธิภาพการระบายน้ำ เช่น แม้ถนนสุขุมวิทและพญาไทจะมีอุโมงค์ใหญ่เพื่อใช้ระบายน้ำ 4 แห่ง แต่ก็มีปัญหาน้ำท่วมหนักจนเกิดความเสียหาย ซึ่งร่วมทั้งรถของอดีตนายกรัฐมนตรี แต่หากดูแยกเป็นฝั่ง ระบบระบายน้ำแถวฝั่งตะวันออกหลังสุวรรณภูมิไป ทำไว้แล้วดีมาก โดยมีท่อส่งน้ำยักษ์ลงทะเล แต่เมื่อปี 2554 มีปัญหาการเมืองทำให้ส่งน้ำไปไม่ได้”

ขณะนี้เราลงทุนเรื่องเหล่านี้แล้ว แต่ไม่มีระบบเชื่อมให้น้ำส่งไป อย่างคลองที่จะส่งน้ำเข้ามา น้ำกลับส่งไปไม่ได้ เพราะมีการบุกรุกคูคลอง ทิ้งขยะในคูคลอง มีผักตบชวา เราก็สูบน้ำลงทะเลไม่ได้ ดังนั้นต้องมีการวางระบบการรักษาความสะอาดในคูคลอง แม้ กทม.จะพยายามแก้ปัญหาการบุกรุกคูคลองตามแนวทางของ พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) แต่ก็ยังมีข้อจำกัดมาก ฉะนั้นเมื่อเรามีระบบอยู่เท่าเดิม แต่น้ำไม่เท่าเดิมมันมามากกว่าเดิม น้ำก็ต้องท่วมแน่ๆ “ส่วนฝั่งตะวันตก เรื่องการวางท่อและระบบสูบน้ำยังสูบได้ช้ามาก ขีดความสามารถต่ำ” เราอาจจะต้องมีการปรับปรุงกันขนานใหญ่

“อุโมงค์ระบายน้ำ” ความภูมิใจของ กทม.

ที่มา : Youtube Channel “สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร” (Video กรุงเทพมหานคร:ภารกิจพิชิตน้ำ/22.การเตรียมการเพื่อก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำพระรามเก้า-รามคำแหง)

ฝนถล่ม 13 – 14 ต.ค.อาจเรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินสำหรับประชาชน เพราะไม่ทันได้เตรียมตัวรับมือ ดังนั้นระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการจัดการที่ดีควรจะเป็นอย่างไร? “คนอาศัยในกรุงเทพเริ่มชินถ้ากลางวันเห็นฝนตกก็เตรียมตัวเตรียมใจได้ แต่ถ้าตกกลางคืนหนักๆ คาดการณ์ไม่ได้” และกทม. มักเตือนภัยแต่บนถนน แต่จริงๆ คนไม่ได้เดือดร้อนแค่นั้น บนถนนแค่รถติด แต่ยังมีบ้านเรือน คอนโดที่เสียหาย รัฐบาลและกทม. ต้องร่วมมือกันอย่างเร่งด่วนในการจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ เพราะระบบดังกล่าวต้องใช้ทั้งข้อมูล ความรู้ และการสร้างขีดความสามารถในการพยากรณ์อากาศที่ต้องใช้เวลานานนับปี

กทม.มีเครื่องมือ มีคลอง มีระบบวัดน้ำ แต่เราไม่มีระบบเตือนภัย ในคืน วันที่ 13-14 ต.ค. 2560 ได้พิสูจน์แล้วว่าเราไม่เคยวางระบบเตือนภัยเลยตั้งแต่ปี 2554 ทั้งที่เรามีกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ระบุขั้นตอนการประกาศภาวะฉุกเฉิน แบ่งระดับการเตือนภัยพิบัติ 3 ระดับ คือภัยในจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ดูแล หรือถ้ากระทบหลายจังหวัด อำนาจจะอยู่ที่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย หากใหญ่กว่านั้นก็เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

แต่ที่เราไม่เคยวางระบบเพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถประกาศเตือนภัย และภาวะฉุกเฉินตามระดับความรุนแรงของภัยพิบัติก็เพราะ เราไม่เคยมีหน่วยงานกลางรับผิดชอบเรื่องเตือนภัยพิบัติและวางแผนป้องกัน หน่วยงานนี้จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลด้านอากาศและภัยพิบัติต่างๆ จากหน่วยงานรัฐ เพื่อนำมาวิเคราะห์และพยากรณ์ภูมิอากาศ รวมทั้งนำผลวิเคราะห์ส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ รมว.มหาดไทย หรือนายกรัฐมนตรีประกาศเตือนภัยล่วงหน้า

กรณีน้ำท่วม “หากเราสามารถเตือนภัยให้ประชาชนรู้ตัวล่วงหน้าเพียง 6-12 ชั่วโมง ก็สามารถความเสียหายและความสูญเสียต่างๆเป็นมูลค่าจำนวนมาก” ตัวอย่างรูปธรรม คืออำเภอหาดใหญ่ มีกลไกเตือนภัยล่วงหน้า นอกจากสงขลาจะลงทุนในระบบโทรมาตร และเตรียมแผนป้องกันภัยของหมู่บ้านต่างๆแล้ว มอ.(มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) ยังรับผิดชอบทำพยากรณ์ปริมาณน้ำที่ไหลจากอำเภอสะเดา เข้ามาสู่หาดใหญ่ ในปี 2555 และส่งข้อมูลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดออกประกาศเตือนภัยล่วงหน้า 3-4 ชั่วโมงทำให้ประชาชนในหาดใหญ่สามารถเก็บของขึ้นที่สูง ลดความเสียหายได้”

“ป้ายและธงเตือนระดับน้ำ” พบเห็นได้ทั่วไปในเขตพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

กรุงเทพฯขณะนี้มีความเสี่ยงที่จะฝนตกหนักมากขึ้น ดังนั้นการพยากรณ์เรื่องนี้ต้องมีรายละเอียด ไม่ใช่ให้คำพยากรณ์แบบกว้างๆ เหมือนปัจจุบัน เช่น ฝนจะตกหนัก 70% ของพื้นที่ แต่ต้องเป็นการให้คำพยากรณ์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นว่าฝนจะตกหนักระดับใด พายุจะเคลื่อนผ่านเขตใดในกทม. โอกาสสูงหรือต่ำเพียงใด ดังตัวอย่างการพยากรณ์การเกิดเฮอริเคนที่สหรัฐ จะมีการพยากรณ์จากหลายสำนักว่าจะเกิดที่ไหน พอมีข้อมูลเรื่องนี้ คนในพื้นที่ก็พร้อมจะเตรียมตัว แต่ตรงนี้เราไม่มี เราไม่สร้างระบบเตือนภัยขึ้นมา เราปล่อยให้หน่วยงานต่างๆทำงานตามปกติ เรามีเครื่องมือมีอุปกรณ์ แต่ใช้ประโยชน์จากมันแค่ 10 เปอร์เซ็นต์

ที่ผ่านมาเราไม่กล้าใช้คำพยากรณ์มาเตือนภัยเพราะการพยากรณ์มีการผิดพลาดค่อนข้างเยอะ แต่เราต้องไม่กลัว เราต้องกล้าทำ การคาดคะเนผิดไม่เป็นไร ถ้าเราทำไปเรื่อยๆ ปรับแบบจำลองไปเรื่อยๆ การพยากรณ์จะค่อยๆดีขึ้น ในวันเกิดเหตุ สสนก. (สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร) คาดคะเนว่าจะตกกลางวัน แต่ไปตกกลางคืน ซึ่งไม่เป็นไร ถ้าทำและติดตามไปเรื่อยๆ ปรับแบบจำลองไปเรื่อยๆ

นอกจากกรมอุตุนิยมวิทยาจะต้องปรับปรุงแบบจำลองของตนแล้ว “รัฐบาลก็ควรให้ทุนวิจัยสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ ทำแบบจำลองพยากรณ์หลายๆแบบจำลองแข่งกับกรมอุตุฯ เหมือนกับ NOAA ของสหรัฐอเมริกาที่จ้างสถาบันวิจัยหลายแห่งช่วยกันทำแบบจำลองพยากรณ์” ในที่สุดผลการพยากรณ์จะค่อยๆ ดีขึ้น และจะช่วยลดความเสียหายจากภัยพิบัติได้คุ้มกับเงินงบประมาณ

“องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA)” สังกัดกระทรวงพาณิชย์แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นหน่วยงานพยากรณ์อากาศที่มีเครื่องมือทันสมัยที่สุดในโลก

เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ซ้ำรอยน้ำท่วม กทม.จากฝนถล่ม เราควรแก้ปัญหาในระยะสั้น และในระยะยาวอย่างไร และใครควรทำอะไรบ้าง? ในระยะสั้นคือเรื่องการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ “เรามีหน่วยงานที่มีข้อมูลอยู่แล้วมากมาย” รวมทั้งมี สสนก. ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล “แต่เราขาดบุคคลากรที่จะเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลในระยะยาว” เพื่อวางแผน วิเคราะห์ และสร้างระบบเตือนภัย เราต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน

และเราขาดหน่วยงานวิชาการส่วนกลาง ต้องมีหน่วยงานอิสระที่ทำงานภายใต้สำนักนายกฯ เก็บข้อมูลน้ำท่วมวันนี้เพื่อนำไปทำแผน สรุปว่าพลาดตรงไหน มีแบบจำลองตรงไหนที่พลาด เพื่อปรับปรุง เตรียมรับมือครั้งต่อไป  และข้อมูลเก่าจะช่วยให้เราสามารถสร้างระบบเตือนภัยได้ แล้วยังประโยชน์ต่อการวางแผนโลจิสติกส์ เมื่อทำในกรุงเทพได้แล้ว เราก็ขยายไปต่างจังหวัด ไปภาคเกษตรได้

อีกอย่างคือ ขณะนี้เราเฝ้าดูน้ำแต่ในถนน เรามีเซนเซอร์ แต่เราไม่รู้ว่าซอยไหนบ้างที่เสี่ยง “เราต้องมีข้อมูลแผนที่ภูมิประเทศแสดงเส้นชั้นความสูงว่าพื้นที่ในกทม.แต่ละท้องที่มีความสูงต่ำเพียงใด (digital elevation model)” ถ้าจะลงทุนต้องดูว่าจุดไหนที่สำคัญ อย่างจุดที่น้ำท่วมชั้นใต้ดินคอนโด เพราะแต่ก่อนพื้นที่เป็นคลอง ต่อมาถมคลอง ทำถนน สร้างตึก พอฝนตกลงมาจากเดิมที่ไม่เสี่ยงมันจะเสี่ยง เพราะไม่มีพื้นที่รับน้ำ เป็นปัญหาการใช้ที่ดินในระยะยาว

“จมทั้ง 4 ล้อและ 2 ล้อ” เหตุน้ำท่วมชั้นใต้ดินคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านรามคำแหง เมื่อ 24 ส.ค. 2559

ที่มา : เฟซบุ๊คแฟนเพจ “เรารักด่านตรวจ”

ถ้าฝนตกน้ำก็ไหลลงถนนไหลลงท่อระบายน้ำ ต่อให้ท่อระบายน้ำใหญ่แค่ไหนก็รับไม่อยู่ ยิ่งฝนตกหนักแบบปีนี้ที่เราเห็นแล้ว เมื่อมีข้อมูลพื้นที่เสี่ยงต่างๆ  กทม. ก็สามารถวางแผนควบคุมการก่อสร้างอาคารได้ในระยะยาว เช่น การบังคับให้อาคารใหญ่ต้องมีบ่อพักน้ำไว้รองรับน้ำฝน ไม่แข่งกันระบายลงท่อระบายน้ำในช่วงที่ฝนกำลังตก เป็นต้น อีกประการหนึ่งคือ “คนไทยไม่มี Sense (สัญชาตญาณ) ของการป้องกันภัย” เราจะเห็นได้ว่าผู้หลักผู้ใหญ่ชอบพูดถึงเรื่องฝน 25 ปี ฝนพันปีที่นานๆ ทีจะเกิด มันทำให้ไม่รู้สึกตัวว่าต้องระวังภัย

“สิ่งที่ผู้บริหาร กทม.พูดไม่ผิด แต่เราควรเปลี่ยนทัศนคติ ผมเสนอว่าแทนที่เราจะมานั่งคอยแก้ตัวว่าเป็นพายุฝนพันปี เราหันมาสร้างระบบเตือนภัยเพื่อช่วยลดความเสียหายจะดีกว่า จากเหตุการณ์ฝนถล่มมัน พิสูจน์แล้วว่าเราต้องมีระบบเตือนภัย ทำแผนล่วงหน้า ต้องมีการดึงข้อมูลจากหลังฝนตกมาวิเคราะห์ต่อ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าใครผิด แต่เป็นเรื่องระบบการจัดการที่ต้องปรับปรุง”

เรื่องสำคัญในระยะยาวอีกเรื่องหนึ่ง คือ “การบรรเทาสาธารณภัย” ที่ผ่านมาทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย “รัฐบาลใช้วิธีตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจรับผิดชอบ” โดยมีนายกรัฐมนตรีนั่งสั่งการที่หัวโต๊ะ มีรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงนั่งเป็นกรรมการ “แต่พอวิกฤติจบลง ต่างคนต่างก็แยกย้ายกลับกรมกอง โดยไม่มีการสร้างความจำของสถาบัน” ไม่มีการรวบรวมข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ในการแก้ปัญหาและบริหารจัดการมาศึกษาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางป้องกัน และการบรรเทาสาธารณภัยที่ดีขึ้นกว่าเดิม

เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2560 นายกรัฐมนตรีได้ใช้มาตรา 44 จัดตั้ง สำนักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จึงควรมีการจัดโครงสร้างการจัดการอุทกภัยและภัยพิบัติแบบรวมศูนย์อย่างจริงจัง นอกจากนี้ “รัฐบาลควรตั้งคณะทำงานที่เป็นข้าราชการมืออาชีพและมีความชำนาญในการจัดการด้านภัยพิบัติเป็นผู้รับผิดชอบ” โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายอำนาจให้สั่งงานด้านกรมกอง และกระทรวงต่างๆ ได้ “ไม่ควรให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซง” เพราะจะเกิดปัญหาการแทรกแซงเพื่อปกป้องเฉพาะพื้นที่ในเขตของนักการเมือง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2554

ที่ทำให้มวลน้ำก้อนใหญ่ไม่อาจไหลผ่านเข้าไปในพื้นที่ตะวันออกของ กทม.ที่มีระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ลงสู่ทะเล ทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อฝั่งตะวันตกของ กทม. และจังหวัดที่อยู่เหนือกรุงเทพฯ!!!

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง! ‘ดี้ นิติพงษ์’โพสต์ปมดราม่า ‘พี่ตูน-ไทยแลนด์แดนกะลา’

Posted on July 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/303130

เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง! 'ดี้ นิติพงษ์'โพสต์ปมดราม่า 'พี่ตูน-ไทยแลนด์แดนกะลา'

เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง! ‘ดี้ นิติพงษ์’โพสต์ปมดราม่า ‘พี่ตูน-ไทยแลนด์แดนกะลา’

วันอังคาร ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 14.57 น.

14 ต.ค. 60 จากกรณี นายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ “ตูน บอดี้สแลม” ดำเนินงานในโครงการวิ่งโครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” จากใต้สุดที่ อ.เบตง จ.ยะลา สู่เหนือสุด อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ตั้งเป้าเงินบริจาค 700 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับคำชื่นชมไปจำนวนมาก แต่บางส่วนก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในทางไม่ดีก็มี

จนมาถึงกรณี การแข่งขันฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 28 เป็นการแข่งขันฟุตบอลประเพณี ณ สนามศุภชลาศัย และมีอยู่ภาพหนึ่งซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเดินถือป้ายที่มีข้อความระบุว่า “ไทยแลนด์แดนกะลา” “ชาตะ1.0 มรณะ4.0” และ “แตกต่าง =ปรพหลาด=แชร์” จนมีคนวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก

ล่าสุด ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Nitipong Honark” เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

ช่วงนี้…ดราม่าทางความคิดเห็นทางการเมืองที่เกิดจากเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง…เต็มไปหมดเลยแม่ประไพพ่อทิดเอิบเอย….เรื่องพี่ตูน ก็การเมือง เรื่องน้องสวนกุหลาบก็การเมือง ฯลฯอะไรคือกะลา…กะลาครอบหัวใคร วิพากษ์กันหนักมาก…

ตอนนี้ฉันเริ่มงงแล้ว ว่า คำว่า กะลา นี่ ใครด่าใครกันแน่…ที่สำคัญ..คือ คนไทยด่ากันเอง…กลุ่มไหนเป็นกลุ่มไหนกันแน่…ที่แรกนึกว่า พวกหัวก้าวหน้านิยมปฏิวัติ เป็นคนเหยียดคนรุ่นอนุรักษ์นิยม…ใช้คำว่ากะลาแลนด์ตอนนี้…คำว่ากะลาแลนด์ ถูกตีกลับเป็น กะลาธิปไตย…คนที่พูดแต่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตย เลือกตั้ง เลือกตั้ง กลายเป็นกะลาธิปไตย…วาทกรรมไทยเรานี่ มันโลดโผนจริงหนอ…ผู้ที่ฝักใฝ่คุณปรีดี พนมยงค์ ตั้งสมญาประเทศไทยปัจจุบันว่าเป็น กะลาแลนด์…

แต่วันนี้ ผู้ที่ไม่ฝักใฝ่คุณปรีดี ได้แต่งตั้งพิสูจน์เสร็จสรรพแล้วว่า คุณปรีดีนี่แหละคือ ผู้ประศาสน์การความเป็นกะลาแลนด์…ฉันรู้มากนะ แต่ฉันขอพูดน้อยดีกว่า…ฉันรู้สึกเองเฉยๆ นะแม่ประไพ…ฉันว่า คุณปรีดี พยายามสร้างสรรค์ให้กับเมืองไทยนะ เพียงแต่คุณปรีดียังอ่อนเยาว์เกินกว่าจะแยกทุ่งลาเวนเดอร์กับทุ่งกุลาร้องไห้ให้แตกต่างกันได้…ผลพวงที่มาถึงวันนี้…ไอ้จุกไอ้แกละ มึงจำไว้…ไม่ว่ามันจะกะลาหรือไม่กะลาห่าเหวอะไรก็ตามมันก็เป็นผลพวงมาจากวันวานทั้งสิ้น…มึงอาจจะโทษเจ้านาย ว่ายังงั้นยังงี้ ตามที่มึงได้ยินมา..แต่พ่อมึงที่มึงเคารพหนักหนา ก็ทำให้เป็นแบบนี้ มีส่วนร่วมด้วยอย่างหนัก…พ่อมึงปฏิวัติ กระชากอำนาจมาจากเจ้านาย..ด้วยความอ่อนเยาว์ ใจเริง….ก็คือผลพวงของทุกวันนี้…

ลุงตู่เป็นปลายแถวของจอมพล ป. จอมพล สฤษดิ์ จอมพล ถนอม ฯลฯลุงตู่เป็นเผด็จการที่หน่อมแน้มที่สุดเท่าที่กูเกิดมาได้เห็นรำคาญลุงตู่…อยู่กันแบบสบายสงบกันบ้างเถิด ไอ้จุกไอ้แกละเอ๊ย

ขอบคุณ : Nitipong Honark

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,902,973 hits

Join 4,116 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
ททท. จัดเสวนา ‘เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์’
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ 'ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999' (PC-1999) สมุนไพรพื้นบ้าน สู่นวัตกรรมยาสมุนไพรมาตรฐานสากล
เอส แอนด์ พี ยกระดับ ‘ข้าวแช่’ เชื่อมวัตถุดิบชุมชนสู่ทางเลือกสุขภาพและความยั่งยืน
รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ‘เอกนิติ’สั่งลุย ปรับคำนวณราคาขายส่ง
‘ปราการ’ ผสานพันธมิตรผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรม ดื่มด่ำรสชาติแห่งความเป็นไทย
หน้าเด็กโกงอายุ จอย รินลณี โพสต์ภาพคู่ดอกบัว ละมุนเกินต้าน
สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มเมืองหลวงอิหร่าน ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดเจ็บสาหัส
ฮือฮา! นักท่องเที่ยวแห่ถ่ายรูป “ส้วมทองคำ” กลางวอชิงตัน เสียดสี โดนัลด์ ทรัมป์
ศิริราชประกาศเกียรติคุณแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2568 แก่แพทย์ผู้เสียสละ เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ทุ่มเทช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

Recent Posts

  • บิ๊กดุลย์ เข้าไหว้อำลา บิ๊กเล็ก พร้อมสานต่อภารกิจ-รากฐานความมั่นคง
  • ปชป.ลงดาบขั้นสูงสุด! ผู้สมัคร สส. คุกคามทางเพศ ก่อนเจ้าตัวชิ่งลาออก
  • ‘พี่คนดี’ ร่ายกลอนแซะแรง! จิกกัดความย้อนแย้ง ค้านไป-แอบใช้ไป
  • ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุด กิ๊ก อนิศ แนะ รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมรับมือ
  • พรรคเศรษฐกิจ จุดพลุจี้ยกเลิก บำนาญ สส. ทำชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d