เอไอเรื่องใกล้ตัว เปลี่ยนวิถีชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570866

  • วันที่ 15 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

เอไอเรื่องใกล้ตัว เปลี่ยนวิถีชีวิต

ทิม ไตรติลานันท์ ผู้จัดการฝ่ายการขาย บริษัท ซินโนโลยี ประเทศไทย

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง เป็นเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนวิธีการทำงานของคนทั้งโลก เทคโนโลยีที่มาพร้อมขีดความสามารถในการปรับปรุงกระบวนการ ลดค่าใช้จ่าย และปรับเปลี่ยนศักยภาพทางธุรกิจ

แต่น้อยคนที่จะตระหนักว่า เอไอ กำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างไรบ้าง เอไอ กำลังเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่เริ่มตั้งแต่ในบ้าน มันถูกใช้ในการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยอย่างชาญฉลาด เข้าใจทุกความต้องการ และทำให้ชีวิตคนง่ายขึ้น

ลองนึกภาพตัวเองตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและเดินเข้าครัวไปยังหม้อต้มกาแฟที่กำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่น พร้อมกับเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตว่าคุณไปเข้าคลาสออกกำลังกายสายแล้ว หรือเมื่อเปิดตู้เย็นแล้วพบว่าโยเกิร์ตถ้วยโปรดที่คุณกินหมดไปแล้วเมื่อวันก่อน มีถ้วยใหม่มาใส่แทนไว้แล้ว ไม่ต้องวิตกกังวลระหว่างทำงาน เพียงเพราะไม่แน่ใจว่าได้เปิดระบบสัญญาณกันขโมยก่อนออกจากบ้านหรือไม่ เอไอได้ทำสิ่งนั้นแทนแล้ว

แม้ว่า เอไอ จะสามารถทำเรื่องทั้งหมดนี้ได้ แต่ศักยภาพที่แท้จริงของมันยังมีอีกมาก สถานการณ์ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง ถึงแม้ว่ามันยังไปไม่ถึงจุดที่จะสามารถสั่งซื้อสินค้าใช้สอยแทนคนได้ แต่วิวัฒนาการของอุปกรณ์ที่มีเอไอก็เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและราคาก็ถูกลงเรื่อยๆ จึงมีแนวโน้มที่จะได้เห็น เอไอ กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของบ้านได้เร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึง

บริษัทวิจัยการ์ทเนอร์ (Gartner) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2565 อุปกรณ์ที่มีเอไอ อาจมีระดับความฉลาดทางอารมณ์พอที่จะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับคนคนหนึ่งมากกว่าคนในครอบครัวเสียอีก โซลูชั่นที่มีอยู่แล้ว เช่น Amazon Echo และ Google Home ถูกนำไปใช้ในห้องรับรองพิเศษและห้องครัว เพื่อให้สอดรับกับรสนิยมและอารมณ์ความรู้สึกของคน ซึ่งทำให้ เอไอ เป็นเทคโนโลยีที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ที่สำคัญคือ ทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องลงทุนก้อนโตหรือสร้างบ้านที่มีระบบอัตโนมัติเพื่อใช้ประโยชน์จากเอไอ บ้านเรือนโดยทั่วไปมีเราเตอร์ อุปกรณ์เครือข่ายที่เรียกว่า Network Attached Storage (NAS) ระบบกล้องวงจรปิด และเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (Thermostat) อุปกรณ์เหล่านี้อาจกลายเป็นของใช้ธรรมดาทั่วไปเหมือนเครื่องชงกาแฟ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อไปยังเอไอได้แบบไร้รอยต่อ เพื่อให้สามารถควบคุมกลไกภายในบ้านได้แบบเบ็ดเสร็จ

นอกจากนี้ หากต้องการปกป้องบุตรหลานจากการเข้าถึงคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม การใช้ Siri บนสมาร์ทโฟน รวมถึง NAS และเราเตอร์แบบมีเอไอ จะช่วยให้สามารถตรวจติดตามการใช้งานอินเทอร์เน็ตและพฤติกรรมในโลกออนไลน์ของทุกคนในบ้านได้ ซึ่งเป็นระบบ Parental Control ที่ง่ายและใช้งานได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก

ทั้งนี้ ยังสามารถใช้แนวคิดนี้สร้างคิวอาร์โค้ด (QR code) เพื่อให้เพื่อนๆ สามารถสแกนเพื่อเข้าถึงไว-ไฟ ในบ้านของคุณได้ ซึ่งนับเป็นวิธีที่ง่ายขึ้นมาก และไม่ต้องมัวเสียเวลาค้นหารหัสผ่านไว-ไฟที่ไม่เคยจำ

หากเคยสะดุ้งตื่นตอนตี 2 จากสัญญาณเตือน แต่กลับพบว่าเป็นแค่เสียงลมหรือฝน หรือแมลงไต่เข้าไปในเซ็นเซอร์ ลองลงทุนติดตั้งระบบที่มีเอไอจะช่วยขจัดความน่าเบื่อของสัญญาณเตือนที่ผิดพลาดและทำให้ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ระบบกล้องวงจรปิดเพื่อรักษาความปลอดภัยแบบมีเอไอของ Synology ที่มาพร้อมอัลกอริทึมที่มีขีดความสามารถในการจดจำรูปแบบที่สลับซับซ้อน ซึ่งจะช่วยลดสัญญาณเตือนที่ผิดพลาดและเพิ่มช่วงเวลาพักผ่อนแบบไร้กังวลให้มากขึ้น

สำหรับผู้ที่หารูปถ่ายไม่เจอหรือไม่สามารถคัดแยกให้เป็นระบบได้สักที สามารถใช้ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ อย่าง Moments ของ Synology ที่จัดหมวดหมู่รูปภาพตามธีม วัตถุ และกลุ่มคน รวมทั้งช่วยให้สามารถแก้ไขหรือปรับแต่งภาพให้เหมาะสำหรับการนำไปพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็น การปรับแสง สร้างเทมเพลตสำหรับสมุดภาพ สร้างอัลบั้มให้สามารถค้นหาโฟลเดอร์ที่ต้องการได้ง่าย และที่สำคัญคือ สามารถทำทั้งหมดนี้ได้ในเวลาอันสั้นเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน

จากภาพถ่ายไปจนถึงระบบกล้องวงจรปิด จากเพลงไปจนถึงการตรวจติดตามการใช้งานอินเทอร์เน็ต เอไอ แทรกตัวอยู่ในทุกกิจกรรมในบ้าน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนโดยการกำจัดงานธุรการที่จุกจิกออกไป ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่ายแล้วในปัจจุบัน และจะสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในวิถีชีวิตผู้คน

เพิ่มยอดอีคอมเมิร์ซ ด้วยท่าเบสิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570779

  • วันที่ 14 พ.ย. 2561 เวลา 15:30 น.

เพิ่มยอดอีคอมเมิร์ซ ด้วยท่าเบสิก

เรื่อง…โซวบักท้ง

เมื่อประมาณสักอาทิตย์ที่แล้วครับ ระหว่างที่ผมกำลังเสพดราม่าบนเฟซบุ๊กอย่างเมามัน จู่ๆ พลันก็มีข้อความลึกลับส่งเข้ามาทักทาย

“สวัสดีคะ คุณโซวบักท้ง” แน่นอนครับ ชายหนุ่มหน้าตาดีเช่นผม ย่อมไม่ยอมทักกลับในทันที เพราะเรื่องจากประสบการณ์หลายสิบปีที่ผ่านมา ยามมีคนทักโซวบักท้งเข้ามา ถ้าไม่ขายประกัน ก็หนีไม่พ้นขอยืมตังค์

“ดิฉัน เป็นแฟนคอลัมน์ ออนไลน์สไตล์โซวบักท้ง ในโพสต์ทูเดย์ค่ะ” ผมเขียนคอลัมน์ในโพสต์ทูเดย์นี้มาปีกว่าๆ เพิ่งจะมีคนส่งข้อความมาทักทายเป็นคนแรก พลางคิดในใจ “ไอ๊หย่ะ ! เราก็มีแฟนคลับเหมือนกันหรือนี่ !”

“ครับผม ยินดีที่ได้รู้จักครับ” เมื่อทำความรู้จักกัน เธอก็จัดการระดมคำถามเข้าหาผมแบบไม่ยั้ง แบบไม่กลัวว่าความลับธุรกิจจะรั่วไหล!

จับความได้ว่า เธอทำธุรกิจขายเสื้อผ้าออนไลน์มาสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งธุรกิจก็เหมือนจะไปได้ด้วยดี ตอนนี้เธอพยายามศึกษาการลงโฆษณาผ่านทางเฟซบุ๊กอยู่ โดยใช้วิธีการ Optimize Ads ตามแบบที่ผมเขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้ เดือนหนึ่งเธอจ่ายเงินให้กับเฟซบุ๊กเป็นตัวเลขเกือบจะ 6 หลัก

แต่แม้ว่าธุรกิจจะทำกำไรได้ดี แต่เธอไม่ค่อยมั่นใจว่าเธอทำได้ดีพอแล้วหรือยัง? เพราะยิ่งเธอพยายามจะจ่ายเงินค่าโฆษณาเพิ่มมากขึ้น ยอดขายกลับไม่ค่อยขยับขึ้น ตามสัดส่วนของเงินโฆษณาที่จ่ายเพิ่มเข้าไป

เธอแคปเจอร์หน้าระบบหลังบ้านของเฟซบุ๊กมาให้ผมดูด้วย ผมเห็นวิธีการแบ่ง Ad Set วิธีการแบ่งกลุ่มเป้าหมาย แอบนึกชมเธออยู่ในใจ แค่อ่านบทความของผมนิดเดียว แต่สามารถเข้าใจหลักการ Optimize Ads ได้เป็นอย่างดี เธอสามารถทำ Click Through Rate (CTR) ได้สูงถึง 18% แถมค่า Cost Per Click ทำได้ต่ำถึงคลิกละ 30 สตางค์ ซึ่งถือว่าไม่เลวทีเดียว

เคสนี้ถือว่า เธอสอบผ่านครับ สำคัญที่สุด คือ ลงโฆษณาไปแล้ว ไม่ขาดทุน สามารถสร้างกำไรได้

“แล้วจะทำยังไง ให้ขายดีขึ้นคะ ?” เธอถามผมต่อ ผมแนะนำเธอแบบง่ายๆ ครับ คือ ให้เธอพยายามขยาย “Basket Size” ดู Bastket Size ในที่นี้ คือ ให้พยายามขายของให้มากชิ้นขึ้น ต่อการช็อบปิ้งหนึ่งครั้งของลูกค้าครับ

จริงๆ เป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ สำหรับนักการตลาดครับ แต่บางทีเวลาเราลงเงินโฆษณามากๆ เข้า สมาธิของเรามักจะไปจดจ่ออยู่กับการลงโฆษณายังไงให้ได้ราคาที่ถูกที่สุด แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่เราต้องจดจ่อจริงๆ คือ ทำยังไงให้เกิดกำไรมากที่สุดต่างหาก

ดังนั้น กลยุทธ์การเพิ่ม Basket Size จึงสำคัญมากครับ ในเคสที่เราทำ Optimize Ads ได้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว ต่อให้เราพยายามทำ Optimize Ads ต่อไป เราอาจจะประหยัดค่าโฆษณาลงได้อีกแค่ 10-30% เท่านั้น แต่ถ้าเราพยายามทำให้คนซื้อของเพิ่มจาก 1 ชิ้น กลายเป็น 2 ชิ้น จะเท่ากับว่าเราสามารถเพิ่มรายได้ได้ถึง 100% ประหยัดค่าโฆษณาได้ถึง 2 เท่า !

วิธีการเพิ่ม Basket Size ก็แล้วแต่การสร้างสรรค์ของนักการตลาด หรือเจ้าของธุรกิจครับ ซื้อ 2 แถม 1, ซื้อครบ XXX บาท จะมีสินค้าแถม, ซื้อชิ้นที่ 2 ลด 30% เป็นต้น

อีกวิธีหนึ่งที่นักการตลาดนิยมกัน คือ เพิ่มรอบความถี่ในการซื้อสินค้าครับ จำไว้เป็นสูตรเลยครับ อย่าปล่อยให้ลูกค้าซื้อสินค้าแค่ครั้งเดียว แล้วจากลาไปเลยเด็ดขาด เราต้องพยายามทำให้เขาซื้อซ้ำแล้วซ้ำอีก

อย่างที่พวกเราน่าจะทราบกันดีอยู่แล้ว ต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่นั้น สูงกว่าต้นทุนในการรักษาลูกค้ามากมายหลายเท่านัก กลยุทธ์ทำให้ลูกค้าซื้อซ้ำที่นิยมทำกัน ก็เช่น การทำระบบสมาชิก, การพยายามเก็บอีเมลแอดเดรสเพื่อทำ E-newsletter เพื่อเสนอส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าเก่า ฯลฯ

จะเห็นว่ากลยุทธ์การทำอี-คอมเมิร์ซนั้น จริงๆ แล้วก็ยังต้องใช้หลักการทำการตลาดในภาคปกติอยู่ครับ การเพิ่มยอดขาย เราต้องพยายามคิดว่า จะทำยังไงให้ลูกค้าซื้อมากขึ้น และซื้อถี่ขึ้น ประกอบไปด้วย จึงจะสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างยั่งยืนและเติบโตได้

สนใจอยากถามปัญหาเรื่องดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง กับโซวบักท้ง ก็แอดเฟซบุ๊กมาได้นะครับ ยินดีช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้…แต่ไม่มีเงินซื้อประกัน และไม่มีตังค์ให้ยืมแล้วนะครับ

กสทช.เผยอนามัยโลกยืนยันเสาสัญญาณโทรศัพท์ไม่กระทบต่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570703

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 18:41 น.

กสทช.เผยอนามัยโลกยืนยันเสาสัญญาณโทรศัพท์ไม่กระทบต่อสุขภาพ

ผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก ส่งหนังสือแจ้งเลขาธิการ กสทช. ยืนยันผลการศึกษาระบุการปล่อยคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือจากเสาสัญญาณไม่กระทบต่อสุขภาพ

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ว่า ดร.อีมิลี ฟาน เดเวนเตอร์ หัวหน้าคณะรังสีวิทยา องค์การอนามัยโลกทำหนังสือตอบกลับมาแล้วกรณีสำนักงานกสทช.ได้สอบถามในประเด็นความปลอดภัยจากคลื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่งสัญญาณผ่านสถานีฐาน ดร.เดเวนเตอร์ ยืนยันผลการศึกษาช่วงระยะ10ปีระหว่างปี 2539-2549 ระบุไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถชี้ได้ว่าการส่งสัญญาณในคลื่นความถี่ระหว่าง 0-300 กิกกะเฮิร์ตซ์ จากสถานีฐานและการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มีผลร้ายแรงต่อสุขภาพ

นายฐากร กล่าวว่า ดร.ฟาน เดเวนเตอร์ ยังระบุในจดหมายว่าในปี 2553 คณะนักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก ได้ศึกษากรณีการส่งคลื่นสัญญาณเฉพาะโทรศัพท์เคลื่อนที่จากสถานีฐานก็ยังไม่พบหลักฐานว่าคลื่นความถี่มีผลต่อสุขภาพ

เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า หลังจากนั้นองค์การอนามัยโลกยังศึกษาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันถึงความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพร่างกายกับการปล่อยคลื่นความถี่จากอุปกรณ์ไร้สายและสถานีส่งสัญญาณคลื่นโทรศัพท์ ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์ใดๆอีกเช่นกัน

“องค์การอนามัยโลกจะจัดประชุมในประเด็นคลื่นความถี่จากโทรศัพท์มือถือกับสุขภาพของผู้คนอีกครั้งในเดือนมิถุนายน ปีหน้าที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ องค์การอนามัยโลกเชิญตัวแทน กสทช.ไปร่วมประชุมด้วย”นายฐากร กล่าว

ก่อนหน้านี้ นายฐากร ได้ทำหนังสือไปยัง ดร.เดเวนเตอร์ ลงวันที่ 9 ต.ค. 2561 ขอคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลกกรณีที่ประชาชนยังคงวิตกกังวลการส่งสัญญาณคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือจากสถานีฐานจะมีผลต่อสุขภาพร่างกาย แม้ว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลผลการศึกษาทั้งจากองค์การอนามัยโลกและหน่วยงานเกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่มาเป็นเวลาหลายปีแล้วยืนยันว่าไม่มีผลต่อสุขภาพ จึงเป็นที่มาของหนังสือตอบกลับจาก ดร.เดเวนเตอร์ ลงวันที่ 6 พ.ย. 2561

ในขณะเดียวกัน นายฐากรและผู้เชี่ยวชาญด้านคลื่นความถี่ของสำนักงาน กสทช. เดินทางเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือระดับโลกว่าด้วยนโยบายด้านสุขภาพและการวิจัยเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือกลอร์ (Global Coordination of Research and Health Policy on RF Electromagnetic Fields : G L O R E ) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 12-14 พ.ย. 2561

นายฐากร ได้รายงานสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการขยายโครงข่ายโทรคมนาคมของประเทศไทยว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง โดยเฉพาะความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพจากการตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนคนไทย อันเนื่องมาจากพัฒนาการที่รวดเร็วของการขยายโครงข่ายการใช้งานคลื่นความถี่แบบไร้สายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้การร้องเรียนเรื่องสุขภาพมีหลากหลายในแง่ของผลกระทบเช่น ปวดศีรษะ หน้ามืด อ่อนแรง หรือแม้แต่อ้างว่าเป็นมะเร็งเป็นต้น ซึ่งการร้องเรียนต่างๆเหล่านี้ส่งไปยังหลายหน่วยงานทั้งในระดับท้องถิ่น สื่อสาธารณะ หรือแม้แต่ศาลปกครอง

นายฐากร กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามหาวิธีแก้ไขป้องกันเพื่อให้ประชาชนปลอดภัย โดยสำนักงาน กสทช. ได้ออกประกาศในปี พ.ศ. 2549 เพื่อบังคับใช้มาตรฐานการส่งสัญญาณคลื่นความถี่ของ 1998 ICNIRP ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการกำกับการปล่อยคลื่นความถี่ รวมถึงจำกัดความแรงของคลื่นที่สถานีฐานปล่อยออกมา มาตรฐานอันนี้เป็นแนวทางที่หลายๆประเทศรวมถึงสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) และองค์กรอนามัยโลก เลือกใช้

นอกจากนี้ทางสำนักงาน กสทช. มีทีมเจ้าหน้าที่ 25 เขต สุ่มตรวจสอบสถานีฐานทั่วประเทศว่าเป็นไปตามข้อกำหนดของหลักเกณฑ์ดังกล่าวหรือไม่ รวมถึงยังจัดการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่ประชาชนร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องของความปลอดภัยของการใช้งานคลื่นความถี่ และให้ทางผู้ประกอบการเอกชนสร้างความรู้และความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่มีการติดตั้งสถานีฐานอีกด้วย

“ถึงแม้ว่าทางสำนักงานจะใช้หลักมาตรฐานสากลในการควบคุมการปล่อยคลื่นความถี่ของสถานีฐานและการสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน แต่ก็ยังพบข้อร้องเรียนในเรื่องดังกล่าวมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง กสทช. คิดว่าความกังวลของประชาชนในเรื่องนี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญของประเทศในการเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่การใช้คลื่นความถี่ในการติดต่อสื่อสารของเทคโนโลยีนั้นมีแต่จะมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ 5G ที่ต้องวางเสาสัญญาณมากกว่าเทคโนโลยี 3G และ 4G ที่ใช้ในปัจจุบัน”นายฐากรกล่าวในที่ประชุม

นายฐากร กล่าวอีกว่า ในการประชุม GLORE 2018 ทาง กสทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องของผลการศึกษาและหลักฐานรวมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาความกังวลของประชาชนที่คิดว่าคลื่นความถี่มีอันตรายต่อสุขภาพที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่นี้

นายฐากร กล่าวในว่า ทางสำนักงาน กสทช. ได้เสนอต่อที่ประชุมของ GLORE ว่าจะเชิญผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลก สมาชิกของ GLORE ทั่วโลกเข้าที่ประชุมในประเทศไทย สำนักงาน กสทช.พร้อมจะเป็นเจ้าภาพและหารือในประเด็นต่างๆเกี่ยวข้องระหว่างคลื่นความถี่กับสุขภาพร่างกาย

ยูทูบลุยป๊อปอัพสเปซต่อ ดันคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570625

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

ยูทูบลุยป๊อปอัพสเปซต่อ ดันคอนเทนต์ครีเอเตอร์

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์

จากความนิยมรับชมยูทูบ (YouTube) ในประเทศไทย โดยปัจจุบันการใช้งานยูทูบในประเทศไทยมีผู้ล็อกอินเพื่อเข้ามารับชมมากกว่า 1,000 ล้านคน และใช้เวลามากกว่า 1,000 ล้านชั่วโมงต่อวันในการรับชม ทำให้ไทยยังติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่มีชั่วโมงการรับชมยูทูบมากที่สุดของโลก

ขณะเดียวกัน ยังพบสถิติการใช้งานของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ในการสร้างสรรค์ผลงานยังมีปริมาณการอัพโหลดคอนเทนต์เพิ่มขึ้นถึง 70% และยังพบว่ากว่า 75% ของผู้ใช้งานมีการเข้าใช้งานยูทูบต่อเนื่องทุกวัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงความนิยมที่ยูทูบได้รับ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ได้รับความนิยม ทำให้ยูทูบให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคอนเทนต์ครีเอเตอร์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรมป๊อปอัพสโตร์ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือน พ.ค. 2548 เพื่อเป็นเวทีให้ทุกคนได้แสดงแนวคิดและความเป็นตัวของตัวเองให้โลกรับรู้

มุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจบันเทิง ยูทูบ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ล่าสุดยูทูบได้จัดกิจกรรมป๊อปอัพ สเปซ (Pop-up Space) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสนับสนุนเหล่าครีเอเตอร์ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-17 พ.ย.นี้ ที่โครงการช่างชุ่ย โดยจะเน้นการเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการผลิตวิดีโอ สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับครีเอเตอร์คนอื่นๆ และเข้าถึงเครื่องมือต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ในด้านความคิดสร้างสรรค์

ทั้งนี้ นอกจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผู้ใช้งานและครีเอเตอร์แล้ว ยังพบว่าในประเทศไทยมีช่องยูทูบ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนคน (Silver) จำนวนถึง 1,700 ช่อง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีอยู่ที่ประมาณ 1,000 ช่อง โดยในแต่ละวันจะมีช่องที่มีผู้ติดตามเกิน 1 แสนคน 8 ช่อง

นอกจากนี้ ยังพบว่าช่องที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน (Gold) ยังเพิ่มขึ้นเป็น 150 ช่องในปัจจุบัน จากช่วงต้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 100 ช่อง รวมทั้งมีช่องที่มีผู้ติดตามเกิน 10 ล้านคน (Diamond) 5 ช่อง ซึ่งมากเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 3 ของเอเชีย-แปซิฟิก

ดังนั้น การจัดกิจกรรมป๊อปอัพ สเปซ จึงเชื่อว่าจะเป็นการสนับสนุนคอนเทนต์ครีเอเตอร์ให้พัฒนาตัวเองเพื่อไปสู่การเป็นช่องที่มีผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้นผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น YouTube NextUp ที่คัดเลือก 12 ครีเอเตอร์ จากช่องที่มีผู้ติดตามเกิน 1 หมื่นคน แต่ไม่ถึง 1 แสนคน เข้ามาร่วมอบรมสร้างพื้นฐานในการผลิตวิดีโอคอนเทนต์ ตลอดระยะเวลา 5 วัน จากทีมงานยูทูบ เพื่อฝึกฝนการสร้างคอนเทนต์ และรับเงินสนับสนุนมูลค่ากว่า 6.2 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิในโครงการพาร์ตเนอร์ แมเนเจอร์ อีกด้วย

“เราเห็นผลจากการจัดกิจกรรมครั้งที่ผ่านมา โดยพบว่าผู้ที่มาเข้าร่วมโครงการ NextUp สามารถเพิ่มยอดผู้ติดตามได้กว่าเท่าตัวภายในเวลาอันรวดเร็ว” มุกพิม กล่าว

สำหรับในครั้งนี้พบว่ามีครีเอเตอร์ให้ความสนใจเข้ามาใช้งานป๊อปอัพ สเปซ มากกว่า 500 ช่อง และมีการเพิ่มกิจกรรม Music Sessions ที่จัดขึ้นมาสำหรับมิวสิคครีเอเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ที่เข้ามาร่วมงานจะได้เรียนรู้ ติดต่อพูดคุยกับครีเอเตอร์รายอื่นๆ เพื่อให้เกิดโอกาสในการสร้างผลงานด้วยกัน ไปจนถึงการสร้างผลงาน ด้วยการเตรียมสตูดิโอ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่จะเข้ามาช่วยเหลือด้วย

ปัจจุบัน ยูทูบได้เปิดยูทูบ สเปซ เพื่อให้นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ของยูทูบเข้ามาใช้งานรวมทั้งหมด 10 ประเทศ และได้เปิดในรูปแบบยูทูบ ป๊อปอัพ สเปซ ขึ้น เพื่อให้สามารถขยายการให้บริการยูทูบ สเปซ ได้รวดเร็วขึ้น โดยจัดขึ้นกว่า 55 ครั้งในกว่า 21 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่จัดขึ้นในปี 2559 และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นในประเทศไทย

ขณะที่โครงการ ยูทูบ เน็กซ์อัพ เป็นการเเข่งขันเพื่อเฟ้นหาครีเอเตอร์หน้าใหม่ไฟเเรง โดยนับแต่เปิดตัวเมื่อปี 2554 ได้ช่วยให้ครีเอเตอร์กว่า 500 ราย จากกว่า 13 ประเทศทั่วโลกประสบความสำเร็จในการพัฒนาช่องยูทูบของแต่ละคน

ยูทูบลุยป๊อปอัพสเปซต่อ ดันคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570607

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 06:45 น.

ยูทูบลุยป๊อปอัพสเปซต่อ ดันคอนเทนต์ครีเอเตอร์

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์

จากความนิยมรับชมยูทูบ (YouTube) ในประเทศไทย โดยปัจจุบันการใช้งานยูทูบในประเทศไทยมีผู้ล็อกอินเพื่อเข้ามารับชมมากกว่า 1,000 ล้านคน และใช้เวลามากกว่า 1,000 ล้านชั่วโมงต่อวันในการรับชม ทำให้ไทยยังติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่มีชั่วโมงการรับชมยูทูบ มากที่สุดของโลก

ขณะเดียวกัน ยังพบสถิติการใช้งานของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ในการสร้างสรรค์ผลงานยังมีปริมาณการอัพโหลดคอนเทนต์เพิ่มขึ้นถึง 70% และยังพบว่ากว่า 75% ของผู้ใช้งานมีการเข้าใช้งานยูทูบต่อเนื่องทุกวัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงความนิยมที่ยูทูบได้รับ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ได้รับความนิยม ทำให้ยูทูบให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคอนเทนต์ ครีเอเตอร์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรม ป๊อปอัพสโตร์ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือน พ.ค. 2548 เพื่อเป็นเวทีให้ทุกคนได้แสดงแนวคิดและความเป็นตัวของตัวเองให้โลกรับรู้

มุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจบันเทิง ยูทูบ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ล่าสุดยูทูบได้จัดกิจกรรม ป๊อปอัพ สเปซ (Pop-up Space) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสนับสนุนเหล่า ครีเอเตอร์ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-17 พ.ย.นี้ ที่โครงการช่างชุ่ย โดยจะเน้นการเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ การผลิตวิดีโอ สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับครีเอเตอร์คนอื่นๆ และเข้าถึงเครื่องมือต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ในด้านความคิดสร้างสรรค์

ทั้งนี้ นอกจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผู้ใช้งานและครีเอเตอร์แล้ว ยังพบว่าในประเทศไทยมีช่องยูทูบ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนคน (Silver) จำนวนถึง 1,700 ช่อง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีอยู่ที่ประมาณ 1,000 ช่อง โดยในแต่ละวันจะมีช่องที่มีผู้ติดตามเกิน 1 แสนคน 8 ช่อง

นอกจากนี้ ยังพบว่าช่องที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน (Gold) ยังเพิ่มขึ้นเป็น 150 ช่องในปัจจุบัน จากช่วงต้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 100 ช่อง รวมทั้งมีช่องที่มีผู้ติดตามเกิน 10 ล้านคน (Diamond) 5 ช่อง ซึ่งมากเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 3 ของเอเชีย-แปซิฟิก

ดังนั้น การจัดกิจกรรมป๊อปอัพ สเปซ จึงเชื่อว่าจะเป็นการสนับสนุนคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ให้พัฒนาตัวเองเพื่อไปสู่การเป็นช่องที่มีผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้นผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น YouTube NextUp ที่คัดเลือก 12 ครีเอเตอร์ จากช่องที่มี ผู้ติดตามเกิน 1 หมื่นคน แต่ไม่ถึง 1 แสนคน เข้ามาร่วมอบรมสร้างพื้นฐานในการผลิตวิดีโอคอนเทนต์ ตลอดระยะเวลา 5 วัน จากทีมงานยูทูบ เพื่อฝึกฝนการสร้างคอนเทนต์ และรับเงินสนับสนุนมูลค่ากว่า 6.2 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิในโครงการพาร์ตเนอร์ แมเนเจอร์ อีกด้วย

“เราเห็นผลจากการจัดกิจกรรมครั้งที่ผ่านมา โดยพบว่าผู้ที่มาเข้าร่วมโครงการ NextUp สามารถเพิ่มยอดผู้ติดตามได้กว่าเท่าตัวภายในเวลาอันรวดเร็ว” มุกพิม กล่าว

สำหรับในครั้งนี้พบว่ามีครีเอเตอร์ให้ความสนใจเข้ามาใช้งานป๊อปอัพ สเปซ มากกว่า 500 ช่อง และมีการเพิ่มกิจกรรม Music Sessions ที่จัดขึ้นมาสำหรับ มิวสิคครีเอเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ที่เข้า มาร่วมงานจะได้เรียนรู้ ติดต่อพูดคุยกับ ครีเอเตอร์รายอื่นๆ เพื่อให้เกิดโอกาสในการสร้างผลงานด้วยกัน ไปจนถึงการสร้างผลงาน ด้วยการเตรียมสตูดิโอ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่จะเข้ามาช่วยเหลือด้วย

ปัจจุบัน ยูทูบได้เปิดยูทูบ สเปซ เพื่อให้นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ของยูทูบเข้ามาใช้งานรวมทั้งหมด 10 ประเทศ และได้เปิดในรูปแบบยูทูบ ป๊อปอัพ สเปซ ขึ้น เพื่อให้สามารถขยายการให้บริการยูทูบ สเปซ ได้รวดเร็วขึ้น โดยจัดขึ้นกว่า 55 ครั้งในกว่า 21 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่จัดขึ้นในปี 2559 และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นในประเทศไทย

ขณะที่โครงการ ยูทูบ เน็กซ์อัพ เป็นการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาครีเอเตอร์หน้าใหม่ไฟแรง โดยนับแต่เปิดตัวเมื่อปี 2554 ได้ช่วยให้ครีเอเตอร์กว่า 500 ราย จากกว่า 13 ประเทศทั่วโลกประสบความสำเร็จในการพัฒนาช่องยูทูบของแต่ละคน

อาลีบาบาเผย “ไอโฟน” ครองยอดขายสูงสุดในวันคนโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570596

  • วันที่ 12 พ.ย. 2561 เวลา 20:28 น.

อาลีบาบาเผย "ไอโฟน" ครองยอดขายสูงสุดในวันคนโสด

“อาลีบาบา”เผย “ไอโฟน” ครองยอดขายสูงสุดหมวดโทรศัพท์มือถือในวันคนโสด ขณะที่ “หัวเหว่ย” โกยยอดขายอันดับสอง

บริษัทอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซของจีน เปิดเผยว่า โทรศัพท์สมาร์ทโฟน “ไอโฟน” ของบริษัทแอปเปิล ครองยอดขายสูงสุดในหมวดโทรศัพท์บนแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ในวันคนโสดเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมียอดขายแซงหน้าแบรนด์คู่แข่งจากจีน

อย่างไรก็ดี อาลีบาบาไม่ได้เปิดเผยยอดขายจำนวนเครื่องของโทรศัพท์ที่มีการจำหน่ายเมื่อวานนี้ เพียงแต่ระบุว่า แอปเปิลเป็นหนึ่งใน 237 แบรนด์ที่มียอดขายมากกว่า 100 ล้านหยวน (14.36 ล้านดอลลาร์)

ขณะที่ยอดขายโทรศัพท์ของหัวเหว่ยครองอันดับ 2 ตามมาด้วยเสียวหมี่ ส่วนซัมซุงอยู่ในอันดับ 8

รายงานข่าวระบุว่า ยอดขายบนแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ของอาลีบาบาในวันคนโสด พุ่งแตะ 2.135 แสนล้านหยวน หรือ 3.07 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

รายงานจากอาลีบาบาระบุว่า ยอดขายทั้งหมดมาจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วย Tmall และ Taobao โดยเพิ่มขึ้น 27% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่ระดับ 1.682 แสนล้านหยวน

วล็อกเกอร์ VS บล็อกเกอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570547

  • วันที่ 12 พ.ย. 2561 เวลา 14:00 น.

วล็อกเกอร์ VS บล็อกเกอร์

โดย…ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย)

หลายๆ คนอาจจะสงสัย เดี๋ยวนี้มีกระแสการพูดถึงวล็อกเกอร์ (Vlogger) มากขึ้น วล็อกเกอร์คืออะไร และต่างจากบล็อกเกอร์อย่างไร วันนี้เรามีคำอธิบายมาให้ครับ

ในสมัยก่อนการเขียนบล็อกจะทำในรูปแบบของตัวหนังสือหรือรูปภาพ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปทำให้บล็อกเกอร์หันมาทำเป็นรูปแบบวิดีโอมากขึ้น ซึ่งเนื้อหาก็จะมีความน่าสนใจมากขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้การเติบโตของวล็อกเกอร์มีมากขึ้น โดยสามารถเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่าวล็อกเกอร์ หรือยูทูบเบอร์ (YouTuber) ก็ได้เช่นกัน เนื่องจากในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มวิดีโอเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่ยูทูบอีกต่อไป

สำหรับในประเทศไทยเทรนด์การเติบโตของวล็อกเกอร์กำลังมาแรง โดยจากการเก็บข้อมูลของทีมงานไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีอัตราการเติบโตของวล็อกเกอร์สูงถึง 70% มีการพูดถึง Vlog ประมาณ 2.6 หมื่นข้อความ และมีเอนเกจเมนต์มากกว่า 5.5 ล้านเอนเกจเมนต์เลยทีเดียว ซึ่งคอนเทนต์ส่วนใหญ่จะเป็นการพูดถึงเรื่องอาหารและการท่องเที่ยว

จากสิ่งที่เราค้นพบนี้สามารถทำให้เรารู้ได้ว่าเทรนด์การทำคอนเทนต์แบบ Vlog กำลังมาแรง โดยเนื้อหาอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดแต่เป็นที่ “สไตล์” หรือคาแรกเตอร์ของวล็อกเกอร์แต่ละคนว่าจะสามารถสื่อสารออกมาได้ดีแค่ไหน เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด เป็นโจทย์ให้แบรนด์หรือนักการตลาดจะต้องทำการบ้านมากขึ้นในการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อมารีวิวสินค้าของตัวเอง ไม่ใช่เลือกจากแค่ยอดคนติดตามอย่างเดียว

เตรียมตัวให้พร้อม “จอพับได้” กำลังจะมา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570497

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

เตรียมตัวให้พร้อม "จอพับได้" กำลังจะมา!

ซัมซุงเผยโฉมสมาร์ทโฟนต้นแบบที่พับหน้าจอได้ภายในงานสัมมนานักพัฒนา และเตรียมผลิตออกสู่ตลาดเร็วๆนี้

หลังจากมีข่าวเล่าลือกันถึงเทคโนโลยีใหม่ของ สมาร์ทโฟนมาได้สักพัก ล่าสุดซัมซุงได้เปิดตัวเทคโนโลยีหน้าจอพับได้ ชื่อว่า Infinity Flex Display ในงานสัมมนานักพัฒนา Samsung Developer Conference 2018 และมีแผนจะผลิตออกสู่ตลาดให้แฟนๆ ได้ควักกระเป๋าจับจองเป็นเจ้าของเร็วๆ นี้อีกด้วย

โทรศัพท์ที่ยังเป็นรุ่นต้นแบบอยู่นี้ เป็นมือถือแบบพับที่เปิดมาแล้วจะเจอหน้าจอพับได้ โดยมีอีกจอด้านนอกสำหรับใช้งานตอนที่พับอยู่ เมื่อเปิดกางออกมาจะมีขนาดหน้าจอ 7.3 นิ้ว ซึ่งเท่ากับแท็บเล็ตในบางรุ่น เมื่อพับก็จะมีขนาดประมาณหน้าจอ 4.58 นิ้ว เท่ากับสมาร์ทโฟนทั่วไป และถูกออกแบบมาให้เปิด-ปิดได้ซ้ำๆ หลายครั้งโดยไม่กระทบกระเทือน

จุดเด่นหลักๆ ที่ซัมซุงแย้มออกมาคือ สมาร์ทโฟนพับหน้าจอได้นี้จะเปิดแอพพลิเคชั่นพร้อมกันได้ถึง 3 แอพพลิเคชั่น โดยหน้าจอจะแบ่งออกเป็น 3 ช่อง คือ ช่องใหญ่ 1 ช่อง ช่องเล็ก 2 ช่อง (ตามภาพประกอบจากซัมซุง) นอกจากนี้ ยังมีการร่วมมือกับกูเกิลเพื่อพัฒนาระบบแอนดรอยด์เพื่อให้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ทำงานอย่างไร้รอยต่อ เมื่อมีการสลับการใช้งานจากหน้าจอเล็กไปยังหน้าจอใหญ่

จัสติน เดนิสัน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ด้านการตลาดผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน ซึ่งทำหน้าที่เปิดตัวนวัตกรรมใหม่บนเวที เผยว่า หน้าจอพับได้รุ่นต้นแบบนี้จะเป็นรากฐานของสมาร์ทโฟนในอนาคต แต่เรายังไม่ได้เห็นสเปกเครื่องมากนัก เนื่องจากในงานมีการหรี่แสงไฟในห้องประชุมจนแทบไม่เห็นรายละเอียดตัวเครื่อง รวมทั้งยังไม่ทราบชื่อรุ่นด้วย คาดว่าคงต้องรออีเว้นท์ครั้งถัดไปของซัมซุง

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้ใช้ยังเป็นห่วงคือ หน้าจอพับได้นี้จะใช้งานได้จริงแค่ไหน รามอน ญามาส นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยด้านการตลาด IDC ตั้งคำถามว่า หากมีการเปิด-ปิดหลายๆ ครั้ง คุณภาพของหน้าจอจะยังคงเดิมหรือไม่ นอกจากนี้ ยังต้องจับตาดูอีกว่าสมาร์ทโฟนใหม่ของซัมซุงจะดึงดูดใจผู้บริโภคได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากตอนนี้ยักษ์ใหญ่ด้านสมาร์ทโฟนจากเกาหลีใต้ไม่ใช่รายเดียวที่พัฒนานวัตกรรมนี้ ผู้ผลิตจากฝั่งจีน อาทิ หัวเว่ย เลอโนโว และเสียวหมี่ ก็ร่วมวงด้วยเช่นกัน

ที่มา www.m2fnews.com

“อาลีบาบา”ลุยจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดช็อปวันคนโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570408

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 07:44 น.

"อาลีบาบา"ลุยจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดช็อปวันคนโสด

อาลีบาบางัดกลยุทธ์กระหน่ำจัดโปรโมชั่นวันคนโสด หวังกระตุ้นยอดขายทุบสถิติใหม่

ไมเคิล อีแวนส์ ประธานอาลีบาบา กรุ๊ป ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจีน แสดงความมั่นใจว่ายอดขายในวันคนโสด หรือวันลดราคาสินค้าครั้งใหญ่สุดประจำปีวันที่ 11 พ.ย. จะยังขยายตัวแข็งแกร่ง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจจีนชะลอตัว โดยในปีนี้อาลีบาบาได้ใช้กลยุทธ์ใหม่ 2 อย่างเพื่อหวังกระตุ้นให้ยอดขายทะยานทุบสถิติใหม่อีกครั้ง

วอลสตรีท เจอร์นัล และเซาท์ ไชน่ามอนิ่ง โพสต์ รายงานว่า นับเป็นครั้งแรกที่อาลีบาบาได้ดึงให้ธุรกิจออฟไลน์มาร่วมจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าด้วย เช่น เหอหม่า เชนซูเปอร์มาร์เก็ตของอาลีบาบา รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นธุรกิจค้าปลีกแบบมีหน้าร้านอย่าง อาร์ที-มาร์ท ให้ส่วนลดกับลูกค้าที่เพิ่งมาซื้อสินค้าเป็นครั้งแรกด้วย

รายงานระบุว่า ผู้บริโภคชาวจีนสามารถสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อรับส่วนลดราคาสินค้าออนไลน์ได้ตามร้านค้าต่างๆ กว่า 2 แสนแห่งทั่วประเทศ ซึ่งส่วนลดดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาเกือบ 2 เท่าจากเมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ ลาซาด้า อี-คอมเมิร์ซ ในเครืออาลีบาบา ได้ร่วมจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายออนไลน์ในวันคนโสดนอกตลาดจีนเป็นครั้งแรกด้วยใน 6 ประเทศอาเซียนที่รวมถึงไทย โดยในปีนี้ดีลลดราคาสำหรับสินค้าราว 5 แสนรายการ เปิดให้สั่งซื้อได้ก่อนวันคนโสด นับตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.

ทั้งนี้ อีแวนส์ ระบุว่า สำหรับในวันคนโสดปีนี้ ยอดขายสินค้าประเภทเครื่องสำอาง อาหาร แฟชั่น และเครื่องแต่งกาย คาดว่าขยายตัวแข็งแกร่ง พร้อมเสริมว่าอาลีบาบากำลังพยายามกระตุ้นยอดขายในกลุ่มผู้บริโภคจีนเป็นหลักราว 300 ล้านคน

อย่างไรก็ดี ประธานอาลีบาบา ระบุว่า ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพง เช่น เครื่องซักผ้า และโทรทัศน์ มีแนวโน้มปรับตัวลดลง

ด้าน บริษัทที่ปรึกษา โอลิเวอร์ ไวแมน เปิดเผยผลสำรวจ พบว่า 38% ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ชาวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของอาลีบาบาวางแผนซื้อสินค้าน้อยลงในวันคนโสด ส่วนในภาพรวมนั้นผู้ตอบแบบสอบถาม 30% ระบุว่าจะใช้จ่ายน้อยลง

ก่อนหน้านี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า การขยายตัวของยอดค้าปลีกออนไลน์ลดลง 12% มาอยู่ที่ 24% เมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยความวิตกเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคจีนเริ่มลดการจับจ่ายใช้สอยลง

เสี่ยวหมี่ชู100ล.เครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/570336

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 12:38 น.

เสี่ยวหมี่ชู100ล.เครื่อง

เสี่ยวหมี่ เร่งปั๊มยอดขายในไทย เปิดตัวสมาร์ทโฟน 3 รุ่นใหม่ ผุดมินิสโตร์ปีนี้ 30 สาขา ปูทางขยายตลาดต่างจังหวัด

นายจอห์น เฉิน ผู้อำนวยการ บริษัท เสี่ยวหมี่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ภาพตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้เสี่ยวหมี่มีอัตราการเติบโตทั่วโลก 21.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน บริษัทยังคงดำเนินกลยุทธ์สร้างความหลากหลาย การนำเสนอโปรดักส์และดีไซน์ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 70-80% สามารถเลือกสมาร์ทโฟนที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์

ทั้งนี้ กลยุทธ์ตลาดในประเทศไทยในช่วงไตรมาส 4 ได้วางแผนเปิดตัวสมาร์ทโฟน 3 รุ่นใหม่ ล่าสุดได้เปิดตัวรุ่น Mi 8 Pro เพื่อเจาะตลาดสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม มีฟีเจอร์สแกนนิ้วใต้จอ ตอบสนองฉับไวปลดล็อกหน้าจอโดยใช้นิ้วสัมผัส ราคา 1.99 หมื่นบาท และ Mi 8 Lite ระดับราคา 7,990 บาทขึ้นไป เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ และจะเปิดรุ่น Mi mix 3 ในเดือน ธ.ค. แต่ต้องรอดูปริมาณเครื่องเพียงพอกับการวางตลาดหรือไม่

ขณะที่ช่องทางจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จะวางจำหน่ายในทางมาร์เก็ตเพลส ประกอบด้วน รุ่น Mi 8 Lite จะจำหน่ายมาร์เก็ตเพลส เจดี ดอทคอม และรุ่น Mi 8 Pro จำหน่ายผ่านลาซาด้า เริ่มวันที่ 11 พ.ย.นี้ และจะจำหน่ายทั้งสองรุ่นในวันที่ 15 พ.ย. ที่มินิ สโตร์ Mi Authorized นอกจากในปีนี้วางแผนเปิดมินิสโตร์ให้ครบ 30 สาขา โดยมุ่งเน้นในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้นควบคู่กับการช่องทางจำหน่ายในกรุงเทพฯ

“การขยายสาขาในตลาดต่างจังหวัดจะลงลึกถึงในระดับอำเภอ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น เนื่องจากสมาร์ทโฟนเน้นคุณภาพ การดีไซน์ และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย สอดคล้องกับกำลังซื้อ โดยวางแผนจะเปิดมินิสโตร์ อาทิ จ.ขอนแก่น ลำพูน ซึ่งขณะนี้ได้เปิดไปแล้ว 12 สาขา เช่น จ.นครศรีธรรมราช และกำลังจะเปิดอีก 2 แห่ง ได้แก่ สนามบิน จ.เชียงใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ขยายไปแล้ว 2 สาขา และไอคอนสยาม”

นายเฉิน กล่าวว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา หรือระหว่างเดือน ม.ค.-ส.ค. บริษัทเปิดตัวสินค้าทั้งหมด 16-17 รุ่น โดยนโยบายของเสี่ยวหมี่มุ่งเน้นตลาดสมาร์ทโฟนในไทยในระดับ 5,000-1 หมื่นบาท เป็นเซ็กเมนต์ระดับกลาง เพราะตลาดใหญ่เป็นระดับราคาที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย สำหรับในไทยเสี่ยวหมี่มีฐานลูกค้าที่เป็นแฟนคลับ 1.5 แสนราย เพิ่มขึ้นจากเมื่อต้นปีที่มีราว 3 หมื่นราย ขณะเดียวกันยังคงสร้างแบรนด์ผ่านสื่อโฆษณาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้ เพื่อขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

สำหรับไตรมาส 3 ของปีนี้ เสี่ยวหมี่เป็นสมาร์ทโฟนอันดับ 4 ของโลก มีส่วนแบ่งเพิ่มจาก 9.7% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมามีส่วนแบ่ง 7.5% โดยในช่วงไตรมาส 3 มียอดขายทั่วโลก 34 ล้านเครื่อง และตั้งเป้าหมายสิ้นปีจะมียอดขายทั่วโลก 100 ล้านเครื่อง ขณะที่ผู้นำตลาดซัมซุงในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ มีส่วนแบ่ง 20.3% ยอดขาย 72.2 ล้านเครื่อง หัวเว่ยมีส่วนแบ่ง 14.6% ยอดขาย 52 ล้านเครื่อง และแอปเปิ้ล มีส่วนแบ่ง 13.6% ยอดขาย 46.9 ล้านเครื่อง

ภาพ https://www.gizmochina.com