สหรัฐฯ ปิดดีล ส่งทหารประจำการฐานทัพฟิลิปปินส์เพิ่ม หวังคานอำนาจจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2619803

สหรัฐฯ ปิดดีล ส่งทหารประจำการฐานทัพฟิลิปปินส์เพิ่ม หวังคานอำนาจจีน

3 ก.พ. 2566 02:49 น.

สหรัฐฯ ปิดดีล ส่งทหารประจำการฐานทัพฟิลิปปินส์เพิ่ม หวังคานอำนาจจีน

ฟิลิปปินส์ตกลงให้สหรัฐฯ ส่งกองทัพมาประจำการที่ฐานทัพในแดนตากาล็อกได้เพิ่มอีก 4 แห่งแล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดกับจีนที่เพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.พ. 2566 นายลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงว่า ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ ตกลงอนุญาตให้ทหารอเมริกันสามารถเข้าประจำการที่ฐานทัพของฟิลิปปินส์ได้เพิ่มอีก 4 แห่งแล้ว เพื่อขยายการมีอยู่ของทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้เพื่อรับประกันเสถียรภาพ และเพิ่มการทำงานร่วมกันของพันธมิตรในภูมิภาค

ภายใต้ข้อตกลงใหม่ ซึ่งประกาศโดยนายออสตินกับนายการ์ลิโต กัลเวซ จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ที่ แคมป์ อากินัลโด สำนักงานใหญ่ของกองทัพในกรุงมะนิลา สหรัฐน จะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงค่ายทหารของฟิลิปปินส์เพิ่มอีก 4 แห่ง มอบพื้นที่สำหรับประจำการกองทัพ, ฝึกฝนและจัดเก็บทรัพยากรกองทัพ ในขณะที่ทั้ง 2 ประเทศกำลังหาทางรับมือความตึงเครียดกับจีนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

นักวิเคราะห์มองว่า ข้อตกลงใหม่นี้จะทำให้สหรัฐฯ เติมเต็มช่องว่างของกลุ่มพันธมิตรสหรัฐฯ ในเอเชียแปซิฟิก ที่ตอนเหนือมีเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น ขณะที่ตอนใต้มีออสเตรเลีย โดยฟิลิปปินส์เป็นจุดเชื่อมโยงที่ขาดหายไป และมีพรมแดนใกล้กับพื้นที่พิพาทสำคัญอย่าง ไต้หวันและทะเลจีนใต้

ขณะที่นายมาร์กอสระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า ตอนนี้กำลังเกิดสถานการณ์ซับซ้อนในแปซิฟิก และประเทศของเขาเชื่อถือในความเข้มแข็งของสหรัฐฯ และความเป็นหุ้นส่วนระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งทางทหาร โดยไม่เอ่ยชื่อประเทศจีนแต่อย่างใด

ส่วนนายออสตินก็กล่าวไปในทางเดียวกัน ระบุว่าฟิลิปปินส์คือกุญแจและพันธมิตรสำคัญ และว่านโยบายโลกของสหรัฐฯ คือการเสริมสร้างความเข้มแข็งของความสัมพันธ์นี้ในทุกทางที่เป็นไปได้ ส่วนในด้านการกลาโหม สหรัฐฯ จะทำงานร่วมกันกับฟิลิปปินส์ต่อไป เพื่อสร้างและพัฒนาขีดความสามารถของฟิลิปปินส์ให้ทันสมัย รวมถึงเพิ่มการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงฐานทัพของฟิลิปปินส์อย่างจำกัดอยู่แล้ว 5 แห่ง ภายใต้ข้อตกลง ‘เพิ่มความร่วมมือทางกลาโหม’ (Enhanced Defence Cooperation Agreement) แต่ตามแถลงการณ์ของสหรัฐฯ การเพิ่มจำนวนและการขยายการเข้าถึงฐานทัพ จะทำให้สหรัฐฯ สามารถสนับสนุนด้านมนุษยธรรมและภัยพิบัติธรรมชาติในฟิลิปปินส์ได้เร็วขึ้น และสามารถตอบสนองต่อความท้าทายร่วมกันอื่นๆ ได้

ที่มา : foxnews

ปูตินรำลึก 80 ปี ศึกสตาลินกราด จวกเยอรมนีส่งรถถังสู้รัสเซียอีกแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2619786

ปูตินรำลึก 80 ปี ศึกสตาลินกราด จวกเยอรมนีส่งรถถังสู้รัสเซียอีกแล้ว

3 ก.พ. 2566 00:25 น.

ปูตินรำลึก 80 ปี ศึกสตาลินกราด จวกเยอรมนีส่งรถถังสู้รัสเซียอีกแล้ว

ปูตินร่วมพิธีรำลึก 80 ปีศึกที่สตาลินกราด จวกเยอรมนีที่ส่งรถถังมาคุกคามรัสเซียอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าพวกเขาจะได้รับชัยชนะในยูเครน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.พ. 2566 ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันครบรอบ 80 ปี การต่อสู้ที่สตาลินกราด หนึ่งในศึกใหญ่ของสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกล่าวโจมตีเยอรมนีอย่างดุเดือดที่ช่วยติดอาวุธให้ยูเครน ประกาศอีกครั้งว่าเขาพร้อมใช้อาวุธทั้งหมดของประเทศ รวมถึงอาวุธนิวเคลียร์ และคาดว่ารัสเซียจะชนะศึกนี้

“น่าเสียดายที่อุดมการณ์นาซีในยุคปัจจุบัน และการปรากฏของมันคุกคามความมั่นคงของประเทศเราโดยตรงอีกครั้ง” ปูตินกล่าวต่อหน้าเจ้าหน้าที่กองทัพและสมาชิกกลุ่มเยาวชนและผู้รักชาติท้องถิ่นที่เมืองโวลโกกราด ซึ่งเคยถูกเรียกว่า สตาลินกราดจนถึงปี 2504 “ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เราขับไล่การรุกรานจากพวกตะวันตก มันน่าเหลือเชื่อแต่มันคือข้อเท็จจริง เรากำลังถูกคุกคามจากรถถังเลพเพิร์ดของเยอรมนีที่ติดตรากางเขนอีกครั้ง”

ทั้งนี้ หนึ่งในเหตุผลที่ปูตินอ้างเพื่อยกกองทัพบุกโจมตียูเครน คือ การกำจัดนาซีในยูเครน กล่าวหาว่ารัฐบาลเคียฟถูกปกครองโดยกลุ่มนีโอนาซีซึ่งข่มเหงชนกลุ่มน้อยชาวรัสเซียในประเทศ แต่ประธานาธิบดี โวโลดีเมีย เซเลนสกี ผู้เสียพ่อและพี่ชายเพราะกองทัพนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ปฏิเสธข้อกล่าวหา

ศึกที่สตาลินกราดเป็นการต่อสู้นองเลือดที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพแดงของโซเวียตสามารถทำลายแนวหลังของกองทัพนาซีเยอรมนีผู้รุกรานได้สำเร็จ แต่ศึกนี้ก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 ล้านราย

ในการกล่าวสุนทรพจน์ ปูตินกล่าวว่า เขาจะปลุกจิตวิญญาณของผู้ปกป้องแห่งสตาลินกราดขึ้นมาอีกครั้ง เพื่ออธิบายว่าทำไมเขาจึงเชื่อว่ารัสเซียจะได้รับชัยชนะในยูเครน พร้อมระบุว่าศึกที่สตาลินกราดได้กลายเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงนิสัยที่ไม่อาจถูกทำลายได้ของชาวรัสเซีย

“เหล่าผู้ที่ดึงชาติยุโรป รวมถึงเยอรมนี เข้าสู่สงครามใหม่กับรัสเซีย และ … คาดหวังว่าจะได้รับชัยชนะเหนือรัสเซียในสมรภูมินั้น ดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่าการทำสงครามยุคใหม่กับรัสเซีย จะค่อนข้างแตกต่างออกไปสำหรับพวกเขา” ปูตินกล่าวและเสริมว่า “เราไม่ส่งรถถังไปยังชายแดนของพวกเขา แต่เรามีวิธีตอบสนอง และมันไม่จบแค่การใช้รถหุ้มเกราะ ทุกคนต้องเข้าใจเรื่องนั้น”

ที่มา : cnabbc

ช็อก สาวในเยอรมนีเจอข้อหา ลวงสาวหน้าคล้ายมาฆ่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2619633

ช็อก สาวในเยอรมนีเจอข้อหา ลวงสาวหน้าคล้ายมาฆ่า

2 ก.พ. 2566 20:33 น.

ช็อก สาวในเยอรมนีเจอข้อหา ลวงสาวหน้าคล้ายมาฆ่า

สาวลูกครึ่งในเยอรมนีเจอข้อหาวางแผนสุดแยบยล ลวงสาวหน้าคล้ายมาฆ่า ใช้มีดกระหน่ำแทงเหยื่อจนจำใบหน้าไม่ได้ หวังหลอกพ่อแม่ให้เชื่อว่าเธอตายไปแล้ว

เมื่อ 2 ก.พ. 2566 สื่อต่างประเทศรายงานเกิดคดีฆาตกรรมซับซ้อนซ่อนเงื่อนในเยอรมนี ที่ความจริงมากระจ่างอย่างสุดช็อก เมื่อนางสาวชาราบัน เค สาวสวยชาวเยอรมัน เชื้อสายอิรัก วัย 23 ปี กำลังเผชิญหน้ากับข้อหาฆาตกรรมหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายที่หน้าตาละม้ายคล้ายกับเธอ โดยได้รับความช่วยเหลือจากแฟนหนุ่ม ชาวโคโซโว ชื่อ ชีเคอร์ เค

อัยการในรัฐบาวาเรีย เชื่อว่า นางสาวชาราบัน เค ต้องการฆ่าหญิงสาวที่มีใบหน้าคล้ายกับเธอ เพื่อทำให้พ่อแม่และคนในครอบครัว เข้าใจผิดว่าเธอถูกฆ่าตายไปแล้ว เพื่อจะได้หลบหนีจากปัญหาและความขัดแย้งในครอบครัว โดยชาราบัน เค ได้วางแผน ค้นหาหญิงสาวที่มีใบหน้าเหมือนกับเธอตามอินสตาแกรม และลวงให้มาพบเธอ จากนั้นได้ลงมือฆ่าเหยื่อสาวเคราะห์ร้าย ซึ่งเป็นบล็อกเกอร์สาวสวยในอินสตาแกรม ชาวแอลจีเรีย ชื่อว่า ‘คาดิดจา โอ’ เมื่อเดือนสิงหาคม 2565

R.I.P. คาดิดจา โอ สาวชาวแอลจีเรีย ถูกลวงมาฆ่า
R.I.P. คาดิดจา โอ สาวชาวแอลจีเรีย ถูกลวงมาฆ่า

อาวุธที่ใช้ก่อเหตุฆาตกรรมสุดช็อกนี้ยังหาไม่พบ แต่ตำรวจในรัฐบาวาเรียกล่าวว่า มีหลักฐานปรากฏมากมายบนศพของผู้ตาย คาดิดจา โอ ที่ถูกมีดแทงจนเสียชีวิต โดยคาดิดจา โอ ได้ถูกแทงกว่า 50 แผล จนจำใบหน้าไม่ได้

ภายหลังลงมือฆ่าคาดิดจา โอแล้ว ชารีบัน เค และชีเคอร์ เค แฟนหนุ่มได้ช่วยกันนำศพของคาดีจาโอมาวางไว้ที่เบาะหลังของรถ และขับไปยังเมืองอิงก็อลชตาดท์ ในรัฐบาวาเรีย และต่อมา พ่อแม่ของชารีบัน เค ได้พบรถคันนี้

ในตอนแรก พ่อแม่ของชาราบัน เค ได้มาชี้ศพและเชื่อว่าเป็นลูกสาวที่ถูกฆ่าตายไปแล้ว แต่จากการชันสูตรพลิกศพได้นำไปสู่การคลี่คลายคดี เพราะก่อให้เกิดคำถามขึ้น จนทำให้ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนได้สืบคดีนี้ จนเชื่อว่า ชาราบัน เค ได้พยายามติดต่อหาผู้หญิงหลายคนที่ใบหน้าคล้ายคลึงกับเธอทางโซเชียลมีเดีย ในสัปดาห์ที่เหตุฆาตกรรมนี้เกิดขึ้น และคาดิดจา โอ ได้ตกลงมาพบกับเธอตามข้อเสนอว่าจะได้รับเครื่องสำอางเป็นรางวัล

เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า สองผู้ต้องหาได้พา คาดิดจา โอ ขึ้นรถออกจากอพาร์ตเมนต์ของชาราบัน เค และไปลงมือฆ่าเธอในป่า ระหว่างเมืองไฮลบรอนน์ กับอิงก็อลสตาดท์

ตำรวจรัฐบาวาเรียได้ออกหมายจับนายชีเคอร์ เค และชาราบัน เค เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา และขณะนี้ทั้งสองกำลังเผชิญกับข้อหาฆ่าคนตาย ซึ่งหากศาลตัดสินว่ากระทำผิดจริงจะได้รับโทษสูงสุดคือถูกจำคุกตลอดชีวิต

ที่มา : wionews ,independent

ขอบคุณภาพจาก : twitter

วังบัวบานคืนชีพ “สมศักดิ์”ขอซบ“เจ๊แดง” สุโขทัยแลนด์สไลด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/542289

ขุนน้ำหมึก

03 ก.พ. 2566

วังบัวบานคืนชีพ “สมศักดิ์”ขอซบ“เจ๊แดง” สุโขทัยแลนด์สไลด์

สุโขทัยแลนด์สไลด์ “สมศักดิ์” เลือกซบ“เจ๊แดง” ปลุกผีวังบัวบาน สามมิตรกระจายความเสี่ยง 3 แกนนำอยู่ทั้งฝ่ายลุงตู่ และทักษิณ การันตีเป็นฝ่ายรัฐบาลชัวร์

วังบัวบานคืนชีพ “สมศักดิ์” พาน้องสาว-พรรณสิริ เข้าพรรคเพื่อไทย ตามคำเชิญของ “เจ๊แดง” เพื่อเป้าหมายสุโขทัยแลนด์สไลด์

“สมศักดิ์” กระจายความเสี่ยง แกนนำสามมิตรแยกย้ายกันอยู่ 3 พรรค ทั้งลุงตู่ ลุงป้อมและทักษิณ เจ้าของทีมลูกหนังค้างคาวไฟ ขอเลือก “เจ๊แดง” แห่งวังบัวบาน

43 ปี บนถนนการเมือง สมศักดิ์ เทพสุทิน ในวัย 67 ปี ผ่านการเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง เหลี่ยมการเมืองแพรวพราว

นอกจากการเมือง สมศักดิ์มีความชื่นชอบในกีฬาฟุตบอล ไม่แพ้ไก่ชน ซึ่งวันนี้ มอบให้คู่ชีวิต อนงค์วรรณ เทพสุทิน ดูแลทีมฟุตบอลสุโขทัย เอฟซี ที่มีฉายาว่า ค้างคาวไฟ

ท่ามกลางข่าวการย้ายพรรคในเทศกาลเลือกตั้ง มีข่าวว่า 3 แกนนำกลุ่มสามมิตร ตัดสินใจว่า จะอยู่กันคนละพรรค สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ อาจจะย้ายไปพรรคเพื่อไทย แต่ อนุชา นาคาศัย ขอไปช่วยลุงตู่ ปั้นพรรครวมไทยสร้างชาติ ทั้งสามสหายได้ปรึกษาหารือกันแล้ว 

วันที่ 2 ก.พ.2566 สมศักดิ์ ส่งโกทรัพย์-ภูดิท อินสุวรรณ์ ส.ส.พิจิตร พรรคพลังประชารัฐ ไปเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พิจิตร เขต 2 พรรคเพื่อไทย เปรียบเหมือนหน่วยล่วงหน้า เพื่อยืนยันว่า สมศักดิ์กลับ พท.แน่นอน

เดิมทีมีรายงานข่าวว่า สมศักดิ์ จะให้น้องสาว พรรณสิริ กุลนาถศิริ ส.ส.สุโขทัย เขต 1 (เขต อ.เมือง) และชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ส.ส.สุโขทัย เขต 2 (เขต อ.กงไกรลาศ) ไปเปิดตัวที่พรรค พท. แต่คงติดขัดปัญหาบางประการ เลยต้องเลื่อนออกไปก่อน

พรรคเพื่อไทย เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สุโขทัยไปแล้ว 2 คนคือ ประภาพร ทองปากน้ำ (เขต อ.ศรีสัชนาลัย) และจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล (เขต อ.สวรรคโลก) ยังเหลืออีก 2 เขต สำหรับทีมบ้านใหญ่ศรีสำโรง สมศักดิ์ เทพสุทิน 

 ภูดิท อินสุวรรณ์ ส.ส.พิจิตร สายสมศักดิ์ นำร่องเข้าเพื่อไทยไปแล้ว ภูดิท อินสุวรรณ์ ส.ส.พิจิตร สายสมศักดิ์ นำร่องเข้าเพื่อไทยไปแล้ว

‘กระจายความเสี่ยง’

มีรายงานข่าวว่า “สมศักดิ์” ได้เจรจากับ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ จนได้ข้อสรุปว่า ทีมบ้านใหญ่ศรีสำโรง จะมาร่วมสร้างสุโขทัยแลนด์สไลด์


สภาพกลุ่มสามมิตรในปัจจุบัน กำลังพลหายไปเยอะ เหลือ ส.ส.เขตเพียง 5-6 คน อย่างกลุ่มสามมิตรราชบุรี โดยกำนันตุ้ย วิวัฒน์ นิติกาญจนา นายก อบจ.ราชบุรี และบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี ยังอยู่กับพรรค พปชร. เช่นเดียวกันกับกลุ่มสามมิตรชลบุรี ที่มี สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เป็นแกนนำ

ส่วนอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และส.ส.ชัยนาท พร้อมเครือญาตินักการเมืองท้องถิ่น ก็ย้ายไปพรรครวมไทยสร้างชาติ

ที่เหลืออย่าง พรรณสิริ กุลนาถศิริ ,ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง และ ภูดิท อินสุวรรณ์ ก็จะย้ายไปพรรคเพื่อไทย ยกเว้นอนุชา น้อยวงศ์ ส.ส.พิษณุโลก ที่ไปพรรคภูมิใจไทย 

‘วังบัวบาน-วังน้ำยม’

ปี 2544 ชัยชนะของพรรคไทยรักไทย มาพร้อมกับรัฐบาลทักษิณ “เจ๊แดง” ได้รวบรวม ส.ส.ภาคเหนือ เรียกว่ากลุ่มวังบัวบาน และ “สมศักดิ์” ก็อยู่ในกลุ่มนี้

ปี 2547 สมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ ร่วมกับสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และอนุชา นาคาศัย ตั้งกลุ่มวังน้ำยม มี ส.ส.เข้ามาร่วมเกือบ 80 คน 

กลุ่มวังน้ำยมในช่วงนั้นโด่งดังตกเป็นข่าวการเคลื่อนไหวต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีอยู่บ่อยครั้ง กระทั่ง ทักษิณ ชินวัตร ปรับ ครม. เด้งสมศักดิ์พ้นเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ  

เลือกตั้งปี 2550 สมศักดิ์ เทพสุทิน แยกตัวออกจากทักษิณ ไปตั้งพรรคมัชฌิมาธิปไตย เมื่อพรรคถูกยุบ สมศักดิ์ก็ยกทีม ส.ส.เข้าไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย

เลือกตั้งปี 2554 ทีม ส.ส. 7 คนกลุ่มมัชฌิมา ลงสนามเลือกตั้ง ในสีเสื้อพรรค ภท. แต่กลายเป็นฝ่ายค้าย ช่วงปลายปี 2555 สมศักดิ์ นำทีม ส.ส.ไปรับประทานอาหารกับเจ๊แดง ขอเจรจาย้ายเข้าพรรค พท. เพื่อหวังจะให้มีการปรับ ครม. แต่เจ๊แดงผลักดันให้มีการปรับ ครม.ไม่สำเร็จ

ต้นเดือน ธ.ค.2556 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ประกาศยุบสภา สมศักดิ์จึงพาอดีต ส.ส. 7 คน กลับเข้ามาสมัครสมาชิกพรรค พท.

ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งช่วงต้นปี 2557 สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯเดินทางร่วมปราศรัยใหญ่ ที่สนามฟุตบอลทุ่งทะเลหลวง อ.เมือง จ.สุโขทัย เพื่อช่วยทีมผู้สมัคร ส.ส.ในกลุ่มสมศักดิ์ ทั้งในระบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต 

  ภาพในอดีต สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไปช่วยสมศักดิ์ เปิดเวทีปราศรัยหาเสียงปี 2557 ภาพในอดีต สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไปช่วยสมศักดิ์ เปิดเวทีปราศรัยหาเสียงปี 2557

ดังนั้น การที่สมศักดิ์จะย้ายกลับมาพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสมศักดิ์กับเจ๊แดงนั้น มีความผูกพันกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยกลุ่มวังบัวบานจนมาถึงกลุ่มสามมิตร 

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ          โดย … ขุนน้ำหมึก

แม่กลองเดือด “รังสิมา” พึ่ง“ประยุทธ์” ฉุดหนีโซนตกชั้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/542239

ขุนน้ำหมึก

03 ก.พ. 2566

แม่กลองเดือด “รังสิมา” พึ่ง“ประยุทธ์” ฉุดหนีโซนตกชั้น

ผ่าสมรภูมิแม่กลอง “รังสิมา” ตีฆ้องร้องป่าวรับ “ประยุทธ์” นั่งรถไฟหาเสียง เจ๊โอ๋เสี่ยงตกชั้น เจอเกม 2 รุม 1 สายแข็ง พปชร.บวกค่ายเก่า ปชป. แถมสายอุ๊งอิ๊งมาแรง

ดิ้นสู้ฟัด “รังสิมา” ตีฆ้องร้องป่าวรับ “ประยุทธ์” นั่งรถไฟไปแม่กลอง เลือกตั้งสมัยหน้าเดิมพันอนาคต ค่าย ปชป.ส่งเสี่ยเอส ลงชนเจ๊โอ๋

สู้มา 20 ปี ไม่มีครั้งไหน “รังสิมา” ต้องลุ้นระทึกเท่ากับปี 2566 แบก “ประยุทธ์”หาเสียง เจอทั้งสายแข็ง พปชร. และสายหวาน พท.

รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม แจกข่าวเตรียมไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 3 ก.พ.2566 โดยบอกว่า คนแม่กลองจะไปต้อนรับนายกฯประยุทธ์ เป็นจำนวนมาก

ตามโปรแกรมทางราชการ พล.อ.ประยุทธ์ จะนั่งรถจากสนามกีฬา จ.สมุทร สงคราม ไปยังสถานีรถไฟลาดใหญ่ ต.ลาดใหญ่ อ.เมืองสมุทร จ.สมุทรสงคราม เพื่อเดินทางด้วยรถไฟขบวนที่ 4383 จากสถานีลาดใหญ่ ไปยังสถานีแม่กลอง) เพื่อตรวจติดตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน


หลายคนคงเคยไปแม่กลอง คงจำภาพตลาดร่มหุบ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งปกติรถไฟขบวนที่ 4383 จะวิ่งจากสถานีบ้านแหลม ถึงสถานีแม่กลอง ระยะทาง 33.57 กิโลเมตร 

นักท่องเที่ยวมักจะขึ้นรถไฟสายนี้ที่สถานีรถไฟลาดใหญ่ ไปลงสถานีรถไฟแม่กลอง หรือนั่งจากสถานีแม่กลองไปลงสถานีลาดใหญ่ ระยะทาง 6 ก.ม. เพราะรถไฟจะผ่านตลาดร่มหุบ อันเป็นจุดขายการท่องเที่ยวแม่กลอง

  รังสิมา ทดลองนั่งรถไฟจากสถานีลาดใหญ่ ไปสถานีแม่กลอง รังสิมา ทดลองนั่งรถไฟจากสถานีลาดใหญ่ ไปสถานีแม่กลอง

ก่อนหน้าที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะไปนั่งรถไฟชมตลาดร่มหุบ รังสิมา รอดรัศมี ได้ร่วมประชุมเตรียมงานกับทางการรถไฟ และผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครอย่างใกล้ชิด

แม้รังสิมา ยังไม่ลาออกจากพรรค ปชป. แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า เธอย้ายไปอยู่กับลุงตู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้วยเหตุนี้ เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ปชป. จึงได้เปิดตัว ธนธัส ขุนนุช ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสงคราม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยปี 2562 เสี่ยเอส-ธนธัส ขุนนุช รองนายก อบจ.สมุทรสงคราม เคยลงสมัคร ส.ส.สมุทรสงคราม สังกัดพรรคเพื่อชาติ ได้ 5,592 คะแนน 

ที่น่าสนใจ เสี่ยเอส-ธนธัส เป็นหนึ่งในทีมงานของ สุกานดา ปานะสุทธะ นายก อบจ.สมุทรสงคราม โดยสุกานดา ส่งลูกชาย-นพพล ธนิกุล ลงสมัคร ส.ส.แม่กลอง ในสีเสื้อพลังประชารัฐ

 เฉลิมชัย ศรีอ่อน ส่ง ธนธัส ขุนนุช ลงสนามแม่กลอง ชนรังสิมา เฉลิมชัย ศรีอ่อน ส่ง ธนธัส ขุนนุช ลงสนามแม่กลอง ชนรังสิมา

‘สุกานดา-สายแข็ง’

“รังสิมา” เจอเกม 2 รุม 1 จากคนกันเอง อย่างคู่ปรับเก่า สุกานดา ปานะสุทธะ สุ่มเสี่ยงสอบตกสูง จึงต้องพึ่งบารมี “ประยุทธ์” ฉุดหนีโซนอันตราย

ถ้ายังจำกันได้ วันที่ 13 ม.ค.2566 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายก รัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม มาตรวจราชการเรื่องน้ำ แต่จริง ๆ แล้ว ก็มาเปิดตัวนพพล ธนิกุล ทายาท สุกานดา ปานะสุทธะ นายก อบจ.สมุทรสงคราม ที่จะลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรค พปชร.

นพพลเป็นรองนายก อบจ.สมุทรสงคราม และเป็นลูกชายของสุกานดา กับสามีเก่า-ร.ต.นุกูล ธนิกุล อดีต ส.ส.สมุทรสงคราม 4 สมัย และ ส.ว.สมุทรสงคราม

สุกานดา ปานะสุทธะ เล่นการเมืองท้องถิ่นมาในยุคที่อดีตสามี-ร.ต.นุกูล ธนิกูล เป็น ส.ส.แม่กลอง และได้รับเลือกตั้งนายก อบจ.สมุทรสงคราม คนแรก เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

การเลือกตั้ง ส.ส.สมุทรสงคราม สมัยที่แล้ว สุกานดา ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรค พปชร. แต่พ่ายรังสิมา ในสีเสื้อ ปชป. ไม่กี่พันคะแนน

‘สจ.รัก สายอุ๊งอิ๊ง’

คู่ปรับเก่าของ “รังสิมา” อีกคนหนึ่งคือ สจ.รัก-ณิชาภา โกวิทานนท์ ที่เคยสวมเสื้อชาติไทยพัฒนา ลงสนามหนที่แล้ว แต่สมัยหน้า สจ.รัก สวมเสื้อแดงลงสนาม

เนื่องจาก สจ.รัก-ณิชาภา โกวิทานนท์ อดีต ส.อบจ.สมุทรสงคราม เขต อ.อัมพวา เคยเข้าร่วมเป่านกหวีดในขบวนมหาประชาชน จึงมีแรงต้านจากคนเสื้อแดงแม่กลอง

ด้วยนโยบายใหม่ของคนแดนไกล ให้ถือว่า ผู้ที่เคยเข้าร่วมชุมนุม กปปส. หรือเสื้อเหลืองเข้าพรรคเพื่อไทยได้ ยกเว้นแกนนำ หรือสายฮาร์ดคอร์

ดังนั้น สจ.รักจึงได้สวมเสื้อแดงลงสนาม และคงต้องหวังในกระแสอุ๊งอิ๊งที่แรงขึ้นในโซนตะวันตก

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ผู้สมัคร ส.ส.ในเครือข่ายพรรคของทักษิณสอบตกหมด เพราะคนแม่กลองส่วนใหญ่ยังเป็นคนอนุรักษ์นิยม
 

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ                โดย … ขุนน้ำหมึก

ค้านกฎหมายคุมสื่อ รัฐบาลซุ่มดันเข้าสภาฯ 7ก.พ. จ่อดัน3วาระรวด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542279

03 ก.พ. 2566

ค้านกฎหมายคุมสื่อ รัฐบาลซุ่มดันเข้าสภาฯ 7ก.พ. จ่อดัน3วาระรวด

จับตา 7 ก.พ.นี้ รัฐบาล ดัน “กฎหมายคุมสื่อ” ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เข้าที่ประชุมร่วม 2 สภา จ่อดัน3วาระรวด

จับตา “กฎหมายคุมสื่อ” หรือ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …. ซึ่งคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ถูกบรรจุอยู่ในวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 8 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ ซึ่งจะประชุมกันในวันวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 น.


นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายกฎหมายและสิทธิ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เปิดเผยว่าในที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 จะมีการประชุมร่วมของรัฐสภา คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนคือ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … ซึ่งเป็นร่างที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล

ดังนั้นหากผ่านการพิจารณาร่วมของทั้ง 2 สภา ก็สามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายได้เลย ร่างพระราชบัญญัตินี้อ้างที่มาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 35 ที่รับรองเสรีภาพในการเสนอข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพไว้ จึงมีกฎหมายลูกเป็นพระราชบัญญัติเข้ามารองรับ

นายสุรพงษ์ ซึ่งเป็นอดีตกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยหรือไทยพีบีเอส กล่าวว่า มีความกังวลต่อกฎหมายฉบับนี้ที่ไม่ครอบคลุมการส่งเสริมและคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน รัฐบาลควรดึงกลับ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของสื่อมวลชนอย่างรอบด้านก่อนเสนอเข้ามาใหม่

นายสุรพงษ์กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ควรมีทั้งการคุ้มครองและส่งเสริมเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งการคุ้มครองและส่งเสริมต้องเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้กลับให้เป็นเพียงหน้าที่ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเพียงองค์กรเดียวเท่านั้น การคุ้มครองและส่งเสริมเสรีภาพสื่อมวลชน มีเพียงมาตรา 5 ซึ่งเป็นมาตราเดียวอยู่ในหมวด 1 ที่ไม่ครอบคลุม

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการคุ้มครองและส่งเสริมเสรีภาพสื่อมวลชนมากขึ้น และจะต้องมีรายละเอียดอีกหลายมาตราเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมเสรีภาพของสื่อมวลชน มาตราที่เหลือเป็นเรื่องของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ดังนั้นจะเห็นชัดเจนว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ใช่พระราชบัญญัติในการส่งเสริมและคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน

นายสุรพงษ์กล่าวว่า การคุ้มครองเสรีภาพสื่อมวลชนที่ปฏิบัติตามจริยธรรมที่ต้องมี แต่ไม่มีในกฎหมายฉบับนี้คือ กรณีสื่อมวลชนถูกรังแกจะช่วยเหลืออย่างไร หรือสื่อมวลชนถูกฟ้องเพื่อปิดปาก กฎหมายจะเข้าไปคุ้มครองอย่างไร ถ้าสื่อมวลชนเสนอข่าวสารและความคิดเห็นตามจริยธรรมสื่อมวลชน ต้องไม่ถูกรังแกและไม่ถูกฟ้อง และต้องกำหนดหน้าที่ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนที่จะต้องทำการคุ้มครองสื่อมวลชนด้วย การคุ้มครองและส่งเสริมสื่อมวลชนอย่างเสมอภาค ไม่มีการเลือกปฏิบัติ

“สื่อมวลชนที่จดแจ้งและไม่จดแจ้ง สื่อมวลชนทั้ง 2 ประเภทต้องได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้อย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับนี้เน้นให้ประโยชน์กับสื่อมวลชนที่จดแจ้งเป็นสำคัญ นอกจากนี้ในบทเฉพาะกาล ต้องกำหนดให้กรมประชาสัมพันธ์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการสรรหากรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น โดยไม่ต้องทำหน้าที่หน่วยงานธุรการให้กับสภาวิชาชีพสื่อมวลชน เพราะโดยหลักการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนต้องเป็นอิสระจากอำนาจรัฐและการจัดการโดยรัฐ ดังนั้นจึงใคร่เรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกจากการพิจารณา เพื่อไปปรับปรุงและรับฟังความคิดเห็นของสื่อมวลชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้รอบด้านครบถ้วน”นายสุรพงษ์ กล่าว

คลิกอ่าน>> ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ….

นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถามเรื่อง ‘ยุบสภา’ โบ้ยต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542280

03 ก.พ. 2566

นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถามเรื่อง 'ยุบสภา'  โบ้ยต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่

สวนข้อเรียกร้องให้ ‘ยุบสภา’ นายกรัฐมนตรี ลั่นไม่เคยก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติ ยังไม่รู้ลงสมัครสส.ปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่

พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชน ระหว่างลงพื้นที่ตรวจราชการสมุทรสงคราม กรณีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่2 เรียกร้องให้ยุบสภาเพราะไม่มีสส.มาประชุมและรัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้ในสภาว่า เป็นเรื่องของสภา ที่ผ่านมาได้ขอร้อง พรรคการเมือง พรรคร่วมรัฐบาล ให้ไปดูว่าปัญหาว่าอยู่ตรงไหน  เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องของกฎหมายแต่ละฉบับว่าเป็นของใคร  ส่วนเราก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในฐานะฝ่ายบริหาร ไม่เคยไปก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติ

นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่พยายามสอบถามความชัดเจนเรื่องการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสว่าเป็นความจริงหรือไม่  โดยระบุสั้นๆว่ายังไม่ถึงเวลา จะขอตัดสินใจอีกที เพราะเรื่องบางเรื่องยังไม่จำเป็นต้องตอบในขณะนี้  และบอกว่าที่ผ่านมาได้ฝากให้บรรดา สส. ช่วยดูในเรื่องกฎหมาย  เพราะบางเรื่องที่พยายามเสนอเข้าไปแต่ออกไม่ได้ เนื่องจากไม่เข้าใจกัน  ส่วนตัวไม่อยากให้ประเด็นของกฎหมาย หรือ พ.ร.บ ที่เสนอเข้าไปกลายเป็นเรื่องของการเมืองทั้งหมด เพราะเป็นเรื่องของประชาชน  ทั้งกฎหมายการศึกษา กฎหมายการประมง ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง 

ความวุ่นวายในการประชุมสภา จนเกิดปัญหาสภาล่มติดต่อกันนับครั้งไม่ถ้วนทำให้ กรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ต้องเรียกประชุมกันในวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล

กทม.เปิดรับฟังความเห็น ‘แบ่งเขตเลือกตั้ง’ 4-13 กุมภาพันธ์ นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542272

03 ก.พ. 2566

กทม.เปิดรับฟังความเห็น 'แบ่งเขตเลือกตั้ง' 4-13 กุมภาพันธ์ นี้

5รูปแบบ ‘แบ่งเขตเลือกตั้ง’ กรุงเทพมหานคร เปิดให้แสดงความเห็นผ่านคิวอาร์โค๊ด 4-13 กุมภาพันธ์นี้ ตามประกาศ กกต.

กกต.กทม.วอนพรรคการเมือง-ประชาชนช่วยกันแสดงความเห็นประกาศ 5 รูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 4 – 13 กุมภาพันธ์นี้    ก่อนสรุปความเห็นให้ กกต.กลาง 16 กุมภาพันธุ์  

สำนักงาน กกต.กทม. ได้ประกาศรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองและประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร  เป็นเวลา 10 วัน   โดยจะเริ่มแสดงความคิดเห็นได้ในวันพรุ่งนี้  ซึ่งสำนักงาน กกต.กทม.ได้จัดทำประกาศ แผนที่รูปแบบการแบ่งเขต บรรจุไว้ใน  QR CODE   โดย กทม. จัดทำรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งไว้  5 รูปแบบ

นายสำราญ  ตันพานิช ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร บอกว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นเพียงขั้นตอนการเริ่มต้น    โดยให้ ผอ.กกต.จังหวัดและกรุงเทพมหานคร  เป็นผู้ดำเนินการจัดการแบ่งเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 3 รูปแบบ ต่อ 1 จังหวัด   เพื่อประกาศ รับฟังความคิดเห็น พรรคการเมือง ประชาชน ในเขตนั้นๆ  ยังไม่ได้เคาะกว่ารูปแบบไหนดีกว่าแบบไหน    ซึ่ง กทม.แบ่งเขตเลือกตั้งไว้ 5 รูปแบบ ทุกรูปแบบเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ   โดยจะรับฟังความเห็นพรรคการเมือง คนกรุงเทพว่ารูปไหนที่เห็นว่ามีความเหมาะสมที่สุดกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น   

คิวอาร์โค๊ด สแดงความเห็นแบ่งเขตเลือกตั้ง กทม. คิวอาร์โค๊ด สแดงความเห็นแบ่งเขตเลือกตั้ง กทม.

คิวอาร์โค๊ดแสดงความเห็นแบ่งเขตเลือกตั้งกทม.คิวอาร์โค๊ดแสดงความเห็นแบ่งเขตเลือกตั้งกทม.

หลังจาก 10 วันแล้ว ก็จะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดในแต่ละรูปแบบเสนอต่อ กกต.กลางให้วินิจฉัยรูปแบบเขตเลือกตั้งที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด   ซึ่งวิธีการขั้นต้นในการแบ่งเขตแต่ละจังหวัดไปดำเนินการ    โดยจะออกประกาศรูปแบบการแบ่งเขตวันนี้    มีผลวันพรุ่งนี้   และเริ่มแสดงความคิดเห็นได้ไปจนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์รวมระยะเวลา 10 วัน ตามที่กำหนด  และภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ทุกจังหวัดก็จะพิจารณารูปแบบที่เห็นว่ามีความเหมาะสมเรียงตามลำดับ

ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ยอมรับว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งในครั้งนี้    ในส่วนของ กทม.มีการเปลี่ยนแปลงจากการเลือกตั้งปี  2562    ซึ่งเดิมมี 30 เขต  ส.ส. 30 คน   ปัจจุปันเพิ่มมาเป็น 33 เขต ส.ส. 33 คน    ซึ่งในการแบ่งเขตได้นำรูปแบบการแบ่งเดิมมาปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามเงื่อนไขในมาตรา 27 กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.   ก่อนเปิดรับฟังความคิดเห็น ขณะเดียวกันก็ย้อนไปดูการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 และ 2557 ที่มี 33 เขตเลือกตั้งเท่ากันด้วย

คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งแรก ภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564 พร้อมให้ความเห็นชอบกรอบระยะเวลาการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ดำเนินการดังนี้

1.จังหวัดที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมากกว่า 1 คน ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดจัดทำรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งภายใน 3 วัน โดยต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขต ให้ติดต่อกันและต้องจัดให้มีจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งใกล้เคียงกัน แล้วประกาศรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างน้อย 3 รูปแบบ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองและประชาชนในจังหวัดเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งแต่ละรูปแบบต้องประกอบด้วย

  • รายละเอียดเกี่ยวกับอำเภอหรือตำบล หรือเขตพื้นที่ที่อยู่ในเขตเลือกตั้งแต่ละเขต
  • จำนวนราษฎรของแต่ละเขตเลือกตั้ง และผลต่างของของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งจากจำนวนเฉลี่ยราษฎรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 คนในจังหวัดนั้น ทั้งนี้ ผลต่างของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของจำนวนเฉลี่ยต่อสมาชิกสภาผุ้แทนราษฎร 1 คนในจังหวัดนั้น เว้นแต่ เป็นกรณีมีความจำเป็นเพื่อให้ราษฎรในชุมชนเดียวกันหรือใกล้เคียงกันสามารถเดินทางได้โดยสะดวก
  • เหตุผลประกอบการเสนอแนะการแบ่งเขตเลือกตั้ง
  •  แผนที่แสดงรายละเอียดของพื้นที่ที่ประกอบเป็นเขตเลือกตั้งแต่ละเขตเลือกตั้ง

ในกรณีที่จังหวัดใดมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่ากับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 และมีผลต่างของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งจากจำนวนเฉลี่ยราษฎรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคนในจังหวัดนั้นไม่เกินจำนวนผลต่างที่กำหนดไว้ใน (2) ให้จัดทำรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ใช้ในการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปเมื่อปี 2562 และประกาศรับฟังความคิดเห็นในการแบ่งเขตเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย

 2. ให้ดำเนินการปิดประกาศรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาล ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งนี้ ให้รวมถึงศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขต และศาลาว่าการเมืองพัทยาด้วย และให้เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด รวมทั้งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น

  3. จังหวัดที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 คน ให้ดำเนินการปิดประกาศเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาล ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล และให้เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด รวมทั้งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ

‘กกต.’ เปิดรับการสรรหา เป็นผอ.และกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542267

03 ก.พ. 2566

'กกต.' เปิดรับการสรรหา เป็นผอ.และกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง

6-10 กุมภาพันธุ์นี้ ‘กกต.’ เปิดรับการสรรหา ผอ.และกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง คุณสมบัติใกล้เคียงกับผู้สมัครส.ส.

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหา เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง เพื่อรองรับการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีขึ้น  ที่ กกต. จะแต่งตั้งบุคคลเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง  เขตเลือกตั้งละ  1 คน  และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง  เขตเลือกตั้งละ 3 คน   

โดย กกต.กำหนดการสรรหา ด้วยการรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 6-10 กุมภาพันธ์นี้   

ผู้ประสงค์จะเข้ารับการสรรหาต้องยื่นใบสมัครต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด  ตามแบบใบสมัครด้วยตนเองต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด 

ผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติ สัญชาติไทยโดยการเกิด   มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีบริบูรณ์ในวันสมัครหรือวันที่ได้รับการทาบทาม  มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้น  มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริต และห้ามมีลักษณะต้องห้าม คือ  ติดยาเสพติดให้โทษ  เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต  เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช   อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่   วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ  อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง  ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล  เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมาแล้วไม่ถึง 10 ปี นับถึงวันสมัครหรือวันที่ได้รับการทาบทาม เว้นแต่ ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ   

เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริต หรือประพฤติมิชอบในวงราชการ   เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต   เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง

เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น   เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ  อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง

เมื่อเสร็จสิ้นการรับสมัครแล้ว หากมีผู้สมัครผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งน้อยกว่า 2 คน หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง น้อยกว่า 6 คน  ให้ ผอ.ประจำจังหวัด   ดำเนินการทาบทามบุคคลจากผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 8 และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 9 เพื่อสมัครเข้ารับการสรรหาให้ครบตามจำนวน   โดยยื่นใบสมัคร แล้วแต่กรณีภายใน 3 วันนับแต่วันสิ้นสุดการรับสมัคร และตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ประวัติ และพฤติการณ์ของผู้เข้ารับการสรรหาและผู้ที่ได้รับการทาบทามให้แล้วเสร็จภายใน 10 วัน  นับแต่วันปิดรับสมัคร

บ้านใหญ่ เลือดใหม่ แข่งเดือดเลือกตั้งเมือง ‘แปดริ้ว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542244

03 ก.พ. 2566

บ้านใหญ่ เลือดใหม่ แข่งเดือดเลือกตั้งเมือง 'แปดริ้ว'

ลุ้นเลือกตั้ง ‘แปดริ้ว’ ระอุ บ้านใหญ่ เลือดใหม่ ร่วมชิงชัยทุกพื้นที่ ซุ้มมังกรน้ำเค็มมีลุ้น ในเขตเลือกตั้งที่ 4

การเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ฉะเชิงเทรายังมี 4 เขต เหมือนรอบที่ผ่านมา แต่บอกเลยว่าครั้งนี้ แปดริ้วแข่งเดือดทั้ง 4 พื้นที่ เนื่องด้วยมีทั้ง คนรุ่นใหม่-รุ่นเก่า-รุ่นเก๋า เตรียมพร้อมลงสนามเข้าแข่งขัน เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับชาวบ้าน  เป็นการห้ำหั่นของบรรดาบ้านใหญ่ เพื่ออนาคตที่สดใสในทางการเมือง

เขตเลือกตั้งที่ 1  สายแข็ง ตัวเต็ง แห่ลงสมัครมากที่สุด โดยมี ส.ส.แบงค์ กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ โดยครั้งที่แล้วสอบผ่านในนามอนาคตใหม่ ก่อนหันมาซบภูมิใจไทยเพราะพรรคถูกยุบ เป็นเจ้าของเก้าอี้
 

ครั้งนี้ พลังประชารัฐ เตรียมส่ง รัฐสภา นพเกตุ รองนายก อบจ. ฉะเชิงเทรา ลูกชาย   สมบัติ นพเกตุ อดีตกำนันตำบลหัวสำโรง ซึ่งมีโปรไฟล์เป็นเขยตระกูลจารุสมบัติพ่วงท้าย   จึงได้รับแรงหนุนจาก พินิจ จารุสมบัติ ผู้มากประสบการณ์การเมือง


โดยมี นายกไก่ กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ. ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบ้านใหญ่เมืองแปดริ้ว ส่งเด็กในคาถา คือ เสี่ยอาร์ม มติชน ชูทับทิม ลูกชายเจ้าของฟาร์มไก่ไข่รายใหญ่ของฉะเชิงเทรา สู้นนามพรรครวมไทยสร้างชาติ

นอกจากนี้ยังมี เปิ้ล ฐิติมา ฉายแสง อดีต ส.ส.  น้องสาว “เสี่ยอ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง ลงแก้มือ หลังชวดเลือกตั้งปี 62 เพราะพรรค ไทยรักษาชาติ ต้องสูญสลายก่อนลงสนาม จากผลพวงการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ งานนี้จึงขอรีเซ็ตใหม่

ตามด้วยชาติไทยพัฒนา ที่ส่ง เฉลิง จูจำรัส ประธานบริษัท เป็ดสยามฟู้ด จำกัด ที่ปรึกษา ประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคยเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตนี้ ในนามเพื่อไทย ต้องเบนเข็มทิศใหม่ เมื่อไทยเคาะชื่อน้องสาวจาตุรนต์ลงแทน

โดยมี ประโยชน์ โสรัจจกิจ อดีตประธานหอการค้าเมืองแปดริ้ว เจ้าของฟาร์มปลากระพงยักษ์ ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ลงชิงชัยนามประชาธิปัตย์



เขต 2 ที่มี ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ส.ส.พลังประชารัฐ เป็นเจ้าของเก้าอี้คนปัจจุบัน แต่มีข่าวเตรียมย้ายไปร่วมงานกับ รทสช. ตามคำทาบทาม  สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน รอบนี้อาจขยับตัวเองไปลงบัญชีรายชื่อไม่เกินอันดับ 10 ส่งผลให้  อรรถกร ศิริลัทยากร ลูกชาย อิทธิ ที่ปัจจุบันเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ ขยับมาลงเขตแทน



พรรคเพื่อไทย เตรียมส่ง พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ หรือ “จั๋ง” ที่ปัจจุบันดํารงตําแหน่งผู้ช่วยผู้อํานวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาคธนาคารแห่งประเทศไทย มาทวงเก้าอี้คืน และยังมี อมรชัย ปิ่นเจริญ คณะทำงานรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ที่จะลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์

เขต 3 เจ้าของเก้าอี้คนปัจจุบัน เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่ 1 เลือกตั้งครั้งนี้คาดกันว่าจะถือธงพรรคเพื่อไทย และส่ง มดเล็ก ศักดิ์ชาย ตันเจริญ สจ. 3 สมัย ลงรักษาพื้นที่ แล้วขยับตัวเองนั่งปาร์ตี้ลิสต์ โดยมีนักการเมืองหนุ่มรุ่นใหม่ ธรรมชาติ พรมพิทักษ์ อดีตประธานสภา อบจ. ฉะเชิงเทรา เด็กปั้น นายกไก่ท้าชน โดยจะลงชิงเก้าอี้ ในสังกัดรวมไทยสร้างชาติ  ส่วนอีกคน คือ ฉัตรชัย เข็มทอง อดีตผู้สมัครที่เคยลงเลือกตั้งเมื่อปี 62 ก็เร่งฝีเท้าเดินหาสียงในนามพรรคประชาธิปัตย์ 


ปิดท้ายเขต 4 เจ้าของเก้าอี้ปัจจุบัน คือ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ พรรคก้าวไกล มี พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ อดีต ส.ส. ประธานที่ปรึกษา รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ที่รอเวลาขอทวงเก้าอี้คืนในนามพรรคพลังประชารัฐ แต่ถูกตามประกบ จาก “จ่าสิงห์” จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ อดีตผู้สมัครนายก อบจ. ฉะเชิงเทรา ที่ปัจจุบันเป็นข้าราชการการเมือง ประจำสำนักงานเลขาธิการนายกฯ ปฎิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน คนสนิท  ปักธงลงชิงเก้าอี้ในนามรวมไทยสร้างชาติ

ขณะที่ เพื่อไทย ส่ง  วุฒิพงศ์ ฉายแสงอดีต รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช และอดีต ส.ส.เจ้าของพื้นที่ น้องชาย จาตุรนต์  ลงสมัคร และยังมีนักการเมืองสาวหน้าใหม่อย่าง สาริศา แสงจันทร์ อดีตปลัดอำเภอบางปะกง ที่กำลังเดินหน้าทำแต้มในนามภูมิใจไทย  ปิดท้ายด้วย“ชำนาญ เกิดโสภา ลูกหม้อประชาธิปัตย์ ซึ่งการเลือกตั้งปี 62 ก็ลงสนามชิมลางมาแล้ว โดยได้คะแนนมาเป็นอันดับ 3  



สนามเลือกตั้งแปดริ้ว จึงเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่คอการเมือง ต้องตามติดกันแบบตาห้ามกระพริบ ใครจะอยู่ ใครจะไป มักมีเซอร์ไพรส์ชนิดที่ว่า หักปากกาเซียนกันมาแล้วนักต่อนัก